{ "Contributors": [ "Krima Doshi", "Swaroop" ], "Source": [ "sherliic" ], "URL": [ "http://cistern.cis.lmu.de/SherLIiC/" ], "Categories": [ "Sentiment Analysis" ], "Reasoning": [], "Definition": [ "You are given a news article in the Thai language and a genre in the English language. Classify the sentiment of the given genre into \"positive\" and \"negative\" according to the Thai article." ], "Input_language": [ "English", "Thai" ], "Output_language": [ "English" ], "Instruction_language": [ "English" ], "Domains": [ "News" ], "Positive Examples": [ { "input": "Title: ครม.ไฟเขียวแก้กฎหมายผังเมือง อำนวยความสะดวกให้ภาคอุตสาหกรรมขยายโรงงาน \n Body: 10 พ.ย. 2558 นางอรรชกา ศรีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการแก้ปัญหาผังเมือง ที่มีผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยให้กระทรวงมหาดไทยยกเลิกบัญชีกำหนดประเภทโรงงานท้ายกฎกระทรวงบังคับใช้ผังเมืองรวมเมืองและชุมชน ให้ยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อสามารถรองรับนโยบายหรือยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศเปลี่ยนแปลงตามสภาพเศรษฐกิจ และให้ยืดหยุ่นต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องพัฒนาในแต่ละพื้นที่\nนางอรรชกา ยังกล่าวด้วยว่า ที่ประชุม ครม. ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยการแก้ไขกฎหมายผังเมือง เพื่ออำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถขยายโรงงาน ขยายการลงทุนได้เพิ่มเติม โดยเฉพาะพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ภาคเอกชนยังต้องการขยายการลงทุนด้วยการใช้พื้นที่การลงทุนมากกว่า 35,000 ไร่ ขณะที่ปัจจุบันมีพื้นที่การลงทุนเพียง 25,000 ไร่\nทั้งนี้เพื่อต้องการจัดทำผังเมืองให้มีความชัดเจนมากขึ้น จากเดิมพื้นที่สีเขียวใช้สำหรับ พื้นที่เกษตร เกษตรแปรรูป จึงต้องกำหนดให้ชัดเจน และแก้ไขบัญชีแนบท้ายห้ามตั้งโรงงานประเภทต่างๆ เพื่อสามารถสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน โรงไฟฟ้าขยะ เพื่อลดอุปสรรการขยายการลงทุน โครงการที่ไม่ผ่านการศึกษาทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ห้ามเข้ามาประกอบกิจการให้ยกเลิกบัญชีแนบท้าย แต่มีเงื่อนไขควบคุมเพิ่มเติม เพื่อให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อกำหนดให้สอดคล้องตามประเภทอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทยจึงเร่งกลับไปแก้ไขในเร็วๆ นี้\nอย่างไรก็ตามครม.ยังขอให้กระทรวงมหาดไทยนำผลการศึกษาโครงการพัฒนาพื้นที่อย่างมีศักยภาพเพื่อรองรับการลงทุน ตามที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้จัดทำรายงานการโซนนิ่งพื้นที่อุตสาหกรรมที่เหมาะสมในแต่จังหวัด รวมทั้งหมด 34 จังหวัด เพื่อให้กระทรวงมหาดไทยนำผลไปประกอบการวางแผนและจัดทำผังเมืองและออกเป็นกฎหมายผังเมืองต่อไป โดยจะได้สอดคล้องนโยบายที่รัฐกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้น ทั้งด้านชายแดนและอุตสาหกรรมด้านคลัสเตอร์\nพล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.ยังมีมติให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานหลักประสานงานกับรัฐ เอกชน ภาคประชาชนในการกำหนดแนวกันชน ที่เหมาะสมกับโรงงานประเภทต่าง ๆ เพื่อมั่นใจว่า โรงงานนั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม\nเรียบเรียงจาก : สำนักข่าวไทย [1] และ เดลินิวส์ [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": "positive", "explanation": "The article talks positively about the genre culture" }, { "input": "Title: โฆษก คสช. ชี้ระเบิดเซ็นทรัลสมุย ยังไม่มีข้อมูลเชื่อมโยงไฟใต้ \n Body: โฆษก คสช.ไม่ฟันธงระเบิดที่เซ็นทรัลเฟสติวัล สมุย เชื่อมโยงไฟใต้  ชี้ไฟไหม้คลังสินค้าสหกรณ์ฯ เป็นอุบัติเหตุทางไฟฟ้า \n \n11 เม.ย. 2558 สำนักข่าวไทย [1]รายงานว่า พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวไทย ถึงเหตุระเบิดที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล สมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อเวลา 22.30 น. คืนที่ผ่านมา ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าอาจเกี่ยวข้องกับเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานด้านการข่าวได้แจ้งเตือนทุกพื้นที่ที่เป็นจุดเสี่ยงที่ผู้ไม่หวังดีจะก่อเหตุความไม่สงบ ไม่เฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่การข่าวไม่ได้ชี้ชัดว่าจะรุนแรงถึงระดับใด ดังนั้นแต่ละพื้นที่จะประเมินว่ามีจุดใดบ้างที่เสี่ยงหรือล่อแหลม ซึ่งเหตุระเบิดที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล สมุย เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ห้างปิดแล้ว ทำให้คนร้ายฉวยโอกาสก่อเหตุได้ง่าย แต่ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับเหตุไม่สงบในชายแดนใต้ ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง\n \nส่วนเหตุเพลิงไหม้คลังสินค้าสหกรณ์สุราษฎร์ธานี จำกัด (โคออป) ต.หนองไทร อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี  โฆษก คสช.กล่าวว่า น่าจะเป็นอุบัติเหตุเกี่ยวกับวงจรไฟฟ้า ไม่ใช่เหตุระเบิด \n What is the sentiment in the text for the genre: environment", "output": "positive", "explanation": "The article talks positively about the genre environment" } ], "Negative Examples": [ { "input": "Title: วิปสนช.ยัน 7 สนช.ไม่ถูกหักเงิน เหตุลาถูกต้อง ประธานอนุมัติแล้ว \n Body: โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ระบุ 7 สนช. ลาถูกต้อง ประธานสนช.ได้อนุมัติการลาแล้ว ไม่หักเงินตอบแทนพิเศษ 4 หมื่นบาท \n\n28 ก.พ. 2560 จากกรณีที่ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ ได้เปิดเผยผลสำรวจ เกี่ยวกับการเข้าประชุมของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พบว่า ตามข้อบังคับกำหนดให้สมาชิกต้องมาลงมติอย่างน้อย 1 ใน 3 ของทุกรอบ 90 วัน แต่พบสมาชิกอย่างน้อย 7 คน ที่ขาดประชุมเป็นประจำ จนอาจจะเป็นเหตุให้สิ้นสภาพการเป็นสมาชิกสนช. (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม [1]) นั้น โดยต่อมา ประธานคณะกรรมการจริยธรรม สนช. ตั้งอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีดังกล่าว พร้อมระบุด้วยว่าจะทราบผลใน 30 วัน\nวันนี้ (28 ก.พ.60) รายงานข่าวระบุว่า เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) กล่าวถึงกรณี 7 สมาชิกสนช. ลาการประชุม ว่า จากการตรวจสอบของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภายืนยันว่า สมาชิกทั้ง 7 คนลาถูกต้อง เนื่องจากประธานสนช.ได้อนุมัติการลาแล้ว ซึ่งการลามี 2 แบบ คือ 1.การลาที่เกี่ยวข้องกับกิจการของสภา และ 2.การลาที่เกี่ยวข้องกับงานประจำของแต่ละสมาชิก ซึ่งสนช.ทั้ง 7 คนได้อนุมัติลาอย่างถูกต้อง ดังนั้นการลงมติจึงไม่ได้นับ เพราะถือว่าลาแล้ว รวมทั้งยังเป็นไปตามข้อบังคับของสนช. นอกจากนี้ 7 สมาชิกยังไม่ได้ถูกหักเงินเพิ่มจำนวน 40,000 บาท เพราะได้ลาอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ตามมาตรา 111 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังรอโปรดเกล้าฯ กำหนดว่าหากขาดประชุม 1 ใน 4 ของจำนวนวันประชุม ถือว่าขาดสมาชิกภาพ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากประธานรัฐสภา ซึ่งถือว่าข้อบังคับของสนช.เข้มกว่า เนื่องจากได้กำหนดว่าหากลงมติ ไม่ถึง 1 ใน 3 ของจำนวนครั้งที่มีการแสดงตน เพื่อลงมติทั้งหมด ภายใน 90 วัน ถือว่าสนช.ขาดสมาชิกภาพ\nเมื่อถามว่า ข้อบังคับสนช. อนุญาตให้สมาชิกลาได้แบบไม่จำกัด หากประธานสนช.อนุญาต เจตน์ กล่าวว่า ถ้าไม่จำเป็นสมาชิกก็ไม่ต้องการลา เพราะถ้าลาเกินกว่าที่กำหนดก็จะมีเงินเพิ่ม จำนวน 40,000 บาท คุมอยู่อีกชั้น หากลาเกินจะถูกหักเงินจำนวนดังกล่าว\n \nที่มา มติชนออนไลน์ [2]และไทยรัฐออนไลน์ [3] \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": "negative", "explanation": "The article talks positively about the genre social" }, { "input": "Title: นิธิ เอียวศรีวงศ์: การเมืองเชิงอุดมการณ์ \n Body: ประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของผู้จะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ไปด้วยอุดมการณ์ ส่วนอีกเกือบครึ่งหนึ่งซึ่งยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใด ไปด้วยเหตุผลอื่นๆ ที่ไม่ใช่อุดมการณ์ นับตั้งแต่ยังมองหาคนถูกใจหรือพรรคที่ถูกใจที่สุดอยู่ ไม่แน่ว่าวันที่ 3 ก.ค.จะว่างหรือไม่ แล้วแต่อารมณ์ ไปเรื่อยจนถึงราคาของการขายเสียง\nเป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่มีผู้ตัดสินใจเลือกตั้งโดยอุดมการณ์สูงถึงเพียงนี้\nทั้งนี้เพราะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การเมืองเชิงอุดมการณ์เข้ามาครอบงำการเมืองไทยอย่างกว้างขวางกว่าที่เคยเกิด มาแล้วในช่วง 2516-2519 เพราะความก้าวหน้าของการสื่อสาร และเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งไม่เคยเกิดในเมืองไทยมาก่อน\nอุดมการณ์คืออะไรอุดมการณ์คือคำอธิบายถึงหลักการอันเป็นเงื่อนไขสำคัญสุด ในความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ อันก่อให้เกิดปรากฏการณ์นานาชนิด โดยเฉพาะปรากฏการณ์ทางสังคม ลึกลงไปถึงชีวิตและความคิดของคนในสังคม ว่าล้วนสะท้อนเงื่อนไขความสัมพันธ์ที่อุดมการณ์ได้อธิบายไว้ ในแง่นี้อุดมการณ์จึงแทบไม่ต่างอะไรจาก \"ทฤษฎี\" ที่นักปราชญ์หรือนักวิชาการคิดขึ้นมา สำหรับอธิบายความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนต่างๆ ในปรากฏการณ์ทั้งทางสังคมและทางธรรมชาติ\nความแตกต่างระหว่างอุดมการณ์และทฤษฎีอยู่ตรงที่ว่า ทฤษฎีอธิบายได้เฉพาะในบริบทเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง จะนำไปใช้อธิบายเรื่องที่ต่างบริบทไม่ได้ทั่วไป และด้วยเหตุดังนั้น ทฤษฎีจึงไม่อาจอ้างความเป็นสากล และไม่เป็นอกาลิโก ในขณะที่อุดมการณ์อ้างว่าสามารถใช้อธิบายความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนและซ่อน เงื่อนได้ทุกเงื่อนไข นับตั้งแต่ความรู้สึกในใจของตนเอง ไปจนถึงความรักระหว่างเพศ, การศึกษา, แฟชั่น และระบบเศรษฐกิจและการเมืองที่ครอบงำสังคมทั้งสังคม อุดมการณ์จึงอ้างความเป็นสากลและอกาลิโก\nเพราะอุดมการณ์มีลักษณะที่ผนวกได้รอบทิศทางเช่นนี้ อุดมการณ์จึงแบ่งแยก \"พวกเรา\" กับ \"พวกเขา\" ได้ชัด ผมจำได้ถนัดว่าในช่วงปี 2518-19 นั้น แม้แต่ทรงของกางเกงที่ผู้ชายนุ่ง ก็สามารถแยก \"พวกเรา\" ออกจาก \"พวกเขา\" ได้แล้ว\nทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงทรรศนะที่มีต่อประชาธิปไตย, สถาบันพระมหากษัตริย์, กองทัพ, ตุลาการ, อภิสิทธิ์ (ทั้งเวชชาชีวะและอภิสิทธิ์เฉยๆ), ฯลฯ ความต่างของเสื้อจึงไม่ได้อยู่ที่สี แต่อยู่ในทรวงอกที่เสื้อสีคลุมเอาไว้ต่างหาก\nที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือลักษณะผนวกรวมเอาไว้รอบด้านของอุดมการณ์ทำให้ \"พวกเขา\" กลายเป็นศัตรู เป็น \"อมนุษย์\" เป็น \"สิ่ง\" ที่ต้องล้างผลาญทำลายให้สิ้นซาก การเมืองเชิงอุดมการณ์จึงนำไปสู่ความรุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก และความรุนแรงก็มักนำไปสู่ระบอบเผด็จการอย่างหลีกเลี่ยงได้ยากเช่นกัน ดังที่เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นนับตั้งแต่การล้อมปราบประชาชนอย่างป่าเถื่อนที่ สี่แยกราชประสงค์เป็นต้นมา\nการเมืองเชิงอุดมการณ์เป็นการเมืองที่ไม่มีการประนีประนอม มีได้แต่ความสมานฉันท์หรือความปรองดอง (ซึ่งให้ความหมายถึงอะไรที่เหมือนกันไปหมด) แต่การประนีประนอมเป็นเงื่อนไขหลักของการอยู่ร่วมกัน ทุกฝ่ายได้แต่ไม่หมด เพราะต้องยอมให้ฝ่ายอื่นได้บ้าง การเมืองที่ก้าวหน้าและสงบเรียบร้อย คือการเมืองที่กอปรด้วยการประนีประนอมเสมอ ในขณะที่การเมืองแบบปรองดองสมานฉันท์มักมีการกำกับด้วยอำนาจอยู่เบื้องหลัง เสมอ\nการเมืองเชิงอุดมการณ์ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักในทุกสังคม แม้แต่ในสังคมที่ผู้ปกครองอ้างอุดมการณ์เพื่อรักษาอำนาจของตนไว้เสมอ ประชาชนก็ได้แต่จำนนต่ออำนาจ หาได้สมาทานอุดมการณ์นั้นมาจัดการโลกและชีวิตของตนตามไปด้วย ดังเช่นกัมพูชาสมัยเขมรแดง \"ประชาชนมูลฐาน\" (คือเป็นชาวนามาก่อนการปลดปล่อย) ย่อมพอใจกับอภิสิทธิ์ที่ผู้ปกครองมอบให้ (เช่น ได้ข้าวกินประจำวันมากกระป๋องนมกว่า) แต่ก็พร้อมจะซื้อขายแลกเปลี่ยนกับประชาชนใหม่ที่ถูกกวาดต้อนมาจากเขตเมือง (แน่นอนอย่างเอาเปรียบ) และในหลายกรณีก็ปฏิบัติต่อประชาชนใหม่เหล่านี้อย่างเพื่อนมนุษย์\nแต่ในเมืองไทยเวลานี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรากำลังอยู่ในการเมืองเชิงอุดมการณ์-อย่างน้อยในหมู่ผู้จะ ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเกือบครึ่ง-แต่เป็นการเมืองเชิงอุดมการณ์ที่กลับ ตาลปัตรกับเขมรแดง เพราะการเมืองเชิงอุดมการณ์ครอบงำประชาชน ไม่ได้ครอบงำนักการเมืองเอาเลย\nผมย้อนกลับมาคิดว่า เหตุใดอุดมการณ์จึงไม่เคยมีอิทธิพลในเชิงแบ่งแยกสังคมไทยมากเท่านี้ในอดีต จะว่าคนไทยไม่เคยมีอุดมการณ์เลย ก็ออกจะเกินไปหน่อย อย่างน้อยก็ว่ากันว่าคนไทยมองโลกและชีวิตจากจุดยืนของพุทธศาสนาแบบไทย เช่น อธิบายทุกเรื่องได้ด้วยกรรมเรื่องเวร เป็นต้น มองเข้าไปในวรรณกรรมโบราณ ก็พบลักษณะที่ค่อนข้างจะสม่ำเสมอในเรื่องนี้จริงเสียด้วย\nแต่แม้คนไทยโบราณเคยมีพุทธศาสนาแบบไทยเป็นอุดมการณ์ \"ร่วมกัน\" แต่เอาเข้าจริงแล้ว มีความแตกต่างในพุทธศาสนาแบบไทยสูงมาก จนแทบจะหาอะไร \"ร่วมกัน\" จริงได้ยาก นอกจากชื่อ แม้เมื่อรัฐเข้ามาปฏิรูปศาสนาเพื่อให้เกิดมาตรฐานร่วมกันบางอย่าง การปฏิบัติพุทธศาสนาแบบไทยก็ยังมีความหลากหลายอยู่นั่นเอง และทุกฝ่ายก็รู้ว่าคนอื่นปฏิบัติไม่เหมือนตน แต่ก็มีขันติธรรมพอจะปล่อยให้เขาปฏิบัติไปตามความเชื่อของเขา\nพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ แม้มีอุดมการณ์ แต่เป็นอุดมการณ์ที่ไม่เรียกร้องความเป็นสากล\nวิธีเลือกผู้แทนของคนไทยนั้นใช้ฐานการวินิจฉัยที่ต่างกันมานมนานแล้ว และต่างฝ่ายต่างก็รู้ว่าคนอื่นเลือกใครเพราะเหตุใดไม่เหมือนกับตน ผมโตมาในประเทศที่คนไทยแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เหมือน กัน และไม่เท่ากัน แต่ไม่มีใครรู้สึกว่าเป็นปัญหาแต่อย่างไร\nคนบ้านนอกทรงเจ้าเข้าผี ผู้ดีกรุงเทพฯ ก็อาจบอกว่านั่นไม่ใช่พุทธ แต่ก็ไม่เป็นไร เป็นเรื่องของเขา ไม่มีใครคิดว่าต้องรวมกลุ่มกันไปเผาหรือยิงทิ้งคนทรงเจ้าเข้าผี\nผมไม่ทราบหรอกว่าจะเรียกความไม่ยี่หระต่อกันเช่นนี้ว่า \"ขันติธรรม\" ได้หรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าที่มันดำรงอยู่ได้ก็เพราะเราอยู่ในสังคมแห่งสถานภาพที่ลดหลั่น กันอย่างชัดเจน พวกทรงเจ้าเข้าผีคือคน \"บ้านนอก\" ที่ไร้การศึกษา ค่อนข้างยากจน และยังไม่ได้ \"พัฒนา\" ผู้ดีกรุงเทพฯ อดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างได้ ก็เพราะเขาคือ \"เด็ก\" จึงเป็นธรรมดาย่อมเลือกตั้งแบบเด็กๆ แต่งกายแบบเด็กๆ พูดแบบเด็กๆ วิ่งขอขนมแบบเด็กๆ ฯลฯ\nถ้าจะเป็นขันติธรรม ก็เป็นขันติธรรมที่ตั้งอยู่บนความไม่เสมอภาค และตราบเท่าที่ทุกฝ่ายยอมรับความไม่เสมอภาคนี้ จะแตกต่างกันอย่างไรก็ไม่เป็นไร\nการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง โดยเฉพาะใน พ.ศ.2553 ทำให้ \"ขันติธรรม\" ประเภทนี้หมดไปในสังคมไทย เพราะการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เรียกร้องความเสมอภาคอย่างชัดเจนและกึกก้องที่สุด (ไพร่-อำมาตย์) พวกเขาเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งไม่อาจเลื่อนไหลไปตามแต่สถานการณ์หรือสถานภาพของบุคคลอีกต่อไป เป็นประชาธิปไตยที่มีความหมายอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องยึดถือความหมายขั้นพื้นฐานนี้เหมือนกัน\nอุดมการณ์ไทยกลายเป็นสากล และการเมืองเชิงอุดมการณ์จึงถูกปลุกปั่นจนกลายเป็นการนองเลือด ต่างฝ่ายต่างระดมสรรพกำลังที่มีออกมาเผชิญหน้ากัน แม้การเผชิญหน้าบนท้องถนนจะสุดสิ้นลง แต่การเผชิญหน้ากันในคดีความ, ในสื่อ, ในห้องสัมมนาและอบรม, ในพิธีกรรมชนิดต่างๆ ฯลฯ ยังดำเนินต่อไป\nและบัดนี้ก็ได้โอกาสที่จะขยายลงมาถึงการเลือกตั้ง และเป็นการเลือกตั้งเชิงอุดมการณ์เป็นครั้งแรกของไทย อย่างน้อยเกือบครึ่งของผู้ลงคะแนนเสียงเข้าคูหาด้วยอุดมการณ์ และดังที่กล่าวแล้วว่าการเมืองเชิงอุดมการณ์ เป็นการเมืองที่ไม่มีการประนีประนอม โอกาสที่จะเกิดความสงบเรียบร้อยขึ้นจากการเลือกตั้งจึงเกิดขึ้นได้ยาก\nหากสังคมไทยจะกลับมาสู่ความสงบที่ขัดแย้งกันได้ภายใต้กติการ่วมกัน เราต้องกลับมาคิดถึงอุดมการณ์ที่ไม่เป็นสากล แต่กติกาที่ยอมรับร่วมกันนั้น หลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้วว่าต้องประกอบด้วยหลักความเสมอภาค ทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติ ทุกฝ่ายต้องพร้อมจะประนีประนอมภายใต้กติกานี้ ใครจะยึดถืออุดมการณ์ชาติ, ศาสน์, กษัตริย์อย่างเหนียวแน่นอย่างไรก็ได้ แต่สถาบันทั้งสามนี้ต้องดำรงอยู่ภายใต้สำนึกถึงความเสมอภาคที่แพร่ขยายไป อย่างกว้างขวางให้ได้ เช่น เราจะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้อย่างไร จึงจะไม่ทำให้เกิดความรู้สึกขัดแย้งกับคติความเสมอภาค\nเราจะรักษาชาติไว้อย่างไร โดยไม่ปล่อยให้กองทัพมีอภิสิทธิ์แทรกแซงการเมืองได้เหนือกว่าพลเมืองอื่นๆ \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": "negative", "explanation": "The article talks positively about the genre human_rights" } ], "Instances": [ { "id": "task974-3b0b3602002240759f158c743540e1e4", "input": "Title: ศาลอุทธรณ์ ให้ประกัน 'แซมดิน-พิชิต' 6 แสน คดีปิดสนามบิน \n Body: ศาลอุทธรณ์ ให้ประกัน 'แซมดิน-พิชิต' จำเลยคดีปิดสนามบิน คนละ 6 แสน หลังเจอถอนประกันเหตุผิดเงื่อนไขปิด  สตช.และ ก.ต่างประเทศอีก ชี้ คสช.เข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว สมควรให้โอกาสอีกครั้ง\n19 มิ.ย. 2557  คมชัดลึกออนไลน์ [1] รายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น.  ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ ที่นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ ได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ที่ผ่านมา ขอให้พิจารณาปล่อยชั่วคราว นายพิชิต ไชยมงคล แนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ ผู้ประสานงานกองทัพธรรม ซึ่งเป็นจำเลยที่ 17 และ 57 คดีร่วมกับแกนนำ พธม. ชุมนุมปิดล้อมท่าอากาศยานดอนเมือง และสุวรรณภูมิ เมื่อปี 2551 สืบเนื่องจากที่ศาลอาญาไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวทั้งสอง ภายหลังที่ศาลได้เคยมีคำสั่งวันที่ 23 พ.ค. 57 เพิกถอนประกันจำเลยทั้งสอง และนายรัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี แนวร่วม พธม. จำเลยที่ 13 จากที่พนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวบรวมหลักฐานที่จำเลยทั้งสอง และนายรัชต์ยุตม์ ได้ร่วมชุมนุม กับ กปปส.ปิดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกระทรวงการต่างประเทศ ช่วงปลายปี 2556 อันเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวของศาลอาญา จึงทำให้ที่ผ่านมาจำเลยทั้งสอง ต้องถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ\nโดยศาลอุทธรณ์ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า นายพิชิต จำเลยที่ 17 และ ร.ต.แซมดิน จำเลยที่ 57 มารายงานตัวตามหมายเรียกของศาลชั้นต้น ประกอบกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้าบริหารราชการแผ่นดินให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยเป็นอันดีแล้ว กรณีไม่น่ามีเหตุที่จำเลยทั้งสอง จะกระทำการฝ่าฝืนเงื่อนไขที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในการปล่อยชั่วคราว\nศาลอุทธรณ์ จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสองอีกสักครั้ง จึงอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งสองระหว่างพิจารณา โดยตีราคาประกันคนละ 600,000 บาท พร้อมทั้งมีเงื่อนไข ห้ามจำเลยทั้งสอง กระทำการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หรืออาจก่อให้เกิดภัยอันตรายใดๆ กระทบต่อความเสียหาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือกระทำการใดๆ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และห้ามจำเลยทั้งสองเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล โดยให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกัน และดำเนินการไปตามขั้นตอน\nน.ส.พวงทิพย์ บุญสนอง ทีมทนายความ เปิดเผยภายหลังเดินทางมารับทราบคำสั่งศาลว่า วันนี้ได้นำโฉนดที่ดินย่านลาดกระบัง กทม. เนื้อที่ 84 ตารางวา ราคาประเมิน 1.2 ล้านบาท พร้อมเงินสดจำนวนหนึ่งมายื่นเป็นหลักทรัพย์ให้ศาลอาญาพิจารณาตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว คาดว่า ร.ต.แซมดิน และนายพิชิต จะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำภายในเย็นวันนี้\nส่วนนายรัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี จำเลยอีกคนที่ศาลอาญาเคยมีความเพิกถอนประกันนั้น ที่ผ่านมาทนายความยังไม่ได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อขอปล่อยชั่วคราว เนื่องจากที่ผ่านมานายรัชต์ยุตม์ ได้เข้ารายงานตัวต่อ คสช. จึงยังไม่ได้พานายรัชต์ยุตม์ เข้ารายงานตัวต่อศาลอาญาภายใน 7 วันนับจากวันที่มีคำสั่งเพิกถอนประกัน โดยทีมทนายความได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนวันเข้ารายงานตัวต่อศาลอาญาดังกล่าว ซึ่งศาลอนุญาตให้เลื่อนเข้ารายงานตัวเป็นวันที่ 23 มิ.ย.นี้ โดยในวันดังกล่าวทนายความจะได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยตัวชั่วคราวใหม่ด้วย \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-25ed1df50961466e8f6f0bd85dda2481", "input": "Title: กวีประชาไท: หอมใช่ใหม \n Body: นี่คือสงครามใช่ใหมใครจะตอบคำถามเงียบงันโหดร้ายในโมงยามตายตกตามกันไป\nนี่คือชีวิตใช่ใหมเราจะไปศพเก็บไว้ไหนน้ำตาหลั่งรินดินซับไว้ท่วมทับในโลกา\nนี่คือประชาธิปไตยใช่ใหมที่ต้องวุ่นวายไปทั่วหน้าให้ประชาธิปไตยพัฒนาฆ่ากี่ครั้งจึงจักพอ\nนี่คือความดีใช่ใหมไฉนซ่อนร้ายสืบต่อซากชีวิตสินะที่เฝ้ารอไว้ต่อรองร้องขอสินทรัพย์\nนี่คือโลกมนุษย์ใช่ใหมทำใจเกิดแล้วย่อมมีดับที่ตายตกไปเกิดจะนับสูญเปล่าย่อยยับอนิจจา\nจะเรียกร้องอะไรกับใครเล่าเห็นเธอเขานั่งร้องน้ำตานองหน้าสันติภาพ เสรีภาพ กราบอำลาสงคราม เซ่นบูชา ท่านซาตาน!\nหอมเอยหอมดอกลั่นทมเคยชมบนหลุมศพที่พบผ่านร่างวีรชนล้นสุสานจึงมานอนที่ลานถนน\nหอมเอยหอมดอกเลนเตเสียงเห่แม่หาลูกมาปล้นเขาเรียก \"เจ้าขุนทอง\" ของมวลชนเป็นขุนทองแต่ละคนล้วนต้องตาย\nหอมเอยหอมดอกจันท์นี่มิใช่วันล้อมปราบอย่างที่หมายใช่มวลชนชนกับรัฐเมื่อปีกลายแต่เป็นชนสองฝ่ายที่ชนกัน\nหอมเอยหอมดอกบุหงานี่ไม่ใช่พฤษภา ตุลา ที่ฝันจะนำสู่สงครามการฆ่าฟันอันจะต้องมาล้มตาย\nจะเรียกร้องอะไรกับใครเล่าเขาต่างมาหาความหมายเขามาตามฝันอันพร่างพรายที่ผู้นำได้มอบไว้ หลอกลวง\nศ. 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556 \n What is the sentiment in the text for the genre: education", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-880bb7d9900c4ddfbbe8dd3552cf5e4d", "input": "Title: 'ประยุทธ์' น้อยใจทำงาน 2 ปีมีแต่คนวิพากษ์วิจารณ์ ขออย่าอ้างประชาธิปไตยทำร้ายประเทศ \n Body: นายกรัฐมนตรี แถลงผลงานรัฐบาลในรอบ 2 ปี ระบุน้อยใจทำงานมีแต่คนวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งที่ทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ย้ำจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ทำให้คนไทยอยู่ดีมีสุข ขอผู้ไม่หวังดีอย่าอ้างประชาธิปไตยทำร้ายบ้านเมือง\n\n\nที่มาภาพ: เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล\n15 ก.ย. 2559 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวสรุปถึงผลการทำงานของรัฐบาลและการดำเนินหน้าทำงานในช่วงเวลาที่เหลืออีก 1 ปี จะทำการปฏิรูปอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปสู่ผลอย่างเป็นรูปธรรม และอยากให้ทุกคนช่วยกันสร้างบ้านหลังใหม่ เสริมฐานรากที่เข้มแข็ง ซึ่งรัฐบาลยืนยันจะทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ที่ผ่านมารู้สึกเสียใจ น้อยใจ ที่ทำงานอย่างเต็มที่ แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์\n“เพื่อคนทุกคนคิดแบบนี้ บางทีก็เสียใจนะ ฟังบางทีวิพากษ์วิจารณ์ ผมก็เสียใจ เอ๊ะผมจะทำไปทำไมว่ะ ผมทำให้ใครว่ะเนี่ย ในเมื่อทุกคนก็ไม่ต้องการ ทุกคนต้องการความวุ่นวายสับสนอลหม่านเหมือนเดิม ผมจะทำไปทำไม ก็ปล่อยไปเหมือนเดิม แต่ผมทำไม่ได้ เพราะแผนดินนี้เป็นของคนไทยทุกคน จำไว้นะ อย่าให้ใครเขามาแยกแผ่นดินของท่าน และตัวท่านเองก็อย่าไปหลงตามเขาไปด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว\nนายกรัฐมนตรียังขอให้สื่อเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ผลงานที่สร้างสรรค์ เพราะสื่อถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยกันขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยืนยันรัฐบาลจะยึดหลักธรรมาภิบาล พร้อมขอให้ประชาชนทุกฝ่ายช่วยกันเดินหน้าประเทศไทย และขอกำลังใจเป็นกำลังเสริมให้รัฐบาล โดยอย่ามองแต่เรื่องรายได้ของตัวเองเท่านั้น แต่ต้องร่วมกันปฏิรูป ไม่เช่นนั้นจะไม่เกิดรายได้ที่ดีขึนอย่างยั่งยืน\nหลังจากการแถลงผลงานเสร็จสิ้นลงแล้ว นายกรัฐมนตรี พร้อมรองนายกรัฐมนตรี ก็ร่วมกันรับประทานอาหารกลางวัน บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ร่วมร้องเพลงกับสื่อมวลชน และไม่พลาดที่จะร้องเพลงโปรด “ขอใจแลกเบอร์โทร\nคำแถลงโดยละเอียด\nพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเปิดแถลงผลงานรัฐบาลครบ 2 ปี ว่า ตนรู้สึกยินดีที่ได้มาพบกับพี่น้องประชาชน ที่น่ายินดีกว่านั้นคือการได้เห็นรอยยิ้มกลับคืนสู่ใบหน้าของคนไทย ที่ทั่วโลกรู้จักในนาม “สยามเมืองยิ้ม” แต่สิ่งนั้นหายไปจากสังคมไทยมากว่า 10 ปี ซึ่งช่วงเวลาที่ผ่านมา สถานการณ์ในประเทศไทยไม่ค่อยสงบสุข การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างล่าช้า เศรษฐกิจไม่ได้รับการปฏิรูปทั้งระบบ เกิดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม ประชาชนมีรายได้น้อย สังคมมีความสับสนวุ่นวาย การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กระทำได้จำกัด การวิจัย การพัฒนา เพื่อสร้างนวัตกรรมไม่ต่อเนื่อง ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม การที่ประเทศไม่มีแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวที่ชัดเจน ทำให้ประเทศขาดทิศทางในการพัฒนา การบริหารราชการแผ่นดินให้ความสำคัญน้อยกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศที่ขาดความสมดุล รวมไปถึงการใช้จ่ายงบประมาณที่ซ้ำซ้อน ไม่คุ้มค่า ขาดความต่อเนื่อง ประชาชนได้รับประโยชน์ไม่ทั่วถึง การถือครองทรัพยากรตลอดจนความเจริญกระจุกอยู่เพียงบางพื้นที่ \nโดยสิ่งเหล่านี้นำไปสู่ปัญหาทางการเมืองที่รุนแรงขัดแย้ง สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของประเทศในสายตาชาวต่างชาติ รวมทั้งเป็นอันตรายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยที่กฏหมายไม่สามารถบังคับใช้เพื่อช่วยทุเลาสถานการณ์ได้อย่างจริงจัง และที่สำคัญหลายภาคส่วนไม่ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ประเทศเผชิญกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งถือเป็นปัญหาร้ายแรงที่สุดของชาติ ทุกประเด็นเหล่านี้คือปัญหาที่ทาบทับประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปประเทศ ตามสิ่งท้าทาย และสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาของโลกศตวรรษที่ 21 เราจำเป็นต้องมีการปฏิรูปประเทศในทุกระบบ ให้ครบวงจร เพื่อไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นชาติที่ไร้การพัฒนา และถูกทิ้งรั้งไว้เบื้องหลัง \nรัฐบาลมุ่งมั่นบริหารราชการแผ่นดินโดยยึดโยงประชาชนเป็นศูนย์กลาง\nพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการบริหารราชการแผ่นดินโดยยึดโยงประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง และยึดหลักธรรมาภิบาล สุจริตโปร่งใส เพื่อเป้าหมายสำคัญในการวางรากฐานให้รัฐบาลในอนาคตได้บริหารประเทศอย่างมีธรรมาภิบาลภายใต้กฎกติกาที่เหมาะสม และป้องกันอย่างที่สุดที่จะไม่ให้สภาพปัญหาแบบเดิมกลับมาเกิดขึ้นอีกในประเทศไทย การกำหนดแนวนโยบายทุกด้านของรัฐบาล อยู่บนหลักคิดที่จะต้องขจัดเงื่อนไขอันเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในอดีต รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศในช่วงที่สถานการณ์ ทั้งภายใน และภายนอกประเทศไม่สงบสุขในทุกมิติ โดยด้านเศรษฐกิจ ประเทศไทยประสบปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การค้าการลงทุนซบเซา ขณะที่เศรษฐกิจโลกในปี 2558 มีการขยายตัวในเกณฑ์ต่ำ เพียงร้อยละ 3 ต่ำกว่าที่ประมาณการณ์ ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2559 ก็ยังคงขยายตัวเพียง ร้อยละ 3.1 รวมทั้งประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจขยายตัวชะลอลง\nขณะที่ สังคมภายในประเทศมีปัญหาความเหลื่อมล้ำ การกระจุกตัวของความมั่งคั่งและโอกาส ส่วนภาพรวมของสถานการณ์โลก ยังมีปัญหาทั้งการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานที่ไม่ปกติ การอพยพลี้ภัย ความอดอยาก ความไม่เท่าเทียม ภัยธรรมชาติ และโรคระบาดที่ทุกประเทศต้องเตรียมการรับมือ ด้านการต่างประเทศขาดความเข้าใจในบริบทของประเทศไทย นำไปสู่การตั้งคำถาม และความอ่อนไหวต่อความเชื่อมั่นในมุมมองของหลายประเทศ ขณะที่สถานการณ์โลกเกิดปรากฏการณ์ขึ้นมากมาย เกิดพันธสัญญาระหว่างประเทศใหม่ ๆ การรวมกลุ่มของประเทศ เพื่อเจรจาการค้า และสร้างอำนาจต่อรองในเวทีโลก ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องนำมาคิด และกำหนดเป็นนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติจริง เพื่อการแก้ไขปัญหา และการบริหารความเสี่ยง\nชี้ผลงานเป็นที่ประจักษ์ มุมมององค์กรต่างๆ ที่มีต่อประเทศเป็นไปในทางที่ดีขึ้น\nพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในห้วง 2 ปีแรกที่รัฐบาล และ คสช. เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อระยะเวลาผ่านไป ผลการทำงานของรัฐบาลเป็นที่ประจักษ์ มีผลสัมฤทธิ์ปรากฏออกมา ทำให้มุมมองและการประเมินที่หน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ มีต่อประเทศไทยเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นน่าพอใจ สะท้อนผลการทำงานของรัฐบาลในทุกด้าน สรุปได้ดังนี้ ด้านเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศซึ่งส่งผลกระทบในทางที่ดี กับทุก ๆ ด้าน มีผลการประเมินความเสี่ยงด้านความไม่แน่นอนทางการเมืองดีขึ้นจากอันดับที่ 58 ในปี 57 เป็นอันดับที่ 51 ในปี 59 ซึ่งดีขึ้น 7 อันดับ ความโปร่งใสในการบริหารงานภาครัฐดีขึ้นจากอันดับที่ 57 ในปี 57 เป็นอันดับที่ 25 ในปี 59 จำนวนเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ลดลงกว่าร้อยละ 50 จำนวนคดียาเสพติดลดลงกว่าร้อยละ 50 ผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) เกือบ 180 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ปี 2556 –2558 ประเทศไทยดีขึ้นทุกๆ ปี อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2556 ก่อนที่รัฐบาลนี้ เข้ามาเราอยู่อันดับที่ 102 ปัจจุบันอยู่อันดับที่ 76 ทั้งนี้ สถาบันและองค์กรต่าง ๆ ทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ ได้ประเมินสถานการณ์คอร์รัปชันของไทย ในสายตานานาชาติ ว่าดีที่สุดในรอบ 6 ปี และมีความโปร่งใสดีที่สุดในรอบ 10 ปี \nขณะเดียวกันด้านความเข้มแข็ง และขีดความสามารถในการแข่งขัน ทางเศรษฐกิจและสังคม มีผลการประเมินอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง จากร้อยละ 0.8 ในปี 57 เป็นร้อยละ 3.2 ในปี 59 สัดส่วนมูลค่า SMEs ต่อ GDP มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง จากร้อยละ 39.6 ในปี 57 เป็นร้อยละ 42.3 ในปี 59 ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการคมนาคมทางบก ดีขึ้น จากอันดับที่ 48 ในปี 56 เป็นอันดับที่ 26 ในปี 59 ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการคมนาคมทางอากาศ ดีขึ้นจากอันดับที่ 23 ในปี 56 เป็นอันดับที่ 20 ในปี 59 ความน่าลงทุนระหว่างประเทศ ดีขึ้นจากอันดับที่ 31 ในปี 56 เป็นอันดับที่ 28 ในปี 59 องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประกาศการจัดอันดับดัชนี e-Government ประเทศไทยได้เลื่อนขึ้น จาก 102 ในปี 2014 เป็นอันดับ 77 ปี 2016 จาก 193 ประเทศ สถาบันการจัดการนานาชาติ (IMD) จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ปี 2559 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 28 จากอันดับที่ 30 ในปี 58 นอกจากนี้ในปี 2558 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ เกือบ 30 ล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศ 1.44 ล้านล้านบาท สูงเป็นอันดับ 6 ของโลก ผลการจัดอันดับประเทศที่มีความทุกข์ยาก น้อยที่สุดในโลก ของบลูมเบิร์กให้ประเทศไทยเป็นอันดับ 1 จากทั้งหมด 74 ประเทศทั่วโลก และเป็นประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลก เป็นปีที่ 2 ต่อเนื่องกัน นอกจากนี้ นิตยสารนิวส์ แอนด์เวิลด์ รีพอร์ต ได้จัดอันดับ 60 ประเทศที่ดีที่สุด ประจำปี 2016 โดยประเทศไทยได้ถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 21 ของโลก อันดับสูงสุดในอาเซียน และระบุด้วยว่า ประเทศไทยน่าท่องเที่ยวผจญภัย และเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับ 4 จาก 60 ประเทศที่ดีที่สุด ซึ่งวัดจากความสวยงามทางธรรมชาติ มรดกทางประเพณี และวัฒนธรรม ลักษณะประชากรและคุณภาพชีวิต โอกาสในการประกอบการ โอกาสด้านธุรกิจ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเมือง \nด้านกฎหมายและการต่างประเทศ มีผลการดำเนินงานออกกฎหมายที่จำเป็นได้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ การแก้ปัญหางาช้าง ตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ทำให้รอดพ้นจากการถูกคว่ำบาตรทางการค้าจาก CITES ซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจ มากกว่า 47,000 ล้านบาทต่อปี การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติ มีความคืบหน้าจนสหรัฐอเมริกา ได้ปรับระดับในรายงานการค้ามนุษย์ หรือ TIP Report ประจำปี 2559 ให้ประเทศไทยดีขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลดี ต่อการแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย (IUU) ของทาง EU เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกัน โดยสินค้าประมงไทย มีมูลค่าการส่งออก กว่า 240,000 ล้านบาทต่อปี\nนายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลบริหารประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ กฏหมายและกระบวนการยุติธรรม รวมถึงด้านอื่น ๆ ซึ่งยืนยันว่ารัฐบาลได้ลงมือทำเพื่อสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งให้กับประเทศ\nชูรัฐบาลบาลทำให้การเผชิญหน้ากับความแตกแยกลดน้อยลง\nนายกฯ กล่าวว่า ในด้านความมั่นคง รัฐบาลทำให้การเผชิญหน้า ความแตกแยก แบ่งฝักฝ่ายลดน้อยลง คนไทยอยู่กันอย่างสงบสุขมากขึ้น สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ เราเน้นการพูดคุย เพื่อแสดงความจริงใจ ใช้การแก้ไขปัญหาด้วย “สันติวิธี” เน้นการพัฒนาพื้นที่ให้เจริญทั้งด้านจิตใจ สังคม การศึกษา และเศรษฐกิจ เพื่อให้ทุกคนอยู่ดีกินดีมีความสุข รวมทั้งส่งเสริมการวิจัย การพัฒนา นวัตกรรม เพื่อความมั่นคงมีเสถียรภาพและศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในอนาคต รวมทั้งวางแนวทางการปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปตำรวจ เพื่อให้เป็นสถาบันที่เป็นที่พึ่งของประชาชน รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไว้เพื่อคนไทยทุกคน\nในด้านเศรษฐกิจ มีการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและ ICT เพื่อลดต้นทุนและยกระดับโลจิสติกของประเทศ กระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคด้วยการสร้างโครงข่ายการคมนาคมทั้งทางบก ทางอากาศ ทางน้ำ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่ ประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง CLMV+ ประเทศในกลุ่มอาเซียน ASEAN+ และทุกภูมิภาคของโลก ผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษในทุกภูมิภาค สนับสนุนผู้ประกอบการรายใหม่ ทั้ง กลุ่ม startup + SME +OTOP โดยใช้นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน และสนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ปฏิรูปการเกษตรกรรมโดยใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งวางระบบการบริหารจัดการน้ำที่ครอบคลุมทั้งประเทศ แก้ไขกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการประกอบธุรกิจ (Ease of doing business) / และที่สำคัญคือการผลักดันประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล\nในด้านสังคม มีการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกระดับโดยการตั้งกลไกในแต่ละหน่วยงาน การจัดระเบียบสังคม จัดระเบียบรถโดยสารสาธารณะ การจัดการปัญหาการบุกรุกคูคลองพื้นที่สาธารณะ ผลักดันสวัสดิการทางสังคม เพื่อดูแลผู้ด้อยโอกาสและผู้มีรายได้น้อย กำหนดให้เด็กไทยเรียนดีอย่างมีคุณภาพ 15 ปี ที่สำคัญมีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้ทุกคนในสังคมมีความสุขร่วมกัน คนมีมากก็ควรแบ่งปันมาก ด้วยภาษีมรดก ภาษีที่ดิน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคม\nนายกฯ กล่าวว่า ในด้านการต่างประเทศ ผมและคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศทางานอย่างหนักในทุกเวทีระดับนานาชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศ เราตอบสนองและผ่อนคลายหลายสิ่งตามความคาดหวังและพันธะสัญญาที่เราได้ให้ไว้ ในช่วงหลายรัฐบาลที่ผ่านมา รวมทั้งแสดงบทบาทนำในเวทีโลกด้วยนโยบายการต่างประเทศเชิงรุก อย่างสร้างสรรค์ และสมดุล จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานกลุ่มประเทศ G77 ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 134 ประเทศ รวมทั้งให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาของประเทศตามหลักสากล อาทิ การแก้ไขปัญหา ประมงผิดกฎหมาย (IUU) ปัญหาการบินพลเรือนที่ไม่ได้มาตรฐาน (ICAO) ปัญหาการค้ามนุษย์ การค้างาช้าง (CITES)\nในด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม รัฐบาลมุ่งสร้างความยุติธรรมในสังคมด้วยการทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย กฎหมายฉบับใดที่ยังล้าสมัยเราต้องปรับปรุง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และรัฐต้องไม่เสียประโยชน์ ประชาชนต้องไม่เดือดร้อน ปฏิรูประบบงานราชการและการให้บริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพ ง่าย สะดวก รวดเร็ว รวมทั้งออกกฎหมายใหม่ที่สอดคล้องกับกฎบัตร พันธะใหม่ ๆ ที่ประเทศต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้กฎหมายกลายเป็นอุปสรรค แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่สร้างความยุติธรรมและกติกาที่เป็นธรรม ที่สำคัญ กฎหมายต้องสามารถสนับสนุนการบริหารงานราชการแผ่นดินในทุกมิติ อีกทั้งยังมีกฎหมายอำนาวยความสะดวก ประชาชนข้างล่างต้องเรียนรู้ เวลาไปติดต่อหน่วยงานราชการ ใครจะเรียกเงินเรียกทองไม่ได้อีกแล้ว ฉะนั้นขอเตือนทุกคนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะขอสร้างบ้าน ขอน้ำขอไฟ มีระยะเวลาที่ข้าราชการต้องเร่งให้ทันตามกำหนด เรื่องของกฎหมายจะต้องสอดคล้องระหว่างประเทศด้วย จะคิดใช้ความรู้สึกตัวเองเป็นไปไม่ได้ เพื่อไม่ให้กฎหมายกลายเป็นอุปสรรค แต่จะเป็นเครื่องมือสร้างความยุติธรรม และสามารถสนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดินได้ในทุกมิติ\nพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาล และ คสช. ทำบางอย่างสำเร็จแล้ว บางอย่างเริ่มทำตามห้วงเวลา บางอย่างวางแผนแม่บทไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งการออกกฎหมายลูก กฎหมายในเชิงบูรณาการหน่วยงานและงบประมาณ การจัดทำแผนงาน แยกเป็นกิจกรรม ที่มี Road map ในทุกกิจกรรมหลัก ซึ่งกล่าวโดยสรุป ประเทศได้ผ่านช่วงระยะที่ 1 ใน Road Map ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน และพี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหานั้นรัฐบาล คสช. ขอบคุณในความร่วมมือของประชาชน ข้าราชการ ภาคธุรกิจ เอกชน ที่เข้าใจและสนับสนุนให้รัฐธรรมนูญ และ คำถามพ่วง ผ่านการลงประชามติ ตามหลักการสากล ตลอดจนให้กาลังใจในการทางานของรัฐบาลเสมอมา\nนายกฯ กล่าวว่า ในแนวทางการดำเนินงานในอนาคต ปัจจุบันเป็นระยะที่ 2 ของ Road Map คือการเริ่มต้นปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง ปฏิรูปการบริหารราชการ และการจัดทำแผนที่นำทางไปสู่อนาคตตามวิสัยทัศน์ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ขอย้ำอีกครั้งว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ\n“ถ้าไม่ทำวันนี้ โอกาสของประเทศไทย โอกาสของคนไทยจะสูญเสียไปอย่างมหาศาลและยากที่จะเรียกกลับคืนมาได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว\nนายกฯ กล่าวด้วยว่า เราจำเป็นต้องนำเอาปัจจัยภายใน อาทิ อัตลักษณ์ ประเพณี ความเป็นคนไทย ความแตกต่างทางความคิด ความสามารถในการแข่งขัน ทุนทางทรัพยากรของประเทศ และปัจจัยภายนอกมาเป็นตัวกำหนด ว่าประเทศไทยควรจะทำอย่างไร ด้วยวิธีการใด จึงจะเกิดผลดีที่สุดกับประชาชนคนไทย ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ และจะดำเนินต่อไป โดยที่ประเทศไทยต้องปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงนั้น ได้แก่ ปัญหาสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง / การขยายตัวทางเศรษฐกิจแนวใหม่ที่มีการแข่งขันสูงขึ้น มีเสรีมากขึ้น มีกรอบกติกาพันธะสัญญาใหม่ ๆ มากมายที่เราต้องยึดถือปฏิบัติ การมีมติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (BREXIT) การค้า การแข่งขันด้วยนวัตกรรม ทำให้ความได้เปรียบด้านราคาและมูลค่าการส่งออกของประเทศไทยน้อยลงตามลำดับ ราคาสินค้าทางการเกษตรตกต่ำ ปัญหาภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ฝนแล้ง ปัญหายาเสพติด ภัยจากการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ โรคระบาด การโยกย้ายถิ่นฐานที่ไม่ปกติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความเสี่ยงของประเทศไทย หากไม่เตรียมการ ไม่ปฏิรูปตนเอง หามาตรการใหม่ๆ มารองรับ เราก็จะเผชิญปัญหาเหมือนในอดีตที่ผ่านมา\nนายกฯ กล่าวว่า นอกเหนือจากการรักษา “โมเมนตัม” ในการบริหารประเทศ ทั้ง 6 มิติ เพื่ออนาคตของประเทศแล้วดังกล่าวแล้ว ภารกิจสำคัญของรัฐบาลในอนาคตจากนี้ คือ การสร้างฐานรากสู่อนาคต ตามโมเดล “ไทยแลนด์ 4.0” ประกอบด้วย 10 ภารกิจหลัก คือ (1) การเตรียม “คนไทย 4.0” สู่ประเทศโลกที่ 1 (2) การเร่งพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ (3) การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (4) การสร้างความเข้มแข็งในวิสาหกิจไทย (5) การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา (6) การสร้างความเจริญเติบโต ที่กระจายสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น ผ่านจังหวัด – กลุ่มจังหวัด (7) การเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ภายในประเทศ (8) การสร้างสังคมที่เป็นธรรม สังคมแห่งโอกาส และสังคมที่เกื้อกูลแบ่งปันกัน (9) การบูรณาการอาเซียน และการเชื่อมโยงไทยสู่ประชาคมโลก รวมทั้ง (10) การขับเคลื่อนประเทศ ผ่านกลไก “ประชารัฐ”\nสิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลจะเร่งดาเนินการอย่างต่อเนื่องในระยะที่ 2 ของการบริหารราชการแผ่นดิน คือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยการศึกษาตลอดชีวิต การวางระบบการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ประชาชนแข็งแรง มีสุขภาพดี “สร้างนำซ่อม” (ส่งเสริมให้มีสุขภาพแข็งแรง ดีกว่าเน้นเรื่องการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยแล้ว) การวางระบบประกันสุขภาพที่ต้องเอื้อประโยชน์ที่ดีขึ้นแก่ประชาชน สนับสนุนการลงทุนภายในประเทศด้วยการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ทันสมัยไปพร้อมกับปรับปรุงของเดิมที่ล้าสมัย ไม่สมบูรณ์ ไม่ก่อให้เกิดรายได้เท่าที่ควร การพัฒนาระบบโลจิสติกที่เชื่อมโยงการขนส่งสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งเร่งผลักดัน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ หรือกลุ่ม S Curve และอุตสาหกรรมอนาคต หรือ New S Curve ปฏิรูปการเกษตรกรรมโดยใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิต เป็นสิ่งที่ต้องทำไปพร้อมกัน เพื่อให้เกิดการสร้างอาชีพและการจ้างงาน รวมถึงการพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งต้องสัมพันธ์กับความต้องการแรงงานภายในประเทศและในประเทศเพื่อนบ้าน\nนอกจากนี้เราจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการค้าขายสินค้าเกษตรต้นน้ำ ไปสู่การสร้างสินค้าเกษตรนวัตกรรมเพื่อการแข่งขัน เพราะรายได้ของประเทศ ปัจจุบัน 70% มาจากการส่งออก และส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรกรรมต้นน้ำที่มีมูลค่าไม่สูง ส่วนอุตสาหกรรมพื้นฐานในประเทศจำเป็นต้องมีการปรับปรุง สร้างนวัตกรรมเพื่อการแข่งขัน ต้องหารายได้มากขึ้นจากทั้งการค้า และการลงทุนการปรับโครงสร้างการเกษตร \nนายกฯ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลทำมาตลอดและจะดำเนินการต่อไปคือการดูแลประชาชนผู้ด้อยโอกาสและผู้มีรายได้น้อยให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย /ยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีมาตรฐาน มีศักดิ์ศรี และมีโอกาสทางสังคมที่ดียิ่งขึ้น รัฐบาลมุ่งมั่นการทำงานแบบบูรณาการให้เกิดการประสานสอดคล้อง เชื่อมโยง เพราะทุกปัญหาของหลายหน่วยงานมีความเกี่ยวข้องและมีผลกระทบซึ่งกันและกัน จากเดิมที่อาจมีการบริหารราชการในลักษณะบนลงล่าง เป็นแท่งงานของแต่ละกระทรวง ใช้งบประมาณของตนเองขาดจากกัน ปัจจุบันเราต้องบริหารงานทั้ง ล่างขึ้นบน บนลงล่าง ในแนวตั้ง และแนวนอน โดยใช้กลไกประชารัฐควบคู่กันไป ฟังความต้องการ เอาปัญหาของประชาชนมาเป็นตัวกำหนด โดยต้องแยกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งรายได้มาก รายได้ปานกลาง รายได้น้อย มาทาให้เกิดห่วงโซ่ในการทางาน ห่วงโซ่ในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ทุกฝ่ายเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เราทิ้งใครไว้ไม่ได้ สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ก็เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มองเห็นอนาคตว่า 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยควรเป็นอย่างไร รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลจะต้องดำเนินการอย่างไรให้สิ่ง เหล่านั้นเกิดขึ้นได้จริง เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ความขัดแย้ง ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม \nสำหรับปัญหาข้อขัดข้องบางประการรัฐบาลพยายามดำเนินการทุกอย่างด้วยความรวดเร็ว บางเรื่องเกิดผลสำเร็จ บางเรื่องยังติดขัดบ้าง เนื่องจากปัจจัยหลายประการ อาทิ กฎหมายที่ไม่ทันสมัย ไม่ทันต่อสถานการณ์ ประชาชนบางกลุ่มยังไม่เปิดใจรับการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลง โครงการพัฒนาหลายโครงการไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะไม่ผ่านการทำประชาพิจารณ์ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA และการประเมินผลกระทบสุขภาพ EHIA แม้โครงการดังกล่าวจะมีการพัฒนา หรือมีการใช้เทคโนโลยีหรือเทคนิคใหม่ ๆ แล้วก็ตาม เพราะประชาชนไม่ให้ความสำคัญกับข้อมูลหลักการที่ถูกต้อง บางส่วนเป็นเพราะไม่เชื่อมั่นกระบวนการตรวจสอบมาตรฐานของรัฐในการดำเนินโครงการต่างๆ ในอดีต จึงนำมาสู่การคัดค้านต่อต้านโครงการพัฒนาในปัจจุบัน\n“อยากขอให้พี่น้องประชาชนเปิดใจ มั่นใจ การทำงานของรัฐบาลปัจจุบัน อย่ามองแต่เฉพาะผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง จนลืมมองว่าประเทศไทยไม่สามารถย่ำอยู่กับที่ จำเป็นต้องพัฒนาต่อไปไม่หยุดยั้ง” นายกฯ กล่าว\nการแก้ไขปัญหาที่ผ่านใช้กฎหมยปกติเป็นหลัก ขอผู้ไม่หวังดีอย่าอ้างประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนทำร้ายบ้านเมือง\nนายกฯ กล่าวต่อว่า การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมานั้นแก้ด้วยกฎหมายปกติเป็นส่วนใหญ่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ถึงแม้เราจะมาแบบนี้ก็ตาม การใช้อำนาจพิเศษเป็นเพียงเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย รักษาสถาบัน เกิดการบูรณาการในทางสร้างสรรค์ ไม่ติดขัดในการทำงาน ทุกหน่วยงานจะมีกฎหมายเฉพาะซึ่งอาจจะทำให้ล่าช้า ไม่ทันต่อเวลาและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในเวลาจำกัดที่เราเข้ามาบริหารราชการตอนนี้ ซึ่งเราใช้ทั้งกฎหมายปกติและกฎหมายพิเศษตามแนวทางนี้ตลอดไปเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นก็ผ่อนคลายอย่าไปทำให้มันย้อนกลับมาที่เดิมอีก\n“การเมืองที่ไม่มีธรรมาภิบาล ไม่เคารพกฏหมาย เบี่ยงเบนประเด็น หาผลประโยชน์เพื่อกลุ่มตนพวกพ้วง ไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม เหล่านี้ล้วนเป็นการทำลายชาติและเป็นภัยร้ายแรงของประเทศจะต้องถูกขจัดให้หมดไปจากแผ่นดิน อย่าเอาอะไรไปเชื่อมโยงบอกว่าไปทำเรื่อจราจรแล้วมาบอกว่าผมโวฟุ้ง มันใช่หรือไม่ต้องเอาสิ่งที่พูดไปทำขยายความเข้าใจขอความร่วมมือกับประชาชนให้ช่วยกันแต่นี่ตีรัฐบาลทุกวันจับผิดทุกเรื่องผมก็ขอร้องแค่นั้นเอง เราไม่ใช่ศัตรูกันอีกแล้วทุกคน” นายกฯกล่าว\nพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่าแม้รัฐบาลและ คสช. จะทำอะไรได้ดีเพียงไร ทั้งแก้ไขปัญหา จัดทำกฎหมาย ปรับโครงสร้าง สร้างความเข้าใจ และการรับรู้ ก็ยังมีผู้ไม่หวังดี บิดเบือน อย่าไปขยายความเพราะจะไปยังต่างเทศด้วย หนังสือพิมพ์ทุกบเว็บไซด์ทุกอันไปต่างประเทศหมดและถ้าเขียนไม่ดีขึ้นมาไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำลายประเทศตัวเอง โดยการอ้างประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ซึ่งที่ผ่านมามีทุกอย่างให้ทุกอย่างและเป็นอย่างไรบ้านเมือง\nนายกฯ กล่าวอีกว่า ผู้บริหารราชการแผ่นดินทำอย่างไรขอเวลาแค่เปลี่ยนผ่านเพื่อประเทศไทยต่างชาติก็ต้องเข้าใจ ตนไม่อยากจะกล่าวอ้างเพราะไม่ได้มีแค่เฉพาะประเทศไทยทุกประเทศล้วนแต่ผ่านเวลายากลำบากมาทั้งสิ้น วันนี้อาจจะช้าไปหน่อยแต่ก็กำหนดกรอบโดยปัจจัยภายในและภายนอก เราอย่ามาดึงกันเองด้วยการไม่เคารพกฎหมายกระบวนการยุติธรรม ละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้อื่น อย่าหาว่ารัฐบาลละเมิดมนุษยชนผู้อื่นเพราะท่านก็ละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นกัน\nนายกฯ กล่าวด้วยว่า การทุจริตไม่ใช่เรื่องเงินตราอย่างเดียว การดำเนินกิจกรรมการเมืองที่ไร้ธรรมาภิบาล การแสวงหาผลประโยชน์เพื่อกลุ่มและพวกพ้อง ถ้ามีบอกมาอย่ากล่าวหาพูดโดยไม่มีหลักฐาน อย่าพูด ต้องเข้ากระบวนการยุติธรรมขอให้แจ้งมาตรวจสอบให้ทุกเรื่อง เพราะจะเจตนาหรือไม่เจตนา แม้จะด้วยความหวังดีแต่ก็กระทบต่อการทำงานทั้งวันนี้และวันหน้า ข้าราชการก็หมดกำลังใจประชาชนก็สับสนก็สับสน อย่าตกเป็นเครื่องมือ หรือหลงเชื่อข้อมูลจากผู้ไม่หวังดี ที่สำคัญ ต้องไม่ยอมให้คนเหล่านี้มาชี้นำ มีอิทธิพล อย่าไปเป็นปากเสียงให้เขา คนที่ทำผิดกฎหมายอย่าให้กลับมามีที่ยืนในสังคมไทยได้อีกต่อไป \nเผยภาระกิจต่อไป “ส่งไม้ต่อ” มอบหน้าที่ในรัฐบาลชุดใหม่\nนายกฯ กล่าวว่า ภารกิจของรัฐบาลชุดนี้ในอีกปีเศษข้างหน้า ซึ่งเป็นระยะที่ 3 ของโรดแมป คือ การ “ส่งไม้” ส่งมอบหน้าที่ต่อให้กับรัฐบาลชุดใหม่ ภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องรับภารหน้าที่ในการบริหารประเทศช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งถ้าเปลี่ยนผ่าน “สำเร็จ” เราจะมีโอกาสยกฐานะไปสู่ “ประเทศในโลกที่ 1” นั่นหมายถึงประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยของประชาชกรสูงขึ้น มีระบบสวัสดิการที่สมบูรณ์ ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปัญหาสังคมปัญหาอาชญากรรมลดลงมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความสุขสงบเกิดขึ้นทั่วทุกพื้นที่ในประเทศ การเมืองที่มีเสถียรภาพ นักการเมืองมีธรรมาภิบาล สังคมมีกฏกติกา ผู้คนมีระเบียบวินัย เศรษฐกิจเจริญเติบโตเข้มแข็ง ความเจริญกระจายตัวไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ประเทศไทยมีพื้นที่ยืนในเวทีโลกอย่างสง่างาม \nนายกฯ กล่าวอีกว่า ขอขอบคุณที่ประชาชนอีกครั้ง ที่เข้าใจ และไว้วางใจรัฐบาลก็มีอยู่บ้าง และขอยืนยันว่ารัฐบาลและ คสช. จะอยู่เคียงข้างท่าน และขอให้ทุกท่านอยู่เคียงข้างประเทศไทย ร่วมแรง ร่วมใจ ร่วมมือกัน ในการปฏิรูปประเทศ ไปสู่ประเทศที่เจริญก้าวหน้า ทุกสิ่งที่กล่าวมา เป็นความหวังความตั้งใจของตน ของคณะรัฐมนตรีทุกท่าน และเชื่อว่าเป็นความหวังของคนไทยทุกคน ตนมั่นว่าทุกเรื่องเป็นจริงได้ ถ้าคนไทยทุกคนร่วมมือ ร่วมใจ เดินไปด้วยกันทุกคน และความสำเร็จนี้จะเป็นความสำเร็จร่วมกันของเราทุกคน\nเรียบเรียงจาก : สำนักข่าวไทย [1] , กรุงเทพธุรกิจ [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: ict", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-e06066ab26f941be9667b0211356bef8", "input": "Title: รายงานพลเมืองเหนือ : ดูดทรายยิ่งเหิม...เพราะใคร ? \n Body: นิตยสารรายสัปดาห์ \"พลเมืองเหนือ\" \n\n \n\nแม้จะมีคำสั่งห้ามดูดทรายมาจากระดับอธิบดีกรมขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี แต่สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ ยังคงเดินหน้าเปิดเสรีขยี้แม่น้ำปิงกันต่อ โดยอ้างมติคณะรัฐมนตรีว่าเชียงใหม่จะต้องแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเร่งด่วน                                                                                                    \n\nข้ออ้างของการแก้น้ำท่วม ได้ถูกเบี่ยงประเด็นจากการ \"ขุดลอก\" สู่การ \"ดูดทราย\" อย่างเป็นล่ำเป็นสันและต่อเนื่อง ถึงขั้นมีปฏิกิริยาที่แปลกประหลาด กลุ่มชาวชุมชนเขตเทศบาลนครเชียงใหม่เข้ายื่นหนังสือขับไล่เจ้าท่าฯ ข้อหาห้ามเอกชนดูดทรายจนเกรงจะเกิดปัญหาน้ำท่วมอีกในปีนี้ความเหิมเกริมเช่นนี้ ถึงขั้นเมื่อถูกจับกุม ก็ยกหูสายตรงถึงผู้ใหญ่บนศาลากลางได้ทันที และด้วยการกอดข้อสั่งการด้วยคาถาต้อง \"แก้ปัญหาน้ำท่วมเร่งด่วน\" และสิ่งที่จะทำได้คือการขุดลอกลำเหมือง ลำน้ำตามอำนาจของท้องถิ่นแต่ขุมทรัพย์ใต้ลำเหมืองกับแม่น้ำปิงไม่เหมือนกัน จึงกลายเป็นช่องโหว่ให้เม็ดทรายและท้องน้ำปิงเมืองเชียงใหม่ถูกผันเป็นเม็ดเงินมหาศาลเข้ากระเป๋าอย่างไร้ร่องรอย\n\n \n\nหลังจาก \"พลเมืองเหนือ\" เปิดประเด็นเรื่องเอกชนลักลอบดูดทราย โดยไม่ได้รับอนุญาต และแฉหลักฐานความเกี่ยวโยงกับผู้บริหารในเทศบาลนครเชียงใหม่จนกระทั่งสำนักงานการขนส่งทางน้ำจังหวัดเชียงใหม่สั่งระงับการดูดทราย พร้อมกันนี้อธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี ยังได้ออกคำสั่งให้ระงับการดูดทรายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยเฉพาะแม่น้ำปิง แต่ในความเป็นจริง เอกชนที่เทศบาลนครเชียงใหม่ว่าจ้างมาดูดทรายยังคงดำเนินการต่อไปโดยไม่สนใจคำสั่งของราชการ และยังมีกรณีน่าตั้งข้อสังเกต เมื่อกลุ่มชุมชนในเทศบาลนครเชียงใหม่ขับไล่เจ้าท่าฯ เชียงใหม่เพราะห้ามดูดทราย\n\nประหลาด ! ชุมชนยื่นเร่งดูดทราย-ไล่เจ้าท่าต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มเครือข่ายชุมชนนครเชียงใหม่ ประกอบด้วย ผู้นำชุมชนแขวงกาวิละ ชาวชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พ่อค้าแม่ค้าตลาดไนท์บาซาร์ที่ถูกน้ำท่วม และตัวแทนจากชุมชนที่รับผลกระทบจากอุทกภัยในเขตอำเภอสารภี ได้ส่งตัวแทนเข้าพบนายวิชัย ศรีขวัญ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้อง เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาอุทกภัย                \n\nเนื้อหาจดหมายข้อเรียกร้องมีนัยยะน่าสนใจ...โดยระบุว่า \"การเตรียมป้องกันอุทกภัยเมืองเชียงใหม่หยุดชะงัก ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แม้แต่จุดวิกฤต 7 จุดที่นายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้ดำเนินการก็ไม่ทำต่อเนื่อง ทั้งที่เป็นความหวัง สำหรับชาวชุมชนว่าจะไม่เกิดอุทกภัยซ้ำซากอีก ชาวเครือข่ายชุมชนฯ พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากเทศบาลนครเชียงใหม่ และนายกองเอกวิลาศ รุจิวัฒนพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ เนื่องจากทราบว่ามีการติดตามความคืบหน้า \n\nจนกระทั่งล่าสุดมีหนังสือตอบตกลงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติยินยอมให้มีการขุดลอก และขยายตลิ่งเข้าไปอีก 10 เมตร แต่ปัญหาที่แท้จริงกลับเกิดขึ้นจาก สำนักงานการขนส่งทางน้ำ และพาณิชยนาวีจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งไม่ใส่ใจที่จะร่วมมือในการแก้ไขปัญหา และวางแผนป้องกันมิให้เกิดอุทกภัยในปีต่อๆ ไปอีก โดยเฉพาะไม่ให้ความสำคัญต่อการขุดลอกแม้น้ำปิงใน 7 จุดวิกฤต ที่ถูกกำหนดไว้แล้ว โดยเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในระหว่างที่เทศบาลนครเชียงใหม่ได้ให้เอกชนเข้าไปขุดลอกลำน้ำปิง โดยวิธีดูดทรายออกมา สำนักงานการขนส่งทางน้ำฯ ได้สั่งระงับการขุดลอก ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ทุกจุด โดยไม่ได้แจ้งเหตุผลว่าเป็นเพราะเหตุใด                                                                           \n\nเมื่อเครือข่ายชุมชนฯ ได้ติดตามสอบถามทราบว่าเกิดจากหัวหน้าสำนักงานฯ ที่สั่งระงับโครงการขุดลอกดังกล่าว โดยไม่สนใจมติที่ประชุมเพื่อการแก้ไขปัญหาแม่น้ำปิงระดับจังหวัด และไม่มีเหตุผลอันควรให้หยุดดำเนินการ ดังนั้นจึงได้เคลื่อนไหวขอเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้พิจารณาเปลี่ยนตัวนายวิเชียร เปรมานุกรรักษ์ หัวหน้าสำนักงานการขนส่งทางน้ำฯ โดยเร็วที่สุด\"\n\nในช่วงท้ายของหนังสือดังกล่าวมีการทวงถามถึงเงินชดเชยความเสียหายที่เกิดจากอุทกภัยทั้ง 4 ครั้งในปี 2548 ว่าจะมีการขึ้นบัญชีไว้ หรือไม่ และจะส่งถึงมือผู้ที่ประสบภัยไปแล้วเมื่อใด พร้อมทั้งได้ย้ำให้เร่งพิจารณาให้มีความคืบหน้าในโครงการขุดลอกแม่น้ำปิงอีกด้วย                                                   \n\nอนึ่ง ก่อนหน้าที่จะเกิดการรวมตัวขับไล่เจ้าท่านี้ ได้มีหนังสือฉบับหนึ่งลงนามโดยประธานชุมชนในเขตเทศบาล ถ่ายเอกสารเป็นปึกใหญ่วางไว้ที่ประชุมแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของจังหวัดเชียงใหม่ เนื้อหาสลับกับการร้องเรียนครั้งนี้ โดยมุ่งทวงถามเงินชดเชยความเสียหายจากอุทกภัยเมื่อปี 2548 ก่อนและลงท้ายด้วยการขอให้เร่งดูดทราย ซึ่ง \"พลเมืองเหนือ\" ได้ขยายประเด็นนำเสนอข้อมูลให้รับทราบชัดเจนขึ้นแล้วว่าเงินชดเชย 54 ล้านบาทที่ว่าคือน้ำคำของนักการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติที่รับปากประชาชนไว้ ซึ่งน่าประหลาดที่เครือข่ายชุมชนไม่เรียกร้องเอากับผู้บริหารท้องถิ่นและนักการเมืองที่เป็นผู้ชงเรื่องเบื้องต้น\n\nแจงไล่เพราะไม่ให้ดูดทราย..ไม่มีใครจ้างนายสุกิจ ภู่ทาสิน ประธานชุมชนหนองหอย หนึ่งในตัวแทนของเครือข่ายชุมชนนครเชียงใหม่ กล่าวกับ \"พลเมืองเหนือ\" ว่า หลังจากมีโครงการขุดลอกแม่น้ำปิง ในปี 2549 พบว่าสถานการณ์น้ำท่วมไม่รุนแรงมากนัก ปัญหาจะอยู่ที่ตำรวจภาค 5 เพียงแห่งเดียวเพราะลำน้ำปิงแคบที่สุด ซึ่งการ ยื่นหนังสือครั้งนี้ต้องการให้เจ้าท่าฯ ดำเนินการขุดลอกขยายร่องนำให้ไหลได้สะดวกยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นอีกไม่กี่เดือนนี้อีกด้วย เพราะไม่นานมานี้พบว่าบริษัทเอกชนหยุดดำเนินการ เมื่อสอบถามกับเทศบาลนครเชียงใหม่ จึงทราบว่ามีคำสั่งจากสำนักงานการขนส่งทางน้ำฯ สาขาเชียงใหม่ ให้ระงับการขุดลอกโดยไม่มีกำหนด เกรงว่าถ้าไม่เริ่มดำเนินการโดยเร็วจะส่งผลให้เกิดปัญหาอุทกภัยเหมือนปี 2548 พร้อมกันนี้ยืนยันว่าไม่ได้ถูกผู้ใดว่าจ้างมาให้ยื่นหนังสือเพื่อขับไล่หัวหน้าสำนักงานการขนส่งทางน้ำฯ แต่อย่างใด     \n\n\"ผมไม่เข้าใจว่าจะห้ามดูดไปทำไมพอถามกับเทศบาล จึงรู้ว่า เจ้าท่าแทงกั๊กไว้ตลอด ไม่ให้ความร่วมมือ ไม่สนใจที่จะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างจริงจัง ผมจึงอยากย้ายคนที่ไม่เข้าใจออกไปซะ การทำงานมันต้องใช้คนในพื้นที่ถึงจะเข้าใจ ถ้าไม่ทำภายในเดือนนี้ หรือเดือนหน้า ก็คงป้องกันน้ำท่วมไม่ทันแล้ว\"   \n\nนางนวพร โอสถาพันธุ์ นักวิชาการที่ดิน เปิดเผยว่าเรื่องดังกล่าว สำนักงานที่ดินได้รับเรื่องแทนผู้ว่าราชการจังหวัด และได้ทำหนังสือเสนอไปยังนายกองเอกวิลาศ รุจิวัฒนพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ที่ดูแลเรื่องดังกล่าว เพื่อเสนอต่อไปยังผู้ว่าฯ ตามขั้นตอนแล้ว จากนี้เรื่องจะถูกกระจายออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนของการขุดลอกจะส่งไปที่เทศบาลนครเชียงใหม่ และสำนักงานการขนส่งทางน้ำฯ เพื่อให้ดำเนินการพิจารณาการขุดลอก ตามระเบียบปี 47 ซึ่งว่าด้วยการขุดลอก ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะถูกส่งไปที่สำนักงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัยเพื่อติดตามเงินค่าชดเชยน้ำท่วมเมื่อปี 48 เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน\n\nตั้งป้อมดูดต่อเมินคำสั่งเจ้าท่าเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2550 \"พลเมืองเหนือ\" ได้รับแจ้งจากชาวบ้านในบริเวณที่มีบริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินการขุดลอกด้วยวิธีการดูดทรายว่า แม้จะมีคำสั่งห้ามจากราชการ แต่บริษัทเอกชนก็ยังคงดำเนินการขุดลอกต่อ โดยที่ไม่มีใบอนุญาต และขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่เพื่อเข้าไปตรวจสอบ พบคนงานกำลังขุดลอกจำนวน 3 ราย ใช้เครื่องจักรแบ่งเป็นรถแบ็คโฮ จำนวน 1 คัน เรือดูดทรายจำนวน 2 ลำ และเรือสำรวจ 1 ลำ เมื่อสอบถามคนงานพบว่า เป็นของบริษัท พิบูลย์ทราย จำกัด ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัดก้องกิดากรได้ว่าจ้างให้มาดำเนินการอีกที ทั้งนี้คนงานรายดังกล่าวยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่าการดำเนินการในครั้งนี้ได้รับการอนุญาตจากเทศบาลนครเชียงใหม่แล้ว                                           \n\nเจ้าท่าผนึกอำเภอนำทีมตรวจสอบจากนั้นในวันที่ 26 มีนาคม 2550 \"พลเมืองเหนือ\" ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวรายหนึ่งว่า มีรถตู้จากสำนักงานการขนส่งทางน้ำฯ แล่นเข้าจอดที่บริเวณเชิงสะพานรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นจุดที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก้องกิดากร กรุ๊ป ได้ว่าจ้างให้บริษัท พิบูลย์ทราย จำกัด เข้ามาดำเนินการขุดลอกแทน จึงไปร่วมตรวจสอบ พบเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน(อส.)จากอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 5 นาย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของสำนักงานการขนส่งทางน้ำฯ เข้าตรวจสอบการดำเนินการขุดลอกของบริษัทเอกชนรายดังกล่าว ที่อ้างว่าได้รับอนุญาตจากเทศบาลนครเชียงใหม่ โดยในพื้นที่ดังกล่าวปรากฎว่ามีเครื่องจักรกำลังดำเนินการขุดลอก ประกอบด้วย รถแบ็คโฮ พร้อมทั้งเรือดูดทรายจรูญรัตน์จำนวน 2 ลำ กำลังเดินเครื่องทำงานขุดลอก ด้วยวิธีดูดทรายจากแม่น้ำปิงขึ้นมา โดยในบริเวณดังกล่าวมีกองทรายขนาดใหญ่กองอยู่ประมาณ 2 - 3 กอง และคนงาน 3 คน\n\nเอกชนยกหูหา \"ท่านรองฯ\" เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าตรวจสอบ ปรากฎว่าคนงานทั้ง 3 รายดังกล่าวนั้น ได้หลบหนีลงเรือ และขับหนีเจ้าหน้าที่ไปทิศใต้ ผู้สื่อข่าวเดินสำรวจรอบบริเวณที่ดำเนินการขุดลอกพบนายธนวัฒน์ พุทธยศ หรือ \"แต๋ง\" ตัวแทนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ก้องกิดากร กรุ๊ป เดินไปมาอยู่ในบริเวณดังกล่าว พร้อมกับใช้โทรศัพท์ติดต่อจนกระทั่งระยะเวลาหนึ่ง นายธนวัฒน์ ได้ยื่นโทรศัพท์ให้กับนายไฉน นาคทรัพย์ นักวิชาการขนส่ง 6 ว. เจ้าหน้าที่จากสำนักงานการขนส่งทางน้ำฯ คุยทราย โดยอ้างว่า\"ท่านรองฯ ต้องการคุยด้วย\"                                                                                                                              \n\nหลังจากที่นายไฉนใช้โทรศัพท์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้สื่อข่าวจึงเข้าสอบถาม โดยนายไฉนบอกแต่เพียงว่าการดำเนินการครั้งนี้ แค่นำกำลังเสริมมาตรวจสอบว่ากระทำผิดหรือไม่ และถ้าพบว่ามีการกระทำผิดก็จะดำเนินการเพียงแค่ลงบันทึกประจำวันไว้เท่านั้น ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามเปรียบเทียบกับกรณีเดียวกันที่สำนักงานการขนส่งทางน้ำฯ ดำเนินการจับกุม เอกชนรายเดียวกันนี้ที่บริเวณตอนเหนือของสะพานมหิดล เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา (พลเมืองเหนือ ฉบับที่ 272) ที่มีการแจ้งความกับบริษัทดังกล่าว จนล่าสุดมีการประกันตัวไปแล้วนั้น นายไฉนก็ยังยืนยันว่าในการดำเนินการครั้งนี้เป็นเพียงแค่การตรวจสอบเพื่อลงบันทึกประจำวันเท่านั้น จากนั้นเวลาประมาณ 14.00 น. ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบในบริเวณที่บริษัทเอกชนดังกล่าวขุดลอกอีกครั้งพบว่า เครื่องจักร และคนงานดูดทรายต่อเนื่องเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น                                                                                                                                  \n\nนายธนวัฒน์ พุทธยศ ตัวแทนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ก้องกิดากร กรุ๊ป ให้สัมภาษณ์\"พลเมืองเหนือ\" ทางโทรศัพท์โดยปฏิเสธว่าวันดังกล่าวที่สำนักงานการขนส่งทางน้ำ ดำเนินการตรวจสอบนั้น ตนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และไม่ได้รู้เรื่องใดๆ ทั้งสิ้น จากนั้นก็วางโทรศัพท์ไป\n\nจนท.ปัดให้ข้อมูล                                                                                                              เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้สื่อข่าวจึงได้ติดต่อสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ของสำนักงานการขนส่งทางน้ำฯ อีกครั้ง โดยนายไฉน นาคทรัพย์ นักวิชาการขนส่ง 6 ว. กล่าวว่า ตนไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบ ซึ่งในวันที่นำกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวนั้น นายวิเชียร เปมานุกรรักษ์ หัวหน้าสำนักงานฯ เป็นผู้มอบอำนาจให้ตนรักษาการปฏิบัติหน้าที่แทนเนื่องจากติดราชการ ตนจึงดำเนินการตามคำสั่ง ซึ่งรายละเอียดของการตรวจสอบตนได้เสนอเรื่องกลับขึ้นไปหาหัวหน้าสำนักงานฯ ตามขั้นตอนของทางราชการแล้ว ส่วนประเด็นเรื่อง \"ท่านรองฯ\" ที่นายธนวัฒน์ อ้างถึงต้องการพูดคุยด้วยนั้น ตนยอมรับว่าบุคคลรายนี้เป็นข้าราชการระดับสูงผู้หนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่จริง โดยในรายงานการตรวจสอบตนได้นำเสนอไปยังหัวหน้าสำนักงานฯ ให้ไปติดต่อขอทราบข้อมูลด้วยตนเอง ส่วนจะเปิดเผยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับหัวหน้าสำนักงานฯ ว่าเห็นสมควรเปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้หรือไม่ พร้อมกันนี้ตนได้ลงบันทึกไว้เป็นหลักฐานเพื่อใช้ในการดำเนินการต่อไป\n\nทั้งนี้นายไฉนได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการขุดลอกที่เข้าไปตรวจสอบว่า ในการตรวจสอบครั้งนี้ไม่พบหลักฐานการดำเนินการขุดลอกของบริษัทเอกชนรายนี้ เนื่องจากมีการอ้างว่าเป็นการดำเนินการที่ได้รับมอบหมายจากเทศบาลนครเชียงใหม่ พร้อมกันนี้ผู้ประกอบการรายนี้ ยังยืนยันด้วยว่ามีการอนุญาตให้ดำเนินการโดยจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้อนุญาต อย่างไรก็ตามตนยืนยันว่าถ้าตรวจสอบตามมติครม.ปี48แล้วพบว่าการทำงานภายใต้ชื่อการบูรณาการนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่สามารถอนุญาตให้เอกชนดำเนินการ ขุดลอกได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากสำนักงานการขนส่งทางน้ำฯ เนื่องจากในการบูรณาการตามมติครม.ปี48 นี้ อธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำฯ และหัวหน้าสำนักงานการขนส่งทางน้ำฯ ได้มอบอำนาจให้ดำเนินการ และสาเหตุที่เกิดการตรวจสอบขึ้นในครั้งนี้ และที่ผ่านๆ มาเนื่องจากเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในเรื่องคำสั่งดังกล่าวนี้ กับระเบียบการดำเนินการว่าด้วยการขุดลอก ที่จะต้องเขียนแบบโครงการขออนุมัติ ผ่านสำนักงานการขนส่งทางน้ำฯ ให้เห็นชอบออกใบอนุญาตให้ จากนั้นจะต้องมีกระบวนการขอจำหน่ายวัสดุที่ขุดลอกขึ้นมาได้จากสำนักงานที่ดินจังหวัดจึงจะเป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือพอมีการขออนุญาตผ่านกระบวนการต่างๆ จนได้ใบอนุญาตแล้ว แต่องค์กรปกครองท้องถิ่นในพื้นที่นั้นๆ ไม่ควบคุมกำกับดูแลให้บริษัทเอกชนที่เข้ามารับจ้าง ปฏิบัติตามแบบของโครงการจึงเป็นเหตุให้มีปัญหาเกิดขึ้น\n\nนายวิเชียร เปมานุกรรักษ์ หัวหน้าสำนักงานการขนส่งทางน้ำฯ เปิดเผยว่า จากรายงานที่ตนได้รับระบุว่ามีการตรวจพบการขุดลอกบริเวณใกล้สะพานรัตนโกสินทร์ พบผู้ดูแลชื่อนายคะนองเดชสีผึ้ง อ้างว่าได้รับอนุญาตให้ดำเนินการจากเทศบาลนครเชียงใหม่ โดยรับคำสั่งจากนายกองเอกวิลาศ รุจิวัฒนพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ตามติครม.แก้ไขปัญหาน้ำท่วม พร้อมกับสั่งการให้เร่งรัดจัดประชุม เพื่อให้เข้าใจตรงกันเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้เป็นไปตามมติครม. ซึ่งระหว่างนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ และการดำเนินการตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ของสำนักงานฯ ได้ระงับการดำเนินการดังกล่าวไว้ เพื่อรอผลการตรวจสอบคำสั่งดังกล่าวให้ชัดเจน โดยตนจะเร่งรัดให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุด \n\nส่วนสาเหตุที่ไม่ดำเนินการจับกุม เนื่องจากมีการอ้างเรื่องข้อกฎหมาย และระเบียบต่างๆ จึงต้องมีการตรวจสอบ พร้อมกันนี้ยืนยันว่าภายหลังจากตรวจสอบแล้ว ถ้าพบว่าบริษัทเอกชนรายนี้ดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็จะใช้บันทึกที่ตนได้รับมานั้น เป็นหลักฐานเพื่อแจ้งความดำเนินคดีต่อไปทำใจหากโดนย้าย ยันอนุมัติแค่ขุดขยายเท่านั้น                                                                        \n\nส่วนประเด็นการถูกกดดันจากเครือข่ายชุมชนเทศบาลนครเชียงใหม่ที่ยื่นเรื่องขอเร่งรัดให้ตนดำเนินการขุดลอก และขับไล่ตนนั้น นายวิเชียร ยืนยันว่าไม่ได้สนใจในเรื่องนี้ เนื่องจากการขุดลอกนั้นตนจะอนุญาตเฉพาะการขุดลอกเพื่อการขยายความกว้างของแม่น้ำปิงเท่านั้น ไม่ใช่การขุดลอกเพื่อดูดทรายเพื่อเพิ่มความลึกให้กับแม่น้ำ ด้านการขับไล่ที่กลุ่มเครือข่ายฯ เรียกร้องนั้น ตนเชื่อว่ายังไม่ใช่ปัญหา เพราะตนมั่นใจว่าการทำงานของตนที่ผ่านมาทำตามระเบียบ และความเหมาะสม ซึ่งเป็นการขัดผลประโยชน์ หรือทำให้บุคคลบางกลุ่มต้องสูญเสียผลประโยชน์จำนวนมหาศาลไป ทั้งนี้จะสามารถยืนยันได้แน่ชัดก็จำเป็นต้องรอคำสั่งจากส่วนกลางมาก่อน ซึ่งตนเชื่อว่าหากมีการย้ายก็น่าจะอยู่ในช่วง 1 - 3 เดือนนี้     \n\n\"จะย้ายก็ย้าย ที่ผ่านมาผมก็ทำเต็มที่ ผมเหนื่อยกับที่นี่มามากพอแล้ว ปัญหาเยอะมาก เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มากมาย ถึงอย่างไรถ้าผมย้ายไปแล้วก็ไม่ได้ย้ายไปเป็นลูกน้องใคร แต่ยังทำงานอยู่ในตำแหน่งเดิม\"\n\n\"รองผู้ว่าฯ\"รับมีโทรมาจริง ยันทำตามมติ ครม.นายกองเอกวิลาศ รุจิวัฒนพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ \"พลเมืองเหนือ\" อธิบายว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้มอบอำนาจให้แก่ตนเป็นผู้ดำเนินงาน แต่จะต้องมีการเสนอเรื่องจากสำนักงานที่ดินจังหวัด และสำนักงานการขนส่งทางน้ำฯ เสนอเรื่องขึ้นมาตนจึงจะอนุญาต แต่ทั้งนี้ในกรณีเร่งด่วนตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยนั้นไม่จำเป็นต้องขออนุญาตก่อน แต่ภายใน 15 วัน กระบวนการขออนุญาตจะต้องเสร็จสิ้น ส่วนการพ่วงกรณีเร่งด่วน(ต่อเนื่อง) นั้น เป็นการจ้างพ่วง \n\n\"ในส่วนนี้ตนไม่สามารถตอบได้จำเป็นจะต้องสอบถามไปยังท้องถิ่นที่จ้างเอกชน และเขียนโครงการดังกล่าวนี้ ตนยืนยันว่ามีการประชุมการดำเนินการในวันที่ 21 มี.ค.2550 เป็นการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะการขุดบริเวณตำรวจภูธรภาค 5 ที่ล่าสุดยินยอมให้ดำเนินการขุดแล้ว แต่ได้แค่ 10 เมตร และต้องไม่กระทบต่อสภาพแวดล้อม และอนุสรณ์สถาน พร้อมกับมีมติให้ทำบายพาสน้ำจากแม่น้ำปิง ไหลอ้อมออกนอกเมืองไปลงที่แม่น้ำแม่คาว ซึ่งมอบให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ดำเนินการ นอกจากนี้ยังมีการเร่งรัดให้เทศบาลฯ และการขนส่งทางน้ำเพื่อที่จะแก้ปัญหา โดยเฉพาะการใช้อำนาจตามมติครม. โดยเทศบาลนครเชียงใหม่ก็สามารถทำได้เช่นกัน ทั้งนี้ตนได้รับแจ้งจากเทศบาลนครเชียงใหม่ว่ามีความจำเป็นต้องใช้ทรายในประเพณีการก่อเจดีย์ทราย ตนจึงเร่งรัดให้มีการดำเนินการ และถ้าสำนักงานการขนส่งทางน้ำฯ ไม่ดำเนินการ ถ้าเกิดปัญหาน้ำท่วมให้ปีนี้ผู้ที่ต้องรับผิดชอบก็คือสำนักงานการขนส่งทางน้ำฯ เนื่องจากไม่มีการอนุญาตให้ดำเนินการขุดลอก ซึ่งถ้ายืนยันว่าจะรับผิดชอบเองจังหวัดก็คงจะยกเลิกคณะกรรมการบูรณาการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ปล่อยให้สำนักงานการขนส่งทางน้ำเป็นผู้ดำเนินการเองแต่เพียงผู้เดียว ส่วนการขุดทรายของเทศบาลว่าจะนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ขอมาหรือไม่นั้นจำเป็นต้องตรวจสอบกันต่อไป\"                                                                              \n\nส่วนประเด็นโทรศัพท์ที่นายธนวัฒน์ส่งให้เจ้าหน้าที่สำนักงานขนส่งทางน้ำฯคุยด้วยนั้น นายกองเอกวิลาศ กล่าวยอมรับว่า ตนได้รับโทรศัพท์จากนายธนวัฒน์ และได้พูดคุยกับนายไฉนจริง เนื่องจากตนได้สั่งในที่ประชุมไว้ว่าให้เทศบาลนครเชียงใหม่เร่งแก้ไขปัญหาขุดลอก ซึ่งทุกหน่วยงานที่เข้าร่วมประชุมในวันนั้นก็ร่วมรับฟัง และยังสั่งการให้นายอำเภอเร่งดำเนินการขุดลอกลำเหมือง เตรียมรับสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถ้าไม่ดำเนินการก็เข้าข่ายบกพร่องในหน้าที่ เนื่องจากเข้าร่วมประชุมแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ด้วยกัน พร้อมกันนี้ยืนยันด้วยว่าเบอร์ตนใครๆ ก็โทรเข้าได้ ด้วยถือว่าตนไม่มีความลับ เพราะสิ่งที่ตนทำมันต้องเกี่ยวข้องกับคนหลายคน แต่ถ้าผู้ประกอบการทำผิดก็จำเป็นต้องให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการตามระเบียบ และการที่ขนส่งทางน้ำเข้าเข้าจับกุมนั้นมีความถูกต้องหรือไม่ และใช้มาตรฐานเดียวกันกับการขุดลอกทุกที่หรือไม่ ถ้าจะจับกุมก็จะต้องจับกุมให้เหมือนกันหมด อย่างไรก็ตามตนยอมรับว่าในบางเรื่องเทศบาลฯ ชอบทำอะไรแปลกๆ ซึ่งตนก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าเป็นเพราะเหตุใด \n\nแฉเม็ดเงินจากเม็ดทรายแม่ปิงสำหรับประเด็นที่ประชาชนสงสัยในการขุดลอกนี้ก็คือปริมาณทรายที่เทศบาลนครเชียงใหม่ว่าจ้างบริษัทเอกชนให้เข้ามาดำเนินการนั้น จากการสอบถามนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรี นายธนวัฒน์ พุทธยศ ตัวแทนห้างหุ้นส่วนจำกัดรายดังกล่าว และผู้ที่เกี่ยวข้องล้วนบอกแต่เพียงว่ายังดูดทรายไม่ได้ตามเป้าหมายที่เขียนขอให้สำนักงานการขนส่งทางน้ำออกใบอนุญาตให้                         \n\nอย่างไรก็ตามแหล่งข่าวรายหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการดูดทรายของห้างหุ้นส่วนจำกัด ก้องกิดากร กรุ๊ป ระบุว่า ถ้าบริษัทเอกชนที่รับช่วงต่อดูดทรายได้ปริมาณเท่าใด ก็จะต้องนำราคาทรายนั้นมาเป็นค่าตอบแทนให้กับ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก้องกิดากร กรุ๊ปจำนวน 30% ต่อ 1 จุดขุดลอก โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละจุดขุดลอกจะดูดทรายได้ปริมาณ 300 - 600 คิวต่อวันขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของเรือว่าจะเป็นเรือประเภทใด ทั้งนี้ในช่วงก่อนหน้านี้ที่มีการอนุญาตให้ดำเนินการขุดลอกจำนวน 7 จุด บริษัทเอกชนที่ดำเนินการดูดทรายรวมทั้งหมดแล้วได้ปริมาณวันละ 2,000 คิว โดยประมาณ เป็นระยะเวลากว่า 90 วัน ซึ่งในช่วงนั้นราคาทรายอยู่ที่คิวละ 150 บาท \n\nแต่ในเวลาต่อมามีการลักลอบดูดทรายโดยไม่ได้รับอนุญาตจำนวน 3 จุดตามที่ฉบับก่อนหน้านี้ได้นำเสนอไปแล้ว ผลปรากฎว่าราคาทรายปรับตัวสูงขึ้นเป็นคิวละ 200 บาท โดย 3 จุดดังกล่าวดูดทรายได้ปริมาณรวมกันวันละ 600 คิว ต่อวันเป็นระยะเวลากว่า 100 วัน                                                                     \n\nจากข้อมูลที่แหล่งข่าวรายนี้เปิดเผยกับ\"พลเมืองเหนือ\" การดูดทราย 7 จุด ได้ปริมาณรวมวันละ 2,000 คิวก็เท่ากับว่าปริมาณทรายที่ได้ในเวลารวมทั้งหมดจะอยู่ที่180,000 คิวเป็นเงิน 27,000,000 บาท และระเบียบได้กำหนดว่าหากดูดทรายได้เกินกว่าที่จำนวนวัสดุที่กำหนดจำเป็นจะต้องจ่ายในส่วนที่เกินนั้นให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อนำไปใช้การสาธารณะก็เท่ากับว่าเอกชนรายนี้จะต้องจ่ายคืนให้เป็นเงินทั้งสิ้นจำนวนราว 885,000 บาท เนื่องจากได้ทรายเกินกว่าที่ยื่นขอใบอนุญาตจำนวน 5,900 คิว แต่ที่ผ่านมากลับอ้างว่าดูดทรายไม่ถึงระดับที่ขออนุญาตไว้                                                                    \n\nส่วน 3 จุด ที่ดูดทรายได้ปริมาณรวมกัน 600 คิวต่อวันเป็นระยะเวลากว่า 100 วันนั้น เมื่อนำมาคำนวณก็จะได้ปริมาณทรายทั้งสิ้น 60,000 คิว รวมเป็นเงิน12,000,000 บาท อย่างไรก็ตามมูลค่าของเงินดังกล่าวเป็นการประมาณจากปริมาณทรายต่ำสุดและราคาทรายตามท้องตลาด ขณะที่ราคาที่ชัดเจนจะต้องตรวจสอบกับราคาวัสดุที่ระเบียบของสำนักงานที่ดินกำหนดอีกครั้ง และขึ้นอยู่กับชนิดของทรายที่ดูดขึ้นมาได้ เพราะจะมีราคาแตกต่างกัน \n\nระบุเทศบาลใช้ทรายเพื่อสงกรานต์ 2 คันรถก็หรูแล้ว                                                         แหล่งข่าวรายนี้เปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้ก็ยังคงดูดทรายเพื่อจำหน่ายอยู่เช่นเดิม แต่เปลี่ยนจากเดิมที่ดูดแล้วกองไว้ เป็นดูดไว้เฉพาะที่ขายเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรคาดว่าการดูดต่อวันขึ้นต่ำต้องได้ประมาณ 200 คิวแน่นอนอยู่แล้ว โดยสาเหตุที่เปลี่ยนมาเป็นการดูดขึ้นมา ต่อเมื่อมีผู้สั่งทรายเท่านั้น เป็นเพราะยังกล้าๆ กลัวๆ อยู่เนื่องจากยังไม่มีใบอนุญาต โดยรายละเอียดส่วนนี้สามารถตรวจสอบจากบัญชีรายรับรายจ่ายของนายท่าซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัด ก้องกิดากร กรุ๊ป จะส่งคนงานมาเช็คเป็นประจำทุกๆ วัน และจะมาเก็บเงิน 30% ดังกล่าวเป็นรายเดือน \n\nพร้อมกันนี้ยังกล่าวถึงประเด็นที่เทศบาลนครเชียงใหม่อ้างกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดว่า ได้ยื่นขอดูดทรายเพื่อเอาไปใช้กับประเพณีก่อเจดีย์ทรายในเทศกาลสงกรานต์ ว่าช่วงเวลานี้ยังไม่ถึงสงกรานต์ จึงยังเป็นการดูดขายเหมือนเดิม และการใช้งานทรายในประเพณีที่วัดแต่ละแห่งจะใช้เพียงแค่ใช้รถบรรทุกทรายเต็มที่ 2 - 3 คัน ก็เพียงพอต่อการใช้ในประเพณีดังกล่าวแล้ว \n What is the sentiment in the text for the genre: ict", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-822a96b21f9a4cb2ac8c4884cbe29a0c", "input": "Title: สนนท.ออกแถลงการณ์ จี้ยกเลิกกฎอัยการศึกทันที \n Body: 20 พ.ค. 2557 สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ออกแถลงการณ์กรณีกองทัพบกประกาศกฎอัยการศึก โดยระบุว่าเป็นกฎหมายที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพและเป็นกฎหมายในยามสงคราม และการจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย(กอ.รส.) ขึ้นมาดูแลโดยอ้างเหตุผลความวุ่นวายทางการเมือง และมีแนวโน้วในการใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 อย่างไม่มีกำหนดเวลานั้น สนนท. จึงมีความกังวลต่อการใช้กฎหมายฉบับนี้ พร้อมัท้ั้งข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะต่อผู้บัญชาการทหารบก ดังนี้\n1. สนนท. มีความไม่เห็นด้วยต่อการประกาศพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 เพราะมีความไม่เหมาะตามสถานการณ์หรือเข้าสู่ภาวะสงครามแต่อย่างใด\n2. ความชัดเจนในเรื่องอำนาจในการประกาศใช้ ตามมาตรา 2 และมาตรา 4 ตามที่ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวอ้างนั้น มีปัญหาในทางข้อกฎหมาย\n3. การเรียกทุกฝ่ายที่มีความขัดแย้งเข้าพูดคุยกัน โดย สนนท. เห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องประกาศพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457  แต่อย่างใด\n4. สนนท. มีความกังวลต่อบทบาทของผู้บัญชาการทหารบก ในกรณีใช้กฎอัยการศึกเพื่อปูทางสู่การทำรัฐประหาร\n5. สนนท. เรียกร้องให้ยกเลิกการประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ในทันที\n6. สนนท. มีจุดยืนในการต่อต้านรัฐประหารทุกรูปแบบและสนับสนุนกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-750393a66d5b4c90adb093feac51a0ea", "input": "Title: การเมืองเรื่องน้ำท่วมเชียงใหม่ \n Body: คงต้องยอมรับสภาพว่า ปัญหาน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่ 3 รอบในระยะเวลาไล่เลี่ยกันภายในปี 2548 นี้สร้างความเสียหายแก่ชาวเชียงใหม่อย่างมาก ความเสียหายที่เกิดขึ้นยากที่จะประเมินออกมาเป็นตัวเลขที่แท้จริงได้\n\n \n\nภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมไม่นานนัก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหาย ขณะเดียวกันระบุสาเหตุน้ำใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า รวมทั้งปัญหาการบุกรุกสองฝั่งแม่น้ำปิง พร้อมกันนี้มีการมอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องคือนายเนวิน ชิดชอบ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รองนายกรัฐมนตรีเข้ามาจัดการแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน\n\n \n\nเบื้องต้นมีการกำหนดนโยบาย แผนงานต่างๆ  ออกมา เช่น การสร้างพนังกั้นน้ำสองฝั่งแม่น้ำปิง การขุดลอกลำน้ำปิงในบางช่วง การผันน้ำปิงออกสู่ลำน้ำสาขา รวมทั้งการรื้อฝายพญาคำซึ่งเป็นฝายหินทิ้งโบราณที่กั้นแม่น้ำปิงออก\n\n \n\nแผนงานโครงการเหล่านี้สร้างความเคลือบแคลงใจแก่ชาวเชียงใหม่เป็นอย่างมาก ว่าหากดำเนินการไปแล้วจะแก้ปัญหาน้ำท่วมได้จริงหรือไม่ ขณะที่โครงการเหล่านี้ถือกำเนิดขึ้นโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นแม้แต่น้อย \n\n \n\nโดยเฉพาะการรื้อฝายพญาคำ ชุมชนในพื้นที่ต่างออกมาคัดค้านโดยชี้แจงว่าปัญหาน้ำท่วมเชียงใหม่มิได้เกี่ยวข้องกับฝายพญาคำแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะสันฝายมีระดับต่ำ ตัวฝายก็เป็นฝายหินทิ้งน้ำสามารถผ่านไปได้ นอกจากนี้ฝายดังกล่าวยังเพิ่มศักยภาพในพื้นที่เกษตรกรรมใน จ.เชียงใหม่และ จ.ลำพูนกว่า 30,000 ไร่อีกด้วย หากมีการรื้อออกจะกระทบต่อเกษตรกรผู้ใช้น้ำในพื้นที่ดังกล่าวด้วย   สำคัญไปกว่านั้น ฝายพญาคำเป็นฝายภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี \n\n \n\nเหตุผลและคำชี้แจงเหล่านี้จึงทำให้ชุมชนเหล่านั้นต่างแสดงเจตจำนงคัดค้านโครงการอย่างถึงที่สุดสำหรับฝายพญาคำตั้งอยู่เยื้องกับค่ายกาวิละบริเวณ ต.วัดเกต อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ถือเป็นฝายที่ทำขึ้นโดยภูมิปัญญาชาวบ้านในการจัดการน้ำปิงที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน\n\n \n\nฝายแห่งนี้มีพื้นที่รับน้ำประมาณ 30,000 ไร่ พื้นที่ต้นน้ำได้แก่ ต.หนองหอย ต.หนองผึ้ง ต.ยางเนิ้ง ต.ชมพู ต.ชัยสถาน ส่วนพื้นที่ปลายน้ำได้แก่เขต ต.หนองแฝก ต.อุโมงค์ และ ต.ป่าแดด ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอคือ อ.เมือง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ และ อ.เมือง จ.ลำพูน\n\n \n\nแล้วทำไมต้องมีการรื้อฝายพญาคำ ? ทั้งที่หากพิจารณาจะเห็นว่ามิได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น้ำท่วมเชียงใหม่ !\n\n \n\nแท้ที่จริงแล้วแนวคิดการรื้อฝายพญาคำนั้น ว่าไปแล้วเกิดขึ้นก่อนจะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเชียงใหม่ด้วยซ้ำไป กล่าวคือปลายปี 2547 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดรื้อฝายดังกล่าวเพื่อต้องการให้เรือสามารถแล่นในแม่น้ำปิงได้ตลอดลำน้ำ \n\n \n\nขณะเดียวกัน ต้องการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณสองฝั่งลำน้ำปิงบริเวณฝายพญาคำให้มีความสวยงามเพื่อปรับเป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีแผนจะสร้างน้ำพุ จักรยานน้ำ เป็นต้น โดยแนวคิดดังกล่าวนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้เทศบาลนครเชียงใหม่เป็นผู้ดำเนินการ\n\n \n\nโครงการดังกล่าวจึงถูกผลักดันหลังจากนั้นเป็นต้นมา ท่ามกลางกระแสการต่อต้านจากชุมชนท้องถิ่นอย่างหนัก จนโครงการไม่สามารถดำเนินการได้จนกระทั่งรัฐบาลจำต้องมีนโยบายสร้างฝายยางขึ้นมาทดแทนฝายพญาคำที่จะรื้อออกไป\n\n \n\nนายสมบูรณ์ บุญชู กรรมการเหมืองฝายพญาคำ กล่าวว่า ที่ผ่านมาโครงการดังกล่าวชุมชนที่ใช้น้ำจากฝายพญาคำซึ่งมีกว่า 42 ชุมชนใน 8 ตำบล 3 อำเภอของ จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน แสดงท่าทีคัดค้านโครงการอย่างชัดเจน โดยให้เหตุผลว่าการรื้อฝายเดิมซึ่งเป็นฝายธรรมชาติออกไปแล้วสร้างฝายยางแทนนั้นจะสร้างผลกระทบต่อชุมชนท้ายน้ำอย่างมาก เพราะน้ำไม่สามารถเล็ดลอดผ่านไปได้  จะต่างกับฝายเดิมที่เป็นการชะลอการไหลของน้ำ อีกทั้งฝายยางยังจะสร้างปัญหาตะกอนดินบริเวณหน้าฝายด้วย ที่สำคัญฝายยางเป็นตัวทำลายวัฒนธรรมรวมทั้งความสามัคคีของชาวบ้านด้วย\n\n \n\n\"ฝายดั้งเดิมซึ่งเป็นฝายธรรมชาตินั้นแม้ไม่มีความทนทานต้องซ่อมแซมทุกปี แต่การดำเนินการซ่อมแซมนั้นก็เป็นการร่วมมือของคนที่ใช้น้ำจากฝายแห่งนี้ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมฝายก็มาจากการลงขันของชาวบ้านกันเอง ดังนั้นกิจกรรมดังกล่าวจึงถือเป็นการเชื่อมความสามัคคีของชาวบ้านขณะที่ทุกคนก็จะรู้สึกเป็นเจ้าของฝายร่วมกัน\" นายสมบูรณ์กล่าว \n\n \n\nอย่างไรก็ตาม นายสมบูรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมาปัญหาข้อกังวลดังกล่าวชาวบ้านมีการรวบรวมรายชื่อกว่า 4,000 รายชื่อแสดงเจตจำนงไม่ให้รื้อฝายเดิมรวมทั้งไม่เอาฝายคอนกรีตเสนอไปยังนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 20 ครั้งแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบรับใดๆ อยากโครงการดังกล่าวยังคงเดินหน้าต่อไปโดยไม่ฟังเสียงชาวบ้านแล้ว ของชาวบ้านก็พร้อมที่จะเผชิญหน้าเพื่อคัดค้านโครงการอย่างถึงที่สุดต่อไป\n\n \n\nนายสัญญา พรหมศาสตร์ นายก อ.บ.ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นชาวบ้านได้ประชุมหาข้อสรุปกันเรียบร้อยแล้วและมีมติว่าไม่เห็นด้วยกับการรื้อฝายพญาคำ ขณะที่ที่ประชุมของ อ.บ.ต.สารภีก็มีมติว่าไม่เห็นด้วยกับการรื้อฝายพญาคำเช่นเดียวกัน เพราะหากรื้อฝายดังกล่าวออกจะส่งผลกระทบต่อชาวบ้านที่ใช้น้ำจากฝายในระยะยาวแน่นอน ทั้งวิถีชีวิต การประกอบอาชีพ รวมทั้งวัฒนธรรมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา\n\n \n\n\"การรื้อฝายพญาคำไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามผมพูดได้เลยว่าชาวบ้านที่ใช้น้ำจากฝายนี้ไม่มีใครเห็นด้วยแน่นอน ชาวบ้านต่อสู้คัดค้านกับแนวคิดการรื้อฝายมานานหลายปี อีกทั้งน้ำท่วมถือเป็นภัยธรรมชาติที่เราเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว มันไม่ได้หมายความว่ารื้อฝายออกแล้วน้ำจะไม่ท่วม ดังนั้นหากจะแก้ปัญหาต้องมองในระยะยาว ต้องมีการฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ ไม่ใช่มารื้อฝาย\" นายสัญญากล่าว\n\n \n\nแม้ว่าการคัดค้านของชาวบ้านครั้งนั้นทำให้โครงการรื้อฝายพญาคำหายเงียบไปพักหนึ่ง แต่ครั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเมืองเชียงใหม่และอีกหลายจังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โครงการรื้อฝายพญาคำจึงถูกรัฐบาลนำขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง และดูเหมือนว่าครั้งนี้จะเป็นจริงเป็นจังมากกว่าครั้งก่อนๆ\n\n \n\nหลังเหตุการณ์น้ำท่วมเชียงใหม่ครั้งที่ 3 ในรอบปีเพราะฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.กระทรวงมหาดไทยพร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และกล่าวว่า การรื้อฝายพญาคำของชาวบ้านซึ่งกีดขวางการไหลของแม่น้ำปิงนั้นตนยืนยันว่าจะต้องมีการรื้อออกอย่างแน่นอนและจะสร้างฝายยางขึ้นมาทดแทน โดยตนมั่นใจว่าฝายยางสามารถให้ประโยชน์และช่วยเหลือชาวบ้านที่ใช้น้ำได้อย่างเต็มที่\n\n \n\nส่วนประเด็นการคัดค้านของชาวบ้านนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะชี้แจงสร้างความเข้าใจให้ชาวบ้านทราบรายละเอียดโดยจะเปรียบเทียบผลดีผลเสียของฝายทั้ง 2 ประเภทซึ่งเชื่อว่าจะได้รับการยอมรับจากชาวบ้าน\n\n \n\nที่สำคัญ โครงการดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ส.ค.2548 นี้เรียบร้อยแล้ว \n\n \n\nการผลักดันการรื้อฝายพญาคำของรัฐบาลครั้งนี้ หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าหากนายกรัฐมนตรีให้เหตุผลว่าต้องรื้อฝายพญาคำออกเพราะกีดขวางการไหลของน้ำในแม่น้ำปิงแล้วซึ่งเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมแล้วเหตุใดต้องสร้างฝายยางขึ้นมาทดแทน \n\n \n\nขณะเดียวกันปัญหาการบุกรุกริมฝั่งน้ำปิงโดยเฉพาะในเขตตัวเมืองเชียงใหม่เหตุใดรัฐบาลมิได้มีมาตรการในการจัดการปัญหาดังกล่าวให้ชัดเจน ดังนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่าการรื้อฝายครั้งนี้มีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง\n\n \n\nกรณีดังกล่าว นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ผู้ประสานงานมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพันธุ์พืชฯ กล่าวว่า ตนทราบมาว่าการรื้อฝายพญาคำของรัฐบาลครั้งนี้มีนักธุรกิจรายใหญ่รายหนึ่งของ จ.เชียงใหม่ต้องการทำธุรกิจล่องเรือในแม่น้ำปิง แต่ปัจจุบันเรือไม่สามารถแล่นได้ตลอดลำน้ำเพราะมีฝายพญาคำกีดขวางลำน้ำอยู่จึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีรื้อฝายดังกล่าวออก\n\n \n\nจะเห็นได้ว่า เดิมทีโครงการนี้นายกรัฐมนตรีกำหนดขึ้นโดยอ้างเหตุผลให้เรือสามารถแล่นในแม่น้ำปิงได้ตลอดลำน้ำ และต้องการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณสองฝั่งลำน้ำปิงบริเวณฝายพญาคำให้มีความสวยงามเพื่อปรับเป็นสถานที่ท่องเที่ยว\n\n \n\nแต่หลังจากที่ชุมชนไม่เล่นด้วยกอปรกับเหตุผลการรื้อเพื่อให้เรือแล่นได้ตลอดลำน้ำยังไม่มีน้ำหนักพอโครงการก็เงียบไป เมื่อครั้นเกิดน้ำท่วมใหญ่จากฝนที่ตกต่อเนื่องจนสร้างผลกระทบต่อทั้งภาคเกษตรกรรมรวมทั้งภาคธุรกิจอย่างมาก และแล้วฝายพญาคำจึงถูกจับมาเป็นจำเลยในปัญหาที่เกิดขึ้นในข้อหาเป็นเหตุให้เกิดขึ้นท่วม\n\n \n\nอย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวคงต้องจับตามองกันต่อไปว่า รูปการจะออกมาเช่นไร เสียงคัดค้าน ข้อวิตกกังวลชาวบ้านตัวเล็กๆ จะถูกรัฐบาลนำมาพิจารณาและสนองตอบหรือไม่ ฤาจะปล่อยให้การทำธุรกิจแล่นเรือในแม่น้ำปิงของนักธุรกิจนิรนามรายนั้นอยู่เหนือความต้องการของประชาชนภายใต้การตัดสินใจของคนๆ เดียว\n\n \n\nอานุภาพ นุ่นสง\n\nสำนักข่าวประชาธรรม \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-fcc859b3c831476ebe87ca32bc4fcaa8", "input": "Title: ปอท.แจง ปุ่ม close กดยกเลิกได้ ชี้ใช้แจ้งเบาะแส ช่วยโลกออนไลน์ใสสะอาด \n Body: หลังมีการเสนอข่าวว่าที่หน้าเว็บ tcsd.info ซึ่งจะแสดงแทนหน้าเว็บที่ถูกทางการปิดกั้น จะมีปุ่มที่เขียนว่า \"Close\" ซึ่งเมื่อคลิกไปแล้ว จะไปที่หน้าเฟซบุ๊กของผู้ใช้ พร้อมขึ้นกล่องคำถาม จะตกลงแชร์ข้อมูลส่วนตัวให้กับแอปชื่อ \"Login\" หรือไม่ และต่อมา พบว่ามีการนำปุ่มดังกล่าวออกแล้ว\nวันนี้ (20 มิ.ย.2557) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ปอท. โพสต์ชี้แจงในเว็บหน่วยงานเกี่ยวกับปุ่ม \"Close\" ดังกล่าวว่า เมื่อผู้ใช้ล็อกอินเฟซบุ๊กแล้ว สามารถกดยกเลิก หรือกดไม่ส่งข้อมูลได้ หากกดตกลงก็จะไปที่เพจ \"จ่าฮูก\" ของ บก.ปอท.\nนอกจากนี้ เว็บดังกล่าวยังระบุด้วยว่า การจัดเก็บข้อมูลผู้แจ้งเบาะแสหรือผู้ใช้บริการเป็นขั้นตอนการจัดเก็บข้อมูลของเว็บไซต์ TCSD.info ซึ่งรองรับตามมาตรา 26 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พร้อมระบุว่า มีการแจ้งเบาะแสเข้ามาจำนวนมาก ทำให้ บก.ปอท.สามารถดำเนินการกับผู้กระทำความผิดได้จำนวนมาก เป็นการช่วยให้สังคมออนไลน์ ใสสะอาดขึ้น\nด้านเพจ \"จ่าฮูก\" โพสต์ลิงก์ข่าวชี้แจงเช่นกัน โดยบอกด้วยว่า \"หากท่านเป็นผู้หวังดีกรุณาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ช่วยสังคมออนไลน์ให้ใสสะอาด และจ่าฮูกขอยืนยันจะเป็นเพื่อนกับท่าน!!!\"\nทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า มีการเปลี่ยนแอปในเฟซบุ๊กจากชื่อ Login เลข ID. 248374272023380 เป็นชื่อ TCSD เลข ID. 866724033354944 \nด้าน เว็บไซต์บล็อกนัน เว็บข่าวไอที รายงานข่าวนี้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ไม่มีความชัดเจนว่าหากสามารถแจ้งเบาะแสได้ทางหน้า Facebook Page อยู่แล้ว ทำไมหน้าบล็อคเว็บจึงต้องขออีเมลอีก และการล็อกอินหน้าเว็บ tcsd.info จะมีประโยชน์อะไรต่อผู้ใช้\n \n \n\n\n\nPost [1] by Cyberpatrol [2].\n\n \nที่มา: เว็บ ปอท. [3] เพจจ่าฮูก [1]และ เว็บบล็อกนัน [4] \n What is the sentiment in the text for the genre: education", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-21b184ed5be4437eadc9b41095fc98e9", "input": "Title: SPIEGEL สัมภาษณ์ทักษิณ : \"ผมเป็นเหมือนหนู\" \n Body: กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากทีมนักแปลอาสาสมัครที่อยากให้สาธารณชนได้บริโภคข่าวสารอย่างรอบด้าน เนื่องเพราะเห็นว่าสื่อสารมวลชนของไทยมีปัญหาเรื่องการทำงานในสถานการณ์วิกฤตินี้ เราจึงเลือกแปลข่าวของสื่อต่างชาติที่ยังสามารถทำงานตามหลักการวิชาชีพได้ โดยไม่มีอคติต่อฝ่ายใด และไม่มีอำนาจรัฐมาครอบงำ\n\n\n \n\n \n\nทีมแปลข่าวเฉพาะกิจ\n\nที่มา: แปลจาก 'I'm Like a Rat', INTERVIEW WITH EXILED FORMER THAI LEADER THAKSIN, SPIEGEL ONLINE 04/20/2009, Interview conducted by Bernhard Zand\n\nhttp://www.spiegel.de/international/world/0,1518,619943,00.html [1]\n\n \n\n \n\n \n\nสัมภาษณ์โดย เบอนาร์ด แซน (Bernhard Zand)\n\n \n\n \n\nในการให้สัมภาษณ์ SPIEGEL, ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย วัย 59 ปี บอกเล่าถึงการลุกฮือขึ้นของกลุ่มผู้สนับสนุนเขาเพื่อต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพฯ และบทบาทที่พระมหากษัติย์ควรทำในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ไม่สิ้นสุดในประเทศที่สับสนอลหม่านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้\n\n \n\nSPIEGEL : ดร.ทักษิณ ข่าวที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯเมื่อวันศุกร์ สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำกลุ่มเสื้อเหลืองที่สนับสนุนรัฐบาลรอดชีวิตจากการพยายามลอบสังหาร เขาเป็นหนึ่งในบรรดาคู่ปรับที่ตามไล่ล่าคุณมากที่สุด\n\nทักษิณ ชินวัตร: รัฐบาลเป็นผู้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แม้ว่าจะมาจากการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลนี้ใช้อำนาจในทางที่เลวร้ายยิ่งกว่ารัฐบาลทหาร อำนาจนี้ควบคุมไปทุกแห่ง สามารถยึดและตรวจค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น และพวกเขาไม่คำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน รัฐบาลนี้ได้รับใบอนุญาตฆ่า และผมมีความรู้สึกว่าช่วงเวลาของ \"การฆ่าตัดตอน\" กำลังเริ่มต้น - พูดอีกอย่าง พวกเขากำลังกำจัดใครก็ตามที่รู้มากเกินไปเกี่ยวกับพวกผู้มีอำนาจที่ต่อต้านผม\n\n \n\nSPIEGEL: ตัวเลขทางการระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บ 123 รายในเหตุการณ์จลาจลครั้งล่าสุด คุณมีข้อโต้แย้งตัวเลขเหล่านี้หรือไม่?\n\nทักษิณ: มันเป็นการโกหกโดยสิ้นเชิง\n\n \n\nSPIEGEL: คุณพิสูจน์ได้หรือไม่?\n\nทักษิณ: หลังจากที่พวกเขาบอกว่ามีผู้เสียชีวิตเพียง 2 คน พวกเราพบศพคนเสื้อแดง 2 คนที่ถูกมัดมือไว้ด้านหลังลอยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา พวกเรายังคงค้นหารายอื่นๆ อยู่\n\n \n\nSPIEGEL: ปรากฎการณ์ในประเทศของคุณสร้างความตระหนกให้กับคนทั่วโลก อะไรคือเหตุผลของวิกฤตการณ์ที่ไม่สิ้นสุดนี้?\n\nทักษิณ: ชนชั้นนำทางการเมืองมีความกังวลมาก เพราะผมและพรรคพวกได้รับความนิยมและมีอำนาจเหมือนกับที่พวกเขาเป็นก่อนหน้านี้ พวกเขาต้องการเปลี่ยนอำนาจให้ไปอยู่กับอีกฝ่ายหนึ่ง คือพรรคประชาธิปัตย์ แต่พวกเขาไม่สามารถทำได้ผ่านกระบวนการประชาธิปไตย ตอนนี้พวกเขากำลังใช้ทุกวิถีทาง พวกเขาพยายามลอบสังหารผมแต่ไม่สำเร็จ พวกเขายังก่อการประท้วงซึ่งไม่สำเร็จ แต่มันก็เพียงพอสำหรับพวกเขาที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหาร หลังรัฐประหาร พวกเขาทำให้ระบบยุติธรรมกลายเป็นเรื่องการเมืองและตัดสินว่าผมและครอบครัวมีความผิด จากนั้นเขาเขียนรัฐธรรมนูญที่ผิดกฎหมาย แต่ทั้งๆ ที่พวกเขาทำทุกอย่าง ประชาชนยังคงลงคะแนนให้พรรคของพวกผม สิ่งนี้ทำให้คนกรุงเทพฯไม่พอใจ นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมการลุกฮือครั้งล่าสุดจึงเกิดขึ้น\n\n \n\nSPIEGEL: ประเทศไทยจะรอดพ้นจากชะตากรรมนี้ได้อย่างไร?\n\nทักษิณ: ตราบใดที่การต่อสู้แย่งชิงอำนาจไม่โปร่งใสและไม่ได้ทำในวิถีทางประชาธิปไตย ทุกอย่างจะยังคงค้างคา เราจะไม่อาจกำจัดมันออกไปได้ ระบบยุติธรรมถูกใช้เพื่อค้ำยันสองมาตรฐาน—ผ่อนผันให้ฝ่ายหนึ่งและโหดร้ายกับอีกฝ่ายหนึ่ง การสมานฉันท์เป็นทางออกเดียว\n\n \n\nSPIEGEL: คุณร้องขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเข้ามาแทรกแซงและยุติวิกฤตินี้ ทำไมยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น?\n\nทักษิณ: ผมไม่ทราบ ผมไม่อาจพูดอะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์\n\n \n\nSPIEGEL: แต่พระราชดำรัสของพระองค์เป็นการชี้ขาดอย่างชัดเจน\n\nทักษิณ: ผมขอพูดอย่างนี้ว่า พระองค์ท่านเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถสร้างความสมานฉันท์ ผมไม่คิดว่าใครอื่นจะทำได้ ผมได้เฝ้ามองประเทศของผมจากข้างนอกมาสามปีแล้ว ยังไม่มีอะไรดีขึ้น\n\n \n\nSPIEGEL: วิกฤตการณ์ของประเทศไทยเป็นวิกฤตการณ์ของสถาบันกษัตริย์ด้วยหรือไม่?\n\nทักษิณ: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีพระชนมพรรษา 81 พรรษาแล้ว พวกเราถวายพระพรให้พระองค์ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนานและทรงเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนไทยทั่วแผ่นดิน  ในฐานะที่เป็นคนไทย เป็นเรื่องยากที่ผมจะพูดได้มากกว่านี้ คนไทยไม่มีเสรีภาพในการพูดมากนัก\n\n \n\nSPIEGEL: แต่คุณนั่งอยู่ที่นี่ในเมืองดูไบ ไม่ใช่ที่ประเทศไทย และคุณมีเสรีภาพเต็มที่ที่จะพูดในสิ่งที่คุณต้องการพูด\n\nทักษิณ: แต่ผมจะต้องระมัดระวังมากๆ ในฐานะที่เป็นคนไทยและเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ผมเคารพเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯอย่างแท้จริง\n\n \n\nSPIEGEL: ครั้งหนึ่งคุณเคยถูกมองว่าเป็นผู้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯไว้วางใจ\n\nทักษิณ: ใช่ แต่ผมเป็นที่เกลียดชังของบุคคลที่อยู่รอบๆ พระองค์ ประธานองคมนตรี (คณะบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์) และอดีตนายกรัฐมนตรีภายใต้คณะรัฐประหารพยายามที่จะโค่นล้มผมโดยการรัฐประหาร\n\n \n\nSPIEGEL: และตอนนี้คุณคิดว่าบุคคลเหล่านี้ต้องรับผิดชอบกับวิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน?\n\nทักษิณ: รัฐบาลของผมเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งและชนะอย่างถล่มทลาย ตอนนี้ผมเป็นเหมือนหนูที่อยู่ในบ้าน พวกเขาต้องการที่จับผมจนกล้าที่จะเผาบ้านทั้งหลังเพื่อจับหนู\n\n \n\nSPIEGEL: ฝ่ายตรงข้ามของคุณอ้างว่าคุณเป็นต้นเหตุของการจุดชนวนครั้งล่าสุดด้วยการเรียกร้องมาจากต่างประเทศให้มีการประท้วง\n\nทักษิณ: ผมต้องให้กำลังใจประชาชน แต่เมื่อพวกเราพูดว่า พวกเราต้องการปฏิวัติ พวกเราหมายถึงการปฏิวัติโดยสันติ พวกเราที่อยู่ในประเทศไทยอดทนมานานแล้วกับประชาธิปไตยที่ใช้สำหรับคนเพียงไม่กี่คน หรือพวกชนชั้นนำทางการเมืองในกรุงเทพ\n\n \n\nSPIEGEL: คุณยังคงได้รับความนิยมอย่างมากจากประชาชนในวงกว้าง นั่นหมายถึงคุณต้องแบกความรับผิดชอบไว้ด้วย คุณไม่สามารถทำอะไรมากกว่านี้ที่จะทำให้สถานการณ์ปัจจุบันสงบลงเลยหรือ?\n\nทักษิณ: ไม่มีทาง หนทางเดียว คือการสร้างความสมานฉันท์อย่างกว้างขวาง พวกเราใช้สันติวิธี ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมาจากกลุ่มติดอาวุธที่รัฐบาลสนับสนุน พวกนี้คือกลุ่มคนที่เข้ามาปะปนกับกลุ่มผู้ประท้วง ฆ่าคน และก่อความวุ่นวายต่างๆ\n\n \n\nSPIEGEL: คุณวางแผนว่าจะทำอะใรในตอนนี้โดยส่วนตัว?\n\nทักษิณ: ผมเดินทางมาก และปกติจะไม่อยู่ที่ไหนนานกว่าสองสัปดาห์ ผมมีธุรกิจที่ต้องดูแล แกนนำของกลุ่มเสื้อแดงทำงานกันอย่างอิสระและพวกเขาตัดสินใจกันเอง พวกเขาโทรศัพท์มาขอคำปรึกษาเป็นบางครั้ง แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องเชื่อผม ผมไม่ได้สนับสนุนเงินให้พวกเขา เพราะทรัพย์สินของผมในประเทศไทยถูกอายัด และผมไม่มีเงินมากนัก\n\n \n\nSPIEGEL: รัฐบาลยกเลิกหนังสือเดินทางของคุณ - ตอนนี้คุณเดินทางอย่างไร?\n\nทักษิณ: ผมมีหนังสือเดินทางของประเทศอื่นๆ เพื่อนๆ และผู้นำจากหลายประเทศออกหนังสือเดินทางหรือเอกสารเดินทางให้ผมในฐานะพลเมืองกิติมศักดิ์ ประธานาธิบดีนิคารากัว แดเนี่ยล ออเตก้า เป็นผู้สนับสนุนผมอย่างแข็งขัน และประเทศของท่านได้ออกหนังสือเดินทางทูตให้ผม\n\n \n\nSPIEGEL: ทำอย่างไรประเทศไทยถึงจะมีสันติภาพที่ยั่งยืน?\n\nทักษิณ: ทั้งสองฝ่ายต่างได้กระทำความผิด ถึงเวลาแล้วที่จะสมานฉันท์โดยการให้อภัยซึ่งกันและกัน ลืมอดีตที่ผ่านมาและมองไปข้างหน้า พวกเราควรเป็นประเทศเดียว เป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ผมจะไม่ยอมรับ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน และอีกฝ่ายหนึ่งก็จะไม่ยอมรับผม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงโปรดฯ พระองค์จะทรงโปรดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และต่อจากนั้นเราต้องการการเลือกตั้งใหม่ \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-2dc6d13f7e5641beb17b2fd86c0afc00", "input": "Title: รายงาน: ‘อภิสิทธิ์’ ลั่นค้าน ‘พ.ร.บ.ความมั่นคง’ (เหตุเกิดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว) \n Body: ทีมข่าวการเมือง\nทัศนะของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” (เมื่อ 2 ปีที่แล้ว) คัดค้านการผ่านร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยเห็นว่าหากนิยาม “ภัยคุกคามความมั่นคง” อย่างไม่แยกแยะ อาจมีการใช้กฎหมายในทางที่ผิด และย้ำว่าการชุมนุมทางการเมืองเป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมีตราบเท่าที่ไม่ใช้ความ รุนแรง การควบคุมต้องต่างจากการก่อการร้าย และย้ำว่าหากกฎหมายผ่าน สนช. ต้องแก้ไข\n \n\n1.\n“ปัจจุบัน การกระทำที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงมีความหลากหลายมาก แต่กฎหมายทุกฉบับจะพยายามนิยามให้ครอบคลุมกว้างๆโดยไม่จำแนกแยกแยะ และมักจะใช้เครื่องมือตามกฎหมายโดยไม่มีการแยกแยะเช่นเดียวกัน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะเกิดความเสี่ยงที่ “ภัยคุกคาม” บางชนิดจะป้องกันปราบปรามไม่ได้ ขณะที่อาจมีการใช้อำนาจตามกฎหมายในทางที่ผิด”\n \n“ขณะที่ปัญหาการชุมนุมทางการเมืองนั้น เป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมีตราบเท่าที่ไม่มีการจงใจที่จะละเมิดกฎหมายในลักษณะของการใช้ความรุนแรง หรือก่อให้เกิดความวุ่นวาย การควบคุมสถานการณ์ในลักษณะนี้ ต้องการการปฏิบัติแตกต่างจากการก่อการร้ายอย่างชัดเจน”\n \n“การตรากฎหมายครั้งนี้ ต้องตระหนักว่า กฎหมายที่ออกมาจะบังคับใช้ไปจนกว่าจะมีการแก้ไข หรือยกเลิกซึ่งคงเกิดขึ้นไม่ง่ายนัก\n \nผู้ใช้กฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้มีอำนาจในปัจจุบัน\n \nดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงอย่างแท้จริง การดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ จึงควรกระทำด้วยความรอบคอบ และยึดถือหลักการที่ถูกต้อง สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน”\n \nอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, \nในบทความ “กฎหมายความมั่นคงกับสถานการณ์ปัจจุบัน”, 24 มิ.ย. 50\n \n \n2.\n“ต้องรอดูก่อนว่าร่าง พ.ร.บ.นี้จะผ่าน สนช.หรือไม่ หากผ่านมาแล้วไม่ได้มีการปรับแก้ในประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วง รวมถึงกระทบกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็จำเป็นต้องปรับแก้ ต่อไป”\n \nอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, 10 พ.ย. 50\n \n \n3.\n“กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ห้ามการชุมนุม และกลุ่มผู้ชุมนุมหากจะเคลื่อนไหวในความสงบก็ควรให้ความร่วมมือ เนื่องจากกังวลว่าอาจมีมือที่สามเข้ามา ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำไม่ได้เป็นเรื่องการต่อต้านการชุมนุมแต่อย่างใด แต่ต้องการให้การชุมนุมเป็นไปโดยเรียบร้อยและน่าจะเข้าใจกันได้”\n \nอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, 26 ส.ค. 52\n \n\n \n \n0 0 0\n \nเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เห็นชอบการประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยให้มีการประกาศใช้ระหว่างวันที่ 29 ส.ค. - 1 ก.ย. เป็นเวลา 4 วัน ในบริเวณพื้นที่เขตดุสิต โดยให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้บัญชาการสถานการณ์ [1]\n \nใครจะไปคิดบ้างว่า คนที่สั่งการให้ใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ ในวันนี้ คือคนที่เคยคัดค้านการมีกฎหมาย พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ เมื่อ 2 ปีก่อน\n \n0 0 0\n \nพ.ศ. 2550 \nหากไม่แยกแยะ อาจมีการใช้อำนาจในทางที่ผิด\n \nโดยเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2550 ในช่วงรัฐบาล คมช. ที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และมีความพยายามผลักดันกฎหมายความมั่นคงของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในขณะนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เผยแพร่บทความ “กฎหมายความมั่นคงกับสถานการณ์ปัจจุบัน” ของเขาในเว็บไซต์ www.abhisit.org [1] แสดงความห่วงใยกรณีที่จะมีการเสนอร่างกฎหมายความมั่นคง โดยเกรงว่าหากนิยาม “ภัยคุกคามความมั่นคง” โดยไม่แยกแยะ อาจมีการใช้อำนาจตามกฎหมายในทางที่ผิด [2]\n \nรายละเอียดของบทความมีดังนี้ (ตัวเน้นโดยประชาไท)\n \nกฎหมายความมั่นคงกับสถานการณ์ปัจจุบัน\nโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 24 มิถุนายน 2550\nที่มา: http://www.abhisit.org/visiondetail.php?cate_id=55 [2]\n \nสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราช อาณาจักร พ.ศ. …. ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นเครื่องมือในการทำงานด้านความมั่นคง และเป็นการกำหนดโครงสร้างการทำงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ไปพร้อมๆ กัน โดยกฎหมายฉบับนี้จะมีการนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป\n \nความจริงความพยายามที่จะตรากฎหมายใหม่ทางด้านความมั่นคงมีมาโดยตลอด หลังจากที่ปัญหาการก่อการร้ายสากลได้ยกระดับความรุนแรงขึ้นหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 และดูจะเป็นปัญหาที่หลายประเทศมีความตื่นตัวและข้อถกเถียงอย่างมาก\n \nรัฐบาลที่แล้วก็เคยตราพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาแล้ว โดยให้เหตุผลว่า เป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการคลี่คลายสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้\n \nหลังการรัฐประหาร ก็มีการนำกฎอัยการศึกมาประกาศใช้และยังคงใช้อยู่ในหลายพื้นที่\n \nพร้อมๆ กับการเกิดแนวคิดที่จะใช้ กอ.รมน. เคลื่อนไหวงานด้านมวลชน ซึ่งแยกแยะได้ยากว่า เป็นงานความมั่นคง หรือเป็นงานการเมือง\n \nแม้สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะเป็นสภาที่มาจากการแต่งตั้ง แต่ก็เชื่อว่า การพิจารณากฎหมายฉบับใหม่จะเป็นไปอย่างเข้มข้น และการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้จะมีขึ้นอย่างกว้างขวาง ผมเห็นว่าเรื่องนี้มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะนอกจากกฎหมายลักษณะนี้จะมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวางแล้ว หากกำหนดเครื่องมือความมั่นคงที่ไม่รัดกุม สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ก็จะเป็นปัญหาและอุปสรรคในการดูแลรักษาความมั่นคงด้วย\n \nผมจึงอยากเห็นการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างมีกรอบและหลักคิดที่ชัดเจนดังนี้\n \n1. นิยาม “ภัยคุกคามความมั่นคง” ในลักษณะต่างๆให้ชัด ปัจจุบัน การกระทำที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงมีความหลากหลายมาก แต่กฎหมายทุกฉบับจะพยายามนิยามให้ครอบคลุมกว้างๆโดยไม่จำแนกแยกแยะ และมักจะใช้เครื่องมือตามกฎหมายโดยไม่มีการแยกแยะเช่นเดียวกัน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะเกิดความเสี่ยงที่ “ภัยคุกคาม” บางชนิดจะป้องกันปราบปรามไม่ได้ ขณะที่อาจมีการใช้อำนาจตามกฎหมายในทางที่ผิด\n \nยกตัวอย่างเช่น การก่อการร้าย ซึ่งหมายถึง การมุ่งทำลายล้างชีวิตหรือทรัพย์สินต่างๆ ในปัจจุบันจะอาศัยเครื่องมือ อุปกรณ์ การติดต่อสื่อสารโทรคมนาคม ฯลฯ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการควบคุม หรือ จำกัดสิทธิในบางสถานการณ์ บางครั้งการจำกัดสิทธิอาจก่อให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตของบุคคลทั่ว ไป แต่ก็จำเป็นจะต้องมีการทำความเข้าใจและขอความร่วมมือ\n \nขณะที่ปัญหาการชุมนุมทางการเมืองนั้น เป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมีตราบเท่าที่ไม่มีการจงใจที่จะละเมิดกฎหมายในลักษณะของการใช้ความรุนแรง หรือก่อให้เกิดความวุ่นวาย การควบคุมสถานการณ์ในลักษณะนี้ ต้องการการปฏิบัติแตกต่างจากการก่อการร้ายอย่างชัดเจน\n \nอย่าลืมว่าในโลกปัจจุบัน การป้องกันการก่อการร้าย เป็นเรื่องที่โลกประชาธิปไตยยอมรับได้ แต่การจำกัดสิทธิทางการเมือง นอกจากจะไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว ยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงอีกด้วย\n \nกฎหมายใหม่จึงควรมีการแยกแยะกรณีต่างๆ ออกจากกันอย่างชัดเจน\n \n2. ต้องมีความชัดเจนเรื่องผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ เราอยู่ในช่วงที่กำลังจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่เปรียบเสมือนกฎหมายแม่บทรับรองสิทธิ เสรีภาพต่างๆเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 บางมาตราอาจมีความเข้มข้นกว่ารัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 ด้วยซ้ำ นอกเหนือจากกฎอัยการศึก ซึ่งมักจะมีการเขียนรับรองไว้ กฎหมายอื่นๆ จะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ และการจำกัดสิทธิตามรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นการจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานในสาระ สำคัญ โดยต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ข้อยกเว้นที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น การตรากฎหมายฉบับใหม่จึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะหากมีข้อความที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็จะบังคับใช้ไม่ได้ ทำให้เกิดปัญหาหลายประการตามมา\n \n3. สะสางกฎหมายความมั่นคงให้เกิดเอกภาพ หากมีการใช้กฎหมายฉบับใหม่ควบคู่ไปกับกฎหมายอีก 2 ฉบับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น (กฎอัยการศึก และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548) จะทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและสับสนในเรื่องการใช้อำนาจในทุกระดับ ตั้งแต่การประกาศใช้กฎหมาย การมีอำนาจ การมอบอำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรณีของกฎหมายใหม่เป็น กฎหมายในลักษณะที่ให้มีอำนาจถาวรจะทำให้เกิดความขัดแย้งได้สูง\n \nเมื่อจะตรากฎหมายทั้งที ควรจะจัดระบบกฎหมายความมั่นคงให้เป็นเอกภาพ มิใช่เพื่อประโยชน์ในความเข้าใจของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่เพื่อให้ประชาชนซึ่งอาจถูกจำกัดสิทธิรับทราบและเข้าใจ\n \n4. ต้องมีกลไกควบคุมหรือถ่วงดุลการใช้อำนาจ แม้ในบางสถานการณ์รัฐจะมีความจำเป็นที่จะต้องใช้อำนาจเด็ดขาด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีการตรวจสอบถ่วงดุลไม่ได้ การบัญญัติให้เจ้าหน้าที่ไม่มีความรับผิดก็ดี การยกเว้นคำสั่งและการกระทำมิให้อยู่ภายใต้บังคับศาลปกครองก็ดี ทำให้โอกาสที่จะมีการใช้อำนาจในทางที่ผิดเกิดขึ้นได้มาก ควรยอมรับให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลได้ โดยอาจให้การยกเว้นเป็นเพียงเฉพาะในช่วงเวลาที่จำเป็นในการปฏิบัติการ เป็นต้น นอกจากนี้การควบคุมตัวที่ไม่ถือว่าเป็นการจับกุม ต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน เหมือนที่เกิดขึ้นในการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และกลับเป็นการเพิ่มบุคคลที่มีทัศนคติที่เป็นลบต่อรัฐ\n \n5. ใช้โอกาสนี้ปรับโครงสร้างหน่วยงานความมั่นคง การกำหนดโครงสร้างในกฎหมายใหม่ ยังมีความลักลั่นและความสับสนอยู่ เช่น การคาบเกี่ยวกันของสำนักนายกรัฐมนตรี กองทัพ ฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น หากจะมีกฎหมายในเชิงโครงสร้างหน่วยงานความมั่นคง ก็ควรจะใช้โอกาสนี้ สะสาง และปฏิรูปไปในตัว \n \nการตรากฎหมายครั้งนี้ ต้องตระหนักว่า กฎหมายที่ออกมาจะบังคับใช้ไปจนกว่าจะมีการแก้ไข หรือยกเลิกซึ่งคงเกิดขึ้นไม่ง่ายนัก\n \nผู้ใช้กฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้มีอำนาจในปัจจุบัน\n \nดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงอย่างแท้จริง การดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ จึงควรกระทำด้วยความรอบคอบ และยึดถือหลักการที่ถูกต้อง สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน\n \n \n0 0 0\n \nพร้อมปรับแก้\n \nต่อมา เมื่อ 10 พ.ย. 2550 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติผ่านพ.ร.บ.ความมั่นคงภายในวาระแรกไปแล้ว โดยอภิสิทธิ์เห็นว่าหาก พ.ร.บ.นี้ผ่านแล้วมีประเด็นกระทบกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็จำเป็นต้องปรับแก้\n \nโดยเขากล่าวว่า จุดยืนประชาธิปัตย์ชัดเจนว่ากฎหมายใดก็ตามหากขัดหลักประชาธิปไตย ก็จำเป็นต้องปรับแก้ เพราะไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น เช่น การที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องรับผิดในการดำเนินการใดๆ รวมทั้งขอบเขตอำนาจหน้าที่ต่างๆ แต่บางเรื่องอาจจะพอเข้าใจถึงหลักการและเหตุผลได้ อาทิ การที่เกรงว่าหากมีการนำเรื่องไปร้องศาลปกครองแล้วศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว จะทำให้มีปัญหาในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ เรื่องนี้อาจจะพอรับได้ แต่ต้องมีระยะเวลาที่ชัดเจน ไม่ได้หมายความว่ายกเว้นการตรวจสอบตลอดไป\n \n\"อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูก่อนว่าร่าง พ.ร.บ.นี้จะผ่าน สนช.หรือไม่ หากผ่านมาแล้วไม่ได้มีการปรับแก้ในประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วง รวมถึงกระทบกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็จำเป็นต้องปรับแก้ ต่อไป\" [3]\n \n \n0 0 0\n \nคำแนะนำของผมก็คือ สนช.ควรจะพักผ่อน\n \nอีกไม่กี่วันก่อนการลงมติ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ โดย สนช. เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.50 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเชิญไปพูดที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยซึ่งจัดในช่วงค่ำ\n \nในตอนหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นเป็นภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ บทบาทหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก โดยเฉพาะที่จะมีการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ว่า ตอนนี้ สนช.ควรจะพักผ่อนได้แล้ว\n \n\"คำแนะนำของผมก็คือ สนช.ควรจะพักผ่อน รอให้มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง\"\n \nนายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่าหากกฎหมายความมั่นคงผ่านการพิจารณาของ สนช. และพรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาล พรรคของเขาจะไม่ยกเลิกกฎหมายดังกล่าว แต่จะแก้ไขในสาระสำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่ 1.คำจำกัดความของคำว่า \"ความมั่นคง\" ที่ขณะนี้ดูเหมือนว่าครอบคลุมกว้างขวางเกินไป 2.ปรับแก้โครงสร้างองค์กรที่รับผิดชอบความมั่นคง (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน.) โดยต้องทำให้สามารถตรวจสอบได้ 3.ศาลปกครองจะต้องมีอำนาจเหนือกฎหมายนี้ และสามารถดูแลการละเมิดสิทธิ์ผู้บริสุทธิ์ได้ 4.จะพยายามปรับให้กฎหมายฉบับนี้ละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญน้อยที่สุด [4]\n \nโดยถัดมาหลังจากนั้น วันที่ 20 ธ.ค.50 เวลาประมาณ 20.00 น. ที่ประชุม สนช. ก็ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ด้วยมติเห็นชอบ 105 เสียง ไม่เห็นชอบ 8 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง โดยใช้เวลาในการอภิปรายประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง และไม่มีการแก้ไขสาระสำคัญใดๆ [5]\n \n \n000\n \nพ.ศ. 2552 \nไม่ได้ต่อต้านการชุมนุม แต่ต้องการให้เป็นไปโดยเรียบร้อย\n\nผ่านมา 1 วัน หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยเมื่อวันที่ 26 ส.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ชี้แจงสาเหตุ ที่ต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 เขตดุสิต ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม-1 กันยายน โดยระบุว่าเพื่อให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย\n \n“สาเหตุที่ประกาศพื้นที่รักษาความมั่นคง ตาม พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ในพื้นที่เขตดุสิต ในช่วงวันที่ 29 สิงหาคม-1 กันยายน เพื่อรับมือการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 30 สิงหาคม เพื่อต้องการให้การชุมนุมเกิดความเรียบร้อย ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ห้ามการชุมนุม และกลุ่มผู้ชุมนุมหากจะเคลื่อนไหวในความสงบก็ควรให้ความร่วมมือ เนื่องจากกังวลว่าอาจมีมือที่สามเข้ามา ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำไม่ได้เป็นเรื่องการต่อต้านการชุมนุมแต่อย่างใด แต่ต้องการให้การชุมนุมเป็นไปโดยเรียบร้อยและน่าจะเข้าใจกันได้\n \nต้องขอความกรุณาสื่อมวลชนเสนอข่าวสารให้ชัดเจนว่า รัฐบาลใช้กฎหมายฉบับนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ แต่ไม่ได้บอกว่าเหตุจะเกิดจากใคร และคิดว่าหากทุกฝ่ายต้องการให้เกิดความสงบ ขอให้ใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือก็เท่านั้น กลุ่มผู้ชุมนุมก็ชุมนุมโดยสงบไป ก็ไม่มีอะไร อย่างไรก็ตาม ไม่ได้จับตากลุ่มเคลื่อนไหวใดเป็นพิเศษ แต่จับตาทุกกลุ่ม เพราะกังวลว่าเมื่อเกิดการชุมนุมใหญ่ ก็จะมีความละเอียดอ่อนทั้งหมด เพราะช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาเกิดความเสียหายกับประเทศมาก และไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นอีก\n \nรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลให้เกิดความสงบทั้งหมด และหากการชุมนุมอยู่ในความสงบเรียบร้อยก็ไม่มีปัญหา”\n \n \nอ้างอิง\n[1] รัฐบาลประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคง 4 วัน เฉพาะเขตดุสิต สกัดเสื้อแดงชุมนุมใหญ่, ประชาไท, 25 ส.ค. 50, http://www.prachatai.com/journal/2009/08/25577 [3]\n[2] กฎหมายความมั่นคงกับสถานการณ์ปัจจุบัน, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 24 มิ.ย. 2550, http://www.abhisit.org/visiondetail.php?cate_id=55 [2]\n[3] รุมต้านพ.ร.บ.ปกครองชายแดน อจ.จุฬาฯชี้อำนาจยิ่งกว่าพระเจ้า, มติชนรายวัน, 12 พ.ย. 50 http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0114121150 [4]\n[4] “อภิสิทธิ์” ประกาศหากเป็นรัฐบาลจะแก้ \"พ.ร.บ.ความมั่นคง\" แนะ สนช. พักผ่อนได้แล้ว, ประชาไท, 19 ธ.ค. 50, http://www.prachatai.com/journal/2007/12/15199 [5]\n[5] ผ่านแล้วกฎหมายรัฐทหาร! สนช.ไฟเขียว พ.ร.บ.ความมั่นคง 105 ต่อ 8, ประชาไท, 20 ธ.ค. 50, http://www.prachatai.com/journal/2007/12/15218 [6] \n What is the sentiment in the text for the genre: environment", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-dea87745ae744bc395fef5ec4f912af6", "input": "Title: นัยสำคัญของ รธน. 40 \n Body: ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข \n\n \n\n \n\nรัฐธรรมนูญไม่ใช่ทางออกแก้วิกฤติสังคมไทย นักวิชาการอาวุโสท่านหนึ่งบอกไว้อย่างนั้น แล้วท่านก็หันไปเน้นย้ำว่า การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนต่างหากที่เป็นทางออก \n\n \n\nหากตัดเอารายละเอียดออก ผมเห็นด้วย แต่ปัญหาคือ แล้วใครจะเป็นคนกำหนดล่ะว่า สังคมแบบไหนที่คนต้องการจริงๆ นักวิชาการอาวุโสท่านนี้ที่รู้ดีกว่าประชาชน หรือเป็นประชาชนเองที่จะกำหนดมันผ่านกติกาสูงสุดและข้อตกลงร่วมซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญ\n\n \n\nน่าเศร้าที่นักวิชาการเกือบทุกสำนักวิพากษ์การพัฒนาประเทศตลอด 50 ปีว่า ประชาชนไม่ได้ตัดสินใจอะไรเอง แต่เมื่อครั้นนักวิชาการและปัญญาชนเหล่านี้ยึดกุมอำนาจกำหนดนโยบายผ่านเครือข่ายอุปถัมภ์ระดับชนชั้นนำ เขาเลือกที่จะกำหนดนโยบายและเลือกให้ประชาชนว่า อะไรคือสิ่งที่สังคมควรจะเป็น ซ้ำรอยการพัฒนาตลอด 50 ปีที่กำหนดจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ\n\n \n\nกว่า 50 ปีทีเดียวที่รัฐพัฒนาประเทศโดยไม่สนใจการมีส่วนร่วมของประชาชน และรีดเอาทรัพยากรจากชนบทไปเพิ่มความมั่งคั่งให้กับคนเมือง ครั้นความมั่งคั่งกระจุกตัว ช่องว่างรายได้ห่างขึ้นๆ เมื่อบังเอิญรัฐบาลจากการเลือกตั้งได้ออกแบบนโยบาย แบ่งเอาความมั่งคั่งนั้นเจือจานคืนสังคมในรูปของนโยบายที่เอื้อต่อคนในชนบท โดยใช้เงินภาษี คนชั้นกลางและชั้นสูงในเมืองก็ไม่พอใจ และตัดตอนเอาว่า ภาษีนั้นมาจากตน โดยละเว้นที่จะพูดถึงที่มาของความมั่งคั่งซึ่งขูดรีดเอาจากชนบทมาเนิ่นนาน และแสดงออกความไม่พอใจนั้นโดยการต่อต้านนโยบายประชานิยมและรัฐบาลพรรคไทยรักไทย โดยกล่าวหาเอาว่า รัฐบาลไทยรักไทยใช้เงินภาษีอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ไม่พอเพียง และไม่ได้ทำให้ชุมชนเข้มแข็งหรือพึ่งพาตัวเองได้แต่อย่างใด\n\n \n\nจึงมีปัญหาต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า นโยบายที่คิดขึ้นโดยพรรคไทยรักไทยนั้น ที่สุดได้กลายเป็นของประชาชนหรือไม่ ก่อนที่จะที่จะวิพากษ์ว่านโยบายนั้นดีหรือไม่ดีอย่างไร\n\n \n\nไม่ต้องสงสัยเลยว่า นโยบายของพรรคไทยรักไทยนั้นเมื่อผ่านกระบวนการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า มันได้พิสูจน์ตัวมันเองว่า เป็นที่ต้องการของประชาชนเพียงใด 19 ล้านเสียง 16 ล้านเสียงในการเลือกตั้งแต่ละครั้งส่งนัยถึงความต้องการทางนโยบายของประชาชน ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อรัฐบาลพรรคไทยรักไทยมีอันต้องล้มไป แต่ความต้องการในนโยบายนั้นก็ยังอยู่ ผ่านการยืนยันโดยการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ยังอยู่แม้กระทั่งไม่ว่ารัฐบาลไหนๆ ก็ต้องดำเนินนโยบายเหล่านั้นต่อไปโดยมิอาจฝืนเจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่ได้\n\n \n\nจะดีจะชั่ว เขากำหนดนโยบายของเขาเอง เขาเลือกที่จะมีสังคมในแบบที่เขากำหนดได้เอง เพราะประเทศชาติเป็นของเขาเหมือนๆ กับที่เป็นของเรา เหมือนๆ กับที่เป็นของนักวิชาการอาวุโสท่านนั้น \"เท่าๆ กัน\"\n\n \n\nแน่นอน สิ่งเหล่านี้ย่อมรวมไปถึง การเมืองของเขาเอง ผู้นำในแบบของเขาเอง\n\n \n\nนโยบายเหล่านี้ หรือการกำหนดเลือกการเมืองของเขา หรือผู้นำของเขาเอง จะดีจะชั่ว ณ ปัจจุบัน ยังไม่เคยได้รับการพิสูจน์ แต่มันเกินพอแล้วสำหรับการยืนยันความล้มเหลว จากการมีผู้ใหญ่รู้ดีมากำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง\n\n \n\nและอะไรมันจะเป็นเครื่องประกันว่าเขาจะกำหนดมันได้เอง หากไม่ใช่รัฐธรรมนูญ \n\n \n\nที่จริงใจกลางของวิกฤติการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่พัวพันกับรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ 2540 ที่สังคมไทยเปิดให้เขาเขียนให้เขามีส่วนร่วมกระทั่งให้เขาทำคลอดมันออกมา น่าเชื่อด้วยว่า เขาไม่ได้รักทักษิณ ชินวัตร มากไปกว่ารัฐธรรมนูญ 2540 เพราะทักษิณ ไม่อาจจะบันดาลนโยบายใดๆ ให้เขาได้ หากปราศจากซึ่งรัฐธรรมนูญ 2540 \n\n \n\nกล่าวอีกอย่างก็คือ เขาไม่ได้ต้องการทักษิณ ในฐานะผู้นำเดี่ยว หรือฮีโร่ขี่ม้าขาวที่มาเฉพาะกิจเฉพาะกาล แต่เขาต้องการรัฐธรรมนูญ 2540 ที่จะทำให้เกิด \"คนแบบทักษิณ\" ในทุกครั้งและทุกกาลต่างหาก\n\n \n\n3 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยเปลี่ยนไปมากแล้ว \"คนแบบทักษิณ\" ที่จะอุบัติขึ้นใน พ.ศ.2552 ย่อมไม่มีวันเป็น ทักษิณ ชินวัตรก่อน พ.ศ.2549 ที่สร้างให้สังคมไทยสงสัยเรื่องความฉ้อฉลหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน \n\n \n\nต่อให้ทักษิณ ได้เกิดใหม่ทางการเมือง หากเราเชื่อในระบบและการมีส่วนร่วม ก็ไม่มีวันที่สื่อและภาคประชาชนจะยอมให้ทักษิณเป็นแบบทักษิณในวันนั้น \n\n \n\nกล่าวอีกอย่างก็อาจจะได้ว่า มีบางอย่างที่ไม่บรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรช่วยควบคุมและลบจุดอ่อนเรื่องการตรวจสอบในรัฐธรรมนูญ 2540 แล้ว วัฒนธรรมทางการเมืองในการใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ในปี พ.ศ.นี้ จึงคนละเรื่องกับก่อนปี 2549 อย่างไม่ต้องสงสัย \n\n \n\nนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมา เปิดให้เขาหรือเราเจ้าของประเทศได้กำหนดที่จะมีชีวิตในแบบที่เขาหรือเราเลือกได้เอง  ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้องค์กรในแบบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและภาคประชาชนทำหน้าที่คอยตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง และยกระดับให้มีเหตุผลขึ้น ทำให้มีคนแบบทักษิณที่เก่งและดีด้วย\n\n \n\nมีแต่รัฐธรรมนูญ 2540 ที่จะทำให้ที่อยู่ที่ยืนของพันธมิตรฯและองค์กรภาคพลเมืองมีความหมาย ไม่เช่นนั้นก็เป็นได้แค่เครื่องมือในเครือข่ายอุปถัมภ์ของอำนาจรัฐ ที่คอยกำหนดกดหัวประชาชนว่าควรจะไปทางไหน\n\n \n\nบ้านเมืองไม่โตและไปไม่ถึงไหน เพราะผู้ใหญ่รู้ดี ไม่รู้จักละวาง ไม่ใช่หรือ \n What is the sentiment in the text for the genre: national_security", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-76199601a5ec4b519977aa6480899b44", "input": "Title: เครื่องจำหน่ายผักสดอัตโนมัติมีแล้วในชุมชนมณฑลซีอาน \n Body: ในซีอาน ประเทศจีน มีเครื่องจำหน่ายผักสดอัตโนมัติให้บริการ โดยมีผักให้เลือกกว่า 15 ชนิด บริการตลอด 24 ชม. ช่วยชุมชนซื้อผักได้ง่ายขึ้น ในราคาถูกกว่าซื้อที่ซูเปอร์ฯ\nปลายปีที่แล้ว ที่ประเทศจีน เริ่มมีการติดตั้งเครื่องจำหน่ายผลไม้อัตโนมัติในสถานีรถไฟใต้ดินของเมือง เซี่ยงไฮ้ ผลตอบรับถือว่าขายได้ดี มีทั้งคนชอบและคนไม่ชอบ คนที่ชอบบอกว่า ช่วยให้ซื้อผลไม้ได้สะดวก ส่วนคนที่ไม่ชอบก็บอกว่า ผลไม้วางอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างสูง ทำให้เมื่อกดซื้อ ผลไม้ตกลงมาเกิดรอยช้ำ\n\nคนในชุมชนรอซื้อผัก ขณะเจ้าหน้าที่กำลังเปลี่ยนผักและเพิ่มเติมผักใหม่ \nล่าสุด (21 มี.ค.) เว็บไซต์สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า มีการให้บริการเครื่องจำหน่ายผักสดอัตโนมัติในมณฑลซีอาน โดยบริษัทจัดจำหน่ายผักผลไม้แห่งหนึ่งในมณฑลซีอานได้ติดตั้งเครื่องจำหน่าย ผักสดอัตโนมัติใน 3 ชุมชนๆ ละเครื่องเมื่อวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา เครื่องจำหน่ายผักสดอัตโนมัตินี้สร้างสรรค์โดยบริษัทผักผลไม้เส่าหว้างจำกัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยแก้ปัญหากรณีคนในชุมชนบางพื้นที่ซื้อผักไม่สะดวก\nเจ้าหน้าที่ของบริษัทจะล้างผักให้สะอาดและนำไปบรรจุใส่กล่องพลาสติก จากนั้นจะขนส่งผักไปไว้ในเครื่องในเวลา 8.00น. และจะเปลี่ยนผักที่ไม่ได้ขายออก พร้อมเพิ่มเติมผัก ในเวลา18 .00น. ทั้งนี้ เครื่องจำหน่ายผักสดอัตโนมัติจะรักษาอุณหภูมิในเครื่องให้อยู่ที่ -2 ถึง- 8องศาเซลเซียส ซึ่งจะช่วยให้เก็บรักษาผักสดได้ดี\nในเครื่องมีผัก 15 ชนิดให้เลือก โดยเปิดบริการ 24 ชั่วโมง ทำให้คนในชุมชนซื้อผักได้ตลอดเวลา ที่สำคัญผักทั้งหมดก็มาจากไร่ในเมืองซีอานเอง ไม่ต้องจ่ายค่าขนส่ง ราคาก็ถูกกว่าในซูเปอร์มาร์เก็ต ขั้นตอนของการใช้เครื่องซื้อผักก็ง่าย โดยเลือกหมายเลขของผักที่ต้องการ ใส่เงินเข้าไป ก็จะได้ผักที่ต้องการ\n\nหน้าตาของเครื่อง มี 7 ชั้น ผัก 15 ชนิด\n \nผู้จัดการบริษัทเส่าหว้างกล่าวว่า เครื่องจำหน่ายผักเพิ่งทดลองใช้มาไม่นาน ยังมีปัญหาที่ซับซ้อน เช่น จะทำอย่างไรให้การเรียกเก็บกล่องบรรจุผัก เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ง่ายและรวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ จะมีการปรับปรุงเครื่องนี้ต่อไปในอนาคต\n\nคนที่กำลังซื้อผัก\nผู้สื่อข่าวซินหัวได้สัมภาษณ์ความเห็นของประชาชนในชุมชนที่มีการติดตั้ง เครื่องจำหน่ายผักสดอัตโนมัติ โดยส่วนใหญ่ ชอบ เพราะทำให้พวกเขาสะดวกขึ้น เพราะผักไม่สามารถเก็บในตู้เย็นได้นานเท่ากับเนื้อสดที่ใส่ในตู้เย็นเป็น เวลานานก็ไม่มีปัญหา ทำให้พวกเขาไม่ต้องไปตลาดบ่อยๆ ขณะที่แม่บ้านบางส่วนบอกว่า พวกเขาไม่ค่อยเข้าใจวิธีการใช้เครื่องดังกล่าว บางทีกดผิด ผักก็ออกมาแล้ว อยากคืนหรือเปลี่ยนก็ทำไม่ได้ แต่ก็แสดงความเห็นว่า ชอบ เพราะบางทีฝนตกหนัก ไปตลาดไม่สะดวก ก็ซื้อผักจากเครื่องได้\n \nแปลและเรียบเรียงจากhttp://news.xinhuanet.com/politics/2011-03/20/c_121209232_2.htm [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: national_security", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-66bd9308a98d4c3499f04975237ad1b6", "input": "Title: ‘เดินมิตรภาพ’ หลักประกันสุขภาพและปชต.คือเรื่องเดียวกัน ก่อนถูกตร.สกัด อ้างขัดคำสั่ง คสช. \n Body: เสวนาเปิดตัวรณรงค์ ‘เดินมิตรภาพ’ จอนระบุการต่อสู้เพื่อหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคือเรื่องเดียว เพราะหลักประกันฯ สร้างการส่วนร่วมและทำลายความสัมพันธ์แบบรัฐเป็นผู้ให้ เริ่มออกเดินเช้าวันที่ 20 ก่อนถูกตำรวจสกัด อ้างขัดคำสั่ง คสช. อังคณาตั้งคำถามทำไมตูน บอดี้สแลมวิ่งและมีคนวิ่งตามจำนวนมากสามารถทำได้\n\nภาพจากเพจ People Go network\nเมื่อวานนี้ (19 มกราคม 2561) ณ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรศาสตร์ (มธ.) รังสิต เครือข่าย People Go Network Forum ได้จัดงานเสวนาเพื่อเป็นการเปิดตัวการรณรงค์ We Walk เดินมิตรภาพ ในหัวข้อ ความมั่นคงด้านสุขภาพ การเรียนรู้จากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า\nจอน อึ๊งภากรณ์ จากโครงการอินเทอร์เนตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw กล่าวถึงระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าว่า แม้จะมีกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมา 15 ปีแล้ว แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระหว่างการต่อสู้ อีกทั้งระบบหลักประกันฯ ยังให้บทเรียนที่สำคัญ 2 ประการ\nประการแรก ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล กระทรวงต่างๆ หรือเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนนั้น เป็นความสัมพันธ์ที่ขัดหลักการประชาธิปไตย โดยฝ่ายแรกเป็นผู้กำหนดว่าจะให้อะไรแก่ประชาชน ประชาชนมีหน้าที่เป็นผู้รับโดยไม่มีสิทธิเข้าไปกำหนดและมีส่วนร่วมใดๆ ในการพัฒนาประเทศ แต่สำหรับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่ใช่ความสัมพันธ์เช่นที่ว่า เพราะประชาชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับ แต่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบ เหตุนี้เองจึงทำให้หลายฝ่ายไม่พอใจระบบหลักประกันฯ เพราะมันกำลังทำลายความสัมพันธ์แบบผู้ให้และผู้รับนี้\nประการที่ 2 ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเกิดขึ้นเพื่อต่อสู้กับระบบสงเคราะห์ผู้อนาถา ระบบหลักประกันฯ คือสวัสดิการที่ให้แก่ทุกคนตามความจำเป็นและเท่าเทียมกัน และประชาชนทุกคนก็ร่วมจ่ายอยู่แล้วผ่านภาษี แต่ผู้มีอำนาจไม่เข้าใจ ทั้งมองว่าระบบหลักประกันฯ ใช้งบประมาณสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับมีเงินซื้ออาวุธ ขณะที่สามารถเพิ่มรายได้แผ่นดินด้วยการปฏิรูประบบอัตราภาษีก้าวหน้าซึ่งก็ยังไม่เกิดขึ้น\n“รัฐบาลจะให้เฉพาะคนจน ไม่ให้คนรวย ซึ่งมันจะเป็นบริการที่แย่ที่สุด ทั้งที่เราพยายามสร้างระบบที่มนุษย์เท่ากัน แต่เขากลับพยายามไปสู่ระบบที่มนุษย์ไม่เท่ากัน” จอนกล่าว\nด้านสุภัทรา นาคะผิว ตัวแทนจากกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แม้จะมีระบุไว้ใน พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 คือการหลอมรวมกองทุนสุขภาพทั้งสามกองทุนเข้าด้วยกัน ได้แก่ สวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในระบบลง\n“เราอยากเห็นคนไปโรงพยาบาลแล้วแค่ยื่นบัตรประชาชนก็ได้รับการรักษา ไม่ต้องถูกถามว่าใช้สิทธิอะไร”\nปีที่ผ่านมา ข้าราชการ 5 ล้านคน มีค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล 7.6 หมื่นล้านบาท เมื่อเป็นเงินรายหัวสูงกว่าผู้ใช้ระบบหลักประกันฯ 4 เท่า นอกจากเป็นความไม่เป็นธรรมแล้ว สุภัทรายังตั้งข้อสังเกตว่า การที่ข้าราชการคิดว่าใช้เงินมากกว่าในการรักษาอาจเป็นแค่ภาพลวงตาและอาจตกเป็นเหยื่อการทดลองยาใหม่ๆ ของบริษัทยา ในขณะที่ระบบหลักประกันฯ ซึ่งใช้เงินน้อยกว่ากลับมีคุณภาพที่ดีกว่าในหลายเรื่อง\nส่วนประเด็นที่ว่าเงินงบประมาณไม่พอจนเป็นต้นเหตุความขัดแย้งระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกับกระทรวงสาธารณสุข สุภัทราเห็นว่าควรต่อว่ารัฐบาลที่ไม่จัดสรรงบให้อย่างเพียงพอ\nด้านเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ตัวแทนเครือข่าย People Go Network Forum เล่าถึงเวลาที่เขาลงพื้นที่อธิบายสถานการณ์ให้พี่น้องชาวบ้านฟัง พบว่าชาวบ้านเข้าใจเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามากกว่าประเด็นเหมืองแร่ เพราะมันเป็นสิ่งที่เข้าใจง่าย ความยากจนในชีวิตประจำวันและความทุกข์ที่สุดของชาวบ้านคือความทุกข์จากการเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องวิ่งยืมเงิน อย่างน้อยให้มีในกระเป๋าสามสี่พันบาทไว้ก่อน เหตุนี้ชาวบ้านจึงเข้าใจและเห็นความสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เขายังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า\n“ที่พูดถึงชนชั้นกลางใหม่หรือชนชั้นกลางระดับล่าง ผมคิดว่าที่คนกลุ่มนี้เกิดขึ้นมาได้เพราะมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ถ้าไม่มี คนกลุ่มนี้ไม่มีวันเกิด เพราะจะติดกับภาระค่ารักษาพยาบาล”\nเลิศศักดิ์สรุปว่าทางเครือข่าย People Go Network Forum จึงพร้อมสนับสนุนและขับเคลื่อนประเด็นนี้ร่วมกัน\nในช่วงท้ายสุดของการเสวนา จอนกล่าวสรุปว่า\n“การต่อสู้เพื่อระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นเรื่องเดียวกัน”\nในส่วนของการรณรงค์ We Walk เดินมิตรภาพ เป็นการร่วมมือกันระหว่างเครือข่ายประชาชน 4 กลุ่มคือ เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการและกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ, เครือข่ายเกษตรทางเลือก, เครือข่ายทรัพยากร และเครือข่ายนักวิชาการและนักกฎหมายที่ติดตามรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง และการละเมิดสิทธิเสรีภาพ โดยจะเริ่มออกเท้าจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ในวันที่ 20 นี้ จนไปสิ้นสุดที่จังหวัดขอนแก่น\n\nเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดไม่ให้จัดกิจกรรมเดินมิตรภาพและขอให้ยุติกิจกรรม (ภาพจากเพจ People Go network)\nโดยในช่วงเช้ามีการอ่านแถลงการณ์ของเครือข่ายต่างๆ ก่อนออกเดิน ปรากฏว่าเมื่อเดินไปถึงบริเวณประตู 2 มธ. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากเข้าสกัดกลุ่ม We Walk ไม่ให้เดินออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ทางเจ้าหน้าที่อ้างว่ากิจกรรมครั้งนี้เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและขัดคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และขอให้ยุติกิจกรรม\nอย่างไรก็ตาม ทางเครือข่าย People Go Network Forum พยายามต่อรองกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอเดินรณรงค์ แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อนุญาต กระทั่งช่วงเที่ยง People Go Network Forum เสนอจะขอเดินแค่ 10 คน ส่วนที่เหลือจะแยกย้ายกลับ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่อนุญาตให้เดิน\n“ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่ยอมให้เราเดิน ชาวบ้านนั่งตากแดดหน้าประตู 2 มธ. โดยทางเรายื่นข้อเสนออีกรอบว่าจะขอเดินแค่ 4 คน ซึ่งไม่ผิดกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ ทางเรายืนยันว่าจะเจรจาต่อไปและจะรอจนกว่าจะได้ออกเดิน” แสงศิริ ตรีมรรคา ผู้ประสานงานเครือข่าย People Go Network Forum\nด้านอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงสถานการณ์นี้ว่า\n“ความคิดเห็นส่วนตัวเห็นว่า การทำกิจกรรมนี้อยู่ภายในขอบเขตรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองเสรีภาพของประชาชน เจ้าหน้าที่ไม่ควรหวาดระแวงจนเกินไป ส่วนตัวเชื่อว่าการเดินครั้งนี้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของรัฐธรรมนูญและไม่ได้ตั้งใจสร้างความวุ่นวาย ถ้าสิบคนก็ไม่ให้เดิน สี่คนก็ไม่ให้เดิน มันจะมีคำถามย้อนกลับว่า แล้วทำไมเวลาคุณตูน (อาทิวราห์ คงมาลัย) วิ่ง มีคนวิ่งตามกันเต็มถึงสามารถทำได้ ดังนั้น เจ้าหน้าที่จะต้องไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติ\n“ที่ผ่านมา กสม. เคยออกรายงานและมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลให้ปรับปรุงและทบทวนการใช้คำสั่ง 3/2558 การใช้คำสั่งนี้ของ คสช. ต้องไม่ขัดต่อหลักประชาธิปไตยและการใช้เสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ”\nสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของ 'เดินมิตรภาพ' ได้ที่เพจ People Go network \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-3512d24362e84ee5bce88a05191c7879", "input": "Title: รายงาน \"พลเมืองเหนือ\" : ถ้าทักษิณ ปฏิรูปการเมือง ?? \n Body: โดย นิตยสารรายสัปดาห์ \"พลเมืองเหนือ\" \n\nหนึ่งในคำสัญญาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ประกาศที่ท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2549 คือ ถ้าพรรคไทยรักไทยได้จัดตั้งรัฐบาล จะปฏิรูปการเมือง แก้รัฐธรรมนูญ \n\n \n\nมีการเสนอด้วยว่าจะใช้รูปแบบเหมือนสมัชชาสนามม้าสมัยรัฐบาล \"สัญญา ธรรมศักดิ์\"\n\n \n\nกำหนดเวลาไว้เสร็จสรรพว่า 1 ปี บวกลบไม่เกิน 3 เดือนจากนั้นจะยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่\n\n \n\nครรลองประชาธิปไตยที่ พ.ต.ท.ทักษิณกำหนดกติกา ประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 และจนถึงขณะนี้ก็มีเพียงไทยรักไทยเพียงพรรคเดียวเท่านั้นที่เดียวดายอยู่ในสนามแข่ง\n\n \n\nหากประชาชนงดออกเสียงน้อยกว่าครึ่ง หรือหากเกิดเหตุความรุนแรงบานปลาย ข้อเสนอนี้ต้องพับไป แต่หากเดินหน้าเลือกตั้งใหม่ แน่นอนว่า พรรคไทยรักไทยต้องกลับมาตั้งรัฐบาลและหากมีการปฏิรูปการเมืองภายใต้การนำของพ.ต.ท.ทักษิณ จะเกิดอะไรขึ้น ?\n\n \n\nจำเป็นที่จะต้องย้อนถึงผลงานการปฏิรูปที่สำคัญในรัฐบาลเขาอย่างน้อย 2 กรณีคือปฏิรูประบบราชการและปฏิรูปการศึกษา\n\n \n\nปฏิรูประบบราชการใครได้ประโยชน์ ?\n\n1 ต.ค.2545 หรือผ่านมา 3 ปีเศษคือวันที่การปฏิรูประบบราชการมีผลบังคับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณมีเหตุผลต่อการปฏิรูปครั้งนี้ว่าเป็นเพราะโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม ที่เป็นอยู่ไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและความต้องการของประชาชน จึงเป็นที่มาของการรื้อจัดกระทรวงใหม่ให้เป็น 20 กระทรวงว่ากันว่าให้เป็นไปตามภารกิจ\n\n \n\nคนที่เป็นข้าราชการน่าจะมีคำตอบในใจตัวเองได้ดีที่สุดว่า 3 ปีการปฏิรูปนี้ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการทำงานมากน้อยเพียงใด หายงงกับบทบาทหน้าที่รับผิดชอบของตนเองว่าซ้ำซ้อนกับอีกกรมหนึ่งแล้วหรือไม่ จำได้หรือเปล่าว่า รัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงของตนเองเปลี่ยนแปลงกันกี่คน \n\n \n\nประเด็นหนึ่งที่เกิดการวิพากษ์กันมากคือคือกรอบเวลาที่ต้องเดินหน้าตามภาคการเมืองอย่างเร่งรีบ ขณะที่รากลึกของระบบราชการจำเป็นจะต้องใช้เวลาในการปรับทัศนคติอยู่ไม่น้อย ส่งผลให้เนื้องานที่ผ่านมา เป็นไปในลักษณะให้ทันกรอบเวลาแล้วค่อยว่ากันข้างหน้าแทบทั้งนั้น จนถึงบัดนี้จะต้องมานับหนึ่งเริ่มต้นอาจต้องยุบรวมบางกระทรวงอีกต่างหาก\n\n \n\nตัวอย่างที่ชัดเจนต่อการปฏิรูปการเมืองของรัฐบาลทักษิณคือความเป็นซีอีโอ นโยบายผู้ว่าซีอีโอที่มอบอำนาจเบ็ดเสร็จให้บูรณาการการทำงาน แต่จนบัดนี้อำนาจที่ว่านั้นไม่เคยปรากฏผล ตรงกันข้ามซีอีโอหนึ่งเดียวในประเทศนี้ใครก็รู้ว่าอยู่ที่บทบาทของนายกรัฐมนตรีเพียงเท่านั้นซึ่งส่งต่อคำสั่งผ่านมายังรัฐมนตรี ไล่ลงมายัง ส.ส.ในพื้นที่ ผู้ว่าซีอีโอจึงทำเพียงประสานผลงานร่วมกับ ส.ส. แต่หาได้ประสานการทำงานของหน่วยงานราชการให้บรรลุผลของปัญหาในระดับพื้นที่แต่อย่างใด\n\n \n\nผลเชิงบวกของการปฏิรูประบบราชการของนายกทักษิณที่เห็นเด่นชัดนั่นคือโครงสร้างอำนาจทางการเมือง การเพิ่มกระทรวงเป็นการเพิ่มตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ สามารถประสานประโยชน์กลุ่มก๊วนต่างๆ เพิ่มขึ้นได้ และยังเพิ่มตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีขึ้นมาอีกถึง 30 อัตรา มากกว่าจำนวนกระทรวงที่มี เพราะมีผู้ช่วยรัฐมนตรีส่วนกลางที่นายกรัฐมนตรีพิจารณาผลงานโดยตรงอีกต่างหาก ซึ่งเมื่อดูเบื้องหลังของเหล่าผู้ช่วยรัฐมนตรีแล้ว ก็มีที่มาจากสายการเมืองก็ไม่น้อย\n\n \n\nนี่คือผลงานการปฏิรูประบบราชการของนายกฯทักษิณ\n\n            \n\nปฎิรูปการศึกษาในสายตาครู\n\nภายใต้แนวคิดปฏิรูปการศึกษา รัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณก็ปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ กระทั่งคนล่าสุด นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตคนเดือนตุลา ที่ประกาศเมื่อรับตำแหน่งใหม่ว่าปี 2549 นจะมีโอกาสได้เห็นผลงานด้านการปฏิรูปการศึกษาที่เป็นรูปธรรม\n\n \n\nแต่ศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์สำรวจความคิดเห็นของครูทั่วประเทศในหัวข้อ \"ความเชื่อมั่นของครูต่อการปฏิรูปการศึกษายุค รมว.จาตุรนต์\" โดยสุ่มตัวอย่างครูในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาจากโรงเรียนทั้งหมด 53 แห่ง ทั่วทุกภาคของประเทศ จำนวน 1,061 คน ระหว่างวันที่ 5-12 มกราคม 2549 ผลปรากฏว่า\n\n \n\nข้อถามความเห็นต่อการปฏิรูปการศึกษาของไทยในภาพรวมว่าเดินมาถูกทางหรือไม่นั้น ครูร้อยละ 46.4 ระบุว่า ไม่แน่ใจ เนื่องจากยังไม่เห็นผลที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม และนโยบายปฏิรูปการศึกษายังคงมีการเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ ร้อยละ 33.7 เห็นว่า ไม่ถูกทาง เนื่องจากแนวทางการปฏิรูปไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมไทย มีการให้ความความสำคัญกับงานเอกสารมากกว่างานสอน และสร้างปัญหาความขัดแย้งสับสนในหมู่ผู้ปฏิบัติงาน มีครูร้อยละ 19.9 เห็นว่าการปฏิรูปการศึกษาไทยเดินมาถูกทาง โดยให้เหตุผลว่านักเรียนได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นมากขึ้น หลักสูตรมีความทันสมัยเหมาะกับโลกยุคปัจจุบัน และมีการจัดการเรียนการสอนที่เป็นระบบชัดเจนขึ้น\n\n \n\nข้อถามที่ว่าอุปสรรคสำคัญที่สุดในการปฏิรูประบบการศึกษาของไทยนั้น ครูร้อยละ 26.2 เห็นว่า เกิดจากการที่นโยบายปฏิรูปการศึกษาเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รองลงมาร้อยละ 22.0 เห็นว่าเป็นเพราะไม่ได้มีการทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมให้กับครูผู้ปฏิบัติงาน ร้อยละ 17.6 เห็นว่าเป็นเพราะแนวทางการปฏิรูปการศึกษาไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ร้อยละ 14.9 เห็นว่า เป็นเพราะขาดปัจจัยสนับสนุนด้านงบประมาณและอุปกรณ์การศึกษา ร้อยละ 7.7 เห็นว่าเป็นเพราะมีการเมืองเข้ามาแทรกแซงระบบการศึกษา และร้อยละ 3.5 เห็นว่าเป็นเพราะการยึดติดกับแนวคิดและวิธีการแบบเดิมๆ ของครูบางกลุ่ม\n\n \n\nประเด็นเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการทำงานเรื่องการปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ครูส่วนใหญ่ คือร้อยละ 61.3 ระบุว่าไม่พอใจ และร้อยละ 38.7 ระบุว่าพอใจ \n\n \n\nนี่คือผลงานการปฏิรูประบบการศึกษา\n\n \n\nปฎิรูปการเมือง แก้ไขรัฐธรรมนูญ\n\nพ.ต.ท.ทักษิณกล่าวที่สนามหลวงว่า ที่ให้อธิการบดีของมหาวิทยาลัยทำการศึกษาเพราะจะได้ศาสตร์แห่งวิชา ไม่ใช่อารมณ์ และพรรคไทยรักไทยก็ประกาศว่าเมื่อเข้ามาแล้วจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที โดยเฉพาะมาตรา 313 โดยให้คณะกรรมการกลางร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งมีหลายแนวทาง โดยแนวทางที่น่าสนใจคือสมัชชาสนามม้า คือบุคคลหลายอาชีพที่เลือกกันเอง แล้วมาเป็นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งแก้กฏหมายลูกด้วย ใช้เวลาประมาณ 1 ปี 3 เดือนแล้วจะยุบสภาทันทีให้มีการเลือกตั้งใหม่\n\n \n\nแต่การศึกษาวิจัยแก้ไขรัฐธรรมนูญของหลายมหาวิทยาลัยถูกปฏิเสธ เช่นกรณีของคณาจารย์รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ออกแถลงการณ์เห็นว่าเป็นเกมการเมืองที่เบี่ยงเบนความเคลื่อนไหวของประชาคมทางวิชาการและพลังประชาชนที่ไม่ต้องการนายกรัฐมนตรีที่ขาดความชอบธรรม และมองว่าเป็นการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งแม้แต่รัฐบาลเผด็จการในอดีตก็ยังไม่เคยมีการสั่งการให้มหาวิทยาลัยรับใช้การเมืองเช่นนี้\n\n \n\nและเมื่อจับกระแสหลังการประกาศเช่นนี้ของพ.ต.ท.ทักษิณ เสียงตอบรับต่อการปฏิรูปการเมือง การแก้ไขรัฐธรรมนูญภายใต้การนำของเขา ก็ยังแผ่วเบา \n\n \n\nคำประกาศปฏิรูปการเมืองของเขา จะกลายเป็นดังอีกข้อกล่าวหาที่ว่า \"แก้รัฐธรรมนูญ เอาหน้ารอด\" หรือไม่ ? หรือจะสำเร็จไม่เป็นเหมือนปฏิรูปการศึกษาและปฏิรูประบบราชการ …หรือจะไม่มีโอกาสเป็นผู้นำปฏิรูปการเมือง \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-0d598e6706454c3f9ba4cb27f196f2f6", "input": "Title: กรีนพีซชูแคมเปญ \"เรารักข้าวไทย\" ข้าวปลอดจากภัยจีเอ็มโอ \n Body: กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำโครงการร้านอาหาร \"เรารักข้าวไทย\" หวังสร้างแนวร่วมปกป้องข้าวไทยจากการตกแต่งพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) โดยได้ความร่วมมือจากร้านอาหารที่มีชื่อเสียง 9 แห่งในกรุงเทพฯ\n\n \n\nข้อมูลจากกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า ข้าวไทยซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์กำลังถูกคุกคามจากบรรษัทผลิตสารเคมีเกษตรรายใหญ่ที่ผันตัวเองมาพัฒนาเทคโนโลยีจีเอ็มโอ และต้องการแสวงหาผลประโยชน์และควบคุมแหล่งอาหารของโลกด้วยการยัดเยียดจีเอ็มโอให้ ทั้งนี้ มากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ของพืชจีเอ็มโอที่ผลิตขึ้นมาทั้งหมด ล้วนเป็นลิขสิทธิ์ของบรรษัทเคมีเกษตรเพียงไม่ถึง 10 แห่ง อย่างเช่น บริษัทมอนซานโต\n\n \n\nรายงานของกรีนพีซ เรื่อง \"สถานการณ์โลกเกี่ยวกับพืชจีเอ็มโอ\" [1] ระบุว่ารัฐบาล เกษตรกร ตลอดจนผู้บริโภคทั่วโลกยอมรับแล้วว่า พืชจีเอ็มโอไม่น่าไว้วางใจ ไม่สามารถอยู่รอดได้ และเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม \n\n \n\nตัวอย่างเช่น แถลงการณ์ของบริษัทผู้ค้าข้าวรายใหญ่ของโลก 41 บริษัท รวมตัวกันปฏิเสธการซื้อข้าวที่ปนเปื้อนจีเอ็มโอ ต่อเนื่องด้วยการที่ประเทศไทยและเวียดนามในฐานะประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกได้ออกมาแสดงจุดยืนร่วมกันทันที ด้วยการลงนามไม่ค้าข้าวจีเอ็มโอ \n\n \n\nการเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบโต้ผู้ที่ละเลยต่อปัญหาการปนเปื้อนของพืชจีเอ็มโอที่กระจายไปตามที่ต่างๆ ทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา จีน สหภาพยุโรป และฟิลิปปินส์ ซึ่งนับเป็นภัยคุกคามห่วงโซ่อาหารของโลก\n\n \n\n\"ข้าวไทยเป็นข้าวที่ดีที่สุดในโลก เป็นสิ่งที่คนไทยควรภาคภูมิใจและสนับสนุนภูมิปัญญาของคนในประเทศ ข้าวจีเอ็มโอเป็นสิทธิบัตรของบรรษัทข้ามชาติที่พยายามเข้ายึดครองและควบคุมแหล่งอาหารของเรา\" นางสาวณัฐวิภา อิ้วสกุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม (จีเอ็มโอ) กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว\n\n \n\nรูปแบบของโครงการ เรารักข้าวไทย จะเชิญผู้ประกอบการร้านอาหารเข้าร่วมในโครงการ ร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการจะต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า จะไม่ซื้อและขายข้าวจีเอ็มโอให้กับผู้บริโภค และจะสนับสนุนข้าวไทยเท่านั้น เพื่อสร้างแรงกดดันให้กับผู้ค้าข้าวว่า ข้าวจีเอ็มโอ ไม่เป็นที่ต้องการ\n\n \n\nเจ้าของร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการ อาทิ นายพล ตัณฑเสถียร นักแสดง เจ้าของร้านอาหาร Spring & Summer, พวงรัตน์ รัตนภูมิ ร้านครัวคุณย่า รวมถึงแนวร่วม อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฏาวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนธุรกิจการอาหารไทยและนานาชาติ \n\n \n\nทั้งนี้ รายชื่อร้านอาหารในโครงการ \"เรารักข้าวไทย\" สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.truefood.org [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: national_security", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-e3321dd5b4964aaf8dc2cf05ff08d0c3", "input": "Title: แกนนำพันธมิตรปฏิเสธข้อหายึดทำเนียบ \n Body: ตามที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เมื่อปีที่แล้ว และได้มีการยึดทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค. จนถอนตัวออกไปเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2551 นั้น\nล่าสุดมติชนออนไลน์ [1] รายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 25 ก.ย. แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายพิภพ ธงชัย และนายสุริยะใส กตะศิลา เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 (ผบก.น.1) พ.ต.อ.วีรวิทย์ จันทร์จำเริญ รอง ผบก.น.1 ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล\n \nเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาฐานบุกรุกโดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปและร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ระหว่างชุมนุมขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ด้วยการบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ซึ่งคดีดังกล่าวมี นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำคนสำคัญรวมอยู่ด้วย แต่นายสนธิไม่ได้เดินทางมาโดยอ้างว่ารักษาตัวอยู่ต่างประเทศและจะมาพบภายหลัง\n \nจากการตรวจสอบของประชาไท พบว่าในช่วงนี้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้เดินทางไปปราศรัยใน 7 เมืองของสหรัฐอเมริกา ตามที่ได้ประกาศไว้ล่วงหน้าเมื่อ 13 ก.ย. [2] ระหว่างการชุมนุมพันธมิตรฯ ที่สวางคนิวาส จ.สมุทรปราการ \" พี่น้องครับปลายอาทิตย์หน้า ผมจะเดินทางไปปราศรัยในต่างประเทศ 7 เมือง ในสหรัฐฯ เพราะฉะนั้น ให้พี่น้องรับรู้ไว้ เดี๋ยวมันจะหาว่าผมหนีคุก พี่น้องต้องหนักแน่น เชื่อในการเมืองใหม่ ถ้าไม่เชื่อในการเมืองใหม่ก็อย่าเข้ามาร่วมกระบวนการ ถ้าไม่เชื่อในอุดมการณ์ที่มีอยู่\" นายสนธิกล่าวเมื่อ 13 ก.ย.\n \nพล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า ต้องสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดให้ละเอียดก่อน จึงแจ้งข้อกล่าวหา ได้กำชับพนักงานสอบสวนให้ดำเนินการด้วยความเป็นธรรมตรงไปตรงมา และยืนยันว่าตำรวจมีมาตรฐานเดียวไม่เลือกปฏิบัติ\n \nด้านนายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความของกลุ่มพันธมิตร กล่าวว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดให้การปฏิเสธ โดยจะให้การเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 30 วัน ส่วนนายสนธิ จะมาให้การภายหลัง\n \nผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์รายงานว่า คดีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากนายพงษ์ศักดิ์ ศิริวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถานที่และรักษาความปลอดภัย ทำเนียบรัฐบาล แจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต กรณีกลุ่มพันธมิตรบุกเข้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 เวลา 14.00 น. และชุมนุมยืดเยื้อ ทำให้ทรัพย์สินภายในทั้งกล้องวงจรปิด สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ตึกสันติไมตรี และส่วนอื่นๆ เสียหาย รวม 6,829,460 บาท อย่างไรก็ตาม หลังแกนนำพันธมิตรรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ทางพนักงานสอบสวนปล่อยตัวไปเพราะมารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก\n \nมติชนออนไลน์ ยังรายงานด้วยว่า วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีพันธมิตรปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง กล่าวถึงความคืบหน้าของคดีว่าได้คุยกับคณะทำงานว่า จะออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหา ในวันที่ 17 กันยายนและวันที่ 18 กันยายน แต่เห็นว่ายังไม่เหมาะสม เพราะวันที่ 19 กันยายน กลุ่มเสื้อแดงนัดชุมนุม เกรงสถานการณ์จะยืดเยื้อ จึงให้เลื่อนออกไปก่อน ทั้งนี้ การพิจารณาวิธีการเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาเป็น 2 ส่วน จะไม่รวมกันเหมือนครั้งที่ผ่านมา จะทยอยเรียกครั้งละ 3-5 คน คาดว่าจะเริ่มออกหมายเรียกต้นเดือนตุลาคม\n \n\"การเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา ถือเป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาว่าจะมาหรือไม่มา แต่โดยหลักการข้อหานี้มีอัตราโทษสูง ออกหมายเรียกครั้งเดียวก็สามารถออกหมายจับได้ แต่ทางคณะทำงานให้เกียรติ เพราะยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ การออกหมายเรียก 2 ครั้งถือเป็นประเพณีปฏิบัติ จึงมีการออกหมายเรียกครั้งที่สอง หากไม่มาในครั้งที่สอง จะขอให้ศาลพิจารณาออกหมายจับได้ ส่วนการเปลี่ยนข้อกล่าวหานั้น คงไม่สามารถทำได้เพราะเลยขั้นตอนมาแล้ว ควรไปต่อสู้ แก้ข้อกล่าวหาในชั้นศาล\" พล.ต.ท.สมยศ กล่าวและว่า สำหรับตำแหน่งหัวหน้าพนักงานสอบสวนไม่รู้สึกกดดัน เพราะทำงานในรูปของคณะกรรมการ และสำนวนส่วนใหญ่เกือบเสร็จสิ้นแล้ว เพียงแต่มารับช่วงให้ทำงานเรียบร้อยขึ้น\n \n \n................................................................................................. \nที่มา: อ้างอิงบางส่วนจาก มติชนออนไลน์ [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-9ef51ae17db34253804eb036ca491c2f", "input": "Title: ชี้มติ ครม.ผ่อนผันแรงงานข้ามชาติอีก 2 ปี ขัดนโยบายพัฒนาสถานะทาง กม.แรงงานข้ามชาติ \n Body: กรณี ครม.มีมติผ่อนผันแรงงานข้ามชาติสองกลุ่ม ต่อไปอีก 2 ปี เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติชี้ขัดแย้งกับนโยบายรัฐไทยในการพยายามพัฒนาสถานะทางกฎหมายของแรงงานข้ามชาติ เสนอบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติทั้งระบบ\n2 มี.ค. 2559 เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group) ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี เรื่องข้อสังเกตต่อการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ปี 2559 รายละเอียดมีดังนี้ \n00000\nจดหมายเปิดผนึกเรื่องข้อสังเกตต่อการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ปี 2559\n2 มีนาคม 2559\nเรื่อง ข้อสังเกตและข้อเสนอต่อมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวปี 2559\nเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี\nตามที่คณะรัฐมนตรีได้มติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 เรื่องการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ปี 2559 โดยจะมี การผ่อนผันให้แรงงานข้ามชาติสองกลุ่ม คือ กลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ถือบัตรผู้ไม่มีสัญชาติไทย (บัตรชมพู) และกลุ่มที่ประเทศต้นทางออกเอกสารให้ (กลุ่มที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้ว) ให้อยู่อาศัยและทำงาน ในประเทศไทยได้เป็นเวลาสองปี โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2561 ทั้งนี้ จะให้แรงงานข้ามชาติ ทั้งสองกลุ่มมารายตัวเพื่อจัดทำทะเบียนประวัติ ขออนุญาตทำงาน และจัดทำบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 29 กรกฎาคม 2559 ดังที่ปรากฏในมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว\nแนวทางการจัดการตามมติคณะรัฐมนตรีจะเป็นการขยายเวลาการผ่อนผันให้แก่แรงงานข้ามชาติ กลุ่มที่กำลังจะสิ้นสุดการผ่อนผัน แต่หากพิจารณาจากหลักการและการปฏิบัติที่จะเกิดขึ้นแล้ว ทางเครือข่าย องค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group) จึงมีประเด็นข้อสังเกตต่อการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีข้างต้น ดังนี้\n1. สถานะทางกฎหมายของกลุ่มแรงงานที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ เมื่อประเทศต้นทางได้ออกเอกสารให้แล้วทำให้แรงงานถูกพัฒนาสถานะเป็นคนที่เข้าเมืองโดยถูกกฎหมาย แต่เมื่อแรงงานกลุ่มนี้จะต้องมารายงานตัวตามมติคณะรัฐมนตรี และได้รับเอกสารที่เรียกว่าบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสัญชาติไทย หรือบัตรชมพู (ให้สิทธิในการอาศัยอยู่และทำงานในราชอาณาจักร) แทนการถือหนังสือเดินทางและใบอนุญาตทำงาน อันจะอาจจะทำให้แรงงานกลุ่มนี้กลับไปสู่การมีสถานะการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายแต่ได้รับการผ่อนผันให้อยู่ได้ชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับและอนุญาตให้ทำงานได้ชั่วคราว ซึ่งแนวทางนี้ย่อมขัดแย้งกับนโยบายในการพยายามพัฒนาสถานะทางกฎหมายของแรงงานข้ามชาติมาตั้งแต่ปี 2547\n2.กลุ่มที่ขึ้นทะเบียนตามนโยบายของ คสช.เมื่อปี 2557-2558 ที่ได้รับการผ่อนผันให้อยู่และทำงานในราชอาณาจักรได้ชั่วคราว หรือเรียกว่า กลุ่มถือบัตรสีชมพู โดยได้รับอนุญาตให้ทำงานได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2559 โดยก่อนครบวาระการอนุญาตแรงงานกลุ่มนี้จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ/ตรวจสัญชาติ ซึ่งทำให้มีแรงงานกลุ่มดังกล่าวบางส่วนได้เดินทางกลับประเทศต้นเพื่อให้มีหนังสือเดินทาง/เอกสารรับรองบุคคลจากประเทศต้นทาง แต่ผลของมติ ครม.ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่อนุญาตให้แรงงานกลุ่มนี้ยังคงทำงานต่อไปได้อีก 2 ปีและถือบัตรสีชมพูแทนการอาศัยและทำงานในราชอาณาจักร อันจะเป็นผลทำให้การเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติของผู้ถือบัตรกลุ่มนี้ยุติลง และยังไม่มีกระบวนการเยียวยาสำหรับกลุ่มแรงงานที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการยื่นเอกสารเพื่อขอพิสูจน์สัญชาติแล้วประมาณ 6 แสนคน \n3.การยุติการพิสูจน์สัญชาติจะทำให้ขาดช่องทางที่สำคัญในการพัฒนาสถานะของแรงงานให้กลาย เป็นแรงงานที่เข้าเมืองถูกกฎหมายโดยความร่วมมือระหว่างไทยและประเทศต้นทาง อันจะเป็นประโยชน์ ทั้งต่อตัวแรงงาน ประเทศไทย และประเทศต้นทาง ซึ่งเคยเป็นความสำเร็จในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติมาโดยตลอด ขณะเดียวกัน การขาดช่องทางการพิสูจน์สัญชาติในฐานะกลไกการแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายนั้น อันอาจจะทำให้ขาดทิศทางหรือแผนการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติทั้งระบบในระยะยาว\n4. กลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติจำนวนหนึ่งได้เข้าสู่การเป็น ผู้ประกันตนในกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน มีการจ่ายสมทบ ดังนั้นเมื่อกลับไปใช้บัตรประจำตัวคนที่ไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งการดำเนินการของสำนักงานประกันสังคมยังมีเงื่อนไขที่จำกัดในการเป็นผู้ประกันตนของแรงงานข้ามชาติ ของกลุ่มที่ไม่มีหนังสือเดินทาง จะส่งผลกระทบต่อการใช้สิทธิในฐานะผู้ประกันตนของแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ นอกจากนั้น การที่แรงงานข้ามชาติไม่เข้าสู่ระบบประกันสังคมอันเนื่องมาจากข้อจำกัดในเรื่องเอกสารแสดงตน อาจส่งผลให้เกิดการผลักภาระความรับผิดชอบในเรื่องประกันสุขภาพไปที่แรงงานข้ามชาติ โดยขาดความรับผิดชอบในเรื่องสวัสดิการในลักษณะดังกล่าวของนายจ้าง\nต่อประเด็นข้อสังเกตข้างต้น เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติและองค์กรที่มีรายนามแนบท้ายนี้ จึงมีข้อเสนอเพื่อการพัฒนาแนวทางในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติทั้งระบบอย่างยั่งยืน ดังนี้\n1.  รัฐบาลไทยควรพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานภาพการเข้าเมืองของกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ประเทศต้นทางออกเอกสารให้ (กลุ่มที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ) ในรูปแบบ การขอต่ออายุเอกสารหนังสือเดินทาง/ เอกสารแทนหนังสือเดินทาง และขยายการตรวจลงตราวีซ่าในกลุ่มแรงงานกลุ่มนี้ อันจะส่งผลโดยตรงต่อการลดจำนวนแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการตามมาตรการนี้\n2.  รัฐบาลไทยควรพิจารณาแนวทางการประสานงานกับประเทศต้นทางเพื่อให้เกิดการพิสูจน์สัญชาติ อันเป็นแนวทางที่เปิดให้ประเทศต้นทางได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และเอื้ออำนวยให้แรงงานข้ามชาติมีสถานะเข้าเมืองถูกกฎหมาย ซึ่งจะช่วยลดปัญหาและเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติทั้งระบบในระยะยาว\n3.  กรมการจัดหางาน และกระทรวงแรงงาน ควรมีการประสานงานและแสวงหาแนวทางการดำเนินการเรื่องประกันสังคม สำหรับแรงงานข้ามชาติกลุ่มพิสูจน์สัญชาติเดิม รวมทั้งพิจารณาขยายการเข้าถึงประกันสังคม ไปยังกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ได้รับการผ่อนผัน อันจะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบประกันสังคม ลดปัญหาการจัดการด้านสุขภาพและสวัสดิการของแรงงานข้ามชาติที่ต้อง ดำเนินการโดยกรมการจัดหางาน อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการบริหารจัดการระบบสวัสดิการของแรงงานข้ามชาติของไทยอย่างเป็นระบบอีกด้วย\nด้วยความเคารพในสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-8bd8d65633754f5597737b3e22c6d6fc", "input": "Title: ตำรวจบุกม็อบสวนปาล์ม ยิงแก็สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุม \n Body: เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 50 เวลา 07.30 น. พล.ต.ต.สัณฐาน ชยนนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ร่วมกับนายนิวัตน์ สวัสดิ์แก้ว ผวจ.สุราษฎร์ธานี นำกำลังตำรวจ ร่วมกับอาสาสมัครจังหวัดกว่า 1,000 นาย โดยระดมกำลังตำรวจจาก สภ.อ.ใกล้เคียงที่อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจฦูธรภาค 8 เข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุมที่ใช้ชื่อว่า กลุ่มองค์กรพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตรภาคใต้ กว่า 3,000 คน ซึ่งเข้าไปปักหลักชุมนุมในพื้นสวนปาล์มของบริษัท ทักษิณปาล์ม (2521 ) จำกัด ม.12 ต.ท่าขนอน อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี ในพื้นที่ประมาณ 1,600 ไร่\n\n \n\n\n\nนายวิมล เชิดชูชน ประธานองค์การพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตรภาคใต้ และชาวบ้านจากหลายจังหวัดภาคใต้ ประมาณ 3,000 คน บุกยึดพื้นที่สวนปาล์มของบริษัท ทักษิณปาล์ม จำกัด ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา (เดลินิวส์รายงานว่าการชุมนุมมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย. ขณะที่ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่าวันที่ 30 เม.ย.) \n\n \n\nเหตุของการชุมนุม เนื่องจากผู้ชุมนุมเห็นว่า บริษัท ทักษิณปาล์ม จำกัด ครอบครองที่ดินไม่ถูกต้อง ซึ่งหลังจากนั้น ทางบริษัทได้นำเอกสารครอบครองที่ดินเข้าขอความคุ้มครองต่อศาล โดยศาลจ.สุราษฎร์ธานีมีคำสั่งตามหมายเลขดำที่ 435 /2550 ให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค. แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็ยังไม่ยอมออกจากพื้นที่\n\n \n\n\n\nผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สุราษฎร์ธานี จึงนำกำลังเข้าสลายกลุ่มผุ้ชุมนุม ขั้นแรกเจ้าหน้าที่ นำเฮลิคอปเตอร์ขึ้นโปรยใบปลิว และใช้เครื่องขยายเสียงแจ้งให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ แต่กลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่สลายตัว ยืนยันปักหลักสู้โดยใช้มีดพร้าต่อสู้ และใช้หนังสติ๊ก ยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่\n\n \n\nเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงควบคุมสถานการณ์โดยใช้แก๊สน้ำตายิงใส่ แล้วคุมตัวผู้ชุมนุมไปประมาณ 300 คน \n\n\n\nจากเหตุการณ์นี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 20 ราย และเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวผู้ชุมนุมไปเกือบทั้งหมดประมาณ 1,000 คน\n\n \n\nพล.ต.ท.ธานี ทวิชศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 กล่าวว่า นายวิมล เชิดชูชน เป็นแกนนำหลักในครั้งนี้ และยังกล่าวว่า เขาใช้วิธีการเดียวกันกับการก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น การวางตะปูเรือใบรถ การชักจูงคนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้ามาร่วมชุมนุม \n\n \n\nผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 8 กล่าวว่า เท่ากับนายวิมล เป็นคนที่พยายามชักจูง พยายามสร้างความวุ่นวายและสร้างปัญหาให้กับคนในพื้นที่\n\n \n\n\n\nด้านนายนิวัตน์ สวัสดิ์แก้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า กลุ่มขบวนการเหล่านี้ หลอกลวงประชาชนโดยอ้างว่า หากมาร่วมชุมนุมจะได้ที่ดินทำกิน พร้อมกันนี้ได้เรียกเก็บเงินจากประชาชนที่มาร่วมชุมนุมต่อหัว วันละ 40 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย และเก็บเงินค่าหัวจากประชาชนที่มาจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สูงถึง 1,500 บาท\n\n \n\nด้านนายวิมล เชิดชูชน แกนนำผู้ชุมนุม กล่าวว่า การกระทำของกลุ่มเป็นการตรวจสอบพื้นที่ที่อยู่ความครอบครองของ บ.ทักษินปาล์ม พบว่ามีโฉนดที่ถูกต้องจำนวน 300 ไร่ แต่มีการครองพื้นที่เป็น 10,000 ไร่ สืบเนื่องจากพื้นที่เดิมเป็นพื้นที่สัมปทานทำไม้ เมื่อสัมปทานการทำไม้หมดสัญญาจะต้องส่งคืนพื้นที่ให้รัฐ แต่มีการดำเนินการให้เอกชนปลูกปาล์ม พร้อมกับออกโฉนดให้กลุ่มนายทุน\n\n \n\nนายวิมลเรียกร้องขอให้มีการตรวจสอบการครอบครองและตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ์ หากตรวจสอบมีการคอบครองอย่างถูกต้อง ก็พร้อมจะออกจากพื้นที่ทันที\n\n \n\nนายวิมล กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ อย่าใช้ความรุนแรงในการสลายม็อบ พร้อมปฏิเสธกรณีมีกระแสข่าวว่า มีชาวไทยมุสลิมจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เคลื่อนตัวมาร่วมเพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัว 12 ผู้ต้องหา ยืนยันว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มตนไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แต่อย่างใด\n\n \n\nพล.ต.ต.สัณฐาน ชยนนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 กล่าวว่า จะแจ้งข้อหากับชาวบ้านที่จับกุมได้ ในข้อหา บุกรุก, ฉ้อโกง และบางรายพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของพนักงานสอบสวนอีกครั้งหนึ่ง \n\n \n\nเขายังกล่าวว่า การสลายม็อบครั้งนี้ มีเจ้าหน้าทีได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ถูกฟันด้วยของมีคม ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีเพียงโล่และกระบองเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ดี มีผู้ชุมนุมที่บาดเจ็บเพราะถูกกระสุนปืนของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย\n\n \n\nขณะที่นายธนารักษ์ พงษ์เภตรา กรรมการผู้จัดการทักษิณปาล์ม (2521 ) จำกัด กล่าวว่า พื้นที่สวนปาล์มแห่งนี้ทั้งหมด 1,600 ไร่ เป็นที่ นส.3 ก ซื้อมาและทำการปลูกปาล์มตั้งแต่ปี 2521 แต่ชาวบ้านมายึดครองเมื่อวันที่ 25 เม.ย .ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ได้พยายามเจรจาให้ออกจากพื้นที่แต่ชาวบ้านไม่ยินยอมออกไป ทำให้คนงานไม่กล้าเข้าไปตัดปาล์มเพราะกลัวถูกทำร้าย จึงได้แจ้งข้อหาบุกรุกกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้ว \n\n \n\nศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้อนุมัติออกหมายจับกุมแกนนำทั้งหมด 6 คน คือ 1.นายวิมล เชิดชูชน อายุ 49 ปี 2.นายมานะ การดี อายุ 47 ปี 3.นายมะแอ ลาเต๊ะ อายุ 59 ปี 4.นายอารี เพ็ชรสวัสดิ์ อายุ 37 ปี 5.นายเริง เกตุแก้ว อายุ 50 ปีและ 6.นางปะริด๊ะ ลาเต๊ะ อายุ 33 ปี และล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนายมานะ การดี และนางปะริด๊ะ ได้แล้วโดยอยู่ในระหว่างการสอบสวนที่ สภ.อ.คีรีรัฐนิคม\n\n \n\n\n\nรายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บเบื้องต้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 8 คน คือ 1.ส.ต.ท.ปัญญา ทองสุข อายุ 34 ปี นปพ.นครศรีธรรมราช 2.ส.ต.อ.วัชกรณ์ พริกบุญจันทร์ อายุ 35 ปี นปพ.สุราษฎร์ธานี 3.จ.ส.ต.ทวี นิ่มนวล อายุ 46 ปี นปพ.นครศรีธรรมราช 4.จ.ส.ต.ธานินทร์ คงเมือง อายุ 39 ปี 5.พ.ต.ท.สุพจน์ สำราญ อายุ 47 ปี สารวัตร นปพ.กระบี่ 6. ส.ต.อ.วิริยะ ชูถึง อายุ 33 ปี 7.ส.ต.อ.วรศักดิ์ พันเมือง 8. จ.ส.ต.ธรรมนูญ เอียดเสน ส่วนใหญ่ถูกฟันด้วยของมีคม และถูกรถยนต์ของกลุ่มผู้ชุมนุมพุ่งชน\n\n \n\n\n\nผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บเบื้องต้น มี 14 คน คือ 1.นายพัชรินทร์ ศิริวัฒน์ อายุ 33 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเข้าที่ขาได้รับบาดเจ็บ 2.นางนิตยา มารัชชะ อายุ 25 ปี 3.นายมะแด เผ็งพิยา อายุ 43 ปี 4.นางชฎาพรพร จันทร์ปาน อายุ 28 ปี 5.น.ส.ศิริวดี อุ่นศร อายุ 18 ปี 6.นายน้อย มาศสิน 7.น.ส.สุนิสา อุ่นศร อายุ 18 ปี 8.นางระเบียบ ดำสงค์ อายุ 41 ปี 9.นางสุจินต์ หนูศรี อายุ 43 ปี 10.นางพุทธชาติ เพชรรอด อายุ 40 ปี 11.นายเล็ก กล่อมทอง อายุ 52 ปี 12.นายสถาพร กันจิ อายุ 35 ปี 13.นายระวีโรจน์ มีลาภ อายุ 38 ปี 14.นายสมยศ ศรีทอง อายุ 38 ปี\n\n \n\n\n\nล่าสุดโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี ประกาศขอรับบริจาคเลือดกรุ๊ปโอจำนวนมาก สำหรับช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ\n\n\n\n \n\n \n\n \n\nที่มา : เว็บไซต์เดลินิวส์, เว็บไซต์คมชัดลึก, ผู้จัดการออนไลน์, กรมประชาสัมพันธ์\n\n \n\n \n\nอ่านประกอบ :\n\nรายงานพิเศษ: เปิดโปงปมที่ดินสวนปาล์มสุราษฎร์ฯ-กระบี่...อีกหนึ่งแผลจากยุคทักษิณ [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-3688989e70ec41ef8c16a4001bfdd0a0", "input": "Title: กวีประชาไท:ใบหน้าบ้านฉัน…คนรับใช้ผู้ต้อยต่ำ \n Body: ใบหน้าบ้านฉันเป็นกรรมกรโรงงาน ใบหน้าบ้านฉันเป็นก่อสร้างราคาถูก ใบหน้าบ้านฉันเป็นลูกเรือประมง ใบหน้าบ้านฉันเป็นคนขับแท็กซี่ ใบหน้าบ้านฉันบ๋อยโรงแรม ใบหน้าบ้านฉันเป็นมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ใบหน้าบ้านฉันเป็นคนขับรถตุ๊กๆ ใบหน้าบ้านฉันเป็นคนขับรถเมล์ ใบหน้าบ้านเป็นคนเลี้ยงช้างที่คนก่นด่า ใบหน้าบ้านฉันเมียเช่าฝรั่ง ใบหน้าบ้านฉันเป็นโสเภณี ใบหน้าบ้านฉันเป็นนักมวย ใบหน้าบ้านฉันผู้ชายขายตัว ใบหน้าบ้านฉันเป็นแม่ค้าขายลาบส้มตำ ใบหน้าบ้านฉันเป็นตัวตลกคาเฟ่ ใบหน้าบ้านฉันหาบเร่แผงลอย ใบหน้าบ้านฉันเป็นยาม ใบหน้าบ้านฉันเป็นตำรวจเป็นทหารชั้นผู้น้อย ใบหน้าบ้านฉันเป็นคนขายพวงมาลัย ใบหน้าบ้านฉันเป็นขอทาน ใบหน้าฉันอยู่ในสลัมแออัด ใบหน้าบ้านฉันเป็นคนขายล็อคเตอร์รี่ ใบหน้าบ้านฉันเป็นนักร้องหมอลำ ใบหน้าบ้านฉันเป็นนักสู้ผู้ถูกเหยียดหยามว่าเงินซื้อได้ ใบหน้าบ้านฉันหน้าบานดั่งหัก..เป็นคนต้อยต่ำ ใบหน้าบ้านฉันเป็นอะไรก็ได้เท่าที่ประเทศนี้อยากให้เป็น และหากประเทศนี้คิดจะเย้ยหยัยใครสักคนใบหน้าบ้านฉันคือตัวเลือกลำดับแรก เมื่อฤดูกาลแห่งวันหยุดมาถึง….. ใบหน้าบ้านฉันขอลากลับบ้านก่อน.. แล้วจะกลับมาเป็นผู้รับใช้ที่แสนซื่อสัตย์และจงรักภักดีเหมือนเดิม \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-cf639205f0b74892b3912af00f165725", "input": "Title: นักสิทธิฯ เรียกร้อง จนท.หยุดคุกคามชาวบ้าน บ.เก้าบาตร \n Body: 8 ก.ค.2557 สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ร่วมกับองค์กรสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์ต่อกรณีเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งประกอบด้วย ทหารจากกองทัพภาคที่ 2 เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และชุดมวลชนของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าไปในพื้นที่หมู่บ้านเก้าบาตร อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีการตรวจค้น และสั่งให้ชาวบ้านรื้อสิ่งปลูกสร้าง และคุมตัวแกนนำชาวบ้าน\nในแถลงการณ์ระบุว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจเกินควร และไม่นำไปสู่ความปรองดอง รวมถึงเรียกร้องให้ใช้กระบวนการตามกฎหมายปกติในการแก้ปัญหา, ยุติการกักตัวและควบคุมตัวและใช้ หลักเกณฑ์ตามกฎหมายปกติแทนการใช้กฎอัยการศึก, ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตรวจสอบหน่วยงานที่เข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่บ้านเก้าบาตร และให้ คสช.หลีกเลี่ยงการทำงานอย่างเร่งรีบโดยอาศัยข้อมูลจากข้าราชการเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจไม่รอบด้าน\nองค์กรที่ร่วมออกแถลงการณ์ ประกอบด้วย สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และศูนย์ข้อมูลชุมชน\nรายละเอียดแถลงการณ์ ดังนี้\nแถลงการณ์ขอให้ยุติการกระทำที่คุกคามสิทธิของประชาชน\nตามที่เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2557 ได้ปรากฏข่าวว่ากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ปฏิบัติการโดยอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าดงใหญ่ ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 64/ 2557 และคำสั่งที่ 66/2557 โดยสนธิกำลังปฏิบัติการร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารกองทัพภาคที่สอง เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ชุดมวลชนของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัดบุรีรัมย์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร โนนดินแดง ได้ลงพื้นที่หมู่บ้านเก้าบาตร อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกกักตัว ตรวจค้น ทำเครื่องหมายกำกับสิ่งปลูกสร้างของชาวบ้านและแจ้งให้ชาวบ้านรื้อสิ่งปลูกสร้าง ภายในวันที่ 8 กรกฎาคม 2557 หากไม่กระทำเจ้าหน้าที่จะผลักดันผู้บุกรุกออกนอกพื้นที่ รวมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต้นไม้พืชเพาะปลูกต่างๆ รวมถึงที่มีการควบคุมตัวนายศรราม มะสันเทียะ แกนนำชาวบ้าน นั้น\nสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และองค์กรข้างท้ายนี้เห็นว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ เป็นการใช้อำนาจเกินสมควร ไม่เคารพสิทธิของประชาชนและไม่อาจนำไปสู่ความปรองดองได้ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้\n1. นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ย่อมต้องได้รับการคุ้มครองการควบคุมตัวนายศรรามมะสันเทียะ แกนนำชาวบ้าน โดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก เป็นการคุกคามนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนซึ่งตามปฏิญญาว่าด้วยนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนได้ให้การคุ้มครอง ในฐานะที่บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ที่มีบทบาทในการปกป้องและส่งเสริมสิทธิของประชาชน ซึ่งประเทศไทย ต้องให้การคุ้มครองแก่ประชาชนในการใช้สิทธิดังกล่าว โดยไม่ถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ หากมีการละเมิดหรือคุกคาม รัฐจะต้องมีกระบวนการสอบสวน และคุ้มครอง เพื่อให้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเป็นจริงในทางปฏิบัติ\n2. การควบคุมตัวประชาชน การตรวจค้น เป็นการใช้อำนาจโดยไม่มีเหตุอันสมควรการที่เจ้าหน้าที่ทหาร ได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเรือนของประชาชน ทำเครื่องหมายกำกับ และพูดว่าจะจับตัวแกนนำชาวบ้านคนอื่นๆ ด้วยนั้นโดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกนั้น เป็นการใช้อำนาจโดยไม่มีเหตุอันสมควร เกินความจำเป็นและไม่ผ่านกระบวนการพิจารณาที่รอบคอบตามที่ปรากฏในกฎหมายปกติ\n3. การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นการกระทำดังกล่าวต่อชาวบ้าน หมู่บ้านเก้าบาตร ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปดำเนินการ ตรวจค้น ทำเครื่องหมายกำกับสิ่งปลูกสร้างของชาวบ้าน เชิญผู้นำชาวบ้านจำนวนหนึ่งเข้ารับฟังคำชี้แจง และให้ผู้นำชาวบ้านดำเนินการคัดกรองประเภทของชาวบ้านและที่ดินที่ชาวบ้านถือครองอยู่ และแจ้งให้ชาวบ้านรื้อสิ่งปลูกสร้างและให้ออกจากพื้นที่นั้น เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเกินสมควร การดำเนินการผลักดันชาวบ้านเกษตรกรที่พื้นที่ป่าดงใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เป็นกรณีพิพาทในเรื่องที่ทำกินของชาวบ้านในพื้นที่ป่ามาตั้งแต่อดีต เป็นการกระทำ ที่อาศัยข้อมูลจากฝ่ายข้าราชการแต่เพียงฝ่ายเดียว และไม่ผ่านกระบวนการพูดคุย หรือรับฟังสภาพปัญหาของชาวบ้าน และมีลักษณะในการดำเนินการอย่างเร่งรีบ ผิดวิสัยการบริหารจัดการบ้านเมืองที่เคยมีมาเป็นปกติในระบอบประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่พื้นที่นี้อยู่ระหว่างการพยายามแก้ไขปัญหาเรื่องที่ทำกินในพื้นที่เขตป่าอยู่ก่อนมาหลายสิบปี การกระทำที่อ้างว่า อาศัยอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และนำเอากฎอัยการศึกมาปฏิบัติการดังกล่าว อาจส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐมากยิ่งขึ้น และขัดต่อแนวนโยบายการปรองดองแห่งชาติอย่างชัดเจน\nสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและองค์กรข้างท้าย จึงขอเรียกร้องต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้คำเนินการดังต่อไปนี้\n1. ยุติการประกาศและการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกและคำสั่งที่อ้างถึงในการปฏิบัติการในพื้นที่ชุมชนบ้านเก้าบาตร และในพื้นที่อื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันหากจะมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาก็ให้ดำเนินการโดยใช้กระบวนการตามกฎหมายปกติ\n2. ขอให้ยุติการกักตัว และควบคุมตัวบุคคลต่างๆ อันเนื่องมาจากการปฏิบัติการข้างต้น หากมีการกักตัวบุคคลๆ ใดอยู่ ขอให้ปล่อยตัวโดยเร็ว และให้ใช้หลักเกณฑ์ตามกฎหมายปกติมาใช้ในการดำเนินการแทนการนำกฎอัยการศึกมาใช้ในการปฏิบัติการ\n3. ขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตรวจสอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เข้าไปปฏิบัติการโดยอ้างเอาคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ไปดำเนินการใดๆอันส่งผลกระทบต่อชาวบ้านหมู่บ้านเก้าบาตร และหรือชุมชนอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน เพื่อต้องรับผิดชอบในความเสียหายแก่ประชาชนในพื้นที่ โดยทันที และดำเนินการให้มีการยุติการกระทำต่างๆต่อชุมชนบ้านเก้าบาตร โดยเฉพาะคำสั่งของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัดบุรีรัมย์ที่จะจัดจำแนกประชาชนที่อยู่ในพื้นที่และมีคำสั่งให้ชาวบ้านโยกย้ายทรัพย์สินและตนเองออกไปจากพื้นที่ ภายในระหว่างวันที่ 7-12 กรกฎาคม2557 การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการบังคับเคลื่อนย้ายที่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั้งสังคมเศรษฐกิจความมั่นคงในชีวิตและการศึกษาของเด็กและเยาวชนเกินสมควร\n4. คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ต้องหลีกเลี่ยงการทำงานอย่างเร่งรีบโดยอาศัยเพียงข้อมูลจากข้าราชการที่อาจไม่รอบด้านและส่งผลต่อภาพรวมของความเชื่อมั่นในแนวทางการแก้ไขปัญหาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และควรที่จะยุติการกระทำที่ส่งผลให้ชาวบ้านเกษตรกรที่มีที่ทำกินในพื้นที่ที่มีข้อพิพาทเกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินทั้งสิ้น ทั้งนี้เพื่อให้โอกาสรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยหลักธรรมภิบาลตามหลักการประชาธิปไตยโดยเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วม\nด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนและหลักสิทธิมนุษยชน\n \nสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)มูลนิธิผสานวัฒนธรรมมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมศูนย์ข้อมูลชุมชน \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-acbc6b4ec91149cb9b2dc75486071ac6", "input": "Title: ชำนาญ จันทร์เรือง : ความไม่รู้เรื่องการเลือกตั้งของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ \n Body: ชำนาญ จันทร์เรือง\n\n \n\nแน่นอนว่าการเลือกตั้งมิใช่ทั้งหมดของประชาธิปไตย เพราะในประเทศเผด็จการก็มี การเลือกตั้งเช่นกัน แต่ว่าเป็นการเลือกตั้งแบบบังคับเลือกหรือเป็นแต่เพียงรูปแบบเท่านั้น แต่ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative democracy) การเลือกตั้งจะเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าประเทศนั้นเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือไม่ เพราะการเลือกตั้งเป็นวิธีการคัดสรรคนเพื่อเข้ามาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองแทนประชาชนทั้งประเทศ\n\n \n\nจากการที่ได้มีข้อสรุปของคณะอนุกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญออกมาบางส่วนบ้างแล้วนั้น โดยรวมแล้วผมไม่ติดใจอะไร เพราะเป็นเรื่องของรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งก็ต้องลองผิดลองถูกกันไปจนกว่าจะมีการแก้ไขหรือมีใครมาฉีกทิ้งอีก แต่มีประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่ผมติดใจเพราะดูเหมือนว่าจะแสดงให้เห็นถึงความไม่รู้ (เรื่อง) เกี่ยวกับหลักการพื้นฐานหรือหัวใจของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนของผู้ยกร่าง ซึ่งก็คือประเด็นที่เสนอเกี่ยวกับการกำหนดเขตเลือกตั้งว่าให้มีเขตละสามคน แต่ผู้มีสิทธิเลือกได้เพียงคนเดียว ที่ถึงแม้ว่าจะยังไม่ใช่ข้อยุติสุดท้ายก็ตาม แต่ผมเกรงว่าจะเตลิดเปิดเปิงเข้ารกเข้าพงไปมากกว่านี้\n\n \n\nหลักการพื้นฐานหรือหัวใจของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย \n\n \n\n1) เป็นการทั่วไป(In general) หมายความว่า บุคคลที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง เป็นบุคคลทั่วไปที่มีอายุเข้าเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งโดยทั่วไปก็ 18 ปีหรือ 20 ปีบริบูรณ์ แล้วแต่จะกำหนด แต่ต้องไม่จำเพาะเจาะจงว่าเป็นคนชนชั้นใด เพศใด หรือมีฐานะทางการเงินอย่างไร ทั้งนี้ เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของทุกคน ไม่เพียงแต่เฉพาะคนบางกลุ่มบางพวก ดังเช่นอเมริกาในยุคแรกๆ สิทธิเลือกตั้งจำกัดเฉพาะผู้ชายเท่านั้น ต่อมาจึงขยายไปถึงสตรีและคนดำด้วย\n\n \n\n2) เป็นอิสระ (Free voting) หมายความว่าในการเลือกตั้งนั้น ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีอิสระอย่างเต็มที่ที่จะเลือกตัวแทนของตน ไม่ได้ถูกขู่บังคับ กดดัน ชักจูง หรือได้รับอิทธิพลใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะจากเจ้าพ่อ เจ้าแม่ หรือผู้มีบารมีต่างๆทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบ\n\n \n\n3) มีระยะเวลาที่แน่นอน (Periodic election) การเลือกตั้งจะต้องมีการกำหนดว่า การเลือกตั้งทั่วไปแต่ละครั้งจะได้ผู้แทนเป็นระยะเวลากี่ปี อาจจะ 4 ปีหรือ 6 ปีก็แล้วแต่จะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ\n\n \n\n4) เป็นการลงคะแนนลับ (secret voting) เพื่อให้ผู้ที่เลือกตั้งสามารถเลือกบุคคลที่ตนต้องการเข้าไปเป็นตัวแทนของตนได้อย่างมีอิสระ ไม่ต้องเกรงใจใคร หรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของใคร ในการเลือกตั้งทุกครั้งจึงต้องกำหนดให้แต่ละคนสามารถเข้าไปในคูหาเลือกตั้งได้ครั้งละ 1 คนเท่านั้น และไม่จำเป็นจะต้องบอกผู้อื่นหรือแม้แต่ศาลว่าตนเองเลือกใคร ตัวอย่างของการเลือกตั้ง 2 เม.ย.49 ที่ผ่านมาที่ถูกยกเลิกไปเหตุหนึ่งก็เนื่องมาจากการจัดการเลือกตั้งที่การลงคะแนนไม่เป็นความลับเพราะจัดคูหาให้ผู้ใช้สิทธิหันหลังออก ทำให้บุคคลภายนอกอาจล่วงรู้ว่าเลือกใครหรือไม่เลือกใคร หรือแม้กระทั่งการกาช่องไม่ลงคะแนนที่อยู่ล่างสุดของใบลงคะแนน เป็นต้น\n\n \n\n5) มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม(Fair election) ต้องมีการดูแลการเลือกตั้งไม่ให้มีการทุจริต ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสิทธิ ขายเสียง หรือใช้วิธีการใดใดที่ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม\n\n \n\n6) หนึ่งคน หนึ่งเสียง(One man one vote) ผู้ที่เลือกตั้งทุกคนมีสิทธิในการออกเสียงได้เพียง 1 เสียงเท่ากัน ไม่ว่าจะมีฐานะอย่างไรหรือมีบทบาทในบ้านเมืองเช่นไร ตาสี ตาสา ยายมี ยายมา หรือองคมนตรีก็ย่อมมีสิทธิออกเสียงได้ 1 เสียงเท่ากัน และคนกรุงเทพฯหรือคนแม่ฮ่องสอนก็ย่อมมีสิทธิออกเสียงได้คนละ 1 เสียงเท่ากัน เช่นกัน\n\n \n\nแต่จากข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการฯที่เสนอให้มีการกำหนดเขตเลือกตั้งใหม่ โดยให้ใช้เขตเลือกตั้งที่มีพื้นใหญ่ขึ้นและมีจำนวนผู้แทนได้ 3 คน แต่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิลงคะแนนเลือกได้เพียง 1 คนเท่านั้น โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงเหมือนระบบเดิมที่ให้มีเขตการเลือกตั้งเขตละ 1 คน ซึ่งมีการทุ่มเงินและแข่งขันทางการเมืองสูงทำให้พรรคเล็กๆเสียเปรียบ โดยเชื่อว่าหากเป็นเขตใหญ่แล้วจะทำให้พรรคที่ทุ่มซื้อเสียงเห็นว่าไม่คุ้มค่า จะทำให้พรรคเล็กๆมีโอกาสและมีความเป็นธรรมในการเลือกตั้งยิ่งขึ้น นั้น\n\n \n\nเมื่อพิจารณาถึงข้อเสนอดังกล่าวแล้วนอกจากจะไม่ชอบด้วยหลักการพื้นฐานหรือหัวใจของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยแล้ว ยังเป็นการมุ่งทำลายระบบพรรคการเมืองซึ่งเป็นสื่อกลางที่จะเชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับรัฐบาลอย่างรุนแรงอีกด้วย เพราะคงจะมีการต่อสู้หักหลังทิ่มแทงในพรรคเดียวกันเองอย่างแน่นอน และในจังหวัดเล็กๆเช่น ระนองหรือแม่ฮ่องสอนที่มีผู้แทนเพียง 1 - 2 คนจะทำอย่างไร คงไม่ต้องไปผนวกรวมเข้ากับจังหวัดข้างเคียงเพื่อให้ได้ผู้แทน 3 คนกระนั้นหรือ\n\n \n\nแล้วหากมีการผนวกรวมกับจังหวัดข้างเคียง เวลากล่าวอ้างความเป็นผู้แทนจะกล่าวอ้างความเป็นผู้แทนของจังหวัดใด และหากไม่ผนวกรวมจังหวัดอื่นเล่าก็ย่อมทำให้ประชาชนในจังหวัดใหญ่มีผู้แทนในเขตของตนเองได้ถึง 3 คน แต่จังหวัดเล็กมีได้เพียง 1 หรือ 2 คน แทนที่จะมีผู้แทนได้เขตละ 1 คนเท่าเทียมกันหมดทั้งประเทศเช่นเดิม ซึ่งก็ย่อมเป็นการเลือกปฏิบัติเสมือนหนึ่งว่าเป็นพลเมืองชั้น1 หรือพลเมืองชั้น 2 ชั้น 3 ไปเสีย ทั้งๆที่เป็นคนไทยเหมือนกัน\n\n \n\nเหตุหนึ่งที่การร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังทำๆกันอยู่ในปัจจุบันนี้ไม่ค่อยได้รับการยอมรับ ก็เพราะเป็นผลมาจากการทำรัฐประหาร ดังแนวคิดทางกฎหมายที่ว่าดอกผลที่มาจากต้นไม้ที่เป็นพิษ(fruit of the poisonous tree)ย่อมเป็นพิษเสมอฉันใด รัฐธรรมนูญที่มาจากผลผลิตของการรัฐประหารย่อมไม่มีทางเป็นประชาธิปไตยได้ก็ฉันนั้น และส่อเค้าว่าจะแท้งเอาเสียง่ายๆก็เพราะเหตุว่าที่มาที่ไปของผู้ร่างและวิธีการคัดสรรที่ดูพิลึกพิลั่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจำเพาะเจาะจงกีดกันผู้ที่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง(กว่า 20 ล้านคน)ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไม่ให้มีสิทธิเป็น ผู้ร่างด้วย ก็ยิ่งทำให้เห็นได้ว่า \"คนใช้ไม่ได้ทำ คนทำไม่ได้ใช้\"\n\n \n\nและการร่างรัฐธรรมนูญที่มี \"นักวิชาการขุนนาง\"(bureaucratic technocrat) เป็นหลัก ก็ย่อมที่จะร่างออกมาเพื่อสนองตัณหาทางวิชาการและสนองชนชั้นของตนเองเท่านั้น จึงเปรียบเสมือน \"ช่างตัดผม\"(ขอยืมคำจาก ม.เที่ยงคืนหน่อยนะครับ)ที่ตัดตามใจตนเองโดยไม่ถามความเห็นของเจ้าตัวเลยว่าต้องการอย่างไร\n\n \n\nอันที่จริงช่างตัดผมก็ต้องตัดตามใจเจ้าของศีรษะใช่ไหมครับ จะมาอ้างว่าประชาชนยังโง่อยู่ต้องให้ \"อภิชน\"เป็นคนจัดการให้นั้นตกยุคไปแล้วครับ เพราะประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะเลือกตัวแทนของเขาเองอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเขาจะโง่หรือฉลาดก็ตาม\n\n \n\n \n\nหมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-5cb02a308eb249438d8f0e44e06ccb95", "input": "Title: คนริมโขง หวั่นศาลไม่เข้าใจผลกระทบข้ามพรมแดน กรณี กฟผ. ซื้อไฟจากเขื่อนลาว \n Body: เครือข่ายภาคประชาชน 8 จังหวัด ลุ่มน้ำโขง หวั่นความเห็นตุลาการผู้แถลงคดี  ยังไม่เข้าใจปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดน กรณี กฟผ. ลงนามสัญญาซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี\n\n\n\n30 พ.ย. 2558 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 8 ศาลปกครอง แจ้งวัฒนะ ได้มีการนัดพิจารณาคดีครั้งแรก กรณีเครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง อันได้แก่ เชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ยื่นฟ้อง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ผู้ถูกฟ้องที่1 และอีก 4 หน่วยงานของรัฐ คือคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ , กระทรวงพลังงาน , กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องที่ 2-5 ตามลำดับ อันสืบเนื่องจากกรณี การลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี โดยทางกลุ่มผู้ฟ้องเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย\nสำหรับการพิจารณาคดีครั้งนี้ สอ รัตนมณี พลกล้า ทนายความของคดีนี้ ได้ให้ข้อมูลหลังเสร็จสิ้นการพิจารณาคดีครั้งแรกว่า ตุลาการผู้แถลงคดี มีความเห็น ยกฟ้อง โดยมีการสรุปประเด็นที่พิจารณาไว้สองเรื่องคือ ประเด็นที่หนึ่ง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมดละเลยต่อหน้าที่ไม่จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคม ก่อนที่จะมีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี โดยตุลการผู้แถลงเห็นว่า การกระทำดังกล่าวไม่ได้เป็นการทำที่ตรงกับนิยาม โครงการของรัฐ เป็นเพียงการทำสัญญาซื้อไฟฟ้า มีลักษณะเป็นเพียงข้อตกลงระหว่างประเทศ ฉะนั้นจึงมองว่าการลงนามดังกล่าวไม่ใช่โครงการของรัฐ ที่จะต้องดำเนินการตามระเบียบ ซึ่งจะต้องมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน หรือจัดทำรายการผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ตุลาการผู้แถลงจึงเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องจึงไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวก่อนลงนามในสัญญา\nทนายความกล่าวต่อไปว่า ศาลได้เข้าไปพิจารณาดูด้วยว่า ในข้อตกลงของการลงนามในสัญญาซึ่งมีการกำหนดว่า ในการดำเนินการก่อสร้างโครงการเขื่อนไซยะบุรีต้องมีการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพ ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตราฐานสากล โดยในกรณีนี้ ศาลเห็นว่า การทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมฯ นั้นทางเจ้าของโครงการได้ดำเนินการไปเสร็จสิ้นแล้วตามกฎหมายของประเทศลาว เท่ากับว่ามีการดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอนไม่ได้มีการละเลยการปฏิบัติหน้าที่\nส่วนในประเด็นที่สอง โดยศาลตั้งประเด็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-4 ละเลยต่อมติคณะรัฐมนตรีหรือไม่ ในกรณีที่กำหนดว่า ก่อนที่จะมีการลงนามจะต้องมีการดำเนินการ อย่างน้อย 3 ประการคือ สัญญาจะต้องมีการผ่านการพิจารณาของสำนักงานอัยการ โครงการจะต้องดำเนินการตามกระบวนการ PNPCA ((Procedures for Notification, Prior Consultation and Agreement) และต้องมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของโครงการ โดยศาลมองว่า รูปแบบของ PNPCA กำหนดให้มีการปรึกษาหารือ และจัดทำข้อตกลง ซึ่งศาลเห็นว่า กระบวนการเหล่านี้ได้ดำเนินการไปแล้ว\nต่อกรณีที่กลุ่มผู้ฟ้องเห็นว่า การดำเนินการต่างๆ ไม่ได้มีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน ศาลเห็นไม่มีข้อกำหนดใดๆ ที่กล่าวถึงหลักการดังกล่าวไว้ ฉะนั้นจึงไม่มีความจะเป็นต้องดำเนินการ ในส่วนของการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ศาลมองว่า โครงการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี ไม่ใช่โครงการของรัฐ การจะนำข้อมูลมาเผยแพร่จะต้องได้รับการอนุญาติจากเจ้าของโครงการ และในสัญญาของโครงการได้กำหนดว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับ ฉะนั้นการที่หน่วยงานซึ่งถูกฟ้องนำข้อมูลมาเผยแพร่เท่าที่ดำเนินการได้ ก็ถือว่ามีการดำเนินการตามกฎหมายแล้ว จึงมีคำสั่งให้ยกฟ้อง\nทนายความกล่าวต่อว่า คำแถลงของตุลาการผู้แถลงคดี ไม่ได้มีผลใดๆ ต่อการพิจารณาวินิจฉัยของตุลาการเจ้าของสำนวน ซึ่งศาลจะมีการกำหนดให้มีการฟังคำพิพากษาต่อไป\n\nด้าน นิวัฒน์ ร้อยแก้ว เครือข่ายภาคประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ตั้งข้อสังเกตุต่อประเด็นดังกล่าวว่า เป็นการให้ความเห็นที่ยังไม่เข้าใจเรื่องของผลกระทบข้ามพรมแดน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องมีการพูดถึง มีการแก้ไขกันที่ตัวกฎหมายต่อไป\n“เมื่อเราฟังตุลาการแถลงแล้ว เห็นชัดเจนเลยว่ามีข้อบกพร่องมากมาย ที่ชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงความเป็นธรรมในเรื่องการจัดการทรัพยากร เพราะมีข้อกฎหมายและระเบียบมากมาย... การจัดการทรัพยากรร่วมกันกฎหมายต้องไปให้ถึง ไม่อย่างนั้นแม่น้ำโขงตายแน่ ตายจริงๆ ตายแบบไม่มีทางสู้ นี่คือสิ่งที่มองเห็นชัด”นิวัฒน์ กล่าว\nสอ รัตนมณี ทนายความของคดีฝ่ายผู้ฟ้อง ให้ความเห็นต่อไปว่า ประเด็นปัญหาตอนนี้คือ กฎหมายของไทยและในประเทศเพื่อนบ้านยังไม่คุ้มครองปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดน แม้ตอนนี้จะยังไม่มีคำตัดสินออกมา ก็ยังคงมีความหวังว่า ตุลาการเจ้าของสำนวนจะเห็นว่า การวินิจฉัยคดีนี้ สามารถสร้างบรรทัดฐานที่จะสนับสนุนการดำเนินการเพื่อปกป้องสิทธิชุมชน อันเกิดจากปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดน\n\nด้าน ชานณรงค์ วงศ์ลา กลุ่มฮักเชียงคาน หนึ่งในเครือข่ายภาคประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ให้ความเห็นว่า การเดินทางมาวันนี้ เพื่อต้องการพึ่งพาความยุติธรรมจากศาล แต่สิ่งที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า รัฐไทยไม่สามารถปกป้องคุ้มครองทรัพยากร และประชาชนของตัวเอง ทั้งที่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นแล้ว แต่ในด้านของกฎหมายยังไม่มีกฎหมายที่คุ้มครองผลกระทบข้ามพรมแดน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง\n \n\nสรุปคดีและคำสั่งศาลปกครองสูงสุด กรณีฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเขื่อนไซยะบุรีคดีหมายเลขดำที่ ส.493/2555 ศาลปกครองกลาง\nเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2555 ประชาชน 8 จังหวัดลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ เชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ซึ่งเป็นผู้อาจได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีกั้นแม่น้ำโขง ทั้งในด้านระบบนิเวศของแม่น้ำโขงและส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน อย่างร้ายแรง ได้ร่วมกันให้ตัวแทน ฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง ให้เพิกถอนการทำสัญญาซื้อไฟฟ้าของกฟผ. (PPA) เป็นคดีหมายเลขดำที่ ส.493/2555 ระหว่าง นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ที่ 1 กับพวกรวม 37 คน ผู้ฟ้องคดี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ 1 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ที่ 2 กระทรวงพลังงาน ที่ 3 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ 4 คณะรัฐมนตรี ที่ 5 ผู้ถูกฟ้องคดี\nโดยขอให้ศาลมีคำพิพากษา ดังนี้\n1. ให้มีคำพิพากษาว่า โครงการสัญญาซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นโครงการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้มีคำสั่งให้ยกเลิกโครงการดังกล่าวเสีย\n2. ให้มีคำพิพากษา ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และมติของรัฐบาล รวมทั้งการแจ้งข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเหมาะสม การรับฟังความคิดเห็นอย่างเพียงพอและจริงจัง และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคม ทั้งในฝั่งไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากอันตรายข้ามพรมแดน ก่อนที่จะดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการจัดซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนไซยะบุรี\n3. ให้มีคำพิพากษาว่า ให้ยกเลิกมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ในการอนุมัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินโครงการสัญญาซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี\nต่อมา เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยออกเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 59/2556 ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ในวันที่ 21 มีนาคม 2556 เพื่อขอให้ศาลพิจารณารับคำฟ้องคดีไว้พิจารณา โดยศาลปกครองสูงสุดรับเป็นคำร้องที่ คส.11/2556\nเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.57 ศาลปกครองกลางได้อ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ตามคำสั่งที่ 8/2557 ให้มีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจาณาบางส่วน \nโดยศาลปกครองสุงสุดได้วินิจฉัยพอสรุปได้ ดังนี้\nศาลเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 ได้ยื่นฟ้องเป็น 3 ข้อหา จึงพิจารณารายข้อหา ดังนี้\nข้อหาที่หนี่ง มติของคณะกรรมการนโยบายพลังงาน แห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี ที่เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงพลังงาน ที่อนุญาตให้ กฟผ. ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟผ. กับบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ของประเทศลาว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย\nศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การมีมติให้ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เป็นเพียงขั้นตอนการดำเนินการภายในของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อ นำไปสู่การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟผ. กับบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด จึงยังไม่มีผลทางกฎหมายออกสู่ภายนอกไปกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ ของผู้ฟ้องทั้ง 37 คน ดังนั้น ผู้ฟ้องทั้ง 37 คนจึงไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ศาลไม่รับข้อหานี้ไว้พิจารณา\nข้อหาที่สอง สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟผ. กับ บริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ไม่ชอบด้วยกฎหมาย\nศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน มีความประสงค์อันแท้จริง คือ ต้องการให้ศาลปกครองมีคำบังคับให้เพิกถอนหรือยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ระหว่าง กฟผ. กับบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด แต่ข้อเท็จจริงในสำนวนคดีไม่ปรากฏว่า ผู้ฟ้องทั้ง 37 คนเป็นคู่สัญญาตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง จึงไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน จะมีสิทธิฟ้องคดีขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าดังกล่าวได้ ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน จึงไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีข้อหาที่สองต่อศาลปกครองได้ ตามมาตรา 42 วรรค 1 แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แม้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน อุทธรณ์ว่า สัญญาซื้อไฟฟ้าก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน ในฐานะที่เป็นผู้เสียภาษี และผู้รับประโยชน์จากสัญญา แต่ศาลเห็นว่า การเสียภาษีอากรถือว่าเป็นหน้าที่ที่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน จะต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ศาลไม่รับข้อหานี้ไว้พิจารณา\nข้อหาที่สาม ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 ปฏิบัติ หน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และมติของรัฐบาล รวมทั้งการแจ้งข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเหมาะสม การรับฟังความคิดเห็นอย่างเพียงพอและจริงจัง และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ สังคม ทั้งในฝ่ายไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากอันตรายข้ามพรมแดน ก่อนที่จะดำเนินการใดๆเกี่ยวกับการจัดซื้อไฟฟ้าโครงการเขื่อนไซยะบุรี\nศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องทั้ง 37 คน เป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือได้รับผลกระทบโดยตรงและมากเป็นพิเศษกว่า บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้อยู่อาศัยหรือประกอบอาชีพในพื้นที่ 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขง จึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการงดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อน  หรือเสียหาย ที่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน ได้รับจำต้องมีคำบังคับโดยสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและมติของรัฐบาล รวมทั้งการแจ้งข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเหมาะสม รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นอย่างเพียงพอและจริงจัง และประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคมตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน ตามมาตรา 72 วรรค 1(2) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โครงการเขื่อนไซยะบุรีสร้างในแม่น้ำนานาชาติ ต้องปฎิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น PNPCA เนื่องจากเป็นกติกาที่ใช้ในการจัดการแม่น้ำนานาชาติร่วมกัน โครงการไซยะบุรีเป็นโครงการที่กั้นแม่น้ำที่อาจจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเวียตนาม ซึ่งเป็นผลกระทบข้ามพรมแดน จึงทำให้ผู้ฟ้องคดีที่ฟ้องโดยใช้สิทธิชุมชนในการฟ้องคดีเป็นการใช้สิทธิ เพื่อคุ้มครองไม่ให้ตนได้รับผลกระทบ จึงใช้สิทธิในการฟ้องได้\nศาลจึงมีคำสั่งแก้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 37 คน เฉพาะข้อหาที่ 3 ในส่วนที่ฟ้อง ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 ปฏิบัติ หน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และมติของรัฐบาล รวมทั้งการแจ้งข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเหมาะสม การรับฟังความความคิดเห็นอย่างเพียงพอและจริงจัง การประเมินผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคม ไว้พิจารณา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น \n What is the sentiment in the text for the genre: education", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-cb82585d7217436a8ef09c87f2b89a29", "input": "Title: สหภาพแรงงานฯ ในอังกฤษจัด \"คอนเสิร์ต\" ต่อต้านพรรคชาตินิยมและการเหยียดเชื้อชาติ \n Body: สัปดาห์ที่ผ่านมา แคมเปญต่อต้านพรรคชาตินิยมอังกฤษ (British National Party: BNP) ได้รับการสนับสนุน เมื่อสหภาพแรงงานขนาดใหญ่ 2 แห่งตกลงให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการกับงานเทศกาล Love Music Hate Racism: LMHR (\"รักดนตรี เกลียดลัทธิเหยียดเชื้อชาติ\") ซึ่งจะจัดที่กรุงลอนดอนในวันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน นี้\n\n \n\nลี บิลลิ่งแฮม หนึ่งในกลุ่ม LHMR กล่าวว่า สหภาพฯ ยูไนท์ได้บริจาคเงินสำหรับงานนี้ 5 หมื่นปอนด์ฯ ขณะที่ สหภาพบริการสาธารณะและพาณิชย์ (Public and Commercial Services: PCS) ร่วมให้เงินบริจาคอีก 3 หมื่นปอนด์ฯ แต่ถึงแม้จะได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองสหภาพ แต่เงินทุนจากทั้งสองแหล่งยังไม่เพียงพอ \n\n \n\nการจัดเทศกาลนี้มีจุดมุ่งหมายจะสร้างความเคลื่อนไหวในวงกว้าง เพื่อต่อต้านพรรคนาซีนิยมอย่าง BNP หรือ \"พรรคชาตินิยมอังกฤษ\" ซึ่งเป็นพรรคการเมืองชาตินิยมของชาวผิวขาวในสหราชอาณาจักร ดำเนินนโยบายแบบขวาจัด เช่น ต้องการสกัดกั้นไม่ให้ผู้อพยพที่มิได้เป็นชาวผิวขาวมีโอกาสเข้าประเทศ ทั้งยังกระตุ้นให้ผู้อพยพต่างเชื้อชาติกลับไปยังถิ่นฐานบ้านเกิดของตนด้วย \n\n \n\nโครงสร้างของพรรคบีเอ็นพีจะรับสมาชิกพรรคที่เป็นชาวอังกฤษดั้งเดิมที่กำเนิดจากสายพันธุ์คอเคเชียนดั้งเดิมเท่านั้น และหัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน นิค กริฟฟิน ได้เพ่งเล็งไปยังกลุ่มมุสลิม ถึงขั้นเรียกว่าเป็น \"ความศรัทธาอันชั่วช้า\" เขาเคยถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาการใช้วาจาที่ยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังทางเชื้อชาติ แต่ไม่ได้ถูกตัดสินให้มีความผิดแต่ประการใด\n\n \n\nอย่างไรก็ตาม BNP กำลังถูกรุมเร้าด้วยความขัดแย้งภายในพรรค ส่วนหนึ่งเป็นปฏิกิริยาต่อความล้มเหลวในการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ แต่พวกเขาก็ยังคงมีฐานเสียงที่เปรียบเสมือนที่มั่นที่อันตรายที่เมืองบาร์กกิง ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของลอนดอน พวกเขาได้ที่นั่งในสภาฯ 12 ที่นั่งในปี ค.ศ.2006\n\n \n\nด้วยเหตุนี้ ผู้จัดงาน Love Music Hate Fascist จึงได้เร่งประชาสัมพันธ์และกระตุ้นให้สมาชิกสหภาพแรงงาน รวมถึงผู้ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติดาวน์โหลดข้อมูลความเคลื่อนไหวจากเว็บไซต์เฉพาะกิจของงาน www.lovemusichateracism.com [1] เพื่อส่งต่อให้กับเครือข่ายสหภาพฯ อื่นๆ โดยมีข้อตกลงว่าจะร่วมกันช่วยเหลือด้านเงินทุนแก่งานเทศกาลครั้งนี้\n\n \n\nจุดมุ่งหมายหลักอีกประการในการจัดเทศกาล คือการกระตุ้นเยาวชนคนหนุ่มสาวให้ลงคะแนนเสียงต่อต้านพรรคบีเอ็นพี นอกจากนี้ตัวงานเทศกาลยังถูกออกแบบมาเพื่อช่วยส่งสารเรื่องการต่อต้านลัทธิเหยียดเชื้อชาติให้แพร่กระจายไปสู่เยาวชน เพื่อช่วยขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวภาคสนามในการต้านเผด็จการนาซีให้เป็นไปในวงกว้างมากที่สุดเท่าที่จะทำได้\n\n \n\nงานครั้งนี้ยังเป็นหมุดหมายที่ดีในการรำลึกถึงเทศกาลระดับตำนานเมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งจัดโดยสันนิบาตต้านนาซี (Anti Nazi League) และกลุ่มร็อคต่อต้านการเหยียดผิว (Rock Against Racism: RAR) เมื่อปี ค.ศ.1978 ซึ่งสกัดกั้นพรรคชาตินิยมแนวหน้า (National Front) ไม่ให้เข้าไปมีส่วนร่วมในแวดวงการเมืองในยุคนั้นได้สำเร็จ \n\n \n\nสำหรับงานที่จัดขึ้นในครั้งนั้น มีวงดนตรีใหญ่ๆ เช่น The Clash, The Tom Robinson Band, Steel Pulse และ X-Ray Spex ขึ้นมาเล่นท่ามกลางผู้ชมจำนวนมหาศาล อีกทั้งยังมีการเดินขบวนแสดงพลัง จากจัตุรัสทราฟัลการ์ (Trafalgar Square) ไปยังวิกตอเรียพาร์คด้วย\n\n \n\nทว่า งานในปี 2008 นี้ ต้องการเงินทุนอีกประมาณ 2 แสนปอนด์ฯ เพื่อใช้ในการจัดงาน สหภาพแรงงานทั้งหลายซึ่งแต่เดิมเป็นแนวหน้าในการต่อสู้กับพวกฟาสซิสท์ จะเป็นหน่วยสำคัญที่จะช่วยรวบรวมเงินทุนเหล่านี้ได้\n\n \n\nขณะเดียวกันทางผู้จัดยังไม่เผยข้อมูลรายละเอียดของการแสดงใดๆ ในงานมากไปกว่านี้ แต่ ลี บิลลิ่งแฮม ให้คำมั่นว่า งานนี้จะเต็มไปด้วยการแสดงร่วมสมัยอันน่าตื่นเต้น บวกกับการปรากฏตัวของฮีโร่บางส่วนจากยุคของ Rock Against Racism และเขายังได้เสริมอีกว่า ในงานนี้มีแผนการว่าจะเตรียมเวทีไว้ 3 เวทีในพาร์ค โดยจะมีศิลปินที่สามารถ \"ดึงดูดผู้ชมจากทุกวัยและทุกภูมิหลังเชื้อชาติ\" มาเข้าร่วมด้วย\n\n \n\n \n\n \n\nข่าวประกอบ\n\n \n\nLove Music Hate Racism carnival against the Nazis , [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-486d102a2ce740feb4f79f2dd94743c9", "input": "Title: ศรส.สั่งการ ตร.เร่งดำเนินคดีจับกุมคนร้ายป่วน กทม.รายวัน \n Body: ศรส.ยืนยันไม่ได้นิ่งนอนใจเหตุรุนแรงรายวันในพื้นที่กรุงเทพฯ สั่งการให้ตำรวจดำเนินคดี ติดตามจับกุมคนร้ายมาลงโทษโดยเร็วที่สุด\n \n8 มี.ค. 2557 สำนักข่าวไทย [1]รายงานว่าศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) แถลงผลการประชุมในวันนี้ ดังนี้ 1 ศรส.ได้ร่วมกันพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2557 โดยได้วินิจฉัยเพิ่มเติมว่า การชุมนุมของประชาชนกลุ่ม กปปส. เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพโดยมีเหตุผล แต่ในส่วนการกระทำของแกนนำ กปปส. จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่น ๆ ก็เป็นเรื่องที่ผู้ที่ต้องรับผิดชอบในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยเพิ่มเติมดังกล่าวจึงมิได้คุ้มครองแกนนำ กปปส.อีกต่อไป แกนนำคนใดไปร่วมกันกระทำผิดอย่างไร ก็จะต้องถูกดำเนินคดีเช่นนั้น ดังเช่นขณะนี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ได้ถูกศาลอาญาออกหมายจับในข้อหากบฏ และแกนนำทั้ง 58 คน ก็ถูกดำเนินคดีในคดีพิเศษ ข้อหาร่วมกันเป็นกบฏและข้อหาฉกรรจ์อื่นๆ อีก ขณะนี้อยู่ระหว่างถูกออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา\n \nนอกจากนั้น แกนนำ กปปส.อีกหลายคนก็ถูกศาลออกหมายจับในข้อหาขัดขวางการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ และล่าสุดเมื่อวานนี้ นายอิสสระ สมชัย แกนนำคนสำคัญ กับพวกรวม 6 คน ถูกศาลออกหมายจับในข้อหาพยายามฆ่านายยืม นิลหล้า ประชาชนที่ไปนั่งพักผ่อนบริเวณสวนลุมพินี แล้วถูกการ์ด กปปส. จับตัวไปให้นายอิสสระสอบสวน มีการรุมทำร้ายถึงสาหัส ปอดฉีก มีบาดแผลทั้งตัว แล้วจับมัดไว้ในเต็นท์การ์ดนานถึง  6 วัน แล้วนำตัวมัดมือปิดตาใส่รถยนต์นำไปทิ้งที่แม่น้ำบางปะกง เพื่อเป็นการฆาตกรรมอำพราง ซึ่งเป็นการกระทำที่มีความโหดเหี้ยมมาก แต่นายยืมได้รับการช่วยเหลือจากพลเมืองดีรอดชีวิตมาได้ เหตุร้ายแรงเช่นนี้ได้เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกวันในบริเวณการชุมนุม และที่กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนตัวไปปิดล้อม ไม่ว่าจะเป็นชาย 3 คน ที่นั่งรถแท็กซี่ผ่านบริเวณสวนลุมพินี ก็ถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บ โดยวิถีกระสุนมาจากภายในสวนลุมพินี การยิงลูกระเบิดที่อาคารชินวัตร 3 การยิงปืนเข้าใส่ห้องผ่าตัดโรงพยาบาลมงกุฏวัฒนะ ที่ถนนแจ้งวัฒนะ และเหตุร้ายอื่น ๆ เป็นต้น\n \n2. ศรส.มิได้นิ่งนอนใจต่อเหตุร้ายที่เกิดขึ้นดังกล่าว และได้สั่งการให้ตำรวจเข้าดำเนินคดีและติดตามจับกุมคนร้ายมาลงโทษโดยเร็วที่สุด แต่ ศรส.และตำรวจมีข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมายอย่างมากอันเป็นผลจากคำพิพากษาศาลแพ่งในข้อห้าม 9 ข้อ ดังที่ทราบกันทั่วไป ฉะนั้นในภาวะวิกฤติเช่นนี้ ศรส.จึงขอร้องและแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนให้งดเว้นอย่าเข้าร่วมการชุมนุม รวมถึงหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเข้าใกล้บริเวณพื้นที่ชุมนุมในยามค่ำคืนด้วย ทั้งนี้ เพื่อสวัสดิภาพในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน\n \n3. ศรส.ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ณ วันที่ 8 มีนาคม 2557 ว่า ได้รับคดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ดังนี้ 1)คดีขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 190 คดี แยกเป็นคดีที่ กปปส.ในกรุงเทพมหานครกระทำการขัดขวางการเลือกตั้ง 51 คดี และคดีที่ กปปส.ในต่างจังหวัดกระทำการขัดขวางการเลือกตั้ง 139  คดี 2)คดีที่เจ้าหน้าที่ กกต.จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น 176 คดี แยกเป็นคดีที่เกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน 65 คดี และคดีที่เกิดในต่างจังหวัดจำนวน 111 คดี รวมคดีที่เกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งทั้งสิ้น 366 คดี โดยศาลได้ออกหมายจับรวมทั้งสิ้น 180 คน ได้ตัวมาสอบสวนแล้ว 83 คน ทั้งนี้ เฉพาะเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้งมีจำนวนถึง 1,543  \n \nนอกจากนี้ยังปรากฏว่าพนักงานสอบสวนของตำรวจนครบาล พนักงานสอบสวนของจังหวัดสตูลและจังหวัดพัทลุง ได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีขัดขวางการเลือกตั้งในเขตพื้นที่ 2 จังหวัด ซึ่งมีการร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.กลางในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้เกิดการขัดขวางการเลือกตั้ง และไม่ดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย\n \nอย่างไรก็ตาม จากข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งในหลาย ๆ พื้นที่ดังกล่าว มีข้อน่าสังเกตว่า ในพื้นที่ที่มีการกระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งนั้น ศาลได้ออกหมายจับผู้กระทำผิดให้เกือบทุกพื้นที่ คงมีเพียงบางพื้นที่โดยเฉพาะบริเวณภาคใต้ ซึ่งยังไม่ปรากฏว่ามีการออกหมายจับให้แต่อย่างใด\n \nอนึ่ง ศรส.ขอย้ำเตือนว่า โทษที่เกี่ยวข้องกับการขัดขวางการเลือกตั้ง เป็นความผิดอุกฉกรรจ์ที่มีทั้งโทษจำคุกและปรับ รวมถึงการตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ซึ่ง ศรส.จะติดตามและกำชับการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. ที่ขัดขวางการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด เพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ และป้องปรามไม่ให้มีการกระทำผิดซ้ำอีกในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้ \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-58ed939735164d88ae98c5c9465d53d2", "input": "Title: นักปรัชญาชายขอบ : ความเหลื่อมล้ำ \n Body: ความขัดแย้งทางการเมืองกว่า 4 ปีมานี้ ทำให้สังคมได้เรียนรู้และมองเห็นปมปัญหาที่แท้จริงว่าไม่ได้อยู่ที่คุณทักษิณเพียงคนเดียว หรือไม่ได้อยู่ที่ความไม่เท่ากันของระดับสติปัญญาและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารดังที่บางฝ่ายพยายามกล่าวอ้าง แต่ปมปัญหาที่แท้จริงคือ “ความเหลื่อมล้ำ” ในสังคม\n \nคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็กล่าวผ่านสื่อมวลชนว่า “ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในสังคมไทยมานานแล้ว เราไม่ควรนำเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขสร้างความเกลียดชังกันขึ้นในสังคม สมัยรัฐบาลทักษิณ หนี้ต่อครัวเรือนของชาวบ้านก็เพิ่มขึ้นกว่าหนึ่งเท่าตัว แต่คุณทักษิณรวยขึ้นกว่าหนึ่งเท่าตัว ซึ่งก็เป็นความเหลื่อมล้ำอีกแบบหนึ่ง”\n \nในขณะที่แกนนำคนเสื้อแดงพยายามอธิบายความเหลื่อมล้ำผ่านระบบชนชั้น “อำมาตย์-ไพร่” ซึ่งพอจับความได้ว่า “ระบบอำมาตย์” คือ “โครงสร้างวัฒนธรรมอำนาจที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นคนส่วนน้อยในสังคมมีอำนาจโดยไม่ผ่านกระบวนการประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง แต่สามารถใช้อำนาจนั้นแทรกแซงการเมืองและระบบราชการได้อย่างอยู่เหนือการตรวจสอบของประชาชน และโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจนั้นทั้งในทางการเมืองและทางกฎหมาย”\n \nมีการเรียกอำนาจของอำมาตย์ว่าเป็น “อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ” แต่ในความหมายตามจารีตคือ “อำนาจบารมี” ซึ่งเป็นอำนาจในโครงสร้างวัฒนธรรมอำนาจตามจารีตประเพณีที่ยอมรับการมีอยู่ของ “อำนาจพิเศษ” บางอย่างโดยที่สังคมเชื่อกันว่าอำนาจเช่นนั้นคือตัวแทนของความดีงาม หรือเป็นอำนาจของความดีงาม\n \nแม้จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยมาเกือบ 80 ปี แล้ว การ “ถวิลหา” อำนาจของความดีงามดังกล่าวก็ยังคงอยู่ เช่น การถวิลหาที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในช่วงแรกๆของการเสนอ “การเมืองใหม่” ที่ว่า  “หากรัฐบาลคอร์รัปชันหรือไม่จงรักภักดี ให้ทหารทำรัฐประหารได้ หรือให้พระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทรงเป็นจอมทัพไทยสามารถเลือก ผบ.เหล่าทัพได้ตามพระราชอัธยาศัย โดยไม่ต้องผ่านการเสนอของนายกรัฐมนตรี”\n \nระบบอำมาตย์ยึดโยงอยู่กับอำนาจพิเศษดังกล่าวนั้น ซึ่งข้อเท็จจริงนี้มีการมองกันสองทางคือ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าระบบเช่นนี้เป็นเอกลักษณ์ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในการสร้างชาติบ้านเมือง และปัจจุบันก็ยังมีคุณค่าในแง่ของการถ่วงดุลอำนาจฉ้อฉลของนักการเมืองได้ (อย่างเช่นที่ช่วยขจัดรัฐบาลคอร์รัปชัน เป็นต้น) แต่อีกฝ่ายมองว่าอำนาจดังกล่าวคือต้นตอของปัญหาความเป็นประชาธิปไตยและความเหลื่อมล้ำในสังคม\n \nเนื่องจาก (1) อำนาจของอำมาตย์ไม่ได้ยึดโยงอยู่กับอำนาจของประชาชน เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (2) บทบาทของอำนาจนั้นที่เข้ามาแทรกแซงการเมืองและระบบราชการ ทำให้การเลือกตั้งของประชาชนลดความสำคัญลง เพราะรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาถูกชี้นำ/กำกับโดยอำนาจนั้นอีกชั้นหนึ่งซึ่งอาจไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน และหรือกระทั่งทำให้การเลือกตั้งไม่มีความหมายไปเลย เพราะอำนาจนั้นทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมา\n \nความเหลื่อมล้ำดังกล่าวนี้ คือต้นตอของปัญหาความไม่เสมอภาคของ “1 คน = 1 เสียง” ทำให้คนส่วนน้อยมี “อภิสิทธิ์” ในการจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์ในทางสังคมการเมืองเหนือคนส่วนใหญ่ เป็นสาเหตุนำมาซึ่งการออกกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเป็น “สองมาตรฐาน” นั่นคือ มีการออกกฎหมายที่ขัดหลักความเสมอภาคของความเป็นมนุษย์และละเมิดเสรีภาพในการพูดหรืออื่นๆ และมีการบังคับใช้กฎหมายกับคนแต่ละชนชั้นหรือแต่ละฝ่ายอย่างไม่เท่าเทียม \n \nฉะนั้น “อำมาตย์” จึงถูกมองว่าเป็นชนชั้น “อภิสิทธิชน” ส่วน “ไพร่” ก็คือชนชั้นที่ถูกอภิสิทธิชนเอาเปรียบ หรือถูกมองว่าโง่ จน เจ็บ เป็นเครื่องมือของนักการเมืองฉ้อฉล ไม่ใช่เสรีชนที่เข้าใจ “ประชาธิปไตย” และไม่สามารถใช้สิทธิอำนาจในการปกครองตนเองได้ด้วยวิจารณญาณที่เป็นอิสระ “ไพร่” จึงยังไม่ควรจะมีอำนาจในการปกครองตนเองอย่างเต็มที่ ควรรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางด้วยเหตุผลเรื่องเอกภาพและความมั่นคงแห่งรัฐ\n \nอย่างไรก็ตาม ภาพความเหลื่อมล้ำผ่านวาทกรรม “อำมาตย์-ไพร่” เป็นเพียงภาพสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในมิติหนึ่งเท่านั้น ปัญหาความเหลื่อมล้ำยังมีมิติอื่นๆ อีกมาก เช่น ตัวอย่างที่เห็นกันได้ง่ายๆในเรื่องความเหลื่อมล้ำในโอกาสทางการศึกษาคือ ชาวนา แม่ค้าขายส้มตำ คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือคนหาเช้ากินค่ำโดยทั่วไป ไม่มีสิทธิ์หรืออำนาจต่อรองใดๆในการฝากลูกเข้าเรียนในสถานศึกษาต่างๆ ขณะที่ “เด็กฝาก” เข้าเรียนจากข้าราชการ นายพล อาจมีจำนวนน้อยกว่า “เด็กฝาก” จากนักธุรกิจ นักการเมืองท้องถิ่น และนักการเมืองระดับชาติซึ่งมักจะมีรายชื่อ “เด็กฝาก” เป็นบัญชีหางว่าว\n \nเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยก็มีอภิสิทธิ์เหนือกว่าเจ้าหน้าที่ ยาม คนทำความสะอาด คุณทักษิณ บรรดานายพลหลังเกษียณที่เข้ามาอยู่ในพรรคเพื่อไทย นักการเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการในพรรคเพื่อไทย และที่อยู่ในมวลชนเสื้อแดงหรือที่สนับสนุนมวลชนเสื้อแดงก็มีรูปแบบการใช้ชีวิต ฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม ที่ไม่อาจจัดเข้าในกลุ่มของ “ไพร่” ที่ถูกเอาเปรียบเหมือนชาวบ้านส่วนใหญ่จากภาคอีสานและภาคเหนือที่มาร่วมชุมนุม\n \nกล่าวโดยรวมๆแล้ว สังคมมีความเหลื่อมล้ำในหลายมิติ แต่ถึงแม้ความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้จะทำให้เรามองเห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำกันมากขึ้น แต่ประเด็นถกเถียงหรือเงื่อนไขเจรจาแก้ปัญหาความขัดแย้งก็ยังติดอยู่ที่ตัวบุคคลหรือฝักฝ่าย\n \nเช่น ยังชูประเด็นพลเอกเปรม-ทักษิณ-อภิสิทธิ์ หรือรัฐบาล-คนเสื้อแดง อำมาตย์-ไพร่ หรือ เสื้อเหลือง-เสื้อแดง จึงทำให้การเจรจาประนีประนอมเพื่อหาทางลงให้ตัวบุคคลหรือฝักฝ่ายสำคัญกว่าการหยิบยกประเด็นปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมมาสู่การพิจารณาหาทางแก้ไขร่วมกัน\n \nฉะนั้น การยื้อความขัดแย้งจึงกลายเป็นเรื่องของ “เกมแพ้-ชนะ” ทางการเมือง ไม่ยุบสภาก็ไม่เห็นทางออกจากปัญหาความขัดแย้ง ยุบสภาก็อาจมองเห็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจ แต่ยังมองไม่เห็นแนวทางแก้ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่จะทำให้ความเหลื่อมล้ำในมิติต่างๆลดลงอย่างเป็นรูปธรรม\n \nถ้าเรายืนยันกันว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นอยู่มีพัฒนาการมาถึงจุดที่ประชาชนตระหนักในปัญหาความเหลื่อมล้ำซึ่งก้าวพ้นปัญหาของตัวบุคคล หรือความเป็นฝักฝ่ายอย่างมีนัยสำคัญแล้ว สิ่งที่ควรตั้งคำถามในการเจรจาระหว่างคนเสื้อแดงกับรัฐบาลคือ การยุบหรือไม่ยุบสภาจะเป็นเงื่อนไขของการเปลี่ยนผ่านไปสู่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างไร \n \nแต่ละฝ่ายควรควรยกประเด็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอันเป็นรากฐานของความขัดแย้ง แสดงให้ประชาชนเห็นว่ามีแนวทางแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างไรบ้าง เพื่อขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปข้างหน้า\n \nหรือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ควรเป็นประเด็นหลักที่พรรคการเมือง มวลชน และประชาชนภาคส่วนต่างๆ จะรณรงค์ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า หรือรณรงค์ในการออกแบบรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปการเมืองในอนาคต \n What is the sentiment in the text for the genre: national_security", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-fb6c407dcb984be093f6f6bf99b0f915", "input": "Title: ผู้นำเกาหลีเหนือระบุ โสมแดงสร้างขุมกำลังนิวเคลียร์สำเร็จแล้ว \n Body: 'คิมจองอึน ' ระบุ การเตรียมกำลังนิวเคลียร์ของปี 2560 เสร็จแล้ว แต่ยังต้องผลิตหัวรบเพิ่ม ขู่สหรัฐฯ ปุ่มกดนิวเคลียร์อยู่บนโต๊ะทำงาน พร้อมใช้อาวุธตอบโต้เมื่อความมั่นคงถูกคุกคาม เกาหลีเหนือมีแผนส่งนักกีฬาเข้าร่วมมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 2561 ณ เกาหลีใต้ โดยผู้นำทั้งเกาหลีเหนือ-ใต้ หวังมหกรรมกีฬาจะช่วยสานสัมพันธ์\n\nคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ (ที่มาภาพ: วิกิพีเดีย [1])\n1 ม.ค. 2561 สำนักข่าวเดอะการ์เดียน ประเทศสหราชอาณาจักรรายงานว่า คิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือได้ออกมาเตือนสหรัฐฯ ว่าการสร้างกำลังรบทางอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือนั้นเสร็จสิ้นแล้ว และสามารถกดปุ่มยิงระเบิดนิวเคลียร์ได้ตลอดเวลา\nปี 2560 ที่ผ่านมาเป็นปีที่เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง ในจำนวนการทดสอบหลายครั้ง มีการทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีปสามครั้ง รวมถึงการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งที่หก คิมจองอึน ได้ใช้โอกาสวันขึ้นปีใหม่ออกมาประกาศว่าแสนยานุภาพทางอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเป็นเรื่องจริงผ่านการถ่ายทอดสดโดยสถานีโทรทัศน์ของประเทศเกาหลีเหนือ โดยผู้นำเกาหลีเหนือกล่าวว่า เป้าหมายการสร้างขุมกำลังทางด้านนิวเคลียร์ของปี 2560 เสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังคงต้องผลิตผลิตหัวรบนิวเคลียร์และขีปนาวุธให้มากขึ้น และเร่งกระบวนการติดตั้งอาวุธดังกล่าวอีก\nคิมจองอึนยังระบุว่า สหรัฐฯ ควรรู้ว่าปุ่มกดนิวเคลียร์นั้นอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา และพื้นที่แผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้งหมดอยู่ใต้พิสัยการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนือ\n“สหรัฐฯ ไม่สามารถก่อสงครามกับผมและประเทศของเรา อาวุธเหล่านี้จะถูกนำมาใช้เมื่อความมั่นคงของพวกเราถูกคุกคามเท่านั้น” ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือระบุเพิ่มเติม\nแต่ในทางกลับกันกับท่าทีต่อสหรัฐฯ ผู้นำเกาหลีเหนือมีท่าทีที่ค่อนข้างประนีประนอมกับเกาหลีใต้ โดยมีแผนที่จะส่งนักกีฬาทีมชาติเกาหลีเหนือเข้าร่วมในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่เมืองพย็องชัง ประเทศเกาหลีใต้ในเดือน ก.พ. ปีนี้ โดยระบุว่าโอลิมปิกที่จัดขึ้นในเกาหลีใต้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะแสดงสถานะแห่งความเป็นชาติเกาหลี ทั้งยังหวังว่ามหกรรมกีฬาจะสำเร็จลุล่วงด้วยดี\nทั้งนี้ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ มุนแจอิน ได้สนับสนุนให้เกาหลีเหนือส่งนักกีฬามา โดยหวังว่าการเข้าร่วมมหกรรมกีฬาจะช่วยลดความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีได้ โดยกีฬาโอลิมปิกจะมีขึ้นในวันที่ 9-25 ก.พ. 2561\nโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอบคำถามเรื่องปุ่มกดอาวุธนิวเคลียร์ของผู้นำโสมแดงในงานปาร์ตี้ปีใหม่ว่า “เราจะมาดูกัน”\n\nธงชาติเกาหลีเหนือ (ที่มา: North Korean Flag [2])\n \nความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ที่ระอุอยู่แล้วกลับทวีอุณหภูมิขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ครึ่งแรกของปี 2560 เมื่อเกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง โดยไม่สนใจบรรดามาตรการหนักเบาจากประชาคมนานาชาติ เกาหลีเหนือใช้การทดสอบขีปนาวุธเป็นเครื่องมือตอบโต้ท่าทีของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมรบร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ รวมถึงแผนการนำโดรนจู่โจม ‘เกรย์ อีเกิลส์’ และระบบต่อต้านขีปนาวุธในบริเวณพิกัดตำแหน่งสูง THAAD (Terminal High Altitude Area Defense System) ของสหรัฐฯ มาประจำในเกาหลีใต้ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ไปจนถึงการทดสอบขีปนาวุธหลังจากที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนใหม่ มุนแจอิน เข้ารับตำแหน่ง รายงานของสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) ระบุว่า ปัจจุบันมี 9 ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง ได้แก่ สหรัฐฯ รัสเซีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส จีน อินเดีย ปากีสถาน อิสราเอล และเกาหลีเหนือ โดยคาดว่าเกาหลีเหนือครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 10-20 หัว\n\nผู้นำโสมขาว สหรัฐฯ คูเวต เดินหน้าคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ ผู้เชี่ยวชาญชี้มาตรการที่มียังไม่พอ [3]เกาหลีเหนือยิงจรวดผ่านญี่ปุ่น(อีกแล้ว) คาดจะมีบ่อยขึ้น แนวโน้มโลกแห่พัฒนานิวเคลียร์ [4]บทความ CNN 12 ข้อ ที่ควรรู้เกี่ยววิกฤตนิวเคลียร์เกาหลีเหนือในยุค 'ทรัมป์' กับ 'คิมจองอึน' [5]สหรัฐฯ เตรียมติดตั้งโดรนจู่โจมในเกาหลีใต้-รับมือนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ [6]\n\nวิวาทะเผ็ดร้อนระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือยังเป็นที่จับตามองของชาวโลก เมื่อทรัมป์ระบุว่ายังคงไม่ทิ้งมาตรการการใช้สงครามกับเกาหลีเหนือ ความตึงเครียดทางการทูตนำไปสู่ข่าวคราวว่าเกาหลีเหนือจะโจมตีเกาะกวม อันเป็นฐานที่มั่นทางทหารของสหรัฐฯ ในเอเชียแปซิฟิกเมื่อเดือนสิงหาคม จากนั้นก็มีการทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามประเทศญี่ปุ่นถึง 2 ครั้งในปลายเดือนสิงหาคมและต้นเดือนกันยายน ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ระยะทางที่จรวดเดินทางเป็นการบอกใบ้ว่าเกาหลีเหนือสามารถยิงขีปนาวุธโจมตีเกาะกวมได้\nปัจจุบันสหประชาชาติและนานาชาติใช้มาตรการทางเศรษฐกิจคว่ำบาตรสินค้าและแรงงานจากเกาหลีเหนือ รวมไปถึงมาตรการทางการทูต เช่น ส่งผู้แทนทางการทูตของเกาหลีเหนือกลับประเทศ ไม่ต่อวีซาให้ชาวเกาหลีเหนือ เป็นต้น การตอบโต้ของเกาหลีเหนือและท่าทีของประเทศมหาอำนาจระดับโลกและภูมิภาคเช่นสหรัฐฯ จีนและญี่ปุ่น รวมถึงเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้จะยังคงเป็นจุดสนใจ เพราะหากความขัดแย้งทวีความรุนแรงในยุคที่มีอาวุธทำลายล้างสูงขยายตัว ก็อาจส่งผลกระทบต่อการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในคาบสมุทรเกาหลีที่จะขยายวงออกสู่ภูมิภาคใกล้เคียง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เป็นหนึ่งในนั้น\nแปลและเรียบเรียงจาก\nKim Jong-un: North Korea's nuclear arsenal is now complete, The Guardian [7], Jan. 1, 2018 \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-87b5eff31e664daebea703dc90520e3c", "input": "Title: ชาวบ้านจอมบึงค้านเปิดประมูลโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ หวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม \n Body: ประชาไท, 5 มิ.ย. 50 - วานนี้ (4 มิ.ย.50) กลุ่มต่อต้านโรงไฟฟ้าจอมบึง ต.ปากช่อง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ โดยในแถลงการณ์ระบุว่า\n\n\"ตามที่นายกันจร เอี่ยมชื่น รองนายก อบต.ปากช่อง และนายธวัชชัย พลจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 13 ต.ปากช่อง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ในฐานะตัวแทนชาวบ้านที่ได้รวมตัวกันไปยื่นจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทุกคนที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 50 ขอแถลงในนามตัวแทนชาวบ้าน 15 หมู่ของ ต.ปากช่อง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี\"\n\n\"ขอแถลงผ่านสื่อมวลชนทุกแขนง ในโอกาสที่วันที่ 4 มิ.ย. 50 เป็นวันประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ที่มีรองนายก โฆษิต ปั้นเปี่ยมรัฐ เป็นประธานเพื่ออนุมัติข้อกำหนดต่างๆ เพื่อเปิดประมูลโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่หรือไอพีพีว่า ชาวบ้านใน ต.ปากช่องทั้ง 15 หมู่ และพี่น้องตำบลใกล้เคียงรวมทั้งพี่น้องชาว จ.ราชบุรีไม่เห็นด้วยกับการเปิดประมูลไอพีพีเพราะเป็นการเปิดประมูลโดยที่ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นไม่มีส่วนรู้เห็นด้วยตั้งแต่มีการอนุมุติแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าปี 2550-2564 ซึ่งแผนสร้างโรงไฟฟ้าหรือเรียกว่าแผน พีดีพี เป็นต้นเหตุในให้เกิดการประมูลไอพีพี เราขอคัดค้านและไม่ยอมรับแผน พีดีพี และการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าไอพีพี ในวันนี้\"\n\n\"เราได้ส่งจดหมายถึงนายกฯ และชี้แจงเหตุผลในจดหมายอย่างละเอียดแล้วว่า จังหวัดราชบุรีในปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าแล้วถึง 5,580 เมกกะวัตต์ มากที่สุดในประเทศไทยซึ่งได้ก่อให้เกิดก๊าซพิษชนิดหนึ่งรอบโรงไฟฟ้าเกินมาตรฐาน ซึ้งพวกท่านก็ได้มีคำสั่งให้สำรวจก๊าซพิษนี้ แต่ประชาชนในพื้นที่ไม่มีสิทธิ์รู้ข้อมูลนี้ ชาวบ้านที่ ต.พิกุลทอง อ.เมือง อ.ดำเนินสะดวก และอีกหลายตำบลที่อยู่รอบโรงไฟฟ้าของ บริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง ไตรเอนเนอยี และบริษัทราชบุรีพาวเวอร์ ได้พูดกันว่าไม่กล้ากินน้ำฝน อากาศร้อนขึ้น ผลผลิตการเกษตรลดลง ซึ่งพวกบริษัทเจ้าของโรงไฟฟ้า และฝ่ายราชการบอกว่าเป็นความรู้สึกไม่เป็นวิชาการ พวกบริษัทและราชการไม่ยอมรับว่ามลพิษจากโรงไฟฟ้าก่อปัญหาดังกล่าวแต่ชาวบ้านใน ต.ปากช่อง อ.จอมบึงทั้ง 15 หมู่บ้านไม่ต้องการเป็นหนูลองยาโรงไฟฟ้าอีกต่อไป สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมก็อนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมของ บริษัทราชบุรีโฮลดิ้งที่กำลังจะยื่นประมูลโรงไฟฟ้าใหม่รวมทั้งของอีกหลายบริษัทที่ทำอีไอเอและหาซื้อที่ดินไว้เพื่อส่งเข้าประมูล เมื่อผ่านการประมูลจะได้ไปขอใบอนุญาตก่อสร้างจากกรมโรงงาน อีไอเอของทุกบริษัทก็จะโกหกเหมือนกันหมดว่าได้ผ่านการทำประชาคมกับชาวบ้านแล้วทั้ง ๆ ที่ไม่เป็นความจริง ใน ต.ปากช่อง เมื่อมีกลุ่มคัดค้านเกิดขึ้นพวกทำอีไอเอของ บริษัทผลิตไฟฟ้าจำกัด ไม่เห็นโผล่หน้ามาหาพวกเราสักครั้งเดียวแล้วจะบอกว่าผ่านการทำประชาคมได้อย่างไร คิดเองทำเอง สรุปกันเอง นี้หรือครับรัฐบาลไทย พวกเราตัวแทนชาวบ้านที่ไม่เอาโรงไฟฟ้าขอยืนยันว่าเราเข้าใจดีว่าโรงไฟฟ้าก๊าซเป็นอย่างไร แต่เราตัดสินใจว่าไม่ควรมีการสร้างเพิ่มที่จังหวัดราชบุรี รัฐบาลพยายามบอกให้บริษัทที่จะสร้างมาทำความเข้าใจกับเราซึ่งมันไม่มีทางสำเร็จเพราะเราไม่ต้องการโรงไฟฟ้าและเราเข้าใจแล้วว่าโรงไฟฟ้าเป็นอย่างไร แต่พวกท่านต้องการให้เรายอมรับโรงไฟฟ้าซึ่งมันสวนทางกับความต้องการของชาวบ้าน การคิดเอาเงินซื้อชาวบ้าน ตั้งกองทุนไว้ล่อใจ อย่างที่พวกท่านเสนอ ตามสื่อต่างๆ ขอถามว่าพวกท่านเห็นพี่น้องประชาชนเป็นตัวอะไร คิดว่าเงินซื้อได้ทุกอย่างหรือ\"\n\nในตอนท้ายของแถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า \"การต่อสู้ของเราไม่มีใครปลุกปั่น ไม่มีใครจ้างเรา เราควักเงินของเราเองห่อข้าวไปกินเอง เมื่อต้องไปกทม.และทุกที่ เราขอให้ท่านหยุดการประมูลไว้เสียแต่วันนี้ หยุดการประมูลที่เป็นต้นตอความขัดแย้ง เพราะถ้าบริษัทต่างๆ จะมาสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ใน จ.ราชบุรี เราจะต่อต้านอย่างถึงที่สุด รองนายกโฆษิต ประธาน กพช. และ รมต.พลังงานปิยสวัสดิ์ ถ้าท่านอนุมัติให้มีการเปิดประมูลในวันนี้ท่านทั้ง 2 คือผู้จุดชนวนให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างบริษัทเอกชนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าและชาวบ้านในพื้นที่ ท่านต้องรับผิดชอบ เพราะเราขอต่อสู้ด้วยชีวิตเป็นเดิมพัน เราสัญญาว่าการคัดค้านของเราจะยิ่งใหญ่ไม่แพ้ชาวประจวบ ฯ คัดค้านโรงไฟฟ้าบ่อนอก - หินกรูด และสุดท้ายขอให้ทางรัฐบาลตอบพวกเราว่า เมื่อถึงเวลาปะทะอย่างรุนแรงเกิดการนองเลือด รัฐบาลจะอยู่ข้างบริษัทผลิตไฟฟ้าหรืออยู่ข้างประชาชน\"\n\nข้อมูลพื้นฐานโรงไฟฟ้าใน จ.ราชบุรีปัจจุบัน จ.ราชบุรี มีโรงไฟฟ้ารวมกันทั้งหมด 5,581 เมกกะวัตต์ (เกิน 2 เท่า ของ แม่เมาะ ) ประกอบด้วย\n\nโรงไฟฟ้า จังหวัดราชบุรี\n\n \n\n\nโรงไฟฟ้าแม่เมาะ\n\n\nกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งประเทศ\n\n\n•     พลังความร้อนราชบุรี (บ.ราชบุรีโฮลดิ้ง) 1,440 MW\n\n•     พลังความร้อนร่วมราชบุรี ชุดที่ 1 685 MW\n\n•     พลังความร้อนร่วมราชบุรี ชุดที่ 2 675 MW\n\n•     พลังความร้อนร่วมราชบุรี ชุดที่ 3 681 MW\n\n•     บริษัท ไตรเอนเนอยี 700 MW\n\n•     บริษัท ราชบุรีเพาเวอร์    (กำลังก่อสร้าง) 1,400 MW\n\nรวมกำลังผลิตใน จ. ราชบุรี 5,581MW\n\n\n2,400 MW\n\n\n27,788.5 MW(ณ วันที่ 28 มี.ค. 2550)\n\n\n1. พลังความร้อนร่วมราชบุรี ชุดที่ 1-3 เป็นของ บ.ราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเดิมเป็นของ กฟผ. และถูกแปรรูปเป็น บริษัทเอกชน\n\n2. บ.ราชบุรี เพาเวอร์ กำลังดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซ 1,400 เมกกะวัตต์ ปัจจุบันก่อสร้างไปได้ประมาณ 50% โรงไฟฟ้านี้เดิมเป็นของ บ.ยูเนี่ยนเพาเวอร์จะก่อสร้างที่บ้านกรูด ต.ธงชัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบ ฯ แต่ถูกต่อต้านจากชาวประจวบฯ อย่างหนักจึงถูกย้ายมาที่ จ.ราชบุรี โดยอ้างว่าเซ็นต์สัญญาไปแล้ว\n\nบ.ผลิตไฟฟ้าจำกัดได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนว่าได้ จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโรงไฟฟ้าจอมบึง ต.ปากช่อง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ส่งไปที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ (สผ.) สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และทาง สผ. กำลังพิจารณาอยู่ยังไม่ผ่านความเห็นชอบ ในขณะนี้ บ.ผลิตไฟฟ้าต้องเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ เพื่อยื่นเรื่องประมูลโรงไฟฟ้า ซึ่ง กระทรวงพลังงาน จะเปิดประมูลประมาณ เดือน พ.ค. หรือ มิ.ย. นี้\n\nเมื่อ บ.ผลิตไฟฟ้าจำกัด ผ่านการประมูลได้รับคัดเลือกก็จะต้องเซ็นสัญญาขายกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำหรับการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ เป็นส่วนสำคัญที่จะใช้นำไปขอใบอนุญาตก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม\n\n\n\n\nความเป็นมาของ การต่อต้านแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซของ บ.ผลิตไฟฟ้าจำกัด (เอ็กโก)โดย กลุ่มต่อต้านโรงไฟฟ้าจอมบึง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี        \n\n2548 เริ่มมีการซื้อที่ดินในหมู่ 4 ต.ปากช่อง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ทีละแปลง จนได้ทั้งหมด เกือบ 700 ไร่ ในช่วงที่มีการซื้อที่ดินชาวบ้านไม่รู้ว่าเป็นการซื้อที่ดินเพื่อจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซ\n\n2549 ตลอดปี นี้ บ.ผลิตไฟฟ้าจำกัด จัดพาผู้นำท้องถิ่นเช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. และชาวบ้านบางส่วนไปดูงานเป็นชุด ๆ ตลอดทั้งปี ที่โรงไฟฟ้าของ บ.ผลิตไฟฟ้าที่ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช และ จ.ระยอง ทำให้ชาวบ้านบางส่วนเริ่มสนใจว่าที่ดินที่ซื้อไว้น่าจะนำไปก่อสร้างโรงไฟฟ้าจริง\n\n2550 เดือนมีนาคม มีเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของบ.ผลิตไฟฟ้าจำกัดเข้าไปให้ข้อมูลในสภา อ.บ.ต.ปากช่อง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี และเข้าไปให้ข้อมูลกับมูลนิธิวัดสวนแก้ว ซึ่งที่ตั้งวัดอยู่ติดกับที่ดินของบ.ผลิตไฟฟ้าที่ซื้อไว้\n\n22 มีนาคม 2550 ชาวบ้านใน ต.ปากช่อง ประมาณ 300 คน ไปรวมตัวกันที่ที่ทำว่าการอำเภอปากช่องเพื่อขอพบนายอำเภอ นายครรลอง ยุทธชัย ยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายอำเภอชี้แจงว่าแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้ามีจริงหรือไม่อย่างไร แต่นายอำเภอไม่สามารถให้ข้อมูลได้ ชาวบ้านจึงนัดกันว่าครบ 30 วัน จะมาฟังข้อมูลอีกครั้งหนึ่ง\n\n23 เมษายน 2550 ชาวบ้านใน อ.จอมบึง ประมาณกว่า 1,000 คน ได้รวมตัวกันที่ศาลากลางจังหวัดราชบุรี เพื่อขอพบผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ดร.วงศ์สวัสดิ์ สวัสดิ์พาณิช ขอให้ชี้แจงว่าจะมีแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าใน จ.ราชบุรีอย่างไร แต่ผู้ว่าชี้แจงว่าไม่รู้เรื่องการจะสร้างโรงไฟฟ้า ชาวบ้านมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ 1. ไม่ให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าใน อ.จอมบึง จ.ราชบุรี 2. ไม่ให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มใน จ.ราชบุรี 3.ไม่ให้ก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ใน จ.ราชบุรี\n\n28 เมษายน 2550 ชาวบ้าน 500 คน ไปรวมกันที่วัดสูงเนิน ม. 4 ต.ปากช่อง เพื่อติดตามฟังการประชุมสภา อ.บ.ต.ปากช่องซึ่งสภา อ.บ.ต.ได้ลงมติไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใน ต.ปากช่อง\n\n3 พฤษภาคม 2550 ที่ประชุมกำนัน,ผู้ใหญ่บ้านใน ต.ปากช่อง มีมติไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใน ต.ปากช่อง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี\n\nกลุ่มชาวบ้านใน อ.จอมบึงต้องการให้หยุดการประมูลโรงไฟฟ้าเสียแต่วันนี้เพราะการดำเนินการต่างๆ ในพื้นที่ดำเนินการไปโดยชาวบ้านไม่มีส่วนร่วมรับรู้หรือแสดงความคิดเห็นใดใด ต่อแผนการก่อสร้างดังกล่าว จังหวัดราชบุรีมีโรงไฟฟ้ามากพอแล้วชาวสวนราชบุรีที่อยู่รอบโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องตลอดวันตลอดคืนมา 4-5 ปี มีความเสียหายจากอากาศที่ร้อนขึ้น มลพิษทั้งทางอากาศและน้ำทำให้ชาวสวนที่เป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนของเราบอกพวกเราว่าอย่าให้สร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มอีกเลย\n\nคนใน อ.จอมบึงเป็นเกษตรกรปลูกข่าว เพราะเห็ด ทำสวน เลี้ยงวัว เราไม่ต้องการเจอมลพิษมากกว่านี้เมื่อเกิดความเสียหายท่านก็ไม่เคยยอมรับ ชาวจอมบึงไม่ต้องการเหมือนชาวพิกุลทอง,ดำเนินสะดวก หรือหลาย ๆ บ้านที่อยู่รอบโรงไฟฟ้าราชบุรีทั้งของบ.ราชบุรีโฮลดิ้ง ทั้งของบ.ไตรเอนเนอยี่ ที่เจ้าของโรงไฟฟ้าไม่มีใครยอมรับความเสียหายที่ตนก่อขึ้น เมื่อมีการร้องเรียนก็ไปจ้างนักวิชาการทำรายงานสรุปว่าไม่มีมลพิษเกินมาตรฐาน เพื่อให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มอีกชาวสวนต้องแก้ปัญหาของตัวเองเพราะผลผลิตลดน้อยลงหลังจากมีโรงไฟฟ้ารวมกันถึง 5,581 เมกกะวัตต์\n\nรัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานปล่อยให้บริษัทเอกชนดำเนินการในพื้นที่ด้วยตนเองอ้างว่าเป็นธุรกิจเสรีประชาธิปไตย แต่ชาวบ้านเหมารถบัสเข้ามายื่นหนังสือคัดค้านในกรุงเทพ ฯ กลับถูกผู้ว่าขู่ว่าจะสั่งยกเลิกใบอนุญาตขนส่งของรถบัสที่มารับจ้างชาวบ้านเข้ากรุงเทพ ฯ จำกัดสิทธิชาวบ้านทุกอย่าง ระบบราชการเอื้อต่อบริษัทเอกชนที่มาประมูลสร้างโรงไฟฟ้าอย่างมาก ส่วนชาวบ้านถามนายอำเภอจอมบึงและผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ตอบว่าไม่รู้เรื่องอย่างเดียว      ชาวจอมบึงเราไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว\n\nบ.ผลิตไฟฟ้าจำกัด มีต่างชาติถือหุ้นเกินครึ่ง กำไรเขาก็ได้ไปแบ่งกันสบายมลพิษทิ้งให้เราชาวบ้าน เราขอบอกคำเดียวว่าไม่เอา เราขอเตือน ก.ฟ.ผ.ว่าอย่าเซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้ากับ บ.เอ็กโก เพราะท่านจะมาอ้างทีหลังว่ายกเลิกไม่ได้เหมือนตอนที่ชาวบ่อนอก-บ้านกรูด จ.ประจวบค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินพวก ก.ฟ.ผ.นี่แหละเป็นคนเซ็นสัญญาแล้วบอกว่ายกเลิกไม่ได้จึงต้องย้ายโรงไฟฟ้าที่บ้านกรูดมาราชบุรีส่วนโรงไฟฟ้าบ่อนอกย้ายไปแก่งคอยสระบุรี พอกันเสียทีสัญญาเสียเปรียบที่ประชาชนไม่เคยรู้เห็นด้วย\n\nหยุดโรงไฟฟ้าจอมบึง      หยุดโรงไฟฟ้าใหม่ใน จ.ราชบุรีหยุดโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หยุดสัญญาเสียเปรียบมัดมือชกชาวบ้าน \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-0706e52de501408da61d96029d4dfce8", "input": "Title: สังคมสงฆ์และพุทธศาสนา มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ \n Body: ผมพูดในรายการ “ปอกเปลือกข่าว” (ทางสปริงนิวส์ ศุกร์ที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา) ว่า “ถ้ายกเลิกระบบสมณศักดิ์ได้จะดีที่สุด เพราะระบบสมณศักดิ์เป็นระบบศักดินาพระที่เป็นมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์” แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลาทำให้อธิบายเหตุผลไม่ละเอียดพอ จึงอยากนำมาเขียนเพื่อแลกเปลี่ยนถกเถียงกันต่อไป สังเกตไหมครับ เวลาที่พระหรือนักวิชาการชาวพุทธพูดถึงแนวคิดทางสังคมการเมืองของพุทธศาสนา มักจะยกตัวอย่างว่า พระพุทธเจ้าสร้างสังคมสงฆ์ขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างจากสังคมระบบชนชั้นแบบกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ของศาสนาพราหมณ์ ระบบสังคมสงฆ์เป็นระบบสังคมในอุดมคติที่มีเสรีภาพ และความเสมอภาค เป็นแบบอย่างของสังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตย แต่คำถามคือ ข้ออ้างดังกล่าวจะมีความหมายอะไร ในเมื่อความเป็นจริงคือ สังคมสงฆ์ปัจจุบันมีระบบสมณศักดิ์หรือระบบศักดินาพระอันเป็นมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และโครงสร้างการปกครองของสงฆ์ปัจจุบันก็เป็นโครงสร้างตามกฎหมายเผด็จการคือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ที่ตราขึ้นในสมัยเผด็จการจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ฉะนั้น ระบบของสังคมสงฆ์ปัจจุบัน จึงเป็นมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์บวกระบบเผด็จการที่เป็นมรดกยุคสฤษดิ์ ซึ่งระบบเช่นนี้ขัดแย้งโดยพื้นฐานกับโครงสร้างสังคมสงฆ์ที่พระพุทธเจ้ากำหนดขึ้นตามพระธรรมวินัย โครงสร้างของสังคมสงฆ์ตามพระธรรมวินัยนั้น พระสงฆ์เสมอภาคกันภายใต้พระธรรมวินัย หมายความว่า พระทุกรูปได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตามพระธรรมวินัย และเมื่อประพฤติผิดพระธรรมวินัยก็ได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ได้รับพุทธานุอนุญาตให้ครอบครองไตรจีวรและอัฐบริขารเท่าที่จำเป็นเสมอกัน หากได้รับบริจาคส่วนเกิน เช่นรับบริจาคจีวรเกินกว่าที่มีสิทธิ์ครอบครอง ก็ต้องมอบส่วนเกินนั้นให้เป็นของสงฆ์หรือของส่วนรวม ประชาคมสงฆ์สามารถพิจารณาให้สมาชิกของสงฆ์รูปอื่นซึ่งขาดแคลนนำของส่วนรวมนั้นไปใช้ประโยชน์ได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ยุติธรรมแก่พระทุกรูปอย่างเท่าเทียม สังคมสงฆ์แบบพุทธกาลไม่มีฐานันดร (จะว่าไปพระพุทธเจ้าคือผู้สละฐานันดรมาเป็นสามัญชน แต่พระสงฆ์ปัจจุบัน มีพื้นเพมาจากชนชั้นล่าง แต่พยายามไต่เต้าขึ้นไปสู่ความมีฐานันดร) การแสดงความเคารพต่อกันถืออาวุโสทางพรรษา (บวชก่อน-หลัง) แต่การยกย่องให้มีบทบาทสำคัญ เช่น เป็นพระอัครสาวก เป็นเอตทัคคะ (เป็นเลิศ) ในด้านต่างๆ พิจารณาจากความสามารถ ไม่ได้พิจารณาจากลำดับอาวุโส เช่น พระสารีบุตร กับพระโมคคัลลานะ บวชทีหลังพระปัญจวัคคีย์ แต่ได้รับแต่งตั้งเป็นอัครสาวกซ้าย-ขวา ตามความสามารถของท่านทั้งสอง เป็นต้น แต่โครงสร้างการปกครองสงฆ์ปัจจุบัน การขึ้นสู่ตำแหน่งการปกครองสงฆ์ระดับสูง เช่น เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม หรือเป็นพระสังฆราช ต้องเป็นไปตามลำดับอาวุโสด้านสมณศักดิ์ ทำให้พระหนุ่มๆ ที่มีความรู้ความสามารถไม่มีโอกาสเข้ามาบริหารงานคณะสงฆ์ อีกทั้งโครงสร้างของมหาเถรสมาคมก็เป็นโครงสร้างการบริหารแบบรวบอำนาจ หรือเป็นเผด็จการตาม พ.ร.บ.ที่ออกในยุคสฤษดิ์ดังกล่าวแล้ว นี่ยังไม่รวมถึงการวิ่งเต้นเรื่องสมณศักดิ์ที่มีการ “จ่ายเงินใต้โต๊ะ” ดังที่เป็นข่าว (และไม่เป็นข่าว) ซึ่งนับวันจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดามากขึ้นในวงการสงฆ์ ทำให้เกิดปัญหาว่า พระที่วิ่งเต้นใช้จ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ถูกเสนอชื่อเลื่อนสมณศักดิ์นั้นถือว่า “ต้องอาบัติปาราชิก” ขาดจากความเป็นพระหรือไม่ หากถือว่าต้องอาบัติปาราชิก ชาวบ้านจะแน่ใจได้อย่างไรว่าพระที่มีสมณศักดิ์ที่กราบไหว้กันอยู่นั้น ได้สมณศักดิ์นั้นๆ มาด้วยการจ่ายเงินใต้โต๊ะหรือไม่ ที่จริงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ก็มีคณะสงฆ์ฝ่ายก้าวหน้าที่เรียกตัวเองว่า “คณะปฏิสังขรณ์” พยายามเคลื่อนไหวให้มี พ.ร.บ.ปกครองสงฆ์ที่เป็นประชาธิปไตยให้สอดคล้องกับทางบ้านเมือง มีการเข้าพบ นายปรีดี พนมยงค์ ที่บ้านป้อมเพ็ชร จนในที่สุดทำให้เกิด พ.ร.บ.การปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2484 ที่มีโครงสร้างการปกครองสงฆ์แบบประชาธิปไตย คือมีสังฆสภา และสังฆมนตรีคล้ายๆ กับคณะรัฐมนตรีทางบ้านเมือง แต่ต่อมา พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวก็ถูกฉีกทิ้งในยุคสฤษดิ์ ว่ากันว่าเหตุผลที่ต้องฉีก พ.ร.บ.ดังกล่าวทิ้ง เนื่องจากวันหนึ่งจอมพลสฤษดิ์ได้ไปฟัง (บ้างว่าแอบฟังอยู่หน้าประตูห้องประชุม) การประชุมสังฆสภา เห็นบรรยากาศพระถกเถียงกันเหมือนบรรยากาศในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เขาเห็นว่าไม่น่าเลื่อมใส จึงต้องฉีก พ.ร.บ.นั้นทิ้งไป แต่นั่นเป็นวิธีคิดของเผด็จการที่อย่างไรก็รับไม่ได้กับบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว ที่สำคัญเขาต้องการคุมคณะสงฆ์ให้ได้ เช่น ไม่อยากให้พระสอนธรรมะเรื่อง “สันโดษ” เพราะเห็นว่าขัดกับนโยบายพัฒนาประเทศ พระก็ต้องไม่สอน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การกระทำของสฤษดิ์ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในเมื่อเขาเป็นเผด็จการ เขาก็ต้องทำของเขาแบบนั้นอยู่แล้ว แต่การที่พระสงฆ์และชาวพุทธที่มักอ้างว่า “พระพุทธเจ้าสร้างสังคมสงฆ์ให้เป็นสังคมที่มีเสรีภาพ (วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบกันได้) มีความเสมอภาคเป็นแบบอย่างของความเป็นประชาธิปไตย” กลับยังยึดมั่นระบบสมณศักดิ์อย่างเหนียวแน่น และยอมรับกฎหมายเผด็จการจวบปัจจุบันนี่ต่างหากที่เป็นเรื่องแปลกอย่างไม่อาจอธิบายได้ จริงๆ แล้ว หากย้อนไปถึงหลักการที่แท้จริงของพุทธศาสนา ไม่ใช่แค่ระบบสมณศักดิ์และ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับเผด็จการเท่านั้น ที่พระสงฆ์และชาวพุทธพึงปฏิเสธ แม้แต่ “คติทศพิธราชธรรม” พระสงฆ์และชาวพุทธก็ควรยืนยันให้ชัดเจนตามหลักการที่แท้จริงของพุทธศาสนาด้วย เพราะทศพิธราชธรรม พระพุทธเจ้าตรัสสอนในบริบทของการปฏิเสธระบบชนชั้นแบบกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ท่านยืนยันว่ากษัตริย์ไม่ได้ถูกพระเจ้าสร้างมา หรือให้มีอำนาจแบบเทวสิทธิ์มาปกครองประชาชน แต่กษัตริย์ถูกประชาชนสมมติหรือแต่งตั้งขึ้น และการเป็นกษัตริย์ที่ดีต้องมีทศพิธราชธรรม ซึ่งการมีทศพิธราชธรรมนั้นต้องวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้ เพราะหากวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้ จะรู้ได้อย่างไรว่ามีทศพิธราชธรรมอย่างบริบูรณ์ไม่บกพร่องอย่างที่สรรเสริญกัน (อย่าลืมว่าในแง่ความบริสุทธิ์โปร่งใสตามพระธรรมวินัย พระพุทธเจ้าก็เรียกร้องให้ชาวพุทธตรวจสอบพระองค์ได้ อย่างที่เปรียบเทียบว่า “ทองแท้ไม่กลัวไฟ” หรือ “มือที่ไม่มีบาดแผลจุ่มลงไปในหม้อยาพิษก็ไม่เป็นไร”) คำถามคือว่า เวลาคณะสงฆ์หรือชาวพุทธพูดถึงความมั่นคงของพุทธศาสนาในบริบทโลกปัจจุบัน คณะสงฆ์หรือชาวพุทธตั้งโจทย์กันอย่างไร? ความมั่นคงของพุทธศาสนาหมายถึงความมั่นคงของระบบสมณศักดิ์ใช่ไหม หมายถึงความมั่นคงของโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ตาม พ.ร.บ.เผด็จการ 2505 ใช่ไหม ความมั่นคงของพุทธศาสนาต้องขึ้นต่อความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ หรือขึ้นต่ออุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์เท่านั้นใช่หรือไม่ หรือว่าความมั่นคงของพุทธศาสนาจำเป็นต้องสร้างสังคมสงฆ์ตามพระธรรมวินัยที่มีเสรีภาพและความเสมอภาคให้เป็นจริง เป็นสังคมสงฆ์ที่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐให้มากที่สุด สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในเชิงจริยธรรมได้ เป็นสังคมสงฆ์ที่เป็นของประชาชน มีความสามารถตอบสนองต่อการแก้ทุกข์ของปัจเจกบุคคลและสังคม ปรับตัวเข้ากับยุคสมัยได้ดี มีความเป็นประชาธิปไตย พระสงฆ์เปิดกว้างทางความคิด รับฟังและเรียนรู้เท่าเท่าความคิดสมัยใหม่มากขึ้น ชาวบ้านเข้ามาตรวจสอบดูแล อุปถัมภ์ค้ำชูด้วยศรัทธา หากเขาเห็นว่าการมีอยู่ของคณะสงฆ์ และพุทธศาสนาเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แล้ว พุทธศาสนาอยู่มาได้เพราะสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อปัญหาสังคมได้ในระดับที่สังคมในยุคนั้นๆ ยอมรับ ซึ่งหมายความว่าความมั่นของของพุทธศาสนาอยู่ที่พุทธศาสนาเกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างสมสมัย ฉะนั้น ความมั่นคงของพุทธศาสนาในปัจจุบันและอนาคตก็จำเป็นต้องตอบโจทย์ด้วยเช่นกันว่าพุทธศาสนาจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมปัจจุบันและอนาคตในแง่ไหน อย่างไร แต่หากยังติดอยู่ใน “กับดัก” ของอุดมการณ์หรือจิตสำนึกแบบพุทธมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ทำงานผ่านโครงสร้างสังคมสงฆ์ภายใต้ระบบสมณศักดิ์และ พ.ร.บ.เผด็จการ พ.ศ.2505 ภายใต้กับดักเช่นนี้ รังแต่จะทำให้สถาบันสงฆ์ และบทบาทการชี้นำทางศีลธรรมของพุทธศาสนาโดยรวมอ่อนแอลงเรื่อยๆ! \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-65de89486917467c8f4e9b57b5a22f00", "input": "Title: ชาวบ้าน\" กำพวน\" ขออยู่ที่เดิม ไม่หวั่นซึนามิ \n Body: ---------------------------------------------------- \nประชาไท - 3 ม.ค.48\tนายก้อหนี หาญจิต กำนันบ้านตำบลกำพวน กิ่งอำเภอสุขสำราญ จ.ระนอง กล่าวว่า จากกรณีชาวบ้านที่บ้านทับเหนือ หมู่ 2 หาดประพาส ต.กำพวน ได้รับความเสียหายจากคลื่นยักษ์ทั้งหมู่บ้าน และไม่มีที่อยู่อาศัย ขณะนี้ได้ประสานงาน โดยทำตามมติของชาวบ้านทับเหนือกว่า 50 ครัวเรือนที่ต้องการให้สร้างบ้านในที่ดินบริเวณเดิม ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุ และจะสร้างบ้านเป็นหลังเดี่ยวเช่นเดิม \nผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเบื้องต้นทางราชการต้องการให้ชาวบ้านที่ประสบภัยย้ายออกจากพื้นที่เดิมไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ โดยอ้างว่าบดบังทัศนียภาพ ปรากฏว่าชาวบ้านได้ร้องขอต่อนายพินิจ จารุสมบัติ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งลงไปดูพื้นที่ให้อยู่ในที่เดิม รองนายกรัฐมนตรีจึงได้สั่งการให้ทางจังหวัดดำเนินการให้เป็นไปตามความต้องการของชาวบ้าน \nนายก้อหนีกล่าวว่า หัวหน้ากิ่งอำเภอสุขสำราญได้รับทราบแล้ว และประสานงานด้านงบประมาณกับรัฐบาล ซึ่งมีนายพินิจ จารุสมบัติ รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแล ในเบื้องต้นได้ทำการปรับพื้นที่ รวมทั้งมีคำสั่งให้ทหารอากาศมาสร้างบ้านให้กับชาวบ้านแล้ว ซึ่งอยู่ในระหว่างรอดำเนินการ โดยขณะนี้ชาวบ้านบางส่วนได้ไปอาศัยอยู่กับญาติที่ต่างอำเภอ และบางส่วนได้มาอาศัยที่สำนักงานชมรมชาวประมงพื้นบ้านเป็นการชั่วคราว \nด้านนายสมพงศ์ ชมประเสริฐ ชาวบ้านบ้านทับเหนือกล่าวว่า รู้สึกดีใจที่รัฐบาลจะสร้างบ้านให้ และคิดว่ารัฐบาลคงต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว เนื่องจากขณะนี้ชาวบ้านกระจัดกระจายไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีที่เก็บของบริจาคที่ได้รับ \nนายสมพงศ์กล่าวต่อว่า ต้องการกลับไปอยู่ที่บ้านเดิม เนื่องจากเป็นชุมชนที่อยู่กันมากว่า 100 ปี เป็นแหล่งทำอาชีพประมงที่สำคัญ อีกทั้งมีสุเหร่าที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เป็นศูนย์รวมใจของชาวบ้าน\n ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ชาวบ้านหลายหมู่บ้านในตำบลกำพวนกำลังประสบปัญหาการจัดสรรเงินที่ได้รับบริจาคจากภาครัฐและองค์กรเอกชนจำนวนมาก เนื่องจาการจัดสรรเงินบริจาคไม่ทั่วถึง ผู้เดือดร้อนไม่รับเงินได้ทุกคนหรือได้รับเพียงเล็กน้อย โดยชาวบ้านที่หาดประพาสราว 53 ครัวเรือน ได้รับเงินบริจาคเพียงครอบครัวละ 300 บาท นอกจากนี้ยังมีปัญหาผู้ไม่ได้รับความเดือดร้อนแอบแฝงตั้งกองทุนรับบริจาคซ้ำซ้อนขึ้นด้วย \n ศิริรัตน์ อนันต์รัตน์\nประชาไทรายงาน \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-563c7a6962c44cb996a50e0eff0a0ff6", "input": "Title: 7 นักวิชาการลาออก บอร์ดแก้ปัญหาเขื่อนปากมูล \n Body: 7 นักวิชาการลาออกจากคณะกรรมการอำนวยการเพื่อการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล ระบุ มีการสั่งปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลโดยไม่ได้ยึดหลักเกณฑ์ที่วางไว้ และไม่มีการชี้แจง\n17 พ.ย. 2559 วานนี้ นักวิชาการ 7 คนประกอบด้วย ประกอบ ประกอบ วิโรจนกูฏ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, สุนี ไชยรส อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ชวลิต วิทยานนท์ ผู้เชี่ยวชาญในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (เอ็มอาร์ซี) และผู้เชี่ยวชาญเรื่องปลาน้ำจืดในประเทศไทย, อานันท์ หาญพาณิชย์พันธ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาสังคม ม.รังสิต, ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พรชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้แทนเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม ออกแถลงการณ์ เรื่องการลาออกจากคณะกรรมการอำนวยการเพื่อการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล [1]\nโดยแถลงการณ์ระบุว่า สืบเนื่องจากกรณีคณะอนุกรรมการบริหารจัดการเขื่อนปากมูล ซึ่งเป็นกลไกระดับจังหวัด ได้มีมติให้ปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2559 และต่อมาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้ปิดประตูน้ำเขื่อนปากมูลเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยการดำเนินการดังกล่าว ไม่ได้ยึดหลักเกณฑ์ตามมติของคณะกรรมการอำนวยการฯ เพียงแต่ให้เหตุผลเรื่องความเหมาะสม โดยทันทีที่ทราบเรื่อง กลุ่มนักวิชาการที่เป็นคณะกรรมการอำนวยการและมีรายชื่อด้านท้าย ได้พยายามทักท้วงและขอให้มีการเปิดประชุมวาระพิเศษ เพื่อพิจารณาปัญหาที่เกิดจากการดำเนินการดังกล่าว\nแต่จนถึงปัจจุบัน ประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล ยังคงปิดบานประตู โดยที่กลุ่มนักวิชาการทั้งเจ็ด ยังไม่ได้รับคำชี้แจงเหตุผลความจำเป็นที่เร่งด่วนในการไม่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ฯที่วางไว้และยังไม่มีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว\n\"การปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล โดยไม่ได้ยึดหลักเกณฑ์ทางวิชาการ ตามมติที่ทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน เป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นที่ยอมรับได้ คณะกรรมการตามรายชื่อด้านท้ายจึงไม่มีทางเลือกนอกจากการลาออกจากคณะกรรมการอำนวยการเพื่อการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป\" แถลงการณ์ระบุ\nสำหรับคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2558 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 131/2558 เรื่อง ‘แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล’ เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล คณะกรรมการมีทั้งสิ้น 31 คน มีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ และรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ที่เลขาธิการนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธาน กรรมการประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐ และนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง เช่น ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ปลัดกระทรวงพลังงาน\n\nแถลงการณ์การลาออกจากคณะกรรมการอำนวยการเพื่อการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล\nกว่ายี่สิบปีของการก่อสร้างเขื่อนปากมูลและเปิดใช้งานในปี 2537 ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน เนื่องมาจากผลกระทบต่อวิถีชีวิต และระบบนิเวศวิทยาของชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำมูลตอนล่าง ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบได้ชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องกระบวนการแก้ไขปัญหาที่มีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ในทุกรัฐบาลนับตั้งแต่ปี 2534\nรัฐบาลทุกชุดได้แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล และมีมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหา แต่ก็ไม่อาจยุติความขัดแย้งต่างๆได้ ในทางตรงข้าม ปมปัญหาต่างๆ สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นตามระยะเวลาที่ผ่านไป\nตลอดระยะเวลากว่ายี่สิบปี มีงานวิชาการทั้งภายในประเทศและของต่างประเทศ ที่ทำการศึกษา วิจัย กรณีปัญหาเขื่อนปากมูล เพื่อสรุปข้อเท็จจริงและข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลจำนวนมาก ในปี 2553 รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล และต่อมาคณะกรรมการฯได้แต่งตั้ง คณะอนุกรรมการการศึกษาข้อมูลงานวิจัยและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล เพื่อศึกษาเปรียบเทียบงานวิจัยต่างๆ และสรุปปัญหาพร้อมข้อเสนอแนะ โดยรัฐบาลได้แต่งตั้งนักวิชาการที่เป็นกลางและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย และหวังว่า ข้อสรุปที่เป็นกลางจากนักวิชาการ จะช่วยทำให้ทุกฝ่ายยอมรับกระบวนการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล\nอย่างไรก็ตาม ข้อสรุปของคณะอนุกรรมการศึกษาข้อมูลงานวิจัยฯ ที่เสนอรัฐบาลในปี 2554 ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหา ต่อมา เมื่อชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ เรียกร้องให้รัฐบาลในปี 2557 แก้ไขปัญหาตามข้อเสนอของอนุกรรมการศึกษาข้อมูลงานวิจัยฯในปี 2554 รัฐบาลฯจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลในปี 2558 มีองค์ประกอบเป็นนักวิชาการจากหลากหลายสาขา โดยมุ่งหวังให้คณะกรรมการฯที่มีองค์ประกอบที่สำคัญเป็นนักวิชาการ ใช้องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นกลางในการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลทั้งระยะสั้นและระยะยาว\nคณะกรรมการฯได้ดำเนินการศึกษาข้อเท็จจริงต่างๆ และนำมาซึ่งข้อสรุปในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการการเปิดปิดประตูน้ำในแต่ละปี และหากมีสถานการณ์เฉพาะหน้าที่จำเป็นต้องบริหารจัดการฯที่แตกต่างไปจากหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ก็ให้ขออนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการฯหลักเกณฑ์ดังกล่าว ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และใช้ในการบริหารจัดการเขื่อนปากมูลมาตั้งแต่ปี 2558 ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาว คณะกรรมการฯได้แต่งตั้งอนุกรรมการฯในการศึกษาผลกระทบต่างๆและการเยียวยา รวมทั้ง การศึกษาความเป็นไปได้ในทางวิศวกรรมที่จะสร้างคลองเทียมเพื่อให้ปลาขึ้นมาวางไข่ได้ โดยไม่ต้องเปิดประตูน้ำ ซึ่งกระบวนการดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการฯ ที่ผ่านมานับได้ว่า เป็นกระบวนการที่ยืนอยู่บนฐานของการรับฟังความคิดเห็นที่รอบด้าน เพื่อนำไปสู่ตัดสินใจอย่างมีส่วนร่วม บนฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริงทางวิชาการที่มีเหตุผล จนทำให้หลายภาคส่วนเริ่มมีความหวังว่า นี่อาจเป็นโอกาสที่จะปูทางไปสู่ความสำเร็จในการจัดการปัญหาความขัดแย้งที่ดำรงอยู่อย่างยืดเยื้อยาวนานในกรณีนี้ได้เสียที\nอย่างไรก็ดี ในระหว่างที่กระบวนการแก้ไขปัญหาซึ่งกำลังดำเนินไปด้วยดี และได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย คณะอนุกรรมการบริหารจัดการเขื่อนปากมูล ซึ่งเป็นกลไกระดับจังหวัดได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการอำนวยการฯ ให้รับผิดชอบการดำเนินงานในพื้นที่ตามเกณฑ์ที่ได้มีการกำหนดไว้ ได้มีมติให้ปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2559 และต่อมาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้ปิดประตูน้ำเขื่อนปากมูลเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยการดำเนินการดังกล่าว ไม่ได้ยึดหลักเกณฑ์ตามมติของคณะกรรมการอำนวยการฯ เพียงแต่ให้เหตุผลเรื่องความเหมาะสม\nทันทีที่ทราบเรื่องดังกล่าว กลุ่มนักวิชาการที่เป็นคณะกรรมการอำนวยการและมีรายชื่อด้านท้าย ได้พยายามทักท้วงการดำเนินการดังกล่าว และขอให้ท่านประธานคณะกรรมการอำนวยการ เปิดประชุมวาระพิเศษ เพื่อพิจารณาปัญหาที่เกิดจากการดำเนินการของคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าว เนื่องจากหลักเกณฑ์ในการเปิดปิดประตูน้ำ เป็นหลักเกณฑ์ที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย และเป็นที่รับรู้กันในทางสาธารณะ การตัดสินใจไม่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวของคณะอนุกรรมการฯ ระดับจังหวัด โดยไม่มีการชี้แจงเหตุผลที่รับฟังได้ ย่อมเป็นการทำลายบรรทัดฐานที่ดีที่ได้ร่วมกันสร้างขึ้นมา รวมทั้งเป็นการทำลายความไว้วางใจ และ ความน่าเชื่อถือของตัวคณะกรรมการอำนวยการฯ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาในอนาคตอย่างแน่นอน\nอย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบัน ประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล ยังคงปิดบานประตู โดยที่กลุ่มนักวิชาการที่มีรายชื่อด้านท้าย ยังไม่ได้รับคำชี้แจงเหตุผลความจำเป็นที่เร่งด่วนในการไม่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ฯของคณะกรรมการอำนวยการ นอกจากนั้นยังไม่มีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว\nกลุ่มนักวิชาการที่มีรายชื่อด้านท้าย ได้พิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว เห็นว่า การปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล โดยไม่ได้ยึดหลักเกณฑ์ทางวิชาการ ตามมติที่ทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน เป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นที่ยอมรับได้ คณะกรรมการตามรายชื่อด้านท้ายจึงไม่มีทางเลือกนอกจากการลาออกจากคณะกรรมการอำนวยการเพื่อการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป\nลงชื่อศ.ประกอบ วิโรจนกูฎนางสุนี ไชยรสนายเดชรัต สุขกำเนิดนายชวลิต วิทยานนท์นายอานันท์ หาญพาณิชย์พันธ์นายชโลทร แก่นสันติสุขมงคลนายพรชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ \n What is the sentiment in the text for the genre: national_security", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-c774409299f14406ad5d6aac53a5dfb0", "input": "Title: เสรี สุวรรณภานนท์ ระบุรายงานอนุฯปรองดอง สปท. สมบูรณ์สุดนำไปปฏิบัติได้ เตรียมเสนอ ป.ย.ป. \n Body: ประธาน สปท. เผย รายงานของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษารวบรวมความเห็น วิเคราะห์ประเด็นแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมือง สมบูรณ์สุด และนำไปปฎิบัติได้ เตรียมเสนอให้ ป.ย.ป. พิจารณา\n28 ก.พ. 2560 เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ด้านการเมือง เปิดเผยว่า ได้อ่านรายงานของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษารวบรวมความเห็น วิเคราะห์ประเด็นแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมืองแล้ว เห็นว่าเป็นรายงานที่ครอบคลุมปัญหาความขัดแย้งในอดีต และข้อเสนอการแก้ปัญหาน่าจะมีผลในทางปฏิบัติได้  โดยยังคงให้ยึดหลักการของกฎหมายและการพิสูจน์ความถูกต้อง ซึ่งผู้ที่กระทำความผิดต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม\n“แต่มีโอกาสได้รับการให้อภัยกลับคืนสู่สังคม โดยอาจจะมีกฎหมายพิเศษมารองรับ ซึ่งไม่น่าจะกระทบต่อความเห็นทางการเมือง ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ จะพิจารณาปรับแก้เพื่อให้สมบูรณ์และเสนอต่อที่ประชุมวิป สปท. ในวันพฤหัสบดีที่ 2 มี.ค. นี้ ว่าจะตัดสินใจนำรายงานนี้ส่งตรงไปที่ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง  (ป.ย.ป.)  หรือส่งให้สปท.พิจารณาในที่ประชุมใหญ่ก่อนส่งให้รัฐบาลรับไปดำเนินการต่อ” เสรี กล่าว\nก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 ก.พ. พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษา รวบรวมความคิดเห็น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ประเด็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง ในคณะกมธ. ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งมี สังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธาน เปิดเผยว่า ทางอนุกรรมมาธิการฯ จะนัดประชุมเพื่อสรุปร่างรายงานฯ เรื่องการแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมือง ในวันที่ 27 ก.พ. หลังจากช่วงที่ผ่านมา ได้รับฟังความเห็นของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทำรายงานและข้อเสนอต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งและสร้างความปรองดอง รวมถึงได้รับความเห็นเป็นเอกสารจากกลุ่มการเมือง และเอกสารความเห็นส่วนตัวของอนุกมธ.ฯ แล้ว เบื้องต้นจะนำข้อเสนอทั้งหมดหารือเพื่อวางกรอบและแนวทางขับเคลื่อนไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งและเสริมสร้างความปรองดอง โดยความเห็นของตนในรายงานจะประกอบด้วย 4 ส่วน คือ\n1.สาเหตุของความขัดแย้งและการค้นหาความจริงของเหตุการณ์\n2.การอำนวยความยุติธรรม ซึ่งจากการรับฟังความเห็นพบข้อเสนอในหลายระดับ เช่น ชะลอการลงโทษ, การอภัยโทษ, การนิรโทษกรรม, การออกนโยบายหรือมติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นต้น ดังนั้นการเขียนเอกสารรายงานข้อเสนอต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจน​ อาทิ จะให้อภัยเรื่องใด, กลุ่มของนักโทษการเมือง หรือแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมก่อนได้รับอำนวยความยุติธรรมต้องพิจารณามูลเหตุจูงใจ ซึ่งขณะนี้ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สถาบันพระปกเกล้าทำวิจัยเพื่อแยกแยะรายละเอียด หากทำแล้วเสร็จทางอนุ กมธ.ฯ จะนำมาพิจารณาประกอบด้วย\n3.การเยียวยากลุ่มต่างๆ อย่างครอบคลุม ทั้งผู้เสียชีวิต, ผู้ได้รับบาดเจ็บ, ผู้พิการ, ผู้ที่ทรัพย์สินเสียหาย, ผู้ที่ถูกจับกุมโดยไม่ได้กระทำผิด เบื้องต้นการเยียวยาดังกล่าวต้องทำทั้งในรูปแบบของการเยียวยาเป็นตัวเงินและไม่ใช่เงิน\n4.เนื้อหาต่อข้อเสนอการป้องกันปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดในอนาคตนั้น มีข้อเสนอ อาทิ เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายการเมืองหารือหรือประชุมร่วมกัน ,สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกัน, เมื่อเกิดข้อขัดแย้งจะดูแลอย่างไร เบื้องต้นมีแนวทางที่จะใช้กรรมการคนกลางดูแล ทั้งนี้ต้องออกแบบของกรรมการ เช่น การได้มาซึ่งกรรมการ, คุณสมบัติให้เป็นที่ยอมรับ นอกจากนั้นต้องกำหนดหน้าที่เพื่อเป็นกลไกกลางเตือนคู่ขัดแย้ง และประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น\n“กรรมการกลางนั้น คิดว่าจะมีกฎหมายรองรับ เพื่อให้ได้รับการรับรอง แต่หน้าที่ของกรรมการจะไม่ใช่ออกคำสั่งให้ผู้ใด หยุด หรือ ห้ามกระทำ แต่จะมีหน้าที่เตือนและบอกถึงความเสี่ยงว่าหากกระทำรูปแบบนั้นจะมีความอันตราย มีความรุนแรง มีผู้บาดเจ็บได้ นอกจากนั้นในการแจ้งเตือนนั้น กฎหมายอาจออกแบบให้บุคคลที่ไม่ยอมฟังและทำไปโดยเกิดความเสียหายต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย ซึ่งคนที่ได้รับผลกระทบสามารถนำคำแจ้งเตือนไปฟ้องร้องเอาผิดต่อศาลได้ ทั้งนี้การสรุปรายงานฉบับนี้ ทางอนุฯ เตรียมเร่งพิจารณา และคาดว่าจะส่งให้กมธ.การเมืองของสปท.ได้ไม่เกินสัปดาห์ที่สองของเดือนมีนาคมนี้ เพื่อให้ทันกรอบการทำงานของรัฐบาลเรื่องปรองดองต่อไป” พล.อ.เอกชัย กล่าว \nเรียบเรียงจาก: สำนักข่าวไทย [1] , เนชั่นออนไลน์ [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-28e634ef5d744974aa1dc0bdf900e5de", "input": "Title: ผู้บริโภค หนุน สคบ. ฉลากครบ โฆษณาไม่ผิด พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค \n Body: มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค หนุนสคบ. ดำเนินโครงการ “ฉลากครบ โฆษณาไม่ผิด พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค” พร้อมเรียกร้องผู้ประกอบการให้ความร่วมมือ และขยายผลให้ครอบคลุมห้างสรรพสินค้าทั้งหมด\n\n \n27 ม.ค.54  มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคขอสนับสนุนการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคของ สคบ. ที่ดำเนินการดำเนินโครงการ “ฉลากครบ โฆษณาไม่ผิด พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค”  ร่วมกับห้างสยามแมคโคร เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตและ ผู้จัดจำหน่ายสินค้า ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ พร้อมจัดทำฉลากสินค้าให้ถูกต้องและเหมาะสม ไม่ใช้โฆษณาที่เป็นเท็จหรือเกินจริง หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดในข้อมูล\nพร้อมเรียกร้องให้ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าอื่นๆ ให้ความร่วมมือ ให้ครอบคลุมทุกค่ายในตลาดโดยเร็วเพื่อให้เกิดการคุ้มครองผู้บริโภคด้านฉลากอย่างแท้จริง\nนายพชร แกล้วกล้า เจ้าหน้าที่งานสนับสนุนเครือข่ายฝ่ายรณรงค์ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคเกี่ยวกับปัญหาด้านฉลากเพิ่มเติมอีกว่า นั่นคือ 1) ฉลากสินค้านำเข้า ขาดความสมบูรณ์ เป็นภาษาต่างประเทศที่อ่านยาก เข้าใจยาก หรือฉลากที่ผสมกันระหว่างภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ เช่นชื่อสินค้าและวันเดือนปีที่ผลิตเป็นภาษาต่างประเทศ ขณะที่ส่วนอื่น ๆ เป็นภาษาไทย  2) ฉลากแสดงข้อมูลที่สำคัญและบังคับต้องแสดงตามกฎหมายไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง เช่น ไม่มีวันผลิต ไม่มีวันหมดอายุในกรณีที่เป็นสินค้าที่หมดอายุได้ ไม่ระบุราคาสินค้าหรือราคาสินค้าบนฉลากกับบนชั้นวางสินค้าไม่ตรงกัน และแสดงเบอร์โทรศัพท์ติดต่อผู้ผลิตแต่ไม่แสดงชื่อผู้ผลิตและสถานที่ผลิต เป็นต้น 3) ตำแหน่งที่อยู่ของฉลากอยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงได้ยาก อ่านยาก ตัวอักษรมีขนาดเล็ก หรือฉลากด้านในกับฉลากด้านนอกในกรณีที่เป็นสินค้าแบ่งบรรจุไม่ตรงกัน เช่นกรณีกระเช้าของขวัญ เป็นต้น 4) ฉลากมีการโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณหรือสื่อให้เข้าผิดเกี่ยวกับคุณภาพและคุณประโยชน์ของสินค้านั้น ๆ ของสินค้าบนฉลาก\n“อยากให้ สคบ. เข้มงวด และปรับอัตราสูงสุดในการบังคับใช้กฎหมายฉลากกับผู้ประกอบการทุกราย โดยฉลากสินค้าต้องให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่ผู้บริโภคอย่างครบถ้วน ต้องเป็นภาษาไทยทั้งหมด มีการระบุอายุการใช้งานที่ชัดเจน มีวันผลิต และมีวันหมดอายุหากเป็นสินค้าที่เสื่อมสภาพง่าย อ่านได้ง่าย อยู่ในจุดที่เห็นได้ง่าย มีวิธีการใช้งาน บอกว่าทำมาจากอะไร มีข้อควรระวังที่ชัดเจน และต้องไม่มีการให้ข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์แก่ผู้บริโภค ทั้งบนฉลากและนอกฉลากด้วย” นายพชร กล่าว \n What is the sentiment in the text for the genre: education", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-2de950cb116946218478c4507db1abfa", "input": "Title: ข่าวสั้นบันเทิง: The MozART GROUP วงคลาสสิกชวนหัวจากโปแลนด์ \n Body: พวกเขาจัดประเภทตัวเองว่าเป็นวงคาบาเรต์/ วงดนตรี( เครื่องสาย)ชวนหัว โดยเกิดจากการรวมตัวของนักดนตรี 4 คนเมื่อพ.ศ. 2538 สมาชิกประกอบด้วย Filip Jaślar – ไวโอลิน, Michał Sikorski- ไวโอลิน, Paweł Kowaluk- วิโอลา, และ Bolek Błaszczyk - เชลโล ทั้งหมดจบการศึกษาด้านดนตรีจากสถาบันดนตรีแห่งวอซอว์\n\nหน้าเว็บของพวกเขาบอกไว้ว่า\n\"เราดำรงอยู่แม้ในคอนเสิร์ตฮอลอันเขร่งขรึม แม้ในความน่าเบื่อหน่ายของชีวิตนักดนตรีคลาสสิก\nแม้ท่ามกลางความคลั่งไคล้ของผู้หลงรักในดนตรีคลาสสิก หรือแม้ในท่ามกลางบรรดาแฟนเพลงขาร็อก แร็พหรือป๊อปที่หวาดกลัวต่อเพลงคลาสสิกก็ตามที\nเราปฏิบัติต่อเทวีแห่งศิลป์ด้วยตลกเสียดสี และมั่นใจว่าเธอย่อมไม่ต่อต้านต่อสิ่งที่เราทำ\"\nวงดนตรี (เครื่องสาย) ชวนหัววงนี้ได้รับรางวัลระดับประเทศของโปแลนด์หลายครั้ง.....แน่นอน เราไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับโปแลนด์มากนัก (เหมือนที่เราก็ไม่ค่อยรู้อะไรๆ อีกหลายอย่างในโลกนี้นั่นแหละ!) และความข้อนี้ก็น่าจะเป็นที่รู้อยู่แก่ใจของชาวโปแลนด์อย่างน้อยก็คนนึง ความเห็นยอดนิยมท้ายคลิปนี้ โพสต์โดย olimp60 ตัดพ้อชะตากรรมของอัจฉริยบุคคลในโปแลนด์ยุคปัจจุบันว่า\n“โปแลนด์ ประเทศของฉันนั้นมีบุคลากรที่น่าอัศจรรย์มากมาย ทั้งนักดนตรี นักวิทยาศาสตร์ นักกีฬา ฯลฯ แต่ทำไมโลกถึงไม่รู้จักพวกเขาน่ะเรอะ? ก็เพราะเรามีนักการเมืองปัญญาอ่อนอยู่ในรัฐบาลไงล่ะ” อย่างไรก็ตามผู้โพสต์อาจจะมองโลกในแง่ร้ายไปนิด เพราะคิวการแสดงของ MozART Group ขณะนี้มีทั่วโลก ทั้งในมอสโคว ปารีส แคลิฟอร์เนีย ฯลฯ และคิวยาวเหยียดไปถึงปลายปีหน้าแล้ว\nดนตรีของพวกเขาไม่เหมาะแก่การรับฟังเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูไปพร้อมกันด้วย แล้วคุณจะทึ่งทั้งต่อความสามารถของนักแสดงและ อ้อ...เสียงปรบมืออันมีระเบียบของชาวโปแลนด์ด้วย \nติดตามผลงานของพวกเขาเพิ่มเติมได้ที่ http://www.mozartgroup.org/ [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-79085fbec41b45c58375084c6b895551", "input": "Title: ไทยเป็นเผด็จการอันดับที่เท่าไรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ \n Body: อีกเพียงหนึ่งปีกับหนึ่งเดือนข้างหน้า เราก็จะก้าวเข้าสู่การเป็นหนึ่งเดียวของประชาคมอาเซียน ตามการป่าวร้องของรัฐบาลทั้งหลายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเสนอแต่ด้านอันประเสริฐของการเป็นกลุ่มทางเศรษฐกิจเดียวกันภายใต้ระบบตลาดเสรี จนทำให้บางคนยังเข้าใจว่าการเป็นประชาคมอาเซียนน่าจะเลยไปถึงขั้นทำให้ประเทศต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ดีขึ้น โดยอาจลืมไปว่าประเทศสมาชิกทั้งหลายมีข้อตกลงว่าจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองภายในประเทศของกัน เพราะรูปแบบการเมืองการปกครองของแต่ละประเทศในอุษาคเนย์นั้นมีความแตกต่างกันมากไม่เหมือนกับยุโรป   \nดังนั้นจึงไม่ต้องประหลาดใจว่าภายหลังวันที่ 22 พฤษภาคม รัฐบาลทหารจะถือว่ามิตรที่ดีของตนนอกจากจีนแล้วยังรวมถึงอาเซียนซึ่งค่อนข้างเงียบงันเกี่ยวกับรัฐประหารไม่เหมือนรัฐบาลของชาติตะวันตกและสหภาพยุโรป แน่นอนว่ารัฐบาลคสช.ซึ่งมีพื้นที่ทางการเมืองโลกจำกัดจึงมักเดินทางไปเชื่อมสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านที่การปกครองคล้ายคลึงกันไม่ว่าพม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา ยกเว้นการเข้าร่วมเวทีโลกเช่นการประชุมเอเปกซึ่งเราจะไม่เห็นภาพของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาจับมือกับบารัก  โอบามา หรือเดวิด คาเมรอนอย่างสมเกียรติยกเว้นภาพของท่านยืนแคะขี้มูกอยู่ไกลๆ  ด้วยความคล้ายคลึงกันนี้จึงทำให้มีคนสงสัยว่าการปกครองของไทยในปี 2015 ที่จะถึงนี้น่าจะเป็นเผด็จการมากน้อยเพียงใดถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน\nหากใช้ความรู้สึกของคนมองการเมืองไทยในด้านลบสุดขีด ประเทศไทยน่าจะเป็นเผด็จการที่สุดจนสามารถเอาไปเทียบกับประเทศนอกกลุ่มอย่างเช่นเกาหลีเหนือ แต่ผู้เขียนคิดว่าควรจะใช้เกณฑ์ที่เกิดจากการสำรวจอย่างเป็นหลักการดังเช่นเว็บดัชนีประชาธิปไตย  (Democracy index) ที่ทำการสำรวจโดยนิตยสาร The Economist ในปี 2012 (1)  การสำรวจวัดดัชนีความเป็นประชาธิปไตยของประเทศต่างๆ ในโลก ผู้สำรวจได้จัดอันดับของ 167 ประเทศผ่านคะแนนจากการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านรวมไปถึงทัศนคติของประชาชนต่อการเมืองของประเทศตน อันตั้งอยู่เกณฑ์ของความเป็นประชาธิปไตยดังต่อไปนี้\n \n1. กระบวนการเลือกตั้งและความเป็นพหุลักษณ์\nดังคำถามเช่น การเลือกตั้งนั้นเสรีและยุติธรรมหรือไม่ ประชาชนที่อายุตามเกณฑ์ทุกคนสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งหรือไม่ พรรคการเมืองต่างๆ มีเสรีภาพในการรณรงค์หาเสียงหรือไม่ พรรคฝ่ายค้านมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ ฯลฯ\n2.บทบาทและหน้าที่ของรัฐบาล\nดังคำแทนเช่น ตัวแทนที่ได้รับการเลือกจากประชาชนสามารถกำหนดนโยบายของรัฐได้หรือไม่  มีระบบตรวจสอบและถ่วงดุลรัฐบาลหรือไม่ มีรัฐธรรมนูญที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพหรือไม่ รัฐบาลนั้นปลอดอิทธิพลจากกองทัพหรือไม่ รัฐบาลมีอำนาจปกครองครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศหรือไม่  ฯลฯ\n3.กระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมือง\nดังคำถามเช่น จำนวนผู้มาใช้สิทธิในการเลือกตั้งระดับประเทศมีเท่าใด   เชื้อชาติ กลุ่มทางสังคม รวมไปถึงผู้นับถือศาสนาซึ่งถือว่าเป็นชนกลุ่มน้อยมีอิสระปกครองตัวเองหรือมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองมากน้อยเพียงใด   ความพร้อม (เสรีภาพ) ของประชาชนในการเข้าร่วมชุมนุมหรือประท้วงภายใต้กฎหมายมีเพียงใด  ฯลฯ\n4.วัฒนธรรมทางการเมือง\nดังคำถามเช่น มติร่วมกันของสังคมที่เพียงพอและสอดคล้องกันในการสร้างประชาธิปไตยอันมีเสถียรภาพหรือไม่  ประชาชนมีความต้องการผู้นำที่เข้มแข็งจนสามารถละเลยรัฐสภาและการเลือกตั้งมากน้อยขนาดไหน  มีสัดส่วนของประชาชนที่ต้องการถูกปกครองโดยกองทัพมากน้อยเพียงใด ฯลฯ\n5.สิทธิและเสรีภาพของพลเมือง\nดังคำถามเช่นมีเสรีภาพในการแสดงออกและการประท้วงที่ไม่ก่อให้เกิดความรุนแรงหรือไม่  ประชาชนมีเสรีภาพในการจัดตั้งองค์กรทางอาชีพและสหภาพแรงงานหรือไม่ สื่อด้านสิ่งพิมพ์และทางอิเลคโทนิกมีเสรีภาพในการแสดงออกหรือไม่  มีการยอมรับความเท่าเทียมและความแตกต่างทางศาสนา เชื้อชาติ เพศหรือไม่  ฯลฯ\nเนื่องจากไม่มีการสำรวจความเป็นเผด็จการ ผู้เขียนจึงอนุมานว่ายิ่งประเทศใดอยู่ในอันดับของประชาธิปไตยต่ำเท่าไรก็ยิ่งมีอันดับของเผด็จการสูงเท่านั้น หากเราจะเจาะจงไปที่การสำรวจเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะพบว่า\n1. ลาวอยู่ในอันดับต่ำที่สุดคือ   156   แสดงว่าเป็นเผด็จการมากที่สุด เพราะผู้เขียนคิดว่า ลาวมีการปกครองแบบการพรรคการเมืองเดียวคือพรรคคอมมิวนิสต์ รัฐบาลขาดความโปร่งใสเต็มไปด้วยการฉ้อราษฎรบังหลวง ประชาชนถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพแม้ว่าจะสามารถนับถือศาสนาอื่นนอกจากพุทธที่พรรคคอมมิวนิสต์ใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ยังมีข่าวอื้อฉาวเช่นนักกิจกรรมทางสังคมถูกอุ้มหาย ในปี 2015 ลาวจึงไม่น่าจะมีอันดับสูงกว่านี้เพราะการเมืองค่อนข้างหยุดนิ่งคือเป็นเผด็จการแบบมั่นคง (Established Dictatorship)\n2.พม่า อยู่ในอันดับที่  155 เป็นเผด็จการอันดับที่ 2 ถ้ามีการสำรวจในปี 2015  อันดับน่าจะดีขึ้นบ้างเพราะแม้จะมีการปกครองแบบเผด็จการทหาร แต่พม่าเริ่มเปิดประเทศตั้งแต่ปี 2010 โดยการยอมให้      อองซาน ซูจี ออกจากการกักขังในบ้านพัก ไปพร้อมๆ กับการปล่อยบรรดานักโทษการเมืองและการเปิดให้มีการเลือกตั้งแบบเสรี แต่อันดับของพม่าก็ไม่น่าจะดีขึ้นมากเพราะรัฐบาลยังไม่ยอมแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้นางซูจีสามารถลงสมัครประธานาธิบดีในปี 2015  ที่สำคัญพม่ายังเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางศาสนาและเชื้อชาติอยู่ตลอดเวลา ชนกลุ่มน้อยเช่นมุสลิมและชนชาติไร้รัฐอย่างเช่นโรฮิงยาตกเป็นเป้าหมายของความรุนแรง นอกจากนี้สื่อมวลชนยังคงถูกรัฐกีดกั้นการทำงานโดยใช้วิธีทางกฎหมายและนอกกฎหมาย\n3.เวียดนาม อยู่ในอันดับที่ 144 เป็นเผด็จการอันดับที่ 3 แม้ว่าจะมีการปกครองเผด็จการพรรคการเมืองเดียวเช่นเดียวกับลาว  รัฐบาลขาดความโปร่งใสเต็มไปด้วยการฉ้อราษฎรบังหลวง ส่วนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนก็มีอยู่พอสมควรดังเช่นสิทธิของพวกรักร่วมเพศเริ่มได้รับการยอมรับในสังคมของเวียดนาม การที่เราจะทราบว่าเวียดนามอยู่ในอันดับที่เท่าไรในปี 2015 คงต้องพิจารณาว่า สหรัฐอเมริกาซึ่งต้องการใช้เวียดนามในการโอบล้อมจีนจะสามารถกดดันเหมือนพม่าให้เวียดนามกลายเป็นประชาธิปไตยได้มากน้อยเพียงไหน\n4.กัมพูชา อยู่ใน อันดับ 100 มีการปกครองแบบประชาธิปไตยเทียมคือแม้จะมีการเลือกตั้งที่ดูเหมือนเสรีแต่พรรคประชาชนกัมพูชาของฮุนซุนผูกขาดอำนาจมาตลอด แต่อันดับในปี 2015  อาจดีขึ้นบ้าง เพราะฝ่ายค้านเริ่มมีบทบาททางการเมืองมากขึ้นด้วยนายสม รังสีสามารถกลับมากัมพูชาได้ในปี 2013 นอกจากนี้คนกัมพูชารุ่นใหม่มีสิทธิและเสรีภาพพอสมควรดูได้จากการประท้วงบ่อยครั้งและสามารถติดต่อและรวมตัวกันเพื่อประกอบกิจกรรมทางการเมืองผ่านโซเชียลมีเดียได้อย่างเสรีในระดับหนึ่ง\n5. สิงคโปร์ ประเทศในฝันของกลุ่มกปปส.อยู่ในอันดับ 81 มีการปกครองแบบเผด็จการพรรคการเมืองเดียวผสมระบบระบบข้าราชการนิยม มีสวัสดิการที่ดี การฉ้อราษฎรบังหลวงต่ำ ความโปร่งใสของภาครัฐสูง เป็นอันดับต้นๆ ของโลก กระนั้นกฎหมายยังคงเข้มงวดและจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างมาก แม้ว่าคนรุ่นใหม่เริ่มหันมาเรียกร้องสิทธิและเสรีทางการเมืองซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในระบบทางการเมืองของสิงคโปร์ที่ผู้นำที่เป็นบุรุษเหล็กเช่นนายลี กวนยูก่อตั้งมา หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ชัดเจน อันดับของสิงคโปร์ในปี 2015 น่าจะคงที่\n6.ฟิลิปปินส์ อยู่ในอันดับที่ 69  มีการปกครองแบบประชาธิปไตยเสรีนิยม ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกมาก แต่รัฐบาลประสบปัญหาเรื่องการฉ้อราษฎรบังหลวง วัฒนธรรมเจ้าพ่อของท้องถิ่นสูงและอาชญากรรมรุนแรง เช่นเดียวกับความไร้ประสิทธิภาพขององค์กรยุติธรรม อันดับในปี 2015  อาจจะมีตัวแปรให้อันดับเปลี่ยนเช่นมีข่าวว่าประธานาธิบดีเบนนิกโน อากีโนที่สามคิดจะแก้รัฐธรรมนูญให้ตัวเองอยู่ต่อได้อีกสมัย (ปกติประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ดำรงตำแหน่งได้เพียง 6 ปีและสมัยเดียว) และยังคิดจะลดทอนอำนาจของฝ่ายตุลาการ\n7. มาเลเซีย แม้ว่าสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยจะเข้มแข็ง แต่มาเลเซียอยู่ในอันดับ 64  มีการปกครองแบบประชาธิปไตยเทียม พรรคการเมืองเดียวคือพรรคอัมโนยังคงผูกขาดอำนาจมายาวนาน พรรคยังคงหากินกับภาพเงาของผู้นำเผด็จการแบบมหาเธร์ โมฮาหมัด กฎหมายของมาเลเซียยังคงจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนโดยเฉพาะชนกลุ่มน้อยเช่นคนเชื้อสายจีนและอินเดีย  รวมไปถึงการใช้กฎหมายในยุคตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษในการจำกัดการแสดงออกทางการเมืองรวมไปถึงการเล่นงานนายอันวาร์ อิมราฮิม หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในคดีพฤติกรรมเป็นพวกรักร่วมเพศ   อันดับในปี 2015 ของมาเลเซียน่าจะคงที่หรืออาจจะตกลงไปบ้าง\n8.อินโดนีเซีย อยู่ในอันดับที่  53 มีการปกครองแบบประชาธิปไตยเสรีนิยม แต่การฉ้อราษฎรบังหลวงสูง ชนชั้นปกครองยังอยู่ในยุคซูฮาร์โต อันดับในปี 2015 น่าจะดีขึ้นบ้างเพราะนายโจโค วิโดโด ซึ่งเป็นพ่อค้าขายเฟอร์นิเจอร์มาก่อนได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีแทนที่จะเป็นนายพลอดีตลูกเขยของ ซูฮาร์โต อันสะท้อนว่าอินโดนีเซียมีการพัฒนาด้านประชาธิปไตยครั้งใหญ่ แต่ต้องดูระยะยาวว่าวิโดโดจะสามารถไปให้พ้นจากการครอบงำของของนางเมกวาตี ซูการ์โนปุตรี ประธานของพรรคพีดีไอพีที่เขาสังกัดอยู่ได้หรือไม่เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหาการฉ้อราษฎรบังหลวง กระนั้นก็เหตุการณ์ที่กลายเป็นคะแนนติดลบสำหรับอันดับประชาธิปไตยของอินโดนีเซียเช่นรัฐสภาได้แก้ไขกฎหมายให้ผู้นำของท้องถิ่นไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง\n9.ติมอร์ เลสเต มีการปกครองแบบประชาธิปไตยเสรีนิยม มีการเลือกตั้งเสรี แต่ก็มีการฉ้อราษฎรบังหลวง ประชาชนยังยากจน  อำนาจของประชาชนและรัฐบาลท้องถิ่นยังถูกผูกขาดโดยรัฐบาลกลางในกรุงดิลี  แต่ดูจากคะแนนแล้วยังถือได้ว่าติมอร์มีปัญหาด้านประชาธิปไตยเหล่านี้ไม่ร้ายแรงนัก ผู้สำรวจจึงจัดประเทศที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มอาเซียนให้อยู่ในอันดับ  43 ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   อันดับในปี 2015 ของประเทศนี้น่าจะคงที่เพราะไม่มีเหตุการณ์ทางการเมืองสำคัญ\n10.บรูไน มีการปกครองแบบระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ประชาชนถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพอย่างมาก แต่ผู้เขียนกลับไม่พบในรายชื่อของ The Economist คาดเดาเอาว่าอาจถูกกีดกันไม่ให้ทำการสำรวจ  ประเทศนี้อาจจะอยู่ตรงกลางค่อนล่างแม้ว่าประชาชนจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีเพราะรัฐให้การสนับสนุนด้วยเงินที่มาจากน้ำมันเหมือนกับหลายประเทศในตะวันออกกลาง และอันดับในปี 2015 อาจลดลงไปอีก เพราะกษัตริย์ของบรูไนนำเอากฎหมายชารีอะห์มาใช้อันเป็นการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนโดยเฉพาะพวกที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามอย่างรุนแรง\nสำหรับประเทศเจ้าปัญหาคือไทย ในปี 2012 อันดับของการเป็นประชาธิปไตยอยู่ในอันดับที่ 58 สูงว่ามาเลเซียแต่ต่ำกว่าอินโดนีเซีย  ถ้ามาจัดอันดับในปี 2015 ไทยคงร่วงลงมาอยู่อันดับต่ำกว่า 100 ยิ่งกว่ากัมพูชาถึงแม้คนไทยจะมีสิทธิและเสรีภาพมากกว่ากัมพูชาก็ตาม แต่คะแนนก็ต้องเสียไปเป็นจำนวนมหาศาลเพราะการทำรัฐประหาร  อันนำไปสู่องค์กรใหม่ดังที่เรียกว่าแม่น้ำ 5 สายคือ คสช. รัฐบาล สนช. สปช. กมธ. ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ตัวแทนขององค์กรเหล่านั้นมักอ้างว่ามาจากการสรรหาของกลุ่มต่างๆ (โดยเฉพาะกองทัพ) ในสังคมแต่แท้จริงได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้ไทยเสียคะแนนไปอีกคือการไม่ยอมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการเลือกตั้ง ผู้เขียนจึงคิดว่าแผนการปฏิรูปการเมืองอันลือเลื่องประการหนึ่งคือการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดของทุกจังหวัดในอนาคตอันใกล้คือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นอันขาด เพราะหากรัฐไทยยิ่งรวมศูนย์อำนาจและคลั่งเรื่องความมั่นคงเท่าไร ผู้ว่าราชการจังหวัดยิ่งต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงมหาดไทยมากเท่านั้น\nกระนั้นอันดับของไทยน่าจะตกต่ำอยู่อย่างนี้ไม่นานถ้ามองในด้านดีแบบคนไทยจำนวนไม่น้อยว่าการปกครองแบบรัฐบาลเผด็จการนี้จะอยู่ชั่วคราวดังโรดแมฟที่คสช.ได้อ้างว่าเตรียมจะให้มีไม่เกินสิ้นปีหน้านี้ แต่ความเชื่อข้างบนอาจกลายเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ถ้าผู้สำรวจได้อ่านบทสัมภาษณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกับสำนักข่าวบีบีซีเมื่อวันที่ 26 เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา (2) เช่นเดียวกับโพลที่แอบโยนก้อนหินถามทางอยู่เนืองๆ โดยการบอกว่าคนไทยยังไม่ต้องการการเลือกตั้งหรือต้องการให้พลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีไปชั่วฟ้าดินสลายเพราะกลัวว่าจะเสียของ\nผู้สำรวจยังน่าจะพบอีกว่ารัฐบาลของพลเอกประยุทธ์มีอำนาจมากเพราะเป็นหนึ่งเดียวกับ คสช.ที่สำคัญยังได้รับการสนับสนุนอย่างเหนียวแน่นจากกองทัพและองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเช่นศาลและองค์กรอิสระ กองทัพยังเข้าไปควบคุมสื่อมวลชนกระแสหลัก จนการตรวจสอบหรือการสะท้อนการทำงานรวมถึงความโปร่งใสหรือการฉ้อราษฎรบังหลวงของรัฐบาลจากองค์กรเหล่านั้นกลายเป็นเรื่องช่วยประชาสัมพันธ์ไปแทน กระนั้นในเวลา 6 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลกลับแก้ปัญหาหรือออกนโยบายที่แตกต่างจากรัฐบาลชุดก่อนไม่ค่อยได้ ดังจะดูได้จากคะแนนความนิยมของนายกรัฐมนตรีที่ตกลงเรื่อยๆ แต่ภาพพจน์ของรัฐบาลก็ได้รับการช่วยเหลือจากโพลสำรวจความคิดเห็นอยู่เรื่อยๆ  อันเป็นเรื่องน่าสงสัยว่ากลุ่มตัวอย่างที่สำนักโพลเหล่านั้นสำรวจน่าจะเป็นทหารที่อยู่ในค่ายเสียเป็นส่วนใหญ่\nนอกจากนี้ความกระตือรือร้นของรัฐบาลประการหนึ่งในการเรียกร้องให้ส่วนต่างๆ ของสังคมระดมความคิดเห็นผ่านช่องทางต่างๆ ที่ตนได้จัดไว้ให้น่าจะพอให้คะแนนด้านประชาธิปไตยเพิ่มขึ้นมาบ้างแต่ไม่น่าจะมากหากมองในด้านร้ายว่าเป็นแค่การสร้างภาพลวงเพราะการเสนอความคิดเห็นของทุกภาคส่วนไม่ได้รับประกันว่าจะได้รับการตอบสนองจนกลายเป็นรูปธรรมเสมอไป ด้วยผู้ที่มีอำนาจสุดท้ายในการพิจารณาคือคสช.ซึ่งมีอุดมการณ์และความคิดที่มีวาระซ้อนเร้นมาก่อนรัฐประหารเสียด้วยซ้ำ\nสำหรับประชาชนไทยก็ยังมีสิทธิและเสรีภาพอยู่ในการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอยู่บ้างดังจะดูได้จากโซเชียลมีเดียซึ่งมีทั้งสนับสนุนและโจมตีพลเอกประยุทธ์  แต่สื่อออนไลน์จำนวนมากก็ยังถูกควบคุมและเซ็นเซอร์โดยทางการที่อ้างถึงความมั่นคง(บ้างครั้งเพ้อเจ้อถึงขั้นแบนยูทูปของการเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย)   นอกจากนี้การแจกใบปลิวหรือการชุมนุมต่อต้านคสช.และรัฐบาลเป็นสิ่งผิดกฏหมายคือกฎอัยการศึก แม้แต่การแสดงออกเล็กๆ น้อยๆ ทางร่างกายเช่นการชูสามนิ้วก็จะถูกกองทัพนำไปปรับทัศนคติหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือการข่มขู่แบบศรีธนญชัย และยังเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าแม้ปัญญาชนที่ต่อต้านรัฐบาลจะไม่ติดคุกหรือหนีเข้าป่าเหมือนกับยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์และจอมพลถนอม กิติขจร แต่คนเหล่านั้นได้ลี้ภัยไปยังต่างประเทศกันมากเป็นประวัติการณ์ทั้งนี้ไม่นับจำนวนของผู้ประท้วงตัวเล็กตัวน้อยซึ่งถูกจับติดคุก ทรมาณร่างกายหรือว่าหายสาบสูญไป  แม้พวกเขาจะถูกรัฐบาลกล่าวหาว่าเป็นพวกสร้างความแตกแยกหรือรับเงินของอดีตนายกรัฐมนตรี แต่ผู้ทำการสำรวจซึ่งเคยทราบถึงพฤติกรรมเช่นนี้ของรัฐบาลไทยมาตั้งแต่อดีตกาลน่าจะคิดตรงกันข้าม ที่สำคัญหากรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์สามารถผลักดันพรบ.การชุมนุมสาธารณะสำหรับควบคุมการประท้วงจนสำเร็จย่อมทำให้ไทยเสียคะแนนความเป็นประชาธิปไตยไปอีกมาก\nนอกจากนี้กฎหมายอาญามาตรา 112 ยังเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันมาก  พวกอนุรักษ์นิยมเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นสิ่งจำเป็น แต่สำหรับชาวตะวันตกที่ทำการสำรวจกลับเห็นว่าเป็นกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งน่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ไทยอยู่ในอันดับประมาณ 50 กว่ามาหลายปี เมื่อก่อนหน้านี้ ยิ่งในปัจจุบัน คสช.ใช้กฎหมายฉบับนี้เล่นงานปรปักษ์ทางการเมืองเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งได้คะแนนต่ำลงไปอีก\nสำหรับบทบาทของกองทัพนั้น คะแนนประชาธิปไตยด้านนี้ของไทยน่าจะเข้าไปสู่ระดับเดียวกับพม่าภายหลังจากเคยเข้าไปใกล้เมื่อปี 2549  ถือว่าเป็นการถอยหลังของประชาธิปไตยครั้งใหญ่หากเทียบกับประเทศซึ่งกองทัพเคยมีบทบาทอย่างมหาศาลอย่างเช่นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประเทศเหล่านั้นสามารถเข้ามาควบคุมกองทัพได้ แม้แต่เผด็จการอย่างเช่น ลาว เวียดนาม กัมพูชา กองทัพก็อยู่ภายใต้อำนาจของพลเรือนหรือพรรคคอมมิวนิสต์  ที่สำคัญทัศนคติของคนไทยจำนวนมากที่ยังเห็นว่ากองทัพสามารถเข้ามาแทรกแซงการเมืองของพลเรือนและยอมรับให้ผู้นำของกองทัพเข้ามาบริหารบ้านเมือง\nวัฒนธรรมทางการเมืองเช่นนี้ย่อมก่อให้ส่งผลกระทบต่อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นตัวชี้วัดประชาธิปไตยสำคัญอีกตัวหนึ่ง หากเราใช้เกณฑ์คือลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม (Constitutionalism) หรือแนวคิดที่ว่ารัฐธรรมนูญเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จำกัดอำนาจของรัฐบาล ถือได้ว่าคะแนนด้านนี้ของของไทยต่ำมากเพราะไม่ว่าฉบับชั่วคราวของปีนี้หรือฉบับถาวรในปีหน้าที่กำลังถูกร่างโดยเนติบริกรผู้ภักดีต่อรัฐบาลไม่ได้เป็นการสนับสนุนระบบ นิติรัฐเลยหากก็เป็นเพียงแค่การลดอำนาจของอดีตนายกรัฐมนตรีและการเป็นเพิ่มอำนาจให้กับสถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกับการเปิดช่องให้คสช.ใช้อำนาจได้อย่างไม่มีขีดจำกัดมากกว่าจะคำนึงถึงเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน   แน่นอนว่าผู้ร่างย่อมอำพรางโดยการเขียนให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพสูงขึ้นกว่ารัฐธรรมนูญฉบับทั้งปี 40 และปี 50 อันจะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ก็ยังอยู่ภายใต้ความเมตตาจากข้าราชการประจำหรือนักการเมืองที่มาจากการสรรหาไม่ใช่กลุ่มบุคคลที่ประชาชนเป็นคนเลือก\nด้วยปัจจัยดังกล่าวน่าจะทำให้ไทยมีอันดับของการเป็นเผด็จการอยู่ต่ำกว่าพม่า เวียดนาม ลาวเพียงไม่กี่อันดับ\n \nหมายเหตุ\n(1)  เป็นเว็บที่ผู้เขียนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายที่สุดและยังมีรายละเอียดกับเกณฑ์วัดค่อนข้างน่าเชื่อถือ แม้การสำรวจยังมีในปี 2014 แต่ทางเว็บได้บังคับให้การลงทะเบียนออนไลน์จึงจะทราบข้อมูลซึ่งทำให้ผู้เขียนไม่สะดวกที่จะเข้าไปค้น ผู้เขียนยังขอแก้ตัวว่าแม้การเมืองโลกในยุคโลกาภิวัฒน์นั้นมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากแต่สำหรับระบอบประชาธิปไตยของประเทศต่างๆ นั้นหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน (ดังเช่นไทย) อันดับจึงไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงได้มากนัก ผู้เขียนจึงขอชดเชยโดยการเขียนอธิบายรูปแบบทางการเมืองและสถานการณ์ของประชาธิปไตยอันโดดเด่นของประเทศนั้นๆ ประกอบไปด้วยเพื่อเป็นการพยากรณ์ว่าถ้าทำการสำรวจในปี 2015 เหล่าประเทศในอุษาคเนย์ทั้งหลายนี้น่าจะเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน https://portoncv.gov.cv/dhub/porton.por_global.open_file?p_doc_id [1]\n(2)  นายสมหมายได้กล่าวว่าประเทศไทยอาจจะต้องชะลอการเลือกตั้งจนไปถึงปี 2016  อ่านเพิ่มเติมที่ http://www.bbc.com/news/business-30218621 [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: ict", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-1dbb84b65a7f44fdbcbd6021bec50357", "input": "Title: รายงาน : เมื่อญาติน้ำหมึกปรบมือ มกราอำลา 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ถึงคราพญาอินทรีต้องบินไกล! \n Body: หลายคนรับรู้ได้ว่า'รงค์ วงษ์สวรรค์ นั้นมีชีวิตและผลงานโดดเด่น หลากรสหลายเรื่อง และนี่คือบางความรู้สึก บางคำบอกเล่าของญาติน้ำหมึกและผู้เสพงานของเขา ในวาระ ‘มกราอำลา' ตลอดทั้งเดือน ก่อนจะมีงานพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 18 ม.ค. นี้\n \n'รงค์ วงษ์สวรรค์ ศิลปินแห่งชาติ ปี 2538  (ที่มาภาพ:http://www.flickr.com/photos/freemindcard/sets/72157594143593002/)\n \n\n \n“คนเราสูงเท่ากันเสมอบนเตียงนอนและในหลุมศพ” \n \nนั่นเป็นถ้อยคำของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ปี 2538 ที่ได้บันทึกไว้ผ่านตัวหนังสือของเขา บ่งบอกถึงสัจธรรมความจริงแท้ แต่แน่นอนว่า การจากไปของเขาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2552 หลังใช้ชีวิตที่เชียงใหม่มานานกว่า 30 ปี ทำให้สังคมรับรู้ว่า เขาได้ฝากคุณค่า ความหมายแห่งชีวิตอะไรๆ ไว้ในผืนบรรณพิภพนี้อย่างมากมาย เดือนนี้ พ.ศ.นี้ จึงถือเป็น ‘มกราอำลา 'รงค์ วงษ์สวรรค์’ ตลอดทั้งเดือน และจะมีงานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ในวันที่ 18 ม.ค.2553 นี้ ณ สุสานสันกู่เหล็ก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ \n \nเมื่อพูดถึงผลงานของเขา คงไม่สามารถจะนำมาบอกเล่า อธิบายในพื้นที่ตรงนี้ได้หมด แต่หลายคนรับรู้ได้ว่า'รงค์ วงษ์สวรรค์ นั้นมีชีวิตและผลงานโดดเด่น หลากรสหลายเรื่อง และนี่คือบางความรู้สึก บางคำบอกเล่า ของญาติน้ำหมึกและผู้เสพงานของเขา ซึ่งเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงคารวะและอำลา 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เมื่อถึงคราพญาอินทรีแห่งสวนอักษรต้องบินไกล!\n\n\n \n \nคำสิงห์ ศรีนอก หรือ ‘ลาว คำหอม’\n'รงค์ วงษ์สวรรค์ นั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ผมจะไปพูด ความหมายที่ชัดเจนที่สุดคือ รูปธรรมของความเคารพนับถือ ที่นักอ่านให้กับนักเขียน ภาพนี้ชัดเจนมาก ก่อนที่ผมจะมาพูดให้กับคุณ'รงค์นี้ ผมถือว่าเป็นมิตรที่ยาวนานมาก\nผมขอสารภาพว่า ตัวผมเองนั้นเมื่อเปรียบกับ'รงค์ ตัวผมเป็นสามเณรน้อยๆ เมื่อ'รงค์เขียนหนังสือแล้ว ผมเพิ่งจบชั้นมัธยม คิดดูก็แล้วกัน ผมเกิดก่อน'รงค์ 2 ปี เมื่อ'รงค์เขียนหนังสือมีชื่อเสียงแล้ว ผมเพิ่งจบชั้นมัธยมจากบ้านนอก ตลอดเวลายาวนาน ตอนที่มากรุงเทพฯ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เฟื่องฟุ้งในแวดวงหนังสือแล้ว คอลัมน์รำพึงรำพันโดย ลำพู ปรากฏอย่างสง่าผ่าเผยในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ต้อนรับผม เมื่อผมเดินทางจากชนบทเข้าสู่กรุงเทพฯ \nขณะเดียวกัน คงจะเป็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่องยากสำหรับผม การที่จะพูดถึงผู้ยิ่งใหญ่นั้นจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย เพราะความยิ่งใหญ่ของ'รงค์ วงษ์สวรรค์ มองจากด้านไหนก็เห็น มองจากทิศไหนก็เห็น เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ ซึ่งเราได้เห็นแล้ว ความยิ่งใหญ่ที่เป็นของแท้ไม่ใช่ของปลอม\n \nแต่อย่างไรก็ตาม ผมก็มีอีก 2 ประเด็นเล็กๆ ในความยิ่งใหญ่ของ'รงค์ วงษ์สวรรค์ นั้น เป็นความยิ่งใหญ่ที่ทันสมัย ใครก็ตามที่อ่านงานของ'รงค์มาอย่างเกาะติดจะพบว่า สิ่งที่มหัศจรรย์ของ'รงค์ วงษ์สวรรค์ นั้น คือความทันสมัยอย่างนั้น อยู่ได้มายาวนานนัก เป็นความทันสมัยที่ประกอบเพียบพร้อมด้วยความรอบรู้\nคนหนึ่ง อาจินต์ ปัญจพรรค์ [1]เขาบอกกับผมว่า สิ่งที่เราเขียนนั้น เขียนจากผู้รู้จริง เวลาใครจะเขียนถึงอะไรสักอย่างหนึ่ง เขาค้นคว้าจนแน่ใจจึงจะเขียนออกมา ด้วยคุณสมบัติพิเศษที่ทำให้ความรู้เหล่านั้นทำให้ทันสมัย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาถึงทุกวันนี้\n \nงานของ'รงค์ทันสมัยและเต็มไปด้วยสิ่งที่รอบรู้ เป็นความประทับใจของผม\nอีกสิ่งหนึ่ง เป็นตอนท้ายๆ ที่ผมอยากพูดในวันนี้ ผมเองนั้นอาจจะอยู่ในเรื่องหนังสือ ชอบอ่านหนังสือ ชอบเขียนหนังสือบ้าง ที่ให้เกียรติกับทุกคน ประทับใจกับทุกคนที่เขียนหนังสือได้\n \nแต่'รงค์ วงษ์สวรรค์ นั้นพิเศษกว่าใครอื่น ในแง่ที่ทำให้คนเขียนหนังสือนั้นมีศักดิ์ศรี เกือบจะเป็นคนเดียวที่ผมรู้จัก ที่มีชีวิตอยู่กับตัวหนังสือโดยไม่ทำอย่างอื่น เขาอยู่กับตัวหนังสือตลอดมา ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ซึ่งสามารถประกาศสำหรับสังคมไทยเรา ที่จะสามารถจะประกาศอย่างสง่าผ่าเผยว่า เป็นคนเขียนหนังสืออย่างเดียวโดยไม่ทำอย่างอื่น สามารถที่จะดำรงชีวิตอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์มีศรีได้ นี่เป็นสิ่งที่มีความหมายได้\n \nอย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะทันสมัย เขียนหนังสือดีอย่างไร ถ้าไม่มีสื่อการผลิตที่นำไปสู่ผู้อ่านนักเขียนก็อยู่ยาก คนเขียนเก่ง สำนักพิพม์ดี ผู้อ่านที่มีคุณภาพ งานวันนี้เป็นงานที่ประกาศถึงสิ่งที่มีความหมาย\nนั้นคือผมมาพูดเกี่ยวกับพญาอินทรีย์ผู้ยิ่งใหญ่\n \n\n \n\n\n \nแรคำ ประโดยคำ\nจริงๆ ไม่ค่อยรู้จักคุณ'รงค์มากเท่าไหร่ แต่ว่าได้อ่านเอกสารที่เกี่ยวข้องที่คุณ'รงค์สัมภาษณ์ไว้แล้วมันมีอะไรน่าสนใจ คุณ 'รงค์ รับความคิดของเฮมิ่งเวย์มาใช้หลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างจะแนะนำนักเขียนรุ่นใหม่อยู่เสมอก็คือว่า ตื่นเช้าขึ้นมาให้เขียนประโยคแรกที่มันเป็นความจริงที่สุดที่เราเจอ เพราะเมื่อขึ้นจากความจริงได้ มันก็จะสู่สิ่งที่คุ้นเคย แล้วเราก็จะเขียนได้ อันนี้เป็นประเด็นหนึ่ง อีกประเด็นหนึ่ง เขาแนะนำว่าเมื่อเขียนถึงจุดที่เรื่องกำลังดำเนินไปอย่างดี ให้หยุดซะเพราะว่าถ้าเขียนไปจนจบแล้ววันรุ่งขึ้นต้องไปคิดเรื่องใหม่ มันก็จะทำให้ตื่นขึ้นมาแล้วทำอะไรไม่ได้ไปค่อนวัน \n   \n แต่สิ่งที่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ปฏิเสธความคิดเฮมิ่งเวย์ก็คือว่า เฮมิ่งเวย์เคยพูดว่าการทำงานเขียนเป็นงานโดดเดี่ยวมันอยู่กับตัวคนเดียว 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ปฏิเสธว่าไม่เห็นจะโดดเดี่ยวเลย เพราะว่าตัวละครอยู่ในหน้ากระดาษมากมายมหาศาล แล้วก็ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ งานของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ถ้าเราอ่าน เราจะพบว่าหลายเรื่องไม่มีพล็อต เราก็สารภาพว่า เขาเขียนเรื่องผูกพล็อตไม่เป็นอันนี้อาจจะยกเว้นสนิมสร้อย เขาบอกว่าเอามาแก้ที่หลังทำพล็อตขึ้นมา\n \nงานของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ มันจะมีลักษณะตัวละครต้องด้นของมันไปเอง ที่นี้การด้นไปเองคล้ายๆ คนเขียนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวละครจะจูงไปไหน มันจะดึงไปอย่างไร เขาก็เลยมีความสุขกับการทำงานตัวละครตัวนั้น อีกส่วนหนึ่งเราจะพบว่างาน 'รงค์ วงษ์สวรรค์ จะเด่นที่ฉาก ตัวละครกับฉากเป็นจุดสำคัญของงานเขียน 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นสารคดีหรือบันเทิงคดี\n \n\n \n\n\n \nมาลา คำจันทร์\nผมอ่านหนังสือ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ครั้งแรกผมอยู่ ม.ศ. 2 ประมาณปี พ.ศ. 2510 ก็รู้สึกสะดุดลีลาภาษาที่มันไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านชาวช่องแต่เราก็ไม่รู้สึกอย่างครูบาอาจารย์ว่ามันผิดเพราะตอนนั้นเราเด็ก เราคิดว่ามันก็สื่อความหมาย เมื่อโตขึ้นมาหน่อยย้อนคิดไป บางครั้งผมคิดว่าภาษาของคุณ 'รงค์ มีจินตภาพคือ เขียนหนังสือไม่กี่ตัว แต่ทำให้เรามองเห็นภาพอย่างคำพูดที่ว่า ‘เขาเดินออกไปจากกางเกง’ มันเห็นภาพ พอคลายเอวก็เตะโผละออกไปอย่างนั้นแหละ ใช้คำไม่กี่คำก็เห็นภาพ หรืออย่างคำว่าแสบทรวง ผมก็สะดุดจากงานของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ตอนนั้นคิดว่า คุณ 'รงค์ เป็นคนใช้คนแรก แต่เมื่อโตขึ้นมาเรียนถึงรู้ว่ามีในสมุทรโฆษคำฉันท์สมัยอยุธยา บางครั้งผมคิดว่าเราไปเจออะไรที่มันแปลกหูแปลกตา เราคิดว่าคนนั้นคนนี้มาทำให้ภาษาวิบัติ ผมคิดว่ามันคลี่คลายเปลี่ยนแปลงมากขึ้นมาตั้งแต่นมนามแล้ว แต่บางทีเราอาจจะลืมไปจากคลังความจำของเราไป         \n                                                                                 \nที่จำได้อีกอย่างของคุณ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ คือการบรรยายบุคลิกภาพของตัวละคร อย่าง ก้าน มอดอ ในสนิมสร้อย เห็นเป็นตัวเป็นคน หรืออย่างผู้หญิงของก้านมอดอ คนหนึ่ง เขาบอกว่ามีกลิ่นเหมือนกลิ่นกะทิคั้นใหม่ๆ ผมก็ไม่รู้มันเป็นอย่างไร แต่ดูมันมีความแปลกใหม่ มีมิติอะไรบางอย่างที่มันเย้ายวนสำหรับคนอ่านทำให้เราไปค้นหา\n \nอีกจุดหนึ่งมันเป็นเรื่องเคลื่อนไหวในวงการวรรณกรรมไทยก็คือว่า ไม่แน่ใจว่าเป็นคนแรกหรือเปล่าที่ทำบันเทิงคดีให้เหมือนสารคดี แล้วทำสารคดีให้เหมือนบันเทิงคดี เขาเขียนสารคดีแต่ว่าอ่านแล้วมันเหมือนบันเทิงคดี ยกตัวอย่างง่ายๆ เล่มใต้ถุนป่าคอนกรีท มันมีตัวละครอยู่ในนี้ เป็นลักษณะพูดคุยกันไป แต่จริงๆ แล้ว เป็นตัวจริงทั้งหมดเลย เพียงแต่ว่าคนๆ นี้ในชีวิตจริงๆ มันชื่ออะไร เขาก็เปลี่ยนชื่อเป็นตัวละครซะ ที่น่าสังเกตอีกอย่างตัวละครของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ชื่อประหลาดที่สุดในโลก ชื่อจะสั้นบ้าง ยาวบ้าง เป็นลักษณะเฉพาะของเขาเลย ไม่มีใครจะสามารถไปตั้งชื่อละครแบบนี้ เพราะจะรู้ทันทีว่าเลียนแบบ 'รงค์ วงษ์สวรรค์\n \n\n \n\n\n \nนิวัติ กองเพียร\n'รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นนายของภาษา ผมชอบมากนักเขียนคนไทยที่เป็นนายของภาษาสามารถควบคุมภาษาที่เอามาใช้ได้ ผมถือว่านั่นคือนักเขียน ใครก็ตามที่ไม่สามารถควบคุมภาษาที่ตัวเองใช้ได้มัวแต่ไปหลงใหลอยู่กับไวยากรณ์ หรือวรรณคดีเก่าๆ ผมก็หลงใหลวรรณคดีเก่าๆ ผมก็โง่งมอยู่ตรงนั้น ผมไม่สามารถพัฒนาได้อย่าง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ทำ \n   \n สำหรับภาษาของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นภาพไม่ใช่เสียงอย่างที่คุณไพฑูรย์อ่านเมื่อกี้ จะขาดความไพเราะทางเสียงอย่างยิ่ง แต่สำนวนภาษาของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ คือสร้างภาพที่สวยงามด้วยภาษา เป็นจิตรกรรม อิทธิพลอันนี้มาจากฝีมือการถ่ายภาพของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เสียดายมาก ผมไปดูนิทรรศการไม่มีภาพของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ยุคนั้นเลย ผมเคยดูภาพถ่ายขาวดำด้วยกล้องโรไลเฟล็กทวิน กล้องบ็อกซ์สมัยนั้นนักข่าวทุกคนต้องใช้ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ถ่ายพรอตเทตของนักเขียนสมัยก่อน ตั้งแต่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ลงมาเลย\n\n \n\n\n \n\n\n \n \nพระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ ประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์\n \n \nในฐานะที่เป็นผู้หนึ่งที่อ่านงานเขียนของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ มานาน ?\nจำไม่ได้ละเอียดมากนักว่า ได้อ่านงานของ คุณ'รงค์ วงษ์สวรรค์ ตั้งแต่เมื่อไร แต่เข้าใจว่าได้ไปอ่านเจองานคอลัมน์ของคุณ'รงค์ ในสยามรัฐ หรือนิตยสารฟ้าเมืองไทย เล่มใดเล่มหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ พออ่านแล้วรู้สึกสนใจ จึงหางานรวมเล่มของคุณ'รงค์ มาอ่านด้วย ตอนนั้น อาตมายังอยู่ในช่วงวัยทีนเอจ ก็อ่านงานมาเรื่อยๆ อ่านมาจนจบมหาวิทยาลัย แล้วหลังจากนั้นก็ยังตามอ่านอยู่\n \nส่วนใหญ่ที่ชอบและสนใจเป็นพิเศษก็เป็นงานเขียนเกี่ยวกับสารคดี หรือบทความในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ อย่างสารคดีชุดเกี่ยวกับการเดินทางต่างประเทศ หรืองานเขียนประเภทการเสพ การใช้ชีวิตไลฟ์สไตล์ เป็นเรื่องที่ประทับใจ อย่างน้อยก็ในแง่มุมที่เหมือนกับที่เขาเคยพูดว่า เวลาจะไปวิจารณ์ใคร เช่น วิจารณ์นายทุน วิจารณ์ผู้ดี มันก็ต้องเข้าไปใช้ชีวิตแบบผู้ดีดู มันถึงจะวิพากษ์วิจารณ์ผู้ดีได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ก็เป็นแง่มุมที่น่าสนใจ \n \nในความเป็นวัยรุ่น ในความเป็นคนหนุ่ม เขาเขียนถึงการเสพ การบริโภค การใช้ชีวิตของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ก็น่าตื่นตาตื่นใจ อย่างเช่น เขียนถึงการดื่มเหล้าอย่างที่รู้จักเหล้า การเดินทางอย่างที่พร้อมจะเรียนรู้ แม้กระทั่งเรื่องการกินอาหาร ซึ่งประทับใจในคำพูดของเขาที่บอกไว้โดยละเอียดไม่ได้ ประมาณว่า ‘ความอร่อยของอาหาร มันต้องกินด้วยลิ้นของคนชนชาตินั้นๆ คนวัฒนธรรมนั้นๆ’ อันนี้ถ้าเป็นนักเขียนทั่วไปที่รู้จักแบบผิวเผิน ก็จะมักวิพากษ์วิจารณ์อาหารด้วยลิ้นและวัฒนธรรมที่ตนเองคุ้นชิน แต่รงค์ได้เขียนในมุมมองอาหารญี่ปุ่นในมุมมองของคนญี่ปุ่น หรือกินอาหารของฝรั่งหลายๆ ชาติโดยลิ้นและสายตาของคนชาตินั้นๆ \n \nซึ่งเรื่องพวกนี้ เป็นความน่าตื่นตาตื่นใจของคนสมัยนั้น ที่ส่วนใหญ่สนใจในหนังสือของฝ่ายซ้ายมากๆ สนใจเรื่องสังคมนิยม สนใจเรื่องระบอบคอมมิวนิสต์ สนใจเรื่องความไม่เท่าเทียมในสังคม \nแต่รู้สึกว่า รงค์ เป็นคนที่เขียนถึงชีวิตของเศรษฐี ชีวิตของนักการเมือง ชีวิตของผู้ดี นายทุน ได้พอๆ กับที่เขาเขียนถึงชีวิตของชาวไร่ชาวนา เขียนถึงอาหารอร่อยของคนลูกทุ่งก็ได้ ทำให้รู้สึกคนๆ คนนี้มีหัวใจที่เปิดกว้าง และมีอะไรครอบคลุมหลายเรื่อง แม้จะมารับรู้ในภายหลังว่า เขาเป็นนักเสพ นักบริโภค แต่ก็รู้สึกว่าเขาเป็นนักเสพนักบริโภคอย่างมีสติปัญญา ก็ตื่นตาตื่นใจ และทำให้เกิดแรงบันดาลใจหลายๆ อย่าง ทั้งในการอ่าน ในการเขียน ในการใช้ชีวิต \n \nเรียกได้ว่า เป็นนักเขียนคนหนึ่งที่มีผลต่อตนเองในเรื่องวิธีคิด ในเรื่องวิถีชีวิต หรือว่าในเรื่องของการเสพ การบริโภค มีผลอย่างมาก เพราะสมัยที่เป็นฆราวาส เมื่ออ่านงานที่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เขียนถึงเรื่องเหล้า ไม่ว่าจะเป็นไวน์ บรั่นดี แชมเปญ หรือเหล้าโรง 28 ดีกรี ก็ทำให้ตามอ่าน และตามหามาชิม มาลอง โดยวัยหนุ่มก็อยากรู้ รู้สึกเท่ห์ ที่ลูกผู้ชายรู้เรื่องเหล้า อยากลึกซึ้ง ว่ารู้จักไวน์ แชมเปญ บรั่นดี แตกต่างกันอย่างไร ก็มาจากการอ่านงานเขียนของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ก่อนที่จะมีโอกาสชิมลิ้มลองจริงๆ ก็นานหลายปี(หัวเราะ)\n \nเรื่องกามารมณ์ เรื่องมุมมองต่อผู้หญิงของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ก็น่าสนใจ รู้สึกว่า 'รงค์ วงษ์สวรรค์ มองผู้หญิงอย่างเป็นจริง มากกว่านักสังคมสงเคราะห์ มากกว่าเฟมินิสต์ มากกว่านักการศาสนา ในส่วนของงานวรรณกรรม จำพวกเรื่องสั้น นวนิยาย ก็อ่าน เสเพลบอยชาวไร่ ผู้มียี่เกในหัวใจ ซึ่งเป็นงานชุดที่ชอบและประทับใจ \n \n-มองความสัมพันธ์ระหว่างงานเขียนกับตัวตนของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นอย่างไรบ้าง?\nได้ติดตามของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ มาอย่างต่อเนื่อง น่าจะเกินกว่า 30 ปี เพราะอ่านมาตั้งแต่วัยรุ่นอายุ 13-14 ปี แต่ไม่เคยได้พูดคุยกับเขาอย่างเป็นกิจจะลักษณะ แบบคนรู้จักกัน คือพูดง่ายๆ ว่า เราไม่เคยรู้จัก 'รงค์ วงษ์สวรรค์ตัวจริง และ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ก็ไม่ได้รู้จักเรา เคยคุยกันตามงาน คำสองคำ สมัยเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนบ้าง แต่เท่าที่ติดตามงานมาโดยตลอด ก็รับรู้ได้ว่า'รงค์ วงษ์สวรรค์ ได้เปิดเผยตัวตนของเขาผ่านงานเขียนในเชิงไลฟ์สไตล์ ในเชิงการใช้ชีวิตอยู่มาก แต่แน่นอนละว่า ไม่มีใครทีจะเปิดเผยตัวตนของตนได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อมองในแง่ของวัฒนธรรมการอ่านการเขียนแบบตะวันตก นักเขียนก็เป็นมนุษย์ นักเขียนก็มีข้อดีข้อเสีย มีความสมบูรณ์ มีความบกพร่อง แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเขียนทั้งหมดในสิ่งที่ตัวเองเป็น หรือที่ตัวเองคิด ตราบในก็ตามที่มันไม่ได้เป็นการให้ร้ายสังคม ไม่ได้เป็นการให้ร้ายผู้อื่น หรือไม่เป็นการให้ร้ายตัวเอง \n \nก็มองในแง่หนึ่ง ในการใช้ชีวิตอย่างถึงลูกถึงคน ในการเสพ ในการบริโภค จะโดยการอ้างว่าเอามาเขียนหรือเป็นการชอบส่วนตัว ก็ถือว่าเขาได้ใช้ชีวิตเต็มที่ของเขา และเขาก็สามารถเอาแง่มุมการใช้ชีวิตเหล่านั้นมาถ่ายทอด และให้ผู้อ่านตัดสิน ซึ่งตรงนี้ถ้าจำไม่ผิด เหมือนที่'รงค์ วงษ์สวรรค์ เคยเขียนเอาไว้ว่า... ‘นักเขียนไม่ใช่นักบวช ไม่ได้มีหน้าที่เทศนาความดีงามอะไรให้คนอ่านมากมาย’ อันนี้ที่เขาได้เปิดเผยตัวตนของเขาออกมา เพื่อให้มีการเปรียบเทียบ เพื่อให้มีการเรียนรู้ ตรงนี้ถือว่า 'รงค์ วงษ์สวรรค์ จะเป็นคนที่เปิดเผยการใช้ชีวิตของตัวเอง มากกว่านักเขียน นักวิชาการ หรือศิลปินในอีกหลายๆ คน เพราะฉะนั้น เราจึงไม่อยากออกความเห็น ให้คอมเม้นท์ ในเชิงที่ว่า การใช้ชีวิตของเขามันสอดคล้องกับสิ่งที่เขาคิด ในสิ่งที่เขาเขียนหรือไม่ แต่เราเชื่อว่า หลายสิบเปอร์เซ็นต์ในตัวเขา เขาเปิดเผย ผ่านงานเขียน ผ่านการสื่อสารกับสังคม และเป็นคนที่มีความมั่นใจตัวเองเพียงพอ ที่จะแสดงความมีอยู่ของเขาต่อสาธารณะ ซึ่งตรงนี้มันก็ขึ้นอยู่กับคนอ่าน ขึ้นอยู่กับคนที่เกี่ยวข้อง ว่าจะหยิบฉวยอะไรมาใช้    \n \n-ได้รับแรงบันดาลใจจาก รงค์ วงษ์สวรรค์ มาปรับใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง ?\nหลายอย่าง คือถ้าจะพูดจริงๆ แบบไม่ดัดจริตว่าเชียร์คนตาย ว่าในสมัยที่เป็นฆราวาส เราค่อนข้างมั่นใจว่า ท่วงทำนองของ รงค์ วงษ์สวรรค์ สิ่งที่เขาเขียนขึ้นมา เราสัมผัส รู้สึกและรับสารตรงนั้นได้ มันมีผลต่อชีวิตของเราเป็นอย่างมาก เหมือนกับที่บอกแต่แรกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิตแบบผู้ชาย ในความหมายของการกิน การเที่ยว การเกี่ยวข้องกับเพศตรงข้าม หรือท่าที ท่วงทำนอง การวิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้กระทั่งการเขียน แง่มุมที่เขาเขียน ได้สะท้อนว่าเขามองอะไรและถ่ายทอดมาอย่างไร อันนี้เราก็มอง จากที่สังเกตจากเขา ทำให้มีความรู้สึกว่า อยากเอามาเป็น เอามาใช้กับชีวิตตัวเองอยู่พอสมควร\n \nแต่พอมาเป็นพระ มาเป็นนักบวช วิถีชีวิตก็เปลี่ยนไป แต่มันก็ทำให้เห็นอีกแง่มุม คือการมองให้เห็นถึงโทษภัยในบางเรื่อง ในสิ่งที่เป็นอบายมุข มันก็มีกรอบของความเป็นฆราวาส กรอบของผู้ครองเรือนหรือนักบวช แต่มันก็ทำให้เห็นอะไรต่ออะไร เพราะฉะนั้น ในการดำเนินชีวิตก็ตาม ในการเขียนอะไรก็ตาม มันก็แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เขียนนั้น ก็มีอิทธิพลต่อชีวิตของเราได้ มีอิทธิพลต่อทัศนะคติ และการดำเนินชีวิต รวมไปถึงทัศนะในการทำงาน\n \nเพราะฉะนั้น โดยประสบการณ์ของเราที่สัมผัส สัมพันธ์กับคนหลายแวดวง เราจึงค่อนข้างมั่นใจ สัมผัสและรับรู้ได้ว่า เขาคือของจริง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ คือของจริง เป็นตัวจริง คือพูดง่ายๆ ว่า ไม่ได้ดัดจริต ไม่ได้ฉ้อฉลโดยกมลสันดาน แต่เป็นตัวจริง เป็นของจริง เป็นอย่างนั้น เพราะมีหลายๆ คนอยากจะเป็นอย่างนั้น แต่ไม่สามารถอยู่หรือเป็นได้อย่างแท้จริง แต่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เขาสามารถเป็น และมีชีวิตอยู่ หาเลี้ยงครอบครัวได้ มีความสุขตามอัตภาพ และสามารถจะเผื่อแผ่เป็นแบบอย่างให้กับผู้คนได้ ก็ถือได้ว่า เขาเป็นปูชนียบุคคลได้โดยไม่ละอายต่อปากเลย ในแง่ที่ว่าเอามาเป็นแบบอย่าง แต่ก็แน่นอนว่า ขึ้นอยู่กับสติปัญญาของแต่ละคนว่าจะนำเอามาใช้ คัดกรองให้เหมาะสม สอดคล้องกับชีวิตของแต่ละคน เพราะ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ นั้นมีคนเดียว ไม่ใช่จะเป็นสิ่งที่จะก๊อปปี้เป็นรงค์ หลายๆ คน\n \nสรุปคือตัวเขาก็เป็นอย่างที่เขาเป็น ตั้งแต่ต้นจนบั้นปลายของชีวิต. \n \n\n \n\n\n \nสุวิชานนท์ รันตภิมล หรือ หญ้าน้ำ ทุ่งขุนหลวง\n \n \nอา'รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นผู้ใหญ่ที่มีลมหายใจปรารถนาดีให้เด็กๆได้อย่างสนิทใจ เป็นนักฝันที่มีชีวิตให้เห็นตลอดชีวิต สัมผัสได้ทั้งอยู่ให้เห็น และตัวหนังสือ เป็นแบบอย่างของความไร้ระเบียบที่เต็มไปด้วยวินัยความรับผิดชอบ และการจัดวางชีวิตไว้บนความงาม ความดีไม่ขม ละเอียดในชีวิตจริงและตัวหนังสือ ตัวหนังสือของอาเหมือนดนตรี ยามบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีน้อยชิ้น แต่เสียงที่ออกไปเป็นเสียงดนตรีวงใหญ่ จับใจ รื่นรมย์ และข้ามผ่านห้วงทุกข์ได้ \n \nอา'รงค์ ทำให้ผมอยากเขียนหนังสือดีๆ ละเมียดกับการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นดินแดนด้านดี หรือเลวก็ตาม ประณีตและรู้จักมัน เพื่อเข้าใจศิลปะในตัวหนังสือ ซึ่งไม่ใช่สิ่งใดอื่นเลย คือการใช้ชีวิตของเรา ความเข้าใจในสิ่งอื่นๆของเรา ความใจกว้างต่อโลกของเรา\n \n \n \n \n\n \n\n\nวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง\n \nตอนนั้นเป็นเวลาค่ำแล้ว… ข้าพเจ้ากับเพื่อนครูดอยเพิ่งไปถึงสวนทูนอินและได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปที่ชั้นบนของบ้าน เขานั่งอยู่ในห้องโถงกับแมวตัวหนึ่ง มีมวนบุหรี่ที่จุดแล้ววางพาดกับขอบที่เขี่ยบุหรี่ และมีสายออกซิเจนเสียบคารูจมูก พอเห็นเราโผล่ออกไปที่หน้าประตู เขายกมือข้างหนึ่งขึ้นใช้นิ้วชี้้กับนิ้วกลางกวักเรียก เราสองคนเข้าไปนั่งพับเพียบ ฟังเขาเล่าถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงที่กังวาน ทรงพลัง แม้ว่าร่างกายจะถูกคุกคามด้วยโรคร้าย นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้เห็นตัวจริงของ'รงค์ วงษ์สวรรค์ \n \nและต่อมา แม้ข้าพเจ้าจะเคยมีโอกาสได้ไปเยือนสวนทวนอินอยู่อีกบ้าง แต่คิดว่าภาพของเขาที่มองผ่านสายตาตัวเอง ไม่แจ่มชัดกว่าที่รู้เห็นผ่านสายตาคนอื่น ที่รายงานข่าวความเคลื่อนไหวของเขา จากบทสัมภาษณ์ หรือการนำเสนอเรื่องราวชีวิตของเขา \nหรือจากคำเล่าของบางคนอย่างที่ข้าพเจ้ารู้สึกทึ่งและฟังดูน่าตื่นเต้นที่ได้ยินว่าเมื่อคราวที่เขาเดินทางกลับจากอเมริกาคนหนุ่มสาวในกรุงเทพฯไปรับเขากันทั้งเมือง หรือแม้กระทั่งการมองชีวิตเขาจากงานเขียนของเขาเอง ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าอย่างหลังสุดนี้เห็นตัวตนของเขาได้ชัดที่สุด\n \nตอนเขาเสียชีวิตใหม่ๆมีคนบอกว่า'รงค์ วงษ์สวรรค์เป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ในรอบร้อยปี แต่ข้าพเจ้าอยากจะพูดว่า อาจเป็นหลายร้อยปีถึงจะหาคนที่เขียนหนังสือได้อย่างนี้สักคนหนึ่ง\n \nแรงบันดาลใจที่ได้จากงานของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์?\nข้าพเจ้าหัดเขียนหนังสือโดยไม่เคยมีใครช่วยสอนโดยตรงเลยก็ได้งานของ'รงค์ วงษ์สวรรค์ นี่แหละเป็นหนึ่งในแบบเรียนที่ใช้ในการศึกษาเรียนรู้ คงไม่ใช่ในลักษณะของการเอาอย่าง เพราะรู้อยู่ว่าไม่มีใครจะเลียนแบบหรือเทียบเท่าเขาได้ แต่เป็นในแบบของการศึกษาวิธีการ ตั้งแต่การตั้งชื่อเรื่องไปจนตั้งนามปากกา การบรรยายถึงสิ่งใดๆ อย่างกระชับและเห็นภาพ และที่สำคัญ…อ่านงานเขาแล้วจะสิ้นสงสัยเลยว่าทำไมเขาถึงมีแฟนอ่านประจำอย่างมากมายและเหนียวแน่นต่อเนื่องมานับครึ่งศตวรรษ \n \nก็เพราะงานเขียนของเขา ‘สนุก’ อย่างร้ายกาจ ไม่ว่า 'รงค์ วงษ์สวรรค์จะเขียนถึงเรื่องอะไร แม้เรื่องราวนั้นจะเป็นความหดหู่หม่นหมองอย่างไร ไม่ว่าเรื่องคนจนในสลัม ผู้ยากไร้ที่ถูกเอาเปรียบ อาชญากรรม เรื่องเศร้าโศก การทรยศหักหลัง ฯลฯ ถ้าเล่าโดยปลายปากกาของ’รงค์ วงษ์สวรรค์ แล้วเรื่องนั้นไม่ไร้กลิ่นอายของความสนุก ข้าพเจ้าคิดว่าตรงนี้เองที่เป็นหัวใจในงานเขียนของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่นักเขียนใหม่ควรคือเป็นแรงบันดาลใจ เพราะสำหรับงานเขียนแล้ว ความสนุกนี่เองคือสิ่งที่จะยึดครองใจคนอ่าน\n \n \n\n \n\n\n                  \n \n แพร จารุ\n \n'รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นนักเขียนคนหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า นักเขียนต้องทำงานอย่างหนัก โดยที่ไม่ต้องถามว่า คุณทำงานหนักแค่ไหน เพราะตั้งแต่เริ่มอ่านหนังสือก็เห็นงานของรงค์ วงษ์สวรรค์ ปรากฏอยู่ตามหน้าหนังสือเสมอ\n \n'รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นนักเขียนของประเทศนี้ นักเขียนที่ทำงานอย่างหนัก ด้วยความซื่อสัตย์ต่องานและเพื่อดำเนินชีวิตในทางที่ควร\n \n'รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นห่วงและให้กำลังใจนักเขียนคนอื่น ๆ อยู่เสมอ เช่นทุกครั้งที่ฉันได้นั่งลงพูดคุย เขาจะถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ เขียนอะไรอยู่บ้าง และบางครั้งก็ตำหนิเล็กน้อยว่า “ทำไมช่วงนี้ไม่มีงานเขียนออกมาเลย ไม่เห็นเขียนเรื่องสั้นนานแล้ว” (หลังจากตำหนิแบบห่วงใยแล้ว มีให้กำลังใจว่า เราเขียนหนังสือดี)\n \nฉันพูดกับคุณรงค์ด้วยคำพูดเดิม ๆ ว่า “เขียนอยู่ค่ะ แต่ยังไม่ได้พิมพ์ ยังไมได้ส่งไปลงที่ไหน”(ส่งไปแล้วแต่ไม่ได้พิมพ์) \n \nเพื่อนสาวที่อยู่ใกล้ ๆ รีบพูดทันทีหลังจากที่เราเดินทางกลับลงมา\n“ถ้าเป็นเรานะนักเขียนใหญ่เขาห่วงใยเขาพูดขนาดนี้ เราต้องคิดแล้วแหละ และต้องรีบทำงานเลย”\n“เออน่า ทำอยู่ เขียนอยู่”\n \nเมื่อพูดถึงแรงบันดาลใจที่ได้รับจาก 'รงค์ วงษ์สวรรค์\n \nเป็นเรื่องของการดำเนินชีวิตโดยรวมของครอบครัวนักเขียนว่าจะอยู่ได้อย่างไร ครอบครัวนักเขียนที่อยู่กินกับค่าแรงอันเกิดจากเขียนนั้น ฉันคิดว่าต้องใช้พลังและกำลังใจและก้าวผ่านความไม่มั่นใจและความมั่นคง\n \nและฉันพบเห็นจากครอบครัวของรงค์ วงษ์สวรรค์ ว่าต้องอยู่อย่างคนขยันและมีวินัยในการทำงานเป็นอย่างยิ่ง ฉันเห็นคุณรงค์ยังเขียนหนังสืออยู่เสมอแม้ว่าจะป่วย (ในขณะที่มีข่าวป่วย งานของรงค์ก็ยังมีให้อ่านอยู่เสมอ) \n \nแล้วตัวเราที่ยังไม่เจ็บไม่ไข้จะนั่ง ๆ นอน ๆ หายใจไปเปล่า ๆ อยู่ไปวัน ๆ ให้อายุเพิ่มขึ้นเท่านั้น \nฉันเห็นภาพสามีภรรยาที่ได้ดูแลเอาใจใส่กัน ฉันได้ยินเขาพูดถึงภรรยาของเขาอย่างยกย่องและให้เกียรติ วันหนึ่งฉันได้สนทนากับภรรยาของเขา ฉันจำได้ว่า ภรรยาของเขาพูดว่า ขอให้ได้ดูแลกันไปจนตลอด\n \nสรุปก็คือแรงบันดาลใจที่ได้รับจาก 'รงค์ วงษ์สวรรค์ คือแรงบันดาลใจในการมีชีวิตครอบครัวแบบครอบครัวนักเขียน ๆ และการเป็นนักเขียนอาชีพ คุณรงค์พูดเสมอว่า เขียนไปเถอะ หนังสืออะไรก็เขียน อย่าไปคิดว่าหนังสือเล็ก หนังสือใหญ่ \n \nบางครั้งเขาก็พยายามช่วยเหลือโดยแนะนำ เช่นเขียนไปลงเล่มนั้น เล่มนี้เขียน ในหลาย ๆ เล่มที่แนะนำ เราก็ยังไม่ได้เขียน แต่มีเล่มหนึ่งที่คุณรงค์บอกให้เขียนเสมอคือ ต๋วยตูน รวมทั้งแนะนำเจ้าของหนังสือด้วย\n                      \n \n\n \n\n\n \nถนอม ไชยวงษ์แก้ว\n \nตัวตนของเขา ’รงค์ วงษ์สวรรค์\nเท่าที่ผมได้รู้จักและมองเห็น จากมวลอันมหึมาในงานเขียนและตัวตนในชีวิตจริงของเขา เขาคือผู้ชายที่มีตัวตนอยู่สองบุคลิก บุคลิกแรกคือบุคลิกของลูกผู้ชายที่เป็นนักเลงชีวิตผู้แกร่งกร้าว ใจถึง และค่อนข้างดุดัน...\n\nก่อนจะกลับมาสัมผัสตัวจริงของเขา\nอีกนับครั้งไม่ถ้วน ณ บ้านสวนทูนอิน เชียงใหม่ ตราบจนเท่าถึงทุกวันนี้ และอีกบุคลิกหนึ่ง เขาคือศิลปินในความหมายที่เรียกกันว่า ARTIST ที่ละเมียดละไมและประณีต ช่างพิถีพิถันกับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ซับซ้อนกันอยู่ในตัวตนของเขา ผู้ชายเข้มแข็งที่แทบไม่เคยแสดงความอ่อนแอใด ๆ ออกมาให้ใครเห็น แม้ในยามเจ็บป่วยและเจ็บปวด อยู่บนเส้นแบ่งระหว่างชีวิตและความตาย...\n และอีกคุณสมบัติหนึ่งที่ผมมองเห็น\nในความเป็นศิลปินของเขา เป็นจุดเด่นพิเศษในตัวตนของเขา คือความเป็นผู้มีรสนิยมดีเลิศในเรื่องความงาม จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลก... ที่เขาจะเขียนหนังสือออกมา ด้วยภาษาที่งดงามถึงปานนั้น ใช่เพียงแต่งานเขียนเท่านั้น ไม่ว่าเขาจะทำอะไร เขาจะทำออกมาได้งดงามและดูดีไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการปลูกดอกไม้ ต้นไม้ใบหญ้า พืชผักสวนครัว นิวาสสถานที่พำนักพักพิง ภูมิทัศน์ และการมีชีวิตคู่อยู่ร่วมกับคุณสุมาลี วงษ์สวรรค์ อันเป็นที่รักของเขาและลูกเต้า ถ้าคุณอยากมองเห็นภาพรวมทางรสนิยมทั้งหมดนี้ของเขา\n \nคุณจงไปค้นหาหนังสือ พ็อคเก็ตบุ๊ค รายเดือนเล่มหนา ที่ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ กับเพื่อนหนุ่มละแวกถนนเฟื่องนครทำกัน ประมาณเวลาระหว่างปี 2512-2513 จากหอสมุดแห่งชาติมาดู คุณจะมองเห็นหนังสือที่มิใช่สักแต่ว่า - เป็นเพียงแค่หนังสือ แต่ยังเป็นงานศิลปะการสื่อสาร ที่งดงามประณีตทั้งรูปแบบและเนื้อหายุคหนึ่ง ซึ่งยิ่งกาลเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งดูงดงามคลาสสิก ควรค่าแก่การหวงแหนเป็นยิ่งนัก...\nเช่นเดียวกับการพบปะผู้คนในสังคม\nที่พากันไปเยี่ยมเยียนเขาอยู่เป็นเนืองนิตย์ ณ บ้านสวนทูนอิน เขาจะพิถีพิถันในการแต่งตัวให้แลดูดีอยู่เสมอ ทั้งโดยอุปนิสัยส่วนตัวของเขา และการให้เกียรติแขกผู้มาเยือน ก่อนจะปรากฏออกมาพบปะสนทนา กับผู้คนตามเวลานัดหมายที่ยากจะคลาดเคลื่อน !\n \nแรงบันดาลใจที่คุณได้รับจาก 'รงค์ วงษ์สวรรค์\n \n’รงค์ วงษ์สวรรค์ เขาเป็นนักเขียน\n ใช่ - เขาเป็นนักเขียน ที่ผมไม่จำเป็นต้องหยุดคิดทบทวน...และลังเลใจ ที่จะตอบตัวเองว่า นี่คือนักเขียนคนแรกในวัยหนุ่ม ที่ผมได้อ่านงานเขียนของเขาแล้ว ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจอยากจะเขียนหนังสืออย่างรุนแรง ใช่ - ผมชอบงานเขียนของเขา โดยเฉพาะการใช้ภาษาของอารมณ์และความรู้สึก ที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา - อันงดงามเพริศแพร้วราวกับบทกวี สะดุดตาสะดุดใจ และมิอาจมีใครมาตรแม้นมาเหมือน...\nอ๋อ...ใช่\n แน่นอน เขาคือฮีโร่ทางวรรณกรรมคนแรกของผม\n และยังคงเป็นอยู่มิรู้เสื่อมคลาย\n ตราบจนเท่าถึงทุกวันนี้...\n \n\n\n \nมกราคม อำลา ’รงค์ วงษ์สวรรค์ Rong Wong-Savun…One for the Road  \n\n 9-30 มกราคม ที่หอศิลปวัฒนธรรม ถ.นิมมานเหมินท์ จ.เชียงใหม่\n \nเสาร์ที่ 16 มกราคม 2553                                                                                                14.00 น. เสวนา “พินิจวรรณกรรม...สำนวนเพรียวลม ’รงค์ วงษ์สวรรค์” โดย อดุล จันทรศักดิ์ (ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์), สุมิตรา จันทร์เงา นักเขียน คอลัมนิสต์ ฯลฯ\n16.00 น. เสวนา “กว่าจะเป็นภาพประกอบและปกหนังสือของ’รงค์ วงษ์สวรรค์” โดย ช่วง มูลพินิจ ศิลปิน , ทองธัช เทพารักษ์ ผู้ออกแบบปก นักวาดภาพประกอบ, ฯลฯ\n18.00 น. คอนเสิร์ต “’Rong Wong-Savun…Fly To Heaven” โดย โก้ มิสเตอร์แซ็กแมน, ตุ๊ก บราสเซอรี่, ฮาโมนิก้า ซันไรท์ และอื่นๆ อีกมากมาย\n \n อาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2553                                                                                                     14.00 น. เสวนา “จากฮิปปี้ถึงฮิปฮอป...หนังและเพลงในช่วงชีวิต ’รงค์ วงษ์สวรรค์” โดยคอลัมนิสต์ดนตรีชื่อดัง ขุนทอง อสุนี ณ อยุธยา, อารี แท่นคำ ฯลฯ\n16.00 น. เสวนา “อะไรอีกมากมาย...เบื้องหลังการทำหนังสืองานศพของ’รงค์ วงษ์วรรค์” โดย บินหลา สันกาลาคีรี นักเขียนซีไรท์, วรพจน์ พันธุ์พงศ์ เจ้าของผลงานสัมภาษณ์ชิ้นสุดท้าย’รงค์ วงษ์สวรรค์ ฯลฯ\nเสาร์ที่ 23 มกราคม 2553                                                                                                       \n16.00 น. เสวนา “การเดินทางเป็นสายตาของนักเขียน” โดยนักเขียนรุ่นใหม่ เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย, วชิรา, หญ้าน้ำ ทุ่งขุนหลวง, ฯลฯ\n18.00 น. เทศกาลหนังและคลิปวิดีโอ “In The Memory Of ’Rong Wong-Savun” \nเสาร์ที่ 30 มกราคม 2553   \n14.00 น. บรรยาย “ประวัติศาสตร์ในเลนส์กล้องของ’รงค์ วงษ์สวรรค์” โดย มานิต ศรีวานิชภูมิ\n16.00 น. เสวนา “อาหารการกิน...ศิลปะการใช้ชีวิตและความรักของ’รงค์ วงษ์สวรรค์” โดย “มาดามวารินชำราบ” สุมาลี วงษ์สวรรค์ ภรรยา’รงค์ วงษ์สวรรค์, ประมวล เพ็งจันทร์ เจ้าของหนังสือเดินสู่อิสรภาพที่โด่งดัง, คำ ผกา นักเขียนที่คนเชียงใหม่ภาคภูมิใจ ฯลฯ\n18.00 น. มินิฟู้ดแฟร์ปาร์ตี้เคล้าเสียงเพลง เลี้ยงส่ง ’รงค์ วงษ์สวรรค์”\n \n\n \n \nข้อมูลประกอบ :\n-ญาติน้ำหมึก จาก http://www.tuneingarden.com/ [2]\n-บางส่วนจากเรื่อง หรีดอักษราแห่งรักและอาลัย แด่ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ “พ่อมดแห่งภาษากวีมาดวิไล จากบ้านสวนทูนอิน”พิมพ์ครั้งแรก มติชนสุดสัปดาห์ \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-997cabad511a4ae7b52ca0271afac3ff", "input": "Title: วิษณุแจงใช้คำสั่งทางปกครองกับยิ่งลักษณ์ ปมจำนำข้าว ทำตามกฎหมาย \n Body: 12 ต.ค. 2558 จากกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  ให้ทบทวนและยุติการดำเนินการใด ๆ ที่ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล เตรียมออกคำสั่งเพื่อยึดทรัพย์ และชำระหนี้ความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว และ เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเรียกเก็บเงินจำนำข้าวด้วยการฟ้องศาล แทนการออกคำสั่งทางการปกครอง พร้อมทั้งระบุด้วยว่านายกฯ ขณะนี้เป็นประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว ที่ต้องรับผิดชอบในการแก้ปัญหาในเรื่องข้าวในขณะนี้ ซึ่งอาจเห็นแตกต่างกันในเชิงนโยบายและกลไกในการบริหารนโยบายในเรื่องข้าวในอดีต ส่งผลให้ไม่อาจถือว่ารัฐบาลนี้เป็นกลาง แต่ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียด้วย (อ่านรายละเอียด [1])\nโดยสำนักข่าวไทย [2] รายงานว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนเข้าใจว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะให้คนมายื่นหนังสือต่อพล.อ.ประยุทธ์ ในวันที่ 13 ต.ค. ซึ่งนายกรัฐมนตรี อาจจะส่งมาให้ตนดูรายละเอียด จะได้รู้ว่าร้องเรียนอะไร\nรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินคดีทั่วไป รัฐจะเป็นผู้ฟ้องร้อง แต่เนื่องจากมี พระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2539  ที่บัญญัติไว้ว่า หากเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกกล่าวหาว่ากระทำละเมิด และการกระทำนั้นเป็นการประมาทเลินเล่อ ไม่ร้ายแรง ให้ฟ้องร้องหน่วยงาน ไม่ฟ้องร้องตัวบุคคล แต่หากเป็นการกระทำละเมิด และจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ต้องฟ้องที่ตัวบุคคล ไม่ให้ฟ้องรัฐ ซึ่งการดำเนินการออกคำสั่งทางปกครองต้องทำภายในระยะเวลา 2 ปี ซึ่งจะครบกำหนด เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 แต่หากไม่พอใจสามารถยื่นฟ้องศาลปกครองให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวได้\n“วิธีที่รัฐบาลจะดำเนินการเป็นกระบวนการปกติ และประเด็นอยู่ที่กรณีนี้ เข้าข่ายตามกฎหมายหรือไม่ เมื่อมีการรายงานว่าเข้าข่าย เพราะผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำละเมิด และเป็นการกระทำที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ตามที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งเรื่องมา จึงต้องนำไปสู่กระบวนการออกคำสั่งทางปกครอง” นายวิษณุ กล่าว\nส่วนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตั้งข้อสังเกตว่า การออกคำสั่งทางปกครองเป็นการหลีกเลี่ยงการดำเนินการทางศาล เพราะต้องวางเงินประกันศาลนั้น  นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ใช่เป็นการหลีกเลี่ยง แต่รัฐไม่สามารถใช้กระบวนการอื่นได้ เพราะกฎหมายสร้างกระบวนการนี้ไว้ และไม่ใช่มีวิธีเลือกสองทางแล้วมาเลือกทางนี้ แต่ไม่มีวิธีอื่นให้เลือกอีกเลย\n“ประเด็นคือมี 2 กระบวนการสำหรับการดำเนินคดี ซึ่งไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง หากเข้าล็อกอย่างนี้ต้องใช้กระบวนการ ก. คือฟ้องปกติ หากอีกอย่างหนึ่งต้องใช้กระบวนการ ข. คือการใช้กฎหมายความรับผิดทางละเมิด ไม่ใช่เลือกว่า ก.หรือ ข.ก็ได้ การจะใช้กระบวนการ  ก.หรือ ข. หากผู้กระทำผิดกระทำโดยไม่จงใจ ไม่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ต้องใช้กระบวนการ ก. แต่ถ้าจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ต้องใช้กระบวนการ ข.เท่านั้น วันนี้เมื่อ ป.ป.ช.บอกเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ก็ต้องใช้กระบวนการ ข. หากไม่พอใจไปฟ้องศาล ก็มีสิทธิ์จะยกว่าเรื่องนี้ไม่ควรใช้กระบวนการ ข. เพราะไม่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ก็คือต้องเถียงกับป.ป.ช. ไม่ใช่รัฐบาล” นายวิษณุ กล่าว\nเมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องการให้การดำเนินคดีอาญาเสร็จสิ้นก่อน นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ได้ เพราะอายุความมีเพียง 2  ปี หากเลย 2 ปีไปแล้วไม่สามารถออกคำสั่งได้อีก และหากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินออกมาอีกแบบหนึ่ง ก็ไม่เป็นไร หากมีการร้องคัดค้านคำสั่งต่อศาลปกครอง การพิจารณาอาจใช้เวลานาน คำพิพากษาในคดีอาญาออกมาว่าอย่างไร ศาลปกครองก็คงฟัง ไม่ได้ชิงตัดสินอยู่แล้ว\n“รัฐบาลต้องรีบออกคำสั่ง เพราะหากรอคดีอาญาซึ่งไม่รู้ว่าจะกี่ปีแล้วจะทำอย่างไร หากปล่อยให้อายุความขาด รัฐก็จะกลายเป็นจำเลย” นายวิษณุ กล่าว\nเมื่อถามว่า รายงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ที่ส่งมา 1 ชุดแล้ว ชุดที่สองมีการส่งเข้ามาแล้วหรือยัง นายวิษณุ กล่าวว่า ยังไม่มีการยื่นเข้ามา และชุดแรกที่ตนได้รับก่อนหน้านั้น ตนยังไม่ส่งให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่อย่างใด และ ทั้งสองเรื่องไม่สามารถนำมารวมกันได้ ตอนนี้มีเพียงวิธีการคำนวณค่าเสียหายเท่านั้น\nนายวิษณุ ปฏิเสธตอบคำถามกรณีที่เนื้อหาในจดหมายเปิดผนึก ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุว่า \n What is the sentiment in the text for the genre: education", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-714645c4cbcd4c899fb35e17b8865dda", "input": "Title: โรงพิมพ์ในไทยจะงดพิมพ์ นสพ.นิวยอร์กไทมส์ฉบับ 4 ธ.ค. อีกคำรบ \n Body: หนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล นิวยอร์กไทมส์ ฉบับวางจำหน่ายในไทยวันที่ 4 ธ.ค. ถูกโรงพิมพ์ในประเทศปฏิเสธพิมพ์ข่าวอีกเป็นครั้งที่ 2 ในรอบสัปดาห์ โดยเจ้าของโรงพิมพ์ระบุว่ามีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสถาบันเบื้องสูง\n3 ธ.ค. 2558 - หนังสือพิมพ์รายวัน อินเตอร์เนชั่นแนล นิวยอร์กไทมส์ ฉบับวันที่ 4 ธันวาคม เวอร์ชั่นที่พิมพ์จำหน่ายในไทย ถูกโรงพิมพ์ในประเทศปฏิเสธพิมพ์ข่าวอีกเป็นครั้งที่ 2 ในรอบสัปดาห์\nทั้งนี้ ตามรายงานของผู้จัดการออนไลน์ [1] ได้สัมภาษณ์นายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ EPCO เปิดเผยว่า โรงพิมพ์ได้ตรวจสอบพบข่าวฉบับที่จะตีพิมพ์วางจำหน่ายในวัน 4 ธ.ค. มีพาดหัวข่าวและเนื้อหาข่าวที่เป็นประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวข้องกับสถาบันเบื้องสูงจึงสั่งให้งดพิมพ์ข่าวดังกล่าว\nโดยนับตั้งแต่เดือนกันยายนปีนี้ โรงพิมพ์ซึ่งเป็นคู่สัญญาของนิวยอร์กไทมส์ ตัดสินใจไม่พิมพ์หนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล นิวยอร์กไทมส์แล้ว 3 ฉบับ ได้แก่ ฉบับวันที่ 22 ก.ย. 2558, 1 ธ.ค. 2558 และ 4 ธ.ค. 2558ปล่อยพื้นที่ว่างในหน้า 1 และหน้า 6 ของหนังสือพิมพ์ พร้อมข้อความว่า \"บทความซึ่งอยู่ในพื้นที่นี้ถูกนำออกไปโดยผู้พิมพ์ของเราในประเทศไทย  อินเตอร์เนชั่นแนล นิวยอร์กไทมส์ และกองบรรณาธิการไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำออกดังกล่าว\" (อ่านข่าวก่อนหน้านี้) [2]\n\nแฟ้มภาพหนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล นิวยอร์ก ไทมส์ ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม ที่ปล่อยพื้นที่ว่างที่หน้า 1 บริเวณบทรายงานข่าวของโทมัส ฟุลเลอร์ และมีการลงข้อความว่า \"บทความซึ่งอยู่ในพื้นที่นี้ถูกนำออกไปโดยผู้พิมพ์ของเราในประเทศไทย อินเตอร์เนชั่นแนล นิวยอร์กไทมส์ และกองบรรณาธิการไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำออกดังกล่าว\"\nในหนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล นิวยอร์กไทมส์ ฉบับวันที่ 1 ธ.ค. มีบทความของ โทมัส ฟุลเลอร์ เรื่อง \"Thai Economy and Spirits Are Sagging\" ใจความหลักพูดถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยที่กำลังย่ำแย่ นอกจากนั้นเป็นการให้ภาพรวมด้านสถานการณ์ทางการเมืองทั้งการ \"ปรับทัศนคติ\" และแนวคิดซิงเกิลเกตเวย์ รวมถึงกรณีการเสียชีวิตด้วยการ \"ฆ่าตัวตาย\" และ \"ป่วย\" ของผู้ต้องหาสามรายในคดี 112 รวมถึงมีการกล่าวถึงสมาชิกในราชวงศ์\nโดยฉบับที่พิมพ์จำหน่ายในประเทศไทย มีการปล่อยพื้นที่ว่างในหน้า 1 และหน้า 6 ของหนังสือพิมพ์ พร้อมข้อความว่า \"บทความซึ่งอยู่ในพื้นที่นี้ถูกนำออกไปโดยผู้พิมพ์ของเราในประเทศไทย อินเตอร์เนชั่นแนล นิวยอร์กไทมส์ และกองบรรณาธิการไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำออกดังกล่าว\" \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-13b1b9960c7142e5b4a04095c2c69f73", "input": "Title: กก.สิทธิเสนอชะลอเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ช่วยรัฐบาลศึกษาก่อนเซ็น \n Body: ประชาไท - 24 ม.ค.49      คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับสหรัฐที่ดำเนินมา 6 รอบแล้วเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบทั้งใดด้านบวกและลบอย่างครบถ้วน ปรับเปลี่ยนกติกาการเจรจาให้เป็นธรรม เสมอภาค และยกเลิกข้อสัญญาการรักษาคามลับในการเจรจากับสหรัฐที่ไทยถือปฏิบัติมาตั้งแต่รอบ1 เพื่อเปิดเผยข้อเรียกร้องทั้งหมดต่อสาธารณะ แล้วให้ประชาชน รัฐสภามีบทบาทและส่วนร่วมในการเจรจาเต็มที่ \n\n \n\nนอกจากนี้ควรให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการทำเอฟทีเอมีส่วนร่วมตัดสินใจลงนามโดยการออกเสียงประชามติ ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 214 ที่สำคัญ การผูกพันตามสนธิสัญญาจำเป็นต้องผ่าน \"กระบวนการให้สัตยาบรรณ\" โดยต้องไม่กำหนดเวลาในการให้สัตยาบรรณ เพื่อเปิดให้องค์กรรัฐสภา ประชาชน และรัฐบาลมีโอกาสและมีส่วนร่วมในการพิจารณารายละเอียดของข้อตกลงอย่างรอบคอบ \n\n \n\n\"การแสดงเจตนาผูกพันโดยรัฐ ทำได้หลายวิธี ทั้งการลงนาม การให้ความเห็นชอบ การให้สัตยาบรรณ เอฟทีเอฉบับที่แล้วผูกพันโดยการลงนามก็เลยผูกพันทันที ตอนนี้เราเลยเรียกร้องว่าอย่าผูกพันโดยการลงนาม ที่ผ่านมาแม้เราจะดูมากี่ร่าง แต่ก็ไม่ใช่ร่างที่ผูกพันไทย การให้สัตยาบรรณจะทำให้เราดูร่างทั้งหมดได้โดยชอบ\" รศ.ลาวัลย์ ถนัดศิลปะกุล อาจารย์จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชกล่าว\n\n \n\nนอกจากนี้ กสม. ยังได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจติดตามตรวจสอบการทำเอฟทีเอ โดยมีนักวิชาการสาขาต่างๆ เข้าร่วม โดยมีศ.เสน่ห์ จามริก เป็นประธาน เพื่อศึกษารายละเอียดของการเจรจา และศึกษากฎหมายภายในสหรัฐ เพื่อนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะ \n\n \n\nในการแถลงข่าวดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้ซักถามกันมากว่า การแถลงข่าวของคณะกรรมการสิทธิครั้งนี้ช้าเกินไปหรือไม่ เหตุใดจึงไม่ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเหมือนกลุ่มส.ว. ซึ่ง ศ.เสน่ห์ จามริก ประธานกสม.ชี้แจ้งว่า กสม.ไม่มีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ นอกจากต้องส่งผ่านเรื่องไปยังผู้ตรวจการรัฐสภา ที่ผ่านมาส่งไปก็ไม่ได้มีความคืบหน้าใดๆ เช่น ความรุนแรงกรณีท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย\n\n \n\n\"การบังคับจริงๆ อยู่ที่ประชาชน ผมไม่อยากให้ฝากความหวังไว้ที่องค์กรต่างๆ เพียงอย่างเดียว ทำยังไงถึงจะช่วยกันทำให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้มากที่สุด และมีส่วนร่วมมากที่สุด\" ศ.เสน่ห์กล่าว\n\n \n\nรศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานนท์ ประธานหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมในประเด็นสิทธิบัตรยาว่า ที่ผ่านมาสหรัฐจะอ้างว่าไทยทำผิดข้อตกลงทริปส์ มาตรา 39.3 ที่ไม่คุ้มครองความลับการทดลองยา ทั้งๆ ที่สหรัฐเคยฟ้องร้องอาร์เจนตินาว่าผิดมาตรานี้กับดับบลิวทีโอและแพ้ไปแล้ว \n\n \n\nรศ.ดร.จิราพร กล่าวต่อว่า การคุ้มครองความลับการทดลองยาจะมีผลให้บริษัทอื่นๆ ไม่สามารถผลิตยาตัวเดียวกันในราคาต่ำกว่าได้ ซึ่งหากเกิดปัญหาสาธารณสุขขึ้นมาจะลำบากมาก เรื่องนี้เคยมีคนเสนอทางออกว่าให้ทำแบบโมรอคโค ที่มีจดหมายแนบท้ายเอฟทีเอที่ทำกับสหรัฐ แต่ขณะเดียวกันนักวิชาการจำนวนมากก็ระบุว่าจดหมายแนบมีปัญหาสถานะทางกฎหมาย ไม่มีสถานะเทียบเท่าสนธิสัญญา\n\n \n\n\"มีประเทศหนึ่งที่รอดมาได้คือ จอร์แดน ที่เอฟทีเอที่ทำกับสหรัฐเขียนเมหือนกับทริปต์ข้อ 39.3 เหมือนกับลอกมา เราเลยเรียกร้องว่าถึงที่สุดแล้วเอาแบบจอร์แดนได้ไหม แต่ก็ไม่ใช่เอาของเขามาทั้งหมด เพราะศักยภาพต่างๆ ไม่เท่ากัน\" รศ.ดร.จิราพรกล่าว\n\n \n\n \n\nขณะที่หัวหน้าคณะเจราจาเอฟทีเอกับสหรัฐฝ่ายไทยคนใหม่นั้น มีการเก็งกันว่าน่าจะเป็น นายอุตตม สาวนายน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ \n\n \n\nแหล่งข่าวกล่าวว่า ขณะนี้คนที่มีชื่อเป็นตัวเก็งทั้ง 3 คน มีแนวโน้มว่านายปานปรีย์ และนายสุวิทย์จะปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งนี้ โดยนายปานปรีย์เปรยกับคนใกล้ชิดว่ายังมีงานต้องทำอีกมาก ทั้งในตำแหน่งผู้แทนการค้า และประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (อคส.) ขณะที่นายสุวิทย์ ระบุว่าคนที่เหมาะสมน่าจะเป็นนายอุตตม เป็นการกันตัวเองออกในที แต่นายอุตตมยังไม่ได้แสดงการยอมรับหรือปฏิเสธใดๆ ออกมา บอกเดียวเพียงว่าเป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชาที่จะเห็นควร\n\n \n\nขณะที่ในวันที่ 24 ม.ค.จะมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อประกอบการพิจารณาของรัฐบาล โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานกล่าวเปิดงาน หลังจากนั้นในวันที่ 25 ม.ค. ที่กระทรวงการต่างประเทศพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ที่กระทรวงต่างประเทศ เพื่อหารือเกี่ยวกับผลการเจรจาเอฟทีเอ ที่จ.เชียงใหม่ และสรุปเป็นความเห็นเบื้องต้น\n\n \n\nในวันที่ 26 ม.ค. เวลา 09.30-12.00 น. ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์\n\nพรรคชาติไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดเสวนาสาธารณะเรื่อง \"การเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี(FTA) ไทย-อเมริกา ใครได้ ใครเสีย\" เพื่อระดมความเห็นจากทุกฝ่าย โดยหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน 3 พรรคจะไปร่วมด้วย นักวิชาการ ตัวแทนภาครัฐ และผู้แทนสถานทูตสหรัฐ \n\n \n\nจากนั้นในวันที่ 2 ก.พ.นี้ เวลา 13.00 น.ที่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะมีการจัดสัมมนา โฟกัสกรุ๊ป โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ มาสัมมนาด้วย รวมทั้งประเมินผลของข้อตกลงที่เกิดขึ้นแล้วบางส่วน หรือความเข้าใจ หรือความตกลงบางส่วนที่เกิดขึ้นในการเจรจาเอฟทีเอที่จ.เชียงใหม่ ซึ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 13ม.ค.ที่ผ่านมา ว่า มีประเด็น และมีสาระ มีสิ่งที่ควรเตรียมแนวทาง และหาทางออกอย่างไร ก่อนจัดทำข้อเสนอได้อย่างดีให้แก่ครม. \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-422b578ebc514d6dac46d436ae7fe491", "input": "Title: ‘ผู้ซับน้ำตา’สารคดีชีวิต คือจิ๊กซอว์สันติภาพ-บทวิจารณ์งาน‘สื่อ-สาร’ \n Body: เครือข่ายผู้หญิงชายแดนใต้ ฉายภาพซ้ำสารคดี “ชีวิต ณ ที่เกิดเหตุ” ตอน “ผู้ซับน้ำตา” คณบดีวิทยาการสื่อสารม.อ.ปัตตานี ระบุแม้ไม่ได้ฉายภาพรวมทั้งหมด แต่มันคือจิ๊กซอว์ของสันติภาพ พร้อมกับวิจารณ์การทำงานของสื่อและสาร \n\n\n... เมื่อเขาประโคมข่าวว่าร้ายคนมุสลิมใน 3 จังหวัด ถามว่าคุณรู้ไหมว่าความจริงเป็นอย่างไร...สื่อนำเสนอออกไปแต่ละครั้งว่านี่คือผู้ก่อการร้าย ถามว่าสุดท้ายเขาไม่ผิด แต่ก็ไม่มีใครบอกว่าเขาไม่ผิด สื่อมาติดตามไหม ศักดิ์ศรีของเขาได้คืนไหม...\nเป็นคำพูดส่วนหนึ่ง(ที่ฉะฉาน) ของ “คำนึง ชำนาญกิจ” อดีตผู้ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายอันเนื่องมาจากปัญหาความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ที่พูดผ่านสารคดี ชื่อ “ผู้ซับน้ำตา” ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เมื่อวันศุกร์ ที่ 12 กรกฎาคม 2556 เวลา 20.20 – 21.15 น. ที่ผ่านมา\nเป็นสารคดี 1 ใน 6 ตอนของสารคดีชุด “ชีวิต ณ ที่เกิดเหตุ” ที่ถูกนำมาฉายซ้ำโดยเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2556 ที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี เพื่อให้ผู้ร่วมชมวิจารณ์\n \n‘คำนึง ชำนาญกิจ’ คนต้นเรื่องผู้ซับน้ำตา\nสารคดี “ผู้ซับน้ำตา” เป็นการฉายภาพชีวิตของ “คำนึง ชำนาญกิจ” อดีตผู้ได้รับผลอันเนื่องมาจากสามีและลูกชายที่ถูกดำเนินคดีความมั่นคง เธอต้องหมดเนื้อหมดตัวและถึงกับต้องขายบ้านเพื่อเอาเงินมาต่อสู้คดีให้สามีกับลูกชาย\nซ้ำยังถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นครอบครัวโจร..... กระทั่งสุดท้ายก็ถูกศาลพิพากษาให้พ้นผิด\nปัจจุบันคำนึง ชำนาญกิจ เป็นผู้ขับเคลื่อนเรื่องการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบรายอื่นๆ ที่เป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกัน\nจากอดีตเหยื่อสู่การเป็นผู้ซับน้ำตา คือหัวใจของสารคดีตอนนี้ โดยฉายให้เห็นภาพความแข็งแกร่งของผู้หญิงคนหนึ่งที่สามารถข้ามผ่านความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิต\nกระทั่งสามีกับลูกชายของเธอถูกตัดสินให้พ้นผิด และเธอเองก็สามารถช่วยเหลือคนอื่นต่อไปได้ด้วยในตอนนี้ ทั้งพี่น้องคนพุทธและคนมุสลิม\nคำนึง ชำนาญกิจ หรือที่คนรู้จักกันเรียกว่า “ก๊ะคำนึง” ผู้ที่ถูกถ่ายทอดผ่านสารคดีตอนนี้ เล่าว่า ที่จริงในสารคดีเรื่องนี้อยากจะสะท้อนให้เห็นความเป็นพี่น้องระหว่างคนไทยพุทธและมุสลิมในจังหวัดเดียวกัน แต่ช่วงเวลาถ่ายทำค่อนข้างมีอุปสรรคมาก จึงทำให้ไม่สามารถถ่ายความเป็นพี่น้องดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์\n“เช่น ในหมู่บ้านต้นแบบที่อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ในแง่ความไม่แตกแยกทางศาสนา ที่ทั้งของคนไทยพุทธและมุสลิมอยู่กันอย่างปกติสุข”\nเธอบอกว่า สารคดีเรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวของตนเองบางส่วนเท่านั้น บางฉากบางตอนถูกตัดออก เนื่องจากเราต้องการนำเสนอสิ่งที่ดี ที่เป็นการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อลดความขัดแย้ง ไม่ต้องการสะท้อนความรุนแรง\n“ผลกระทบที่เกิดขึ้น เราพยายามเยียวยาตนเองพร้อมกับการเยียวยาคนอื่นด้วย ไม่ว่าจะพี่น้องพุทธหรือมุสลิม หรือผู้กระทบด้านจากเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราช่วยเหลือทั้งหมด เพียงแต่ย้ำว่าขอให้อดทนและเข้มแข็ง”\nก๊ะคำนึง เล่าต่อไปว่า ผู้ที่ชมสารคดีบางส่วนได้สะท้อนมุมมองทางเฟสบุ๊คส่วนใหญ่เป็นคนไทยพุทธที่ให้กำลังใจ เนื่องจากเราเปลี่ยนศาสนาจากพุทธมานับถือศาสนาอิสลาม ทุกคนบอกให้เราสู้ต่อไปและให้อดทนจนถึงที่สุด\n“การสะท้อนจุดนี้ใช่เพียงแค่เราได้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่ดี หากแต่เรายังสามารถช่วยเหลือผู้อื่นที่เจอสถานการณ์ย่ำแย่กว่าเรา เราพยายามผลักดันให้บุคคลเหล่านั้นได้รับการเยียวยาที่ดีที่สุด แม้เราไม่สามารถเอาชีวิตที่สูญเสียเหล่านั้นกลับมาได้ แต่ให้พวกเขามีความรู้สึกว่า ไม่มีใครทอดทิ้งเขา”\nก๊ะคำนึง บอกว่า หลังจากนี้ ตนเองและเครือข่ายผู้หญิงฯ จะช่วยเหลือดูแลผู้ได้รับผลกระทบต่อไปเรื่อยๆ หากยังมีกำลังอยู่ โดยไม่เลือกว่าใครอยู่ฝ่ายไหน และจะต่อสู้กับความจริงอย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้ตนเองและผู้อื่นต่อไป\n \nคือจิ๊กซอว์สันติภาพ บทวิจารณ์การทำงานของสื่อ-สาร\nรศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี ซึ่งเป้นหนึ่งในผู้วิจารณ์สารคดีเรื่องนี้ กล่าวว่า ภาพรวมของเนื้อหาสารคดีเป็นเพียงภาพตัวต่อในจิ๊กซอว์ ซึ่งเป็นภาพเล็กๆที่รอการต่อเติม ไม่สามารถนำเสนอทุกแง่มุมในคราวเดียวกันได้\n“การนำเสนอเรื่องราวในแง่ๆ หนึ่งจะมีทุกเรื่องอยู่ในนั้น ทั้งแง่มุมเชิงบวก และลบ แต่ผลกระทบต่อคนกลุ่มนี้หรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้มีใครบ้าง นั่นคือ อุดมคติของการทำงานด้านการสื่อสาร แต่ในความเป็นจริงเราไม่สามารถทำแบบนั้นได้อย่างสมบูรณ์ ฉะนั้น การนำเสนอของแต่ละภาคส่วนของภาพใหญ่ทั้งหมด จึงเป็นอีกกลไกหนึ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง”\n“ในฐานะสื่อ เราคาดหวังว่าสังคมผู้รับสารสามารถสะสมประสบการณ์จากเนื้อหาเหล่านี้ แล้วนำไปใช้ประโยชน์ได้ในตัวเอง”\nรศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าวว่า จุดเด่นของการนำเสนอสารคดีนี้ เป็นการนำเสนอของคนที่ธรรมชาติถูกสร้างมาให้เสียเปรียบในสังคม เช่น คนแก่ ผู้หญิง เด็ก ฯลฯ\n“ในแง่ของการสื่อสารเชิงสันติภาพการที่สื่อมีบทบาทในการนำเสนอคนที่เสียเปรียบเหล่านี้ เป็นบทบาทอย่างหนึ่งที่สื่อสันติภาพต้องดึงความเสียเปรียบเหล่านี้มานำเสนอให้เท่าเทียมกับผู้ได้เปรียบในสังคม ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นปกครอง หรือผู้นำที่เป็นผู้ชาย ถือเป็นการเปิดพื้นที่ในสื่อมากขึ้น” รศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าว\nรศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าวว่า การพยายามเดินภาพให้มีการเดินเรื่อง เห็นจากการนำเสนอเรื่องราวของก๊ะคำนึงนั้น ไม่ใช่เพียงการนำเสนอเรื่องราวของเขาเพียงอย่างเดียว แต่นั่นเป็นภาพสะท้อนของผู้เสียเปรียบในสังคมที่เป็นตัวตนสะท้อนตัวแทนของคนอื่นอีกหลายคนที่สามารถก้าวข้ามความยากลำบากไปได้ จากการเป็นเหยื่อไปสู่การเป็นผู้เยียวยาคนอื่นได้อย่างไร\nรศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าวว่า คุณประโยชน์ต่อการนำเสนอเรื่องราวของก๊ะคำนึง คือการสร้างแรงบันดาลใจและให้กำลังใจเขาได้ว่า ชีวิตยังมีทางออกอื่นที่ยังดำเนินต่อไปได้\n“เนื้อหาในภาพรวมของสารคดี เรื่องนี้เป็นการเพิ่มพื้นที่สำหรับคนที่มีเสียงเบาในสังคมให้มีเสียงมากขึ้น ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญในการเป็นสื่อเพื่อสันติภาพ หรือเป็นการสื่อสารที่ช่วยคลี่คลายความขัดแย้ง และเป็นเรื่องราวผลกระทบที่แฝงเร้น ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เป็นผลกระทบในเชิงสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิตที่กระทบถึงจิตใจ ซึ่งสื่อกระแสหลักยังไม่หยิบยกมานำเสนอ เนื่องจากเรื่องราวเหล่านี้ต้องใช้เวลาและพื้นที่ในการอธิบายค่อนข้างมากและต้องลงทุนสูงในการผลิตเพื่อนำเสนอผลกระทบเหล่านี้ให้เข้าใจกันและดึงดูดผู้ชมได้” รศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าว\nรศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าวว่า สภาพระบบสังคมเปลี่ยนไปในยุคนี้ ทำให้การบริการผู้รับสื่อโดยใช้เวลานานเป็นไปได้ยาก จึงเป็นผลพวงอย่างหนึ่งที่สื่อกระแสหลักไม่นำเสนอ\n“ส่วนการใช้ภาษาและถ่วงทำนองในหลักการนำเสนอสารคดีเรื่องนี้ ในมุมมองสันติภาพ มีการใช้ภาษาโดยไม่เน้นการเร้าอารมณ์ แต่ใช้ภาพในการเดินเรื่องราวต่างๆได้” รศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าว\n“สารคดีเรื่องนี้ ใช้กลวิธีในการผูกเรื่องให้เห็นถึงความยากลำบาก ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาที่สะท้อนให้เห็นถึงความอคติ และชักจูงให้เชื่อในสิ่งที่ทำ สังคมจึงควรตระหนักในปัญหาตรงนี้ ฉะนั้นควรเป็นการนำเสนอที่ไม่เกิดจากความน่าสงสาร แต่เป็นการหาทางออกและแก้ไขร่วมกัน” รศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าว\nรศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าวว่า คนที่ทำงานด้านการสื่อสารเพื่อสันติภาพต้องตระหนักถึงเป้าหมายที่จะทำให้เกิดสันติภาพในสังคม ฉะนั้นกระบวนการออกแบบ “สาร-สื่อ” ในการนำเสนอโดยการเรียบเรียงก่อนหลังต้องมีความชัดเจน โดยสามารถเชื่อมโยงความเข้าใจข้อมูลที่นำเสนอแล้วไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ควรปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอใหม่ให้สามารถตอบโจทย์สุดท้ายที่นักสื่อสารต้องการ\n“การนำเสนอสารคดีเพียงไม่กี่ตอน อาจยังไม่ทำให้คนได้ตระหนักถึงปัญหาได้เท่าที่ควร เป็นเพียงการเปิดพื้นที่ของคนใน 3 จังหวัด แต่แสดงให้เห็นถึงความหวังในการเกิดผลในเชิงปฏิบัติต่อไปในอนาคต” รศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าวทิ้งท้าย\n \nภาพสะท้อนกระบวนการยุติธรรม\nขณะที่ผู้วิจารณ์คนอื่นๆ อย่างเช่น นางโซรยา จามจุรี จากเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ วิจารณ์ว่า สารคดีเรื่องนี้จึงเป็นเสียงสะท้อนของสตรีคนหนึ่งที่ต้องการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของคนในครอบครัว แต่ยังไม่สะท้อนให้เห็นความบริสุทธิ์ของสามีกับลูกชายก๊ะคำนึงขณะถูกจองจำ ทั้งที่ก๊ะคำนึงได้ร้องเรียนไปยังหลายหน่วยงาน และต่อสู้เพียงลำพัง เพราะตอนนั้นเธอยังไม่เข้ามาอยู่ในเครือข่ายฯ สารคดีจึงน่าจะถ่ายทอดส่วนนี้ด้วย\nนางโซรยา กล่าวว่า ดังนั้น สารคดีเรื่องนี้จึงยังไม่ใช่ชีวิตของก๊ะคำนึง เพราะบางเรื่องไม่สามารถนำเสนอได้ เพราะเป็นชีวิตที่สุดโต่ง ไม่ผ่านการปรุงแต่ง คือผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ ซึ่งยังมีผู้ได้รับผลกระทบเช่นนี้อีกจำนวนมากในพื้นที่ที่ยังไม่ได้ถูกนำเสนอผ่านสื่อให้คนทั้งประเทศได้รับรู้และเข้าใจ\n“เราจะเห็นบทบาทผู้หญิงที่เป็นแม่เป็นปากเป็นเสียงให้ลูกชาย ภรรยาเป็นปากเป็นเสียงให้สามีในการเรียกร้องความยุติธรรม เนื่องจากผู้ชายเมื่อลุกขึ้นมาทำตรงนี้อาจตกเป็นเป้าหมายที่จะถูกร้ายได้ ผู้หญิงจึงเป็นเสียงที่เรียกความเห็นใจได้มากกว่าผู้ชาย คือพลังเสียงของผู้ได้รับผลกระทบที่เป็นผู้หญิง” นางโซรยา กล่าว\n \nปรับกระบวนทัศน์เชิงอำนาจทางกฎหมาย\nนายกิตติ สุระคำแหง ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานยุติธรรม ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) วิจารณ์ว่า คดีของก๊ะคำนึงเหมือนกับคดีเชอรี่แอน ดันแคน เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ที่คนที่ตกเป็นเหยื่อได้นำประสบการณ์จากคดีมาช่วยเหลือคนอื่น จนทำให้เกิดการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมครั้งใหญ่ นำไปสู่การปรับกระบวนการทัศน์ใหม่ในกระบวนการยุติธรรมถึง 10 กระบวนทัศน์\n“การปรับกระบวนทัศน์ที่สำคัญ คือ การปรับเปลี่ยนทัศนคติของบุคลากรของรัฐและทัศนคติเชิงอำนาจในกระบวนการยุติธรรม เชื่อว่าก๊ะคำนึงเป็นหนึ่งในการปรับกระบวนทัศน์ในกระบวนการยุติธรรม”\nนายกิตติ กล่าวว่า สิ่งที่ก๊ะคำนึงต้องการสะท้อนในสารคดีชุดนี้ คือ การทบทวนและปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการเริ่มกฎหมายกระบวนการยุติธรรม ซึ่งการให้อำนาจมากมายในทางกฎหมายทำให้เกิดกระบวนทัศน์เชิงอำนาจ\n“กฎหมายทุกฉบับเกิดขึ้นมาเพื่อต้องการรักษาความสงบเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ต้องรักษากฎหมายในเชิงบริการ การจับคนร้ายหนึ่งคน คือ ความปลอดภัยของคนอีกนับหมื่นนับพันคน แต่ทุกวันนี้คนที่มีอาวุธถือว่าตนเองมีอำนาจ ไม่ได้มองว่าเป็นการบริการ เพราะฉะนั้น ต้องสร้างสมดุลในหลักรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์” นายกิตติ กล่าว\nนายกิตติ กล่าวว่า สิ่งที่ก๊ะคำนึงสะท้อนเป็นผลดีทั้งสิ้นในเชิงของการทบทวน และการสร้างภาพของความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-e41be4e27e604463bae377a3824d3242", "input": "Title: ถกร่าง พ.ร.บ.สัญชาติฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.... \n Body: ประชาไท - 18 ก.ค. 50 เมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมจามจุรี บ้านธารแก้ว อ. เมือง จ. เชียงใหม่ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) และศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง (ศปส.) ร่วมกันจัดเวทีประชุมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อร่างแก้ไขพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ....เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะต่อร่างแก้ไขพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.... ฉบับดังกล่าว ในที่ประชุมเพื่อพิจารณาโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวันที่ 18 ก.ค.นี้\n\n \n\nนับจากปี พ.ศ. 2456 ที่ประเทศไทยบังคับใช้กฎหมายสัญชาติฉบับแรก คือ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2456 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายสัญชาติหลายครั้งด้วยกัน ได้แก่ ปีพ.ศ.2495 โดยมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2495 กฎหมายสัญชาติฉบับนี้ได้ถูกแก้ไขเพิ่มเติม โดยพ.ร.บ.สัญชาติ ฉบับที่ 2 ในปีพ.ศ. 2496, ฉบับที่ 3 ในปีพ.ศ.2499 และฉบับที่ 4 ปีพ.ศ. 2503 หลังจากนั้น ในปีพ.ศ. 2508 พ.ร.บ.สัญชาติฉบับปีพ.ศ. 2495 ก็ถูกยกเลิกด้วย พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 \n\n \n\nและกฎหมายสัญชาติฉบับปีพ.ศ.2508 นี้ ถูกแก้ไขเพิ่มเติม 3 ครั้ง คือ ครั้งแรกโดยประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515, ครั้งที่ 2 โดยพ.ร.บ.สัญชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2535 และโดยฉบับที่ 3 พ.ศ.2535\n\n \n\nกล่าวได้ว่า แต่ละครั้งที่กฎหมายสัญชาติถูกแก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกโดยกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ ล้วนส่งผลต่อสถานะบุคคลของบุคคลที่เกิด ปรากฎตัวและอาศัยอยู่ในดินแดนรัฐไทยทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากบุคคลนั้นถูกพิจารณาโดยกฎหมายว่าเป็นคนต่างด้าว และยิ่งไปกว่านั้น หากคนต่างด้าวนั้นถูกพิจารณาโดยกฎหมายว่าเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย\n\n \n\nแม้ว่าตามหลักกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ จะยอมรับว่า รัฐเจ้าของดินแดนมีอำนาจโดยอิสระในการกำหนดสัญชาติให้แก่บุคคลที่เกิดและปรากฎตัวภายในดินแดน ภายใต้หลักเขตอำนาจภายในของรัฐ (Domestic Jurisdiction) หากแต่คนไร้สัญชาติ รวมถึงคนไร้รัฐที่ปรากฎตัวขึ้นในดินแดนของรัฐไทย และการขยายตัวของจำนวนของคนกลุ่มนี้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่ปรากฎตัวอยู่ในรัฐไทย ทำให้การตั้งคำถามต่อกฎหมายและนโยบายของรัฐไทยเป็นสิ่งจำเป็น แม้จะเป็นข้อความจริงที่ว่า มีสาเหตุหลายประการที่นำไปสู่สถานการณ์คนไร้สัญชาติ ไร้รัฐ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในระดับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ปัญหาจากตัวประชาชนหรือบุคคลเอง ปัญหาในเชิงนโยบาย แต่แน่นอนว่าสาเหตุหนึ่งนั้นย่อมต้องเกิดจากปัญหาจากตัวกฎหมายสัญชาติเองด้วย\n\n \n\nในปี 2550 สังคมไทยกำลังอยู่ระหว่างทางของการแก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายสัญชาติฉบับปี 2508 อีกครั้ง สืบเนื่องจากการยกร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. …. เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2550 โดยที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขการไร้สถานะทางกฎหมายและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ\n\n \n\nร่างแก้ไขพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.... ฉบับดังกล่าว ได้รับการเสนอแนะเพิ่มเติมโดย ศาสตราจารย์ มีชัย ฤชุพันธุ์ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2550 และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขการไร้สถานะทางกฎหมายและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2550 และเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2550 \n\n \n\nและล่าสุด จะมีการนำร่างแก้ไขพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.... ฉบับดังกล่าวเข้าที่ประชุมเพื่อพิจารณาโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวันที่ 18 ก.ค.นี้อีกครั้ง\n\n \n\nถก ม.7 ทวิ เสนอให้เด็กที่เกิดในไทย ให้ได้สัญชาติไทย (หลักดินแดน) โดยอัตโนมัติ\n\nในเวทีหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้มีการหยิบแต่ละมาตรามาถกกัน ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจ เช่นมาตรา 7 ทวิ ที่ใน มาตรา 7 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยโดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ย่อมไม่ได้สัญชาติไทย ถ้าในขณะที่เกิด บิดาตามกฎหมายหรือบิดาซึ่งมิได้มีการสมรสกับมารดาหรือมารดาของผู้เกิด\n\n \n\nซึ่งในมติที่ประชุม เสนอให้เด็กที่เกิดในไทย ให้ได้สัญชาติไทย โดยถือหลักดินแดน เนื่องจากเห็นว่า เด็กมีสิทธิได้สัญชาติ ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และปฏิญญาสากลขององค์การสหประชาชาติ ที่ประเทศไทยได้ลงนามเอาไว้ แต่กรณีที่ไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติเด็กได้ ให้เด็กคนนั้นได้รับสัญชาติไทย โดยให้มีการเจรจาระหว่างรัฐในแง่หลักการของกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ\n\n \n\nนายสมชาย หอมละออ กล่าวว่า เราขอเสนอให้เด็กที่เกิดในไทย ต้องได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมาย ไม่ว่าเด็กที่เกิดในเมืองไทยหรือเข้ามาในเมืองไทย รัฐบาลไทยจะต้องพิจารณาให้เด็กมีสัญชาติไทยได้ \n\n \n\n\"เพราะว่าบุคคลจะอยู่โดยไม่มีสัญชาตินั้นเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น ในกรณีที่มีเด็กไร้สัญชาติที่บิดามารดามาจากประเทศพม่า รัฐบาลไทยจะต้องมีการเจรจาหาข้อตกลงร่วมกับรัฐบาลพม่าเพื่อหาทางแก้ไขปัญหานี้\"\n\n \n\nนายสุมิตรชัย หัตถสาร ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชน กล่าวว่า จริงๆ แล้ว ประเทศไทยเราไปลงนามสนธิสัญญาทั้งกติการะหว่างประเทศ และปฏิญญาสากลขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งตามหลักสากล เด็กที่เกิดในไทย จะต้องได้รับสัญชาติไทย แต่รัฐบาลไทยไม่ได้มีการปฏิบัติตามหลักปฏิญญาสากลใดๆ เลย ดังนั้น ทำอย่างไรถึงจะเพิ่มสิทธิให้แก่เด็กที่เกิดและมีชีวิตอยู่ในเมืองไทย สามารถขอสัญชาติไทยได้ \n\n \n\n \n\nเสนอตัดตัวแทน ก.กลาโหม-อัยการ เพิ่มภาคประชาชนในคณะกก.กลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติ\n\nในเวทีหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อร่างแก้ไขพ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ 4) พ.ศ....ฉบับดังกล่าว ยังได้มีการพูดถึงประเด็น มาตรา 25 เรื่อง คณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติ ซึ่งในร่างแก้ไขพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ....ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขการไร้สถานะทางกฎหมายและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้เสนอไว้ คือ\n\n \n\nให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกรรมการ  ปลัดกระทรวงกลาโหมหรือผู้แทน  ปลัดกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทน ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือผู้แทน  ปลัดกระทรวงยุติธรรมหรือผู้แทน  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้แทน เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือผู้แทน  อัยการสูงสุดหรือผู้แทน ผู้แทนที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแต่งตั้งจำนวน 1 คน ผู้แทนองค์กรเอกชนที่ทำงานด้านสัญชาติ ซึ่งมาจากการคัดเลือกกันเองจำนวนสามคนและผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และสังคมวิทยา มานุษยวิทยาที่มีประสบการณ์การทำงานด้านสัญชาติเป็นที่ประจักษ์ ที่มาจากการคัดเลือกกันเอง ด้านละหนึ่งคนเป็นกรรมการ และอธิบดีกรมการปกครองเป็นกรรมการและเลขานุการ นั้น\n\n \n\nในที่ประชุมฯ ได้มีข้อเสนอสัดส่วนของคณะกรรมการฯ จากเดิมภาครัฐ 9 คน ภาคประชาชนและผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน เปลี่ยนเป็น ภาคประชาชนและผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน และภาครัฐ 7 คน โดยมีการเสนอให้ปรับตัวแทนจากกระทรวงกลาโหม เปลี่ยนเป็นตัวแทนของกระทรวงศึกษาธิการหรือสาธารณสุข แทน นอกจากนั้น ยังเสนอให้เอาอัยการออก แล้วเพิ่มตัวแทนภาคประชาชนสังคมเข้าไปแทน เนื่องจากเห็นว่าคณะกรรมชุดนี้ มีตัวแทนจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)อยู่แล้ว\n\n \n\nโดยให้มีวาระการทำงาน ไม่ควรเกิน 2 วาระติดต่อกัน (ไม่เกิน 4 ปี) และให้เพิ่มเป็นมาตรา 25 วรรคท้าย\n\n \n\nในประเด็นเรื่องอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติ เดิมนั้น ในที่ประชุมให้ความเห็นว่า การให้อำนาจเสนอความเห็น นั้น ไม่ชัดเจน จึงควรระบุให้ชัดเจนว่าคณะกรรมการมีอำนาจในการ ทบทวน พิจารณากฎหมาย/ประกาศ/คำสั่ง/ระเบียบที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพื่อทำความเห็นเสนอเพื่อปรับปรุงแก้ไขหรือออกระเบียบ/คำสั่ง ฯลฯ และขอให้เพิ่มคณะกรรมการในการแต่งตั้งอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน อีกชุดหนึ่งด้วย\n\n \n\nนอกจากนั้น ยังเสนอให้มีการเพิ่มอำนาจของคณะกรรมการกรณีมาตรา 7 ทวิวรรคท้าย โดยเสนอความเห็นรมต. ในการให้สัญชาติกรณีพิเศษ/เฉพาะราย และเพิ่มอำนาจของคณะกรรมการ ในการกำหนดหลักเกณฑ์ และเสนอต่อครม. ในการให้สัญชาติแก่บุคคลตามวรรคหนึ่ง\n\n \n\nทั้งนี้ ได้มีการเสนอประเด็นที่คณะกรรมการควรพิจารณา คือ 1.กรณีขอสัญชาติโดยการสมรส (มาตรา 9) ไม่จำกัดว่าเป็นกรณีการสมรสตามกฎหมาย ในความเป็นจริง 2.กรณีหลักเกณฑ์หรือคุณสมบัติของหญิง/ชายต่างด้าว ที่จะขอสัญชาติโดยการสมรส (มาตรา 9) \"คนต่างด้าว\" ควรครอบคลุมถึงคนต่างด้าวทุกประเภท 3. คณะกรรมการควรเสนอถึงแนวทางการ/กระบวนการพิสูจน์การสมรส กรณีไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย (เช่น รับฟังพยานบุคคล) 4. ให้คณะกรรมการกำหนดกรอบ กรณีการถอนสัญชาติไทย \"เพื่อความมั่นคงหรือประโยชน์ของรัฐ\" (มาตรา 18) 5. หลักเกณฑ์/เงื่อนไขในการแปลงสัญชาติ /การแปลงชาติโดยการสมรส ของคนถือบัตรสี (อยู่ในเมืองไทยมานานแล้ว) ควรถูกพิจารณาทบทวนโดยคณะกรรมการ\n\n \n\nจี้แก้ไข ม.21 ถอนสัญชาติไทยตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337\n\nอีกประเด็นหนึ่งที่มีการถกเถียงกันมาก คือ มาตรา 21ที่ระบุว่า \"บรรดาบุคคลที่เคยมีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรไทยแต่ถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธ.ค. 2515 และผู้ที่เกิดในราชอาณาจักรไทยแต่ไม่ได้สัญชาติไทยตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธ.ค. 2515 รวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าวที่เกิดในราชอาณาจักรไทยก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและไม่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ  พ.ศ.2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535  \n\n \n\nถ้าบุคคลผู้นั้นอาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันจนถึงปัจจุบันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และเป็นผู้มีความประพฤติดีหรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทย ให้ได้สัญชาติไทยตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่ผู้ซึ่งรัฐมนตรีมีคำสั่งอันมีผลให้ได้สัญชาติไทยแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ\"\n\n \n\nซึ่งในที่ประชุมได้เสนอให้มีการแก้ไขผลกระทบจากปว. 337 ตามมาตรา 21 ดังนี้\n\n \n\n1. กรณีกลุ่มที่ถูกถอนและไม่ได้โดยปว. 337 ควรได้รับคืนสัญชาติโดยอัตโนมัติ หรือกลับคืนสู่สภาพเดิมโดยไม่ต้องมีเงื่อนไข เนื่องจากเป็นคนไทยโดยหลักดินแดนโดยการเกิด เสนอให้ตัด ถ้าบุคคลผู้นั้นอาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันจนถึงปัจจุบัน โดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร เพราะต้องพิสูจน์การเกิดไทยอยู่แล้ว และเป็นผู้มีความประพฤติดีหรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทย\n\n \n\n2. \"ให้ได้สัญชาติไทยตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ\" อาจทำให้เกิดการเว้นวรรค เท่ากับไม่ใช่การได้คืนสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน เสนอให้ตัด ข้อความนี้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึง ถ้อยคำที่ว่า \"เว้นแต่ผู้ซึ่งรัฐมนตรีมีคำสั่งอันมีผลให้สัญชาติไทยแล้วก่อนวันที่พรบ. นี้ใช้บังคับ\" ใช้คำว่า \"ให้ถือว่า (กลุ่มที่ถูกถอน) ได้คืนสัญชาติไทย และ (กลุ่มที่เสียสัญชาติ) ให้ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด\"\n\n \n\nเสนอให้แก้คำ \"คืนสัญชาติไทย\" ให้กับกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น\n\nอีกประเด็นหนึ่ง ที่มีการถกเถียงและขอให้มีการแก้ไข คือ มาตรา 22 \"บรรดาบุคคลที่สืบสันดานจากบุพการีที่มีเชื้อสายไทยแต่ไม่ได้สัญชาติไทยโดยผลของกฎหมายอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ ถ้าเข้ามาอาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และประสงค์จะขอกลับ \"คืนสัญชาติไทย\" ให้ยื่นแสดงความจำนงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่\n\n \n\nการพิสูจน์การเป็นผู้สืบสันดานจากบุพการีที่มีเชื้อสายไทยตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีโดยความเห็นของคณะกรรมการตามมาตรา 25 ประกาศกำหนด…\"\n\n \n\nซึ่งการคืนสัญชาติไทยให้กับกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น ในที่ประชุมมีข้อเสนอให้เปลี่ยน จากคำว่า \"คืนสัญชาติไทย\" เป็น \"ให้ได้รับสัญชาติไทย\" กรณีคนไทยพลัดถิ่นที่ได้รับสัญชาติไทยโดยการแปลงแล้ว ให้ถือว่าได้รับสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้\n\n \n\nหวังร่างไม่เต็มร้อย แก้กม.ปัญหา ที่เผด็จการทหารได้สร้างไว้\n\nภายหลังที่มีหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อร่างแก้ไขพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.... เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะต่อร่างแก้ไขพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.... ฉบับดังกล่าว ในที่ประชุมเพื่อพิจารณาโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวันที่ 18 ก.ค.นี้\n\n \n\nนายสมชาย หอมละออ ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่า คงจะหวังร่างแก้ไขพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.... ฉบับดังกล่าวนี้เต็มร้อยไม่ได้ แต่เงื่อนไขที่ได้เสนอไปหลายๆ ข้อ ก็คิดว่าเป็นก้าวที่สำคัญ แล้วก็เป็นการลดปัญหาที่กฎหมายฉบับก่อนๆ ซึ่งหลายฉบับออกมาโดยรัฐบาลเผด็จการทหารได้สร้างไว้ \n\n \n\n\"เราก็ผลักดันเต็มที่แหละ แล้วก็พยายามชี้แจงให้คนที่ไม่เข้าใจได้เข้าใจ คณะทำงานของ สนช. ที่มีคุณเตือนใจ(ดีเทศน์) เป็นประธานแล้วก็ได้พยายามอยู่ แล้วก็น้องๆ ที่อยู่ในที่นั้น เราก็เป็นแรงสนับสนุนให้ท่านเหล่านั้นได้ทำงาน ได้ประสบความสำเร็จ ซึ่งก็คงต้องไปชี้แจงไปเจรจาต่อตัวแทนของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งก็เรียนว่า ตัวแทนหน่วยงานต่างๆ ก็ต้องเปิดรับความคิดเห็นที่มีมุมมองที่กว้างขึ้น ไม่ใช่เฉพาะในแง่ของความมั่นคงแบบเดิมๆเท่านั้น แต่ต้องหมายถึงความมั่นคงของมนุษย์ในแง่การพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย แล้วก็ในแง่ของการที่จะสร้างความผสมกลมกลืน...\" \n\n \n\nคนทำงานด้านชาติพันธุ์โวย เพิ่งรู้ข่าวงุบงิบร่าง พ.ร.บ.สัญชาติฯ \n\nในขณะที่นายวิวัฒน์ ตามี่ ผู้ประสานงานศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง (ศปส.) กล่าวภายหลังการประชุม ว่า เชื่อว่าข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้ คงไม่มีผล ไม่มีประโยชน์ใดๆ เพราะเชื่อว่าทาง กรรมาธิการ ของ สนช. มีเป้าหมายเพียงแค่หลอกให้เข้าร่วมประชุม แล้วอ้างว่าได้ผ่านหลักการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งถึงที่สุดแล้ว เชื่อว่าก็คงไม่รับร่างที่เสนอเข้าในสภา ล่าสุด ทราบข่าวมาว่า ทางกรมการปกครอง ได้มีการแอบเตรียมร่าง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ....เอาไว้อีกฉบับหนึ่ง เพื่อเตรียมเสนอให้สภาฯ หากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ผ่าน\n\n \n\n\"...เป็นที่สังเกตว่า มีการแอบร่าง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ....โดยคนทำงานด้านชาติพันธุ์และคนที่เป็นพี่น้องชนเผ่า พี่น้องชาติพันธุ์จริงๆ ไม่ได้มีใครรู้มาก่อน ไม่มีใครได้เข้าไปมีส่วนร่วมมาตั้งแต่ต้น มีเพียงคนบางกลุ่ม ดังนั้น ซึ่งหากชุดกรรมาธิการ ร่าง พ.ร.บ.ฯ เอากันจริงจัง ก็จะต้องมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นกันตั้งแต่ต้น ไม่ใช่มาเพิ่งมาเร่งจัดเวทีกันตอนที่จะเข้าไปในสภาฯ แล้ว ซึ่งตนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดแบบนี้ และไม่ได้คาดหวังว่า มันจะผ่านสภาฯ หรือไม่...\" นายวิวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย. \n What is the sentiment in the text for the genre: environment", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-4152e4c6384e46e08c70619adbdb6852", "input": "Title: ถอดบทเรียนความล้มเหลวในเวเนซุเอลา รัฐฝ่ายซ้ายละตินอเมริกายังมีความหวังหรือไม่ \n Body: จอห์น เฟฟเฟอร์ จากเว็บไซต์วิเคราะห์นโยบายการต่างประเทศเขียนถึงวิกฤตในเวเนซุเอลา ชี้ว่านอกจากภาวะควบคุมไม่ได้ภายนอกแล้ว รัฐบาลมาดูโรเองบริหารผิดพลาดและเอาแต่โทษสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ แอบพยายามช่วยกอบกู้วิกฤตนี้เพราะผลประโยชน์ที่มีในประเทศ ทั้งนี้ปรากฏการณ์ต่อต้านมาดูโรไม่ได้สะท้อนว่าผู้คนจะต่อต้านฝ่ายซ้ายในละตินอเมริกาแต่อย่างใด\n12 มิ.ย. 2559 บทความจากเว็บไซต์วิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ (Foreign Policy In Focus: FPIF) ระบุถึงสภาพใกล้ล่มสลายของเวเนซุเอลา จากการบริหารผิดพลาดของผู้นำคนใหม่ยุคหลังชาเวซ\nจอห์น เฟฟเฟอร์ ผู้อำนวยการ FPIF ระบุว่าเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีการส่งออกน้ำมันร้อยละ 95 แต่ราคาน้ำมันที่ตกต่ำลงก็ส่งผลกระทบทางการเงิน อย่างไรก็ตาม เวเนซุเอลายังคงมีทรัพยากรน้ำมันจำนวนมาก ในระดับที่มากกว่าซาอุดิอาระเบียเสียอีก รวมถึงการที่เวเนซุเอลามีการเปลี่ยนแปลงให้การผลิตไฟฟ้าบางส่วนมาจากพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานน้ำ ทำให้แม้ว่าทรัพยากรน้ำมันมักจะถูกเก็บไว้ส่งออกหรือเข้าถึงยากแต่ก็ยังสามารถผลิตไฟฟ้าได้ ทว่าภาวะภัยแล้งก็ทำให้เวเนซุเอลาต้องเผชิญภาวะขาดแคลนไฟฟ้าในปัจจุบัน\nภาวะขาดแคลนดังกล่าวนี้บวกกับการขาดความสามารถในการบริหารของรัฐบาลชุดนิโกลาส มาดูโร ผู้มาแทนฮูโก ชาเวซตั้งแต่ปี 2556  ทำให้เวเนซุเอลาเกิดวิกฤตหนัก ถึงแม้ว่ามาดูโรจะพยายามคงไว้ซึ่งการสนับสนุนของประชาชนด้วยการทำให้ราคาการบริโภคต่ำและค่าแรงหมุนเวียนโดยการผลิตธนบัตรและคงการให้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ในขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศปรับตัวลดลง เกือบร้อยละ 6 ในปีที่แล้ว และคาดการณ์ว่าจะปรับตัวลดลงอีกร้อยละ 8 ในปีนี้\nเฟฟเฟอร์ระบุว่าผู้คนในเวเนซุเอลาที่ยังคงมีความเป็นอยู่ที่ดีในตอนนี้เห็นจะมีแต่พวกตลาดมืดที่ขูดรีดด้วยการเอาสินค้าจำเป็นมาขายด้วยราคาที่สูงขึ้น พวกนักการเมืองวงในก็มีอภิสิทธิ์ในการเข้าถึงเงินแข็งค่าได้ซึ่งอดีตที่ปรึกษารัฐบาลรายหนึ่งประเมินไว้ว่ามีมูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์ มีการคอร์รัปชันอย่างน่ารังเกียจในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง เช่น อดีตหัวหน้าหน่วยปราบปรามยาเสพติด อดีตโฆษกรัฐสภา เจ้าหน้าที่ทหารหลายนาย และหลานของภรรยาผู้นำสองคนต่างก็ถูกตั้งข้อหาค้ายาเสพติด\nบทความระบุถึงสภาพความโกลาหลในเวเนซุเอลาช่วงวิกฤตว่าซูเปอร์มาร์เก็ตขาดแคลนอาหารทำให้เกิดการต่อคิวยาวและเกิดจลาจลแย่งชิงอาหาร มีอัตราอาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้น โครงการสาธารณะต่างๆ ของรัฐที่เคยได้รับความชื่นชมอย่างมากในสมัยรัฐบาลชาเวซก็หายไป อาคารราชการเปิดทำการเพียง 2 วันต่อสัปดาห์เพื่อประหยัดไฟฟ้า ผู้คนตกลงสู่ห้วงความยากจนเนื่องจากทั้งเงินเฟ้อและเศรษฐกิจถดถอย ระบบการแพทย์ใกล้ล่มเพราะขาดแคลนยาสำคัญ ทารกแรกเกิดเสียชีวิตรายวันเพราะระบบไฟฟ้าในโรงพยาบาลขัดข้อง\nแต่มาดูโรกลับพยายามกลบปัญหาเหล่านี้ด้วยการคุยโว ชูเรื่องชาตินิยม และพึ่งพาวิธีการออกกฎตามใจชอบ มีการฝึกกองกำลังทหารครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ และความคิดเห็นของเขาอย่างเช่นการขอให้ผู้หญิงเลิกใช้ไดร์เป่าผมเพื่อประหยัดไฟทำให้ความคิดของเขาถูกนำมาล้อเลียนโดยพิธีกรรายการโทรทัศน์ จอห์น โอลิเวอร์\nถึงแม้ว่ามาดูโรจะเข้าสู่ตำแหน่งตามกระบวนการเลือกตั้งที่ดูค่อนข้างบริสุทธิ์ยุติธรรมตามระบอบประชาธิปไตย แต่หลังจากนั้นเขากลับทำตามแบบอำนาจนิยมด้วยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินยืดเยื้อไปเรื่อยๆ จนถึงอย่างน้อยช่วงปลายปี 2560 อีกทั้งยังใช้พรรคพวกในศาลสูงสุดเพื่อประกาศให้ผลการเลือกตั้งในรัฐอมาซอนาสโมฆะ เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามได้รับเสียงข้างมากในสภาพอที่จะกระทำสิ่งต่างๆ อย่างการถอดถอนศาลสูงสุดได้ ศาลสูงสุดยังให้อำนาจมาดูโรในสถานการณ์ฉุกเฉินและป้องกันไม่ให้ฝ่ายค้านมีอิทธิพลต่อประเทศมาก\nบทความใน FPIF ระบุว่าวิกฤตในครั้งนี้มีบางเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของมาดูโร เช่น ราคาน้ำมันและปริมาณน้ำฝนน้อยแต่ก็มีอีกหลายเรื่องที่เป็นผลมาจากมาดูโรหรืออาจจะรวมถึงสิ่งตกทอดจากนโยบายของชาเวซด้วย คือเรื่องการที่เวเนซุเอลาไม่สามารถหลุดออกจากการพึ่งพิงรายได้จากการส่งออกน้ำมันได้ และถึงแม้ว่าระบอบชาเวซจะทำให้ผู้คนหลุดจากความยากจนได้มันยังสร้างระบอบอุปถัมภ์ในแบบใหม่ขึ้นมาจนทำให้ไม่สามารถสร้างสถาบันประชาธิปไตยที่คงทนหรือเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้ นอกจากนี้ ชาเวซยังแจกจ่ายผลกำไรจากอุตสาหกรรมน้ำมันและไม่ได้เตรียมพร้อมรับมืออนาคต\nบทความระบุด้วยว่า ทั้งนี้มาดูโรยังมักจะกล่าวโทษสหรัฐฯ ในเรื่องต่างๆ เช่นกล่าวหาว่าแอบช่วยเหลือพวก \"ฟาสซิสต์ฝ่ายขวา\" ในประเทศ ถึงแม้ว่าสหรัฐฯ เคยสนับสนุนการรัฐประหารชาเวซในปี 2545 จริง และในสมัยของรัฐบาลโอบามาก็ยังอยากให้เวเนซุเอลามีรัฐบาลเป็นกลุ่มอื่น แต่สหรัฐฯ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับวิกฤตในปัจจุบันของเวเนซุเอลาเลย สหรัฐฯ ยังคงคว่ำบาตรเวเนซุเอลาแต่ก็เป็นการคว่ำบาตรคนไม่กี่คนในประเทศเท่านั้น ในทางตรงกันข้ามสมัยรัฐบาลโอบามาเริ่มมีการพยายามคืนสัมพันธ์กับประเทศที่เคยบาดหมางกันอย่างคิวบาแต่ก็ยังคงการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจคิวบาอยู่แม้จะคืนสัมพันธ์ทางการทูตแล้ว ในขณะที่เวเนซุเอลากับสหรัฐฯ มีความใกล้ชิดมากด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจแต่ทั้งคู่ต่างก็ไม่ได้ส่งทูตไปประจำในอีกประเทศมาตั้งแต่ปี 2553\nFPIF ยังเปิดเผยอีกว่าในช่วงเดือน มี.ค. 2558 ช่วงที่สหรัฐฯ พยายามคืนสัมพันธ์กับคิวบา มาดูโรพยายามเข้าหาสหรัฐฯ อย่างเงียบๆ เพื่อดูว่าจะสามารถหาประโยชน์จากนโยบายผูกมิตรนี้ได้หรือไม่ สหรัฐฯ ก็ตอบสนองมาดูโรในทางบวกด้วยการจัดการเจรจาหารือสองฝ่ายแต่ฝ่ายหนึ่งกลับไม่ต้องการแชร์ผลประโยชน์ร่วมด้วย และไม่สามารถตกลงกันได้ อย่างไรก็ตามเวเนซุเอลาก็ยังคงเป็นประเทศที่ได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมากจากสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการให้บรรษัทสหรัฐฯ เข้าไปตั้งศูนย์ขุดเจาะทรัพยากรหรือให้สหรัฐฯ เข้าไปลงทุนในประเทศ\nเฟฟเฟอร์ระบุในบทความว่าถึงแม้มาดูโรจะสงสัยว่าสหรัฐฯ จะวางแผนรัฐประหารเขาหรือไม่ แต่ดูเหมือนรัฐบาลโอบามาจะกังวลในเรื่องที่เวเนซุเอลาจะกลายเป็นรัฐล้มเหลวมากกว่าจะสนใจว่ามาดูโรจะยังคงอยู่ในตำแหน่งหรือไม่ รัฐบาลโอบามาหนุนให้สเปนเป็นตัวกลางเจรจาหารือระหว่างมาดูโรกับรัฐสภาภายใต้การควบคุมของฝ่ายค้านอยู่เงียบๆ และถึงขั้นจูงใจให้วาติกันช่วยเหลือในเรื่องนี้จากที่เคยช่วยเรื่องคืนสัมพันธ์กับคิวบามาแล้ว\nบทความชี้ว่า แน่นอนว่าสหรัฐฯ อาจจะต้องการผู้นำเวเนซุเอลาที่อ่อนข้อให้ง่ายกว่านี้ แต่การที่เวเนซุเอลาเป็นหนึ่งในประเทศห้าอันดับแรกที่เป็นผู้จัดหาทรัพยากรน้ำมันให้ สหรัฐฯ จึงไม่ต้องการให้เวเนซุเอลาล่มสลายหายไปกับความโกลาหล ดังนั้น สหรัฐฯ จึงไม่ได้ต้องการทำให้รัฐบาลมาดูโรขาดเสถียรภาพ เฟฟเฟอร์ระบุว่าถ้าอยากเห็นว่าสหรัฐฯ จะเป็นอย่างไรภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์ ให้ดูเวเนซุเอลาเป็นตัวอย่าง\nมาดูโรยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากนานาชาติเพิ่มมากขึ้น อาทิ องค์กรสิทธิมนุษยชนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลมาดูโรอย่างหนัก ลุอิซ อัลมาโกร ประธานองค์การรัฐอเมริกัน (OAS) กล่าวว่าเวเนซุเอลาละเมิดกฎบัตรของรัฐจากการกระทำที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มีโอกาสที่เวเนซุเอลาจะถูกระงับสมาชิกภาพ แต่มาดูโรก็ตอบโต้แบบขวานผ่าซากว่าให้เอา \"กฎบัตรความเป็นประชาธิปไตยยัดเข้าไปในอะไรก็ได้\" และ \"เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีความเคารพในตัวเองและจะไม่ใช้กฎบัตรที่ว่ากับเวเนซุเอลา\"\nไม่ใช่เพียงแค่ OAS ที่ถูกมองว่าเป็นองค์กรเชื่องๆ รับใช้สหรัฐฯ เท่านั้นที่วิจารณ์ในเรื่องนี้ กลุ่มสังคมนิยมอย่างองค์กรนักสังคมนิยมนานาชาติ (The Socialist International) ก็ประณามรัฐบาลเวเนซุเอลาหลายครั้ง สิ่งที่พวกเขาวิจารณ์เมื่อไม่นานมานี้อย่างเรื่องความบิดเบี้ยวของประชาธิปไตย เรื่องนักโทษการเมือง และความตกต่ำของสถาบันที่ค้ำจุนชีวิตผู้คน\nในแง่ของการเชื่อมโยงปรากฏการณ์มาดูโรกับปรากฏการณ์ที่ละตินอเมริกาหลายประเทศเริ่มถดถอยหลังจากที่ฝ่ายซ้ายได้รับชัยชนะเหนือฝ่ายขวามาระยะหนึ่ง จากการสำรวจของศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) เมื่อเดือน ธ.ค. 2558 มีชาวเวเนซุเอลาที่บอกว่าตัวเองเป็นฝ่ายซ้ายน้อยกว่าครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่เชื่อว่าประเทศยังคงดำเนินไปในทางที่ถูกที่ควร ขณะที่ชาวเวเนซุเอลาที่เหลือล้วนต้องการการเปลี่ยนแปลง\nเฟฟเฟอร์ระบุว่าการต่อต้านมาดูโรไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปฏิเสธฝ่ายซ้ายสักเท่าใด มาดูโรเป็นนักประชานิยมที่มีแนวโน้มไปในทางอำนาจนิยม ส่วนแนวร่วมฝ่ายต่อต้านก็ประกอบด้วยพรรคการเมืองจากอุดมการณ์ทุกแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสุดโต่งหรือกลุ่มหัวก้าวหน้า รวมถึงพรรคสายสังคมนิยมประชาธิปไตยหลายพรรค ส่วนระบอบชาเวซนั้นเป็นแค่ลัทธิอุดมการณ์การเมืองอย่างหนึ่งที่กำลังกระเสือกกระสนเฮือกสุดท้ายและอาจจะลากเวเนซุเอลาให้ล่มไปด้วย มันจึงถึงเวลาแล้วที่ดินแดนปฏิวัติจะต้องเริ่มตั้งต้นใหม่อย่างถอนรากถอนโคนอีกครั้ง\nเรียบเรียงจาก\nA Failed State in Latin America?, John Feffer, FPIF, 08-06-2016http://fpif.org/failed-state-latin-america/ [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-6bf0f9fd48df44f4b6349d0a6678ef89", "input": "Title: สปส.เตือนผู้ประกันตนยื่นรับเงินบำนาญ-บำเหน็จชราภาพภายใน 1 ปี นับแต่ได้สิทธิ \n Body: นายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน สปส.ได้มีการจ่ายสิทธิประโยชน์ในกรณีชราภาพ โดยผู้ประกันตนจะได้รับเงินออมกรณีชราภาพคืนในรูปบำเหน็จหรือบำนาญขึ้นอยู่กับระยะเวลาการส่งเงินสมทบ หากผู้ประกันตนส่งเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน อายุครบ 55 ปี และไม่ได้ทำงานแล้ว จะได้รับเป็น เงินบำเหน็จชราภาพ ส่วนผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน มีอายุครบ 55 ปีและไม่ได้ทำงานแล้ว เช่น ลาออกจากงานแล้วจะได้รับเป็น เงินบำนาญชราภาพ\nสำหรับผู้ที่อายุ 55 ปี และยังทำงานอยู่จะต้องถูกหักเงินสมทบต่อไป แต่สิทธิการรับบำนาญจะมากขึ้น ทั้งนี้ ระยะเวลาในการส่งเงินสมทบจะติดต่อกันหรือไม่ก็ได้ รวมทั้งกรณีที่ความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลง เช่น ผู้ประกันตนลาออก ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต ก็จะได้รับคืนเป็นบำเหน็จชราภาพ ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิ์ต้องรีบยื่นเรื่องขอรับประโยชน์ทดแทนภายใน 1 ปี นับจากวันที่มีสิทธิ์\nทั้งนี้การขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ ผู้ประกันตนต้องกรอกแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส.2 – 01) พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชน สำเนาบัตรประกันสังคม ส่วนผู้ประกันตนที่ถึงแก่ความตายทายาทหรือผู้มีสิทธิ์ สามารถขอรับประโยชน์ทดแทนได้ โดยใช้สำเนาทะเบียนบ้าน ใบมรณะบัตร และสำเนาเอกสาร หลักฐานของผู้มีสิทธิ์รับประโยชน์ทดแทน ยื่นที่ สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ\nที่มา: http://www.thannews.th.com [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-bac140ea8fbb4db48c183c5bb7eb4cee", "input": "Title: รุ่นพี่ นิติ มข. วินิจฉัย ปี 1 ปีนี้ ไม่ได้รุ่น บกพร่องความสามัคคี-ร่วมกิจกรรม \n Body: สโมสรนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น ออกบันทึกแจงไม่มีกิจกรรมพิธีชิงธงรุ่น ปีนี้ เหตุปี 1 ไม่ได้รุ่น หลังไม่ผ่านประเมินของรุ่นพี่ บกพร่องความสามัคคี-ร่วมกิจกรรม ย้ำไม่กระทบความเป็นครอบครัวคณะนิติศาสตร์ หรือกระทบต่อการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด\n\n\nที่มาเฟซบุ๊ก 'Janewit Chueasawatee [1] \n28 พ.ค. 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา เจนวิทย์ เชื้อสาวะถี นักกิจกรรมทางการเมือง โพสต์ บันทึกข้อความ ของสโมสรนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ถึง นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2558 เรื่อง ชี้แจงกิจกรรม 'พิธีชิงธงรุ่น รุ่นที่ 12 ประจำปีการศึกษา 2558' \nโดยระบุว่า สโมสรได้มอบให้รุ่นพี่แต่ละชั้นปี แต่ละชุมนุมกีฬาทำการลงคะแนนเสียงแล้ว ผลปรากฎว่าคะแนนเสียงส่วนใหญ่ \"ไม่ให้รุ่น\" ทางสโมสรฯ จึงได้เรียกประชุมคณะกรรมการและตัวแทนรุ่นพี่แต่ละชั้นปีและชุมนุมกีฬาเพื่อหาแนวทางในการจัดกิจกรรม \"พิธีชิงธงรุ่น ที่ 12\" อย่างไรก็ตามทางสโมสรฯ มีความจำเป้นต้องชี้แจงแก่น้องใหม่ปีการศึกษา 2558 ว่า ในปีการศึกษานี้จะไม่มีการจัดกิจกรรม ชิงธงรุ่น ดังกล่าว และให้น้องใหม่ไม่ได้รับรุ่น\n \nบันทึกดังกล่าวยังระบุว่า การไม่ได้รับรุ่นคือการพิจารณาจากมุมมองจากของรุ่นพี่ในเรื่องของความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในชั้นปี และความร่วมมือจากการทำกิจกรรมภายในคณะและกิจกรรมของทางมหาวิทยาลัยตลอดทั้งปีการศึกษา ไม่ได้หมายความรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องภายในคณะ หรือการยอมรับในการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวคณะนิติศาสตร์ หรือกระทบต่อการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด\n \n\nกิจกรรมวันแรกพบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการจัดกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ ประจำปี 2558 เมื่อวันที่ 4 ส.ค.58 (ที่มาเว็บไซต์ law.kku.ac.th [2])\n \nเจนวิทย์ สงสัย การไม่ให้รุ่น(โดยรุ่นพี่) ไม่ใช่ระบบ sotus?\nขณะที่ เจนวิทย์ ผู้โพสต์บันทึกดังกล่าว ได้แสดงความเห็นด้วยว่า สืบเนื่องจากตนได้ทวิตภาพ บันทึกข้อความของ สโมสรฯ ดังกล่าว เรื่อง 'ไม่ให้รุ่น' กับ นักศึกษาใหม่รุ่นล่าสุด (ปีการศึกษา2558) โดยได้เขียนข้อความกำกับว่า \"ความน่ากลัวของระบบ sotus ในนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น คือมันถูกทำเป็น 'เอกสารทางการ' แบบไม่หลบซ่อน ‪#‎เอกสารบอกเราไม่ให้รุ่น‬\" ล่าสุดมียอดรีทวิตราว 2,400 บัญชี โดยมี รุ่นพี่ นิติ มข.หลายราย พยายามโพสต์บอกข้าพเจ้าว่า 'การไม่ให้รุ่น(โดยรุ่นพี่) ไม่ใช่ระบบ sotus'\n \n\"ขอทวิตตอบสั้นๆ แบบนี้ครับ \"รุ่นพี่ นิติ มข บอก 'การไม่ให้รุ่น' ไม่ใช่'ระบบsotus' คำอธิบายแบบนี้ เหมือนประโยค 'เป็นเผด็จการที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด' ‪#‎หยุดหลอกตัวเอง‬\" ‪#‎We_Cant_Normalize_Sotus‬ ปล.โปรดอ่านบันทึกข้อความประกอบ จะเห็นความก้าวหน้าของระบบ sotus ในสังคมไทย\" เจนวิทย์ โพสต์ \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-9614e51d0ec64f21ae43370f0b4c5a7c", "input": "Title: เอดวาร์ด สโนว์เดนผู้ฝ่าสมรภูมิสงครามเย็นครั้งใหม่ \n Body: การที่นายเอดวาร์ด สโนว์เดน อดีตลูกจ้างของซีไอเอได้ออกมาแฉความลับขั้นสุดยอดของสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ ฯ (National Security Agency) ว่าแอบสืบความลับจากพลเมืองอเมริกันโดยผ่านเว็บไซด์ชื่อดังต่างๆ ไม่ว่าเฟซบุค  กูเกิลหรือบริษัทไมโครซอฟต์ รวมไปถึงการดักฟังโทรศัพท์มือถือมาเนิ่นนานภายใต้โครงการลับที่ชื่อ PRISM  อันสร้างความเสื่อมเสียให้กับรัฐบาลอเมริกานั้นได้ทำให้เขากลายเป็นคนขายชาติไปโดยปริยายผ่านการประนามของบุคคลสำคัญหลายคนไม่ว่านาย ดิก เชนีย์ อดีตรองประธานาธิบดี หรือ นายจอห์น เบียห์เนอร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร  ซึ่งแน่นอนว่าหากนายสโนว์เดนถูกจับดำเนินคดีได้ เขาคงไม่พ้นการถูกตัดสินประหารชีวิตหรือต้องจำคุกตลอดชีวิต ชะตากรรมเช่นนั้นก็เป็นสิ่งที่ \"นักเป่านกหวีด\" (Whistleblower) หรือนักเปิดโปงคนแรกคือนายจูเลี่ยน อัสซานจ์ผู้ก่อตั้งเวบไซต์วิกิลีคหวาดกลัวเช่นเดียวกัน เขาจึงลี้ภัยไปอยู่ในสถานทูตเอกวาดอร์ในกรุงลอนดอนเพราะคาดเดาได้ไม่ยากว่าจะถูกส่งตัวไปยังสวีเดนด้วยคดีล่วงละเมิดทางทางเพศและส่งตัวต่อไปนั่งเก้าอี้ไฟฟ้าที่สหรัฐฯ ด้วยข้อหาเปิดเผยความลับของทางราชการในที่สุด\nสำหรับนายสโนว์เดน ได้หนีจากเกาะฮาวายก่อนที่ทางการสหรัฐฯ จะทราบว่าเขาทำการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ PRISM ให้กับสำนักพิมพ์การ์เดียนของอังกฤษ จะด้วยเหตุผลกลใดก็ไม่อาจทราบได้ จุดหมายของเขาคือเกาะฮ่องกงซึ่งมีกฏหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนให้กับสหรัฐฯ แทนที่จะเป็นประเทศที่ปลอดจากอิทธิพลของสหรัฐฯ กว่าเช่นจีนแผ่นดินใหญ่ รัสเซีย หรือประเทศประชาธิปไตยเสรีนิยมแบบไอซ์แลนด์ซึ่งยกย่องเชิดชูสิทธิและเสรีภาพ  นายสโนว์เดนอ้างสาเหตุที่เขาเลือกเกาะที่มีพลเมืองกว่า  7 ล้านคนนี้ว่าเพราะมีความเชื่อมั่นต่อระบบกฏหมายของฮ่องกงรวมไปถึงประชาชนชาวฮ่องกงนั้นดูไม่สมเหตุสมผลเพราะจีนแผ่นดินใหญ่มีความสามารถในการคัดค้านหรือยกเลิกคำตัดสินของศาลเกาะฮ่องกงได้ในฐานะที่เป็นรัฐบาลกลางที่มีอำนาจเหนือส่วนเกาะฮ่องกงในฐานะเขตปกครองพิเศษ (Special Administrative Region) นอกจากนี้เกาะฮ่องกงมีขนาดเล็กและทางหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ สามารถสืบค้นหาเขาได้อย่างง่ายดาย  การตัดสินใจของนายสโนว์เดนจึงเหมือนกับการตัดสินใจแบบหุนหันพลันแล่น       \nอย่างไรก็ตามหากมองให้ลึกซึ้งกว่านั้นก็พอจะเดาได้ว่าสโนว์เดนมีความตั้งใจใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศมหาอำนาจคือจีน (กับเขตปกครองพิเศษฮ่องกง) และสหรัฐฯ รวมไปถึงรัสเซียในช่วงสงครามเย็นครั้งใหม่ (New Cold War) โดยจะวิเคราะห์ตามบริบทและรูปแบบทางการเมืองของรัฐบาลประเทศมหาอำนาจดังต่อไปนี้\nรัฐบาลจีน\nความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ อยู่ในสภาวะที่ละเอียดอ่อนและเปราะบางเป็นยิ่งนัก สำหรับการประชุมระดับสูงยอดระหว่างนายโอบามาและนายสี จิ้น ผิงที่แคลิฟอร์เนียเมื่ออาทิตย์ก่อน ประเด็นสำคัญที่ถูกยกขึ้นมาคือเรื่องที่สหรัฐฯ กล่าวหาว่าจีนได้ใช้แฮกเกอร์โจมตีและจารกรรมข้อมูลความลับของรัฐบาลสหรัฐฯ แม้ว่าจะทำให้บรรยากาศดูดีขึ้นบ้างเมื่อนายสีรับว่าจะไปนำกรณีเช่นนี้ไปตรวจสอบ แต่เมื่อกรณีของนายสโนว์เดนถูกบุคคลสำคัญของสหรัฐฯโจมตีว่าเขาแอบร่วมมือกับรัฐบาลจีน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ เกิดความอึมครึม  ดังนั้นจึงมีการคาดการณ์ว่าจีนจะส่งตัวสโนว์เดนไปยังสหรัฐฯเพื่อคงความสัมพันธ์อันดีระหว่าง 2 ประเทศ แต่จริงๆ แล้วมีปัญหาที่ซับซ้อนกว่าที่คิดดังต่อไปนี้\n1.เกาะฮ่องกงนั้นถูกปกครองตามแบบหนึ่งประเทศสองระบบซึ่งจีนมีอำนาจเข้าควบคุมเกาะฮ่องกงอย่างจำกัดโดยเฉพาะทางกฏหมายเช่นเขตทางด้านเหนือของฮ่องกงซึ่งติดอยู่กับเมืองเซินเจิ้น เป็นเขตปลอดอำนาจของจีนที่ปรปักษ์ทางการเมืองของจีนเช่นนักต่อสู้ทางการเมืองและสาวกลัทธิฟาหลุนกงสามารถอาศัยอยู่ได้โดยไม่ถูกส่งตัวไปให้กรุงปักกิ่ง  หากนายสโนว์เดนถูกจับได้ในพื้นที่ดังกล่าว ผู้ตัดสินใจการส่งตัวนาย สโนว์เดนไปยังสหรัฐ ฯ คือศาลของเกาะฮ่องกง แต่ศาลฮ่องกงเห็นว่าสหรัฐฯนั้นได้ลงโทษผู้เปิดโปงข้อมูลของรัฐบาลอย่างไร้ความปราณีอย่างกรณีพลทหารแบรดเลย์ แมนนิ่ง จึงอาจตัดสินไม่ส่งตัวนายสโนว์เดนให้กับสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลด้านมนุษยชน  ซึ่งนายสโนว์เดนก็อาจคาดเดาตั้งแต่ต้นว่าแรงกดดันจากทัศนคติของชาวฮ่องกงจะมีผลต่อการตัดสินของศาลด้วย แต่ในอนาคตหากฮ่องกงถูกสหรัฐฯกดดันมากขึ้นทุกอย่างก็เกิดความไม่แน่นอน\n2.ถ้าเกิดเคราะห์ร้าย นายสโนว์เดนเกิดถูกจับตัวได้ในเขตพื้นที่ซึ่งจีนมีอำนาจเหนือศาลของฮ่องกง ชะตากรรมของนายสโนว์เดนจึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลจีนเป็นหลัก หากนายสโนว์เดนถูกส่งตัวไปยังสหรัฐฯ  จีนอาจเสียหน้าในเวทีโลกเพราะถูกมองว่ายอมตามแรงกดดันของสหรัฐฯ  แต่ถ้าจีนไม่ใส่ใจในเรื่องนี้เท่าความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ   ก็อาจทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองตามมาในทั้งเกาะฮ่องกงและประเทศตัวเอง เพราะเรื่องราวของนายสโนว์เดนโด่งดังมาก แม้ว่าจะมีผู้ออกมาเดินขบวนประท้วงไม่กี่ร้อยคนเพื่อไม่ให้ส่งตัวนาย สโนว์เดนไปให้สหรัฐ ฯ  แต่ชาวฮ่องกงจำนวนมากส่งเสียงสนับสนุนเขา มีการสำรวจพบว่าเกือบ    50 % เห็นว่าไม่ควรส่งนายสโนว์เดนไปเข้าตะแลงแกงเป็นอันขาด เรื่องความรู้สึกของคนฮ่องกงเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนวิตกกังวลมานาน เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเกาะฮ่องกงกับจีนแผ่นดินใหญ่ถือได้ว่าเป็นความขัดแย้งที่รอวันระเบิดขึ้นมานับตั้งแต่ปี 1997 ที่อังกฤษส่งคืนเกาะฮ่องกงให้กับจีน ชาวฮ่องกงทั้งหลายก็ระแวงว่าจีนจะเข้ามาครอบงำและทำลายวิถีชีวิตที่อิงอยู่กับประชาธิปไตยเสรีนิยมของตน จึงมีการเดินขบวนประท้วงกันหลายต่อหลายครั้งเพราะความไม่พอใจในกรณีการทุจริตของหัวหน้าคณะผู้บริหารเกาะฮ่องกงคนล่าสุด หรือกรณีที่ชาวฮ่องกงเห็นว่าจีนพยายามกำหนดแบบเรียนในโรงเรียนเพื่อครอบงำความคิดของเยาวชนรุ่นใหม่  นอกจากนี้เกาะฮ่องกงยังเป็นพื้นที่สำหรับการจัดงานไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตในการปราบปรามประชาชนที่จตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989 ของทุกปี การที่รัฐบาลจีนปล่อยนายสโนว์เดนไปให้สหรัฐฯ ทำให้คนฮ่องกงยิ่งมองคณะผู้บริหารเกาะฮ่องกง (ในฐานะหุ่นเชิดของรัฐบาลจีน)และรัฐบาลจีนในด้านร้ายขึ้น อันอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง นายสโนว์เดนอาจคาดหวังให้ความตื่นตัวทางการเมืองของชาวฮ่องกงเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ฮ่องกงส่งตัวต่อไปยังที่ใดที่อาจเป็นอันตรายต่อตัวเขา อย่างไรก็ตามการประท้วงของชาวฮ่องกงอาจกลายเป็นไฟไหม้ฟางเพราะคนออกมาประท้วงไม่มากหรือรัฐบาลสามารถควบคุมทุกอย่างได้ในที่สุด สิ่งนี้ก็ต้องรอดูต่อไปในอนาคต\n3.ถ้าจีนสามารถนำตัวของนายสโนว์เดนจากเกาะฮ่องกงมาอยู่ใต้การควบคุม จีนอาจได้ประโยชน์จากความรู้ด้านข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯและความมั่นคงของประเทศจากนายสโนว์เดนจนเกินคุ้ม (ถ้าบังเอิญว่าแฮกเกอร์ของจีนยังกวาดข้อมูลจากสหรัฐฯไปไม่หมด) รวมไปถึงเป็นการตอบโต้ที่สหรัฐฯ ยอมให้ปรปักษ์ของรัฐบาลจีนหลายคนสามารถลี้ภัยไปอยู่ในสหรัฐฯและนำเป็นเครื่องมือทางการเมืองมาโจมตีรัฐบาลจีนอยู่เรื่อยๆ  แต่นอกจากจะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับสหรัฐฯ  พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้รัฐบาลจีนดูเป็นพวกมือถือสากปากถือศีลและอาจมีปัญหากับประชาชนตัวเอง\nแม้ว่าจะมีผู้เห็นว่าชาวจีนไม่กระตือรือร้นนักในเรื่องนายสโนว์เดนเพราะชาชินกับความเป็นเผด็จการอำนาจนิยมของพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนไม่สามารถนิ่งนอนใจได้เพราะปัจจุบันคนจีนมีความกระตือรือร้นทางการเมืองสูงขึ้นเช่นคนจีนชนชั้นกลางนิยมในการโจมตีรัฐบาลหรือแฉพฤติกรรมที่ไม่ดีของเจ้าหน้าที่รัฐบาลผ่านเว็บเวยโป๋ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ของพรรคคอมมิวนิสต์หลายคนกระเด็นออกจากตำแหน่งมาแล้ว และคนเหล่านั้นยังได้สนับสนุนนายสโนว์เดนผ่านเว็บไซต์ดังกล่าว  ทั้งนี้ไม่นับชาวจีนระดับรากหญ้าตามพื้นที่ชนบทที่ได้ร่วมกันประท้วงนายทุนซึ่งเป็นพันธมิตรกับพรรคคอมมิวนิสต์มานับเป็นแสนๆ ครั้งเมื่อปีที่แล้ว การเก็บนายสโนว์เดนไว้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่จีนไม่ชื่นชอบนักเพราะภาพลักษณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ที่เป็นเผด็จการและกดขี่เสรีภาพในการแสดงออก (ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่าจีนก็ต้องมีโครงการ PRISM ที่เลวร้ายไม่แพ้กับสหรัฐฯ)   นายสโนว์เดนอาจถูกชาวจีนใช้เป็นสัญลักษณ์ในการต่อต้านรัฐบาลในอนาคตและอาจส่งผลต่อระบบหน่วยข่าวกรองหรือความมั่นคงของจีนเอง โดยทางรัฐบาลจะทราบได้อย่างไรว่าจะไม่มีเจ้าหน้าที่ของตนเลียนแบบพฤติกรรมของนายสโนว์เดนโดยการแอบหนีไปสหรัฐฯ บ้าง \nรัฐบาลสหรัฐฯ\nการเปิดโปงของนายสโนว์เดนนอกจากจะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลอเมริกันนั้นถึงแม้ผู้บริหารจะได้รับการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยมาดังเช่นประธานาธิบดี (ซึ่งก็ไม่ใช่การเลือกตั้งแบบทางตรงเหมือนประเทศอื่นในระบอบประธานาธิบดีเพราะไปให้ความสำคัญกับคะแนนเสียงของคณะผู้เลือกตั้งมากกว่าคะแนนของประชาชน) แต่โดยเนื้อแท้แล้วไม่มีความเป็นประชาธิปไตยเลยโดยเฉพาะในพื้นที่ทางอำนาจอันมีนามว่าระบบราชการ (Bureaucracy)  ซ้ำร้ายนายบารัก โอบามายังให้การปกป้องการทำงานของสภาความมั่งคงแห่งชาติว่าช่วยป้องกันความปลอดภัยให้กับประเทศโดยเฉพาะผู้ก่อการร้าย ทำให้สหรัฐฯมีภาพพจน์ติดลบในสายตาของชาวโลก สหรัฐฯ ในปัจจุบันมีทางเลือกดังต่อไปนี้\n1.ติดตาม จับกุมนายสโนว์เดนมาลงโทษให้จงได้เป็นแนวโน้มซึ่งสหรัฐฯ จะใช้ในการแก้ไขปัญหามากที่สุดเพราะกลัวว่าข้อมูลสำคัญจะตกอยู่กับชาติอื่น (แต่นั้นก็อาจจะสายไปแล้ว) แม้การกระทำเช่นนี้จะทำให้ภาพพจน์ของสหรัฐฯ ติดลบลงไปอีกในสายตาชาวโลกแต่รัฐบาลสหรัฐฯ ดูจะใส่ใจกับความรู้สึกของคนในประเทศตัวเองเช่นคะแนนความนิยมของโอบามามากกว่า สำหรับคนอเมริกันนั้นล้วนเคยชินกับภาพลักษณ์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ขัดแย้งกันเองคือชอบอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชนกับประเทศอื่น แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความลับหรือความมั่นคงของประเทศตัวเองก็จะลงโทษผู้กระทำความผิดแบบไร้ความเมตตาโดยเฉพาะช่วงสงครามเย็นจนมาถึงสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ดังนั้นหากจับกุมตัวนายสโนว์เดนมาลงโทษอย่างหนัก โอกาสที่อดีตลูกจ้าง ซีไอเอคนนี้จะกลายเป็นผู้พลีชีพ (Martyr) ที่จุดประกายคนอเมริกันให้เกิดการประท้วงเป็นวงกว้างคงเป็นไปได้ยากเพราะโพลล์สำรวจความคิดของคนอเมริกันครั้งล่าสุดพบกว่าคนอเมริกันมีความกังวลในเรื่องความมั่นคงกับเสรีภาพเท่ากันโดยเฉพาะเรื่องภัยจากการก่อการร้ายรวมไปถึงปัญหาทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้คนอเมริกันยังรู้ระแคะระคายมานานนับตั้งแต่รัฐบัญญัติความรักปิตุภูมิ (PATRIOT ACT) ที่ออกโดยนายจอร์จ ดับเบิลยู บุช เมื่อปี 2001  ที่ถูกโจมตีว่าบั่นทอนสิทธิส่วนบุคคลของคนอเมริกันรวมไปถึงภาพลักษณ์ของรัฐบาลผ่านภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดหลายเรื่องได้ถูกนำเสนอเช่นนี้มานานแล้ว จึงเป็นไปได้ว่าคนอเมริกันจะไม่ใส่ใจในเรื่องการลงโทษนายสโนว์เดนนัก\nนอกจากนี้ยังเป็นหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐฯ ในภายหลังที่จะควบคุมสื่อให้จูงใจให้คนอเมริกันมองรัฐบาลของตนไม่เลวร้ายนักผสมกับลัทธิบูชาบุคคลของโอบามาที่ดูเป็นคนดีศรีสังคมก็พอจะช่วยกลบเกลื่อนเรื่องอื้อฉาวนี้ได้ อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องกังวลกับพฤติกรรมแบบลอกเลียนแบบของเจ้าหน้าที่คนอื่นในสภาความมั่นคงซึ่งอาจส่งผลการเมืองอย่างรุนแรงในระดับเดียวกับคดีวอเตอร์เกตได้  รัฐบาลจึงต้องจับกุมและลงโทษนายสโนว์เดนให้เร็วและในสถานหนักแรงที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างให้คนอื่นกระทำตาม  ทว่าหากนายสโนว์เดนยังติดอยู่ในฮ่องกง สหรัฐฯ ก็ต้องพบกับปัญหาความสัมพันธ์กับจีนซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหาแบบล็อคตัวเองดังที่ได้กล่าวมาแล้ว\n2.หากสหรัฐฯ ไม่สามารถกดดันฮ่องกงหรือจีนโดยการทำเป็นเฉยหรือผ่อนคลายท่าทีลงก็สามารถช่วยให้หลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับจีนซึ่งอาจกระทบกระเทือนต่อประเด็นความสัมพันธ์อื่นๆ ระหว่าง 2 ประเทศเช่นความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลีเหนือหรือการร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกัน  แต่การกระทำเช่นนี้เป็นผลเสียอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติเอง  เช่นนายสโนว์เดนอาจขายความลับให้ทางจีนหรือประเทศอื่น  และอาจเป็นแรงจูงใจให้ลูกจ้างหรือบุคคลที่ทำงานเกี่ยวความมั่นคงของรัฐออกมาเป็นผู้เป่านกหวีดเช่นเดียวกับนายสโนว์เดนอีกก็ได้  ที่สำคัญทำให้ฝ่ายเหยี่ยวในรัฐบาลและรัฐสภาซึ่งจำนวนมากเป็นสมาชิกพรรคริพับลิกันโจมตีโอบามา กลายเป็นเกมการเมืองในประเทศที่ทำให้พรรคเดโมแครตอยู่ในภาวะที่เสียเปรียบ\nรัฐบาลสหรัฐฯ อาจมีวิธีแบบศาลเตี้ยเสียเองเช่นใช้หน่วยพิเศษนำนายสโนว์เดนออกจากเกาะฮ่องกงไปดำเนินคดีที่สหรัฐ ฯ แต่เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้เพราะเป็นการล่วงละเมิดอำนาจอธิปไตยของฮ่องกงที่สหรัฐฯ ต้องให้ความสนใจมากกว่าส่งหน่วยพิเศษไปลอบสังหารบิน ลาเดนโดยไม่ได้ขออนุญาตจากทางการปากีสถาน เพราะจะทำให้ชาวฮ่องกงไม่พอใจและนำไปสู่ความขัดแย้งกับจีนในที่สุด  หรือจะจ้างให้กลุ่มมาเฟีย \"อุ้ม\" เขาให้หายไปตลอดกาล \nแต่คนอย่างนายสโนว์เดนเองก็คงจะรู้เรื่องนี้ไม่น้อยเขาอาจจะใช้กลไกเพื่อป้องกันตัวเองเช่นให้บุคคลอื่นเตรียมแฉข้อมูลความลับมากกว่านี้หากเขาต้องหายตัวไปอย่างลึกลับ ดังคำให้สัมภาษณ์ของนายสโนว์เดนที่ว่า สหรัฐฯ ไม่มีทางที่จะปิดปากเขาได้แม้จะลอบสังหารเขาก็ตาม  ดังนั้นการเจรจาให้นาย  สโนว์เดนหายตัวไปเองก่อนจะกลบเกลื่อนให้เรื่องเงียบหายไปน่าจะเป็นทางเลือกอื่นสำหรับสหรัฐฯ และจีนในช่วงที่กำลังจัดรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างกันใหม่  แต่ก็อาจทำให้มีการมองว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อ่อนแอไม่สามารถจัดการกับ “ผู้ทรยศชาติ” ได้และอาจเป็นตัวอย่างให้กับคนอื่นต่อไป     \nหากนายสโนว์เดนประสบความสำเร็จลี้ภัยไปยังประเทศอื่นเช่นไอซ์แลนด์ (แต่มีกฏหมายว่านาย สโนว์เดนต้องไปเดินทางไปยังประเทศนั้นเสียก่อนจึงจะทำเรื่องขอลี้ภัยได้) และประเทศโลกที่ 3 เช่นในละตินอเมริกาดังที่นายจูเลี่ยน อัสซานจ์แนะนำประเทศเหล่านั้นอาจถูกสหรัฐฯ กดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อให้ปล่อยตัวนายสโนว์เดนมาเหมือนกับอาชญากรคนอื่นๆ อีกหลายคน ดังนั้นทางเลือกอื่นที่น่าสนใจที่สุดคือรัสเซีย\nรัฐบาลรัสเซีย\nการประกาศเปิดอ้อมแขนรับนายสโนว์เดนของรัสเซียเมื่อไม่นานมานี้ไม่น่าจะเพิ่มคะแนนความนิยมแก่ประธานาธิบดีวลาดิเมีย ปูตินทั้งในและนอกประเทศแต่สามารถสะท้อนภาพให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและความไม่จริงใจต่อกันในช่วงสงครามเย็นครั้งใหม่ได้ แม้ว่าไม่เข้มข้นเหมือนสหรัฐฯ กับจีนซึ่งมีทวีปเอเชียเป็นเครื่องเดิมพัน แต่รัสเซียต้องการกลับมามีอำนาจเหมือนเมื่อครั้งเป็นสหภาพโซเวียตโดยเฉพาะเรื่องศักดิ์ศรี  นายสโนว์เดนอาจเป็นเครื่องมือของนายปูตินให้เป็นสัญลักษณ์ว่ารัสเซียจะไม่ยอมอยู่ใต้แรงกดดันของสหรัฐฯ (เช่นเดียวกับกรณีที่ช่วยเหลือการส่งอาวุธให้กับรัฐบาลซีเรีย  สิ่งนี้ส่งผลต่อการประชุมจีแปดที่ผ่านมา) นอกจากนี้ยังทำให้รัสเซียจะได้ใช้ข้อมูลที่ได้จากนายสโนว์เดนมาเปิดโปงให้ชาวโลกได้รับรู้ถึงการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลสหรัฐ ฯ ซึ่งเป็นการแก้แค้นต่อข้อกล่าวหาที่สหรัฐฯ โจมตีตนและจีน\nกระนั้นนายปูตินอาจไม่วิตกว่าการเก็บนาย สโนว์เดนไว้จะเป็นดาบสองคมคือกลายเป็นสัญลักษณ์ในการต่อต้านรัฐบาลของประชาชนรัสเซียเท่ากับจีน  แม้ว่าประชาชนรัสเซียจะเคยประท้วงขับไล่นายปูติน อย่างหนักเมื่อปีสองปีก่อน แต่ดูเหมือนรัฐบาลรัสเซียจะสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของประชาสังคมได้อย่างดีเลิศและไม่อื้อฉาวเท่ารัฐบาลจีน  สำหรับชาวรัสเซีย ถ้าพวกเขามองว่านายสโนว์เดนเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลต่างชาติซึ่งแปรพักตร์เพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตัวและสร้างประโยชน์แก่เครมลิน ก็ไม่น่าจะเกิดผลกระทบอะไรเป็นวงกว้าง แต่นายปูตินก็ไม่สามารถมองข้ามคลื่นใต้น้ำของชาวรัสเซียที่อาจก่อตัวขึ้นอีกก็ได้เพราะมีเงื่อนไขสำคัญคือสภาพของรัสเซียที่ถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีสถิติการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนสูง อันเกิดจากการเป็นเผด็จการอำนาจนิยมของนายปูตินผสมกับระบบการเมือง ตุลาการและธุรกิจที่เน่าเฟะเต็มไปด้วยความฉ้อฉล นักการเมืองและข้าราชการมีความสัมพันธ์อันดีกับองค์กรนอกกฏหมาย จนมีคนมักโจมตีว่ารัสเซียเป็น รัฐมาเฟีย (Mafia State)\nดังมีข่าวในรัสเซียบ่อยครั้งว่าผู้นำกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลมักถูกถูกศาลตัดสินจำคุกโดยการยัดเหยียดข้อหาต่างๆ นาๆ   นักเปิดโปงเช่นเดียวกับนายสโนว์เดนคือนายเซอร์ไก แมกนิตสกี ทนายความซึ่งเปิดโปงโครงการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ถูกจับกุมและเสียชีวิตในห้องขังโดยมีลักษณะร่างกายถูกทำร้ายและทรมานในปี  2009   จึงแสดงถึงความเป็นมือถือสากปากถือศีลของรัฐบาลรัสเซีย เช่นเดียวกับรัฐบาลจีนและสหรัฐฯ หรือรัฐบาลเอกวาดอร์ที่ช่วยเหลือนายอัสซานจ์ให้ลี้ภัยแต่ไม่สนใจสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตัวเอง\nจากปัจจัยทั้งหมดที่ได้กล่าวมาทำให้ผู้เขียนเดาว่าพฤติกรรมเช่นนี้อาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจการลี้ภัยของนายสโนว์เดน ถ้านายสโนว์เดนลี้ภัยไปยังรัสเซีย หรือแม้แต่จีนแผ่นดินใหญ่ซึ่งมีภาพลักษณ์คล้ายๆ กัน รัฐบาลสหรัฐฯ ก็จะฉวยโอกาสนี้ในการกล่าวหาว่าเขาต้องการขายความลับให้กับต่างชาติที่แสนชั่วร้ายมากว่าเป็นผู้เชิดชูเสรีภาพที่ต้องการเปิดโปงความทุจริตของรัฐบาลสหรัฐฯ  นอกจากนี้นายสโนว์เดนอาจจะพอรู้อยู่บ้างว่าหากเขาหมดประโยชน์ รัฐบาลของจีนหรือรัสเซียอาจส่งเขากลับไปสหรัฐฯ เพื่อแลกกับผลประโยชน์อื่นๆ  ที่สำคัญกว่า  อย่างไรก็ตามถ้านายสโนว์เดนหมดหนทางจริงๆ ก็อาจจะเลือกหลายประเทศดังกล่าวในการลี้ภัยก็ได้ สิ่งนี้ต้องติดตามกันต่อไป\nตามความคิดของผู้เขียน การเลือกที่จะแอบซ่อนตัวอยู่ในฮ่องกงจึงเป็นแผนที่ถูกวางมาค่อนข้างดีของนายสโนว์เดน ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ก็ต้องรอดูต่อไป\n0000\n \n \nหมายเหตุ \nในบทความนี้ผู้เขียนมักจะใช้คำว่า \"อาจจะ\" หรือ “ถ้า” อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นการบอกว่าทั้งหมดเป็นการคาดคะเนเพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก มีปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ส่วนตัวละครสำคัญๆ  อย่างเช่นนายเอดเวิร์ด สโนว์เดนและรัฐบาลแต่ละประเทศมีการตัดสินใจและการดำเนินการที่ลึกลับซับซ้อนอาจจะเกินปัญญาของผู้เขียนบทความที่มีขีดจำกัดทางข้อมูลและเวลาเป็นอย่างมาก หากบทความนำเสนอข้อมูลและมีการทำนายผิด จึงขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้ \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-b5d95fca51674c618f7058d5de257426", "input": "Title: ชาวอุบลฯ หนุน ปฏิรูปการเมืองรอบใหม่ ต้องมีปฏิรูปสื่อ \n Body: ประชาสังคมอุบลราชธานี - 18 เม.ย. 50 คณะอนุกรรมการสนับสนุนการมีส่วนร่วมและรณรงค์ สำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ มูลนิธิประชาสังคมจังหวัดอุบลราชธานี จัดโครงการพัฒนาประชาธิปไตย สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับถาวร จ.อุบลราชธานี ที่ศาลาวัดเลียบ โดยมีน.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุบลราชธานี ร่วมในเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้ โดยมีชาวอุบลราชธานีเข้าร่วมกว่า 150 คน ทั้งจากองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนอื่นๆ ได้แก่ เครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนและที่ดินทำกิน เครือข่ายสื่อภาคประชาชนภาคอีสาน ชุมชนวัดทุ่งศรีเมือง ชุมชนวัดป่าน้อย ชุมชนวังสว่าง ชุมชนแออัด ชุมชนท่าวังหิน ชุมชนวัดหลวง ชุมชนกุดคูณ ชุมชนวัดกลาง และชุมชนวังทอง \n\n \n\nเวทีพัฒนาประชาธิปไตยสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนครั้งนี้ ยกประเด็นการเพิ่มมาตราและการคงมาตราที่มีอยู่เดิมในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ในหมวดที่เป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในเรื่องของสิทธิเสรีภาพในการพูด การฟัง และการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม สิทธิเสรีภาพสื่อ สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก สิทธิเสรีภาพในการชุมชนอย่างสงบและปราศจากความรุ่นแรง และเสรีภาพในการตรวจสอบอำนาจรัฐ ซึ่งถือเป็นสิทธิตามธรรมชาติของประชาชน ทั้งอำนาจรัฐมิอาจออกมาตรการทางกฎหมายใดที่เป็นการละเมิดเสรีภาพดังกล่าวของประชาชน รวมทั้งให้คงเนื้อหาว่าด้วยสิทธิการสื่อสารของประชาชน ตามมาตรา 37, 39, 40, 58 และมาตรา 60 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และเพิ่มสาระในมาตรา 39, 40, 41 และ 42 ที่ว่าการจำกัดเสรีภาพจะกระทำมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ \n\n \n\nนอกจากนี้ ยังเสนอให้การปฏิรูปสื่อโดยภาพรวมในการปฏิรูปการเมืองรอบใหม่ โดยใช้หลักคิดความเท่าเทียมกัน เป็นธรรม ทั่วถึง เพื่อสนับสนุนสื่อที่หลากหลาย เน้นประโยชน์สาธารณะมากกว่าประโยชน์ทางการค้า เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งกลุ่มเด็ก เกษตรกร ผู้พิการ ชนกลุ่มน้อย และกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในการสื่อสาร โดยได้เสนอให้มีวิทยุชุมชนและโทรทัศน์บริการสาธารณะ \n\n \n\nขณะเดียวกันก็เสนอให้แก้ไขปัญหาวิทยุชุมชนระหว่างที่ยังไม่มีรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ โดยให้แก้ไขปัญหาคลื่นความถี่ที่ทับซ้อน ให้เป็นไปตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2543 ในประเด็นสัดส่วนการเข้าถึงและเข้าไปใช้คลื่นความถี่ของภาคประชาชนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 และการดำเนินการของภาคประชาชนต้องไม่เป็นการแสวงหากำไรทางธุรกิจ \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-5d5447121acf405080c3ff250da6099e", "input": "Title: นักข่าวพลเมือง: หมอนิรันดร์ชี้ชี้ปฏิรูปประเทศไทย ต้องเริ่มที่ชุมชน \n Body: จากสถานการณ์ปัจจุบัน รัฐบาลได้ผลักดันนโยบายปฏิรูปประเทศไทยขึ้นจนกลายเป็นกระแสสังคมที่ทุกฝ่าย ได้ให้ความสำคัญ วันนี้  (25 ก.ย. 53) เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง จังหวัดอุบลราชธานี (คปสม.อบ.) ได้จัดเวทีประสบการณ์ชุมชนโมเดลปฏิรูปประเทศไทย เพื่อนำเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยโดยมีนาย แพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นประธานในการกล่าวปาฐกถา\nนายแพทย์นิรันดร์กล่าวว่า   การปฏิรูปที่แท้จริงไม่ใช่การปรองดองของรัฐบาล การหันหน้าเข้าหากันของนักการเมืองเพื่อรักษาผลประโยชน์สองฝ่าย  ต้องเกิดจาก การต่อยอดการทำงานต่อสู้ของชาวบ้านมาเป็นระยะเวลานาน เพื่อเรียกร้องสิทธิที่ประชาชนพึงได้รับตามรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่มิใช่แค่การรับฟังปัญหา แต่เป็นการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การแก้ไขปัญหา และการตรวจสอบว่ารัฐบาลได้นำเอาสิ่งที่ประชาชนนำเสนอไปปฏิบัติตามหรือไม่ ดังนั้นประชาชนจึงต้องรู้เท่าทันให้มากขึ้น โดยการรวมตัวกันคุยถึงปัญหา แล้วสรุปแนวทางแก้ไข  ยกระดับการนำเสนอด้วยการผลักดันสู่นโยบาย \n“สังคมไทยผ่านการต่อสู้มาเยอะ สูญเสียเยอะ แต่ยังอยู่ในวังวนของอำนาจ วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ประชาชนได้ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนและความถูกต้อง  ถือเป็นการเมืองภาคพลเมือง   อย่างแท้จริง” นายแพทย์นิรันดร์กล่าว\nด้านนายศักดิ์สิทธิ์ บุญญะบาล เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง จังหวัดอุบลราชธานี (คปสม.อบ.) กล่าวถึงการจัดเวทีครั้งนี้ว่า จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 กันยายน 2553 ณ ที่ทำการเครือข่ายฯ ชุมชนเกตุแก้วบ้านมั่นคง อำเภอวารินชำราบ เพื่อนำเสนอโมเดลปฏิรูปประเทศไทยจาก 7 ประเด็น 7 จังหวัด 10 เครือข่ายที่ทำงานตามประเด็นต่างๆสั่งสมประสบการณ์จนตกผลึกเป็นองค์ความรู้ เป็นแนวทางการทำงานอย่างชัดเจนมานำเสนอในเวที  ประกอบด้วยประเด็นความมั่นคงทางอาหาร ที่ดินที่อยู่อาศัย การศึกษาทางเลือก ทรัพยากร/นิเวศน์วัฒนธรรม ภูมิปัญญาหมอแผนไทย สื่อสิทธิชุมชน และศิลปวัฒนธรรม เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งมีนายอานันท์  ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย  โดยมีตัวแทนคณะกรรมการเดินทางมาร่วมรับข้อเสนอในวันที่ 26 กันยายน 2553 นี้\nเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสานชี้ปฏิรูปประเทศไทย ต้องปฏิรูปที่ดิน ให้คนจนมีที่ทำกิน จะแก้ได้ทุกปัญหา\nด้านเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมืองจังหวัดอุบลราชธานี  จัดเวทีนำเสนอประสบการณ์ชุมชนโมเดลปฏิรูปประเทศไทยขึ้น ณ ชุมชนเกตุแก้วบ้านมั่นคง อำเภอวารินชำราบ  เพื่อนำเสนอประสบการณ์ความสำเร็จของการทำงานด้านต่างๆ ต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ที่จะลงพื้นที่เพื่อรับฟังข้อเสนอในวันที่ 26 ก.ย. 53 นี้\nในเวทีมีการนำเสนอประสบการณ์ ชุดที่ดินที่อยู่อาศัยจากเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) เครือข่ายสลัม 4 ภาค และเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง จังหวัดอุบลฯ\nนายไสว มาลัย ผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปท.) กล่าวว่าปัญหาของประเทศไทยในปัจจุบัน คือเรื่องการกระจุกตัวของที่ดิน ทีดินจำนวน 90 % กระจุกอยู่กับคนจำนวนแค่ 10 %  ทำให้คนจนไม่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงทรัพยากร  แม้จะใช้วิธีการหรือกลไกต่างๆ เช่น กลไกการตลาด ก็ไม่สามารถกระจายที่ดินมายังคนจนได้ เพราะคนจนไม่มีเงินซื้อ หากจะปฏิรูปประเทศไทย อันดับแรกต้องปฏิรูปที่ดิน จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทั้งหมด\nด้านนางธนวรรณ พวงผกา  เครือข่ายชุมชนเมืองฯ กล่าวว่าการปฏิรูปประทศไทยที่ต้องเริ่มต้นที่ชุมชนนำเสนอขึ้นไปสู่รัฐบาล ให้จัดทำเป็นนโยบายนำสู่การปฏิบัติ  โดยยกกรณีตัวอย่างของเครือข่ายชุมชนเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ที่มีประสบการณ์ความสำเร็จจากชาวบ้านรวมตัวกันเพื่อต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนมา เป็นระยะเวลานาน ปัจจุบันมีสมาชิก 1010 ครอบครัว ใน 20 ชุมชน มีเงินออมจำนวนกว่า 2,290,000 บาท สามารถแก้ไขปัญหาได้หลายประเด็น เช่น ที่ดินที่อยู่อาศัย (โฉนดชุมชน) สวัสดิการชุมชน สิทธิชุมชน การพัฒนาเด็กและเยาวชน  จึงขอเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนให้เกิดงานพัฒนาตามทุนเดิมของชุมชน การทำงานและการต่อสู้ของชาวบ้านที่รวมตัวกันพัฒนาศักยภาพของชาวบ้าน เรียนรู้การประชุม การเรียกร้องสิทธิ การพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แล้วขยายให้ทั่วทุกพื้นที่ในประเทศ จะนำสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน  นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอด้านต่างๆ เช่น การจัดระบบสวัสดิการขั้นพื้นฐานของภาครัฐ ที่ต้องให้ประชาชนได้เข้าถึงอย่างเท่าเทียม เช่น ด้านการศึกษา ด้านการบริการสุขภาพ การปรับปรุงไล่รื้อระบบกระบวนการยุติธรรม ให้ข้อกฎหมายเอื้อต่อความถูกต้องและเป็นธรรม  และสุดท้ายประชาชนทุกคนถือเป็นหุ้นส่วนของประเทศ ต้องมีสิทธิ์ที่จะกำหนดแผนพัฒนาประเทศ  ภาครัฐต้องเชื่อมั่นในพลังของประชาชน ที่มีศักยภาพที่หลากหลายและแตกต่างกัน  สามารถกำหนดอนาคตของประเทศไทยได้ \nนอกจากนี้ในเวทียังมีการนำเสนอประสบการณ์ ชุดความมั่นคงทางอาหาร ของเครือข่ายข้าวคุณธรรม วัดป่าสวนธรรม อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร มีพระอาจารย์สุภัทโธ ให้ข้อมูลถึงความเป็นมาว่า เกิดจากการรวมตัวกันของสมาชิกโดยการออมเงินวันละบาท และการทำสวัสดิการกองบุญเกื้อหนุน  เริ่มต้นด้วยสมาชิกจำนวน 130 คน ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 1,500 คน  ใช้วิทยุชุมชนเป็นสื่อกลางในการนำเสนอข้อมูลให้กับสมาชิก จนเกิดกลุ่มเกษตร ปลอดสารโดยเฉพาะ “ข้าวคุณธรรม” ขึ้น โดยชาวนาจะเป็นผู้ที่ถือศีล 5 ลดอบายมุข 3 ประการ คืองดสูบบุหรี่ เสพสุรา และเล่นการพนัน  มีการปลูกข้าวที่หลากหลายสายพันธุ์ โดยมีจำนวนถึง  150 สายพันธุ์  การผลิตข้าวด้วยกระบวนการที่มาตรฐาน  รวบรวมข้าวเข้าสู่โรงสีชุมชน  โดยชาวนาเป็นผู้ผลิตตลอดกระบวนการจนถึงมือผู้บริโภค  ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำได้  ลดการอพยพเข้าไปทำงานในกทม. ลูกหลานได้รับการถ่ายทอด เกิดความรู้สึกรักชุมชน นับเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง\nด้านนายไพบูรณ์  ภาระวงศ์ เครือข่ายพันธุ์ข้าวพื้นเมือง บ้านหนองพรานคาน จังหวัดอุบลราชธานี  กล่าวถึงสถานการณ์ปัญหาที่ชาวบ้านละทิ้งข้าวพันธุ์พื้นเมือง หันไปปลูกข้าวพันธุ์ส่งเสริมทั้งหมด ทำให้เกิดปัญหาต้นทุนการทำนาที่สูงขึ้น ปัญหาด้านสุขภาพเช่นโรคเบาหวาน ความดันมากขึ้น ข้าวพันธุ์พื้นเมืองสายพันธุ์ที่เคยปลูกมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายเริ่มหายไป ทั้งๆที่เป็นสายพันธุ์ที่ปลูกง่าย ต้านทานโรคได้ดี ทำให้ชาวบ้านบางกลุ่มเห็นความสำคัญ รวมตัวกันหันกลับมาทำนาแบบย้อนยุคเหมือนสมัยที่ปู่ย่าตายายในอดีตพาทำ  ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตขึ้นเอง ทำให้ต้นทุนการทำนาลดลง  ผลผลิตได้มากขึ้น ปัจจุบันมีการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองประมาณ 100 ครัวเรือน หลากหลายสายพันธุ์มากขึ้น เช่น ข้าวหอมสามกอ ข้าวมะลิแดง ข้าวเหนียวอุบลฯ \nจากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทั้งสองเครือข่ายได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย  คือ การส่งเสริมให้ชุมชนปราศจากอบายมุข   ให้รัฐบาลออกกฎหมายจำกัดเวลาในการขายสุราวันละ ๑ ชั่วโมง  รวมถึงการทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานกับศีลธรรมจริยธรรม การสร้างเครือข่ายเมล็ดพันธุ์ชุมชน เพื่อรักษาสายพันธุ์ข้าวไม่ให้ตกสู่มือนายทุน  ให้ชุมชนมีสิทธิในการเป็นเจ้าของเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านโดยการสนับสนุนของรัฐบาล  และสุดท้ายคือการผลักดันให้จังหวัดอุบลฯเป็นจังหวัดนำร่องในการผลักดันเรื่องเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน \n What is the sentiment in the text for the genre: ict", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-43038680afaf46a7a2dea3776b11d3ea", "input": "Title: \"วาทกรรมการพัฒนา\" สู่ \"วิถีชน ริมโขง\" \n Body: กระบวนการพัฒนาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เติมเต็มด้วยวาทกรรมการพัฒนาแบบใหม่ๆ ที่แยบยล แนบเนียน ต่อการเอารัดเอาเปรียบของชุมชนท้องถิ่น ไม่ว่ารัฐบาลยุคไหนก็ต้องดำเนินแผนนโยบาย การพัฒนาให้คงอยู่ อย่างยั่งยืน โดยไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากผลลัพธ์การของการพัฒนาที่ไม่มีวันหยุดยั้ง\n\n \n\nการสร้างเขื่อนเป็นอีกแผนการพัฒนาหนึ่งที่ทั้งรัฐและนายทุนเอกชนร่วมมือกัน เพื่อที่จะสร้างพลังงานมาใช้เป็นแสนๆ ปีก็ว่าได้  การสร้างเขื่อนในปัจจุบันมีวัตถุประสงค์ก็เพื่อพลังงานไฟฟ้า เพื่อประชาชน และสุดท้ายก็คือ ผลประโยชน์อันมหาศาลที่ตกอยู่ในมือของนายทุนเพียงไม่กี่คน แต่กลับส่งผลกระทบกับชุมชนไม่รู้สักเท่าไรเช่นกัน\n\n \n\n\n\nแผนที่ อ.เชียงแสน-อ.เชียงของ จ.เชียงราย\n\n \n\nเยือน \"แม่น้ำแห่งชีวิต\" บรรยากาศ สู่ \"เมืองการค้าของเชียงแสน\"\n\n \n\nเมื่อวันที่ 14 พ.ย. ผมมีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เรื่องผลกระทบจากการสร้างเขื่อนในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดหลังปี 2540 เป็นต้นมา สำหรับงานครั้งนี้หัวเรือใหญ่ต้องยกให้ โครงการฟื้นฟูนิเวศวิทยาในภูมิภาคอินโดจีนและพม่า หรือที่เรียกกันว่าเธียร์ร่า (TERRA)\n\n \n\nเวทีแรก เมื่อก้าวเท้าสู่ดินแดนล้านนา ที่วัดดอยผางาม ใน อ.เชียงของ ผมได้รับฟังกระบวนการทำงานของกลุ่มอนุรักษ์เชียงแสน  อีกอำเภอหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาของรัฐที่ไร้การเหลียวแล ทั้งปัญหาระดับน้ำโขงขึ้นลงอย่างผิดปกติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และปัญหาตลิ่งริมน้ำถูกกัดเซาะที่ทำให้ชาวบ้านหลายพื้นที่ต้องสูญเสียที่ดินไปเป็นจำนวนมาก  \n\n \n\nอ.มิติ ยาประสิทธิ กลุ่มรักษ์เชียงแสน เป็นตัวแทนของกลุ่มอนุรักษ์เชียงแสนมาเล่าให้ทางกลุ่มผู้ศึกษาดูงานฟังว่า ชาวเชียงแสนมีวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนเก่าก่อนที่เคยอยู่กันอย่างสุขสบาย พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ เดี๋ยวนี้ชาวบ้านประสบกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงอย่างรุนแรง ซึ่งไม่เคยเป็นมาก่อน ปลาหายาก น้ำท่วมบ่อยขึ้น ตลิ่งพังขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว\n\n \n\nอ. มิติกล่าวต่อมาว่า สิ่งเหล่านี้เกิดจากโครงการสร้างเขื่อนในจีน ลาว ที่ผุดขึ้นมากมาย กระบวนการและแผนพัฒนาของรัฐที่จะให้เมืองเชียงแสนที่เดิมเป็นอู่ข้าวอู่น้ำกลายเป็นเมืองแห่งการค้า โดยเฉพาะ FTA ระหว่างไทยจีน หรือแม้กระทั่ง โครงการพัฒนาเศรษฐกิจอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ GMS ซึ่งชาวบ้านได้รับผลกระทบมากกว่าประโยชน์จากโครงการเหล่านี้\n\n \n\nท่าเรือเชียงแสน หลายคนคงรู้จักกันดีว่าเป็นท่าเรือที่มีความสำคัญกับโครงการความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ GMS แต่เท่าที่เห็น ชาวบ้านเป็นได้แค่กรรมกรขนถ่ายสิ้นค้าลงเรือซึ่งเป็นเรือสินค้าของชาวจีนแทบทั้งสิ้น\n\n \n\n\n\nบรรยากาศริมแม่น้ำโขง\n\n \n\n\n\nท่าเรือเชียงแสน กรรมกรของชุมชนท้องถิ่น กำลังขนถ่ายสินค้าลงเรือชาวจีน\n\n \n\n \n\n\n\nเรือสินค้าของจีนหลายสิบลำมารอรับสินค้า\n\n\n\n \n\nระหว่างที่เรานั่งเรือชมบรรยากาศของแม่น้ำโขง ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่บริเวณโรงแรมริมโขงริเวอร์ไซด์ไปจนถึงบ้านห้วยลึก จะเห็นริมตลิ่งที่ถูกกัดเซาะทำลายโดยกระแสน้ำที่ขึ้นลงผิดปกติ คือผลจากการพัฒนาที่เรียกว่าเขื่อน คำพูดของคนขับเรือที่บอกเล่าให้ฟัง ระหว่างที่เราล่องเรือทวนกระแสน้ำอยู่กลางลำโขง\n\n \n\nผมจึงรู้สึกเศร้าใจอยู่เล็กน้อยที่ได้ยินว่าเขื่อนสร้างผลกระทบให้กับชาวบ้านมากมายขนาดนี้... \n\n \n\nจากบทเรียนที่ผ่านมาของผม และเชื่อว่าหลายๆ คนคงไม่ต่างกัน ตอนชั้นประถมศึกษา หรือมัธยม เวลาไปทัศนะศึกษาจำได้ว่าทั้งครูและวิทยากรที่นำชมการสร้างเขื่อน ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก หรือ อีกนานาเขื่อนล้วนแล้วจะมีแต่ข้อดีเต็มไปหมด ผลเสียนั้นยากที่จะจิตนาการเห็น \n\n \n\nกับสิ่งที่พยายามพร่ำบอกเสมอมาว่า \"เขื่อนทำให้เรามีไฟฟ้าใช้\" \"เขื่อนอยู่กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน\" แต่ที่ผมได้เห็นนั่นคือ \"เขื่อนยั่งยืน\" ขณะที่ชาวบ้านต้องอพยพหนี้น้ำที่จะมาท่วมบ้านเรือน ไร่นา และการเวนคืน แล้ววิถีชีวิตคนริมน้ำของพวกเขาก็ไม่ได้ยั่งยืนอีกต่อไป\n\n \n\nผมคิดว่า สำหรับชาวบ้านในหลายๆ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อน ถ้าเขาเลือกได้ เขาคงอยากกลับไปใช้ตะเกียง เพื่อดึงเอาทรัพยากรและวิถีชีวิตที่สูญเสียไปกลับมา \n\n \n\nสัมผัสริมโขง สัมผัสวิถีชน\n\n \n\nเรือรับจ้างบริเวณฝั่งโขงแล่นลำพาผู้โดยสารอย่างผมชมทัศนียภาพของแม่น้ำโขงตั้งแต่บ้านหาดบ้าย ล่องเรือไปเรื่อยๆ จนถึงบ้านปากห้วยลึก บ้านปากอิงใต้อยู่ระหว่างอำเภอเชียงแสนและอำเภอเชียงของ สภาพบรรยากาศโดยรอบที่เห็นนอกจากเปลวแดดสะท้อนผิวน้ำที่ล้อมรอบลำเรือ คือ กระแสน้ำโขงที่ไหลแรง และตลิ่งที่พังเป็นแนวยาวตลอดสายน้ำ \n\n \n\nตลอดระยะทาง 10 กิโลเมตรที่อยู่บนเรือ เสียงของคนขับเรือ ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่อำเภอเชียงของ ได้พรั่งพรู บอกเล่าถึงความผูกพันของแม่น้ำโขงกับชาวบ้านที่มีมาอย่างช้านาน ผู้คนทั้งสองริมฝั่งโขงเป็นพี่น้องกัน และพึงพาอาศัยกันจากแม่น้ำโขง สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมสัมผัสได้ว่าแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่มีชีวิต มีจิตวิญญาณ มีความรู้สึก และหลอมรวมไปด้วยความผูกพันของผู้คน\n\n \n\n\"แม่น้ำโขงเป็นเสมือนตัวเชื่อมวิถีชีวิต ไม่ใช่เป็นเพียงพรมแดนกันระหว่างประเทศ\" ประโยคที่ยินบอกถึงความรู้สึกนึกคิดของคนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี\n\n \n\n\n\nสภาพตลิ่งพัง\n\n \n\n\n\nสภาพบ้านเรือนริมฝั่งประเทศลาว\n\n \n\nวิถีชีวิตของคนชาวโขง ส่วนใหญ่จะพึ่งแม่น้ำโขงทั้งการเกษตร การประมงน้ำจืด ชาวบ้านต่างรู้ว่าความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงเป็นอันดับสองของโลก รองก็แค่ลุ่มน้ำอเมซอนเท่านั้น \n\n \n\nชุมชนบ้านหาดบ้าย ชุมชนบ้านหวยลึก ชุมชนปากอิงใต้ กลุ่มอนุรักษ์เชียงแสน กลุ่มอนุรักษ์เชียงของ ต่างก็มีเสียงออกมาว่า การพัฒนาจากภาครัฐไม่ได้เหลียวมองวิถีชีวิตของพวกเขาเลย การสร้างเขื่อน วาทกรรมการพัฒนาอันสวยหรูของรัฐร่วมและทุน ได้เบียดบังและเบียดเบียนทรัพยากรริมโขงอันมีค่ายิ่งไปจากพวกเขา \n\n \n\nการใช้ชีวิตของชาวบ้านในชุมชนดังกล่าว เราจะเห็นเรือประมงเล็กๆ กับใบหน้าที่ดูไม่สมหวังกับการหาปลาเพื่อเลี้ยงชีพ ส่วนอีกมุมหนึ่งคือ เรือสินค้า รถขนถ่ายสินค้า ที่มีอยู่มายมายเกลื่อนเมือง นี่คือความแตกต่างที่เราได้พบ ซึ่งมันคงจะดีไม่ใช่น้อยที่เรือสินค้าเหล่านั้นชาวบ้านเข้าไปมีส่วนร่วมได้ด้วย ในการมีส่วนร่วมที่ไม่ใช่แค่กรรมกรรับจ้าง หาเช้ากินค่ำ  \n\n \n\n\n\nเขตพื้นที่หาปลาของชาวบ้านริมโขง อ. เชียงแสน\n\n \n\n\n\nเขตเศรษฐกิจ ท่าเรือสินค้าริมโขง อ.เชียงแสน\n\n \n\nตัวอย่างแผนนโยบายการพัฒนาแม่น้ำโขงและผลกระทบที่เกิดขึ้น\n\n \n\nจากการผลักดันโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำในลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่การรื้อฟื้นแผนการก่อสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงสายหลักตั้งแต่ปี 2550 ตั้งแต่นั้นเมืองเชียงของ และเชียงแสนได้รับผลกระทบมาโดยตลอด ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือสถานการณ์น้ำท่วมในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาซึ่งในตอนนั้นนายนายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา ผู้ประสานงานเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง-ล้านนา มีการแฉออกมาว่าเหตุน้ำท่วมเกิดจากจีนปล่อยน้ำจากเขื่อนในเมืองเชียงรุ้ง สิบสองปันนา อีกเหตุระเบิดแก่งในแม่น้ำขยายเส้นทางเดินเรือขนสินค้า เป็นเหตุให้อ.เชียงแสน อ.เชียงของ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย รวมทั้งในฝั่งแขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว อยู่ในขั้นวิกฤตใกล้เคียงกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ.2509 และพ.ศ.2514 \n\n \n\nแต่ลักษณะการท่วมแตกต่างออกไป เนื่องจากในอดีตน้ำท่วมริมฝั่งแม่น้ำโขงหนัก เพราะแม่น้ำสาขา เช่น แม่น้ำกก แม่น้ำอิง ไหลเอ่อและถูกแม่น้ำโขงหนุน แต่สภาพการท่วมในเดือนส.ค.2551 นับเป็นครั้งแรกที่แม่น้ำสาขาไม่ได้มีปริมาณมากพอที่จะเอ่อล้น แต่น้ำที่ท่วมเกิดจากแม่น้ำโขงเข้าท่วมโดยตรง และทะลักขึ้นฝั่งเข้ามาเป็นรัศมีกว่า 10 กิโลเมตร ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรเป็นบริเวณกว้าง (1)\n\nหรือแม้กระทั้งแผนพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง Greater Mekong Subregion-GMS เป็นอีกแผนหนึ่งที่ดึงเอาทรัพยากรธรรมมาชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่คำนึงถึงวิถีชีวิตของชาวบ้าน โดยแผนของ GMS จะมีในเรื่องของการเชื่อมต่อพลังงานในภูมิภาคและการค้า ทำให้ต้องมีความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในการผลักดันการสร้างเขื่อน ระเบิดแก่ง เพื่อเคลียร์เส้นทางการค้า ท้ายที่สุดผลกระทบก็เกิดกับชุมชนดังเดิมที่มีวิถีชีวิตมาช้านาน (2)\n\n\n\nเรือหาปลาของชาวบ้าน\n\n \n\nกระแสพัฒนา บรรยากาศ และธรรมชาติริมโขง\n\n \n\nอีกมุมหนึ่งที่ระบบธรรมชาติของแม่น้ำโขงได้ให้กับชุมชน ซึ่งถ้าถูกทำลายไปจากการพัฒนา คงจะน่าเสียดายมิใช่น้อย นั้นก็คือ บรรยากาศ ธรรมชาติที่สวยงามบวกกับวิถีชุมชนดั้งเดิม แต่ทั้งหลายเหล่านี้กำลังจะเปลี่ยนแปลงตามกระแสการพัฒนา\n\n \n\nและเพื่อการอยู่รอดของพวกเขา ถ้าฝืน หรือทวนกระแสการพัฒนาชาวบ้านก็มีแต่ตายกับตาย ชาวบ้านคงมีทางเลือกไม่มากนัก เพราะพวกเขาแทบไม่มีสิทธิ มีส่วนในการจัดการหรือกำหนดการใช้ทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของตัวเองเลย... ทั้งที่มันไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น\n\n \n\n\n\nบรรยากาศตอนเช้า ริมโขง\n\n \n\nท้ายที่สุดแล้วแม่นำโขงกับกระแสการพัฒนาคงไม่มีรัฐบาลยุคไหน สมัยไหน ยับหยั่งได้ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไว้ว่า ต้องรอให้วิกฤตความรุนแรงเกิดขึ้นกับแม่น้ำโขง กับชุมชนอย่างหนักก่อนหรือจะมีการลงไปแก้ปัญหาอย่างจริงจัง\n\n \n\n\n\nแผนที่เขื่อนบนแม่น้ำโขง\n\n \n\n \n\n.....................\n\n \n\n \n\nอ้างอิงจาก\n\n \n\n(1).โครงการแม่น้ำเพื่อชีวิต. http://www.livingriversiam.org/mk/mek_n55.html [1]\n\n(2).โครงการแม่น้ำเพื่อชีวิต. http://www.livingriversiam.org/mk/Mek_a1.htm [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-c7178d12830f4e5f8f2f91be1d1af5f7", "input": "Title: ‘สมาพันธ์ ศรีเทพ’ เสี้ยวหนึ่งของความทรงจำกับความฝันในวัยเยาว์ \n Body: เขียนรำลึก 'สมาพันธ์ ศรีเทพ' อายุ 17 ปี ผู้เสียชีวิตจากการถูกยิงที่ราชปรารภ\nผมไม่ได้รู้จักกับสมาพันธ์ ศรีเทพเป็นการส่วนตัวเราเคยคุยกันไม่กี่ครั้งเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ตอนนั้นผมยังเป็นนักศึกษาปีสี่ที่ฝันคุกรุ่น แต่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน ส่วนสมาพันธ์ ศรีเทพ หรือเฌอ วัยเพียง 14 ปี หลายท่านที่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว อาจจะบอกว่าเด็กคนนี้ไม่เหมือนเด็ก 14 ทั่วไป แน่นอนล่ะเขาอยู่กับผู้ใหญ่ ถกเถียงกับผู้ใหญ่ การคิดการวางตัวของเขาดูจะเกินเด็กไป แต่สำหรับผมแล้วเขาคือเด็กอายุ 14 ที่ปกติที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยรู้จักมา ต้องวัยเท่าไรที่เราจะตั้งคำถามกับโลก อายุเท่าไรถึงสมควรที่จะถกเถียงกับตรรกะของยุคสมัยก่อนหน้านั้น ถ้าไม่ใช่วัยสิบสี่ปี....ผมศรัทธาในการตั้งคำถามของคนรุ่นใหม่เสมอ ศรัทธาในกบฏตัวน้อยๆ ที่หาญกล้าเปลี่ยนโลก คงเป็นเหตุผลหนึ่งหลังได้ตราประทับปริญญาว่าเป็นสุนัขชั้นดี ผมเลือกอาชีพแรกที่จะเป็นครู\nย้อนกลับไปเมื่อสามปีที่แล้ว ผมและรุ่นน้องกลุ่มกิจกรรมในคณะจัดค่ายไปเรียนรู้ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสาละวิน มีเด็กมัธยมปลายเป็นลูกค่าย ผ่านการสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชนแห่งหนึ่ง เฌอไม่ได้เป็นลูกค่าย...เขามากับพ่อซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์กรนั้น ที่ค่ายนี้ก็เหมือนกับค่ายอาสาพัฒนาทั่วไป เราแลกเปลี่ยนความทรงจำในอดีต และสัญญาจะมีความทรงจำในอนาคตร่วมกัน ที่นั่นมันได้จุดไฟฝันให้หลายคน “เขื่อนสาละวิน”เขื่อนยักษ์ที่จะกลืนกินทุกอย่าง เป็นภาพสะท้อนการพัฒนาจากส่วนกลางที่ละเลยปัญหาจากส่วนอื่น แน่นอนละเราไม่ได้คุยกันแค่เรื่องเขื่อน แต่มันขยายรวมถึงการตั้งคำถามต่อทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา...ในวัย 22 ที่กำลังจะเผชิญกับโลกทุนนิยมที่เปราะบางในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นับถึงวันนี้ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่ผมรู้สึกใกล้เคียงที่สุดว่า “เราสามารถเปลี่ยนโลก”ได้\nผ่านจากวันนั้นมาราวสามปีแล้ว นานพอที่จะทำให้เชื่อว่าค่ายสาละวินไม่ใช่เพียงแค่ค่ายหลอกเด็กปลุกระดมตามที่คนนอกมอง หากแต่มันปวดร้าวที่ว่ามันเป็นค่ายหลอกตัวเองของผู้จัดด้วย ในวัยยี่สิบห้าหลังจากเริ่มอาชีพเป็นครูที่โรงเรียนทางเลือกแห่งหนึ่ง ในสถานที่เดิมปัจจุบันผมกลายเป็นคนรับจ้างสอนในบริษัทการศึกษา แม้จะทำงานเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง แต่ภาระในชีวิตที่มีหลังเรียนจบ ทำให้สนิมชนชั้นกลางเริ่มเกาะรอบกาย ผมขายวิญญาณตัวเองเพื่อให้มีชีวิตรอดในโลกทุนนิยม เพื่อรับเศษเงินของนายทุนมาประทังชีพ คืนเนื้อหนังมังสาให้ตัวเองออกไปรับใช้ระบบทุนนิยมต่อไป\nในที่ทำงานแห่งนี้ผมเคยเจออดีตนักกิจกรรมที่เคยทำงานร่วมกันมาเมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อน เราคุยกันถึงเรื่องวันวานกันอย่างออกรสชาติ แต่ครั้นผมถามเธอว่าทำไมถึงเลิกทำ ทำไมถึงหายไปเสีย เธอยิ้มแห้งๆ ก่อนจะบอกไปว่า “เราเหนื่อย...เหนื่อยที่จะเฝ้ารอว่าโลกพรุ่งนี้จะดีขึ้นกว่าวันนี้” เธอพูดได้ถูกทีเดียว...แม้เราอาจไม่ต้องลงแรงหามรุ่งหามค่ำแบบอดีต พคท. แต่แค่เฝ้ารอมันก็เหนื่อยเหลือเกิน ด้วยวัยขนาดนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่า เราต้องเริ่มจัดลำดับความฝันว่าอะไรเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ ความเจ็บปวดของคนวัยเท่านี้เห็นจะไม่พ้นการที่พบว่า ความฝันตั้งแต่ช่วงอายุ 18-25 ปี ไม่มีอะไรที่น่าจะเป็นไปได้เลย\nท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา ผมคงไม่สามารถพูดได้ว่าผมเป็นกลางทางการเมือง เรามีสติที่จะแยกแยะว่าเกิดอะไรขึ้น ในยุคสมัยที่นักสันติวิธีทั้งหลายทำตัวอย่างน่าอัปยศ อาจารย์มหาวิทยาลัยทรยศอุดมการณ์อย่างน่าละอาย พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรีที่ขาดความรับผิดชอบต่อประชาชน ผมเห็นเฌอ-สมาพันธ์ ศรีเทพ ในโทรทัศน์และภาพข่าวบ่อยครั้ง เขาไม่ได้เป็นแกนนำบนเวที เขาเป็นมวลชนคนหนึ่งที่อยู่แถวหน้า เพื่อนผมคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าเฌอมีข้อถกเถียงกับครอบครัวเรื่องการเมือง สาเหตุหนึ่งในการเข้าร่วมชุมนุมคือเขาอยากใกล้ชิดชนชั้นรากหญ้า แม้จะเติบโตมาในครอบครัวนักกิจกรรมและคนรอบกายก็มีแต่นักกิจกรรม เขายังเลือกที่จะเดินทางออกแสวงหาบางอย่างที่มากกว่าแค่ทฤษฎี และเรื่องราวจากประสบการณ์ของยุคสมัยก่อนหน้าเขา\nผมทำงานกับเยาวชนมาตลอดตั้งแต่สมัยเรียน หลายคนมีแววตาที่เป็นประกายและพร้อมที่จะตั้งคำถามกับทุกความอยุติธรรมในโลก แต่ไม่นานนักระบบทุนนิยมและการแข่งขันก็ซัดกลืนพวกเขาราวกับสึนามิ เมื่อเกลียวคลื่นคลายผมก็มักจะเห็นเพียงแค่สุนัขพันธุ์ดีพร้อมปลอกคอสวย สายจูงที่จะลากพวกเขาไปทางใดก็ได้ สังคมชนชั้นกลางโดยมากพร่ำสอนแต่เรื่องการแข่งขันและการนึกถึงแต่ตัวเอง การเหยียบหัวชาวบ้านขึ้นไปป่าวประกาศชัยชนะของตัวเอง...หากไม่เกิดเหตุการณ์ที่ราชปรารภ...เฌอ จะเป็นตัวอย่างที่ผมจะยกขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อผมต้องสอนคนรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ที่คิดแต่เรื่องกระเป๋าหลุยส์ โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ซัมเมอร์ที่อังกฤษ และการเอ็นทรานซ์เข้าคณะในฝันที่งานสบายและเงินเยอะ\nนับจากวันที่สิบเมษา การตายของมวลชนเสื้อแดงแทบจะเป็นเรื่องปกติ จะว่าไปการตายของคนจนในประเทศที่มีแต่การกดขี่เหลื่อมล้ำก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่ซ้ำร้ายกว่านั้น กระแสเสื้อแดงสมควรตาย หรือดิ้นรนมาตายเองก็แพร่ระบาดในสำนึกของชนชั้นกลางที่เปราะบาง คนเหล่านี้หมกมุ่นแต่กับวิถีชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของชนชั้นกลาง คลิปวิดีโอผู้ดีสีลมกระทืบมวลชนเสื้อแดงเพราะทำให้รถติดเป็นตลกร้ายที่ขำไม่ออกมาหลายวัน ว่าคนเราสามารถฆ่าแกงกันได้เพราะแค่รถติดกับห้างปิด เท่านั้นเองหรือ\nเหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกย้อนไปถึง กรณีเขื่อนสาละวิน....เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐถามพ่อใหญ่จากบ้านสบเมยว่า หากสร้างเขื่อนแล้วจะมีผลเสียคิดเป็นมูลค่าเท่าไร...ทางรัฐจะชดเชยให้ วันนั้นพ่อใหญ่งงเป็นไก่ตาแตก พ่อใหญ่ไม่เคยนั่งคำนวณ ว่าสายน้ำที่จะหายไปมีมูลค่าเท่าไร ฝูงปลาที่หมู่บ้านจับกินมาตั้งแต่บรรพบุรุษนี่มันมูลค่าเท่าไร เรือกสวนไร่นาที่ไม่เคยมีนายทุนที่ไหนมากว้านซื้อมีมูลค่าเท่าไร..พ่อใหญ่ไม่เคยคิด และคงไม่เคยคิดว่าจะมีคนมานั่งคิด ที่สำคัญสิ่งเหล่านี้มันสามารถตีค่าได้ด้วยหรือ? เช่นเดียวกัน ถนน ตลาดหุ้น ห้างสรรพสินค้า พ่วงด้วยกระสุนปืน มันมีค่าแก่การทวงคืนเทียบเท่ากับ ความฝันและชีวิตที่ค้างเติ่ง ของเฌอ ได้หรือไม่....\nความตายไม่ใช่เรื่องโรแมนติก ยิ่งใหญ่หรือสวยงามเลย คำบอกเล่าภาพเหตุการณ์การเสียชีวิตของเฌอ ฉายซ้ำแล้วซ้ำอีกในหัวของผมราวกับเห็นมาด้วยตา สำหรับวัย17ปีของเฌอคงมีโลกหลายใบของเขาอยู่ในความคิดของเขา...โลกที่สันติ เท่าเทียม ปราศจากความรุนแรง โลกที่ใส่ใจกับรากหญ้าคนส่วนใหญ่ของประเทศ....ที่สำคัญมันไม่ใช่โลกใบผุๆ ที่เราอยู่กันในวันนี้ โลกแห่งความเห็นแก่ตัว แก่งแย่ง และดูถูกดูแคลนชนชั้นล่าง\nเสียงปืนยังคงดังต่อเนื่อง อีกหลายชีวิตที่ปลิดปลิว พร้อมกระแสสดุดีจากชนชั้นกลางอำมหิตและไร้ความคิด ผมเลิกงาน หอบชีวิต และความฝันที่ผุกร่อนตามกาลเวลากลับบ้าน คิดถึงความฝันในวัยเยาว์ของตัวเอง ของเฌอ และของหลายคน ที่จางหายไปกับสังคมที่หยามหมิ่นจิตวิญญาณของพวกเรา\nปล.กลอนนี้แต่งให้แก่ค่ายสาละวิน พื้นที่สุญญากาศแห่งอำนาจอธิปไตย เมื่อปี 2550 อุทิศแด่ เฌอ-สมาพันธ์ ศรีเทพ จากพี่ๆ ชาวค่ายทุกคน \n“ลองคิดดูง่ายง่ายสหายเรา \nพรุ่งนี้เจ้าตื่นมาเจอโลกใหม่\nโลกพรุ่งนี้ไม่มีประเทศไทย \nลาวพม่าไทยใหญ่ก็ไม่มี\nไร้ประเทศขอบขันธสีมา \nโขงธาราทิวเขาตะนาวศรี\nเขาบรรทัดสันกาลาคีรี \nก็ล้วนผืนธรณีดินเดียวกัน\nไม่ต้องพลีชีพเราเพื่อชาติไหน \nไม่ต้องฆ่าใครใครเพื่อชาติฉัน\nสิ้นสยบรบราและฆ่าฟัน \nสิ้นสงครามหยามหยันจิตวิญญาณ\nโลกพรุ่งนี้ไม่มีศาสนา \nศาสดาคือตัวเราที่ขับขาน\nไร้ภพหน้าพรุ่งนี้หรือเมื่อวาน \nไร้ตำนานปลอมแปลกให้แตกไป\nเราจะสร้างสวรรค์สันติภาพ \nไร้ซึ่งความหยามหยาบและเหลวไหล\nไร้ซึ่งความแตกต่างและห่างไกล \nจะรวมใจดังพี่น้องร่วมท้องมา\nเธออาจมองว่าฉันดูฝันเฟื่อง \nให้เป็นเรื่องนักฝันอย่าถือสา\nโลกใบใหม่ง่ายๆ ธรรมดา \nขอเพียงเธอเมตตาลองคิดดู” \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-1ef2e35c3fea493cbbf081c748628b05", "input": "Title: จี้ปลด \"ผู้บริหารศูนย์เตือนภัยฯ ทุกคน\" เหตุสัญญาณเตือนสึนามิผิดพลาดทำคนแตกตื่น \n Body: เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิร่อนจดหมายเปิดผนึกจี้ “อภิสิทธิ์-สุเทพ” ปลดผู้บริหารศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติทุกคน หลังซ้อมแผนเตือนภัยสึนามิ แต่เกิดสัญญาณดังติดๆ กันขึ้นอีก ทำประชาชนตื่นตระหนก เร่งอพยพออกจากพื้นที่ \n \nวานนี้ (13 ก.ย.53) ทีมเตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติชุมชนบ้านน้ำเค็ม เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ และเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ขอให้ปลดผู้บริหารศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติทุกคน\n \nไมตรี จงไกรจักร์ ผู้ประสานงานชุมชนบ้านน้ำเค็ม เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีซ้อมแผนอพยพหลบภัยขึ้นในพื้นที่เสี่ยงภัยสึนามิ 6 จังหวัดอันดามัน ในพื้นที่บ้านน้ำเค็ม เวลา 09.30-10.30 น. ของวันเดียวกัน เมื่อการซ้อมยุติลงนายสุเทพได้เดินทางกลับแล้ว แต่หอเตือนภัยได้ส่งสัญญาณดังขึ้นมาอีก ทั้งหมด 7 ครั้ง ตั้งแต่เวลา 10.50-11.50 น. ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกและต้องอพยพออกจากพื้นที่ ดังนั้นจึงต้องหาผู้รับผิดชอบต่อความล้มเหลวของศูนย์เตือนภัยในครั้งนี้\n \nทั้งนี้ จดหมายดังกล่าวระบุด้วยว่า ไม่สามารถให้ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติออกมาเพียงแค่กล่าวขอโทษอย่างเดียวได้ เพราะการซ้อมครั้งนี้เตรียมการมาไม่น้อยกว่า 3 เดือนแล้วยังเกิดข้อผิดพลาดได้ขนาดนี้ และหากเกิดเหตุการณ์จริงโดยการนำของผู้บริหารศูนย์เตือนภัยชุดปัจจุบันยังคงทำหน้าที่อยู่ต่อไป คนในพื้นที่เสี่ยงภัยใน 6 จังหวัดอันอามันไม่อาจไว้วางใจให้บริหารและสร้างความมั่นใจให้คนในพื้นที่ได้อีกต่อไป\n \n\n \nจดหมายเปิดผนึก\nถึง\n นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี\nนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี\n \nวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๓\n \nเรื่อง      ขอให้ปลดผู้บริหารศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติทุกคน\n \nตามที่รัฐบาลได้กำหนดให้มีการซ้อมแผนอพยพหลบภัยขึ้นในพื้นที่เสี่ยงภัยสึนามิ ๖ จังหวัดอันดามัน ในวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๓ โดยเริ่มการฝึกซ้อมตั้งแต่เวลา ๙.๓๐-๑๐.๓๐ น.นั้น และมีการประกาศยกเลิกการซ้อมในเวลา๑๐.๓๐ น.โดยประมาณนั้น\n \nการฝึกซ้อมได้กำหนดให้บ้านน้ำเค็มเป็นพื้นที่เป้าหมายของการฝึกซ้อม โดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการฝึกซ้อมแผน ประชาชนเข้าร่วมการฝึกซ้อมตามแผนของชุมชนเกิน กว่า ๙๐% โดยคนเข้าร่วมกว่า ๒,๐๐๐ คน โดยไม่ได้นัดหมาย การดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย จนจบการฝึกซ้อมและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับ\n \nต่อมาเวลา ประมาณ ๑๐.๕๐ น. เสียงหอสัญณาณเตือนภัยดังขึ้นมาอีกครั้ง โดยทำให้ชาวบ้านอพยพออกจากหมู่บ้านอีกรอบด้วยความตกใจว่าสึนามิเกิดขึ้นจริง ทำให้มีผู้ประสบเหตุรถมอเตอร์ไซด์ล้มหนึ่งราย และต่อมาดังทุก ๕ นาที อีก ๖ ครั้ง และเวลา ๑๒.๕๐ น. ได้มีการประกาศยกเลิก จากเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้นประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยใน ๖ จังหวัดอันดามันตื่นตระหนกตกใจอย่างร้ายแรงโดยเฉพาะชุมชนบ้านน้ำเค็ม ซึ่งไม่สามารถให้ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติออกมาเพียงแค่กล่าวขอโทษอย่างเดียวได้ เพราะการซ้อมครั้งนี้เตรียมการมาไม่น้อยกว่า ๓ เดือนแล้วยังเกิดข้อผิดพลาดได้ขนาดนี้ และหากเกิดเหตุการณ์จริงโดยการนำของผู้บริหารศูนย์เตือนภัยชุดปัจจุบันยังคงทำหน้าที่อยู่ต่อไป คนในพื้นที่เสี่ยงภัยใน ๖ จังหวัดอันอามันไม่อาจไว้วางใจให้บริหารและสร้างความมั่นใจให้คนในพื้นที่ได้อีกต่อไป\n \nจึงเรียมมาเพื่อให้นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี ปลดชุดบริหารศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติทั้งหมดภายในทันที เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว\n \n \nด้วยความเคารพอย่างสูง\n \nทีมเตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติชุมชนบ้านน้ำเค็ม\nเครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ\nเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง \n What is the sentiment in the text for the genre: national_security", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-9ebe46b36cc748f6be51f0234ff34301", "input": "Title: \"ซาปาติสตา\" บนเส้นด้าย : นาโอมี ไคลน์ รายงานจากซานคริสโตบัล \n Body: ภัควดี วีระภาสพงษ์ แปลจาก Naomi Klein, \"A decade after Acteal, war is again on Mexico\"s horizon,\" The Guardian [1]; 21 December, 2007.\n\n \n\n \n\n \n\nภาพการประสูติของพระเยซูมีให้เห็นดาษดื่นในเมืองซานคริสโตบัล เด ลาส คาซัส เมืองสมัยอาณานิคมบนที่ราบสูงของรัฐเชียปัส ประเทศเม็กซิโก แต่ที่ประตูทางเข้าศูนย์วัฒนธรรมเตียร์ราเดนโตร ภาพที่ต้อนรับสายตาผู้มาเยือนเปลี่ยนไปเล่าเรื่องราวของท้องถิ่น ตรงนั้นมีหุ่นคนกลุ่มหนึ่งขี่ล่อ ใส่หน้ากากสกีและถือปืนไม้\n\n \n\nนี่เป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวสำหรับ \"ซาปาทัวริสม์\" อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของนักเดินทางนานาชาติ ซึ่งผุดขึ้นรอบๆ การขบถของชาวพื้นเมืองที่นี่ และศูนย์เตียร์ราเดนโตรคือจุดเริ่มต้น หัตถกรรมสิ่งทอ โปสเตอร์และเครื่องประดับที่ทำจากซาปาติสตาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ในโรงแรมกลางแจ้ง บรรยากาศตอนสี่ทุ่มยังคึกคักจนเกือบน่าเวียนหัว พวกนักศึกษามหาวิทยาลัยนั่งดื่มเบียร์ยี่ห้อ Sol (ดวงอาทิตย์) ชายหนุ่มคนหนึ่งชูรูปถ่ายของรองผู้บัญชาการมาร์กอส ผู้นำขบถที่ใส่หน้ากากสกีและคาบไปป์ตลอดเวลา เขาบรรจงจูบรูปถ่าย พร้อมกันนั้น เพื่อนๆ ช่วยกันถ่ายรูปที่มีฉากหลังเป็นสถานที่กำเนิดขบวนการ ซึ่งได้รับการบันทึกและกล่าวขวัญถึงมากที่สุด\n\n \n\nมีคนพาดิฉันเดินฝ่าด่านนักดื่มที่กำลังฉลองกันครึกครื้นเข้าไปในห้องด้านหลังศูนย์วัฒนธรรมใกล้ๆ กับลานเหล้า บรรยากาศเคร่งขรึมในห้องราวกับโลกคนละใบ เอร์เนสโต เลเดสมา อาร์รอนเต นักวิจัยไว้ผมเปียวัย 40 ปี กำลังก้มดูแผนที่ทหารและรายงานขององค์กรสิทธิมนุษยชน \"คุณเข้าใจสิ่งที่มาร์กอสพูดไหม?\" เขาถามดิฉัน \"มันเป็นคำพูดที่แรงมาก เขาไม่เคยพูดอะไรแบบนั้นมาหลายปีแล้ว\"\n\n \n\nเลเดสมา อาร์รอนเต หมายถึงคำแถลงที่มาร์กอสกล่าวในคืนก่อนหน้านั้น (วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม—ผู้แปล) ที่การประชุมนอกเมืองซานคริสโตบัล คำแถลงมีชื่อว่า \"ความรู้สึกสีแดง: ปฏิทินและภูมิศาสตร์ของสงคราม\" ด้วยความเป็นมาร์กอส คำแถลงจึงเหมือนบทกวีและสงวนถ้อยคำเล็กน้อย แต่เมื่อกระทบโสตประสาทของเลเดสมา อาร์รอนเต คำแถลงนั้นคือสัญญาณเตือนรหัสสีแดงนั่นเอง (สัญญาณเตือนภัยสงครามของซาปาติสตา—ผู้แปล) \"พวกเราที่เคยผ่านสมรภูมิมาแล้ว ย่อมรู้จักสำเหนียกร่องรอยเมื่อมีการเตรียมพลและสงครามใกล้มาถึง\" มาร์กอสกล่าว \"มีสัญญานแห่งสงครามลอยเด่นที่ขอบฟ้า สงครามก็เฉกเช่นความกลัว มันมีกลิ่นไออย่างหนึ่ง และตอนนี้เรากำลังสูดได้กลิ่นคาวฉุนในดินแดนของเรา\"\n\n \n\nการประเมินสถานการณ์ของมาร์กอสยืนยันสิ่งที่เลเดสมา อาร์รอนเตและเพื่อนนักวิจัยแห่ง \"ศูนย์วิเคราะห์การเมืองและค้นคว้าวิจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจ\" กำลังเกาะติดด้วยแผนที่และแผนภูมิ ในฐานทัพถาวรทั้ง 56 แห่งที่รัฐบาลเม็กซิกันวางกำลังไว้ในดินแดนชาวพื้นเมืองในรัฐเชียปัส มีความเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีการปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ขนานใหญ่และเคลื่อนย้ายกองพลชุดใหม่เข้าไป รวมทั้งกองกำลังหน่วยรบพิเศษด้วย ทั้งหมดนี้คือสัญญาณบอกถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว\n\n \n\nเนื่องจากซาปาติสตากลายเป็นสัญลักษณ์ระดับโลกของการต่อต้านขัดขืนรูปแบบใหม่ เราจึงมักลืมไปว่า สงครามในเชียปัสไม่เคยยุติลงจริงๆ มาร์กอสนั้น แม้จะปิดบังตัวตนที่แท้จริง แต่เขาก็แสดงบทบาทท้าทายอย่างเปิดเผยในการเมืองของเม็กซิโก โดยเฉพาะในช่วงการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างดุเดือดเมื่อ ค.ศ.2006 แทนที่จะสนับสนุนผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสายซ้ายกลาง อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ เขากลับนำขบวน \"การรณรงค์ทางเลือกอื่น\" คู่ขนานกับการเลือกตั้งแทน โดยเรียกร้องให้หันมาสนใจประเด็นปัญหาที่ผู้สมัครทั้งหลายละเลย\n\n \n\nในช่วงนั้น บทบาทของมาร์กอสในฐานะนายทหารของกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติซาปาติสตา (EZLN) ดูเหมือนเลือนหายไปเป็นเพียงฉากหลัง มาร์กอสสวมบทเป็น \"ผู้แทนหมายเลขศูนย์\" ซึ่งหมายถึงการต่อต้านผู้สมัครชิงตำแหน่งทั้งหลาย ในคืนวันประชุม มาร์กอสประกาศว่า การประชุมนี้จะเป็นการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายสำหรับการรณรงค์ครั้งนี้และเขาจะไม่ปรากฏตัวไปอีกระยะหนึ่ง \"อย่าลืมว่า EZLN คือกองทัพ\" เขาเตือนใจผู้ฟัง และย้ำว่าเขาคือ \"นายทหารเสนาธิการ\" คนหนึ่งของกองทัพนี้\n\n \n\nEZLN กำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามร้ายแรงครั้งใหม่ ภัยคุกคามที่ทะลวงเข้าไปถึงหัวใจการต่อสู้ของซาปาติสตา ระหว่างการลุกฮือขึ้นก่อกบฏเมื่อ ค.ศ.1994 EZLN อ้างสิทธิเหนือที่ดินผืนใหญ่และยึดมาเป็นกรรมสิทธิ์รวมหมู่ นี่คือชัยชนะที่เป็นรูปธรรมที่สุดของ EZLN\n\n \n\nในข้อตกลงซานอันเดรสเมื่อ ค.ศ.1996 มีการรับรองสิทธิเหนือดินแดนแห่งนี้ ทว่ารัฐบาลเม็กซิกันกลับคำไม่ยอมลงนามในสัตยาบันรับรองข้อตกลง หลังจากไม่สามารถทำให้มีการรับรองสิทธิตามกฎหมาย ซาปาติสตาตัดสินใจมุ่งหน้าทำให้สิทธินี้กลายเป็นความจริงขึ้นมาบนผืนดิน พวกเขาก่อตั้งรัฐบาลของตัวเอง หรือที่เรียกว่า \"สภาการปกครองที่ดี\" และเริ่มสร้างโรงเรียนและสถานพยาบาลของตนเอง ยิ่งซาปาติสตาขยายบทบาทกลายเป็นรัฐบาลโดยพฤตินัยในพื้นที่กว้างใหญ่ของรัฐเชียปัส รัฐบาลกลางและส่วนปกครองท้องถิ่นในมลรัฐของเม็กซิโกก็ยิ่งตั้งใจหาทางบ่อนทำลายซาปาติสตามากขึ้น\n\n \n\n\"ตอนนี้\" เลเดสมา อาร์รอนเตกล่าว \"รัฐบาลมีวิธีแล้ว\" วิธีการก็คือ ใช้ความต้องการได้ที่ดินซึ่งฝังลึกในหมู่เกษตรกรในรัฐเชียปัสเป็นอาวุธต่อกรกับซาปาติสตา ศูนย์วิจัยของเลเดสมา อาร์รอนเตเก็บรวบรวมหลักฐานถึงวิธีการต่างๆ เอาไว้ เฉพาะในพื้นที่เขตเดียว รัฐบาลทุ่มเงินถึงราว 16 ล้านดอลลาร์เพื่อเวนคืนที่ดิน จากนั้นก็นำมาแจกให้แก่สมาชิกของครอบครัวจำนวนมากที่มีเส้นสายกับพรรคปฏิวัติสถาบัน (PRI) ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องการคอร์รัปชั่นอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่ที่ดินเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในความครอบครองของครอบครัวชาวซาปาติสตา ที่เลวร้ายที่สุดก็คือ \"เจ้าของ\" ที่ดินรายใหม่ส่วนใหญ่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มกองกำลังกึ่งทหารที่ใช้อำนาจเยี่ยงอันธพาล ซึ่งพยายามขับไล่ซาปาติสตาออกไปจากที่ดินที่มีการออกเอกสารใหม่\n\n \n\nนับตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นมา เกิดความรุนแรงขยายวงกว้างอย่างเห็นได้ชัด มีทั้งการข่มขู่โดยยิงปืนขึ้นฟ้า รุมทำร้ายทุบตีอย่างป่าเถื่อน และมีรายงานว่าครอบครัวชาวซาปาติสตาจำนวนมากถูกขู่ฆ่า ข่มขืนและหั่นเป็นชิ้นๆ อีกไม่นาน กองทหารในค่ายก็จะมีข้ออ้างให้เข้าไปฟื้นฟู \"สันติภาพ\" ระหว่างกลุ่มชาวพื้นเมืองที่ทะเลาะวิวาทกันเอง ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ซาปาติสตาพยายามสงบนิ่งต่อความรุนแรงและเปิดโปงการยั่วยุต่างๆ นานา แต่เพราะการเลือกไม่ยอมหนุนหลังโลเปซ โอบราดอร์ในการเลือกตั้งเมื่อ ค.ศ. 2006 ทำให้ขบวนการสร้างศัตรูที่ทรงอำนาจขึ้นมา และดังที่มาร์กอสกล่าวว่า เดี๋ยวนี้ เสียงเรียกขอความช่วยเหลือของพวกเขาพบแต่ความเงียบงัน\n\n \n\nครบรอบ 10 ปีพอดี เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1997 ปฏิบัติการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการต่อต้านซาปาติสตา กองกำลังกึ่งทหารกลุ่มหนึ่งเปิดฉากยิงใส่โบสถ์เล็กๆ ในหมู่บ้านอัคเตอัล สังหารชาวพื้นเมืองไปถึง 45 คน ในจำนวนนี้มีเด็กและวัยรุ่นเสียชีวิต 16 คน บางศพถูกสับด้วยมีดมาเชตี ตำรวจของมลรัฐได้ยินเสียงปืน แต่ไม่ทำอะไรเลย ในช่วงหลายสัปดาห์มานี้ หนังสือพิมพ์ในเม็กซิโกตีพิมพ์บทความจำนวนมากรำลึกถึงวาระครบรอบสิบปีของการสังหารหมู่\n\n \n\nแต่ในรัฐเชียปัส ประชาชนจำนวนมากบอกว่า สถานการณ์ในวันนี้ให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าขนลุก ทั้งกองกำลังกึ่งทหาร ความตึงเครียดที่ทวีขึ้น ความเคลื่อนไหวลับๆ ล่อๆ ของกองทัพ การถูกโดดเดี่ยวอีกครั้งจากส่วนอื่นๆ ของประเทศ พวกเขาส่งความวิงวอนขอร้องมาสู่ผู้คนที่เคยสนับสนุนพวกเขาในอดีต โปรดอย่ามองแต่อดีต โปรดมองไปข้างหน้า และช่วยป้องกันการสังหารหมู่อัคเตอัลครั้งใหม่ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นด้วยเถิด\n\n \n\n \n\n………………………………………………\n\nนาโอมี ไคลน์ เจ้าของผลงาน No Logo อันลือลั่น มีเว็บไซท์อยู่ที่ naomiklein.org [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-abcc2353cd89490eb8d70021f6896a2c", "input": "Title: รายงาน : มองการเมืองมาเลย์ จับนักกิจกรรมการเมืองแล้ว 16 คน \"ตัดไม้ข่มนาม\" ก่อนเลือกตั้งปีหน้า \n Body: รายงานโดย พิณผกา งามสม\n\n \n\nเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา นายอันวาร์ อิบราฮิม นักการเมืองฝ่ายค้านคนสำคัญของมาเลเซีย ถูกกักตัวราวหนึ่งชั่วโมงที่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ขณะที่ นักการเมืองและนักกิจกรรมชาวมาเลย์ จำนวน 16 คน รวมเด็กชายอายุ 13 ปี ถูกจับกุมขณะเดินทางไปยื่นหนังสือต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งจะมีผลยืดอายุการดำรงตำแหน่งประธานการเลือกตั้งของมาเลเซียคนปัจจุบัน \n\n \n\nนักกิจกรรมการเมืองระดับนำของมาเลเซีย ตัน ศรี กาลิด อิบราฮิม (Tan Sri Khalid Ibrahim) เลขาธิการพรรคเกออาดิลัน (People\"s Justice Party, KeADILan) ถูกจับที่ประตูรัฐสภา โดยนักการเมืองและนักกิจกรรมแถวหน้าของมาเลเซียอีก 15 คน ถูกจับกุมบนถนนราจา ราอุต ได้แก่ \n\n \n\n1. เทียน ฉัว (ประธานฝ่ายข้อมูลข่าวสาร พรรค KeADILan) \n\n2. อัง ฮอก ไก (อดีตสมาชิกระดับสูงพรรค KeADILan)\n\n3. มอฮ์ด ฮัตตา รัมห์ลี (เหรัญญิก พรรค PAS)\n\n4. ดร. โล โล กาซาลีห์ \n\n5. นูริดาห์ มอฮ์ด กาเลห์\n\n6. อาซิรา อาริฟฟิน\n\n7. ฮาชิม อาวัง\n\n8. นัสรูดิน ฮัสซัน ตันตาวี \n\n9. มอฮ์ด ซาบรี ซาฟีย์\n\n10. มอฮ์ด บาดิลาห์ มูดา\n\n11. ดร. นาซี ฮาชิม (หัวหน้าพรรคสังคมนิยม มาเลเซีย, Socialis Party Malaysia)\n\n12. S. Arutchelvan (เลขานุการ พรรคสังคมนิยมมาเลเซีย) \n\n13. S. Sivarajan (กรรมการกลางพรรคสังคมนิยมมาเลเซีย)\n\n14. อับดุล ราซัค อิสมาอิล ( ผู้ประสานงานฝ่ายข้อมูล ศูนย์ข้อมูลแรงงาน มาเลเซีย)\n\n \n\nทั้งนี้เด็กชายวัย 13 ปี นาม อับด์ มาห์มิน โรซาลัน ( อายุ 13 ปี) ถูกจับกุมด้วย\n\n \n\nกาลิด ในฐานะนักการเมืองจากพรรคเกออาดิลันได้ร่วมเป็นผู้แทนของภาคประชาชนและพรรคการเมืองในการยื่นหนังสือถึงโฆษกรัฐสภา นาซี อาซิซ เพื่อต่อต้านการแก้รัฐธรรมนูญซึ่งจะยืดอายุของผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการการเลือกตั้ง จากเดิม 65 ปี เป็น 66 ปี ทั้งนี้ หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวสำเร็จ ก็จะส่งผลให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งคนปัจจุบันสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้อีก 1 ปี\n\n \n\nขณะที่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งหมด เดินทางไปสู่รัฐสภานั้น ปรากฏว่า ถนนทุกสายที่จะม่งหน้าไปยังรัฐสภาถูกปิด และเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสุดท้าย พวกเขาก็ถูกล้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจและจับกุมในที่สุด\n\n \n\nโดยที่ช่วงเช้าของวันเดียวกันนั้นเอง อันวาร์ อิบราฮิม หัวหน้าพรรคเกออาดิลัน (People's Justice Party , KeADILan) ถูกจับกุม และสอบสวนโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มาเลเซีย ในระหว่างที่เขาเดินทางกลับจากประเทศตุรกี ทั้งนี้ พาสปอร์ตของอันวาร์ ถูกขึ้นบัญชีดำโดย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง\n\n \n\nหลังจากถูกสอบสวนเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง อันวาร์ได้รับการปล่อยตัว ขณะที่นักกิจกรรมทางการเมืองและเด็กชายวัย 13 ปี ยังคงถูกกักขังอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติของมาเลเซีย ในกรุงกัวลาลัมเปอร์\n\n \n\nบัดรุล ฮิชาห์ม ชาห์ริน สมาชิกระดับสูง (National Supreme Council) ของพรรคเกออาดิลัน กล่าวกับประชาไทว่า ภาคประชาชนและพรรคการเมืองฝ่ายค้านมองเห็นประเด็นดังกล่าวว่า เชื่อมโยงกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าวันเลือกตั้งจะถูกกำหนดขึ้นเมื่อใด\n\n \n\nบัดรุลกล่าวว่า หากการแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จ ก็จะยืดอายุการดำรงตำแหน่งของประธานกรรมการการเลือกตั้งคนปัจจุบัน และนั่นย่อมส่งผลต่อการเลือกตั้งที่จะถูกจัดขึ้นในปีหน้า เนื่องจาก ประธานกรรมการการเลือกตั้งคนปัจจุบันมีผลงานตัดสินข้อพิพาทจากการเลือกตั้งโอนเอียงไปทางฝ่ายรัฐบาลหลายครั้ง รวมถึงอีกหลายครั้งที่กล่าวโจมตีพรรคการเมืองฝ่ายค้าน\n\n \n\nสำหรับการกวาดจับนักกิจกรรมทางการเมืองครั้งนี้ บัดรุลมองว่าเป็นการ \"ตัดไม้ข่มนาม\" สำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า เพราะแน่นอนว่าจะต้องมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องอีกจากฝ่ายประชาชนและพรรคการเมืองฝ่ายค้าน\n\n \n\n\"การเลือกตั้งถูกกำหนดให้มีขึ้นทุกๆ 5 ปี แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลจะจัดให้มีการเลือกตั้งทุกๆ 3-4 ปี ขึ้นอยู่กับว่าจังหวะไหนที่รัฐบาลประเมินว่าตนเองจะชนะการเลือกตั้ง\n\n \n\nทั้งหมดนั้นคือเหตุผลว่าทำไมพรรคการเมือง และภาคประชาสังคมถึงอึดอัดใจเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และรัฐบาลของประเทศเราเอง\"\n\n \n\nทั้งนี้ ตามวาระเลือกตั้งที่กฎหมายเลือกตั้งของมาเลเซียกำหนดไว้นั้น การเลือกตั้งจะต้องถูกจัดขึ้นภายในปีหน้า ทว่า สิ่งที่ถูกปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องคือ พรรคการเมืองฝ่ายค้านและประชาชนไม่สามารถรับรู้ล่วงหน้าได้ว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นวันใด เดือนใด จนกว่ารัฐบาลจะประกาศอย่างกระชั้นชิด ทำให้พรรคการเมืองอื่นๆ ไม่สามารถลงแข่งขันในสนามเลือกตั้งได้อย่างยุติธรรม เพราะไม่สามารถเตรียมตัวได้ทัน\n\n \n\nการเลือกตั้งของมาเลเซียนั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เช่น ปาส และเกออาดิลันรวมทั้งนักเคลื่อนไหวทางการเมืองว่าไม่เป็นธรรม และตกอยู่ภายใต้การบงการของพรรคอัมโนมาโดยตลอด และนั่นเป็นเหตุให้ พรรคอัมโนได้ครองที่นั่งส่วนมากในสภามาเป็นเวลากว่า 20 ปี และมาเลเซียตกอยู่ภายใต้การนำเดี่ยวของนายรัฐมนตรี ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด ถึง 22 ปี ตามมาด้วย อับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี ผู้สืบทอดอำนาจจากพรรคเดียวกัน\n\n \n\nทั้งนี้ ภาคประชาชน พรรคการเมืองฝ่ายค้าน และสหภาพแรงงาน ได้ร่วมตัวกันเพื่อเรียกร้องการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ และเป็นธรรม ภายใต้ชื่อ เบอร์ซีห์ (BERSIH) โดยมีประชาชนกว่า40,000 คนรวมตัวกันเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยการเดินขบวนเรียกร้องครั้งนั้นต่อเนื่องยาวนานถึง 2 วัน นับเป็นการเดินขบวนครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ของประเทศมาเลเซีย อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศอื่นๆ อาทิเช่น อินเดีย ไทย ศรีลังกา ฯลฯ ร่วมเรียกร้องการต่อรัฐบาลมาเลเซียในวันเดียวกันด้วย\n\n \n\nการเมืองภายในประเทศมาเลเซียนั้นอยู่ภายใต้บรรยากาศปิดและการรวมตัวของประชาชนมักจบลงด้วยความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงการจับกุมผู้นำการชุมนุม และนักการเมืองที่ฝ่ายรัฐบาลคาดว่าเกี่ยวข้อง สำหรับการจับกุมผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้ ได้ถูกขยายออกไปสู่การจับกุมนักกิจกรรมอื่นๆ ด้วย โดยมีรายงานว่า นายอุดายากุมาร์ ซึ่งเป็นนักกิจกรรมทางสังคม ถูกจับกุมหลังจากนั้นขณะที่เขาเดินทางไปทำงานที่สำนักงานของเขาตามปกติ ทั้งนี้โดยปราศจากการตั้งข้อหา\n\n \n\n \n\nแหล่งข้อมูลเพิ่มเติม\n\nwww.malaysiakini.com [1]\n\nhttp://chegubard.blogspot.com/2006/12/chegubard-profile.html [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: ict", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-ac8b3a0b9f804e86a06270f9b80c88ac", "input": "Title: มุมคิดจากนักเรียนน้อย : จะส่องไฟไปทำไม \n Body: บทความใน \"มุมคิดจากนักเรียนน้อย\" เป็นแบบฝึกหัดที่นักศึกษาทำเพื่อส่งผู้บรรยายในวิชาระดับปริญญาตรีของ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์\n\n\n\n \n\n\n \n\nเนสินี เอี่ยมนิ่ม\n\n\nคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์\n\n \n\n \n\nเมืองไทยเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์มาก ประเด็นที่พูดถึงกันในช่วงนี้คงหนีไม่พ้น การมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นในวันวาเลนไทน์ ผู้ใหญ่คิดกันว่า วัยรุ่นมักจะมีเพศสัมพันธ์ในวันนี้ ดังนั้นจึงต้องพยายามป้องกันทุกวิถีทางเพื่อกันวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ ทำไมวัยรุ่นต้องมีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์ แล้ววันที่เหลืออีก 364 วัน พวกเขาจะไม่มีเพศสัมพันธ์กันหรือ\n\n \n\nการที่วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก น่าจะมีสาเหตุโดยตรงมาจากธรรมชาติของพวกเขาที่อยากรู้อยากลองสิ่งต่างๆ เพศสัมพันธ์ก็เป็นหนึ่งในนั้น ความรู้สึกตอนมีเพศสัมพันธ์เป็นอย่างไร เป็นสิ่งที่น่าสงสัยสำหรับคนที่ยังไม่เคย\n\n \n\nไม่น่าแปลกที่อายุที่เด็กไทยจะมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกจะลดลงทุกปี จากการสำรวจของดูเร็กซ์พบว่าเด็กไทยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเมื่อมีอายุเฉลี่ย 18 ปี สาเหตุหนึ่งคงมาจากความสงสัยด้วย มันอาจจะเริ่มจากเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งมาเล่าประสบการณ์ทางเพศให้ฟัง ทำให้สงสัยอยากรู้ \n\n \n\nอีกสาเหตุหนึ่งมาจากตัวผู้ใหญ่เอง ที่คอยเฝ้าระวังวันวาเลนไทน์ คอยป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ ทำให้วัยรุ่นซึ่งมักจะมีความเห็นขัดแย้งกับผู้ใหญ่ และชอบความท้าทายจากการแหกกฎ อยากเอาชนะผู้ใหญ่โดยทำสิ่งที่พวกผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วย\n\n \n\nด้วยเหตุนี้ วัยรุ่นจึงอยากจะลองมีเพศสัมพันธ์ในวันที่ถูกเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะเขารู้สึกว่าได้ชัยชนะ ได้ทำอะไรที่มันแหกแหวกกฎออกไป ทั้งที่ความเป็นจริงพวกเขาก็มีวันอื่นๆ อีก 364 วันให้ลองได้ แต่วันไหนก็คงไม่สนุกเท่าวันที่ถูกจับตามอง\n\n \n\nวัยรุ่นในประเทศอื่นเช่นในสหรัฐฯ ก็มีวันที่มีโอกาสมีเซ็กส์ในสายตาของผู้ใหญ่เช่นเดียวกัน แต่เป็นงานเต้นรำเนื่องจากจบมัธยม ไม่ใช่วันวาเลนไทน์ พวกผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ ไม่ได้ไปส่องไฟดูตามโรงแรม แต่สิ่งที่ทำคือให้นักเรียนดูวีดีโอเพศศึกษาว่าด้วยเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกในงานเต้นรำ และการใช้ถุงยางอนามัย\n\n \n\nผู้ใหญ่ไทยควรนำวิธีนี้มาใช้บ้าง เพราะการเอาแต่ห้ามอย่างในปัจจุบันไม่เคยได้ผล ทางที่ดีควรสนับสนุนให้เด็กมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย สอนให้เขาเข้าใจในธรรมชาติของความต้องการทางเพศ และรู้จักรับผิดชอบตัวเองก็พอ เสียเวลาน้อยกว่าไปยืนส่องไฟตามม่านรูดชัดๆ\n\n \n\nบทความทั้งหมด\n\n มุมคิดจากนักเรียนน้อย : พูดมากขึ้น เข้าใจมากขึ้น [1] มุมคิดจากนักเรียนน้อย : แห่นางแมว: ฝนไม่ตก ก็สุขได้ [2] มุมคิดจากนักเขียนน้อย: อยู่ได้อย่างเป็นสุข (ในใจ) [3] มุมคิดจากนักเรียนน้อย : กฎอัยการศึกฉบับป่าชุมชน [4]\n\n\n มุมคิดจากนักเรียนน้อย:น้อมรับพระราชดำรัส พูดง่ายแต่ทำยาก [5]\n\n มุมคิดจากนักเรียนน้อย : แก้มลิง [6] มุมคิดจากนักเรียนน้อย : Children of Heaven เรื่องเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ [7]  มุมคิดจากนักเรียนน้อย : ชนะเลิศ...ได้ \"ที่สาม\" [8]  มุมคิดจากนักเรียนน้อย : สิทธิบัตรชีวิต [9] \n What is the sentiment in the text for the genre: environment", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-cd2b0c6509d8455ab7e09031428e4107", "input": "Title: เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมือง ประณามผู้ใช้ความรุนแรงต่อชาวเล ที่หาดราไวย์ \n Body: 28 ม.ค. 2559 เว็บไซต์ เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง [1](IMN) รายงานว่า วันนี้ เวลา 11.00 น. ที่สำนักงานกองเลขาเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย หรือ คชท.  อำเภอสันทราย  จังหวัดเชียงใหม่ มีแกนนำชนเผ่าพื้นเมืองบางส่วน ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ประณาม เหตุการณ์ที่มีชายฉกรรจ์กว่า 100 คน เข้าทำร้ายทุบตีชาวบ้านที่มาคัดค้านกลุ่มทุนรายหนึ่ง ที่กำลังทำการก่อสร้างสิ่งกีดขวางทางเดินลงหาด และพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของชุมชนดั้งเดิม ในพื้นที่หาดราไวย์ ตำบลราไวย์ จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บหลายคน ในจำนวนนี้ มีชาวบ้าน 2 รายที่อาการสาหัสอยู่ รายละเอียดของแถลงการณ์ มีดังนี้\nแถลงการณ์ ประณามผู้ใช้ความรุนแรงต่อพี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองชาวเล ตำบลราไวย์ อาเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต\n \nจากเหตุการณ์การเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 100 คน กับชาวบ้านชุมชนชาวเลบ้านราไวย์ ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2559 เวลาประมาณ 11.30 น .โดยชายฉกรรจ์กลุ่มดังกล่าว พร้อมเครื่องจักรเข้าปิดทางสาธารณะเข้าออกพื้นที่ประกอบพิธีกรรมและที่จอดเรือ โดยใช้รถบรรทุกหินขนาดใหญ่พร้อมรถไถเพื่อปิดทางและทำลายเครื่องมือประมงชาวเลที่บริเวณหาดราไวย์ จังหวัดภูเก็ต มีชาวเลทั้งหญิงชายและเด็ก กว่า 100 คน ออกมาคัดค้าน ในขณะที่รถบรรทุกเทก้อนหินขนาดใหญ่ปิดทางเข้าออกทั้ง ๆ ที่ชาวเลนั่งขวางอยู่  และชายฉกรรจ์เข้าทำร้ายทุบตีชาวเลจนทำให้ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บจานวนทั้งสิ้น 10 ราย ในจำนวนนี้ มี 2 รายที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังจากนั้นได้เอารถไถกวาดเครื่องมือประมงและศาลาเฝ้าเรือของชาวเลได้รับความเสียหายยับเยิน\n \nทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิชุมชนของพี่น้องชาวเลที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่อยู่อาศัยมาแต่ดั้งเดิม รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงความไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง และเป็นการใช้อิทธิพลเถื่อนที่ขัดต่อนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน  ที่ประกาศเน้นการปราบปรามผู้มีอิทธิพลและแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคม\n \nเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.) ขอประณามการกระทำอันป่าเถื่อนของกลุ่มบุคคลในครั้งนี้ คชท. ขอเรียกร้องให้นายทุนออกมารับผิดชอบและคืนความยุติธรรมให้กับชุมชน และขอให้ทุกฝ่ายแสวงหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต พร้อมกันนี้ คชท. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและให้ความเป็นธรรมแก่คนในท้องถิ่นอย่างเร่งด่วน และให้การแก้ไขปัญหายึดหลักการและแนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 2 มิถุนายน 2553 และพันธกรณีระหว่างประเทศรัฐบาลไทยได้ให้สัตยาบรรณไว้แล้ว เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (CERD) และปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง เป็นต้น\n \nเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.)\nวันที่ 28 มกราคม 2559 \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-826ba5392c9045c2ab3cdca503f729c7", "input": "Title: ไทยติดอันดับ 2 โลก เรื่องอันตรายจากการเดินทางบนท้องถนน \n Body: เผยงานวิจัย ไทย มีอัตราคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน 44 ใน 100,000 คน คิดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากนามิเบีย ชาวต่างชาติมักกล่าวถึงการขับขี่ที่เร็วและอันตรายของรถโดยสารในไทย ทั้งที่รัฐไทยพยายามรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยมานานแล้ว\n25 ก.พ. 2557 งานวิจัยจากสถาบันวิจัยด้านการขนส่งมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับ 2 เรื่องอันตรายของการโดยสารบนท้องถนน โดยมีอัตราคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน 44 ใน 100,000 คน รองจากประเทศอันดับ 1 คือ นามิเบีย ซึ่งมีอัตราคนเสียชีวิต 45 ใน 100,000 คน ทำให้อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางท้องถนนในไทยคิดเป็นร้อยละ 5.1 ของอัตราการเสียชีวิตทั้งหมด\nนอกจากนี้รายงานการวิจัยยังได้เทียบสาเหตุการเสียชีวิตกับสาเหตุอื่นๆ สามอย่างคือ เนื้องอกร้ายแรง โรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดในสมอง แม้ว่าอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในไทยจะต่ำกว่าสาเหตุเหล่านี้ แต่การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนก็ถือว่ามีมากในระดับชวนตื่นตระหนก\nอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุยานพาหนะในไทยถือว่ามากกว่าสองเท่าของอัตราเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 18 ใน 100,000 คน ทางด้านประเทศในแถบแอฟริกาติด 10 อันดับแรกเป็นจำนวนมาก รวมถึงประเทศอิหร่าน อิรัก และสาธารณรัฐโดมินิกัน ในเอเชียประเทศที่อันตรายรองจากนั้นคือมองโกเลีย มาเลเซีย จีน และอินเดีย ขณะที่ประเทศมัลดีฟส์ ทาจิกิสถาน และมอลตา ถูกจัดว่าเป็นเมืองที่ปลอดภัยในการขับขี่มากที่สุด\nเว็บไซต์ Asian Correspondent ระบุว่าประเทศไทยมักจะมีข่าวหน้าหนึ่งเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนนอยู่หลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2554 รัฐบาลเคยประกาศว่าจะพยายามลดตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2563 ซึ่งก่อนหน้านี้ไทยก็มีการณรงค์เรื่องการใช้ถนนอย่างปลอดภัยมาเป็นเวลานานแล้ว ในช่วงเดือน ธ.ค. 2556 รัฐบาลก็เคยกล่าวไว้ว่าจะมีมาตรการเพิ่มความตระหนักต่อเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนและจากการทำงานมากขึ้นเพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิต\nเมื่อปี 2555 สำนักข่าวเดอะการ์เดียนเคยรายงานว่าอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์มีสูงมากโดยมีผู้เสียชีวิตราว 11,000 คนต่อปีในประเทศไทย องค์การอนามัยโลกรายงานว่าการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในไทยร้อยละ 74 จะมีรถจักรยานยนต์รวมอยู่ด้วย ซึ่งทางการไทยบอกว่าการรณรงค์ให้สวมหมวกนิรภัยโดยเฉพาะในเด็กจะเป็นการช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้\nนอกจากนี้อัตราการเกิดอุบัติเหตุที่สูงยังมีสาเหตุมาจากการขับขี่อย่างประมาท รวมถึงการขับขี่ขณะมึนเมา รวมถึงไม่มีมาตรการป้องกันตัวเองเช่นการสวมหมวกนิรภัย องค์การอนามัยโลกระบุในรายงานว่าร้อยละ 26 ของการเสียชีวิตบนท้องถนนในไทยมาจากการดื่มแอลกอฮอล์\nเว็บไซต์ Asian Correspondent ระบุด้วยว่า นักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางไปกับรถโดยสารของไทยคงเคยเจอกับการขับด้วยความเร็วสูงและคึกคะนอง ทำให้ท้องถนนอยู่ในภาวะอันตราย ซึ่งทั้งนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมักจะกล่าวถึงการขับขี่อย่างอันตรายของคนไทยจากที่เจอมากับการนั่งรถทัวร์และรถตู้ บางครั้งก็มีการพยายามเร่งเครื่องแซงกันตรงทางโค้งบนภูเขา บางคนก็ตั้งข้อสันนิษฐานว่าคนขับรถอาจจะทำงานหนักเกินไปโดยไม่ได้พักผ่อนเพียงพอระหว่างการขับรถทางไกลแต่ละครั้ง ขณะที่บางคนสันนิษฐานว่ามีการใช้ยาบ้าซึ่งทำให้เกิดพฤติกรรมขับขี่แบบเสี่ยงอันตราย\nเว็บไซต์ Asian Correspondent ยังได้ระบุถึงข่าวอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจำนวนมากกับรถโดยสาร รวมถึงตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในแต่ละครั้งทำให้เห็นว่าแม้ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกอาจจะเก่าไปเล็กน้อย แต่เมื่อสังเกตจากข่าวอุบัติเหตุเหล่านี้แล้ว เรื่องภัยบนท้องถนนของไทยก็ยังคงเป็นปัญหา\nโดยองค์การอนามัยโลกยังได้รายงานอีกว่าประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบประสิทธิภาพเวลาสร้างถนนใหม่ รวมถึงยังไม่มีการหมั่นตรวจสอบดูแลโครงสร้างพื้นฐานถนนโดยตลอดด้วย ในรายงานปี 2556 ที่ผ่านมายังระบุอีกว่า โครงการสร้างความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุของไทยซึ่งตั้งเป้าให้น้อยกว่า 10 ใน 100,000 คน ได้รับเงินงบประมาณเพียงบางส่วนเท่านั้น\n \nเรียบเรียงจาก\nStudy: Thailand’s roads 2nd most dangerous in the world, Asian Correspondent, 25-02-2014http://asiancorrespondent.com/119892/study-thailand-roads-2nd-most-dangerous-in-the-world [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: education", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-e75f1b2690284bc98f25f919a5b0a0a9", "input": "Title: กวีประชาไท: แด่ออเจ้า.... \n Body: มวลมหากาลเวลานิจจาเอ๋ย     กระไรเลยจะเฉยหยุดไร้หมุดหมาย\nฤดูกาลยังผ่านมาหาเปล่าดาย     บันทึกร้าย,เลว,ดี มีเอวัง\nออเจ้าปักเข็มหมุดไว้ในผืนผ้า     เพื่อหมายว่าจะมาใหม่ในภายหลัง\nปักหมุดสุดแผนที่ ๆ ระวัง     ประหนึ่งตั้งประภาคารการเดินทาง\nปักหมุดสุดขอบหล้าอย่าเลือนหลง     เข้ารกพงจงดีไร้ผีสาง\nนักเดินทางรุ่นก่อนหน้ากล้าก้าวย่าง     ปักหมุดง้างโง่งมจมทะเล\nส่องแสงจากประภาคารกาลเวลา     หินโสโครกข้างขวาอย่าหันเห\nแสงฟ้าพราวจากดาวเหนือเมื่อโพล้เพล้     หมุดหมายไม่หมิ่นเหม่ให้เร่ร้าง\nคนรุ่นก่อนสอนไว้ให้รู้ค่า     กาลเวลาพาปักหมุดสุดสรรค์สร้าง\nรุ่นต่อรุ่นสอนลูกหลานการเดินทาง     เวียนวนคว้างกลางทะเลเสียเวลา\nสอนให้รู้จักปักหมุดหยุดเลือนหลง     ยามเข้ารกเข้าพงจงแลหา\nคนรุ่นก่อนสะท้อนชีวิตพิจารณา     เขามุ่งมาปักหมุดหมายหวังได้อะไร\nนักเดินทางรุ่นน้องท่องจักรวาล     ประภาคารแห่งชีวิตในทิศใหม่\nดาวเหนือยังส่องแสงเป็นแรงใจ     หมุดหมายใหม่ไม่มีวันหมด กฎครอบงำ\nเส้นทางแห่งอาหารวิญญาณมนุษย์     ไปปักหมุดสุดทางกลางมืดค่ำ\nก่อนจะตายได้ปักหมุดสุดทรงจำ     แม้หลุมดำดึงดูดยอมหลอมเหลวเลย \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-98aacb1670254542b41cfd7c64cffc29", "input": "Title: รัฐล้มเวทีหย่าศึกเหมืองเวียงแหง \n Body: ศูนย์ข่าวภาคเหนือ-4 ก.พ.48\t จังหวัดเชียงใหม่ล้มเวทีหารือร่วม กฟผ.-กลุ่มคัดค้านเหมือนถ่านหินเวียงแหง อ้างติดงานเทศกาลไม้ประดับ ทั้งไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งและไม่ขอร่วมใดๆ ทั้งสิ้น \nหลังจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสช.)ทำหนังสือเชิญผู้แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) พร้อมขอให้ทางจังหวัดเชียงใหม่ประสาน งานเชิญคณะทำงานศึกษารายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(EIA) และตัวแทนชาวบ้านที่คัดค้านโครงการพัฒนาเหมืองถ่านหินเวียงแหง รวมทั้งจัดสถานที่และเข้าร่วมการประชุมเพื่อหาข้อยุติความขัดแย้ง และหาทางแก้ไขปัญหา ในวันที่ 4 ก.พ.นั้น \nล่าสุด มีการยกเลิกการประชุมดังกล่าวอย่างกะทันหัน โดยทางจังหวัดอ้างว่า ไม่เกี่ยวข้อง และจะไม่ขอร่วมใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งยังอ้างว่า ติดภารกิจเรื่องการเตรียมการเลือกตั้งและการจัดงานเทศ\nกาลไม้ดอกไม้ประดับ \nนายวสันต์ กล่าวว่า การเตรียมการประชุมเพื่อเจรจาคลี่คลายปัญหากรณีโครงการเหมืองเวียงแหงครั้งนี้มานานแล้ว และทางกรรมการสิทธิฯ ได้ประสานงานไว้นานแล้ว และขอให้ทางจังหวัดรับหน้าที่ประสานงาน เชิญคณะทำงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) เข้าร่วมด้วย แต่ปรากฏว่าทางจังหวัดไม่ได้ทำหน้าที่อะไรเลย และบอกว่าจะไม่ขอเข้าไปยุ่งด้วย ใครจะจัดก็จัดไป หากจะจัดประชุมที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดก็ได้ แต่จังหวัดขอคิดค่าเช่าห้องประชุมด้วย \n \"ที่ผ่านมา ทางกรรมการสิทธิฯ ได้ขอให้จังหวัดเป็นผู้ประสานงานนั้น เนื่องจากเห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่ของเขา เมื่อทางจังหวัดออกมาพูดเช่นนี้ การประชุมดังกล่าวคงต้องยกเลิกไปก่อน ดังนั้นการประชุมที่จะจัดขึ้นครั้งนี้ คงต้องมีการยกเลิกไปก่อน กรณีนี้ตนคิดว่าคงต้องเริ่มกันใหม่ ประสานงานกันใหม่หมด และคาดว่าจะสามารถจัดได้ช่วงกลางเดือนหรือช่วงปลายเดือน ก.พ.นี้ และอาจใช้สถานที่อื่นแทนห้องประชุมศาลากลางจังหวัด\" นายวสันต์ กล่าว \nทางด้านนายณัฐนิติ วุฒิธรรมปัญญา แกนนำชาวบ้าน อ.เวียงแหง กล่าวว่า ชาวบ้านรู้สึกผิดหวัง ที่ทางจังหวัดได้ปฏิเสธ ความหวังดีของคณะกรรมการสิทธิฯ ในการจัดประชุมการเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาดังกล่าว เนื่องจากชาวบ้านหลายคน ได้เตรียมข้อมูลเพื่อนำมาชี้แจงในที่ประชุม เพราะปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับ กฟผ.นั้น ถือว่าเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน และชาวบ้านก็ไม่อยากให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง \n \"ถือว่าทางจังหวัดได้ปฏิเสธความรับผิดชอบ ไม่มีความจริงใจ ให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา และสิ่งที่ทางจังหวัดบอกว่าไม่มีเวลานั้น ตนคิดว่า เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เวลาการประชุมเพียงครึ่งวัน คงไม่กระเทือนต่อการเตรียมการเลือกตั้ง\" นายณัฐนิติ กล่าว \nนายณัฐนิติ ยังกล่าวอีกว่า ในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ทางเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเวียงแหง จะจัดเวทีแสดงความคิดเห็นกรณี โครงการพัฒนาเหมืองเวียงแหง ขึ้นที่ หอประชุมอำเภอเวียงแหง จ.เชียง\nใหม่โดยจะเชิญนักวิชาการ ตัวแทน กฟผ. คณะทำงานศึกษา EIA องค์กรหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งชาวบ้านที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มาร่วมกันแสดงความคิดเห็น และหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน ก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งรุนแรงมากไปกว่านี้ \n องอาจ เดชา\n ศูนย์ข่าวภาคเหนือรายงาน \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-9a692afa8e2248da947f78824fed27c7", "input": "Title: แฮชแท็ก #ต่อต้านวีระธุโมเดล โผล่ หลังพระมหาอภิชาตเสนอมาตรการโต้ 3 จว.ใต้ \n Body: ผู้ใช้เฟซบุ๊กร่วมติดแฮชแท็ก #ต่อต้านวีระธุโมเดล หลังพระมหาอภิชาตเสนอมาตรการตอบโต้ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ชี้อย่าให้คนๆ เดียว ทำลายความสัมพันธ์อันเกื้อกูลของ 2 ศาสนิก สุรพศ ชี้ข้อเสนอขัดหลักพุทธที่ว่า \"เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร\"\n31 ต.ค. 2558 จากรณีเมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา พระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท หัวหน้าพระวิทยากรประจำพระอารามหลวง วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม โพสต์ภาพพร้อมข้อความในลักษณะสาธารณะผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘“พระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม [1]” เพื่อเสนอแนะให้ชาวพุทธตอบโต้ต่อการกระทำในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยระบุว่าหมดเวลาแล้วที่ชาวพุทธจะใช้คำว่า \"เมตตาปรานี\" พร้อมเสนอว่า ถ้าพระใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกระเบิดหรือถูกยิงตาย 1 รูป ต้องแลกกับการไปเผามัสยิดทิ้งไป 1 มัสยิด โดยเริ่มจากภาคเหนือลงมาเรื่อยๆ (อ่านรายละเอียด [2])\n\nต่อมาพระมหาอภิชาต ยังโพสต์ภาพและข้อความ [3]ของพระวีระธุ หรือวิระทู ภิกขุ พระที่มีบทบาทสำคัญของพม่าซึ่งขึ้นหน้าปกนนิตยสารไทม์ ซึ่งปกดังกล่าวมีข้อความว่า \"โฉมหน้าชาวพุทธผู้สร้างความหวาดกลัว\" อย่างไรก็ตามพระมหาอภิชาตกล่าวเชิงสนับสนุนพระวิระทูว่า พระอาจารย์กล่าวได้ถูกต้องแล้ว \"ใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินของเรา แต่ไม่สำนึกในบุญคุณของเรา\"\nสร้างกระแสถกเถียงกันในโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเซบุ๊ก จนเมื่อวานนี้(30 ต.ค.58) ผู้ใช้เฟชบุ๊กชื่อ ‘Pabhassaro Bhiku [4]’ ซึ่งคาดว่าเป็นพระเช่นกันโพสต์ภาพ ข้อความและติดแฮชแท็กด้วยว่า #ต่อต้านวีระธุโมเดล [5] โดยเป็นภาพที่แสดงให้เห็นทั้ง 2 ศาสนิกชนมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน Pabhassaro ยังกล่าวด้วยว่า\n\n \nจากนั้นมีผู้แชร์ภาพข้อความดังกล่าว รวมทั้งโพสต์แสดงความคิดเห็นพร้อมติด #ต่อต้านวีระธุโมเดล [5] จำนวนมาก เช่น Jarannadda Charunrochana [6] เป็นต้น\n\nนอกจากนี้ในโพสต์ของพระมหาอภิชาติ [1] เองก็มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและโต้แย้ง แม้โพสต์ดังกล่าวจะไม่เปิดให้คนที่ไม่เป็นเพื่อนแสดงความเห็นก็ตาม อย่างเช่น Noung Polsci [7] แสดงคามเห็นแย้งพร้อมนำคำพูดของพระไพศาล วิสาโล มาแปะไว้ด้วย เป็นต้น\n\nภาพที่ Noung Polsci [7] นำมาแสดงความเห็นแย้งในโพสต์ของพระมหาอภิชาติ [1] \nสุรพศ ชี้ข้อเสนอขัดหลักพุทธที่ว่า \"เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร\"\nสุรพศ ทวีศักดิ์ [8]นักวิชาการด้านศาสนา ได้แสดงความเห็นต่อประเด็นที่พระมหาอภิชาติเสนอด้วยว่า พระรูปนี้ชอบอ้างพระไตรปิฎกมาสนับสนุนความเห็น, จุดยืนของตัวเอง เช่นกรณีวัดกัลยาฯ กรณีคัดค้านภาพยนตร์ \"อาบัติ\" เป็นต้น แต่ข้อเสนอ(ตามข่าว)นี้ เป็นข้อเสนอที่ขัดแย้งหลักการสำคัญของพุทธศาสนาเองที่ถือว่า \"เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร\"\nการตอบโต้แบบที่พระรูปนี้เสนอ ไม่สามารถนำไปสู่ชัยชนะเด็ดขาดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ และไม่อาจไปถึงจุดหมายคือ \"สันติภาพ\" ได้ มีแต่จะทำให้ปัญหาความรุนแรงบานปลาย ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ\n \nสุรพศ กล่าวต่อว่า แน่นอน การไม่ตอบโต้ไม่ได้แปลว่า \"ยอมจำนน\" แต่ควรช่วยกันคิดหาทางอื่นๆ ที่เป็น \"สันติวิธี\" ในการแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเจรจากันด้วยเหตุผลเพื่อหาข้อตกลงที่ \"ยุติธรรม\" แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มันอาจยากและต้องใช้เวลา เส้นทางสันติวิธีแม้จะใช้เวลานาน เรายังสามารถมองเห็นจุดหมายคือสันติภาพรออยู่ข้างหน้า และทุกๆก้าวย่างของการเดินทางสู่จุดหมายที่ยากลำบาก เรายังสามารถปกป้อง \"ความเป็นคน\" ของตัวเองไว้ได้ ยังมีมโนธรรมสำนึกในความเป็นมนุษย์เหลืออยู่\n \n\"แต่ข้อเสนอของพระรูปนนี้ นอกจากเราจะไม่สามารถมองเห็นจุดหมายคือสันติภาพแล้ว ความขัดแย้ง ความรุนแรงจะบานปลาย และยาวไกล มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ที่สำคัญไม่เพียงแต่การฆ่ากันและกันด้วย อคติทางศาสนา จะทำให้ผู้คนล้มตายกันมากขึ้น แม้แต่ ความเป็นคน ของคนที่มีชีวิตอยู่ที่สนับสนุนวิถีทางที่รุนแรงก็ไม่หลงเหลืออยู่เลย ศาสนาใดๆที่ไม่สามารถ สอบผ่านศีลธรรมขั้นต่ำสุดของโลกสมัยใหม่คือ หลักสิทธิมนุษยชน ย่อมเป็นศาสนาที่เป็นอุปสรรคต่อคุณค่าของมนุษย์และสันติภาพ\" สุรพศ กล่าว\nสำหรับ \"พระวีระธุ\" หรือ วิระทู นั้น เป็นผู้นำพระสงฆ์และชาวพุทธในพม่า ที่ตั้งกลุ่มก่อต้านชาวโรฮิงยา และชาวมุสลิมในพม่า จนเกิดเหตุจลาจลระหว่างชุมชน ที่รัฐอาระกันของพม่า และได้ลุกลามไปยังพื้นที่อื่นในพม่า \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-3929067c9e174b199e564f5bb922f61d", "input": "Title: หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แสดงความเสียใจต่อเหตุรุนแรงที่ จ.ตราด - ราชประสงค์ \n Body: อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงความเสียใจกับผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ที่ จ.ตราด และราชประสงค์ ขอให้ตำรวจเร่งหาคนร้ายอย่าปล่อยให้หายเงียบ และขอประณามการกระทำที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว\n23 ก.พ. 2557 - เมื่อวานนี้ (23 ม.ค.) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เขียนสเตตัสในเฟซบุ๊คเพจ Abhisit Vejjajiva [1 [1], 2 [2]] แสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียจากเหตุความรุนแรงที่ จ.ตราด และที่ราชประสงค์ ดังนี้\n\"ขอแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่ จ.ตราด ผมขอประณามผู้ที่ใช้อาวุธสงครามกับผู้ที่ชุมนุมภายใต้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งหาคนร้าย อย่าปล่อยให้หายเงียบไปเหมือนอีกหลายสิบกรณี\"\n\"ไม่น่าเชื่อว่าเพิ่งแสดงความเสียใจไปกับเหตุการณ์ที่ตราดเมื่อเช้า กลับมีเหตุการณ์ความรุ่นแรงเกิดขึ้นต่อเนื่องในวันนี้ที่ราชประสงค์ ผมขอแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสียและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอีกครั้งและขอประณามการกระทำในครั้งนี้ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ\" \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-c3c83fe6880349ecb1c0944301dd7433", "input": "Title: โหมโรงวันแรงงาน: จดหมายจากกรรมกร \n Body: ในนามของผู้ใช้แรงงาน พี่น้องกรรมกรทั้งหลาย เส้นทางการต่อสู้ของเพื่อนผู้ใช้แรงงานที่ผ่านมา รวมถึงการรวมตัวลุกขึ้นรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงานของพี่น้องคนงาน เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของประวัติศาสตร์ของขบวนการแรงงานและระบอบประชาธิปไตย\nบุญยืน สุขใหม่ \n \nในนามของผู้ใช้แรงงาน พี่น้องกรรมกรทั้งหลาย เส้นทางการต่อสู้ของเพื่อนผู้ใช้แรงงานที่ผ่านมา รวมถึงการรวมตัวลุกขึ้นรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงานของพี่น้องคนงาน เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของประวัติศาสตร์ของขบวนการแรงงานและระบอบประชาธิปไตย การรวมตัวต่อรองกับนายจ้างและรัฐบาล ผู้มีอำนาจตัดสินใจให้แก้ปัญหาของผู้ใช้แรงงาน เป็นการเมืองภาคประชาชนอีกรูปแบบหนึ่งของผู้ใช้แรงงาน เพื่อทวงถามสิทธิ์ รวมถึงคุณภาพชีวิตที่ดีเอากลับคืนมาจากรัฐและนายทุนเป็นการแบ่งปันกันอย่างเหมาะสมในฐานะหุ้นส่วนทางธุรกิจที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน\n \nชนชั้นกรรมกร ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในระบบหรือแรงงานนอกระบบ ลูกจ้างภาครัฐหรือลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ หรือแม้แต่แรงงานข้ามชาติ จะต้องรวมกันต่อสู้เพื่อปกป้องและทวงสิทธิ ได้ทำให้ผู้คนในสังคมเริ่มตระหนักว่า ทุกคนจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน และอย่างมีศักดิ์ศรี\n \nการต่อสู้ของขบวนการแรงงานที่ผ่านมาได้ทำให้เราเห็นว่า การแก้ปัญหาของแรงงานในระบบการจ้างเหมาค่าแรงนั้น เป็นสิ่งเดียวกันกับการยกเลิกสัญญาทาส เป็นการสร้างและจรรโลงประชาธิปไตยจากฐานรากและส่งเริมความเข้มแข็งให้ขบวนการแรงงาน เพราะความทุกข์ยากของคนงาน ล้วนเกิดจากการขาดอำนาจในการต่อรอง ที่จะเผชิญหน้ากับการถูกขูดรีด แย่งชิงและทำลายโอกาส สิ่งที่เคยเป็นรากฐาน รากเหง้า ปากท้อง ลำแข้ง และศักดิ์ศรีของเราทั้งสิ้น การลุกขึ้นมาต่อสู้ของคนงานในหลายพื้นที่ เป็นขบวนการแรงงานที่ทำให้ผู้ใช้แรงงานและประชาชนทั่วไปได้ตระหนักและเห็นว่า สังคมจะต้องให้ความสนใจในปัญหาของผู้ใช้แรงงาน มีการออกกฎหมายที่เท่าเทียม เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นแรงงานจากส่วนไหนของสังคม\n \nกรณีของคุณคณาพันธ์ ปานตระกูล เป็นตัวอย่างหนึ่งของการกดขี่และขูดรีดเพื่อแสวงหาซึ่งกำไรสูงสุดของลัทธิทุนนิยม นั่นคือจุดมุ่งหมายของทุน มันเป็นการสร้างความหายนะให้กับมวลหมู่กรรมกรทั้งผอง เจตนารมณ์ของคุณคณาพันธ์ ปานตระกูล อันเป็นเจตนาเดียวกันกับพี่น้องกรรมกรทั้งหลาย ก็คือ \"การยกเลิกการจ้างงานในระบบเหมาค่าแรง\" เพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตให้กับผู้ใช้แรงงาน และฟื้นคืนความสุขของกรรมกรทุกหมู่เหล่าให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และความใฝ่ฝันของ คุณคณาพันธ์ ปานตระกูล จึงเป็นเนื้อเดียวกับเจตนารมณ์ของกรรมกรทั่วไป และสามัญชนธรรมดาๆ ซึ่งได้ร่วมต่อสู้กับพี่น้องกรรมกรทั้งหลาย จนกระทั่งจากไป ดังนั้นพวกเราในฐานะที่เป็นผู้ถูกกระทำจะต้องประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันว่า จะสืบสานอุดมคติของคุณคณาพันธ์ ปานตระกูล ตลอดไป จนกว่าชนชั้นผู้ใช้แรงงานจะได้รับการเหลียวแลและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น\n \nการต่อสู้ของขบวนการแรงงานและของขบวนการภาคประชาชน คนที่เด็ดเดี่ยวและมั่นคงอย่างยายไฮ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของสังคมเท่านั้นที่สังคมรับรู้ และทำให้ยายไฮ ได้รับความสนใจเพราะว่ายายไฮเป็นผู้ชนะ แต่ถ้ายายไฮแพ้จะมีใครพูดถึงและให้ความสนใจหรือให้ความสำคัญหรือเปล่า เมื่อมีการต่อสู้ในความเป็นจริงมันมีแค่สองทางเท่านั้นเป็นทางออก คือ แพ้กับชนะ มีคนดีมากมายที่ต้องล้มหายตายจากไปเพราะการต่อสู้แต่มีจำนวนน้อยคนนักที่สังคมจะให้การเชิดชูยกย่องขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ เพราะบทเรียนจากประวัติศาสตร์ไทย คนที่ดี มีชื่อเสียง ในอดีต ไม่ว่าจะเป็น จิตร ภูมิศักดิ์ ,นายผีอัสนี  พลจันทร์ ,นายเตียง ศิริขันต์ หรือครูครอง จันดาวงษ์ เขาเหล่านี้ล้วนต้องพลีชีพเพื่ออุดมการณ์และรักษาไว้ซึ่งสิ่งที่ถูกต้องแต่สิ่งที่ผู้มีอำนาจในมือมอบให้กับเขามันคือ \"ความตาย\" หลังจากคนเหล่านี้ตายไปแล้วเป็นทศวรรษจึงมายกย่องเชิดชูกันแล้วมันจะเกิดประโยชน์อะไร เพราะกระดูกคนตายมันพูดไม่ได้\n \nวันนี้ แรงงานวัยหนุ่มสาวต้องมุ่งหน้ามาหางานทำในเมืองที่ที่มีเขตอุตสาหกรรม แออัดไปด้วยผู้คนที่หลั่งไหลมาจากชนบท แต่ขณะเดียวกันชนชั้นนายทุนหรือคนมีเงินกลับไปหาซื้อที่ในชนบท ชาวไร่ชาวนาจำนวนไม่น้อยต้องยอมขายไร่ ขายนาที่ตกทอดมาแต่บรรพบุรุษให้กับนายทุนเนื่องจากไม่มีปัญญาจะประกอบอาชีพทางการเกษตรอีกต่อไปได้เนื่องจากปัญหาต้นทุนในการทำการเกษตรนั้นสูงมาก ถึงจะทำไปก็มีแต่จะขาดทุน เพราะกลไกการตลาดนั้นกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่มได้ยึดไว้หมดแล้ว ในอนาคตอีกไม่ไกลนัก น่าเชื่อว่าเกษตรกรรายย่อยจะหมดไปจากประเทศไทย ที่ดินและทรัพยากรที่เหลืออยู่จะถูกจัดสรรโดยกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่ม เมื่อวันนั้นเดินทางมาถึงกลไกต่างๆ ภายในประเทศจะถูกกำหนดโดยชนชั้นนายทุน คนไทยจะกลายเป็นเพียงแค่แรงงานราคาถูก รอรับส่วนแบ่งหรือเศษเงินจากผลกำไรนิดหน่อยที่นายทุนจะหยิบยื่นให้......ฟังแล้วเป็นเหมือนนิยายน้ำเน่า แต่คิดว่าไม่นานเกินรอ ถ้าเราไม่รีบแก้ไขปัญหามันจะเกิดขึ้นแน่......แล้วใครล่ะ จะเป็นคนช่วยปลดแอกและพันธนาการอันหนักหน่วงนี้ให้เราได้ ยังมีชนชั้นกรรมกรเช่นเราอีกจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนและรอการช่วยเหลือจากเราอยู่ วันนี้เราต้องประกาศเป็นขบถกับชนชั้นผู้ขูดรีดให้เขารู้ว่า \"เราจะไม่ยอมจำนน\" เราทุกคนในฐานะที่เป็นผู้ใช้แรงงานไม่ว่าจะอยู่ในส่วนในของโรงงานต่างก็ได้ชื่อว่าเป็นกรรมกรไม่แตกต่างกัน ต้องลุกออกมาปกป้องและทวงสิทธิของคนงานที่พึงมีพึงได้ เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์อย่างสมเหตุสมผล\n \nท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ นายทุนทั้งหลายต่างก็แอบอ้างและฉกฉวยโอกาสในการลดต้นทุน โดยการปรับลดสวัสดิการ และเลิกจ้างลูกจ้างเป็นจำนวนมากโดยไม่คำนึงว่าเขาเหล่านั้นจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง มีสถานประกอบการหลายแห่งได้ฉกฉวยโอกาสในครั้งนี้ในการล้มล้างสหภาพแรงงานโดยการเลิกจ้างแกนนำสหภาพแรงงาน และมีหลายสถานประกอบการเลือกที่จะเลิกจ้างลูกจ้างประจำที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานแต่ขณะเดียวกันก็มีการจ้างงานในระบบเหมาค่าแรงเพิ่มขึ้นโดยอ้างเพื่อต้องการลดต้นทุน ทำให้อำนาจในการต่อรองของสหภาพลดลงอย่างเห็นได้ชัด ที่ผ่านมาสหภาพแรงงานมักเป็นผู้ร้ายในสายตาของประชาชนทั่วไป เพราะข่าวสารของสหภาพแรงงานมักจะถูกเผยแพร่เฉพาะเมื่อมีการนัดหยุดงานหรือปัญหาพิพาทแรงงานเกิดขึ้น เหตุการณ์ปิดถนนและเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นการกระทำที่ทำผิดกฎหมายจะถูกเผยแพร่ออกไปสู่สาธารณะชนอย่างรวดเร็ว ทั้งที่โดยแท้จริงแล้วไม่มีใครต้องการให้เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น ในขณะเดียวกันภาพการเพิกเฉยในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่ควรปฏิบัติกลับไม่ดำเนินใดๆ ภาพการละเมิดสิทธิแรงงานโดยนายจ้าง การเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่มีความผิดเป็นจำนวนมากกลับไม่ได้รับการกล่าวถึง หรือถ้ามีการกล่าวถึงก็บอกว่าเป็นเพราะวิกฤติเศรษฐกิจ จึงมีคำถามเกิดขึ้นกับคนงานเป็นจำนวนมากว่า \"ตลอดระยะเวลาร่วมสิบกว่าปีที่ผ่านมาหลายบริษัทมีผลประกอบการมีกำไรมาโดยตลอดเงินเหล่านั้นถูกนำไปไว้ไหนหมด\" เมื่อประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจกลับผลักให้เป็นภาระของลูกจ้างแต่เพียงฝ่ายเดียว มันยุติธรรมแล้วหรือสำหรับลูกจ้างผู้ถูกกระทำ ???? \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-66f526a544fe42548660aab132a76b2e", "input": "Title: รายงาน: \"ทำไม\" รธน.มาตรา 190 ขึ้นเขียงรอแก้ แม้ไม่เข้าพวก \n Body: มุทิตา เชื้อชั่ง \n\n \n\nในบรรดา 5 มาตราของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่วิปรัฐบาลเสนอจะแก้ไขหรือยกเลิกนั้น เกือบทั้งหมดมุ่งตรงไปยังประเด็นร้อนทางการเมือง แต่มีมาตราหนึ่งซึ่งดูไม่เข้าพวกเข้าหมู่เอาเสียเลย นั่นคือ มาตรา 190 ว่าด้วยการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ \n\n \n\n5 ประเด็นที่ว่าได้แก่ 1) ม. 237 ว่าด้วยการยุบพรรค นับเป็นหัวใจหลักในสถานการณ์นี้ที่ล่อแหลมสำหรับพรรคพลังประชาชน รวมไปถึงพรรคมัชฌิมาธิปไตยและชาติไทย ที่ได้ใบแดงในการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยสาระสำคัญในการแก้ไข คือ พรรคการเมืองไม่ต้องร่วมรับผิดชอบในการกระทำของกรรมการบริหารพรรค ผู้ใดทำผิดก็ให้รับผิดรายตัว ไม่ใช่เหมาเข่ง\n\n \n\n2) ยกเลิกมาตรา 309 - ซึ่งเป็นมาตราสุดท้ายของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ระบุว่า \"บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ\" มาตรานี้เป็นข้อถกเถียงกันมากว่า ทำลายหลักนิติธรรม เพราะได้รับรองการกระทำขององค์กรอิสระต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากประกาศของ คปค.ซึ่งมาโดยการรัฐประหาร และเขียนแบบนี้เท่ากับให้ความชอบธรรมไปถึงอนาคตหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ด้วย ทำให้องค์กรเหล่านี้ โดยเฉพาะ คตส.อยู่เหนือการตรวจสอบ\n\n \n\n3) แก้ไขมาตรา 266 ว่าด้วยการโยกย้ายข้าราชการ มาตรานี้เป็นเรื่องใหม่ในรัฐธรรมนูญ 2550 ระบุว่า ส.ส.และ ส.ว.ต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็น ส.ส.หรือ ส.ว.ก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง เรื่องนี้อาจเกี่ยวพันกับกรณีที่ข้าราชการประชาชนล่ารายชื่อถอดถอนนายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุขที่เพิ่งโยกย้ายข้าราชการคนสำคัญที่ผลักดันเรื่องซีแอลไป โดยรัฐบาลจะปรับแก้ให้เพิ่มข้อความว่า \"ถ้าเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์กับประชาชนและสาธารณะให้กระทำได้\"\n\n \n\n4) ให้ประชาชนเสนอกฎหมาย - เพิ่มเติมให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ทุกเรื่อง จากเดิมให้เสนอกฎหมายได้แค่เฉพาะในหมวดว่าด้วยสิทธิเสรีภาพและแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ\n\n \n\nและสุดท้ายที่จะกล่าวถึงในที่นี้คือ มาตรา 190 ระบุถึงกระบวนการทำสัญญาระหว่างประเทศ โฟกัสไปที่ข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลทักษิณ และคงต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลสมัครอย่างแน่นอน การที่มันถูกกำหนดไว้เป็นหนึ่งในมาตราที่จะต้องแก้ไขเร่งด่วน ทำให้เห็นว่าเรื่องนี้สำคัญต่อรัฐบาลมากเพียงไหน ชนิดที่ไม่อาจดูเบาหรือมองข้ามไปได้เลย \n\n \n\nกระนั้น มาตรานี้ก็ยังมีความแตกต่างจากมาตราอื่นอย่างสำคัญ ในแง่ที่มาตราอื่นมุ่งเน้นประเด็นทางการเมือง ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงในแนวคิดว่าจะมองเห็นการเมืองในลักษณะเฉพาะหน้าหรือระยะยาว จะให้ค่า \"พรรคการเมือง\" เป็นสถาบันทางการเมืองหรือไม่ จะตีความหลักนิติธรรมอย่างไร จะเน้นตุลาการภิวัตน์หรือยึดมั่นหลักแบ่งแยกอำนาจ ฯลฯ กระทั่งคำถามลึกที่สุดและขณะเดียวกันก็หยาบที่สุดด้วยว่า...จะเอาหรือไม่เอา \"ระบอบทักษิณ\" \n\n \n\nประวัติการผลักดันมาตรา 190\n\nแต่ ม.190 นั้นแตกต่างออกไป มันว่าด้วยกระบวนการทำความตกลงระหว่างประเทศซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในยุคโลกาภิวัตน์และแนวเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ โดยเน้นให้มีการเปิดเผยข้อมูลและการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง คือ ความตกลงที่มีความสำคัญกระทบกับหลายมิติ จะต้องมีการจัดทำกรอบความตกลงก่อนลงนาม รวมทั้งต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาด้วย \n\n \n\nนี่คือสิ่งที่นักวิชาการ เอ็นจีโอ เครือข่ายประชาชนจำนวนมาก พยายามผลักดัน หลังเกิดวิวาทะและความขัดแย้งกันสูงในการทำเอฟทีเอที่ผ่านมาในสมัยรัฐบาลทักษิณ ไม่ว่าจะเป็น เอฟทีเอไทย-จีน, เอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย และที่เข้มข้นเป็นพิเศษคือ เอฟทีเอไทย-สหรัฐ, เอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น นอกจากนี้ในส่วนของภาคอุตสาหกรรม การค้า ก็เห็นด้วยในหลักการ และอยากเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบเช่นกัน\n\n \n\nหัวใจหลักในการผลักดันมาตรา 190 คือการอุดช่องว่างช่องโหว่สำคัญจากมาตรา 224 ในรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ตีความให้รัฐบาลไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างจริงจังและไม่ต้องนำเอฟทีเอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ โดยการผลักดันทำผ่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนสำคัญ อย่าง สุริชัย หวันแก้ว และขณะนี้เอฟทีเอว็อทช์ ยังเป็นหัวหอกในการล่าชื่อเพื่อเสนอกฎหมายลูกประกอบมาตรานี้ (ดูในไฟล์ประกอบด้านล่าง) คู่ขนานไปกับร่างของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังไม่เป็นที่เปิดเผย\n\n \n\nอย่างไรก็ตาม ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โฆษกในเรื่องนี้บอกว่า จะตัดข้อความ \"คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน\" ออกไป เพราะการเปิดเผยข้อมูลกับประชาชนทำให้รัฐทำงานลำบาก เป็นอุปสรรคต่อการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพราะฝ่ายตรงข้ามอาจรู้ล่วงหน้าว่า เนื้อหาในหนังสือสัญญาที่จะทำกับต่างชาติมีอะไรบ้าง\n\n \n\nทันทีที่ข่าวนี้ปรากฏ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอว็อทช์ ในฐานะผู้มีส่วนสำคัญในการผลักดันกฎหมายนี้ ต้องออกมาคัดค้าน...ไม่ใช่คัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ หรือมาตรา 190 แต่คัดค้านกระบวนการแก้ที่ผูกขาดให้สภาทำ และเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ที่เปิดการมีส่วนร่วม มีการรับฟังความเห็นอย่างกว้างขวาง \n\n \n\n\"กรอบการเจรจา\" เพื่อความโปร่งใส ไม่เสียท่าทีการเจรจา\n\nเอฟทีเอว็อทช์ ยังยืนยันว่า การเสนอกรอบการเจรจา และการรับฟังความเห็นเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เกิดความรอบคอบ และไม่ได้เป็นอุปสรรคขัดขวางให้การเจราจาล่าช้า หรือทำให้เสียท่าที คู่เจรจาล่วงรู้ความลับแต่ประการใด \n\n \n\nความเห็นที่ไม่ตรงกันนี้ อาจต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจในประเด็นสำคัญอย่าง \"กรอบการเจรจา\" ว่าหน้าตามันเป็นเช่นใด\n\n \n\nยกตัวอย่างที่ดำเนินการไปแล้วตามมาตรา190 นี่แหละ คือ การเจรจาเอฟทีเอของไทย ภายใต้กรอบ อาเซียน-อียู ซึ่งเริ่มเจรจาเมื่อราวเดือนตุลาคม 2550 และนำเสนอกรอบเจรจาผ่านคณะรัฐมนตรีไปเมื่อ 10 มกราคม 2551 \n\n \n\n\"กรอบเจรจา\" ที่ว่า รวมถึงกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ได้รับคำชื่นชมจากหลายภาคส่วน กรอบการเจรจาที่ว่าจะกำหนดโครงคร่าวๆ ว่าจะมุ่งคุยประเด็นอะไร เพียงใด ซึ่งมันตอบคำถาม ความห่วงกังวลของภาคประชาชนได้ระดับหนึ่ง \n\n \n\n(ดูกรอบการเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน-อียู ได้ที่ http://www.thaifta.com/ThaiFTA/Portals/0/ASEAN-EU%20Negotiating%20Framework.pdf)\n\n \n\nเช่น การกำหนดว่าเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา จะผูกพันไม่เกินไปกว่าที่องค์การการค้าโลกกำหนด เป็นต้น เพราะในกรณีสหรัฐเรียกร้องให้คุ้มครองสูงมาก เกินกว่าข้อกำหนดในองค์การการค้าโลก นำมาซึ่งความห่วงกังวลในหลายประเด็น โดยเฉพาะในกรณีของสิทธิบัตรยา อาทิ การขยายอายุสิทธิบัตรให้ยาวนานกว่า 20 ปี, การจดสิทธิบัตรสำหรับการใช้ใหม่สำหรับการประดิษฐ์เดิม, การปิดกั้นไม่ให้ทำซีแอลนำเข้าซ้อน, การบังคับห้ามถ่ายทอดความลับการค้า ฯลฯ ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยแน่นอน\n\n \n\nJTEPA ตัวอย่างที่ประชาชนช่วยลดความผิดพลาด\n\nความกังวล ข้อท้วงติงของภาคประชาชน ไม่ใช่กังวลเกินกว่าเหตุ หรือค้านไปหมดทุกเรื่อง กรณีข้อตกลงไทย-ญี่ปุ่น หน่วยงานรัฐเองก็ออกมายอมรับ เห็นด้วย หลังจากลงนามไปแล้วว่าประเด็นสิทธิบัตรจุลชีพและขยะพิษ อาจเป็นปัญหาในอนาคต จนนำไปสู่ทางออกอย่างการทำจดหมายแนบท้ายเพื่อทำความเข้าใจกับฝ่ายญี่ปุ่น  \n\n \n\nมาตรฐานที่ปรากฏในหลายประเทศ \n\nเรื่องการเปิดเผย มีส่วนร่วม เป็นมาตรฐานที่ดี ซึ่งในหลายประเทศมีการจัดการในแนวทางเดียวกัน หรืออาจเข้มงวดกว่า เป็นระบบกว่าด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นคู่เจรจาสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา ที่กำหนดให้รัฐบาลต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา ระหว่างเจรจาต้องรายงานผลเป็นระยะๆ และสุดท้ายรัฐบาลก็ต้องส่งบทสรุป รวมทั้งส่งรายละเอียดกฎหมายที่จะต้องแก้ให้รัฐสภา เพื่อให้ลงมติรับหรือปฏิเสธเอฟทีเอฉบับนั้น\n\n \n\nในออสเตรเลีย การจัดตั้งสภาสนธิสัญญา (Treaty Council) (สหพันธ์-มลรัฐ-เขตปกครอง) ที่คอยรับแจ้งรายการเจรจาสนธิสัญญาทั้งหมดที่ออสเตรเลียจะทำเพื่อพิจารณาว่าควรทำหรือไม่ และยังมีการก่อตั้งคณะกรรมาธิการด้านร่วมสนธิสัญญาของรัฐสภา (JSCOT) เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและรายงานการดำเนินการของรัฐบาลในการทำสนธิสัญญา มีอำนาจในการรับฟังข้อมูลและรายงานประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับสนธิสัญญา ที่สำคัญ JSCOT ต้องนำเสนอรายงานการวิเคราะห์ผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interest Analysis-NIA) เพื่อประกอบการพิจารณาสนธิสัญญาของรัฐสภาด้วย \n\n \n\nในฝรั่งเศส กำหนดไว้ชัดแจ้งว่า \"สนธิสัญญาทางการค้า\" ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ซึ่งในกรณีที่มีปัญหาการตีความก็เปิดโอกาสให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดว่าเข้าข่ายต้องนำเข้าสภาหรือไม่ ฝรั่งเศสยังระบุชัดเจนว่าภาษาที่ใช้ในข้อตกลงต้องเป็นภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น เว้นแต่จำเป็นต้องกระทำสองภาษาก็ให้ภาษาหนึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศส \n\n \n\nหรือแม้กระทั่งฟิลิปปินส์ ซึ่งเปรียบเทียบกับไทยชัดเจนระหว่างที่ต่างก็กำลังเจรจาเอฟทีเอกับญีปุ่น ของฟิลิปปินส์นั้นกำหนดให้ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของสภา มีการนำข้อตกลงทั้งหมดโพสต์ไว้ในเว็บไซต์ให้ประชาชนเข้าถึงและร่วมแสดงความคิดเห็น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา\n\n \n\nหัวเลี้ยวหัวต่อแห่งความลักลั่น\n\nเรื่องความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะทั้งฉบับหรือเฉพาะประเด็นเป็นเรื่องที่สังคมไทยยังต้องถกเถียงกัน และข้ามผ่านขั้วความคิดแบบคู่ขัดแย้งไปสู่หลักการที่ควรจะเป็นให้ได้ แต่มาตรา 190 ซึ่งสร้างมาตรฐานของกระบวนการที่ดี ไม่มีปัญหาเรื่องหลักการ เพียงแต่อาจจะเห็นไม่ตรงกันในรายละเอียดระหว่างผู้ปฏิบัติและผู้มีส่วนร่วม ข้อเสนอของเอฟทีเอว็อทช์ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีว่า หากจะแก้ก็ควรต้องมีส่วนร่วมกันได้ทุกฝ่าย และถกเถียงกันได้จริงๆ อย่างรอบคอบ \n\n \n\nชั่วแต่ว่าตอนนี้ การพูดถึงเรื่องแก่นแกนเหล่านี้ยิ่งยากลำบากขึ้นทุกขณะ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำให้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองคับแคบแบบแบ่งข้างไปหมดแล้ว \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-2707b187492246e0baeaab286980c1c5", "input": "Title: เปิดชีวิตคนทำงานโรงพยาบาลเกาหลีใต้ ‘ถูกรังแก-ละเมิดสิทธิ’ ในที่ทำงาน \n Body: สหภาพแรงงานเกาหลีใต้เผยผลสำรวจ พบครึ่งหนึ่งของคนทำงานในโรงพยาบาลมีประสบการณ์ถูกทำร้ายทางวาจา กว่า 3 ใน 10 ถูกรังแกในที่ทำงาน กว่า 1 ใน 10 เคยถูกคุกคามทางเพศและลวนลาม สังคมประณามกิจกรรม ‘การแสดงพรสวรรค์’ พยาบาลถูกบังคับใส่ชุดโชว์เรือนร่าง-เต้นรำแบบไม่เหมาะสม ซ้อมเต้นจนดึกดื่น-ไม่มีการจ่ายค่าจ้างล่วงเวลา\n\nสหภาพแรงงานกิจการสาธารณสุขและการแพทย์ของเกาหลี (KHMU) กำลังเริ่มการรณรงค์ 'Four Out Campaign' ซึ่งหมายถึงการขจัดปัญหาการรังแก การบังคับใช้แรงงานโดยไม่จ่ายค่าตอบแทน ปัญหาการขึ้นทะเบียนใบอนุญาตสถานพยาบาลที่ไม่เหมาะสม และปัญหาการจ้างงานแบบไม่ประจำ ที่มาภาพ: KHMU [1]\nผลการวิจัยแบบสำรวจที่จัดทำโดยองค์กรสหภาพแรงงาน เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมในโรงพยาบาล เปิดเผยว่า \"ครึ่งหนึ่งของแรงงานในโรงพยาบาลมีประสบการณ์ถูกทำร้ายทางวาจา\" และที่เลวร้ายกว่านั้นคือ 3 ใน 10 กล่าวว่าพวกเขาถูกรังแกในที่ทำงาน\nนาซุน-แจ ประธานสหภาพแรงงานกิจการสาธารณสุขและการพยาบาลของเกาหลี (KHMU) จัดงานแถลงข่าวที่ห้องประชุมสหภาพในกรุงโซลเมื่อวันที่ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา เพื่อเผยแพร่ผลการสำรวจสภาพความเป็นจริงในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมในโรงพยาบาล\nKHMU ดำเนินการสำรวจเป็นเวลาสองเดือนนับจาก 18 ธ.ค. 2560 ถึง 28 มี.ค. 2561 มีผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานจำนวน 11,662 คน แบ่งเป็น พยาบาลจำนวน 7,703 คน ช่างเทคนิค 1,970 คน พนักงานธุรการ 718 คน ผู้ช่วยพยาบาล 648 คนและอีก 624 คน ทำวิชาชีพอื่นๆ ในโรงพยาบาล\nการวิจัยเชิงสำรวจพบว่าประมาณ 31.2% ของผู้ตอบแบบสอบถาม มีประสบการณ์ที่เรียกว่า ‘bullying culture’ หรือการถูกกลั่นแกล้ง และ 56.2% เคยได้ยินภาษาหยาบคาย รุนแรงและไม่เหมาะสม นอกจากนี้ประมาณ 10.9% ตอบว่าเคยถูกคุกคามทางเพศและลวนลาม\nการแสดงพรสวรรค์ของพยาบาล โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย Hallym\n\nการบังคับให้ ‘แสดงพรสวรรค์ของพยาบาล’ ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย Hallym เมื่อปี 2017 ได้จุดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมของการละเมิดคนทำงานโรงพยาบาลในเกาหลี ที่มาภาพ: South China Morning Post [2]\nผลสำรวจยังระบุว่า 7.6% บอกว่าเคยถูกทำร้ายร่างกาย และ 46.1% บอกว่า \"เราถูกบังคับให้เข้าร่วมในกิจกรรมแสดงพรสวรรค์, กิจกรรมกีฬา, เวทีวิชาการ และงานกิจกรรมอื่นๆ ในโรงพยาบาล”\nโดยเฉพาะ ‘การแสดงพรสวรรค์ของพยาบาล’ เมื่อปีที่แล้ว กลายเป็นประเด็นทางสังคมและได้รับความสนใจจากสาธารณะชน สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย Hallym โดย 25.3% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าพวกเขาต้องร้องเพลงหรือเต้นรำในงานกิจกรรมที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับงานของพวกเขา และ 19.7% แจ้งว่าถูกบังคับให้ต้องคอยบริการคนในโต๊ะงานเลี้ยง โดยต้องเป็นคนรินเหล้าและอีก 11.4% ต้องอดทนต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสภาพการทำงานที่ไม่เป็นธรรม ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารตรวจสอบห้องล็อกเกอร์หรือตรวจสอบโดยกล้องวงจรปิด และ 17.9% บอกว่าถูกบังคับให้ทำสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานของพวกเขา เช่น ต้องชงกาแฟให้กับ ‘เจ้านาย’\nประธาน KHMU ซึ่งนำการรณรงค์ขจัดวัฒนธรรมของการละเมิดในโรงพยาบาลกล่าวว่า \"ตั้งแต่ปลายปี 2560 เราได้เห็นเรื่องแปลกๆ หลายอย่างเกิดขึ้นในโรงพยาบาล เช่น พยาบาลต้องเข้าร่วมกิจกรรมการแสดงความสามารถพิเศษในห้องโถงของโรงพยาบาลศูนย์มหาวิทยาลัย Hallym\nความรุนแรงต่อคนทำงานในโรงพยาบาล\nนอกจากนี้ยังมีปัญหาการบังคับใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรมต่อบุคคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาลโดยไม่มีค่าตอบแทน เช่นที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโซล เหตุการณ์การเสียชีวิตของทารกแรกเกิดสามคนในห้อง ICU ของโรงพยาบาลศูนย์มหาวิทยาลัยเอวา เหตุการณ์ยิงที่โรงพยาบาลเซจอง ซึ่งส่งผลให้มีการเสียชีวิตถึง 47 คน และการทำอัตวินิบาตกรรมของพยาบาลที่เพิ่งเข้าทำงานที่ศูนย์การแพทย์ Asan และโศกนาฏกรรมอื่นๆ\nประธาน KHMU กล่าวว่าเธอรู้สึกตกใจมากต่อผลการสำรวจและในปีนี้ KHMU จะเป็นผู้นำในการต่อสู้กับปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและปัญหาการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมในโรงพยาบาล เธอกล่าวว่า ‘สิ่งแวดล้อม และ สภาพการทำงานที่ดีของพยาบาลและคนงานในโรงพยาบาลเป็นเรื่องสำคัญและทำให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปอย่างมีคุณภาพ’\nซึ่ง KHMU จะนำขบวนเพื่อการเปลี่ยนแปลงโรงพยาบาลให้เป็นสถานที่ซึ่งการันตีความปลอดภัยให้กับผู้ป่วยและเคารพในศักดิ์ศรีของคนทำงาน\nการรณรงค์ ‘ขจัดปัญหาการรังแก-การบังคับใช้แรงงาน’\nทั้งนี้ KHMU ได้เริ่มการรณรงค์ 'Four Out Campaign' ซึ่งหมายถึงการขจัดปัญหาการรังแก การบังคับใช้แรงงานโดยไม่จ่ายค่าตอบแทน ปัญหาการขึ้นทะเบียนใบอนุญาตสถานพยาบาลที่ไม่เหมาะสม และปัญหาการจ้างงานแบบไม่ประจำ\nKHMU ยังได้สร้างทีมงานแบบไตรภาคี (สามฝ่าย) ขึ้นมาเพื่อทำงานสร้างสิ่งแวดล้อมการทำงานในโรงพยาบาล ที่ประกอบด้วย 3 R นั่นคือเคารพสิทธิผู้ป่วย เคารพสิทธิคนทำงาน เคารพการทำงาน นอกจากการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบใหม่ที่เป็นระบบและต่อเนื่องแล้ว จะเป็นการพัฒนาโมเดลที่ดีกว่าเดิมในเรื่องงานกะกลางคืน และทำให้โรงพยาบาลมีการทำงานแบบยั่งยืนและสามารถคาดการณ์ได้\nปัญหาหลักของโรงพยาบาลในเกาหลีใต้คือ การขาดแคลนบุคคลากร KHMU จะทำการล่าลายชื่อเพื่อรวบรวม 200,000 ชื่อจากภาคประชาชน เพื่อเสนอกฎหมายว่าด้วยบุคคลากรสาธารณสุข\nเดือน พ.ย. ปีทีแล้ว สังคมได้ประณามโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย Hallym ที่บังคับพยาบาลให้ร่วมในงานที่จัดโดยโรงพยาบาลในเดือน ต.ค. ในงานกิจกรรมดังกล่าวพยาบาลถูกบังคับให้ใส่ชุดที่มีลักษณะโชว์เรือนร่าง และให้เต้นรำในแบบที่ไม่เหมาะสม โรงพยาบาลบังคับให้พยาบาลซ้อมเต้นจนดึกดื่นสี่ห้าทุมในแต่ละคืนโดยไม่มีการจ่ายค่าจ้างล่วงเวลา หลังจากนั้น KHMU จัดตั้งสหภาพแรงงานที่โรงพยาบาลแห่งนี้\nและล่าสุดการรณรงค์ 'Me Too' ซึ่งกำลังได้รับความสนใจและการมีส่วนร่วมอย่างสูง ผู้หญิงที่เคยประสบกับปัญหาความรุนแรงทางเพศออกมาบอกเล่าเรื่องราวที่พวกเธอเผชิญ KHMU เริ่มการรณรงค์ 'Zero Sexual Harassment and Violence' (การลวนลามและความรุนแรงทางเพศที่เป็นศูนย์) ตั้งแต่วันที่ 8 มี.ค. อันเป็นวันสตรีสากล\n \nที่มาแปลและเรียบเรียงจาก[KHMU Info No. 2] KHMU will develop Four OUT campaign in 2018 (KANG Yeon Bae, KHMU, 29/3/2018) [3] \n What is the sentiment in the text for the genre: ict", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-ab65428c6d57445985094084aac4eae0", "input": "Title: พันธมิตรฯ เริ่มแล้ว ชุมนุมค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ \n Body: ประชาไท—25 พ.ค. 2551 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เริ่มต้นการชุมนุมเพื่อคัดค้านการเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล โดยใช้พื้นที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนำแผงเหล็กมากั้น เนื่องจากเกรงว่าจะมีการปะทะกันกับกลุ่มต่อต้าน ซึ่งมีชุดรักษาความปลอดภัยของกลุ่มพันธมิตรฯ วางกำลังอยู่ตลอดแนวกั้น \n\n \n\nทั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมมีจำนวนประมาณ 3,000 คน โดย น.ส. อัญชลี ไพรีรักษ์หนึ่งในผู้ปราศรัยบนเวทีได้ประกาศเมื่อเวลาประมาณ 16.20 น. เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนพันธมิตรที่อยู่ทางบ้านออกมาสมทบ \n\n \n\nสำหรับปัญหาการจราจรที่ติดขัดในบริเวณดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจากจราจรกลาง สน.นางเลิ้ง และ สน.ชนะสงคราม กว่า 50 นาย ได้อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้รถ โดยเปิดการจราจรบริเวณถนนดินสอ เพื่อให้สามารถระบายรถออกจากพื้นที่ชุมนุม\n\n \n\nด้านพื้นที่ฝั่งท้องสนามหลวงมีการจัดเวที สภาสนามหลวงต่อต้านพันธมิตรฯ เผด็จการและความไม่เป็นธรรม ซึ่งกลุ่มต่อต้านกว่า 100 คน ได้ปราศรัยโจมตีพันธมิตรฯ ขณะที่ตัวแทนบางคนได้ปลุกระดมมวลชนให้เข้าไปสังเกตการณ์กลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย\n\n \n\nอย่างไรก็ตาม การชุมนุมของทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ในความเรียบร้อย โดยที่การชุมนุมของกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ ยังคงปักหลักอยู่ในพื้นที่ของสนามหลวงและมีการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบรวมถึงเจ้าหน้าที่เทศกิจจำนวนกว่า 200 นาย \n What is the sentiment in the text for the genre: ict", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-f77cb8c06dad4b76ae191bacb121f6f5", "input": "Title: “หมอเหวง” ร้อง “ยูเอ็น” ขอ “กองกำลังสันติ” คุ้มครอง ปชช. \n Body: นพ.เหวง โตจิราการ นำทัพเสื้อแดง ไปสหประชาชาติ ร้องส่งเจ้าหน้าที่คอยสังเกตการณ์การชุมนุมเสื้อแดงพร้อมขอกองกำลังสันติคุ้มครองความปลอดภัย บอก \"เราไม่สามารถเจรจาในขณะที่มีปืนจ่อหัวเราอยู่อย่างนี้ได้\"\n ไทยรัฐออนไลน์ [1] รายงานว่าเมื่อวันที่ 22 เม.ย.เวลา 11.30 น. นพ.เหวง โตจิราการ พร้อมด้วย นายขวัญชัย ไพรพนา, นายจรัล ดิษฐาอภิชัยและนายก่อแก้ว พิกุลทอง ตัวแทนนักวิชาการ พร้อมด้วยกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งเดินหน้าไปยังองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพื่อยื่นหนังสือชี้แจงรวมทั้งรายงานเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อ 10 เม.ย.ผ่านตัวแทนของเลขาธิการใหญ่ยูเอ็น รวมไปถึงขอให้ทางยูเอ็นช่วยพิจารณาส่งเจ้าหน้าที่มาคอยสังเกตการณ์และนำกองกำลังรักษาสันติภาพมาช่วยดูแลความปลอดภัยการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่บริเวณแยกราชประสงค์ เพราะหวั่นว่าทางหน่วยงานความมั่นคงของรัฐบาล ซึ่งนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อาจคิดแผนการร้ายและสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยมือเปล่า\nสำหรับการเดินทางไปในวันนี้ ทางแกนนำได้ใช้พาหนะในการเดินทางทั้งรถเครื่องขยายเสียง  รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ระหว่างการเดินทางนั้นแกนนำได้ปราศรัยผ่านรถที่ติดเครื่องขยายเสียงโจมตีรัฐบาลหลังเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา  ขณะเดียวกันแกนนำได้นำมวลชนติดตามไปจำนวนหนึ่งด้วยเพราะหวั่นว่าตำรวจจะใช้ช่องทางดังกล่าวเข้าจับกุมแกนนำที่มีถูกออกหมายจับจากกองบังคับการกองปราบ ปราม เมื่อทางแกนนำและมวลชนเสื้อแดงไปถึงที่สำนักงานยูเอ็น ทางเจ้าหน้าที่ได้ให้กลุ่ม นปช.ส่งตัวแทนจำนวน 5 คน เข้าไปยื่นหนังสือ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบจลาจลจำนวนมากเข้ามาตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยที่หน้าสำนักงานยูเอ็นทันที เนื่องจากเกรงว่าอาจเกิดความวุ่นวายขึ้นได้\n000\nทางด้าน BBC [2]รายงานว่า นพ. เหวง โตจิราการ กล่าวในเรื่องการเจรจาว่า \"เราไม่สามารถเจรจาในขณะที่มีปืนจ่อหัวเราอยู่อย่างนี้ได้\" นพ. เหวง บอกอีกว่าเขาจะนำเรื่องนี้ไปรายงานกับสหประชาชาติ และเรียกร้องให้ส่งกองกำลังสันติของสหประชาชาติมาช่วยคุ้มครองกลุ่ม นปช.\nBBC รายงานอีกว่า แม้ทางรัฐบาลจะออกมาบอกว่าจำนวนผู้ชุมนุมเสื้อแดงลดลงเรื่อย ๆ แต่ก็ยังมีผู้ชุมนุมจำนวนมากที่ยังคงปักหลักชุมนุมอยู่โดยมีเครื่องป้องกันล้อมอย่างแน่นหนา ทั้งยางรถยนต์ และไม้ไผ่เหลาปลาย\nทางด้านการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมสองฝ่ายที่สีลม BBC รายงานว่า กลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านเสื้อแดงโบกธงชาติและด่าทอกลุ่มเสื้อแดงจนกระทั่งถึงราวเที่ยงคืนก็มีการขว้างปาขวดน้ำไปยังเขตกลุ่มเสื้อแดง\nBBC รายงานสถานการณ์ที่แยกราชประสงค์ในช่วงราว 02.00 น. ว่ามีเฮลิคอปเตอร์บินวงไปมาอยู่เหนือผู้ชุมนุม ทำให้ผู้ชุมนุมบางคนยิงบั้งไฟเพื่อตอบโต้ นอกจากนี้ยังรายงานเรื่องที่กลุ่มคนเสื้อแดงหลายร้อยคนขวางทางรถไฟที่ขอนแก่นเพื่อปิดกั้นรถขนส่งลำเลียงที่คาดว่าใช้ลำเลียงอาวุธเพื่อนำไปปราบเสื้อแดงในกรุงเทพฯ\nราเชลล์ ฮาร์วีย์ ผู้สื่อข่าวในพื้นที่ของ BBC รายงานว่าทุกคนดูจะเห็นตรงกันว่าความตึงเครียดจะสูงขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ \n What is the sentiment in the text for the genre: national_security", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-f6cc3a0903f9440b8f29e62768e2b197", "input": "Title: เดือนเด่น นิคมบริรักษ์: Fair Use Policy ในการใช้บริการ 3G \n Body: 1. ความเป็นมา\nในช่วงปีที่ผ่านมา  กลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (รท.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์แบบ 3G ว่า  ผู้ให้บริการจำกัดปริมาณข้อมูลที่สามารถดาวน์โหลดได้แม้ผู้ใช้บริการจะสมัครแพ็กเก็จแบบ “ไม่จำกัด (unlimited)” ก็ตาม  โดยการปลดผู้ใช้บริการออกจากระบบ 3G เมื่อมีการดาวน์โหลดข้อมูลในปริมาณเกินกว่าที่ผู้ประกอบการกำหนดไว้  ทำให้ผู้ใช้บริการต้องใช้ระบบ edge ซึ่งอัตราความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลต่ำกว่ามาก   \nผู้ให้บริการได้ชี้แจงว่า  การจำกัดปริมาณข้อมูลที่ผู้ใช้บริการสามารถดาวน์โหลดได้ในอัตราความเร็วสูงสุดที่โฆษณาเป็นส่วนหนึ่งของ Fair Use Policy ซึ่งเป็นนโยบายการบริหารจัดการอุปสงค์ของการใช้โครงข่ายการสื่อสารเพื่อที่จะเกิดความเป็นธรรมระหว่างผู้ใช้บริการทุกราย  นโยบายดังกล่าวมีการใช้อย่างแพร่หลายในต่างประทศ  นอกจากนี้แล้ว  ผู้ประกอบการได้ให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขและข้อจำกัดดังกล่าวแก่ผู้บริโภคก่อนที่จะมีการสมัครจึงมิได้เป็นการโฆษณาที่หลอกลวง  เนื่องจากประเทศไทยกำลังจะมีการพัฒนาระบบโครงข่าย 3G ทั่วประเทศในระยะเวลาอันใกล้หลังจากที่มีการประมูลคลื่นความถี่ 3G แล้ว  เรื่องร้องเรียนดังกล่าวจึงควรที่จะได้รับการพิจารณาในรายละเอียดเพื่อที่จะสามารถกำหนดแนวทางหรือมาตรการที่จะป้องกันมิให้ปัญหาดังกล่าวแพร่หลายมากขึ้นในอนาคต  ทั้งนี้ มาตรา มาตรา 52 มาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ได้ให้อำนาจหน้าที่แก่ กสทช. ในการกำกับดูแลการให้ข้อมูลเงื่อนไขการให้บริการ และ การโฆษณาบริการโทรคมนาคมของผู้รับใบอนุญาต (มาตรา 52 ผู้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีการเผยแพร่แบบสัญญาและการกำหนดเงื่อนไขในการให้บริการของตนเป็น การทั่วไปตาม วิธีการที่คณะกรรมการกำหนด และต้องแสดงไว้ในที่เปิดเผย เห็นได้ง่าย ณ ที่ทำการของผู้รับใบอนุญาตเพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้\nมาตรา 53 ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตได้โฆษณายืนยันมาตรฐานคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคมของตนไว้ ให้เป็น หน้าที่ของผู้รับใบอนุญาตที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามที่ได้โฆษณาไว้นั้น   ถ้าผู้รับใบอนุญาตให้บริการ) จึงควรมีการศึกษาเกี่ยวกับแนวทางในการกำกับดูแลของ กสทช. ในประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับ Fair Use Policy\n \n \n2. ข้อเท็จจริง\nการศึกษาที่มาที่ไปของปัญหาดังกล่าว  พบว่า Fair Use Policy เป็นนโยบายในการบริหารจัดการอุปสงค์ในการใช้โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในนานาประเทศจริง และผู้ประกอบการในประเทศก็ได้ระบุปริมาณข้อมูลที่ผู้ใช้บริการสามารถดาวน์โหลดได้ในอัตราความเร็วของ 3G ในแต่ละแพ็คเกจซึ่งมีราคาที่ต่างกันในการโฆษณาบริการอย่างชัดเจน  รวมทั้งมีเอกสารที่อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับความเร็วที่ผู้ใช้บริการสามารถใช้ได้จริงซึ่งอาจแตกต่างจากความเร็วสูงสุดที่โฆษณาไว้  เนื่องจากปัจจัยที่หลากหลาย เช่น เครื่องโทรศัพท์ที่ใช้ ระยะห่างจากเสาสัญญาณ จำนวนผู้ใช้ในพื้นที่นั้นๆ ฯลฯ การชี้แจงรายละเอียดดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานสากล \nอย่างไรก็ดี การศึกษาพบว่า  Fair Use Policy ในต่างประเทศมีรูปแบบที่แตกต่างจากในประเทศไทย  กล่าวคือ แม้จะมีการจำกัดปริมาณข้อมูลที่สามารถดาวน์โหลดได้ในอัตราความเร็วสูงดังเช่นในประเทศไทย  หากแต่เมื่อผู้ใช้บริการดาวน์โหลดข้อมูลในปริมาณที่เกินเกณฑ์แล้ว  จะถูกจำกัดสิทธิในการใช้ระบบบรอดแบนด์ เฉพาะในส่วนของการใช้ที่มีการส่งข้อมูลปริมาณสูง เช่น  streaming video และ file-sharing และ มีการจำกัดการใช้ดังกล่าวเฉพาะในช่วงที่มีปริมาณการใช้สูงสุด (peak hours) เท่านั้น   ในขณะที่การใช้บริการทั่วไป เช่น web search และ อีเมล ยังสามารถใช้ระบบ 3G ต่อไปได้  การที่ประเทศไทยยังไม่มีรูปแบบ Fair Use Policy  ที่หลากหลายสะท้อนว่าการแข่งขันในตลาดยังมีจำกัดทำให้ผู้บริโภคไทยไม่มีทางเลือกดังเช่นผู้บริโภคในต่างประเทศ\nFair use policy ได้กลายเป็นประเด็นปัญหาร้องเรียนของผู้บริโภคจำนวนมากในต่างประเทศ  ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งได้ออกมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว \nประเด็นที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับ Fair use policy  (FUP)  คือ1. มีการใช้คำว่า unlimited หรือ “ไม่จำกัด” ในการโฆษณาบริการบรอดแบนด์ที่มีข้อจำกัดของปริมาณข้อมูลที่สามารถดาวน์โหลดได้ในความเร็วที่โฆษณา  แม้ผู้ประกอบการจะได้ให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคแต่  (1)  ตัวอักษรเล็กกว่าข้อความที่โฆษณาอัตราความเร็วสูงสุด และ คำว่า unlimited ทำให้ผู้บริโภคบางรายไม่ได้อ่าน  (2) ไม่มีการระบุรายละเอียดดังกล่าวในการโฆษณา  หากแต่เป็นการให้ข้อมูลเมื่อผู้บริโภคได้เดินทางมาที่สถานที่ทำการของผู้ประกอบการเพื่อสมัครเป็นสมาชิกแล้วซึ่งสายเกินไป \n \n2. การโฆษณาโดยใช้ “อัตราความเร็วสูงสุด” (เช่น ในประเทศไทย คือ 42 mbps) เป็นการให้ข้อมูลที่บิดเบือนแก่ผู้บริโภค  เนื่องจากในทางปฏิบัติ  อาจไม่มีผู้บริโภครายใดที่สามารถใช้บริการในอัตราความเร็วดังกล่าวได้เลยยกเว้นผู้บริโภครายนั้นจะใช้อินเทอร์เน็ตเวลาตีสามและนั่งอยู่ข้างเสาส่งสัญญาณ  การโฆษณาในลักษณะดังกล่าวนอกจากเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่มีประโยชน์ต่อผู้บริโภคแล้ว  ยังเป็นพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมอีกด้วย  เนื่องจากผู้ประกอบการที่โฆษณาอัตราความเร็วสูงสุดที่ต่ำกว่า  อาจมีอัตราความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลจริงโดยเฉลี่ยแล้วสูงกว่าผู้ประกอบการที่โฆษณาว่ามีอัตราความเร็วสูงสุดที่สูงกว่า เช่น ในอังกฤษพบว่า ผู้ประกอบการที่โฆษณาความเร็วสูงสุด 10 mbps มีอัตราความเร็วเฉลี่ยที่ผู้บริโภคใช้ได้จริงที่ 9.6 mbps ในขณะที่ ผู้ประกอบการที่โฆษณาความเร็วสูงสุด 20-24 mbps มีอัตราความเร็วเฉลี่ยที่ผู้บริโภคใช้ได้จริงเพียง 5.4  mbps เท่านั้น\n \n3. แนวทางในการแก้ไขปัญหา\n  (1) สำหรับปัญหาการโฆษณาโดยใช้คำว่า unlimited หรือ “ไม่จำกัด”\nเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้แพ็คเกจที่เหมาะสมกับปริมาณการใช้  ผู้ให้บริการต้องระบุข้อจำกัดเกี่ยวกับปริมาณข้อมูลที่สามารถดาวน์โหลดได้ในอัตราความเร็วที่โฆษณาทุกครั้ง โดยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อจำกัดดังกล่าวจะต้องมีขนาดของตัวอักษรที่เท่ากับข้อความที่ระบุว่าเป็นการใช้บริการแบบ “ไม่จำกัด” หรือ ห้ามใช้คำว่า “ไม่จำกัด” สำหรับแพ็คเกจที่มี Fair Use โดยอาจกำหนดให้ใช้คำโฆษณาว่า “ 3G/3GB”  สำหรับบริการ 3G ที่จำกัดปริมาณข้อมูลที่ดาวน์โหลดได้ที่ 3 กิกะไบต์ เป็นต้น เพื่อให้เกิดความชัดเจน แนวทางดังกล่าวเป็นแนวทางที่หน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมในอังกฤษ หรือ Ofcom เสนอแนะ\n  (2) สำหรับปัญหาการโฆษณาอัตราความเร็วสูงสุด\nเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับอัตราความเร็วของบริการ 3G ของผู้ประกอบการแต่ละรายที่แท้จริง  ควรมีข้อกำหนดดังนี้\nหากมีการระบุความเร็วสูงสุดจะต้องระบุสัดส่วนจำนวนผู้ใช้บริการที่สามารถดาวน์โหลดบริการในอัตราความเร็วดังกล่าวได้จริงในทางปฏิบัติจากข้อมูลเชิงประจักษ์  เช่น ร้อยละ 1  อนึ่ง  ในประเทศที่หน่วยงานกำกับดูแลมีความเข้มแข็ง  ผู้ประกอบการจะต้องรายงานข้อมูลดังกล่าวให้แก่ผู้กำกับดูแลอยู่แล้ว  ในประเทศไทยยังไม่มีการรายงานข้อมูลดังกล่าว หรือ\nเมื่อมีการโฆษณาอัตราความเร็วสูงสุดทุกครั้งต้องแสดงข้อมูลอัตราความเร็วที่ดาวน์โหลดได้จริง หรือ ที่เรียกว่า Typical Speed Range (TSR) ซึ่งหมายถึงช่วงความเร็วของอัตราความเร็วที่ผู้บริโภคร้อยละ 50 ที่อยู่ส่วนกลางของการกระจายตัว (inter-quartile) ของอัตราความเร็วที่สามารถดาวน์โหลดได้จริง เช่น 2 – 5 mbps เป็นต้น หรือ อาจใช้อัตราความเร็วเฉลี่ยหากต้องการความง่าย ในกรณีที่อัตราความเร็วที่ผู้บริโภคแต่ละรายสามารถดาวน์โหลดได้ไม่ต่างกันมากนัก และ\nต้องมีการระบุความเร็วเฉลี่ยที่สามารถใช้ได้จริงเมื่อผู้ใช้บริการถูกปลดออกจากระบบ 3G มิใช่ความเร็วสูงสุด  เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถประเมินและเปรียบเทียบคุณภาพของบริการของผู้ให้บริการแต่ละรายได้ทั้งภายใต้ระบบ 3G และระบบ edge\nที่ผ่านมา  มีข้อร้องเรียนจากทั้งภาควิชาการและกลุ่มผู้บริโภคให้มีการกำกับดูแลอัตราค่าบริการ 3G เพื่อชดเชยกับการประมูลคลื่นความถี่ที่มีข้อครหาว่าเป็น “มวยล้ม”  ที่ทำให้รัฐสูญเสียเงินนับหมื่นล้านบาท  ผู้เขียนเกรงว่า  การกำกับราคาที่ไร้กลไกในการควบคุมมาตรฐานของบริการดังที่ผ่านมาจะทำให้ผู้บริโภคไทยได้บริการที่ “ถูกแต่ช้า” ซึ่งอาจดีกว่าสภาพปัจจุบันที่ “แพงและช้า” เพียงเล็กน้อยเท่านั้น  กสทช. ควรแสดงให้สาธารณชนเห็นว่า  ไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการเท่านั้น ผู้บริโภคก็อยู่ในสายตาของหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งนี้ด้วย. \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-9535712af1384dd9bc4ee78272fd75dc", "input": "Title: ครม.ต่ออายุรถเมล์-รถไฟฟรีถึงเม.ย.60 ประยุทธ์เผยทูลเกล้าฯ ร่างรธน. แล้ว \n Body: พล.อ.ประยุทธ์ แถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี 8 พ.ย. 2559 (ที่มาภาพ เว็บไซต์ทำเนียบฯ) \n8 พ.ย. 2559 เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล รายงานว่า วันนี้ เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชา ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)  โดยที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องขอขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนด้านการเดินทางออกไปอีก 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2559-30 เม.ย. 2560\nทั้งนี้ ครม. มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้ 1. เห็นชอบการขอขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนด้านการ เดินทางออกไปอีก 6 เดือน  ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2559- 30 เม.ย. 2560 โดยให้สำนักงบประมาณ (สงป.) พิจารณาจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายจากการดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนด้านการเดินทางต่อไป ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ 1.1  มาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางรถโดยสารประจำทางดำเนินการผ่านองค์การขนส่ง มวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)  โดยรัฐรับภาระค่าใช้จ่ายการจัดรถโดยสารประจำทางธรรมดาจำนวน 800 คันต่อวัน ใน 73 เส้นทาง ให้บริการแก่ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 1.2 มาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางโดยรถไฟชั้น 3 ดำเนินการผ่านการรถไฟแห่งประเทศ ไทย (รฟท.) โดยรัฐรับภาระค่าใช้จ่ายการจัดรถไฟชั้น 3 เชิงสังคม จำนวน 152 ขบวนต่อวัน และรถไฟชั้น 3 ระยะทางไกลในขบวนรถเชิงพาณิชย์จำนวน 8 ขบวนต่อวันให้บริการแก่ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย\n2. ให้กระทรวงคมนาคม (คค.)  เร่งรัดดำเนินการนำระบบตั๋วร่วมมาใช้ในการเชื่อมการ เดินทางสาธารณะของประชาชนอย่างครบวงจรให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และให้ คค. โดย ขสมก. และ รฟท. เร่งรัดการดำเนินการจัดทำรายละเอียดค่าใช้จ่ายจากการดำเนินการตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนด้านการเดินทางที่เกิดขึ้นจริงผ่านคณะกรรมการตรวจสอบที่เกี่ยวข้อง และเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายจากการดำเนินมาตรการดังกล่าวตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงต่อไป รวมถึงรายงานการประเมินผลความพึงพอใจของผู้ใช้บริการตามมาตรการดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรีทราบ  ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 โดยด่วนด้วย\nสำหรับมาตรการดังกล่าว กระทรวงการคลัง รายงานว่า  มาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนด้านการเดินทางถือเป็นมาตรการที่มีความจำเป็นในการที่จะช่วยเหลือภาระค่าครองชีพของประชาชนในสภาวะปัจจุบัน  ซึ่งโดยหลักการแล้วการให้การช่วยเหลือจะต้องสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน แต่เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างดำเนินการพิจารณามาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนด้านการเดินทางตามมาตรการใหม่  ให้มีความถูกต้อง  ครบถ้วน สมบูรณ์ และสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ  พร้อมทั้งกาอให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ โดยกรมสรรพากรอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง  (Post Audit)  ของข้อมูลการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนพฤศจิกายน 2559 ประกอบกับ คค. จะต้องมีการออกบัตรให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเพื่อให้สวัสดิการมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนด้านการเดินทางตามมาตรการใหม่ (รถเมล์ฟรีและรถไฟฟรี)  โดยกำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการในเดือนมกราคม 2560 และสิ้นสุดในเดือนเมษายน 2560 จากนั้น  จึงจะสามารถเริ่มดำเนินการตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนด้านการเดินทางตามมาตรการใหม่ได้ประมาณเดือนพฤษภาคม 2560\nประยุทธ์เผยทูลเกล้าฯ ร่างรธน. แล้ว\nวาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวรายงานผ่านเฟซบุ๊ก 'Wassana Nanuam [1]' ว่า นายกฯ เผย ลงนาม ทูลเกล้าฯ ร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นไปแล้ว เพราะเป็นไปตามขั้นตอน 30 วัน ตอนนี้ ไม่อยากพูดอะไรมากกว่านี้ ก็รอตามขั้นตอน \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-018f702ee9e6454eb5a67ea5a96e60dc", "input": "Title: อัยการสั่งไม่ฟ้องจักรภพหมิ่นเบื้องสูง \n Body: อัยการสั่งไม่ฟ้องจักรภพหมิ่นเบื้องสูง  รอ ผบ.ตร.ทำความเห็นแย้งหรือไม่  โต้ใบสังการเมือง\nโพสต์ทูเดย์ [1]รายงานว่าเมื่อวันที่ 30 มี.ค.55 ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา ได้กล่าวถึงกรณีที่อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คดีหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ไปเมื่อเดือน ก.ย.54  กรณีเมื่อวันที่ 29 ส.ค.50นายจักรภพได้กล่าวบรรยายพิเศษเป็นภาษาอังกฤษที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) ว่า คดีนี้เป็นความรับผิดชอบของ นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อดีตอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา ส่วนตนเข้ามารับตำแหน่งภายหลังจึงไม่ทราบรายละเอียดสำนวนของคดีนี้ทั้งหมด เพียงแต่รับรู้ว่าอัยการได้มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องไปแล้วโดยขณะนี้สำนวนและความเห็นของอัยการได้ส่งไปให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร) เพื่อพิจารณาว่าจะมีความคิดเห็นแย้งกับความเห็นของอัยการหรือไม่ ขณะที่ตนได้มีหนังสือตอบกลับ พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ มุ่งการดี ผู้ที่ร้องทุกข์กล่าวโทษคดีนี้ แจ้งผลการพิจารณาของอัยการตามที่พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ ส่งหนังสือติดตามความคืบหน้าของคดีมาเท่านั้น\n \nขณะที่นายกายสิทธิ์ พิศวงประการ อดีตอธิบดีอัยการสำนวนงานคดีอาญา ซึ่งรับผิดชอบคดีหมิ่นเบื้องสูงสำนวนนายจักรภพ กล่าวถึงกรณีที่  พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ ผู้ร้องทุกข์ของคดีนี้ ระบุว่าคดีนี้มีหลักฐานเพียงพอแต่อัยการกลับสั่งไม่ฟ้อง อาจจะมีประเด็นการเมืองเนื่องจากนายจักรภพ เป็นหนึ่งในแกนนำเสื้อแดงที่สนับสนุนรัฐบาลปัจจุบัน ว่า เรื่องนี้ เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวของ พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ จะมีความคิดเห็นอย่างไรก็ได้ แต่คดีต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน\n \nส่วนที่ พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ ขอให้เปิดเผยสำนวนคดีนั้น เนื่องจากตนพ้นออกจากตำแหน่งมาหลายเดือนแล้ว ต้องปรึกษาผู้ใหญ่เนื่องจากต้องมีขั้นตอนการดำเนินการ\n \n“ การออกมาวิจารณ์คดีนั้น ควรรอผลการตัดสินเสร็จออกมาเสียก่อน นี่ยังอยู่ในขั้นตอนของคดีอยู่เลย ก็ออกมาพูดกันแล้ว ” นายกายสิทธิ์ กล่าว \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-330bfffb9fc44dd791fddf432f81e2f8", "input": "Title: สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ กับบทบาททีดีอาร์ไอในกระแสประชานิยม \n Body: “นโยบายประชานิยม” กลายเป็นกระแสใหญ่ในสังคมประชาธิปไตย  ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมาประชานิยมถูกนำมาใช้หาเสียงในการเมืองไทยอย่างแพร่หลายโดยหลายพรรคการเมืองท่ามกลางความคิดเห็นต่างขั้ว   ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายซึ่งพยายามท้วงติงจึงถูกแขวนป้ายผลักให้ไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล   ไม่เว้นแม้การแสดงความเห็นทางวิชาการของสถาบันทางวิชาการต่าง ๆ\n\nดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในการเสวนาสาธารณะ “เศรษฐกิจแห่งวันพรุ่งนี้”(Economy of Tomorrow) เรื่อง “คิดใหม่ประชานิยม: จากรัฐบาลทักษิณถึงยิ่งลักษณ์ เราเรียนรู้อะไรบ้าง”  ซึ่งทีดีอาร์ไอร่วมกับมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท (FES)จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้  โดยได้แสดงมุมมองเกี่ยวกับนโยบายประชานิยมและบทบาทของทีดีอาร์ไอในฐานะสถาบันทางวิชาการ\nดร.สมเกียรติ   กล่าวว่า ประชานิยมในทางเศรษฐกิจ เป็นนโยบายซึ่งหวังผลให้ได้การสนับสนุนทางการเมือง โดยเน้นการล้วงกระเป๋าคนกลุ่มหนึ่งไปให้คนอีกกลุ่ม หรือแทรกแซงกลไกตลาด ซึ่งโดยตัวมันเองไม่ใช่เรื่องผิดอะไร  ถ้าสามารถช่วยสร้างขีดความสามารถในระยะยาวของประชาชนและภาคธุรกิจปัญหาก็คือนโยบายประชานิยมส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงหลัง นอกจากไม่ช่วยสร้างความเข้มแข็งของประชาชนหรือภาคธุรกิจแล้ว ยังสร้างภาระทางการคลังต่อประเทศมาก\nหากเปรียบประชานิยมยุครัฐบาลทักษิณเป็นประชานิยมรุ่นแรก และยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นรุ่นที่สอง นโยบายรุ่นแรกเช่น 30 บาทรักษาทุกโรคช่วยสร้างขีดความสามารถประชาชนอย่างมาก เพราะสุขภาพเป็นรากฐานของมนุษย์    นโยบายโอท็อปก็เป็นความพยายามสร้างความสามารถให้แก่ธุรกิจชุมชน แม้จะมีปัญหาหลายอย่างก็ตาม แต่นโยบายประชานิยมในรุ่นที่สองจำนวนมากไม่เข้าข่ายนี้เลยเช่น นโยบายรถคันแรก เกิดจากการล็อบบี้โดยนักลงทุนข้ามชาติในอุตสาหกรรมยานยนต์ นโยบายนี้จึงออกมาเพื่อเอาใจนักลงทุนต่างประเทศแล้วผู้ซื้อรถคนไทยเป็นผลพลอยได้ ตอนนี้ก็เห็นชัดว่ามีคนไม่สามารถรับรถได้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยบางยี่ห้อสูงถึง 70-80%\nนโยบายรถคันแรกเป็นตัวอย่างนโยบายประชานิยมในเชิง ลด-แลก-แจก-แถม ที่มีปัญหามาก  และสวนทางกับแนวทางการพัฒนาที่ควรจะเป็น ซึ่งควรทำให้คนทุกกลุ่มใช้บริการขนส่งสาธารณะมากขึ้น   นโยบายประชานิยมส่วนใหญ่ยังไม่มีการติดป้ายราคาบอกผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งว่ามีต้นทุนเท่าไร นโยบายประชานิยมในช่วงหลัง ๆ ยังเริ่มเข้าไปหากลุ่มเฉพาะมากขึ้น เช่น เรื่องรถ แรงงาน ข้าว แต่ละกลุ่มก็มีกลุ่มผลประโยชน์อยู่ในแต่ละเรื่องการกระจายผลประโยชน์ที่แคบลงทำให้นโยบายประชานิยมเหล่านี้มีคุณภาพที่ด้อยลงไปด้วย\nต่อข้อเสนอจากบางฝ่ายให้นักวิชาการรวมทั้งทีดีอาร์ไอมาทำหน้าที่ฝ่ายค้านนั้น  ดร.สมเกียรติ   เห็นว่า การที่เรามีพรรคฝ่ายค้านที่ไม่ค่อยเข้มแข็งไม่ควรจะเป็นเหตุให้สถาบันทางวิชาการต้องไปทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านแทน ทีดีอาร์ไอและนักวิชาการควรวิพากษ์วิจารณ์นโยบายแต่ละเรื่องมากกว่าที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์ตัวระบบการเมือง ซึ่งเลี่ยงได้ยากที่จะเข้าไปพัวพันกับการเมืองทั้งนี้ การวิจารณ์ต้องอยู่บนหลักวิชาการและข้อมูลว่านโยบายเหล่านั้นมีข้อดีและข้อเสียที่ควรปรับปรุงอย่างไรภาควิชาการควรเป็นตัวแทนของภาคประชาสังคม ภาคประชาชน คนเล็กคนน้อยที่ไม่มีปากมีเสียงในสังคมมากกว่าที่จะเข้าไปต่อสู้ในเวทีทางการเมืองโดยตรง เพราะในระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยมีกลไกตัดสินใจอยู่แล้ว\nจากประสบการณ์ที่มีนักวิชาการจากทีดีอาร์ไอเข้าไปร่วมในตำแหน่งที่สำคัญในรัฐบาลในอดีตและได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาก   เราได้ทบทวนบทเรียนและได้ข้อสรุปว่า  ต่อไปเราไม่ควรจะเดินเส้นทางนั้นอีก  เราอยากเห็นการเมืองประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น เป็นการเมืองที่นอกจากจะเป็นตัวแทนของเสียงข้างมากแล้ว ยังคุ้มครองเสียงข้างน้อยที่ไม่มีปากมีเสียงในสังคม ไปจนถึงรุ่นลูกหลานที่ไม่สามารถออกเสียงเลือกตั้งในวันนี้ด้วย \n“ด้วยแนวคิดอย่างนี้เราจึงวิตกทุกข์ร้อนกับนโยบายประชานิยม ไม่ใช่ว่าเพราะเราเป็นพวกเสรีนิยมใหม่ ซึ่งมีแนวคิดต่างจากนักวิจัยส่วนใหญ่ในทีดีอาร์ไอมาก แต่เพราะพวกเราเห็นว่าถ้าปล่อยให้ดำเนินนโยบายประชานิยมแบบนี้ต่อไป มันจะพาเราไปสู่วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งคนที่รับภาระก็คือคนรุ่นลูกรุ่นหลานของเราในฐานะที่เป็นหน่วยงานทางวิชาการเราอยากมีส่วนช่วยทำให้การเมืองในระบบรัฐสภามีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น   งานหนึ่งที่เราทำกันอยู่ในปัจจุบันคือการร่วมกับสถาบันพระปกเกล้าจัดตั้งหน่วยวิเคราะห์งบประมาณของรัฐสภา เพื่อช่วยให้รัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนมีความเข้มแข็งมากขึ้น”\nดร.สมเกียรติ กล่าวว่า  นโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมที่อยากเห็น คือ นโยบายที่มีความรับผิดชอบทางการคลัง  ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีกติกาที่ทำให้การเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่แข่งขันกันจนทำลายตัวเอง หรือทำลายเศรษฐกิจจนเกิดวิกฤติกฎกติกาบางอย่างอาจต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย โดยต้องแก้ให้มีวินัยทางการคลังที่จำกัดการใช้เงิน ไม่ใช่ปล่อยให้ขาดดุลทางการคลังต่อเนื่องไปนานๆ\nตั้งแต่เกิดวิกฤติการณ์ในปี 2540 จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยขาดดุลการคลังมาทุกปี ยกเว้นปี 2548 ปีเดียว และถ้าเกิดแข่งขันกันทางนโยบายแบบนี้ต่อไป ก็จะมีแนวโน้มขาดดุลเพิ่มขึ้น แม้ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ระดับ 44-45% ของจีดีพี ซึ่งยังไม่ใช่ระดับที่สูง แต่ถ้าเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ มีแรงกระแทกจากภายนอกก็ทำให้หนี้สาธารณะสามารถกระโดดขึ้นได้ เช่นที่เคยเกิดหลังวิกฤติในปี 2540 ซึ่งหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจาก 16%เป็น 61% ของจีดีพีในเวลาเพียง 2-3  ปีดังนั้น เราจึงไม่ควรประมาท \nประธานทีดีอาร์ไอ  เรียกร้องให้ทุกฝ่ายในสังคมช่วยกันกำหนดกติกาให้การแข่งขันทางการเมืองไม่นำไปสู่การทำลายระบอบประชาธิปไตยและระบอบเศรษฐกิจ  นั่นคือ  วินัยทางการคลัง  ซึ่งสังคมควรมาช่วยกันคิดส่วนตัวเห็นว่า รัฐธรรมนูญควรจะคุมเพดานการขาดดุลการคลังในช่วงภาวะเศรษฐกิจปรกติ  โดยไม่ต้องไปกำหนดแนวนโยบายแห่งรัฐในรายละเอียดเหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550   แต่ควรปล่อยให้พรรคการเมืองกำหนดนโยบายเพื่อหาเสียงเลือกตั้งได้โดยอิสระภายใต้กรอบวินัยทางการคลัง. \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-7e86a65ce11b41cd881329271421f8b3", "input": "Title: \" รัฐ \" พื้นฟูชายฝั่งทะเลอันดามัน \n Body: ประชาไท - 8 มี.ค. 48\tนายจักรภพ เพ็ญแข โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบการกำหนดเขตพื้นที่และมาตรการค้มครองสิ่งแวดล้อมในบริเวณพื้นที่ที่ได้รับธรณีพิบัติภัย พร้อมทั้งประกาศให้พื้นที่ จังหวัดระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต ตรัง และสตูล เป็นพื้นที่ใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมฯ ซึ่งครอบคลุม 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน \nทั้งนี้ สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2548 ได้กำหนดมาตรการบริหารจัดการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ที่ได้รับรับธรณีพิบัติภัย รวม 6 จังหวัด ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมและคุ้มครองสภาพนั้นไว้คงอยู่ เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ยั่งยืน \nนายจักรภพ กล่าวว่า มาตรการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดที่เกิดความเสียหายจากธรณีพิบัติ ภัยให้เป็นพื้นที่พิเศษในช่วง 1 ปีเพราะต้องการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม รวมถึงห้ามการดำเนินอันเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน \n จันทร์สวย จันเป็ง \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-99e70082624844ef982e66d49f82a611", "input": "Title: ประชาชนไม่ใช่สลิ่มทั้งหมด (นะท่าน รมต.) \n Body: บทความถึง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมต. ไอซีทีคนใหม่ หลัง ประกาศจะบังคับใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันและ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ให้เข้มงวดมากขึ้น “น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมต. ไอซีทีคนใหม่ ประกาศจะบังคับใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันและ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ให้เข้มงวดมากขึ้น, ส่งสัญญาณไฟเขียว 3G” จากข่าวพาดหัวตามเว็บไซด์ข่าวต่างๆ ได้นำความสงสัยไปสู่ประชาชนกลุ่มหนึ่ง และนำไปสู่การตั้งกระทู้ถามสดที่หน้าเพจของท่านรมต.ไอซีที ก่อนที่การทำงานของฝ่ายค้านจะเริ่มต้นขึ้นเสียด้วยซ้ำ ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร “ถึงท่านรมต.ไอซีทีที่เคารพ การที่ท่านออกมาพูดหน้าสื่อแสดงความเห็นเช่นนี้ ทั้งๆ ที่รัฐบาลและ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่ได้พูดคุยถกกันเรื่องของการแก้ไขกฏหมายหมิ่น ม.112 เสียก่อน นั้นหมายความว่าคุณกำลังแสดงตนให้เสื้อแดงในสายวิพากษ์ศักดินาเชิงปฏิรูปได้เห็นว่า คุณกำลังจะจับมือส่งสัญาณเข้าร่วมขบวนการล่าแม่มดออนไลน์เหมือนเมื่อช่วงต้นปีที่แล้ว ให้สามารถกระทำการล่าล้างเสื้อแดงในสายนี้ได้อย่างเสรี” Anudith Nakornthap (คุณอนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมต.ไอซีที - เพิ่มเติมโดยผู้เขียน) “สิ่งที่ผมให้สัมภาษณ์ ไม่ได้พูดถึงเรื่องการแก้กฎหมาย แต่เป็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้นคำตอบก็ต้องมีความชัดเจนว่า เราจะบังคับใช้กฎหมายหรือไม่ ซึ่งผมก็ตอบไปตามสิ่งที่ผมคิดว่าถูกต้อง แต่ตอนนี้ท่านกลับก้าวข้ามไปสู่อีกเรื่องที่ผมไม่ได้แสดงความเห็นแต่อย่างใด ท่านลองทบทวนดูก็ได้ครับว่า ถ้ามีคนถามว่ามีคนทำผิดกฎหมายและท่านเป็นผู้ใช้กฎหมาย ตรงนี้ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเนื้อหากฎหมายเป็นอย่างไรนะครับ ท่านจะตอบคำถามให้ตรงกับที่เขาถามอย่างไร ด้วยความเคารพครับ” Karnt Thassanaphak “เรื่องเดียวกันครับ, เพราะคุณอนุดิษฐ์ ยืนยัน \\การบังคับใช้กฎหมาย\\\" ที่ยังเป็นปัญหาอย่างที่บอก ผมจึงจำเป็นต้องถามว่า เพื่อไทยมีนโยบายจะพิจารณาแก้หรือไม่” Anudith Nakornthap (คุณ อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมต.ไอซีที - เพิ่มเติมโดยผู้เขียน) “@Karnt Thassanaphak เรายึดกติกาปัจจุบันที่ใช้อยู่อย่างเท่าเทียมครับ ผมเองก็ทราบว่ามีเว็บการเมืองจำนวนมากที่โดนบล็อคอย่างไม่เป็นธรรม ดังนั้นถ้าเราเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้บริสุทธิ์และผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งด้วยครับ” Karnt Thassanaphak “@‎Anudith Nakornthap ขอบคุณมากครับ ยังไงก็ต้องรบกวนฝากด้วยนะครับ เพราะ กม.ที่ไม่เป็นธรรมนี้ ต่อให้ใช้อย่างเท่าเทียมก็ไม่ทำให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นมาได้ -- คงเป็นได้แค่ \\\"สิทธิในการถูกลงโทษอย่างเสมอหน้า\\\" เท่านั้นเอง” Andy Toey Nanthapob “เรียนท่านรัฐมนตรีครับ การบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมเป็นเรื่องที่ต้องทำครับ พวกเราสู้กับความเป็นสองมาตรฐานเป็น point หลักในหลายปีที่ผ่านมา แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นก็คือ การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารและโหมกระแสใส่ร้ายเอาข้างเดียวโดยกลุ่มคนบางกลุ่ม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่เคารพกฎหมายครับ แต่อยู่ที่การพิจารณาว่าความเป็นธรรมที่แท้จริงในตัวกฎหมายคืออะไร เสรีภาพและความเท่าเทียมใช่หรือไม่ ?” 0 0 0 ข้างบนนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากการถาม-ตอบกระทู้สดในหน้าเพจของ รมต.ไอซีทีคนใหม่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของมวลชนไปอีกระดับหนึ่ง ไม่มีอีกแล้วประชาชนที่คอยเออออตามไปกับนโยบายหรือแนวคิดของฝ่ายบริหาร ไม่มีอีกแล้วประชาชนที่ก้มหน้าก้มตารับสิ่งที่พวกท่านมอบให้โดยไม่ปริปาก ไม่มีอีกแล้วประชาชนที่มองท่านทั้งหลายเป็นเจ้าคนนายคน ในเวลานี้มีเพียงแต่มวลชนที่ตระหนักถึงอำนาจในมือของพวกเขา ตระหนักได้ว่าพวกเขาต่างหากคือเจ้านายที่แท้จริง พวกเขาคือคนที่ท่านต้องใส่ใจรับฟัง และพวกเขาพร้อมที่จะลุกขึ้นมาตรวจสอบการทำงานใดๆของท่านตลอดเวลา เมื่อแนวทางการบริหารงานของท่านเป็นสิ่งที่มวลชนติดใจสงสัย พวกเขาจะไม่รีรอที่จะตั้งคำถาม ไม่รีรอที่จะท้วงติง ไม่ใช่เพราะพวกเขาต้องการขัดขวางการทำงานของท่าน แต่พวกเขาเพียงต้องการทราบถึงแนวทางที่ชัดเจนว่าคนหรือกลุ่มคนที่เขาได้มอบอำนาจให้ไปนั้น จะจัดการอย่างไรกับอำนาจที่ได้รับมอบหมาย หน้าที่ของพวกท่านคือการบริหารงาน และจัดสรรผลประโยชน์ของ “ทุกกลุ่ม” ในสังคมให้ลงตัว ท่านจะต้องมีเหตุผลและหลักการที่หนักแน่นพอจะชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบว่าเหตุใดท่านจึงกระทำ หรือไม่กระทำในเรื่องต่างๆที่ประชาชนเรียกร้อง ให้ประชาชนได้หายสงสัย พวกเขาต้องการให้คนที่พวกเขาส่งมอบอำนาจให้ นำอำนาจที่มีอยู่ในมือไปใช้ในทางที่พวกเขาต้องการ และพวกท่านต้องทำให้ได้ จะเรียกว่าความคาดหวังก็คงจะได้ หาไม่แล้วคงไม่มีคำว่า “สมัยหน้า” สำหรับพวกท่านแน่ๆ นี่แหละคือกระบวนการทำงานของ ระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทนในยุคปัจจุบัน หมดสมัยเสียแล้วกับคำว่า “ผมยังไม่ได้รับรายงาน” เมื่อประชาชนถาม ท่านต้องหาคำตอบออกมาให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน เตรียมทีมงานของท่านให้ดี เตรียมตัวเตรียมใจของท่านให้ดี มิเช่นนั้น ท่านจะถูกประชาชนที่เลือกท่านมาเองกับมือ ไล่ต้อนจนมุมแน่ๆ ช่วงกว่าสองปีที่ผ่านมาอดีตรมต. ชุดก่อนโชคดี(?) เหลือแสนที่มีกลุ่มผู้สนับสนุนเป็นประชากรชาวสลิ่ม ที่คอยอวย คอยสนับสนุน คอยโดดออกมาปกป้องไม่ว่าจะกระทำเรื่องใด ไม่ว่าถูก ไม่ว่าผิด ชาวสลิ่มจะสนุบสนุนท่านอย่างสุดจิตสุดใจ แล้วดูสิว่าผลงานที่พวกเขาทิ้งไว้นั้นมีอะไรบ้าง? ในทางกลับกัน พวกท่าน รมต.ทั้งหลายอาจจะคิดว่า เหตุใดท่านไม่โชคดีเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอให้ท่านระลึกไว้ว่า แม้คำตำหนิติเตียน ในการทำงานของพวกท่านที่ออกมาจากประชาชนมันจะไม่หวานชื่น รื่นหู แต่มันจะทำให้พวกท่านสามารถบรรลุถึงสิ่งที่ตั้งใจไว้เมื่อสมัยก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่งได้ดีกว่า แม้ในวันนี้และต่อๆไป เส้นทางเดินของ รมต. ทั้งหลายจะไม่ได้โปรยปรายด้วยคำชม คำสรรเสริญเช่นเดียวกับเมื่อสมัยที่ผ่านมา แต่ผลงานที่พวกท่านทั้งหลายทำออกมานั่นแหละจะเป็นตัวชี้วัดได้อย่างดีทีเดียวว่าพวกท่านสอบผ่านหรือสอบตกในการนั่งตำแหน่งทั้งหลาย มิใช่เสียงสรรเสริญเมื่อครั้งพวกท่านยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ “ข้อเตือนใจ รมต ทั้งหลายคือ ให้นึกถึงวันที่ต้องเก็บของกลับบ้าน ว่าอยากให้ประชาชนจดจำผลงานอะไร บ้าง” นพดล ปัทมะ อดีต รมต.ต่างประเทศ ได้โพสไว้ในเฟสบุ๊ค\" \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-50efbd23d06942f39c080ed925fbe080", "input": "Title: พม่า - กองกำลังไทใหญ่ \"เหนือ\" ลงนามหยุดยิงรอบใหม่ \n Body: กองกำลังไทใหญ่ \\เหนือ\\\" SSPP/SSA และรัฐบาลพม่าลงนามหยุดยิงกันอีกรอบ หลังสัญญาหยุดยิงสองฝ่ายที่มีมาตั้งแต่ปี 2532 เป็นโมฆะจากเหตุรัฐบาลกดดันกลุ่มหยุดยิงเปลี่ยนสถานะเป็นหน่วยพิทักษ์ชายแดน BGF เป็นเหตุให้สองฝ่ายเปิดฉากรบกัน มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมา คณะเจรจากองกำลังไทใหญ่ \\\"เหนือ\\\" หรือ พรรคก้าวหน้ารัฐฉาน กองทัพรัฐฉาน SSPP/SSA ได้พบเจรจาสันติภาพกับคณะเจรจาฝ่ายรัฐบาลพม่า ที่ทำเนียบรัฐบาลรัฐฉาน เมืองตองจี เมืองหลวงรัฐฉาน การเจรจาสองฝ่ายแบ่งเป็นสองระดับ ระดับรัฐและสหภาพ โดยคณะเจรจากองกำลังไทใหญ่ \\\"เหนือ\\\" SSPP/SSA กว่า 10 คน พร้อมด้วยทหารติดตามมีอาวุธครบมือรวมกว่า 100 นาย เดินทางจากบ้านไฮ เมืองเกซี รัฐฉานภาคเหนือ พ.อ.เจ้าจายละ โฆษก SSPP/SSA เปิดเผยว่า ช่วงเช้าคณะเจรจาสันติภาพของ SSPP/SSA รวม 7 คน นำโดยเจ้าขุนแสง ได้พบหารือกับคณะเจรจาพม่าระดับรัฐบาลรัฐฉาน นำโดยเจ้าอ่องเมียด นายกฯ รัฐฉาน โดยมีเจ้าหน้าที่สำคัญกองทัพและในรัฐบาลรัฐฉานเข้าร่วม การเจรจาสองฝ่ายได้ข้อตกลงร่วมกัน 5 ข้อ ได้แก่ 1.สองฝ่ายเห็นพ้องหยุดยิง 2.ให้ \\\"บ้านไฮ\\\" ที่ตั้งกองบัญชาการใหญ่ SSPP/SSA เป็นพื้นที่อยู่อาศัยครอบครัวเจ้าหน้าที่และทหาร SSPP/SSA ต่อไป 3.ให้ SSPP/SSA ตั้งสำนักงานประสานงานที่เมืองตองจี (รัฐฉานตอนใต้) เมืองล่าเสี้ยว (รัฐฉานภาคเหนือ) และโขหลำ (รัฐฉานภาคกลาง) 4.หากต้องพกพาอาวุธเข้าพื้นที่ซึ่งกันและกันจะต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และ 5.สองฝ่ายจะเจรจาระดับสหภาพเพื่อสันติภาพ การพัฒนา และดำรงอยู่ของประชาชนเป็นเกิดขึ้นอย่างถาวร จากนั้นในช่วงบ่าย สองฝ่ายมีการเจรจาสันติภาพระดับรัฐบาลสหภาพ ฝ่ายพม่านำโดยอูอ่องตอง ส.ส.รัฐบาลพม่าและเลขาธิการพรรค USDP ฝ่าย SSPP/SSA มีเจ้าเครือไตย เลขาธิการที่ 1 เป็นแกนนำ การเจรจาสองฝ่ายได้ข้อสรุปและลงนามร่วมกัน 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.สองฝ่ายเห็นพ้องตกลงร่วมในการเจรจาระดับรัฐ 2. สองฝ่ายเห็นพ้องไม่ให้ความเป็นสหภาพแตกแยก และเพื่อให้ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวแห่งอำนาจอธิปไตยคงอยู่ตลอดกาลนั้นให้ขึ้นอยู่กับน้ำใจปางโหลง (สัญญาปางโหลง) 3.การพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัวเจ้าหน้าที่และทหาร SSPP/SSA ให้สอดคล้องตามกฎหมายและอยู่ภายใต้ความร่วมมือกับรัฐบาล 4.ร่วมกันปราบปรามยาเสพติด และ 5.สองฝ่ายเห็นพ้องที่จะหารือและเจรจากันอีกเพื่อให้สันติภาพสองฝ่ายเกิดขึ้นอย่างถาวร ทั้งนี้ หลังการลงนามข้อสัญญาสันติภาพสองฝ่ายแล้วเสร็จ รัฐบาลพม่าโดยอูอ่องตอง และอูเต็งส่อ ได้มอบข้าวสารจำนวน 500 กระสอบ เครื่องกำเินิดไฟฟ้า โซลาเซล 50 ชุด และจานรับสัญญาณดาวเทียม 20 ชุด ให้ SSPP/SSA โดยมีเจ้าเครือไตย และเจ้าขุนแสง เป็นผู้รับมอบ กองกำลังไทใหญ่ \\\"เหนือ\\\" SSPP/SSA มีพล.ต.ป่างฟ้า เป็นผู้นำสูงสุด มีพื้นที่เคลื่อนไหวในรัฐฉานภาคกลางและภาคเหนือ เคยทำสัญญาหยุดยิงกับรัฐบาลพม่าเมื่อปี 2532 และเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา SSPP/SSA ถูกรัฐบาลกดดันเปลี่ยนสถานะเป็นหน่วยพิทักษ์ชายแดน ฺ(Border Guard Force) เช่นเดียวกันกองกำลังกลุ่มอื่นๆ หลังปฏิเสธได้ถูกรัฐบาลพม่ากำหนดเป็นกลุ่มนอกกฎหมาย และเมื่อกลางเดือนมีนาคม 2554 ถูกกองทัพพม่าโจมตีอย่างหนัก นับจากนั้นทั้งสองฝ่ายพยายามเจรจาสงบศึกกันหลายครั้งแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่ http://www.khonkhurtai.org/ \\\"คนเครือไท\\\" เป็นศูนย์ข่าวภาคภาษาไทยเครือข่ายสำนักข่าวอิสระไทใหญ่ หรือ สำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org\" \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-485368cc8ab04c83b727a949f108b622", "input": "Title: สนทนากับสุรพศ ทวีศักดิ์: ความดีกับการมีชนชั้น (วรรณะ): ควรมองอย่างไร? \n Body: อ่านบทความของสุรพศ ทวีศักดิ์ เรื่อง “กางคัมภีร์พุทธศาสนาเห็น ‘ความดีมีชนชั้น’\" [1] (Tue, 2016-09-20) ทำให้ต้องหวนกลับมานั่งทบทวนอย่างช้าๆ ว่า “เป็นเช่นนั้นจริงหรือ?” อีกทั้งผู้เขียนก็เชิญชวนให้แสดงความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวด้วย\nความพยายามของสุรพศ ทวีศักดิ์ ที่ดึงและแบคัมภีร์ออกมานั้นทำให้เห็นภาพที่น่าสนใจหลายภาพ บางภาพชัดเจนในตัวเอง บางภาพต้องใช้จินตนาการทำนองศิลปินที่ต้องผนวกเรื่องสุนทรียะเข้าไปด้วยจึงจะช่วยให้เห็นภาพว่าชัด-ไม่ชัด งาม-ไม่งาม\nภาพที่หนึ่ง คำสอนของพุทธเจ้าไม่ได้เป็นอิสระจากการตีความ คำสอนที่ “ดำรงความถูกต้อง” โดยปราศจากหรือเป็นอิสระจากการตีความ การปรับคำสอนมาสอนคน แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นอิสระจากการตีความแต่อย่างใด แม้กระทั่งการจดจำแบบปากต่อปาก (มุขปาฐะ) การสังคายนา กระทั่งมาถึงยุคการจารจารึกบันทึกเป็นอักษรก็ถือว่านั่นเป็นรูปแบบที่ “ไม่เป็นอิสระ” แบบหนึ่ง เพราะในที่สุดแล้วสิ่งเหล่านั้นหาใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงทำด้วยพระองค์เอง (การเขียน การบันทึก) ไว้ตั้งแต่แรก\nภาพนี้ขอขยายเพิ่มเติมว่าการตีความคำสอนเป็นเรื่องปกติในวงวิชาการ แต่การกล่าวอ้างว่าเพราะไม่มี “ต้นฉบับ” (พระพุทธเจ้า) ที่ทรงบันทึกเอาจึงเป็นเรื่องของการตีความล้วนๆ นับตั้งแต่การทรงจำ การสังคายนา สิ่งเหล่านี้หากจะจัดว่าเป็นการ “ตีความ” อาจอาจด่วนเข้าใจไปหน่อย เช่น การทรงจำด้วยวิธีปากต่อปาก เจตนาคือไม่ต้องการให้เกิดความผิดเพี้ยน หรือการสังคายนา หากเรียกว่า “การตีความ” จริงก็คงเกิดความหมายใหม่ หรือใช้วิธีทำให้เข้าใจในอีกแง่มุมหนึ่ง แต่การสังคายนาโดยเฉพาะการทำครั้งแรก มติของสงฆ์โดยพระมหากัสสปะนั้นไม่ได้มีการยก เลิก ถอด ถอนสิกขาบทใดๆ เลยจะเรียกว่าเป็นการตีความได้อย่างไร ส่วนสังคายนาที่เรียกในชั้นหลังก็อาจเป็นเพราะวัตถุประสงค์อื่นได้ เช่น เพื่อรวบรวมจัดหมวดหมู่เป็น “พระไตรปิฎก” ดังกล่าวแล้ว\nภาพที่สอง คำสอนของพระพุทธเจ้าหนีไม่พ้นเรื่องดี-ชั่ว สูง-ต่ำ  นี่คือสิ่งที่นำไปสู่วิธีคิดว่า “ความดีมีชนชั้น” ของผู้เขียน ภาพนี้ไม่ต้องขยายเพราะเป็นธรรมชาติของคำสอนในพุทธศาสนาอยู่แล้ว\nภาพที่สาม สืบเนื่องจากภาพที่สอง เมื่อปลูกฝังสั่งสอนมากเข้าจะกลายเป็น “การสร้างสำนึกชนชั้นที่ฝังลึกระดับจิตวิญญาณ”  ภาพนี้ใคร่ชวนให้พิจารณาว่าแม้คำสอนจะชี้ว่าทำดีแล้วจะได้เกิดในภพภูมิที่ดี (สูง) หรือถ้าทำชั่วจะได้เกิดในภพภูมิที่เลว (ต่ำ) แต่คำสอนพุทธศาสนาไม่ได้จบที่การได้เกิดมาเท่านั้น สิ่งสำคัญที่พระพุทธองค์ทรงเน้นย้ำคือ “การกระทำปัจจุบัน” แม้คุณจะเกิดมาในชั้นวรรณะที่สูง แต่คุณก็ต้องพัฒนาปรับปรุงตัวตนโดยการปรับลดระดับความสูง-ต่ำด้วยเพื่อให้ตนเข้าถึงมนุษยภาพที่แท้จริง ข้อนี้พิจารณาเทียบเคียงได้จากการที่พระพุทธองค์ทรงประทานการอุปสมบทแก่นายอุบาลีซึ่งเป็นพนักงานภูษามาลาประจำราชวงศ์ศากยะ ในคราวที่เจ้าศากยะทั้ง 6 ซึ่งประกอบด้วยภัททิยะ อนุรุทธะ อานนท์ ภัคคุ กิมพิละ และเทวทัต ขอบวชแต่ด้วยเจ้าศากยะเองรู้ตัวว่าความเป็นกษัตริย์นั้นหนาแน่นไปด้วยมานะ จึงพร้อมใจกันใช้วิธีการอุปสมบทเป็นเครื่องมือขัดเกลาเพื่อลดทิฐิมานะจึงได้ทูลต่อพระพุทธเจ้าเพื่อให้อุบาลีผู้รับใช้ได้บวชเป็นลำดับแรก ทั้งนี้โดยระบบอาวุโสนี้ก็ให้ผู้บวชภายหลังหรือพรรษาอ่อนกว่าได้ทำความเคารพ ลุกรับกราบไหว้พระภิกษุที่มีพรรษามากกว่าหรือในที่นี้หมายรวมเอาตั้งแต่ลำดับก่อนหลังเมื่อบวชในคราวเดียวกัน (ขุ.อป.32/8/4๐; วิ.จู.7/342-344/131-132) ดังนั้นสถานะหรือชั้นทางสังคมที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดจึงไม่ได้เป็นตัวกำกับชนชั้นแต่อย่างใด การดูเพียง “ส่งให้เกิด” จึงยังไม่เพียงพอในแง่คำสอนในพระไตรปิฎก จึงต้องดูไปถึง “เกิดแล้วทำอะไรต่อ” ต่างหาก\nภาพที่สุดท้าย การทิ้งโจทย์ให้แก้ โจทย์ที่ตั้งเป็นประเด็นสำคัญคือ ไม่มีชุดความคิดที่แสดงให้เห็นว่าความดีแบบพุทธส่งเสริมให้สังคมมีความเสมอภาค เช่น 1) ความดีแบบพุทธ ที่ปฏิเสธชนชั้นและสนับสนุนความเสมอภาค แท้จริงแล้วยังไม่เห็นชัดแจ้ง (ไม่มีคำสอนพุทธที่ทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไปสู่ความเสมอภาค –การเลิกทาสไม่ได้อ้างหลักพุทธ (เลิกระบบทาสอันเนื่องมาจากคำสอนทางพุทธ) 2) การเทศน์มหาชาติ ที่มีนัยว่าให้พระเวสสันดรต้อง “บริจาคลูกให้เป็นทาส” 3) ถ้ามีคำสอนแบบนั้น (สอนให้เป็นคนดีแล้วสนับสนุนให้เกิดความเสมอภาค) อยู่จริง ทำไมจึงยังมีเรื่องยศช้างขุนนางพระ และระบบชนชั้นในวงการสงฆ์\nหากพูดให้สั้นอาจพูดได้ว่าผู้เขียนใช้เหตุผลเพื่อชวนให้ขบคิดว่าคำสอนพุทธที่สอนความดีนั้นก็เพื่อส่งเสริมให้เห็น “คนมีสถานะต่างกัน” โดยยกหลักฐานในคัมภีร์มาอ้างหลายแห่ง เช่น ในพาลบัณฑิตสูตรที่เสนอข้อมูลให้เห็นว่า “การทำดีทางกาย วาจา และใจ ผลที่ได้คือการมีตระกูล มีสถานะที่สูงส่งทางสังคม มีความมั่งคั่ง” กลายเป็นว่าความดีแบบพุทธนั่นแหละเป็นตัวยืนยันหรือรองรับสถานะของมนุษย์ ผู้เขียนกล่าวรวมไปถึงระบบชนชั้นในวงการสงฆ์ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่ “ติดตัวมาตั้งแต่เกิด”\nคำถามคือ “ความดีกับชนชั้น” ทำไมผู้เขียนจึงเห็นว่าเป็นเรื่องเดียวกัน หรือที่ระบุว่าแท้จริงแล้วไม่มีคำสอนใดที่ชัดเจนในพุทธศาสนาที่สอนหรือส่งเสริมให้เห็น “สมภาพ” หรือความ “เสมอภาค” เชิงสังคม พุทธพจน์หลายแห่งชวนให้เห็นตามนั้น และเห็นตามจารีตที่ว่าทำดีได้ดี ดีที่ได้เพราะทำดี ดีที่ได้จึงรวมเอาทั้งตระกูลสูงส่งที่นำพาตัวเองมาเกิด ความมั่งคั่งที่ได้รับ รวมถึงยศถาบรรดาศักดิ์ที่มี หรือแม้ภพภูมิทั้ง 31 ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจาก “ศีลธรรมความดี” ส่วนบุคคลที่ทำไว้ในปัจจุบันภพ\nคำถามนี้อาจใคร่ครวญดังนี้ว่า ชั้นของความดีมีอยู่จริง หากพิจารณาจากคำสอนพุทธเชิงแสดงกายภาพคือภพภูมิ แต่ชั้นความดีเหล่านั้นไม่ได้บอกว่าเป็นคุณสมบัติเดียวกันกับ “สถานะทางสังคม” แต่ความดีที่มีชั้นนั้นเป็น “ความดีที่กำกับชั้น” ต่างหาก หรือพูดให้ง่ายคือ คำสอนพุทธไม่ได้มีเพียงด้านเหตุเท่านั้น แต่ให้คำนึงถึงด้านผลด้วย (ดูหลักอิทัปปัจยจตาประกอบ และพิจารณาทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลมคือสืบจากเหตุไปผลและสืบจากผลไปเหตุ) แม้ว่าเราจะเกิดมาสูงส่ง หรือต่ำต้อย ก็ไม่ควร “หยุดอยู่” กับผลนั้นหรือพอใจกับผลลัพธ์นั้น หรือพร้อมที่จะใช้ผลนั้นโดยไม่คำนึงถึงเหตุผลอื่นๆ เช่น เกิดมามั่งคั่งก็หยามหรือย่ามใจ คอยเหยียดหรือรังแกคนต่ำต้อย นี่จึงควรเรียกว่า “ชนชั้น” ในทางสังคม แต่ชั้นความดีในพุทธศาสนาเป็นการกำกับเพื่อมิให้คนๆ นั้นตกอยู่ในความประมาท เพื่อมิให้คนที่เป็นกษัตริย์มหาศาลก็ดี คหบดีก็ดี คนที่เกิดมาในตระกูลสูงส่งก็ดีเที่ยวหักหาญทำร้ายทำลายคนอื่น นี่จึงควรเรียกว่า “ชนชั้น” ที่พระพุทธองค์ทรงแย้งคำสอนเดิมเรื่องวรรณะ\nกล่าวคือแม้จะพิสูจน์ตามหลักฐานได้ว่าคนที่ทำดีแล้วไปเกิดในตระกูลที่สูง ร่ำรวย เป็นการพิจารณาในแง่ของ “เหตุที่ทำให้เกิด” แต่ไม่ได้พิจารณาในแง่ของ “ผลลัพธ์และการสืบต่อ” การชี้ว่าทำอะไรแล้วจะเป็นอะไร หรือจะได้อะไรนั้นเป็นเพียงการชี้เป้าด้านเหตุ แต่กระบวนการแห่งธรรมในพุทธศาสนานั้นเป็นการประสานสัมพันธ์กันทั้งด้านเหตุและผล และคำนึงถึงการพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์\nดังนั้น เมื่อพูดถึงชนชั้น สำหรับพระพุทธศาสนาจึงอาจพิจารณาได้มากกว่าหนึ่งเงื่อนไข เงื่อนไขที่เป็นสาเหตุ ในทางพุทธศาสนาถือว่าเป็นกระบวนการที่สิ้นสุดมาแล้ว เป็นส่วนของ “อดีตเหตุ” เช่น การเกิดเป็นคน เป็นการเสวยผลไปแล้ว (เป็นปัจจุบัน) และพุทธศาสนาได้บอกว่ามนุษย์ไม่ควรหยุดอยู่แค่ตนได้เกิดมาเป็นคนแล้ว และเป็นใครบ้าง (กษัตริย์ เศรษฐี ยาจกฯลฯ) มิเช่นนั้นจะเข้าทางลัทธินอกศาสนา แต่พุทธศาสนาสนใจต่อว่าเกิดมาแล้วนั่นคือจุดตั้งต้นให้ทำ “ปัจจุบันเหตุ”ทำงานอย่างสำคัญ (ม.อุ.14/527/297) คือการระลึกว่า “อดีตผ่านพ้นไปแล้ว อนาคตยังไม่มาถึง แต่ปัจจุบันนั่นแหละคือสิ่งที่เป็นตัวตนที่แท้จริง” อีกทั้งคำสอนเรื่องดี-ชั่วก็หาได้มีเจตนาชี้ว่าเป็นการ “ทำให้คนมีวรรณะติดตัวมาตั้งแต่เกิด” เฉกเช่นศาสนาอื่น ชาวพุทธอาจคิดว่าเพราะทำดีจึงเกิดมาในที่ดีดังกล่าวแล้ว แต่ก็เพียงชั้นกิเลสกามอยู่ คือว่ายวนอยู่ในภพกามาวจร แต่เป้าหมายที่สูงกว่านั้นคือการทำลายกามภพให้ได้เพื่อขึ้นสู่ภพที่สูงและดับภพภูมิ (นิพพาน) ได้ในที่สุด ซึ่งนัยนี้ไม่ได้มุ่งว่าใครสูงใครต่ำ แต่เป็นการเอาชนะภพภูมิในแง่ที่เป็นกิเลสตัณหาต่างหาก\nชื่อบทความเดิม: ความดีกับการมีชนชั้น (วรรณะ) : ควรมองอย่างไร? \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-20826f46612e4c6fb6841b63bd57ca10", "input": "Title: ยิงสจ.ยะลา \n Body: เวลา 13.00 น. เกิดเหตุ 2 คนร้ายขับขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบยิงสมาชิกสภาจังหวัด(ส.จ.)ยะลาเสียชีวิตในเขตเทศบาลเมือง ขณะกำลังเดินทางกลับบ้านพัก \n โดยเหตุเกิดขึ้น ขณะที่ ส.จ.คนดังกล่าวกำลังเดินทางกลับบ้านพัก เมื่อมาถึงบริเวณทางเข้าหมู่บ้านเปาะเส้ง ห่างจากถนนสายยะลา-หาดใหญ่ ราว 300 เมตร ได้ถูกคนร้ายจ่อยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 ม.ม.จำนวน 3 นัด ส่วนสาเหตุการลอบสังหารครั้งนี้มีความเป็นไปได้ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องการเมือง เนื่องจากผู้ตายเป็นอดีตกำนันและปัจจุบันช่วยพรรคการเมืองหนึ่งหาเสียงอยู่ \n ประชาไทรายงาน \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-06893ed0b87b4fcfa3b27db5a00a9ad2", "input": "Title: รื้อลานครูบาทำสถานีกระเช้า 7,000 ล้าน ยำใหญ่อุทยานฯ \n Body: 7+1 คือ โฉมหน้าของการพลิกแหล่งท่องเที่ยวเชิงดอยสุเทพครั้งสำคัญ ให้เป็นโซนการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ 7 แหล่งท่องเที่ยวที่จะทั้งสร้างและปรับปรุง โดยเชื่อมโยงกันด้วยอีก 1 คือ \"กระเช้าไฟฟ้า\" ตามแผนงานนี้มีอะไร ? ได้มีการขายฝันหรือโยนหินถามทางไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา \nที่ต้องขอใช้คำว่า \"ขายฝัน\" หรือ \"โยนหินถามทาง\" มิได้ปรามาสว่า แผนงานทั้งหมดนี้จะไม่สามารถทำได้ ตรงกันข้าม เชื่อเหลือเกินว่าหัวหอกโครงการต้องผลักดันทำให้เกิดขึ้นให้ได้แน่ เพียงแต่เห็นว่า การนำเสนอในวันนั้นคือภาพที่ฉายซ้ำกับเหตุการณ์เริ่มต้น ณ วันที่จะให้มีโครงการเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีเกิดขึ้นมาเมื่อ 2 ปีก่อนที่มีการเสนอในหลายสิ่งที่คาดไม่ถึง เช่นข้อเสนอการสร้างลานสกีน้ำแข็ง การรื้อย้ายสวนสัตว์เชียงใหม่จากพื้นที่เดิมมาไว้รวมกับไนท์ซาฟารี ซึ่งครั้งนั้นหมายรวมถึงส่วนจัดแสดงหมีแพนด้าด้วย เพื่อที่จะได้ทำพื้นที่โซนเชิงดอย รวมทั้งสวนรุกขชาติให้เป็นปอดแห่งใหม่ของชาวเชียงใหม่ \nซึ่งในวันนี้แผนงานที่กล่าวไว้ ได้เห็นแล้วว่า มีอีกหลายเงื่อนไขที่ทำให้ไม่เป็นดังว่า อย่างไรก็ตาม จำเป็นที่จะต้องบันทึกไว้ว่า เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2548 มีการเสนอแผนงานใหม่ของการพลิกพื้นที่เชิงดอยสุเทพแห่งนี้ให้เป็นแหล่งดึงดูดการท่องเที่ยวอีกครั้ง เนื่องจากการนำเสนอแผนงานในวันนั้น ไม่มีเอกสารประกอบให้กับผู้เข้ารับฟัง เป็นเพียงกรอบกว้างๆ ที่นำเสนอผ่านเพาเวอร์พอยท์เท่านั้น\n\"พลเมืองเหนือ\"จึงขอได้นำเสนอรายละเอียดแนวคิดของนายปลอดประสพ สุรัสวดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ผู้อ่านได้พิจารณา \n\"สิ่งที่จะเกิดขึ้นใน \" Chiangmai Nature Center\" พื้นที่ 6,000 ไร่แห่งนี้ประกอบด้วย 1. เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ในพื้นที่ราว 900 ไร่ ซึ่งจะเปิดลอยกระทงนี้ 2. อุทยานช้าง ซึ่งอีก 12 เดือนจะแล้วเสร็จ...เราจะทำถนนเล็กๆ เชื่อม เราจะมีรั้วล้อมรอบ เป็นรั้วไฟฟ้าเราจะเอาสัตว์ต่างๆ ในประเทศไทยใส่ลงไป \nขณะนี้สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ของกรมอุทยานและกรมป่าไม้เต็มไปด้วยสัตว์ที่เขาไม่เลี้ยง สัตว์ป่วย สัตว์ทิ้งหลายพันตัว ต่อไปนี้จะไม่มี จะมามีที่นี่แห่งเดียว ปล่อยให้อยู่ตามธรรมชาติ คนจะมาเที่ยวในโหมดปกติ ก็นั่งรถไป เราจะจัดรถให้ จะมีสวนนก ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ความยาว 500 เมตร จะมีนกนานาชนิด รถจะเป็นกรงเพื่อปกป้องคนที่จะนั่งอยู่บนรถ เมื่อเข้าไปในสวนนก รถจะเริ่มฉีดอาหารออกไปจากตัวรถ นกจะวิ่งเข้ามาหาอาหาร จากนั้นจะผ่านไปที่พื้นที่เสือ 1-200 ตัว รถก็จะให้อาหารเสือเช่นกัน \nจากนั้นรถจะไปเจอบ่อจระเข้ขนาดใหญ่มาก น้ำจะท่วมรถระดับรองเท้า เช่นเดียวกันจะมีการให้อาหารหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้จระเข้มาอยู่ใกล้เรา เป็นวิธีที่จะทำให้คนกับสัตว์ใกล้กัน เพื่อได้เห็นพฤติกรรมของสัตว์ \nนอกจากนั้นจะมีสัตว์อื่นทั่วไปเช่น กระทิง ควายป่า หมี ...มันจะมีถ้ำเล็กๆ อยู่แถวนั้น เราจะไปปรับปรุงให้เป็นธรรมชาติ จะมีบ้านบนต้นไม้ที่เรียกว่า Tree top จะขึ้นไปนอนอยู่บนนั้นได้กลางคืนส่องกล้องมาดูสัตว์ที่จะมากินน้ำ มากินดินโป่ง สำคัญที่สุดจะมีหมู่บ้านช้างลักษณะหมู่บ้านกะเหรี่ยง เพื่อให้คนเข้าใจวัฒนธรรม ว่าคนกับช้างอยู่ด้วยกันได้อย่างไร จะพยายามทำให้เหมือนจริงทุกประการ แห่งแรกในโลก กลางคืนอยู่ที่ไนท์ซาฟารี กลางวันอยู่ที่อุทยานช้าง และจะมีการก่อสร้างโรงละคร ขุดหลุมลงไป ใช้หินมาเรียง มีการแสดงตั้งแต่มดยันช้าง เราจะซูมให้ดูมด ดูด้วง\nจะเอาละครลิงมาให้ดู ไม่ต้องห่วงว่าจะย่ำยีศักดิ์ศรีลิง แต่ถ้าต้องการขายการท่องเที่ยว จะมีจุดขายอะไรที่โดดเด่น \n3. การเป็นเจ้าภาพมหกรรมพืชสวนโลก เดือนพฤศจิกายน 2549 ก็จะเปิด มีความเป็นไปได้มากที่ผมอาจได้เข้ามาเพื่อดำเนินการสนับสนุนวิชาการและการท่องเที่ยว ที่แห่งนี้จะสวยตลอดปี สวยตลอดชาติ สวยทุกวันไม่มีวันเหี่ยว คนจะได้มาดูพืชสวนเมืองร้อนว่ามันเป็นอย่างไร \n4. เราจะมีสปา ที่คิดบนพื้นฐานวิทยาศาสตร์ เพราะวันนี้เรารู้ว่าสปาเป็นกระบวยการรักษาโรค เราจะนำศาสตร์ 4 อย่างมาดำเนินการคือ 1. น้ำแร่ ที่นี่เราขุดเจาะพบแล้ว เราจะเจาะหลายจุดให้มีแร่เท่าที่โลกนี้จะมี จะมีท่อที่แตกต่างกันไป ในแร่แต่ละอย่าง ทางการแพทย์จะสามารถแก้โรคได้แตกต่างกัน 2. ความร้อนของน้ำที่แตกต่างกันจะแก้โรคได้ต่างกัน 3. เราจะนำสมุนไพรเข้ามา\nทั้งกินและทั้งทา อาจจะนำมาจากที่ปลูกที่พืชสวนโลกหรือรับซื้อมาจากที่อื่น แก้โรคได้แตกต่างกัน 4. เราจะมีการนวดแบบไทย แบบแขก และแบบรูมาเนีย \nทั้ง 4 อย่างนี้ เราอาจรักษาโรคได้ทุกอย่างในโลกนี้ก็ได้ และต่อไปถ้าจะต้องต่อท่อน้ำแร่ น้ำพุมาจากอำเภอฝางหรือห้วยน้ำดัง หากนักท่องเที่ยวต้องการก็ต้องทำ ที่นี้จะเป็นศูนย์กลางทางด้านการแพทย์ กึ่งโบราณ กึ่งวิทยาศาสตร์ เป็นไฮไลท์อีกอย่างหนึ่ง \n5. เราจะมี THEAME PARK ไม่ได้หมายความว่าจะต้องล้งเล้ง แต่เป็นอะไรที่อยู่บนพื้นฐานที่เป็นภูเขาและวัฒนธรรม ไม่ใหญ่โต เด็กมาเข้าใจวิทยาศาสตร์และธรรมชาติ โดยจะไม่ไปไกล เราจะไม่ลงทุนสูง ไม่ใช้เทคโนโลยีสูงมิเช่นนั้นจะต้องลงทุนต่อเนื่องไม่ไหว จะเป็นธีมปาร์คที่มีดอกไม้ เพราะคนไทยชอบถ่ายรูปกับดอกไม้ ซึ่งจะทำหลังพืชสวนโลกเสร็จ (ในที่ประชุมให้รายละเอียดเพียงเท่านี้\nผู้สื่อข่าวสอบถามนายปลอดประสพภายหลัง ได้รับคำอธิบายเพิ่มเติมว่ากำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาหลักคิดคล้ายสวนสนุก) \n6. สวนสัตว์เชียงใหม่ต้องปรับปรุงใหม่ให้ดีกว่านี้ ไม่ใช่มีอะไรก็ใส่เข้าไป ที่แน่ๆ ตอนนี้มีแพนด้า และกำลังจะมีอความเรียมน้ำจืด 7. ลานครูบาศรีวิชัยเชิงดอยสุเทพ ด้วยเห็นว่าคนเชียงใหม่เป็นคนเคร่งครัดกับขนบธรรมเนียมและศาสนา มีดอยสุเทพเป็นหลัก ผู้สร้างถนนทางขึ้นคือครูบาศรีวิชัย\nท่านได้ยืนอยู่ตรงเชิงดอยนั้น ถ้าให้ผมติ บอกตรงๆ ว่าไม่สวย ไม่มีความเป็นสง่าราศี ไหนๆ สถานีรถไฟรางเดี่ยวก็มาอยู่ตรงนี้แล้ว ยอมควักอีก 150 ล้าน ถนนที่ลงมาตัดทะลุลงที่ของกรมปศุสัตว์\nรื้อใหม่สร้างใหม่ให้ครูบายืนเป็นสง่าราศีองค์เดียว ด้านหลังที่เลยไปถึงน้ำตกห้วยแก้วรื้อให้หมดเพื่อจะเป็นพลาซ่าขนาดใหญ่ 50 ไร่ เป็นที่คนจะมามาตักบาตรได้ ที่นี่จะเป็นสถานีกระเช้าไฟฟ้าที่ให้คนมากราบพระ แต่ต้องเปลี่ยนแนวถนน เพราะถ้าไม่เปลี่ยนแนวถนนจะขยายลานพลาซ่าไม่ได้และจะช่วยให้ไม่เกิดอุบัติเหตุ กรมปสุสัตว์ก็ให้พื้นที่แล้ว ที่นี่ก็จะเป็นสถานีที่เชื่อมกับสถานีของรถโมโนเรล หรือรถไฟรางเดี่ยว ที่มีโครงการไว้แล้ว เพียงแต่จะต้องปรับเส้นให้มาเชื่อมโยงกันและต่อเนื่องกับจุดสำคัญตามเส้นทาง \n8. กระเช้าไฟฟ้า ที่จะสร้างขึ้นใหม่เพื่อเชื่อมโยง 7 จุดนี้เข้าด้วยกันวงเงินไม่เกิน 1,000 ล้านบาท เนื่องจากทุกอย่างมีอยู่แล้วทั้ง 7 จุด รัฐบาลลงทุนไปร่วม 7,000 ล้านบาท ถ้าเราแต่ละที่เสียเวลา\nมันจะเป็นอะไรที่มาเชื่อมต่อโดยไม่เคยมีในเมืองไทย ไม่ทำลายวัฒนธรรมหรือสิ่งแวดล้อม ใช้เวลานั้นและสนุกสนานเพลิดเพลินเลยนำไปสู่ความคิดของกระเช้าไฟฟ้าหรือเคเบิลคาร์ มี 8 สถานี ตั้งเสาคล้ายเสาไฟฟ้าแรงสูง \nเริ่มจากพื้นที่งานมหกรรมพืชสวน-ไนท์ซาฟารี - อุทยานช้าง - น้ำตกห้วยแก้ว-ลานครูบา- สวนสัตว์เชียงใหม่ และจะเชื่อมกับรถไฟรางเดี่ยวชมเมืองด้วย ระยะทางของเคเบิล 15 กิโลเมตร กระเช้าบรรทุกห่างกันราว 500 เมตรเพื่อให้แต่ละกระเช้ามองไม่เห็นกัน ใน 1 กระเช้าอาจมีคน 20-25 คน มีเครื่องปรับอากาศ กำลังอยู่ระหว่างออกแบบอาจใช้เทคโนโลยีร่วมจากออสเตรียแลสวิสเซอร์แลนด์อีก 3 เดือนจะแล้วเสร็จ และอีก 4-5 เดือนก็จะเริ่มสร้างที่นี่จะเป็นจุดชมวิวแห่งใหม่ของเมืองเชียงใหม่ \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-a79808eea2274c3b939f43599659ce53", "input": "Title: ข่าวสารรัฐฉาน: เศรษฐกิจ \"กลุ่มหยุดยิงเมืองลา\" ทรุด หลังจีนสั่งปิดด่านชายแดน \n Body: เมืองลา (ภาพโดย สำนักข่าว SHAN)\n\n \n\n \n\nบ่อนคาสิโน เมืองม้า เขตเมืองลา (ภาพโดย สำนักข่าว SHAN)\n\n \n\n \n\nSHAN - 23/02/52 - หลังทางการจีนเข้มงวดการเดินทางข้ามชายแดนระหว่างเมืองลา (รัฐฉาน) - ท่าล่อ (เขตสิบสองปันนา) ตั้งแต่ต้นปี 2552 นี้เป็นต้นมา ส่งผลให้ธุรกิจการค้าในเมืองลา เขตปกครองตนเองของกองกำลังหยุดยิง NDAA -ESS อยู่ในรัฐฉานภาคตะวันออกเงียบเหงาลงไปมาก\n\n \n\nโดยนักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่เพิ่งเดินทางกลับจาก เชียงตุง - เมืองลา เปิดเผยว่า จากการที่ได้ไปท่องเที่ยวสำรวจในพื้นที่เมืองลาพบว่า ในช่วงนี้มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวไม่มากเหมือนเมื่อก่อน นอกนั้นยังพบธุรกิจการค้า เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และผับ หลายแห่งถูกปิดกิจการลง \n\n \n\nขณะที่กิจการบ่อนคาสิโน ที่ตั้งอยู่ที่ \"เมืองม้า\" อันเป็นแหล่งผลิตรายได้สำคัญของกลุ่มหยุดยิงเมืองลาก็ดูซบเซาไม่แพ้กัน เนื่องจากนักเล่นการพนันจากประเทศจีนถูกเข้มงวดการเดินทางข้ามชายแดน ส่งผลให้บ่อนคาสิโนหลายแห่งต้องถูกปิดตัว\n\n \n\nส่วนสาเหตุที่ทางการจีนทำการเข้มงวดและปิดด่านนั้น  เป็นผลมาจากการที่ทางการจีนได้ตรวจยึดยาเสพติดที่ส่งออกทางด้านเมืองลาบ่อยครั้ง และเกิดจากการร้องขอของทางการพม่าที่ต้องการให้จีนปิดด่านทางด้านนี้ เนื่องจากไม่พอใจที่กลุ่มหยุดยิงเมืองลา ไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรและกองตรวจคนเข้าเมืองของตนเข้าไปประจำที่ด่านชายแดน เพื่อขอแบ่งการเก็บภาษีสินค้า 30 เปอร์เซ็นต์\n\n \n\nสำหรับเมืองลา เป็นเขตปกครองพิเศษที่ 4 อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกองกำลังสัมพันธมิตรชาติประชาธิปไตยภาคตะวันออกรัฐฉาน (NDAA-ESS - National Democratic Alliance Army-Eastern Shan State) ซึ่งเป็นกองกำลังหยุดยิงกับรัฐบาลทหารพม่า โดยเมืองลา ถือได้ว่าเป็นเมืองสวรรค์น้อยๆ ของรัฐฉานที่นักท่องเที่ยวและนักเล่นการพนันทั้งชาวไทย และจีนต่างมุ่งหวังอยากเข้าไปสัมผัส\n\n \n\nมีรายงานอีกว่า ขณะทั้งกองกำลังหยุดยิงเมืองลา NDAA-ESS และกองกำลังสหรัฐว้า (UWSA - United Wa State Army) ซึ่งเป็นกองกำลังสัมพันธมิตรกันต่างถูกกองทัพพม่ากดดันให้วางอาวุธ ภายใต้คำศัพท์ \"นำอาวุธแลกสันติภาพ\" อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2553 ของทางการพม่า\n\n \n\n \n\nที่มาของข่าว: สำนักข่าวฉาน (SHAN - Shan Herald Agency for News) เป็นสำนักข่าวอิสระจัดตั้งโดยกลุ่มชนไทใหญ่พลัดถิ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด ท่านสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org และภาษาไทยใหญ่ที่ www.mongloi.org \n What is the sentiment in the text for the genre: ict", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-87f3c9290f304c43a56ba7baab67a062", "input": "Title: รวันดา : บนความเพิกเฉยของสหประชาชาติ (7) \n Body: กลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (Rwandan Patriotic Front) หรือ RPF รุกคืบบุกยึดได้พื้นที่ทางตอนเหนือของรวันดาจนอยู่ในความควบคุมของตน หลังจากนั้นในวันที่ 9 เมษายน 1994  กลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) ได้รื้อฟื้นความเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลรวันดาขึ้นอย่างเป็นทางการ  โดยกองทหารของกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) จำนวนมากเคลื่อนทัพมาจากทางตอนเหนือเพื่อบดขยี้ทำสงครามกับกองกำลังรัฐบาล และเมื่อวันที่ 11 เมษายน ได้เดินทางถึงกรุงคิกาลีซึ่งเป็นที่ตั้งของกองทหารรัฐบาล หลังจากนั้นในวันต่อมารัฐบาลรักษาการณ์ได้หลบหนีไปอยู่กับกลุ่มกิทารามา(Gitarama) (ซึ่งเป็นชื่อกองกำลังของกลุ่มชาวฮูตูหัวรุนแรง ที่ก่อตั้งเมื่อปลายยุค 1960 เพื่อสนับสนุนรัฐบาล)   ขณะที่สถานีวิทยุของรัฐได้ยั่วยุให้ชาวฮูตูป้องกันประเทศต่อการรุกรานของกองทหารของกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดาชาวตุ๊ดซี่ (RPF) หลังจากนั้นผู้นำ RPF กล่าวว่าพวกเขาจะหยุดการต่อสู้ทันทีเมื่อขับไล่ชาวฮูตูหัวรุนแรงออกนอกประเทศไปได้ และได้มีการจัดตั้งรัฐบาลผสมเรียบร้อยแล้ว และที่สำคัญจะต้องจับกุมบุคคลที่ต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของชาวตุ๊ดซี่และชาวฮูตูหัวไม่รุนแรงได้แล้วด้วย นั่นเป็นการสื่อความหมายที่มีนัยชัดเจนว่าการแตกหักระหว่างชาติพันธุ์เท่านั้นที่นำไปสู่การยุติสงคราม\n \nการรื้อฟื้นความเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลรวันดาขึ้นอย่างเป็นทางการ  ทำให้ความรุนแรงแพร่กระจายและดำเนินไปอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งประเทศ เจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติได้คาดการณ์ว่ากองกำลังของรัฐบาลและกลุ่มกิทารามา (Gitarama) ได้เข่นฆ่าชาวตุ๊ดซี่และชาวฮูตูหัวไม่รุนแรงเมื่อปลายเดือนเมษายน ไปแล้วประมาณ 2 แสนคน \n \nทั้งๆที่ประชาคมโลกตระหนักถึงการเข่นฆ่าในครั้งนี้แต่ก็ไม่มีใครกระทำการใดๆเพื่อหยุดยั้ง แม้บางครั้งการสังหารโดยทหารและกองกำลังได้ลงมือต่อหน้าทหารของสหประชาชาติด้วยซ้ำ กล่าวกันว่าสหประชาชาติเองก็กังวลถึงความปลอดภัยของกองกำลังของตนเช่นกัน เพราะลดกองกำลัง UNAMIR ลงถึง 90%   แม้ต่อมาในเดือนพฤษภาคมสหประชาชาติจะเห็นชอบให้กองกำลังสหประชาชาติ เข้ามาแทรกแซงอีกครั้ง เพื่อที่จะหยุดการต่อสู้และเข่นฆ่าในรวันดา แต่น่าเสียดายเพราะเวลาที่สหประชาชาติจะแทรกแซงได้ผ่านพ้นไปและสายเกินไปแล้ว จนไม่อาจหยุดยั้งการเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ลงไปได้\n \nในขณะที่กลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) รุกคืบบุกยึดได้พื้นที่ทางตอนเหนือของรวันดาอยู่ในความควบคุมแล้วนั้น ชาวฮูตูก็เริ่มทยอยหนีไปอยู่แซร์ เบอรันดี และเทนเซเนีย เพราะถูกกระตุ้นจากกลุ่มฮูตูหัวรุนแรงที่ได้เข่นฆ่าชาวตุ๊ดซี่และชาวฮูตูหัวไม่รุนแรงอย่างต่อเนื่องว่าหากไม่หลบหนีจะถูกสังหารโดย PRF นอกจากนั้นเจ้าพนักงานท้องถิ่นรวมทั้งสมาชิกของกลุ่ม อินเทอราฮัมเว (Interahamwe) แจ้งให้ชาวฮูตูหนีออกไปจากประเทศเพราะมิฉะนั้นจะถูกสังหารหากยังคงอยู่ในประเทศต่อไป ชาวฮูตูจำนวนมากกลัวว่ากองทัพของกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) จะสังหาร จึงรีบเร่งที่จะหนีออกไปจากประเทศอย่างชุลมุนวุ่นวายด้วยความหวาดกลัว\n \nจนกระทั่งเดือนพฤษภาคมมีแนวโน้มว่ากองทัพของกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) จะชนะอย่างแน่นอน ทำให้ชาวรวันดา จำนวนมากต้องลี้ภัยไปนอกประเทศอีกครั้งหนึ่ง  แต่ครั้งนี้เป็นการอพยพหนีภัยของชาวฮูตูซึ่งเป็นชาติพันธุ์กลุ่มใหญ่กว่า ซึ่งเกรงว่าถูกฆ่าโดยทหารของกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) การต่อสู้ในกรุงคิกาลียังคงตึงเครียด แต่ในพื้นที่อื่นทหารกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) และสมาชิกกองกำลังรัฐบาลไม่ได้ส่งทหารไปประจันหน้าต่อสู้กันมากนัก \n \nในช่วงเวลานี้กลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) เริ่มรับสมาชิกเพิ่มขึ้น หลายๆคนมาจากญาติของบุคคลที่ถูกกองกำลังรัฐบาลเข่นฆ่าจากการโจมตีครั้งสุดท้ายที่กรุงคิกาลี พลเมืองชาวตุ๊ดซี่ที่รวมตัวกันครั้งใหม่นี้กระหายที่จะล้างแค้นต่อชาวฮูตูและพร้อมที่จะกระทำการอันชั่วร้ายแบบอื่นๆต่อพลเมืองชาวฮูตู โดยไม่ลดละ  และที่สำคัญกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) ได้ใช้พลเรือนชาวตุ๊ดซี่ที่ฝึกมาอย่างดีเข่นฆ่าพลเรือนชาวฮูตู  ซึ่งถือเป็นการกระทำต่อกันของพลเรือนต่อพลเรือน \n \nกล่าวกันว่านี่เป็นวิธีการที่กลุ่มกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา RPF ได้มีการวางแผนมาอย่างดีในการสังหารชาวฮูตู ด้วยความโหดร้าย ทั้งใช้อาวุธปืน มีด และของมีคมอื่นๆ รวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆที่สามารถนำมาดัดแปลงใช้เป็นอาวุธในการเข่นฆ่า  การกระทำในลักษณะนี้มีแนวโน้มว่าผู้นำกลุ่มกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) ไม่ต้องการให้สมาพันธุ์นานาชาติเห็นว่าฝ่ายผู้นำกองกำลังเป็นฝ่ายสังหารพลเรือน แต่เป็นการกระทำของพลเรือนด้วยกันเอง\n \nปลายเดือนมิถุนายน ฝรั่งเศสได้ส่งกองกำลัง 2 พัน 5 ร้อยคนเพื่อที่จะช่วยหยุดยั้งความรุนแรงและความวุ่นวายซึ่งเกิดในบริเวณเขตแดนของแซร์กับรวันดา พร้อมทั้งมีมาตรการป้องกันไม่ให้ชาวรวันดาหลายล้านอพยพออกนอกประเทศ โดยฝรั่งเศสได้ตั้งหน่วยกลางทางตะวันตกเฉียงใต้ของรวันดา รัฐบาลรักษาการณ์ต้อนรับการเข้าแทรกแซงนี้เป็นอย่างดีและหวังว่าฝรั่งเศสผู้ซึ่งให้การสนับสนุน  จูเวอนัล ฮาเบียริมานา (Juvenal Habyarimana) จะช่วยเหลือรัฐบาลในการฝึกฝนทหารที่สนับสนุนรัฐบาล (FAR) เพื่อจะช่วยต่อสู้กับกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) ขณะเดียวกันกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) ก็ไม่ไว้ใจการแทรกแซงของฝรั่งเศสเพราะเชื่อว่ากองกำลังทหารของฝรั่งเศสจะสนับสนุนกองกำลังของรัฐบาล (FAR)   แต่ท้ายที่สุดแล้วฝรั่งเศสก็ยังคงวางตัวเป็นกลาง\n  \nเมื่อ 4 กรกฎาคม 1994 กลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) ได้ยึดกรุงคิกาลีสำเร็จ และหลังจากนั้นได้รวมพลังซึ่งมีกองกำลังเกือบ 3 ล้านคนทั้ง พลเรือน ทหาร สมาชิกกองกำลัง และเจ้าพนักงานท้องถิ่นเข้าโจมตีในบูแทร์และรูเฮนเจอรีซึ่งเป็นฐานกำลังสำคัญของรัฐบาลรักษาการณ์กระทั่งวันที่ 14 กรกฎาคม RPF ได้ชัยชนะ กระทั่งวันที่ 17 กรกฎาคม  สามารถควบคุมประเทศไว้ได้ทั้งหมดขยายไปถึงชายแดนของแซร์ ยกเว้นแต่หน่วยกลางของฝรั่งเศสเท่านั้น  ข้อตกลงหยุดยิงมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 1994 หลังจากนั้นกองทหารกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) ซึ่งได้รับชัยชนะก็ประกาศสิ้นสุดสงคราม ชาวตุ๊ดซี่กลับมาอีกครั้ง แต่สิ่งที่ตามมานั่นคือการทำหน้าที่ของสถานีวิทยุของรัฐที่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) ได้กระจายเสียงอย่างต่อเนื่องเพื่อขับไล่ชาวฮูตูให้อพยพออกนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง\n \nสภาพปัญหาหลังสงครามกลางเมือง\n \nหลังจากที่ได้รับชัยชนะจากสงครามกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) พยายามตั้งรัฐบาลในทันที พาสเตอร์ บิซิมังกู (Pasteur Kagame)ชาวฮูตูหัวไม่รุนแรงและเป็นหนึ่งในสมาชิกชั้นสูงของกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) ที่ร่วมกับชาวตุ๊ดซี่ ได้เข้าดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี  พลตรี พอล คากาเม่ ( Major General Paul Kagame) ชาวตุ๊ดซี่ ได้ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม คนต่อมาคือฟอสติน ทวากิรามังกู ( Faustin Twagiramungu) ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลใหม่นี้ถูกขนานนามว่า “รัฐบาลของการรวมชาติเป็นหนึ่งเดียว” เพราะมีสมาชิกเป็นผู้นำทางการเมืองของสองชาติพันธุ์ \n \nนอกจากนั้นยังมีนักการเมืองจากพรรคฝ่ายค้านของรวันดา ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) อีกจำนวน 5 คน ได้ตำแหน่งในรัฐบาลจากสมาชิกรัฐบาลทั้งหมดจำนวน 20 ตำแหน่ง หลังจากนั้นรัฐบาลได้ทำตามแนวทางซึ่งเคยกำหนดไว้ในข้อตกลงสงบศึกอรูชาเมื่อปี 1993   นั่นคือรวันดาจะต้องจัดตั้งรัฐบาลที่แบ่งสรรอำนาจจากทั้งสองชาติพันธุ์ ซึ่งรวมถึงพรรคการเมืองฝ่ายค้านและแกนนำกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) ส่วนฝ่ายกองกำลังทหารนั้นจะประกอบไปด้วยทหารจากกองกำลังรัฐบาล(FAR) และจากกองกำลังสมาชิกกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) และที่สำคัญรัฐบาลต้องอนุญาตให้ชาวตุ๊ดซี่ที่ลี้ภัยอยู่นอกประเทศ อพยพกลับเข้ามาในประเทศโดยเร็วรวมทั้งต้องช่วยเหลือให้ประชาชนที่ต้องพลัดพรากจากถิ่นที่อยู่ได้ตั้งถิ่นฐานใหม่อีกครั้ง \n \nพลตรี พอล คากาเม่ ( Major General Paul Kagame) รองประธานาธิบดีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม กล่าวในสุนทรพจน์ ขณะที่เข้าดำรงตำแหน่งว่า “วันนี้เป็นวันแห่งความสุขและความทุกข์ …. …กองกำลังได้ยกเลิกการปกครองที่กดขี่และเผด็จการเหลือไว้เพียงแต่ประโยชน์สุขของชีวิตประชาชนทั้งหลาย” ซึ่งเป็นคำประกาศที่มีความสวยหรูยิ่งนัก แต่โดยข้อเท็จจริงที่ปรากฏหลังจากนั้นยังชี้ให้เห็นว่าความรุนแรงยังไม่ได้ยุติลง\n \nถึงแม้ว่าการสังหารหมู่ชาวตุ๊ดซี่และชาวฮูตูหัวไม่รุนแรงได้ยุติลง ชัยชนะของกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF)  ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤตของรวันดาลงได้ในทันที ประชาชนจำนวนมหาศาลที่ลี้ภัยออกนอกประเทศได้ก่อให้เกิดวิกฤติผู้ลี้ภัย ไม่มีภูมิภาคใดทั้งในและนอกประเทศที่สามารถจะรองรับปัญหาผู้ลี้ภัยนี้ได้   สหประชาชาติและองค์กรช่วยเหลืออื่นได้ตั้งแคมป์ผู้ลี้ภัยในแซร์ เบอรันดีและแทนเซเนีย   แต่แคมป์ก็มีเครื่องมือและอุปกรณ์ช่วยเหลือไม่พอเพียง  และไม่สามารถรองรับประชากรจำนวนมากอย่างล้นหลามได้ \n \nปัญหาผู้ลี้ภัยจำนวนมากก็ยังคงดำรงเป็นปัญหาอยู่ต่อไป แคมป์เป็นที่ที่ประชาชนหลายพันหลายหมื่นที่คนพลัดพรากจากบ้านเกิดใช้เป็นที่ซุกหัวนอน  ในบางพื้นที่ประชากรหลายหมื่นคนยังคงหลบซ่อนในหุบเขาเพราะกลัวการกลับมาของกองกำลังจนนำไปสู่การเข่นฆ่าสังหารอีกครั้ง  ส่วนคนที่รอดชีวิตมาได้จากการใช้ความรุนแรงในครั้งนี้ก็ยังคงอยู่ในสภาพหิวโหยหวาดวิตกและตกใจกลัว ส่วนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศนั้นไม่ต้องพูดถึงแม้จะมีอยู่เพียงน้อยนิดซึ่งส่วนใหญ่ก็ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับทั้งประเทศจนไม่อาจใช้การได้อีก\n \nเมื่อเดือนสิงหาคม 1994 ปัญหาจากสถานการณ์ผู้ลี้ภัยใหม่ก็ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่เฉพาะผู้ลี้ภัยเท่านั้นที่เป็นเหยื่อผู้บริสุทธิ์จากสงคราม แม้แต่สมาชิก กลุ่ม อินเทอราฮัมเว ( Interahamwe) และทหารกลุ่มกองกำลังสนับสนุนรัฐบาล (FAR) ก็ไปลงเอยอยู่ในแคมป์ผู้ลี้ภัยเช่นเดียวกันซึ่งเป็นที่ที่พวกเขาได้รับการรักษาพยาบาล ได้รับอาหาร  จากความช่วยเหลือของหน่วยงานเอกชน (องค์กรเอกชนหรือ NGO) โดยปกติแล้ว NGO จะให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนทุกคนที่ต้องการและไม่เลือกปฏิบัติต่อประชาชนเนื่องจากการกระทำและความเชื่อทางด้านเผ่าพันธุ์และการเมือง  ดังนั้นบุคลากรของกองกำลังกลุ่ม อินเทอราฮัมเว ( Interahamwe) และทหารกลุ่มกองกำลังสนับสนุนรัฐบาล (FAR) จึงได้รับการช่วยเหลือ  การดูแลรักษาตามปกติ แม้จะเป็นกองกำลังและเกี่ยวข้องทางการเมืองก็ตาม จากการปฏิบัติเช่นนี้ช่วยทำให้ชาวฮูตูหัวรุนแรง  กองกำลังกลุ่ม อินเทอราฮัมเว ( Interahamwe) และทหารกลุ่มกองกำลังสนับสนุนรัฐบาล (FAR)ฟื้นจากอาการบาดเจ็บและรวมตัวกันอีกครั้งในแคมป์ผู้ลี้ภัย\n \nเจ้าหน้าที่ขององค์กรเอกชนในแคมป์ผู้ลี้ภัยไม่ได้มีอาวุธ  จึงไม่อาจปกป้องจากการควบคุมของพวกฮูตูหัวรุนแรงที่ติดอาวุธ  ดังนั้นพวกฮูตูหัวรุนแรงจึงมีอำนาจจัดการแคมป์จนสามารถควบคุมสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภคทั้งหมดจากองค์กรเอกชน ในบางกรณีผู้นำหมู่บ้านซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยเหลือในการสั่งฆ่าชาวตุ๊ดซี่ได้เข้าควบคุมในการแจกจ่ายอาหารภายในแคมป์เสียเอง  นอกเหนือจากนั้นยังจัดฝึกกองกำลังภายในแคมป์   ผู้ลี้ภัยอีกด้วย  กล่าวกันว่าหลังจากสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง พื้นที่บริเวณชานเมือง และในทางตะวันออกของแซร์ ได้รับสมาชิกกองกำลังกลุ่ม อินเทอราฮัมเว ( Interahamwe) ไว้ประมาณ 1 หมื่นคนและสมาชิกกองกำลังสนับสนุนรัฐบาล (FAR)อีกประมาณ 3 หมื่นคนไว้ในการดูแล\n                 \nดังนั้นถึงแม้ว่าแคมป์จะมีองค์กรเอกชนเป็นผู้บริหาร แต่สุดท้ายแล้วก็อยู่ภายใต้อำนาจของสมาชิกกองกำลังหรือกองทหารชาวฮูตูหัวรุนแรงอยู่ดี ซึ่งแสดงพฤติกรรมคุกคามและขู่เข็ญผู้ลี้ภัยชาวฮูตูที่ต้องการอพยพกลับเข้าประเทศ  โดยบอกผู้ลี้ภัยว่าชาวตุ๊ดซี่จะสังหารผู้ลี้ภัยชาวฮูตูหากยังพยายามที่กลับบ้าน ซึ่งบ่อยครั้งที่สมาชิกกองกำลังเหล่านี้ได้สร้างข่าวโคมลอยเกี่ยวกับคนที่อพยพกลับบ้านจะถูกทรมานและถูกฆ่าหลังจากกลับไปถึงแล้ว ด้วยเหตุที่ผู้ลี้ภัยได้รับข้อมูลข่าวสารทางเดียวอย่างจำกัดเกี่ยวกับสถานการณ์จึงไม่รู้ว่าเรื่องไหนควรจะเชื่อหรือไม่ ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยเหล่านี้กลัวว่าหากอพยพกลับไปแล้วกองกำลังกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) จะมาสังหารและล้างแค้นเข่นฆ่าในภายหลัง จึงหวาดกลัวที่จะอพยพกลับบ้าน\n \nถึงแม้ว่าข่าวโคมลอยจะแพร่ไปทั่วแคมป์ผู้อพยพโดยการสร้างเรื่องของชาวฮูตูหัวรุนแรงจะไม่เป็นความจริงทั้งหมด  แต่จากสถานการณ์ในรวันดา ถ้าหากผู้ลี้ภัยจะกลับเข้าประเทศแล้วก็ยังคงล่อแหลมอยู่ดี เพราะการล้างแค้นของกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF)  ที่มีต่อชาวฮูตูได้เกิดขึ้นจริงทั่วประเทศ และนอกจากนั้นยังคงมีปัญหาผู้อพยพอีกกลุ่มคือชาวตุ๊ดซี่ที่หนีและถูกเนรเทศออกไปที่เบอรันดี แซร์ อูกันดา และแทนเซเนีย ในรัฐบาลก่อนหน้านี้ ได้เดินทางกลับเข้ามาในรวันดาหลังจากชัยชนะของกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) เมื่อเดือนสิงหาคม ชาวบานยารวันดา กว่า 2 แสนคนได้กลับเข้าประเทศ พลเมืองหลายๆคนได้อ้างสิทธิเหนือทรัพย์สินซึ่งถูกทิ้งร้างในช่วงสงครามระหว่างกองกำลังของกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) กับรัฐบาล  มีการกล่าวกันว่าผู้นำกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นต่อการเข้ายึดอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ของชาวฮูตู ซึ่งปัญหานี้ก็เป็นปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งที่ชาวฮูตูไม่อาจกลับประเทศได้\n \nปลายปี 1994 กองกำลังชาวฮูตูได้ข้ามเขตแดนเข้ามาในรวันดาจาก แซร์ และแทนเซเนีย คราวนี้ได้ก่อให้เกิดการปะทะกันกับกองกำลังที่พึ่งตั้งขึ้นใหม่ของรัฐบาล คือ กองกำลังเพื่อชาติรวันดา ( Rwandan Patriotic Army – RPA ) เป็นกองกำลังที่รวมกองกำลังของ RPF ของชาวตุ๊ดซี่ และกองกำลัง FAR ซึ่งเคยเป็นกองกำลังส่วนหนึ่งของรัฐบาลชาวฮูตูมาก่อน   เข้าด้วยกันและได้รับการฝึกฝนใหม่  \n \nการแทรกซึมเข้าไปในประเทศครั้งนี้ของกองกำลังชาวฮูตูได้ก่อให้เกิดการใช้ความรุนแรงครั้งใหม่จากกองกำลังเพื่อชาติรวันดา ( RPA) ต่อพลเรือนชาวฮูตูโดย RPA เชื่อว่าชาวฮูตูบางคนได้ให้การช่วยเหลือกองกำลังชาวฮูตูด้วย จึงมีการสังหาร ลักพาตัว รวมทั้งทำลายทรัพย์สินชาวฮูตูอีกจำนวนมาก  ในครั้งนี้ผู้สังเกตการณ์ของสหประชาชาติกล่าวว่าการลักพาตัว การสังหารและการทำลายทรัพย์สินได้เกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศรวันดา แต่การกระทำดังกล่าวนี้รัฐบาลปฏิเสธว่ามิใช่การกระทำของกองกำลังเพื่อชาติรวันดา ( RPA) และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายแก้แค้นของรัฐบาล\n \nทั้งๆ ที่มีการแถลงปฏิเสธจากรัฐบาล  แต่จริงๆแล้วกองกำลังเพื่อชาติรวันดา (RPA) ก็ยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงต่อชาวฮูตูจำนวนมาก ในเดือนเมษายน 1995 จากข้อมูลของคณะกรรมาธิการสหประชาชาติผู้ลี้ภัย (UNHCR) รายงานว่ากองกำลังเพื่อชาติรวันดา (RPA) ได้สังหารประชาชนไป 2 พันถึง 4 พันคนเมื่อรัฐบาลพยายามที่จะปิดแคมป์ผู้ลี้ภัย คิเบโฮ เพราะรัฐบาลเชื่อว่าแคมป์นี้อยู่ภายใต้การควบคุมของชาวฮูตูหัวรุนแรง \n \nในช่วงหลายวันของความวุ่นวาย กองกำลังเพื่อชาติรวันดา (RPA) ได้ยิงปืนข่มขู่เพื่อบังคับให้ผู้ลี้ภัย 2 แสน 5 หมื่นคนต้องออกจากพื้นที่ เมื่อมีผู้ลี้ภัยบางส่วนที่หวาดกลัวเริ่มวิ่งหนี กองกำลังเพื่อชาติรวันดา (RPA) ก็กราดกระสุนเข้าใส่ฝูงชนทันทีซึ่งการกระทำนี้กองกำลังเพื่อชาติรวันดา (RPA) อ้างว่าเป็นการป้องกันตัว  ทั้งๆที่ขัดกับความเป็นจริงเพราะหลังจากนั้นหน่วยงานช่วยเหลือนานาชาติ Medecins Sans Frontieres (Doctor without borders) รายงานว่าชาวฮูตูจำนวนมากถูกสังหารด้วยการยิงจากข้างหลังในขณะที่วิ่งหนีกองกำลังเพื่อชาติรวันดา (RPA)  เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นหายนะทางความสัมพันธ์ระหว่างชาวฮูตูกับชาวตุ๊ดซี่รุนแรงยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเป็นหายนะต่อกระบวนการเพื่อความสงบทั้งหลายที่ทุกๆฝ่ายได้ให้การสนับสนุนและมีทีท่าว่าจะเดินหน้าไปได้ด้วยดี\n \nภายใต้รัฐบาลใหม่ปัญหาทางการเมืองยังคงดำรงอยู่ เพราะเหตุเนื่องมาจากกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) ได้จัดแบ่งตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีไม่เหมาะสม ทั้งๆที่ตำแหน่งรัฐมนตรีควรจะถูกแบ่งอย่างเท่าเทียมกันระหว่างกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) กับกลุ่มพรรคการเมืองฝ่ายค้าน แต่เนื่องจากกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF)   ได้จัดสรรตำแหน่งให้แก่สมาชิกของพรรคปฏิวัติชาติเพื่อการพัฒนา (MRND) ของชาวฮูตูด้วยซึ่งสมาชิกของพรรคนี้ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้วจึงไม่มีใครเข้ารับตำแหน่งดังกล่าว ดังนั้นกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF)  จึงเข้ายึดครองตำแหน่งดังกล่าวเป็นของกลุ่มตนทั้งหมด ทำให้สามารถควบคุมอำนาจภายในรัฐบาลได้เบ็ดเสร็จ พรรคฝ่ายค้านจึงไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมดังกล่าว จนนำไปสู่ความขัดแย้งกันอีก จนกระทั่งประชาคมโลกได้เรียกร้องให้กลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (RPF) ต้องจัดแบ่งฐานที่นั่งในรัฐบาลให้เท่าเทียมกันเป็นไปตามข้อตกลงสงบศึกอรูชาเมื่อปี 1993\n \n \nอ้างอิง\n \nBodnarchuk, Kari. World in conflict.  Rawanda : country torn apart .Manufactured in the United States of America.By Lerner Publications Company \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-b10c6fcb37ab4b8bbde79d388369faf7", "input": "Title: สหพันธ์ขนส่งยื่นหนังสือขอชะลอขึ้นเอ็นจีวี หวั่นต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น \n Body: ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เตรียมทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ให้ชะลอปรับขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวีในเดือน ต.ค. นี้ไปก่อน เนื่องจากจะทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น\n \n15 ส.ค.2558 เว็บไซต์ ThaiPBS [1] จากกรณีที่กระทรวงพลังงาน เตรียมปรับขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวีในเดือน ต.ค.นี้ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงที่กิโลกรัมละ 15 บาทนั้น นายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบขนส่งบางส่วน ที่ปรับเปลี่ยนมาใช้ก๊าซเอ็นจีวีตามที่รัฐบาลได้รณรงค์ไปก่อนหน้านี้ เพื่อลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม โดยเตรียมทำหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อให้พิจารณาชะลอการปรับราคาไปก่อน\n \nนายยูกล่าวว่า การปรับราคาก๊าชเอ็นจีวี ถือเป็นการสวนกระแสพลังงานอื่นที่ปรับลดลง เช่น น้ำมันดีเซล เบนซิน ก๊าซแอลพีจี หากปรับราคาเอ็นจีวี จะทำให้ราคาใกล้เคียงกับดีเซลมากขึ้น ขณะที่ต้นทุนผู้ประกอบการที่ใช้เอ็นจีวีสูงกว่าดีเซล ผู้ประกอบการขนส่งจะต้องปรับราคาขนส่ง เพื่อให้คุ้มกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะนี้มีผู้รถขนส่งสินค้าที่ใช้เอ็นจีวีกว่า 1 แสนคัน\n \nขณะที่กระทรวงพลังงานระบุว่า การปรับราคานั้นจะต้องดูที่ต้นทุนการจัดหาก๊าซเป็นสำคัญ โดยล่าสุดต้นทุนก๊าซในตลาดโลกปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 15 บาทต่อกิโลกรัม แต่ราคาจำหน่ายในประเทศถูกตรึงไว้ที่ 13 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งต้องทยอยปรับขึ้นรวม 2 บาทต่อกิโลกรัม \n What is the sentiment in the text for the genre: environment", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-869e06cfbc3140e89e3ccf65077d6d97", "input": "Title: นักศึกษายะลา กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาสานสัมพันธ์ ถูกตรวจค้นหอพัก และสอบประวัติ โดยเจ้าหน้าที่รัฐ \n Body: เจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนการปฏิบัติการ เข้าสอบประวัตินักศึกษา กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาสานสัมพันธ์ พร้อมถ่ายรูป ด้านนักศึกษา เผย ไม่เข้าใจทำไมเจ้าหน้าที่ต้องข่มขู่คุกคาม\n\n\n\n\n14 พ.ค. 2558 ที่ตลาดเก่า ซอย 14 จังหวัดยะลา เวลา 13.00 น. ได้มีกำลังเจ้าหน้าที่จากเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนการปฏิบัติ ชป.1 เข้าตรวจค้นหอพักของนักศึกษา กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาสานสัมพันธ์ (Restu) มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา พร้อมทำประวัติรายชื่อ และถ่ายรูปนักศึกษาทุกคน\nซุลกิฟลี มานะ เครือข่ายนักศึกษาสานสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา หนึ่งในนักศึกษาที่อาศัยอยู่ในหอพัก เล่าว่า การเข้ามาของเจ้าหน้าที่ ชป.1 ครั้งนี้ เป็นการเข้ามาหอพักของตนตรวจค้นเป็นครั้งที่ 2 ในครั้งแรกเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาเมื่อเดือน เม.ย. 2558 โดยเข้ามาตรวจค้นหอพักทุกซอกทุกมุม ขณะที่การเข้ามาครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาบันทึกประวัติ เช่น เลขบัตรประจำตัวนักศึกษา ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน เบอร์โทรศัพท์ เป็นต้น พร้อมทั้งได้ถ่ายรูปนักศึกษาทุกคน รวมถ่ายรูปรถจักรยานยนต์ไว้ด้วย โดยการเข้ามาในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ใช้วาจาในเชิงข่มขู่\nซุลกิฟลี เล่าต่อไปว่า การเข้ามาตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ มักมีเป้าหมายเฉพาะนักศึกษาที่เป็นนักกิจกรรมทางสังคม โดยกลุ่มของตนเองนั้นทำกิจกรรมในประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในส่วนของเพื่อนนักศึกษากลุ่มอื่นๆ ที่เป็นนักกิจกรรม ก็เคยถูกตรวจค้นเช่นเดียวกัน\nซุลกิฟลี ได้แสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า ตนไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้าหน้าที่ถึงต้องเข้ามาในลักษณะของการข่มขู่คุกคาม เพราะทางกลุ่มของตนเองก็ทำประเด็นรณรงค์อย่างเปิดเผย โดยที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อ สิทธิมนุษยชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเชื่อว่าสิ่งที่ทำไม่ได้ผิดอะไร \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-fd408f071e37491d89dfb59b3b0a650a", "input": "Title: ชายขอบคลื่นน้ำใจ \n Body: \"สวรรค์หาย\" เป็นภาวะที่น่าจะใกล้เคียงที่สุดกับเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มชายฝั่งอันดามัน \n\nในขณะที่นักท่องเที่ยวนานาชาติยังดื่มด่ำกับความสุขจากการหยุดพักในเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่\n\nระหว่างการอิ่มเอมกับหาดทรายงามและท้องทะเลสวย เจ้าของรีสอร์ท ร้านอาหารและพนักงานบริการทั้งหลายกำลังมือเป็นระวิงกับการบริการลูกค้าไปพร้อมกับความสุขจากเม็ดเงินที่ลงทุนลงแรงไป จะแปรเป็นกำไรงามๆ ให้ชื่นใจ\n\n \n\n\"26 ธันวาคม 2547\"วันที่ความเชื่อว่า เราอยู่ในดินแดนอันปลอดภัย ที่มหันตภัยโหดร้ายจากธรรมชาติไม่มีทางกล้ำกรายได้ถูกสั่นคลอน หลายแสนคนต่างเพศผิวพรรณขวัญกระเจิงหนีตายกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบกาย ขณะที่หลายสิบล้านคน ติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากสื่อต่างๆ ด้วยใจประหวั่นและงงงัน\n\n \n\nเมื่อคลื่นลมสงบลง ความเสียหายที่เกิดขึ้นพัดพาเอาหัวใจของใครหลายคนสลายตามไปด้วย ผู้คนมากมายตามหาพ่อแม่พี่น้องที่พลัดหลงกันไป จากที่หวังว่าจะได้เจอในสภาพที่มีลมหายใจ ผันแปรมาเป็น...ขอเพียงได้พบร่างที่ไร้วิญญาณก็ยังดี สิ่งที่เป็นความชุ่มชื่นหัวใจที่พอจะชดเชยความโศกเศร้าได้บ้าง คือปรากฏการณ์คลื่นน้ำใจ การช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างไม่แยกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ \n\n \n\nอย่างไม่แยกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ?!?\n\n \n\nเกือบจะเชื่ออย่างนั้นได้แล้วเชียว หากไม่มีเสียงกระทุ้งเตือนจากองค์กรที่ทำงานช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติว่า เกิดอะไรขึ้นกับแรงงานข้ามชาติที่ลงทะเบียนทำงานในพื้นที่ 6 จังหวัดประสบภัย กว่า 60,000 ชีวิต และไม่นับรวมที่หลบซ่อนทำงานอยู่อีกเกือบเท่าตัว โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากประเทศสหภาพพม่า\n\n \n\nคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า (กรพ.) เริ่มติดตามข้อมูลอย่างจริงจังและพยายามที่จะสื่อสารให้สาธารณะชนได้รับรู้ \n\n \n\n\"ก่อนเหตุการณ์คลื่นยักษ์ถล่มชายฝั่งอันดามัน พวกเขาคือ แรงงานทาส ที่ต้องทำงานหนักทุกชนิด ในบ้าน ในโรงงาน ตามท้องทุ่ง ท้องทะเล ตามคำสั่งของนายจ้าง พวกเขาถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ทั้งจากกฎหมาย และจากนายจ้าง (แน่นอน มีนายจ้างที่ดีไม่น้อย) ...\n\n \n\n\"ไม่มีใครกล่าวถึงพวกเขาทางทีวี ทางหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่มีการสำรวจการบันทึก ความเดือดร้อนที่พวกเขาได้รับ ไม่มีหน่วยงานใดออกมาประกาศให้ความช่วยเหลือพวกเขาอย่างจริงจัง เหมือนพวกเขาไม่มีตัวตน ไม่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ ทั้งที่พวกเขามีเป็นจำนวนมาก และกำลังทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส จากความตาย การพลัดพราก และความไร้หวังในอนาคต\"\n\n \n\nความต้องการความช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค/การดูแลสุขภาพ นมผงสำหรับเด็ก, ผู้ที่เคยมีบัตรมีสิทธิอยู่และทำงานได้ถูกต้องตามกฎหมายต้องการทำบัตรใหม่ อยากที่จะกลับไปทำงานเหมือนเดิม และอย่างพื้นๆ ที่สุด คืออยากจะมีโอกาสได้ทำบุญให้แก่ญาติพี่น้องที่เสียชีวิต แต่ความต้องการเหล่านี้ไม่มีเสียงตอบรับ\n\n \n\nศูนย์เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือวิบัติภัยแห่งเอเชีย (เอดีพีซี) ประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่คลื่นยักษ์เกิดขึ้นกับประเทศไทยมีมูลค่า 82,000 ล้านบาท รอยเตอร์ระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 5,395 คน หายสาบสูญ 2,817 คน จำนวนคนที่ได้รับผลกระทบ 54,672 คน คิดเป็นครอบครัวแล้วเท่ากับ 12,068 ครอบครัว (มติชนสุดสัปดาห์ น.102, ฉ.1323)\n\n \n\nรายงานพิเศษจากเนชั่นสุดสัปดาห์ (ฉบับที่ 708 น.26) ให้ข้อมูลว่า คณะรัฐมนตรีรัฐบาลทักษิณ 1 มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาจากภัยพิบัติ 6 จังหวัดภาคใต้ มีอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ และอนุกรรมการฯดำเนินการด้านต่างๆ พร้อมผลการดำเนินงาน\n\n \n\nทว่าไม่มีอนุกรรมการสักชุดที่ดำเนินการให้ความช่วยเหลือและแก้ปัญหาแก่แรงงานข้ามชาติ ฤากลุ่มคนเหล่านี้จะไม่ถูกมองว่ามีมูลค่าและเป็นผลกำไรทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว หากจ้างแรงงานต่างด้าวประมาณ 4 แสนคน จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ(GDP) เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.64 หรือประมาณ 20,600 ล้านบาท (การอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์กับกลุ่มชนตามแนวชายแดนและแรงงานต่างด้าว น.2, เอกสารการสัมมนาประจำปี 2548 TDRI)\n\n \n\nด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น จึงไม่แปลกที่สัญญาณเดือนภัยที่จัดตั้งขึ้นด้วยงบประมาณมหาศาล เพื่อเตือนภัยคนหลากชาติ หลายภาษาทั้งอังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี ไทย จะไม่มีภาษาพม่า \n\n \n\nคงไม่ใช่เรื่องตกหล่น แต่เป็นเรื่องของคนหล่นขอบที่ถูกมองข้ามความเป็นคนเสมอมา เนื่องด้วยอคติที่แฝงฝังดังที่สะท้อนออกมาในคำให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในจังหวัดระนอง เมื่อคราเชื้ออหิวาต์ระบาดในพื้นที่ว่า \"อาจเป็นไปได้ที่ชาวมอแกนจากพม่ามาแพร่เชื้อให้ชาวมอแกนที่เกาะเหลา\" (ประชาไท, 6 มิ.ย. 48)\n\n \n\nหรือมนุษย์ที่มีชีวิตเลือดเนื้อจากประเทศสหภาพพม่าจะเป็นได้เพียง \"เชื้อโรค\" \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-7638ebb37d9e4a1fa2c212305663eb78", "input": "Title: ปฏิบัติการ 13ธันวา ชูป้ายค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน \n Body: เคลื่อนต่อเนื่อง! เครือข่ายประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงมีกิจกรรมรณรงค์ออกมาตลอดเพื่อสร้างกระแสกดดันไปยังนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยเพื่อขอให้ไตร่ตรองการต่ออายุกฎหมายพิเศษ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ครั้งที่ 26 ในเดือนธันวาคมนี้ ล่าสุดคือ ปฏิบัติการ13 ธันวา Mission 13 December ชูป้ายคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั่วทุกมุมโลก 13 ธ.ค. 54 ปฏิบัติการชูป้ายคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ของเครือข่ายประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้ออกมาโพสต์ในโลกสังคมออนไลน์ เช่นใน Facebook อย่างต่อเนื่อง โดยการรณรงค์ครั้งนี้ ได้มีการประสานไปยังเครือข่ายนักกิจกรรม นักศึกษาต่างประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ความมั่นคง ได้ออกมาเคลื่อนร่วมรณรงค์พร้อมกันในวันที่ 13 ธ.ค. อีกด้วยภายใต้ชื่อ “Mission13 December” การออกมาชูป้าย พร้อมทั้งยกนิ้วหัวแม่มือคว่ำ แสดงถึงความไม่ชอบ หรือไม่ต้องการ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เองก็ได้รับความสนใจจากเหล่านักกิจกรรมเพื่อสังคมในพื้นที่ โดยข้อความในป้ายมีข้อความเดียวกันหมดคือ “ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ณ ชายแดนใต้ SAY NO EMERGENCY DECREE @ PATANI SOUTHERN THAILAND” ทางตัวแทนเครือข่ายเปิดเผยว่า ในวันที่ 15 ธ.ค.54 ทางเครือข่ายประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะเดินทางไปพบ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อทำการยื่นจดหมายเปิดผนึกเพื่อขอให้ ศอ.บต. พิจารณาเพื่อเสนอคัดค้านการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-7d6775691b2346c7823fd1c82318ad23", "input": "Title: 'จ่านิว' โดนข้อหาเพิ่มคดีเลือกตั้งที่(รัก)ลัก ทนายชี้ขัดหลักกฎหมาย - เลื่อนฟังคำสั่งฟ้องคณะส่องราชภักดิ์ \n Body: 9 มี.ค. 2559 เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'Banrasdr Photo [1]' รายงานว่า สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว กลุ่มประชาธิปไตยศึกษา ทนายอานนท์ นำภา สมาชิกกลุ่มพลเมืองโต้กลับ กิตติธัช สุมาลย์นพ กรกนก คำตา วิศรุต อนุกูลการย์ และวิจิตร หันหาบุญ เดินทางมาเข้ารับฟังคำสั่งในคดีที่พนักงานสอบสวนสน.รถไฟธนบุรี ทำสำนวนส่งฟ้อง 6 ผู้ต้องหา ในความผิดฐาน มั่วสุม ชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ขัดประกาศคสช.ฉบับที่ 3/2558 จากที่ทั้งหมด ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม ขึ้นรถไฟ \"ส่องแสงหากลโกง\" ไปที่อุทยานราชภักดิ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.58\n \nโดยคดีนี้ทนายจำเลย ได้ยื่นคำร้องต่ออัยการทหาร ขอให้พนักงานสอบสวนสน.รถไฟธนบุรี สอบปากคำพยาน เพิ่มเติมอีก 2 ปาก คือ ชำนาญ จันทร์เรือง ประธานกรรมการองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และ จันจิรา เอี่ยมมยุรา อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อัยการทหารพิจารณาแล้ว จึงเลื่อนการนัดฟังคำสั่งฟ้องไปเป็นวันที่ 25 เม.ย.นี้\n \nทนายชี้ขัดหลักกฎหมาย จ่านิวโดนแจ้งข้อหาเพิ่ม คดีเลือกตั้งที่ (รัก) ลัก\n \nขณะที่ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน [2] รายงานด้วยว่า วานนี้ (8 มี.ค.59) เวลา 16.00 น. สิรวิชญ์เดินทางไปยัง สน.ปทุมวัน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา กรณีร่วมกิจกรรม ‘เลือกตั้งที่ (รัก) ลัก’ วันที่ 14 ก.พ. 2558 ณ บริเวณลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร\nพ.ต.ท.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ รองผู้กำกับการ สน.ปทุมวัน ในฐานะพนักงานสอบสวน แจ้งข้อกล่าวหาแก่สิรวิชญ์ว่า ผู้ต้องหามีความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการปล่อยตัวบุคคลที่ถูกกักตัว ตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ม.15 ทวิ ซึ่งถือเป็นความผิดตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 40/2557 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ\nจากบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา ระบุว่า เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2557 สิรวิชญ์เคยถูกกักตัวไว้ที่สนามกีฬากองทัพบกตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก จากกิจกรรมกินแซนด์วิชที่ห้างสยามพารากอน และได้รับการปล่อยตัว โดยต้องลงชื่อรับรองว่า จะละเว้นการเคลื่อนไหวการชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ และหากฝ่าฝืนเงื่อนไขดังกล่าว หรือดำเนินการช่วยเหลือสนับสนุนกิจกรรมทางการเมือง ยินยอมที่จะถูกดำเนินคดีและถูกระงับธุรกรรมทางการเงิน\nต่อมา สิรวิชญ์ได้ไปร่วมกิจกรรมเลือกตั้งที่ (รัก) ลัก ตามคำเชิญชวนในเฟซบุ๊ก ‘อานนท์ นำภา’ เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2558 ก่อนถูกจับกุมและดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกับพวกที่หลบหนีตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป มั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศ คสช. ที่ 7/2557 ซึ่งการร่วมกิจกรรมในวันดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขการปล่อยตัวที่สิรวิชญ์เคยลงชื่อไว้เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2557\nนอกจากนี้ บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหายังระบุอีกว่า การแจ้งข้อกล่าวหาครั้งนี้ เป็นการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม เนื่องจากอัยการศาลทหารกรุงเทพมีหนังสือด่วนมาก เรื่อง ขอให้สอบสวนเพิ่มเติม มาถึง สน.ปทุมวัน เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2558\nด้าน สิรวิชญ์ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยไม่ขอให้การในชั้นสอบสวน แต่จะขอให้การโดยละเอียดในชั้นพิจารณาของศาลเท่านั้น\nอย่างไรก็ตาม  ภาวิณี ชุมศรี ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีความเห็นว่า การแจ้งข้อกล่าวหาในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่อัยการศาลทหารกรุงเทพมีความเห็นสั่งฟ้องคดีเลือกตั้งที่ (รัก) ลัก ไปแล้ว เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2558 ซึ่งหากพิจารณาตามบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา จะเห็นได้ว่าเป็นเหตุและการกระทำเดียวกันกับคดีที่ถูกฟ้องให้ศาลทหารดังกล่าว ซึ่งถือว่าการสอบสวนและรวบพยานหลักฐานจากกระทำนั้นได้เสร็จสิ้นลงไปแล้ว หากมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มหลังฟ้องคดี ถือได้ว่าผิดหลักกฎหมายทั่วไปที่ระบุว่า บุคคลไม่อาจถูกลงโทษหลายครั้งสำหรับการกระทำความผิดครั้งเดียวได้\nภาวิณี ยังให้ข้อมูลอีกว่า ปัจจุบันคดีเลือกตั้งที่ (รัก) ลัก อยู่ระหว่างรอคณะกรรมการการแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 40/2557 ในกรณีสิรวิชญ์นี้ ถือเป็นการนำเอาประกาศ คสช. ฉบับที่ 40/2557 มาใช้ดำเนินคดีเป็นคดีแรกจากการติดตามคดีของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนอีกด้วย \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-7d324917c8484d48800c8aafe6181c31", "input": "Title: สัมภาษณ์: เสาวลักษณ์ ทองก๊วย เรื่อง ‘คนพิการ’ เป็นเรื่องของ ‘ทุกคน’ \n Body: ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีการขับเคลื่อนงานด้านคนพิการจำนวนมากแต่ก็ยังไม่เป็นผลนัก แม้จะมี พ.ร.บ. หรืออนุสัญญาต่างๆ หลายฉบับ แต่การบังคับใช้กลับไม่เป็นผล พิจารณาการทำงาน-ทำความเข้าใจงานด้านคนพิการให้มากขึ้นผ่านเสาวลักษณ์ ทองก๊วย นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิคนพิการ\nเสาวลักษณ์ ทองก๊วย\nภาพจาก http://dep.go.th/sites/default/files/images/event/DSC_7250.jpg [1]\nเสาวลักษณ์ ทองก๊วย สตรีนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิคนพิการ ผู้มีบทบาททั้งเป็นนายกสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการและผู้ร่วมก่อตั้งสมัชชาคนพิการอาเซียน เธอไม่เพียงพยายามที่จะส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเท่านั้น งานของเธอยังรวมถึงการปรับเปลี่ยนกลไก ปกป้องและคุ้มครองสิทธิต่างๆ ที่คนพิการพึงได้รับอีกด้วย\nสิบกว่าปีแล้ว ที่เสาวลักษณ์เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกบนรถไฟฟ้า หลังรวมกลุ่มฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ ซึ่งประกอบด้วยกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการสำนักการโยธา และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กรณีที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ทั้งเรื่องลิฟต์ ป้ายไฟ ฯลฯ ซึ่งนั่นเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้งานขับเคลื่อนด้านสิ่งอำนวยความสะดวกมีความก้าวหน้าเช่นในปัจจุบัน\nอะไรทำให้สนใจทำงานด้านคนพิการ\nเพราะความพิการ ตอนไม่พิการ เราได้ทุกอย่างมาอย่างอัตโนมัติโดยไม่ต้องพยายามอะไร อยากเรียนก็ได้เรียน อยากทำงานก็มีงานทำ จะไปไหนก็กระโดดขึ้นรถ พออยู่กับความพิการ ถึงแม้ว่าเราจะเป็นคนไทยเหมือนเดิม มีสิทธิที่จะทำงาน มีสิทธิที่จะสมัครงานที่ไหนก็ได้ และใช่ ถึงแม้สิทธิที่ว่าจะไม่ได้หายไปไหนเมื่อคุณเป็นคนพิการ คุณก็ยังสามารถสมัครงาน สมัครเรียนได้มากแห่งเท่าที่คุณต้องการ แต่กลับไม่มีใครเรียกเข้าไปสัมภาษณ์แม้แต่คนเดียว นั่นทำให้เริ่มคิดว่า แค่เปลี่ยนจากเดินมานั่งรถเข็น ความสูญเสียที่เกิดขึ้นนั้นไปไกลกว่ามาก\nหากมีบริษัทเรียกเข้าสัมภาษณ์ คนพิการก็ต้องแสดงความพยายามอย่างแรงกล้า เพื่อให้นายจ้างรับเข้าทำงาน นี่ทำให้ได้เรียนรู้ว่า ช่องว่างของคนคนหนึ่งที่มีความรู้ความสามารถเท่าเดิม แต่ต้องนั่งรถเข็น กลับกลายเป็นภาระทางความคิดของคนในสังคมทันที สายตาที่มองก็เปลี่ยนไปเป็นสงสารเวทนา ทั้งๆ ที่เราต้องใช้เงินมากขึ้น ใช้ความพยายามมากขึ้น นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อยากเข้ามาหาคำตอบและทำงานในแวดวงคนพิการ เพื่อตอบตัวเองว่า มันเกิดอะไรขึ้นในสังคม\nได้เรียนรู้อะไรบ้าง จากการเข้ามาทำงานในด้านนี้\nอันดับแรกคือทัศนคติของสังคมที่ผลักให้ ‘ฉันเป็นอื่น’ สังคมไม่ได้เห็นเราเป็นคนเดิม ทั้งที่เราเป็นคนเดิม มีความเชี่ยวชาญแบบเดิม มีประวัติการทำงานเหมือนเดิม และเราก็มั่นใจมากว่าทำงานได้ดี สังคมเลือกที่จะตัดสินแล้วว่าเราทำไม่ได้ จากที่เคยชื่นชมเราเพราะทำงานเก่ง กลายเป็นความน่าสงสาร ทั้งที่เรายังรู้สึกว่าเรายังเก่งเหมือนเดิม\nสอง เราจึงต้องพยายามมากขึ้นที่จะแก้ไขชุดความคิดเหล่านั้นและยืนยันความเป็นตัวของตัวเรา ยืนยันความต้องการของเรา และค่อยๆ ทำงานขยับขยายไปจากเรื่องทัศนคติ จนไปถึงเรื่องสิทธิ ผ่านการซึมซับเรื่องความหลากหลาย\n“คนพิการก็ต้องแสดงความพยายามอย่างแรงกล้า เพื่อให้นายจ้างรับเข้าทำงาน นี่ทำให้ได้เรียนรู้ว่า ช่องว่างของคนคนหนึ่งที่มีความรู้ความสามารถเท่าเดิม แต่ต้องนั่งรถเข็น จะกลายเป็นภาระทางความคิดของคนในสังคมทันที”\n\nอะไรทำให้นโยบายด้านคนพิการในไทยยังมีปัญหาในทางปฏิบัติ\nโดยทั่วไป การแก้ไขเชิงนโยบายจะต้องแบ่งกลุ่มการทำงานเป็น 4 ด้าน กลุ่มแรก มุ่งเรื่องการสร้างทัศนคติเชิงบวก หากมีระบบบวกกับกฎหมายที่ดี จะทำให้คนสามารถดำเนินงานตามที่กฎหมายเขียนได้ จำเป็นต้องทำให้คนเข้าใจว่าประโยชน์จากกฎหมายเหล่านี้มีอะไรบ้าง ต้องปรับทัศนคติคนหลายๆ กลุ่ม\nกลุ่มที่สอง ต้องขับเคลื่อนเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านกายภาพ เช่น ลิฟต์ ทางลาด อย่างกรณีรถโดยสารนั้นก็ไม่ได้มีแค่เรื่องลิฟต์หรือทางลาด เราควรต้องมองไปถึงเรื่องทางเดินเท้า ที่จอดรถ เวลา และการทำให้คนสามารถเข้าถึงรถได้มากที่สุด\nกลุ่มที่สาม การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะในคนพิการทางสายตา หากรถมาถึงที่จอด คนตาบอดหรือคนหูหนวกจะรับรู้และเข้าถึงได้อย่างไร ในต่างประเทศสถานีรถประจำทางต่างๆ มีป้ายไฟวิ่ง เสียงเตือน เสียงพูด ฯลฯ โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นที่มีครบทุกอย่าง ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ไม่ได้อำนวยความสะดวกเฉพาะคนพิการ แต่เอื้อสำหรับทุกคน เพราะแน่นอนว่าไม่ใช่คนทุกคนที่จะคุ้นชินกับการเดินทางทุกเส้นทาง หากเราต้องเดินทางครั้งแรก\nกลุ่มที่สี่ คือด้านทฤษฎี บ้านเรามีกฎหมายจำนวนมาก  รวมทั้งมีกฎหมายเก่าๆ ที่ยังไม่ได้ถูกเปลี่ยนให้เข้ากับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการหรือซีอาร์พีดีอยู่หลายตัว บางตัวออกมาแล้วก็ยังใช้งานไม่ได้จริง เนื่องจากคนออกกฎหมายไม่ได้เป็นผู้ที่ประสบปัญหาและใช้งานจริง ไม่เห็นปัญหาและไม่ได้มีความรู้เรื่องคนที่มีความหลากหลายในสังคม อีกทั้งไม่ครอบคลุมสำหรับคนทุกประเภท\nพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการที่ไทยมียังบกพร่องในเรื่องอะไรบ้าง\nพ.ร.บ.นี้ยังบกพร่องในเรื่องสิทธิผู้หญิงและเด็กพิการ ถึงแม้จะกล่าวถึงเรื่องสิทธิที่คนพิการพึงได้รับไว้อย่างกว้างๆ แต่เมื่อเป็นเด็กพิการ สิทธิเหล่านั้นกลับตกเป็นของผู้แล ซึ่งมีอำนาจตัดสินใจแทนโดยไม่ระบุถึงผลประโยชน์ของเด็ก และไม่มีการให้อำนาจกับเด็กหรือสร้างระบบสนับสนุนการตัดสินใจของเด็ก เพื่อให้เด็กตัดสินใจได้อย่างถูกต้องตามความสนใจของตัวเอง หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Best interests of the child ซึ่งประโยคนี้ถูกระบุอยู่ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ แต่กลับไม่ได้ถูกระบุไว้ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ ของไทย จึงอาจต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่การเริ่มออกกฎหมายว่า คนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องนั้นมีความหลากหลายทั้งชายและหญิงแล้วหรือยัง\nประเด็นเหล่านี้เป็นนโยบายสาธารณะที่ควรทำควบคู่กันไปทั้ง 4 ด้านและไม่ควรมองว่าเป็นประเด็นเรื่องคนพิการเท่านั้น แต่ต้องมองให้กว้างว่า นี่คือประเด็นสาธารณะที่ทุกคนต้องตระหนักร่วมกัน โดยเฉพาะระบบขนส่งสาธารณะซึ่งเป็นระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ล้วนแต่เป็นนโยบายสาธารณะทั้งสิ้น การพัฒนานโยบายสาธารณะจึงจะทำให้ทุกคนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้น การจะสื่อให้สารประเด็นเหล่านี้ออกไปสู่สังคม จำเป็นจะต้องมีความหลากหลายในตัวสาร ไม่ควรมีด้านเดียว ซึ่งคนพิการจะต้องตีโจทย์ตรงนี้ให้ออก\nที่ผ่านมาเห็นความพยายามของคนพิการในการออกมาเคลื่อนไหวประเด็นต่างๆ ปัญหาหลักอะไรที่ทำให้การสื่อสารไม่สัมฤทธิ์ผล\nเรายังไม่มีความสามารถในการสื่อสาร ไม่สามารถส่งสารสู่สังคมในเชิงสาธารณะ สิ่งที่คนพิการทำอยู่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถเมล์ รถไฟ เครื่องบิน หรือการเข้าถึงสิทธิรักษาพยาบาล ฝึกอาชีพ การจ้างงาน ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นนโยบายสาธารณะที่มีความต้องการจำเพาะที่แตกต่างกัน เกิดจากความแตกต่างของคน เช่น ความต้องการของคนที่มีความพิการก็ยังแบ่งแยกย่อยได้อีกอย่างความพิการของชนกลุ่มน้อย ความพิการของคนเป็นเอชไอวี ความพิการของคนไร้บ้าน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือ Differences of social status รวมทั้งยังมีความแตกต่างเรื่องเพศ อายุ ฯลฯ หากคนพิการนำเสนอในประเด็นของตัวเองมาก สังคมก็อาจมองเห็นว่าเป็นเรื่องที่เฉพาะเจาะจงมากและห่างไกลตัวเอง จึงทำให้การขับเคลื่อนที่เกิดขึ้นกลายเป็นการขับเคลื่อนเพื่อคนเฉพาะกลุ่มมากกว่าการขับเคลื่อนเพื่อระบบสาธารณะ เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เริ่มคิดถึงความคุ้มค่า จำนวนคนที่ได้ประโยชน์ ความคุ้มทุน และอัตราการใช้งานของคนเป็นธรรมดา\nแสดงว่าการออกกฎหมายลูกเพื่อส่งเสริมให้เกิดการบังคับใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ นั้นก็มีความจำเป็นในบริบทประเทศไทย\nในบริบทของประเทศไทยหรือในหลายๆ ประเทศ การออกกฎหมายยิบย่อยยังมีความจำเป็น เพราะกระบวนการแก้ที่ตัวกฎหมายนั้นกินเวลานานและทำได้ยาก อีกทั้งเพราะรัฐธรรมนูญของเรานั้นพูดไว้ในภาพค่อนข้างกว้างในประเด็นคนพิการ จนอาจทำให้สิทธิที่คนพิการพึงได้รับนั้นถูกเขียนอย่างหลวมๆ การออกกฎหมายลูกเพื่อบังคับใช้จึงมีความจำเป็นมาก ยกตัวอย่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ ก็พูดแต่เรื่องที่กว้าง เราจึงจำเป็นจะต้องมีการพูดเรื่องย่อยๆ เพื่อให้ลงลึก เช่น ในมาตราที่ว่าด้วยเรื่องการขจัดการเลือกปฏิบัติก็ไม่ได้กล่าวถึงขั้นตอน การบังคับใช้และบทลงโทษ นอกจากนี้อาจต้องเพิ่มขั้นตอนการเยียวยากลุ่มคนที่ถูกเลือกปฏิบัติด้วย\nแนวทางการปฏิบัติมีได้ตั้งแต่ในระดับของไกด์ไลน์ หรือหากต้องการมิติของผลบังคับใช้ที่มากขึ้น อาจออกมาเป็น พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติ ฯลฯ ฉะนั้นสาระสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ต้องการน้ำหนักในการปกป้องคุ้มครองแค่ไหน หากต้องการการปกป้องคุ้มครองที่สูง กฎหมายก็ต้องออกมาในระดับเดียวกัน ทั้งนี้การออก พ.ร.บ. ทั้งหมดจะต้องสอดคล้องกัน ตั้งแต่กฎหมายลูกไปจนถึงรัฐธรรมนูญ และยังต้องสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศที่ประเทศไทยได้ไปให้สัตยาบันไว้อย่างซีอาร์พีดีอีกด้วย\nการให้สัตยาบันในกฎหมายระหว่างประเทศ ทำให้ไทยต้องระมัดระวังอะไรบ้าง\nคงต้องย้อนมองตั้งแต่คนร่างและการออกกฎหมายว่า มีความเข้าใจและศึกษาเนื้อหาของตัวอนุสัญญาแค่ไหน คนที่จัดทำควรต้องมีความรู้ ความเข้าใจในสาระ และรู้ว่าอนุสัญญาดังกล่าวมีความสอดคล้องกับอะไรบ้าง สนใจในประเด็นร่วมและเข้าใจในหลักที่ว่า ไม่ใช่เพียงการออก พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับคนพิการเท่านั้นที่ต้องจัดทำให้สอดคล้องกับซีอาร์พีดี แต่การออก พ.ร.บ. อื่นๆ เช่น พ.ร.บ.เกี่ยวกับเด็ก ผู้หญิง แรงงาน ฯลฯ ก็ต้องคำนึงและมีความสอดคล้องกันด้วย เพราะหากเมื่อไหร่ที่มีความไม่สอดคล้อง ก็อาจถูกคณะกรรมการสากลนั้นส่งข้อเสนอแนะแก้ไข\nการได้รับข้อเสนอแนะแก้ไขส่งผลอย่างไร\nข้อแก้ไขของคณะกรรมการไม่มีบทลงโทษ แต่สิ่งที่จะทำให้ประเทศแต่ละประเทศปรับปรุงตามข้อเสนอแนะนั้นอยู่ที่เครดิตของประเทศ หากมีข้อเสนอแนะ แล้วคุณไม่ทำก็จะเสียเครดิต ประเทศที่คำนึงถึงภาพลักษณ์ตัวเองจึงมักทำตามข้อเสนอแนะทุกข้อเสนออย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ข้อเสนอแนะไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่เป็นเรื่องดีที่จะช่วยพัฒนาระบบ ระเบียบของกฎหมายในประเทศ\n“ถามว่าการหายไปของสิทธิคนพิการในร่างรัฐธรรมนูญนี้จะก่อให้เกิดปัญหาไหม แน่นอนว่าต้องเกิด การเขียนหรือไม่เขียนในบริบทตอนนี้ของประเทศไทยนั้นไม่ค่อยสำคัญแล้ว ปัญหานั้นยังมีอยู่เหมือนเดิม เราต้องกลับมาดูที่การขับเคลื่อนงานที่ต้องขับเคลื่อนแบบมียุทธศาสตร์”\n\nพอเป็นบริบทประเทศไทยซึ่งไม่แคร์ภาพลักษณ์ของตัวเองมาก จึงต้องวนกลับมาพึ่งพลังของเจ้าของปัญหาเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดความเคลื่อนไหวที่เข้มแข็ง อีกทั้งเพื่อสร้างให้เกิดวาระสำคัญร่วมกัน เข้าใจประเด็นสำคัญให้ตรงกันเพื่อขับเคลื่อน เพราะภาคประชาสังคมเป็นส่วนสำคัญที่จะส่งเสริมให้การดำเนินงานเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว เที่ยงตรง และถูกต้อง\nในร่างรัฐธรรมนูญ สิทธิคนพิการถูกเปลี่ยนเป็นหน้าที่รัฐ จะทำให้เกิดปัญหาหรือไม่ \nหากถามว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนมีเรื่องสิทธิคนพิการไหม คำตอบคือมี แต่ปัญหาของคนพิการก็ยังมีอยู่ ฉะนั้น ถ้าถามว่าการหายไปของสิทธิคนพิการในร่างรัฐธรรมนูญนี้จะก่อให้เกิดปัญหาไหม แน่นอนว่าต้องเกิด การเขียนหรือไม่เขียนในบริบทตอนนี้ของประเทศไทยนั้นไม่ค่อยสำคัญแล้ว ปัญหานั้นยังมีอยู่เหมือนเดิม เราต้องกลับมาดูที่การขับเคลื่อนงานที่ต้องขับเคลื่อนแบบมียุทธศาสตร์ ให้สิ่งที่มีแม้จะเป็นส่วนที่น้อยนิดนั้นทำได้จริงและผลักดันให้มีผลปฏิบัติจริง\nหากเราขับเคลื่อนแบบไม่มียุทธศาสตร์ เราก็ไม่สามารถส่งสารให้กับสังคม นักการเมือง หรือนักกฎหมายเพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่เราพยายามผลักดันนั้นเป็นเรื่องที่คน 70 ล้านคนทั่วประเทศจะได้รับผลประโยชน์อย่างไรบ้าง\nทำไมการต่อสู่เรื่องคนพิการในต่างประเทศ คนไม่พิการถึงเข้ามามีส่วนร่วมค่อนข้างมาก\nหนึ่ง ในต่างประเทศ ยิ่งโดยเฉพาะประเทศแถบยุโรปนั้นมีความเป็นตัวบุคคลสูง คำว่าสิทธิมนุษยชนนั้นอยู่ในธรรมชาติของเขา เพราะเขาอยู่ในประเทศที่เป็นแบบนั้น\nสอง แต่ละคนมีความแตกต่างและเข้าใจถึงความแตกต่างนั้น ทุกคนมีเอกลักษณและอัตลักษณ์ของตนเองสูง สามารถโชว์ได้ว่ามีความแตกต่าง เขาถึงไม่มองว่าความแตกต่างอย่างความพิการเป็นเรื่องแปลก และตระหนักว่าเรื่องของคนพิการก็เป็นเรื่องของเขาด้วยเช่นกัน ส่วนมากอาสาสมัครต่างชาติจึงจะไม่ลังเลที่จะเข้ามาทำเรื่องประเด็นคนพิการ\nในต่างประเทศไม่มีเรื่องบาปบุญ คาแรคเตอร์ของสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นเชื่อเรื่องศาสนา บาป-บุญ รุ่นพี่-รุ่นน้อง เคารพผู้หลักผู้ใหญ่ ทำความดี คำสอนพวกนี้ถูกถ่ายทอดมานาน เป็นเสมือนหลักจิตวิทยาและกุศโลบายที่สร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นให้คนทำแบบนั้น พอทำบ่อยเข้าก็ส่งผลต่ออิทธิพลทางความคิด กลายเป็นว่า ถ้าต้องการกระตุ้นให้คนทำบุญเยอะๆ ก็ต้องหาสิ่งมาจูงใจ อีกเรื่องที่สำคัญคือการนอบน้อมถ่อมตนและเคารพผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องแยกออกจากกระบวนการทำงานทุกชนิดไม่งั้นแนวคิดและการพัฒนาจะไม่เกิดขึ้น เพราะความคิดของผู้น้อยเหล่านั้นมักไม่ได้ถูกเปิดเผย\nเมื่อเราเอาองค์ความรู้จากต่างประเทศมาใช้ในไทย มักต้องปรับเปลี่ยนพอสมควร ต้องใช้วิธีการพูดที่อ่อนนุ่มมากขึ้น คนไทยชอบการพูดอ้อมๆ บ้านเราละเลยเรื่องการปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรม เราพยายามที่จะใช้กฎหมายมาบังคับ คนก็อยู่ภายใต้กฎหมายด้วยความเก็บกฎและมีทัศนคติไม่ดี ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่น่ากลัว\nควรใช้วิธีไหน ในการทำงานกับทัศนคติ\nการทำงานกับทัศนคตินั้นค่อนข้างยาก แต่ต้องทำและสามารถทำควบคู่กันได้กับทุกเรื่อง ถ้ามีความละเอียดอ่อนพอ ไม่ต้องอาศัยการเปิดคอร์สปรับทัศนคติ หลักสำคัญในการทำงานคือเราต้องทำให้ประเด็นต่างๆ กลายเป็นประเด็นสาธารณะ ยกความพิการออกไปก่อน ตัดสิ่งเหล่านี้ทิ้งและละลายทัศนคติเก่าออกไปก่อน พยายามดึงคนพิการหลากหลายประเภทเข้ามาร่วม และเปิดโอกาสให้คนได้แสดงทักษะความเป็นผู้นำและมีส่วนร่วม\nข้อเสียของนักเคลื่อนไหวกลุ่มคนพิการคือ เมื่อทำอะไรก็จะมุ่งในประเด็นเดียว ซึ่งนี่จะไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ แต่เกิดเพียงการเปลี่ยนแปลงเฉพาะหน้า เรียกร้องมา ได้มา โดยไม่มีการพัฒนาเชิงระบบที่ยั่งยืน และไม่มีการยกระดับงานที่ได้มานั้นอย่างเป็นระบบ\nแสดงว่าเราก็ต้องทำให้สถานประกอบการณ์ต่างๆ เห็นว่าเขาได้ประโยชน์จากการทำงานกับคนพิการ\nแน่นอน ธุรกิจต้องมีแรงขับเคลื่อน ถ้าเขามีทางลาด มีทางขึ้น ลิฟต์ ป้ายที่สวยงาม มันก็ช่วยให้ธุรกิจเขามีคนใช้งานมากขึ้น\nเมื่อมีคนพิการใช้งานบีทีเอส คนกลุ่มแรกที่โดนผลักภาระไปให้ก็คือกลุ่ม รปภ. เมื่อเขาเจอคนพิการ รปภ. ก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไรเพราะไม่ได้ถูกอบรมเรื่องการดูแลคนพิการมาก่อน มันไม่ใช่หน้าที่เขา แต่ระบบกลับผลักให้พวกเขาต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ เมื่อพบเจอผู้โดยสารใช้วีลแชร์และไม่มีทางลาด รปภ. ก็ต้องยก แบก หาม ตามแต่จะถนัดเพื่อให้ผู้โดยสารขึ้นไปได้ หลายสถานีที่ไปทดลองใช้ก็ต้องใช้ระบบ รปภ. ยกเพราะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก รปภ. ก็เกิดความกังวลเพราะเขาต้องมารับผิดชอบชีวิตคนๆ หนึ่ง ยกขึ้นยกลง เหนื่อย หนัก ถ้าหากทำเราตกก็จะถูกไล่ออก ทำบ่อยๆ เข้าก็เกิดความเครียดและต่อต้านผู้โดยสาร ทั้งหมดเป็นเพราะระบบนั้นไม่ได้เอื้อให้คนทำงานแบบสมาร์ท สง่า และภาคภูมิใจในหน้าที่ของตัวเอง\nอย่างไรก็ดี เป็นเรื่องน่ายินดีมากที่ปัจจุบันมีคนทำงานในหลายๆ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ แต่ประสบการณ์เหล่านั้นควรถูกเอามาแชร์กัน โดยไม่แบ่งแยกพื้นที่ เพื่อให้ไอเดียต่างๆ ที่มีได้เอามาพัฒนาต่อ ซึ่งนี่เป็นเรื่องทัศนคติที่คนพิการจะต้องพัฒนาตัวเองหากคุณต้องการที่จะเป็นนักพัฒนา \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-0184101aca6e49faa94c48204e24b336", "input": "Title: 'ประยุทธ์' จี้ ขรก.เพิ่มประสิทธิภาพ เร่งรัดเบิกจ่ายงบ 5 ด้าน \n Body: คืนความสุขให้คนในชาติ 'ประยุทธ์' ระบุรัฐบาลกำลังเร่งรัดเบิกจ่ายงบ 5 ด้าน เดินหน้าโซนนิ่งเกษตรกรรม ยืนยันไม่ปรับ ครม.เหตุไว้ใจบุคคลที่เชิญมาร่วมงาน ย้ำข้าราชการดูงานต่างประเทศเท่าที่จำเป็น\n \n6 มี.ค. 2558 เมื่อเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ดังนี้\nรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ประจำวันศุกร์ที่ 6 มี.ค. 2558\nสวัสดีครับ พี่น้องประชาชนที่รักทุกท่าน\nในวันที่ 8 มีนาคม ของทุกปีนั้น เป็นวันสตรีสากล คนไทยนั้นไม่ว่าจะเชื้อชาติ ศาสนา หรืออาชีพใดนะครับ คงจะต้องร่วมเฉลิมฉลองความเสมอภาคและแสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียมกันในสังคม ในปีนี้จะตรงกับวันอาทิตย์ที่จะถึงนะครับ ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะมุ่งให้เห็นความสำคัญของสุภาพสตรีมาโดยตลอด รวมถึงได้มีการก่อตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ ที่เรียกว่า กสส. นะครับ ขึ้นเป็นทางการเพื่อจะส่งเสริมและสนับสนุนบทบาทของผู้หญิงในสังคม ให้ระลึกถึงความเป็นมาแห่งการต่อสู้เพื่อให้ได้ซึ่งความเสมอภาค ยุติธรรม สันติภาพ และการพัฒนาครับ ในโลกยุคใหม่นั้นให้ความสำคัญและยอมรับผู้หญิงมากขึ้น ทำให้ผู้หญิงในปัจจุบันมีบทบาทอย่างแพร่หลายต่อการขับเคลื่อนของสังคม\nผมขอให้พี่น้องชาวไทยทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพ บทบาทของสตรีในสังคมไทยให้มากขึ้นนะครับ หลายท่านเห็นได้ว่ามีศักยภาพ จนเป็นที่ประจักษ์ และเป็นพลังสำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ปีนี้ครบรอบ 20 ปี ของการรับรองปฏิญญาและแผนปฏิบัติการเพื่อความก้าวหน้าของสตรีที่มุ่งเน้น ในเรื่องของการไม่เลือกปฏิบัติต่อสตรี การขจัดสิ่งกีดกั้นการสร้างความเสมอภาคระหว่างหญิง-ชาย ที่สตรีในประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ อาทิ  ความใช้ความรุนแรง การเข้าถึงบริการด้านการศึกษาและด้านสุขภาพ นอกจากนั้นแล้ว รัฐบาลเรายังให้ความสำคัญกับการดูแลผู้หญิงที่ถูกหลอกลวง การค้ามนุษย์ และโสเภณี ต่างๆ ด้วยนะครับ ในเรื่องของการรณรงค์การลด ละ เลิก การสูบบุหรี่ นี่ก็รวมด้วยนะครับว่าจะต้องไม่รบกวนผู้อื่น ทั้งผู้หญิง และเด็ก และการเปิดกว้างด้านความเสมอภาคระหว่างหญิง-ชาย เพื่อการพัฒนาประเทศชาติต่อไป ครับ\nข่าวดีสื่อนอกยกไทยทุกข์น้อยจากภาวะศก.\nห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีข่าวดีๆ ในเรื่องความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยในมุมมองของสื่อต่างประเทศชั้นนำ  อย่าง บลูมเบอร์กส์ (Bloomberg) นะครับ ที่จัดอันดับเปรียบเทียบประเทศที่มีความทุกข์ในเชิงเศรษฐกิจจากการทำ The Misery Index ปี 2015 ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความทุกข์น้อยที่สุดในโลก ก็น่ายินดีนะครับ จากการวิเคราะห์ตัวเลขเชิงเศรษฐกิจ เนื่องจาก ประเทศไทยมีอัตราการว่างงานที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยสิ้นปี 2557 นั้น อัตราว่างงานอยู่ที่ 0.56% นะครับลดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2545 มีอัตราการว่างงานอยู่ที่  5.73%  อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อของไทย ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ  โดยปัจจัย 2 ด้านนี้ทาง บลูมเบอร์กส์(Bloomberg) มองว่า เป็นปัจจัยหลักในการวัดระดับความทุกข์ของประชาชนนะครับ เราก็เป็นอย่างนี้ทั้งโลกนะ อันนี้เราเป็นอันดับ 1 เลยนะครับ อันนี้ก็ต้องขอขอบคุณสื่อไทยบางสื่อด้วย ที่มีการหยิบยกเรื่องดีๆ มานำเสนอให้ได้รับรู้ อย่างในเรื่องของการวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจ ที่เป็นกลาง  ไม่ใช่นำเสนอแต่ด้านลบอย่างเดียว\nอะไรที่มันน้อยลง ลดลงอะไรทำนองนี้ มันก็เป็นด้วยกันทั้งหมดนะครับ ทั้งในอาเซียน ทั้งในประชาคมโลกอื่นๆ ด้วย แต่ส่วนที่เรายังดีอยู่ก็มีเยอะแยะไปนะครับ หากว่าเราได้มีการนำเสนอข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านรอบๆบ้านเรา มาเทียบเคียงกับของประเทศไทยด้วย จริงๆ แล้วเราก็จะรู้ว่าประเทศไทยนั้น ยังมีการเติบโตและมีความสามารถในการแข่งขันที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ นะครับ\nอย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็รับทราบปัญหาในห้วงที่ผ่านมานะครับว่ามันส่งผลกระทบมาถึงปัจจุบัน เพราะงั้นเราก็ต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่เป็นโอกาสแรกเลยนะครับเพราะว่าถือเป็นความเดือดร้อนของประชาชนก็ต้องดูหลายๆ มิติด้วยนะครับ ในสัปดาห์นี้ มีเรื่องที่จะเรียนให้พี่น้องประชาชนทราบถึงการขับเคลื่อนงานสำคัญของรัฐบาล ดังนี้\nเร่งรัดเบิกจ่ายงบ 5 ด้าน\nเรื่องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เราได้วางแผนงบประมาณใหม่นะครับได้มีการกำหนดมาตรการการเบิกจ่ายเพิ่มเติมในรัฐบาลนี้แตกต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมาทั้งหมด เพื่อเน้นถึงความทั่วถึง เท่าเทียม โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เราได้เริ่มมา 4 ด้าน ด้วยกันในการจัดทำงบประมาณปี 58 นี้นะครับ ก็คือ\n1) มีการระบุโครงการที่ชัดเจน ตั้งแต่ในขั้นตอนกระบวนการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2558  ซึ่งรวมถึงการระบุโครงการในส่วนของท้องถิ่น ซึ่งในอดีตไม่เคยมีการทำมาก่อน ทั้งนี้เพื่อให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์อย่างแท้จริงให้นำเม็ดเงินเข้าสู่ท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ\n2) ก็คือการตั้งเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณที่สูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าหมายการเบิกจ่ายทั้งปี สูงขึ้นถึง 92% นะครับ เพื่อจะเป็นการกระตุ้นทุกภาคส่วนให้เร่งเบิกจ่าย ณ.สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไปนะครับ มีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้ว 42.55% และคาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายได้ตามเป้าหมายของไตรมาส 2 ที่ 55% นะครับ\n3) มีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เพื่อให้มีการอนุมัติงบประมาณในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วมีการตรวจสอบและรับผิดชอบการเบิกจ่ายโครงการต่างๆ\n4) มีมาตรการดูแลการจ้างงาน ช่วยเหลือคนในท้องถิ่น รวมถึงเกษตรกร เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อน กระตุ้นให้งบประมาณลงสู่ประชาชนในภูมิภาคโดยตรงนะครับ ส่วนปัญหาการเบิกจ่ายที่ยังล่าช้านั้น  ผมได้สั่งการและกำชับให้กระทรวง มหาดไทย กรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ได้หาทางลดระยะเวลาการเบิกจ่ายงบประมาณ แต่ต้องโปร่งใสนะครับ และอนุมัติโครงการ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการเร่งรัดติดตาม กำกับดูแล ซึ่งทุกฝ่ายกำลังดำเนินการอยู่ครับ\nส่งเสริม SMEs ทั่วประเทศ\nในเรื่องการส่งเสริม SMEs, OTOP ฯลฯ ใน กทม.ในต่างจังหวัด ในท้องถิ่น ทั้งหมดนะครับ ผมได้สั่งการในที่ประชุม ครม. ในห้วงวันอังคารที่ผ่านมา ให้มีการส่งเสริมให้เกิด “เถ้าแก่น้อย” นะครับ รายใหม่ๆ เพื่อเป็นตัวอย่างในการส่งเสริมธุรกิจ SMEs ให้มีศักยภาพขึ้นในประเทศ เพื่อจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ส่งเสริมการผลิตสินค้านวัตกรรมใหม่ โดยให้ สสว. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง จัดทำเป้าหมายกิจการที่ควรสนับสนุนร่วมกันนะครับ จังหวัด ละ 4-5 อย่างนะครับ เราจะมาจัดระเบียบ แล้วหาเงินสนับสนุนให้\nก็ขอความร่วมมือด้วยนะครับให้ขึ้นทะเบียนในกิจการที่ท่านต้องการนะครับ กิจกรรมหรือกิจการใดๆ ก็ตามที่ท่านต้องการให้เราส่งเสริม มันจะได้เร็วขึ้น ถ้ามัวแต่เสนอผ่านตามขั้นตอนมันเสียเวลา มันช้าเราต้องเร่งรัดให้ได้โดยเร็ว ภายใน  1 เดือนนี้นะครับ กิจการ SMEs/OTOP ในแต่ละจังหวัดคิดว่ามีตลาดจริงๆ นะครับ แล้วมีผลผลิตที่ออกมา สามารถทำได้ถ้าเขาสั่งเป็นจำนวนมากเหล่านี้พร้อมที่จะช่วยเหลือนะครับ ได้ตรงตามเป้าหมายครับและก็รวดเร็วด้วย\nในเรื่องของการส่งเสริมเงินลงทุนจากภาครัฐก็มีหลายอย่างด้วยกัน ทั้งส่วนของ สสว. ส่วนของกระทรวงทบวงกรมแล้วเราให้มีการทำ การลงทุนสาธารณะ เพิ่มขึ้นนะครับ Crowd Funding  เพื่อจะเชื่อมโยงความร่วมมือด้านตลาดทุน, ตลาดหลักทรัพย์,  ธนาคารรัฐ  ให้กระทรวงการคลังดำเนินนโยบายเพื่อให้เกิดกองทุนVenture Capital เพื่อส่งเสริมการลงทุนต่างๆ  โดยเฉพาะการช่วยเหลือSMEs นะครับ  กองทุนร่วมลงทุนใน SMEs ทีเราเรียกว่า SMEs Private Equity Trust Fund นะครับ ก็จะเร่งดำเนินการให้เกิดผลโดยเร็วนะครับ เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือเข้าร่วมลงทุนในกิจการ โดยเฉพาะสินค้านวัตกรรมต่างๆ  สร้างให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นในประเทศนะครับอันนี้ให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเข้ามาร่วมด้วยนะครับ\nเดินหน้าโซนนิ่งเกษตรกรรม\nเรื่องการโซนนิ่ง พื้นที่เกษตรกรรม พูดกันมาเยอะแล้วหลายรัฐบาลแล้วยังไม่เคยทำได้ วันนี้เราต้องริเริ่มให้ได้ แล้วก็ดำเนินการให้ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรมนะครับบางส่วน ในพื้นที่ด้านการเกษตรแต่ละจังหวัด จะต้องมีการเกื้อกูลระหว่างกันเพราะว่า ตรงไหนมีน้ำก็ปลูกข้าวได้ ปลูกพืชใช้น้ำมากได้นะครับ หลายๆครั้ง ตรงไหนไม่มีน้ำ เราอาจจะส่งเสริมเป็นแหล่งผลิตพืชที่ใช้น้ำน้อย หรือทำปุ๋ยอินทรีย์ ก็ต้องส่งเสริมไป แล้วไปชี้แจงทำความเข้าใจกับเขาให้ชัดเจนขึ้นว่า ทำต่อไปก็เสียหาย ทำต่อไปก็ไม่ได้กำไร ขาดทุนตลอด ถ้ามันเกื้อกูลกันได้ ตรงนี้น้ำมาก ตรงนี้น้ำน้อย น้ำน้อยก็ทำปุ๋ย ตรงไหนน้ำมากก็ให้เขาทำไป เราก็ได้ราคาค่าปุ๋ยมา ดีกว่าที่จะไปทำข้าว แล้วก็ตาย ขาดทุน หรือปลูกพืชที่มันขาดทุนนะครับ ก็ให้กระทรวงเกษตร มหาดไทย ช่วยไปดูแลให้มันชัดเจนขึ้นนะ ผ่านสหกรณ์ชุมชนต่างๆ  กลุ่มเกษตรกร\nทุกคนต้องช่วยกันทำความเข้าใจ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทัศนคติใหม่เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันเราก็ไม่อยากบังคับท่านนะครับ แต่ขอให้ทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เกษตร ชลประทาน มหาดไทย นะครับ\nสิ่งที่ผมอยากให้มีข้อมูลเพิ่มขึ้นก็คือข้อมูลให้ประชาชนทราบ วันนี้ราชการทราบอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ประชาชนต้องทราบด้วยว่าเอ๊ะ ที่บ้านเราอยู่นี่ มีน้ำเพียงพอไหม ชลประทานจะมีโอกาสมาถึงได้หรือเปล่า ไฟฟ้าจะมาได้อย่างไร แล้วก็ในเรื่องของน้ำใต้ดินมันมีหรือเปล่า สภาพดินเป็นอย่างไร ปลูกพืชมันเหมาะสมกับอะไร ต้องฟังนะครับ\nอันนี้ผมให้ทำเป็น APP เข้าไปในโทรศัพท์ด้วย ผมว่ามาดูเรื่องเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์นะครับ ทุกกระทรวงจะใส่เข้าไปด้วยทั้งหมด เป็นความรู้เพื่อประชาชนนะครับ อันนี้ก็สั่งการไปแล้ว ขอให้ติดตามเรื่องนี้ด้วยนะครับ ก็ขอให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม ได้เร่งขับเคลื่อนสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนนะครับ ไม่ใช่เป็นการประชาสัมพันธ์อย่างเดียว ผมอยากให้เป็นการ ให้ความรู้ประชาชน เพื่อจะประกอบอาชีพได้ถูกต้องจะทำยังไง ควรจะเป็นอย่างไร นะครับ มันจะได้อธิบายกัน ไม่ต้องซ้ำแบบที่ผมต้องพูดทุกอาทิตย์นี่นะ\nส่งเสริมสัญจรทางน้ำ ชู\"กอนโดลา”เมืองไทย\nเรื่องการสัญจรทางน้ำวันนี้เรามีแม่น้ำ ลำคลอง มากมายนะครับ รัฐบาลก็จะส่งเสริมการสัญจรทางน้ำให้มากขึ้น ถนนบางครั้งเราก็สร้างไม่ไหว 1 ทุนแพงขึ้น 2 มันไปขวางเส้นทางน้ำ แล้วก็มีการ ต้องทำ EIA อะไรต่างๆ มันก็ไม่ผ่านอีก ประชาชนก็ไม่เห็นชอบ เหล่านี้ ก็น่าจะต้องไปพัฒนาการสัญจรทางน้ำให้มากขึ้นนะครับ โดยเฉพาะคลองแม่น้ำ ที่มันผ่านในเมืองสำคัญ ๆ นั้นก็น่าจะพัฒนาให้มีทางสัญจรเพิ่มขึ้นนะครับเพื่อช่วยลดปัญหาการจราจร การลงทุนในเรื่องของถนน สะพานต่างๆ นะครับ\nเช่น ถ้าในเมืองก็เป็นเรือพาย เรือจ้าง ไม่มีเครื่องยนต์นะครับ สำหรับรับส่งคนและก็ท่องเที่ยวด้วยนะครับ  ส่งเสริมการท่องเที่ยว อาจจะเป็นที่ผมเคยเรียกไว้ว่า Gondola เมืองไทยยังไงล่ะ ก็เอาเรือจ้างมาทำสวย ๆ นะครับในพื้นที่ตอนในนครับเสียงไม่หนวกหู ไม่สร้างมลพิษ แต่รอบๆ นอกก็ใช้เครื่องได้นะครับ   ก็อยากให้เพิ่มในเรื่องของการดูแลความปลอดภัยทางน้ำ อุปกรณ์ช่วยชีวิต ชูชีพอะไรต่างๆ ท่าน้ำต่างๆ ต้องปลอดภัยนะครับ เรือด่วน เรือเมล์ อะไรต่างๆ  ในส่วนของ\nคูคลองต่างๆ ที่มันสามารถทำได้ก็เปิดเป็นตลาดน้ำเพิ่มเติม มีการค้าขาย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานะครับ ให้ได้อย่างที่รัฐบบาลพยายามทำให้เป็นตัวอย่างอยู่นี่นะ อยากให้ทำให้สำเร็จภายใน 6 เดือน นะครับ  ทั้ง กทม. และต่างจังหวัด นับตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป ก็ขอให้รายงานให้ทราบผลการปฏิบัติของท่านด้วยว่าทำได้หรือไม่\nจังหวัดใดที่มีคูคลอง มีแม่น้ำก็น่าจะเปิดการสัญจรทางน้ำ ได้มากขึ้น นอกจากการท่องเที่ยวอย่างเดียว มีเรือเร็ว เรือด่วน ให้ปลอดภัย มีภาคเอกชนไหนที่สนใจ ก็สามารถติดต่อเข้ามานะครับที่กระทรวงคมนาคม – กรมเจ้าท่าหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันทีนะครับ ขอให้เร็วด้วย นะครับ เหมือนที่มีในแม่น้ำเจ้าพระยานี่นะ ไปทำที่อื่นด้วยก็ดีนะครับ น่าจะดีนะมันจะได้ลดเรื่องการเดินทางด้วยรถยนต์ลงไปบ้างนะครับ\nเรื่องการสร้างตลาดชุมชน ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยจัดทำ โครงการ “ตลาดนัดชุมชน ไทยช่วยไทย คนไทยยิ้มได้”  เพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายแก่เกษตรกรโดยตรงนะครับ และส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ในเรื่องราคา เรื่องระบบการตลาด ลดทอนอำนาจพ่อค้าคนกลาง และให้พี่น้องประชาชนในชุมชนได้มีโอกาสเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีในชุมชนตนเอง\nบางทียังไม่ทราบนะครับว่าบ้านเรามีอะไร ปลูกอยู่แล้วบ้าง หรือขายอะไรที่มันดีๆ ส่วนใหญ่ไปขายข้างนอกหมดนะ เพราะงั้นถ้าพื้นที่เดียวกัน ได้รับประทาน ได้ใช้อุปโภค บริโภค ก็แลกเปลี่ยน แนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็คือว่า ถ้าลดค่าใช้จ่ายก็คือปลูกไว้ทานเอง ถ้ามีเหลือก็แลกเปลี่ยนกัน แล้วถ้าเหลือมากกว่านั้นก็ขาย ถ้าขายแล้วยังเหลืออีก ก็ลงทุนสร้างโรงงาน สร้างการผลิตต่างๆ ให้เกิดขึ้น นั้นแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่แล้ว นะครับ\nผุดตลาดชุมชน 2,063 แห่ง\nวันนี้ที่รัฐบาลนี้ส่งเสริมไป มีตลาดชุมชนเกิดขึ้นแล้ว 2,063 แห่งนะครับ ทั่วประเทศ ก็คงต้องมีอีกนะครับ ที่ผ่านมานั้นได้รับการรายงานว่ามีผู้จำหน่ายถึงเกือบ 90,000 รายและมียอดจำหน่ายทั่วประเทศถึงในปัจจุบัน ตั้งมายังไม่กี่เดือนนี่นะครับกว่า 820 ล้านบาท วันนี้รัฐบาลก็ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยเร่งยกระดับมาตรฐานของตลาดนัดชุมชนนะครับ   ให้เป็นที่น่าเชื่อถือ คัดสรรสินค้าดีมีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของท้องตลาด แล้วก็ในพื้นที่ด้วย ในราคายุติธรรมจากชุมชน จากเกษตรกรมาจำหน่าย รแล้วก็ส่งเสริมการจัดกิจกรรมต่างๆ ประกอบไปด้วย เพื่อเรียกร้องความสนใจ เช่น การแสดงดนตรีศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน กิจกรรมสาธิต นิทรรศการ สวนสนุก และให้ความรู้เรื่องสุขลักษณะของตลาดนัดแก่ผู้จำหน่ายด้วยนะครับ ก็ต้องช่วยกันเองนะ ถ้าเราไม่ช่วยตัวเองกันบ้าง ไทยต้องช่วยไทยด้วย เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน แต่ท่านต้องช่วยตัวเองก่อนนะครับ ซึ่งต่อไปก็จะขยายต่อไปทั่วทุกภูมิภาค นะครับ ก็ฝากท่านผู้ว่าฯ ท่านหัวหน้าส่วนราชการ เกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัด สมาคม หอการค้า อุตสาหกรรมจังหวัดด้วยนะครับ ช่วยกันดูหน่อยซินะ ปล่อยให้รัฐทำอย่างเดียว กระทรวงทำอย่างเดียว มันก็ไม่ไหวนะ ภาคเอกชนต้องช่วยกันด้วยนะครับ\nผมสนับสนุนให้มีการขึ้นบัญชีทุกแห่งไว้ ในแต่ละจังหวัดนั้นมีอยู่แล้วกี่แห่ง เพราะผมถือว่าเป็นงานนโยบายนะครับ ต้องขึ้นบัญชีให้ได้ ว่ามีกี่แห่งแล้วตลาดเรา มีตลาดอะไรบ้าง อันไหนได้ผล อันไหนไม่ได้ผล อันไหนไม่มีคนสนใจ มันต้องประชาสัมพันธ์ให้กว้างขวางนะครับ แล้วนำเข้าในโทรศัพท์ คนจะได้รู้ว่ามีอะไรดีๆ อยู่ที่ไหน ห้วงไหน เวลาไหน ผลไม้ที่ไหน ข้าวที่ไหน นะ ให้เพิ่มเติมไปทุกประเภทเลยนะครับ ทั้งข้าว ผัก ผลไม้ เกษตรอินทรีย์ต่างๆ เราต้องเตรียมการนะครับ\nตลาดชุมชนเราจะไปไหนต่อ นอกจากในประเทศแล้วก็จะไปเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้ากันต่อไป หรือส่งออกไปต่างประเทศ ในอาเซี่ยน ถ้าเราทำได้แบบนี้ ก็จะต่อเนื่องเชื่อมโยง ราคาผลผลิตด้านการเกษตรก็น่าจะดีขึ้นนะ ก่อนอื่นเราต้องช่วยกัน ช่วยกันทานก่อนนะ ช่วยกันกินของดีๆ ก่อน ให้ได้ ต้องรู้จักเรียนรู้ที่จะใช้ผลิตผลการเกษตรที่มันเป็นอินทรีย์ น่ะนะครับ ที่ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีนะ เพราะฉะนั้น พื้นที่ใดก็ตามที่มันปลูกข้าว ปลูกอะไรไม่ได้เยอะๆ ก็มาทำปุ๋ย ทำอะไรไปขายเขาไม่ดีกว่าเหรอนะ ไปเก็บผักตบชวาที่มันรกแล้วเป็นไฟไหม้วันหน้าอะไรเหล่านี้ ก็มารวบรวมกองๆ ไปแล้วใช้การย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์บ้างด้วยอะไรบ้างนะ ผมว่ามีหลายวิธีการนะ ขอให้กระทรวงเกษตรกระทรวงมหาดไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คสช. ด้วยนะครับ ช่วยกันไปแนะนำ แล้วก็ขับเคลื่อนให้มันเกิด เป็นจุดๆ  แล้วรายงานให้ได้เป็นเรื่องเป็นราวซะทีนะ\nเรื่องการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศในด้านการผลิตอุตสาหกรรม ทุกคนก็ต้องช่วยกันครับ ทั้งภาครัฐและเอกชน ต้องหาทางช่วยรัฐด้วย ถ้ารอรัฐช่วยอย่างเดียว ก็เพียงแต่ว่ารัฐต้องไปทำให้ราคามันสูงขึ้นในทางที่มันอาจจะเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรกับวัตถุดิบที่มีอยู่มากมายเหลือเฟือนี่ ไม่ว่าจะเป็นไม้ยาง หรือยาง หรือข้าวนี่ ทำให้ ผลิตสินค้าต่างๆ ให้เป็นนวัตกรรม สินค้าใหม่ๆ หรือใช้ในประเทศได้  โดยบริษัทห้างร้านที่สนใจ ก็มาขอขึ้นบัญชีซะ เราจะได้สนับสนุนในเรื่องของวัตถุดิบให้ท่านในราคาที่มันเหมาะสม เกษตรกรก็ได้ราคาที่เหมาะสม แต่กำไรท่านอาจจะต้องไปลดลง เราก็จะดูแลเรื่องภาษีว่าอะไรยังไง จะได้ชดเชย ไม่งั้นเราก็ใช้ของในประเทศไม่ได้สักทีนะ วันนี้ก็ต้องจำเป็นนะครับ ถ้าเราไปสนับสนุนเป็นภาคๆ เป็นกลุ่ม ก็เหมือนเดิม ไปไม่ได้อีก\nเรื่องอะไร ต้นไม้ ต้นยางนะครับ วันนี้ยางพารา เราก็มาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ได้มากมาย ไม้หลักๆ ไม้ยืนต้น อายุเป็น 50 ปี 100 ปี คงหายากขึ้นในอนาคตด้วยนะ เพราะฉะนั้นไม้ยางนี่มีประโยชน์นะครับ เพราะฉะนั้นใครที่ประสงค์จะขายยาง อะไรต่างๆ ผมให้ กระทรวงทรัพย์ฯ ไปดูแล้วนะว่าจะรับซื้อกันอย่างไร ไปแปรรูปกันยังไงนะครับ อันนี้ก็ฝากไปถึงที่จะเปลี่ยนแปลงการปลูกพืชด้วย อันที่ 2 ก็คือพวกที่บุกรุกป่าต้องหาวิธีการแก้ไขนะครับอย่างที่ผมว่า นี่คุยกันซะก่อนนะ ให้เข้าใจด้วย ไม่งั้นปริมาณมันก็มากนะ แล้วก็มันไม่ถูกกฎหมายด้วยก็ต้องช่วยกันนะครับ\nภาครัฐจะช่วยส่งเสริมให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการทำสัญญาช่วยกัน วันนี้ผมคิดว่า ถ้าเราระมัดระวังป้องกันเรื่องนายทุน พ่อค้าคนกลางเพื่อจะถ่วงดุลตรงนี้ให้ได้นี่ ผมคิดว่าต้องทำสัญญาความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนนะ บริษัทห้างร้านแต่ละกลุ่มที่ใช้วัตถุในประเทศและขึ้นบัญชีกับเรา เราจะได้หาช่องทางให้เจอกันให้ได้ พูดไปแล้วมันก็ไม่เกิด หรือไปทำ ข้าราชการไปทำข้างล่างมันก็ไม่เกิดอีก เพราะมันไม่มีศูนย์รวมไง ไม่มีการปฏิบัติการให้ได้โดยตรง ผมบอกเลยนะครับ ถ้าใครสนใจอะไรยังไงนี่\nวันนี้ผมเร่งเรื่อง SME เพราะงั้นผมให้ คสช. นะ รับเรื่องได้ด้วย ไปทุกจังหวัดเลยนะ ร่วมกับกระทรวงเกษตร กระทรวงมหาดไทย ไปดูซิว่า ในแต่ละจังหวัดนั้นมีการผลิตอะไรบ้าง เป็น SME นะครับ เป็นผู้ผลิตขนาดเล็กขนาดกลาง ที่เราจะส่งเสริม แล้วดูซิว่าจะใช้อะไรได้บ้างใช้ยางยังไง ใช้ข้าวยังไง ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ยังไงนี่ ขึ้นบัญชีมาจังหวัดละ 5-6 แห่งน่ะ เราจะได้นำร่องได้ซักที หาเงินให้ ใส่เข้าไปปรับปรุงวิธีการผลิต หรือส่งเสริมให้มีตลาด อะไรต่างๆ เหล่านี้ ไม่งั้นก็มัวแต่รอ สสว. เสนอมากว่าจะขออนุมัติกันไป กันมา ไม่จบ ทุกรัฐบาลก็ทำมา ไม่สำเร็จเสียทีผมต้องให้สำเร็จภายใน 6 เดือนนี่นะ เรื่อง SME นี่ มันต้องตอบคำถามได้ว่ามีกี่แห่งที่เราจะ สนับสนุนระยะที่ 1 เพราะงั้นไป ขึ้นบัญชีให้ดี ทุกคนต้องช่วยกันนะ ภาครัฐ ภาคเอกชนนะครับ\nในเรื่องการสร้างการรับรู้ –ความเข้าใจต่อประชาชน ที่ผ่านมานั้นเราทำงานไปหลายเรื่อง วันนี้ผมยังได้รับคำถามอยู่เลย เอ๊ะ ผลงานรัฐบาลมีอะไรบ้าง บางครั้งผมก็ชี้แจงนี่ก็เหนื่อยนะ ผมก็บอกว่าท่านไม่เคยจำได้เลยหรือว่าผมพูดอะไรไปแล้วบ้าง หลายอย่างก็เสร็จไปแล้ว หลายอย่างก็กำลังทำอยู่ หลายอย่างก็เรื่องอนาคต เรื่องปฏิรูป แต่ท่านไม่เคยฟังเลย ท่านก็ถามผมทุกครั้งว่า เป็นยังไง ทำอะไรไปบ้าง สำเร็จแล้วยังมองไม่เห็นเลย แล้วก็อะไรล่ะ ไหนว่าจะมาแก้ปัญหาให้ประชน แล้วทำไม่สำเร็จ ไม่มีอะไรดีขึ้น แถมเศรษฐกิจก็แย่ลง คือไม่ฟังนะ\nต้องฟังบ้างซิ แล้ววันนี้ผมให้ปรับวิธีการสื่อสารใหม่ สร้างความรู้ในเรื่องต่างๆ ทุกเรื่อง ท่านก็พยายามฟังหน่อย ทีวี โทรทัศน์ วิทยุ อย่าไปฟังแต่เพลงอย่างเดียว ดูหนัง ละครอย่างเดียว ก็ดูที่เป็นสาระซิ ตัวเองก็ต้องเกี่ยวข้องด้วยไง จะไปหาเขาที่ไหน ไปฟังเจ้าหน้าที่อย่างไร เจ้าน้าที่เขาพูดอย่างนี้ เข้าใจใช่ไหม ไอ้นี่ไม่ฟังอะไรเลย แล้วบอกว่า เอ๊ะ ไม่เห็นทำอะไรให้เลย ไมได้  วันนี้ต้องสร้างการรับรู้ในทุกระดับนะ เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนก็ต้องรู้นโยบายของรัฐบาล แล้วสามารถสร้างการรับรู้ให้ได้ ตอบคำถามประชาชนให้ได้ สื่อสารถึงเขาว่าเหตุผลเป็นยังไงในทุกมิตินะ แล้วก็ต้องแยกให้ชัดเจน เขาจะได้ไม่ว่าอีกว่าเราทำอะไร หรือเราไม่ทำ หรือเกียร์ว่าง นี่ผมว่ามันเสียชื่อนะ เพราะงั้น วันนี้ต้องสร้างความเข้าใจให้มากขึ้น\nอันที่ 1 ก็คือเรื่องงานประจำ function หรืองาน routine งานที่เป็นระเบียบปฏิบัติประจำ งานบริหารราชการแผ่นดินปกตินี่ ก็ว่าไปนะ สร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์ได้\nแต่เรื่องอะไรที่เป็นงานนโยบายเร่งด่วน แล้วก็เรื่องที่เป็นนโยบายแต่ยังไม่เร่งด่วนทั้ง 2 เรื่องนี่ก็ทำไปแล้วเหมือนกัน การช่วยเหลือประชาชน ลดความเดือดร้อน การส้รางความมั่นคงยั่งยืนในอนาคต ต้องอธิบายให้เขาถึงว่า เอ๊ะที่เราทำแบบนี้เพราอะไรนะ ปัญหามันคืออะไร ถ้าไม่บอกจะทำนี่ทำโน่น บางทีเขาไม่เห็นด้วนตลอดนะ เขาไม่รู้ไง ไม่รู้ว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน เราเข้ามาเป็นรัฐบาลเราถึงรู้\nเพราะฉะนั้นข้าราชการก็ต้องรู้ นะมีหลายส่วนด้วยกัน ทั้งรัฐ ทั้งการบริหาร ทั้งข้าราชการทั้งประชาชน วันนี้ต้องอุดรอยรั่ว เชื่อรอยต่อเหล่านี้ให้ได้นะ ต้องอธิบายปัญหาให้เขาทราบว่าที่ผ่านมามันเป็นยังไง แล้ววันนี้เราแก้ยังไงอยู่ ไม่งั้นก็ไปไม่ได้ ก็ประท้วง ขัดแย้ง กันอยู่แบบนี้ วันหน้าก็เกิดอีก รีบทำตอนนี้นะ ผมจะดูด้วย ก่อนเมษาฯ นี่ครั้งหนึ่ง ภายในเมษา นี่ จะดูข้าราชการทำยังไง เคลื่อนไหวแค่ไหน ยังไง ภาคเอกชน ภาครัฐ รัฐบาลต้องทำให้ได้แล้วก็ สื่อสารสร้างการรับรู้นะทั้งทางสื่อ โทรทัศน์ วิทยุ  เป็นเอกสาร ในเรื่องของเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น โหลดต่างๆ ลงไปในโทรศัพท์มือถือ โซเชียลมีเดียเหล่านี้มัน ต้องชี้แจงด้วย ทั้งหมดร่วมกันประชาชนก็หาเองได้ โฆษกรัฐบาล ทีมโฆษก ทีมทั้งของรัฐบาล ของ คสช. กระทรวง ทบวง กรม ชี้แจงซิครับ ชี้แจงไป\nหนังสือพิมพ์ก็ช่วยเอาไปลงหน่อย หลายกระทรวงเขาก็บอกว่าส่งไปแล้วท่านก็ไม่ลง ท่านก็มาเอาแต่ผมลงนี่แหละ มันก็มีการขัดแย้งกันอยู่เรื่อย ๆ ต้องตัดสินใจ ต้องวางแผนงานต้องริเริ่มหลายๆ เรื่อง เพราะฉะนั้นไปรับฟังผู้ปฏิบัติเขาบ้าง ไม่ฟังท่านก็ไม่รู้เขาทำอะไร ท่านก็มาบอกว่า ผมพูดอย่างเดียว พูดต่อไป เดี๋ยวหาว่าผมบ่นอีกแล้ว ก็เป็นอย่างนี้ วันนี้ผมก็ได้ยินคำถาม ถามอีกแล้วว่า วันนี้รัฐบาลมีผลงานอะไรบ้างครับ ผมก็ถามกลับไปว่าเขาไม่รู้เลยหรือ เขาก็หัวเราะแหะ ๆ ไปนะ  จริงๆ เขารู้ แล้วเขาก็เขียนแบบนี้  เขียนแบบนี้ ประชาชนก็ตื่นตระหนกไปหมด แล้วก็มาเล่นงาน คสช. อีก\nผมเข้ามาแก้ไขให้ท่านยังมาทำแบบนี้อีกนะ เพราะงั้นก็ขอให้ทุกอย่างนี่ให้แพร่หลายไปยังต่างประเทศด้วยนะ ทั้ง TGN ทูตไทย สถานทูต พาณิชย์ การค้าอะไรต่างๆ ทั้งหมด ต้องมีข้อมูลเหล่านี้ว่าวันนี้รัฐบาลทำอะไรกันอยู่ ปัญหาคืออะไร แก้ไขอะไร ท่านรักประเทศไทยมั้ยล่ะ ถ้าท่านรักประเทศไทย ท่านจะปฏิรูป ท่านจะทำให้อยู่ดีกินดี เพื่อแผ่นดินเกิดของท่าน นี่ ท่านทำมั๊ยล่ะครับ ถ้าท่านตั้งใจทำ มันทำได้หมดแหละ อย่างที่ผมพูดนี่นะ\nเตือนอย่าชักจูง ปชช.ในทางที่ผิด ทำเดินหน้าประเทศชะงัก\nเพราะฉะนั้นเรื่องใดก็ตามที่รัฐบาลทำไปแล้วก็แจ้งให้เขาทราบนะว่าเราทำไปแล้ว เราไม่ได้ไปละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ได้จับคุมคุมขังคนมา 3,000 – 4,000 คน ก็จะมีข่าวอยู่แบบนี้ แสดงว่ามีคนไปปล่อยข่าวอยู่นะ ในสื่อในโซเชียลมีเดีย ในต่างประเทศ เยอะแยะไป ก็คนเหล่านี้ ท่านก็ทราบดีอยู่แล้วนะ เขาไม่อยากให้เราเดินหน้าประเทศไป เขาอยากให้เรานี่ เป็นเครื่องไม้เครื่องมือต่อไปหรือ เห็นประชาชนเป็นอย่างนั้นหรือ ไม่ได้ วันนี้ผมทำให้ประชาชนนี่ อยากจะให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความรู้มากขึ้น ฉลาดมากขึ้น จะได้ไม่ไปถูกเขาชักจูงไปในทางที่ผิดอีกนะ ท้ายสุดเดือดร้อนก็คือเรานั้นแหละ ประชาชน\nเราแก้ไขทุกเรื่องเลยนะ แรงงานประมง การค้ามนุษย์ เอาทุกมิตอมาดู เอาปัญหามาดูซิ เขาแจ้งเตือนมาตั้งแต่เท่าไร เกือบ 10 ปีมาแล้ว ยังไม่ได้แก้ให้เขาเลย แล้วมันใครทำล่ะ\nวันนี้ผมก็มาแก้ทั้งหมด เอาแนวทางมาทั้งหมดตัวอย่างต่างประเทศมา เริ่มต้นก่อนในอาเซียนเลยนะ เรื่องเหล่านี้ เรื่องค้ามนุษย์ เรื่องปัญหาประมง อะไรต่าง ๆ เหล่านี้นะครับตอนนี้ก็มีหลายประเทศจะร่วมมือกับเรานะ บางประเทศ ก็ยังมีปัญหาอยู่ ก็ต้องสร้างความเข้าใจกับเขา ปัญหาคือเราต้องทำให้ถูกกฎหมายด้วย แล้วก็รายงานขึ้นไป ไปถึง คณะกรรมการ ทั้งกรรมการสิทธิ์ กรรมการค้ามนุษย์ IUU การประมงต่าง ๆมันต้องรายงานความก้าวหน้าหมด\nผมก็กราบเรียนว่า วันนี้มันไม่เสร็จทั้งหมดหรอก เพราะมันไม่ได้ทำมาเป็น 10 ปี ถ้าทำวันนี้ มันไม่กี่เดือน กฎหมายกำลังเสนอเข้าไป จดทะเบียนเรือก็ยังไม่ครบ ติดอุปกรณ์ การจับปลา  ก็ยังไม่ครบอีก มันจะครบได้ยังไง ก็ต้องให้เวลาเรา ไม่ใช่มากดดันเราตลอดเวลา มันไม่ได้หรอกครับ แต่ถ้าไม่ใช่เรามันก็ยังไม่มีใครทำเหมือนเดิมนั่นแหละเข้าใจตรงนี้กันซะบ้างนะ\nฉะนั้นต้องให้พี่น้องประชาชนทราบทุกเรื่อง ต่อไปนี้นะ ปัญหาอยู่ที่ไหน ใครทำ ใครไม่สนใจ ที่ผ่านมา ก็ต้องบอกกัน เพราะงั้นก็อย่ามาโกรธกัน ถ้าท่านไม่ทำ ท่านจะมาเถียงผมไม่ได้ นอกนั้นก็ต้องขอความร่วมมือภาคเอกชนต่างๆ นะครับ สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม หอการค้าจังหวัด อะไรเหล่านี้ ไปกระจาย ประชาสัมพันธ์ให้ทราบด้วยว่า ท่านมาประชุมกับผมนี่มีมาตรการอะไรไปบ้าง อย่ามาพูดอย่างเดียวว่าเอ๊ะ รัฐบาลนี่ช้า ไอ้นั่นก็ออกไม่ได้ ไอ้นี่ก็ช้า การลงทุนก็น้อยพูดอย่างนี้มันขัดยังกับผม ไม่ได้ เพราะผมพูดกับท่านไปแล้ว ว่าปัญหามันอยู่ที่ไหน\nเพราะงั้นวันนี้เรื่องการใช้จ่ายของรัฐบาลก็มีปัญหาเยอะแยะไปหมด ระเบียบข้อบังคับ ระยะเวลา ไม่เคยปรับแก้กันมาเลย แล้ววันนี้พอจะให้ทำ ทำไม่ได้ ที่เคยทำมาไม่ได้ทำแบบนี้ ทั้งๆ ที่มันน่าจะทำแบบนี้มาตั้งนานแล้วหลายรัฐบาลแล้ว ไม่ทำไง มันเพราะอะไรล่ะ ไปหามานะ โทษผมไม่ได้\nวันนี้ก็เร่งแก้ให้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยว นี่ ก็ต้องเพิ่มเติมนะครับ สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม แล้วก็หอการค้าต่างๆ ในแต่ละจังหวัดเพิ่มเติม ทุกนโยบายให้เขารู้ ให้ทุกผู้ประกอบการรู้ ไม่ใช่รู้แต่เพียงบางพวกบางกลุ่ม ไม่ได้\nวันนี้ผมฟังหลายคนยังไม่เห็นรู้เรื่องเลย ว่ารัฐบาลทำอะไร เอ้า ผมบอกไปทางสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าไปแล้วนี่นาทำไมท่านไม่บอกกันหรือไงท่านแบ่งแยกกันอยู่หรือเปล่า ผมไม่รู้ ที่ผมต้องพูดอย่างนี้ เพราะมันกลับมาที่ผมไง กลายเป็นว่า เอ๊ะ รัฐบาลไม่ทำอะไร หอการค้า อุตสาหกรรมก็บอกรัฐบาลช้า แล้วมันยังไงล่ะมีคณะกรรมการร่วมเยอะแยะ ผมบอกแล้วว่าปัญหาในเชิงโครงสร้างมันก็มีปัญหาระเบียบ กฎหมายมันก็มี ปัญหาเรื่องการทำงานของข้าราชการที่ผ่านมามันก็มีนะ ตอนนี้ ผมก็ลงไปลึกทุกอันแหละ ลงไปจี้ จนเหลืออีกอย่างลงไปทำเองแล้ว ข้างล่างนะ ทั้งท้องถิ่น ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค อะไรก็แล้วแต่นะ ปัญหามันสะสมมายาวนานนะ ขณะนี้ต้องเล่าให้เขาฟัง ประชาชนฟังว่าถ้าทำอย่างนี้ มันจะเกิดอย่างนี้ ถ้าทำอีกแบบหนึ่ง แบบที่เรากำลังทำอยู่นี่ มันจะดีอย่างนี้ แต่ไม่ใช่วันนี้ ไม่เหมือนครั้งที่แล้ว เพราะครั้งที่แล้วได้มาเร็ว ใช้หมดเร็ว แต่วันหน้ามันจะใช้แบบไม่หมด คือใช้แบบยั่งยืนไง มันจะต่อเนื่อง เรียกว่าความยั่งยืน เพราะงั้นต้องใช้เวลา ในการปรับแก้วิธีการ\nอันนี้อันไหนที่รวมไปได้ผมก็ทำนะ ข้อกฎหมายต่างๆ บางครั้งผมก็รับผิดชอบสั่งลงไป กระบวนการซ้ำซ้อน ความไม่โปร่งใส แต่ทั้งนี้ต้องชี้แจงให้ประชาชนทราบ ให้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ถ่วงดุล กันให้ได้แล้วกันบาง ครั้งมันต้องกำหนด Time Line ให้ชัดเจน แก้ไขปัญหา บอกประชาชนซิว่าเอ๊ะ เรื่องน้ำเราแก้อย่างนี้ 1 เป็นอย่างนี้นะ 2 เป็น\nพอพูดเยอะๆ ไปประชาชนฟังไม่เข้าใจ ก็มองว่ามันจะเกิด แสดงว่ามันจะต้องเกิด เกิดได้ยังไงล่ะ ปีเดียวนี่ มันต้องทำโครงการตั้ง 5-6 ปี เป็น 10 ปี ถ้าทำทั้งหมดล่ะก็ แล้วเงินที่ไหน? วันนี้ระยะที่ 1 จะเกิด บอกให้เขารู้ซะ แล้วเขาจะได้เตรียมตัวเองว่าปีนี้เขาจะทำอะไรแทน ทำนองนี้นะ ไม่งั้นประชาชนไม่รู้เรื่องอะไรเลยถูกชักจูงได้หมดนะ   เตือน ขรก.อย่าเกี่ยวข้องทุจริต- จี้ ขรก.ผู้น้อยแจ้งทันทีหากพบการกระทำผิด\nเรื่องการประมูลจัดซื้อจัดจ้างบางคนก็บอกว่าดีขึ้นกว่าเดิม ผมก็ดีใจนะว่าเออมันคงสบายใจกันได้แล้ เปล่าหรอก เขาบอกว่าเดิม ลดลงจาก 50% เป็น 30%  จะเหลือกี่เปอร์เซ็นต์ไม่รู้ เปอร์เซ็นต์เดียวก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดนะ เป็นเรื่องของการค้า การแข่งขันเสรี เพราะงั้นก็ไปปลูกฝังจิตสำนึกของคนไทยทุกคนด้วยไม่ให้เกิดเรื่องเหล่านี้นะ\nข้าราชการ ประชาชน ช่วยกันตรวจสอบ ข้าราชการชั้นผู้น้อยนะครับ ช่วยกันตรวจสอบหน่อย นะ ถ้าผู้ใหญ่ไม่ทำตามที่ผมพูดก็ผู้น้อยนั้นล่ะรายงานขึ้นมา ผมไม่ต้องการให้เกิดความแตกแยกแต่จำเป็นก็ต้องทำรายงานขึ้นมา เพราะวันหน้าท่านก็ต้องถูกพัวพันคดีไปด้วย เหมือนกับที่ผ่านมากำลังจะมีการพัวพันเจ้าหน้าที่ระดับล่างด้วยนะ เรื่องข้าว เรื่องอะไรต่างๆ เหล่านี้เตือนไว้ซะก่อนเพราะงั้นอย่าให้เกิดขึ้นอีก ท่านเดือดร้อนแน่นอน ก็ขอให้ส่งมาให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการนะครับ ให้ คสช. ก็ได้ ให้รัฐบาลก็ได้ ตำรวจก็ได้ ใครก็ได้ ผมคดว่าคนดีๆ มีอยู่เยอะนะ เราอย่าส่งเสริมกันในเรื่องที่ผิดต่อไป ก็จะเป็นปัญหาต่อไปในภายหน้านะครับ\nเรื่องการส่งออกวันนี้ก็ พอพูดมาหลายครั้งว่าได้รับผล กระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักหลาย อะไรต่างๆ เหล่านี้ ไม่ฟัง ไม่เข้าใจ คู่ค้าหลักคือประเทศที่เราค้าขายกันมาเป็นสิบๆ ปี แล้วนี่ วันนี้มันอิ่มตัวแล้วไง มันอิ่มตัว พอเศรษฐกิจมันตกลงมาในแต่ละประเทศการสั่งซื้อจากพ่อค้าเหล่านี้มันก็ไปไม่ได้ เงินก็น้อย เศรษฐกิจ ความต้องการก็ลดลง แล้วเราจะไปขายราคาเท่าเดิม ค่าต่อราคาเท่าเดิมก็ไม่ได้ ราคาก็ลดต่ำลง ทำยังไง วันนี้ รัฐบาลนี้ รัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่รู้ วันนี้เราทำไปหาคู่ค้าใหม่ๆ ตลาดอินโดจีน  แอฟริกา ตะวันออกกลาง นี่ผมติดต่อทุกคน ผู้นำแต่ละประเทศมาเอกอัครราชทูตมา ผมก็คุยเกือบทุกประเทศ เขาก็ดีใจเขาก็รับนโยบาย สิ่งที่รัฐบาลนี้ทำ ทุกคนอยากจะมาฟังนโยบายรัฐบาลนี้หมดว่าจะเอายังไง ทำยังไง ผมก็บอกเขา เขาจะได้กลับไปสานต่อได้ เขาจะกลับไปพูดกับรัฐบาลเขา ตัดสินใจว่าจะลงทุนกันยังไง อะไรที่จะมาลงทุน ประเภทไหนที่เราต้องการ นี่ มันไม่เคยพูดกับเขาเลย วันนี้ผมพูดทุกอัน แต่มันจะเกิดได้ไหมเล่า เพิ่งพูดกันไม่กี่เดือนนี่ใช่ไหม เพราะงั้น เราต้องช่วยกันนะครับ เราก็จะเร่งเรื่องนโยบาย คนขับเคลื่อน กระทรวง ทบวง กรม ก็ไปเร่งกันการส่งเสริมการส่งออกนี่สำคัญนะ สินค้าที่เราส่งออกไป มันมีการพัฒนาตนเองบ้างหรือยังล่ะ มีการปรับในเรื่องของสินค้าประเภทใหม่ๆ ไหม ถ้าทำแบบเดิมก็ต้องใหม่ๆ น่าใช้ น่ากิน น่าอะไรล่ะ แข่งขันเขาได้นะ ถ้ายังขายแบบเดิม ทำแบบเดิมๆ สู้เขาไม่ได้หรอก วันนี้ต้องปรับในเรื่องของคุณภาพในการผลิต ผลิตแบบใหม่ๆ เรียก นวัตกรรมไง สร้างนวัตกรรม หรือจะเปลี่ยนไปเลยก็ได้ คือปฏิวัติกันไปเลยว่า จากแบบนี้ไม่ทำแล้ว ไปทำอีกแบบเลย นี่รัฐต้องไปส่งเสริมนะ\nเพราะฉะนั้นปัญหาที่สำคัญของเรา ก็คือการบริหารราชการแผ่นดิน แบบเดิมๆ ที่ผ่านมาหลายปีในเชิงรับบ้าง รุกบ้างเล็กน้อยแล้ว ไม่ส่งเสริมกันอย่างจริงจังเพื่ออนาคต มันทำให้เกิดปัญหามาถึงวันนี้ไง เรื่องของเทคโนโลยี งานวิจัย การสนับสนุนต่างๆ ของรัฐมันไม่ทั่วถึง เพราะงั้นวันนี้ถ้ายังผลิตเดิมๆ อยู่เราจะไม่ส่งเสริมนะ เพราะฉะนั้นจะต้องปรับปรุงให้มีการพัฒนา ปรับรูปแบบ ปรับเครื่องจักร เครื่องไม้เครื่องมือให้มันทันสมัยขึ้น แล้วก็ที่ผ่านมานั้น แรงงานก็ขาดอีก เราเตรียมหรือยังแรงงาน แต่ว่าวันนี้ เราต้องมาแก้ตั้งแต่จดทะเบียนเลย พอจดทะเบียน ถึงรู้ว่ามันขาดอีกเท่าไร แล้วจะเอามายังไง อยู่ในขั้นตอนว่า ต้องไปเอามาจากประเทศนอกบ้านใช่ไหม\nส่วนหนึ่งอาจจะต้องไปรับสมัครมาจากชาวไทยภูเขาบ้าง นี่ มาเป็นแรงงาน เราขาดกว่า 100,000 คนนะ ปีนี้ 50,000 – 60,000 คนแล้ว โรงงานต่างๆ หลายโรงงานปิดไปแล้ว แล้ววันก่อนโรงงานรองเท้าก็ปิดเห็นบอกปิดไปแล้ว เพราะว่าไม่มีคนงานใหม่ นี่ไง มันเป็นใครทำไว้ล่ะ เพราะงั้นวันนี้ รัฐบาลจะแก้ปัญหาเหล่านี้ก็ต้องช่วยกัน เข้าใจช่องทาง เข้าใจวิธีการแก้ปัญหาของเรานะ เราก็ต้องเตรียมแรงงาน ทั้งมีคุณภาพมีการเพิ่มในเรื่องของขีดความสามารถ ในการทำงานให้มากขึ้น มีทักษะ เพิ่มทักษะให้มากขึ้น ในการเรียนรู้ในการพัฒนาตัวเอง เพื่อจะได้สอดคล้องกับค่าแรงที่มีอยู่ นี่ ต้นทุนแรงงานของเรานี่นะวันละ 300 บาทสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งของเรานี่ เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ด้วย แล้วเป็นคู่แข่งไปด้วย CMLV นี่นะ รอบบ้านติดเรานี่ กับประเทศอีกลุ่มหนึ่งก็คือ  อินโดนีเซีย กับ ฟิลิปปินส์ ไกลเราไปหน่อย ค่าแรงเราแพงกว่าเขานี่   30 – 50% นะ เฉพาะค่าแรงนะ เช่นของเรา 300 ของเขา 150 ยังงี้ ตอนนี้ทำยังไงล่ะ เราก็ต้องไปแก้ไขเรื่อสินค้าให้มันดี ลดต้นทุนสินค้าให้มันถูกลง แต่ให้คุณภาพมันดี ยากนะ เพราะบวกค่าแรงไปนี่ทำให้เราดั้มราคาลงสู้เขาไม่ได้ นี่แหละปัญหา ท่านทราบไหมล่ะ ท่านไม่ฟังเลยมันไม่ได้ นะ จะแก้ยังไง\nเรื่องเงินหมุนเวียน วันนี้ในตลาด ในเศรษฐกิจก็บอกว่าเงินมันน้อยลง ผมว่ามันอาจจะน้อยลงจริงนะ บางส่วน อาจจะเป็นพวกธุรกิจสีเทาบ้าง ธุรกิจผิดกฎหมายบ้าง ขายของผิดที่ ขายของที่ไม่ได้รับใบอนุญาต หรือเช่นง่ายๆ รถตู้ รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่มันไม่ถูกต้องนะ มันทำให้เกิดธุรกิจเงินนอกระบบมากขึ้น มากไงเช่นที่ผ่านมา วันนี้ผมจัดระเบียบหมดเงินเหล่านี้มันก็หายไปส่วนหนึ่ง เสร็จแล้วประชาชนส่วนหนึ่งที่เดือดร้อน เพราะว่าเคยได้เงินพวกนี้ มาประกอบการร่วมช่วยกันนะครับ ขอเวลาให้เราท่านต้องกลับเข้ามาหารัฐนะ เราก็จะให้ความเป็นธรรม ทั้งนี้ถ้าเราปล่อยอย่างนั้นมา วันหน้า ความเหลื่อมล้ำ มา จะแก้ก็แก้ไม่ได้ ผู้ที่เขาประกอบการถูกกฎหมาย ทำยังไง เรียกร้องที่โน่นที่นี่ จะขายของต่อ แล้วผมถามคนที่ขายต่อ ท่านทำมาทั้งหมดมันไม่ถูกมาตลอด ก็อนุโลมมาตลอด ไม่แก้วันนี้ วันหน้ามันก็มากขึ้นๆ แล้ววันหน้าก็ไม่ต้องมีคนอยู่มั้ง ในเมืองใหญ่ๆ ไมต้องอยู่ มีแต่คนขายของ แล้วใครจะมาเที่ยวบ้านเรา รก สกปรก รุงรัง ก็เดี๋ยวไปหาทางกันว่าจะไปทำกันตรงไหนนะ ก็ต้องพูดจากัน อย่ามาประท้วง อย่ามาปะทะอะไรกันให้ผมเห็นก็แล้วกันนะ  เดี๋ยวกำลังให้ไปดู   \nในเรื่องการขับเคลื่อนของ คสช.+ผู้ว่าราชการจังหวัด, นายอำเภอ, อธิบดี, แล้วก็ในส่วนของท้องถิ่นนะครับ อบต. อบจ. กำนันผู้ใหญ่บ้านอะไรก็แล้วแต่ ช่วยกันนะช่วยกันขับเคลื่อนของรัฐบาลวันนี้รัฐบาลตั้งมาถึง 5 คณะแล้วนะ กรรมกา อะไรล่ะ กขน. + กขร. + กขย. + ปขก. แล้วก็ คตร. เป็นคณะขับเคลื่อน ทั้งรัฐ ทั้งของเอกชน คสช. ข้าราชการแต่ละกระทรวง ก็เรื่องตรวจสอบการทุจริต มีหมด จนจำไม่ได้แล้วว่ากับใคร ผมสั่งหมด แล้วเขากำลังไปเดินอยู่นะ จะไปดูว่าจริงไหมจริง ทำได้ไม่ ได้ เพราะงั้นอย่ามาโกหกหลอกลวงไม่ได้ต่อไปนะครับ ระมัดระวังด้วย ก็จะไปติดตามความคืบหน้า ประสานงาน ดูซิว่ามีปัญหายังไง แล้วก็จะหาทางแก้ปัญหาให้รัฐบาล แล้วให้กระทรวงได้แก้ไขโดยเร็วนะครับ ในส่วนของจังหวัดนั้น ผมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น “หัวเรือใหญ่” เข้าใจนะครับคำว่า “หัวเรือใหญ่” คืออะไร เป็นพ่อเมืองนะ ดูแลทุกข์ สุข ประชาชนทั้งจังหวัดนะ\nท่านรับผิดชอบ ท่านเป็นผู้ว่าฯ แล้วท่านต้องรับผิดชอบแล้วก็ขับเคลื่อนข้าราชการในจังหวัดทุกคน แล้วทุกกระทรวงที่อยู่ตรงนั้นผมให้บูรณาการให้ได้ด้วย ขับเคลื่อนทั้งหมด ทั้งในพื้นที่ ส่วนกลาง ด้วยอะไรด้วยนะครับ ความต้องการของประชาชนว่ายังไง แล้วก็มาเสนอซิว่า ท่านปรับได้นี่ครับว่า แผนงานโครงการอะไรที่ทำไปแล้วนี่ อะไรทำได้ ทำไม่ได้ อันไหนทำได้เอามารวมกันได้ไหม หาผู้รับจ้าง รับเหมาอะไรมาประมูลไปให้มันได้ ได้ไหม ทำยังไง ผมว่ามันทำได้ถ้าคิดจะทำนะ คดจะทำแบบบูรณาการ คิดจะทำในเชิงรุก อย่าไปทำแบบเดิม อย่าไปกลัวทุจริต แล้วเราตั้งใจทำให้ดี ดูกติกา ดูกฎหมาย ข้อบังคับ มีปัญหาก็เสนอขึ้นมา ผ่านกระทรวงมา ผมแก้ได้ผมก็แก้ให้จะไปกลัวอะไร แต่ปัญหาคือทำไม่ได้นั่นแหละ น่ากลัวมากกว่า ผมจะให้ดูด้วย ผลงานการปฏิบัติของท่านนะ สั่งการไปแล้วนะให้ไปดูงบประมาณ ถ้าส่วนใดก็ตามถ้าท่านบอกว่าทำไม่ได้เพราะว่าไม่มีคนทำแผนงาน ไม่มีคนทำงบประมาณด้วย ทำไม่เป็น ไม่เคยทำ โดยเฉพาะท้องถิ่น อ้าวแล้วทำไม ที่ผ่านมามันไปไหนล่ะ คนทำเหล่านี้มันไปไหน จ้างมาหรือเปล่า หรือมีคนทำเป็นหรือเปล่านี่กำลังไล่อยู่ทั้งหมดน่ะ  พอให้ทำ ทำไม่ได้ เพราะไม่เคยทำ ไม่มีเจ้าหน้าที่บอก ผมก็ให้จังหวัด ให้อำเภอลงมาช่วย อปท. ท่านต้องยอมรับสภาพกันบ้างว่า เราบกพร่องอะไรนะ ผมไม่ได้ไปว่าอะไรท่านเลย มันเป็นความผิดของรัฐบาล ที่ไม่ได้ไปกวดขัน ไม่ได้ไปเอาใจใส่ เพราะงั้นวันนี้ ไปหาซิว่าเงินมันมี บรรจุใครไม่ได้ก็บรรจุลูกหลานที่มันเป็น ที่เขาเรียนทางด้านนี้มา หรือคนที่ว่างงานมา ที่ทำบัญชีได้ทำแผนงานโครงการได้ เอามาทำซะ ในช่วงนี้นั่นแหละ อาจจะปีเดียวเป็นลูกจ้างเป็นพนักงานไปปีหนึ่ง สร้างความเข้มแข็งให้ท้องถิ่นให้ได้ เร็วนะครับ แล้วช่วยเหลือเด็กๆ เขาด้วยมีเงินเบี้ยเลี้ยง มีเงินเดือนใช้ในช่วงนี้ คือจ้างคนที่ไม่มีประโยชน์เข้ามาทำอะไรไม่ได้ เหมือนเดิม แล้วมาบอกว่า เงินรัฐบาลไม่ขับเคลื่อน ก็ท่านทำเอาเงินออกไปไม่ได้ โอนลงไปแล้วยังใช้ไม่เป็น ใช้ไม่ได้อีก จะให้ผมทำยังไง\nย้ำพลังงานต้องมีเพียงพอต่ออนาคต-เตือนอย่าปลุกระดม\nเรื่องพลังงาน วันนี้ก็เบาลงไปนิดหนึ่ง แต่ก็ยังมีอยู่นะครับ ความขัดแย้งเพราะฉะนั้นก็ต้องช่วยกันรับฟังเหตุผล สร้างการรับรู้ ให้ข้อมูลข้อเท็จจริง ทางนี้ก็ฟัง ทางนี้ก็ให้ ให้มันชัดเจนขึ้นแล้วกันนะ ในเรื่องความเพียงพอของพลังงาน เป็นยังไง มันจะขาดได้ยังไง  ข้อมูลที่ผ่านมาเป็นยังไง ข้อดีข้อเสียเป็นยังไง ระบบสัมปทานใหม่-เก่า มันก็เรื่องเดิมๆ ทั้งนั้นล่ะ เพียงแต่พูดกันไม่เข้าใจ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน พูดให้เข้าใจกันเสียที สร้างการรับรู้ให้ตรงกันนะ เพราะทั้งหมดมันเป็นผลประโยชน์รัฐ ประชาชน แล้วผมเป็นรัฐบาลในปัจจุบัน ผมไม่หวังประโยชน์ตัวผมเอง หลายคนก็บอกไว้ใจผม แต่ไม่ไว้ใจกระทรวงแล้วมันจะยังไง ก็ต้องไปดูซิว่าเขาชี้แจงมายังไงแล้วฟัง ไม่รู้นะ ถ้ามันทำได้ก็ทำกำลังแก้กฎหมายอยู่นี่ ไม่รู้จะทันหรือเปล่านี่ กฎหมายนี่ มันต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ได้แล้วทำยังไงนะ วันนี้เราพร้อมหรือยัง รัฐเราจะต้องลงทุนเท่าไร ใช้เงินเท่าไร ในการลงทุน วันนี้ยังลงทุนเองไม่ได้เลยในการสำรวจ เพราะเราไม่มีบริษัทของเราของราชการของคนไทยแท้ๆ ก็ไม่มี มันก็มีต่างชาติมาร่วมทั้งนั้นแหละ\nความพร้อมผู้ประกอบการ  บริษัทสำรวจ  ระบบราชการไทย  รวมทั้งการสัมปทานต่างๆ ซึ่งทยอยหมดอายุไปเรื่อยๆ นะครับ วันนี้เราเปิดครั้งที่ 21 มั้ง 20 ครั้งมันก็ทยอยหมดไปเรื่อยๆ อันนี้มันหมด ก็ต้องหาทดแทนตรงนี้ วันหน้าตรงต้นๆ มันหมด อย่างน้อยก็มี 21 แห่ง อยู่ตลอด อย่างน้อยมันก็ใช้ไปได้เรื่อยๆ  ใช่ไหมล่ะ ถ้าเราไม่ทำวันนี้ ไอ้ 21 หมด เดี๋ยววันหน้า เดี๋ยวไปดูซิ  20 หมดเมื่อไร 19 หมดเมื่อไร 18 หมดเมื่อไร แล้วมันจะทำทันไหมนี่ ถ้าไม่ทัน แหล่งพลังงานมันก็ลดลงไปแล้วในประเทศมันก็ขุดเจาะไม่ได้ ราคามันก็ต้องไปซื้อข้างนอกมา บางคนบอกซื้อข้างนอกมาดีกว่า มีงบประมาณก็ซื้อเขามา ผมถามว่ามีงบประมาณหรือไม่ ในประเทศก็ราคาก็ขอให้ลดลงให้มากที่สุด อะไรก็ไม่รู้นะ บางที่ต้องฟังกันทั้งหมด ผมไม่เข้าข้างใคร ผมจำเป็นต้องขับเคลื่อน ไปพูดคุยกัน ฟังข้อคิดเห็นร่วมกัน อย่าไปพูดอะไรในเชิงที่ปลุกระดมแล้วก็ไม่ใช่เรื่องจริงนะ ผมดูแล้วบางเรื่องมันไม่ใช่มันไม่ง่ายขนาดนั้นถ้ามันจะขุดน้ำมัน หรือขุดแก๊สขึ้นมา แต่ไอ้เรื่องโกงนี่ไม่ต้องกลัวหรอก เก่งทุกคน น่ะ แต่วันนี้ต้องไม่ให้โกง ทำไงไม่โกง ชี้แจงมา ให้เชื่อมันกันบ้างซิครับ นะ เพราะงั้นเรื่องไหนจะต้องไปสู่การปฏิรูปก็ต้องไปว่าปฏิรูป วันนี้เราต้องทำวันนี้ไง ให้ทันช่วง Road Map ช่วงที่ 2 ของผมนี่ 1 ปีนี่ ไม่ทำวันนี้แล้วทำเมื่อไร แล้วท่านรอไปโน่น รอรัฐบาลใหม่ แล้วมันจะได้ทำไหมเล่า ที่ผ่านมามันก็ไม่ได้ทำ เหมือนเดิม นะ ไม่รู้ แล้วแต่ท่าน ก็พยายามทำให้ดีที่สุด แล้วกัน จะหารือต่อไปนะครับ ตาม Road Map        ย้ำ ขรก.ดูงานเท่าที่จำเป็น\nต่อไปในเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายข้าราชการ ขอร้องไปแล้ว ขอบคุณนะครับ หลาย ๆ กระทรวง ทุกกระทรวงนะครับ ก็ให้ความร่วมมือ ค่าเครื่องบิน, การไปดูดูงานก็เท่าที่จำเป็น ค่าเครื่องบินก็ใช้ชั้นธุรกิจบ้าง Business บ้าง ใช้ Low Cost บ้าง โอเค ขอบคุณ ขอบคุณมากๆ นะ ผมถือว่าเป็นตัวอย่างนะ เราก็ต้องจัดระเบียบซินะเป็นผู้น้อยก็ต้องเริ่มอย่างนี้ก่อนนะ ผมก็ลำบากมาก่อนเหมือนกันก็เป็นชั้นผู้น้อยมาก่อน มันก็ต้องมันเท่ากันไม่ได้หรอก เพราะมันมีระเบียบราชการ ค่าใช้จ่ายงบประมาณต่างกันนะ ก็ขอให้ดูแลให้ดีนะ การไปดูงาน จำเป็นจริงๆ ก็ขออนุมัติเข้า ครม. มา ส่วนหนึ่งก็อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรี แต่ขอให้กลั่นกรองนะไม่ให้ไปดูเลยคงไม่ได้ วันนั้นผมก็พูดเร็วไปนิดหนึ่ง เพราะดูแล้วมีหลายหลักสูตร มีหลักสูตรการศึกษาบ้าง อะไรบ้าง วันนี้เรายิ่งต้องไปสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน แต่ใช้เป็นประโยชน์ ถ้าไปแล้วไปเที่ยวอย่างเดียวไม่ให้ไปนะ มีรายละเอียดมาชี้แจงด้วย\nในเรื่องของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ถ่านหินลิกไนต์นี่ เป็นเรื่องคดีเก่านะ ที่ฟ้องกันมาตังนานแล้วนะ แล้วมีเสียค่าชดเชย มันไม่ใช่วันนี้ไงแต่มันฟ้องกันมานาน วันนี้หลังจากที่เกิดเหตุแล้วเขาได้มีการปรับปรุง ทั้งเครื่องจักร เครื่องไม้เครื่องมือ กลไกกำจัดมลพิษต่างๆ เยอะแยะไปหมด วันนี้ที่แม่เมาะก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร ลองไปดูแล้วกัน ผมให้กระทรวงทรัพย์ฯ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงว่าว่าวันนี้เป็นอย่างนี้ แล้วต่างประเทศเขาทำกันยังไง ไม่งั้นต่างประเทศก็ทำไม่ได้ซิครับ เรื่องของการลงทุน ถ่านหินลิกไนต์นี่ เขาใช้กันทั้งโลก แต่ทำยังไงจะควบคุมมลพิษให้ได้ครับ ทำไงจะไม่สร้างผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม มันต้องทำได้ แต่ทำยังไงเท่านั้นเอง เราก็ไม่ไปแสวงประโยชน์จากตรงนี้ มันก็ต้องทำได้ เงินงบประมาณ เต็ม เต็มที่มันก็ได้เครื่องจักร ได้อะไรต่างๆ มาที่สมบูรณ์ จะได้ใช้พลังงานที่สะอาด จะได้ไม่ต้องมาทดแทนในเรื่องของการ ซื้อแก๊ส ซื้อน้ำมันมากขึ้นไปเรื่อยๆ หรือว่าปรับ ต้องปรับให้ได้นะ สัดส่วนการใช้พลังงานวันนี้ ต้องใช้ให้ลดลงนะ แก๊ส กับน้ำมันให้ลดลง วันนี้ทุกอย่างใช้แก๊ส กับน้ำมันหมดเลย จากทั้งหมดนี่ สัดส่วนพลังงาน 70% ใช้แก๊ส น้ำมัน ต้องลดลง อย่างน้อยก็ลงมา 50% ก่อน ก็ต้องใช้จากขยะบ้าง จากพลังงานทดแทนบ้าง พลังงานลม พลังงานแสงแดด อะไรเหล่านี้ ก็ลองปรับทุกวันเลยนี่ มันไม่ได้เริ่มไว้แบบนี้ ที่ทำได้เลยนี่นา ผมเข้ามา ต้องมารื้อทั้งหมดเลยนี่ อันนี้เป็นยังไง อันนั้นทำยังไง ไอ้นี่เกินไป ไอ้นี่น้อยเกินไป ไอ้นี่ไม่สมจริง ไอ้นี่มีผลประโยชน์  ผมรื้อเรื่องพวกนี้ วันนี้เพิ่งสั่งไป พอสั่งไป ทำไม่ได้อีก เพราะประชาชนไม่เข้าใจ ก็ขัดแย้งอยู่อย่างนี้\nสร้างโรงขยะก็สร้างไม่ได้ แล้วจะเอาขยะไปทิ้งไหน แทนที่เราจะเอาขยะมาทำให้มีค่า หลายจังหวัด สะสมเป็นแสนๆ เป็นล้านๆ ตัน ถ้าไมทำก็ไม่รู้จะทำยังไง วันหน้าสุมมากๆ เข้ามันติดเป็นเชื้อโรค เป็นโรคระบาด ไม่ระวังล่ะก็ ให้ไปดูซิครับ.. หน่วยงานรับผิดชอบ ไปดูซิว่า สิงคโปร์ มาเลเซีย พม่า ลาว เวียดนาม ทำยังไงนะ ทางยุโรป ตะวันตกเขาทำยังไงกัน ผมเห็นนฝรั่งเศสนะ วันนั้น เอามาให้ดูโทรทัศน์นี่ ในปารีสนี่ขยะเต็มเมืองเลย ล้นขึ้นตึกเลย แล้วเขาเคลียร์ ด้วยวิธีการไอ้อย่างนี้ไม่ดูเขาบ้างเลย นะ เขาก็จัดตั้งคนมาตั้งแต่เก็บขยะ บ้านเราก็เก็บขยะมาตั้งแต่นานแล้วเหมือนกัน วันนี้เขาเก็บขยะเหมือนเรานี่ เขาไปโน่นแล้ว เอามาพัฒนา รีไซเคิล รียูสอะไร เรายังเพิ่งเริ่มเองนี่ ทำไมล่ะครับ ทุกอย่างประเทศไทยเริ่มมาพร้องเขาหมดเลย แล้วมันเป็นเพราะอะไร ไปหาคำตอบให้ผมซิ นะ ผมไม่ได้ว่าอะไรเรื่องประชาธิปไตยอยู่แล้ว ประชาธิปไตยไทย ทำไมมันเกิดเรื่องพวกนี้ไม่ได้\nตั้งเป้า ป.1 ต้องอ่านออก-เขียนได้\nเรื่องการปฏิรูปการศึกษาเหมือนกัน สำคัญนะครับ เร่งด่วน วันนั้นผมเรียนไปแล้ว ใน ครม. ว่าผมพยายามเป็น ซุปเปอร์บอร์ดการศึกษาให้ ผมก็ไม่ใช่นักการศึกษานะ แต่ผมเอาปัญหามาดู ก็จะตั้งของรัฐบาลมาเอาบุคคลภายนอกให้ที่จะมาให้ความรู้ ให้ข้อมูล ผมจะสั่งลงไป ร่วมกับบอร์ดของกระทรวงศึกษาวันนี้เขาตั้งอยู่แล้ว ผมเห็นท่านก็ตั้งใจนะ ทีนี้เราจะกำหนดให้ชัดเจนขึ้นว่าระยะแรกจะทำอะไรกันบ้างจะได้ตอบคำถามสังคมได้วันนี้ไง หลายอย่างทำไปหมดแล้วละ อีหลายอย่างก็ต้องไปรอปฏิรูป จะไปทำโครงสร้าง ปฏิรูปต่อไปในระยะที่ 2 เป้าหมายแรก ที่ผมต้องการ 6 เดือนนี้ หรือในปีนี้ การศึกษาได้แก่\nต้องตอบคำถามให้ได้ว่า เด็กจบ ป.1 ต้องอ่านออกเขียนได้และต้องมีการประเมินผลที่เป็นรูปธรรม ที่ผ่านมาไปประเมินตอน ป. 3 มันช้าไปแล้ว ยังอ่านไม่ได้เหมือนกันอ่านได้น้อยมากนะ\nเด็กชั้น ม.1-6 ต้อง มีชั่วโมง มีเวลานะ หาวิชาเสริมเป็นสาขาวิชาชีพ ให้เขามาเรียนรู้ ให้เขาเลือกเองได้ เช่น จะเป็นช่าง อ๊อก ช่างไฟฟ้ ช่างแอร์ ช่างอะไรว่าไป ที่นอกจากการเรียนวิชาอะไร วิชาทางการศึกษาแล้วนะ คุณวุฒิแล้วก็ไปเรียน เอาวาอาชีวะเข้ามาใส่บ้าง ไม่งั้นคนก็ไปเรียนเอาปริญญาอย่างเดียวไงอันนั้นเรียนเพื่อไปสอบปริญญาก็ได้หมด แต่จะต้องให้เขาเลือกเขาอาจจะ ไม่เหมาะนะ ถ้าเรียนแบบนี้ไป ไปสอบแบบโน้นแบบนี้ไม่ไหวแน่ เอ้า ไอ้นี่เขาเลือก เขาชอบนี่นา แล้วเราหารายได้ให้เขา หางานให้เขา ไปฝึกงานทวิภาคี วันนี้ก็เขาเร่งทุกวันเลย แต่มัน สังคมไม่รับรู้ นี่ ต้องสร้างความเข้าใจด้วยว่า วันนี้เร่งด่วนระยะแรกเราต้องการอะไรนะไม่มีงานทำ\n(3) เชื่อมโยงการศึกษากับการส่งเสริมวิชาชีพ ให้ตรงความต้องการของท้องถิ่นและประเทศชาติด้วย AEC จะไปยังไง เราจะเดินหน้าประเทศไปทางไหน เป็นอุตสาหกรรม เกษตรอุตสาหกรรมไหม ก็ต้องไปฝึกซิ เดี๋ยวเรามีรถไฟเข้ามาอีก ต้องมีวิศวกรรถไฟไหม วิศวกรรางไหมนะจะพัฒนาเรื่องอาหารต่างๆ ก็ต้องมีนักวิจัย พัฒนาห้องทดลองไหม มันต้องผลิตใหม่ทั้งหมดเลยนะนี่ วันนี้มันกระจัดกระจายหมด ทุกคนไปเรียนมหาวิทยาลัยหมด ส่วนใหญ่ ไม่ได้นะ เกิน 50% 60% มั้ง ไปสอบ อะไร แล้วก็สอบได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ไม่ได้ทั้งหมดหรอก แล้วจบมาแล้วก็ไม่มีงานทำ นั้นแหละ ภาระ ปัญหาสังคม แล้วันหน้าก็เดือดร้อนอีกนะ\nอีกเรื่องหนึ่งคือว่างานวิจัยนี่ต้องเร่งรัดวันนี้สั่งไปแล้วก็ต้องเร่งให้ได้ภายใน 6 เดือนอีกเหมือนกันนะ เอามาใช้ประโยชน์ให้ได้ ก็วิจัย วิเคราะห์ในสิ่งที่เหมาะสมกับความต้องการนะ\nเรื่องความสามารถในด้านภาษาอังกฤษนะครับ ไม่ต้องเอาขนาดไปพูดเป็นอะไร เป็นฝรั่งเป็นต่างประเทศหรอก ผมว่าเอาแค่ฟังเขาให้รู้เรื่อง แล้วก็พูดให้เขาพอเข้าใจบางอย่างเราไม่ได้ทำบานโดยใช้ภาษาโดยตรง เพียงแต่ว่าต้องคุ้นชินกับสำเนียงการพูดของเขาว่าเอ๊ะ เขาต้องการอะไร เวลาเขาสั่งงานเรา หรือเราจะไปถ่ายทอดลูกน้อง ถ้าไม่งั้นท่านก็เป็นหัวหน้าเขาไม่ได้ ถ้าท่านไม่รู้ภาษาอังกฤษเลยนะ นี่วันนี้ก็เห็นหลายคนสนใจเรื่องภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาจีน ที่เรียนๆ กันอยู่นี่ ผมเห็นนสนใจเยอะเลยนะก็อย่าลืมภาษาไทยแล้วกันนะครับ ภาษาไทยก็อย่าลืม เดี๋ยวเลยไม่เข้าใจกันอีก วันนี้ผมพูดภาษาไทยเลยนะนี่ นะ ก็อยากให้นักเรียน ครู ผู้ปกครอง มีความสุข มีอนาคต มีงานทำ นะครับ\nเมื่อวานนี้ ผมได้ไปเปิดงาน “วิถีข้าว : วิถีไทย” บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล พื้นที่เดียวกันกับที่ได้จัดตลาดนัดกล้วยไม้ไทยที่เพิ่งจะเสร็จสิ้นไปและรับความสนใจจากพี่น้องประชาชน และนักท่องเที่ยวมากมาย ทั้งเรื่องกล้วยไม้ แล้วก็เรื่องตลาดน้ำ วันนี้กำลังจัด “วิถีข้าว : วิถีไทย”  เดือนหนึ่งนะครับ เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐ, เอกชน เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตข้าวคุณภาพดี ทุกชุมชนนะครับ มามีโอกาสประชาสัมพันธ์ข้าวแปลกๆ หรือข้าวที่เป็นประวัติศาสตร์ ข้าวที่บ้านอื่นเขาไม่มีนะ แล้วที่มีคุณภาพดีๆ นี่ ผลิตขึ้นมา เพิ่มมูลค่าขึ้นมา เชื่อมโยงการตลาด จากเกษตรกรไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง จะได้เพิ่มมูลค่าสินค้าข้าวได้เป็นแนวทางเพิ่มรายได้และสร้างความภาคภูมิใจและขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรในการประกอบอาชีพทำนา กระตุ้นให้คนไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญและความเข้าใจในคุณค่าของข้าวไทย ก็จะต้องมีเรื่องการเรียนรู้เรื่องการปลูกข้าวสมัยใหม่ด้วยนะครับด้วยเทคโนโลยี ด้วยเครื่องจักร เครื่องไม้เครื่องมือ เพราะวันหน้าแรงงานด้านนี้จะหายไปเยอะ ไปทำอาชีพอื่นบ้างอะไรบ้าง แต่ข้าวยังจำเป็น เพราะฉนั้นต้องมีคนปลูกข้าว แต่ต้องปลูกแบบเมืองนอกเขาทำ ใช้เครื่องไม้เครื่องมือเครื่องจักร ทำไงรัฐจะไปช่วยตอนเริ่มต้นได้ เพราะซื้อเองไม่ไหว ตอนนี้ เกษตร กับ มหาดไทย กำลังเข้าไปช่วยดูอยู่ วันนี้เรามีหลายอย่างที่เป็นความมหัศจรรย์ของข้าวไทยนะ หลายประเทศไม่มี หลายประเทศมี ข้าวหอมเหมือนเราแต่ข้าวบางอย่างไม่มีเหมือนเรา เพราะมันเป็นพันธุ์ของเราที่บรรพบุรุษเราได้ทำไว้ ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้คิดค้นพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ เอาพันธุ์ข้าวเก่าโบราณมาฟื้นฟู หลายพันธุ์ด้วยกัน มีเป็นร้อย เป็นพันธุ์ชนิดนะ ทำยังไงข้าวเหล่านี้ อะไรจะทำขนมจีน อะไรจะไปหุงข้าว อะไรจะไปทำขนม มันมีหมดน่ะ นี่คนโบราณเราสอนมา เดี๋ยวนี้หายไปหมดแล้ว วันนี้ต้องฟื้นฟูให้ได้\nเราจะจัดขึ้นในระหว่าง วันที่ 5 มีนาคม – 5 เมษายน 1 เดือนเต็มนะครับ มีนิทรรศการด้วย มีความรู้ที่เป็นประโยชน์มากมาย อาทิ นิทรรศการพระราชกรณียกิจ ในการพัฒนาข้าวไทย การจัดแสดงสินค้าข้าวคุณภาพและนวัตกรรม การแปรรูปข้าว เชื่อมโยงสินค้าข้าวคุณภาพจากชุมชนต่าง ๆ มาให้สู่ประชาชนนะครับ แล้วก็ผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าว เรามีดีๆ เยอะนะที่ส่งขายบ้าง กินเองบ้าง อะไรบ้างนี่ ไม่รู้หรอก บางที่ก็นี่ไมทยทำนะ แต่บางทีมันเป็นภาษาอังกฤษไง แล้วบางทีก็ตัวเล็กๆ Made in Thailand ทั้งนั้น เราต้องเร่งตรงนี้มา นี่เขาเรียกว่าทำนวัตกรรม ทำอะไรที่มันอร่อยกว่าเขา ทำเหมือนเขาก็ขายไม่ได้ เพราะต้นทุนเรามันสูง ราคาค่าแรงมันสูงไง งั้นทำอะไรต้องอร่อยกว่าเขา และถูกกว่าเขา เพื่อไปชดเชยค่าแรงไง จำที่ผมพูดไว้ด้วย  นอกนั้น ยังมีการจัดแสดงวัฒนธรรม ประเพณี วิถีข้าว วิถีชาวนา วิถีไทย จาก 4 ภาคทั่วประเทศ ตลอดจนมีกิจกรรมการสาธิตฝึกอาชีพด้านการแปรรูปข้าว การฝึกอาชีพการประกอบอาหาร ที่แปรรูปจากข้าว เช่น น้ำข้าวกล้องงอกมีคุณภาพมากนะครับสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ  ไอศกรีมข้าวเหนียว พร้อมเครื่องสำอางที่ผลิตจากข้าวอีกด้วยครับ คนไทยจะได้ไม่ต้องซื้อที่อื่นไง นะสนับสนุนกันเอง ก็ขอให้ดูคุณภาพให้ดีด้วยนะครับ อย.ต่างๆ เร่งรัดกันออกมานะครับ\nผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนมาร่วมชมนิทรรศการ และอุดหนุนข้าวไทยพันธุ์ต่าง ๆ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติที่มาเยือนให้มาสัมผัสกับข้าวไทยที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ใดในโลก มาเห็นวิถีชีวิตของชาวนาไทยที่นับวันจะหาดูได้ยาก และมาจับจ่ายซื้อข้าวไทยพันธ์ใหม่ๆ ไปลองหุงทานกันนะครับ\nผมอยากจะเน้นเรื่องวิธีการหุงข้าวนะ ทั้งแบบเดิมและหม้อข้าวไฟฟ้า ในปัจจุบันที่เราใช้อยู่นี่ เป็นหม้อข้างแล้วมีอะไร เขาเรียกอะไร ใช้ดงข้าว อะไรข้าวก็ต้องเท ให้ใช้น้ำมาก น้ำน้อย สมัยก่อนเขาดูนะ ใครหุงข้าวเป็น ไม่เป็นนะ เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งเหมือนกัน วันนี้ใช้เครื่องทั้งสินเลยก็ไม่เป็นไร ก็ต้องหุงให้เป็น วันนี้ บางคนหุงข้าวไฟฟ้า หม้อข้าวยังไม่เป็นเลย แล้วไปซื้อสำเร็จรูปมา แล้วเก็บใส่ถุงพลาสติกไว้ ใส่ตู้เย็นถึงเวลาก็มาอุ่นไมโครเวฟ มาอุ่นไมโครเวฟมันก็แห้งกินไม่ได้มันก็แข็ง ไม่อร่อย ไม่อยากกินข้าว ก็ไปกินของฝรั่งแทน นี่มันหายไปเรื่อยๆ เพราะงั้นให้ความสนใจเรื่องนี้ด้วยนะครับ อยากให้มีการแนะนำการหุงข้าวที่มันถูกวิธีด้วยนะ ทั้งคนไทย คนบางทีวันนี้ คนสมัยใหม่ทำไม่เป็นแล้วนะ\nสุดท้ายคงเป็นเรื่องการเลือกตั้งนะ เรื่องประชาธิปไตย หากพูดว่าประชาชนเป็นใหญ่เป็นเจ้าของประเทศอย่างเดียวบางครั้งมันก็โอเค “ใช่” ข้อเท็จจริงนั้นแน่นอน แต่มันอาจจะไม่เหมาะสม ในช่วงเวลานี้นะ เพราะงั้นต้องมีเวลาให้ทุกคนเรียนรู้ แล้วรู้ว่าการมีส่วนร่วมกันอย่างไร  มีจิตสำนึก มีหน้าที่ มีความรับผิดชอบ แล้วจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างไร ตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นด้วย ทางฝ่ายการเมืองต้องเป็นคนทำให้มันเกิดขึ้นนะครับไม่ใช่ทำให้มันมีปัญหา มิฉะนั้นความขัดแย้งมันจะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ในด้านการบริหารราชการแผ่นดิน วันนี้รัฐบาลนี้ วันหน้ารัฐบาลใหม่ รัฐบาลต่อไป มันก็เป็นอยู่แบบนี้ นะ ท่านต้องให้คนเรียนรู้ว่าจะอยู่ร่วมกันยังไง นะ ผมยินดีรับฟังความเห็นทุกคน แต่มันก็จำเป็นต้องตัดสินใจเดินหน้าทำงาน ผมชอบให้มีการถกแถลง มีเหตุมีผลกันนะ ผมอาจจะเป็นทหารมากมาทั้งชีวิต แต่ผมก็ฟังนะส่วนใหญ่ผมฟังทั้งนั้นแหละ แต่ผมอาจจะยังไม่ตัดสินใจเวลานั้นแต่ผมก็กลับมาทบทวน แล้วผมก็สั่งท่านที่ท่านต้องการนั่นแหละ มันต้องทำแบบนี้ ข้าราชการวันนี้ก็ต้องเป็นแบบนี้นะ ฟังเหตุฟังผลกัน ไม่ใช่โกรธ เกลียดลูกน้องเสนออะไรมา\nวันนี้หลายคนก็ตำหนิติเตียนฝ่ายเศรษฐกิจของผมนะ หลายกระทรวงโน้น กระทรวงนี้ เขาทำแทบตาย ท่านไม่รู้เลยนะ เขาเจอปัญหา อะไรที่ท่านบอกว่าเขาต่ำ น่ะเขาแย่กว่าคนอื่น นั่นแสดงว่าเขาแก้ไขปัญหามากเขาถึงเดินหน้าไม่ได้มากนัก หัดมองอย่างนี้บ้าง ผมรู้เพราะผมสั่งเขา เขาก็รายงานกลับมา ติดตรงนี้ เพราะอย่างนี้ อ้าว ผมก็แก้อย่างนี้ให้ แก้ใน ครม. แก้ใน สนช. แก้ใน มันก็ช้าไง ท่านก็บอกว่าไม่มีผลงาน มันจะมีได้ยังไงล่ะ มัน บอกง่ายๆ ว่ามันก็เละอยู่ข้างใน ในกระทรวง นะทุกกระทรวงแก้ไขนะ ผมจะไม่เล่นงานเจ้ากระทรวง จะเล่นงานข้างล่างลงไปนั่นนะ เป็นข้าราชการก็ต้องทำ สมัยนี้จะทำ ก็ต้องทำอย่างนี้นะ ต้องเร็ว ไม่สั่งก็ไม่เร็วนะ\nอีกเรื่องคือ การกระจายอำนาจนี่เหมือนกันนะ หลายอย่างดีหลายอย่างก็โอเค เป็นประชาธิปไตยโลกแต่บางอย่างมันไปไม่ได้เช่น ให้ อบต. มารับผิดชอบ ถนนในหมู่บ้าน คืองบประมาณมันก็จำกัดนะซ่อมแซมก็ไม่มีงบคุณภาพในการทำก็ไม่ได้อะไรเหล่านี้ ไปทบทวนกันเองแล้วกันนะว่าจะเอายังไง ถ้าทุกคนบอกกระจายๆหมดเอางบประมาณลงไปให้หมด แล้วเมื่อกี้ผมบอกไปแล้วว่าไงก็ทำแผนยังทำไม่สำเร็จเลย แล้วเอาเงินลงไปเยอะๆแล้วจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ ไปทบทวนใหม่อย่าพูดแต่หลักการว่า ประชาธิปไตยต้องเลือกตั้งแล้วอะไร กระจายอำนาจ ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ ถ้าอย่างนี้ไม่ต้องมีรัฐบาลไม่ต้องเลือกตั้งเลยนะก็ปกครองกันยังไงก็ได้ ประชาชนเป็นใหญ่ ใครใหญ่ก็ปกครองไปแล้วกันนะมันได้ไหมเล่านะ แล้วอะไรก็ตามที่รัฐบาลจะต้องทำต่อไป ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ใครจะเป็นฝ่ายค้าน อะไรที่เป็นโครงการดีๆ แม้แต่วันนี้ที่ผมทำ อะไรไม่ดีก็เลิกได้วันหน้า ถึงเวลามันก็เลิกได้ อันไหนที่ดีท่านต้องทำต่อ ท่านทำไหมเล่า หรือท่านจะไปทำอีกแบบ ผมไม่รู้ บางอย่างอันไหนดีอยู่แล้วผมก็มาปรับแก้ ผมก็ไม่ได้รังเกียจอะไรของใครทั้งสิ้น เพียงแต่อย่าให้มันเกิดปัญหากับประเทศชาตินะ ถนนหนทาง ไปดูซิทำยังไง กระจายรายได้ทำยังไง เหมาะไหม เงินทองจะเอามาจากที่ไหน\nย้ำพิจารณากรณีภาษีที่ดินรอบด้าน\nวันนี้ภาษีก็สั่งไปแล้วต้องทำอย่าให้เขาเดือดร้อนนะ ในเรื่องของงภาษีที่ดิน ภาษีอะไร เดี๋ยวไปคุยกัน ทุกอย่างคุยกันได้หมด ยังไม่เกิดสักอย่างนะเราก็ต้องดูในทุกแง่ทุกมุมแต่มันไม่เก็บ มันก็ไม่ได้ เพราะว่าไม่มีเงินยังไง เอาเงินจากที่ไหนมา แล้วนี้ปัญหามันก็เยอะไปหมด ถ้าเราทำทุกอย่างหมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ให้เวลา แล้วก็เชื่อใจ เชื่อมั่นรัฐบาลในการบริหารราชการในวันนี้ ว่าเราทำเต็มที่แล้ว แล้ววันหน้าท่านก็เปรียบเทียบเอาแล้วกันว่าจะเป็นยังไง ถ้าวันนี้ท่านไม่ร่วมมือกับผม มันก็ไปไหนไม่ได้เหมือนเดิมแหละ ก็อยู่ที่เก่านะแย่กว่าเดิมด้วยนะ ผมจะบอกให้เพราะทุกอย่างมันปรับเปลี่ยน แล้วก็เริ่มต้นใหม่ ใช่ไหม นี่เขาเรียกการปฏิรูปไง ระยะเร่งด้วยถ้าไม่ทำแบบนี้มันก็ไม่ได้ปรับเปลี่ยนซะที ก็รอไปเรื่อยๆ นะแล้ววันหน้าก็ไปบ่นกับรัฐบาลหน้าว่าเอ๊ะ ว่าทำไมมันเป็นอย่างนี้อย่างนั้นอีกแล้วไง ต่อไปเหมือนเดิมใช่ไหมล่ะ นะ\nไม่ปรับ ครม.-จี้ ขรก.เร่งทำงาน\nเอาล่ะวันนี้ก็พูดมาเยอะอีกแล้วก็พยายามจะสร้างความเข้าใจให้ได้แล้วกัน ไม่อยากให้มาถามผมอีกว่ามีผลงานยังไง ผมจะปรับรัฐมนตรีคนไหนบ้าง ช่วงไหน ถ้ากระทรวงไหนท่านบอกไม่มีผลงานน่ะท่านย้อนไปดูซิว่ามีปัญหาอะไรบ้างในกระทรวงนะข้าราชการรีบแก้ไขตัวเองนะครับ กระทรวงที่ประชาชนไม่เชื่อถืออ่ะนะผมไม่โทษเจ้ากระทรวง เพราะว่าผมรู้ ผมตั้งไปเองนะ แล้วก็มีการประชุมมีการทำงาร่วมกัน แต่มันไม่ออกเพราะว่าเขาไม่ได้ไปทำเอง รัฐมนตรีทำเองไม่ได้ ข้าราชการเป็นคนทำทั้งสิ้น แสดงว่ากลไกมันไม่ได้ ก็ไปว่ามา นะ ผมก็ไว้ใจทุกคนน่ะ      \nขอบคุณนะครับ ขอให้ทุกคนมีความสุข เสาร์อาทิตย์ พักผ่อนให้เต็มที่ แล้วก็อดทนกันหน่อย ให้มากขึ้นกว่าเดิมนิดหนึ่ง พูดจาฟังกันบ้าง หรือพูดให้น้อยลงกันซะบ้าง สำหรับผมคงต้องขอท่านแบบนี้ ขอพูดไปก่อน จนกว่าท่านไม่มาถามผมว่าเอ๊ะ ทำอะไรยังไง ถ้าถามแบบนี้ ผมก็ต้องพูดแบบนี้ นะ ถ้าท่านเข้าใจมากขึ้น ผมก็พูดน้อยลงเท่านั้นเอง นะครับ \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-8d651220b77442469036e30c434e96dd", "input": "Title: เชื้อร้าย: เมื่อร่างกายทางการเมืองไทยติดเชื้อแดง \n Body: เหตุการณ์ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2553 สะท้อนภาพวิกฤตการเมืองไทยในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี มันอาจจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับเสื้อแดงได้มากยิ่งกว่าข้อกล่าวหาที่รัฐบาลกุขึ้นมาไม่กี่วันก่อนหน้านั้นว่าพวกเขาต้องการล้มเจ้าเสียอีก เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวเผยให้เห็นถึงแก่นความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์นี้ได้ดียิ่งกว่าข้อกล่าวหาเลื่อนเปื้อนเรื่องขบวนการล้มเจ้าเราสามารถทำความเข้าใจประเด็นสถาบันกษัตริย์และประเด็นอื่นๆ ได้จากอุปมาของเหตุการณ์นี้ ตัวเหตุการณ์และการรับรู้เหตุการณ์นี้อาจทำหน้าที่เช่นเดียวกับภาพแขวนคอในเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลา นั่นคือมันช่วยโหมกระพือความเกลียดชังและความบ้าคลั่ง อันอาจนำไปสู่การล้อมปราบอีกครั้ง อย่างที่ข้อกล่าวหาขบวนการล้มเจ้าทำไม่สำเร็จ  แม้ผมจะหวังไม่ให้มันเกิดขึ้นก็ตาม\nบทความนี้ไม่ได้เป็นการแก้ต่างให้กับการกระทำที่แก้ตัวไม่ขึ้นของคนเสื้อแดงที่รพ.จุฬาฯ แต่ถึงอย่างนั้นเราไม่ควรมองเหตุการณ์นี้อย่างโดดๆ โดยแยกออกจากบริบทของความขัดแย้งที่ใหญ่กว่านั้น ที่สำคัญยิ่งกว่า ไม่ว่าความจริงของเหตุการณ์นั้นจะเป็นอย่างไร บทความนี้จะกล่าวถึงประเด็นที่ว่าสังคมไทยเข้าใจเหตุการณ์นี้อย่างไร และมุมมองต่างๆ บ่งบอกถึงทัศนะทางการเมือง อคติ คำตัดสินและการกระทำของพวกเขาอย่างไร\nเหตุการณ์รพ.จุฬาฯ คือการรุกล้ำของเชื้อโรคแดงเข้าสู่ร่างกายทางการเมือง-จริยธรรมของไทย (Thai moral-political body)\n \nเหตุการณ์ตามที่ถูกรายงาน\n \nผมจะไม่อ้างว่าเป็นผู้รู้ความจริงแม้แต่เพียงน้อยนิดของเหตุการณ์นี้ แต่ที่น่าสนใจคือชุดเรื่องเล่าจำนวนมากที่ถูกนำเสนอในสื่อมวลชนไทย (หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์) ซึ่งคาดว่าคนไทยหลายล้านติดตามอ่านและชม และจากการสื่อสารผ่านทางเครือข่ายเฟซบุค ไม่ว่าคำบอกเล่าเหล่านี้จะจริงแท้แค่ไหนก็ตาม แต่มันเผยให้เห็นว่าสื่อและเครือข่ายเฟซบุคเหล่านี้มองและเข้าใจเกี่ยวกับเสื้อแดงกับการประท้วงของพวกเขาอย่างไร\nรายงานข่าว (โดยเฉพาะโทรทัศน์) เต็มไปด้วยคำบอกเล่าจากผู้อยู่ในเหตุการณ์ถึงความน่ากลัวต่างๆนานา ทั้งแพทย์ พยาบาล คนไข้และญาติต่างอยู่ในภาวะตื่นตระหนก พวกเขาแตกตื่นเคลื่อนย้ายคนไข้ไปอาคารอื่น โดยที่หลายคนอยู่ในอาการหนักและไม่ควรถูกเคลื่อนย้าย ภาพที่แสดงทางโทรทัศน์ไม่ใช่ปฏิบัติการที่ดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่เต็มไปด้วยความโกลาหลปั่นป่วนโดยเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่กำลังตื่นตระหนก พวกเสื้อแดงกำลังมา! ได้ยินว่าพวกเสื้อแดงกำลังมา! เค้าบอกว่าพวกเสื้อแดงกำลังมา!\nแม้จะไม่มีภาพแม้แต่ภาพเดียวว่าเสื้อแดงติดอาวุธ หรือรายงานแม้สักชิ้นถึงเสียงปืนสักนัด แต่สังคมได้ทึกทักไปแล้วว่าเสื้อแดงบุกโรงพยาบาลพร้อมอาวุธครบมือ ข่มขู่แพทย์และคนไข้ ก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายเมื่อผู้คนพยายามหลบหนีเอาตัวรอด พยาบาลรายหนึ่งพูดในรายงานข่าวว่าเธอต้องทำงานพร้อมกับกลัวลูกกระสุนจากเสื้อแดงทุกๆ วัน ราวกับว่าเคยมีการยิงใส่โรงพยาบาลแม้เพียงสักนัด  (ในที่สุด ก็มีจนได้ ที่บริเวณที่จอดรถของโรงพยาบาลเมื่อกลุ่มนปช.เผชิญหน้าเข้ากับทหารสองสามนาย และถูกทหารเหล่านั้นยิงเข้าใส่ กลุ่ม นปช.หนีไปได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ) [1]\nรพ.จุฬาฯ ที่ตั้งอยู่ขอบด้านหนึ่งของบริเวณสถานที่ชุมนุม ตกอยู่ในสภาพกดดันมาตลอดทั้งเดือน ในสถานการณ์เช่นนั้น กระทั่งแพทย์ที่สนับสนุนเสื้อแดงก็จำต้องรับฟังคำเตือนของโรงพยาบาลให้เพิ่มความระมัดระวัง แต่คนที่พร้อมจะเชื่อไม่จำเป็นต้องอาศัยข้อพิสูจน์และไม่ถามว่าทำไมเสื้อแดงจึงมา พวกเขาพร้อมที่จะหวาดกลัว โดยอาจได้รับทราบมาก่อนถึงภาพพจน์ความโหดร้ายของเสื้อแดงที่ถูกกล่าวหาในเหตุการณ์ต่างๆ อย่างกรณียิงระเบิดใส่สถานีรถไฟฟ้าสีลมที่อยู่ใกล้ๆ กันนั้นและกรณีอื่นๆ\nคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย สื่อและอื่นๆ พยายามรวบรวมปะติดปะต่อเพื่อหาความจริงของเหตุการณ์ บางคนบอกว่าทางโรงพยาบาลได้เริ่มเคลื่อนย้ายผู้ป่วยบางส่วนเมื่อสองสามวันก่อนหน้านั้นแล้ว ทางนปช.อ้างว่าพวกเขายังไม่ทันไปถึงโรงพยาบาลเลยด้วยซ้ำ ทางโน้นก็วุ่นวายกันแล้ว รายงานข่าวภายหลังเหตุการณ์ก็ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวชวนอกสั่นขวัญแขวน (จากสื่อต่อต้านเสื้อแดง) โดยมีรายงานคัดง้างอีกด้านหนึ่ง (จากสื่อที่ไม่ได้ต่อต้านเสื้อแดง)  อีเมล์ปลิวกันให้ว่อนพร้อมข้อโต้แย้งไปในทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าข้อโต้แย้งกันไปมานั้นจะเป็นเช่นไร แต่เป็นที่เข้าใจได้อย่างดีว่าคนที่อยู่ในโรงพยาบาลนั้นหวาดกลัวกันจริงๆ ความหวาดกลัวของพวกเขาที่มีต่อเสื้อแดงเป็นความกลัวที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าพวกเขาจะได้เคยประสบความเลวร้ายของเสื้อแดงมาจริงหรือไม่ก็ตาม พวกเขาต่างรับรู้ถึงความเลวร้ายของเสื้อแดงจากสื่ออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ในขณะเดียวกัน นปช.ก็อาจจะพูดความจริงด้วยเช่นกัน ที่ว่าพวกเขาไม่ได้ยกพวกบุกเข้าไปในโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก ไปเพียงกลุ่มเล็กๆ เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีกำลังทหารอยู่ในโรงพยาบาล พวกเขาไม่ได้พกอาวุธ และมีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลอยู่ด้วยเกือบตลอด ฯลฯ บางคนพูดถึงขนาดว่าทางโรงพยาบาลมีปฏิกิริยาเกินเหตุ (over-react) หรือช่วยสร้างเรื่องให้ดูเลวร้ายเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง สื่อและคนกรุงเทพฯ ก่นประณามคนเสื้อแดงที่กระทำการบุ่มบ่าม กระทั่งการค้นโรงพยาบาลด้วยคนกลุ่มเล็กๆ และไม่มีอาวุธก็ไม่สมควรทำ (ผมเห็นด้วยในข้อนี้) ความโกรธไหลบ่าผ่านสื่อและเฟซบุค พวกเขาไม่เพียงแต่ประณามเสื้อแดง แต่ยังเรียกร้องให้มีการจัดการกับภัยเสื้อแดงอย่างเด็ดขาดด้วย\nหากเราตัดทัศนะสุดโต่งออกไป (อย่างการกล่าวหาว่าโรงพยาบาลจงใจสร้างเรื่องความวุ่นวาย หรือเสื้อแดงติดอาวุธบุกโรงพยาบาล) เรื่องราวจากสองฝั่งที่ไม่ตรงกันนั้นอาจถูกทั้งสองฝ่ายก็ได้ นั่นคือ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหวาดกลัวอย่างยิ่ง พวกเขากลัวคนเสื้อแดงและต้องทำงานด้วยความกลัวว่ากระสุนจะปลิวเข้ามาในโรงพยาบาล ฯลฯ ไม่ว่าจะลือหรือจริง หรือขยายเกินจริง พวกเขามีปฏิกิริยาด้วยการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างลนลาน แม้ว่า นปช.จะไม่ได้บุกโรงพยาบาลพร้อมอาวุธหรือพวกจำนวนมาก แต่ความกลัวของพวกเขาเป็นเรื่องจริง กระนั้นก็ตามต่อให้สามารถรวบรวมปะติดปะต่อข้อเท็จจริงทั้งหมดได้ เราก็อาจไม่สามารถเข้าถึงแก่นของเหตุการณ์ได้ เพราะรากของความกลัวนั้นไม่ได้อยู่ในข้อเท็จจริงเหล่านั้น\nหมายเหตุข้อเท็จจริงที่สำคัญมาก คือ ผู้ป่วยรายสำคัญที่สุดในโรงพยาบาลจุฬาฯ ขณะนั้นคือ สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงประทับมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว พระองค์ทรงปฏิเสธที่จะได้รับการเคลื่อนย้าย วันถัดจากที่เกิดเหตุการณ์ สมเด็จพระเทพฯ เสด็จยังโรงพยาบาลเพื่อทูลขอให้พระองค์ทรงยอมย้ายไปยังที่ที่ปลอดภัยกว่า คือ โรงพยาบาลศิริราชที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับอยู่\n \nไพร่บุก\nการบรรยายเหตุการณ์ให้เป็นโรงพยาบาลในสนามรบนั้นไม่ค่อยถูกต้องนัก ที่ใกล้เคียงกว่าคือนี่เป็นการบุกโดยทัพที่โหดเหี้ยม ทำนองผู้รุกรานที่เหี้ยมโหดกับเหยื่อที่อ่อนแอ ถึงกระนั้นการนำสงครามมาใช้เปรียบเทียบเหตุการณ์นี้ก็ยังผิดประเด็นอยู่ดี\nแพทย์รพ.จุฬาฯ รายหนึ่งเขียนในเฟซบุคของเขาว่าคนเสื้อแดงเดินเข้าออกใช้ห้องน้ำในโรงพยาบาลราวกับว่าเป็นบ้านของตัวเอง และในวันที่ “บุก” เข้ามานั้น เขารู้สึกกลัวแม้แค่เห็นหน้าตาหรือท่าทางของคนเหล่านั้น นักข่าวรายหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า สื่อนำเสนอเหตุการณ์นี้จนคนเสื้อแดงดูเหมือนเป็นผู้ร้ายในหนังไทยเกรดบี ที่มักเป็นผู้ชายหยาบกร้าน ลูกทุ่ง น่าเกลียดและสกปรก ที่ยิงปืนโป้งป้างโดยไม่มีเหตุผล เพียงเพราะว่าพวกเขาเป็นผู้ร้าย\nแม้สื่อมวลชนจะระมัดระวังไม่เสนอภาพเสื้อแดงเป็นคนบ้านนอกชั้นต่ำ แต่ก็ยังหลุดออกมาให้เห็นตามคอลัมน์และรายการโทรทัศน์ การนำเสนอภาพดังกล่าวเป็นไปอย่างแพร่หลายในเฟซบุค ซึ่งในกรณีของเมืองไทยเป็นชุมชนไซเบอร์ที่จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มคนบางเจเนอเรชันและบางพื้นเพทางสังคมเท่านั้น  แม้ว่าเราจะไม่สามารถพูดถึงคนเหล่านี้แบบเหมารวมอย่างง่ายๆ ได้ แต่ก็พูดได้ว่าชุมชนเฟซบุคไทยนั้นส่วนใหญ่เป็นยัปปี้ (ที่มาในทางประวัติศาสตร์อาจจะต่างจากยัปปี้ในประเทศอื่น) และพวก “สน็อบ” (snobs) [2] (ที่คล้ายกับพวกสน็อบอื่นๆ ทั่วโลก)  พวกเขาพูดถึงคนเสื้อแดงอย่างเปิดเผยว่า เป็นพวกสกปรก น่าเกลียด ถ่อย ต่ำ ด้อย บ้านนอก สน็อบชาวกรุงตามแบบฉบับรายหนึ่งเขียนในเฟซบุคของเธอว่า เธอรู้สึกกลัวจนอกสั่นขวัญแขวนทุกครั้งที่เธอนึกถึงพวกเสื้อแดงจากหน้าตาท่าทางของพวกเขา ที่ตัวดำ สกปรก หยาบกร้าน หน้าตาน่ากลัว\nในการชุมนุมต่อต้านเสื้อแดงคราวหนึ่ง มีป้ายเขียนว่า “พวกบ้านนอกออกไป” ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 หรืออาจจะนานกว่านั้น คำว่าบ้านนอกถูกใช้ในความหมายว่า ล้าหลัง ไร้การศึกษา เซ่อๆ ซ่าๆ ไม่ศิวิไลซ์ ทว่าบ้านนอกก็ยังหมายถึงความซื่อใส บริสุทธิ์ ใกล้ชิดธรรมชาติ ซึ่งตรงข้ามกับความทันสมัย  ดังนั้น การ “หวนคืน” สู่ธรรมชาติตามอุทยานต่างๆ หรือชนบทจึงเป็นกิจกรรมพักผ่อนวันหยุดที่น่ารื่นรมย์สำหรับคนเมือง ในแง่ลำดับชั้นทางสังคม คนบ้านนอก จึงเป็นพวกที่ต่างออกไป อยู่ห่างไกล และแยกจากคนเมือง\nพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขึ้นชื่อฉาวโฉ่ว่ามักเรียกผู้สนับสนุนทักษิณว่า โง่และไร้การศึกษา จึงไม่สมควรออกเสียงเลือกตั้ง ดังนั้นจำเป็นต้องมี “การเมืองใหม่” ที่ให้อภิสิทธิ์แก่คนมีการศึกษาและคุณธรรม พันธมิตรฯ ไม่ได้เป็นต้นคิดทัศนะเหยียดหยามชาวบ้านเหล่านี้ แต่ทัศนะเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์ที่แบ่งลำดับชั้นต่ำสูงทางสังคมอันเป็นปกติวิสัยในวัฒนธรรมไทย\nที่ตลกร้ายก็คือคนเสื้อแดงขานรับสถานะความเป็นไพร่อย่างหน้าชื่นตาบาน โดยกลับตาลปัตรนัยยะเชิงดูถูกเหยียดหยามนี้เสียใหม่ \n \nไพร่ อำมาตย์ สงครามชนชั้นของคนบ้านนอก\nวาทกรรมไพร่สู้กับอำมาตย์ของนปช.แสดง (อย่างไม่ถูกเสียทีเดียวนัก) ถึงโครงสร้างลำดับชนชั้นในบริบทไทย นักข่าวไทยและเทศจำนวนมากแปลคำว่า “ไพร่” เป็น serf ในภาษาอังกฤษ นักวิชาการที่เชียร์รัฐบาลโต้ได้ถูกต้องว่าสมัยนี้ไม่มีระบบศักดินาแล้ว แต่ “ไพร่” ในวาทกรรมเสื้อแดงไม่ได้หมายถึงไพร่แบบในประวัติศาสตร์ ไพร่กับคู่ตรงข้ามคือ อำมาตย์ ในวาทกรรมของนปช.นั้นมุ่งเป้าไปที่การกดขี่และความอยุติธรรมเนื่องมาจากชนชั้นทางสังคมในวัฒนธรรมการเมืองไทย การต่อสู้ของเสื้อแดงเป็นสงครามชนชั้นในแง่ของการลุกขึ้นสู้ของคนบ้านนอกที่ถูกกดขี่ต่อชนชั้นอภิสิทธิ์ทางสังคมและการเมืองคือ อำมาตย์\nปัญญาชนต่อต้านเสื้อแดงปฏิเสธหัวชนฝาว่านี่ไม่ใช่ความขัดแย้งทางชนชั้น พวกเขาเชื่อและพูดย้ำแล้วย้ำอีกว่าเสื้อแดงเป็นแค่ลิ่วล้อทักษิณกับชาวบ้านที่ถูกหลอกมา พวกเขาและบรรดาสน็อบเฟซบุคไม่เคยเหนียมที่จะยืนยันทัศนะของตนต่อเสื้อแดงว่าเป็นพวกบ้านนอกที่โง่เง่าต่ำทราม แม้ว่าเสื้อแดงจะไม่ได้มีเฉพาะแต่ชาวบ้านชนบทอีกต่อไปแล้ว ยังรวมถึงคนจนเมืองจำนวนมากและชนชั้นกลางมีการศึกษาในกรุงเทพฯ ที่สนับสนุนประชาธิปไตย แต่ฐานมวลชนและที่มั่นก็ยังอยู่ที่ต่างจังหวัด การเหยียดหยามของบรรดาผู้ดีเหล่านี้ยืนยันถึงภาพพจน์เช่นนี้\nผมได้นำเสนอไว้ในบทความหลายชิ้นว่าในเมืองไทยการจัดแบ่งคนกระทำผ่านมิติเชิงสถานที่ เช่น กรุง บ้านนอก ป่า โดยแต่ละอันหมายถึงระดับความศิวิไลซ์ที่แตกต่างกัน นี่ไม่ได้เป็นการปฏิเสธการจำแนกชนชั้นและชาติพันธุ์แบบอื่นๆ แต่ชนชั้นทางเศรษฐกิจและการจำแนกทางชาติพันธุ์ในเมืองไทยได้ถูกปะปนกับการจำแนกเชิงสถานที่ เพราะมิติเหล่านี้พัฒนาการมาด้วยกัน “ชนชั้น” และ “เชื้อชาติ” ในวาทกรรมวัฒนธรรมและการเมืองไทยถูกนำเสนอและใช้ปะปนกันไปกับ “สถานที่” แม้ว่าทั้งสองจะไม่ใช่สิ่งเดียวกันและไม่สามารถใช้แทนกันได้ แต่ก็มีนัยเชิงสถานที่ ลำดับชั้นต่ำสูงเชิงสถานที่ของคนในทางกลับกันบ่งบอกถึงไม่เพียงแต่ภูมิลำเนาทางภูมิศาสตร์เท่านั้น ยังบ่งบอกถึงชนชั้น ลำดับชั้นทางสังคมและบางครั้งเชื้อชาติอีกด้วย\n \nเชื้อโรค\nนับแต่ความขัดแย้งคุกรุ่นขึ้นมาในปี 2548 การต่อต้านทักษิณพุ่งเป้าไปที่ข้อกล่าวหาว่าเขาเป็นนักการเมืองที่ฉ้อฉลมากที่สุดที่เคยมีมาในเมืองไทย ฉ้อฉลในที่นี้มีหลายความหมาย ทั้งการฉ้อฉลอำนาจและทรัพยากรสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนตัว การเมืองที่สกปรก อย่างที่แย่ที่สุดคือ การซื้อเสียง แต่นอกเหนือจากการเมืองสกปรกและการกอบโกยผลประโยชน์แล้ว ภัยร้ายแรงยิ่งกว่าของนักการเมืองฉ้อฉลอย่างทักษิณก็คือการเสื่อมทรามทางจริยธรรมอันเป็นผลจากทุนสามานย์ และการคุกคามสถาบันสูงสุดของประเทศที่ดำรงไว้ด้วยคุณธรรมสูงสุด นั่นคือ สถาบันกษัตริย์\nประชาธิปไตยไทยไม่เคยเป็นเพียงระบบการเมืองที่กลุ่มผลประโยชน์ทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองที่ขัดแย้งกันได้ต่อสู้และประนีประนอมกันเลย สืบเนื่องจากอิทธิพลของจักรวาลทัศน์แบบพุทธ ระบบการเมืองที่ดี (รวมถึงที่เรียกว่าประชาธิปไตยด้วย) จึงจะต้องเป็นการเมืองที่มีจริยธรรม อำนาจเชิงการเมืองและอำนาจเชิงจริยธรรมแยกกันไม่ออก ต่างส่งเสริมกันและกัน โดยคติเรื่อง “จริยธรรม” นั้นแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ประชาธิปไตยไทยจึงเป็นอวตารของธรรมาธิปไตยโดยผู้ทรงอำนาจทางจริยธรรมในฉบับสมัยใหม่\nทักษิณเป็นภัยคุกคามร้ายแรงสุดยอดต่อการเมืองเชิงจริยธรรมของไทยเพราะเขาเป็นตัวแทนของสุดยอดความโสมมหลายๆ แบบ เขาเป็นเชื้อโรคร้ายต่อองค์จริยธรรมไทย เช่นเดียวกับคอมมิวนิสต์ในยุคก่อนหน้า แม้ว่าเขาจะไม่มีอะไรเหมือนคอมมิวนิสต์เลยก็ตาม พวกเสื้อแดงคือพวกที่ติดเชื้อโรคทักษิณมา\nคอมมิวนิสต์ในอดีตเป็นเชื้อโรคแปลกปลอมที่แพร่ระบาดในหมู่เยาวชนที่บริสุทธิ์และทำให้พวกเขากลายเป็นไม่ใช่คนไทย คนเสื้อแดงไม่สามารถถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นไทยได้ง่ายๆ แม้ว่าบางส่วนของเสื้อแดงจะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ แต่ก็ไม่ง่ายที่จะป้ายสีพวกเขาว่าไม่เป็นไทยหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นไทย ฐานมวลชนเสื้อแดงคือประชาชนที่ยังคงนับถือศาสนา ชาตินิยมและจงรักภักดีอย่างเหนียวแน่น แม้จะรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้รับการเหลียวแลอยู่บ้างก็ตามตัวแกนนำนปช.สะท้อนให้เห็นการเมืองของมวลชนของพวกเขาเอง พวกเขาไม่เคยแสดงวี่แววว่าต่อต้านสถาบันฯ แม้แต่น้อย ถ้าจะมีก็เป็นการแสดงความจงรักภักดีเสียมากกว่า ความเห็นที่แรงที่สุดคือการแสดงความผิดหวัง และพวกเขาก็วิงวอนขอพระมหากรุณาธิคุณ\nแต่สำหรับคนเกลียดทักษิณแล้ว พวกบ้านนอกเหล่านี้เป็นแหล่งเพาะเชื้อทักษิณชั้นดี เนื่องจากขาดการศึกษาและภูมิคุ้มกันทางจริยธรรม พวกบ้านนอกถูกล่อลวงด้วยผลประโยชน์ฉาบฉวยเฉพาะหน้า ด้วยความละโมบและวัตถุนิยม พวกเขากลายเป็นเชื้อโรคที่กำลังรุกล้ำร่างกายทางการเมืองเชิงศีลธรรมที่มีชนชั้นนำในเมืองเป็นตัวแทนมาตลอดประวัติศาสตร์ไทย\nนปช.มีหลายองค์ประกอบที่สะท้อนลักษณะชาวบ้านชนิดที่อาจกวนใจชนชั้นสูงในกรุงเทพฯและบรรดาสน็อบเหล่านั้นเป็นอย่างมาก การชุมนุมประท้วงครั้งนี้ต่างจากที่เคยเป็นมาในอดีตที่คนหาเช้ากินค่ำส่วนใหญ่เฉยเมย คนเสื้อแดงได้รับการต้อนรับจากชนชั้นล่างและชนชั้นกลางระดับล่าง อย่าง พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย พนักงานห้างร้าน รปภ. คนขับแท็กซี่ รถเมล์ และคนทำงานบริการทางเพศ ลีลาของผู้นำนปช.ก็เป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในการเคลื่อนไหวที่นำโดยปัญญาชน พวกเขาเป็น “นักเลง” ลูกผู้ชายลูกทุ่ง พวกเขาตลกเฮฮา แต่ห้าวหาญ ติดกรุ้มกริ่มแต่ก็ไม่ละลาบละล้วง โหดและหยาบต่อศัตรู พวกเขาไม่พูดศัพท์แสงการเมืองนามธรรม ยกเว้นคำว่าไพร่และอำมาตย์ ไม่ค่อยคำนึงถึงความถูกต้องทางการเมืองเวลาโจมตีฝ่ายตรงข้ามเรื่องโฮโมเซ็กชวลหรือเชื้อชาติ การปราศรัยของพวกเขาไม่ลึกซึ้ง เนื้อหาไม่เคยพัฒนาเลยตลอดการชุมนุมหนึ่งเดือน แต่พวกเขาก็ดูไม่ยี่หระ พวกเขามักร้องเพลงลูกทุ่งและเพลงป็อปไร้รสนิยมบ่อยกว่าเพลงเพื่อชีวิตของฝ่ายซ้ายเก่า มวลชนเสื้อแดงดูหยาบกร้าน ค่อนข้างหยาบคาย และ...บ้านนอกอย่างไม่ต้องสงสัย\nพฤติกรรมของผู้นำและมวลชนเสื้อแดงที่อาจระคายเคืองชนชั้นสูงในเมืองมากที่สุดคือ พวกเขามีแนวโน้มที่จะรุนแรงและตอบโต้อย่างรุนแรง แม้พวกเขาจะประกาศยึดมั่นสันติวิธีและการชุมนุมอย่างสงบ พวกเขาก็เลยเส้นในทางคำพูดแทบทุกวัน การกระทำของพวกเขายั่วยุปฏิกิริยาที่รุนแรง พวกเขาลั่นปากทุกวันว่าเมื่อตีมาจะตีกลับทุกครั้ง สันติวิธีของพวกเขาหมายความเพียงการไม่ติดอาวุธและไม่เริ่มโจมตีก่อน ซึ่งห่างไกลโขจากสันติวิธีแบบคานธี แต่อาจจะเป็นสันติวิธีแบบ “นักเลง” เหตุการณ์ที่รพ.จุฬาฯ เป็นปฏิกิริยาโดยธรรมชาติของพวกเขาต่อข้อมูลข่าวสารที่ว่าโรงพยาบาลอนุญาตให้ทหารเข้าไปหลบซ่อนตัวอาจจะเพื่อจัดการกับผู้นำนปช. โดยไม่ยั้งคิดถึงผลทางการเมืองที่จะตามมา ผู้นำบางส่วนก็นำกลุ่ม “นักเลง” ตรงไปยังโรงพยาบาลเพื่อหาความจริง พวกเขาควรจะตระหนักว่า “นักเลง” นั้นไม่เป็นที่ชื่นชอบสำหรับชนชั้นนำในเมือง ที่มักมองนักเลงไม่ต่างจากกุ๊ยอันธพาล\nอันธพาลเสื้อแดงกำลังท้าทายอำนาจของชนชั้นนำในเมือง เสื้อแดงยึดกรุง!\n \nเหตุการณ์ที่ไม่ได้รับการรายงาน: เชื้อโรคแดง\nในเดือนตุลาคม 2551 หลังจากพันธมิตรฯ ปะทะกับตำรวจ กลุ่มแพทย์นำโดยแพทย์บางคนที่จุฬาฯ ขู่ว่าจะไม่รับรักษาตำรวจ เนื่องจากตำรวจเป็นเครื่องมือของทักษิณในการปราบปรามพันธมิตรฯ แม้ว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างรุนแรงจากสังคม ไม่ปรากฏว่ามีคำวิจารณ์หรือคำตำหนิจากองค์กรแพทย์ใดๆ ไม่มีการรายงานว่าพวกเขากระทำตามที่ขู่จริงหรือไม่ แต่ก็มีข่าวว่าแพทย์ที่อื่นปฏิเสธการรักษาเสื้อแดง กรณีนี้สร้างความอื้อฉาวแก่แพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ ว่า “เหลือง” จัด กิตติศัพท์ดังกล่าวได้รับการตอกย้ำด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าผู้สนับสนุนพันธมิตรฯ ที่เอาการเอางานที่สุดคนหนึ่ง และในช่วงนี้ก็กลายเป็นผู้นำการชุมนุมของเสื้อชมพู สนับสนุนรัฐบาล ต่อต้านเสื้อแดง เป็นแพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ แพทย์คนอื่นๆ และผู้บริหารรพ.จะเป็นอย่างไรก็ตาม รพ.จุฬาฯ ก็ปรากฏอยู่แนวหน้าของความขัดแย้ง ทั้งทางกายภาพ เชิงสถานที่ เชิงการเมืองและเชิงอุปมา\nคำบอกเล่าถึงเหตุการณ์ที่รพ.จุฬาฯ ตามสื่อและปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น และคำบอกเล่าในเฟซบุคของเหล่ายัปปี้และสน็อบดูยังกับเป็นหนังสยองขวัญหรือมนุษย์ต่างดาวบุกโลก นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นปช.ผิดพลาดนั้นแก้ตัวไม่ขึ้น แต่วิธีการมอง การรายงาน และการเข้าใจการกระทำของคนเสื้อแดง ดังที่แสดงให้เห็นจากสื่อ กลุ่มเฟซบุค และผู้บริโภคสื่อเหล่านี้ ล้วนถูกกำกับโดยการจัดจำแนกลำดับชั้นของคนในสังคมผ่านสถานที่ ซึ่งเป็นประเด็นหัวใจของความขัดแย้งในปัจจุบัน\nสื่อ นักวิชาการ กลุ่มประชาสังคมและกลุ่มเฟซบุคพร้อมใจกันประณามการบุกของเสื้อแดงอย่างรุนแรง เสียงดังกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้เลยกับท่าทีหน่อมแน้ม (หรือจริงๆ เงียบเฉย) ที่มีต่อการที่รัฐบาลใช้กำลังและกระสุนจริงที่ทำให้คนเสียชีวิต 25 รายในวันที่ 10 เม.ย. ร่างกายของการเมืองเชิงจริยธรรมที่สะอาดปลอดเชื้อที่มีโรงพยาบาลเป็นตัวแทนดูจะมีคุณค่าสูงส่งกว่าความตายของคนเสื้อแดง  ซึ่งตอกย้ำสาสน์ก่อนหน้านั้นว่าความตายของนายทหารที่สั่งการการปราบปรามอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 10 เม.ย.นั้นมีคุณค่าสูงส่งกว่าเสื้อแดงที่เป็นเหยื่อในการปะทะคราวเดียวกัน อันทำให้ข้อกล่าวหาเรื่องสื่อและชนชั้นนำในเมืองเป็นพวก “สองมาตรฐาน” ยิ่งดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ที่จริงแล้วมันเป็นมาตรฐานชุดเดียวกัน กล่าวคือกฎหมาย เหตุผล สิทธิ บำเหน็จรางวัลและโทษทัณฑ์ ตลอดจนระบบคุณค่าอื่นๆ นั้นใช้กับคนตามฐานะชนชั้นของแต่ละคน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระบบ “สองมาตรฐาน” ที่เป็นอยู่นี้คือรูปแบบหนึ่งของระบบแบ่งแยกคนในสังคม\nการชุมนุมของเสื้อแดงที่ราชประสงค์ไม่เพียงแต่เป็นการยึดครองพื้นที่ที่หรูหราฉูดฉาดมากที่สุดของกรุงเทพฯ ยังเป็นการบุกจู่โจมเข้ายึดครองเมืองเทวดา (กรุงเทพฯ) โดยเชื้อโรคจากบ้านนอกที่สกปรกหยาบกร้าน คำว่า “เสื้อแดงบุก” จึงมีนัยยะของความน่าสะพรึงกลัวกว่าความหมายตามตัวอักษรมากนัก นั่นคือ โรงพยาบาลจุฬาฯ อยู่แนวหน้าเผชิญกับเชื้อโรคและโรคร้าย  และถูกโรคร้ายบุกจู่โจม\nการปราบปรามที่กำลังจะเกิดอาจถูกมองว่า (และกล่าวกันว่า) เป็นการฆ่าเชื้อโรค หยุดการติดเชื้อที่เกิดจากการบุกของพวกบ้านนอกเข้ามาในพื้นที่การเมือง เพื่อที่จะฟื้นฟูสุขภาพขององค์การเมืองเชิงจริยธรรมของไทย\n \nหมายเหตุจากผู้แปล\n[1] ภายหลังพรรคประชาธิปัตย์ [2] โดยนายบุญยอด สุขถิ่นไทย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์มีการแถลงเมื่อ 3 พ.ค. ว่าบริเวณดังกล่าวเป็นตีกชาญอิสระ ตรงข้าม รพ.จุฬาลงกรณ์\n[2] snob หมายถึง คนชอบอวดตัวว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น ทั้งในแง่การศึกษา รสนิยม สาแหรก ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม อาจรวมคุณสมบัติต่างๆ ดังต่อไปนี้ เดิ้น ดัดจริต กระแดะ กรีดกราย อวดภูมิ ยกตัว ที่สำคัญคือ ชอบดูถูกคนอื่นว่าต่ำต้อยกว่า \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-8ba38792f6b840a7883c14145fd0556d", "input": "Title: สื่อมวลชนในรัฐธรรมนูญ 2560 \n Body: ภายหลังเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 แล้ว ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ของประเทศไทย ตามรัฐธรรมนูญ 2560  มีมาตราที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชน นั้นทำให้เห็นว่า ในภาพรวมของรัฐธรรมนูญ 2560 เน้นความสำคัญในเรื่องของวิชาชีพสื่อมวลชนเพิ่มมากขึ้น หน่วยงานของรัฐสามารถอุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน แต่ต้องเปิดเผยรายละเอียดให้คณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดินทราบตามระยะเวลาที่กำหนดและประกาศให้ประชาชนทราบ (มาตรา 35) สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะ ในครอบครองของหน่วยของรัฐเปลี่ยนไปเป็นสภาพบังคับที่รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานของรัฐต้องจัดให้ ประชาชนเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารดังกล่าวได้โดยสะดวก (มาตรา 59)\nแต่สื่อมวลชนไม่ได้ถูกปกป้องจากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นนอกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา (มาตรา 98) รวมไปถึงสื่อมวลชนไม่ได้ถูกปกป้องจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการ และหลังจากการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรีก็สามารถเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน (มาตรา 184) เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง แต่ให้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ และภารกิจของหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่ด้วย (มาตรา    49) ในส่วนของประเด็นเรื่อง เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย และการสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้ ยังคงอยู่เพื่อปกป้องสื่อมวลชนจากทุนของต่างชาติและการห้ามสั่งปิดกิจการสื่อมวลชน (มาตรา 35)\nในส่วนของการควบรวมการครองสิทธิข้ามสื่อ หรือการครอบงำ ระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเองหรือโดยบุคคลอื่นใด ในส่วนนี้กลับหายไป รวมไปถึงการที่ให้ความสำคัญกับสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม ที่ว่ารัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และในส่วนของสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็น สมบัติของชาติ เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน และมีการป้องกันมิให้มีการแสวงหาประโยชน์จากผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือสร้างภาระแก่ผู้บริโภคเกินความจำเป็น (มาตรา 60)\nจุดที่น่าสนใจคือมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญ 2560 บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ในส่วนนี้น่าสนใจเพราะมีการให้ความสำคัญกับวิชาชีพสื่อมวลชน และจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ซึ่งสอดรับกับร่างพระราชบัญญัติ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งอยู่ในกระบวนการของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จะเดินต่อไปอย่างไร\n\nรัฐธรรมนูญ 2550\n\n\nรัฐธรรมนูญ 2560\n\n\nมาตรา 45 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น\nการจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพหรือสุขภาพของประชาชน\nการสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ การห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือมีการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดนอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง\nการให้นำข่าวสารหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่น จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม แต่ทั้งนี้ จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง\nเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย\nการให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทำมิได้\n \n \n\n\nมาตรา 34 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจํากัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของ บุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของ ประชาชน\nเสรีภาพทางวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครอง แต่การใช้เสรีภาพนั้นต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ของ ปวงชนชาวไทยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และต้องเคารพและไม่ปิดกั้นความเห็นต่างของบุคคลอื่น\nมาตรา 35 บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ\nการสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทํามิได้\nการให้นําข่าวสารหรือข้อความใดๆ ที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนจัดทําขึ้นไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจ ก่อนนําไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อใดๆ จะกระทํามิได้ เว้นแต่จะกระทําในระหว่างเวลาที่ประเทศ อยู่ในภาวะสงคราม\nเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย\nการให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทํามิได้ หน่วยงานของรัฐที่ใช้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินให้สื่อมวลชนไม่ว่าเพื่อประโยชน์ในการโฆษณา หรือประชาสัมพันธ์ หรือเพื่อการอื่นใดในทํานองเดียวกันต้องเปิดเผยรายละเอียดให้คณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดินทราบตามระยะเวลาที่กําหนดและประกาศให้ประชาชนทราบด้วย\nเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง แต่ให้คํานึงถึงวัตถุประสงค์ และภารกิจของหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่ด้วย\n\n\n \nมาตรา 46 พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัด ตามรัฐธรรมนูน โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมแห่งการประกอบอาชีพ และมีสิทธิจัดตั้งองค์กรเพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพและความเป็นธรรม รวมทั้งมีกลไกควบคุมกันเองขององค์กรวิชาชีพ\nข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง\nการกระทำใดๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการ อันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงการเสนอข่าวหรือแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้ถือว่าเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและไม่มีผลบังคับใช้ เว้นแต่เป็นการกระทำเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายหรือจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ\n\n\n \nมาตรา 184 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้อง\n(4) ไม่กระทําการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม อันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซง การใช้สิทธิหรือเสรีภาพของหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนโดยมิชอบ\n \n\n\n \nมาตรา 47 คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ\nให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ\nการดำเนินการตามวรรคสองต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สาธารณะอื่น และการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม รวมทั้งต้องจัดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ\nการกำกับการประกอบกิจการตามวรรคสองต้องมีมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการควบรวมการครองสิทธิข้ามสื่อ หรือการครอบงำ ระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเองหรือโดยบุคคลอื่นใด ซึ่งจะมีผลเป็นการขวางเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือปิดกั้นการได้รับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชน\n \n\n\n \nมาตรา 60 รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็น สมบัติของชาติ เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน\nการจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง ไม่ว่าจะใช้เพื่อส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม หรือเพื่อประโยชน์อื่นใด ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะ รวมตลอดทั้งการให้ประชาชนมีส่วนได้ใช้ประโยชน์จาก คลื่นความถี่ด้วย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ\nรัฐต้องจัดให้มีองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรับผิดชอบและกํากับ การดําเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่ให้เป็นไปตามวรรคสอง ในการนี้ องค์กรดังกล่าวต้องจัดให้มีมาตรการ ป้องกันมิให้มีการแสวงหาประโยชน์จากผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือสร้างภาระแก่ผู้บริโภคเกินความจําเป็น ป้องกันมิให้คลื่นความถี่รบกวนกัน รวมตลอดทั้งป้องกันการกระทําที่มีผลเป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้ หรือปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลหรือข่าวสารที่ถูกต้องตามความเป็นจริงของประชาชน และป้องกันมิให้บุคคล หรือกลุ่มบุคคลใดใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่โดยไม่คํานึงถึงสิทธิของประชาชนทั่วไป รวมตลอดทั้ง การกําหนดสัดส่วนขั้นต่ำที่ผู้ใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่จะต้องดําเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ\n\n\n \nมาตรา 56 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะ ในครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชน หรือส่วนได้ส่วนเสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น หรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ\n\n\n \nมาตรา 59 รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ ที่มิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหรือเป็นความลับของทางราชการตามที่กฎหมายบัญญัติ และต้องจัดให้ ประชาชนเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารดังกล่าวได้โดยสะดวก\n \n\n\n \nมาตรา 48 ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม มิได้ ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน หรือจะดำเนินการโดยวิธีอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ที่สามารถบริหารกิจการดังกล่าวได้ในทำนองเดียวกับการเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการดังกล่าว\n\n\n \nมาตรา 98 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร\n(3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-0803de3192714896ab9e262f8e75a052", "input": "Title: เตรียมออกหมายจับมือฆ่า2ทหาร \n Body: เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 22 กันยายน 2548 คุณหญิงแพทย์หญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ รองผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะได้เดินทางไปที่หมู่บ้านตันหยงลิมอร์ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เพื่อเข้าตรวจสอบหาที่เกิดเหตุฆ่า ทหารนาวิกโยธิน 2 นาย โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปบันทึกภาพ ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 21 กันยายน 2548 คุณหญิงแพทย์หญิงพรทิพย์ได้เดินทางไปที่ห้องเก็บศพ โรงพยาบาลนราธิวาสราชครินทร์ เพื่อชันสูตรพลิกศพทหาร 2 นาย โดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง\n\n \n\nต่อมา เวลา 09.30 น. วันเดียวกัน นาวาเอกไกรขวัญ ไกรฤกษ์ ผู้บังคับการกรมนาวิกโยธินค่ายจุฬาภรณ์ จังหวัดนราธิวาส ได้เคลื่อนศพทหาร 2 นาย ออกจากโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ไปยังวัดโคกเคียน ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เพื่อทำพิธีรดน้ำศพในเวลา 13.00 น. วันเดียวกัน โดย พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน\n\n \n\nเวลา 10.30 น. วันเดียวกัน พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยนายศิวะ แสงมณี อธิบดีกรมการปกครอง และคณะ ได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุบริเวณศาลาอเนกประสงค์บ้านตันหยังลิมอร์ หมู่ที่ 7 ตำบลตันหยังลิมอร์ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ที่ทหารนาวิกโยธิน 2 นาย ถูกทำร้ายเสียชีวิต โดยใช้เวลาอยู่ในที่เกิดเหตุประมาณ 15 นาที\n\n \n\nพล.ต.อ.ชิดชัย กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทำดีที่สุดแล้ว เห็นได้จากการใช้สันติวิธี และพยายามทำตามข้อเรียกร้องของชาวบ้านทุกอย่าง เพื่อให้ปัญหาคลี่คลายไปในทางที่ดี แต่ไม่เป็นผล เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น น่าจะเจรจากันได้ ถ้าทุกคนยังเป็นมนุษย์ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการวางแผนล่วงหน้าของกลุ่มผู้ไม่หวังดี ที่ทำเป็นขั้นตอน กลุ่มคนร้ายที่บุกเข้าไปสังหาร น่าจะเป็นกลุ่มเดียวกับที่ใช้อาวุธสงครามกราดยิงชาวบ้านในร้านน้ำชา เพื่อสร้างสถานการณ์ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ และวางแผนจับกุมเป็นตัวประกัน แต่เจ้าหน้าที่ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจ ไม่ยอมต่อสู้ทั้งที่มีอาวุธประจำกาย จนถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมทารุณผิดมนุษย์ ตอนนี้ยังไม่มีการจับกุมผู้ใด แต่มั่นใจว่าสามารถออกหมายจับตัวคนร้ายได้ในเร็วๆ นี้\n\n \n\nขณะเดียวกัน เป็นที่น่าสังเกตว่า เหตุร้ายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 22 กันยายน 2548 ขณะนายมาหามะรอยาลี มะยูโซ๊ะ อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 29/30 ถนนโต๊ะลือเบ ตำบลสุไหงปาดี อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส กำลังขับรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อคาวาซากิ คาเซ่ สีขาว ทะเบียน กรม - 642 นราธิวาส มาตามถนนในหมู่บ้านปอเนาะ หมู่ที่ 7 ตำบลปะลุรู อำเภอสุไหงปาดี โดยมีและนางอรวรรณ คำภาเต็ม อายุ 20 ปี ภรรยานั่งซ้อนท้าย เพื่อกลับบ้านหลังจากเดินทางไปเยี่ยมญาติ เมื่อมาถึงทีเกิดเหตุ มีคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวนซุ่มอยู่ในป่าข้างทาง ใช้อาวุธปืนลูกซองยิงนายมาหามะรอยาลีเข้าที่บริเวณหน้าอกและท้องเสียชีวิตทันที ทำให้รถเสียหลักล้มลงกับพื้น ส่วนนางอรวรรณถูกกระสุนปืนเข้าที่ข้อเท้า โคนขาซ้าย ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก\n\n \n\nต่อมา เวลา 08.00 น. วันเดียวกัน ขณะที่นายพวง หิรัญดีพร อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 106 หมู่ที่ 5 ตำบลท่าธง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้างเพื่อนำผักไปขายที่ตลาดนัดอำเภอรามัน มาตามถนนสายรามัน-สาเมาะ หมู่ที่ 4 ตำบลกายูบอเกาะ อำเภอรามัน มีคนร้าย 2 คน ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะใช้อาวุธปืนพกสั้นไม่ทราบขนาด กระหน่ำยิงในระยะเผาขน เข้าที่ศีรษะ 3 นัด และลำตัวอีก 1 นัด เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-288defa7062e48cf803c2be408bcbce9", "input": "Title: หมายเหตุประเพทไทย : ความสุขและเสรีภาพของเจ้าหญิงดิสนีย์ \n Body: หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ พบกับ ‘อรรถ บุนนาค’ และพิธีกรรับเชิญ ‘ติณณภพจ์ สินสมบูรณ์ทอง’ มาคุยกันถึงเรื่องพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของภาพลักษณ์ตัวละครเจ้าหญิงในการ์ตูนเทพนิยายวอลท์ดิสนีย์ ตั้งแต่ยุคสโนว์ไวท์มาจนถึงปัจจุบัน\nตัวละครในยุคแรกของดิสนีย์ ได้แก่ สโนว์ไวท์ เจ้าหญิงนิทรา และซินเดอเรลล่า จะถูกให้ภาพของผู้เฝ้ารอเจ้าชายในฝัน แต่เจ้าหญิงในยุคถัดมาของดิสนีย์เริ่มแสดงออกอย่างชัดเจนมากขึ้นถึงการมีความปรารถนาส่วนตัว และความต้องการเสรีภาพในการทำตามความปรารถนา ประมาณปี 2000 มีการสถาปนาและจัดหมวดหมู่ให้กับเจ้าหญิงของดิสนีย์ โดยกำหนดเกณฑ์ 3 ข้อ คือ เป็นเจ้าหญิงโดยกำเนิด เป็นเจ้าหญิงโดยการสมรสกับเจ้าชาย และเป็นวีรสตรีในตำนาน ปรากฏว่ามีตัวละครเอก 11 ตัวที่ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าหญิง ได้แก่ สโนว์ไวท์, ออโรร่า (เจ้าหญิงนิทรา), ซินเดอเรลล่า, เอเรียล (little mermaid), มู่หลาน, เทียน่า (เจ้าชายกบ), เบลล์ (โฉมงามกับเจ้าชายอสูร), โพคาฮอนทัส, Rapunzel, จัสมิน (aladdin) และเมอริดา (brave) \n What is the sentiment in the text for the genre: ict", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-3384f51fbf3c4661ac099c012702ad83", "input": "Title: อัลจาซีร่าสัมภาษณ์ปธน.อิหร่านตัวต่อตัว เรื่องปฏิรูปซีเรีย \n Body: 6 ต.ค. 2012 - อัลจาซีร่ารายงานว่า การคว่ำบาตรทางการเงินอิหร่านกำลังส่งผลกระทบตั้งแต่ช่วงต้นศัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อประชาชนในอิหร่านกล่าวแสดงความไม่พอใจอย่างเปิดเผยว่าค่าเงินอิหร่านกำลังสูญมูลค่าให้กับค่าเงินดอลลาร์อย่างมาก ทำให้ราคาสูงขึ้น\n \nขณะเดียวกันผู้นำอิหร่านก็ต้องเผชิญกับ บินยามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ที่กล่าวปราศรัยวิจารณ์โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างดุเดือดในที่ประชุมสหประชาชาติ\n \nนอกจากนี้ยังมีสถานการณ์ในซีเรีย ที่อิหร่านจำเป็นต้องเลือกข้างเนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับผู้นำเผด็จการซีเรีย ขณะที่อียิปต์ซึ่งมีผู้นำคนใหม่ คือประธานาธิบดี มอร์ซี ซึ่งมีภูมิทัศน์ทางการเมืองที่เปลี่ยนไปจากเดิม นี่ถือเป็นการเปิดทางให้กับอิหร่านหรือไม่\n \nอัลจาซีร่าได้สัมภาษณ์ประธานาธิบดีอิหร่าน มาห์มูด อามาดิเนจัด ในนิวยอร์ก เรื่องจุดยืนและอนาคตของอิหร่าน ซึ่งอามาดิเนจัดได้กล่าวดังต่อไปนี้\n \n\"ไม่เพียงแค่กลุ่มประเทศโลกอาหรับเท่านั้น ทุกประเทศต้องมีการปฏิรูป บางทีแล้วประเทศที่คิดว่าตนก้าวหน้ามากๆ ก็เป็นประเทศที่ต้องการปฏิรูปมากที่สุด\n \nอิหร่านเองก็ต้องการปฏิรูป แต่ของเขตของการปฏิรูปต่างกัน กับซีเรียก็เช่นเดียวกัน แต่ประเด็นของผมคือ พวกเราต้องพูดเกี่ยวกับวิธีการปฏิรูปสิ่งต่างๆ เหล่านี้\n \nสำหรับซีเรียแล้วมีทางเลือกชัดเจนอยู่สองทาง หนึ่งคือสงคราม มีบางคนที่รู้สึกว่าสงครามจะทำให้เกิดการปฏิรูป พวกเขาชื่นชมความขัดแย้ง บรรยากาศของสื่อก็อาจสนับสนุนความขัดแย้งไปด้วย นี่อาจจะทำให้เกิดการสิ้นสุดชั่วคราว อาจจะถึงจุดที่มีกองกำลังเข้าไปในประเทศเพื่อช่วยเหลือรัฐบาลซีเรีย หรือเป็นกองกำลังเข้าไปช่วยฝ่ายกบฏ ทำให้สิ่งต่างๆ ยุติลงเช่นนั้น\n \nแต่ผมคิดว่า ในระยะยาวแล้ว สิ่งนี้จะทำร้ายซีเรีย เพราะคุณไม่สามารถปกครองได้ด้วยสงคราม กองกำลังในซีเรียและประชาชนจากเผ่าต่างๆ ต้องอยู่ร่วมกันได้ หากสงครามเผ่าพันธุ์ปะทุขึ้น ซีเรียจะแตกเป็นเสี่ยงๆ หรือไม่งั้นสงครามก็จะดำเนินต่อไป โดยมีเผ่าใดเผ่าหนึ่งมีอำนาจและเผ่าอื่นๆ ก็จะติดอาวุธต่อสู้กันใหม่ นี่เป็นหนทางหนึ่ง ซึ่งมีผู้สนับสนุนหนทางนี้จากทั้งสองฝ่าย\n \nแต่ก็ยังมีทางเลือกที่สอง คือการเปิดเจรจาหารือในระดับประเทศเพื่อให้มีการเลือกตั้งที่เป็นอิสระหมดจด ผมคิดว่าทางเลือกที่สองนี้ดีกว่า และเป็นประโยชน์กับซีเรียมากกว่า\n \nความสัมพันธ์ระหว่างเรากับซีเรียมีมานานแล้ว... มีบางคนที่ต้องการใช้จุดนี้กดดันอิหร่าน เพื่อกล่าวหาอิหร่าน\n \nคุณคิดหรือว่าซีเรียจะไม่มีมิตรที่อื่นที่จะติดอาวุธให้เขา คนที่ติดอาวุธให้พวกเขามานานแล้ว มีคนเรียงแถวอยู่ก่อนหน้าเราเป็นจำนวนมาก ผมไม่ได้บอกว่าคนเราจะไม่ทำผิดพลาดอะไรเลยนะ มันก็มีคนในทุกๆ ประเทศที่จะทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง... ผมแค่ต้องการถามคำถามนี้ว่า ในวันพรุ่งนี้สถานการณ์เช่นนี้อาจเกิดขึ้นในจอร์แดน หรืออาจเกิดในซาอุดิอารเบีย หรือในกาตาร์ และสหรัฐอาหรับอิมิเรต มันควรจะมีสงครามไหม ผมไม่เห็นด้วยเลย ผมว่ามันแย่มาก\n \nผมคิดว่าสงครามไม่ใช่วิธีการที่ดี ในที่สุดแล้ว กองกำลังอาหรับเป็นที่ต้องการที่อื่นมากกว่า ในที่ๆ ประชาชนรอคอยกองกำลังอาหรับมากว่า 60 ปีแล้ว\n \nในตอนนี้ พวกเรากำลังดำเนินไปสู่สงครามเผ่าพันธุ์ แล้วนี่ก็เป็นเรื่องอันตรายมาก มันไม่ใช่สิ่งที่เป็นประโยชน์กับซีเรียเลย หากสงครามเผ่าพันธุ์ปะทุขึ้น มันจะลามไปยังเลบานอน, ตุรกี, จอร์แดน และอิรัก เราไม่อาจควบคุมเพลิงที่โหมไหม้ลุกลามนี้ได้ ผมเป็นห่วงอนาคตมากกว่า\"\n \nมาห์มูด อามาดิเนจัด, ประธานาธิบดีอิหร่าน\n \n \nที่มา\nAhmadinejad: 'You can't rule with war', Aljazeera, 06-10-2012\nhttp://www.aljazeera.com/programmes/talktojazeera/2012/10/201210685414228951.html [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-095eeaed0ac7471b991ed063ea10f63f", "input": "Title: ชุมชนโคกยาวลุยยื่นหนังสือเลิกคำสั่งไล่รื้อ เตรียมเข้า กทม.พบนายกฯ ตู่ \n Body: ตัวแทนชาวบ้านโคกยาว จ.ชัยภูมิ เดินสายยื่นหนังสือขอยกเลิกคำสั่งไล่คนออกจากพื้นที่ ชี้ขัดมติคณะกรรมการแก้ไขปัญหา เตรียมบุก กทม.พบนายกรัฐมนตรี\nเมื่อวันที่ 16 ก.พ.2558 เวลาประมาณ 12.30 น. ตัวแทนชาวบ้านชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ กว่า 10 คน ได้เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ (ศูนย์ดำรงธรรม) เพื่อขอเข้าพบและยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดขัยภูมิ และพล.ต.มารุต ลิ้มเจริญ ผู้อำนวยการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดชัยภูมิ (ผบ.กกล.รส.จว.ชย) เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง รวมทั้งขอให้ทบทวนพิจารณาสั่งการเพื่อยกเลิกหนังสือคำสั่งบังคับให้ราษฎร์ผู้เดือดร้อนออกจากพื้นที่พิพาทสวนป่าโคกยาว โดยเร็วที่สุด และขอให้พิจารณารับรองแผนการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนโดยชุมชนโคกยาว\n\n\nนายเด่น คำแหล้ ชาวบ้านชุมชนโคกยาวกล่าวว่า การมายื่นหนังสือในอีกครั้งนี้เพื่อขอให้ทบทวนพิจารณากรณีที่เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อ วันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สนธิกำลังทหาร ตำรวจ ป่าไม้ ประมาณ 100 นาย เข้ามาปิดป้ายหนังสือประกาศ โดยคำสั่งที่ ทส.1621.4/2404 ลงวันที่ 26 ม.ค.2558 เรื่อง สั่งให้ผู้ถือครองพื้นที่ออกจากป่าสงวนแห่งชาติ หรืองดเว้นการกระทำใดๆ หรือรื้อถอน หรือแก้ไข ทำประการอื่นใดแก่สิ่งที่เป็นอันตราย หรือสิ่งที่ทำให้เสื่อมสภาพในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง พืชผลอาสินทั้งหมดออกจากป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม\nนายเด่นกล่าวว่า เหตุการณ์ที่สร้างความทุกข์ใจเช่นนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง โดยผู้เดือดร้อนได้ทำการร้องเรียนมาโดยตลอด แม้ล่าสุดได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมอรรถไกวัลวที ชั้น1 อาคารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยผลการประชุมในวาระที่ 3.1 กรอบแนวทางในการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ มติที่ประชุมเห็นชอบกรอบแนวทางในการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ดังนี้\n1) การพิจารณาให้ความช่วยเหลือประชาชน ควรคำนึงถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และข้อเท็จจริงเป็นที่ตั้ง2) แนวทางในการดำเนินการต้องไม่กระทบต่อวิถีชีวิตปกติของประชาชน ในระหว่างการแก้ไขปัญหาให้ยุติ ขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชะลอการดำเนินการใดๆ ที่อาจเป็นมูลเหตุ ให้เกิดความขัดแย้ง หรืออาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนในการดำเนินชีวิตตามปกติสุข และให้สามารถใช้ประโยชน์ ในที่ดินของรัฐตามวิถีปกติไปพลางก่อน จนกว่ากระบวนการพิจารณาของส่วนราชการหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่ตามแต่กรณีจะมีผลเป็นที่ยุติต่อไป3) การดำเนินการหากติดขัดปัญหาเกี่ยวกับระเบียบ กฎหมาย ควรพิจารณาปรับปรุงแก้ไขระเบียบ กฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนตามความเหมาะสม4) การดำเนินการแก้ไขปัญหาต้องสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล เช่น คำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยเฉพาะเรื่องที่ดิน กล่าวคือ เร่งรัดการจัดสรรที่ดินให้แก่ผู้ยากไร้ ในลักษณะสิทธิร่วมในการจัดการที่ดินของชุมชน ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล เป็นต้น5) ขอให้คณะกรรมการฯ คณะอนุกรรมการฯ คณะทำงานฯ ที่จะแต่งตั้งขึ้น นำผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาไปประกอบการพิจารณาด้วย\nนายเด่นกล่าวว่า ผลการประชุมในวาระที่ 3.1 นั้น ในทางปฏิบัติกลับสวนทางกับนโยบาย ถือเป็นการละเมิดสิทธิ และไม่มีความเป็นธรรมต่อผู้เดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง เป็นการดำเนินการที่ขัดแย้งต่อเจตนารมณ์ และกรอบแนวทางมาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินของรัฐบาลที่อยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกับประชาชน ทำให้ต้องเสียเวลาการทำมาหากิน เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาอีก สำหรับการมายื่นหนังสือเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในครั้งนี้ โดยทาง เลขาฯ ผบ.กกล.รส.จว.ชย (พ.ต.สุรขัย ชอบยิ่ง) เป็นตัวแทนรับหนังสือ พร้อมแจ้งว่าจะนำยื่นต่อท่านผู้อำนวยการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดชัยภูมิ (ผบ.กกล.รส.จว.ชย) และผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ได้รับทราบปัญหาผลกระทบความเดือดร้อนโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ท่านได้พิจารณาดำเนินการให้เกิดความปกติสุขในการดำเนินชีวิตของประชาชน จนกว่าจะมีกระบวนการในการแก้ไขปัญหาในทางนโยบาย เป็นการต่อไป\nนอกจากนี้เวลาประมาณ 15.00 น.ตัวแทนทั้งหมดได้เดินทางไปถึงนครราชสีมา เพื่อขอเข้าพบและยื่นหนังสือต่อผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 โดยทางเลขาฯกองอำนวยการสำนักจัดการป่าไม้ที่ 8 เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือข้อเรียกร้อง จากนั้นจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อขอเข้าพบและยื่นหนังสือต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล และเดินทางไปยื่นฯต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 17 ก.พ.นี้ เป็นการต่อไป \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-0d614566ecaf4d469422948879281b63", "input": "Title: ใบตองแห้ง: สื่อไทยยุค IO \n Body: จุลสารราชดำเนิน สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีการเปิดเพจทหารจำนวนมาก ตั้งแต่ระดับเหล่าทัพ กองทัพภาค ลงไปถึงกรม กองพัน ทำประชาสัมพันธ์เชิงรุกผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เข้าถึงผู้รับสารโดยตรง ไม่ต้องผ่านสื่อ\nเพจทหารเหล่านี้พัฒนาจากอดีต แม้บางเพจยังติดภาษาเขียนแบบทางการ แต่ก็พยายามแชร์ภาพประทับใจ เช่น ภารกิจช่วยเหลือประชาชน ความยากลำบากในการฝึกทหาร ให้ท่านผู้ชมเห็นความเสียสละ อดทน หรือถ่ายภาพสวย ๆ เพื่อเร้าอารมณ์คนที่นิยมทหาร มีการโควทคำคม ทำอินโฟกราฟิกของผู้บังคับบัญชาระดับต่าง ๆ (ไม่ทราบว่ารวมคำคมของ “พี่ป้อม” แบบ “ซ่อมไม่ตาย” หรือ “คนจีนทำนักท่องเที่ยวจีนเอง” ด้วยหรือไม่)\nไม่ต้องสงสัยว่า นี่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเมืองโดยตรง ในยุคที่ “อดีต ผบ.ทบ.” ผู้ยึดอำนาจตั้งตนเป็นนายกฯ เดินสายถามชาวบ้าน “เกลียดทหารไหม” อย่าเกลียดทหาร เพราะทหารมีไว้ดูแลประชาชน ในยุคสมัยที่นอกจากทหารทำรัฐประหาร ยังเพิ่มอำนาจตัวเอง เพิ่มงบความมั่นคง แก้กฎหมาย กอ.รมน. ให้ทหารเข้ามาคุมส่วนราชการย้อนยุคสงครามเย็น ขณะที่ในระดับบน ผบ.เหล่าทัพก็จะเป็นทั้ง ส.ว.แต่งตั้งและกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ กำกับประเทศไปอีก 20 ปี\nทหารจึงต้องแชร์ภาพ เสียสละ อดทน ช่วยประชาชนเมื่อมีภัยพิบัติ หรือปราบเงินกู้นอกระบบ เพื่อให้ประชาชนยอมให้ทหารมีอำนาจมีอภิสิทธิ์ มีงบประมาณมหาศาล มีนายพล 1,400 กว่าคน และเกณฑ์ทหารปีละแสนกว่าคน ไปอีกนาน\nจุลสารราชดำเนินยังท้วงติงผู้สื่อข่าว โดยเฉพาะผู้สื่อข่าวสายทหารว่า รับข่าวและภาพผ่านไลน์กลุ่ม แล้วส่งให้สำนักข่าวที่ตัวเองสังกัด ให้นำไปเผยแพร่ในลักษณะ “ก๊อป-วาง” ด้วยความรวดเร็วให้ทันกับสถานการณ์ข่าวออนไลน์ที่แข่งขันสูง จนไม่ทำข่าวสืบสวน หรือข่าว Exclusive\nพฤติกรรมนี้คนนอกวงการ โดยเฉพาะผู้เสพสื่อมักไม่ทราบ ว่าปัจจุบัน ในวันเสาร์อาทิตย์ ที่มักมีข่าวโฆษกแถลงแทนผู้มีอำนาจ ว่าท่านเป็นห่วงประชาชนเรื่องนั้นเรื่องนี้ ความเป็นจริงคือนักข่าวนอนอยู่บ้าน โฆษกส่งข่าวทางไลน์ ส่งมาก็ก๊อปไป เหมือนกันเป๊ะทุกฉบับ ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ยังโทรศัพท์ซักถามแตกประเด็นกันไป\nการทำข่าวแบบนี้ไม่ได้มีเฉพาะนักข่าวทหาร นักข่าวการเมือง นักข่าวเศรษฐกิจ ฯลฯ ก็รับข่าวทางไลน์ จากส่วนราชการ จากภาคเอกชน ซึ่งไม่ว่ากัน เพราะมันสะดวกดี แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือการโต้แย้ง ซักไซ้ หรือตรวจสอบ เจาะหาความจริง ที่เป็นสิ่งสำคัญ เพราะไม่งั้นนักข่าวก็ไม่ต่างจาก PR ของภาครัฐภาคเอกชน\nยิ่งไปกว่านั้น สื่อยังมักจะ in หรือโน้มเอียง ด้วยความผูกพันกับแหล่งข่าว ด้วยความรู้สึกต้องลุ้นเอาใจช่วย เช่นนักข่าวทหารสนิทกับทหาร นักข่าวเศรษฐกิจส่วนใหญ่ชื่นชอบสมคิด หรืออย่างน้อยก็ลุ้นเอาใจช่วยอยากให้เศรษฐกิจฟื้น ไม่อยากให้มีข่าวร้าย อยากให้มีแต่ข่าวดี อยากให้จีดีพีโต ๆ\nในมุมนี้ สื่อเศรษฐกิจ บางทีก็เป็น IO ด้วยตัวเองยิ่งกว่าสายทหารด้วยซ้ำ เพราะอันดับแรก ไม่มีใครอยากอ่านข่าวร้าย ต้องมุ่งขายข่าวดี อันดับถัดมา สื่อเศรษฐกิจยังมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ประกอบการ กับองค์กรภาคธุรกิจ ก็ต้องลุ้นเอาใจช่วยไปด้วยกัน โดยยังไม่พูดถึงว่าสื่อกระแสหลักต้องพึ่งโฆษณา ทั้งจากภาครัฐ และธุรกิจเอกชน\nกระแสสื่อวันนี้ จึงมีแค่จับข่าวดราม่ามาขาย กับ PR ให้ภาครัฐภาคเอกชน โดยการสืบค้นความจริงหายไป ผู้เสพสื่อควรรู้ให้ทัน\n \nที่มา: www.kaohoon.com/content/247894 [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-3b0149fb66da4e6d8f8c3ec64b1fd748", "input": "Title: จีนปิดกั้นการพูดถึง 'หลิวเสี่ยวโป' ทางอินเทอร์เน็ตหลังเสียชีวิต \n Body: หลังการเสียชีวิตของ หลิวเสี่ยวโป นักกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลจีนคนสำคัญ ศูนย์วิจัยในต่างประเทศทำการทดสอบ พบว่าโซเชียลมีเดียและโปรแกรมสนทนาของจีนมีการบล็อกชื่อของหลิวเสี่ยวโปรวมถึงคำที่เกี่ยวข้องกับตัวเขา รวมถึงบล็อกรูปภาพในโปรแกรมแชทด้วย\n \n\n\n \nภาพการทดลองส่งรูปภาพ และชื่อของหลิวเสี่ยวโปเป็นภาษาจีนและอังกฤษบนแอปพลิเคชันวีแชท จะเห็นว่าชื่อ และรูปภาพไปไม่ถึงผู้รับ (ที่มา:citizenlab.ca [1])\n \n17 ก.ค. 2560 หลังจากการเสียชีวิตของ หลิวเสี่ยวโป นักเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในจีนที่เคยได้รับเสนอชื่อเข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าทางการจีนพยายามเซนเซอร์การพูดถึงหลิวเสี่ยวโป รวมถึงคำอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเสียชีวิตของเขา ทางซิติเซนแล็บ ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยของวิทยาลัยกิจการนานาชาติแห่งมุงค์ มหาวิทยาลัยแห่งโตรอนโต ได้ทำการทดลองในเรื่องการเซนเซอร์ของรัฐบาลจีน พบว่ามีการเซนเซอร์การพูดถึงหลิวเสี่ยวโปอยู่จริง\n \nหลิวเสี่ยวโปเสียชีวิตจากโรคมะเร็งระยะสุดท้ายขณะอยู่ในการคุมขังโดยทางการจีน ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้วทางการจีนเพิ่งเปิดเผยว่าหลิวเสี่ยวโปเป็นโรคมะเร็งและส่งตัวไปรับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งทั้งๆ ที่เขาป่วยมาก่อนหน้านี้แล้ว จนกระทั่งหลิวเสี่ยวโปเสียชีวิตท่ามกลางการประณามของนานาชาติในเรื่องที่จีนไม่ยอมให้เขาได้ไปรักษาตัวที่ต่างประเทศ\n \nเรื่องราวการเสียชีวิตของหลิวเสี่ยวโปมีการนำเสนอทั่วไปในสื่อนอกประเทศจีน แต่ในจีนเองมีการเซนเซอร์คำบางคำที่เกี่ยวข้องกับหลิวเสี่ยวโปในโปรแกรมแช็ตและโซเชียลมีเดียต่างๆ จากจีน ไม่ว่าจะเป็นวีแช็ต (WeChat) หรือเว่ยป๋อ (Weibo) จากเดิมที่บริการสื่อสารเหล่านี้สั่งห้ามพูดถึงหลิวเสี่ยวโปอยู่แล้ว แต่ก็มีการเซนเซอร์หนักขึ้นหลังการเสียชีวิต\n \nซิติเซนแล็บทดสอบพบว่าจีนบล็อกชื่อหลิวเสี่ยวโปในวีแช็ตทั้งภาษาจีนแบบตัวอักขระจีนแผ่นดินใหญ่และจีนแผ่นดินใหญ่ รวมถึงภาษาอังกฤษด้วย นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่มีการห้ามส่งภาพผ่านแช็ต ส่วนโซเชียลมีเดียจีนอย่างเว่ยป๋อสั่งห้ามการค้นหาชื่อหลิวเสี่ยวโปทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษและเพิ่มการเซนเซอร์ถึงขั้นห้ามค้นหาชื่อ \"เสี่ยวโป\" เปล่าๆ อย่างไรก็ตามซิติเซนแล็บสันนิษฐานว่าการเซนเซอร์เหล่านี้ก็ไม่ทำให้ผู้ใช้เลิกสนใจเกี่ยวกับเรื่องของหลิวเสี่ยวโปได้ แต่จะพยายามหาคีย์เวิร์ดอื่นๆ ในการต้นหาเนื้อหาที่เกี่ยวกับหลิวเสี่ยวโปต่อไป\n \nไม่เพียงแค่ชื่อของหลิวเสี่ยวโปเท่านั้นซิติเซนแล็บยังรายงานอีกว่ามีการเซนเซอร์คำที่เกี่ยวข้องกับหลิวเสี่ยวโปอย่างคำว่า \"กฎบัตร 08\" ซึ่งเป็นแถลงการณ์ต่อต้านรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีน เรียกร้องประชาธิปไตยที่ทำให้หลิวเสี่ยวโปถูกจับกุมเพราะถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแถลงการณ์นี้ ซิติเซนแล็บระบุว่าการเสียชีวิตของหลิวเสี่ยวโปกลายเป็นสิ่งที่อ่อนไหวทางการเมืองสำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีนเทียบกับการเสียชีวิตของหูเย่าปัง อดีตผู้นำพรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งการเสียชีวิตของเขาเป็นหนึ่งในชนวนให้เกิดการประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน\n \nอย่างไรก็ตาม จากการสำรวจคำสำคัญต่างๆ ที่รัฐบาลจีนห้ามค้นหา ซิติเซนแล็บพบว่ารัฐบาลจีนรู้สึกอ่อนไหวมาตั้งแต่เรื่องการป่วยของหลิวเสี่ยวโปแล้ว พวกเขาพยายามควบคุมการบรรยายเรื่องราวการป่วยของหลิวเสี่ยวโปมาตลอด มีการควบคุมการเข้าพบหลิวเสี่ยวโปเป็นการส่วนตัวอย่างเข้มงวดและไม่ยอมให้ไปรักษาตัวต่างประเทศ\n \nจากการทดสอบของซิติเซ่นแล็บยังพบว่า นอกจากการบล็อกข้อความแล้ว ทางการจีนยังบล็อกการโพสต์รูปของหลิวเสี่ยวโปด้วยไม่ว่าเป็นรูปถ่ายหรือรูปที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวข้องกับตัวเขาอย่างรูปการ์ตูนของเก้าอี้ว่างเปล่าที่ผู้วาดต้องการสื่อถึงการที่หลิวเสี่ยวโปไม่ได้มีโอกาสไปเข้าร่วมงานประกาศผลรางวัลโนเบล\n \nซิติเซนแล็บสรุปว่าจากงานศึกษาก่อนหน้านี้และเอกสารคำสั่งที่รั่วไหลของทางการจีนทำให้พบว่าผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียในจีนถูกกดดันจากรัฐบาลหนักขึ้นให้ต้องเซนเซอร์เหตุการณ์ที่ดูอ่อนไหวต่อรัฐบาลหรือเป็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลรวมถึงในกรณีของหลิวเสี่ยวโปด้วย พวกเขายังวิเคราะห์อีกว่าเหตุที่ทางการจีนแบนเรื่องนี้เพราะทางการจีนกลัวว่าอาจจะมีการเคลื่อนไหวรวมตัวกันของประชาชน ขณะเดียวกันก็เป็นการพยายามรักษาหน้าตาของเจ้าหน้าที่ทางการจีนที่ไม่อยากอับอายเพราะเรื่องนี้ด้วย\n \nเรียบเรียงจาก\n \nREMEMBERING LIU XIAOBO : Analyzing censorship of the death of Liu Xiaobo on WeChat and Weibo [1], The Citizen Lab, 16 Jul. 2017 \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-355b9b5d748348fe9d3d1fcf5e2b2e9b", "input": "Title: เรื่องจริงไม่อิงนิยายของราชสำนักกัมพูชา (2): ชายาของพ่อ \n Body: พระบาทสมเด็จสุรมฤต และพระนางกุสุมะ นารีรัตน์ ในพิธีราชาภิเษก ปี พ.ศ.2498\n\nกษัตริย์สีหนุ กับพระบิดาและพระมารดา\n \nหลังจากที่เจ้ารณฤทธิ์ประสูติ มารดาของท่านได้อำลาจากที่พำนักบนถนนสุธารถไปใช้ชีวิตอยู่ในเมือง สนมคนงามวัย 22 ปี ผู้จดทะเบียนสมรสกับกษัตริย์สีหนุ ในปี 2485 ไม่ได้รับการเหลียวแลจากสามีที่หันไปหลงใหลสตรีอื่น\nในที่สุด เนียก โมเนียง พัต กันฮอล มารดาของเจ้ารณฤทธิ์ตัดสินใจตัดขาดความสัมพันธ์กับกษัตริย์สีหนุ และแต่งงานใหม่กับนายทหารชื่อจาบ ฮวด (Chap Huot) ทั้งสองมีลูกด้วยกัน 5 คน ลูก 4 คนของทั้งสองตายในช่วงการยึดครองของเขมรแดง ลูกคนเดียวที่เหลือรอดชีวิตมาได้คือ จาบ เนลีวอล (Chap Nhalyvoul)  ส่วนพัต กันฮอลเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ในปี พ.ศ.2512 ในวัย 49 ปี ร่างของเธอถูกฝังไว้ที่กรุงพนมเปญ จาบ ฮวด สามีใหม่ของเธอตายในปีต่อมาในเหตุการณ์ลอบวางระเบิดก่อนที่กษัตริย์สีหนุจะถูกโค่นราชอำนาจในปีเดียวกัน\nจาบ เนลีวอล น้องชายต่างบิดาของเจ้าชายรณฤทธิ์ เกิดในปี พ.ศ.2495 ตอนที่สูญเสียทั้งบิดามารดานั้นเขายังอยู่ในช่วงเป็นวัยรุ่น เนลีวอลได้รับการศึกษาในฝรั่งเศสเช่นเดียวกับเจ้ารณฤทธิ์  และได้เข้าร่วมในการต่อต้านการปกครองของระบอบเฮง สัมริน ที่สนับสนุนเวียดนาม  หลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ.2541 เนลีวอลได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเสียมเรียบ เขาเล่าให้ Harish C. Mehta ผู้เขียนหนังสือ “Warrior Prince” ฟังว่าในช่วงเวลานั้น “เสียมเรียบของเรากำลังคืนกลับมาสู่ความมีชีวิตชีวา มีนักท่องเที่ยวหลายพันคนแห่กันมาดูซากปรักหักพังของนครวัด”\nเมื่อเติบโตและหันไปมองย้อนอดีตความสัมพันธ์ระหว่างบิดาและมารดา  เจ้ารณฤทธิ์พบว่ามีเหตุผลมากมายที่กษัตริย์สีหนุจะไม่สนใจที่เหนี่ยวรั้งมารดาของท่านไว้ในฐานะพระสนมของพระเจ้าแผ่นดินอีกต่อไป\n“โอ! ถ้าคุณมีภรรยา 6 คนนี่ มีเหตุผลมากพอทีเดียว...มีคนบอกกับข้าพเจ้าว่าพ่อมีเหตุผลมากพอทีเดียว และท่านมีภรรยาแค่ 6 คน เพราะปู่ของข้าพเจ้ามีสนมตั้ง 360 คน มีเวลาว่างแค่ 5 วันในหนึ่งปี”\nพระคลังหลวงตั้งงบประมาณไว้สำหรับค่าใช้จ่ายและการเลี้ยงดูชายาและสนมรวมทั้งโอรสและธิดาของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นภาระที่หนักมากของพระคลัง\nกษัตริย์สีหนุมีชายาและสนม 6 คน และมีโอรสธิดารวม 14 คน \nชายาที่ให้กำเนิดโอรสและธิดากับกษัตริย์สีหนุมากที่สุด คือ เจ้าหญิงพงสานมุนี ผู้มีศักดิ์เป็นเจ้าน้าของพระองค์ด้วย ทั้งสองสมรสกันปี 2485 และหย่าขาดจากกันปี 2494 มีโอรสธิดาด้วยกันรวม 7 คน เจ้าหญิงพงสานมุนี สิ้นในปี พ.ศ.2517\nพระญาติอีกสองท่านที่กลายมาเป็นชายาของกษัตริย์สีหนุ คือ เจ้าหญิงมุนีเกสร (Princess Monikessan) และเจ้าหญิงถาเวท นรลักษณ์ (Norodom Thavet Norleak) เจ้าหญิงนรลักษณ์ได้หย่ากับเจ้านโรดม วกรีวรรณ (Norodom Vakrivan) ในปี พ.ศ.2488 และเสกสมรสกับกษัตริย์สีหนุในปีต่อมา\nความทรงจำในวัยเด็กของเจ้ารณฤทธิ์ต่อบรรดาชายาและพระสนมของพระบิดา คือ\n“ต่างคนต่างอยู่ ไม่สมาคมกัน ข้าพเจ้าไม่เคยพบเจ้าหญิงมุนีเกสร เพราะท่านสิ้นตอนที่นรธีโป (Naradipo) เกิดเมื่อปี พ.ศ.2489 ข้าพเจ้ารู้สึกใกล้ชิดกับภรรยาของพ่อทุกคน ซึ่งทุกคนเมตตาข้าพเจ้ามาก เป็นความโชคดีของข้าพเจ้า”\nส่วนความสัมพันธ์ในระหว่างพี่น้องร่วมพระบิดา คือ เจ้าชายนรทีโป เจ้าชายจักรพงศ์ (Prince Chakkrapong)  เจ้าหญิงอรุณรัศมี  (Princess Arunrasmey) และเจ้าหญิงสุชาตา (Princess Suchata) นั้น เจ้าชายรณฤทธิ์เล่าว่า\n“ตอนเป็นเด็ก พวกเราพบกันบ่อย  ข้าพเจ้าสนิทกับอรุณรัศมีและสุชาตามาก เราโตมาด้วยกัน เพราะตอนที่พ่อพาหม่อมมุนีวรรณ (Princess Mam Manivann) ซึ่งเป็นมารดาของทั้งสองคนมาจากลาวนั้น พ่อเอาหม่อมมาฝากไว้ในความดูแลของเจ้าย่า”\nในปี พ.ศ.2544 ที่กษัตริย์สีหนุและพระราชินีโมนิกประทับอยู่ที่ฝรั่งเศสนั้น ชายาอีกท่าน คือ เจ้าหญิงถาเวท นรลักษณ์ อยู่ที่ฝรั่งเศสด้วย    แต่ท่านมีปัญหาด้านสุขภาพ จึงมีเพียงราชินีโมนิกที่อยู่เคียงข้างกษัตริย์สีหนุตลอดเวลา  เจ้าชายรณฤทธิ์เล่าว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสามคนนั้นราบรื่น  เจ้าหญิงนรลักษณ์ ยังคงติดต่อกับสมเด็จเจ้านโรดม สีหนุ ทั้งสองเขียนจดหมายถึงกันตลอดช่วง 30 ปีนับตั้งแต่กษัตริย์สีหนุถูกยึดอำนาจเมื่อปี พ.ศ.2517 ข้าราชบริพารใกล้ชิดของกษัตริย์สีหนุ เล่าว่า\n“เจ้าหญิงนรลักษณ์ส่งของขวัญวันเกิดและในวาระพิเศษอื่นๆ เช่น เทศกาลปีใหม่ของกัมพูชา มาถวายสมเด็จนโรดม สีหนุ อยู่เสมอ และพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงส่งของขวัญวันเกิดและเงินไปให้อดีตชายาอยู่เสมอเช่นกัน”\nส่วนราชินีโมนิกนั้นเปิดพระทัยกว้างและไม่เคยขัดขวางการติดต่อทางจดหมายระหว่างกษัตริย์สีหนุและอดีตชายา บางครั้งพระนางยังได้เขียนข้อความต่อท้ายและร่วมลงพระนามในจดหมายที่สมเด็จเจ้านโรดม สีหนุ เขียนถึงเจ้าหญิงนรลักษณ์ด้วย\nราชินีโมนิก เกิดในปี พ.ศ.2479 เป็นสาวงามที่โดดเด่นอยู่ในสังคมพนมเปญด้วยความงามจากสายเลือดผสมอิตาเลี่ยน-ฝรั่งเศส (Franco-Italian) ของบิดา Francois Izzi และเลือดผสมเขมร-เวียดนาม ของมารดา ปอมมี เป็ง (Pomme Peang) ความงามเจิดจรัสจับตาในวัยสาวของพระนางโมนิกทำให้กษัตริย์แห่งกัมพูชาคลั่งไคล้หลงใหลนับแต่แรกพบ\nบรรยากาศในพระราชวังนั้นเต็มไปด้วยพิธีรีตอง การเข้าเฝ้าของบรรดาโอรสธิดาจะต้องได้รับพระราชทานอนุญาตจากกษัตริย์สีหนุก่อน พระบิดามักโปรดให้โอรสธิดาร่วมเสวยพระกายาหารกลางวันและมื้อค่ำ และมักจะทรงเล่นแซกโซโฟนให้ลูกๆ ฟัง  สมเด็จนโรดม สีหนุไม่โปรดอาหารเขมร  พระองค์ทรงโปรดอาหารฝรั่งเศส และอาหารบนโต๊ะเสวยจะเป็นอาหารฝรั่งเศสทั้งหมด  เจ้ารณฤทธิ์ก็โปรดอาหารฝรั่งเศสเช่นเดียวกับพระบิดา\nเจ้ารณฤทธิ์ไปที่พระราชวังบ่อย แต่ไม่ได้ไปเข้าเฝ้าพระบิดา ท่านไปเยี่ยมสมเด็จปู่และสมเด็จย่า คือ สมเด็จเจ้าสุรมฤต และพระนางกุสุมะ นารีรัตน์ ทั้งสองพระองค์โปรดปรานรักใคร่เจ้าชายรณฤทธิ์และเจ้าหญิงบุปผาเทวีมาก นอกจากสืบสายเลือดศิลปินจากมารดาแล้ว เจ้าหญิงบุปผาเทวียังได้รับอิทธิพลจากสมเด็จย่าที่อนุรักษ์นาฏศิลป์เขมรราชสำนักไว้\nกษัตริย์สีหนุเป็นผู้ที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสได้อย่างคล่องแคล่วรวมทั้งคลั่งใคล้ความเป็นฝรั่งเศส ซึ่งได้ตกทอดมาถึงลูกๆด้วย\nความทรงจำในวัยเด็กของเจ้ารณฤทธิ์ที่มีต่อความสัมพันธ์กับพ่อ คือ ลูกๆ ของกษัตริย์สีหนุถูกเข้มงวดในเรื่องการศึกษา และไม่ค่อยมีโอกาสได้ตามเสด็จพระบิดา “พ่อไม่เคยพาพวกเราออกไปทานอาหารนอกบ้านเหมือนพ่อแม่คนอื่น”\nครั้งหนึ่ง เจ้ารณฤทธิ์มีโอกาสตามเสด็จไปพักผ่อนที่บ้านพักตากอากาศสไตล์ฝรั่งเศส ริมทะเล Kep และเกาะรอบๆ ที่อยู่ในภาคใต้ของกัมพูชา\n“พวกเราไม่เคยไปเที่ยวด้วยกันเป็นส่วนตัวแบบพ่อลูก ข้าพเจ้าจะติดตามไปพร้อมกับหม่อมมุนีวรรณ หรือไม่ก็พระนางโมนิก กับพ่อนี่ พวกเราไม่สามารถที่จะแลกเปลี่ยนแสดงความเห็นได้เลย พ่อพูดมากและคุ้นเคยกับการแสดงความเห็นของตัวเองให้ผู้ติดตามฟัง แต่ข้าพเจ้าไม่ได้รู้สึกเบื่อกับประเด็นสนทนาของพ่อ เพราะข้าพเจ้าสนใจเรื่องการเมืองมาตั้งแต่เป็นเด็กแล้ว”\nแต่สิ่งที่ร้าวรานอยู่ในความทรงจำของเจ้ารณฤทธิ์นั้น คือ พระบิดาไม่เคยพูดจาสื่อสารตรงกับท่านแบบพ่อกับลูกชายเลย\n“พ่อจะพูดกับลูกทั้งหมดพร้อมๆ กัน พ่อรักการเมืองมาก พระองค์เป็นนักการเมืองที่ยิ่งใหญ่ของกัมพูชา แต่พ่อไม่ต้องการให้ลูกๆ เข้ามาสู่การเมือง จึงมักจะหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงเรื่องการเมืองกับพวกเรา”\nเจ้ารณฤทธิ์ถูกส่งเข้าเรียนครั้งแรกที่โรงเรียนประถมศึกษาของกัมพูชา ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับบ้านบนถนนสุธารถ ท่านได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับเด็กนักเรียนคนอื่นๆ ไม่มีการจัดเตรียมห้องเรียนพิเศษ หรือครูพิเศษสำหรับท่านเป็นการเฉพาะ ต่อมา ท่านถูกส่งไปเรียนที่โรงเรียนนโรดม ซึ่งเป็นโรงเรียนประถมศึกษาที่มีการเรียนการสอนระบบฝรั่งเศส และย้ายไปเรียนที่ Lycee Descartes เจ้ารณฤทธิ์ทำคะแนนได้ดีในวิชาวรรณคดี ประวัติศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ แต่ได้คะแนนต่ำมากในวิชาคณิตศาสตร์และเคมี  ท่านเป็นนักกีฬาเช่นเดียวกับพระบิดา เจ้ารณฤทธิ์ชอบเล่นฟุตบอลและบาสเกตบอล\nเจ้าชายรณฤทธิ์มีชันษาเพียง 11 ปีเมื่อพระบาทสมเด็จนโรดม สีหนุทรงสละราชสมบัติครั้งแรกในปี 2498 เจ้าชายจำได้ว่าวันนั้นน้ำตาท่วมวัง\n“สิ่งที่ข้าพเจ้าจำได้คือทั้งเจ้าปู่และเจ้าย่าร้องไห้อย่างหนัก ได้ยินเสียงร่ำไห้ทุกที่ ไม่มีใครอยากให้พ่อสละราชย์”\nแต่กษัตริย์สีหนุตัดสินพระทัยแน่วแน่ที่จะลงไปเล่นการเมืองกับสามัญชน ทรงยกราชบังลังก์กัมพูชาให้กับพระบิดาของพระองค์ คือ เจ้าชายสุรมฤต ส่วนพระองค์ที่กลายเป็นอดีตกษัตริย์สีหนุเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ชื่อ พรรคสังคมราษฎรนิยม (Sangkum Reastr Niyum) ในอีกไม่กี่เดือนต่อมา และทรงชนะเลือกตั้งในปีนั้นเอง \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-4e438f9140614284a1100ffd82cb9729", "input": "Title: ศาลไทยตัดสินแล้ว จำคุกชายชาวสวิส 10 ปี ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ \n Body: โอลิเวอร์ รูดอล์ฟ จูเฟอร์ (Oliver Rudolf Jufer)\n\n(ที่มาของภาพ: http://www.komchadluek.net/2007/03/29/photo_16709.php)\n\n\n \n\n \n\nประชาไท - 29 มี.ค.2550 นาย โอลิเวอร์ จูเฟอร์ ชายชาวสวิส วัย 57 ปี ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งถูกจับกุมตัวหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจของเชียงใหม่ตรวจสอบวิดีโอบันทึกเทปพบว่านายโอลิเวอร์เป็นผู้พ่นสีสเปรย์ใส่พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2549 ด้วยความเมา เขาจึงถูกศาลไทยตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 10 ปี \n\n \n\nในวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา นายพิษณุ แทนบัวคลี่ ผู้พิพากษาในคดีที่นายโอลิเวอร์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตัดสินให้นายโอลิเวอร์ จูเฟอร์ จำคุกด้วยความผิด 5 กระทง โดยผู้ต้องหาจะได้รับโทษจำคุก 4 ปี ต่อความผิดที่ก่อขึ้น 5 กระทง รวมทั้งหมดเป็นเวลา 20 ปี แต่เนื่องจากนายโอลิเวอร์ยอมรับความผิดและรับสารภาพแต่โดยดี จึงได้รับการลดโทษเหลือเพียงการจำคุกเป็นเวลา 10 ปี\n\n \n\nทั้งนี้ นายโอลิเวอร์เป็นชาวต่างชาติคนแรกที่ถูกตัดสินจำคุกจากข้อหาหมิ่นพระบรมดชานุภาพ ในขณะที่ผู้สื่อข่าวต่างชาติรายงานว่านายโอลิเวอร์มีโอกาสยื่นอุทธรณ์ต่อศาลได้ภายในเวลา 1 เดือน แต่ดูเหมือนนายโอลิเวอร์จะรอการพระราชทานอภัยโทษหรือการถูกเนรเทศกลับประเทศมากกว่า\n\n \n\nแม้คดีดังกล่าวจะได้รับความสนใจจากผู้สื่อข่าวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก อาทิ สำนักข่าวบีบีซี, เอพี, เอเอฟพี, รอยเตอร์ และซีเอ็นเอ็น แต่ไม่มีสื่อไทยรายงานข่าวนี้ หรือสื่อที่มีรายงานเกี่ยวกับคดีดังกล่าวก็เป็นสื่อภาษาอังกฤษ เช่น The Nation เท่านั้น\n\n \n\nสื่อต่างประเทศหลายแห่งที่รายงานความคืบหน้าในคดีของนายโอลิเวอร์ จูเฟอร์ ได้กล่าวถึงกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทยว่าเป็นกฏหมายที่เข้มงวดทารุณและไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น แต่ประชาชนไทยไม่มีปฏิกิริยาต่อเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด \n What is the sentiment in the text for the genre: ict", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-7e73e5d400884d09b72fbca45653b237", "input": "Title: จดหมายเปิดผนึกจากคนมอญ เรื่อง \" ผู้ว่าฯ และ ความสงบเรียบร้อยที่ถูกทำลาย\" \n Body: เรื่อง      ผู้ว่าฯและความสงบเรียบร้อยที่ถูกทำลาย \n\nเรียน      พันธมิตร มหามิตร และปิยมิตร \n\nอ้างถึง  หนังสือด่วนที่สุด ที่ สค.0017.2/ว 3634 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2550 ออกโดยนายวีระยุทธ เอี่ยมอำภา ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร \n\n \n\nด้วยในปัจจุบัน ได้ปรากฏข่าวความเป็นไปของแรงงานต่างด้าว อันประกอบด้วย พม่า เขมร และลาว ซึ่งสื่อมวลชนและโดยแหล่งข่าวหน่วยงานราชการส่วนใหญ่ มักกล่าวถึงแรงงานต่างด้าวในแง่ลบ สร้างภาพในด้านที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ก่อปัญหาด้านสาธารณสุข ปัญหาสังคม และอาชญากรรม ฯลฯ โดยเมื่อเกิดเหตุใดๆ แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม มักจะเหมารวมว่า \"แรงงานต่างด้าว\" เป็นต้นตอปัญหาทั้งหมด \n\n \n\nคำถามแรก ก็คือ \"แรงงานต่างด้าว\" เหล่านั้นเป็นปัญหาจริงหรือ หากเป็นจริง เพราะเหตุใดจึงยังส่งเสริมผู้ที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฏหมายเหล่านั้นให้ขึ้นทะเบียนแรงงาน (ประหนึ่งว่าให้ถูกกฏหมาย) ซึ่งอันที่จริงก็เป็นการ \"ไม่ยอมรับความจริง\" ว่ามีความจำเป็นต้องการใช้แรงงานเหล่านั้นใช่หรือไม่ ถ้าไม่จำเป็นและไม่ต้องการ ก็ควรผลักดันออกนอกประเทศให้หมดสิ้น จึงจะควร \n\n \n\nคำถามที่แท้จริง ก็คือ แรงงานต่างด้าวเหล่านั้น เป็นความจำเป็นต่อผู้ประกอบการหรือไม่ ด้วยอัตราจ้างที่ต่ำ ลักษณะงานที่คนไทยไม่ทำ และไม่มีการดูแลสวัสดิการใด ๆ คำตอบที่ต้องการก็คือ แรงงานต่างด้าวเหล่านั้นหนีสภาวการณ์ในประเทศของตนเข้ามาทำงานในเมืองไทย สอดรับกับความต้องการของนายจ้างดังกล่าวข้างต้น แต่มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์และสิทธิ์โดยชอบ ไม่ต้องอ้างกฏบัตรสหประชาชาติ แค่สามัญสำนึกของเปรียงที่ไหนก็ควรรู้ ก็แล้วทำไมนายจ้าง เจ้าหน้าที่บางคน ถึงมีสิทธิ์เอารัดเอาเปรียบ รีดไถ รังแก รวมทั้งการห้ามไม่ไห้พวกเขาได้แสดงออกถึงอัตลักษณ์ทางด้านภาษา การแต่งกาย และสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา \n\n \n\nน่าหดหู่ที่มนุษย์ด้วยกัน เพียงแต่มีสถานภาพทางสังคมที่ดีกว่า บรรจงร่างจดหมายราชการ (มิใช่โพยหวยเถื่อน) จิกหัวเรียกคนที่ด้อยโอกาสและไม่มีทางเลือกในชีวิตมากนักว่า \"...โดยเฉพาะ...พวกสัญชาติพม่า...\" แบ่งเขา แบ่งเรา อย่างไร้ความเข้าใจ ......อนาจนัก สิงห์ดำ \n\n \n\nคำถามเสริม (สติปัญญา) \"แรงงานต่างด้าว\" เหล่านั้นเป็นปัญหาต่อสังคมอย่างที่สื่อและหน่วยงานรัฐสร้างภาพจริงหรือ สถิติการก่ออาชญากรรมของคนไทยกับแรงงานต่างด้าวเท่าที่ทราบมันเทียบกันไม่ได้เลย เรื่องสาธารณสุข โรคติดต่อร้ายแรงบางอย่างที่เมืองเขาไม่มี เขามาได้รับจากเมืองไทย เพราะเจ้าของห้องเช่า เจ้าของโรงงานไม่ดูแลระบบสาธารณูปโภค คุณภาพชีวิต แต่เจ้าหน้าที่สถานพยาบาลตราหน้าว่า เป็นโรคที่เขานำมาจากบ้านเกิดเอามาแพร่ให้คนไทย รวมทั้งค่าขึ้นทะเบียนที่แรงงานเหล่านั้นต้องเสียให้กับรัฐปีละเกือบ 4,000 บาท ต่อคน จากสถิติการรักษาพยาบาลรวมทั้งประเทศมีตัวเลขชัดเจนว่า กระทรวงสาธารณสุขมีกำไรจากงานนี้ ส่วนในเรื่องการเสียภาษี พวกเขาก็เสียอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่าคนไทย โดยเฉพาะคนไทยที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก \n\n \n\nโปรดฟัง คำถามอีกครั้งหนึ่ง ก็คือ วัฒนธรรมไทยอ่อนแอมากนักหรือ ท่านจึงกลัวว่าวัฒนธรรมของ แรงงานต่างด้าวจะมาครอบงำ กลัวแรงงานต่างด้าวจะมาแสดงตัวเป็นเจ้าของพื้นที่ กลัวว่าจะเข้ามายึดเมืองไทย \n\n \n\nแท้จริงแล้ว \"วัฒนธรรมไทย\" คืออะไร เท่าที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ก็มีแต่วัฒนธรรมอินเดีย จีน มอญ เขมร ลาว ทั้งนั้น (แม้แต่ราชาศัพท์ การนุ่งโจงกระเบนที่ใช้ในรั้วในวังยังเป็นภาษาเขมร) การที่วัฒนธรรมมอญกลับมาที่สมุทรสาครอีกครั้ง สัมพันธ์กับชาวมอญในเมืองไทยที่เข้ามาเมื่อ 200 ปีที่แล้วนับแสนคน (ควรจะเรียกว่าเจ้าของบ้านดั้งเดิม) จึงไม่แปลกว่าวัฒนธรรม ภาษา ศาสนาของมอญสองกลุ่มจึงเข้ากันได้ ในขณะที่สังคมไทยกำลังนิยมตะวันตกและเอเชียตะวันออก ท่านจึงกลัวว่าสังคมไทยจะเลิกดู \"จูมง\" เลิกเล่นเกมคอมพิวเตอร์ หันมารำมอญ แต่งตัวแบบมอญ และพูดภาษามอญเข้าวัดทำบุญกันทั้งประเทศหรืออย่างไร \n\n \n\n \n\nด้วยยึดมั่นในวิธีคิดแบบสังคมหลากมิติ \n\n \n\nองค์ บรรจุน \n\nชาวไทยเชื้อสายมอญจังหวัดสมุทรสาคร \n\nประธานชมรมเยาวชนมอญกรุงเทพ \n\nนักวิจัยภาษาและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล \n\n \n\nป.ล. ในที่ประชุมจังหวัด มีคำสั่งย้ำต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ ว่า ไม่ต้องการให้แรงงานต่างด้าว กระทำดังนี้ \n\n \n\n1. คลอดบุตรในเมืองไทย (ตั้งท้องแปดเดือนเฉดหัว...?) \n\n2. ติดป้าย-ข้อความภาษาต่างด้าว (ยกเว้นอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น... ?) \n\n3. ลูกหลาน + แรงงาน เรียนภาษาไทย (จะได้ไม่ต้องเข้าใจภาษาไทย แล้วก็ทำงานอย่างด้อยประสิทธิภาพ แล้วก็ทำผิดกฏหมายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์) \n What is the sentiment in the text for the genre: ict", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-adced606317a4d2d9f2a11c401eef9d9", "input": "Title: มายาคติ ‘พระสงฆ์อยู่เหนือการเมือง’ ตามทัศนะของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) \n Body: เราควรตั้งคำถามอย่างจริงจังเสียทีว่า วาทกรรม “พระสงฆ์อยู่เหนือการเมือง” นั้น เป็นความจริงหรือเป็นเพียง “มายาคติ” หรือ “สภาวะหลอกตัวเอง” (เช่นเดียวกันกับการหลอกตัวเองในกรณีสำคัญมากอื่นๆ) ทั้งๆ ที่ชาวพุทธไทยมักยืนยันเสมอว่าพุทธศาสนาสอน “ความจริงอันประเสริฐ” หรือ “อริยสัจ” ที่ถือหลักการสำคัญว่า “ต้องรู้ความจริงของปัญหาและสาเหตุก่อน จึงจะนำไปสู่การแก้ปัญหาต่างๆ ได้จริง”\nตัวอย่างทัศนะที่ว่า “พระสงฆ์อยู่เหนือการเมือง” ที่อ้างอิงความรู้ ข้อเท็จจริง หลักการมาสนับสนุนมากที่สุด น่าจะเป็นทัศนะของปราชญ์ทางพุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน คือท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ซึ่งท่านยืนยันว่า “พระสงฆ์อยู่เหนือการเมือง” ทั้งในทางหลักการและข้อเท็จจริง ดังที่ท่านเขียนไว้ในหนังสือ “ขว้างก้อนอิฐมา พัฒนาเป็นแก้วมณี”[1] ว่า\nนักบวชพระภิกษุในประเทศไทย ถึงอย่างไรๆ ก็ไม่สามารถเป็นขุนนางแท้จริง ไม่อาจเข้าไปอยู่ในการเมืองได้จริง ไม่มีอำนาจบริหารการเมืองได้จริง ไม่เหมือนนักบวชของฝรั่ง ต่างกันไกลมาก เมื่อจัดประเภท ก็พูดได้ทำนองนี้ว่า โดยเทียบกับระบบนักบวชบาทหลวงฝรั่งเศสยุคศักดินานั้น นักบวชภิกษุในประเทศไทยอยู่ใน ระดับที่เหนือการเมืองชัดๆ (ถึงไม่เทียบ หลักก็บอกอยู่แล้ว) (น.16)\n\nจากข้อความนี้ แสดงว่าท่านเจ้าคุณกำหนดขอบเขตของ “การเมือง” แค่ว่า “ต้องมีตำแหน่งเป็นขุนนางจริง มีอำนาจบริหารการเมืองจริง เหมือนนักบวชฝรั่ง”  โดยท่านยกตัวอย่างการ “อยู่ในการเมือง” ของนักบวชฝรั่งเปรียบเทียบกับนักบวชไทยไว้อย่างละเอียด ผู้เขียนขอคัดมาให้อ่านดังนี้\nพูดถึงตะวันตก ดูตัวอย่างในฝรั่งเศส บาทหลวงยิ่งใหญ่เด่นในประวัติศาสตร์ คงไม่มีท่านใดเหนือคาร์ดินัลริเชลลู (Cardinal Richelieu) ซึ่งได้รับราชการเป็นอัครมหาเสนาบดีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 และเป็นผู้สร้างฝรั่งเศสให้เป็นประเทศยิ่งใหญ่ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้เป็นเป็นผู้บัญชาการรบ ปราบชาวโปรเตสแตนต์ฮูเกนอตส์ลงได้และเป็นผู้ชี้นำในการทำสงคราม 30 ปีแห่งยุโรป (1618-1648)\nส่วนในเมืองไทย ที่ว่าวินัยของพุทธศาสนาเถรวาทช่วยรักษาไว้ เช่น ในสมัยรัชกาลที่ 1 กองทัพพม่ายกเข้ามา ได้เมืองนครศรีธรรมราชแล้ว จะไปตีเมืองพัทลุงและเมืองสงขลา คราวนั้นที่เมืองพัทลุง พระมหาช่วย ชักชวนชาวเมืองพัทลุงให้ต่อสู้ข้าศึกรักษาเมือง ยกเป็นกระบวนทัพจากเมืองพัทลุง มาตั้งค่ายสกัดอยู่ในทางที่พม่าจะยกลงไปนครศรีธรรมราช เมื่อเสร็จศึกพม่าแล้ว พระมหาช่วย แม้ว่าจะได้ช่วยประเทศชาติในยามร้าย แต่ท่านไม่ต้องการให้มีความมัวหมองทางพระวินัยที่ได้ไปในการศึกสงคราม ก็สมัครลาสิกขาเอง ส่วนทางบ้านเมืองมองเห็นคุณความดีของท่าน ก็ได้ตั้งอดีตพระมหาช่วยให้เป็นพระยาทุกขราษฎร์ (น.12-13)\n\nผู้เขียนคิดว่า กรณีตัวอย่างนี้ตีความได้ 2 แบบ จะตีความแบบท่านเจ้าคุณก็ได้ว่า “วินัยของพุทธศาสนาเถรวาทรักษาไว้” จึงทำให้พระมหาช่วยลาสิกขา แล้วทางบ้านเมืองก็ตอบแทนในคุณความดีโดยตั้งให้เป็น “พระยาทุกขราษฎร์” หรือจะตีความอีกทางหนึ่งก็ได้ว่า ในทางข้อเท็จจริงวินัยพุทธศาสนาเถรวาทก็ป้องกันพระ(มหาช่วยเป็นต้น)ไม่ให้เข้าไปยุ่งกับการเมืองไม่ได้หรอก แม้กระทั่งการสงครามพระก็ยังสามารถจะไปชักชวนให้ประชาชนออกมาร่วมรบป้องกันบ้านเมืองก็ได้ (โดยไม่มีคณะสงฆ์หรือชาวบ้านที่นับถือพุทธอ้าง “วินัยสงฆ์เถรวาท” มาคัดค้าน ทัดทานไว้ได้) จากนั้นก็ลาสิกขาไปได้ดิบได้ดีในระบบการเมืองของฆราวาส\nท่านเจ้าคุณยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า\nในฝรั่งเศสยุคศักดินานั้น ฝ่ายศาสนาคือบาทหลวง (clergy) เป็นฐานันดรที่ 2 คู่กับฐานันดรที่ 1 คือขุนนาง (nobility) ทั้งสองพวกนี้ต่างก็แสวงหาทรัพย์อำนาจ เป็นเจ้าเมือง เจ้าที่ดิน เป็นต้น กดขี่ขูดรีด ทำให้ราษฎรเดือดร้อนชิงชัง จนในที่สุดจึงเกิดปฏิวัติฝรั่งเศสขึ้นใน ค.ศ. 1789 เพื่อล้มล้างฐานันดรทั้งสองนี้ และได้สถาปนาประชาธิปไตยสำเร็จ ด้วยความรุนแรงสูญเสียชีวิตเลือดเนื้ออย่างสยดสยอง แล้วได้เป็นเหตุให้มีหลักการแยกรัฐกับศาสนา (separation of church and state) ขึ้นในฝรั่งเศส…(น.13)\nหันมาดูเมืองไทย ยุคเดียวกันนั้น หลังเหตุการณ์ในอังกฤษมาจนถึงรัชกาลพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ที่ได้ปราบโปรเตสแตนต์เสร็จสิ้น คราวจะล่วงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ครั้งนั้น เพราะเหตุที่พระสงฆ์ไทยเถรวาทไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอำนาจการเมือง สมเด็จพระสังฆราชจึงสามารถรับนิมนต์จากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นำพระสงฆ์ผ่านกองทัพยึดอำนาจที่ล้อมวัง เข้าไปทำสังฆกรรมผูกสีมา และอุปสมบทข้าราชการผู้ใหญ่แล้วนำพระใหม่อดีตขุนนางมาอยู่ในวัดอย่างปลอดภัย โดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการเมืองที่เขายึดอำนาจกัน ไม่เข้าไปยุ่งกับฝ่ายไหน (น.15)\n\nคำถามคือ กรณีบทบาทของ “สมเด็จพระสังฆราชที่รับนิมนต์จากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนำพระสงฆ์ผ่านกองทัพยึดอำนาจที่ล้อมวัง เข้าไปทำสังฆกรรมผูกสีมา และอุปสมบทข้าราชการผู้ใหญ่แล้วนำพระใหม่อดีตขุนนางมาอยู่ในวัดอย่างปลอดภัย” นั้น  นี่เป็น “บทบาททางการเมือง” แบบหนึ่งที่เป็นการช่วยเหลือกลุ่มการเมืองอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่\nนี่ไม่ใช่แปลว่า การที่พระสงฆ์ (สมเด็จพระสังฆราช) แสดงบทบาทดังกล่าวนี้ได้ ย่อมชัดเจนว่าพระสงฆ์มี “ตำแหน่งแห่งที่”(position) ในระบบสังคมการเมืองแบบโบราณอย่างชัดเจน ภายใต้ระบบความสัมพันธ์ระหว่าง “อาณาจักร - ศาสนจักร”หรอกหรือ\nท่านเจ้าคุณอธิบาย “หลักการ” ในการเสนอ “ความจริง” ของท่านว่า\n...ที่ว่ามานี้แหละ เป็นเรื่องของความรู้ เป็นข้อมูลข้อเท็จจริง เราควรจะค้นคว้าแสวงหาความรู้นั้น เมื่อรู้แล้ว เราก็จะมองเห็น หลักเห็นเกณฑ์ที่จะวัดได้ แล้วหลักความจริงนั้นก็ตัดสินเองว่า ใคร และอย่างไร เหนือการเมือง หรือไม่เหนือการเมือง ในเรื่องที่เป็นความรู้ มีหลักให้ดูอย่างนี้ ก็ไม่ต้องไปมัวยุ่งกับความคิดเห็นของคน ...\n\nสังเกตว่า เวลาที่ท่านเจ้าคุณวิจารณ์คนอื่น ท่านมักจะใช้ข้อความทำนองนี้มากที่สุด หรือใช้เป็น “มาตรฐาน” เลยก็ว่าได้ คือข้อความนำนองว่า “เป็นเรื่องของความรู้ เป็นข้อมูลข้อเท็จจริง ...ไม่ต้องไปมัวยุ่งกับความคิดเห็นของคน” แต่ที่จริงสิ่งที่ท่านเจ้าคุณกำลังทำอยู่ก็หนีไม่พ้นเรื่อง “ความเห็น” เพราะท่านเจ้าคุณก็ใช้วิธีการนำข้อมูลความรู้เกี่ยวกับ “นักบวชฝรั่ง” มาเปรียบเทียบกับข้อมูลความรู้เกี่ยวกับ “นักบวชไทย” (ซึ่งเป็นข้อมูลเพียงบางส่วน) แล้วก็ให้ “ความเห็น” ว่า “นักบวชฝรั่งอยู่ในการเมือง แต่นักบวชไทยอยู่เหนือการเมือง” (แต่เป็น “การเมือง” ตามกรอบการนิยามหรือตาม “ความเห็น” ของท่านเจ้าคุณ)\nผู้เขียนขอยกตัวอย่างการตีความ หรือการให้ “ความเห็น” ที่ต่างออกไป ต่อข้อมูลความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสมัยเก่ากับคณะสงฆ์ เช่นความเห็นของโดนัลด์ เค. สแวเรอร์ (Donald K. Swearer) ที่อธิบายว่าโดยทั่วไปแล้วสถาบันพุทธศาสนากับสถาบันกษัตริย์ในอุษาคเนย์ต่างมีความสัมพันธ์ในเชิงสนับสนุนกันและกัน พระบรมราชูปถัมภ์ที่มีต่อคณะสงฆ์แห่งพุทธศาสนามีลักษณะ “ต่างตอบแทน” กับการที่คณะสงฆ์ต้องสนับสนุนอำนาจอันชอบธรรมของสถาบันกษัตริย์ เขาอ้างถึงข้อสังเกตของไฮนซ์ บีเชิร์ต(Heinz Bechert) ว่า อำนาจทางศาสนาให้ความชอบธรรมแก่อำนาจทางการเมือง 6 วิธี คือ\n1. การสร้างเอกลักษณ์ผู้ปกครองในฐานะกษัตริย์แห่งโลกในตำนาน (พระเจ้าจักรพรรดิ)\n2. การให้เหตุผลสนับสนุนความสมบูรณ์แบบทางศีลธรรมและจิตวิญญาณแห่งความเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีอยู่ในตัวผู้ปกครอง\n3. การบรรยายภาพพจน์ “กษัตริย์ในอุดมคติ” ในฐานะเป็นผู้อุปถัมภ์และปกป้องพุทธศาสนา\n4.การให้เหตุผลแก่สิทธิอำนาจของผู้ปกครองว่าปกครองโดยธรรม กล่าวคือ “ราชธรรม”\n5. ยกย่องผู้ปกครองเป็นเทวราชา เป็นผู้วิเศษ เช่นเป็นเทพตามคติฮินดู กระทั่งเป็นพระพุทธเจ้า และ\n6. กษัตริย์ในอุษาคเนย์อาศัยการสนับสนุนควบคู่กันไปทั้งโดยพุทธศาสนาและลัทธิความเชื่ออื่นที่ไม่ใช่พุทธศาสนา[2]\nจะเห็นได้ว่า จากความสัมพันธ์ “ต่างตอบแทน” ระหว่างพระสงฆ์กับรัฐสมัยโบราณ เราสรุปอย่างสอดคล้องกับ “ข้อเท็จจริง” และอย่างมี “หลักการ” ไม่ได้ว่า “ตำแหน่งแห่งที่” ของคณะสงฆ์ “อยู่นอก” หรือ “อยู่เหนือ” ปริมณฑลของการเมืองแบบโบราณ\nแต่เราสามารถสรุปได้อย่างสอดคล้องกับ “ข้อเท็จจริง” และ “หลักการ” ของความสัมพันธ์ต่างตอบแทนนั้นเองว่า คณะสงฆ์อยู่ “ใน” การเมือง และอยู่ในการเมืองในตำแหน่งแห่งที่ซึ่งมีบทบาทเป็น “กลไก” สนับสนุนความชอบธรรมของอำนาจรัฐอย่างชัดเจน จะปฏิเสธความจริงนี้ได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถลบสิ่งที่ท่านเจ้าคุณเรียกว่า “ความรู้ ข้อมูลข้อเท็จจริง” ทางประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับรัฐสมัยเก่า (อย่างน้อยนับแต่สมัยพระเจ้าอโศกเป็นต้นมา) ทิ้งไปได้เท่านั้น\nจริงอยู่พระสงฆ์ไม่ได้เป็นขุนนางแบบนักบวชคริสต์ (เพราะมีพื้นฐานความเชื่อ และกฎทางศาสนาต่างกัน) แต่พระสงฆ์ก็มีสมณศักดิ์ ชั้นยศซึ่งได้รับอภิสิทธิ์ต่างๆ จากรัฐสมัยเก่า เช่น ชนชั้นปกครองบริจาคทาส ที่ดินให้แก่พระสงฆ์ตามลำดับสูง ต่ำของสมณศักดิ์ และพระสงฆ์ก็มีหน้าที่สอนศีลธรรมตามความประสงค์ของชนชั้นปกครองด้วย[3] เป็นต้น\nอีกอย่าง การที่นักบวชคริสต์อ้างทฤษฎี “เทวสิทธิ์” (Divine Right) สนับสนุนความชอบธรรมแห่งอำนาจของกษัตริย์ ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่คณะสงฆ์อ้างทฤษฎีธรรมราชา โพธิสัตวราชา พุทธราชาสนับสนุนความชอบธรรมของอำนาจกษัตริย์ยุตโบราณในอุษาคเนย์\nจะว่าไปนักบวชคริสต์ถึงจะอ้างว่ากษัตริย์ใช้อำนาจในนามของพระเจ้า แต่เขาก็ไม่เคยอ้างกว่ากษัตริย์เป็นพระเจ้าเสียเอง เขายังยืนยันว่ากษัตริย์เป็นเพียง “มนุษย์” เหมือนคนทั่วไป ต่างแต่ใช้อำนาจในนามของ God เท่านั้น\nแต่ภายใต้ความสัมพันธ์ “ต่างตอบแทน” ในระบบความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “อาณาจักร-ศาสนจักร” ระหว่างรัฐกับพุทธศาสนาผสมพราหมณ์ในยุคเก่านั้น ตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมการเมืองของคณะสงฆ์ก็คือตำแห่งของผู้สอนศีลธรรมซึ่งมีบทบาทสนับสนุนการปกครองโดยธรรม ตามอุดมคติทางสังคมการเมืองของพุทธศาสนานั่นเอง ฉะนั้น ในทางความเป็นจริงแล้วคณะสงฆ์จึงมีบทบาทถ่ายเท “ความเป็นศาสนา” ไปสู่ “รัฐ (กษัตริย์)” อย่างชัดเจน ด้วยการตีความพุทธศาสนาสนับสนุนความเป็นธรรมราชา โพธิสัตวราชา พุทธราชา กระทั่งเทวราชาของผู้ปกครอง\nความเป็นธรรมราชา โพธิสัตวราชา พุทธราชา กระทั่งเทวราชาของผู้ปกครองนี่เอง คือสิ่งบ่งบอกความเป็น “รัฐพุทธศาสนาผสมพราหมณ์” ในระบบการเมืองยุคเก่า ถามว่าภายใต้รัฐเช่นนี้ คณะสงฆ์อยู่นอก หรืออยู่เหนือการเมืองอย่างไรหรือ\nนอกจากนี้ท่านเจ้าคุณ ยังเขียนว่า\nเอาง่ายๆ เวลานี้ ที่เมืองไทยอยู่ในระบบประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญก็บอกไว้ว่า ภิกษุสามเณร “เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง” นี่คือขาดหรือสูญเสีย(สละ)สิทธิพื้นฐานทางการเมือง ก็เป็นอันว่า ภิกษุสามเณรทุกรูป ไม่ว่าผู้ใหญ่ผู้น้อยขั้นไหน ก็ไม่มีบทบาทในการเมือง แค่เลือกตั้งก็ยังไม่ได้ แล้วจะไปทำอะไรในการเมือง เพราะฉะนั้น พระเณรจึงต้องศึกษาให้รู้และให้ความรู้อย่างดีแท้ ที่นำเขาได้ จึงจะสมกับที่เขาให้อยู่เหนือการเมือง ทั้งสามเณรและหลวงพี่ก็รู้ว่าพระเณรไม่อยู่ในการเมือง ถ้าจะเถียงกัน ก็ทำได้แค่ว่า หลวงพี่บอกมา เรานี่อยู่เหนือการเมืองนะ แต่สามเณรแย้งว่า ไม่ใช่ เราอยู่นอกการเมืองครับ เมื่อไม่อยู่ “ใน” ก็เถียงกันได้แค่ว่า “เหนือ” หรือ “นอก” ถ้าแน่กว่านั้น ก็ “นำ” การเมืองเลย (นำทางไปในธรรมและโดยธรรม อย่านำไปนอกธรรมด้วยอธรรม) (น.17)\n\nแปลว่า “อยู่ในการเมือง” ในบริบทสังคมการเมืองไทยปัจจุบันตามทัศนะของท่านเจ้าคุณ หมายถึง “อยู่ในการเมืองแบบการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย” เท่านั้น นี่เป็นมายาคติสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ท่านเจ้าคุณหรือชาวพุทธบ้านเราโดยทั่วไปมองไม่เห็น “ช้างในห้อง”[4] อันได้แก่การที่คณะสงฆ์ไทยอยู่ภายใต้โครงสร้างการปกครองสงฆ์ที่ถูกกำหนดขึ้นโดยอำนาจรัฐ ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ที่ใช้มาถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นโครงสร้างการปกครองสงฆ์แบบที่กำหนดขึ้นในสมัย ร.5 ทำให้พระสงฆ์ไทยที่มีตำแหน่งปกครองมีสถานะเป็น “เจ้าพนักงานของรัฐ” ตามกฎหมาย มีสมณศักดิ์ซึ่งเป็นฐานันดรศักดิ์อย่างหนึ่ง (ขุนนางพระ) ซึ่งทำให้คณะสงฆ์มีบทบาทสำคัญในฐานะเป็น “กลไก” สนับสนุนอุดมการณ์ทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม\nนี่ไม่ใช่ “โครงสร้างแบบการเมือง” ของคณะสงฆ์ไทยที่ทำให้คณะสงฆ์ต้องเป็นกลไกสนับสนุน “การเมือง” ภายใต้อุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์มาโดยตลอดหรอกหรือ (และไม่ใช่โครงสร้างที่ก่อให้เกิด “ปัญหาการเมืองภายใน” ของคณะสงฆ์เองมาโดยตลอดหรอกหรือ)\nภายใต้โครงสร้างดังกล่าวนี้ “ช้างตัวใหญ่ในห้อง” ที่ชาวพุทธบ้านเราแสร้งมองไม่เห็นคือ “ถ้าเป็นการเมืองแบบยุคเก่าหรือที่ตกทอดมาจากยุคเก่า เช่นการเมืองที่สนับสนุนอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พระสงฆ์ยุ่งได้เต็มที่ สนับสนุนอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมได้เต็มที่ ไม่ถือว่ายุ่งการเมือง”\nนี่คือมายาคติ “เหนือการเมือง” ที่ทำให้พระสงฆ์ไทยมีสถานะพิเศษ คือสถานะผู้ผลิตศีลธรรมสนับสนุนอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมและอ้างอิงใช้ศีลธรรมพุทธศาสนาตรวจสอบ ตัดสิน “นักการเมือง” ที่ประชาชนเลือกเท่านั้น โดยถือว่าศีลธรรมทางการเมืองแบบพุทธศาสนานั้น “สูงส่งกว่า” ศีลธรรมทางสังคมการเมืองสมัยใหม่ (สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค)\nฉะนั้น ข้อเสนอของท่านเจ้าคุณที่ว่า “ถ้าแน่กว่านั้น ก็ “นำ” การเมืองเลย (นำทางไปในธรรมและโดยธรรม อย่านำไปนอกธรรมด้วยอธรรม)” คำถามอยู่ที่ว่า “ธรรม” ทางสังคมการเมืองในกรอบการตีความของคณะสงฆ์ไทยตามเป็นจริงนั้น สนับสนุนหรือเป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และประชาธิปไตยกันแน่\nแท้จริงแล้ว สิ่งที่เราพึงตระหนักและเรียนรู้จากตะวันตกคือ สังคมตะวันตกนั้น นักบวชเขายอมรับความจริงแต่แรกว่าเขาเข้าไปยุ่งกับการเมืองตรงๆ เพราะเขาถือว่าการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในอำนาจทางการเมือง แต่เมื่อได้บทเรียนจาก “ยุคกลาง” สังคมตะวันตกถึงได้แยกบทบาทของรัฐกับศาสนาออกจากกัน โดยถือว่ารัฐต้องปกครองด้วยหลักการทางโลก เป็น “รัฐทางโลก” (secular state) ไม่เป็นรัฐศาสนาที่ปกครองด้วยหลักตามความเชื่อทางศาสนาอีกต่อไป\nแต่กรณีของไทยนั้น ทั้งๆ ที่ชาวพุทธเราชูการรู้ “ความจริง” และการแก้ปัญหาบนฐานของ “ความจริง”  แต่กลับสร้าง “มายาคติ” หรือ “สภาพการหลอกตัวเอง” ทำให้เราไม่มองความจริงทางประวัติศาสตร์และสภาพปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมาและอย่างวิพากษ์วิจารณ์\nเลยแก้ปัญหาระบบสังคมการเมืองไทยอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้อย่างตะวันตก ก็อยู่กับมายาคติหรือสภาพเบลอๆ ไปเรื่อยๆ แบบบอกตัวเองไม่ถูกว่า รัฐไทยจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ประชาธิปไตย จะเป็นรัฐศาสนา-กึ่งกึ่งศาสนา หรือเป็นรัฐทางโลก\n \n \nอ้างอิง\n\n[1]พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), ขว้างก้อนอิฐมา พัฒนาเป็นแก้วมณี, (กรุงเทพฯ: พิมสวย, 2554)\n\n\n[2] Donald K. Swearer, The Buddhist World Southeast Asia, (New York : State University New York Press, 1995), p.64.\n\n\n[3]จิตร ภูมิศักดิ์, โฉมหน้าศักดินาไทย, (นนทบุรี, ศรีปัญญา, 2550), น.137\n\n\n[4] สำนวน “ช้างอยู่ในห้องแต่มองไม่เห็น” เป็นสำนวนฝรั่ง หมายถึงสิ่งที่น่าจะเห็นกันง่ายๆ โต้งๆ แต่กลับถูกมองข้าม (ดู ธงชัย วินิจจะกูล, สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง, เชิงอรรถ น.221) \n What is the sentiment in the text for the genre: environment", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-f1d9ad340fe44a29a4bda54030751598", "input": "Title: คิกออฟ \"พลังงานทางเลือก\" ทางที่ชุมชนเลือก \n Body: ศูนย์ข่าวภาคเหนือ-5 มิ.ย.48\tเมื่อวันเสาร์(4 มิ.ย.) ที่ผ่านมา สำนักพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานพื้นที่ 10 จ.เชียงใหม่ มีการจัดเวที \"ภูมิปัญญาไท ไขปัญหาพลังงาน\" โดยมีกลุ่มองค์กรชาวบ้านเข้าร่วม นำประสบการณ์วิธีคิด วิธีปฏิบัติในเรื่องการนำพลังงานทางเลือกมาใช้ในระดับชุมชน \nนายพรหมมินทร์ พวงมาลา ผู้นำชุมชนบ้านแม่กำปอง กิ่ง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ กล่าวถึงการจัดการไฟฟ้าใช้ระบบไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กในชุมชน ว่า ชุมชนแม่กำปอง อยู่ในหุบเขา ซึ่งก่อนนั้นไม่มีไฟฟ้าใช้ ได้ใช้พลังงานน้ำให้เป็นประโยชน์ โดยใช้ในรูปแบบสหกรณ์ นอกจากชาวบ้านได้จัดการกันเองแล้ว ยังสามารถนำไปขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตส่วนภูมิภาคได้ด้วย และยังเป็นการส่งเสริมให้ชาวบ้านได้มีจิตสำนึกในการรักษาป่าดูแลต้นน้ำ และตนเชื่อว่ายังช่วยลดการใช้พลังงานอย่างอื่นได้ด้วย \nนางสายฝน กันแก้ว ตัวแทนชุมชนดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ได้มองเห็นว่า ชุมชนของตนเริ่มมีปัญหาด้านมลพิษขยะเพิ่มมากขึ้น จึงได้รวมกลุ่มกันขึ้นเพื่อหาทางออก โดยเริ่มมีการแยกขยะแห้ง นำไปขายสร้างรายได้ให้กับชุมชน ส่วนขยะเปียกก็นำไปเป็นปุ๋ยหมักและสร้างเตาเผาขยะ ซึ่งทุกคนเชื่อว่า ได้ช่วยลดพลังงานคือ ไม่ต้องนำขยะไปทิ้งที่อื่นจนเกิดมลพิษไปทั่วเมืองเชียงใหม่อยากให้ทางรัฐได้เข้าใจว่า หากนำงบประมาณจำนวนมากที่ว่าจ้างการจัดเก็บขยะนั้น นำงบมาให้ชุมชนจัดการ \n \"ล่าสุด ในชุมชนดอนแก้ว มีปัญหาโรงงานทำขนมจีนจำนวนกว่า 20 โรงงาน มีการปล่อยน้ำเสียลงไปภายในชุมชน ซึ่งชาวบ้านกำลังมีการพยายามหาทางแก้ไข โดยจะนำน้ำเสียจากโรงงานมาทำการหมักเป็นแก๊สชีวภาพ เพื่อนำมาเป็นพลังงานทางเลือกอีกทางหนึ่งด้วย\" นางสายฝน กล่าว \nนายโน้ม ชุ่มชัย ตัวแทนชุมชนโนนไทย จ.นครราชสีมากล่าวว่า หลังจากเกิดวิกฤติปัญหาราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้น จึงทำให้ชาวบ้านมาคิดหาวิธีแก้ไขปัญหานี้กันอย่างไร ในที่สุดก็มีการคิดค้นโดยมีการนำน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว มาทดลองทำให้เป็นน้ำมันไบโอดีเซล จนได้รับผลประสบความ\nสำเร็จ \n \"ทุกวันนี้ ตนได้บอกกับชาวบ้านว่า น้ำมันพืชที่ใช้แล้ว ไม่ต้องเอาไปทิ้งเอามาขายให้เรา มาทำน้ำมันไบโอดีเซลและตอนนี้ ก็พยายามนำสมุนไรสบู่ดำ สบู่เลือด ปาล์ม ถั่วเหลือง ดอกทานตะวันและงามาทำเป็นน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งเชื่อว่า ภูมิปัญญาเหล่านี้จะเป็นทางรอดของคนไทย\" นายโน้ม กล่าว \nในขณะที่ นางจงกลนี กาใจ ตัวแทนชุมชน อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ที่เวียงแหง ก็มีพลังงานทางเลือกอยู่แล้วคือ โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำตกแม่หาด ซึ่งสามารถจ่ายกระแสไฟขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้ และยังมีน้ำตกอยู่อีกหลายแห่ง ที่สามารถนำมาเป็นพลังงานทางเลือกได้ แต่รัฐก็ไม่ได้ทำกลับพยายามจะเข้าขุดเหมืองถ่านหินเพื่อนำไปป้อนให้กับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ \nทั้งนี้ หลังจากจบการเสวนา นางมะลิวัลย์ นาควิโรจน์ เลขานุการกลุ่มเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ จ.ลำปาง ได้ลุกขึ้นกล่าวว่า อยากให้คนไทยได้รับรู้ว่า สิ่งทีพลังงานไฟฟ้า จากโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะนั้น ได้ทำสร้างปัญหาด้านมลพิษต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมต่อชาวบ้านแม่เมาะเป็นอย่างมาก ดังนั้น จึงอยากให้รัฐหันกลับมาทบทวน มาใช้พลังงานทางเลือกขึ้นมา \n \"ที่ทุกวันนี้ ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พยายามอ้างว่า พลังงานงานถ่านหิน เป็นพลังงานที่มีต้นทุนราคาถูก แต่ไม่ได้บอกว่า ต้นทุนชีวิตที่ชาวบ้านต้องล้มป่วยตายไปนั้น มันคุ้มค่าหรือไม่\" นายมะลิวัลย์ กล่าว \n What is the sentiment in the text for the genre: education", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-b8294dac2aea46d69303e472ffc999ce", "input": "Title: ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 8 มีนาคม 2552 \n Body: \"พัลลภ\" ปัดส่งเทปวางแผนลอบสังหารให้ \"ทักษิณ\" โยน เพื่อน ตท.10 รู้ข้อมูลดีเว็บไซต์แนวหน้า -  พล.อ.พัลลภ  ปิ่นมณี  อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(รองผอ.รมน.)  กล่าวปฏิเสธว่า ในระหว่างการหารือกับ  พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กรุงปักกิ่ง เมี่อหลายเดือนก่อนไม่ได้มีการพูดเรื่องข่าวการลอบสังหารพ.ต.ท.ทักษิณ แน่นอน ซึ่งการพูดคุยกันไม่ได้พูดกันสองต่อสอง  มีคนอื่นนั่งอยู่ด้วย   ทั้งนี้ตนได้ถาม   พ.ต.ท.ทักษิณ   ต่อข้อสงสัยในเรื่องความจงรักภักดี และจะทำอย่างไรให้ความวุ่นวายในบ้านเมืองยุติ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าถ้าพันธมิตรฯยุติการชุมนุม  เรื่องก็ยุติ  และยืนยันว่าตนเองมีความจงรักภักดี  ไม่ได้คิดล้มสถาบัน ตนยืนยันได้ว่า พูดแค่นั้น ไม่ได้พูดเรื่องลอบสังหาร และ อย่าคิดว่า เป็นตนที่นำเรื่องนี้ไปบอก เพราะไม่เคยคุยเรื่องนี้\n\nเมื่อถามว่า  เคยมีข่าวว่ามี  9 ผู้ก่อการรัฐประหารเข้าไปวางแผนที่เซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่งย่านถนนสุขุมวิท พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ตนไม่ได้ไปร่วมการรัฐประหารกับเขา ถ้าไปร่วม หลังจากนั้นคงต้องได้รับตำแหน่ง  หรือ  เข้าไปเป็นวุฒิสมาชิกแล้ว ข้อมูลเหล่านี้เพื่อนร่วมรุ่นตท.10ของ พ.ต.ท.ทักษิณ คงมีข้อมูล เพราะก่อนรัฐประหาร  เพื่อนตท.10 หลายคนคุมกำลัง  และคุมหน่วยข่าวย่อมต้องมีข้อมูลเรื่องพวกนี้อยู่  ทั้งนี้ ตนไม่ได้ไปยุ่งการเมืองแล้ว หลังจากที่ติดปัญหาข้อกฎหมายในการที่เข้าไปทำงาน กอ.รมน. อีกทั้งเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด\n\n\"บิ๊ก คมช.\"หยันเรื่องตลก \"แม้ว\" ปูดข่าวลอบสังหาร ยัน คมช.ไม่เคยมีแผนลอบฆ่าเว็บไซต์แนวหน้า - พล.อ.วินัย ภัททิยกุล อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และ อดีตเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า คมช.มีแผนลอบสังหารว่า ความจริง คมช.ไม่เคยมีแผนที่จะดำเนินการสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ และการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 ก็เพื่อต้องการแก้ไขสถานการณ์ และให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้ ทั้งนี้ คมช.ที่ทำการยึดอำนาจก็ ไม่ต้องการหวังสิ่งใดแต่ต้องการอยากเห็นบ้านเมืองเกิดความสงบเท่านั้น\n\n \"ผมไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ นำเรื่องนี้ขึ้นมาพูด และผมอยู่ในสมาชิก คมช.ก็ไม่เคยได้ยินว่าจะมีข่าวการลอบสังหารอดีตผู้นำรัฐบาล ผมเพิ่งได้ยินข่าวจากสื่อที่ถามผม ผมว่ามันเป็นเรื่องตลกมากกว่า\" พล.อ.วินัย ระบุ\n\nเมื่อถามว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะนำเทปลับออกมาแฉว่ามีทหารเข้าไปพัวพันในการลอบสังหาร พล.อ.วินัย กล่าวว่า ตนไม่ทราบ และไม่เคยได้ยินว่า จะมีทหารจะไปลอบสังหารอดีตผู้นำรัฐบาล เมื่อถามว่า การออกมาประกาศครั้งนี้ก็เพื่อต้องการล้างแค้นสมาชิก คมช. พล.อ.วินัย กล่าวว่า การทำงานของ คมช. ถือว่าจบลงไปนานแล้ว ไม่มีอะไรที่จะต้องมาดำเนินการเช่นนั้น\n\nพท.ลั่นพร้อมอภิปราย ยันไม่เลื่อนยื่นญัตติ \"เหลิม\" นำทีม คาดอภิปรายไม่เกิน 2 วันเว็บไซต์แนวหน้า - นายพีระพันธ์  พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะทำงานเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ  กล่าวถึงความคืบหน้าและความพร้อมในการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่าขอยืนยันว่าจะไม่มีการเลื่อนวันยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามที่มี ส.ส.บางคนออกมาเสนอ เพราะล่าสุด แกนนำและคณะทำงานฯได้ยืนยันมีความพร้อมอย่างมากในการเปิดอภิปรายไม่ไว้งวางใจรัฐบาล พร้อมทั้งตัวบุคคลอภิปรายะและหลักฐานข้อมูล โดยในวันที่ 9-10 มี.ค.นี้จะมีการสรุปรัฐมนตรีที่จะยื่นอภิปราย และประเด็นต่างๆพร้อมสรุป ส.ส.ที่จะร่วมอภิปราย เบื้องต้น จะมีไม่ต่ำกว่า20 คน โดยจะแบ่งประเด็นในการอภิปรายให้ต่อเนื่องพร้อมแบ่งช่วงที่เป็นประเด็นสำคัญที่มั่นใจว่าจะล้มรัฐบาลได้\n\nนายพีระพันธ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในส่วนของผู้อิปรายหลักๆที่เป็นตัวยืน ประกอบด้วย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทยและหัวหน้าทีม นายจตุพร พรหมพันธ์  ส.ส.สัดวส่วน นายสุนัย จุลพงศ์ธร ส.ส.สัดส่วนและ นายสุรพงษ์  โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ เป็นต้น โดยจะอภิปรายเปิดทุกประเด็นและจะอภิปรายสรุปในตอนท้าย ในส่วนของวันเวลาการอภิปรายขึ้นอยู่กับความพร้อมของรัฐบาล คาดว่าจะใช้เวลาอภิปรายไม่เกิน2วัน\n\nปธ.ศาลปกครอง แย้ม กก.สรรหาเตรียมถก 12 มี.ค.นี้เว็บไซต์แนวหน้า - นายอักขราทร จุฬารัตน์ ประธานศาลปกครองสูงสุด กล่าวถึงกรณีการสรรหา กกต. ว่าขณะนี้วุฒิสภาได้ทำหนังสือเชิญให้ตนไปประชุม กรรมการสรรหา ในวันที่ 12 มี.ค. ที่จะถึงนี้  ส่วนเรื่องที่มาของผู้ที่จะมาแทนนั้นตนก็ยังไม่ทราบเช่นกันว่าควรมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา หรือกรรมการสรรหา จึงขอไปดูข้อกฎหมายก่อนว่าข้อกฎหมายเป็นอย่างไร ตอนนี้ยังแสดงความเห็นยังไม่ได้  อย่างไรก็ตาม ก่อนจะไปประชุมนั้นตนต้องมีจุดยืนเรื่องข้อกฎหมายก่อน  และเรื่องนี้ต้องถกในที่ประชุม และน่าจะชัดเจนก่อนดำเนินการสรรหา\n\n\"กรณ์\" โว บสย.ค้ำกู้แบงก์ทะลัก 3 หมื่นล.เว็บไซต์ไทยรัฐ - นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการลงนามความร่วมมือในโครงการค้ำประกันสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการวงเงินรวม30,000 ล้านบาท ระหว่างบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) กับ 16 สถาบันการเงิน ว่ารัฐบาลพร้อมใส่เงินเพิ่มทุนเพิ่มเติมให้กับ บสย.อีก หลังจากที่ได้อนุมัติเงินเพิ่มทุนให้แล้ว 3,000 ล้านบาท หากผู้ประกอบการต้องการค้ำประกันสินเชื่อมากเกินกว่า 30,000 ล้านบาท เพราะขณะนี้มีความต้องการขอค้ำประกันสินเชื่อจากผู้ประกอบการเต็ม 30,000 ล้านบาทแล้ว\n\nทั้งนี้ แนวทางการค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการนี้ถือว่าเป็นแนวทางที่คุ้มค่า เพราะใช้เงินทุนไม่มากแต่สามารถผลักดันให้มีการปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น โดยให้ธนาคารเอกชนเข้ามาร่วมปล่อยสินเชื่อ แต่ก็ต้องร่วมรับความเสี่ยงจากความเสียหายที่จะเกิดขึ้นด้วย ทั้งนี้ ขณะที่การค้ำประกันสินเชื่อ บสย.จะแบกรับความเสี่ยงเพียง 15.5% ของวงเงินค้ำประกัน ทำให้รู้ว่ากรณีเลวร้ายสุดเราจะรับความเสียหายเท่าไร\n\nนายนริศ ชัยสูตร ประธานกรรมการ บสย. กล่าวว่า ธนาคารจะส่งลูกค้าให้ บสย.เป็นก้อนๆ ตั้งแต่ 1,000-5,000 ล้านบาท เพื่อค้ำประกันภายใน 1 ปี มีอายุการค้ำประกัน 5 ปี ค่าธรรมเนียม 1.75% ต่อปี ซึ่งหากสินเชื่อจำนวนนี้ปล่อยได้จะช่วยให้มีเงินทุนหมุนเวียนในระบบ 9-10 เท่า หรือ 300,000 ล้านบาท สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้กว่า 15,000 รายและก่อให้เกิดการจ้างแรงงานถึง 300,000 ราย กำหนดเงื่อนไข 3 รูปแบบ 1.มีหลักประกันไม่น้อยกว่า 30% 2.ไม่มีหลักประกันหรือมีหลักประกันน้อยกว่า 30% ทั้ง 2 รูปแบบนี้ บสย.ค้ำประกันต่อรายไม่เกิน 20 ล้านบาท และ 3.ผู้ประกอบการที่เป็นเอ็นพีแอลไม่เกิน 12 เดือน บสย.จะค้ำต่อรายไม่เกิน 10 ล้านบาท สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวโรงแรม รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง บสย. จะลดค่าธรรมเนียมค้ำสินเชื่อจากเดิม 1.75% เหลือ 0.25%\n\nตร.ปดส.จับ 51 แรงงานเถื่อนย่านคลองหลวงเว็บไซต์สยามรัฐ - เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ที่บก.ปดส. พ.ต.อ.วรพงษ์ ทองไพบูลย์ ผกก. 2 บก.ปดส. พร้อมด้วยพ.ต.อ.ชูศักดิ์ เคทอง รองผกก.กลุ่มงานป้องกันและปราบปราม ปฏิบัติราชการ กก.2 บก.ปดส.ร่วมกันเปิดเผยการนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจปดส.กว่า 30 นายเข้าปิดล้อมตรวจค้นแหล่งที่พักอาศัยของแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย บริเวณทาวน์เฮ้าส์เลขที่74/75 ภายในหมู่บ้านพระปิ่น7 ถ.เลียบคลองหลังตลาดไท ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี\n\nเมื่อค่ำวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา หลังสืบทราบว่าสถานที่ดังกล่าวมีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายมาพักอาศัยอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก จากการตรวจค้นสามารถจับกุมแรงงานต่างด้าวได้ 51 คนเป็นชาวพม่า 50 คน ชาวลาว 1 คน โดยทั้งหมดเป็นชาย 30 คน และหญิงจำนวน 21 คน จึงทำการแจ้งข้อหาเป็นแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายก่อนควบคุมตัวทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนสภ.คลองหลวงรับตัวไว้ดำเนินคดีต่อไป\n\n\"พีเน็ตอยุธยา\"  ชี้  พธม. ยังไม่ควรจัดตั้งพรรคการเมืองในเวลานี้เว็บไซต์แนวหน้า - น.ส.ชลดา บุญเกษม ประธานเครือข่ายประชาชนเพื่อการเลือกตั้ง จ.พระนครศรีอยุธยา หรือ พีเน็ตอยุธยา  กล่าวว่า จากกรณีแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)  จะตั้งพรรคการเมือง  ว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังไม่ควรที่จะตั้งพรรคการเมืองในเวลานี้ เพราะที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของ พธม.นั้น ยืนอยู่บนเส้นด้ายของเส้นแบ่งเขตคำว่าผิดหรือถูก กับกรณีการปิดยึดสนามบินและทำเนียบรัฐบาล โดยอ้างการเคลื่อนไหวแรกเริ่ม เพื่อต้องการขับไล่รัฐบาลที่ใช้อำนาจโดยมิชอบแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งเรื่องดังกล่าวประชาชนจำนวนมากของประเทศก็เห็นด้วย\n\nทั้งนี้  หากเร่งรีบที่จะจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อเข้าสู่การแสวงอำนาจทางการเมือง ก็อาจทำให้คนอีกกลุ่มที่จ้องจัดการกลับ พธม. หรือประชาชนทั่วประเทศ เข้าใจใหม่ได้ว่า  การที่ พธม.เคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างหนักโดยเอาความรู้สึกของประชาชนมาเป็นส่วนร่วม ก็เพื่อใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาแนวร่วม และท้ายที่สุดก็ต้องการคือ เคลื่อนไหวเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจเหมือนนักการเมืองทั่วๆ ไป\n\nผู้การเชียงใหม่เตือนม็อบทุกกลุ่มอย่าผิดกฎหมายเว็บไซต์สยามรัฐ - เมื่อวันที่ 7  มีนาคม 52 พลตำรวจตรีสมหมาย กองวิสัยสุข ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ คนใหม่ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวหลังจากมีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มาปฏิบัติหน้าที่ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ได้ระยะหนึ่งว่า ที่ผ่านมาตนได้ถูกพาดพิงเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองในพื้นที่ ตนขอยืนยันการทำงานตามหน้าที่ โดยจะไม่กดดันฝ่ายใด ขอเพียงให้ทุกฝ่ายไม่ใช้กำลัง ไม่ว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะเคลื่อนไหว ก็พร้อมจะจัดกำลังเจ้าหน้าที่ไปรักษาความปลอดภัย ทั้งนี้ขอเพียงอย่ามีการใช้กำลังหรือทำร้ายกัน หรือกระทำการที่ผิดกฎหมายเท่านั้น ส่วนกรณีนักการเมืองเข้าพื้นที่นั้น ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ก็พร้อมจัดชุดควบคุมจลาจล เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยให้นักการเมือง เพื่อให้สามารถทำงานในพื้นที่ได้\n\nต่อข้อถามของผู้สื่อข่าวที่ว่าขณะนี้ได้มีการโยกย้ายนายตำรวจหลายนายออกจากพื้นที่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่กล่าวว่า ที่มีการโยกย้ายเนื่องจากตำรวจดังกล่าวไม่ปฏิบัติหน้าที่ ไม่เกี่ยวกับว่าการเป็นคนของใคร ถ้าไม่ทำงานก็จะย้ายทั้งหมด ทั้งนี้เมืองเชียงใหม่ต้องเป็นมหานครแห่งความสุข ส่วนเรื่องการนำหน่วยปฏิบัติการพิเศษมาตั้งที่บ้านพักผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่นั้น เนื่องจากที่บ้านเป็นจุดศูนย์กลาง เมื่อมีเหตุก็จะสามารถระดมกำลังได้เร็วที่สุด โดยยืนยันจะทำให้ทุกตารางนิ้วของเชียงใหม่มีความสุข ประชาชนอยู่แล้วปลอดภัยอย่างแน่นอน\n\nทหาร-ตำรวจสนธิกำลังจับ 8 ผู้ต้องสงสัยป่วนใต้เว็บไซต์สยามรัฐ - เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 7 มี.ค. 52 พ.ต.ท.ปรีชา กิ่มเกลี้ยง สว.นปพ.นราธิวาสที่ 2 พ.ท.ยุทธนา สายประเสริฐ ผบ.ฉก.นราธิวาส 31 ได้ร่วมสนธิกำลังตำรวจทหารจำนวน 100 นาย ใช้กฎอัยการศึกบุกจู่โจมตรวจค้น 8 เป้าหมายในพื้นที่บ้านดอเฮะ ม.3 ต.ริโก๋ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส หลังสืบทราบมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีได้แฝงตัวเคลื่อนไหวเพื่อประชุมวางแผนก่อเหตุร้ายในพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยซึ่งเป็นเยาวชนได้ จำนวน 8 คน ซึ่งอาศัยแฝงตัวกบดานอยู่ในบ้านพักหลังหนึ่งไม่มีเลขที่กลางสวนยางพาราหลังหมู่บ้าน\n\nซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวไปสอบสวนขยายผลที่ฐานปฏิบัติการย่อย ร้อย ร.15132 ฉก.นราธิวาส 31 ซึ่งตั้งอยู่บ้านบาโงฮูมอ ม.5 ต.กาวะ อ.สุไหงปาดี โดย 2 ผู้ต้องสงสัยขอสงวนชื่อและนามสกุล ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี โดยได้เปิดเผยถึงแหล่งซุกซ่อนซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการผลิตระเบิดแสวงเครื่อง จำนวน 2 จุด\n\nซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ ประสานงานไปยัง พ.ต.อ.ชาญ วิมลศรี รอง ผบก.ภ.จ.นราธิวาส พ.ต.ท.จันที แจ่มจันทร์ หน.กองวิทยาการ จ.นราธิวาส และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ร่วมเดินทางไปค้นหาตามคำให้การของ 2 ผู้ต้องสงสัย โดยเจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้าเข้าไปในป่าที่รกทึบกลางสวนยางพาราหลังมัสยิดหมู่บ้านดอเฮะ ประมาณ 2 ก.ม.ซึ่งเป็นเชิงเขา โดยเจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังกันใช้เครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดในการเดินค้นหาแบบหน้ากระดาน จนเวลาผ่านไป ประมาณ 20 นาที พบว่าที่บริเวณระหว่างใต้โค่นต้นทุเรียนและต้นสะตอ มีถุงพลาสติดสีดำขนาดใหญ่ซุกซ่อนอยู่ และเมื่อแกะตรวจสอบพบว่า ภายในมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตระเบิดแสวงเครื่องจำนวนหลายรายการ อาทิ แผงวงจรอีเล็คทรอนิกส์ นาฬิกาข้อมือแบบดิจิตอล สายไฟฟ้า สีโป๊ว ถ่านไฟฉาย มิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้า ดินดำ เสาวิทยุสื่อสาร ลูกประทัดยักษ์และหลอดไฟฟ้าแบบกลม\n\nและในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบจุดแรกอยู่นั้น ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ทหารว่าพบถุงต้องสงสัยสีดำวางอยู่ในโพรงของต้นสะตอเหนือพื้นดิน ประมาณ 3 เมตร และห่างจากจุดแรก ประมาณ 10 เมตร เจ้าหน้าที่จึงได้ปีนนำถุงพลาสติกสีดำลงมา และเมื่อตรวจสอบพบว่า ภายในเป็นเครื่องมือและอุปกรณ์ในการผลิตระเบิด ซึ่งมีทั้ง หัวแร้ง คีม ตะกั่ว เครื่องมือเชื่อมพลาสติกและอื่นๆอีกหลายรายการ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดไว้ เพื่อส่งให้เจ้าหน้าที่ชุดนิติวิทยาศาสตร์ของแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อนำไปตรวจสอบคราบลายนิ้วมือแฝง ว่าตรงกับกลุ่มคนร้ายใดที่เคยผลิตระเบิดแสวงเครื่องแล้วนำไปลอบก่อเหตุร้ายที่ใดบ้าง\n\nส่วนผู้ต้องสงสัยทั้ง 8 ราย หลังเจ้าหน้าที่สอบสวนขยายผลแล้ว ได้นำตัวส่งไปทำการสอบสวนขยายผลที่ฐานปฏิ บัติการณ์ชุดเฉพาะกิจนราธิวาส 31 ซึ่งตั้งอยู่ในค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาสต่อไป\n\nฝากขัง 'ออฟซ่า' ศาลค้านประกัน ส่งนอนคุกเว็บไซต์เดลินิวส์ -7 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนคนบาลวังทองหลาง ได้ควบคุมตัวนายหทัย ไชยวัณณ์ หรือออฟซ่า ผู้ต้องหาร่วมกันตระเวนลักทรัพย์ตามบ้านหรู ที่มีมูลค่าความเสียหายนับพันล้านบาท ไปยังศาลอาญารัชดา เพื่อขออำนาจศาลฝากขังหลังจากควบคุมตัวครบกำหนดเวลา แต่ในขณะนี้ยังดำเนินการสอบสวนไม่เสร็จ โดยพนักงานสอบสวน ต้องทำการสอบพยานเพิ่มเติมอีก 10 ปาก และรอผลการตรวจสอบประวัติอาชญากร ผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ จึงมีความจำเป็นต้องฝากขังเพิ่ม อีก 12 วัน ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 18 มี.ค. นี้\n\nขณะที่ 3 ผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว พนักงานสอบสวนได้นำตัวมาฝากขังที่ศาลอาญารัชดาแล้วตั้งแต่เมื่อวาน(6 มี.ค.) โดยคัดค้านการประกันตัว\n\nล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ญาติของนายหทัย เดินทางมายื่นขอประกันตัว โดยใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสด 300,000 บาท แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวนายหทัย ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-7119633cc8184e9bb6be0a41ca80f875", "input": "Title: ยุ่นฉกรอบสอง จดสิทธิบัตร \"กวาวเครือไทย\" \n Body: ประชาไท - 12 พ.ย.47\t \"กวาวเครือพืชสมุนไพรไทยได้ถูกจดสิทธิบัตรแล้ว โดยบริษัทเครื่อง\nสำอางยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ถือเป็นการซ้ำรอยประวัติศาสตร์การจดสิทธิบัตรเปล้าน้อยของไทยโดยบริษัทซังเกียวเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการกระทำเยี่ยงโจรสลัดชีวภาพ\" นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการองค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไทย (BioThai) กล่าว \nทั้งนี้ กวาวเครือเป็นสมุนไพรพื้นที่บ้านที่รู้จักกันแพร่หลาย มีคุณสมบัติเป็นยาอายุวัฒนะ ชะลอความแก่ บำรุงเลือดลม แก้โรคตาฟางและต้อกระจก กระตุ้นการเพิ่มขนาดของทรวงอก ฯลฯ \nนายวิฑูรย์กล่าวว่า บริษัทโคเซ่ (Kose Corporation) และบริษัทชิราโตริ (Shiratori Phamaceutical Co.,Ltd) เป็นบริษัทที่จดสิทธิบัตรกวาวเครือในประเทศสหรัฐ หมายเลข 6,352,685 และได้รับอนุมัติเรื่อวันที่ 5 มีนาคม 2545 ครอบคลุม 20 รายการ เช่น สารสกัดจากกวาวเครือ วิธีการสกัด รวมถึงสารสกัดที่ได้ไปใช้เป็นส่วนประกอบของสารที่มีคุณสมบัติบำรุงผิวอื่นๆ \n \"เขาจดสิทธิบัตรไปแล้ว แต่ข้อมูลนี้เราเพิ่งค้นเจอ ซึ่งเขาอาจโต้แย้งได้ว่าไม่ได้นำเข้าจากไทย แต่ดูจากสถิติช่วง 4-5 ปีที่แล้ว ชัดเจนว่าญี่ปุ่นนำเข้ากวาวเครือจากไทยเป็นจำนวนมหาศาล ถึงขั้นที่กระทรวงเกษตรต้องประกาศกวาวเครือให้เป็นพืชสงวนเมื่อปี 2542\" นายวิฑูรย์กล่าว \nเขากล่าวต่อว่า การจดสิทธิบัตรดังกล่าวเป็นการกระทำผิดตามพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ที่ต้องมีการขออนุญาตและทำสัญญาแบ่งปันผลประโยชน์กับคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช หากจะมีการนำกวาวเครือซึ่งเป็นพืชป่าไปวิจัยหรือใช้ประโยชน์ทางการพาณิชย์ \nนอกจากนี้ยังถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะข้อตกลงของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ที่กำหนดว่าทรัพยากรชีวภาพอยู่ในประเทศใดย่อมเป็นของประเทศนั้น หากจะนำไปใช้ต้องขออนุญาตล่วงหน้า และมีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรม ซึ่งมีประเทศต่างๆ เป็นสมาชิกกว่า 100 ประเทศรวมทั้งประเทศญี่ปุ่นด้วย \n \"เบื้องต้นเราได้ประสานไปยังกรมแพทย์แผนไทยแล้ว คาดว่าจะมีการรวบรวมหลักฐานและยื่นคัดค้านการจดสิทธิบัตรดังกล่าว นอกจากนี้ขอเสนอให้รัฐบาลนำปัญหานี้เป็นประเด็นสำคัญในการเจรจาเอฟทีเอกับประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งหารือในเวทีการประชุมพิเศษว่าด้วยการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ของประเทศสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดในต้นปีหน้า\" นายวิฑูรย์กล่าว \n มุทิตา เชื้อชั่ง\nประชาไทรายงาน \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-da1172495a1b4751a523372911dd6cbf", "input": "Title: ถกโรฮิงญา: ทางเลือกน้อยนิดของ รบ.พลเรือน เล่า ปวศ.โรฮิงญา กับมุสลิมในอาระกันที่หายไป \n Body: วงจุฬาฯ เสวนาเผยปัจจัยทางการเมือง ศาสนา ประวัติศาสตร์ กฎหมายที่ซับซ้อนในประเด็นชาวโรฮิงญา เปิดสี่เงื่อนปมซับซ้อนวิกฤติการณ์โรฮิงญา วอนพม่าตระหนักศีลธรรม จริยธรรมให้สมกับมีเจดีย์นับพันนับหมื่น เล่าความสัมพันธ์พุทธ-มุสลิมที่หายไปผ่านสายตานักวิจัยที่ลงพื้นที่พม่าหลังพบว่ามุสลิมถูกทำให้ไม่มีตัวตน\n\n13 ก.ย. 2560 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีจุฬาฯ เสวนา ครั้งที่ 9 เรื่อง “โรฮิงญา: เรื่องที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด” โดยมี รศ.สุเนตร ชุตินธรานนท์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์พม่า ผศ.นฤมล ทับจุมพล อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และ ผอ.ศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย จุฬาฯ ธานินทร์ สาลาม จากศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อณัส อมาตยกุล จากภาควิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นวิทยากร ดำเนินรายการโดย จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์ ผอ.ศูนย์เอเชียใต้ศึกษาสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ\n\n\nเงื่อนไขการเมืองเลือกตั้ง อำนาจทหาร กลุ่มชาติพันธุ์ทำพรรครัฐบาลขยับยาก แต่รับคำด่าเต็มๆ โลกลืมตั้งคำถามกับกองทัพ กลุ่มพุทธหัวรุนแรง\n\nนฤมล ทับจุมพล\nนฤมล กล่าวว่า สิ่งที่พบในกรณีโรฮิงญาในบริบทการเมืองพม่าสมัยใหม่คือ หนึ่ง คำอธิบายของการให้หรือไม่ให้สิทธิพลเมืองสัมพันธ์กับเรื่องคะแนนเสียงการเลือกตั้ง เราจะเห็นว่าคนโรฮิงญาในสมัยนายพลอูนุเคยได้รับสิทธิ์เลือกตั้ง จึงเป็นการถกเถียงแรกเลยว่าเขาควรเป็นพลเมืองหรือไม่ แล้วหลังมีกฎหมายสัญชาติสมัยนายพลเนวินที่อธิบายว่าคนที่เป็นพลเมืองคือคนที่อยู่มาก่อนสมัยสงครามพระเจ้ามินดงครั้งที่ 1 ซึ่งจะเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์บาดแผลที่อธิบายว่าชาวโรฮิงญามาทีหลัง ไม่ใช่หนึ่งในเจ็ดรัฐชาติพันธุ์ ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรก็อีกเรื่อง สอง การเมืองเลือกตั้งในพม่า ถ้าพูดถึงคะแนนเสียง จะเห็นว่าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยหรือ NLD ได้ 364 ที่นั่งแบ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 238 ที่นั่ง สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 126 ที่นั่ง รองมาคือพรรคของทหารชื่อพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ของอดีตประธานาธิบดีเต็งเส่ง ได้ ส.ส. 28 ที่นั่ง และได้ ส.ว. 12 ที่นั่ง อันดับสามคือพรรคฉาน ส.ส. 12 ที่นั่ง ส.ว. 3 ที่นั่ง พรรคที่ 4 คือพรรคอาระกันเนชั่น ส.ส. 7 ที่นั่ง ส.ว. 7 ที่นั่ง ที่เหลือก็เป็นพรรครองได้กันไปเล็กๆ น้อยๆ พรรคฉิ่น คะฉิ่น โกกั้ง เป็นต้น แล้วทีนี้พอพรรคยะไข่แห่งชาติที่ไม่รู้สึกว่าโรฮิงญาเป็นพลเมืองและเป็นฐานคะแนนเสียงของเขา คนที่เป็นฐานคะแนนเสียงเขามีแค่ยะไข่พุทธหรือชาวมุสลิมที่เรียกกว่ากะมันที่อยู่ในรัฐยะไข่\nโรฮิงญาในบริบทการเมืองพม่านั้นซับซ้อน ยิ่งถ้าเถียงกันในบริบทรัฐบาลในระบบการเมืองเลือกตั้ง ท่าทีของรัฐบาลพม่าตั้งแต่รัฐบาลเต็งเส่ง และอองซานซูจี ในชุดการบริหารของประธานาธิบดีทีนจอ ท่าทีมีลักษณะต่างกันแต่เกือบจะคล้ายกัน ในช่วงของนายพลเต็งเส่ง มีสิ่งที่เรียกว่าการไม่อนุญาตให้เดินทางข้ามเมือง และก่อนจะมีการเลือกตั้งปี 2558 มีการเปิดสำรวจจำนวนประชากรให้ชาวพม่ามาจดทะเบียนเพื่อใช้ประกอบในแง่การใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ในเดือน เม.ย. 2014 คนโรฮิงญา ตอนนั้นก็มีชาวโรฮิงญาบอกว่าตนเองเป็นชาวโรฮิงญา ไม่ใช่เบงกาลี ไม่ใช่ผู้อพยพ ทำให้คณะกรรมการต้องแขวนเรื่องนี้ไว้เพราะไม่มีกฎหมายรับรองสถานะของชาวโรฮิงญา ทำให้ชาวโรฮิงญาขณะนั้นไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ซึ่งถ้ามีเสียงก็ไม่รู้ว่าจะทำให้พรรคโรฮิงญาได้ที่นั่งในสภาหรือเปล่า แต่โจทย์ที่เกิดขึ้นคือพรรคแห่งชาติอาระกันก็เป็นพรรคที่กุมคะแนนเสียงท้องถิ่น มีที่นั่งในสภาสูงและสภาล่าง และมีความเป็นชาตินิยมแบบยะไข่พุทธ ประเด็นปัญหาโรฮิงญาที่พบคือ เขาถูกกีดกันออกไปตั้งแต่ต้น เป็นคนชายขอบไป ไม่ได้อยู่ในบริบทการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แม้พรรค NLD จะได้เสียงถึง 364 ที่นั่ง แต่ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งก็ห้ามไม่ให้ผู้สมัครประกาศว่าตัวเองเป็นมุสลิม เป็นเรื่องการเมืองศาสนา ไม่ใช่เรื่องโรฮิงญา หลังเลือกตั้งไม่นาน ที่ปรึกษาทางกฎหมายของพรรค NLD ที่เป็นชาวมุสลิมก็ถูกยิงตายที่สนามบิน ผู้สมัครของพรรค NLD ที่เป็นมุสลิมก็ถูกคุกคาม ถูกทำร้าย โจทย์ยากของ NLD ก็คือความพยายามไม่ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างพุทธและมุสลิม และพยายามไม่เอาประเด็นโรฮิงญามาเป็นประเด็นทางศาสนา อย่าลืมว่าพม่ามีทั้งพุทธ คริสต์ มุสลิม และฮินดู\nเราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากผลการเลือกตั้ง ในช่วงก่อนปี 2015 ท่าทีของรัฐบาลพม่าในยุคนายพลเต็งเส่งก็ไม่มีท่าทีเป็นมิตรกับชาวโรฮิงญา มีการใช้กำลังปราบปราม มีการออกกฎหมายการขออนุญาตกับทางการถ้าชาวพุทธจะแต่งงานกับมุสลิม แต่สิ่งที่เป็นรากของปัญหาก่อนมาถึงรัฐบาลซูจีตอนนั้น แล้วกฎหมายก็ผ่านในยุคเต็งเส่งและถูกใช้ในปัจจุบัน\nแล้วภายใต้การเมืองพม่าแบบนี้ เราจะคาดหวังให้รัฐบาลซูจี ในรัฐธรรมนูญพม่าบอกว่า เขาคุมกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงชายแดนไม่ได้ เวลาจะลงพื้นที่แบบพวกเราขอวีซา ถ้าเป็นพื้นที่รัฐชาติพันธุ์มันไม่ใช่ตกลงกันที่รัฐบาลซูจีและกระทรวงต่างประเทศอย่างเดียว แต่กองทัพต้องมีเสียงด้วย ดังนั้นพรรค NLD ไม่ได้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างที่พวกเราคิด ซูจีมีเพียงฐานมวลชนจำนวนมาก คำถามคือ มวลชนพม่าและกลุ่มอื่นๆ คิดอย่างไรกับชาวโรฮิงญา อาจจะมีแบบที่ไม่ตระหนักและเชื่อฟังประวัติศาสตร์แบบเรียนตั้งแต่สมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อาจมีบางส่วนที่ไม่คิดอะไร หรือบางส่วนก็มองประเด็นหน่อยแต่มีบาดแผลเรื่องอาณานิคม โรฮิงญาในบริบทการเมืองพม่าจึงไม่ง่ายที่จะแก้ปัญหา\nประชาสังคม พุทธสายกลางอ่อนแอไม่เข้าใจปัญหา ชาติพันธุ์เสรีไม่มีโรฮิงญาในสมการ แนะ แก้ปัญหามนุษยธรรม ให้โรฮิงญาอยู่ในพม่าได้ก่อน สถานะมาทีหลัง\nอาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงประเด็นภาคประชาสังคมว่า ทำไมประชาสังคมถึงไม่ทำให้เรื่องโรฮิงญาเป็นที่ปรากฎ ประชาสังคมในพื้นที่สาธารณะไม่ได้ก้าวหน้าเสมอไป มีทั้งที่ก้าวหน้าและไม่ก้าวหน้า มีทั้งกลุ่มชาตินิยมและไม่ชาตินิยม เช่นกลุ่มพุทธ กลุ่มศาสนา ใ่นปี 2007 กลุ่มศาสนาที่ก้าวหน้า คืออูคำวีระก็ถูกจับสึกตั้งแต่ปี 2007 ตอนนี้ก็เป็นพระวีระทูที่เป็นชาตินิยมมากออกมามีบทบาท ประชาสังคมฝ่ายก้าวหน้าที่พอจะผลักดันเรื่องนี้ให้ไปไกลกว่าประเด็นพุทธ-มุสลิมก็ถูกลดบทบาทไปแล้ว\nดิฉันคิดว่าประชาสังคมกลุ่มอื่นไม่เข้าใจปัญหาโรฮิงญา คิดว่าเป็นภัยหรือไม่ใช่พวกเรา มีลักษณะเป็นอื่น ไปจนถึงมองว่าเป็นคนในประเทศแต่เป็นแรงงานข้ามชาติที่อยู่มานาน ไม่ใช่พลเมือง โอกาสที่จะทำให้ประชาสังคมมองโรฮิงญาว่าเป็นพลเมืองยังคงต้องใช้เวลา แม้แต่กลุ่มนักศึกษา 88 generation ก็ยังไม่มีการเรียกโรฮิงญาว่าโรฮิงญาเลย เพราะพวกเขาก็อยู่ในบริบทของประวัติศาสตร์ต่อสู้กับอาณานิคม และกลุ่มที่มีโอกาสก้าวหน้าที่ยอมรับประเด็นพหุวัฒนธรรมก็ยังไม่มีพื้นที่ในพม่า และ่ยังคงเป็นโจทย์ที่พรรค NLD ยังไม่สามารถหาทางออกได้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งสามารถนำมาซึ่งการอยู่ร่วมกันและนำพาเศรษฐกิจไปได้ ถ้าพวกเขาทำไม่สำเร็จ พรรค USDP และกองทัพก็จะกลับมา ตอนนี้กระแสต่างประเทศดิฉันไม่เห็นว่าจะมีการกดดันนายพลเม็งอองลายและกองทัพพม่า แต่กดดันคนที่กดดันได้ ก็คือพรรครัฐบาล และไม่มีคนตั้งคำถามกับภาคประชาสังคม กลุ่มพุทธหัวรุนแรงในพม่า ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ซับซ้อน\nประเด็นชาติที่พันธุ์ที่ว่าทำไมรัฐชาติพันธุ์ที่เหลืออีก 7 รัฐไม่ว่าจะเป็นคะฉิ่น ฉิ่น ฉาน ไม่ออกมาช่วยโรฮิงญา สิ่งที่เป็นข้อสังเกตคือ รัฐชาติพันธุ์ต่างหากที่มีลักษณะเป็นชาตินิยมเกินปรกติ โจทย์ที่ต้องเถียงกันถ้าพม่ายอมรับสถานะโรฮิงญาก็คือเรื่องเอกสิทธิ์การปกครองตนเอง ยะไข่จะแบ่งพื้นที่ให้กลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มอื่นไหมถ้าชาติพันธุ์ในยะไข่ยอมรับชาวโรฮิงญา ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างแสดงท่าทีเฉยๆ ไปจนถึงไม่เอาโรฮิงญา จึงเป็นการเมืองเรื่องชาติพันธุ์กับเอกสิทธิ์การปกครองตนเอง และโจทย์นี้ก็ไม่ได้เอาโรฮิงญาไปอยู่ในสมการของอิสระทางชาติพันธุ์\nต่อประเด็นว่า เราในฐานะคนนอกจะเอาอย่างไรดี หรือจริงๆ วิกฤติโรฮิงญาเป็นวิกฤติที่ซับซ้อนไปกว่าเรื่องมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน วิกฤติโรฮิงญาสะท้อนว่าเราจะรับมือรัฐบาลที่ค่อนข้างอ่อนแอ ไม่สามารถควบคุมองคาพยพของระบบราชการในประเทศ ไม่สามารถคุยกับภาคธุรกิจได้เต็มที่ได้อย่างไร เราอาจสร้างข้อโต้แย้งว่าอย่างน้อยที่สุดในเชิงมนุษยธรรม ไม่ว่าเขาจะเป็นหรือไม่เป็นพลเมืองในฐานะมนุษย์ เขามีสิทธิ์ที่จะอยู่บนแผ่นดินพม่า แต่จะอยู่กันอย่างไรก็ค่อยไปเถียงกันอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าทำแบบนี้อาจจะลดความร้อนแรงของการถกเถียง ประเด็นที่สองที่ต้องระวังคือ อย่าทำให้ประเด็นโรฮิงญาเป็นประเด็นวิกฤติศาสนา เพราะจะทำให้ปัญหาในพม่าหนักขึ้นมากเนื่องจากกลุ่มมุสลิมในพม่านั้นมีหลายกลุ่ม\nประเด็นที่สาม ท่าทีอาเซียนก็มีการปรับหลายเรื่อง เช่น มีความพยายามในการออกมาพูดเรื่องโรฮิงญา แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่ารัฐบาลที่ออกมาพูดก็ไม่ได้ออกมารับผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาเลย ยกเว้นรัฐบาลท้องถิ่นของอาเจะห์ สิ่งที่อาเซียนต้องทำคือจะแบ่งการช่วยเหลือ จัดการทางมนุษยธรรมอย่างไร และประเด็นนี้อาจจะไม่ได้จำกัดอยู่ในอาเซียน แต่อาจจะต้องเป็นปัญหาที่ต้องคุยกันในพื้นที่เอเชียใต้คืออินเดียและบังคลาเทศด้วย สิ่งที่ทำได้คือมองเรื่องนี้จากรอบด้านแล้วมองวิธีแก้ปัญหา การด่าและวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ทำอย่างไรให้กลุ่มที่ต้องการหาทางออกมีพื้นที่ต่อรองต่างหาก ในวงวิชาการและกลุ่มที่ไม่ใช่รัฐ ในเมื่อรัฐขยับตัวลำบาก ภาคประชาสังคมและวิชาการน่าจะขยับตัวลงไปผลักดันประเด็นเรื่องนี้ และพยายามไม่ทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นเรื่องเสียหน้าหรือไม่เสียหน้า อาจจะต้องไปอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายลงได้\nนฤมลได้ตอบคำถามผู้เข้าร่วมเสวนาในประเด็นบทบาทของไทยที่ทำได้ในประเด็นโรฮิงญาว่า รัฐบาลไทยค่อนข้างเก่งในการเจรจาการทูตหลังม่าน (Shadow Diplomacy) ซึ่งแน่นอนว่าคงต้องมีการพูดคุยกับกองทัพพม่าด้วยฐานะของกองทัพ ไม่ใช่รัฐบาล แต่ในนามรัฐบาล คิดว่าจะต้องเอารายงานที่โคฟี อันนันกับคณะที่ปรึกษาประเด็นรัฐยะไข่เสนอไว้ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ปะทะกันครั้งล่าสุดขึ้นมาพูด เพราะเป็นสิ่งที่ผ่านรัฐสภาของพม่าไปแล้วแต่ยังไม่ได้ทำอะไรเพราะมาตีกันก่อน เราอาจผลักดันประเด็นนี้อย่างเป็นทางการ สถานการณ์ในยะไข่ตอนนี้ไม่ได้มีแค่โรฮิงญาที่พลัดถิ่น ถ้าเราเข้าไปช่วยในลักษณะมนุษยธรรมก็ควรช่วยทุกกลุ่ม และเราควรสนับสนุนกลุ่มสายกลางในพม่าที่เชียร์การเกิดการพูดคุยข้ามศาสนาเช่นกลุ่ม 88 เจเนอเรชัน ควรสนับสนุนกลุ่มภายในให้เขาทำงานได้ ทั้งควรจะเปิดพื้นที่ให้การช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเข้าไปได้หรือไม่ เพราะตอนนี้พื้นที่ถูกปิดหมด อย่าเพิ่งพูดคุยเรื่องการแก้ไขทางการเมือง ในแง่นี้แล้วอาเซียนจะเข้าไปเสนอแบบไหนทั้งในระดับการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมที่ทำให้ดูเป็นการช่วยเหลือทุกฝ่าย ซึ่งในฐานะอาเซียนอาจพูดได้ง่ายกว่ายูเอ็น และไทยอาจจะพอมีเงื่อนไขที่พูดได้มากที่สุด\nกฎหมายอิงประวัติศาสตร์ทำโรฮิงญาไร้ตัวตน เปิดสี่เงื่อนปมซับซ้อนประเด็นโรฮิงญา วอนพม่าตระหนักศีลธรรม จริยธรรมให้สมกับมีเจดีย์นับพันนับหมื่น\n\nสุเนตร ชุตินธรานนท์\nสุเมธ กล่าวว่า ในการรับรู้และเข้าใจปัญหาโรฮิงญา ความสนใจส่วนใหญ่ทั้งในไทยและต่างประเทศเป็นกรณีปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นการมองจากมุมของคนนอกมองเข้าไปในพม่า ประเด็นที่สองที่คู่ขนานมาคือเรื่องของการวางตัวของอองซานซูจีที่เป็นที่ปรึกษาแห่งรัฐ แต่ก็เป็นอดีตผู้ได้รับรางวับโนเบลสาขาสันติภาพ ทำให้แรงกดดันลงไปที่อองซานซูจีสูงมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การกระทำการของกองทัพพม่าต่อโรฮิงญาอย่างเลยเถิด จึงเป็นเรื่องที่อองซานซูจีต้องวางจุดยืน การมองจากภายนอกก็ไม่ผิด เพียงแต่ว่าการมองปัญหานี้ จะต้องมองปัญหาให้รอบด้านกว่านี้ถ้าเราอยากแก้ปัญหา การมองปัญหาให้รอบด้านกว่านี้คือต้องมองทั้งปัญหาทั้งจากภายนอกและภายใน\nมิติภายในพม่า ปัญหาโรฮิงญาเมื่อย้อนไปปี 2012-2013 เป็นปีที่มีการอพยพของโรฮิงญาเรือนแสนเข้าไปในบังคลาเทศ และปี 2016 ที่ีมีการฆ่าชาวโรฮิงญา ที่บางคนใช้คำแรงไปถึงคำว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่ปัญหาความขัดแย้งและปัญหาโรฮิงญาเป็นปัญหาที่มีมาช้านานในพม่า แต่ที่เราไม่ได้ข้อมูลเป็นเพราะช่วงนั้นพม่าปิดประเทศ ในช่วงนั้นข้อมูลข่าวสารไม่ได้เปิดกว้าง แต่ความรุนแรงในยุคก่อนหน้าก็อยู่ในระดับพอๆ กัน\nปัญหาใหญ่ของโรฮิงญา หนึ่ง ประวัติศาสตร์บาดแผล ซึ่งสิ่งสำคัญคือสถานะของชาวโรฮิงญาที่เป็นที่ถกเถียงกัน และสัมพันธ์อย่างยิ่งกับท่าทีรัฐบาลพม่าต่อโรฮิงญา เรื่องนี้มีแนวคิดต่อประเด็นต้นตอของชาวโรฮิงญาอยู่ 2 ขั้ว ในทางหนึ่ง ถ้ามองจากภาครัฐบาลหรือผู้ต่อต้านโรฮิงญาในพม่าจะมองว่าโรฮิงญาไม่ใช่คนพื้นถิ่นในพม่าเหมือนกับชาวพม่าหรือชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่น มองว่าเขาเป็นคนที่เข้ามาหลังปี 1827 และจะเรียกพวกนี้ว่าเบงกาลี พอเรียกแบบนี้ก็เลยมาต่อที่การกำหนดสถานะว่าเขาเป็นคนนอก และตามมาด้วยกฎหมายที่ควบคุมสถานะดังกล่าว เช่นกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า (Constitution of Socialist Republic of Union of Burma) ในปี 1974 เป็นปัญหาแรกที่ชาวโรฮิงญาในพม่าไม่สามารถถือบัตรประจำตัวประชาชนได้เลย และกฎหมายที่ตามมาอีกครั้งคือกฎหมายสัญชาติพม่าเมื่อปี 1982 ถือเป็นการปิดสถานะสัญชาติโรฮิงญาไปเลย สร้างความลำบากอย่างยิ่งใหญ่ในการดำรงอยู่ของชาวโรฮิงญา ซึ่งแนวคิดนี้เป็นกระแสที่คนส่วนใหญ่ในพม่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง เพราะชาวโรฮิงญาและนักวิชาการต่างชาติก็มีข้อมูลอีกชุดว่า แท้จริงคำว่าโรฮิงญามีใช้มานานแล้ว บ้างก็อาจจะอ้างไปที่คริสศตวรรษที่ 18 ไปจนถึงคริสตศตวรรษที่ 7-8 แต่ต้องเข้าใจว่าการขยายตัวของศาสนาอิสลามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มอย่างช้าก็คริสตศตวรรษที่ 13 และขยายเข้ามาทั้งในแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะ ในขณะเดียวกันการเคลื่อนย้ายของประชากรก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่จะมีชาวเบงกอลหรือชาวพุทธเข้าไปในบังคลาเทศ ปี 1974 ที่ถูกเอามาเป็นเพดานกำหนด อีกฝ่ายหนึ่งก็มีหลักฐานหลายชุดที่ออกมาปฏิเสธว่าชาวโรฮิงญาอยู่มาก่อนแล้ว แต่เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญของชาวโรฮิงญาที่จะกำหนดว่าเขาได้รับสิทธิ์การเป็นพลเมือง ซึ่งในพม่าจะต้องสู้กันหลายศาลเพราะมีข้อบังคับหลายอย่างที่ออกมาโดยจงใจที่บอกว่าอันนี้ไม่ใช่คนพื้นเมืองเดิมของพม่า\nโดยปรกติเดิมที คนอาระกัน หรือที่เรียกกว่ายะไข่พุทธ อาระกันพุทธ ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นชาวพม่า แม้รากภาษายะไข่เป็นรากภาษาเดียวกับพม่า เพียงแต่การพูด การออกเสียงจะเร็วกว่า แต่ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นชาวพม่า มันมีการแยกกันอย่างซับซ้อน และรัฐอำนาจพม่าที่ส่วนกลางก็ไม่เคยรวมอาระกันได้มาก่อน จนรัชกาลพระเจ้าปดุงที่ส่งราชโอรสไปตีเมืองหลวงของอาระกันได้ มีการกวาดต้อนผู้คน และรวมถึงเจ้านายต่างๆ และพระมหามัยมุนีกลับมาพม่าได้ ตอนนั้นก็มีชาวมุสลิมหลายหมื่นคนหนีไปที่บังคลาเทศ แต่ผลจากที่พม่ายึดครองอาระกัน ทำให้พม่าเกิดการกระทบกระเทือนกับอาณานิคมอังกฤษที่มีพรมแดนเชื่อมต่อกับราชสำนักพม่าซึ่งเดิมทีมีอาระกันเป็นรัฐกันชน จึงทำให้เกิดกระทบกระทั่งกัน เกิดเป็นสงคราม First Anglo Burmese War ระหว่างปี 1824-1826 ทำให้เกิดสนธิสัญญายันดาโบที่มีผลให้รัฐอาระกันทั้งก้อนหลุดไปเป็นสมบัติของอาณานิคมอังกฤษ เป็นก้อนเดียวกับอินเดียและบังคลาเทศ ตรงนี้ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายประชากรระหว่างอาระกันและบังคลาเทศ ซึ่งเข้ามามากช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 20 เมื่ออังกฤษต้องการใช้แรงงานแขกที่มีหลายหมู่เหล่า แต่ส่วนมากเป็นมุสลิมที่ถูกเอามาใช้เป็นแรงงานในท่าเรือและใ้นภาคการเกษตร แล้วจินตนาการดูว่าใครจะไปรู้ได้ว่าโรฮิงญาคนไหนเข้ามาก่อนหรือหลัง 1824 แต่รัฐบาลพม่าเหมาทั้งหมดว่าเข้ามาก่อนปี 1824\nเรื่องที่จะเป็นเรื่องใหญ่เกิดขึ้นเมื่อญี่ปุ่นเข้ามาเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษใช้กำลังของโรฮิงญารบกับญี่ปุ่น ในขณะที่ผู้นำที่ปลดแอกพม่ากลับไปเข้ากับญี่ปุ่น จึงมีพื้นที่รบกันระหว่างผู้นำพม่ากับชาวโรฮิงญา พออังกฤษเริ่มถอยไปจากพื้นที่นี้ก็ได้ให้อาวุธกับโรฮิงญาจำนวนมากเพื่อหวังจะให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่กันชนระหว่างตนกับญี่ปุ่น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่าการแยกประเทศขึ้นทั่วโลก กลุ่มโรฮิงญาเองก็มีปรากฏในช่วงนั้น ซึ่งการแบ่งแยกดินแดนไปตั้งรัฐเองนั้นถือเป็นเรื่องสุดท้ายที่พม่าจะยอมได้ กลุ่มที่เคลื่อนไหวของชาวโรฮิงญาเป็นชาวมุสลิม ใช้ชื่อว่ามุจาฮีดีน ทำให้มีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ปี 1937\nในช่วงแรกๆ พม่าให้พื้นที่กับชาวโรฮิงญาพอสมควร มีการให้สิทธิ เสรีภาพ กระทั่งให้ตั้งสถานีวิทยุ แต่พอพม่าเปลี่ยนแปลงการปกครองซึ่งนำโดยนายพลเนวิน ก็ไม่ได้รับนโยบายนั้นต่อมาจากนายพลอูนุ และใช้ปฏิบัติทางทหารการกวาดล้างชาวโรฮิงญาโดยใช้ข้ออ้างว่าเพื่อกวาดล้างกลุ่มก่อความไม่สงบในรัฐยะไข่ ทำให้คนเรือนแสนอพยพเข้าไปในบังคลาเทศ แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นที่รู้กันอย่างแพร่หลาย\nประวัติศาสตร์บาดแผลเป็นเรื่องที่รัฐบาลและชาวพม่ายกมาอ้างเพื่อแยกชาวโรฮิงญาจากชนกลุ่มน้อยอื่นๆ เพราะมีประเด็นการต่อสู้และความขัดแย้งมา ผมมองว่าในพม่ามี 4 กลุ่มที่สัมพันธ์กับเรื่องนี้\nหนึ่ง พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของอองซานซูจี ที่อย่างไรเสียปฏิเสธความรับผิดชอบได้ยาก เพราะตนเองเป็นรัฐบาลด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่ แต่อองซานซูจีตระหนักถึงความละเอียดอ่อนของปัญหานี้มาก ตั้งแต่ช่วงหาเสียงก็มีคำถามอยู่ 1 คำถามที่เธอห้ามนักข่าวถาม คือคำถามเรื่องโรฮิงญา จนทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ตอบคำถามนี้จนกระทั่งประชาคมนานาชาติออกมาตั้งคำถามกดดัน\nสอง กองทัพ ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับโรฮิงญามานานแล้ว ตอนนี้กองทัพก็เป็นพรรค USDP จึงถือเป็นพรรคการเมืองที่แข่งขันกับพรรค NLD ซึ่งทั้งสองก็หวังเสียงสนับสนุนจากชาวพม่าซึ่งร้อยละ 90 เป็นชาวพุทธ ถ้าทั้งสองไปสนับสนุนโรฮิงญาก็จะทำให้ชาวพม่าไม่พอใจ จะทำให้เสียคะแนนเสียง ในขณะที่ตัวแปรสำคัญคือพรรคการเมืองภายในอาระกัน คือพรรคสันนิบาติอาระกันแห่งประชาธิปไตยหรือ Arakan League of Democracy ซึ่งเป็นพรรคพุทธหัวรุนแรง ที่มีฐานในการต่อต้านโรฮิงญาอยุ่แล้วจนมาเปลี่ยนเป็นพรรค RNDP ในปี 2010 แต่ก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่เพราะมีเป้าหมายผลักดันโรฮิงญาให้ไปอยู่บังคลาเทศทั้งหมด หรือไม่ก็เอาไปอยู่ในค่ายกักกัน ซึ่งพรรคนี้ไดรับเลือกตั้ง ทำให้พรรค NLD ต้องให้ความสำคัญกับพรรคดังกล่าว จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมอองซานซูจีวางตนเองภายใต้ปัญหานี้ยากมาก\nสาม ในประเด็นศาสนา กลุ่มพุทธชาตินิยมขบวนการ 969 สัมพันธ์กับ NLD กลุ่มพุทธสุดโต่ง มะบะต๊ะ ก็สัมพันธ์กับพรรค USDP เราจึงเห็นเจ้าหน้าที่รัฐและคนของกลุ่มเหล่านี้ทำงานร่วมกันในการเข้าโจมตีชาวโรฮิงญา\nสี่ ปัญหาเรื่องชาติพันธุ์และสีผิว ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ด้วย ชาวโรฮิงญาที่ถูกแยกออกจากชาวพม่ามีภาษาและสีผิวต่างกันชัดเจน แถมศาสนาก็ยังแตกต่างกันไปด้วย พอเป็นปัญหาแบบนี้แล้วรัฐก็วางตัวยากบนคำถามที่ว่าตนอยากได้คะแนนนิยมจากใคร ท้ายที่สุด เราเห็นภาพของการร่วมมือกันที่โดยพื้นฐานไม่ถูกกัน แต่มาตะลุมบอนชาวโรฮิงญา ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ NLD มะบ๊ะต๊ะ พรรคการเมืองท้องถิ่นหรืออะไรก็ตามที พอเราจะเข้าไปแก้ไข รัฐบาลพม่าพยายามจะยืนกรานว่าปัญหานี้คือปัญหาภายในของฉัน คนอื่นอย่ามาเกี่ยว\nสุเนตรตอบคำถามในประเด็นบทบาทที่รัฐบาลไทยจะทำได้ในวิกฤติโรฮิงญาครั้งนี้โดยระบุว่า การแสดงจุดยืนเพื่อช่วยเหลือชาวโรฮิงญาจากรัฐบาลจะมีผลกระทบในระดับประเทศ แต่การแสดงจุดยืนในระดับภูมิภาคตามแรงกดดันจากนานาประเทศจะค่อนข้างปลอดภัย เพราะปัญหาในพม่านั้นกำลังกลืนกลายเป็นปัญหาระดับภูมิภาคแล้ว เอาแค่จำนวนคนอพยพข้ามเข้ามา ยังไม่พูดถึงทีท่าประเทศมุสลิมที่มีต่อพม่า แต่ในภาคประชาชนผมอยากเห็นความร่วมมือมากไปกว่ากลุ่มชาวไทยมุสลิม และยกปัญหานี้เป็นปัญหาเชิงมนุษยธรรมที่เป็นปัญหาสากลที่ไม่ว่าเราจะอยู่ในศาสนาใดก็ตามทีคิดว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ไม่ว่าเป็นคำสอนในศาสนาใด การใช้กำลังกวาดล้างอย่างนี้เป็นสิ่งไม่ถูก และเราอยากจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือด้วยคนจากหลายศาสนา\n\nอณัส อมาตยกุล\nอณัสได้ให้แง่มุมทางประวัติศาสตร์เพิ่มเติม โดยกล่าวว่า ตามประวัติศาสตร์ มุสลิมมาตั้งรกรากในยะไข่ รักษาปุรี จากนั้นโปรตุเกสที่เดินเรือเข้ามาใน คศ 16 ก็เรียกคำนี้เพี้ยนไป ในราชวงศ์มะระอู คศ 15 กษัตริย์มินซอมอน เสียอาณาจักรให้ราชาองค์อื่นในพื้นที่ที่ต่อมาเป็นรัฐพม่า พระองค์จึงหนีไปพึ่งสุลต่านเบงกอล พระองค์ก็ได้รับกองกำลังทหารมุสลิมจากเบงกอลกลับมาต่อสู้กอบกู้เอกราชได้ จึงยกพื้นที่บางส่วนให้สุลต่านเบงกอล ในเวลาต่อมาเมื่อปี 1785 กษัตริย์พม่าในราชวงศ์กอนบวงได้ยกทัพเข้าไปยึดครองอาระกัน ทำให้คนในยะไข่ต้องหนีไปยังจิตตะกอง แคว้นเบงกอลซึ่งตอนนั้นเป็นของอังกฤษแล้ว อันเป็นผลมาจากการฆ่าฟันและข่มขืนของทหารพม่า การอพยพทำให้ประชากรในพื้นที่ยะไข่เบาบางลงมาก เมื่ออังกฤษเข้ามายึดจึงพบว่าประชากรเบาบางและมีทรัพยากรธรรมชาติมาก จึงมีการนำชาวเบงกอลมาเป็นแรงงานและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ซึ่งเป็นบาดแผลให้ชาวพม่าที่ยังคงโหยหาราชสำนักอยู่ อังกฤษเองก็มีกระบวนการสนับสนุนการอยู่ร่วมกันแต่ยังไม่ทันทำอะไรได้มากจนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดการปะทะกันระหว่างโรฮิงญาและชาวพม่าจากการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์จากอังกฤษและญี่ปุ่นตามลำดับ\nสิ่งหนึ่งที่สังคมที่บริโภคข่าวสารเรื่องนี้ควรได้รับรู้วิกฤติที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน สำหรับสังคมไทยซึ่งยังเป็นสังคมที่ในระดับหนึ่งไม่ได้มีวิกฤิติขนาดนั้น ผู้คนอยู่ในดุลยภาพศีลธรรมที่น่าภูมิใจระดับหนึ่ง ประการต่อไป ประเด็นโรฮิงญา ถ้าไม่มองเป็นประเด็นศาสนาก็มองได้ แต่ก็ควรมองในประเด็นที่ชาวพม่าที่มีศาสนาควรดำรงอยู่ในดุลยภาพของธรรมมะ นักบวชก็ควรนำมวลชนออกไปจากการเบียดเบียนผู้อื่น ไม่เช่นนั้นพม่าจะล่มสลายในทางศีลธรรม เพราะทางปฏิบัติธรรมมะไม่ได้ซึมซับในตัวผู้คนที่ไม่มีแม้กระทั่งน้ำใจ\nอณัสยังได้เสนอในตอนท้ายว่า ถ้าเราจะมีนโยบายปฏิบัติทางสังคมที่นอกจากการคุยกันทางการทูตที่สวยหรู ควรทำให้คนพม่ามีสติว่าจะตั้งรัฐที่มีคุณธรรมและจริยธรรมอย่างไร ให้เป็นแผ่นดินทองแผ่นดินธรรมจริงๆ สมกับที่มีเจดีย์นับพันนับหมื่น ไม่ใช่มีแต่วัตถุ แต่มีจิตใจและพฤติกรรมที่เป็นธรรมะเช่นเดียวกัน\nเล่าความสัมพันธ์พุทธ-มุสลิมที่หายไปผ่านสายตานักวิจัยที่ลงพื้นที่พม่า อาระกันรุ่นใหม่กระแสเกลียดชังอ่อนลง หวังลดขัดแย้งแล้วพัฒนาเศรษฐกิจ จะทำงานกับรุ่นเก่าอย่างไรคือข้อท้าทาย\n\nธานินทร์ สาลาม\nธานินทร์ เล่าเรื่องราวที่ได้รับจากงานวิจัยที่เคยไปลงพื้นที่ในพม่ามาว่า จากย่างกุ้งเราเข้าไปที่ซิตเวก่อน เราไปเจอสภาพหนึ่งคือเข้าไปยากมาก ผมเข้าไปในฐานะนักท่องเที่ยว สิ่งหนึ่งที่เห็นคือมัสยิดใหญ่ๆ 2-3 ที่ถูกล้อมรั้วปิดกั้น ไม่มีชุมชนมัสยิดแล้ว เมืองซิตเวที่เป็นเมืองหลวงของรัฐอาระกัน ไม่มีชาวมุสลิมแม้แต่คนเดียว ผมอยู่ซิตเวเพื่อเก็บข้อมูลให้มากที่สุด จากนั้นไปที่เหมี่ยวอู ที่เป็นเมืองหลวงเดิมของรัฐอาระกันก็ไม่มีชาวมุสลิมในเมืองเลย ไม่มีมัสยิดในเขตเมืองสักหลัง จากนั้นก็ข้ามไปที่เขตชุมชนมองดอว โบชิดอง ก็เข้าไม่ได้เพราะรัฐบาลปิดไว้ด้วยเหตุผลว่ายังจัดการเรื่องภายในยังไม่เรียบร้อย\nจากซิตเวไปเหมี่ยวอูใช้เวลาครึ่งวันเพื่อเดินทางบนแม่น้ำกลาดันที่ใหญ่กว่าแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณสองเท่า ผมเคยเอาภาพของเหมี่ยวอูไปให้เพื่อนโรฮิงญาดู เขาก็เล่าว่าบ้านเขาอยู่ที่นี่ตอนเด็กครอบครัวเป็นชาวประมง ตอนพ่อออกเรือก็เอาตนไปฝากกับเพื่อนชาวพุทธหรือที่เรียกว่าม็อก สะท้อนถึงสภาวะการอยู่ร่วมกัน แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว\nเราเข้าไปในพิพิธภัณฑ์รัฐยะไข่ ซึ่งสร้างติดกับมัสยิดหลังใหญ่มาก ผมถามคนโรฮิงญาที่มาจากซิตเว เขาบอกว่าที่ดินที่สร้างก็เป็นที่ของมัสยิด ผมเข้าไปดูในพิพิธภัณฑ์ก็พบว่า ข้อความที่อ้างถึงหรือพูดถึงมุสลิมนั้นไม่มีเลย ต่อมาเรามาดูพื้นที่ใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างชาวพุทธยะไข่กับพระและถามไถ่ถึงทัศนคติต่อมุสลิม อันหนึ่งที่น่ารับฟังคือ คนรุ่นใหม่ของยะไข่ที่เคยมาทำงานต่างประเทศเขาบอกว่าเขาไม่ชอบความขัดแย้งเพราะมันไม่เป็นผลดีเลยกับการพัฒนาประเทศ ยะไข่เป็นรัฐที่ยากจนเป็นอันดับต้นๆ ของพม่าและมันต้องใช้เศรษฐกิจในการพัฒนา คนรุ่นใหม่มีท่าทีประนีประนอมกับชาวโรฮิงญามากขึ้น แต่ก็ยังมีชุดความรู้ที่เกลียดชังชาวโรฮิงญาจากประวัติศาสตร์ในแบบเรียนอยู่ ผมไปถามชาวยะไข่อายุ 20 ปีคนหนึ่งพบว่าไม่เคยเจอ ไม่เคยมีเพื่อนชาวมุสลิม รู้จักชาวมุสลิมผ่านข่าวสารที่รัฐใส่มาเท่านั้น เพราะชาวมุสลิมถูกกันออกไปจากซิตเวแล้ว ไม่มีปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพและความรู้สึกใดๆ ระหว่างกันเลย ถ้าสิ่งนี้ยังคงอยู่ แล้วอนาคตมันจะปรองดองกันอย่างไร\nเมื่อเข้าไปในค่ายผู้พลัดถิ่นในประเทศ  (IDP-Internally Displace People) แล้ว พบว่าผู้คนเรือนแสนจากหลายๆ ที่ ที่ค่ายในเมืองซิตเว เสียงของมุสลิมในแคมป์บอกว่า เขาก็อยู่กับคนยะไข่ได้เป็นอย่างดี แต่ไม่เข้าใจว่ารัฐบาลแยกเขาออกมาทำไม\nด้วยหมากการเมืองด้านการแบ่งแยกศาสนา ทำให้การปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองกลุ่มศาสนาแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ชาวมุสลิมไม่มีส่วนร่วมทางการเมืองทุกรูปแบบ หลังจากที่ออกจากพม่าก็ไปสู่ปลายทางที่ประเทศหนึ่งคือมาเลเซีย ซึ่งมีชาวโรฮิงญาอยู่กันเรือนแสน ทั้งที่ลงทะเบียนและไม่ได้ลงทะเบียน ในมาเลเซียมีสมาคมชาวโรฮิงญาเยอะมาก\nเวลาเราพูดถึงโรฮิงญา โดยความเป็นจริงของผู้คน อย่ามองว่าเป็นก้อนเดียวกัน แต่ในเชิงหลักการ โรฮิงญามีความหลากหลาย ในชั้นที่กว้างที่สุดแต่คลุมเครือที่สุดก็จะมองว่าเป็นโรฮิงญามุสลิมจากอาระกัน แต่พอเราบีบให้แคบเข้าก็จะเห็นว่าชาวมุสลิมโรฮิงญาจากอาระกันนั้นออกมาตั้งชุมชนตามเมือง และการเดินทางจากอาระกันมาจากมาเลเซียก็มีขั้นตอนมากมายที่ต้องพึ่งพาอาศัยคนที่ไว้ใจเท่านั้น จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ชาวโรฮิงญาตั้งชุมชน ตั้งสมาคมของตนเอง ในอินโดนีเซีย อินโดนีเซียไม่ใช่พื้นที่ที่เขาจะไปใช้ชีวิตประกอบอาชีพ เพียงแต่เป็นพื้นที่พักก่อนจะไปที่ประเทศที่ 3 ในอาเจะห์ ผมไปทุกแคมป์ที่อาเจะห์พบว่าไม่มีที่ใดสบายเท่าที่นี่อีกแล้ว ในแคมป์มีมัสยิด มีสถานพัฒนาฝีมือแรงงาน มีโรงเรียนเลี้ยงเด็กและการซื้ออาหารสดให้ชาวโรฮิงญาปรุงเอง\nธานินทร์ได้ตอบคำถามผู้เข้าร่วมในประเด็นการช่วยเหลือจากต่างประเทศว่า ถ้าขยับเข้ามาในอาเซียน กลุ่มเอ็นจีโอที่เข้าไปช่วยเหลือมากที่สุดเป็นมาเลเซีย แต่มาเลเซียมีแบรนด์ที่เป็นมุสลิม คำถามมีอยู่ว่า ถ้าใ่นอาเซียนที่ไม่มีแบรนด์มุสลิมเช่น ลาว ไทย กัมพูชา สิงคโปร์ มันมีเงื่อนไขว่าอย่าช่วยแต่ชาวมุสลิม เพราะรัฐยะไข่นั้นจนกันทั้งหมดทั้งชาวยะไข่และมุสลิมทั้งด้านสุขภาพอนามัย การศึกษา อาหารการกินและเศรษฐกิจ ถ้าเราเข้าไปในองค์กรเป็นกลาง ลดความเป็นประเทศมุสลิมแล้วช่วยพัฒนาทั้งระบบก็จะเหมือนกับตอนที่ไปช่วยพายุนาร์กีซ ในเชิงนโยบายจึงต้องมองเป็นการเข้าไปช่วยความขัดสน จากการทำงานวิจัยพบว่าคนยะไข่และอาระกันรุ่นใหม่นั้นต้องการชีวิตที่ดีกว่า กลุ่มที่ฝังใจกับความขัดแย้งทางชาติพันธุ์นั้นลดลง โจทย์จึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้คนสองกลุ่มนี้ทำงานร่วมกัน \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-7bb76a9ecdf343c89d54615db8398f06", "input": "Title: การสู้รบล่าสุดในดินแดนโกก้าง และการเจรจาสันติภาพทั่วพม่าที่ยังไม่คืบหน้า \n Body: การปะทะใหญ่ในเขตปกครองพิเศษโกก้าง ชายแดนรัฐฉาน-จีน หลัง \"เผิง เจียเซิง\" ผู้นำโกก้างให้สัมภาษณ์สื่อฮ่องกงล่วงหน้าว่าจะยึดพื้นที่คืน - ด้านภาพรวมเจรจาสันติภาพทั่วพม่ายังไม่คืบหน้า รบ.เต็งเส่งพับข้อเสนอ \"หยุดยิงทั่วประเทศ\" ในวันสหภาพ หลังหลายกลุ่มชาติพันธุ์ไม่พร้อมลงนาม เหลือเพียง เคเอ็นยู-ดีเคบีเอ-เคเอ็นแอลเอพีซี-กองทัพรัฐฉาน ที่ลงนามในหนังสือสัญญา \"เพื่อสันติภาพและการปรองดอง\"\n\nแผนที่รัฐฉาน แสดงที่ตั้งเขตปกครองพิเศษโกก้าง และเมืองเหล่ากาย ที่มีการปะทะล่าสุดระหว่างกองกำลังโกก้างและกองทัพรัฐบาลพม่า (ที่มา: ดัดแปลงจาก Google Maps)\n\nเหล่ากาย เมืองหลวงของเขตปกครองพิเศษโกก้าง (ที่มา: Google Maps)\n\nเผิง เจียเซิง ผู้นำกองกำลังโกก้าง (MNDAA) ที่ถูกกองทัพพม่าโค่นในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552 (ที่มา: สำนักข่าว S.H.A.N./แฟ้มภาพ)\n16 ก.พ. 2558 - การต่อสู้รอบล่าสุดระหว่างกองทัพรัฐบาลพม่าและ กองทัพสัมพันธมิตรชาติประชาธิปไตยพม่า (Myanmar National Democracy Alliance Army - MNDAA) หรือกองกำลังโกก้าง ดำเนินมาตั้งแต่วันจันทร์ (9 ก.พ.) ที่ผ่านมา โดยฝ่ายกองกำลังโกก้างบุกโจมตีทหารพม่าที่เมืองเหล่ากาย เมืองเอกของเขตปกครองพิเศษโกก้าง บริเวณพื้นที่รัฐฉานตอนเหนือใกล้ชายแดนจีน โดยฝ่ายกองกำลังโกก้างต้องการยึดพื้นที่เขตปกครองพิเศษโกก้างคืน หลังถูกกองทัพรัฐบาลพม่าบุกยึดเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2552 โดยการปะทะกันดังกล่าวทำให้มีผู้อพยพเข้าไปทั้งในชายแดนจีน และเมืองใกล้เคียงในรัฐฉาน อย่างเช่น ล่าเสี้ยว\nทั้งนี้วิทยุเอเชียเสรี (RFA) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่วอชิงตัน ดีซี และสำนักข่าวซินหัวของทางการจีน ระบุตรงกันว่าการปะทะกันระหว่างวันที่ 9 ถึง 12 ก.พ. ทำให้ฝ่ายกองทัพพม่าเสียชีวิต 47 นายในจำนวนนี้เป็นนายทหาร 5 นาย และมีผู้บาดเจ็บกว่า 70 นาย\n \nพม่าถอนข้อเสนอหยุดยิงทั่วประเทศ เปลี่ยนเป็นหนังสือสัญญา \"เพื่อสันติภาพและการปรองดอง\"\n\nหนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมา ฉบับวันที่ 13 ก.พ. ลงข่าว ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง จับมือทักทาย พล.ท.เจ้ายอดศึก ผู้นำกองทัพรัฐฉาน (RCSS/SSA) ทั้งนี้มีผู้นำกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ 13 กลุ่ม ได้รับเชิญจากรัฐบาลพม่า ให้เข้าร่วมงานรำลึกวันก่อตั้งสหภาพพม่า ครบรอบปีที่ 68 เมื่อ 12 ก.พ. ที่ผ่านมา\nอย่างไรก็ตาม ทางการพม่าถอนข้อเสนอหยุดยิงทั่วประเทศ เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มยังไม่พร้อมลงนาม โดยมีการเปลี่ยนแปลงเป็นการลงนามใน \"หนังสือแสดงพันธะสัญญาเพื่อสันติภาพและการปรองดองแห่งชาติ\" แทน โดยกลุ่มชาติพันธุ์ที่ร่วมลงนามมี 4 กลุ่ม ได้แก่ (1) สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) (2) กองทัพกะเหรี่ยงประชาธิปไตยผู้มีความเมตตา (DKBA) (3)  สภาสันติภาพ กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA PC) และ (4) สภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน/กองทัพรัฐฉาน (RCSS/SSA) (ที่มาของภาพ: นิวไลท์ออฟเมียนมา, 13 ก.พ. 2558)\nอนึ่ง ในช่วงที่เกิดการปะทะล่าสุดในพื้นที่ของโกก้างนั้น ตรงกับช่วงที่รัฐบาลพม่าจัดงานรำลึกวันก่อตั้งสหภาพพม่า หรือวันลงนามสัญญาปางโหลง เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ปี พ.ศ. 2490 หรือเมื่อ 68 ปีก่อน โดยมีการเชิญผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ 13 กลุ่ม รวมทั้ง พล.ท.เจ้ายอดศึก จากกองทัพรัฐฉาน (RCSS/SSA) พล.อ.มูตู เซพอ ประธานสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) นาย หงสา เลขาธิการพรรคมอญใหม่ (NMSA) ซึ่งเป็นผู้นำของคณะประสานงานการหยุดยิงทั่วประเทศ (Nationwide Ceasefire Coordination Team/NCCT) ของกลุ่มชาติพันธุ์ 16 กลุ่ม เข้าร่วมงานฉลองที่เนปิดอว์ด้วย\nโดยก่อนหน้านี้ อ่อง มิน รัฐมนตรีประจำสำนักงานประธานาธิบดีพม่า และประธานในคณะทำงานสันติภาพระดับสหภาพ (UPWC) ได้เจรจาและมีข้อเสนอต่อผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้ร่วมกันลงนามในสัญญาหยุดยิงทั่วประเทศ ในช่วงที่มีการฉลองวันก่อตั้งสหภาพพม่า อย่างไรก็ตามผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มไม่พร้อมที่จะลงนามดังกล่าว เนื่องจากขั้นตอนเจรจาทางการเมืองหลายข้อไม่มีความคืบหน้า ทำให้ในวันสหภาพพม่า มีการเปลี่ยนเป็นการลงนามใน \"Deed of Commitment for Peace and National Reconciliation\" หรือ \"หนังสือแสดงพันธะสัญญาเพื่อสันติภาพและการปรองดองแห่งชาติ\" แทน\nโดยหลักการของเอกสารดังกล่าวซึ่งมี 5 ข้อ ใจความคือยอมรับหลักของการสร้างสหภาพบนพื้นฐานของหลักประชาธิปไตยและสหพันธรัฐ โดยมีน้ำใจปางโหลงและผลของการเจรจาทางการเมือง เพื่อเป็นหลักประกันเสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม และหลักกำหนดใจตนเองสำหรับพลเมืองทุกคน ความพยายามร่วมกันเพื่อให้เกิดความสำเร็จในกระบวนการสันติภาพ เพื่อทำให้บรรลุในสันติภาพและการปรองดองแห่งชาติซึ่งเป็นความต้องการของประชาชนทุกคน\nทั้งนี้มีผู้ลงลายมือชื่อประกอบด้วย ประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดีพม่า รัฐมนตรีระดับสหภาพ 14 คน สมาชิกรัฐสภา 5 คน ซึ่งรวมทั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานสภาชนชาติซึ่งทำหน้าที่คล้ายวุฒิสภา ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้แทนกองทัพพม่า 3 ราย รัฐมนตรีกระทรวงกิจการชนชาติ 29 คน และผู้แทนพรรคการเมือง 55 คน\nส่วนผู้แทนจากกลุ่มชาติพันธุ์ 4 กลุ่ม ที่ลงนามใน \"หนังสือแสดงพันธะสัญญาเพื่อสันติภาพและการปรองดองแห่งชาติ\" ได้แก่ (1) สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union - KNU) (2) กองทัพกะเหรี่ยงประชาธิปไตยผู้มีความเมตตา (Democratic Karen Benevolent Army - DKBA) (3)  สภาสันติภาพ กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Liberation Army/Peace Council - KNLA PC) และ (4) สภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน/กองทัพรัฐฉาน (Restoration Council of the Shan State/Shan State Army - RCSS/SSA) ขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์อื่นอีก 9 กลุ่มที่เหลือยังไม่พร้อมลงนาม โดยบางกลุ่มเห็นว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงเจตนารมณ์ ไม่ใช่ข้อตกลงที่มีผลทางกฎหมาย\n\"พวกเขาพูดแต่สิ่งที่ฟังดูดี แต่เมื่อเราพิจารณาในแผน มันเป็นเรื่องพื้นฐานมาก สิ่งที่พวกเขาเสนอไม่มีข้อตกลงที่แน่ชัด และไม่มีคำมั่นสัญญาที่หนักแน่นใดๆ\" นาย หงสา เลขาธิการพรรคมอญใหม่ (NMSP) และผู้นำของคณะประสานงานการหยุดยิงทั่วประเทศ (NCCT) ของกลุ่มชาติพันธุ์ 16 กลุ่ม กล่าวกับผู้สื่อข่าวอิระวดี [1]\nขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมงานวันสหภาพพม่าที่เนปิดอว์ ได้แก่ กองทัพแห่งอิสรภาพคะฉิ่น (Kachin Independence Army - KIA) กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (Ta’ang National Liberation Army - TNLA) กองทัพอาระกัน (Arakan Army - AA) และกองกำลังโกก้าง (MNDAA) ซึ่งทั้งหมดยังคงอยู่ในสถานการณ์สู้รบกับรัฐบาลพม่า\nสำหรับกองกำลังโกก้าง (MNDAA) เป็นกองกำลังที่แยกตัวออกจากพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (CPB) เมื่อปี 2532 ต่อมาได้เจรจาสงบศึกกับรัฐบาลทหารพม่า และได้พื้นที่สำหรับบริหารเป็นเขตปกครองพิเศษบริเวณแม่น้ำสาละวินตอนบนสุดของพม่า ติดชายแดนจีน โดยมีเมืองหลวงอยู่ที่เหล่ากาย\nสำหรับประชากรส่วนใหญ่ในดินแดนดังกล่าว เป็นประชากรกลุ่มชาติพันธุ์โกก้างที่มีเชื้อสายจีน และลงมาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่กลางคริสต์วรรษที่ 17 โดยมีผู้นำเป็นคนในตระกูลหยาง ทีได้รับบรรดาศักดิ์จากทั้งราชวงศ์ชิงของจีน และได้บรรดาศักดิ์เป็นเจ้าเมืองหรือ \"เมียวซา\" จากราชวงศ์คอนบองของกษัตริย์พม่า โดยในสมัยที่พม่าอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ และรัฐฉานมีฐานะเป็นรัฐอารักขา ขุนนางตระกูลหยางยังได้รับการยกฐานะเป็นเจ้าฟ้าเมืองที่ 34 ของรัฐฉาน โดยเป็นการแยกตัวออกมาจากเมืองแสนหวี ก่อนที่ต่อมาพม่าในสมัยที่ได้รับเอกราชจะยกเลิกฐานะเจ้าฟ้าเมื่อปี พ.ศ. 2502\nทั้งนี้ก่อนถูกกองทัพพม่ากวาดล้างในเดือนสิงหาคมปี 2552 กองกำลังโกก้างที่ผ่านมาเป็นพันธมิตรกับกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) และกองกำลังเมืองลา (NDAA) ซึ่งแยกตัวออกมาจากพรรคคอมมิวนิสต์พม่าเช่นกัน ทั้งนี้ หลิน หมิงเสียน หรือ จายลืน ผู้นำกองกำลังเมืองลา เป็นลูกเขยของ เผิง เจียเซิง ผู้นำกองกำลังโกก้าง\nอนึ่งภายหลังขจัดอำนาจของเผิง เจียเซิง ในเดือนสิงหาคมปี 2552 ทางการพม่าได้ตั้งอดีตผู้ช่วยของเขาคือ ไป๋ เสอเฉียน ขึ้นมาเป็นผู้บริหารเขตปกครองพิเศษโกก้างแทน\n \nกองทัพดาระอั้ง-อาระกัน ส่งกำลังรบสนับสนุนโกก้าง\nในรายงานเมื่อวันที่ 13 ก.พ. ของหนังสือพิมพ์เมียนมาไทมส์ [2] ระบุว่า กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (Ta'ang National Liberation Army - TNLA) กองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ดาระอั้ง หรือปะหล่อง และกองทัพอาระกัน (Arakan Army - AA) ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่บริเวณรัฐฉานตอนเหนือ ได้ต่อสู้ร่วมกับกองกำลังโกก้าง (MNDAA) ด้วย\nผู้ช่วยฝ่ายติดต่อประสานงานของกองกำลังดาระอั้ง (TNLA) ตาปานละ ยืนยันว่ากลุ่มของเขาได้ช่วยเหลือฝ่ายโกก้างเพื่อยึดคืนพื้นที่ใกล้เมืองเหล่ากาย ในพื้นที่ปกครองตนเองโกก้าง โดยการต่อสู้เริ่มต้นมาตั้งแต่คืนวันที่ 11 ก.พ. รอบๆ ตำบลเหล่ากาย และโกนจาน ใกล้ชายแดนจีน \"พื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นของฝ่ายโกก้าง เราพยายามช่วยเขายึดคืน\" ผู้ประสานงานกองกำลังดาระอั้ง (TNLA) กล่าวกับเมียนมาไทมส์\nต่อคำถามที่กองทัพพม่ากล่าวว่าฝ่ายตรงข้ามเริ่มปะทะก่อน ตาปานละกล่าวว่า \"เจอก่อนยิงก่อน นี่เป็นกฎของการรบในป่า\"\nทุน เมียต ลิน เลขาธิการกองกำลังโกก้าง (MNDAA) กล่าวว่าในช่วงที่มีการปะทะ กองทัพพม่าใช้อากาศยานทิ้งระเบิดใส่พื้นที่ส่วนหน้าที่กองกำลังโกก้างยึด \"เมื่อวันที่ 10 ก.พ. มีการใช้อากาศยานทางทหารสำรวจและโจมตีพวกเรา\" เขากล่าว \"กองทัพพม่าใช้เฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ และเครื่องบิน MIG-29 5 ลำ ทิ้งระเบิด 2 รอบในการสู้รบ\"\nในรายงานของเมียนมาร์ไทมส์ อ้างแหล่งข่าวที่เดินทางจากล่าเสี้ยวมายังย่างกุ้งเมื่อวันที่ 10 ก.พ. ยืนยันว่าเห็นเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพพม่าลำเลียงเครื่องกระสุนที่สนามบินล่าเสี้ยว และมีเครื่องบินไม่ระบุประเภทมาจอดที่สนามบิน จากนั้นมีเจ้าหน้าที่กองทัพพม่าลงจากเครื่องบินลำดังกล่าวและเปลี่ยนไปโดยสารเฮลิคอปเตอร์ 3 ลำ ขณะที่ผู้โดยสารสายการบินย่างกุ้งแอร์เวย์ ต้องรอที่สนามบินเป็นเวลานับชั่วโมง ในช่วงที่อากาศยานของกองทัพพม่ากำลังลำเลียงอาวุธ\nในหนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมา ฉบับวันที่ 12 ก.พ. วันเดียวกับที่มีการรำลึกถึงวันก่อตั้งสหภาพพม่า ในหนังสือพิมพ์ซึ่งลงข่าวการโจมตีของโกก้างหน้า 11 ได้ยืนยันว่ามีการใช้การโจมตีทางอากาศ 5 ครั้งในวันที่ 9 และ 10 ก.พ. นอกจากนี้ในรอบ 2 วันดังกล่าวมีการปะทะกัน 8 ครั้ง\nโดยรายงานของนิวไลท์ออฟเมียนมา ระบุว่า ฝ่ายโกก้างเสียชีวิต 4 นาย บาดเจ็บ 8 นาย โดยตัวเลขนี้ได้รับการยืนยันจากเลขาธิการกองกำลังโกก้าง (MNDAA) เช่นกัน\n\"ไม่มีกองกำลังจากจีนช่วยสู้รบ พวกเขาได้รับความช่วยเหลือจากพันธมิตรของเราคือ กองกำลังดาระอั้ง (TNLA) และกองทัพอาระกัน (AA) ในการเผชิญหน้ากับกองทัพพม่า\" ทุน เมียต ลิน เลขาธิการกองกำลังโกก้างกล่าว\nโดยการต่อสู้ระลอกใหม่กับกองกำลังโกก้างดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากความขัดแย้งระหว่างกองทัพพม่าและกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพื้นที่ตอนเหนือของรัฐฉาน และพื้นที่รัฐคะฉิ่น โดยในเดือนมกาคม กองทัพพม่าปะทะกับกองทัพแห่งอิสรภาพคะฉิ่น (KIA) ที่เมืองผาคาน ขณะที่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ กองกำลังดาระอั้ง (TNLA) ระบุว่า กองทัพพม่าเปิดการโจมตีทางอากาศใส่ฐานที่มั่นของพวกเขา\n \nกระทรวงการต่างประเทศจีนหวังว่าจะมีการหยุดยิงและแก้ปัญหาผ่านการเจรจาสันติภาพ\nเมื่อวันที่ 10 ก.พ. โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ฮวา ชุนยิง แถลงข่าวว่า มีประชาชนจากฝั่งพม่าอพยพข้ามชายแดนจีนเพื่อหลบภัยการสู้รบ รัฐบาลจีนได้พิจารณาช่วยเหลือในฐานะที่เป็นผู้ลี้ภัย \"สถานการณ์ในพื้นที่ตอนเหนือของพม่า ส่งผลกระทบโดยตรงกับเสถียรภาพของชายแดนจีน-พม่า เราหวังว่ารัฐบาลพม่าและกองกำลัง MNDAA จะสามารถหยุดยิงและแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาสันติภาพ\"\nในรายงานของเมียนมาร์ไทม์ ระบุว่า กองกำลังโกก้าง (MNDAA) มีกำลังถึง 1,000 นาย แต่ล่าถอยออกจากพื้นที่ตั้งแต่ปี 2552 หลังการบุกของกองทัพพม่า พร้อมกับมีการออกข่าวการค้ายาเสพติดของผู้นำโกก้าง โดยการบุกครั้งนั้นทำให้มีผู้อพยพถึง 30,000 คนเข้าสู่ชายแดนจีน\nการกลับมาของกองกำลังโกก้าง (MNDAA) สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย อย่างไรก็ตาม ในเว็บไซต์ของโกลบอลไทมส์ สื่อภาคภาษาอังกฤษของทางการจีน ได้เผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของผู้นำกองกำลังโกก้าง (MNDAA) เผิง เจียเซิง ซึ่งระบุว่าเขาต้องการยึดคืนดินแดนที่ได้สูญเสียไป ในคำให้สัมภาษณ์ดังกล่าว เขาระบุว่า ได้เกณฑ์ทหารใหม่นับพันนาย นับตั้งแต่เขาล่าถอยออกจากดินแดนโกก้างในปี 2552 และทหารใหม่เหล่านี้ได้ต่อสู้กองทัพพม่า ร่วมกับกองกำลังคะฉิ่น (KIA) และกองกำลังดาระอั้ง (TNLA) เขาอ้างว่ากองกำลังของเขาสังหารฝ่ายรัฐบาลได้นับร้อย โดยรายงานดังกล่าวถูกลบออกจากเว็บโกลบอลไทมส์ไม่นานหลังถูกเผยแพร่\nทั้งนี้กองกำลังโกก้าง (MNDAA) ระบุในแถลงการณ์ที่มีการเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ว่า จะต่อสู้จนกระทั่งได้รับสันติภาพ ความเสมอภาค ความสงบ การพัฒนา และอำนาจปกครองตนเองในเขตโกก้าง\nนอกจากนี้ ยังไม่มีการยืนยันจากกองกำลังคะฉิ่น (KIA) ว่าให้การสนับสนุนกับกลุ่มโกก้าง (MNDAA)\n \nผู้นำโกก้าง \"เผิง เจียเซิง\" โทรศัพท์ให้สัมภาษณ์ \"ทีวีฮ่องกง\" บอกล่วงหน้าว่าจะโจมตี\n\nการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ของ เผิง เจียเซิง ผู้นำกองกำลังโกก้าง (MNDAA) ทางสถานีโทรทัศน์ \"iFeng\" ของฮ่องกง เมื่อวันที่ 24 ม.ค. หรือ 2 สัปดาห์ก่อนการโจมตีล่าสุด ทั้งนี้ไม่มีการระบุว่าผู้นำโกก้างให้สัมภาษณ์มาจากสถานที่ใด (ที่มาของภาพ: iFeng/YouTube)\nทั้งนี้แม้บทสัมภาษณ์ของเผิง เจียเซิง ในโกลบอลไทมส์จะไม่สามารถสืบค้นได้แล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 24 ม.ค. ที่ผ่านมา หรือ 2 สัปดาห์ก่อนการโจมตีระลอกล่าสุด เผิง เจียเซิง ในวัย 84 ปี ซึ่งอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่ได้เปิดเผย ได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสถานีโทรทัศน์ของฮ่องกง \"โฟนิกซ์เทเลวิชั่น\" [3] หรือ \"iFeng\" [3] ระบุว่าจะต่อสู้กับกองทัพพม่า โดยเขากล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เป็นเวลาสั้นๆ ตอนหนึ่งว่า \"กองทัพรัฐบาลมีอาวุธทันสมัย แต่ฝ่ายโกก้างมีแต่อาวุธพื้นฐาน เราต่อสู้ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของประชาชน เราจะชนะก็ต่อเมื่อได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเท่านั้น\"\nผู้สื่อข่าวถามว่ากลุ่มเมืองลา ซึ่งมีผู้นำเป็นเขยของท่าน (หมายถึง หลิน มิงเสียน หรือ จายลืน ผู้นำกองกำลังเมืองลา NDAA) รวมทั้งกลุ่มว้า (หมายถึงกองทัพสหรัฐว้า UWSA) สนับสนุนกลุ่มโกก้างหรือไม่ เผิง เจียเซิง ตอบว่า \"เรามีจุดยืนร่วมกัน\"\nผู้สื่อข่าวถามว่า มีเพียงสงครามเป็นทางเลือกเท่านั้นหรือ มีความเป็นไปได้ในการเจรจาสันติภาพหรือไม่ เผิง เจียเซิง ตอบว่า \"ความเป็นไปได้ในการเจรจาสันติภาพไม่มีอยู่เลย เพราะรัฐบาลพม่าไม่ซื่อตรงต่อข้อตกลงสันติภาพที่ทำมาก่อนหน้านี้\" เผิง เจียเซิง กล่าวด้วยว่า ในการสู้รบนี้ พวกเขาไม่สามารถเอาชนะกองทัพที่แข็งแกร่งได้ แต่กองกำลังที่เล็กกว่าของเขาจะไม่ยอมแพ้\n \nพันธมิตรฝ่ายโกก้างยืนยันว่าจีนไม่ได้สนับสนุน\nวิทยุเอเชียเสรี [4] (RFA) เมื่อวันที่ 13 ก.พ. รายงานคำกล่าวของเจ้าหน้าที่กองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ดาระอั้งซึ่งใกล้ชิดกับกลุ่มโกก้าง โดยระบุว่า จีนไม่ได้สนับสนุนอาวุธกองกำลังโกก้าง\nทั้งนี้ พ.ท.ตะโปจ่อ เลขาธิการกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (Ta'ang National Liberation Army - TNLA) กล่าวกับผู้สื่อข่าวของวิทยุเอเชียเสรีว่า \"เป็นข้อกล่าวหาของรัฐบาลพม่าที่ว่าจีนหนุนหลังกองกำลังติดอาวุธกลุ่มนั้นกลุ่มนี้\" \"เท่าที่ผมทราบ โกก้างไม่ได้รับความช่วยเหลือหรือการสนับสนุนโดยตรงจากจีน\"\nวิทยุเอเชียเสรีระบุว่า ฝ่ายกบฎโกก้าง ได้สู้ปะทะกับกองทัพพม่า 13 จุด นับตั้งแต่วันที่ 9 ถึง 12 ก.พ. โดยฝ่ายกองทัพพม่าเสียชีวิต 47 นายในจำนวนนี้เป็นนายทหาร 5 นาย และมีผู้บาดเจ็บกว่า 70 นาย\nโป่ถั่นจอง โฆษกอดีตพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (CPB) กล่าวว่าเป็นไปไม่ได้ที่จีนจะส่งมอบอาวุธให้กับกองกำลังโกก้าง\nทั้งนี้กองกำลังโกก้าง (MNDAA) เป็นส่วนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า ก่อนที่จะแยกตัวออกมาและลงนามหยุดยิงสองฝ่ายกับรัฐบาลพม่า หลังการแตกแยกภายในของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าในปี 2532\n\"สิ่งนี้ไม่ปรากฏในข่าว แต่กองทัพว้ามีโรงงานผลิตอาวุธ\" โป่ถั่นจองกล่าว \"ดูเหมือนว่าอาวุธจะถูกส่งมาจากทางนี้และขายให้กับพวกเขา (โกก้าง)\"\nโฆษกอดีตพรรคคอมมิวนิสต์พม่าระบุว่า อาวุธเหล่านั้นถูกยึดเมื่อหนึ่งสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนที่จะเกิดการปะทะระหว่างกองกำลังโกก้างและกองทัพรัฐบาลพม่า\nโป่ถั่นจองกล่าวด้วยว่า \"จีนกลัวว่าถ้ามีการสู้รบเกิดขึ้นที่ชายแดน อาวุธจะไปตกอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ และพวกเขากลัวหากอาวุธไปอยู่ในมือของคนที่อยู่ในประเทศที่ไม่น่าไว้วางใจ\"\nพล.ต.ทุนมินหน่าย ผู้บัญชาการกองทัพอาระกัน (Arakan Army - AA) ซึ่งเป็นพันธมิตรร่วมต่อสู้ของฝ่ายโกก้าง ระบุว่า รัฐบาลพม่าพยายามบ่อนทำลายการต่อสู้ของประชาชนชาวโกก้าง \"เมื่อรัฐบาลทหารพม่าทำบางอย่างขึ้นมา ประชาชนก็เห็นว่า นี่ประชาชนพื้นเมืองฆ่ากันเอง และพูดว่า 'นี่ไงพวกเขาฆ่าประชาชนของพวกเขาเอง' \"\n\"เป็นไปได้ที่รัฐบาลจะกล่าวเช่นนี้ เพราะรัฐบาลพม่าต้องการทำให้เห็นว่า พวกเขากำลังต่อสู้กับผู้รุกรานต่างชาติ\" พล.ต.ทุนมินหน่าย กล่าวด้วยว่า \"เราเคลื่อนไหวอยู่บริเวณชายแดนมาตั้งนาน ทำไมจีนถึงปล่อยให้มีผู้ส่งผลกระทบต่ออธิปไตยและสวัสดิภาพของจีน ดังนั้นพวกเขา (รัฐบาลพม่า) จึงผสมข้อมูลเหล่านี้ ทำให้ประชาชนคิดแบบนี้ เราอาจกล่าวได้ว่าพวกเขาพยายามบ่อนทำลายการต่อสู้ของประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์\"\nทั้งนี้เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทหารรัฐบาลพม่า 7 นายเสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บ 20 นาย จากเหตุกองกำลังโกก้าง (MNDAA) บุกโจมตีป้อมแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างชายแดนจีนประมาณ 30 กม.\n \nสื่อรัฐบาลพม่าระบุ ทหารโกก้างเสียชีวิต 27 นายจากกการปะทะรอบล่าสุด\n\nหนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมา ฉบับวันที่ 16 ก.พ. เผยแพร่ภาพที่ระบุว่าเป็นอาวุธที่ยึดได้จากการปะทะกับทหารโกก้าง (ที่มา: นิวไลท์ออฟเมียนมา, 16 ก.พ. 2558)\nขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมา รายงานเมื่อวันที่ 15 ก.พ. ว่าสมาชิกกองกำลังโกก้าง (MNDAA) 13 นาย เสียชีวิตระหว่างปะทะกับกองทัพรัฐบาลพม่าเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 14 ก.พ. ที่เมืองเหล่ากาย ทางตอนเหนือของรัฐฉาน โดยกองทัพรัฐบาลพม่าสามารถจับทหารโกก้าง ซึ่งอยู่ในสภาพบาดเจ็บได้ 8 นาย นอกจากนี้ยังสามารถยึดอาวุธปืนได้ 98 กระบอก และเครื่องกระสุนจำนวนหนึ่ง\nรายงานในหนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมา ระบุว่า กองทัพรัฐบาลยังคงวางมาตรการรักษาความปลอดภัยโดยรอบเมืองเหล่ากาย\nขณะที่รายงานของหนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมา วันที่ 16 ก.พ. ได้เผยแพร่รูปที่ระบุว่าเป็นอาวุธปืนที่ยึดได้จากทหารโกก้าง และเพิ่มจำนวนทหารโกก้างที่เสียชีวิตจาก 13 นาย เป็น 18 นาย ส่วนทหารโกก้างที่ถูกควบคุมตัวไว้ 8 นาย ต่อมาเสียชีวิตทั้งหมดเนื่องจากอาการบาดเจ็บรุนแรง แม้จะได้รับการดูแลรักษาจากกองทัพพม่าซึ่งยังคงประจำการโดยรอบเมืองเหล่ากาย \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-9b6c60f077d343cc87db4730950efadb", "input": "Title: ศาลปกครองสูงสุด ไฟเขียว 11 โครงการมาบตาพุด เดินหน้าได้ \n Body: วันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 13.30 น. ศาลปกครองสูงสุด นัดอ่านคำสั่งในคดีคำร้องที่ 586/2552 ระหว่างสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กับพวกรวม 43 คน (ผู้ฟ้องคดี) กับคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กับพวก รวม 8 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) และบริษัท เหมราช อีสเทิร์นซีบอร์ด อินดัสเตรียล เอสเตท จำกัด กับพวก รวม 36 คน (ผู้มีส่วนได้เสีย) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร\nทั้งนี้ คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2552 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 8 สั่งระงับโครงการ หรือกิจกรรม หรือกิจการ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ในพื้นที่ จ.ระยอง จำนวน 76 โครงการไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา หรือศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น เป็นเหตุให้ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดี และผู้มีส่วนได้เสีย ดำเนินการยื่นคำร้องขออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุด\nศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้แก้ไขคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับโครงการลงทุน 76 โครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมในมาบตาพุดไว้ก่อน โดยให้ 11โครงการที่ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และคุณภาพชีวิตของประชาชนสามารถเดินหน้าได้ ส่วนอีก 65 โครงการ ลงทุนด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ท่อส่ง โครงการเหล็ก ท่าเทียบเรือ โรงไฟฟ้า และกำจัดของเสีย ให้ระงับไว้ก่อนตามคำสั่งเดิม เพราะเชื่อว่าจะเป็นโครงการที่ส่งผลกระทบรุนแรง อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตโครงการที่เหลือมีการดำเนินการภายใต้ มาตรา 67 วรรค 2 ตามรัฐธรรมนูญปี 50 แล้ว ก็สามารถยื่นขอออกจากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้ในภายหลัง\n \nเอ็นจีโอ เดินหน้า 181 โครงการที่เข้าข่ายที่ต้องปฎิบัติตามมาตรา 67 วรรคสองกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ [1] รายงานว่า นายศรีสุวรรณ   จรรยา นายกสมาคมสภาวะแวดล้อม กล่าวว่าศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้ 65 โครงการ จาก 76 โครงการในมาบตาพุดต้องชะลอโครงการตามที่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งระงับชั่วคราวให้ให้ปฏิบัติตามมาตรา   67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ 2550 ส่วนอีก 11 โครงการซึ่งเป็นโครงการอุตสาห กรรมสะอาดนั้นสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยอยู่ในลำดับที่ 16 , 22 , 37 , 41 , 45 , 50 และ 54 ซึ่งในส่วนของคมนาคม คือ โครงการลำดับที่ 2 , 3 , 4 และ 6   อย่างไรก็ตาม   ค่อนข้างพอใจในคำตัดสินของศาลอย่างมาก และถือว่าชนะแล้ว   ซึ่งหลังจากนี้ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะหน่วยงานที่ต้องออกระเบียบและกฎหมายรองรับ\nในส่วนเอกชนที่ต้องเร่งประเมินผลกระทบด้านสุขภาพก็ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อนำมายื่นกับศาลประกอบการพิจารณาต่อไป ขณะที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหามาบตาพุดชุดของนายอานันท์ ปันยารชุน ที่ก่อนหน้านี้ประเมินว่าจะใช้เวลา 4-5 เดือนในการประเมินและคัดแยกโครงการในมาบตาพุด ก็คงร่นเวลาทำงานได้เร็วขึ้นเหลือเพียง 1 เดือนก็อาจเป็นไปได้ เพราะศาลได้ช่วยคัดแยกโครงการ ออกไปถึง 11 โครงการแล้ว ในส่วนของสมาคมฯก็จะเดินหน้าใน 181 โครงการที่ได้ประเมินไว้ว่าเข้าข่ายที่ต้องปฎิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง ซึ่งได้ส่งหนังสือเตือนไปยังบริษัทเหล่านั้นแล้ว\n \nเปิดรายชื่อ 11 โครงการมาบตาพุดรอดวิกฤติกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ [2] รายงานด้วยว่า 11โครงการที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้สามารถเดินหน้าได้ ประกอบด้วย โครงการคมนาคม 4 โครงการ ได้แก่ โครงการที่ 2  โครงการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งและขนาดถังเก็บวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์  ตั้งที่ นิคมอุตสาหกรรมาบตาพุด จังหวัดระยอง ของบริษัท มาบตาพุด แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด โครงการที่ 3 โครงการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการท่าเทียบเรือและคลังผลิตภัณฑ์ (การเพิ่ม ถังเก็บและอุปกรณ์ขนถ่ายLPG/Butene-1) ตั้งที่ ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท ปตท.เคมีคอล จำกัด (มหาชน) โครงการที่ 4 รายงานการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการขยายท่าเทียบเรือขนถ่ายสารปิโตรเคมี และคลังเก็บวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ (การก่อสร้างถังเก็บวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ เพิ่ม (ถัง โพรเพน/บิวเทน)) ตั้งที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง  ของบริษัท มาบตาพุด แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด โครงการที่ 6 โครงการติดตั้ง Loading Arm เพิ่มเติมที่ท่าเทียบเรือของโรงกลั่นน้ำมันสตาร์ ตั้งที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด\nโครงการอุตสาหกรรม 7 โครงการ ได้แก่ โครงการที่ 16 โครงการผลิตเชื้อเพลิงสะอาด และปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (มหาชน) โครงการที่ 22 โครงการปรับปรุงระบบหมุนเวียนก๊าซกลับคืนของโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกชนิดโพลีโพรพิลีน ที่ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอร์ส จำกัด โครงการที่ 37 โครงการผลิตเชื้อเพลิงสะอาด ติดตั้งหน่วยควบคุมไอน้ำมันเชื้อเพลิงและเพิ่มประเภทผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซล (ขอ เปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ) ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด โครงการที่ 41 โครงการติดตั้งระบบควบคุมไอน้ำมันเชื้อเพลิง และเพิ่มประเภทผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซล ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน)\nโครงการที่ 45 การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตระบบ บำบัดมลพิษทางอากาศโรงงานผลิตPurified Terephthalic Acid(PTA) ที่นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ของบริษัท อินโดรามา ปิโตรเคม จำกัด โครงการที่ 50 โครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 6 (การเพิ่มประสิทธิภาพระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งเพื่อหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ) ที่ ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษั ปตท.จำกัด (มหาชน) โครงการที่ 54 การเปลี่ยนแปลงรายละเอียด โรงงานผลิตคลอ-อัลคาลี และอีพิคลอโรไฮดรินภายใต้โครงการติดตั้ง Chlorine Vaporizer ,Wet Scrubber ของHCL Section  และการปรับเปลี่ยนขนาดถังบรรจุคลอรีนเหลว ตั้งที่ นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก (มาบตาพุด) อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท อดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์ (ประเทศไทย) จำกัด\n \nคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเร่งคลอดโครงสร้างองค์กรอิสระแก้ปมมาบตาพุดใน 2 สัปดาห์มติชนออนไลน์ [3] รายงานว่า นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการฯ วันที่ 2 ธันวาคมว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปในการเร่งกำหนดพิมพ์เขียว หรือโครงสร้างองค์กรอิสระใหม่ เพื่อปฏิบัติการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 (2) โดยสรุปภายใน 2 สัปดาห์\n \n“ทุกอย่างเดินตามขั้นตอนปกติ ไม่ได้เร่งที่จะกำหนดโครงสร้าง แม้ว่าคำสั่งศาลปกครองจะมีคำสั่งออกมาแล้วในวันนี้ ต่อกรณีมาบตาพุด โดยองค์กรนี้จะมาดูแลเรื่องอีไอเอ (มาตรการดูแลสิ่งแวดล้อม) และเอชไอเอ (มาตรการดูแลด้านสุขอนามัย) โดยการจัดตั้งจะออกมาเป็นประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีทั้งโครงสร้างองค์กร บทบาทหน้าที่ อำนาจทั้งหมด แต่ยอมรับว่า ขั้นตอนการจัดตั้ง  อาจจะใช้เวลาบ้าง แต่ส่วนตัวคาดว่าจะเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้” \nนายอานันท์ ยังกล่าวด้วยว่า กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดที่มีคำสั่งในวันนี้ ตัวแทนภาคเอกชนในคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ต่างระบุว่าพร้อมจะเร่งดำเนินการแก้ไข เพื่อให้การดำเนินการของอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป็นไปตามกฏหมาย อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมการฯ ยังเตรียมลงพื้นที่ในมาบตาพุดตามกำหนดการเดิม คือ วันที่ 5-7 ธ.ค.นี้ เพื่อตรวจสอบการดำเนินการ โดยจะมีการพบทั้งตัวแทนชาวบ้านและโรงงานต่าง ๆ เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและแก้ปัญหาทั้งหมด\n \nนายกฯ ชี้ 65 โครงการมาบตาพุดต้องดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสอง\nสำนักโฆษกรายงานว่าในวันเดียวกันนี้ เมื่อเวลา 17.15 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งแก้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น และมีคำสั่งชะลอ 65 โครงการของมาบตาพุดว่า โครงการที่ศาลเห็นว่าไม่มีผลกระทบและสามารถดำเนินการต่อไปได้คงจะช่วยในการลงทุนส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะโครงการที่เคยพูดไว้ว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมให้เดินต่อไปได้ \nส่วน 65 โครงการนั้นเมื่อศาลเห็นว่าเป็นโครงการที่อาจมีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน แนวทางที่น่าจะดีที่สุดคือให้ดำเนินการตามขั้นตอนมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เสมือนว่าเป็นโครงการที่มีผลกระทบอย่างรุนแรง แม้ว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลมีความเห็นว่าไม่มีผลกระทบ เนื่องจากยึดเอาผลการศึกษาของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เป็นหลัก ดังนั้น น่าจะให้โครงการเหล่านี้เดินหน้าและทำเรื่องโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (อีไอเอ กับเอชไอเอ) และรับฟังความเห็นของประชาชน พร้อมกับให้องค์กรอิสระให้ความเห็นไปในคราวเดียวกัน เพื่อให้สามารถเดินต่อได้ \nทั้งนี้ เนื่องจากตัวระเบียบที่จะทำทางคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมากำลังพิจารณาอยู่ และจะขอความร่วมมือว่าหากขั้นตอนไหนเห็นว่าไม่น่าจะมีข้อโต้แย้งแล้วสามารถดำเนินการได้ทันที ส่วนที่เหลืออยากให้ได้ข้อยุติจากกรรมการชุดดังกล่าวโดยเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบกับการดำเนินโครงการต่างๆ ต่อไป ดังนั้น แนวทางนี้ก็น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในขณะนี้ และเชื่อว่าคณะกรรมการ 4 ฝ่ายคงยอมรับได้ เพราะเป็นการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ทุกประการ\nผู้สื่อข่าวถามว่า จากนี้จะมีการต่อสู้ทางกฎหมายต่อไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กฎหมายต้องดำเนินไปเพราะคดียังคงอยู่ แต่ทางศาลปกครองได้แถลงเอาไว้ว่าหากมีข้อเท็จจริงใดๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปก็ต้องว่ากันอีกครั้ง\nสำหรับกรอบเวลาที่ชัดเจนของกรรมการ 4 ฝ่ายนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คิดว่าโดยหลักการประเมินวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหากจำเป็นต้องทำเพิ่มเติมหรือทำใหม่ก็ดี การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ หากไม่มีข้อโต้แย้งอย่างน้อย 2 ขั้นตอนนี้ ตนคิดว่าน่าจะเริ่มต้นได้ทันที ส่วนการรับฟังความคิดเห็นนั้นยังเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งยังมีเวลาและยังมีเวลาที่จะขอความเห็นจากองค์กรอิสระเพื่อให้ระเบียบเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และมีเวลาที่จะให้คณะกรรมการได้พิจารณาอย่างน้อยอีก 2-3 สัปดาห์ ซึ่งคิดว่าไม่กระทบแน่นอน \nอย่างไรก็ตามจะพยายามไม่ให้เกิดการเร่งรัดจนเกินไป เพราะเดิมกรรมการขอเวลาไว้ 5-6 สัปดาห์ ซึ่งตนก็ต้องขอดูวิธีการทำงานในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือแม้แต่การรับฟังความคิดเห็นยังใช้เวลาอีกเป็นเดือน คณะกรรมการ ยังไม่ต้องได้ข้อยุติเรื่ององค์กรอิสระจนครบเวลา 1 เดือนก็ยังได้\n“รัฐบาลไม่มีเจตนาจะไปรวบรัดแต่อย่างใด เพียงแค่ขอความร่วมมือให้การพิจารณาการประชุมต่างๆ สามารถได้คำตอบที่รวดเร็ว” นายกรัฐมนตรีกล่าว\nต่อคำถามว่า ระหว่างนี้จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอื่นหรือหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยู่ที่การคาดการณ์ของคน เพราะก่อนหน้านี้ถือว่าศาลมีคำสั่งระงับ แต่ตอนนี้ 11 โครงการก็เดินหน้าต่อได้ ส่วนอีก 65 โครงการก็อยู่ในสถานะเดิม ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่มีหลายโครงการเดินหน้าต่อโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล\nผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามีการดำเนินการในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเสร็จ รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นแล้วจะสามารถจะอุทธรณ์กลับได้หรือสามารถทำได้ในเวลาเดียวกัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้าทุกโครงการได้ดำเนินการตามที่ทุกฝ่ายเห็นว่าเป็นไปตามมาตรา 67 วรรคสองแล้ว เข้าใจว่าเรื่องคดีก็จะไม่มีประเด็นอีกต่อไป\nผู้สื่อข่าวถามว่า ได้พูดคุยกับภาคเอกชนบ้างหรือยังหลังศาลมีคำสั่ง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภาคเอกชนมีตัวแทนอยู่ในคณะกรรมการ 4 ฝ่ายอยู่แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุมหารือ \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-7145c7afcb9f4cfa96731601241396bc", "input": "Title: รายงาน : เราจะสร้าง \"สังคมสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิต\" ในประเทศไทยได้อย่างไร (1) \n Body: \"คนรวยคัดค้านไม่เป็นประเด็นปัญหา เพราะว่าคนรวยต้องคัดค้านอยู่แล้ว แต่ภาษีมรดกไม่ได้เป็นภาษีที่คนจนสนับสนุนเช่นเดียวกัน นี่คือคำถามว่าเป็นเพราะอะไร\" มุมมองเรื่องภาษีต่อการผลักดันสังคมสวัสดิการเรื่องพื้นฐานที่จะนำมาซึ่งสิทธิและความเท่าเทียมในสังคม ของ \"ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์\" คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย\nประเด็นเรื่องสวัสดิการสังคม ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เน้นย้ำและเร่งนโยบายเกี่ยวกับสวัสดิการให้กับประชาชนอย่างถี่ยิบ ซึ่งหลายฝ่ายบอกว่า นี่คือประชานิยมตำรับประชาธิปัตย์ ในขณะที่กลุ่มนักวิชาการและประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงานก็มีความพยายามจะผลักดันในเรื่องสังคมสวัสดิการ หรือรัฐสวัสดิการ เนื่องจากทุกคนเห็นว่า สวัสดิการเป็นเรื่องพื้นฐาน ที่จะนำมาซึ่งสิทธิและความเท่าเทียมในสังคม\n \nเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา มีการจัดโครงการสัมมนา \"การสร้างสังคมสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิต\" ณ ศูนย์เกษตรกรสารภี จ.เชียงใหม่ โดยมี ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนในวงสัมมนาถึงประเด็นดังกล่าว \n \nโดยในตอนแรก ประชาไท ขอนำเสนอมุมมองของ \"ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์\" จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยละเอียดดังนี้ \n            \n \n\n \n\"ประเทศไทยพยายามที่จะแก้ปัญหาความยากจนมานาน แต่ไม่มีทางแก้ได้ \nถ้าไม่มีการจัดเรื่องสวัสดิการ เพราะสวัสดิการเป็นเรื่องพื้นฐาน\"\n \n\"คนรวยคัดค้านไม่เป็นประเด็นปัญหา เพราะว่าคนรวยต้องคัดค้านอยู่แล้ว \nแต่ภาษีมรดกไม่ได้เป็นภาษีที่คนจนสนับสนุนเช่นเดียวกัน นี่คือคำถามว่าเป็นเพราะอะไร\"\n \n\"ประเทศที่พัฒนาไปมากกว่าเรา ภาษีฐานหลักของเขา คือภาษีมาจากรายได้ \nแล้วก็มีภาษีมาจากส่วนของทรัพย์สิน ส่วนภาษีฐานการบริโภคจะมีสัดส่วนไม่มาก \nแต่ของประเทศไทยเราจะกลับกันหมด ภาษีฐานการบริโภคของเราจะเป็นฐานใหญ่\"\n \n\"ประเทศไทยเป็นประเทศที่รับเอามาบางอย่างและไม่รับเอามาบางอย่าง\"\n \n \n\n \n \nชี้ประเทศพัฒนาเก็บภาษีรายได้และภาษีทรัพย์สินเป็นฐานหลัก\nในขณะไทยกลับตาลปัตร เน้นเก็บภาษีจากฐานบริโภค\nเรื่องของรายได้ โดยทั่วไปในระบบภาษี มันจะมีอยู่ 3 ประเภท เราเรียกว่าฐานภาษี 3 ประเภทด้วยกัน ประเภทที่ 1 เรียกว่าเป็นภาษีที่มีฐานทางด้านรายได้ ในรอบ 1 ปีมีรายได้เท่าไหร่ แล้วก็จะต้องเสียภาษีเท่าไห หักค่าลดหย่อนอะไรบ้าง แล้วก็เสียภาษีไป ซึ่งในประเทศไทย ฐานภาษีรายได้สำคัญๆ คือภาษีนิติบุคคล กับภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ส่วนใหญ่จะทุกปีในประเทศไทยเราจัดเก็บภาษีฐานนิติบุคคลจะได้มาก ว่าสัดส่วนซึ่งมันจะเป็นที่น่าตกใจว่า มันจะไม่เหมือนกับทุกๆ ประเทศ 2,000 เมื่อรวมกัน มันจะตกเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของรายได้ทางด้านภาษีก็ประมาณ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง \n \nภาษีฐานที่ 2 เป็นภาษีที่เราเรียกว่า \"ฐานบริโภค\" หลักๆ ก็คือภาษีมูลค่าเพิ่มกับภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น เราไปซื้อของ ซื้ออะไรก็แล้วแต่ ยกเว้นซื้อสินค้าเกษตรในตลาดสด แต่ถ้าไปร้านโชว์ห่วย ร้านค้า ร้านชำ ทั้งหลายเมื่อเราซื้อไปปุ๊บจากภาษีมูลค่าเพิ่มก็เป็น 7% \n \nส่วนภาษีสรรพสามิต โดยหลักๆ ก็มาจากภาษีเหล้า บุหรี่ ภาษีรถยนต์ ส่วนภาษีที่พูดกันพอสมควร ก็คือภาษีสถานบันเทิง ผับ ซึ่งปรากฏว่ามีผับ มีสถานบันเทิงเยอะ แต่จัดเก็บภาษีไม่ค่อยได้ จัดเก็บได้น้อยเหลือเกิน อย่างเช่น กรณีซานติก้าผับ ซึ่งมีรายได้มหาศาล แต่ไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิตเลย ความสามารถของราชการไทยที่จะไปจัดเก็บภาษีก็รู้สึกจะทำลำบาก \n \nมีภาษีอีกฐานหนึ่ง ซึ่งนานาอารยะประเทศได้จัดเก็บกัน ก็คือภาษีฐานทรัพย์สิน โดยที่ดูว่าในภาษีฐานทรัพย์สินนั้นก็จะมีทั้งส่วนที่เคลื่อนย้ายไม่ได้ คือ ที่ดิน บ้าน และภาษีส่วนที่เคลื่อนย้ายได้ เช่น รถยนต์ หรือวัตถุโบราณ ภาพเขียนหรืออะไรที่แพงๆ ก็ถือว่าอยู่ในทรัพย์สินพวกนี้ เขาก็จะจัดเก็บ ภาษีฐานการบริโภคในประเทศไทยจะเก็บได้เยอะประมาณ 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ ก็จะเป็นภาษีฐานนี้ ซึ่งรวมสองอันแล้วก็ประมาณ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ เหลืออีกนิดหน่อยก็จะเป็นภาษีการค้าระหว่างประเทศ ภาษีนำเข้า \n \nประเทศที่พัฒนาไปมากกว่าเรา ภาษีฐานหลักของเขา คือภาษีมาจากรายได้ แล้วก็มีภาษีมาจากส่วนของทรัพย์สิน ส่วนภาษีฐานการบริโภคจะมีสัดส่วนไม่มาก แต่ของประเทศไทยเราจะกลับกันหมด ภาษีฐานการบริโภคของเราจะเป็นฐานใหญ่ \n \nเพราะฉะนั้น ที่คนมาบอกว่า พี่น้องเราคนยากคนจนไม่จ่ายภาษีเราก็เห็นอยู่ว่าจ่ายกันทุกวัน เดินเข้าไปซื้อของก็จ่ายภาษีแล้ว เพราะฉะนั้น ก็เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมมาก ที่เราจะต้องเรียกร้องต้องเข้าไปดูแลในเรื่องของการใช้จ่ายและต้องเรียกร้องรวมไปถึงเรื่องของการจัดสวัสดิการต่างๆ ด้วย รัฐมีหน้าที่ที่จะต้องทำ\n \nในเรื่องของภาษีทรัพย์สิน ประเทศไทยมีการจัดเก็บน้อยมาก ในต่างประเทศนอกจากมีฐานภาษี 3 ฐานหลักเขาก็ถือว่า ถ้าหากว่าภาษี 3 อย่างนี้จัดเก็บได้ดี คนไม่ควรจะรวยมาก เขาก็ถือว่า ถ้าหากว่ากรณีที่ผู้ใดเสียชีวิต แล้วมีมรดกเหลืออยู่เป็นหมื่นเป็นแสนล้าน มันจะต้องมีปัญหาในการจัดเก็บภาษีสามส่วนนั้นแน่นอน เพราะฉะนั้น วิธีคิดแบบพวกเศรษฐศาสตร์ทั่วๆ ไป เขาบอกว่า มันจะต้องมีความผิดปกติ คนกลุ่มพวกนี้คงเป็นพวกที่เลี่ยงภาษีเก่ง เพราะจะบอกว่าเขาประหยัดมัธยัสถ์เก่ง คนเรามันจะประหยัดมัธยัสถ์ได้ขนาดไหน ที่พอเสียชีวิตแล้วจะได้รวยเป็นหมื่นล้านเป็นแสนล้าน เป็นไปไม่ได้ \n \nเพราะฉะนั้น เขาเลยบอกว่า เมื่อเสียชีวิตแล้วจึงต้องมีการจัดเก็บภาษีอีก จากนี้จะมีการจัดเก็บภาษีมาอีกเยอะแยะ ภาษีจัดกรองมรดก ก็คือพอตายปุ๊บคุณมีมรดกเหลืออยู่เท่าไหร่ถึงว่ามันมีการผิดพลาดของระบบการจัดเก็บภาษีก็ต้องจัดเก็บภาษีส่วนนี้ไปหนึ่งส่วนแล้วหลังจากนั้นเหลือเท่าไหร่ ใครจะเป็นคนได้รับไป ทายาทหรือใครที่ได้รับมรดกไปถือว่าเป็นรายได้ของคุณ คุณไม่ได้ทำมาหากินไม่ได้ใช้หยาดเหงื่อแรงงานเลยอยู่ดีดีได้เงินมาเฉยๆ ได้ทรัพย์สินมาเฉยๆ เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องเสียภาษี \n \nจะเห็นว่า ในต่างประเทศ เมื่อมีมรดกเหลือ คุณจะโดนจัดเก็บภาษีสองประเภท หนึ่ง อากรกองมรดก ทั้งหมดที่เหลืออยู่คืนกลับไปให้กับรัฐเอาไปจัดสรรทางด้านรายจ่าย สอง ใครเป็นผู้รับมรดกก็ต้องจ่ายภาษีอีก ก็เก็บอีกครั้งหนึ่ง เพราะถือว่าเป็นรายได้ของคุณแล้ว นั่นก็คือแนวคิดในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ก็จะมีภาษีประเภทนี้เพื่อที่จะให้ครอบคลุมทั้งหมด\n \nในหลักคิดของนักเศรษฐศาสตร์ทั่วไป เขาคิดว่าทางด้านการสร้างรายได้ก็คือการทำมาหากินอะไรทั้งหลายก็ปล่อยให้แข่งกันไป จะได้ให้ทุกคนสามารถสร้างรายได้ให้เต็มที่ ว่าจะสร้างอะไรยังไง แต่เมื่อมีรายได้เข้ามาแล้ว เขาก็จะมาคิดอีกฐานหนึ่งว่า รายได้ที่สร้างมานั้นมันอาจจะมีมีความไม่เป็นธรรม รายได้คนจะมีรายได้ไม่เท่ากัน อาจจะมีช่อง มีจุดบอด จุดบกพร่องใดๆ ที่อาจจะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้น วิธีแก้ของเขา ก็คือ เก็บจากคนที่มีรายได้สูงให้มากกว่าผู้มีรายได้น้อย เขาก็ถือว่าเป็นคนที่แก้ปัญหาโดยระบบอยู่แล้ว ว่าจัดเก็บตรงนี้ให้เยอะๆ แล้วก็เอาอันนี้ไปจัดสรรเพื่อจะช่วยเหลือคนจนในสังคม ที่จะทำให้คนกลุ่มนี้ที่จะขึ้นมามีโอกาสแล้วก็เก่งเหมือนกับคนที่มีฐานะ นี่คือวงจรที่ผิดในประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ไม่ใช่สังคมนิยมหรือสังคมนิยมประชาธิปไตย\n \n \nไทยเป็นประเทศที่รับเอามาบางอย่าง และไม่รับเอามาบางอย่าง\nประเทศไทยเป็นประเทศที่รับเอามาบางอย่างและไม่รับเอามาบางอย่าง ทางด้านการสร้างรายได้ ประเทศไทยก็รับเข้ามา แข่งขันกัน เพื่อที่จะทำให้ทุกคนแสดงศักยภาพในการสร้างรายได้ให้เต็มที่ แต่ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่สนใจว่ารายได้ที่สร้างขึ้นมา ตลาดไม่มีทางสมบูรณ์ได้ ตลาดมีปัญหาตลอด จะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร ประเทศไทยไม่เคยคิด คิดว่าดีแล้ว เพราะฉะนั้น ก็จะมีคนที่รวยมากกับคนจนมากอยู่ในประเทศไทย คนที่รวยมาก มีจำนวนไม่เยอะ แต่คนที่จนมากมีจำนวนเยอะ นี่คือโครงสร้างแบบประเทศไทย เพราะว่าด้านหนึ่งก็คือการสร้างรายได้ที่แข่งกัน แต่พอทางด้านที่จะไปแก้ปัญหาตลาดไม่ใช้ระบบภาษีเข้าไปจัดการ กลับไปคิดว่าจะจัดเก็บภาษีอย่างไรได้ง่าย เพื่อมาใช้จ่ายเป็นสวัสดิการบ้างนิดหน่อย แล้วก็เป็นบริการของรัฐ จะจัดเก็บอย่างไรได้ง่าย สิ่งที่จัดเก็บง่าย ก็คือ ภาษีทางอ้อม ภาษีบริโภค เช่น เมื่อไปซื้อของก็ต้องจ่ายเงินทันที โรงงานผลิตออกมาก็ต้องจ่ายเงินทันที ซึ่งภาษีทางอ้อมนั้นจัดเก็บง่าย แล้วก็ฐานใหญ่ คนทั้งประเทศต้องจ่าย \n \nในขณะ ภาษีรายได้ เวลาจัดเก็บ บางทีคนก็มีรายได้หลายทาง ก็ยื่นไปว่าจะมีรายได้จากตรงไหนบ้าง ก็จะจัดเก็บยาก แล้วอาจจะไปกระทบกับกลุ่มคนที่มีความมั่งคั่ง ทำให้พวกเขาเข้าสู่ระบบจัดเก็บเยอะ เลยทำให้เขาไม่มีแรงจูงใจในการที่จะสร้างรายได้ นี่ก็เป็นปัญหาของประเทศไทย ซึ่งทำให้เราจึงอยู่ในแบบรับออกมาด้านเดียว แล้วก็บอกว่าด้านเดียว แต่ว่าอีกด้านหนึ่งของเขาที่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาทำเราก็ไม่เอา เรารับมาด้านเดียว ที่เราเอาแบบสบายๆ เพราะฉะนั้น พอรับมาด้านเดียว อีกด้านหนึ่งเราไม่ทำ สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือ เรายิ่งพัฒนา เราก็ยิ่งสร้างความแตกต่าง แทนที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ความแตกต่างทางด้านรายได้ อย่างญี่ปุ่นกลุ่มคนรวยที่สุดกับคนที่จนที่สุดมีรายได้ห่างกันประมาณ 3-4 เท่า บางประเทศที่สูงหน่อยก็ประมาณ 8-9 เท่า อย่างยุโรปก็ห่างกันประมาณ 4-5 เท่า \n \nแต่ประเทศไทย กลุ่มคนที่รวยที่สุดมีรายได้มากกว่ากลุ่มคนที่จนที่สุดมากกว่า 13-14 เท่าไม่ได้ลดลงเลย เราอยู่ในระดับอย่างนี้ อยู่ในระดับ 12 ครึ่ง เป็น 13, 14 ลดลงมาบ้างนิดหน่อย แต่อยู่ในระดับการกระจายรายได้ที่ค่อนข้างเลวร้าย \n \nตัวเลข 13 เท่า เรานับจากการที่เอาคนที่มีรายได้สูงสุด 20 เปอร์เซ็นต์แรกกับคนที่มีรายได้น้อยที่สุดจาก 20 เปอร์เซ็นต์สุดท้ายมาเปรียบเทียบรายได้แล้วก็พบว่าคนที่รวยที่สุดในไทยมีรายได้ห่างจากคนที่สุดที่สุดถึง 13 เท่า แต่ก็มีคนวิจารณ์ว่าให้เก็บใหม่เอาแค่ 5 เปอร์เซ็นต์แรกกับ 5 เปอร์เซ็นต์สุดท้าย เพราะว่า บ้านเราถ้าไปคิด 20 เปอร์เซ็นต์มันไปเอาคนชั้นกลางค่อนข้างดีข้างบนไปรวมอยู่ด้วย แต่ประเภทรวยจริงๆ มีไม่เท่าไหร่ เอาแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ ของฐานข้างบนกับ 5 เปอร์เซ็นต์ของฐานข้างล่าง ภาพจะไม่ใช่ 13 เท่า แต่จะเป็น 20-30 เท่า นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงๆ \n \n \nย้ำประเทศไทยไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้ \nหากไม่แก้เรื่องสวัสดิการ-ความเท่าเทียม\nเพราะฉะนั้น จึงกลับมาตรงที่ว่า การจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำตรงนี้ อย่างน้อยที่สุดประเด็นที่เราจะต้องเห็นร่วมกัน เป็นประเด็นที่อยากจะผลักดันมาก ประเทศไทยพยายามที่จะแก้ปัญหาความยากจนมานาน แต่ไม่มีทางแก้ได้ ถ้าไม่มีการจัดเรื่องสวัสดิการ เพราะสวัสดิการเป็นเรื่องพื้นฐาน \n \nนักเศรษฐศาสตร์มักจะเถียงกันว่า เวลาที่จะสร้างความเท่าเทียมของคน จะดูที่ผลออกมาสุดท้ายเลยว่าเมื่อทุกคนมีรายได้ใกล้เคียงกัน หรือจะดูที่โอกาสที่เราจะสามารถให้ได้กับทุกคน เพราะว่าบางคนขยัน บางคนไม่ค่อยขยัน เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นอยู่อย่างเดียวกัน เราก็จะทำให้ไม่ให้แรงจูงใจกับคนที่ขยัน ฉะนั้น ให้เปลี่ยนใหม่ เป็นการให้โอกาสเท่าๆ กัน \n \nแต่ในข้อเท็จจริง คำถามก็คือว่า เห็นด้วยกับทั้งสองอย่าง เพราะเราเห็นด้วยกับทั้งสองอย่าง แต่การจัดสวัสดิการที่สำคัญเป็นการทำให้ทุกคนมีโอกาสเท่ากันได้ เรื่องของความเท่าเทียมกันในเชิงของผลลัพธ์สุดท้ายเป็นสิ่งที่ปรารถนา แต่ว่าจะไปถึงตรงนั้น คงต้องใช้เวลานานมาก แต่อย่างน้อยที่สุด ขั้นพื้นฐานเราควรจะทำให้ทุกคนมีโอกาสจริงๆ เพราะฉะนั้นการจัดสวัสดิการจึงมีความสำคัญในเรื่องตรงนี้มาก เพื่อที่จะทำให้มันเปิดโอกาสตรงนี้จริงๆ ทีนี้หากจะเปิดโอกาสตรงนี้จริงๆ มันก็จะมีรายได้ในส่วนที่รัฐบาลจะต้องทำขึ้นมา \n \nความจริงเรื่องนี้มีการขับเคลื่อนกันมานาน แต่ว่าไม่ค่อยเป็นประเด็น จนกระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายกรณ์ จาติกวณิช) พูดมาว่า รัฐบาลนี้จะสนับสนุนให้มีภาษีมรดก กับภาษีทรัพย์สิน\n \n \nเผยภาษีมรดก เคยจัดเก็บหลังมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ถูกนักการเมืองบิดเบือน\nภาษีมรดก ไม่ใช่ภาษีใหม่ของประเทศไทย เราเคยมีการจัดเก็บภาษีมรดกมาแล้วหลังมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ว่าจัดเก็บได้เพียงช่วงสั้นๆ แล้วก็มีการยกเลิก ขณะที่มีการขอยกเลิก ส.ส.พูดไปน้ำตาไหลไป บอกว่า การจัดเก็บภาษีมรดกจะทำให้เกิดการทำลายการเข่นฆ่าอาชีพเกษตรกร เพราะพ่อแม่ก็ต้องยกที่ดินให้ลูกแล้วลูกต้องไปเสียภาษีอีก ลูกก็อาจจะไม่เอาหรือว่าการทำให้การตกทอดตรงนี้เป็นปัญหา นี่ก็เป็นการบิดเบือนแบบมหาศาล แต่คนที่ได้ประโยชน์แบบเต็มๆ ก็คือ คนที่มีที่ดินเยอะ มีทรัพย์สินเยอะ นั่นคือคนที่ได้ประโยชน์แบบเต็มๆ เกษตรกรไม่เท่าไหร่ เพราะว่ากลุ่มนี้จะมีค่ายกเว้น\n \n \nภาษีมรดก คนรวยคัดค้าน คนจนไม่สนับสนุนเพราะไม่เข้าใจ\nกลับมาพูดกันในประเด็นตรงนี้ เพื่อที่จะบอกว่า คนรวยคัดค้านไม่เป็นประเด็นปัญหา เพราะว่าคนรวยต้องคัดค้านอยู่แล้ว แต่ภาษีมรดกไม่ได้เป็นภาษีที่คนจนสนับสนุนเช่นเดียวกัน นี่คือคำถามว่าเป็นเพราะอะไร คิดว่าที่เป็นก็คือไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น ภาษีมรดกทุกประเทศจะเหมือนกัน มันจะมีค่ายกเว้นคือยกเว้นทรัพย์สิน อันที่เขาดูว่าตามสมควร อันนี้มันก็จะรวมไปถึงเกษตรกรมีที่ดินอาจจะจำนวน 5 ไร่ 20 ไร่ที่จะสืบทอดกันไปเป็นเกษตรกรตรงนี้ ก็อาจจะได้รับการยกเว้นหรือแม้กระทั่งผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ขนาดย่อม อยากให้ลูกสืบทอดกิจการโรงงานมีมูลค่าไม่เยอะถ้าจะส่งให้ลูกๆ ไม่มีปัญญาไปจ่ายภาษี เพราะว่ามันเป็นทรัพย์สิน แต่มันไม่ได้เป็นตัวเงินจริงๆ ข้อเท็จจริงเขาก็จะมีค่ายกเว้นให้ว่าสำหรับการสืบทอดกิจการพวกนี้ อาจจะมีมูลค่าลงไปอาจจะมีจำนวนเงินอะไรที่ไม่ต้องเสียภาษี เช่น ไม่เกินสิบล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี แล้วถ้าเกินจากนั้นแล้วค่อยเสียภาษีคือมันจะมีรายละเอียดอื่นที่จะไม่กระทบกับชนชั้นกลาง ล่าง แล้วก็คนจน\n \n \nข้าราชการมักอ้าง ภาษีมรดกจัดเก็บได้น้อยและเสียเวลา\nมีประเด็นอีกอันหนึ่งที่มักจะถูกคนรวยอ้างมาคัดค้านหรือข้าราชการบางส่วนจะบอกว่าภาษีส่วนนี้มันจัดเก็บได้ไม่เยอะ เสียเวลาในการจัดเก็บ จริงๆ มันก็ไม่เยอะหรอก เพราะว่าประเทศไทยมีประชากรอยู่ 66 ล้านคน อัตราการเกิดก็ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์เศษๆ อัตราการตายก็ใกล้ๆ กัน คนตายปีหนึ่งก็ประมาณหกหมื่น เจ็ดหมื่นในแต่ละปี เพราะฉะนั้น หกหมื่นเจ็ดหมื่น คิดว่าจะเหลือคนที่จะต้องเสียเสียภาษีมรดกประมาณไม่น่าจะถึงหนึ่งหมื่นคนที่จะมีมรดกจนต้องไปเสียภาษีมรดก นอกนั้นน่าจะเป็นระดับกลาง ล่าง จนถึงคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ฐานภาษีก็ไม่ได้ใหญ่ แต่มันก็ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะว่าอาจจะจัดเก็บภาษีได้เยอะ ฐานของคนไม่ใหญ่ แต่ว่าจัดเก็บยากไหม เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ ไม่เห็นยุ่งยาก เช่นเมื่อเวลาจะตาย ก็ต้องไปแจ้งตาย มันก็จะสามารถทราบว่าใครเปลี่ยนฐานภาษีบ้าง พอแจ้งตาย ก็ต้องไปโอนทรัพย์สิน เมื่อไปโอนทรัพย์สิน มันก็รู้ก็ต้องจัดการจ่ายภาษีกันเท่านั้นเอง มันไม่ได้จัดเก็บยากจนจัดเก็บไม่ได้\n \n \nชี้วิธีแก้ปัญหาการเลี่ยงภาษีมรดก\nเคยมีการเลี่ยงกันอย่างหนึ่ง คือก่อนตาย ก็ค่อยๆ ให้มรดกลูกหลานแต่ในต่างประเทศก็มีวิธีเลี่ยงกัน เขาก็มีวิธีไล่จับกัน อย่างในญี่ปุ่น ก็บอกว่าที่ให้ไปห้าปีที่ผ่านมาเอามาคิดย้อนหมด เพราะฉะนั้น เขาก็จะไปคิดฐานย้อนได้ว่า ห้าปีก่อนตาย ให้อะไรกับใครไปบ้าง เอามาคิดหมด ทั้งนี้ทั้งนั้นจะยกเว้นอย่างเดียวของการให้ก็คือการยกทรัพย์สินให้กับส่วนรวม เช่นให้มูลนิธิหรือให้อะไรที่เป็นสาธารณะประโยชน์ยกเว้นให้ แต่อย่างอื่นดึงกลับมาใหม่หมดเรียกว่า เป็นภาษีการให้ มันก็จะมีวิธี เพราะว่าประเทศต่างๆ ก็ทำกันมานาน\n \nเพราะฉะนั้น มันมีวิธีที่จะจัดเก็บมันไม่ได้เป็นภาระในเรื่องของการบริหารจัดการ แต่อยู่ที่ว่า อยากจะทำหรือไม่อยากจะทำ ถ้าทำก็ทำได้ แล้วก็ไม่ต้องไปกังวลว่ามันจะเป็นฐานภาษีที่ไม่ใหญ่ไม่เป็นไร บางปีอาจจะไม่มีคนรวยมากเสียชีวิต มันก็จะจัดเก็บได้ไม่เยอะ แต่ถ้าบางปีคนรวยมากเสียชีวิต จัดเก็บก็ได้เยอะเพราะฉะนั้น รายได้ส่วนนี้จะเป็นลักษณะของการที่แปรผันตามการเสียชีวิตของพวกที่รวยมากซึ่งมันก็ไม่เป็นปัญหา\n \n \nเผยคนในรัฐบาลชอบฉ้อฉลสร้างมูลค่าจากภาษีทรัพย์สิน\nภาษีทรัพย์สิน แม้เราจะบอกว่าภาษีโรงเรือนที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ไม่ใช่ภาษีทรัพย์สินโดยตรงแต่ก็มีอันหนึ่งที่เป็นอ่อนๆ เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่รูปแบบสำหรับเราเพียงแต่ว่าวิธีการจัดเก็บแบบโบราณที่ทำนั้น ทำให้มันไม่ได้แสดงธาตุที่แท้จริงของทรัพย์สินนั้นที่ออกมา ภาษีทรัพย์สินนั้นจะจัดเก็บเป็นรายปีเหมือนกับภาษีรายได้ \n \nภาษีทรัพย์สินนั้นมีอยู่สองประเภท คือทรัพย์สินส่วนที่เคลื่อนย้ายไม่ได้ กับทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายได้ ที่เคลื่อนย้ายได้ก็คงจัดเก็บลำบากหน่อย แต่ที่เคลื่อนย้ายไม่ได้มันจะมีหลักของมันเลย ว่าทำไมเขาต้องจัดเก็บกัน แล้วเขาจัดเก็บกันเป็นมูลค่า เขาก็ถือว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นมูลค่าที่มันเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าที่เกิดจากการได้รับประโยชน์จากรัฐ วิธีการอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นวิธีการที่ฉ้อฉลอย่างหนึ่ง เพราะว่าไม่มีการจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน \n \nก็คือคนที่อยู่ในรัฐบาล รู้ข้อมูล รู้ว่ารัฐบาลจะตัดถนนไปที่ไหน ก็ไปกว้านซื้อที่ไว้ก่อนในราคาถูกๆ เดี๋ยวให้รัฐตัดถนนลงไปที่จะได้ขึ้นพอที่ขึ้นปุ๊บ ก็ขายได้ราคา ก็ได้มูลค่าทรัพย์สินตรงนั้นไป เป็นประโยชน์ส่วนตนทั้งที่รัฐเป็นคนลงทุนให้ เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นโดยตลอด\n \nเมื่อมีการจัดเก็บรายปี จัดเก็บจากมูลค่าของทรัพย์สิน ในร่างที่เขียนไว้ ที่ดินที่เกษตรกรทำเกษตรกรรมจะจ่ายภาษีไม่เกิน 0.1 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องทำความเข้าใจเพราะว่าการยกเว้นครั้งนี้จะไม่ยกเว้นเป็นตัวไร่แต่จะยกเว้นเป็นมูลค่า อาจจะเป็นช่วงห้าแสนบาทแรกไม่ต้องเสียก็ได้ก็เป็นไปได้เพราะจะทำตามเป็นมูลค่า ภาษีตรงนี้มันจะเป็นว่าถ้าใครมีที่เยอะใครมีที่ที่อยู่ในที่ที่เจริญมากแล้วไปเบิกจากรัฐมาเยอะแล้วจนที่ตัวเองมีราคาเป็นร้อยๆ ล้านพวกนั้นก็ต้องเสียเยอะ เพราะฉะนั้น อันนี้ก็ต้องเป็นอันที่เราจะต้องมาทำความเข้าใจกันว่าภาษีอันนี้มีหน้าที่อย่างไร\n \n \nย้ำต้องลงโทษเอาผิด เพิ่มอัตราภาษีก้าวหน้ากับนายทุนซื้อที่ดินเก็งกำไร\nนอกจากนั้นแล้วในร่างนี้ จะพูดถึงในเรื่องการเก็งกำไรซื้อที่ดินไปทิ้งไว้เฉยๆ ว่าจะต้องมีการจัดเก็บในอัตราที่ลงโทษ เพราะว่าที่ดินมันเป็นปัจจัยการผลิต ไม่ใช่ซื้อเพราะว่าเอาไว้เก็งกำไร เพราะฉะนั้น ภาษีนี้จะต้องมีการลงโทษคนที่เอาที่ดินไปกักเอาไว้ ซึ่งอัตราภาษีก็จะบอกว่าเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกสามปี ถ้ายังไม่ขายอีกก็เพิ่มขึ้นต่อไปอีก ถ้าเขาเก็บไว้หลายๆ ปีแล้วไม่ทำกินค่าภาษีนี้มันก็จะกินมาก หลักในเรื่องของภาษีทรัพย์สินจะเป็นภาษีซึ่งในเรื่องของผลประโยชน์ เมื่อได้ประโยชน์เลยต้องคิดจากมูลค่าจะไม่คิดเป็นปริมาณ\n \nภาษีทรัพย์สินพวกนี้ เขามักจะให้ตกเป็นรายได้ของท้องถิ่นก็คือของ อปท.(องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) ส่วนภาษีมรดก ส่วนใหญ่จะแบ่งกันระหว่างส่วนของรัฐบาลกับส่วนของท้องถิ่น ซึ่งในต่างประเทศจะเป็นแบบนี้ ส่วนในเรื่องของภาษีทรัพย์สินให้เป็นของท้องถิ่น\n \n \nเสนอกองทุนบำนาญเข้าสู่ระบบสวัสดิการ \nโดยประชาชน- รัฐบาล-องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รับผิดชอบร่วมกัน\nเมื่อเรากลับมาสู่ระบบสวัสดิการ เริ่มมีการเสนอเรื่องการสร้างกองทุนบำนาญ คือจริงๆแล้ว ชาวบ้านเคยทำกองทุนออมทรัพย์มาก่อน แต่ว่าถ้าออมทรัพย์โดยเฉพาะพ่อแม่พี่น้องที่จะไปถึงหลังอายุ60ไม่พอ ตอนนี้ดูเหมือนว่ามันพอ เหมือนกองทุนประกันสังคม เพราะว่าตอนนี้มันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่มีใครเกษียณ ยังไม่มีรายจ่ายที่ออกไปเป็นเรื่องเป็นราว ฉะนั้น จึงทำให้กองทุนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีคนเติมเงินให้เรื่อยๆ \n \nกองทุนออมทรัพย์ก็เหมือนกันตอนนี้มีแต่คนจ่ายเข้า แต่พอต้องจ่ายออก และถ้าจ่ายออกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเป็นปัญหา เพราะฉะนั้น ก็เริ่มมีแนวคิดว่า รัฐมีส่วนหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบ อาจจะต้องมีการออมกันสองฝ่าย หรือสามฝ่าย คือในแง่ของประชาชนออกส่วนหนึ่ง รัฐบาลออกส่วนหนึ่ง แล้วองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องออกอีกส่วนหนึ่ง ก็จะทำให้กองทุนนั้นโตมากเพียงพอที่จะไปจ่ายเป็นเงินบำนาญได้สามารถใช้ในบั้นปลายชีวิตได้\n            \nในส่วนของเรื่องบำนาญในระบบกองทุนประกันสังคม ก็ยังไม่มีผู้ได้รับบำนาญ คงต้องรออีกสักพักหนึ่ง เนื่องจากว่ากองทุนประกันสังคมเพิ่งก่อตั้งมาไม่นาน \n \nในเรื่องของกองทุนประกันสังคม ก็คือต้องทำอีกเยอะ ซึ่งก็มีทั้งสองส่วน ส่วนหนึ่ง งบประมาณที่มีในประเทศไทยที่จัดเก็บแล้วเป็นประมาณ 17-18 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตในประเทศ ถ้าถามว่าเยอะไหมก็ไม่เยอะ แต่ถ้าเทียบกับว่า ในเม็ดเงินเหล่านี้จะผันออกมาเพื่อทำสวัสดิการ เราถือว่าเงินเยอะ 17-18 เปอร์เซ็นต์ก็เป็นเงินเยอะ แต่จัดสรรไปเป็นสวัสดิการไม่มาก เพราะฉะนั้น ตรงนี้ทำถ้าจะช่วยได้ก็จำเป็นต้องมีการปฏิรูปเรื่องนี้กันใหม่\n \n \nเผยประกันสุขภาพประชาชนดีขึ้น แต่ยังไม่เทียบเท่าสวัสดิการของข้าราชการ\nหลักประกันที่คนค่อนข้างที่จะยอมรับว่าทำได้ดี แล้วก็มีการพัฒนาตนเองก็คือ เรื่องของการประกันสุขภาพ ในแง่ของการประกันสุขภาพในปีแรกที่เริ่มต้นจนถึงตอนนี้ จะเห็นว่า งบประมาณได้เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งก็มีผลทำให้คุณภาพก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ถือว่าดีพร้อม เมื่อเปรียบเทียบกับของข้าราชการ ข้าราชการจะดีกว่าเยอะ โดยดูได้จากข้าราชการเมื่อไปหาหมอตามโรงพยาบาล หมอก็อยากจะจ่ายยามาก ด้วยเหตุผลที่ว่าจ่ายเท่าไหร่ก็ให้เบิกได้หมด ทั้งที่บางทีคนไข้ไม่ได้กินทั้งหมดหรอก \n \nทางด้านหลักประกันสุขภาพ 30 บาท ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่ต้องจ่าย 30 บาทแล้ว ก็อาจจะจ่ายยาได้ไม่พอ คุณภาพได้ไม่ถึง เพราะเงินยังไม่พอที่จ่ายลงไป นั่นก็เป็นปัญหาด้านของเรื่องสุขภาพ\n \n \nการปฏิรูปการศึกษายังน่าเป็นห่วง \nเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ขยายแต่กระจุกอยู่ในกระทรวง\nด้านการศึกษาตั้งแต่ รัฐธรรมนูญปี2540 ที่ให้มีการจัดการศึกษาฟรี 12 ปี จนถึงรัฐบาลปัจจุบัน ที่บอกว่าจะขยายจาก 12 ปี เป็น 15 ปี ถ้าพูดถึงในเชิงปริมาณ ถือว่ารัฐบาลก็ทำได้เยอะทีเดียว อย่างน้อยที่สุด 12 ปี ทำได้แน่นอนในเชิงปริมาณ แต่เมื่อมาดูในเชิงคุณภาพนั้น ก็มีปัญหาค่อนข้างเยอะ เพราะมีความแตกต่างกันเยอะมาก จนไปสร้างความไม่เท่าเทียมกัน เพราะในการศึกษากลาง ไม่มีทางเป็นไปได้เลยว่าการศึกษาที่ไม่ดีจะไปสู่การศึกษาระดับบนได้ การขาดโอกาสทางการศึกษาตั้งแต่ต้น ในเรื่องคุณภาพ พอไปถึงข้างบน มันก็ไปต่อไม่ไหว ประเด็นตรงนี้ ต้องจัดการ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ \n \nเรื่องการปฏิรูปการศึกษา นั้นทำกันมานาน พูดกันมานาน แต่มันจะขยายไปในประเภทออกไปในโครงสร้างส่วนบนทั้งหลายที่เพิ่มขึ้นไปกระจุกตัวอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาก็เพิ่มขึ้น ไม่ใช่การเพิ่มเม็ดเงินที่ลงไปสู่คุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง กลับเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง ถ้าเทียบกับเรื่องของสุขภาพ \n \n \nในตอนหน้า ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ จากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สรุปถึงแนวคิดเรื่อง สวัสดิการสังคม โดยในตอนหนึ่งระบุว่า จะต้องสร้างกลไกเชิงสถาบัน เพราะสังคมไทยมีปัญหามาก พอเกิดปัญหาอะไรอิงของเก่าคือไปหาสถาบันเก่าๆ คือสถาบันเก่าที่ดีมันเริ่มผุกร่อน...โปรดติดตาม \n What is the sentiment in the text for the genre: national_security", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-8b5c45c1ba3e448a85a2e02d28d82440", "input": "Title: กอส.เตือนรัฐระวังติดกับดักใช้ความรุนแรงดับไฟใต้ \n Body: ประชาไท - 6 มิ.ย.48\t \"ขอให้ทุกฝ่ายมีความหนักแน่น มีขันติธรรมที่จะไม่ติด กับดัก ของการยั่วยุและความรุนแรง\" ข้อเสนอในแถลงการณ์ของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ซึ่งถูกนำมาแจกจ่ายให้สื่อมวลชน ภายหลังจากคณะกรรมการฯ ได้ประชุมร่วมกันเป็นครั้งที่ 5 เพื่อหามาตรการลดความรุนแรง โดยใช้เวลาร่วม 8 ชั่วโมง \nแถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า สืบเนื่องจากเหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ผู้ก่อความไม่สงบได้พยายามยั่วยุ ให้เกิดความระแวงและเกลียดชังกันในสังคม ด้วยความประทุษร้ายบุคลากรทางศาสนา และทำลายสัญลักษณ์ของประเทศชาติ สาธารณสมบัติ และศาสนสถาน กอส.ใคร่ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่าย ไม่กระทำการใดที่นำเข้าไปสู่กับดักแห่งความแตกแยกและรุนแรง และไม่สนับสนุนให้ใช้กำลังในการแก้ปัญหา ในทำนองตาต่อตา ฟันต่อฟัน \nแถลงการณ์ยังระบุถึงข้อเสนอเพิ่มเติมว่า รัฐบาลซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงในการรักษาความสงบสุขของประชาชนจะต้องยึดแนวทางสันติวิธี สร้างความเป็นเอกภาพในการแก้ไขปัญหา และมีมาตรการในการจัดการผู้ก่อความรุนแรงอย่างมีประสิทธิภาพ ยุติธรรม และยึดหลักนิติธรรมโดยเคร่งครัด \nนอกจากนี้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีควรเร่งรัดรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่และสื่อสารมวลชนของรัฐ ให้ปฏิบัติแนวทางสันติวิธีอย่างเคร่งครัด ต้องสร้างความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนถึงความสำคัญของแนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ โดยเข้าใจว่าสันติวิธีมิใช่เป็นการยอมจำนน แต่เป็นการปฏิบัติตามครรลองกฎหมาย \nขณะที่นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานกอส. กล่าวภายหลังการประชุมว่า จะเข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือ พร้อมนำเสนอมาตรการดังกล่าวในเร็วๆ นี้ \n ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง \n What is the sentiment in the text for the genre: ict", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-8abbad2bfafc46bba5a75c501472ae99", "input": "Title: งูกินหาง จากปัญหายาเสพติดสู่ปัญหาการเมืองไทย \n Body: เห็นข่าวญี่ปุ่นทำสกู๊ปเรื่องคนไทยขนยาเสพติดเข้าญี่ปุ่นมากขึ้น นับตั้งแต่เปิดฟรีวีซ่าให้ไทย ทำให้เข้าใจเรื่องความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่นที่มีต่อคนไทย\nและเช่นเคยที่มีคอมเม็นต์ด่าทอการกระทำที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับประเทศไทย เพราะส่งผลให้นักท่องเที่ยวทั่วไปได้รับความเดือดร้อน\nมันก็ต้องกระทบแน่นอนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีการโดดทัวร์และลักลอบอยู่ทำงาน หรือลักลอบค้าประเวณี หรือลักลอบขนยาเสพติด แต่ถามว่าส่วนตัวรู้สึกอย่างไร ส่วนตัวก็ยอมรับสภาพ เพราะนี่คือภาวะ \"งูกินหาง\"   \nถามง่ายๆว่า หากประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่ดี และสภาพโดยรวมของประเทศไทยเจริญดีแล้ว จะมีใครเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางทำผิดกฎหมายไหม? เคยเห็นประชาชนของประเทศไทยที่เจริญแล้วทำอะไรแบบนี้บ้างไหม? อย่าว่าแต่ลักลอบทำผิดกฎหมายเลย ต่อให้เป็นนักท่องเที่ยวธรรมดาทั่วไป มาจากไทยหลายชาติเขาก็รังเกียจ เหมือนที่คนไทยทั่วไปรังเกียจพลเมืองจากประเทศไทยที่ด้อยกว่านั่นแหละ   \nและเช่นเคยที่สลิ่มส่วนใหญ่ (ขอเน้นย้ำว่าส่วนใหญ่) มองไม่ออก เชื่อมโยงไม่ได้ ว่าปัญหาที่สร้างผลกระทบเหล่านี้มันสืบเนื่องมาจากรัฐบาลเผด็จการทหาร รัฐบาลที่พวกเขายินดีให้คอร์รัปชันอย่างหน้าชื่นตาบาน เพราะรู้สึกฟินกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาคอร์รัปชัน ทั้งๆ ที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นสามารถตรวจสอบได้\nที่เสนอมา ไม่ได้สนับสนุนหรือเห็นใจพวกกระทำความผิด แค่อยากจะชี้ให้เห็นถึงต้นตอของปัญหาว่า การด่าพวกลักลอบทำผิดกฎหมาย มันเป็นเพียงแค่ปลายเหตุ ก็เราจะไปหวังจิตสำนึกอะไรกับคนที่กำลังจะอดตายเล่า สุดท้ายเราก็ต้องรับสภาพและทำใจอยู่กันไปทั้งชื่อเสียงเน่าๆของ”คนไทย” แบบนี้แหละ   \nแบกรับความรังเกียจเดียดฉันท์จากประชาคมโลกร่วมกันไปแบบนี้แหล่ะ ตราบใดที่ยังปล่อยให้ทหารปกครองประเทศ ตราบใดที่ความรังเกียจตระกูลชินวัตรมันยังเป็นเรื่องหลักในการที่จะทำให้มีชีวิตอยู่ และตราบใดที่สลิ่มไม่มีศักยภาพที่จะมีและใช้เหตุผลได้เหมือนมนุษย์ทั่วไป \nภายใต้ความยากลำบากในการดำรงชีวิต ภายใต้รัฐบาลที่ไร้สามารถในการบริหาร ภายใต้ความย่อยยับทางเศรษฐกิจ ภายใต้ความล้มเหลวของสวัสดิการรัฐ ต่อให้ 10 ตูนวิ่งจนรองเท้าไนกี้ทะลุมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ตราบใดที่คนในประเทศไทยส่วนหนึ่งยังคงมืดบอดทางปัญญา\n \nคลิปวิดีโอจาก เฟสบุ๊ค ธนากร ใจสุขสกุลดี [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-671b142fc5a2441c862f9b647f4a0c9c", "input": "Title: ชาวเน็ตกังวล หวั่นถูกขโมยข้อมูล หลังข่าวทรูอินเทอร์เน็ตโดนมัลแวร์ \n Body: เมื่อกลางปี 2556 ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทรูอย่างน้อยใน กทม.และเชียงใหม่ เริ่มสังเกตอาการแปลกๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเข้าชมเว็บไซต์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น พันทิป บล็อกนัน กูเกิลกูรู ฯลฯ นั่นคือมีเว็บไชต์ที่ผู้ใช้ไม่ได้เรียกเข้าชมโผล่ขึ้นมาบนหน้าจอ เช่น เว็บไซต์ forex-prices.com หรือ parking.ps นำไปสู่ความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น\nปัญหานี้เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน แม้จะมีการแจ้งให้ทางผู้ให้บริการทราบแล้วก็ตาม จนทำให้ผู้ใช้เน็ตจำนวนหนึ่งที่พอจะมีความรู้ด้านระบบเครือข่ายทนไม่ไหว ลงมือหาสาเหตุกันด้วยตัวเอง\nปลายปีเดียวกัน ผู้ใช้นามแฝงว่า ordinaryone ได้เขียนบล็อกนำเสนอความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ตั้งข้อสงสัยว่าทรูอินเทอร์เน็ตน่าจะถูกโจมตีด้วยโปรแกรมไม่พึงประสงค์หรือที่เรียกกันว่า ‘มัลแวร์’\nจากการทดลอง เขาตั้งข้อสันนิษฐานว่ามีการโจมตีที่พร็อกซี (proxy) ของทรูอินเทอร์เน็ต ที่โดยปกติจะทำหน้าที่เก็บข้อมูลบางส่วนไว้ที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเป็นการชั่วคราว เพื่อให้ผู้ใช้เข้าเว็บต่างประเทศได้รวดเร็วขึ้น แต่แทนที่พร็อกซีจะส่งข้อมูลต้นฉบับที่ผู้ใช้ร้องขอ มันกลับส่งข้อมูลที่ถูกแทรกโค้ดคอมพิวเตอร์ปนเข้าไปกับต้นฉบับไปให้ผู้ใช้แทน\nordinaryone ตั้งข้อสังเกตว่า การโจมตีดังกล่าวน่าจะมีความเชื่อมโยงกับการปั่นราคาชื่อโดเมน โดยโค้ดนี้จะเปิดหน้าต่างโฆษณาและพาผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์ชื่อโดเมนที่กำหนดเพื่อเพิ่มยอดการเข้าดู\nเขาเสริมว่าระบบอินเทอร์เน็ตของไทยมีระดับความปลอดภัยต่ำจึงตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี หากทรูอินเทอร์เน็ตยังเพิกเฉยและไม่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ก็อาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตถึงขั้นสูญเสียข้อมูลส่วนตัวหรือบัญชีการเข้าใช้งานได้\nนอกจาก ordinaryone แล้ว ยังมีผู้ใช้รายอื่นที่ตั้งข้อสงสัยในลักษณะเดียวกัน เช่น ผู้ใช้นามแฝง icez และ Jacob Fish ที่ได้อธิบายว่าระบบอินเทอร์เน็ตของทรูน่าจะถูก “วางยา” ที่ระบบชื่อโดเมน (Domain Name System) ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า DNS Cache Poisoning โดยผู้ไม่ประสงค์ดีได้แก้ไขเส้นทางอินเทอร์เน็ต ให้พร็อกซีของทรูไปดึงข้อมูลที่ถูกแทรกโค้ดมาแทนที่จะดึงข้อมูลต้นฉบับ และหลังจากนั้นเมื่อผู้ใช้บริการของทรูดึงข้อมูลจากพร็อกซี ก็จะได้ข้อมูลที่ถูกแทรกโค้ดไปด้วย วิธีนี้ทำให้การโจมตีเพียงครั้งเดียวส่งผลกระทบต่อเนื่องได้ในวงกว้าง\nทั้งคู่แสดงความกังวลต่อปัญหาที่เกิดขึ้นว่า ยิ่งปล่อยไว้นานก็จะยิ่งทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้น นอกจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสองรายนี้แล้ว มีการถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในเว็บบอร์ดพันทิปอย่างกว้างขวาง และถูกนำไปรายงานต่อในเว็บไซต์ดราม่าแอดดิค\nอย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ที่ผ่านมา ทรูอินเทอร์เน็ตได้ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐว่า ไม่มีการติดมัลแวร์อย่างที่เป็นข่าว ระบบอินเทอร์เน็ตของทรูยังปลอดภัยและมีการตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา โดยเสริมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้เองที่ติดมัลแวร์ ไม่ใช่ที่ระบบของทรู และขอให้ผู้บริโภคอย่าเพิ่งปักใจเชื่อว่าระบบของทรูถูกโจมตีจนกว่าจะได้รับการพิสูจน์กับองค์กรซึ่งเป็นคนกลาง\nแต่การยืนยันของทรูอินเทอร์เน็ตก็ไม่สามารถทำผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ได้แสดงความกังวลไปในข้างต้นคลายความกังวล Jacob Fish มั่นใจว่าปัญหายังไม่หมดไป และแสดงความเห็นว่าการที่ทรูอินเทอร์เน็ตให้ข่าวปฏิเสธ เป็นไปได้สองทางคือ หนึ่ง ยังตรวจไม่พบปัญหา หรือ สอง พบปัญหาแต่ออกมาบอกผู้บริโภคอีกอย่าง และนำอีเมลโต้ตอบระว่างตัวเขาและทรูอินเทอร์เน็ตมาแสดงเพื่อยืนยันว่าแม้ทรูจะไม่ยอมรับต่อสาธารณะต่อปัญหาที่เกิดขึ้น แต่จริงๆ แล้วทางทรูก็ทราบว่ามีปัญหา\nicez ให้คำแนะนำสำหรับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทรูไว้ในเว็บไซต์บล็อกนันว่า “ให้ใช้โปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ที่ทันสมัย ติดตั้งส่วนเสริม AdBlock เพื่อช่วยไม่ให้โค้ดของโฆษณาที่เป็นเป้าหมายหลักของผู้ไม่ประสงค์ดีทำงานได้ และถ้าเป็นไปได้ เปลี่ยนไปใช้อินเทอร์เน็ตของผู้ให้บริการรายอื่นจนกว่าปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขถาวรจากทรูครับ”\nไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรและจะมีบทสรุปไปในทางไหนเรื่องนี้สั่นคลอนความมั่นใจของผู้บริโภคไม่น้อย เพราะมีความเป็นไปได้ว่าผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตของทรูทั้งหมดกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง ซึ่งอาจร้ายแรงสุดถึงขั้นถูกขโมยข้อมูลส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน เลขบัตรเครดิต และข้อมูลอื่นๆ ไปสร้างความเสียหายทั้งต่อชื่อเสียงและทรัพย์สิน สิ่งที่ตามมาคงเป็นการตั้งคำถามต่อระดับความปลอดภัยของระบบอินเทอร์เน็ตโดยรวมของประเทศไทย\nอย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความสงสัย ความไม่แน่ใจ ยังไม่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีผู้บริโภคร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือกระทวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแล้วหรือไม่ นอกจากนี้ยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลใดออกมาให้ความกระจ่างกับประชาชนหรือเสนอตัวเป็นคนกลางเข้าไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง\nในขณะที่จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยกำลังจะเกินครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราควรมีกลไกที่เป็นอิสระและเชื่อถือได้เพื่อตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ—ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน—ที่ให้บริการพื้นฐานที่มีผลกระทบกับสาธารณะในวงกว้าง และมีมาตรการเยียวยาผู้ใช้บริการที่ได้รับผลกระทบ\n \nเรียบเรียงจากhttp://pantip.com/topic/31513435 [2]https://www.blognone.com/node/51045 [3]https://www.blognone.com/node/52416 [4]https://www.blognone.com/node/52453 [5]http://jacob-fish.tumblr.com/ [6]http://www.thairath.co.th/content/tech/396125 [7]http://www.telecomasia.net/blog/content/true-denial-analyzing-true-proxy-attack [8]http://drama-addict.com/2014/01/16/ซือเจ๊ระดับโลก/ [9] \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-4e61cc66a65d487291c771ecdd2ac3cf", "input": "Title: ชาวประมงท่าฉลอมประท้วงหลังตำรวจจับแรงงานข้ามชาติ \n Body: ตำรวจจับแรงงานข้ามชาติอ้างไม่มีบัตรอนุญาตทำงาน ชาวประมงท่าฉลอมฮือประท้วงให้ปล่อยตัว ตำรวจเจรจายอมปล่อยแน่แต่ขอสอบหลักฐานก่อน\nเนชั่นทันข่าว [1] รายงานว่า เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันที่ 23 ก.ย. มีกลุ่มประมงตำบลท่าฉลอมประมาณ 200 คนได้เดินทางมาปิดถนนถวายบริเวณหน้า สภ.ท่าฉลอม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ทำให้การจราจรติดขัด โดยสาเหตุที่ปิดถนนในครั้งนี้เนื่องมาจากว่าได้มี พ.ต.อ. บรรจง อมฤทธิ์ ผกก.สส. 2 บก.สส.ภ. 7 นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมแรงงานต่างด้าวของผู้ประกอบการประมง ในเขตตำบลท่าฉลอม ที่บริเวณริมถนน ม. 4 ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ทั้งหมดจำนวน 22 คน โดยจากการตรวจสอบพบว่าบุคคลต่างด้าวไม่สามารถนำหลักฐานมาแสดงให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงตั้งข้อกล่าวหาว่า เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาติ จากนั้นจึงนำตัวส่งร.ต.อ.อิทธิพัทธ์ เจนกิตติวัฒนา พนักงานสอบสวนสภ.ท่าฉลอม ต่อมาทางด้านแกนนำของกลุ่มผู้ประท้วง ได้เข้าเจราจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจประกอบด้วย นายสุทิน ชาวปากน้ำ ที่ปรึกษาสมาคมประมงจังหวัดสมุทรสาคร และ นายประชา กระแจะจันทร์ ประธานสมาคมผู้ค้าน้ำมันประมง ในเขตต่อเนื่องราชอาณาจักร โดย นายสุทิน ชาวปากน้ำ บอกว่า แรงงานพวกเรือประมงส่วนมากจะทำบัตรทุกลำ แต่ปัญหาเกิดจากแรงงานบางรายเมื่อมีบัตรแล้ว ก็หนีเจ้าของเรือก็ต้องหาแรงงานมาทดแทน และในการทำบัตรนั้นบางรายทำมาเป็นปีแล้วก็ยังไม่ได้บัตร แต่เจ้าหน้าที่ก็มาจับได้จับดี \"เมื่อสองวันก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก ปคม.ก็มาจับไป 43 ราย วันนี้ก็มาโดนจับอีก พวกเราทนไม่ไหวจึงต้องมาเรียกร้องหาความเป็นธรรมบ้าง \"นายสุทิน กล่าว\nผู้สื่อข่าวรายงานว่าต่อมา พ.ต.อ.พรชัย เบญจาทิกุล รองผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร พ.ต.อ.พงษ์ศักดิ์ ชูนาค ผกก.สภ.เมืองสมุทรสาคร ได้เดินทางมาเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมโดย พ.ต.อ.พรชัย เบญจาทิกุล รองผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร กล่าวว่า จะแก้ปัญหาโดยจะเป็นกลางให้โดยจะปล่อยตัวแรงงานที่ถูกจับแน่ แต่ต้องขอตรวจสอบหลักฐานให้แน่ชัดก่อน ซึ่งรายละเอียดยังไม่ขอเปิดเผย และจะได้ประสานไปยังภาค 7 ให้ว่า มีนโยบายที่ชัดเจนผ่อนปรนอย่างไร เพื่อเศรษฐกิจของชาติจะได้อยู่ได้ ส่วนตำรวจชุดของปคม.ก็ให้ทางผู้แทนสมาคมประมงฯ ไปดำเนินการเจรจากันเอาเอง ว่าจะมีการแก้ปัญหาอย่างไร เพราะปัจจุบันอำนาจของตำรวจมันซับซ้อน จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมจึงพอใจ แยกย้ายกันกลับไปโดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง. \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-ddafe0ff691e46288d79912f7b699309", "input": "Title: การนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์: ถึงเวลาปฏิรูปกฎหมายการจัดการขยะพิษอุตสาหกรรมหรือยัง? \n Body: ที่มาภาพประกอบ: INESby(CC0) [1] \nในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวใหญ่อันหนึ่งซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากสื่อมวลชนและสาธารณชนก็คือ ข่าวการบุกตรวจค้นโรงงานคัดแยกและรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การตรวจค้นโรงงานประเภทนี้อีกหลายแห่งทั้งที่ตั้งอยู่ใน จ. ฉะเชิงเทรา และนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง รวมทั้งตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือแหลมฉบังอีก 7 ตู้ที่ลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากฮ่องกงและประเทศญี่ปุ่น โรงงานที่ถูกตรวจค้นหลายแห่งกระทำผิดเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน และมีการกำจัดกากของเสียอันตรายที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ทางราชการกำหนด ซึ่งหมายความว่ามีของเสียอันตรายจำนวนมากที่อยู่ในขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะอุตสาหกรรม ทั้งที่เป็น เหล็ก ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท โครเมียม และนิกเกิล สามารถรั่วไหลออกไปปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมภายนอกและก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ\nแหล่งข่าวจากกรมศุลกากรระบุว่า ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากขยะอิเล็กทรอนิกส์จากทั่วโลกที่พักค้างอยู่ที่ฮ่องกงจำนวนหลายแสนตัน โดยประเทศจีนไม่อนุญาตให้นำเข้า นักลงทุนจึงมาตั้งโรงงานรีไซเคิลในประเทศไทย เมื่อมีการคัดแยกได้วัสดุที่รีไซเคิลได้และเป็นประโยชน์ก็จะส่งกลับประเทศจีน ส่วนขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ ก็จะนำใส่กระสอบไปลักลอบทิ้งตามบ่อขยะในประเทศไทย\nกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้ข้อมูลว่า ในปี 2560 ประเทศไทยมีปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณกว่า 6 หมื่นตัน แบ่งออกเป็นขยะที่มาจากภาคอุตสาหกรรมในประเทศจำนวนประมาณ 7,400 ตัน และนำเข้าประมาณ 53,000 ตัน ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตบำบัดและกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ 148 แห่ง ประกอบด้วยโรงงานคัดแยกขยะ โรงงานบำบัดและกำจัดขยะ และโรงงานสกัดโลหะมีค่านำกลับมาใช้ใหม่ ขยะที่นำเข้ามารีไซเคิลส่วนใหญ่มาจากประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกง และสิงคโปร์ ร้อยละ 98 เป็นโทรศัพท์มือถือ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ กรมโรงงานฯได้ออกใบอนุญาตให้มีการนำเข้า 7 โรงงาน มีโควต้าการนำเข้ารวมประมาณ 117,000 ตันต่อปี ในจำนวนนี้มี 5 โรงงานที่เข้าข่ายมีการนำเข้าโดยผิดเงื่อนไขในใบอนุญาต ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันไทยเรามีการนำเข้าขยะอิเล็ทรอนิกส์เป็นจำนวนมาก คำถามสำคัญที่สร้างความกังวลใจก็คือ กฎหมายและกลไกของรัฐมีความพร้อมและประสิทธิภาพมากเพียงพอที่จะรองรับการจัดการขยะอุตสาหกรรมจำนวนมากมาย เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในระยะยาวหรือไม่\nในส่วนของขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการลักลอบนำเข้า กรมโรงงานอุตสาหกรรมชี้แจงว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-waste ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยได้โดยง่ายเนื่องจากช่องว่างทางกฎหมาย ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและบทลงโทษ รวมทั้งการปลดเงื่อนไขของกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้เอื้อต่อการเปิดเสรีทางการค้าและการประกอบกิจการของนายทุนไทยกับนายทุนต่างประเทศมากขึ้น ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ควบคุมการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเคร่งครัด ผู้นำเข้าต้องได้รับใบอนุญาตนำเข้าวัตถุอันตรายโดยดำเนินการตามขั้นตอนของอนุสัญญาบาเซล และกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะอนุญาตให้โรงงานรีไซเคิลนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในโรงงานของตนเท่านั้น ปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาตส่วนหนึ่งจึงอาจมาจากการสำแดงข้อมูลอันเป็นเท็จต่อศุลกากร อย่างไรก็ดี เนื่องจากอนุสัญญาบาเซลฯซึ่งไทยเป็นรัฐภาคีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2541 กำหนดให้การเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามแดนต้องได้รับความยินยอมอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐของประเทศต้นทางและปลายทาง  ทำให้เกิดการล๊อบบี้เพื่อนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ หากรัฐบาลสองประเทศตกลงกันได้ ก็จะสามารถนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ภายใต้อนุสัญญาฯเข้ามากำจัดในประเทศปลายทางได้ เช่น จีนอนุญาตให้นำขยะพิษจากจีนเข้ามาแปรรูปในประเทศไทยได้ เป็นต้น การทลายโรงงานเถื่อนซึ่งสำแดงการนำเข้าเป็นเท็จ สะท้อนปัญหาจากกฎระเบียบต่างๆที่หย่อนยาน รวมทั้งอาจมีการทุจริตและแบ่งผลประโยชน์กันในกลุ่มข้าราชการ นักการเมือง และนักธุรกิจ\nข้อเท็จจริงทั้งปวงดังกล่าวมาข้างต้น ชี้ให้เห็นถึงปัญหากฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และการจัดการขยะพิษอุตสาหกรรมดังนี้\n1. ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องประสบกับปัญหาการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายเพิ่มมากขึ้น ความตกลงการค้าเสรีที่ไทยได้ทำไว้กับหลายประเทศก่อให้เกิดข้อผูกพันต้องยกเว้นอากรขาเข้าให้แก่สินค้าหลายรายการ ซึ่งรวมถึงของเสียเคมีวัตถุและขยะอิเล็กทรอนิกส์ เท่าที่ผ่านมา ระบบควบคุมทางศุลกากรใช้วิธีการบริหารความสี่ยงโดยคัดกรองสุ่มตรวจเฉพาะกรณีที่มีข้อสงสัยจากประวัติของบริษัท จึงไม่มีการตรวจสอบทางกายภาพกับสินค้าส่วนใหญ่ที่นำเข้า มีการตั้งเป้าการเปิดตรวจสินค้าขาเข้าไว้ไม่เกินร้อยละ 5 และจะลดการตรวจลงไปอีกตามแนวนโยบายส่งเสริมการค้าเสรี\n2. ปัญหาความหย่อนยานในการบังคับใช้กฎหมาย หน่วยงานผู้อนุญาตการประกอบกิจการโรงงานและการนำเข้าของเสียอันตราย ได้แก่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยมีสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการโรงงาน เมื่อประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหากลิ่น น้ำเสีย และมลพิษอื่นๆที่เกิดจากการประกอบกิจการโรงงาน มาตรการที่ใช้ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ก็คือ การออกคำสั่งให้ผู้ฝ่าฝืนกฎหมายปรับปรุงแก้ไขโรงงาน หรือหากเป็นกรณีที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรง ก็อาจออกคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว เมื่อโรงงานดำเนินการปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ก็มักจะกลับมาดำเนินกิจการได้ตามปรกติ จึงปรากฎอยู่บ่อยครั้งว่าปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนไม่ได้รับการแก้ไข แม้ว่าบางโรงงานจะกระทำผิดกฎหมายซ้ำๆ ข้อสังเกตดังกล่าวนี้สอดคล้องกับข้อมูลการศึกษาวิจัยปัญหาการจัดการขยะอุตสาหกรรมของมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สสส.) จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะปฏิรูปกฎหมายด้านการบริหารจัดการมลพิษอุตสาหกรรม โดยกำหนดให้หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม เช่น กรมควบคุมมลพิษ เข้าไปมีบทบาทในการกำกับดูแลการประกอบกิจการโรงงานได้โดยตรง แทนที่จะกระทำได้เพียงรายงานปัญหาและทำหนังสือถึงกระทรวงอุตสาหกรรมให้ดำเนินการตามกฎหมายดังเช่นที่ปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้\n3. พระราชบัญญัติโรงงานฯกำหนดบทลงโทษไว้ต่ำมาก ไม่มีการกำหนดระวางโทษขั้นต่ำ อีกทั้งยังกำหนดให้การฝ่าฝืนกฎหมายโรงงานเป็นความผิดที่เปรียบเทียบปรับได้ ฉะนั้น เมื่อมีการปล่อยมลพิษหรือลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่ไม่ผ่านการบำบัดตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด แม้กฎหมายกำหนดระวางโทษปรับสูงสุดไว้ไม่เกิน 2 แสนบาท แต่ในทางปฏิบัติคดีทั้งหลายก็มักสิ้นสุดลงในขั้นตอนการเปรียบเทียบปรับโดยผู้ฝ่าฝืนกฎหมายต้องเสียค่าปรับในหลักหมื่นเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ประกอบการจึงไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และมองว่าการฝ่าฝืนกฎหมายให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ หากจะให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ก็จะต้องเพิ่มบทลงโทษ กำหนดโทษขั้นต่ำ และยกเลิกบทบัญญัติที่กำหนดให้เปรียบเทียบปรับได้\n4. การที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่ามีการลอบบี้ให้นำเข้าของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซล รวมทั้งอาจมีการทุจริตและการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างข้าราชการ นักการเมือง และนักธุรกิจ แสดงให้เห็นว่าการวิ่งเต้นเพื่อให้มีการอนุญาตนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้มีอำนาจในการตัดสินใจขาดธรรมาภิบาล\n5. ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายซึ่งกำหนดให้มีระบบรับคืนซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Waste electrical and electronic equipment หรือ WEEE) ที่เกิดขึ้นภายในประเทศ ทำให้มีการจัดการ WEEE อย่างไม่ถูกต้อง ส่วนใหญ่ถูกนำไปถอดแยกชิ้นส่วนในร้านรับซื้อของเก่าเพื่อนำเอาส่วนที่มีมูลค่าไปขายหรือใช้ประโยชน์ และทิ้งส่วนที่ไม่มีมูลค่ากลับคืนสู่สิ่งแวดล้อมโดยไม่มีการจัดการของเสียอันตรายที่อยู่ในผลิตภัณฑ์เหล่านั้น กรมควบคุมมลพิษได้พยายามผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการจัดการซากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์มานานกว่าทศวรรษ สมควรแก่เวลาที่รัฐบาลจะให้ความสำคัญแก่การออกกฎหมายดังกล่าว โดยยึดหลักความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended producer responsibility: EPR) ซึ่งกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีส่วนรับผิดชอบในการรับคืน WEEE เพื่อให้มีการนำไปจัดการอย่างถูกต้องต่อไป\nข่าวการทลายโรงงานที่ลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้ช่วยสะท้อนถึงปัญหาเรื้อรังหลายประการ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาเราพูดกันมากเรื่องการปฏิรูป มีการตั้งสภาปฏิรูปและคณะกรรมการปฏิรูปในหลายด้าน ซึ่งใช้งบประมาณแผ่นดินไปแล้วมากมาย แต่ก็ยังไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจนในการปฏิรูปกฎหมายและระบบการกำกับดูแลการจัดการขยะพิษอุตสาหกรรม ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาที่ปรากฎชัดเจนอยู่ตรงหน้ามานานหลายปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องการกำหนดโทษขั้นต่ำสำหรับผู้ฝ่าฝืนกฎกระเบียบที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานและพิจารณายกเลิกบทบัญญัติในพระราชบัญญัติโรงงานฯที่กำหนดให้มีการเปรียบเทียบปรับได้สำหรับความผิดฐานลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมหรือปล่อยมลพิษที่ไม่ผ่านการบำบัดให้เป็นไปตามคุณภาพที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ จะต้องปฏิรูประบบสถาบันโดยกำหนดให้หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมมีหน้าที่กำกับดูแลโรงงานแยกต่างหากจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งเป็นหน่วยงานผู้อนุญาต อันเป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นสากลในหลายๆประเทศ \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-a011c6f9ee4a4c4198a5f75f1097e1bf", "input": "Title: ศาลทหารขอนแก่นสอบคำให้การคดีพูดเพื่อเสรีภาพ 8 จำเลยปฏิเสธข้อกล่าวหา ขอสู้คดี \n Body: อัยการขอตัดกระบวนการตรวจพยานหลักฐาน อ้างเหตุผลเรื่องความรวดเร็วขณะที่ทนายยืนยันว่าเป็นสิทธิของจำเลย ไผ่จบการศึกษา พ่อแม่สวมครุยบัณฑิตให้หน้าศาล ขณะที่ไนท์ ดาวดิน 1 ใน 8 จำเลยถูกอายัดตัวคดีชูป้ายค้านรัฐประหาร 1 ปี เพื่อนระดมเงินหมื่นวางประกัน เสธ.พีทคนดังแขวะโรมหนีหมายจับ ถูกสวน เจอหน้าคุยกันบ่อยทำไมถึงไม่ทำการจับกุม\n21 ธันวาคม 2560 เวลาประมาณ 09.30 ศาลได้นัดสอบคำให้การจำเลย คดีงานเสวนาพูดเพื่อเสรีภาพ รัฐธรรมนูญกับคนอีสาน ที่จัดขึ้นโดย ขบวนการประชาธิปไตยใหม่อีสาน ร่วมกับกลุ่มพลเมืองคนรุ่นใหม่ โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2558 ที่ศาลาจตุรมุข คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ช่วงก่อนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. 2559 ในกิจกรรมได้มีการเสวนาอภิปรายในประเด็นรัฐธรรมนูญ คสช.และวิพากษ์วิจารณ์การทำประชามติ 7 สิงหาคม 2559 ว่าขาดความชอบธรรม โดยมีนักวิชาการอาทิ ปิยบุตร แสงกนกกุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ เอกศักดิ์ ยุกตะนันท์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นผู้ร่วมอภิปราย หลังจากนั้น ผู้จัดงาน ผู้เข้าร่วม ตลอดจนผู้สังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนได้ถูกดำเนินคดีเบื้องต้นเป็นจำนวน 11 ราย ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช. แต่มีผู้ต้องหา 2 ราย ยอมเข้าสู่กระบวนการปรับทัศนคติจึงถูกยกเลิกการดำเนินคดี และอีก 1 ราย คือ นายรังสิมันต์ โรม นักกิจกรรมนักศึกษาปริญญาโทนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ระบุว่าตนไม่ได้รับหมายเรียกให้มารายงานตัวตั้งแต่ชั้นพนักงานสืบสวนจนถึงปัจจุบัน\n\nเวลาประมาณ 10.00 น. องค์คณะตุลาการศาลทหารจึงได้ออกนั่งพิจารณาคดี โดยศาลได้ถามคำให้การจำเลยทั้ง 8 ราย ว่าจะสู้คดีหรือไม่ จำเลยทั้ง 8 ราย ยืนยันขอต่อสู้คดี และได้ยื่นคำให้การเป็นหนังสือ จากนั้นศาลถามทนายความจำเลยว่าติดใจจะตรวจพยานหลักฐานก่อนสืบพยานโจทก์หรือไม่ ทนายจำเลย แถลงต่อศาลว่าขอตรวจพยานหลักฐานก่อน แต่ พท.สะอาด จากนอก อัยการทหารแถลงคัดค้านว่า ขอให้สืบพยานเลยโดยตัดการตรวจพยานหลักฐานออกไป เนื่องจากเกรงว่าคดีจะล่าช้า และจะมีข้อโต้แย้งจากจำเลยที่  1 (จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา) ว่าขังจำเลยเกินกำหนดอีก ด้าน น.ส.เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ ทนายจำเลยได้กล่าวยืนยันว่าการตรวจพยานหลักฐานเป็นสิทธิของจำเลย ศาลมีคำสั่งให้มีการนัดตรวจพยานหลักฐานก่อนที่จะมีการสืบพยาน โดยนัดหมายครั้งต่อไปในวันที่  23 มีนาคม 2561 เวลา 0830 น.\nในส่วนคำให้การที่เป็นหนังสือของจำเลย มีใจความว่า การกระทำของจตุภัทร์, ณรงฤทธิ์, ฉัตรมงคล, ณัฐพร, ภานุพงศ์, และ นายชาดไท ในกิจกรรม ‘พูดเพื่อเสรีภาพ รัฐธรรมนูญกับคนอีสาน?’ เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ 7 ส.ค. 2559 เป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ชอบด้วยกฎหมาย ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)และในส่วนของ ดวงทิพย์ และนีรนุช เป็นผู้ไปปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่ผู้เข้าร่วมการชุมนุม\nนอกจากนี้ ทั้ง 8 คน ยังเห็นว่า การกระทำไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 ที่ห้ามชุมนุมมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เนื่องจากคำสั่งฉบับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง แต่การกระทำในคดีนี้ ไม่ใช่การมั่วสุมหรือชุมนุมที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หรือมุ่งกระทำผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง หากแต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตาม พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 7 ที่บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย” ซึ่งเป็นการแสดงออกตามวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ\nศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน [1]ได้มีความเห็นต่อเหตุผลของอัยการทหารในเรื่องความล่าช้าในการดำเนินคดีจึงขอให้ตัดกระบวนการนัดตรวจพยานหลักฐานออกไปว่า \"โดยทั่วไปความล่าช้าที่เกิดขึ้นในศาลทหารเกิดจากระบบวันนัดสืบพยานของศาลที่ไม่สามารถนัดพิจารณาคดีต่อเนื่องได้ วันนัดสืบพยานวันหนึ่งมักสืบพยานได้เพียงคนเดียวในครึ่งวันเช้า และแทบไม่มีการสืบพยานต่อในครึ่งบ่าย อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการที่อัยการไม่สามารถติดตามพยานมาศาลได้ในวันนัด ทำให้คดีต้องเลื่อนการพิจารณาออกไปเรื่อยๆ กว่าจะนัดสืบพยานนัดต่อไปได้อาจต้องรออีกอย่างน้อยหนึ่งเดือน ต่างจากระบบศาลยุติธรรมที่นัดสืบพยานต่อเนื่อง สืบพยานได้หลายคนในหนึ่งวัน และศาลเข้มงวดให้คู่ความติดตามพยานมาเบิกความต่อศาล\n\nบรรยากาศการพิจารณาคดีในวันนี้มีประชาชนประมาณ 50 คน มาร่วมรับฟังการพิจารณาคดีและร่วมแสดงความยินดีกับ ‘ไผ่ ดาวดิน’หรือนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยได้อนุมัติให้จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี เป็นบัญฑิตใหม่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยนายวิบูลย์และนางพริ้ม บุญภัทรรักษา ได้นำชุดครุยมาสวมให้กับบุตรชายบริเวณหน้าศาลทหาร  \n\nขณะเดียวกัน อัยการทหารได้ทำการอายัดตัวนายภานุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์ หรือ ไนท์ นักกิจกรรมกลุ่มดาวดิน อายุ 22 ปี (จำเลยที่ 4) ขณะสืบคำให้การจำเลยคดีพูดเพื่อเสรีภาพว่ามีหมายจับตามข้อกล่าวหาชูป้ายคัดค้านรัฐประหาร [2] โดยเหตุเกิดในวันครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร คสช. เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น ซึ่งคดีนี้ได้มีนักกิจกรรม นศ.ถูกแจ้งความเอาผิดทั้งสิ้น 7 คน โดยมีไผ่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา เป็นจำเลยที่ 1 ที่ถูกควบคุมตัวจากคดีแชร์ข่าว บีบีซีไทย จึงเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีเพียงคนเดียว สำหรับนักกิจกรรมส่วนที่เหลือ เจ้าหน้าที่แจ้งว่ายังอยู่ในระหว่างการติดตามตัว ส่วนนายภานุพงศ์ซึ่งเป็นหนึ่งในจำเลยคดีชูป้ายจึงได้ถูกทางอัยการขออายัดตัว\nจากนั้นทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจึงได้ทำคำร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราว ขณะที่ทางกลุ่มเพื่อนนักกิจกรรมได้รวบรวมเงินเพื่อเตรียมยื่นขอประกันตัว ในช่วงบ่ายหลังจากที่เจ้าหน้าที่จากกรมราชทัณฑ์ได้คุมตัวนายภานุพงศ์ไปขังที่เรือนจำแล้ว ศาลจึงได้มีคำสั่งให้ประกันตัวนายภานุพงศ์โดยใช้เงินสด 10,000 บาท และเมื่อเวลา 16.50 น.ภานุพงศ์จึงได้รับการปล่อยตัวที่ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษ ขอนแก่น\nในขณะเดียวกัน พ.อ.พิทักษ์พล ชูศรี หัวหน้าฝ่ายข่าว กกล.รส.จว.ขอนแก่น ได้เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า ได้มีการออกหมายจับนายรังสิมันต์ โรม ผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวนี้ไปยังกองบัญชาการตำรวจสันติบาล เพื่อดำเนินการจับกุมตัว ตามความผิดร่วมกันมั่วสุมและชุมนุมทางการเมือง  จากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง จากการจัดกิจกรรมพูดเพื่อเสรีภาพภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2558 นั้น นายรังสิมันต์ โรมกล่าวว่าตนไม่ได้หลบหนีไปไหน ยังคงใช้ชีวิตอยู่ตามปกติ แต่ก็ไม่เคยได้รับแม้แต่หมายเรียกจากเจ้าพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด โดยส่วนตัวต้องการให้การแจ้งความเอาผิดเป็นไปตามกระบวนการ สำหรับกรณีที่ พ.อ.พิทักษ์พล ชูศรี ให้ข่าวต่อสื่อมวลชนเข้าใจว่าต้องการดิสเครดิตตนและกลุ่มนักกิจกรรม  รังสิมันต์กล่าวต่อว่า หลังจากที่มีกรณี ไผ่ จตุภัทร์ ถูกจับกุมตัว เขาก็เดินทางไปเยี่ยมไผ่ที่ศาลหลายครั้ง และส่วนใหญ่ก็ได้พบและทักทายกับ พ.อ.พิทักษ์พล แต่ก็ไม่เห็นว่า พ.อ.พิทักษ์พล จะได้ดำเนินการจับกุมแต่อย่างไร\nรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า \"การให้ข่าวที่ไม่เป็นจริงและส่อเจตนาไปในทางสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงอาจเกิดจากที่ ก่อนหน้านี้ผมได้เคยวิพากษ์วิจารณ์ พ.อ.พิทักษ์พล ในกรณีการปิดถนนมิตรภาพจัดงานแต่งงาน [3]บนเฟสบุ๊ค มีคนแชร์ไปและคอมเมนต์วิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก จึงเข้าใจว่า เสธ.ฯคนดังเมืองขอนแก่นคงจะผูกใจเจ็บ\" \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-69baaeb888d64f929372401e54d2b89a", "input": "Title: พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์: ฉากเนียนๆ ของอีเว้นท์วิชาการในอเมริกา \n Body: ตั้งแต่ไหนแต่แล้วอเมริกาได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่พอมีเครดิตในด้านต่างๆ อยู่บ้าง หนึ่งในนั้นก็คือเครดิตในเรื่องการศึกษา เรื่องนี้ก็เป็นเหตุให้เกิดสมาคมศิษย์เก่าสถาบันการศึกษาอเมริกันในประเทศไทยขึ้นมานานหลายปีดีดักแล้ว แม้ว่าการทำงานของสมาคมดังกล่าว จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีลักษณะลอยอยู่บนก้อนเมฆมากเพียงใดก็ตาม\nการเกิดขึ้นของสมาคมดังกล่าวนัยว่าเป็นการรวมกลุ่มของผู้ที่เคยศึกษาตามสถานศึกษาต่างๆ ในอเมริกามาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มตระกูลชนชั้นสูงในเมืองไทย ที่แทบจะไม่ยึดโยงอะไรเป็นการทั่วไปกับคนส่วนใหญ่ของประเทศไทยเอาเลย\nด้วยเหตุที่อเมริกาพอมีเครดิตทางการศึกษาอยู่บ้างนี้เองนอกจากจะมีนักเรียนไทยอยู่จำนวนไม่น้อยตามสถาบันการศึกษาในอเมริกาในตอนนี้แล้ว ความมีเครดิตของสถาบันการศึกษาของอเมริกันได้ดึงดูดให้ผู้คนทางด้านการศึกษาหรือด้านวิชาการ เดินทางมาดูงานยังประเทศนี้ปีหนึ่งๆ จำนวนมาก และแน่นอนว่า มันได้สร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้กับประเทศนี้\nนั่นหมายความว่า แม้ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะออกมาเต้นจังหวะร็อค เอ็น โรลล์ ประณามด่าทอประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่เป็นเหตุให้อเมริกาขาดดุลการค้า แต่ในความเป็นจริงแล้ว รู้ๆ กันว่าอเมริกา ได้เปรียบดุลการค้าจากการค้าการศึกษามากที่สุดในบรรดาประเภทการค้าระหว่างประเทศทั้งหมด \nมหาวิทยาลัย วิทยาลัยต่างๆ ในอเมริกา สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างเป็นกอบเป็นกำ ทั้งจากการลงทะเบียนเรียนของนักศึกษาต่างชาติ และจากการยกโขยงมาดูงานในอเมริกา ไม่รวมรายได้จากการท่องเที่ยวที่เป็นผลพลอยได้จากรายได้หลักในส่วนของการศึกษาหรือส่วนวิชาการ\nและในบรรดาชนชาติที่นิยมยกโขยงกันมาดูงาน คือ ชนชาติไทย ที่นิยมมากันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ชนิดที่ไม่รู้ว่ามาเพื่ออะไร? เป้าหมายของการมานั้นอาจเพื่อการศึกษาหรืองานวิชาการ แต่ที่น่าสนใจกลับอยู่ที่ลูกหาบหรือพวกขุนพลอยพยักที่ติดตามมาด้วยเพื่อแสวงประสบการณ์นี่สิ เรียกว่า “กินฟรีเที่ยวฟรี” โดยใช้งบประมาณของรัฐไทยกันให้เปรมฯ ซึ่งก็มีให้เห็นตลอดระยะที่ผ่านมา เพราะเป็นที่รู้กันอย่างเป็นธรรมเนียมแล้วว่าสำหรับคนไทยแล้ว การดูงานต่างประเทศกับการเดินทางท่องเที่ยวไม่มีอะไรแตกต่างกัน\nและที่ว่าเป็นธรรมเนียมก็เพราะว่าหน่วยงานต้นสังกัดหรือสังกัดนั้น ต่างยอมรับกันกลายๆ ไปแล้วว่า การดูงานคือการท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตาอย่างหนึ่ง การเดินทางไปท่องเที่ยวหรือดูงานแบบไทยๆ โดยงบประมาณของรัฐ จึงไม่ถือเป็นการคอร์รัปชั่น มิหนำซ้ำยังช่วยให้การจัดการงบประมาณแต่ละปีเป็นไปอย่างง่ายดายมากขึ้น\nจึงไม่แปลกที่หลังจากกลับจากการดูงานเมืองนอกแต่ละทริพแล้ว อย่าว่าแต่จะมีการประเมินผลจากการไปดูงาน แม้แต่รายงานใดๆ ก็ไม่ปรากฎให้เห็น และไม่จำเป็นต้องนำเสนอต่อหัวหน้าหน่วยหรือหน่วยงานต้นสังกัดแต่อย่างใด  ยิ่งหัวหน้าหน่วยมาเองด้วยก็ยิ่งสบาย เพราะไม่ต้องกลับไปรายงานใคร\nการดูงานแบบไทยๆ จึงมีความละม้ายคล้ายคลึงอย่างยิ่งกับการเที่ยวไปกินไปหรือเที่ยวฟรีกินฟรี โดยใช้เงินงบประมาณของหลวง และไม่เรียกว่าทุจริตคอร์รัปชั่นอีกด้วย ซึ่งหากเป็นธรรมเนียมฝรั่งแล้ว ผู้ที่ไปดูงานต้องเสนอรายงานหรือเสนอสิ่งที่ได้จากการไปดูงานต่อหัวหน้าส่วนหรือหน่วยงานต้นสังกัดทุกครั้ง\nการยกพวกยกโขยงกันมาดูงานในอเมริกาของหน่วยงานรัฐไทยจึงเป็นไปอย่างสม่ำเสมอและสนุกสนาน ด้วยไม่มีใครในรัฐบาลให้ความสนใจติดตามตรวจสอบ โดยเฉพาะการดูงานด้านศึกษา ทุกอย่างมีเหตุผลให้ศึกษาได้หมด ยกโขยงกันมายอย่างสนุกสนานบันเทิง ถ้าเจ้านายมาก็มีลูกน้องหรือผู้ติดตามตามมาด้วยจำนวนหนึ่ง ถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเจ้านายทุกสถานที่ทุกกาลเวลา\nในแง่ของการศึกษานั้น นอกจากกลุ่มต่างๆ พากันยกโขยงมาดูงานที่ทำกันแบบไทยๆ ที่มีลักษณะเที่ยวฟรีกินฟรีแล้ว ในอเมริกาเองยังมีเรื่องของการนำเสนอ (present) งานวิชาการ ซึ่งในส่วนนี้ตอนหลังคือในขณะนี้เอง เป็นส่วนที่สร้างรายได้จำนวนมากให้กับเอกชนอเมริกันในฐานะของ “ผู้จัดอีเว้นท์งานวิชาการ” นับว่า “ธุรกิจผู้จัดอีเว้นท์” สร้างรายได้จำนวนมากให้กับเอกชนและมหาวิทยาลัยของอเมริกัน โดยเฉพาะรายได้จากนักวิชาการละสถาบันทางวิชาการของไทยที่นิยมมาใช้บริการกันเป็นจำนวนมากเรื่อยมา เชื่อกันว่าเป็นรายได้ทางการศึกษาที่ช่วยลดยอดการขาดดุลการค้าของอเมริกากับประเทศต่างๆ ที่ยังมีความเชื่อฝังหัวในเรื่องเครดิตการนำเสนองานวิชาการในอัสดงคตประเทศ อย่างอเมริกา\nวิธีการก็คือ ผู้จัดอีเว้นท์ทางวิชาการในอเมริกาจะประสานงานกับมหาวิทยาลัยในอเมริกาบางแห่ง สร้างเวทีจำลอง เอาหน้าม้ามานั่งฟังการนำเสนองานวิชาการ โดยผู้ที่ต้องการมาโชว์งานวิชาการจากต่างประเทศต้องจ่ายค่าตอบแทนที่ถือเป็นค่าบริการให้ผู้จัดอีเว้นท์ ซึ่งแน่นอนว่าผู้จัดอีเว้นท์อเมริกันเองก็ต้องเข้าใจอย่างดีว่า ผู้นำเสนองานวิชาการต้องการอะไร ซึ่งส่วนใหญ่ก็คงไม่พ้นภาพของการนำเสนอที่ยิ่งใหญ่ สมบูรณ์ มีผู้สนใจฟังในห้องประชุมจำนวนหนึ่ง พอที่จะคุยได้ว่า “ล้นห้อง”\nและนี่คือ ธุรกิจประเภทหนึ่งในอเมริกา ที่ทำรายได้ได้ดีในช่วงหลายปีมานี้  เพราะฉะนั้น ที่โชว์กันว่านักวิชาการไทยได้รับเชิญให้ไปพูดหรือเสนอผลงานในอเมริกา เผลอๆ หลายรายก็ใช้บริการของบริษัทจัดอีเว้นท์ทางวิชาการประเภทนี้ บริษัทสามารถเซ็ตฉากต่างๆ ได้ทั้งหมดตามที่ผู้จ้างคือนักวิชาการ (ผู้อยากได้ชื่อ อยากได้หน้า ได้ชื่อเสียง) ต้องการ\nไม่อยากกล่าวว่า ธุรกิจดังกล่าวต้มตุ๋นคนดูหรือไม่ เพราะธุรกิจนี้อาจมีประโยชน์กับบางมหาวิทยาลัยของไทยที่ต้องการโปรโมทมหาวิทยาลัยของตนให้มีชื่อในวงการ มันเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมายในอเมริกาเหมือนธุรกิจล็อบบี้ยีสต์ เป็นเพราะผู้ทำธุรกิจมีความเข้าใจจุดโหว่ช่องว่างของธุรกิจการศึกษาในประเทศกำลังพัฒนาที่ให้ค่าปริญญาแบบสูงส่งประเสริฐสุด อเมริกา ก็เลยถูกทำให้เป็นแหล่งชุบตัวของนักวิชาการที่ต้องการชื่อเสียงจากการได้ชื่อว่านำเสนองานวิจัยของตนในเวทีอินเตอร์\nนี่เป็นธุรกิจที่ได้กำลังไปได้สวยในอเมริกา จนมหาวิทยาลัยบางแห่งของไทยทนความเย้ายวนไม่ไหว ลงทุนโปรโมทสถาบันของตนผ่านองค์กรจัดอีเว้นท์ทางวิชาการนี้  สถาบันอุดมศึกษาของไทยน่าจะมาดูงานการสร้างฉากนำเสนองานวิชาการแบบนี้ เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ และยังได้ชื่อว่าเคารพต่อความหลากหลายอีกด้วย\nในเมื่อการศึกษา 4.0 เองก็ต้องการให้ไทยแลนด์เป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาคอาเซียนแล้ว  การทำอีเว้นท์ด้านการนำเสนองานวิชาการก็น่าจะสามารถนำมาประยุกต์ให้เข้ากับวัฒนธรรมการศึกษาแบบไทยๆ และวัฒนธรรมการศึกษาแบบอาเซียนได้ เพราะจะว่าไปแล้ว การเปิดให้มีเวทีทางวิชาการหรือด้านวิจัยก็ถือว่ามีคุณอยู่ในตัวแล้ว\nอย่าไปเกี่ยงว่าเป็นการจัดฉากงานวิชาการเพื่อสนองต่อวัฒนธรรมจำอวดปริญญาเลย  อย่างน้อยก็ยังดีกว่าให้บริษัทจัดอีเว้นอเมริกันคาบไปกินอยู่ ดังที่เห็นเช่นทุกวันนี้... \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-51a68fe72d4d40abac0b01ca549a0944", "input": "Title: ใต้ยิกทักษิณคึกคัก\"สนธิ\"ประกาศเช็กบิลผู้ว่าฯภูเก็ต \n Body: รูป 1-  เตรียมขบวนที่หาดใหญ่                             รูป 2  - เคลื่อนขบวน\n\n \n\n \n\n  \n\n             รูป 3 - คนสงขลาสมทบ                                   รูป 4  - ยื่นจดหมายยิกแม้ว\n\n \n\nยิกทักษิณ - คาราวานรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ออกเดินทางจากหน้าสถานีรถไฟหาดใหญ่ ไปยังศาลากลางจังหวัดสงขลา เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี\n\n \n\n \n\n\n\n\nประชาไท—14 มี.ค. 2549 เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 13 มีนาคม 2549 เครือข่ายพันธมิตรกู้ชาติ - กู้ประชาธิปไตยสงขลา ได้นำคาราวานรถยนต์กว่า 100 คัน พร้อมรถจักรยานยนต์กว่า 50 คัน ติดธงผ้าสีแดงขนาด 1 คูณ 1 เมตร มีข้อความว่า \"ยิกทักษิณ ทวงคืนประเทศไทย\" และธงขนาดเล็กอีกจำนวนมาก เคลื่อนขบวนออกจากหน้าสถานีรถไฟหาดใหญ่ มุ่งหน้าไปยังศาลากลางจังหวัดสงขลา เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา            \n\nเมื่อเดินทางไปถึงบริเวณลานคนเมือง ในเขตเทศบาลนครสงขลา มีขบวนรถจักรยานยนต์ของนิสิตนักศึกษา จากสถาบันการศึกษาในจังหวัดสงขลาสมทบอีกกว่า 40 คัน เข้ามาร่วมสมทบรวมผู้เข้าร่วมขบวนประมาณ 500 คน\n\n            \n\nขบวนคาราวานรถยนต์และจักรยานยนต์ เดินทางถึงหน้าศาลากลางจังหวัดสงขลา เวลา 11.00 น. โดยมีนายประยงค์ รัตนพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ลงรับจดหมายเปิดผนึก โดยตัวแทนของพันธมิตรกู้ชาติ กู้ประชาธิปไตย อ่านจดหมายเปิดผนึกถึงพ.ต.ท.ทักษิณ เรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี\n\n            \n\nจากนั้น นายประสาท มีแต้ม อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ตัวแทนพันธมิตรกู้ชาติ กู้ประชาธิปไตยสงขลา เป็นผู้มอบจดหมายเปิดผนึกกับนายประยงค์ หลังจากรับจดหมายเปิดผนึก นายประยงค์ได้สั่งการให้สำนักงานปลัดจังหวัดสงขลา แจ้งไปยังสำนักปลัดกระทรวงมหาดไทย และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี\n\n            \n\nต่อมา ขบวนคาราวานของพันธมิตรกู้ชาติ กู้ประชาธิปไตยสงขลา ได้เคลื่อนขบวนไปรอบเขตเทศบาลนครสงขลา ก่อนจะไปรวมตัวที่ลานคนเมือง เพื่อส่งนักศึกษามหาวิทยาลัยทักษิณ ออกเดินทางไปร่วมชุมนุมที่กรุงเทพมหานคร\n\n \n\nกระทั่ง เวลา 17.00 น. วันเดียวกัน พันธมิตรกู้ชาติ กู้ประชาธิปไตยสงขลา ได้จัดชุมนุมที่หน้าสถานีรถไฟหาดใหญ่ เพื่อชมการถ่ายทอดสดการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง ผ่าน ASTV มีประชาชนเข้าร่วมชุมนุมร่วมหมื่นคน\n\nสำหรับพื้นที่ภาคใต้ มีการชุมนุมรับชมการถ่ายทอดสดการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง ผ่าน ASTV กันอย่างคึกคักเกือบทุกจังหวัด โดยจังหวัดที่ไม่มีการชุมนุม ก็มีการรวมกลุ่มกันชมการถ่ายทอดสดกระจายเป็นจุดๆ โดยจังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดชุมนุมที่เชิงสะพานนริศ ริมแม่น้ำตาปี ในเขตเทศบาลเมืองสุราษฎร์ธานี มีประชาชนเข้าร่วมกว่า 2,000 คน\n\n \n\nขณะที่จังหวัดภูเก็ต พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภูเก็ต ได้ซ่อมแซมเวทีที่ตลอดสดสะพานหิน ในเตเทศบาลเมืองภูเก็ต ซึ่งถูกคนร้ายลอบวางเพลิง เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 14 มีนาคม 2549 จนแล้วเสร็จ สามารถจัดชุมนุมได้ตามปกติ โดยมีผู้ร่วมชุมนุมประมาณ 3,000 คน \n\n \n\nก่อนหน้านี้ ช่วงเช้าวันเดียวกัน แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภูเก็ต ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองภูเก็ต กรณีคนร้ายบุกเผาเวทีชุมนุม จนป้ายผ้าขนาดใหญ่ ฉากหลังเวที ต่อกรณีนี้นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำการเคลื่อนไหวขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ประกาศที่เวทีท้องสนามหลวงว่า หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว จะเดินทางลงไปขับไล่ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตด้วยตนเอง \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-9ee3f4662e6a471b83a80909a7a4d856", "input": "Title: กัมพูชากำหนดวันเจรจากับไทย 10 - 12 พ.ย. นี้ \n Body: 2 พ.ย. 51 - กัมพูชาและไทยตกลงที่จะรื้อฟื้นการเจรจาหลังจากเหตุการณ์ปะทะกันเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาแถลงต่อสื่อเมื่อวันอาทิตย์\n\n \n\nรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและทีมเจรจาจากทั้งสองประเทศจะพบปะเจรจาคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ในวันที่ 10 - 12 พ.ย. นี้ ที่เมืองเสียม เรียบ (Siem Reap) โดยนายคุย คอง (Kuy Kuong) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชากล่าว \"เราจะพูดคุยกันในประเด็นเทคนิคและการกำหนดเขตแดน\" คุย คอง กล่าว\n\n \n\nทั้งนี้เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่ผ่านมารัฐสภาไทยมีมติเห็นชอบกรอบการเจรจาทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลเดินหน้าเจรจากับกัมพูชาได้ หลังรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ให้การรับรอง\n\n \n\nที่มา:\n\nCambodia says dates set for Thai border talks [1]  (AFP, 2-11-2008) \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-79ae053444c0460496bd35ee34b81ef6", "input": "Title: ภาค 5 ประชุมเครียดเร่งปิดคดี-จับมือฆ่าพระ \n Body: เชียงใหม่-24 มิ.ย.48\t\tตำรวจภาค 5 ประชุมเครียดคดีฆ่าพระ หลังจาก ผบช.ภาค 5 พร้อมคณะลงพื้นที่เกิดเหตุ ก่อนกลับมาประชุมด่วน พร้อมเผยทางสำนักปฏิบัติธรรมเคยมีการแจ้งความร้องทุกข์ไว้ตั้งแต่อดีต จำนวน 5 คดี แต่ก็ไม่ทิ้งประเด็นปมขัดแย้งบุกรุกพื้นที่ป่าของสำนักสงฆ์จำนวน 700 ไร่ \nความคืบหน้าประเด็นสังหารพระสุพจน์ พระนักอนุรักษ์แห่งสำนักปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม ต.สันทราย อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ จนกลายเป็นข่าวที่คนทั่วไปให้ความสนใจกันมาก เพราะถือว่าเป็นคดีที่สะเทือนขวัญของพุทธศาสนิกชนและกลุ่มนักอนุรักษ์ทรัพยากรทั่วประเทศ \nล่าสุดวันนี้ (24 มิ.ย.) ที่สำนักงานตำรวจภูธรภาค 5 พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผบช.ภาค 5 ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และชุดคลี่คลายคดีดังกล่าว ประกอบด้วย พ.ต.อ.สุเทพ เดชรักษา รองผบก.หน.ศูนย์สืบสวนสอบสวน ภาค 5 พ.ต.อ.ชำนาญ รวดเร็ว รองผบก.ภ. จ.เชียงใหม่ พ.ต.ท.ศราวุธ จันทรประเสริฐ ผกก.สส.ภาค 5 และ พ.ต.ท.ธนสาร พลายโถ ผกก. สภ.อ.ฝาง เข้าประชุมกันอย่างเคร่งเครียด หลังจากได้ลงไปในพื้นที่เกิดเหตุเมื่อวันก่อน \nแหล่งข่าวในที่ประชุมระบุว่า ทางตำรวจภูธรภาค 5 กำลังมีการประชุมเพื่อเร่งสรุปสำนวนกันอย่างเคร่งเครียด และคาดว่าจะมีการปิดคดีในเร็วๆ นี้ เนื่องจากได้มีการสาวหาตัวผู้กระทำผิดได้แล้วในเบื้องต้น \nพล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผบช.ภาค 5 กล่าวว่า เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไปรวมทั้งกลุ่มนักอนุรักษ์ อย่างไรก็ตาม ตำรวจต้องทำงานกันอย่างรอบคอบ ทั้งนี้เบื้องต้นทราบว่า ทางสำนักปฏิบัติธรรมได้เคยมีการแจ้งความร้องทุกข์ไว้ตั้งแต่อดีต จำนวน 5 คดี แต่ก็ไม่ทิ้งประเด็นปมขัดแย้งบุกรุกพื้นที่ป่าของสำนักสงฆ์จำนวน 700 ไร่ \nด้าน พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ ประธานกลุ่มเสขิยธรรม ได้กล่าวว่า เข้าใจว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่คงจะเร่งให้มีการปิดคดีโดยเร็ว เพื่อลดกระแสเพราะคนทั่วประเทศต่างให้ความสนใจ ยิ่งมีสัญญาณจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีให้เร่งจับหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ ไม่ให้ไว้หน้าใครใดๆ ทั้งสิ้น \nรวมทั้งทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ และนายสุวัฒน์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็ลงไปในพื้นที่กันหมด ซึ่งหากทางตำรวจในท้องที่ไม่เร่งปิดคดี ก็จะทำให้เสียหน้า จึงถือว่าเป็นการช่วงชิงกัน โดยทราบมาว่า ขณะนี้มีการเตะแข้งเตะขาขัดกันอยู่ \n \"การเร่งปิดคดี ก็คงเพื่อลดกระแส หลังจากนั้นก็คงเงียบหายไป ซึ่งอาจจะไม่เป็นผลดี หรือเป็นประโยชน์ ถ้าหากมีการจับได้เพียงมือฆ่า แต่ไม่สามารถสาวไปถึงต้นตอ ดังนั้นทำอย่างไร จึงจะรื้อถอนโครงสร้างอำนาจอิทธิพลในพื้นที่นั้นให้ได้ เพราะทุกวันนี้ กลุ่มอิทธิพลเหล่านี้กดขี่ชาวบ้านกันมามากพออยู่แล้ว\" พระกิตติศักดิ์ กล่าว \nพระกิตติศักดิ์ กล่าวอีกว่า หากภาครัฐมีความจริงใจ เอาวิกฤตินี้เป็นโอกาส เข้ามารื้อโครงสร้างอำนาจอิทธิพลในพื้นที่ได้ ก็จะสามารถสร้างความชอบธรรมให้สังคมได้ประจักษ์ได้ หรือว่า มันมีผลประโยชน์บังตา หรือมีใครที่ใหญ่กว่า จึงมีความพยายามใช้เทคนิควิธีกลบเกลื่อน ซึ่งขณะนี้สังคมไทยเริ่มไม่เชื่อในโครงสร้างระบบตำรวจในระดับจังหวัดหรือระดับภาคกันแล้ว \nสำหรับแนวทางสอบสวนคดีพระสุพจน์ ทางสำนักงานตำรวจภูธรภาค 5 สันนิษฐานประเด็นการฆ่าไว้ 2 ประเด็นคือ คนร้ายที่ลักลอบตัดไม้ไผ่ไม่พอใจที่พระมาขัดขวาง เนื่องจากเมื่อวันที่13 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีนายเก่ง ไม่ทราบนามสกุล ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงวัดเข้ามาขอพระผู้ตายทำการตัดไม้ไผ่จำนวน 2 ต้น เพื่อใช้ประโยชน์ ทางพระได้อนุญาต แต่หลังจากนั้นนายเก่งได้เข้ามาขอใหม่เพราะไม้ที่ตัดไม่ตรงใช้ประโยชน์ไม่ได้ คราวนี้ทางพระสุพจน์ไม่อนุญาต นายเก่งจึงเดินทางกลับไปแต่แล้วอาจจะมีคนร้ายไม่ทราบจำนวนเข้ามาเพื่อสวมรอยเป็นนายเก่งเข้ามาตัดไม้ แต่สุนัขที่พระสุพจน์เลี้ยงไว้ได้เห่า จึงถูกคนร้ายใช้ขวานฟันได้รับบาดเจ็บ และพระสุพจน์ได้เข้ามาพบเห็นจึงทำการพูดคุย ว่ากล่าวถึงเรื่องดังกล่าว จนทำให้คนร้ายไม่พอใจใช้ขวานฟันพระสุพจน์จนเสียชีวิตดังกล่าว \nส่วนอีกประเด็นคือการจ้องฮุบที่ดินของวัด โดยก่อนหน้านี้ทางวัดทราบว่ามีนายมนูญ และนายณรงค์ การสะสม 2 พี่น้องได้ทำการอ้างตัวเป็นร้อยเอกนอกราชการ เข้ามาอ้างว่า เป็นเจ้าของพื้นที่ที่นายไพบูลย์ ไม่ทราบนามสกุล ได้รับมอบจากพระสุพจน์ให้เป็นที่อาศัยและมีการอุ้มนายไพบูลย์ไปซ้อม เพื่อให้นายไพบูลย์ยอมมอบที่ดินให้ \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-eca1b6b99a2244159a8752436387fffe", "input": "Title: ศาลไม่รับฟ้อง 'เอมี กูดแมน' กรณีทำข่าวผู้ประท้วงต้านท่อส่งน้ำมัน \n Body: ศาลรัฐนอร์ทดาโคตาไม่รับฟ้อง เอมี กูดแมน นักข่าวและผู้อำนวยการของสื่อ Democracy Now! ข้อหาจลาจล หลังจากที่เธอถูกอัยการฟ้องร้องเพราะรายงานข่าวกลุ่มชนพื้นเมืองถูกโจมตีในการประท้วงท่อส่งน้ำมัน ซึ่งทนายความบอกว่าการพยายามข่มเหงรังแกในครั้งนี้ไม่ได้ผลและ \"เสรีภาพสื่อเป็นฝ่ายชนะ\"\n18 ต.ค. 2559 นักข่าวมือรางวัลอย่าง เอมี กูดแมน ถ่ายภาพพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ทำงานให้กับโครงการท่อส่งน้ำมันดาโคตาแอคเซสไปป์ไลน์ปราบปรามผู้ชุมนุมด้วยการส่งสุนัขเข้าไปกัดและใช้สเปรย์พริกไทยตั้งแต่เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา หลังจากนั้นเธอก็ถูกออกหมายจับจากทางการอ้างว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับ \"จลาจล\" ซึ่งเป็นข้อหาหนักที่อาจจะทำให้เธอติดคุกหลายเดือน\nเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (17 ต.ค. 2559) ผู้พิพากษาจอห์น กรินสไตน์เนอร์ ตัดสินให้ทางการรัฐคาโคตาไม่มีมูลเหตุมากพอที่จะฟ้องร้องกูดแมนในข้อหาจลาจลได้ ทำให้ฝ่ายสนับสนุนกูดแมนยกให้คำตัดสินนี้เป็นชัยชนะของเสรีภาพสื่อ\nกูดแมนกล่าวว่าการตัดสินในครั้งนี้ทำให้เธอรู้สึกได้รับความเป็นธรรมในสิทธิของความเป็นนักข่าวที่จะรายงานข่าวเรื่องการทำร้ายผู้ชุมนุมและสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลของประชาชนที่มีสิทธิจะรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในการประท้วงดาโคตาแอคเซสไปป์ไลน์ กูดแมนกล่าวอีกว่าเธอจะรายงานข่าวการประท้วงของกลุ่มชนพื้นเมืองและหมู่มิตรของพวกเขาที่ไม่ใช่ชนพื้นเมืองต่อไป รวมถึงการต่อสู้กับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์และการที่ตำรวจมีลักษณะแบบทหารมากขึ้นในยุคที่ภาวะโลกร้อนกำลังเป็นภัยต่อโลก\nกูดแมนเป็นผู้รายงานข่าวการปราบปรามผู้ประท้วงท่อส่งน้ำมันดาโคตาแอคเซสไปป์ไลน์ซึ่งชนพื้นเมืองสแตนดิงร็อคซูส์บอกว่าท่อส่งน้ำมันที่ตัดผ่านพื้นที่ของพวกเขาจะเป็นการทำลายแหล่งน้ำและมรดกทางวัฒนธรรม ในช่วงนั้นกูดแมนเผยแพร่วิดีโอที่มีการปล่อยสุนัขเข้าไปกัดผู้ประท้วงกลายเป็นวิดีโอไวรัลที่มีจำนวนการรับชมมากกว่า 14 ล้านวิวในเฟซบุ๊ก รวมถึงมีการนำไปเผยแพร่ต่อในสื่อใหญ่ๆ อย่าง ซีบีเอส, เอนบีซี, เอ็นพีอาร์, ซีเอ็นเอ็น, เอ็มเอสเอ็นบีซี และฮัฟฟิงตันโพสต์การฟ้องร้องกูดแมนยังถูกประณามจากคณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าว (CPJ) ด้วย\nรีด โบรดี ทนายความของกูดแมนกล่าวว่าเป็นเรื่องชัดเจนที่อัยการต้องการฟ้องร้องเพื่อคุกคามและทำให้กูดแมนเลิกทำข่าวการประท้วงท่อส่งน้ำมัน \"แต่โชคดีที่ยุทธวิธีการข่มเหงรังแกแบบนี้ใช้ไม่ได้ผล และเสรีภาพสื่อก็เป็นฝ่ายชนะ\" โบรดีกล่าว\nกูดแมนเป็นนักข่าวสืบสวนสอบสวนที่เคยทำข่าวขบวนการแบ่งแยกปกครองตนเองของติมอร์ตะวันออก กรณีบรรษัทเชฟรอนในไนจีเรีย เธอเคยได้รับรางวัลหลายรางวัลรวมถึงรางวัลสันติภาพคานธีในปี 2555 ในฐานะที่เธอ \"มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพโลกให้ยืนยาว\"\n\nรายงานของเธอใน Democracy Now!\nเรียบเรียงจาก\nBreaking: Judge Rejects \"Riot\" Charges Against Amy Goodman in North Dakota, Democracy Now!, 17-10-2016http://www.democracynow.org/2016/10/17/breaking_riot_charges_against_amy_goodman [1]\nJudge rejects riot charges for journalist Amy Goodman after oil pipeline protest, The Guardian, 17-10-2016https://www.theguardian.com/us-news/2016/oct/17/amy-goodman-north-dakota-oil-access-pipeline-protest-arrest-riot [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-65dbbdcec3a54558beb3169e1da5ce96", "input": "Title: ความเกลียดชังทางโครงสร้างที่อันตราย \n Body: ใครที่มีโอกาสสำรวจความเห็นของบุคคลนิรนามตามเว็บไซด์ต่างๆ คงจะสังเกตเห็นว่าความเกลียดชังที่คนไทยมีต่อคนต่างเชื้อชาติต่างศาสนา ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ดังปรากฎว่าได้เกิดการโจมตีเหยียดหยามหลักคำสอน, ศาสดา, ศาสนา และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของคนบางกลุ่มขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา \nน่าสนใจว่าการโจมตีเหล่านี้ ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่คนกลุ่มซึ่งมีความแตกต่างทางเชื้อชาติและศาสนาแต่เพียงอย่างเดียว หากแม้แต่คนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการของความเป็นคนไทย ก็ยังมีโอกาสจะตกเป็นเหยื่อของการโจมตีเหล่านี้ได้ด้วย ถ้าได้แสดงความเห็นท้วงติงความเกลียดชังระหว่างเชื้อชาติและศาสนาเอาไว้ให้เห็นอย่างชัดเจน \nอ.จอน อึ๊งภากรณ์ หนึ่งในวุฒิสมาชิกอิสระที่มีบทบาทน่ายกย่องที่สุดในรัฐสภาชุดปัจจุบัน ให้ความเห็นเอาไว้สั้นๆ ทว่ากินใจความว่า \"ไม่มีรัฐบาลไหนสร้างการแบ่งแยกในหมู่คนไทยได้เท่ารัฐบาลนี้\" แต่ก็ไม่มีที่ไหนในโลกอีกเช่นกันที่ลำพังรัฐบาลจะมีสมรรถภาพมากพอจะทำให้เกิดสถานการณ์อันอาจนำไปสู่ \"สงครามระหว่างชาติพันธุ์\" \nขณะที่ฝ่ายเสรีนิยมในวุฒิสภาเห็นว่ารัฐบาลคือสาเหตุของความเกลียดชังเหล่านี้ ฝ่ายทหารและหน่วยข่าวกรองกลับเห็นว่าการแบ่งแยกในชาตินั้น เกิดจาก \"จอมบงการ\" ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ไม่สงบรายวัน จึงนำไปสู่ปฏิบัติการไล่ล่าจอมบงการโดยวิธีการต่างๆ อย่างกว้างขวาง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการเปิดโปง \"จอมบงการ\" แม้แต่ครั้งเดียว \nน่าสังเกตว่าผู้ถูกสงสัยว่าคือ \"จอมบงการ \" ล้วนเป็นบุคคลซึ่งเป็นที่นับถือของคนเชื้อสายมลายูมุสลิม จนกล่าวได้ว่าผู้นำทางการเมืองและศีลธรรมของคนมลายูมุสลิมล้วนเผชิญประสบการณ์กล่าวหา, จับกุม, อุ้มฆ่า, ประทุษร้าย ฯลฯ มาแล้วทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ส.ส., ส.ว., โต๊ะครู, ปอเนาะ, ด๊อกเตอร์วัน, พ่อเฒ่าอายุ 65 หรือแม้แต่เด็กนักเรียนอายุ 18 ปี\t \nถ้าครึ่งหนึ่งของคนที่ถูกกล่าวหานั้นเป็นจอมบงการจริง ความไม่สงบในภาคใต้ก็คงเบาบางกว่านี้ไปมาก \nแต่มองในทางกลับกัน ถ้าเพียงแค่ร้อยละสิบของผู้ที่ถูกกล่าวหานั้น เป็นผู้บริสุทธิ์ ก็น่าคิดเหมือนกันว่าทฤษฎีจอมบงการจะทำให้สถานการณ์ภาคใต้เลวร้ายลงไปเพียงใด \nนักวิชาการ 160 คน ไม่ได้ตอบคำถามว่าการแบ่งแยกและเกลียดชังระหว่างคนไทยเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ให้ความเห็นว่ารัฐบาลทำให้ความเกลียดชังในชาติรุนแรงขึ้น รวมทั้งกระตุ้นให้การแบ่งแยกดินแดนขยายตัวขึ้นด้วย ทำให้ต้องเจรจาให้รัฐบาลอ่อนน้อมถ่อนตนและมีท่าทีนุ่มนวลขึ้น จึงจำเป็นที่นายกรัฐมนตรีต้องออกมาขอโทษประชาชน \nข้อเรียกร้องเชิงการเมืองแบบนี้น่าสนใจ เพระทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีโอกาสแสดงบทบาททางการเมืองต่อมาได้อีกมาก แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เข้าใจสาเหตุของความเกลียดชังในชาติได้มากนัก ซ้ำยังสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้การเสียชีวิตของพลเรือนหลายร้อยคนโดยปราศจากหลักฐาน กลายเป็นเรื่องที่มีสถานะเท่ากับการขยับริมฝีปากของนายกรัฐมนตรีเพียง 1 นาที \nจริงอยู่ว่าความเกลียดชังระหว่างผู้คนนั้นเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ไม่ง่าย แต่หากพิจารณาข้อเท็จจริงว่ามีคนมุสลิมเสียชีวิตในกรณีตากใบ 84 ราย ซ้ำยังตายจากการอุ้มฆ่าและไล่ล่าโดยปราศจากหลักฐานอีกมาก ขณะที่มีเจ้าหน้าที่และพลเรือนเสียชีวิตจากการลอบฆ่ารายวันอยู่มากด้วยเช่นกัน ก็ถือว่าความเคลื่อนไหวของความตายเหล่านี้เป็นดัชนีชี้วัดระดับความเกลียดชังระหว่างผู้คนในชาติได้พอสมควร \nเราจะทำความเข้าใจความเกลียดชังอย่างรุนแรงที่ขยายตัวขึ้นในเวลาอันรวดเร็วนี้ว่าอย่างไรดี? \nอันดับแรกสุด ความเกลียดชังไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากสาเหตุ แต่ความเกลียดชังเป็นผลผลิตของความรับรู้ที่เรามีต่อโลกจริงในบางลักษณะ ซึ่งหากพูดให้ถึงที่สุดแล้ว ความรับรู้ก็สัมพันธ์กับโครงสร้างความรู้สึก และ ระบบการให้ความหมายต่อข้อมูลข่าวสารที่ไหลเวียนอยู่ในสังคม \nบทความของ คุณกวี จงกิจถาวร ในหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ประจำวันที่ 8 พฤศจิกายน เปิดเผยรัฐบาลแทรกแซงและควบคุม \"ข่าวสาร\" ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกรณีตากใบ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเก็บภาพเหตุการณ์ที่สถานีโทรทัศน์ต่างๆ บันทึกไว้ รวมทั้งสั่งห้ามไม่ให้เผยแพร่ภาพถ่ายที่แสดง \"ความจริง\" ว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจงใจใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้ชุมนุม \nอันที่จริง ควรระบุด้วยว่านับตั้งแต่เกิดเหตุไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ควบคุมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง ทำให้สื่อนำเสนอภาพข่าวและคำอธิบายตามที่รัฐป้อนให้ นั่นก็คือคนมุสลิมภาคใต้เป็นพวกหัวรุนแรง ฆ่าพระ ฆ่าคนแก่ ติดยาเสพติด คลั่งศาสนา ฝักใฝ่การก่อการร้าย มีแผนก่อการจลาจล รวมทั้งมุ่งหวังแบ่งแยกดินแดน \nด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลและสื่อดังนี้ สังคมไทยทั้งหมดจึงมองปัญหาภาคใต้ภายใต้ข้อมูลและคำอธิบายที่รัฐผูกขาดอย่างเต็มที่ จนสูญเสียสติปัญญาและวิจารญาณในการตั้งคำถามง่ายๆ เช่น ถ้าผู้ชุมนุมที่ตากใบมีอาวุธสงคราม ทำไมไม่มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บแม้แต่รายเดียว \nวุฒิสมาชิก ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ตั้งถามคำถามได้สนุกกว่านี้ เพราะเมื่อแม่ทัพภาค 4 ชี้แจงต่อวุฒิสภาว่าผู้ชุมนุมที่ตากใบซุกซ่อนอาวุธสงครามเอาไว้ ไกรศักดิ์ได้ถามกลับไปว่าคนเหล่านั้นซุกปืนเอ็ม 16 , เอชเค และปืนไร้แรงสะท้อน ไว้ในโสร่งหรืออย่างไร \nอันดับที่สอง ความเกลียดชังแบบนี้เกิดขึ้นในช่วงของรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาอย่างไม่เคยมีมาก่อน จึงเป็นรัฐบาลที่เป็นภาพสะท้อนความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวทางการเมืองในหมู่ประชาชนในระดับที่รุนแรงอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในช่วงหลังปี 2531 เป็นต้นมา \nแน่นอนว่าความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวอย่างรุนแรงนั้น เป็นผลผลิตของเงื่อนไขหลายข้อ เช่นการโฆษณาชวนเชื่ออยู่เป็นนิจ นโยบายประชานิยม การจูงใจและปลุกปั่นความเห็นสาธารณะ ฯลฯ แต่หนึ่งในปัจจัยที่มีความสำคัญที่สุด ก็คือ สภาวะที่อัตลักษณ์รวมหมู่แบบชาตินิยมเชิงชาติพันธุ์ (ethno-nationalism) เติบโตทางการเมืองอย่างสูงสุดในปัจจุบัน \nนับตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เป็นต้นมา ได้เกิดปรากฎการณ์ทางวัฒนธรรมหลายอย่างที่แสดงให้เห็นการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ความเป็นชาติในกำกับของสมมติทัศน์ทางสัง-\nคม (social imaginary) แบบโลกาภิวัตน์ ตัวอย่างเช่น \"สุริโยทัย\" ที่ประดิษฐ์สร้างอดีตเพื่อตอกย้ำความสำคัญของชาติ หรือ \"บางระจัน\" ที่อธิบายความเป็นไทยในแง่มุมของ \"ชีวะอำนาจ\" (bio-power) ว่าด้วยการสละชีวิตของประชาชน \nปฏิพากย์ (interplay) ระหว่างความเป็นชาติและความเป็นไทยเป็นเรื่องเยิ่นเย้อเกินกว่าจะกล่าวในที่นี้ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคืออัตลักษณ์แบบที่ผูกชาติกับเชื้อชาติแน่นแฟ้นกว่าที่ผ่านมา \nในทางการเมืองนั้น บรรยากาศแบบนี้กระตุ้นให้เกิดการต่อสู้เคลื่อนไหวที่อิงแอบกับความเป็นชาติ จึงปรากฎการโจมตีรัฐบาลในอดีตว่าขายชาติ ขณะที่อีกฝ่ายก็นำเสนอตัวเองว่าเป็น \"ไทย\" รัก \"ไทย\" ซึ่งแสดงให้เห็นโลกทัศน์ว่าความเป็นไทยคือคำตอบของความเป็นชาติ ส่วนการเกิดรัฐบาลชุดปัจจุบันก็เป็นหลักฐานว่าสมการทางอัตลักษณ์ข้อนี้ได้เดินทางมาถึงจุดสูงสุดทางการเมือง \n \"คนไทยหรือเปล่า\" เป็นคำถามยอดนิยมของสภาวะลุ่มหลงความเป็นไทยเช่นนี้ และโดยตัวคำถามนี้ก็เผยให้เห็นความมืดบอดต่อการมีอยู่ของความ \"ไม่ไทย\" ซึ่งนำไปสู่ชาตินิยมเชิงชาติพันธุ์อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน \nมักเข้าใจว่าอิสลามคือปฐมเหตุแห่งความเกลียดชังที่ \"คนไทย\" มีต่อผู้คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่แท้จริงแล้ว ความเป็นอิสลามไม่ได้เป็นปัญหาต่อสังคมไทยในแง่ไหนทั้งนั้น ยกเว้นแต่จะคิดถึงอิสลามในฐานะอัตลักษณ์ทางศาสนาของคนชาติพันธุ์มลายู จึงกล่าวได้ว่าความเป็นมลายูต่างหากที่เป็นปฐมเหตุของความเกลียดชังข้อนี้ เพราะเมื่อเป็นมลายู ก็เท่ากับ \"เป็นอื่น\" ถึงขั้นที่ไม่มีทางทำให้เป็นไทย \nชาตินิยมเชิงชาติพันธุ์และข้อมูลข่าวสารเป็นตัวอย่างของมูลเหตุที่ทำให้ \"คนไทย\" เกลียดชังผู้คนร่วมประเทศในระดับไร้สติอย่างในปัจจุบัน และหากคิดใคร่ครวญต่อไป ก็คงค้นพบมูลเหตุของสภาวะเช่นนี้อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นกระแสโลก ผลพวงจากการครอบงำทางอุดมการของอเมริกา ฯลฯ \nแน่นอนว่าทุรวาจาของนายกรัฐมนตรีมีส่วนให้คนในชาติแบ่งแยกกันรุนแรงขึ้น แต่ลำพังปากและหัวคิดของนายกนั้นเล็กเกินกว่าจะสร้างผลเลวร้ายได้ถึงขั้นนี้ การเรียกร้องให้ขอโทษจึงเป็นมาตรการที่ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น นอกจากทำให้ทุกฝ่ายเป็นข่าวมากขึ้น เพราะความเกลียดชังในชาติในขณะนี้ได้หยั่งลึกเกินกว่าจะแก้ด้วยมธุรสวาจาเพียงประโยคเดียว \nถึงที่สุดแล้ว ประเด็นที่ควรเป็นจุดเริ่มต้นในการพิจารณาปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็คือ การตระหนักถึงสถานการณ์ที่คนต่างเชื้อชาติต่างศาสนาได้เสียชีวิตไปในระดับหลายร้อยคน โดยเฉพาะในกรณีตากใบกรณีเดียว ก็มีผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวน \"คนไทย\" ที่ตายไปในการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งสำคัญๆ \nในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ความตายของผู้คน 70 คน ทำให้เกิดแรงเหวี่ยงทางการเมืองที่มีอิทธิพลไม่น้อยกว่า 3 ปี ส่วนความตายของคน 41 ราย ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็นำไปสู่การขยายตัวของสงครามจรยุทธในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ขณะที่เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ก็เป็นปัจจัยสำคัญของการปฏิรูปการเมืองและรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน \nณ บัดนี้ ความตายของ 84 ศพ ที่ตากใบ รวมทั้งอีกหลายร้อยศพของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ได้พัดพาความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการทุกอย่างเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาสู่จุดที่ยากจะเยียวยาได้ จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องเผชิญความจริงว่าเรากำลังอยู่ในสภาวะการณ์ที่ต้องคิดถึงรัฐประชาชาติไทยในบริบทของการมีอยู่ของชาติพันธุ์มลายูให้มากขึ้น ไม่ใช่รัฐประชาชาติของคนเชื้อชาติไทยล้วนๆ อีกต่อไป \n ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์\nประชาไทรายงาน \n What is the sentiment in the text for the genre: national_security", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-413305c685b7439999d1eb7b278ba6c2", "input": "Title: รายงานชุดพิเศษ : ภูมิปัญญาท้องถิ่น - วัฒนธรรมพื้นบ้าน ตอนที่2 \n Body: หน้าตาที่ยังพร่าเลือนของกฎหมายคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมพื้นบ้านไทย \nธิติกมล สุขเย็น \nในกระแสอันเชี่ยวกรากของระบบทุนนิยม เบื้องหน้าคือการแข่งขันด้านเศรษฐกิจที่ดุเดือดเลือดพล่าน โดยใช้เม็ดเงินเป็นตัวตั้ง หากแต่เบื้องหลังสนามดังกล่าวมีเพียงกระดาษไม่กี่แผ่นที่มาจากการตกลงร่วมกันโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ \n TK-FL คืออะไร? ทำไมต้องคุ้มครอง? \nองค์ความรู้ของชุมชนท้องถิ่น (Traditional Knowledge)หรือเรียกย่อว่า TK หมายถึงพื้นฐานความรู้ความสามารถ วิธีการ หรือเทคโนโลยีที่มีการถ่ายทอดจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน รวมทั้งเทคโนโลยีหรือวิธีการใดๆ ที่ใช้ระบบชีววิทยา หรือสิ่งมีชีวิต หรืออนุพันธ์ของสิ่งเหล่านั้นมาปรับปรุงเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสินค้าและบริการ เช่น การทำไวน์กระชายดำ การทำมีดอรัญญิก การทอผ้าไหม การทำไม้แกะสลัก เป็นต้น \nส่วนการแสดงออกซึ่งศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน (Expression of Folklore) หรือ FL หมายถึง งานสร้างสรรค์ของกลุ่มคนในชุมชนบนพื้นฐานทางวัฒนธรรมและสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อประโยชน์ของกลุ่ม โดยสะท้อนความคิดและความคาดหวังของชุมชนนั้น ตัวอย่างเช่น การแสดงพื้นบ้าน เรื่องเล่าพื้นบ้าน นิทานพื้นบ้าน เครื่องแต่งกายพื้นบ้าน \nแม้ปัจจุบันจะมีกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองถึง 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 และ พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 แก้ไข พ.ศ. 2535 แต่ทั้งหมดนี้ยังคงมีปัญหาเกิดขึ้นซึ่งต้องนำมาพิจารณาต่อไป \nทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้พิจารณาแล้วเห็นว่า กฎหมายทั้งสามฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยได้อย่างเพียงพอ เช่น ไม่มีการคุ้มครองวัฒนธรรมในส่วนที่เป็นท่ารำ องค์ความรู้ต่างๆ นอกเหนือจากการแพทย์แผนไทย เช่น เครื่องจักรสาน ลวดลายผ้า รวมถึงไม่มีการแบ่งปันผลประโยชน์จากการนำทรัพยากรพันธุกรรมไปใช้ประโยชน์ \nขณะที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 46 ได้กำหนดให้ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมมีสิทธิอนุรักษ์ ฟื้นฟูจารีตประเพณีที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและชาติ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม \nบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ หัวหน้าโครงการศึกษาการคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่น Traditional Knowledge และวัฒนธรรมพื้นบ้าน Folklore ในสถานการณ์สากล เสนอว่า \"ประเทศไทยแม้จะมีรัฐธรรมนูญมาตรา 46 ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว แต่ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติอยู่มาก ซึ่ง TK-FL จำเป็นต้องมีกฎหมายเพื่อการเคารพ โดยสิทธิการรับรู้ของชุมชนเป็นการคุ้มครองส่งต่อระหว่างคนรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่ง\" \nหลังจากได้ศึกษาและรวบรวมข้อมูลมาแล้ว บัณฑูรและคณะได้เสนอกฎหมายคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นที่จะยกร่าง โดยมีหลัก 2 ประการสำคัญคือ เพื่อเป็นการส่งเสริมยุทธศาสตร์เพื่อการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย และเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของยุทธศาสตร์ต่างๆ เช่น ยุทธศาสตร์การแข่งขันภาคอุตสาหกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร โดยการนำอาหารไทยหรือขนมไทยบรรจุลงในผลิตภัณฑ์และนำออกขายสู่ตลาด \nเช่นเดียวกับ ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เห็นว่า\nสิทธิทางปัญญากระแสหลักไม่สามารถคุ้มครองสิทธิภูมิปัญญาได้ เพราะมีความแตกต่างกัน จึง ต้องหากฎหมายพิเศษเพิ่มขึ้นมาเพื่อให้การคุ้มครอง ทั้งนี้กฎหมายที่สร้างขึ้นต้องคิดให้รอบด้านว่าจะเป็นอย่างไรมีลักษณะแบบไหน ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ \n ควานหาคำตอบในปัญหาและข้อจำกัดทางกฎหมาย \n \"จำเป็นต้องเร่งคุ้มครองTK-FL เพราะมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เช่น สิทธิบัตรสำหรับการใช้ขมิ้นชันเป็นยาสมานแผล สิทธิบัตรกรรมวิธีการควบคุมเชื้อราที่อยู่บนพืช โดยการใช้น้ำมันที่สกัดมาจากสะเดา เครื่องหมายการค้าข้าว \"จัสมาติ\" สิทธิบัตรเกี่ยวกับเปล้าน้อยและกวาวเครือของไทย \nนอกจากนี้ยังมีการนำภาพจิตกรรมฝาผนังไปพิมพ์ลงบนพรมเช็ดเท้า และการนำโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุไปตกแต่งสถานที่ไม่เหมาะสม\" บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ หัวหน้าโครงการศึกษาฯ กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้น \nสำหรับประเภทของ TK-FL โครงการศึกษาฯ ได้อธิบายไว้ว่า หมายถึงขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อและศาสนา ภาษาและวรรณกรรม ศิลปกรรมและโบราณคดี การละเล่นดนตรีและพักผ่อน ชีวิตความเป็นอยู่และวิทยาการ \nนอกจากนี้ คณะโครงการศึกษาฯ สรุปข้อจำกัดกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาว่า ปรัชญาของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา มุ่งเน้นการคุ้มครองผลิตผลทางความคิดของมนุษย์ที่เป็นสิ่งใหม่ แต่สำหรับ TK- FL มีคุณลักษณะเป็นสิ่งที่ปรากฏต่อสาธารณชนอยู่แล้วหรือเป็นการค้นพบ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวไม่อาจคุ้มครองได้ \nยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญามุ่งให้สิทธิแก่ปัจเจกบุคคล ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดการคุ้มครองTK-FL ซึ่งเป็นสิทธิหรือสมบัติร่วมของชุมชน ทั้งยังให้สิทธิเด็ดขาดแก่ผู้ทรงสิทธิในระยะเวลาช่วงหนึ่ง เมื่อหมดอายุคุ้มครองก็จะกลายเป็นสมบัติสาธารณะ ซึ่งขัดกับวัตถุประสงค์ของการคุ้มครองTK-FL ที่เน้นให้มีการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างเคารพ รับรู้ถึงสิทธิของชุมชนโดยไม่จำกัดระยะเวลา \nอย่างไรก็ตาม เพื่อให้เนื้อหาของความตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องมีความเป็นธรรม ในการให้การคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นและศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอย่างเหมาะสม อันจะเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาโจรสลัดชีวภาพจากการกระทำของบรรษัทข้ามชาติได้อีกทางหนึ่งจึงจำเป็นต้องวางกรอบกติกาเพื่อยกร่างกฎหมายคุ้มครอง TK-FL ซึ่งขณะนี้ยังไร้คำตอบที่ชัดเจน \n บทเรียนกฎหมายไทย ตั้งครรภ์หลายปี \nเป็นที่ทราบกันดีว่า กฎหมายแต่ละฉบับของไทยเข้าข่ายวัวหายล้อมคอกอยู่เป็นประจำ เนื่องจากกระบวนการขั้นตอนที่ยืดเยื้อและปกคลุมไปด้วยผลประโยชน์ของกลุ่มนักการเมือง ทำให้กฎหมายที่จะเอื้อประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ต้องใช้เวลายาวนานเป็นพิเศษหรือบางครั้งอาจเงียบหายไปในกลีบเมฆหากประชาชนไม่ลุกขึ้นทวงถาม \nสำหรับประเด็นการคุ้มครอง TK-FL อภิงคญฎา วงษานุทัศน์ จากสำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า \"กระบวนการกฎหมายใช้เวลานาน 4-5 ปี ปัญหาอยู่ที่ฐานข้อมูลรวมถึงสิทธิสาธารณะของชาติและประชาชน ซึ่งต้องไม่ให้ไปริดรอนผลประโยชน์ของชาติและสิทธิส่วนบุคคล\" \nโดย อภิงคญฎา กล่าวต่อว่า \"เจอปัญหาเรื่องการเปิดเผยข้อมูล เพราะเทคโนโลยีของไทยยังอ่อนแอมาก ขณะที่กระแสขับเคลื่อนตอนนี้ยังน่าเป็นห่วง ทั้งประเทศไทยยังมีลักษณะเอื้ออาทรสูงทำให้การเจรจาบนเวทีโลกไม่ง่ายนัก\" \n สิ่งที่น่าสนใจจุดประเด็นการคุ้มครอง TK-FL ไม่ใช่ในแง่กฎหมายของไทยและของแต่ละประเทศเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ในความเอื้ออาทรของอีกหลายประเทศที่จะต้องเข้าใจวิถีวัฒนธรรมภูมิปัญญาของประเทศอื่นๆ ด้วย \n What is the sentiment in the text for the genre: national_security", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-1223635b247b4f5f94e750866daf85b0", "input": "Title: หลากความเห็น จะใช้ภาษาอะไร ใน 'ทีวีมลายู 24 ชั่วโมง' \n Body: โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ) รวมนานาทัศนะผู้เชี่ยวชาญภาษามลายู โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นมาตรฐานการใช้ภาษา เนื่องจากคนในพื้นที่ใช้ภาษามลายูที่แตกต่างจากภาษามลายูในมาเลเซียและอินโดนีเซีย\nโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ) รวมนานาทัศนะผู้เชี่ยวชาญภาษามลายูเกี่ยวกับทีวีภาษามลายู 24 ชั่วโมงตามที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต) มีแผนจะดำเนินการโทรทัศน์ดาวเทียมและคาดว่าจะออกอากาศก่อนสิ้นปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นมาตรฐานการใช้ภาษามลายูในการผลิตรายการ เนื่องจากคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยใช้ภาษามลายูที่แตกต่างจากภาษามลายูในมาเลเซียและอินโดนีเซีย\n0 0 0\nนายดอรอแม หะยีหะซาผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์อิสลามปัตตานีในฐานะบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “Fajar”หนังสือพิมพ์ภาษามลายูอักษรยาวีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในอดีต\n \nเท่าที่มีการพูดคุยกันในการประชุมที่ผ่านมา (การประชุมหารือการดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ ภาษาถิ่นผ่านสื่อวิทยุ-โทรทัศน์ตามที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนให้มีการประชาสัมพันธ์ภาษาถิ่น ทางสื่อวิทยุ โทรทัศน์ โดยมีผู้แทนจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และภาคประชาสังคม เมื่อวันที 14 ตุลาคม 2555 ที่โรงแรมปาร์ควิวปัตตานี) ตกลงจะมีการใช้ภาษามลายูที่คนปัตตานีสื่อสารแล้วมีความเข้าใจ และเป็นภาษามลายูที่ไม่มีการผสมผสานกับภาษาอื่นๆ เช่น ภาษาอังกฤษ ในส่วนของภาษาไทยนั้นพยายามที่หลีกเลี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะหลีกเลี่ยงได้ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธการใช้ภาษาไทยเลยทีเดียว\nจากประสบการณ์ที่ได้สอนภาษามลายูมาหลายสิบปีในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและในโรงเรียนของรัฐบาล พบว่า นักเรียนที่นี่ได้รับรู้รับฟังภาษามลายูเฉพาะในช่วงการเรียนการสอนเท่านั้น เมื่อออกจากห้องเรียนก็ไม่มีสิ่งแวดล้อมที่เป็นสื่อภาษามลายู รายการโทรทัศน์ไม่มีภาษามลายู ฉะนั้นหากมีทีวีภาษามลายูเกิดขึ้น ถือว่าเป็นความพยายามสร้างสภาพแวดแวดล้อมที่เป็นการส่งเสริมการใช้ภาษามลายูขึ้นมา\nสำหรับสถานีวิทยุที่หน่วยงานของรัฐเป็นเจ้าของ ส่วนใหญ่ไม่มีความเป็นมืออาชีพในด้านการใช้ภาษามลายู แม้แต่สถานีวิทยุของ ศอ.บต.เอง เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่า ผู้ดำเนินรายการนำข่าวสารในหนังสือพิมพ์มาอ่านอย่างไม่ค่อยจะอัพเดท แต่มีสถานีวิทยุของเอกชนในพื้นที่ที่มีการอัพเดนข้อมูลข่าวสารที่ทันยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา ซึ่งต้องยอมรับว่ามีความมืออาชีพมากกว่า\nในช่วงแรกของการออกอากาศทีวีมลายู 24 ชั่วโมง อาจจะใช้ในรูปแบบบันทึกเทปไปก่อน แต่จะมีการประชุมของภาคประชาสังคมเพื่อสรรหาคนที่จะมาเป็นสมาชิกสภาที่จะมากำกับดูแลทีวีภาษามลายู จะมีการประชุมหลังการนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 หลังจากนั้นจะมีการเปิดดำเนินรายการทีวี\nทีวีภาษามลายูจะต้องมีบอร์ดบริหารที่จะเป็นผู้ที่กำกับดูแลในการผลิตรายการก่อนออกอากาศ แต่ขณะเดียวกันก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีที่ปรึกษาหลายๆ ด้าน ทั้งด้านเทคนิค ด้านเนื้อหาซึ่งหากมีการปล่อยปละละเลยก็เหมือนกับสถานีวิทยุในทุกวันนี้ บางสถานีก็อยู่ก็อยู่ได้ ส่วนสถานีอยู่ไม่ได้ต้องยุบไป\nการที่จะดึงให้เยาวชนเข้ามาดูทีวีภาษามลายูนั้น คิดว่าต้องมีรายการบันเทิง เป็นรายการที่สำคัญที่จะให้เยาวชนมาดูทีวีภาษามลายู เพราะรายการบันเทิงเป็นรายการให้ความสุขแก่ทุกๆ คนได้ ไม่ว่าเป็นคนแก่ หรือเยาวชน แต่ในที่นี้ต้องเป็นความบันเทิงที่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลามด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วรายการบันเทิงไม่ใช่มีเพียงแค่ละครหรือการขับร้องอนาซีดอย่างเดียว แต่ยังมีอีกหลายรูปแบบมากมาย\nการที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต. มีความพยายามที่จะก่อตั้งทีวีภาษามลายูท่านอาจจะมองเห็นว่า หนึ่ง ในปัญหาที่เกิดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็คือทางรัฐบาลไม่ได้ตอบสนองสิ่งที่คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการ ท่านจึงบอกในประชุมว่าทีวีมลายูที่จะเกิดขึ้น ไม่ได้เป็นทีวีของ ศอ.บต. แต่เป็นทีวีของประชาชน ศอ.บต.เป็นเพียงผู้ที่ประสานงานให้เกิดทีวีภาษามลายูเท่านั้น\n0 0 0\nศาสตราจารย์ ดร.ฮารูน ดาวุดผู้เชี่ยวชาญภาษามลายูจาก Universiti Malaysia Kelantan ประเทศมาเลเซีย \nศ.ดร.ฮารูนให้สัมภาษณ์กับ DSJ ระหว่างเดินทางมาร่วมสัมมนา “Seminar Antarabangsa Mematabakan Bahasa Melayu di Asean” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 ตุลาคม 2555 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมปาร์ควิว อ.เมือง จ.ปัตตานี เขากล่าวว่าการใช้ภาษามลายูในสื่อทีวีก็ต้องดูว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มไหน เราจะสื่อเฉพาะคนปัตตานีหรือกลุ่มอาเซียน ทวีปเอเชียหรือเป้าหมายทั่วโลก\nถ้าเป้าหมายเป็นคนรับสื่อที่ปัตตานีก็ต้องใช้ภาษามลายูปัตตานีเพราะจะสื่อตรงต่อผู้รับได้เลย แต่ถ้าใช้ภาษามลายูมาตรฐานอย่างที่ใช้อยู่ในมาเลเซีย อินโดนีเซีย คนปัตตานีก็จะไม่เข้าใจ หน้าที่ของการสื่อสารที่เป็นทีวีดาวเทียมที่ว่าก็จะไม่ถึงเป้าหมายที่เป็นรากฐานเพราะเราจะสื่อให้คนของเรา แต่คนของเรากลับไม่รู้เรื่อง\nอันนี้ต้องดูว่าเราต้องการสื่อไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่ไกลออกไปถึงกลันตัน หรือไกลกว่านั้น เราก็ต้องใช้ภาษามลายูมาตรฐานซึ่งก็กำลังเกิดข้อขัดแย้งระหว่างมาเลเซียกับอินโดนีเซีย โดยอินโดนีเซียอ้างว่าเขามีประชากรที่ใช้ภาษาแบบอินโดนีเซียมากที่สุด ก็ควรจะใช้ภาษาอินโดนีเซียเป็นมาตรฐาน แต่มาเลเซียบอกว่าภาษามลายูเป็นภาษาของเขา\nถ้าเราดูในประวัติศาสตร์ภาษามลายูไม่ใช่ภาษาของคนส่วนใหญ่ของอินโดนีเซีย ซึ่งในอินโดนีเซียกลุ่มที่ใช้ภาษามลายูมีเพียงในพื้นที่จามบีที่เป็นส่วนหนึ่งของสุมาตราและที่เรียวเท่านั้น ภาษาที่มีคนใช้มากที่สุดในอินโดนีเซียคือภาษาชวาที่ประชากรอินโดนีเซียเกือบ 3 ใน 4 ใช้ ยิ่งที่เกาะสุลาเวสีเขาไม่เข้าใจภาษามลายูและเขาก็เป็นชาติพันธุ์ดายัก ไม่ใช่มลายูแต่ภาษามลายูที่เป็นภาษาของชนกลุ่มเล็กๆ ถูกเลือกโดยนักการเมืองให้เป็นภาษาแห่งชาติ ซึ่งก็ทำให้ทุกคนในอินโดนีเซียต้องเรียนต้องพูดภาษามลายู แต่ละกลุ่มชาติพันธ์ก็ต้องใช้ภาษามลายู\nในบริบทของปัตตานี คนที่นี่ง่ายกว่าที่จะพูดภาษามลายูมาตรฐานเพราะเป็นเชื้อชาติมลายู ถ้าดูที่อินโดนีเซีย คนชวาซึ่งไม่ใช่มลายูเลยยังสามารถพูดภาษามลายูได้ คนดายักยังพูดมลายูได้ สำหรับคนที่นี่กับภาษามลายูมาตรฐานไม่ห่างไกลกันมากนักจึงเรียนรู้ได้ง่ายกว่า\nในการทำทีวีดาวเทียม ถ้าเราวางเป้าหมายว่าต้องการสื่อภาษามลายูปัตตานีให้ไกลกว่าคนปัตตานี ถ้าเราจะยกภาษามลายูปัตตานีเป็นภาษาทางการนั้นคงเป็นเรื่องคล้ายกับการต้องแบกภูเขาทั้งลูกมันยากกว่าถ้าเทียบกับแบกภูเขาทั้งลูกกับการเดินขึ้นเขา หมายความว่าภาษามลายูที่เราพูดกันที่ปัตตานี กลันตัน เราเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กเท่านั้น และมันมีภาษาที่ใช้โดยคนกลุ่มใหญ่อยู่แล้วคือภาษามลายูมาตรฐานที่ใช้อยู่ในมาเลเซีย ที่คนอินเดีย คนจีนเข้าใจ\nในอีกด้านหนึ่ง คนปัตตานีต้องทำให้ภาษามลายูปัตตานีเข้มแข็ง จะไปไหนก็ตามคนปัตตานีต้องให้ภาษาปัตตานีแข็งแรงก่อน พื้นฐานของภาษาต้องแข็งแรง ต้องจัดการเรียนการสอนภาษามลายูปัตตานีก่อนแล้วให้คนปัตตานีก้าวไปสู่ภาษามลายูมาตรฐาน ถ้าลูกหลานเราไม่มีฐานภาษามลายูปัตตานีที่แข็งแกร่งแล้วเราไปใช้ภาษามลายูมาตรฐาน ภาษามลายูปัตตานีก็จะสูญหายไปด้วย เราจำเป็นต้องบำรุงรักษาภาษามลายูปัตตานีให้มั่นคงก่อน เราต้องเริ่มที่สิ่งที่เรามีก่อน เพราะถ้ารากฐานไม่แข็งแรงมันก็จะพัง ถ้าไม่มีรากแก้วมันก็จะล้ม\n0 0 0\nนายอัศโตรา ญาบัตนักข่าวนักเขียนอาวุโสวิทยากรโครงการอบรมนักข่าวภาษามลายู โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ)\nการทำรายการทีวีภาษามลายูเห็นด้วยอย่างยิ่งคือ เราต้องมีการใช้ภาษาทั้งสองแบบคืออย่างเป็นรายการข่าวต้นชั่วโมงต้องเป็นภาษามลายูกลาง แต่พอเป็นรายการวิเคราะห์ข่าวที่เป็นรายการสนทนาก็ใช้ภาษามลายูถิ่น โดยเฉพาะรายการที่มีเป้าหมายสำหรับปัญญาชน รายการที่มีเนื้อหาที่เป็นวิชาการหรือคุ๊ตบะห์วันศุกร์ ต้องใช้ภาษามลายูกลางเพื่อเป็นการฝึกให้คนดูที่นี่ทันกับประชาคมอาเซียน ส่วนรายการที่เป็นการวิเคราะห์การเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมก็สามารถใช้ภาษามลายูถิ่น\nในความเป็นจริงชาวบ้านมีความเข้าใจภาษามลายูมาตรฐานเพราะเดี๋ยวนี้เขามีทีวีดาวเทียมที่ดูช่องมาเลเซีย ทีวีอินโดนีเซีย ฟังเพลงมาเลเซีย คนที่มีการศึกษาระดับชั้น 10 ซานาวีหรือระดับมหาวิทยาลัยเข้าใจภาษามลายูกลาง โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นนำ...? แล้วเขาจะพึงพอใจสื่อที่ใช้ภาษามลายูกลางมากกว่าสื่อที่ใช้ภาษามลายูถิ่น ซึ่งเมื่อเรามีโอกาสก็ควรเปิดพื้นที่ให้กับภาษามลายูกลางให้มากขึ้น จะเป็นการพัฒนาภาษามลายูกลางให้กว้างขวางขึ้นในบ้านเรา\nในมาเลเซียเองก็เช่นกัน เมื่อก่อนคนมาเลเซียก็ชอบใช้ภาษาถิ่นของตนเองมากกว่า ไม่ค่อยยอมรับภาษากลางมากนัก แต่เมื่อมีสื่อภาษากลางที่เป็นสื่อสารมวลชนมากขึ้น ภาษามลายูกลางก็ได้รับการยอมรับ บ้านเราก็อยากให้ไปถึงจุดนั้น เท่าที่สังเกตการณ์ใช้ภาษามลายูของคนบ้านเราเดี๋ยวนี้ อย่างในพื้นที่ อ.รือเสาะ หรือที่อื่นๆ เริ่มมีการใช้ภาษาที่ใกล้เคียงภาษามลายูกลางเพราะสื่อที่เป็นภาษามลายูกลางเข้ามาสู่บ้านเรา \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-65836e85261d4ba8b76138b45c4dcba1", "input": "Title: ชาวแม่รำพึงโต้หอการค้าจังหวัด ไม่เชื่อ \"สร้างโรงถลุงเหล็กเพื่อชาติ\" \n Body: นายสุพจน์ ส่งเสียง รองประธานกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึงกล่าวว่า กรณีประธานหอการค้าจังหวัดประจวบฯ ออกมาแสดงท่าทีอยากได้โรงถลุงเหล็กที่บางสะพานท่ามกลางประธานหอการค้าอีก 14 จังหวัดภาคใต้ที่แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่เอาโรงถลุงเหล็ก เนื่องจากได้ไม่คุ้มเสีย จึงอยากจะให้ประธานหอการค้าจังหวัดประจวบฯ ทบทวนอีกครั้ง โดยควรคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ เพราะคำว่ามีประโยชน์สำหรับประเทศชาตินั้นมีคนอ้างอยู่มากแล้ว โดยที่ผ่านมาหลายกรณีก็ไม่ได้เป็นดังกล่าวอ้าง ไม่ว่าจะเป็นท่อก๊าซธรรมชาติที่ อ.จะนะ จ.สงขลา \n\n \n\nสุพจน์กล่าวอีกว่า กรณีของเหล็กที่อ้างว่าจะได้เหล็กราคาถูกนั้นจะถูกลงได้อย่างไรในเมื่อ แร่เหล็กก็ต้องนำเข้า ถ่านหินก็ต้องนำเข้า เครื่องจักรก็ต้องนำเข้า อีกทั้งโรงถลุงเหล็กเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ลังงานมากที่สุดด้วย โดยที่ภาครัฐก็จะต้องสนับสนุน ลงทุนด้านอื่นอีกมากมาย เช่น ลดหย่อนภาษี สร้างโรงไฟฟ้า สร้างเขื่อนหรือแหล่งน้ำจืด ฯลฯ \n\n \n\n\"ที่สำคัญเป็นอุตสาหกรรมหนักที่มีมลพิษสูง โดยเฉพาะที่ชาวบ้านในพื้นที่พยายามบอกว่าพื้นที่ไม่เหมาะสม ก็เพราะใกล้แหล่งวางไข่ปลาทู และสัตว์น้ำอื่น ๆ อีกมหาศาล ที่เป็นแหล่งอาหารหลักของประเทศ ที่มีมาตรการปิดอ่าวอยู่ทุกปี ที่เป็นอาชีพยั่งยืนจริง ได้จริงมายาวนาน ทั้งเกษตร ประมง ท่องเที่ยว แท้ที่จริงแล้วนิคมอุตสาหกรรมก็ไม่สามารถอยู่ร่วมกับการท่องเที่ยวได้\"  สุพจน์กล่าว \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-f8c7219301e248acbab9f4e5028cfbc4", "input": "Title: ประวิตรเผยตามปมคาร์บอมมานานแล้ว ยันพยายามไม่ให้เกิดเหตุให้ได้ ขอปชช.ช่วยสอดส่อง \n Body: เมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้กำชับให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานด้านความมั่นคงดูแลความปลอดภัยประชาชนในช่วงนี้ และเน้นย้ำให้ภาคเอกชนช่วยกันดูแลด้วย โดยเฉพาะบริเวณที่มีประชาชนหนาแน่น เพิ่มความระมัดระวังอย่าให้เกิดเหตุร้ายขึ้น เพราะถือเป็นการซ้ำเติม คนที่กำลังคิดอยู่ว่าจะทำอะไรที่มันไม่ดีก็อย่าทำเลย ตนจะพยายามติดตามดูแลเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้ได้มากที่สุด และเชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนพยายามทำอยู่แล้ว\nพล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า ส่วนการคุมผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง 5 คน ที่อาจจะเชื่อมโยงกับการวางแผนก่อเหตุพื้นที่กทม.นั้น หากไม่มีเหตุเราจะไม่ดำเนินการ เรื่องเหล่านี้เรามีพยานหลักฐานค่อนข้างชัดเจน แต่ประชาชนไม่ต้องกลัวไม่ต้องตื่นตระหนก เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หน่วยข่าว ดูแลทุกพื้นที่อยู่แล้ว แต่ต้องขอความร่วมมือประชาชนช่วยสอดส่องดูแล เช่น ลานจอดรถ ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น หากพบสิ่งผิดปกติให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที ส่วนการก่อเหตุในลักษณะคาร์บอมนั้น ได้ติดตามมานานแล้ว เราก็ห่วงว่าจะขึ้นมาก่อเหตุในพื้นที่กทม.จริงหรือไม่ ตรงนี้ก็เป็นการปล่อยข่าวกันด้วย ส่วนของเราก็พยายามทำไม่ให้เกิดเหตุให้ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่เข้าใจดี เจ้าหน้าที่ตื่นตัวมาตลอด\n \nที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ [1] และกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: education", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-74b5e2a0c0144e80a47a74b3fc349d73", "input": "Title: การดูแลแบบประคับประคองเพื่อการไปดี \n Body: Palliative care หรือที่มีการแปลเป็นไทยว่า การดูแลแบบประคับประคองหรือการดูแลระยะท้ายนั้น ไม่ใช่สิ่งใหม่สำหรับประเทศไทย แต่เป็นสิ่งที่คนไทยยังไม่ค่อยคุ้นเคยและพูดถึงกันมากนักแม้จะมีการให้บริการมานานแล้ว โดยเป็นการดูแลที่มีความปรารถนาดีต่อผู้ป่วยปล่อยให้ตายตามธรรมชาติ ไม่ยื้อชีวิต แต่ก็ไม่ได้เร่งให้ตาย ซึ่งหลายๆ โรงพยาบาล ได้มีการนำการดูแลแบบประคับประคองมาใช้กับคนไข้ใน รวมถึงการอำนวยความสะดวกให้แก่คนไข้เมื่อต้องการกลับไปดูแลอาการต่อที่บ้านเมื่อถึงระยะท้ายของชีวิต นอกจากนี้ในการเรียนการสอนของแพทย์ก็ได้มีการสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับ palliative care เข้าไปในวิชาที่เกี่ยวข้อง\nองค์การอนามัยโลกกล่าวว่าการดูแลแบบประคับประคองเป็นหนทางที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยและบุคคลในครอบครัวให้สามารถเผชิญปัญหาจากอาการเจ็บป่วยที่กำลังถึงแก่ชีวิต ด้วยวิธีการป้องกันและลดอาการเจ็บปวดที่เป็นปัญหากับสุขภาพกาย สุขภาพจิต และจิตวิญญาณ ทั้งนี้หลายหน่วยงานยังได้ขยายความว่าเป็นการดูแลทั้งผู้ป่วยและครอบครัวที่ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณซึ่งเน้นไปที่การรักษาอาการเจ็บปวดตามความเหมาะสม โดยไม่เร่งการตายและไม่ยืดการตายของผู้ป่วย\nการดูแลแบบประคับประคองหรือการดูแลระยะท้ายจะให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว ซึ่งมีได้ตั้งแต่ในเรื่องการใช้ชีวิตของผู้ป่วย โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ที่อยู่ในขั้นที่รักษาไม่หายแล้วนั้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์เช่น เครื่องช่วยหายใจ ในการช่วยให้ดำรงชีวิตต่อไปได้ แต่เครื่องมือเหล่านั้นอาจจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายตัวหรือสร้างความรำคาญได้ การดูแลในระยะท้ายจึงควรเน้นไปที่การลดความเจ็บปวด  การช่วยเหลือให้ผู้ป่วยกลับไปรักษาตัวต่อที่บ้านเพราะต้องการใกล้ชิดกับครอบครัว ช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้ทำในสิ่งที่ต้องการหรือสิ่งที่ยังค้างคาอยู่ในจิตใจ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ได้อยู่อย่างอบอุ่นในครอบครัวที่คุ้นเคย  และนำไปสู่การเสียชีวิตอย่างมีสติและพร้อม และญาติได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดในระยะก่อนจากกัน\nประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการดูแลแบบประคับประคองหรือการดูแลระยะท้ายที่ควรมีการทำความเข้าใจให้ชัดเจนคือ ประเด็นด้านกฎหมาย โดยในหลายประเทศมีการออกเป็นกฎหมายไว้ โดยเฉพาะประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีกฎหมายอนุญาตให้แพทย์ทำให้ผู้ป่วยตายโดยสงบได้ (เฉพาะกรณีสมัครใจ) และในหลายประเทศได้บัญญัติเรื่อง “สิทธิปฏิเสธการรักษา” ไว้ในกฎหมาย เช่นประเทศสหรัฐอเมริกา “Patient Self-Determination Act” (1990) และ “Uniform Health-Care Decisions Act” (1993) และกฎหมายของแต่ละมลรัฐประเทศออสเตรเลีย เช่น มลรัฐ Northern Territory “Natural Death Act” (1988) มลรัฐ South Australia “Consent to Medical Treatment and Palliative Care Act” (1995) มลรัฐ Australian Capital Territory “Medical Treatment Act” (1994) และประเทศอังกฤษ “Mental Capacity Act 2005”\nสำหรับประเทศไทยนั้น ได้มีการออกพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 โดยในมาตรา 12 ได้ระบุไว้ว่าบุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ การดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงเมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง\nแม้ พ.ร.บ.จะออกมาตั้งแต่ปี 2540 และกฎกระทรวงได้ประกาศใช้เดือน พ.ค. 2554 แล้วก็ตาม แต่การทำหนังสือแสดงเจตนา (living will) นั้น ยังไม่เป็นที่ยอมรับกันมากนัก ทั้งนี้อาจจะเกิดจากความเชื่อของคนไทยที่เห็นว่าการทำดังกล่าวจะเป็นเสมือนลางร้าย รวมทั้งความเข้าใจผิดที่ว่าเมื่อทำหนังสือแสดงเจตนาแล้ว หากไม่สบายหรือเข้าโรงพยาบาลแล้ว แพทย์จะไม่ยอมรักษาให้ ซึ่งจริงๆ แล้วการปฎิเสธการรักษาจะเกิดจากฝ่ายคนไข้ ไม่ใช่แพทย์ และการยกเลิกหนังสือแสดงเจตนาก็ทำกระทำได้อย่างง่ายดาย\nการเดินหน้าเรื่องการดูแลแบบประคับประคองยังต้องการความพร้อมทั้งในเรื่องระบบบริการและการเตรียมการด้านบุคลากร ระบบการประกันสุขภาพของไทยยังให้ความครอบคลุมการดูแลแบบประคับประคองยังไม่ครบถ้วนนัก ผู้ป่วยและครอบครัวต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเองถ้ากลับบ้าน แต่ถ้ายังอยู่ที่สถานพยาบาลรัฐก็ดูแลค่าใช้จ่ายให้ เช่นเดียวกับประกันสุขภาพของเอกชน ถ้าผู้ป่วยยังนอนที่โรงพยาบาล บริษัทประกันก็รับภาระค่ารักษาให้ แต่ถ้าผู้ป่วยกลับไปรักษาที่บ้าน บริษัทประกันก็ไม่คุ้มครอง การจัดการแบบนี้ทำให้ไม่สร้างแรงจูงใจในการเข้าสู่การดูแลแบบประคับประคอง \nส่วนความพร้อมของบุคลากรพยาบาลและแพทย์ค่อนข้างแตกต่างกัน พยาบาลมีการทำงานที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยและมีความเข้าใจสถานการณ์ด้านครอบครัวและสังคมเป็นอย่างดี การปฏิบัติการดูแลแบบประคับประคองจะสามารถไปได้อย่างดีเมื่อได้รับความร่วมมือจากพยาบาล ในทางตรงกันข้าม ความพร้อมของบุคลากรทางแพทย์กลับน้อยกว่ามาก ความเข้าใจในกลุ่มนักศึกษาแพทย์ค่อนข้างช้าด้วยข้อจำกัดจากหลักสูตรการเรียนการสอน การสั่งยาลดความเจ็บปวดโดยแพทย์ก็ทำได้อย่างจำกัดด้วยหลายสาเหตุ\nอุปสรรคสำคัญของการดูแลแบบประคับประคองคือ ทัศนคติด้านลบ เกี่ยวกับการดูแลแบบประคับประคอง ซึ่งถูกมองว่าเป็น การุณยฆาตหรือการทำให้ตายโดยเจตนา โดยทัศนคติถูกสร้างขึ้นบนฐานของการปฏิเสธความตาย หรือความกลัวผิดพลาด ถ้าประชาชนได้รับความเข้าใจที่ถูกต้องความกลัวก็จะลดลง การเข้าสู่ระบบการดูแลแบบประคับประคองนั้นมีขั้นตอนการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ว่าผู้ป่วยรายนั้นๆ ไม่สามารถรักษาให้หายได้ก่อนที่จะได้รับคำปรึกษาให้เลือกรับการดูแลแบบประคับประคอง การเลือกมิใช่การบังคับ เมื่อผู้ป่วยเลือกก็เท่ากับว่าผู้ป่วยไม่ปฏิเสธความตาย การตายก็เช่นเดียวกับการเกิด คือ ต้องเตรียมความพร้อม ในยามจะเกิดเรามีมารดาเป็นผู้เตรียมความพร้อมให้ แต่ในยามจะไปเราทุกคนควรมีสิทธิที่จะเตรียมความพร้อมของตนเอง การเข้าระบบดูแลแบบประคับประคองเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับคนที่ไม่สามารถรักษาให้หายจากอาการเจ็บป่วยได้แล้ว\n \nเอกสารอ้างอิงนันทนอินทนนท์. ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการตายโดยสงบ. [1]ไพศาลลิ้มสถิตย์และอภิราชย์ขันธ์เสน.2552. ก่อนวันผลัดใบ.สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลับธรรมศาสตร์โครงการเผชิญความตายอย่างสงบเครือข่ายพุทธิกา. พิมพ์ครั้งที่สองเมษายน 2552ศ.พญ. สุมิตรา ทองประเสริฐ และคณะ. [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-13910369854345f8913315bdc9e98952", "input": "Title: สุเทพลั่น \"อภิสิทธิ์\" เหนือกว่า \"ยิ่งลักษณ์\" ทุกประการ \n Body: ยันไม่เชื่อโพลล์ ชี้ \\อภิสิทธิ์\\\" เป็นนักการเมืองอาชีพ มีชีวิตวิญญาณที่มุ่งมั่นทำงานให้ประชาชน ตามแนวทางประชาธิปไตย ส่วน \\\"ยิ่งลักษณ์\\\" มาแนว \\\"ทักษิณ\\\" คือมุ่งประโยชน์กำไรทางธุรกิจ วันนี้ (22 พ.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าววันที่ 22 พฤษภาคม ว่า กรณีผลสำรวจระบุ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่ออันดับ 1 พรรคเพื่อไทย (พท.) เริ่มมีคะแนนความนิยมเพิ่มขึ้นกว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. โดยนายสุเทพกล่าวว่า ไม่มีหรอก อย่าไปกังวลใจ โพลมีขึ้นมีลงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นายสุเทพยังกล่าวด้วยว่านายอภิสิทธิ์ เหนือกว่าทุกประตูทุกประการ ถ้าถามประชาชนจะมีคำตอบคล้ายๆ กัน นายสุเทพกล่าวด้วยว่า นายอภิสิทธิ์เป็นนักการเมืองอาชีพ มีชีวิตวิญญาณที่ทำงานมุ่งมั่นให้กับประชาชนตามแนวทางประชาธิปไตย ทางด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินมาแนวทางเดียว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มุ่งประโยชน์กำไรทางธุรกิจ ต่อคำถามที่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์แสดงความมั่นใจจะได้คะแนนเสียงเกินครึ่งในสภา นายสุเทพกล่าวสวนทันทีว่า ไม่เชื่อ เรียบเรียงจาก มติชนออนไลน์\" \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-0b6a83b4521f4c1982797fda85438fe3", "input": "Title: แจงกระทู้สดชัด \"บุญรอด สมทัศน์\" พูดทหารให้ยืมกระบองสลายการชุมนุม ครั้งหน้าคุมไม่อยู่เป็นหน้าที่ทหาร \n Body: การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พิจารณากระทู้ถามสดของนายคำนูน สิทธิสมาน สนช.เรื่อง เหตุการณ์จลาจลย่อยที่สี่เสาเทวศร์เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยถามนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ก่อนที่นายคำนูนจะถามคำถามได้ขออนุญาตประธานที่ประชุมเปิดเทปบันทึกภาพเหตุการณ์ก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้นที่กลุ่มประชาชนทำร้ายตำรวจนาน 5 นาที \n\n \n\nจากนั้นนายคำนูน กล่าวว่า จากกรณีทีประชาชนกลุ่มหนึ่งภายใต้การนำของคณะบุคคลที่ใช้ชื่อว่า แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) พากันเดินขบวนมายังบริเวณสี่เสาเทเวศร์ หน้าบ้านพักของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 22 ก.ค. และปราศรัยโจมตีด้วยข้อความอันเป็นเท็จอย่างหยาบคายเป็นเวลา 6 ช.ม. พร้อมทั้งทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อการจลาจลขนาดย่อยขึ้นก่อนจะล่าถอยกลับไปชุมนุมต่อที่ท้องสนามหลวงจนรุ่งเช้า อันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพที่ล่วงละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น จากนั้นยังคงแถลงข่าวที่บิดเบือนความจริง\n\n\n\n \n\nนายคำนูณ กล่าวว่า ขอใช้คำว่า \"การจลาจลย่อย\" กับเหตุการณ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพราะหลักฐานตั้งแต่การยึดรถขนขยะ ทำร้ายคนขับ ตั้งแต่บ่าย มาจนการทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้วยไม้ อิฐปูถนน เก้าอี้ และรั้วเหล็ก แล้วไปจบลงด้วยความพยายามขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจในตอนดึก มันไม่ใช่แค่ \"การชุมนุม\" หรือ \"การเคลื่อนไหว\" แล้ว แต่เป็นการ \"ปรับยุทธศาสตร์ใหม่\" ด้วยจงใจก่อการจลาจลย่อยครั้ง ขึ้นจึงขอถามว่า รัฐบาลบริหารจัดอย่างไรถึงได้ปล่อยให้พวกที่ \"อยากเห็นสงครามประชาชน\" ที่ประกาศชัดเจนว่าจะ \"คว่ำ - ล้ม - โค่น\" เดินขบวนไปถึงบ้านสี่เสาเทเวศร์แล้วก่อความวุ่นวายอยู่ได้นานกว่า 6 ชั่วโมง แล้วยังกลับไปร้องรำทำเพลงต่อที่สนามหลวงถึงเช้า รัฐบาลบริหารจัดการการสลายฝูงชนอย่างไร ถึงต้องพยายามถึง 3 - 4 ครั้งอย่างค่อนข้างทุลักทุเล ระหว่าง 21.20 น.จนถึงเวลา 23.00 น. \n\n \n\nเพราะว่าหลังจากการสลายไม่สำเร็จแต่ละครั้ง ย่อมไปเพิ่มความแค้นและฮึกเหิมของฝูงชนขึ้นมา จนทำให้การสลายครั้งต่อไปยากขึ้น รัฐบาลจะมีมาตรการทาง \"บริหาร\" และ มาตรการทาง \"นิติบัญญัติ\" อย่างไร ที่จะรับมือกับพวกที่มีเจตนาที่จะทำลายสถาบันเบื้องสูงที่อยู่คู่ประเทศไทย และเป็นที่พึ่งของประชาชน เพียงเพื่อหวังผลทางการเมือง และสุดท้ายเหตุใดรัฐบาลไม่ได้ใช้ความผิดพลาดของผู้ชุมนุมมาขยายผลเพื่อสื่อออกไปในระดับที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น โฆษกรัฐบาลและรัฐบาลทำอะไรอยู่\n\n\n\n \n\nพล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้มาชี้แจงว่า รัฐบาลทุกคนมีความเจ็บปวดที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เนื่องจากรัฐบาลมีความปรารถนาดีที่จะจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยสันติวิธี โดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพประชาชน และมีมาตรการทางกฎหมายมารองรับ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมาย \n\n \n\nทางฝ่ายความมั่นคงนึกไม่ถึงว่าม็อบจะมีเจตนาใช้ความรุนแรง ในส่วนของฝ่ายความมั่นคงได้เตรียมการที่จะปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบตามระเบียบปฏิบัติประจำ คือมีทั้งมาตรการของตำรวจและมาตรการของทหาร สำหรับมาตรการของตำรวจได้มีการปฏิบัติตามแผนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยใช้กำลังประมาณ 10 กองร้อย หรือประมาณ 1,500 นาย สำหรับทางทหารได้เตรียมกองร้อยปราบจราจลไว้ 4 กองร้อย แต่การปฏิบัติต้องเป็นไปตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก ในชั้นต้นเป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะรักษาความสงบเรียบร้อย ที่ผ่านมาตำรวจก็ประสบความสำเร็จพอสมควรในการเจรจากับกลุ่มผู้เดินขบวน และไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงหรือละเมิดข้อตกลง ดังนั้นตำรวจที่รักษาความสงบจึงไปโดยที่ไม่มีอาวุธ มีเพียงโล่ แต่ไม่มีกระบองเพราะไม่อยากให้เห็นว่าเตรียมใช้มาตรการรุนแรงตอบโต้\n\n\n\n \n\n\"ที่สะพานมัฆวานถือเป็นด่านที่แข็งแรงที่สุด เมื่อผ่านด่านนี้ไปได้ ก็ไปบ้านสี่เสาได้ไม่ยาก แต่การดำเนินการอยู่ในกระบวนการของตำรวจในการเจรจาและผลักดัน ขอสรุปว่าการผลักดันหลายครั้งนั้น 3 ครั้งแรกใช้โล่อย่างเดียว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ครั้งสุดท้ายที่ประสบความสำเร็จคือม็อบเริ่มเหลือไม่มากนัก หรือน้อยลง และทางทหารให้ยืมไม้กระบองในการที่จะไปตอบโต้ และสรุปผลักดันได้สำเร็จ ถือว่าตำรวจใช้ความอดทนและอดกลั้นในการทำงานเป็นอย่างสูง จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยเฉพาะตำรวจ 227 นาย จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฝ่ายความมั่นคงทุกคนก็เสียใจ ที่ไม่สามารถยับยั้งเหตุการณ์นี้ได้ อย่างที่เรียนให้ทราบคือเหนือความคาดหมาย และเสียใจมากที่สุดคือ ทำให้ท่านประธานองคมนตรีมีความรู้สึกเจ็บปวด จากการฟังการโจมตีด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย และไม่เป็นความจริง\" พล.อ.บุญรอด กล่าว\n\n\n\n \n\nพล.อ.บุญรอด กล่าวว่า มาตรการในการดำเนินการต่อไปนั้น ทางรัฐบาลได้ประกาศอย่างชัดเจนแล้วว่าจะไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก และจะใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเบื้องต้นจะให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเข้าไปควบคุมไม่ให้มีการก่อความไม่สงบในลักษณะนี้ แต่หากควบคุมไม่ได้ ก็จะเป็นหน้าที่ของทหารที่จะใช้มาตรการทางกฎหมายทั้งพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึก โดยใช้กำลังทหารที่ได้เตรียมพร้อมไปแล้ว อย่างไรก็ตามขอยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลยังมีนโยบายที่ไม่อยากจะใช้ความรุนแรง และอยากให้พวกที่หลงผิดมาต่อสู้ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เพราะเราจะมีการเลือกตั้งใน 5 เดือนอยู่แล้ว\n\n \n\nเรียบเรียงจาก คม ชัด ลึก \n What is the sentiment in the text for the genre: national_security", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-61a3f86b85c045a5aafa677ce6feeebe", "input": "Title: ตั้งกรรมการคุมเข้มวัตถุระเบิดโรงโม่ \n Body: กรุงเทพฯ-7 เม.ย.48\t นายยงยุทธ ติยะไพรัช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยหลังประชุมร่วมกับพล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการะรทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้ประกอบการโรงโม่หินกว่า 100 รายทั่วประเทศว่า เป็นการประชุมเพื่อขอความร่วมมือ ให้ควบคุมการใช้สารเคมีและวัตถุระเบิด สำหรับระเบิดหินทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้มีการรั่วไหล หรือถูกนำไปใช้ก่อการร้าย หรือแสวงหาผลประโยชน์จากกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ \nนายยงยุทธ เปิดเผยว่า สถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ค่อนข้างตึงเครียด ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการบางรายนำสารเคมีที่เป็นส่วนประกอบในการระเบิดหิน รวมทั้งนำชนวนในการประกอบวัตถุระเบิดเข้ามาใช้อย่างผิดกฎหมาย จนเกิดปัญหาในการตรวจสอบ และการควบคุม สารเคมีเหล่านั้น หากการรั่วไหลโดยการนำออกไปขาย ก็อาจจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย ดังนั้น จึงได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมา 1 ชุด 20 คน มี พล.ต.อ.จำลอง เอี่ยมแจ้งพันธุ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ทำหน้าที่จัดระบบควบคุมการใช้สารเคมีสำหรับระเบิดหินทั้งหมด โดยจะทำรายงานเสนอนายกรัฐมนตรีเป็นระยะ \nพล.ต.อ.จำลอง เปิดเผยว่า คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้น จะเป็นศูนย์กลางในการควบคุมดูแล และเบิกจ่าย โดยเฉพาะพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ คือ จังหวัดสงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ที่สถานการณ์เปราะบาง จะนำสารเคมีที่เป็นส่วนประกอบวัตถุระเบิดของเอกชน เอาไปเก็บไว้ในค่ายทหาร \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-4c8195d97414415a85db94527f218b48", "input": "Title: สสส.เปิดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต “แรงงานข้ามชาติ-คนไร้รัฐ” จ.เชียงราย \n Body: สสส. ร่วมกับเครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง และหน่วยงานพัฒนาและบริการสังคม สภาคริสตจักรในประเทศไทย เปิดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต “แรงงานข้ามชาติ-คนไร้รัฐ” จ.เชียงราย\nสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติและผู้มีปัญหาสถานะบุคคล (คพรส.) จัดงานนำเสนอกิจกรรมใน จ.เชียงราย ระหว่างวันที่ 22-23 ตุลาคม 2553 โดยมีการนำเสนอทั้งกิจกรรมล่ามชุมชนอาสา โรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวง บทบาทของคริสตจักรห้วยผึ้ง อ.แม่ฟ้าหลวงต่อการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคล สถานการณ์ด้านสุขภาพ การเพิ่มขึ้นของหญิงบริการในพื้นที่ อ.เชียงแสน หลังเปิดเขตการค้าเสรีไทย-จีน และร่วมงานประเพณีบุญข้าวใหม่ม้ง ณ บ้านทุ่งนาน้อย ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย\nน.ส.บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ ที่ปรึกษา คพรส. กล่าวถึงภาพรวมของโครงการและสถานการณ์แรงงานข้ามชาติและผู้มีปัญหาสถานะบุคคลใน จ.เชียงราย ว่า คพรส.มีความมุ่งหมายจะให้แรงงานข้ามชาติ คนไร้รัฐ ได้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยในพื้นที่ จ.เชียงราย คพรส.ได้สนับสนุนให้เครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงได้พัฒนาพื้นที่ต้นแบบ “ล่ามชุมชนอาสา” เพื่อช่วยเหลือคนไร้สัญชาติในการเข้าถึงหลักประกันทางสุขภาพ เช่น พาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล กรอกข้อมูล แปลภาษา รวมทั้งรายงานสถานการณ์ปัญหาสุขภาพในระดับพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันมีล่ามชุมชนอาสาประมาณ 20 คน ประจำอยู่ใน อ.แม่สาย แม่ฟ้าหลวง และเชียงของ จ.เชียงราย\nสำหรับสถานการณ์ของแรงงานในพื้นที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ซึ่งภายหลังการเปิดเขตการค้าเสรีไทย-จีน เมื่อเดือนตุลาคม 2546 ได้มีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ต่างๆเข้ามาดำเนินการ โดยเฉพาะการสร้างท่าเรือ ทำให้มีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาเป็นกรรมกรในพื้นที่ท่าเรือจำนวนมาก ซึ่งแรงงานเหล่านี้เข้าไม่ถึงบริการต่างๆที่ควรได้รับ โดยเฉพาะบริการด้านสุขภาพและสิทธิแรงงานต่างๆ และอีกไม่นานการสร้างท่าเรือแห่งที่ 2 จะเสร็จในปี 2554 รวมทั้งการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 จะเสร็จสิ้นในปลายปี 2555 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการหลั่งไหลเข้ามาของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น\nน.ส.เจนจินดา ภาวะดี ผู้ประสานงานโครงการพันธกิจคริสตจักรลุ่มน้ำโขง สภาคริสเตียนแห่งเอเชีย กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตั้งแต่จีนเปิดประเทศทำให้มีการอพยพเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีมากขึ้น อย่างไรก็ตามการอพยพย้ายถิ่นมาอยู่อีกชุมชนหนึ่งที่แปลกใหม่ไป แรงงานเหล่านี้กลับไม่ได้รับการต้อนรับจากชุมชนที่ย้ายเข้ามา การเข้าไม่ถึงบริการต่างๆ โดยเฉพาะด้านสุขภาพ เพราะชุมชนไม่ได้ตั้งรับกับสถานการณ์ เกิดความไม่เข้าใจกันในพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนเชียงแสน – เชียงของ ที่เรือขนส่งจีนขนสินค้าเข้ามา มีแรงงานจีนมากับเรือ อยู่ในเรือมานาน พอขึ้นบกมาแรงงานต้องหาที่ระบายอารมณ์ ทำให้เกิดหญิงบริการจำนวนมากขึ้น นำไปสู่เรื่องค้ามนุษย์ตามมา ฉะนั้นถ้าชุมชนในพื้นที่ไม่ตั้งรับ มาคอยแก้ปัญหาทีหลัง จะกลายเป็นปัญหาปลายเหตุ สำคัญที่ชุมชนต้องตั้งรับกับปัญหาต่างๆ เอาประชาคมทุกภาคส่วนมานั่งคุยกัน ถึงแนวทางการคลี่คลายปัญหาในอนาคต เพราะเราไม่สามารถหยุดยั้งการค้าเสรีได้ แต่เราสามารถป้องกันล่วงหน้าได้\nนอกจากนั้นแล้วปัญหาทัศนคติของคนในชุมชนที่มีต่อแรงงานที่เข้ามา การมองเขาเป็นคนอื่น นี้เป็นปัญหาที่สำคัญ ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดถนน R3A หรือการสร้างสะพาน การมีคาสิโนในพื้นที่ ก็จะทำให้มีคนเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น ส่วนหนึ่งคนก็ต้องเสาะแสวงหาความบันเทิงเริงรมย์ สถานการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดการค้าบริการมากขึ้น ผลกระทบต่อสุขภาพเรื่องเอดส์ พบว่ารัฐบาลจีนจะเปิดเผยข้อมูลเฉพาะคนที่เป็นเอดส์เท่านั้น แต่คนติดเชื้อยังถูกปกปิดข้อมูลอยู่ ซึ่งคนเหล่านี้มีการเคลื่อนย้ายสูง ทำให้โอกาสที่ HIV จะแพร่เชื้อก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน”\nน.ส.บุษยรัตน์ กล่าวต่อว่า ส่วนในพื้นที่บ้านทุ่งนาน้อย ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งมีกลุ่มชาติพันธุ์ม้งกว่า 90 % อาศัยอยู่ นอกจากนั้นเป็นกลุ่มม้งกลุ่มใหม่ซึ่งเพิ่งอพยพเข้ามาเป็นแรงงานรับจ้างในหมู่บ้าน โดยปัญหาหลักของพื้นที่นี้คือ ความแตกต่างกันทางชาติพันธุ์กับคนพื้นราบที่อาศัยอยู่เดิม จนเกิดความไม่เข้าใจกัน เกิดปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพ ทำให้คนม้งต้องรักษาแบบตามมีตามเกิดในหมู่บ้าน บางครั้งก็ไม่กล้าไปจดทะเบียนการเกิด ส่งผลให้เด็กไร้สถานะบุคคล จากสถานการณ์เหล่านี้ คพรส.จึงสนับสนุนให้องค์กรทางศาสนา คือ หน่วยงานพัฒนาและบริการสังคม สภาคริสตจักรในประเทศไทย มาเป็นกลไกในระดับพื้นที่ เพื่อสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ ในการทำให้แรงงานข้ามชาติและบุคคลชาติพันธุ์ที่ยังไม่ได้สัญชาติไทยเข้าถึงสิทธิสถานะบุคคล แรงงาน และสุขภาพ\nนายณัฐพงษ์ มณีกร หน่วยงานพัฒนาและบริการสังคม สภาคริสตจักรในประเทศไทย กล่าวถึงบทบาทของคริสตจักรในการเป็นกลไกระดับพื้นที่ จ.เชียงราย ว่า จะเน้นการทำงานในเรื่องสัญชาติ สถานะบุคคล ของพี่น้องเผ่าต่างๆ ประมาณ 5-6 เผ่า โดยมีกลไกคือ อาสาสมัครอาสาในชุมชน และมีคริสตจักรเป็นเครือข่ายทำงานอบรมให้ความรู้ว่า พวกเขามีสิทธิอะไรบ้าง ต้องทำอย่างไรบ้าง และขอความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งปีนี้เป็นปีที่สามของการทำงาน ผลที่ออกมาก็ดีมาก ผู้นำชุมชนและภาครัฐเข้าใจงานที่เราทำมากขึ้น มีท่าทีที่ดีขึ้น อาสาสมัครของเราจึงทำงานง่ายขึ้น ทำให้คนที่ควรได้รับสัญชาติได้รับสัญชาติมากขึ้น หลังจากที่พวกเขาได้รับสัญชาติ ชีวิตพวกเขามีความสุขขึ้น ไปลองคุยกับพวกเขาได้ คือ จากที่ไม่ได้แล้วได้มา ดีนะ เวลาผมคุยกับพวกเขา ใบหน้า แววตาของเขาบอก ถึงแม้บางคนจะยังไม่ได้ แต่ลูกๆเขาได้รับสัญชาติ ก็ยังดี ต่อจากนี้ไป ก็อยากจะขยายการทำงานไปยังระดับตำบลและอำเภอ อย่างที่ทำได้ผลแล้วที่ อ.แม่ระมาด จ.ตาก\n“สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่เทิดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง นั้น ความน่าสนใจคือ การอยู่ร่วมกันของกลุ่มคนหลากหลายชาติพันธุ์มาอยู่ร่วมกันได้ เรื่องนี้รัฐทำได้ดี แต่การอยู่ร่วมกันทำให้เกิดช่องว่างการฉกฉวยผลประโยชน์ของกลุ่มคนต่างๆ เป็นที่รู้กันดีว่าพื้นที่เทอดไทยเป็นพื้นที่เสี่ยง เป็นจุดยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ที่เห็นชัดก็คือคนดั้งเดิมของที่นี่เขาสูญเสียสิทธิที่เขาควรจะได้รับ โดยเฉพาะในเรื่องสัญชาติที่เขาเป็นไทยเกิดในประเทศไทย แต่การเข้าถึงสิทธิในฐานะที่เป็นคนไทย เขาเข้าไม่ถึง นี้เป็นเรื่องใหญ่มาก คริสตจักรได้พยายามมาทำหน้าที่ตรงนี้แทน เพราะเห็นปัญหาของพี่น้องในชุมชน เพราะโบสถ์เป็นพื้นที่ศูนย์รวมทางจิตใจ ที่สามารถดึงคนหลากหลายชาติพันธ์มาอยู่ร่วมกันได้ อย่างไรก็ตามโบสถ์ทำงานไปสักระยะหนึ่งก็เกิดปัญหา พบว่ามีพี่น้องเข้าไม่ถึงสิทธิ ถูกละเมิดสิทธิมากขึ้น ก็มีเวทีการพูดคุยกัน  จึงเกิดทีมงานที่เป็นอาสาสมัครในคริสตจักรชุมชน ที่เป็นศิษยาภิบาลในเครือข่ายสภาคริสตจักรในประเทศไทย โดยพยายามทำในขอบเขตในศักยภาพที่จะทำงานได้ หน่วยงานพัฒนาและบริการสังคมก็มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานนี้ มีการจัดอบรมอาสาสมัคร การช่วยลงรายงานสถานะบุคคล โดยการประสานงานกับราชการ อำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ โดยทำงานผ่านผู้นำชุมชนที่เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เข้าสิทธิพื้นฐาน” นายณัฐพงษ์กล่าว \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-19480c8db98e46bc8e146055596887cb", "input": "Title: เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (ภาคอีสาน) หารือแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน \n Body: ตัวแทนราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐในเรื่องการจัดการที่ดินและป่า จำนวนประมาณ 300 กว่าคน จาก 13 จังหวัด ภาคอีสาน จำนวน 38 ชุมชน ร่วมหารูปธรรมแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย\n \n\n \n \nเมื่อวันที่ 11 – 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตัวแทนราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐในเรื่องการจัดการที่ดินและป่า จำนวนประมาณ 300 กว่าคน จาก 13 จังหวัด ภาคอีสาน จำนวน 38 ชุมชน ร่วมประชุมสัมมนาที่วัดบ้านทุ่งลุยลาย ตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ\n \nนายปราโมทย์ ผลภิญโญ ผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน(คปท.) ได้บอกเล่าถึงความเป็นมาของการจัดงานสัมมนาครั้งนี้ว่า\n \nกฏหมายได้ให้สิทธิแก่ประชาชนในการมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเพื่อให้มีรูปธรรมเกิดขึ้น พี่น้องชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากนโนบายของรัฐ จึงมารวมตัวระดมความคิดเห็นหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ให้มีความสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่ประกาศว่าจะแก้ปัญหาความยากจนและความไม่เป็นธรรมในการถือครองที่ดิน \n \nจากการทำงานรณรงค์ของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลบรรจุวาระการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน และธนาคารที่ดิน ไว้ในนโยบาย ตามที่แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา และได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการ และคณะอนุกรรมการเพื่อการแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ทั้งสิ้น 8 คณะ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา ให้เกิดการปฏิรูปที่ดินที่ประชาชนมีส่วนร่วมที่แท้จริง\n \nผู้ที่มาร่วมประชุมครั้งนี้ มีบางชุมชนที่ได้ดำเนินการจัดรูปแบบโฉนดชุมชนไปบ้างแล้ว เช่น บ้านทุ่งซำเสี้ยว อำเภอเกษตรสมบูรณ์ บ้านทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ บ้านลำนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ บ้านห้วยระหงส์ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ จึงได้นำเสนอประสบการณ์ของตนต่อชุมชนอื่นๆด้วย\n \n\n \nตัวแทนราษฎรผู้เดือดร้อน ที่มาร่วมประชุมสัมมนาในครั้งนี้ แบ่งกรณีปัญหาออกได้ 4 กรณีคือ\n \nปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ถูกประกาศเป็นที่สาธาระณประโยชน์\nปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ถูกประกาศเป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า\nปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ถูกนำไปให้เอกชนสัมปทานปลูกป่า\nและปัญหาที่อยู่อาศัย ในชุมชนเมือง\n \nแต่ละสภาพปัญหามีคู่กรณีขัดแย้งที่ต่างกันออกไป จึงต้องหามาตรการในรูปแบบเฉพาะตน\nนับว่าเป็นก้าวแรกที่ราษฎรผู้เดือนร้อนในภาคอีสานได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเชิงรุก ด้วยการเสนอนโยบายการจัดการปฏิรูปที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน การร่างกฏระเบียบของชุมชน เพื่อป้องกันปัญหาการขายที่ดิน และการจัดตั้งกองทุนที่ดิน หรือธนาคารที่ดิน เพื่อดูแลกันเอง อย่างยั่งยืนต่อไป\n \nมติของที่ประชุมจะได้นำไปเสนอในที่ประชุมของคณะอนุกรรมการ แต่ละฝ่าย เพื่อให้รับรองการปฏิบัติการของราษฎรว่าเป็นไปอย่างถูกต้องชอบธรรมตามหลักการการมีส่วนร่วม ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้\n \nแต่สิ่งที่รัฐและนโยบายของรัฐจะต้องตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของราษฎรในเบื้องแรก เพื่อให้ปัญหาที่มีอยู่ยุติลง นั่นคือ ยุติการจับกุมพี่น้องประชาชน ในข้อบุกรุกที่ดินของรัฐ ตามคำสั่งของคณะกรรมการฯ ลงวันที่ 11 มีนาคม 2552 \n \n\n \nในระดับพื้นที่ ผลจากการประชุมสัมมนา ทำให้ได้รูปแบบการจัดการที่ดินที่ชัดเจน และราษฎรเชื่อมั่นในสิทธิการดูแลทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม บนผืนดินของตนเอง แต่ละชุมชนจะกลับไปดำเนินการรังวัดจัดรูปแบบแปลนที่ดิน เพื่อนำเสนอต่อรัฐ ในการอนุมัติให้เป็นโฉนดชุมชนต่อไป ขณะเดียวกันสมาชิกของชุมชนก็ดำเนินการทำการเกษตรในแนวทางเศรษกิจพอเพียง เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน \nเงาศิลป์ รายงาน \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-ec241025b1894bcb845ceb53cbcdf333", "input": "Title: ครม.อนุมัติลดภาษีนำเข้าถั่วเหลือง0% \n Body: กรุงเทพฯ-7 ธ.ค.47\t\"คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้นำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองในปี 48 ซึ่งเป็นแนวทางการบริหารการนำเข้าเช่นเดียวกันปีที่แล้ว โดยให้นำเข้าได้ไม่จำกัดปริมาณและเวลา\" นายจักรภพ เพ็ญแข โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ \nทั้งนี้คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้นำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองได้ไม่จำกัดจำนวนในอัตราภาษี 0% สำหรับปี 2548 แต่กำหนดให้ผู้นำเข้าจะต้องรับซื้อถั่วเหลืองในประเทศตามราคาที่กำหนด เพื่อป้องกันเกษตรกรได้รับผลกระทบ \nโดยผู้นำเข้าจะต้องรับซื้อถั่วเหลืองจากเกษตรกรในราคา 10 บาท/ก.ก. ณ หน้าไร่นา และ 11-12 บาท/ก.ก. ณ หน้าโรงงานในกรุงเทพฯ \nก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้นำเข้ากากถั่วเหลืองในอัตราภาษี 4% ลดลงจากปีก่อนที่กำหนดไว้ที่ 5% เพื่อช่วยลดต้นทุนให้กับอุตสาหกรรมไก่เนื้อเพื่อส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากไข้หวัดนก โดยในแต่ละปีจะมีการนำเข้าถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองราว 1 ล้านตัน ประชาไทรายงาน \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-aea577b8cac6474583e794a2308562f5", "input": "Title: นิตยสารสหรัฐฯ ชวนคุยประเด็น 'ห้องน้ำ' จากประเทศพัฒนาแล้วสู่ประเทศโลกที่สาม \n Body: บทความจาก Yes! Magazine ชวนคุยเรื่องห้องน้ำและระบบสุขาภิบาล ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่เพียงเกิดขึ้นในประเทศอย่างอินเดียเท่านั้น แม้แต่ในสหรัฐฯ การมีห้องน้ำสาธารณะและห้องน้ำเดี่ยวเพื่อคนข้ามเพศก็เป็นเรื่องยากเย็นและกลายเป็นข้อถกเถียง นอกจากนี้ผู้เขียนชี้ว่าห้องน้ำไม่ใช่แค่เรื่องการปลดทุกข์ แต่เป็นเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วย\n19 ม.ค. 2559 ถึงแม้ว่าการเรียกร้องเรื่องเกี่ยวกับห้องน้ำสาธารณะอาจจะดูเป็นเรื่องน่าขันและดูไม่จริงจัง แต่บทความของโจ สก็อต บรรณาธิการฝึกหัดจากนิตยสาร Yes! ในสหรัฐฯ ซึ่งนำเสนอเรื่องราวการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาของพลเมือง ระบุว่าปัญหาเรื่องสุขาสาธารณะเป็นปัญหาในชีวิตประจำวันที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนทุกคนไม่ว่าจะโดยตรงหรือทางอ้อม\nสก็อตชี้ว่าเรื่องของห้องน้ำสาธารณะมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนซึ่งนอกจากเรื่องระบบสุขาภิบาลที่เอื้อต่อสุขภาวะที่ดีลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อโรคแล้วยังเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วย ดังนั้นแล้วการกีดกันหรือบีบบังคับทางเพศสภาพต่อเรื่องการใช้ห้องน้ำที่มีการแบ่งแยกเพศเพียงสองเพศจึงถือเป็นการสร้างอคติกีดกันทางอ้อม และเรื่องของห้องน้ำนี้ก็มีการเปิดประเด็นอภิปรายเพื่อหาออกร่วมกันในสังคมน้อยมาก บทความของสก็อตจึงนำเสนอเรื่องราวของกลุ่มคนในพื้นที่ต่างๆ ที่ต่อสู้เรียกร้องในประเด็นนี้\nถึงแม้ว่าในบางเมืองอย่างเมืองซีแอตเทิล รัฐฟิลาเดลเฟีย หรือเมืองแวนคูเวอร์ ในประเทศแคนาดา มีโครงการริเริ่มในเรื่องห้องน้ำเดี่ยวทั้งห้องน้ำส่วนตัวและห้องน้ำสาธารณะเพื่ออำนวยความสะดวกต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) แต่ก็มีคนบางกลุ่มต่อต้านพวกเขาด้วยข้ออ้างอย่างเช่นว่านายกเทศมนตรีควรจะเอาเวลาไปเน้นจัดการปัญหาอื่นๆ มากกว่า\nเรื่องนี้สก็อตมองว่า การโต้ตอบความก้าวหน้าเหล่านี้กระทำไปด้วยความกลัวและความเกลียดชัง โดยยกตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นคล้ายๆ กันในเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส ซึ่งมีการเสนอ \"กฤษฎีกาเพื่อสิทธิความเท่าเทียมในฮิวสตัน\" (Houston Equal Rights Ordinance หรือ HERO) ที่หนึ่งในนั้นคือการเสนอให้มีห้องน้ำรวมสำหรับทุกเพศ แต่ก็มีกลุ่มที่ต่อต้านกฎหมายนี้โดยทำวิดีโอโฆษณาอ้างว่าจะทำให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศมากขึ้นในห้องน้ำสาธารณะ สุดท้ายแล้วกฎหมาย HERO ก็ไม่ผ่านการพิจารณา\nบทความของสก็อตระบุว่า ฝ่ายต่อต้านในรัฐฟลอริดาและวอชิงตันต่างก็ใช้วิธีการสร้างความตื่นกลัวในแบบเดียวกับของเมืองฮิวสตัน และมีการหารือกันในเรื่องนี้น้อยมาก แต่ก็เป็นไปได้ที่จะเกิดการถกเถียงกันมากขึ้นเนื่องจากกำลังมีกรณีเรื่องห้องน้ำเกิดขึ้นกับโรงเรียนทั่วประเทสสหรัฐฯ เช่น ในชิคาโกมีนักกิจกรรมชื่อฮาร์เปอร์ แซคคาเรียส นักกิจกรรมเรื่องห้องน้ำพยายามเจรจาต่อรองกับผู้บริหารของโรงเรียนเพื่อให้มีการจัดตั้งห้องน้ำปลอดภัยและเหมาะสมกับกลุ่มนักเรียนที่เป็นคนข้ามเพศ ซึ่งแซคคาเรียสมองว่าต้องมีการคุ้มครองคนข้ามเพศในเรื่องนี้เพราะห้องน้ำเป็นสถานที่ซึ่งพวกเขามีความเสี่ยงเพราะห่างไกลจากสายตาของครู\nสก็อตได้ยกตัวอย่างความเสี่ยงดังกล่าวในกรณีของโรงเรียนโอลิมเปีย รัฐวอชิงตัน ที่มีนักเรียนซึ่งเป็นคนข้ามเพศตกเป็นเป้าถูกทำร้ายขณะอยู่ในห้องน้ำในช่วงปีการศึกษา 2557-2558 และเนื่องจากไม่มีพยานอยู่ในห้องน้ำ จึงทำให้ผู้ที่ทำร้ายพวกเขาไม่โดนลงโทษ แซคคาเรียสเล่าถึงกรณีนี้ว่ากลุ่มคนข้ามเพศจำนวนมากหลีกเลี่ยงการเข้าห้องน้ำด้วยการไม่ดื่มน้ำเลยตลอดทั้งวันหรืออั้นปัสสาวะไว้ตลอด 7 ชั่วโมงในโรงเรียน\nครูใหญ่ของโรงเรียนเดียร์ฟิลด์ที่แซคคาเรียสไปหารือด้วยเห็นด้วยกับทางออกที่เขาเสนอคือการให้มีห้องน้ำแบบเดี่ยวสำหรับทุกเพศและควรจะมีการกระจายข่าวนี้แบบปากต่อปากเพื่อไม่ให้มีคนแห่ไปใช้ห้องน้ำที่มีความเป็นส่วนตัวนี้ โดยที่การพูดคุยนี้ต้องเป็นความลับระหว่างนักเรียนที่เป็นคนข้ามเพศกับครูใหญ่เพราะส่วนมากแล้ว เด็กๆ มักจะไม่ให้พ่อแม่รู้อัตลักษณ์ทางเพศของพวกเขา\nในกรณีของโรงเรียนโอลิมเปียก็เช่นกัน เหตุการณ์ทำร้ายนักเรียน 2 คน ทำให้กลุ่มนักเรียนอภิปรายถกเถียงกันในเรื่องนี้จนไปถึงหูของผู้ปกครองและมีการต่อสู้ร่วมกันกับนักเรียนและการประชุมบอร์ดของผู้ปกครองจนทำให้ได้ห้องน้ำที่ไม่มีการแบ่งแยกทางเพศมาได้\nนอกจากเรื่องการคุ้มครองคนข้ามเพศแล้วแซคคาเรียสยังมองอีกว่าห้องน้ำสำหรับทุกเพศเป็นสิ่งแรกๆ ที่ทำให้เด็กนักเรียนได้เห็นและเข้าถึงเรื่องเพศสภาพหรือเพศสภาวะที่ต่างจากความคุ้นชินแบบเดิม การได้เห็นหรือเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้นักเรียนสามารถเปิดรับเพื่อนของพวกเขาที่เป็นคนข้ามเพศได้ดีขึ้น\n\"แค่การเปลี่ยนป้ายหน้าห้องน้ำก็อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมแบบยกแผงได้\" สก็อตระบุในบทความ\nแล้วสถานการณ์ห้องน้ำในประเทศที่ถูกมองว่าเป็น \"ประเทศกำลังพัฒนา\" ล่ะหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษของสหประชาชาติ (Millennium Development Goals หรือ MDG) ที่ตั้งไว้ตั้งแต่เมื่อปี 2543 คือการปรับปรุงระบบสาธารณสุขด้านการขับถ่ายให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามรายงาน MDG ล่าสุดยอมรับว่ายังคงมีประชากรโลก 2,400 ล้านคน (1 ใน 3 ของโลก) ที่ยังคงใช้สุขาที่ยังไม่มีการปรับปรุงดีพอ และ 1 ใน 8 ของประชากรโลกทั้งหมดยังขับถ่ายในที่โล่งแจ้งซึ่งส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายของโรคระบาดในวงกว้าง\nในบทความมีการยกตัวอย่างกรณีของอินเดียซึ่งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องระบบสุขาภิบาลที่ไม่ดี มีประชากรเด็กเสียชีวิตจากโรคท้องร่วงจำนวน 130,000 คน ในปี 2556 จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ โดย ที อาร์ รากุนันดาน ที่ปรึกษาขององค์กรริเริ่มด้านกระบวนการตรวจสอบในอินเดียที่เป็นกลุ่มตรวจสอบการทุจริตและประสิทธิภาพของโครงการรัฐในอินเดียกล่าววิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมสุขาในอินเดียเช่นกันเขาบอกว่าถึงแม้จะมีการสร้างห้องน้ำจำนวนหลายล้านแห่งจากโครงการของรัฐบาล แต่วัฒนธรรมการขับถ่ายของชาวอินเดียจำนวนมากก็ยังคงไม่ยอมใช้ห้องน้ำแบบปิดซึ่งเป็นปัญหาด้านการศึกษา\nในสิงคโปร์มีองค์กรสนับสนุนการพัฒนาสุขาภิบาลห้องน้ำในชื่อว่าองค์กรห้องน้ำโลก (World Toilet Organization หรือ WTO) ซึ่งเป็นองค์กรเอ็นจีโอก่อตั้งโดยแจ็ค ซิม หรือที่เรียกตัวเองในชื่อว่า 'มิสเตอร์ทอยเล็ต' (Mr.Toilet) ชายผู้นี้พูดเรื่องการขับถ่ายอย่างตรงไปตรงมาและพยายามใช้จิตวิทยาแบบทุนนิยมในการรณรงค์การใช้ห้องน้ำอย่างถูกสุขอนามัย เช่น เรื่องการออกแบบห้องน้ำที่ดึงดูดใจคนจากต่างวัฒนธรรมและมีโครงการให้การศึกษาเรื่องการใช้สุขาแก่ผู้คนและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคนทำงานด้านสุขาภิบาลจากการจัดให้มีวิทยาลัยห้องน้ำโลก (World Toilet College หรือ WTC) ที่จัดให้มีนักเรียน 1,000 คนในอินเดียเข้าเรียนฟรี\nทางการอินเดียเองก็วางเป้าหมายให้มีระบบสุขาภิบาลแบบถ้วนหน้าภายในปี 2562 แต่รากุนันดานก็เตือนว่าเป้าหมายนี้จะไม่สามารถสำเร็จได้ถ้าไม่มีความร่วมมือจากประชาชน\nแม้แต่ 'ประเทศโลกที่หนึ่ง' ก็ยังมีปัญหาห้องน้ำสาธารณะถึงแม้ในประเทศกำลังพัฒนาจะมีปัญหาด้านสุขาภิบาลในอีกแบบหนึ่ง แต่บทความของสก็อตก็ชี้ว่าในสหรัฐฯ เองก็มีปัญหาเรื่องของสุขาภิบาลอยู่เช่นกันโดยยกตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นในซานฟรานซิสโก ปี 2557 กรณีที่บันไดเลื่อนรถไฟใต้ดินพังเพราะมีของเสียจากคนเข้าไปติดอยู่อุปกรณ์ภายในมากเกินไป ในซีแอตเทิลก็มีการทำความสะอาดของเสียจากคนและสัตว์โดยทางเทศบาลรวม 14,309 ครั้งในปี 2557-2558 และการกำหนดนโยบายของลอสแองเจลลิสในปี 2558 ก็มีการพยายามแก้ปัญหาเรื่องห้องน้ำโดยหน่วยงานเกี่ยวกับความยากจนและคนไร้บ้านซึ่งจัดเป็นวาระระดับต้นๆ ของปี ในเมืองนิวยอร์กซิตี้ก็มีการออกคู่มือนำทางเพื่อแนะนำห้องน้ำสาธารณะที่ 'ซ่อน' อยู่ตามจุดต่างๆ ของเมือง\nปัญหาอีกอย่างหนึ่งในเมืองต่างๆ ของสหรัฐฯ คือแทนที่จะสร้างห้องน้ำสาธารณะแต่กลับผลักภาระการจัดหาห้องน้ำไปให้กับกิจการของเอกชน อย่างเช่นสตาร์บัคส์ แต่ก็มีบางเมืองที่สามารถจัดการกับปัญหาเรื่องห้องน้ำสาธารณะได้ดีอย่างเช่นซานฟรานซิสโกที่มีโครงการห้องน้ำเคลื่อนที่ไปยังจุดต่างๆ รวมถึงจุดที่มีประชากรคนไร้บ้านจำนวนมาก หรือเมืองพอร์ตแลนด์ในรัฐโอเรกอนที่เป็นโครงการราคาถูกกว่าในการสร้างห้องน้ำด้วยเหล็กกล้าที่ป้องกันการฉีดพ่นกราฟิตี้ และเน้นให้คนที่ทำงานในเมืองสามารถใช้ล้างมือได้แต่ไม่ให้ใช้อาบน้ำ\nบทความของสก็อตระบุว่าปัญหาหนึ่งของห้องน้ำสาธารณะในสหรัฐฯ คือการที่คนกลัวว่าห้องน้ำเหล่านี้จะเป็นที่ปิดลับซึ่งถูกนำไปใช้ในการลับลอบค้ายาหรือค้าประเวณี ซึ่งความหวาดกลัวเหล่านี้ครอบงำผู้คนจนทำให้ไม่กล้าปล่อยให้ห้องน้ำสาธารณะมีความเป็นส่วนตัวมากนัก ถึงแม้ว่าส่วนหนึ่งจะเกิดเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นจริงแต่ก็มีการแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ห้องน้ำสาธารณะของพอร์ตแลนด์มีการใช้ไฟสีน้ำเงินเพื่อทำให้หาเส้นเลือดยากขึ้น (แก้ปัญหากรณีผู้เสพยาแบบใช้เข็มฉีด) แต่ก็ยังมีการวิจารณ์ทั้งในแง่บวกและแง่ลบจากประชาชน\nอย่างไรก็ตาม สถานที่ตั้งของห้องน้ำก็มีความสำคัญในการแก้ปัญหานี้ จากการที่เมืองซานดิเอโกติดตั้งห้องน้ำใกล้กับสถานที่ๆ มีคนพลุกพล่านอย่างสนามกีฬาเบสบอลใกล้สวนสาธารณะ ทำให้มีโอกาสที่จะถูกใช้ก่ออาชญากรรมน้อยลง\nสก็อตย้ำในบทความว่าห้องน้ำยังเป็นเรื่อง \"ศักดิ์ศรีของทุกคน\" ไม่เพียงแค่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศโลกที่หนึ่งเท่านั้น แต่รวมถึงประชาชนในอินเดียมีต้องเผชิญภาวะวิกฤตด้านสุขาภิบาลด้วย\"เพราะทุกคนล้วนต้องขับถ่าย แต่มันเป็นสิทธิพิเศษของคนส่วนหนึ่งเท่านั้นที่จะมีสถานที่ขับถ่ายที่ปลอดภัยได้ ห้องน้ำเป็นสถานที่และพื้นที่ส่วนบุคคลแต่ก็เป็นที่ต้องการอย่างมาก\" สก็อตระบุในบทความ\nเรียบเรียงจาก\nToilets: It’s Time to Air Out the Issue, Yes! Magazine, 15-01-2016http://www.yesmagazine.org/peace-justice/toilets-its-time-to-air-out-the-issue-20160115 [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: national_security", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-449a87f0b3f54abf9d15b377f8b11b20", "input": "Title: ข่าวประชาธรรม : องค์กร ปชช.เหนือถก รธน.50 ก่อนกำหนดท่าที 21ก.ค. \n Body: วันนี้ (20 ก.ค.) คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช.) วิทยาลัยการจัดการทางสังคมภาคเหนือ (วจส.ภาคเหนือ) และเครือข่ายองค์กรประชาชนภาคเหนือ จัดสัมมนา \"ท่าทีประชาชนภาคเหนือต่อร่างรัฐธรรมนูญปี 2550\" ณ สถานบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่\n\n \n\nนายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการจัดการทางสังคม กล่าวนำว่า ปัจจุบันสังคมมีความแตกต่างหลากหลายทางความคิด ทำอย่างไรเราจะยอมรับความแตกต่างนี้แต่ไม่แตกแยก ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ภายหลังการลงประชามติไม่ว่าผลจะออกจะเป็นเช่นไรนั้น ภาคประชาชนจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป เพราะจุดยืนของประชาชน คือการพัฒนาประชาธิปไตย   พัฒนาชุมชน และเสริมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมให้เข้มแข็งขึ้น เมื่อสังคมไม่อยากเห็นเผด็จการหรืออำนาจทหารถูกสืบทอดแล้วจะเคลื่อนไหวอย่างไร  ฉะนั้นภาระหน้าที่ในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับประชาชนในเครือข่าย และยกระดับให้สูงขึ้นกว่าเดิมจึงสำคัญมาก\n\n \n\nนายไพโรจน์  พลเพชร รองประธานคระกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน กล่าวถึงทิศทางประชาธิปไตยของประชาชน หลังการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า เนื้อหารัฐธรรมนูญ 2550 ทำให้เกิดการเมือง 3 ลักษณะ หรือเป็นการเมืองสามเส้า กล่าวคือ การเมืองภาคประชาชน/พลเมือง การเมืองของนักการเมืองที่พยายามจำกัดและควบคุมมากขึ้น และการเมืองของราชการหรืออำมาตยาธิปไตย ขณะที่รัฐธรรมนูญ 2540  มีเพียงการเมืองของนักการเมือง  กับการเมืองภาคพลเมืองเท่านั้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่เปลี่ยนแปลงใน รัฐธรรมนูญ 2550 คือเป็นครั้งแรกที่ ให้พื้นที่กับราชการส่วนภูมิภาค  ข้าราชการส่วนท้องถิ่นมากขึ้น รวมถึงมีแผนพัฒนาจังหวัด ส่วนกรณีที่มาของวุฒิสมาชิกมีการเปลี่ยนแปลงให้อำนาจราชการมากขึ้น หรือกรณีองค์กรอิสระก็ใช้วิธีตั้งกรรมการสรรหาจำนวน 7 คน มาจากศาล 5 คน และภาคการเมืองอีก 2 คน ซึ่งเห็นว่าอำนาจศาลมีมากขึ้น รัฐธรรมนูญ 2550 มีแนวโน้มจะเพิ่มอำนาจการเมืองภาคราชการเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน\n\n \n\nสำหรับความเปลี่ยนแปลงนอกรัฐธรรมนูญ นายไพโรจน์  กล่าวว่า มีความพยายามขยายอำนาจของกระทรวงมหาดไทย ตามกฎหมายการปกครองท้องที่พ.ศ. 2547 เป็นเรื่องการเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่เชื่อมต่อกับรัฐบาลส่วนกลาง โดยเปลี่ยน 3  เรื่อง กล่าวคือ 1.ขยายเวลาดำรงตำแหน่งจนครบ 60 ปี 2. แก้ไขการเลือกตั้งกำนันใหม่  โดยให้ผู้ใหญ่บ้านเลือกกันเอง 3. กำหนดให้องค์กรทุกแห่งในหมู่บ้านเป็นกรรมการหมู่บ้าน ซึ่งเท่ากับการสังกัดกระทรวงมหาดไทย \n\n \n\nยิ่งไปกว่านั้นการเร่งผลักดันพ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายใน กลับเอื้อต่อการสืบทอดอำนาจ และเพิ่มบทบาทของทหารเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน การชุมนุม การแสดงความคิดเห็น สิทธิในทรัพย์สิน เป็นภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตย  เพราะทหารมีอำนาจซ้อนกับนายกรัฐมนตรี  ประชาชนตรวจสอบไม่ได้ เป็นภัยคุกคามต่อกระบวนการยุติธรรม และเป็นภัยคุกคามต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน   \n\n \n\nยกตัวอย่าง เช่น 1. การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่สามารถทำได้ตลอดเวลาทั่วประเทศไทย  ซึ่งความเป็นจริงแล้วทำเฉพาะบางพื้นที่บางเวลาเท่านั้น 2. ความมั่นคงขยายไปถึงเรื่องความมั่นคงที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ  การก่อการร้าย  การปราบปรามยาเสพติด การค้าเด็ก  การค้ามนุษย์ จะมีกอ.รมน.ระดับประเทศ  ระดับจังหวัด เช่น  ผู้ว่าราชการเป็นกอ.รมน.จังหวัดด้วย  ผู้ว่าฯ ที่ขึ้นตรงต่อกองทัพ 3.การกำหนดให้ผบ.ทบ.เป็น ผอ.กอ.รมน. มีอำนาจออกกม.แทนฝ่ายบริหาร รวบอำนาจสั่งการ อาทิ แม่ทัพบกเห็นว่าพื้นที่ไหนที่มีการกระทำต่อความมั่นคงก็สามารถออกกม.ได้ ห้ามชุมนุมทางการเมือง  มีอำนาจจับผู้ต้องสงสัย เรียกตรวจสอบเอกสาร ปราบปรามบุคคลกลุ่มองค์กรที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงได้ สามารถรวบอำนาจทางตุลาการ เช่น จับคนสอบสวนกอ.รมน. สามารถสั่งฟ้อง หรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาได้  อบรมความประพฤติ โดยเจ้าหน้าที่ปฏิบัติไม่มีความผิดทั้งทางแพ่ง และอาญา\n\n \n\nนายไพโรจน์  กล่าวสรุปว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นการสืบทอดอำนาจของกองทัพ เป็นการฟื้นอำนาจใหม่ของข้าราชการ กฎหมายนี้จึงไม่อาจเดินคู่ไปกับระบบประชาธิปไตย และการปฏิรูปการเมืองของประชาชน ดังนั้นประชาชนต้องคัดค้านกม.รักษาความมั่นคงนี้จนถึงที่สุด และต้องปฏิรูปการเมืองของภาคประชาชนโดย ปรับรัฐธรรมนูญให้มีพื้นที่ของภาคประชาชนมากขึ้น\n\n \n\n\"รัฐธรรมนูญคือการแย่งชิงพื้นที่ของส่วนต่างๆ เมื่อกระแสความมั่นคงเป็นกระแสโลก  โดยมีอเมริกาเป็นหัวขบวน เพื่อให้ทหารเข้ามามีบทบาทหลายประเทศก็ออกกม.นี้  ท้ายสุดทหารจะคุกคามนักการเมือง นักการเมืองก็ไม่คัดค้าน เพราะทหารเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย และอาจนำไปสู่การจับมือร่วมกันระหว่างทหาร และกลุ่มทุน  ดังนั้น พ.ร.บ.ความมั่นคงจึงคือรัฐประหารเงียบ\"\n\n \n\nด้านนายพิภพ ธงไชย  ที่ปรึกษาคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า กระบวนการต่อสู้เรื่องรัฐธรรมนูญมีมาตลอด จนเกิดความตื่นตัวในการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด  จนถึงรัฐธรรมนูญ 2550 ถือว่าภาคประชาชนสนใจในรายละเอียดของรัฐธรรมนูญมากขึ้น เนื้อหาในรัฐธรรมนูญถือว่ามีเนื้อหาเรื่องสิทธิและเสรีภาพพอสมควร แต่ก็มีจุดอ่อนอยู่บ้าง  ดังนั้นความสับสนของสังคมในปัจจุบันจึงเป็นภาวะปกติ  ที่ขบวนการประชาชนจะต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในแต่ละยุคสมัย ซึ่งไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร ย่อมต้องมีการจัดระเบียบสังคมใหม่ โดยอาศัยองค์ความรู้ที่หลุดพ้นจากการครอบงำของอำมาตยาธิปไตย    \n\n \n\n\"สิ่งที่ต้องจับตาคือ ทุนข้ามชาติ  จะเข้ามาครอบงำมากขึ้น  ดังนั้นองค์ความรู้ในยุคนี้ ไม่ใช่ดูแค่ชุมชน จังหวัด ของตนเองเท่านั้น แต่ต้องดูทั้งโลกว่าเราจะวางตนเอง ชุมชนของเราอยู่ตรงไหน ที่จะทำให้เราจัดการดูแลทรัพยากรของตนเองไว้ได้ ดังนั้นสิ่งที่เห็นแตกต่างกันอยู่ ควรนำไปสู่การเรียนรู้ เพราะสิ่งที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญแม้จะมองว่าเป็นเพียงวาทะกรรม แต่เราต้องทำให้วาทะกรรมนั้นปรากฏให้เป็นจริงได้ จำเป็นต้องกุมความขัดแย้งให้อยู่บนฐานของสันติ  ทำให้อำนาจรัฐลดลง  และให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียงในสังคมให้มากขึ้น ที่สำคัญทิศทางประชาธิปไตยประชาชนหลังการลงประชามติ ต้องปราศจากพ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน\" นายพิภพ กล่าว\n\n \n\nอนึ่ง ในช่วงบ่ายของการสัมมนาในวันนี้ได้มีการเสวนา วิพากษ์ เนื้อหา จุดแข็ง และจุดอ่อนร่างรัฐธรรมนูญฉบับส.ส.ร. โดยมีนพ.ชูชัย ศุภวงค์ รองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นายสวิง ตันอุด สมาชิกส.ส.ร. รศ.ไพสิฐ พานิชกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายชมชวน บุญระหงษ์ สถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน และนายเจษฎา โชติกิจภิวาทย์ โครงการพื้นที่ทางสังคมและสื่อทางเลือก ร่วมอภิปราย ก่อนจะมีการแบ่งกลุ่มย่อยแลกเปลี่ยนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญและแผนงานรณรงค์ปฏิรูปการเมือง และเปิดแถลงข่าวกำหนดท่าทีขององค์กรประชาชนภาคเหนือต่อการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับส.ส.ร.ในวันที่ 21 ก.ค. \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-a22cbe61d6674d82a8c0fca50d9720b2", "input": "Title: ป่วนกระแส โดย บุญชิต ฟักมี : ตอน โลกต้องตะลึง ! หากไร้ซึ่งมรดกไทย ! \n Body: ขออนุญาตใช้พื้นที่เล็กๆน้อยๆ ตรงนี้สวัสดีท่านผู้อ่านประชาไทออนไลน์สำหรับครั้งแรกประเดิมคอลัมน์ ครับ ผม บุญชิต ฟักมี จะมาเสนอคอลัมน์เบาๆ เรื่องเล่าแนวตลกร้ายล้อเลียน “กระแส” ทั้งหลายที่เกิดขึ้นรอบตัวในสังคมแต่ละสัปดาห์ บนพื้นที่ของเว็บประชาไท หรือพูดกันง่ายๆ สำหรับท่านที่เคยอ่านคอลัมน์ “ตีความตุลากวน” ที่เคยเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์และเวบไซต์ของเครือหนึ่ง นั่นแหละครับ – เราย้ายมาเปิดกันที่นี่ เริ่มเลยดีกว่า... จากข่าวการถอนตัวจากภาคีมรดกโลกของรัฐมนตรี “รักษาการ” ผู้กลายเป็นฮีโร่ของพวกไม่ชอบทำบุญปล่อยสัตว์ไปเรียบร้อยแล้ว สร้างความตะลึงตึ่งตึ๊งไปทั่วโลก โอ๊ะโอ้ว อย่าว่าแต่ประชาคมโลกเลยว่ะครับ - ตูก็ตะลึงเหมือนกัน, เพื่อนฝูงหลายคนของผมโอดโอยโวยวายกันในเฟซบุ๊ก แต่ก็กระนั้นอย่ากระนี้ เราๆ ท่านๆ มักจะถูกนินทาว่า เป็นพวกก้าวหน้า ลิเบอรัลบ้าง คลั่งฝรั่งไม่รู้จักสังคมไทยบ้าง เราจะเอามาตรฐานแบบเราๆท่านๆ มาตัดสินได้ยังไง ไปถามคนไทยทั้งประเทศดูหรือยัง ไปป้ะ ! เราไปสัมพลาดประชาชนคนไทยดูกัน ว่าสะดุ้งมะ กับการที่ท่านรัฐมนตรี “รักษาการ” ได้ถอนประเทศไทยออกจากภาคีมรดกโลก พวกเรารู้สึกอย่างไรกัน ............................................................. “ไม่แคร์ฮ่ะ” สาวสปาแถวสีลมให้การ “พี่ทราบไหมคะว่า มรดกโลกในมือพวกหนูเนี่ย ไม่มีใครเหมือน ฝรั่งญี่ปุ่นยุ่นแขกจากไหนมา ก็ต้องร้องเรียกหา “ไทยมาสสาจ” กันทั้งนั้น จะนวดสวีดิชหรือนวดไหนๆ ก็ไม่มีทางสู้ เพราะของเรามี “สเปเชียล”หรือ “แฮปปี้เอนดิ้ง” จัดให้ก่อนจบ เรียกว่า ไปกันโล่งตัวเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่ผู้ชายนะคะ ผู้หญิงก็มีนวดจุดซ่อนเร้นผ่อนคลายด้วย ไม่นับที่ตรงไปตรงมา อย่างนวดพริตตี้นวดกษัย หนูไม่เคยไปเมืองนอกหรอกนะฮะ แต่หนูมั่นใจว่า ที่ไหนในโลกนี้ไม่มีแน่ ห้าสิบหกสิบดอลล่า ได้สาวน้อยน่ารักวัยมหาลัยมา “จับเส้น” ให้เป็นพิเศษ ว่าแต่…ตกลงวันนี้ คุณพี่จะ “สเปเชี่ยล” ไหมคะ” ผมไม่บอกคุณหรอกนะ... ............................................................ “ไม่มีที่ไหนเหมือนเมืองไทยอีกแล้วครับ” นายพันคนหนึ่งให้การ “ที่อื่น เขามีแต่รถพุ่งชนคน แต่ที่นี่ คนกระโดดให้รถพุ่งชน” ผมเผ่นตั้งแต่ตอนที่พี่แกสตาร์ทรถ ............................................................. “คนตายหลีกเลี่ยงความเสียหายได้ แต่ก็ไม่ทำครับ” ฆาตกรคนหนึ่งหลั่งน้ำตาพูดกับผม “เขาสามารถหลีกเลี่ยงได้ที่จะต้องไม่เจ็บ ไม่ตาย แต่เขาก็ไม่เชื่อ ตอนนั้นผมไปปล้นบ้าน ถือปืนเข้าไป ก็เห็นๆนะครับ ว่าผมมีปืน ก็ไม่ยอมหนีออกจากบ้าน ผมยิงขึ้นฟ้าก็แล้ว เขาก็ยังไม่ยอมหนี ทั้งที่เขาหลีกเลี่ยงการสูญเสียได้ แต่เขาไม่ทำเลย ทำไมเขาช่างอำมหิต เขาอ้างว่าเขามีสิทธิในบ้านที่เขาอาศัยอยู่ เขาไม่ยอมถอย เอาชีวิตตัวเองและคนในบ้านต่อรอง ในที่สุด ผมก็เลยต้องยิ้งทิ้งล้างโคตรทั้งบ้าน” ว่าแล้วก็พี่ฆาตกรก็ร่ำไห้ “เนี่ย ในที่สุดก็มีคนตาย เจ้าของบ้านผิดจริงๆครับ ผิดที่ไม่ยอมหนีลูกกระสุนผม เนี่ย เล่นเอาผมร้องไห้ทั้งคืนเลยนะ” “แล้วพี่ไม่ต้องขึ้นศาลถูกดำเนินคดีเหรอครับ”ผมถามเบาๆ “คุณคุยกับทนายผมดีกว่า” “นี่แหละครับ มรดกไทยที่คุณถามหา” พี่ทนายเสริม “ในประเทศไทย ขับรถชนคนตายโดยประมาท หรือฆ่าคนตายเพราะบันดาลโทสะ เราสามารถร้องขอต่อศาลเพื่อรอการลงโทษได้ ระหว่างนั้นก็ประกันตัวออกมาเดินเล่นสู้คดีได้เป็นปีๆ แต่ถ้า “คดีหมิ่นประมาทพิเศษ” นี่ คุกอย่างเดียวครับ ไม่มีประกัน ไม่มีรอ คดีหมิ่นอะไร อย่าให้ผมพูดเลยครับ ผมก็กลัว แต่นี่แหละครับ มรดกกระบวนยุติธรรมไทย ไม่มีที่ไหนในโลก” พี่ก็กลัวผมก็กลัวนะ แสรดดด ............................................................. “มรดกไทย เรื่องหนึ่ง คือการรับปริญญาอย่างไทยๆค่ะ” บัณฑิตสาวซ้อมรับปริญญาหลบมุมมาซับมันพลางคุยกับผม “มีที่ไหนในโลกคะ ที่การรับปริญญาเป็นประเพณีศักดิ์สิทธิ์ มีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินมาพระราชทานให้เรา มีครุยศักดิ์สิทธิ์ที่รับปริญญาเสร็จเอาไปบวชนาคต่อได้ นี่แหละค่ะ มรดกไทยเราที่ไม่ต้องง้อรอให้ใครมาประกาศเป็นมรดกโลก” “อุ๊ย พี่ๆคะๆ เด๋วหนูขอมุมนี้นะ แผลงกิ้งบนบันไดนาค !” หญิงสาวกวักมือเรียกช่างภาพของเธอ ก่อนที่จะไปทำท่าตัวแข็งแกล้งตายบนบันไดนาคของตึกเก่าแก่ของมหาวิทยาลัยแสนศักดิ์สิทธิ์ของเธอ “เลวิเตชั่นด้วยไหมครับ” ช่างภาพของเธอถาม เขาหมายถึงการถ่ายภาพลอยตัวกลางอากาศด้วยเทคนิคชัตเตอร์ความเร็วสูง “อันนั้นไว้รอเพื่อนๆ มาครบๆ แล้วไปเลวิเตชั่นกันทีเดียวหน้าหอประชุมเลย ว่าแต่พี่ว่าหนูไปพับเพียบที่ไหนดี”ประโยคสุดท้ายเธอหันมาถามผม ............................................................. ถามคนไทยมามากแล้ว ขอถามฝรั่งสักคน ผมไปยืนอ่อยเหยื่อหน้าวัดพระแก้ว รอถามฝรั่งคนหนึ่ง บังเอิญพี่แกเป็นพวกโอตาคุประเทศไทย จบเอกไทยในประเทศที่เขาอยู่ เลยพอจะพูดไทยได้นิดหน่อย เลยขอคุยเป็นภาษาไทย ซึ่งก็ดี เพราะผมฟังภาษาฝรั่งใช่จะรู้เรื่อง “ผมชอบเมืองไทยนาครับ มาบ่อย ปีละสองสามครั้ง” เขายิ้ม “ชอบหมดเลย อาหารไทย นวดไทย (แฮปปี้เอนดิ้งด้วยไหม ? - เขาหัวเราะแฮะๆ) อากาศร้อนไปหน่อย แต่ก็ได้บรรยากาศพิเศษ ไทยถอนตัวจากมรดกโลก ? น่าเสียดายนะ แต่มันก็จริงว่า เรามาเที่ยวไม่ได้ดูป้ายหรอก เรามาเมืองไทยเพราะเมืองไทยไม่มีที่ไหนเหมือน - นี่ไงคุณ”เขาชี้ให้ดูป้ายหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง “คนไทยเสียราคานึง ฝรั่งเสียแพงกว่า แต่ที่เด็ดและ โ-ค-ต-ร จะ ไ-ท-ย คือ ราคาไทยที่แพงกว่าน่ะ เขียนเป็นภาษาไทยและเลขไทยครับ ผมอ่านเลขไทยออก เห็นครั้งแรกหัวเราะก้ากเลย เคยแกล้งทำมั่วจ่ายเงินเท่าจำนวนที่เขียนเป็นเลขไทย คนเก็บตั๋วโวยใหญ่เลย โนๆๆๆ ฝรั่งไพร้ซ์มัสมอร์เอกซ์เพนซีฟว์ ฮ่าๆๆ” เขาหัวเราะเสียงดัง “คุณเคยไปพิพิธภัณฑ์ในเมืองนอกบ้างไหม ? ลูฟว์ ? คุณก็จะรู้ว่าที่นั่น จีน เกาหลี ฝรั่งเศส อังกฤษ อินโด นิวกินี เสียเท่ากันหมด ถ้าลดราคาตอนเย็นๆหรือบางวัน ก็ค่อยว่ากัน แต่ไม่มีใช่ไหม ราคาฝรั่งเศส ราคาต่างชาติ” “ตุ๊กตุ๊กที่ฝรั่งชอบนั่งนี่ก็มรดกไทยครับ และมันเวรี่ไทย คือ หลายคันจะพยายามพาคุณไปซื้อเพชรโดยบอกว่า เป็น คิงเบิร์ดเดย์หรือวันสำคัญอื่นๆ แล้วชี้ไปที่ป้ายเฉลิมพระเกียรติที่มีอยู่ทุกถนน แล้วพยายามบอกเราว่า วันนี้เพชรลดราคาเป็นพิเศษ แม้ว่าจะเป็นเดือนกันยายนก็ตาม - กันยาลดราคาเพชร อะไรแบบนี้” “แล้วผมก็ขอพูดเรื่อง .… หน่อย” เขากำลังบ้าน้ำลาย แต่ผมเดินออกมาก่อน เขาเลยพูดไล่หลังว่า “ เอ้อ คุณ ไอ้โหวตโน โนแอนนิมอลทูพาเลียเม้นต์ นี่มันอะไรกัน” ............................................................. ผมจึงเดินไปถามอาซิ่มร้านการ์ตูนเจ้าประจำ ที่ติดสติ้กเกอร์ “ตบโหลกนักการเมือง” “อย่าปล่อยสัตว์เข้าสภา” ไว้เต็มหน้าร้าน “โอ้ย ซิ่มไม่โหวตโนแล้ว ซิ่มจะโหวตให้ฮีโร่ของเรา ฮีโร่ที่ไม่ทำให้ไทยเสียดินแดน” “ไหนว่านักการเมืองเลวเหมือนกันหมด จะไม่ปล่อยสัตว์เข้าสภาไง” ผมกวนตีน “แหม ปล่อยสักตัว เอ๊ย สักคน จะเป็นไรไป ปากเสียงของพวกเรา” เจ๊แกยิ้มราวกับได้ชัยชนะของคนไทยทั้งประเทศ ก่อนปลดสติ้กเกอร์โหวตโนรูปตัวเหี้ยทิ้งลงในถังขยะ. \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-53c216fcd11d45f1a9a6021f234383f9", "input": "Title: ยิงสกัดผู้ก่อเหตุใช้ค้อนทุบตำรวจหน้ามหาวิหารน็อทร์-ดามกรุงปารีส \n Body: ชายคนหนึ่งตะโกน \"นี่เพื่อซีเรีย\" ก่อนที่ใช้ค้อนทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจหน้ามหาวิหารน็อทร์-ดาม แหล่งท่องเที่ยวดังในกรุงปารีสก่อนที่จะถูกตำรวจยิงบาดเจ็บและควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ ทั้งนี้ฝรั่งเศสมักจะเป็นเป้าหมายของกลุ่มก่อการร้ายแต่ก็มีการเฝ้าระวังที่แน่นหนาและตอนนี้ก็กำลังสืบสวนต่อว่าเหตุนี้เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือไม่\n\nมหาวิหารน็อทร์-ดาม (ที่มาของภาพประกอบ: แฟ้มภาพ/Wikipedia [1])\nเมื่อบ่ายวันที่ 6 มิ.ย. 2560 ตามเวลาของฝรั่งเศสเกิดเหตุชายคนหนึ่งโจมตีเจ้าหน้าที่ด้วยค้อนที่นอกมหาวิหารน็อทร์-ดาม กรุงปารีส ก่อนจะถูกตำรวจยิงได้รับบาดเจ็บ รัฐมนตรีกระทรวงกิจการภายในของฝรั่งเศสเปิดเผยว่าชายคนดังกล่าวตะโกนคำว่า \"นี่เพื่อซีเรีย\" ในขณะที่ก่อเหตุด้วย ทางอัยการกำลังสืบสวนในเรื่องนี้อยู่ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือไม่\nสื่อบีบีซีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ที่ถูกโจมตีด้วยค้อนได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยขณะที่ผู้ต้องสงสัยถูกยิงจนเป็นแผลที่หน้าอกจากตำรวจอีกคนหนึ่ง ในขณะเกิดเหตุนักท่องเที่ยวพากันหนีหาที่หลบซ่อนโดยที่ในตอนนั้นมีคนอยู่ในมหาวิหารหลายร้อยคน มีภาพของผู้อยู่ในอาคารกำลังยกมือขึ้นเหนือศรีษะเผยแพร่ผ่านทางโซเชียลมีเดีย\nประเทศฝรั่งเศสอยู่ในภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินนับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมาหลังจากเกิดเหตุผู้ก่อการร้ายสังหารประชาชน 130 ราย\nเจราด โคลลอมบ์ รัฐมนตรีกิจการภายในของฝรั่งเศสเปิดเผยว่าผู้ก่อเหตุพกพามีดทำครัวและบัตรประจำตัวนักเรียน-นักศึกษาชาวแอลจีเรียไว้กับตัว หลังจากนั้นก็มีการส่งตัวผู้ก่อเหตุไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลและจนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อ\nฮิวจ์ สโกฟิลด์ นักข่าวบีบีซีในปารีสรายงานว่าถึงแม้เป้าหมายการก่อการร้ายดูจะเบี่ยงมาเป็นที่อังกฤษในช่วงไม่นานมานี้ แต่ทางฝรั่งเศสก็ยังคงเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดเพราะฝรั่งเศสยังมักจะเป็นเป้าหมายหลักของการโฆษณาชวนเชื่อจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าไอซิสหรือไอเอส\nสิ่งที่น่าสังเกตสำหรับสโกฟิลด์คือวิธีการที่ผู้ก่อเหตุในฝรั่งเศสใช้ในการก่อเหตุ 4 ครั้งหลังสุดไม่ว่าจะเป็นการใช้มีดโต้ การพยายามแย่งปืนจากทหาร กรณีที่คนร้ายยิงตำรวจก่อนจะถูกยิงเสียชีวิต หรือกรณีล่าสุดที่ใช้ค้อน ซึ่งทั้งหมดนี้แตกต่างจากกรณีที่เกิดขึ้นในอังกฤษและในกรณีที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสก่อนหน้า 4 เหตุการณ์นี้คือการโจมตีแบบสุ่มเป้าหมาย การโจมตี 4 เหตุการณ์หลังมีการก่อเหตุคนเดียวโดยที่จงใจโจมตีสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของรัฐอย่างชัดเจน\nมหาวิหารน็อทร์-ดาม เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมเข้าชมมากที่สุด โดยที่หลังจากเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ประกาศว่าสามารถ \"ควบคุมสถานการณ์\" เอาไว้ได้แล้ว\nมีผู้เห็นเหตุการณ์เป็นนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันชื่อ เคลลิน กอร์แมน กล่าวว่าเขากำลังจะเข้าไปในตัวมหาวิหารแต่ก็ได้ยินเสียงเอะอะ ได้ยินเสียงปืน พอหันไปมองก็เห็นผู้ก่อเหตุนอนอยู่บนพื้นที่เขาถูกยิงแล้ว\nเรียบเรียงจาก\nParis's Notre-Dame: Attacker shot outside cathedral, BBC [2], 07-06-2017 \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-e2823762509e4693a9d3339448591268", "input": "Title: ส.ส.ยูกันดาเสนอร่าง กม.ต้านเกย์ กลับเข้าสภาอีก \n Body: นายเดวิด บาฮาติ ส.ส.ยูกันดา เสนอร่างกฎหมายต่อต้านคนรักเพศเดียวกันกลับเข้าสภาอีกครั้ง หลังจากรัฐสภายูกันดายกเลิกกำหนดการพิจารณากฎหมายดังกล่าวไปเมื่อ พ.ค.ปีที่แล้ว เนื่องจากกระแสต่อต้านจากประชาคมระหว่างประเทศ\n \nในวาระ เปิดสมัยประชุมรัฐสภายูกันดาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (7 ก.พ.) เดวิด บาฮาติ ส.ส.ยูกันดา เสนอร่างกฎหมายต่อต้านคนรักเพศเดียวกันกลับเข้าสภาอีกครั้ง หลังจากรัฐสภายูกันดายกเลิกกำหนดการพิจารณากฎหมายดังกล่าวไปเมื่อ พ.ค.ปีที่แล้ว เนื่องจากกระแสต่อต้านจากประชาคมระหว่างประเทศ\nการเป็นคนรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องผิดกฎหมายในยูกันดา ร่างกฎหมายนี้ถูกเสนอโดยฝ่ายอนุรักษนิยมตั้งแต่ปี 2552 แต่ยังไม่เคยมีการอภิปรายในสภามาก่อน\nทั้งนี้ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวได้เพิ่มโทษสำหรับผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน จากเดิมจำคุก 14 ปีเป็นจำคุกตลอดชีวิต ส่วนผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน ให้คำแนะนำ จัดหา ให้ผู้ที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกันต้องโทษจำคุก 7 ปี ผู้ที่ให้คนรักเพศเดียวกันเช่าห้องหรือบ้านมีโทษจำคุก 7 ปี\nขณะที่โทษประหารชีวิตสำหรับคนรักเพศเดียวกันซึ่งมีเชื้อเอชไอวี หรือข่มขืนเพศเดียวกัน หรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งอยู่ในร่างแรกของกฎหมายนั้นถูกตัดออกไปแล้ว โดยคณะกรรมการของรัฐสภาได้แนะนำให้มีการแก้ไขร่างดังกล่าว หลังจากร่างแรกนี้ถูกประนามจากผู้นำตะวันตกหลายราย รวมถึงบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่วิจารณ์ร่างกฎหมายนี้ว่า \"น่ารังเกียจ\" และขู่จะตัดความช่วยเหลือประเทศยูกันดา\nทั้งนี้ข้อมูลเมื่อปี 2552 กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนคนรักเพศเดียวกันคาดการณ์ว่า ในยูกันดามีคนรักเพศเดียวกันราว 500,000 คนจากจำนวนประชากร 31 ล้านคน\nก่อนหน้านี้ เมื่อ ม.ค.2554 เดวิด กาโต นักสิทธิมนุษยชนเกย์ถูกฆ่าเสียชีวิต โดยมีผู้สันนิษฐานว่าเกิดจากอาชญากรรมจากความเกลียดชัง (hate crime) ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าเป็นการชิงทรัพย์ โดยในพิธีฝังศพของเขา บาทหลวงได้ประนามผู้ที่เป็นคนรักเพศเดียวกันด้วย\nการประท้วงร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวในปี 2552 ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาภาพโดย riekhavoc (caught up?) [1] (CC BY-NC-SA 2.0)\n \nที่มา: \nUganda revives anti-gay bill but drops death penaltyhttp://www.bbc.co.uk/news/world-africa-16928608 [2]\nhttp://en.wikipedia.org/wiki/Uganda_Anti-Homosexuality_Bill [3]เรียกดูเมื่อ 8 ก.พ.55 \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-cc498f00d7814c8fba994de09f8a8365", "input": "Title: นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ 'อภิชาต' ชูป้ายต้าน คสช. 31 ม.ค.นี้ \n Body: 31 ม.ค.นี้ ศาลอุทธรณ์นัดฟังคำพิพากษาคดี อภิชาตชูป้ายต้านรัฐประหารหน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ ปี 57 ลุ้นบรรทัดฐานสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ พร้อมเปิด 6 ประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ฝ่ายจำเลยยื่นอุทธรณ์\n\n\n\n\nภาพและคลิปขณะเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวอภิชาต พงษ์สวัสดิ์ วันเกิดเหตุ\n30 ม.ค. 2561 ผูัสื่อข่าวได้รับแจ้งจาก สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) ว่าวันที่ 31 ม.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ณ ศาลแขวงปทุมวัน ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีที่ อภิชาต พงษ์สวัสดิ์ ถูกฟ้องตามความผิดประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 7/2557 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง และชุมนุมมั่วสุม ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคแรก มาตรา216 และมาตรา 368 (คดีหมายเลขดำที่ 1097/2559 คดีหมายเลขแดงที่ 9075/2559)  \nคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ได้เลื่อนฟังคำพิพากษามาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 30 ส.ค. 2560 และครั้งที่สองวันที่ 16 พ.ย. 2560\n\nยกฟ้องคดี 'อภิชาต' ชูป้ายต้าน คสช.-ศาลระบุกองปราบไม่มีอำนาจทำคดี [1]\nศาลสั่งจำคุก 2 เดือน รอการลงโทษ 1 ปี คดีอภิชาตชูป้ายต้านรัฐประหารหน้าหอศิลป์ [2]\n'คดีซับซ้อน' เลื่อนพิพากษาศาลอุทธรณ์ครั้งที่ 2 คดี 'อภิชาต' ชูป้ายค้านรัฐประหารหน้าหอศิลป์ฯ [3]\n\nสนส.ระบุด้วยว่า คดีนี้เกี่ยวข้องกับการต่อต้านรัฐประหารคดีแรกๆ ย้อนกลับเมื่อวันที่ 23 พ.ค.2557 ภายหลังการรัฐประหารของ คสช. เพียงหนึ่งวัน กลุ่มประชาชนจำนวนหนึ่งได้ออกมาทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในพื้นที่บริเวณหน้าหอศิลป์ฯ กรุงเทพ เพื่อคัดค้านการรัฐประหาร ซึ่ง อภิชาต ก็เป็นหนึ่งในคนที่เข้าร่วมทำกิจกรรมในวันดังกล่าว กลุ่มประชาชนที่ออกมาคัดค้านรัฐประหารในวันนั้นได้แสดงสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงการคัดค้านรัฐประหาร ส่วนใหญ่จะเป็นป้ายข้อความในกระดาษ A4 ที่เตรียมกันมาเอง ในส่วนของ อภิชาตินั้น เขาได้ชูป้ายข้อความว่า “ไม่ยอมรับอำนาจเถื่อน” และในช่วงค่ำของวันนั้นเอง เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าเคลียร์พื้นที่และสลายกลุ่มประชาชน อภิชาตถูกทหารจับกุมและถูกนำตัวไปควบคุมไว้ภายใต้อำนาจของกฎอัยการศึก 7 วัน\nต่อมาวันที่ 28 เม.ย.2558 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ยื่นฟ้องอภิชาต ในความผิด ฐานฝ่าฝืนประกาศ คสช. ฉบับที่ 7/2557  ชุมนุมมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวานในบ้านเมือง ไม่เลิกชุมนุมเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิก  และขัดคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามหน้าที่ตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้  ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันควร (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคแรก มาตรา 216 และมาตรา 368) จากนั้น ศาลแขวงปทุมวันได้มีคำพิพากษายกฟ้อง เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2559 ด้วยเหตุผลว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง\nวันที่ 17 มี.ค. 2559  พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ต่อมาวันที่ 6 มิ.ย. 2559 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลแขวงปทุมวันว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ได้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่\nและต่อมาวันที่ 19 ธ.ค. 2559 ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาใหม่ว่า จำเลยมีความผิดตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 7/2557 ให้พิจารณาโทษตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ  และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคแรก เป็นการกระทำกรรมเดียว แต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักสุด ให้จำคุกจำเลย 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท  แต่เนื่องจากจำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยในการกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก\nสนส. รายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ต่อมาวันที่ 20 ก.พ. 2560 ฝ่ายจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลแขวงปทุมวัน ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวม 6 ประเด็น ดังนี้\n\nประเด็นแรก โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย เนื่องจากการสอบสวนในคดีนี้มิชอบด้วยกฎหมาย เพราะแม้พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม จะอ้างระเบียบว่าด้วยอำนาจการสอบสวน ว่าคดีนี้เป็น “คดีที่ประชาชนชนให้ความสนใจ” แต่พยานกลับให้การขัดแย้งกันเอง และจำเลยเป็นเพียงประชาชนธรรมดา ไม่ได้เป็นที่รู้จักหรืออยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วไปแต่อย่างใด\nประเด็นที่สอง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้อยู่ในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ เนื่องจากแนวคิดดังกล่าวเป็นเพียงแนวคิดของนักวิชาการกฎหมายส่วนข้างน้อยเท่านั้น แต่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ถือว่าการได้มาซึ่งอำนาจของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มิใช่การได้มาซึ่งอำนาจการปกครองตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติตามกฎหมายใดรองรับอำนาจของพลเอกประยุทธ์ มีเพียงประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติซึ่งพลเอกประยุทธ์ประกาศใช้เองโดยไม่ได้ผ่านความยินยอมของประชาชน ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับดังกล่าวจึงไม่มีผลเป็นกฎหมายซึ่งจะนำมาบังคับใช้กับจำเลยได้\nประเด็นที่สาม การประกาศกฎอัยการศึกโดยกองทัพบกในวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 และโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นการประกาศโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรนั้น ไม่ได้มีพระบรมราชโองการตามมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกพ.ศ. 2457 และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 7/2557 ที่มาใช้ดำเนินคดีกับจำเลย ยังไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 22 พฤษภาคม2557 แต่ประกาศภายหลังเหตุตามฟ้องวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 จำเลยซึ่งเป็นนักกฎหมายย่อมทราบดีถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของประกาศฉบับดังกล่าวที่ประกาศโดยบุคคลที่ไม่มีอำนาจและไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จำเลยจึงออกไปคัดค้านการรัฐประหารอย่างสันติวิธี เพราะเชื่อโดยสุจริตว่าประกาศดังกล่าวนั้นยังไม่มีผลบังคับใช้ และจำเลยมีสิทธิที่จะพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2550\nประเด็นที่สี่ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 7/2557 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ไม่มีผลบังคับแล้ว เพราะได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะพ.ศ. 2558 ที่เป็นกฎหมายเฉพาะ และมีลักษณะเป็นคุณต่อจำเลย โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีข้อห้ามมิให้มั่วสุมหรือเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป จำเลยจึงไม่ต้องผูกพันในการแก้ข้อกล่าวหาใดๆ ดังกล่าวอีก\nประเด็นที่ห้า พยานโจทก์ปากร้อยโทพีรพันธ์ สรรเสริญ ซึ่งศาลเชื่อว่าเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันการกระทำจำเลยได้อย่างดีนั้น ไม่มีพยานหลักฐานใดๆ ยืนยันว่าพยานปากดังกล่าวอยู่ในที่เกิดเหตุและเป็นผู้ควบคุมตัวจำเลย แม้แต่บันทึกการควบคุมตัวก็ไม่ปรากฏชื่อของร้อยโทพีรพันธ์ สรรเสริญ แต่อย่างใด คำเบิกความของพยานโจทก์ปากนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้ศาลรับฟัง\nการกระทำของจำเลยไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามประกาศฉบับที่ 7/2557 เนื่องจากการไปชุมนุมและแสดงความไม่เห็นด้วยกับการการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติของจำเลย ไม่ใช่การชุมนุมมั่วสุมโดยมีเจตนาก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง แต่เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ปราศจากความรุนแรง อุปกรณ์ในการจัดกิจกรรมของจำเลยมีเพียงแผ่นกระดาษขนาด A4 และในระหว่างการจัดกิจกรรมของจำเลยนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์ความไม่สงบใดแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออก อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย เป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และจำเลยเห็นว่าประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 7/2558 ไม่สามารถบังคับใช้กับจำเลยได้ เนื่องจากการยึดอำนาจนั้นยังไม่สำเร็จเสร็จสิ้น และประชาชนมีสิทธิคัดค้านโดยสงบและปราศจากอาวุธ อันเป็นสันติวิธีและเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ\nประเด็นที่หก การกระทำของจำเลยไม่ถือเป็นการมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เพื่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง เนื่องจากข้อเท็จจริงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยมีพฤติกรรมปลุกเร้าผู้ชุมนุมให้ฮึกเหิม หรือปลุกระดมกลุ่มผู้ชุมนุมให้เข้าร่วมมากขึ้น เพราะในทางนำสืบของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ โดยปราศจากพยานหลักฐานยืนยัน\nอีกทั้ง ในการตีความกฎหมายซึ่งมีโทษทางอาญาจำต้องตีความโดยเคร่งครัด และต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์และเจตนาที่แท้จริงของจำเลยประกอบการวินิจฉัย มาตรา 69 และมาตรา 70 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2550 ได้คุ้มครองรับรองสิทธิของประชาชนที่จะต่อต้านโดยสันติวิธีต่อการทำรัฐประหาร ซึ่งเป็นการได้อำนาจการปกครองประเทศมาโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยสุจริตใจและเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในฐานะพลเมืองที่มีหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตย จึงไม่เป็นการกระทำความผิดฐานมั่วสุมก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และขณะที่จำเลยถูกกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในคดีนี้ เป็นวันที่ 23พฤษภาคม 2557 ภายหลังจากการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง 1 วัน ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะสามารถยึดอำนาจได้หรือไม่เพราะยังมีประชาชนออกมาต่อต้านและกฎหมาย \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-138badc55c144a5aac9d54636a3ecf79", "input": "Title: รายงานจากห้องเรียนประชาไทน้อย : ท่าที นศ. ต่อ รธน. 2550 \n Body: ประชาไท - 15 ส.ค.50 เว็บไซต์ประชาไท ร่วมกับเว็บไซต์ประชาไทน้อย และศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดงาน \"ห้องเรียนประชาไทน้อย วิชาสัมมนาการเมืองไทย (สมท.101) ตอน อนาคตการเมืองไทยหลังประชามติ\" ตั้งแต่เวลา 13.30-16.00 น. (ฟังเสียงการถ่ายทอดเสียงย้อนหลังได้ที่ http://multimedia.prachatai.com/audio/prachatainoi-20070815f.mp3 [1] - ขนาด: 35MB)\n\n \n\n\n\nณภัค - คำพร - ตฤณ - อดิศักดิ์ - ทศพล - ภูริ\n\n \n\n\n\nบรรยากาศงานประชาไทน้อย\n\n \n\n\n\n'เด็กหลังห้อง' อ.พิชญ์' และ 'อ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง' ในงานประชาไทน้อย\n\n \n\nผู้ร่วมสัมมนาซึ่งเป็นนักศึกษา ได้แก่ คำพร ธุระเจน จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กรรมการบริหารองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) และแฟนพันธุ์แท้ 2004 เลือกตั้งผู้ว่า ฯ กทม., ตฤณ ไอยะรา จากคณะเศรษฐศาสตร์ มธ., ทศพล เชี่ยวชาญประพันธ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ แฟนพันธุ์แท้การเมืองไทย และอดีตสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ, ภูริ ฟูวงศ์เจริญ จากคณะรัฐศาสตร์ มธ., อดิศักดิ์ สุขเกษม จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มรภ.นครปฐม และกรรมการบริหาร สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ดำเนินรายการโดย ณภัค เสรีรักษ์ ประชาไทน้อยจากคณะเศรษฐศาสตร์ มธ.\n\n \n\nอย่างไรก็ตาม ในกำหนดการจะมีชาติชาย แสงสุข นายกองค์การบริหารนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครสวรรค์ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ฝ่ายเยาวชน แต่ชาติชายได้แจ้งว่าป่วยไม่สามารถมาร่วมเสวนาได้\n\n \n\nชี้ลงประชามติให้ รธน. ผ่านไปก่อน ไม่ใช่เรื่องถูกต้อง\n\nวงเสวนาเริ่มต้นที่ผู้ร่วมเสวนาคนแรกคือ ตฤณ ไอยะรา นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอว่ากล่าวว่าหากรัฐธรรมนูญปี 2550 ผ่านการลงประชามติ การเมืองไทยจะเป็นแบบที่ระบบข้าราชการเป็นใหญ่อีกครั้ง พรรคการเมืองจะมีความเข้มแข็งน้อยลง ไม่มีเสถียรภาพ ออกนโยบายไม่ได้ ดังนั้นการเสนอว่าลงประชามติผ่านไปก่อนให้การเมืองมีเสถียรภาพ จึงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเท่าไหร่\n\n \n\nสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันของระบบทุนนิยมโลกมีผลต่อเศรษฐกิจไทย ค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้น ส่งผลให้การส่งออกของไทยซึ่งเป็นกลจักรสำคัญของเศรษฐกิจไทยมีมูลค่าลดลง มีโรงงานถูกปิดไปมาก เพราะมีคำสั่งการผลิตลดลง มันสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยผูกติดกับทุนนิยมโลก เศรษฐกิจไทยจะมีเสถียรภาพหรือไม่ อยู่ที่การเมืองไทยเป็นสำคัญ ถ้านักลงทุนไม่เชื่อมั่น ต่อให้ประชามติผ่าน เศรษฐกิจไทยก็จะไม่มีเสถียรภาพมากขึ้นมากนัก เพราะวิกฤตฟองสบู่ในสหรัฐอเมริกายังมีอยู่และคงมีผลยาวไปถึงสิ้นปีนี้\n\n \n\n\"ส่วนเรื่องการจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจ รัฐธรรมนูญปี 2550 มีมาตราที่กำหนดเรื่องสิทธิหลายอย่าง เช่น สิทธิชุมชน สิทธิในการรักษาพยาบาล แต่มาตราเหล่านี้จะเกิดอยู่ที่กฎหมายลูกที่จะออกมา ขอยกกรณีที่อาจารย์ประภาส ปิ่นตบแต่ง \"ปิดเขื่อนปากมูน โง่กันทั้ง ครม. หรือ\" คือรัฐบาลปิดเขื่อนปากมูนโดยไม่ฟังเสียงประชาชน รัฐธรรมนูญเสนอให้ประชาชนสามารถจัดสรรทรัพยากรได้เอง แต่ ผอ.กอ.รมน. กลับแทรกแซงชาวบ้าน ขนาด พรบ.ความมั่นคงยังไม่ออก ชาวบ้านสิทธิชาวบ้านยังถูกลิดรอนขนาดนี้ ดังนั้นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มันจึงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้\" นายตฤณกล่าว\n\n \n\n \n\nแฟนพันธุ์แท้การเมืองไทยชี้ข้อเสีย รธน.50\n\nนายทศพล เชี่ยวชาญประพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ แฟนพันธุ์แท้การเมืองไทย และอดีตสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ กล่าวว่า ในรัฐธรรมนูญปี 2550 การให้ ส.ส.ย้ายพรรคเสรี จะทำให้ระบบพรรคการเมืองมีปัญหา ในระยะยาวถ้ารัฐธรรมนูญผ่านประชามติและไม่ถูกแก้ เราจะไม่เหลือสถาบันการเมืองไหนมาแก้วิกฤตอย่างชอบธรรมแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการดึงสถาบันที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับการเมือง มาเกี่ยวข้องโดยตรง คือสถาบันศาล โดยให้ศาลเสนอกฎหมายโดยตรงต่อรัฐสภาได้ การให้ศาลเสนอกฎหมายโดยตรงได้ ทำให้ คณะรัฐมนตรีไม่ต้องรับผิดชอบโดยตรงเลย \n\n \n\nดังนั้นถ้าศาลเสนอกฎหมายเข้าสภา ถ้ากฎหมายนั้นมีผลต่อฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหารอาจส่งซิกให้สภาคว่ำกฎหมายฉบับนี้ ถ้ากฎหมายไม่ผ่านแล้วศาลโวย รัฐบาลก็สามารถบอกได้ว่าผมไม่รับผิดชอบ นั่นเป็นเรื่องของสภา นี่คือการดึงสภาบันที่เหลืออยู่เพียงสถาบันเดียวที่จะแก้วิกฤตชาติได้ในอนาคตลงมาในการเมือง \n\n \n\nแฟนพันธุ์แท้การเมืองไทยผู้นี้ ยังพูดต่อไปว่า เสรีภาพในรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ซ้ำยังลดลงอีกด้วย ซ้ำยังโอนอำนาจทุกอย่างให้ฝ่ายตุลาการหมด นอกจากนี้เขายังมีความเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 มีกรณีนิรโทษกรรมล่วงหน้า ใน ม.309 ถือว่าอันตราย เพราะเขียนว่าการกระทำใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการรัฐประหาร หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ \n\n \n\n\"ดังนั้นหาก ร่าง พรบ.ความมั่นคงแห่งชาติ ถือว่าเป็นสิ่งเกี่ยวเนื่องกับการรัฐประหารนะครับ ผ่าน สนช.เมื่อไหร่ วันหน้ามีคนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ศาลรัฐธรรมนูญจะตีตกเพราะบอกว่า พรบ.นี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว จะส่งมาตีความอะไรอีก\" \n\n \n\nจะเห็นว่า สถาบันการเมือง รัฐบาลอ่อนแอ ศาลถูกลากเข้าไปในการเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายมีการทะเลาะเบาะแว้งกัน และสุดท้ายเราจะไม่เหลือสถาบันอะไรเลยที่เป็นที่พึ่ง บางคนบอกว่าเหลือแต่สถาบันพระมหากษัตริย์ ก็เป็นความจริง แต่ในหลายกรณีที่ผ่านมา การให้การเมืองเผชิญหน้ากับสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรงเป็นเรื่องที่อันตราย \n\n \n\n \n\nรธน.50 จะสร้างคนบางพวกให้กลายเป็น \"เทวดา\"\n\nทศพล สรุปว่า ในรัฐธรรมนูญ 2550 สิ่งที่จะเกิดก็คือ เราจะสร้างคนบางกลุ่มบางพวกให้กลายเป็นเทวดา ซึ่งสังคมไทยชอบทำ และคนกลุ่มนี้มันตรวจสอบไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นศาล องค์กรอิสระทั้งหมดและข้าราชการประจำ รัฐธรรมนูญ 2550 ให้นักการเมืองเปิดเผยทรัพย์สินทั้งหมด แต่ผมอยากรู้ว่า ประธานศาลฎีกาว่ามีเท่าไหร่ ประธาน กกต. ที่ให้ใบเหลืองใบแดงนักการเมือง มีทรัพย์สินเท่าไหร่ ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นแค่ไหน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ให้เปิดเผย เพียงแค่ให้ส่งรายงานเข้า ปปช. แล้วเก็บเข้าลิ้นชัก รัฐธรรมนูญ 2550 มีการห้ามรัฐมนตรีและคู่สมรสถือหุ้นในบริษัท แต่ข้าราชการระดับสูงไม่ห้าม ซ้ำคนใน คมช. บางคนมีหุ้นในบริษัท และมีผลต่อการต่อสัญญาสัมปทานที่ดินการรถไฟด้วย\n\n \n\nประธานศาลฎีกาก็สามารถทุจริตได้ ทำไมจึงไม่ให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินออกมา เวลาตุลาการทุจริต เขาให้หลังบ้านทำ ให้ภรรยาทำ ถ้าไม่ให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน แบบนี้ จะคาดหวังให้ตรวจสอบนักการเมืองได้อย่างไร เพราะต้นทางคือหลังบ้านของเขาไม่เคยถูกตรวจสอบเลย นี่จึงเป็นการสร้างคนบางกลุ่มบางพวกให้กลายเป็นเทวดา กลายเป็นพระอรหันต์ หมวดจริยธรรมในรัฐธรรมนูญเป็นแค่ตัวหนังสือ เราต้องดูที่พฤติกรรมของคน ว่าจะเป็นแบบอย่างต่อไปให้ลูกหลานได้หรือไม่ \n\n \n\n\"ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาทางด้านจริยธรรมอย่างสูง ผมฟังเขาอภิปรายพอดีว่าจะลงประชามติเมื่อไหร่ ทุกคนอภิปรายทางเดียวกันว่าต้อง 19 สิงหาเท่านั้น โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลประกาศแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้ โดยไม่พิจารณาถึงความเหมาะสม ประชามติครั้งนี้จึงมีปัญหา หนึ่งให้เวลา 19 วันในการอ่านรัฐธรรมนูญ สองกีฬ่ามหาวิทยาลัยโลกเพิ่งจบวันที่ 18 ส.ค. จะทำให้เจ้าหน้าที่จัดงานหลายพันคนไม่มีเวลาอ่าน กฎหมายระบุไม่ให้ลงประชามติเร็วกว่า 15 วัน แต่ไม่ให้ช้ากว่า 30 วัน ส.ร.ร.เลยใช้ 30 วัน\n\n \n\n\"ดังนั้นการลงประชามติแบบนี้จึงต่างอะไรจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชิงกำหนดวันเลือกตั้งหลังยุบสภาเพียง 37 วัน ทั้งที่กฎหมายกำหนดอย่างช้า 60 วัน ส.ส.ร. อ้างว่ากำหนดวันลงประชามติว่าถูกกฎหมาย ข้ออ้างนี้คุ้นๆ เหมือนนายกฯ ทักษิณเคยพูด เพราะฉะนั้นถ้าไปกล่าวหาว่าทักษิณไร้คุณธรรม จริยธรรม แต่คนร่างรัฐธรรมนูญถึงขั้นกำหนดหมวดคุณธรรม จริยธรรมในรัฐธรรมนูญ แต่สุดท้ายยังแสดงพฤติกรรมที่ไม่ต่างจากอดีตนายกฯ ทักษิณมากสักเท่าไหร่ คำถามคือ แล้วในอนาคตสังคมไทยจะคาดหวังให้สังคมไทยมีคุณธรรมจริยธรรมได้อย่างไร\"\n\n \n\nนายทศพล สรุปสภาพประชาชนหลังการลงประชามติว่า \"ประเทศไทยในวันข้างหน้า พวกเราจะต้องเหนื่อย ทำงานหนักอย่างแสนสาหัส ในการพาให้ประเทศชาติรอดพ้นจากวิกฤติกาล\"\n\n \n\n \n\nกรรมการ อมธ. ชวนรับรัฐธรรมนูญ\"50 แต่แก้ทีหลัง ให้บ้านเมืองสงบ\n\nนายคำพร ธุระเจน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กรรมการบริหารองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) และแฟนพันธุ์แท้ 2004 เลือกตั้งผู้ว่า ฯ กทม., กล่าวว่า การจะรับหรือไม่รับเป็นสิทธิของคุณ ถ้าเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ดี มันห่วย หายนะ ก็ไม่ต้องไปรับ หรือไม่ไปลงประชามติ แต่ถ้าเห็นว่ามันดีกว่าหรือมีเหตุผลพอที่จะรับ ก็รับ\n\nนายคำพรเห็นว่าการลงประชามติเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนส่วนหนึ่ง และองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร\n\n \n\nแต่กรณีรัฐธรรมนูญปี 2550 ถ้ามองว่ามีที่มาไม่ชอบธรรม มันก็ไม่มีวันได้เกิดเพราะมันมาจากการปฏิวัติ ซึ่งนายคำพร ยกคำพูดของ ศ.ดร.สมคิด เลิศไพทูรย์ เลขาธิการ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่พูดกับเขาว่า \"ถ้า คมช. เป็นพ่อ สสร. เป็นลูก รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นหลาน ถ้าพ่อทำผิดทำไมโยนผิดให้ลูกกับหลาน\" \n\n \n\nมีคนบอกว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ทักษิณใช้ช่องโหว่จาก รัฐธรรมนูญปี 2540 ทำให้มีปัญหาจนเกิดปฏิวัติ ดังนั้น สรร. จึงร่างรัฐธรรมนูญปีนี้ เพื่อแก้ปัญหาทักษิณ แม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่ว่าถ้าเราไม่รับ มันไม่จบ รับเพื่อให้ค่อยๆ แก้ไปทีละจุดได้หรือไม่ คือถ้ารัฐธรรมนูญมันไม่ผ่าน คมช. เอาอย่างอื่นมาต่อ แล้วเราไม่เห็นด้วย เราก็แข็งไปแข็งมามันก็ไม่จบ ดังนั้นก็รับไปก่อน เหตุผลค่อยว่ากัน แล้วเราค่อยไปแก้ \n\n \n\nนายคำรณเสนออีกว่าให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งใหม่สัญญาว่า จะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญโดยมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรง\n\n \n\n\"มีคนเปรียบให้ผมฟังว่า รัฐบาลที่แล้วเป็นเผด็จการรัฐสภา รัฐบาลนี้เป็นเผด็จการทหาร ดูเลวร้ายกว่า เพราะเผด็จการรัฐสภามาจากการเลือกตั้ง แต่ผมขอถามกลับว่ากระบวนการเลือกตั้งมันบริสุทธิ์ยุติธรรมขนาดไหน การปฏิวัติรัฐประหารไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุดเท่าไหร่ แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วจะให้ทำไง ให้เรากลับไปแก้ไหม คือคนมันนานาจิตตัง คนนู่นก็ไม่เอา นี่ก็ไม่เอาจะให้เอาอะไร\"\n\n \n\nนายคำพรเห็นว่าคนร่างรัฐธรรมนูญ สสร. หลายคนก็เป็นคนกลุ่มเดิมๆ จากรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่ทำไมเนื้อหามันออกมาไม่ดีขึ้น เช่น เรื่อง ส.ว.ที่บอกว่ามาจากการสรรหาครึ่งหนึ่ง มันไม่ค่อย Work เท่าไหร่ หลังประชามติและหลังการเลือกตั้ง น่าจะดีกว่านี้\n\n \n\n\"อยากให้ช่วยกันมาอยู่ตรงกลางๆ ช่วยๆ กันไปทีละจุด แล้วเราไปรณรงค์ให้คนไปใช้สิทธินะคับ\" คำพรกล่าววิงวอนก่อนสรุปว่า\n\n \n\n\"เรื่องเนื้อหาไม่ดีผมก็เห็นด้วยหลายเรื่อง เช่นเรื่ององค์กรอิสระ อย่างที่คุณทศพลเสนอว่าเอาองค์กรศาลมาทำไม แต่ลองคิดกันดิครับ ว่าถ้ารับร่างแล้วมันจบ และมีการร่างใหม่โดยภาคประชาชน มันน่าจะคุยกันได้ ถ้ารัฐบาลใหม่มีคำมั่นสัญญา คือเราต้องคุยกันหลายฝ่าย ไม่ใช่ว่าคุยคนนี้แล้วจบ คุยคนนี้แล้วจบ มันไม่จบ คนมันต้องรวมกัน คนมันเยอะมาก และทุกคนต่างมีความคิดเป็นของตัวเอง\"\n\n \n\n \n\n\"ภูริ\" ตั้งคำถามประชามติจะเป็นจุดเปลี่ยนจริงหรือ?\n\nภูริ ฟูวงศ์เจริญ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าได้ฟังคุณคำพรแล้วเหมือนมาจากมูลนิธิรัฐบุรุษเน้นความสมานฉันท์ ได้ฟังคุณทศพลพูดเหมือนกับกำลังหาเสียงเลือกตั้งแข่งกับคุณอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ดี\n\n \n\nโดยภูริตั้งคำถามว่าสังคมไทยหลังการลงประชามติมันจะเป็นจุดเปลี่ยนขนาดนั้นเชียวหรือ ผมก็นึกขึ้นได้ว่าสังคมการเมืองไทยมันจะเปลี่ยนกี่รอบ เพราะมีการจัดเสวนาเรื่อง การเมืองไทยหลังรัฐประหาร การเมืองไทยหลังคดียุบพรรค การเมืองไทยหลังคุณทักษิณหลังซื้อแมนซิตี้ และที่คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ ก็เพิ่งจัดการเมืองไทยหลังอายัดทรัพย์ แล้ววันนี้เราก็มาจัดการเมืองไทยหลังการลงประชามติ ผมคิดว่า ชิบหายแล้วทีนี้ สังคมไทย การเมืองไทย เปลี่ยนไปทุกเดือนเลย อนาคตต่อไปก็จะมีการจัด การเมืองไทยหลังรับประชามติ การเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง \n\n \n\n\"ผมถามจริงๆ ว่าอันไหนเป็นจุดเปลี่ยน การลงประชามติเป็นจุดเปลี่ยนจริงๆ หรือ ชีวิตใครเปลี่ยนไปบ้างหลังประชามติ ผมไม่รู้ว่าชีวิตผมจะเปลี่ยนหรือเปล่า ไม่แน่ว่าถ้าผมตื่นขึ้นมาอาจเป็นโดมอนแมน เป็นนายแบบก็ได้ ผมได้ทำการสำรวจอย่างหยาบๆ ไปถามผู้เชี่ยวชาญด้านการล้างจานประจำบ้าน คือแม่บ้านที่บ้าน ชื่อยรรยวง ป้าบอกว่าไม่เคยไปเลือกตั้ง ป้าบ่นว่าเสียเวลา วันอาทิตย์แกอยากไปทำความสะอาดบ้าน เมื่อคืนห้าทุ่มผมได้มีโอกาสโทรศัพท์คุยกับเด็กที่เรียนคณะบัญชี ที่ธรรมศาสตร์ ที่สวยมาก ผมก็ถามในประเด็นโรแมนติกว่า ขอโทษครับ คุณผู้หญิงอ่านรัฐธรรมนูญแล้วหรือยัง เขาบอกว่าไม่มีเวลาอ่าน ผมถามว่าจะไปลงไหม เขาบอกว่า ไปลง แน่นอน และเพราะเขาเป็นเด็กบัญชี เขาจึงตอบว่า ไปลง เดี๋ยวเศรษฐกิจจะไปไม่ได้\"\n\n \n\nคือหลายคนมีเหตุผลแต่มันไม่มีเหตุผลที่เป็นการเมืองสักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น ผมจึงงงว่า ประชามติมันเป็นจุดเปลี่ยนจริงๆ มันเป็นประเด็นได้หรือ\n\n \n\n \n\nรัฐธรรมนูญเป็นแค่บทสรุปสัมพันธภาพทางอำนาจ\n\nภูริชวนผู้ร่วมเสวนา มองรัฐธรรมนูญอย่างพ้นไปจากกรอบนิติศาสตร์ โดยเขาชวนมองว่า \"รัฐธรรมนูญไทยเป็นบทสรุปของสัมพันธภาพทางอำนาจในสังคมการเมืองไทย\" รัฐธรรมนูญเป็นบทสรุป ไม่ใช่บ่อเกิดของกฎหมาย รัฐธรรมนูญเคยเป็นที่มาของอำนาจ รัฐธรรมนูญไม่เคยกระแดะมาจัดระเบียบสังคมการเมืองไทย คือสังคมการเมืองไทยเป็นอย่างไร รัฐธรรมนูญก็เพียงแต่เอามาเขียนเป็นบทสรุป คือมันจัดระเบียบกันเรียบร้อยแล้ว กฎหมายไม่จำเป็นต้องจัดระเบียบ สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ตรงไหน ทหารอยู่ตรงไหน ประชาชนอยู่ตรงไหน เขาก็เอาตามสภาพความจริงที่มันมีอยู่มาเขียน \n\n \n\n\"เวลาที่คุณเขียนกฎหมาย คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงความเป็นจริง จะเขียนว่าต่อไปนี้ประเทศไทยไม่ต้องมีสถาบันทหาร ถามจริงว่าถ้ารัฐธรรมนูญเขียนแบบนี้จะผ่านประชามติไปได้หรือ หรือถ้ารัฐธรรมนูญเขียนนี้ขึ้นมาแต่สังคมไทยไม่ได้เป็นแบบนั้นรัฐธรรมนูญจะอยู่ได้หรือ ก็อยู่ไม่ได้ ทหารก็ต้องออกมาตบเท้าตีกบาลคุณ เวลามองรัฐธรรมนูญผมจึงมองแค่นี่เป็นเพียงบทสรุปของสังคมไทย\n\n \n\n\"ผมอยากบอกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 มันมาจากการแบ่งเค้ก แบ่งปันอำนาจในสังคมไทย เวลามีคนพูดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ให้อำนาจไปโดยทหาร รัฐธรรมนูญฉบับนี้ข้าราชการแย่งอำนาจไปจากประชาชน ผมอยากถามจริงๆ ว่าข้าราชการ ทหาร แม่ง ไม่ใช่ประชาชนหรือครับ พูดอย่างกับว่าทหารเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ประชาชนเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง มันแยกกันไม่ได้ เอาเข้าจริงทหารก็เป็นประชาชน ข้าราชการก็เป็นประชาชน นักธุรกิจก็เป็นประชาชน เราจะมาบอกว่ามันมีกลุ่มทหารนะ กลุ่มข้าราชการนะ กลุ่มนักธุรกิจนะ เอาเข้าจริงมันเป็นประชาชนทั้งหมด มันเป็นอำมาตยาธิปไตย ทุนธิปไตย เป็นอะไรท้ายสุดมันก็เป็นประชาชน แต่เราไปพูดเหมือนมันแยกขั้ว \n\n \n\n\"ผมอยากให้ดูรูปนี้ครับ (ชี้ไปที่ภาพบนกระดานที่เขาวาด) สมมติว่ากล่องนี้คืออำนาจทั้งหมดในการเมืองไทย สมมติว่าประชาชนมี 100 คน ในนั้นมีข้าราชการมี 30 ทหาร 20 นักธุรกิจ 10 ถ้าข้าราชการเป็นพวกที่มีมากที่สุดในสังคมไทยทำไมเขาจะมีอำนาจมากที่สุดไม่ได้ ทหารไม่ใช่สิ่งที่แยกออกไป แต่อยู่ในสิ่งที่เรียกว่าประชาชน 100 คน สมมติว่าถ้าข้าราชการมีอยู่ 30 ในบรรดาประชาชนที่มีอยู่ 100 คน ถ้าข้าราชการเป็นส่วนที่มากที่สุดแล้วได้อำนาจมากที่สุด มันก็เป็นความเป็นจริงในสังคมไทยมิใช่หรือ\"\n\n \n\n \n\nบอกว่า รธน.50 แย่งอำนาจประชาชนให้ทหาร เป็นการ \"เพ้อเจ้อ\"\n\nเพราะฉะนั้นเวลาพูดว่า รัฐธรรมนูญ (2550) แย่งอำนาจจากประชาชนไปอยู่ที่ทหาร ผมคิดว่าเป็นการเพ้อเจ้อ ว่าทหารไม่ใช่ประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ข้าราชการได้อำนาจมากสุด มันก็คือสภาพความเป็นจริง เพราะเมื่อวานผมดูสถิติ กพร. พบว่าข้าราชการมีถึง 1.31 ล้านคน ถือว่าเป็นกลุ่มที่ใหญ่มาก และคุณอย่าลืมว่าในกลุ่มข้าราชการ 1.3 ล้านคนนั้น บางกลุ่มก็มีผลประโยชน์ร่วม เขามีครอบครัว เมียเขาอาจอยู่ในกลุ่มทหาร ลูกเขาอาจเป็นนักธุรกิจ ท้ายสุดมันเกิดการเชื่อมโยงของผลประโยชน์ทั้งนั้น ทหาร ข้าราชการพลเรือน นักธุรกิจมันจัดองค์กรดีมาก มันจึงประสานประโยชน์ดีมาก การต่อรองเขาดีกว่าแน่นอน จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงสื่อถึงสัมพันธภาพทางอำนาจที่มีอยู่แล้วในสังคมไทย\n\n \n\nการลงประชามติครั้งนี้มันก็แค่การคอนเฟิร์มสิ่งที่มีในสังคมไทย ถ้ากากบาทรับคือ ถูกต้องนะครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้สื่อตามสัมพันธภาพทางอำนาจที่มีอยู่จริง\n\n \n\nและผมอยากจะบอกว่าเอาเข้าจริงรัฐธรรมนูญไม่ใช่ลูกแก้ววิเศษ เช่นบัญญัติให้ทุกคนมีแฟนแล้วทุกคนจะมีแฟน ขนาดหมวกกันน็อกบัญญัติเป็นกฎหมายยังไม่ได้เลย คือสังคมการเมืองมันมีอะไรมากกว่ารัฐธรรมนูญ ถ้าคนออกไปรับก็เป็นการคอนเฟิร์มสิ่งที่มีอยู่ในสังคมไทยทุกวัน แต่ถ้าคนมันไม่รับ ก็เป็นเรื่องน่าคิด แสดงว่าวัฒนธรรมการเมืองไทยเกิดเปลี่ยนกระทันหัน เช่น ทหารจู่ๆ เกิดหมดอำนาจ กระทันหันคนลงประชามติไม่รัย หรืออาจมีการซื้อเสียง หรือชนชั้นนำเช่นนักธุรกิจบอกว่าผมต้องได้อำนาจ 40 รัฐธรรมนูญให้อำนาจเพียง 20 เลยเกณฑ์คนไปล้ม สังคมไทยจะเปลี่ยนไม่ใช่การลงประชามติ มันไม่มีความหมาย ตื่นเช้ามาทุกคนมีขันติธรรม รักในสิทธิมนุษยชนมันเป็นไปไม่ได้\n\n \n\nวัฒนธรรมการเมืองมีอยู่จริงในสังคมไทย ถ้าเขียนรัฐธรรมนูญไม่สอดคล้องมันก็ล้ม แน่ใจหรือว่ารัฐธรรมนูญจะผ่าน รัฐธรรมนูญเป็นผลมาจากการเปลี่ยนของวัฒนธรรมการเมือง การเมืองภาคประชาชนที่เติบโตได้สิทธิจากรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่ก็ไปไม่ถึงไหน ถ้าสังคมไทยจะเปลี่ยนจึงต้องไปเปลี่ยนอย่างอื่น ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ ผมไม่ได้บอกว่ารัฐธรรมนูญไม่สำคัญ แต่มีอะไรที่สำคัญกว่ารัฐธรรมนูญถ้าจะพูดอะไรเกี่ยวกับการเมืองไทย ภูริสรุป\n\n \n\n \n\nหลายโจทย์ที่ รธน. 2550 ไม่ตอบ และความลักลั่นของ \"เพียงพอ\" กับ \"พอเพียง\"\n\nอดิศักดิ์ สุขเกษม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มรภ.นครปฐม และกรรมการบริหาร สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)  กล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อถกเถียงมากมาย และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่ยอมตอบโจทย์ได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากมาย มีการลอยแพคนงาน มีการไม่จ่ายค่าจ้างโดยอ้างเศรษฐกิจไม่ดี สภาพเศรษฐกิจแย่ คนไม่มีจะกิน คนตกงาน แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับระบุรัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนตามนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง อยากถามว่าเศรษฐกิจพอเพียงในนิยามของรัฐคืออะไร ถ้าชาวนาไม่มีที่ดินทำกิน และจะจัดสรรที่ดินทำกินอย่างไร ในพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียง แต่ในรัฐธรรมนูญกลับไม่พูดเรื่องนี้ชัด\n\n \n\nแล้วในรัฐธรรมนูญ 2550 บัญญัติให้รัฐต้องดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นกลไกตลาด ตกลงแล้วรัฐจะเอาอะไรเป็นหลัก จะเอาอะไรเป็นรอง รัฐพยายามบอกว่าสนับสนุนเศรษฐกิจตลาด แต่มันจะนำไปสู่การแข่งขัน และคนธรรมดาได้รับผลกระทบเสมอ\n\n \n\nกรรมการบริหารกลาง สนนท. ผู้นี้ยังกล่าวว่า รัฐธรรมนูญไม่ยอมตอบโจทย์เรื่องปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาคิดว่าถ้ารัฐธรรมนูญผ่าน ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะรุนแรงมากขึ้นถึงขั้นสงครามกลางเมือง เพราะในภาคใต้ยังอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ชาวบ้านออกไปเก็บผลผลิตทางการเกษตรตอนเช้ามืดไม่ได้เพราะกลัวเคอร์ฟิว ซ้ำยังมีปัญหาที่ทหารที่ไปเดินลาดตระเวนผ่านที่ของชาวบ้าน แล้วไปเก็บผลไม้ชาวบ้านมากิน ชาวบ้านจึงเห็นว่าไม่เป็นธรรม\n\n \n\nอดิศักดิ์ กล่าวถึงมาตรา 77 ที่ระบุว่าให้ทหารมีอาวุธอย่าง \"เพียงพอ\" ผมอยากให้ชวนพิจารณา งบทหารเพียงพอ แต่เรียกร้องให้ประชาชนกินอยู่อย่าง \"พอเพียง\" คำว่า \"เพียงพอ\" กับ \"พอเพียง\" ของรัฐนั้น ของตั้งคำถามว่า ในการแก้ปัญหาความยากจน กับปัฐหาความมั่นคงอันไหนที่รัฐจะเร่งกระทำ เขาจึงเห็นว่าถ้าไม่พูดกันเรื่องงบประมาณทหาร ต่อไปจะทำให้เศรษฐกิจจะมีปัญหา\n\n \n\n\"ดูดีเบตผ่านทีวีช่อง 11 ระหว่างฝ่าย ส.ส.ร. กับ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ได้ยิน ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทองบอกว่าไม่เห็นด้วย 30 มาตราในรัฐธรรมนูญ 2550 เขาจึงเห็นว่าข้าวในกล่องที่อาจารย์กำลังจะกิน มีข้าวบูดอยู่ส่วนหนึ่งแล้วยังจะฝืนกินเข้าไป ไม่รู้ว่าจบด็อกเตอร์มาจากไหน\"\n\n \n\nการเชิญชวนประชาชนว่าต้องไปลงประชามติรับเท่านั้น ถึงจะมีการเลือกตั้ง เป็นการดิสเครดิตประชาชน เพราะจริงๆ แล้วในหลักการไม่ว่ารัฐธรรมนูญ 2550 จะผ่านหรือไม่ต้องมีการเลือกตั้ง ตามที่รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 มาตรา 32 กำหนด เขาจึงเสนอให้ประชาชนกดดัน คมช. ด้วยการไม่รับรัฐธรรมนูญปี 2550 เพื่อเป็นการปฏิเสธการทำรัฐประหาร\n\n \n\nอดิศักดิ์ ยังเป็นห่วงว่าในรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้กำหนดในประเด็นเรื่องพระราชอำนาจเอาไว้อย่างชัดเจน จึงเกรงว่าในระยะยาวข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองโจมตีกัน แบบที่ทักษิณโดนกล่าวหา แต่ก็ไม่มีการแจกแจงรายละเอียดว่าทักษิณหมิ่นอย่างไร\n\n \n\n \n\nประชาชนถูกครอบด้วยวัฒนธรรมการเมืองจึงยอมให้คนอื่นมีอำนาจเหนือตน\n\nในช่วงแลกเปลี่ยนความเห็น ภูริกล่าวในประเด็นที่เขาเสนอว่า เพราะคนติดอยู่กับวัฒนธรรมการเมืองแบบเก่าๆ สังคมจึงยอมให้มีอภิสิทธิของข้าราชการ รัฐธรรมนูญอาจเขียนให้คนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน แต่จะมีชาวนาตาดำๆ คนไหนคิดว่าฉันกับนายกฯ ไม่ต่างกันบ้าง มันไม่มีครับ มันเป็น interblood ในสายเลือด ประชาชนกลุ่มอื่นๆ ถูกครอบด้วยวัฒนธรรมการเมือง ให้คนกลุ่มอื่นมีอำนาจมากกว่ากลุ่มตัวเอง\n\n \n\nณภัค เสรีรักษ์ ผู้ดำเนินรายการ ได้ตั้งคำถามว่า จะเปลี่ยนจารีตนี้เป็นไปได้ไหม และจะเปลี่ยนอย่างไร ภูริ จึงกล่าวว่า มันปัญหาโลกแตก วัฒนธรรมไม่ได้เปลี่ยนชั่วข้ามคืน มันคงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ภูริยังแซวผู้ดำเนินรายการว่า \"ปัญหาโคตรยากเลย ใครถามมานะ\" ก่อนที่จะตอบคำถามต่อไปว่าเขาเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นของวัฒนธรรมการเมืองไทย แต่มันอาจไปอย่างช้าๆ มันมีกลุ่มคนที่เริ่มไม่เอาวัฒนธรรมนายกับบ่าว มันเป็นพัฒนาการที่ดีขึ้น เดินไปข้างหน้า แต่อาจไปด้วยสปีดที่ช้ากว่า อย่างน้อยถ้าวัฒนธรรมไม่ไปข้างหน้า เราคงเสวนากันแบบนี้ไม่ได้ คือถ้าจัดเสวนาเรื่องนี้ในช่วง พ.ศ. 2500 เลิกเสวนาคงต้องไปกินข้าวกันที่บางขวาง\n\n \n\nทศพลเสนอรัฐบาลพลเรือนมาจากการเลือกตั้งต้องคุมทหาร\n\nทศพล กล่าวว่า ที่กล่าวว่าทหารเป็นประชาชนคนหนึ่ง ก็อาจจะใช่ แต่ทหารเป็นอาชีพที่ฆ่าคนตายแล้วได้รับยกย่องเป็นวีรบุรุษใช่หรือไม่ แต่ถ้าประชาชนไปฆ่าคนตาย ไม่ติดคุกก็ประหารชีวิต ถ้าบอกว่าทหารคือประชาชน แล้วประชาชนซื้อ F16 ได้ไหม ประชาชนขับรถถังมาวิ่งแถวจุฬาได้ไหม..ไม่ได้ แต่ทหารทำได้ คำถามคือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลพลเรือนกับทหารควรเป็นอย่างไร เสนอว่ารัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งควรมีอำนาจเหนือทหาร ไม่ใช่ปล่อยให้ทหารมีอำนาจเหนือกว่า และ รัฐธรรมนูญก็ไม่ควรไปรับรองความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบนี้\n\n \n\n \n\n19 กันยา เตือนฝ่ายเป็นกลางระวังแจกเอกสารหมกเม็ดแอบ \"หนุน\" รับร่าง\n\nโชติศักดิ์ อ่อนสูง จากเครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร กล่าวว่าเป็นคนสามัญธรรมดา ไม่ชอบหน้าทักษิณ แต่ไม่มีรถถัง ไม่มีปืน และไม่มีลูกน้องที่สามารถไปทำรัฐประหารทักษิณได้ การที่บางคนทำได้ บางคนทำไม่ได้ จึงเป็นความต่างอย่างแน่นอน มีความต่างทางอำนาจของคนสองกลุ่มและคนหลายกลุ่มแน่นอน\n\n \n\nโชติศักดิ์ ยังแสดงความเป็นห่วงต่อองค์กรนักศึกษาต่างๆ ว่า เขาเห็นว่ามีการอัดเงินลงมาในองค์การนักศึกษาให้รณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญ แต่เห็นสิ่งที่เบี่ยงเบนคือ เอกสารที่ระบุให้ไปลงประชามติเป็นเอกสารรณรงค์ไฟเขียวแปลว่าให้รับ หน่วยเลือกตั้งข้างบ้าน กกต. มีการติดโบรชัวร์ที่มีรูปไฟเขียวนี้ นอกจากนี้ยังเห็นว่าสาระสำคัญในรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ฝ่ายสนับสนุนไม่ยอมพูดถึงเช่น การเพิ่มงบประมาณทางทหาร การมีมาตรา 309 การที่ ส.ว.มาจากแต่งตั้ง นี่ไม่ใช่สาระสำคัญใช่หรือไม่ บอกสาระสำคัญหมดหรือเปล่า จึงขอให้บรรดาพวกไปรณรงค์ให้ไปลงประชามติถามตัวเองกันดีๆ\n\n \n\nด้าน คำพร ธุระเจน กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า \"ทาง อมธ. ขอสนับสนุนไปทุกคนไปลงประชามติ ร่วมกันสร้างสรรค์ประเทศให้ดีขึ้น แค่นี้แหละครับ\" \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-79ab36d3374745f3bb03315813d4d8c1", "input": "Title: ‘สุณัย ผาสุข’ ชี้เฮทสปีชไทยน่าห่วง มองคนเป็นขยะ \n Body: 2 พ.ค.2557 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดเสวนาเนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก ในหัวข้อ ‘เสรีภาพ...บนความรับผิดชอบ-หยุดวาทกรรมความขัดแย้ง’  ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ผศ.พิจิตรา สึคาโมโต้ จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิภพ พานิชภักดิ์ นักสื่อสารมวลชนอิสระ, สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษา ฮิวแมนไรต์ วอตช์ ประจำประเทศไทย และไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ นักวิชาการกฎหมายคอมพิวเตอร์\n\n\nไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ นักวิชาการด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์\nไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ นักวิชาการด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ กล่าวว่า จากการสำรวจคดีความและงานวิจัยพบว่า ตั้งแต่ประกาศใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ในปี 2550 จนถึงปัจจุบัน มีคดีความเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มากกว่า 10,000 คดี ในการดูแลของเจ้าหน้าที่  อันดับหนึ่งเป็นคดีจากการโพสต์ข้อความที่เป็นเฮทสปีชผ่านเฟซบุค รองลงมาคือทวีตเตอร์ และอินสตาแกรม โดยกล่าวว่าแนวโน้มของเฮทสปีทในปัจจุบันค่อนข้างแย่ เนื่องจากเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ไม่อยู่ในกรอบสิทธิเสรีภาพ แต่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เช่น การใส่ความ การตัดต่อภาพ และเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบัน ซึ่งสถิติของคดีตามกฎหมายอาญามาตรา 112 หลังปี 2549 เป็นต้นมา มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นของจำนวนคดีถึง 200 เปอร์เซ็นต์ โดยเกิดจากการใช้สื่อต่างๆ โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ต\nไพบูลย์กล่าวว่า หลังการใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ความรุนแรงของคดีเพิ่มมากขึ้น  มีคดีที่ไม่เข้าเงื่อนไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีความอาญาปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเรียกรวบรวมพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในการดำเนินคดีหรือแจ้งความได้ ก็จะมีการบิดเบือน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์โดยไม่ถูกต้อง เพื่อนำไปใช้กับฐานความผิดที่ไม่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของการปรับใช้กฎหมาย และแนวโน้มการฟ้องคดีเป็นการฟ้องร้องในคดีอาญามากขึ้น โดยเป็นคดีหมิ่นประมาทบวกกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1)  ซึ่งส่งผลทำให้คดีคดีหมิ่นประมาทมีผลรุนแรงกว่าเดิม และเป็นคดีอาญาที่ยอมความไม่ได้\nสำหรับการเพิ่มของเฮทสปีช ไพบูลย์กล่าวว่า เกิดจากความเชื่อที่ไม่ถูกต้องของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตว่า การใช้เฟซบุคหรือทวีตเตอร์ในชื่ออื่นจะทำให้ไม่สามารถติดตามตัวได้ ซึ่งปัจจุบันสามารถตรวจสอบย้อนหลังการใช้เฟซบุคหรือทวีตเตอร์ได้ทั้งหมด โดยตาม IP address จากผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตและจากเฟซบุคในประเทศไทย\nไพบูลย์เสนอวิธีจัดการเฮทสปีชว่า ให้กลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดียรวมตัวกันและทำหน้าที่กำกับดูแลกันเอง  โดยยกตัวอย่างกรณีออสเตรเลีย และอังกฤษ ที่มีกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการใช้อินเตอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดียเป็นผู้ควบคุมเฮทสปีช ซึ่งช่วยลดจำนวนเฮทสปีชลงได้มากกว่าวิธีการบังคับใช้กฎหมายอย่างสุดโต่งที่ใช้อยู่ในประเทศไทย\n\n\nพิภพ พานิชภักดิ์ นักสื่อสารมวลชนอิสระ\nพิภพ พานิชภักดิ์ นักสื่อสารมวลชนอิสระ มองประเด็นเรื่องเฮทสปีชว่า ไม่ได้มีเฉพาะในมิติทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังมีในประเด็นอื่นๆ ด้วย เช่น ผู้ต้องสงสัย เพศสภาพ ชาติพันธุ์ และการเลือกใช้ภาพในสื่อ การเลือกมุมภาพ การร้อยเรื่องราวก็สามารถสร้างความเกลียดชังได้ ถึงแม้จะมีการใช้ภาษาที่สุภาพก็ตาม\nพิภพ กล่าวว่าควรให้สิทธิในการแสดงออกถึงความไม่พอใจ แต่ต้องไม่บิดเบือน สร้างความเกลียดชังโดยปราศจากฐานของข้อเท็จจริง และเห็นว่าทักษะการแยกแยะเฮทสปีชเป็นเรื่องสำคัญ ระหว่างการด่ากับคำพูดที่สร้างความเกลียดชังให้เกิดทัศนคติในเชิงเหมารวม และมองว่าสังคมควรให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตราบที่ยังไม่เป็นการละเมิดกฎหมาย\n“อยากฝากว่าบางครั้งความเกลียดชังไม่ได้เกิดขึ้นจากภาษาที่เป็นภาษาพูดแต่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นจากภาษาภาพ ภาษาของการตัดต่อ ภาษาของการร้อยเรียง ไม่ใช่ตัดต่อเพื่อความขบขันหรือตัดต่อเพื่อบิดเบือน บางทีเราตัดเพื่อให้คนบางคนดูเป็นเทพ ให้บางคนดูเป็นมาร ก็เป็นการคัดสรรซึ่งเป็นทักษะหนึ่งในวิทยุโทรทัศน์” พิภพกล่าว\n\n\nสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษา ฮิวแมนไรท์ วอตช์ ประจำประเทศไทย\nสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษา ฮิวแมนไรท์ วอตช์ ประจำประเทศไทย อธิบายว่า เฮทสปีชมีลักษณะใหญ่ๆ คือ การแบ่งเขาแบ่งเราและการตอกย้ำสิ่งที่ต้องรักหรือยกย่องบูชากับสิ่งที่ต้องเกลียดชัง และการผลิตซ้ำเป็นวาทกรรมในรูปแบบต่างๆ ทั้งการพูดปากต่อปาก การกระทำเชิงสัญลักษณ์ การกล่อมเกลาภายในครอบครัวและภายในโรงเรียนทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยที่สื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกล่อมเกลาให้เกิดความรักบูชาและการเกลียดชัง จนฝ่ายที่ถูกเกลียดสูญเสียความเป็นมนุษย์ไป\nสุณัยกล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลในขณะนี้คือ สภาพการณ์ของสังคมไทยได้ก้าวไปไกลกว่าสมัยที่เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา  ที่นักศึกษาถูกกล่าวหาว่าไม่ใช่คนไทย เป็นคอมมิวนิสต์ แต่ปัจจุบันคนถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ลงไปให้เป็นควายสารพัดสี เป็นแมลงสาบ และถูกลดทอนความเป็นมนุษย์จนถึงขั้นไม่ใช่คน แต่เป็นขยะ\n“สโลแกนที่เสริมรับกับขยะ ใช้คำว่าการขจัดให้สิ้นไปจากแผ่นดิน ซึ่งคำภาษาอังกฤษในองค์กรสิทธิมนุษยชนใช้คำว่า ‘exterminate‘ ซึ่งคำนี้ใช้กับการกระทำของนาซีต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนยิว หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยเขมรแดงในขณะนั้น ซึ่งทั้งสองกรณีมีคนตายเป็นจำนวนล้าน นี่คือความสุดโต่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในสภาพสังคมไทย” สุณัยกล่าว\nสุณัย กล่าวว่า การแสดงออกในทางเชิดชูสถาบันเป็นสิทธิที่จะทำได้ แต่ถ้ามองคนคิดต่างว่าไม่ใช่คนและเป็นขยะที่ต้องกำจัด ก็เป็นการล้ำเส้นไปมาก ซึ่งสื่อสามารถกดกริ่งเตือน ด้วยการย้อนประสบการณ์ของไทยกรณี 14 ตุลา, 6 ตุลา, พฤษภา 35 และเทียบเคียงกับประสบการณ์ของต่างประเทศ เช่น กัมพูชา หรือรวันดา\n“สื่อสามารถนำตัวอย่างเหล่านี้ มาเป็นข้อพิจารณาประกอบการกดกริ่งเตือนสังคมไทยว่า เราเริ่มตกหลุม และจะตกไปมากกว่านี้หรือไม่ หรือจะช่วยกันโยนเชือกให้กับสังคมที่เริ่มตกหลุมสาวตัวเองขึ้นมา เพราะตอนนี้ฟืนถูกโยนลงไปหลายแท่งมากแล้ว น้ำมันก็เริ่มราดกันแล้ว ถ้าเกิดมีไม้ขีดโยนลงมา ผมกลัวว่าระดับความรุนแรงที่เกิดขึ้น จะเป็นระดับความรุนแรงที่เรามองเหตุการณ์ยุคตุลากลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย” สุณัยกล่าว\nสำหรับประเด็นเชื้อชาติ ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์วอตช์  กล่าวว่าสังคมไทยยังมีความหวาดระแวงต่อชาวโรฮิงยา และคนส่วนใหญ่ของประเทศยังไม่มีความเข้าใจมากนักเกี่ยวกับมุสลิม โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนใต้\n\n\nผศ.พิจิตรา สึคาโมโต้ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย\nพิจิตรา สึคาโมโต้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าจากการทำวิจัยเรื่องเฮทสปีชในสื่อสิ่งพิมพ์ พบเฮทสปีชมากที่สุดในประเด็นเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง ในการวัดระดับความรุนแรงพบว่า ความแตกต่างของอุดมการณ์ทางการเมืองมีความระดับรุนแรงสูงสุด แต่ยังไม่ถึงระดับการฆ่าหรือเป็นความรุนแรงทางร่างกาย ที่ปรากฏชัดเจนคือการพยายามไม่ให้อยู่ร่วมกันในสังคม คนที่ต่างกันไม่ควรมีพื้นที่อยู่ใกล้หรืออยู่ร่วมในพื้นที่เดียวกัน\nพิจิตรา กล่าวว่า ในประเทศไทย เฮทสปีชจะทำงานได้ดีหากมีการอุปโลกน์คนที่รักให้อยู่ทางฝั่งของตนเอง โดยที่อีกฝั่งหนึ่งก็มีคนที่รักหรือเชิดชูในฐานะตัวบุคคลด้วย และเมื่อคนที่รักถูกดูหมิ่นเหยียดหยามก็จะเชื่อมโยงมายังกลุ่มที่ตนเองสังกัดอยู่ และเฮทสปีชจะทำงานได้ดี\n“ในบางสังคมอย่างสหรัฐอเมริกา เชื่อในเสรีภาพในการสื่อสาร และเสรีภาพในการแสดงออก บัญญัติไว้เป็นข้อแรกในรัฐธรรมนูญของอเมริกา แนวคิดของอเมริกาเป็นลักษณะที่เป็นตลาดทางความคิด กลุ่มคู คลักซ์ แคลนในอเมริกาเกิดขึ้นได้ แต่ไม่มีทางเกิดในยุโรป เพราะยุโรปผ่านประสบการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยนาซีมาแล้ว”\nพิจิตรากล่าวถึงกรณีสหรัฐอเมริกาว่า อาจจะมีการแสดงออกซึ่งเฮทสปีชได้ว่าไม่ชอบกลุ่มคนหรือเชื้อชาติใดเชื้อชาติหนึ่ง แต่ย่อยลงไปในระดับกฎระเบียบขององค์กรหรือในมหาวิทยาลัย กลับมีข้อกำหนดในการป้องกันเฮทสปีชอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งงานวิจัยในอเมริกาพบว่ามีการออกกฎเกณฑ์จำนวนมากห้ามไม่ให้มีการเหยียดเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ในสื่อหนังสือพิมพ์ หรือการแสดงออกของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย\nพิจิตรา มองว่า หากจะนำเฮทสปีชมาใช้ในเมืองไทย จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างเฮทสปีชกับเสรีภาพในการสื่อสาร โดยต้องไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจในการใช้ดุลยพินิจกำกับดูแลสื่อ ซึ่งจะเป็นดาบสองคมในการทำร้ายเสรีภาพของสื่อ\nสำหรับข้อเสนอในเรื่องเฮทสปีชที่ทำได้ทันทีและไม่กระทบต่อกลุ่มใด  พิจิตรากล่าวว่าสื่อมวลชนควรนำเสนอข่าว สกู๊ป หรือรายงานต่างๆ ให้เห็นความเป็นมนุษย์ของคนที่กำลังตกเป็นเป้าของเฮทสปีช  โดยจะต้องผลิตซ้ำเพื่อตอกย้ำ และต่อสู้กับเฮทสปีช นอกจากนี้ ด้วยความที่สังคมไทยประกอบสร้างข่าวสารข้อมูลต่างๆ บนฐานของอารมณ์มากกว่าเหตุผล สื่อมวลชนจึงต้องดำรงไว้ซึ่งจรรยาบรรณและความเที่ยงตรง เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลและเป็นแหล่งอ้างอิงกับเฮซสปีชที่เกิดขึ้น\n“ถ้าสังคมไหนเป็นสังคมที่ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล สังคมนั้นไม่มีทางเป็นประชาธิปไตย ไม่สามารถเรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตยได้ ถ้าสังคมไหนเป็นสังคมที่มีเฮทสปีชเกิดขึ้น แล้วพยายามอ้างว่าอยู่บนโลกที่มีเสรีภาพ อยู่บนโลกที่เป็นประชาธิปไตยจะแสดงออกอะไรก็ได้ แต่ต้องถามว่าสารหรือเนื้อหาที่แสดงออกทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า ถ้าเป็นเนื้อหาที่ทำลายศักดิ์ความเป็นมนุษย์ แสดงว่าคุณกำลังใช้เสรีภาพตามอุดมการณ์ประชาธิปไตยเพื่อทำลายประชาธิปไตย ซึ่งคุณลดทอนความเป็นมนุษย์” พิจิตรากล่าว \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-1d72291adc3b4627a70d72250b3d3d67", "input": "Title: เปิดตัว 'หน่วยรบไซเบอร์' โพสต์รัวๆ 1.69 ล้านข้อความเทิดทูนฯ ภายใน 4 เดือน \n Body: ฉก.ทหารพรานที่ 45 โพสต์คลิปสรุปผลงาน 'เทินทูนสถาบัน' ระบุสนองนโยบาย 'เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทบ.' ทำหน้าที่สอดส่อง-โพสต์ตอบโต้เว็บหมิ่น ระบุ 4 เดือนโพสต์แล้ว 1.69 ล้านข้อความ ปัญหาคือเมื่อโพสต์ไปนานๆ จะโพสต์ไม่ติด และถูกบล็อก พบหลายหน่วยงานกองทัพทำหน้าที่คล้ายกัน\n\nภาพจากเว็บไซต์ของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 (ฉก.ทพ. 45) แสดงคลิป \"สรุปผลการดำเนินงานเครือข่ายผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ทบ.ภ.๔ ประเภทเทิดทูนสถาบัน\" โดยคลิปดังกล่าวซึ่งมีความยาวประมาณ 6 นาที ระบุว่าเป็นการบรรยายผลการปฏิบัติงาน \"การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค\" ของหน่วยขึ้นตรง (นขต.) ของกรมทหารพรานที่ 45 (ทพ.45)\n \n\n\nคลิป \"สรุปผลการดำเนินงานเครือข่ายผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ทบ.ภ.๔ ประเภทเทิดทูนสถาบัน\" ของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 (ฉก.ทพ. 45)\n \n\n\n\nภาพจากคลิป \"สรุปผลการดำเนินงานเครือข่ายผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ทบ.ภ.๔ ประเภทเทิดทูนสถาบัน\" ของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 (ฉก.ทพ. 45) แสดงผลการดำเนินงาน \"การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค\" โดยในคลิประบุด้วยว่าภายในระยะเวลา 4 เดือน ระหว่างมิถุนายน ถึง กันยายน 2555 สามารถโพสต์ข้อความเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ไปแล้ว 1.69 ล้านข้อความ\n \n\nตัวอย่างการโพสต์ข้อความข้อนามแฝง \"ฉก.ทพ.45\" ในเดือนมกราคม 2556 ที่ผ่านมาในกระดานสนทนา BKK.in.th [1]\n \n\nการโพสต์ข้อความในลักษณะคล้ายกัน โดยหน่วยงานกองทัพอื่นๆ เช่นกระดานข่าวของ \"กรมทหารพรานที่ 48: ร่วมตอบโต้การหมิ่นสถาบัน\" [2] มีการตั้งกระทู้เพื่อโพสต์ข้อความเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และตอบโต้การหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2555 จนถึงปัจจุบัน (7 มิ.ย. 56)\n \n\nการแบ่งหมวดหมู่ของเว็บบอร์ด http://webboard.sanook.com/ [3] ในส่วนของหมวด \"ชุมชนสนุก!\" [4] ซึ่งมีห้องย่อย \"ร่วมเทิดไท้องค์ราชันย์\" เป็นหนึ่งในห้องย่อย โดยปัจจุบัน (7 มิ.ย. 56) มีจำนวนกระทู้ทั้งสิ้น 3,492 กระทู้ มีข้อความทั้งสิ้น 279,860 ข้อความ เมื่อเปิดเข้าไปดูจะมีข้อความถวายพระพร พระราชดำรัส และพระบรมราโชวาท โดยผู้โพสต์หากไม่ใช้นามแฝง ก็จะใช้ชื่อย่อของหน่วยงานทางทหาร โดยห้องย่อยดังกล่าวมีข้อความมากรองจากห้องย่อย \"สนุก!ซุบซิบ\" ซึ่งมี 1,057,527 ความคิดเห็น และ \"ผู้ใหญ่วัยทำงาน\" ที่มีข้อความ 487,673 ข้อความ\n \n(7 มิ.ย. 56) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเว็บไซต์ของ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 [5] (ฉก.ทพ. 45) ซึ่งขึ้นตรงกับกองทัพภาคที่ 4 มีที่ตั้งหน่วยอยู่ที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ได้มีการโพสต์วิดีโอคลิปหัวข้อ \"สรุปผลการดำเนินงานเครือข่ายผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ทบ.ภ.๔ ประเภทเทิดทูนสถาบัน\" ซึ่งเป็นคลิป [6]ที่อัพโหลดไว้ในเว็บไซต์ YouTube มีผู้ใช้นามว่า aekfocuslansaka [7] ซึ่งโพสต์เอาไว้ตั้งแต่ตุลาคมปี 2555 ใต้คลิปเขียนคำบรรยายว่า \"สรุปผลการดำเนินงานเครือข่ายผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ทบ.ภ.๔ ประเภทเทิดทูนสถาบันโดยกรมทหารพรานที่ ๔๕\"\nโดยคลิปดังกล่าวซึ่งมีความยาวประมาณ 6 นาที เป็นการบรรยายผลการปฏิบัติงาน \"การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค\" ของหน่วยขึ้นตรง (นขต.) ของกรมทหารพรานที่ 45 (ทพ.45) โดยมีเสียงบรรยายว่า\n\"ด้วยปณิธานที่แน่วแน่ เพื่อจะเป็นข้าราชการที่ดีของพระองค์ท่าน จึงนำมาซึ่งการแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค โดยการโพสต์ข้อความและตอบโต้ข้อความ รวมถึงเว็บไซต์ที่ดูหมิ่นสถาบัน ตามที่ ผบ.ทบ. ได้กรุณาอนุมัติให้จัดตั้งเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทบ. เพื่อส่งเสริมและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เฝ้าตรวจสอบเว็บไซต์และกระดานสนทนาที่มีเนื้อหาพาดพิง หมิ่นเหม่สถาบัน และเข้าแสดงการเทิดทูนสถาบัน ตลอดจนตอบโต้ และด้อยค่ากลุ่มต่อต้าน\"\nในคลิปดังกล่าวระบุโครงสร้างการดำเนินงานว่า มี พ.อ.เฉลิมชัย สุทธินวล ผบ.กรมทหารพรานที่ 45 เป็นผู้มอบนโยบายและสั่งการ ขณะที่มีฝ่ายยุทธการของ ฉก.ทพ.45 เป็นผู้สนับสนุนในการจัดเตรียมข้อมูล กำหนดเป้าหมายยอดการโพสต์ กระตุ้นการปฏิบัติ ค้นหาเว็บไซต์เทิดทูนสถาบันและเว็บไซต์ที่หมิ่นเหม่ หรือพาดพิงสถาบัน\nขณะที่ส่วนปฏิบัติการ ประกอบด้วยกองร้อยหน่วยขึ้นตรง (นขต.) ของกรมทหารพรานที่ 45 และกองร้อยทหารพรานหญิงในหน่วย โดยกำหนดให้ผู้ปฏิบัติการ \"โพสต์ให้ได้ตามเป้าที่กำหนดหรือมากกว่า\" และเมื่อมีอุปสรรคในการปฏิบัติงาน ให้แจ้งผู้บังคับบัญชาให้ทราบ\nทั้งนี้ในคลิปดังกล่าวระบุว่าหน่วยได้เริ่มปฏิบัติงานมาตั้งแต่พฤษภาคม 2553 และในระหว่างเดือนมิถุนายน 2555 - กันยายน 2555 ได้โพสต์ข้อความรวมทั้งสิ้น 1,699,038 ข้อความ หรือวันละ 13,927 ข้อความต่อวัน ผู้บรรยายในคลิปยังอ้างด้วยว่าได้ทำให้กองทัพภาคที่ 4 เป็นกองทัพภาคที่โพสต์ข้อความแสดงความจงรักภักดีมากที่สุดเมื่อเทียบกับกองทัพภาคอื่นๆ\nผู้บรรยายในคลิปกล่าวด้วยว่า ที่หน่วย ทพ.45 ประสบความสำเร็จเนื่องจากมี Unit School หรือการอบรมความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ให้กำลังพล มีการกำหนดเป้าหมายยอดการโพสต์ นอกจากนี้สนับสนุนข้อมูล จัดทำข้อความ จัดหาข้อความสำหรับโพสต์โดยฝ่ายอำนาจการ ที่สำคัญมีการมอบรางวัลให้กำลังพลที่ปฏิบัติงานดีเด่น โดยมีการพากำลังพลไปทัศนศึกษาที่ประเทศมาเลเซียด้วย\nในท้ายคลิป มีการสรุปอุปสรรคที่เกิดขึ้นจาก \"การปฏิบัติ\" ซึ่งพบว่า \"เว็บไซต์ที่เปิดให้มีการโพสต์ข้อความถวายพระพร เมื่อมีการโพสต์ข้อความในแต่ละวันของหลายๆ หน่วย พร้อมกัน เป็นจำนวนมาก เป็นระยะติดต่อกันไม่เกิน 1 เดือน จะพบปัญหา\" โดยในคลิประบุไว้ 3 เรื่อง โดยบรรยายว่า\"1. โพสต์ข้อความไม่เข้า หรือที่เรียกว่า Error 2. มีการปิดกั้นไม่ให้โพสต์ข้อความ หรือที่เรียกว่าถูกบล็อก 3. ข้อความเต็มความจุ ทำให้ผู้ให้บริการระงับการใช้ชั่วคราว หรือที่เรียกว่า เว็บแตก\"\nในคลิประบุวิธีแก้ปัญหาของหน่วยว่า จะใช้วิธีนำเว็บไซต์สำรอง หรือจัดหาเว็บไซต์ตามช่องทางต่างๆ ให้กับหน่วยขึ้นตรงไปโพสต์แทนเว็บเดิม และจัดทำเว็บไซต์สำหรับโพสต์ข้อความเองได้แก่ เว็บไซต์ของกองร้อยทหารพรานที่ 4503 และ 4513\n\"ด้วยความจงรักภักดีที่แน่วแน่ของพวกเราชาวกองทัพภาคที่ 4 โดยกรมทหารพรานที่ 45 ขอเป็นส่วนหนึ่งของการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และสนองปณิธานของท่านแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ว่า ผมจะนำพากองทัพภาคที่ 4 ให้ไปยืนอยู่ในแนวหน้าของกองทัพบกสืบไป\" คำบรรยายท้ายคลิประบุ\nนอกจากคลิปบรรยายผลการปฏิบัติงานของ ฉก.ทพ.45 ดังกล่าวแล้ว ยังพบการโพสต์ข้อความในลักษณะใกล้เคียงกัน โดยใช้ชื่อผู้โพสต์เป็นชื่อหน่วยงานในกองทัพหน่วยอื่น เช่นกระดานข่าวในเว็บบอร์ด BKK1.in.th มีการตั้งกระทู้ \"กรมทหารพรานที่ 48: ร่วมตอบโต้การหมิ่นสถาบัน\" [2]  เพื่อโพสต์ข้อความเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และตอบโต้การหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2555 และมีการโพสต์ข้อความทุกวัน จนถึงปัจจุบัน (7 มิ.ย. 56)\n\n\nนอกจากนี้ใน YouTube ยังมีคลิปที่โพสต์ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ชื่อคลิปว่า \"สอนเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์\" [8] โดยผู้ใช้นามว่า Kampanart Somklar เนื้อหาเป็นการสอนกำลังพลให้โพสต์ภาพเทิดทูนสถาบันลงในโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่าง facebook พร้อม Tag ผู้ใช้ facebook ด้วย โดยหลังการโพสต์แล้ว ในคลิปตั้งแต่นาทีที่ 6 จะมีการสอนให้ทำการคัดลอก URL ข้อความ พร้อมพิมพ์ชื่อผู้โพสต์ และจำนวนที่ถูกแท็ก เพื่อรายงานส่ง \"ศูนย์กรรมวิธีข้อมูล\" โดยในคลิปดังกล่าวบรรยายว่าเพื่อเป็นการ \"ส่งยอด\" ไปยังจังหวัดทหารบก\nผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า เมื่อสำรวจในเว็บไซต์ที่มีกระดานสนทนาสำหรับแสดงความคิดเห็นจะพบว่า เว็บไซต์หลายแห่งจะสร้างหมวดหมู่ย่อย เพื่อรวบรวมข้อความเทินทูนสถาบันที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน แยกออกมาจากหมวดหมู่อื่นๆ อย่างเช่น เว็บไซต์ Sanook.com ซึ่ง truehits.net ระบุว่ามีผู้เข้าชมวันละ 9.35 แสน IP นั้น ในเว็บบอร์ดหมวด \"ชุมชนสนุก!\" ได้สร้างห้องย่อย \"ร่วมเทิดไท้องค์ราชันย์\" [9]แยกออกมาจากประเด็นสนทนาของห้องย่อยอื่นๆ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการโพสต์ข้อความในทำนองนี้โดยเฉพาะ\nโดยปัจจุบัน (7 มิ.ย. 56) ห้องย่อยดังกล่าว มีจำนวนกระทู้ทั้งสิ้น 3,492 กระทู้ มีข้อความทั้งสิ้น 279,860 ข้อความ เมื่อเปิดเข้าไปดูจะมีข้อความถวายพระพร พระราชดำรัส และพระบรมราโชวาท โดยผู้โพสต์หากไม่ใช้นามแฝง ก็จะใช้ชื่อย่อของหน่วยงานทางทหาร โดยห้องย่อยดังกล่าวมีจำนวนข้อความมากรองจากห้องย่อยอื่นๆ \"สนุก!ซุบซิบ ซึ่งมี 1,057,527 ความคิดเห็น และ \"ผู้ใหญ่วัยทำงาน\" ที่มีข้อความ 487,673 ข้อความ \n What is the sentiment in the text for the genre: environment", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-a0d7bca8011b4e18b435aa01353520e2", "input": "Title: ประวิตร ขออย่าไปกดดันกองทัพเรือ ช็อปเรือดำน้ำจีน ระบุตั้งงบฯจัดซื้อไว้เรียบร้อย \n Body: พล.อ.ประวิตร เผยความคืบหน้าการจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีนของกองทัพเรือ ระบุทุกอย่างมีการตั้งงบประมาณในการจัดซื้อไว้เรียบร้อย หากถึงเวลาไม่อยากให้ไปกดดันกองทัพเรือ\n15 ก.พ. 2560 สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่า วันนี้ เมื่อ เวลา10.00 น. ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ถนนราชประสงค์ กรุงเทพฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีนของกองทัพเรือ หากไม่นำเข้า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนนี้จะไม่ทันปีงบประมาณ ว่า งบประมาณในการจัดซื้อมีอยู่แล้ว หากกองทัพเรือเสนอเรื่องการจัดซื้อเรือดำน้ำเข้า ครม.ไม่ทันในสิ้นเดือนนี้ ก็ไม่เป็นไร ตนรับผิดชอบอยู่แล้ว ซึ่งทุกอย่างมีการตั้งงบประมาณในการจัดซื้อไว้เรียบร้อย เป็นเรื่องของกองทัพเรือที่จะเสนอมา หากถึงเวลาไม่อยากให้ไปกดดันกองทัพเรือ ทั้งนี้ กองทัพเรือจะจัดซื้อเรือดำน้ำแน่นอน แต่ไม่ใช่ได้เรือดำน้ำในตอนนี้ เนื่องจากมีการทำแผนเอาไว้ประมาณ 6 ปี\n \nมีรายงานข่าวจากกองทัพเรือ ว่า ขณะนี้ทางกองทัพเรือเตรียมเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีนจำนวน 1 ลำ 3 วงเงิน 1.3 หมื่นล้านบาท ต่อ พล.อ.ประวิตร หลังจากกองทัพเรือได้มีการจัดทำรายละเอียดและพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วและคาดว่าจะนำเสนอได้ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อเข้าที่ประชุมสภากลาโหม หลังจากนั้นจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในเดือนนี้ต่อไป\n \n \nที่มา : โพสต์ทูเดย์ [1] มติชนออนไลน์ [2]และคมชัดลึกออนไลน์ [3] \n What is the sentiment in the text for the genre: ict", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-ce38ee0626b84cefb5863108dff46965", "input": "Title: สัมภาษณ์ ไม้หนึ่ง ก.กุนที : (2) ว่าด้วย SMEs OTOP และการเหวี่ยงกลับของซ้ายเก่า \n Body: ความเดิมตอนที่แล้ว สัมภาษณ์ ไม้หนึ่ง ก.กุนที: (1) ทำไมถึงต้องแดง! บทวิเคราะห์แดง-เหลือง การเมืองเก่า-ใหม่ [1]\n\n\"ไม่ว่า SMEs OTOP แต่สิ่งที่พวกคุณคุ้นเคยยกตัวอย่างเรื่องไวน์ \nคุณคุ้นเคยกับการที่ทักษิณทำให้มีไวน์ออกมา 500 ยี่ห้อ \nผ่านไป 5 เดือนเหลืออยู่ 5 ยี่ห้อ แม่ง! นโยบายนี้เลว เฮ้ย! คุณวิปริตว่ะ \nถ้าเกิดคุณสรุปอย่างนี้ อันนี้คือปรัชญาพื้นฐานของการพัฒนาสังคม \nปริมาณไปสู่คุณภาพ ที่สุดตลาดจะเลือกคุณภาพ\"\nประชาไท: ถ้าเราพุ่งเป้าว่าการเสียผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นแรงผลักดันที่ทำให้คนออกมา โดยอธิบายมุ่งไปที่นโยบายประชานิยมซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างจิตสำนึกใหม่ๆของประชาชน คำถามคือ รัฐบาลต่อๆ จากทักษิณก็ไม่ได้ล้มประชานิยม สานต่อหลายอย่าง ผลิตใหม่หลายอย่างด้วยซ้ำ\nไม้หนึ่ง: ผมเถียงครับ อันที่จริงที่รัฐบาลเหล่านี้สานต่อหรือที่ทักษิณทำเองก็ยังเป็นที่กังขาว่า คุณทำแบบอาร์เจนติน่าหรือเปล่า ที่สุดคุณทำให้ประชาชนเป็นง่อยหรือเปล่า แต่ในมุมมองของผม ผมเติบโตในครอบครัวชาวนา พอวัยรุ่นครอบครัวชาวนาของผมยกระดับมาเป็นชาวสวน ชาวนาทำเพื่อกิน ชาวสวนทำเพื่อขาย ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ ผมกลายมาเป็นพ่อค้า ผมยกระดับตัวเองมาตลอด แล้วผมก็มีการศึกษาระดับเดียวกับพวกคุณ ผมเห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ผมเห็นชีวิตคนที่มันเปลี่ยนไปด้วยทรัพยากร อำนาจ และโอกาส บางครั้งอำนาจกับโอกาส มันเป็นสิ่งเดียวกัน เงินกองทุนหมู่บ้านสองหมื่น ถึงแม้ว่าคนภาคใต้อาจจะเถียงว่าภาคใต้ไม่มีโอเค มันเพิ่งมีมา 6 ปี ต้องขยายเพิ่มด้วย ที่ผ่านมาใช้ฐานความคิดแบบนักการเมืองซึ่งล้าหลังแบบฐานคะแนนกูก็ให้ก่อน แต่คุณจะบอกว่ามันผิดไม่ได้ คุณต้องบอกว่ามันเป็นพลวัต ถ้ามันหมุนไปสู่จุดที่ดีก็ต้องบอกว่ามันถูก แต่ถ้ามันถอยไปสู่การที่แบ่งประเทศ อันนั้นมันก็เลวร้าย\nเพราะฉะนั้น เงินสองหมื่นบาทมันทำให้คนเปลี่ยนจากชาวนาโดยไม่ต้องเป็นชาวสวนแบบผม แต่เป็นพ่อค้าบะหมี่ชายสี่ฯ ได้เลย แล้วคุณอาจจะถามผมว่า อ้าว แล้วความพอเพียงล่ะ...ความพอเพียงก็เป็นความลวง ในขณะที่ภววิสัยทางโลกเป็นทุนนิยม เป็นคลื่นกระแสที่เชี่ยวกราก คุณต้องทำสองอย่างในเวลาเดียวกัน คือ คุณต้องพอเพียงในรสนิยม คุณควรจะมีมือถือในยี่ห้อที่ไม่ต้องใช้เน็ตได้ถ้าคุณเป็นชาวนา หรือว่าบางเงื่อนไขคุณไม่จำเป็นต้องใช้ ทุกอย่างต้องพอเพียงในรสนิยม แต่ในการทำมาหากินต้องสอดรับกับภววิสัยทางโลก\nสรุปง่ายๆ ว่า ตอนนี้นักการเมืองเลว ที่สุดวิธีคิดการมองว่าสังคมชั่วร้าย คนยังด่าพ่อค้าคนกลางอยู่เลย ซึ่งมันถูก แต่พ่อค้าคนกลางคือใคร แทบเป็นเครือข่ายของชนชั้นสูงทั้งนั้น แต่ในขณะกระบวนทัศน์ของพรรคไทยรักไทย หรือวิธีคิดของพรรคไทยรักไทยพูดถึง SMEs และ OTOP สิ่งเหล่านั้นอย่าทำเป็นเล่นไป ชาวนาที่มีลูกจบ MBA มันไม่ยากเลยที่เขาจะมาแทรกตัวในการค้าเสรีแล้วส่งข้าวของพ่อเขาเองตามห้าง ทุกคนได้เงินสองหมื่น มีทรัพยากร มีทุน ได้โครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อการผูกขาดของชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง จริงๆ มันก็สรุปไม่ได้ว่าไม่เอื้อ แต่มันส่งเสริมรายย่อย ไม่ว่า SMEs OTOP แต่สิ่งที่พวกคุณคุ้นเคยยกตัวอย่างเรื่องไวน์ คุณคุ้นเคยกับการที่ทักษิณทำให้มีไวน์ออกมา 500 ยี่ห้อ ผ่านไป 5 เดือนเหลืออยู่ 5 ยี่ห้อ แม่ง! นโยบายนี้เลว เฮ้ย! คุณวิปริตว่ะ ถ้าเกิดคุณสรุปอย่างนี้ อันนี้คือปรัชญาพื้นฐานของการพัฒนาสังคม ปริมาณไปสู่คุณภาพ ที่สุดตลาดจะเลือกคุณภาพ\n\"นักคิดนักเขียนในสังคมไทย มุ่งผลิตวาทกรรมที่เหมือนกับว่าคนที่ทำมาหากินที่สุจริต \nแต่ต้องการได้กำไรที่สอดรับกับภววิสัยทางโลกกลายเป็นคนเลวไปหมด \nที่สุดอันนี้ก็ยกระดับมาสู่ทักษิณ\"\nถ้าคนเคลื่อนไหวเพราะผลประโยชน์ส่วนตัวที่ได้จากโครงการประชา นิยม รัฐบาลไหนก็ทำได้ ก็ทำประชานิยมสิ ทำไมคนจะต้องยึดติดกับไทยรักไทยด้วย หรือมันมีหลักการอะไรบางอย่างหรือเปล่าที่ทำให้เขาออกมา\nความจริงใจไง เอาง่ายๆ ทุกรัฐบาล คนที่ถือครองอำนาจรัฐ มันฉกชิงอำนาจและทรัพยากรไปจากคนทั้งนั้น แต่ความจริงใจจะทำให้ประชานิยมไปพ้นจากทฤษฎีสู่การปฏิบัติที่แท้จริง พูดตรงๆ นะ ไอ้ม็อตโต้ ที่บอกว่า จงอย่าเอาปลาไปให้ประชาชน แต่จงสอนประชาชนให้จับปลา มันเป็นวาทกรรมที่ใช้ไม่ได้กับเมืองไทย เพราะอะไรรู้หรือเปล่า มันเป็นม็อตโต้ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ จากสังคมที่ไม่มีความสมบูรณ์ ในเรื่องทรัพยากร ไม่มีความสมบูรณ์ในภูมิประเทศ เอ้า คุณ ดูง่ายๆ อย่างเมืองจีนและรัสเซีย เขามีพื้นที่เพาะปลูกได้กับพื้นที่เพาะปลูกไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไอ้วิธีคิดอย่างนี้ถึงสอดรับกับภูมิประเทศของเขา แต่ของเราทุกวันนี้แทบไม่มีแล้วไอ้พื้นที่ที่จะต้องมีอีสานเขียวอยู่ มันแทบจะมีแต่พื้นที่น้ำท่วม เพราะปัญหาจากเขื่อน พูดง่ายๆ ว่าอย่าให้วาทกรรมนี้เข้ามา หรือเข้ามาได้แต่คุณศึกษากันในหมู่นักวิชาการ ทันทีที่คุณจะไปสู่การปฏิบัติ คุณต้องบอกใหม่ว่า จงคืนปลาสิบตัวให้แก่ประชาชนสักแปด คุณเอาไปแค่สองตัว\nปัญหาของเราคือ คุณไม่ต้องสอนประชาชนจับปลาหรอก ประชาชนทำมาหากินได้ เขาขาดแค่ปัจจัยบางอย่าง ที่ช่วงสังคมพัฒนาการมาเป็นสังคมสมัยใหม่ หรือสังคมนิคส์ เขาขาดโครงสร้างบางอย่างพังไปอย่างเช่น โครงสร้างแข็งแรงในเรื่องของทฤษฎีเกษตร\nทฤษฏีเก่าคือ ชาวนาชาวสวนถูกทำลายโดยเจียไต๋ ผมเติบโตมาในยุคนั้น เติบโตมาพร้อมกับเจียไต๋ ผมเติบโตที่นครชัยศรี สวนของเรามีนาด้วยเกือบ 80ไร่ เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงปลา ปลูกผัก แต่เราทำเพื่อรับใช้ปากท้องของพวกเรา ต่อมาถูกเปลี่ยนโดยบริษัทเมล็ดพันธุ์ บริษัทปุ๋ย ให้ลดพื้นที่การปลูกข้าวให้น้อยลงเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวหรือผักเชิงเดี่ยว เพื่อส่งขายปากคลองตลาดเราถูกทำให้อ่อนแอตั้งแต่ตรงนั้น ที่สุดประชาชนของเราจับปลาเก่งมาก แต่ปัญหาของเราที่แท้จริงไม่ใช่ประชาชนจับปลาไม่เป็น แต่คือการที่มีโจรช่วงชิงปลาของประชาชนไปตลอดเวลา ทุกวันนี้ประชาชนได้กินปลาแค่ 2 ตัว แต่อีก 8 ตัวมันถูกชิงไปไม่ว่าโดยอำนาจรัฐ จากชนชั้นสูง หรือกระบวนการบ้านเมือง อะไรก็ตามแต่ ตรงนี้สำคัญ\nแล้วอีกอย่างหนึ่ง เงินทองของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง ใช้ไม่ได้กับภววิสัยปัจจุบัน ภววิสัยปัจจุบัน ในเมื่อโครงสร้างปัจจุบันของคุณถูกทำลายแล้ว ความแข็งแรงเรื่องที่นา สวนผัก สวนผลไม้ ถูกทำลายแล้ว คุณต้องมีเงิน คุณไม่มีต้นข่อยมาสีฟัน คุณต้องจ่ายเงินซื้อเดนทิสเต้ ใกล้ชิด ซอลท์ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่พวกคุณก็ถูกชี้นำแบบนี้ แม้แต่กับวงการวรรณกรรมก็ตาม\nจะยกตัวอย่างเรื่องสั้นของคุณ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่คุณศุ บุญเลี้ยง วิจารณ์คุณกนกพงศ์ 3 ปีแล้วมั้ง ผมจำไม่ได้ ที่แพ่งนรา เนื้อเรื่องคือ คุณยายคนหนึ่งอยู่กับบ้านทำการเกษตร หักของเก็บผลผลิตทางการเกษตรมาขายหน้าบ้านโดยไม่เอากำไร การชี้นำอย่างนี้เป็นปัญหา อันตรายกับประชาชน ราษฎร พลเมืองอย่างที่สุด\nสมมติว่าคุณยายอยู่พื้นที่ๆ หนึ่งไม่ได้ปลูกหมากเอง ไม่ได้ปลูกพลูเอง คุณยายต้องมีกำไรไหม คุณมองง่ายๆ ว่า เมืองไทยมันอุดมสมบูรณ์ ทุกอย่างเกิดขึ้นจากดิน แล้วคุณเด็ดจากดินไปขาย 2-3 บาทก็ได้กำไรแล้ว มันไม่ใช่ไง คุณต้องอย่าส่งเสริมการเอารัดเอาเปรียบและกดขี่ เพราะมันมีบางคนที่จะเหมาผักของคุณยายหมดในเงิน 99 บาท ยังไม่ถึง 100 เลย หรือ 5 บาทมันยังจะเอาเงินถอนจากคุณยายเลย ผักบุ้งกำละ 5 บาท ผักบุ้งมันเอาของคุณยายมาทั้งหมด 10 บาท แต่มันเอามาขายได้ 30บาท ที่สุดคุณต้องทำให้สังคมดำเนินวิถีชีวิตสอดรับกับกลไกการตลาดที่เป็นจริง ไม่ใช่ส่งเสริมการเอารัดเอาเปรียบ\nที่สุดชุดวิธีคิดที่ว่า...เออ เสาร์-อาทิตย์นี้ทำ อะไรกันดีแม่...นี่ไปซื้อผักสิถูกมาก แล้วเราเอามาตั้งขายบ้านหน้าบ้านเราได้กำไร 5 เท่า...คุณส่งเสริมวิธีคิดแบบนี้กันอยู่ทุกวันนี้ ทำไมไม่ไปให้การศึกษาป้าล่ะว่าควรขายเท่าไรเป็นอย่างต่ำ เราขาดปัญญาชนที่จะไปรับใช้ประชาชน คุณลงหมู่บ้านก็จะไปเอาจากเขา นั่งดูป้า ใส่เสื้อผ้าสีนี้ เอาคุณลักษณะของเขามาเขียนเรื่องสั้นส่ง เอาเงินมาใช้ แต่ไม่ได้คืนอะไรให้กับประชาชนเลยแม้แต่ไอเดียในการดำเนินชีวิต และเรื่องสั้นเรื่องนี้ ศุ บุญเลี้ยง จึงวิจารณ์ว่า ถ้าผมเป็นคุณยายแล้วผมทำมาหากินแล้วได้กำไรไม่ได้เหรอ ผมชั่วเหรอ มันกลายเป็นว่านักวรรณกรรม นักคิดนักเขียนในสังคมไทย มุ่งผลิตวาทกรรมที่เหมือนกับว่าคนที่ทำมาหากินที่สุจริต แต่ต้องการได้กำไรที่สอดรับกับภววิสัยทางโลกกลายเป็นคนเลวไปหมด ที่สุดอันนี้ก็ยกระดับมาสู่ทักษิณ\n\"ผมมองว่าภาววิสัยทางโลก เราต้องส่งเสริมให้แปรรูปทุกอย่างเข้าตลาดให้หมด \nโดยระบุไปในรัฐธรรมนูญเลยว่า สาธารณูปโภคพื้นฐาน หรือทรัพย์ในดินสินในน้ำ \nทุกคนที่เกิดในอาณาเขตของเมืองไทย ทันที่ที่ลืมตาดูโลกแล้วแจ้งเกิด\nมีรายชื่ออยู่ในสำมะโนประชากร จะต้องมีหุ้นส่วนในวิสาหกิจนั้น\"\nถามจริงเมืองไทยทำไมเราถึงรู้ว่าทักษิณมันรวยนัก เพราะทักษิณมันต้องแจ้งยอดเงิน ต้องแจ้งอะไรหลายๆ อย่างเหมือนกับผู้แทนทั้งปวง เวลาเข้าเป็นสมาชิกรัฐสภา แต่คนที่ไม่ต้องแจ้งล่ะ แล้วสามารถเอาเปรียบที่กดขี่ประชาชนได้อย่างซึมลึกแล้วก็ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำเหมือนกับน้ำเซาะทราย แล้วคำว่า น้ำเซาะทรายของเขาไม่ใช่จากหนึ่งเป็นสอง แต่จากหนึ่งหมื่นล้านเป็นสองหมื่นล้านในสองอาทิตย์ พวกนี้ไม่มีกฎหมายให้เขาชี้แจง ซึ่งที่สุดโครงสร้างเศรษฐศาสตร์แบบก้าวหน้ามีตั้งแต่สมัยนายปรีดี หรือ อาจารย์ป๋วย เค้าโครงเศรษฐกิจหน้าเหลือง ที่สุดก็เป็น Satire เสียดเย้ยกับพรรคประชาธิปัตย์ ภาษีก้าวหน้า ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน จริงๆ แล้วเราสามารถจูนสังคม ค่อยๆ เคลื่อนไปสู่ประโยชน์ของประชาชน หรือการดูแลซึ่งกันและกันของพลเมืองได้มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าโครงสร้างการเมืองหรือเศรษฐกิจมันก้าวหน้า คนรวย คุณต้องจ่าย\nเมืองไทยมีวิธีคิดหนึ่งที่พวกฝักใฝ่มาร์กซิสม์ถูกด่ามาตลอด ซึ่งเป็นวิธีคิดแทรกซึมของคนชั้นสูงหรือผู้ไม่ต้องการเสียผลประโยชน์มัก กล่าวอ้างว่า คุณจะเป็นคอมมิวนิสต์ไปทำไม ทุกวันนี้ มีจนบ้าง รวยบ้าง คนชั้นกลางบ้าง ถ้าเป็นคอมมิวนิสต์ก็จะจนเท่าเทียมกันหมดจะเอาหรือ มันบ้า เพราะลองไปดูรัสเซียมีแต่น้ำค้างแข็ง ภูเขาเหน็บหนาว ไปดูจีนพื้นที่เพาะปลูกไม่มากมาย ไม่สอดรับกับปริมาณคน ประเทศไทยถ้าคุณจัดโครงสร้างดีๆ ทุกคนจะรวยเท่ากัน\nผมจะเสนอแนวคิดหนึ่งแนวคิดนี้แม้แต่กลุ่มเลี้ยวซ้ายที่มุ่งรัฐ สวัสดิการ เขาก็ยังมองไปอีกทาง ผมก็ไม่เห็นด้วยกับเขา กลุ่มเลี้ยวซ้ายจะมองว่าไม่ส่งเสริมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ น้ำมัน ไฟฟ้า ประปา แต่ผมมองว่าภววิสัยทางโลก เราต้องส่งเสริมให้แปรรูปทุกอย่างเข้าตลาดให้หมด โดยระบุไปในรัฐธรรมนูญเลยว่า สาธารณูปโภคพื้นฐาน หรือทรัพย์ในดินสินในน้ำ ทุกคนที่เกิดในอาณาเขตของเมืองไทย ทันที่ที่ลืมตาดูโลกแล้วแจ้งเกิดมีรายชื่ออยู่ในสำมะโนประชากร จะต้องมีหุ้นส่วนในวิสาหกิจนั้น เช่น ปตท. ผมส่งเสริมให้ ปตท.แปรรูปและทำกำไรแต่ประชาชนทุกคนมีชื่ออยู่ในหุ้นของ ปตท.ทันที ถามว่าอย่างนี้ไม่เละเหรอ คุณสามารถจัดสัดส่วนได้ว่าหุ้นที่เป็นของประชากรทั้งหมดเป็นเท่าไร หารได้ปีละ 500 บาทก็สมควร ได้ปีละ 2,000 บาทก็ยิ่งดี ซึ่งในระบบทุนนิยมมันมีแต่ได้ เพราะอะไร เพราะน้ำมันของ ปตท. ประชาชนส่วนใหญ่ต้องใช้ ผมว่าอันนี้เป็นข้อเสนอที่ก้าวหน้ายังไม่เคยมีใครเสนอคล้ายกับระบบสหกรณ์ ปตท.ที่แปรรูปแล้วอยู่ๆ กลายเป็นระบบสหกรณ์ ประชาชนกิน กำไรส่วนหนึ่งก็ให้ประชาชน แม้ว่ากำไรอีกบางส่วนต้องหมดไปกับการบริหาร มันทำได้ ทำไมแนวคิดนี้ไม่มีใครกล้าคิด มันขัดผลประโยชน์ใคร ทุกวันนี้คุณก็รู้ว่ารัฐวิสาหกิจทั้งปวงโบนัสเท่าไร ทำไมการรถไฟของเรามันถึงไม่ดีกว่านี้\nเมื่อกี้พูดว่าตอนนี้ประชาชนสุกงอม แต่ดันขาดปัญญาชนแบบที่เคยมี อย่าง 6 ตุลา 14 ตุลา อะไรคือปัจจัยที่ทำให้พวกเขาจำนวนไม่น้อยเหวี่ยงกลับไปเป็นกลุ่มคอนเซอร์เวทีฟในยุคนี้\nมันผิดตั้งแต่เราไปมองว่า 14 ตุลา 6 ตุลาเป็นฝ่ายก้าวหน้าแล้ว บอกให้ก็ได้ ทุกวันนี้คนที่ได้ตราประทับจากการเข้าป่า กลายเป็นอภิสิทธิ์ชนส่วนหนึ่ง\n\"ถ้ากลุ่มคนเหล่านั้นคิดไม่สอดรับกับพวก 14 ตุลา คุณจะเหยียดหยามเขา หรือจะยังไง\nพวกคุณเหมือนฝูงหมาที่รวมกลุ่มกัน ปริมาณไม่เยอะหรอก แต่คุณเห่าเสียงดัง \nแล้วคุณเข้าร้าน pet shop คุณตัดแต่งขนอยู่เสมอ \nมีความสะอาด ขนมัน ปากชมพู ยืนตรง ขี้เล่น ไม่ดื้อ \nในขณะที่คุณลืมไปว่าไอ้ทารกหมาป่าตัวจริง ทุกวันนี้มันก็ปรับตัวเข้ากับภววิสัยทางสังคม \nจนที่สุดมันก็มาอยู่ร่วมในสังคมเดียวกับคุณ \nแล้วมันเห็นว่าคุณเป็นหมาไม่แท้ คุณเป็นหมาย้อมสี แล้วที่สุดคุณเป็นสัตว์เลี้ยง\"\nแต่ตอนนั้นเขาก็ก้าวหน้าไม่ใช่หรือ มีไอเดียของการต่อสู้เพื่อความเป็นเท่าเทียม เป็นธรรม\nแต่มันยังมีความก้าวหน้าแบบจับพลัดจับผลู ไม่ได้ก้าวหน้าจริง ผมจะยกตัวอย่างให้ ระหว่างคนที่เข้าป่าสมัยนั้น พอป่าแตกออกมาทุกคนเหมือนจะมียศถาบรรดาศักดิ์ที่มองไม่เห็นอยู่ ประชาชนทั่วไปอาจไม่รับรู้ แต่วงวรรณกรรมรับรู้และให้เครดิตพวกเขา แล้วพวกเขาก็เติบโตมาเป็นอะไรต่อมิอะไร คุณไปให้ค่ากับปัญญาชนหรือนิสิตนักศึกษารุ่นนั้น ถ้ามองรายละเอียด หลังจากพวกเขากลับออกมาทำไมเขาจึงฟูมฟายตัดพ้อพรรค ทำไมเข้าไปแล้วไม่ได้เป็น ศ. ไม่ได้เป็นอะไรเลย คุณมีต้นทุนในเมือง แต่โดยทฤษฎีคุณไม่มีต้นทุนชนชั้น และยังไม่ได้รับการพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า มือนิ่มๆ ของคุณรับใช้พรรค รับใช้ประชาชนผู้เสียเปรียบได้แค่ไหน แล้วมันก็เกิดมายาคติเช่น ผมโตเป็นหนุ่มไม่ทัน 14 ตุลา 6 ตุลา ทันทีที่ทะลึ่งมาเป็นผู้ฝักใฝ่มาร์กซิสม์ คำที่ตามมาก็คือ ซ้ายใหม่ ซ้ายไร้เดียงสา เพราะไม่มีต้นทุน เด็กบางคนจนมันจบมหาวิทยาลัยมันอยู่ในเขตงานมาตั้งแต่เกิด ขณะที่คุณเข้าไปตากอากาศแค่ไม่กี่ปี ใครเป็นตัวจริงตัวปลอม ตรงนี้ไม่เคยมีใครมาพูด คุณมีแต่เรื่องเด็กหญิงหมวกดาวแดงที่เป็นลูกสาวของปัญญาชนที่เข้าไปมีเมียมี ลูกกันในนั้นแล้วก็ออกมา อ้าว! แล้วคุณเคยพูดถึงลูกหลานของสหายผู้ปฏิบัติงานไหมว่าไอ้พวกนั้นที่ทุกวันนี้ พ่อแม่มันก็ยังอยู่ในพื้นที่ แต่ลูกเต้าเติบโตมีวัยเด็กโดยอุดมการณ์การหล่อหลอมของช่วงเวลานั้น\nผมเคยตั้งคำถามกับวินัย อุกฤษณ์ หรือวารี วายุ ที่เกาะบูบู สมัยรัฐบาลทักษิณว่า พี่ ถ้าวันหนึ่งไอ้เด็กที่มันเคยวิ่งส่งข้าวส่งน้ำให้เพื่อนฝูงพี่ที่เข้าป่า แต่วินัยเขาไม่ได้เข้าป่านะ สมัยที่พวกเพื่อนฝูงพี่หนีอำนาจรัฐเข้าไปอยู่ในป่า เด็กพวกนั้นที่มันเป้ข้าวให้พี่ เพราะมือพี่บางเกินไป ถึงวันนี้มันกลายมาเป็นคนรักทักษิณ รักประชานิยม มีโทรศัพท์มือถือ ใช้ชีวิตสอดรับกับกระแสการค้าเสรีอย่างปัจจุบัน พี่จะว่ายังไง พี่วินัยบอกว่าก็ปล่อยมันไป เมื่อมันเหลวแหลกก็ปล่อยให้มันเหลวแหลกไป ตรงนี้ไงที่ทำให้เห็นว่าคุณยึดมั่นถือมั่นกับกลุ่มความคิดบางอย่างแบบแข็ง และไม่เป็นพลวัตเลย ฉะนั้น ผมว่าตอนนี้คุณภาพใหม่ของสังคมไทยอย่างหนึ่งก็คือ เด็กจากเขตงานพวกนั้นมีโอกาสการศึกษาที่สูง ไทยรักไทยอาจช่วยเป็นส่วนน้อยด้วยซ้ำ แต่พลวัตทางสังคมเป็นไปทางนั้น คุณตั้งคำถามถึงเด็กกลุ่มนั้นไหม ลูกเต้าเหล่ากอของผู้ปฏิบัติงานจริงที่เรียนสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วทุกวันนี้อาจจะมาเป็นนักวิชาการ เป็นคนชั้นกลาง หรือเป็นอภิชนที่นอกคอก มันเสือกประสบความสำเร็จทางธุรกิจ ถ้ากลุ่มคนเหล่านั้นคิดไม่สอดรับกับพวก 14 ตุลา คุณจะเหยียดหยามเขา หรือจะยังไง\nประเด็นก็คือ พวกคุณเหมือนฝูงหมาที่รวมกลุ่มกัน ปริมาณไม่เยอะหรอก แต่คุณเห่าเสียงดัง แล้วคุณเข้าร้าน pet shop คุณตัดแต่งขนอยู่เสมอ มีความสะอาด ขนมัน ปากชมพู ยืนตรง ขี้เล่น ไม่ดื้อ ในขณะที่คุณลืมไปว่าไอ้ทารกหมาป่าตัวจริง ทุกวันนี้มันก็ปรับตัวเข้ากับภววิสัยทางสังคม จนที่สุดมันก็มาอยู่ร่วมในสังคมเดียวกับคุณ แล้วมันเห็นว่าคุณเป็นหมาไม่แท้ คุณเป็นหมาย้อมสี แล้วที่สุดคุณเป็นสัตว์เลี้ยง ในขณะที่เด็กเหล่านั้นเป็นหมาจรจัด สุ่มเสี่ยงกับความอดอยากและอะไรหลายอย่าง ล่าเอง ไม่มีต้นทุน พ่อแม่ส่งให้เรียนแล้วจบ ขวนขวายเอาเอง พอไทยรักไทยมา พ่อแม่ก็บอกว่าเอ้า เงินกองทุนหมู่บ้านสองหมื่นไปเซ็นเอาซะ กลับมาในเมืองเปิดบริษัทคอมพิวเตอร์ เปิดเว็บไซต์ทำมาหากิน มันมีคุณภาพใหม่หลายอย่างที่เติบโตในช่วงที่รัฐบาลไทยรักไทยเข้ามาถือครอง อำนาจรัฐ แต่มันถูกทำลายโดยกลุ่มคนซึ่งพยายามชูภาพความเลวร้ายเก่าๆ ของนักการเมือง\nถ้าพูดถึงนักการเมืองอย่างจาตุรนต์ (ฉายแสง) มันก็โคตรเท่ห์ หน้าตาดี มีการศึกษา มีวิธีคิด มีต้นทุนจากการเคลื่อนไหวจากในอดีต แต่ทำไมเวลาทับถมนักการเมืองถึงพูดถึงแต่ประเภทเนวิน (ชิดชอบ) สุเทพ (เทือกสุบรรณ) เฉลิม (อยู่บำรุง) คุณไม่แฟร์กับผู้แทนราษฎร ซึ่งนั่นเท่ากับไม่แฟร์กับราษฎร\n\"การศึกษาของคนที่ผ่านมาถูกออกแบบโดยอภิชน \nจึงตอบสนองความจอมปลอมเหล่านี้ทั้งสิ้น \nเขาไม่ต้องการให้พลเมืองเข้าใจสัจจะความจริงทางสังคม \nฉะนั้น ทุกวันนี้มันจึงเป็นว่าทำไมนักสื่อสารมวลชน กวี นักคิด นักเขียน นักวิชาการ \nนักอะไรทั้งหลายทั้งปวงที่มันเคยเป็นฝ่ายก้าวหน้า จึงไม่ยืนอยู่ข้างประชาชน \nถึงมีอยู่ก็ส่วนน้อยมาก\"\nแล้วมองอนาคตยังไง อย่างที่มีข้อเรียกร้องเรื่องขับไล่อำมาตย์ มองความเป็นไปได้ในอนาคตแค่ไหน\nโอว ผมมีความหวังเต็มเปี่ยม ผมเป็นคนพุทธ สรุปรวบควบแน่นสิ่งที่พระพุทธเจ้าพูดก็คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ทุกวันนี้อภิสิทธิ์ชนสามารถเชิดชู สามารถเล่นทริกต่างๆ กับรัฐบาลที่อภิสิทธิ์ชนหนุนให้มามีอำนาจได้ มันเป็นไปตามกลไก คุณอาจจะเลือกอำนาจ 3 รัฐบาลเบิ้ลก็ได้ แต่ที่สุด คุณตั้งอยู่แล้วคุณต้องดับไป มันเป็นสัจจะ ฉะนั้นไม่มีใครละเมิดอันนี้ได้ ปีนี้เป็นปีที่ฝ่ายอภิชนรุ่งเรืองที่สุด โหมดการเคลื่อนของมันเคลื่อนไปสู่ความเสื่อม เมื่อถึงจุดหนึ่งประชาชนอาจขึ้นมารุ่งเรือง แล้วในที่สุดก็อาจเสื่อม หรือยกระดับ เปลี่ยนคุณภาพไป ที่สุด ประชาชนจะได้เป็นใหญ่อยู่แล้ว แต่มันอาจยืดเยื้อยาวนาน\nผมถึงเกริ่นเบื้องต้นถึงเวียดนาม โฮจิมินห์ หรือมีวีรบุรุษของเวียดนามเยอะแยะมากมายที่ต่อสู้มาเป็นร้อยปี เราไม่มีกระบวนทัศน์หรือสายธารประวัติศาสตร์ที่แจ่มชัดในประชาชนของเรา พูดง่ายๆ พวกเราเพิ่งสร้างชาติกันขึ้นมาไม่กี่ปี วัฒนธรรม ประเพณี คุณก็เพิ่งเซ็ตติ้งกันขึ้นมา หลายอย่างมันก็ไม่มีรากเหง้าแท้จริง มาจัดกันเอง ตกแต่งกันเอง\nฉะนั้น การศึกษาของคนที่ผ่านมาถูกออกแบบโดยอภิชน จึงตอนสนองความจอมปลอมเหล่านี้ทั้งสิ้น เขาไม่ต้องการให้พลเมืองเข้าใจสัจจะความจริงทางสังคม ฉะนั้น ทุกวันนี้มันจึงเป็นว่าทำไมนักสื่อสารมวลชน กวี นักคิด นักเขียน นักวิชาการ นักอะไรทั้งหลายทั้งปวงที่มันเคยเป็นฝ่ายก้าวหน้า จึงไม่ยืนอยู่ข้างประชาชน ถึงมีอยู่ก็ส่วนน้อยมาก อย่างแรกคือ คุณถูกเซ็ตติ้งรสนิยม ความเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง จะบอกให้ว่าผมสกปรกนะ ตั้งแต่หลังรัฐประหาร ข้อเขียนของผมรับใช้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในขณะที่เช่นเดียวกัน พันธมิตรฯ ก็มีนักคิดนักเขียนที่ยอมสกปรก คือรับใช้กลุ่มมวลชนของเขา แต่ผมกำลังพูดว่า ความสกปรกนี้ไม่ได้อยู่ในจริตของปัญญาชนชั้นกลาง ปัญญาชนชั้นกลางถูกสร้าง ถูกปลูกฝังให้รับใช้อภิชน ดังนั้น จริตเขาจะโน้มไปทางอภิชน สวย สะอาด บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง\nผมมาเหยงๆ กลางเวที ประชาชนปรบมือให้ผม ให้ดอกไม้ ให้มาลัยผม มีเสียงตอบรับกังวานก้องสนามหลวง แต่คุณเอารูปมาดู มันไม่ถูกจริตคุณหรอก แต่ผมเป็นคุณภาพใหม่ของประชาชนในช่วงเวลานี้ และประชาชนก็ก้าวมาพร้อมกับผม คือ ไม่ใช่ผมคนเดียวที่เป็นกวี ส.ส. แม่งก็เป็นกวี ผู้นำ นปช. สามเกลอหัวแข็งบางเวลามันก็กลายเป็นกวีขึ้นมา เฉลิมก็แม่งแทบจะอภิปรายเป็นบทกวี ประชาชน 20 วันข้างทำเนียบผมเห็นอะไร มีคนที่คิดว่าทำงานบริการอยู่ที่พัทยา เห็นผมขึ้นเวทีอ่านกลอน เขาเลยแต่งเพลงมา 3 เพลง เพราะเหมือนทนไม่ไหว คือ แบบนี้กูก็ทำได้ แต่งมา 3 เพลง เพลงหนึ่งเพลงเพื่อประชาธิปไตย อีกเพลงหนึ่งอาจเป็นเพลงรักทักษิณ อีกเพลงหนึ่งพูดถึงความทุกข์ยากของตัวเอง เขามาขอร้องบนเวทีสดๆ มีแต่เนื้อมา นี่คือคุณภาพใหม่ แล้วก็มีการบันทึกบทกวีเอาใส่กระดาษไปอ่านกัน เหมือนเวียดนามในช่วงสร้างชาติ การให้การศึกษาของเขาไม่ใช่แค่การเมืองอย่างเดียว มีสิ่งที่ที่เรียกว่า \"เคี่ยวให้ข้น\" เพื่อ \"ทำมวลสารให้งวด\" แล้วก็เหมือนกับเป็นบัวหิมะหรือกำลังใจปลุกเร้ากันและกันในช่วงที่เหนื่อย ล้า\n\"คุณภาพใหม่อย่างหนึ่งในช่วงปัจจุบันคือ มันก้าวผ่านเข้าสู่แพทเทิร์นเดิม\nที่ออกมาต่อสู้ สูญเสีย เปลี่ยนอำนาจรัฐ ผมไม่ได้พูดว่าออกมาต่อสู้ สูญเสียแล้วชนะนะ \nแต่ผมพูดว่าที่ผ่านมาเราถูกหลอกให้วนเป็นเขาวงกตว่า \nออกมาต่อสู้ สูญเสีย เปลี่ยนอำนาจรัฐ แล้วรัฐประหาร \nเราเริ่มรู้ทันอภิชนหรืออำมาตย์แล้วว่า \nการต่อสู้ในสเกลที่ใหญ่แต่ยืดเยื้อ ซุ่มซ่อน ต่อเนื่อง ยาวนาน \nคือการต่อสู้ที่จำเป็นสำหรับประชาชน ซึ่งยังไม่มีทรัพยากร ไม่มีอำนาจ ไม่มีกองกำลังติดอาวุธ\"\nอย่างนั้นควรส่งเสริมให้ประชาชนขึ้นเวทีไปอ่านกวี ไปทำกิจกรรมต่างๆ ไหมสิ่งนี้เป็นสิ่งที่อ่อนมากใน นปช. ในขณะที่พันธมิตรฯ เขาทำแข็งมาก แต่เบื้องหลังที่ให้ขึ้นมาเขามีการจัดตั้งนะ ไม่ใช่ปล่อยให้พวกไร้สาระขึ้นมา แต่ของ นปช. มันมีคุณภาพใหม่อย่างหนึ่งของสังคมไทยที่เรายังสรุปไม่ได้ว่ามันดีหรือมัน เลว ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวกับอำนาจรัฐหรือการเมือง เรานำโดยภาคประชาชนมาตลอด ไม่ว่านิสิตนักศึกษา หรือช่วงพฤษภา 35 แต่ครั้งนี้มันมีอะไรที่มันเปลี่ยนไป จุดหนึ่งที่ชัดเจนคือ ฝ่ายพรรคการเมืองมานำในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย พรรคการเมืองมีความพร้อมทั้งฐานเสียง คือมวลชนที่เขาจัดตั้ง มีความพร้อมด้านทรัพยากร ค่าเช่าแสง สี เสียง เวที มีความพร้อมด้านคอนเน็กชั่นอำนาจรัฐ เขาสามารถพูดคุยกับตำรวจ ทหาร หรือมีเพื่อนฝูงอยู่ในเครือข่ายอภิชน พูดง่ายๆ ว่าถ้าไม่ถึงจุดที่ขัดแย้งรุนแรงกับสิ่งที่อยู่สูงสุดของขั้วการปะทะ เขาสามารถเคลียร์ความรุนแรงได้หมด\nพูดตรงๆ ว่าทำไมสงกรานต์เลือดที่ผ่านมา เราถึงต้องยกเลิกในวันที่ 14 (เม.ย.) เพราะความขัดแย้งมันล่วงเลยการเผชิญหน้าในระดับที่พูดคุยกันได้ พูดง่ายๆ คือ ความขัดแย้งมันเลยเถิดถึงจุดยอดที่เขาไม่จำเป็นต้องแคร์คุณ เขามีแต่ออเดอร์ลง ไม่มีการสื่อสารที่สมบูรณ์ ฉะนั้น เขาไม่สื่อสารกับคุณ เขายื่นข้อเสนอว่าไม่เลิกก็ตาย มันก็จบ\nจริงๆ แล้วผมมองว่าคุณภาพใหม่อย่างหนึ่งในช่วงปัจจุบันคือ มันก้าวผ่านเข้าสู่แพทเทิร์นเดิมที่ออกมาต่อสู้ สูญเสีย เปลี่ยนอำนาจรัฐ ผมไม่ได้พูดว่าออกมาต่อสู้ สูญเสียแล้วชนะนะ แต่ผมพูดว่าที่ผ่านมาเราถูกหลอกให้วนเป็นเขาวงกตว่า ออกมาต่อสู้ สูญเสีย เปลี่ยนอำนาจรัฐ แล้วรัฐประหาร เราเริ่มรู้ทันอภิชนหรืออำมาตย์แล้วว่า การต่อสู้ในสเกลที่ใหญ่แต่ยืดเยื้อ ซุ่มซ่อน ต่อเนื่อง ยาวนาน คือการต่อสู้ที่จำเป็นสำหรับประชาชน ซึ่งยังไม่มีทรัพยากร ไม่มีอำนาจ ไม่มีกองกำลังติดอาวุธ\nผมสนับสนุนคุณวีระนะ ในสายตาผมเขาถูกทำให้สกปรก แต่วีระมีต้นทุนในการต่อสู้เพื่อประชาชน เพื่อประชาธิปไตยมาตลอด และเขาชัดเจนในการยุติการชุมนุมในวันนั้น นี่แหละคือคุณภาพใหม่ ดันทุรังต่อไปอีก 2 ชั่วโมงก็ตายกันแล้ว ก็เปลี่ยนอำนาจรัฐได้แล้ว แต่คุณภาพใหม่เกิดขึ้น คือเราไม่อยากเห็นการตาย ถึงบางคนจะมองว่าก็มึงก็ไม่อยากตายด้วย จะอย่างไรก็แล้วแต่มันคือคุณภาพใหม่ ต่อสู้ไม่ต้องสงครามครั้งสุดท้าย ไม่ต้องเสียหายกันวันนี้ แล้วก็เหมือนเป็นการสื่อสารนัยๆ ด้วยว่าอำนาจรัฐที่ถือครองนี้มันแค่ตุ๊กตา หนังหน้าไฟ นี่แหละทันทีที่ชัดว่าศัตรูคืออำมาตย์ การต่อสู้ที่ยาวนานยืดเยื้อเท่านั้นจึงจะทำให้สำเร็จผลจริงๆ\n\"ทศชาติชากดกเรื่องมโหสถมันเหมือนกับรัฐสมัยใหม่เปี๊ยบเลย \nเป็นรัฐสวัสดิการ เป็นรัฐที่นิติรัฐแข็งแรง คนให้ความนิยมกับกษัตริย์อย่างจริงจัง \nเพราะล้มล้างการกดขี่ ประชาชนเข้าถึงทรัพยากร \nใครก็แล้วแต่ถ้าต้องการเป็นที่นิยมของประชาชนในระดับสูงสุด \nต้องทำให้ความทุกข์ของประชาชนในเรื่องกายภาพนั้นมีน้อยที่สุด\"\nมีอีกส่วนที่อยากฝากไว้ มันไม่ใช่ส่วนของโครงสร้างหลัก แต่เป็นปฏิบัติการที่สามารถสนับสนุนประชาชน คนที่สิ้นไร้ไม้ตอกได้ อย่างเช่น ชุมชนเมืองอย่างกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ถ้าเกิดประเทศเป็นประชาธิปไตยจริง ทั้งการเมืองเศรษฐกิจ มันก็คงจะเป็นประชานิยมมากกว่านี้ เป็นประชานิยมที่ถาวร แล้วในที่สุดมันจะมีพลวัตไปสู่การเป็นรัฐสวัสดิการ แต่ทุกวันนี้เรื่องรัฐสวัสดิการอาจดูไกลไป แต่ปฏิบัติการบางอย่างที่สามารถทำได้เลยโดยที่สำนักนายกรัฐมนตรีหรือประกาศ เป็นวาระเร่งด่วน เช่น การมีที่อยู่อาศัยให้กับคนจรเมือง การปลูกโรงนอนที่คุ้มแดดคุ้มฝนที่สนามหลวง มีห้องน้ำสาธารณะ ที่นอน พูดง่ายๆ เราก็จะไม่มีการไปถ่ายอุจจาระตามฟุตบาท เพราะประเทศไทยไม่ได้มีประชากรเยอะเหมือนอินเดีย\nอีกส่วนหนึ่งคือ เปลี่ยนวิธีคิดการทำบุญ ทุกวันนี้เราต้องเห็นพ้องกันหลายส่วนว่า วัดในเมืองตักบาตรอาหารเหลือ ภิกษุต้องมีรถเข็นไปเอาอาหารที่คนใส่เกินความต้องการ แทบจะกินได้ทั้งหมู่บ้าน อธิบายถึงการล้นเกิน เราต้องการสร้างรสนิยมการทำบุญกระแสตรง ด้วยการให้ผู้ที่ต้องการกินอาหารที่แท้จริง จะเป็นกุศลที่แท้จริงด้วย เราจะมีทั้งโรงนอนและโรงทาน เปิดโอกาสให้คนมีเงินเยอะมาทำบุญให้อาหารคนในสนามหลวง คนที่ทำบุญเช่นนี้สัก 30 ครั้ง คุณจะได้เข็มเชิดชูจากรัฐบาล อีกส่วนหนึ่งเราจะให้โอกาสสำหรับคนที่ไม่ได้มีสันดานชั่วร้าย เปิดทางออกให้ประชาชน เปิดปั๊มอิฐดิน ทำเพื่อให้ปัญญาชนชั้นกลางในละแวกนั้นเข้ามาใช้แรงงานบ้าง ให้ได้เหงื่อบ้าง แล้วบันทึกชั่วโมงทำงานของคุณถึงจุดหนึ่งก็ได้เข็มเชิดชู ส่วนประชาชนที่ไม่มีเงินมาปั๊มอิฐดินก็ควรได้เงิน โดยรัฐจะจ่ายให้ก้อนละ 1 บาท เรียกว่ามีทางออกให้คนสิ้นไร้ไม้ตอกบ้าง อิฐดินตัวนี้อยู่ในกระแสที่ได้รับความนิยม คุณต้องจัดระบบการขายอิฐดิน และสร้างรสนิยมแพร่หลายในการสร้างบ้านดิน ซึ่งต้นทุนต่ำกว่าปูนซีเมนต์ อย่างนี้ครบวงจร สิ่งเหล่านี้ทำได้เลยไม่ว่ารัฐบาลไหน ถ้าพันธมิตรฯ เอาเรื่องนี้ไปชู ผมว่ามันเป็นมุมมองใหม่ แล้วพันธมิตรฯ จะได้มวลชนชั้นล่างในเมือง ประชาธิปัตย์ก็จะกินรวบฐานคะแนนในเมือง\nอันนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดเอง แต่ผมได้แรงบันดาลใจจากทศชาติชาดก ส่วนหนึ่งพูดถึงมโหสถ ซึ่งเป็นชาติหนึ่งที่น่าสนใจของพระพุทธเจ้า เขาเป็นปัญญาชนมารับใช้ชนชั้นสูงแต่ถึงที่สุดไปมีเมียเป็นชาวนา และในยุคสมัยของเขา เขาเลือกจะสร้างคณะผู้พิพากษาให้เที่ยงธรรมโดยใช้สติปัญญา มีโรงพยาบาลกลาง มันคือ 30 บาทรักษาทุกโรค มีโรงนอนพักค้างคืน มีโรงทาน อาหารสำหรับคนจร ฉะนั้น ไม่แปลกทำไมศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่ใหม่ ทำลายโครงสร้างเดิมของพราหมณ์และฮินดู วิธีคิดของสิทธารัตถะเรื่องรัฐสวัสดิการมันสั่งสมมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ผมอาจละเมิดมาร์กซิสม์ที่จิตนิยมเกินไปหน่อย แต่ผมอยากให้คนอ่านบทสัมภาษณ์นี้กลับไปอ่านเรื่องมโหสถ เขาพูดเรื่องการพูดด้วย กับเพื่อนบ้านทำอย่างไรไม่ให้มีสงคราม เราเทียบเคียงกับเรื่องเขมรได้เลย ทศชาติชาดกเรื่องมโหสถมันเหมือนกับรัฐสมัยใหม่เปี๊ยบเลย เป็นรัฐสวัสดิการ เป็นรัฐที่นิติรัฐแข็งแรง คนให้ความนิยมกับกษัตริย์อย่างจริงจัง เพราะล้มล้างการกดขี่ ประชาชนเข้าถึงทรัพยากร ใครก็แล้วแต่ถ้าต้องการเป็นที่นิยมของประชาชนในระดับสูงสุด ต้องทำให้ความทุกข์ของประชาชนในเรื่องกายภาพนั้นมีน้อยที่สุด \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-f16c4559441e4bb59fd8af9d0cff5d1d", "input": "Title: ศิลปะฆ่าเชื้อ (HIV) \n Body: .......................................................\n\n \n\n\"กลุ่มเราเข้าใจ\" จัดกิจกรรมเล็กๆ สำหรับเด็กๆ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ระหว่างวันที่ 22-25 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กๆ ที่ติดเชื้อจากต่างจังหวัด มาทำกิจกรรมร่วมกันโดยมีศิลปะเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด และสื่อสารให้สังคมได้เข้าใจพวกเขามากขึ้น\n\n \n\nคนส่วนใหญ่มักจะเห็นว่า หากต้องอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อจะมีความเสี่ยง หรือบางคนอาจจะไม่สนใจ เพราะถูกความเร่งรีบของสังคมปัจจุบันที่มี \"เงิน\" เป็นตัวแปรคอยควบคุมความสำนึกคิด \n\nเป็นตัวกำหนด...ศิลปะจะเป็นเครื่องมือช่วยสื่อสารให้สังคมเข้าใจเด็กๆ เหล่านี้มากขึ้น\n\n \n\nผู้ติดเชื้อไม่ได้ถูกต่อต้านเพราะติดเชื้อ แต่\"ความไม่รู้\" ต่างหากที่ก่อให้เกิดการสร้างทัศนคติต่อต้าน เด็กๆ ผู้ติดเชื้อที่กำลังจะโตขึ้นมาท่ามกลางทัศนคติและความไม่เข้าใจเหล่านั้น อาจจะมีความความรู้สึกบางอย่างซ่อนอยู่ลึกๆ ภายใน \n\n \n\n\"กลุ่มเราเข้าใจ\" ชวนเด็ก 27 คน จากภูมิภาคที่แตกต่างกันมาทำกิจกรรมและอยู่ร่วมกันด้วยความใส่ใจในกันและกัน โดยหวังว่าจะช่วยให้ความกดดันในใจของพวกเขาคลายลง \n\n \n\nเด็กๆ ที่มาร่วมกันทำกิจกรรมเป็นผู้ติดเชื้อจากหลายช่วงวัย ส่วนมากเป็นเด็กวัยประถมที่มีความคิดและช่างฝัน  ในช่วงเวลา 4 วันที่มี ทุกคนจะได้สรรค์สร้าง \"ศิลปะ\" ตามแขนงที่สนใจ โดยสื่อสารเรื่องราวของ 4 วันที่ผ่านพบ และนำมาถ่ายทอดให้กันและกันฟัง\n\n \n\nครูแหลม ถ่ายทอดวิธีการพูดความรู้สึกผ่านฝีแปรงบนภาพวาดและบทกวีให้กับเด็กๆ กลุ่มหนึ่ง เด็กๆ บอกว่าครูแหลมใจดี และทำให้เธออยากวาดภาพต่อไป หลังจากเอาผลงานมาอวดเพื่อนๆแล้ว หลายคนอยากมีสี พู่กัน ไว้ทำงานศิลปะด้านนี้ต่อ\n\n \n\n \n\n\n \n\n \nเด็กๆ อีกกลุ่มหนึ่งสนใจการถ่ายภาพ เมื่อครูเดี่ยวและครูเซ้งสอนให้รู้จักกับกล้องและให้เด็กๆ ลองไปถ่ายภาพ กรุงเทพ ฯ ในสายตาของพวกเธอเองก็ทำให้พบว่าบางคนถ่ายทอดมุมมองออกมาได้อย่างน่าประหลาดใจ\n\n \n\nครูเชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ พูดถึงภาพถ่ายของเด็กๆ แต่ละคนว่า ภาพถ่ายของพวกเขามี \"ข้อความ\" ภาพของ โต มีรายละเอียด มีไอเดีย อิฐ มองภาพของกรุงเทพฯที่ชัดมาก และถ่ายทอดออกมาเป็นภาพคนกวาดถนน คนนอนกลางถนน คนขายพระ คนตาบอด เป็นภาพกรุงเทพฯ ที่ไม่ได้มีแค่ตึกหรืออาคารสวยๆ ตุ้ม ก็ถ่ายภาพได้ดูโรแมนติก จนทำให้เรานึกถึงภาพกรุงเทพเป็นฝรั่งเศส ในภาพถ่ายของเธอมีทั้งคุณตำรวจใจดีที่แอ็คท่าให้ถ่ายรูป ภาพคนเดินผ่านตึกเก่าๆ หรือภาพคนกำลังเล่นกีตาร์ริมถนนให้คนผ่านไปผ่านมาฟังอย่างมีบรรยากาศ ในขณะที่ เม เลือกที่จะถ่ายภาพคน เช่น ภาพ \"หลับสบายเชียวนะ\" ที่แอบถ่ายคนนอนหลับกลางสวนสาธารณะ เป็นภาพที่ทำให้กรุงเทพดูมีชีวิต\n\n \n\n \n\n\"สวยและน่าจะเอาไปทำโปสเตอร์ขายได้เลย\" ครูเชิดบอกอย่างนั้น\n\n \n\nหลังฟังคำวิจารณ์ของครูเชิดแล้ว กลับไปดูภาพของเด็กๆ อีกรอบหนึ่งก็ทำให้คิดเพลินๆ ต่อไปว่า เด็กๆ มีมุมมองที่ผ่อนคลายจนอาจทำให้ผู้ใหญ่ต้องลืมทำมาหากินไปสักพัก พวกเขามองโลกได้อย่างเปิดกว้างและเต็มไปด้วยจินตนาการที่สวยงาม ในขณะที่ผู้ใหญ่บางคนในบ้านเมืองลืมนึกถึงไปแล้ว\n\n \n\n\n \n\n \n\n                       \n\n                  \n\n                               \n\n \n\n \n\n \n\nกิจกรรมของเด็กกลุ่มสุดท้ายคือเสียงหัวเราะจากความเงียบ\n\n \n\nเรื่องราวบางอย่างของสังคมเหมือนโดนซ่อนไว้ใต้พรม เหมือนละครเงียบของเด็กๆ ในวันนั้นที่เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเพื่อนๆที่มาดู\n\n \n\n \n\nการออกท่าทางขำขันของนักแสดงละครเงียบเพื่อแลกมาซึ่งเสียงหัวเราะของเพื่อนๆ นั้น จะมาจากความรู้สึกแบบไหนก็คงยากที่จะบอกได้ พวกเธอแสดงอย่างเต็มที่เพื่อให้เพื่อนๆ มีความสุข แต่เมื่อพวกเธอกลับไปสู่สังคมที่อาจจะไม่เข้าใจและอาจจะไม่ยอมรับสิ่งที่เธอเป็นอีกครั้ง เธอจะต้องกลับไปสู้กับความกดดันนั้นด้วยตัวของเธอเองคนเดียว เธอจะเรียกหาเสียงหัวเราะให้กับตัวเองได้หรือไม่นะ ?\n\n..............................................\n\nปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อ HIV เป็นแสนคนและมีเด็กมีอีกมากกว่าสองหมื่นที่ติดเชื้อ ความจริงแล้วกลุ่มผู้ติดเชื้อเหล่านี้ไม่ได้แตกต่างไปจากคนทั่วไปในสังคม แต่คนในสังคมส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจและมีความ \"กลัว\" จนทำให้มองกลุ่มผู้ติดเชื้ออย่างแตกต่าง และทำให้เขาเหล่านั้นพลาดโอกาสทางสังคมหลายๆ อย่างไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งๆ ที่เขาเหล่านั้นสามารถใช้ชีวิตและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับโลกใบนี้ได้อีกมากมาย เหมือนกับศิลปะของเด็กๆ กลุ่มนี้\n\n \n\nถึงเวลาที่เราจะเดินไปรู้จักและเข้าใจกันมากขึ้นได้แล้วหรือยัง ? \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-5137d057445e4fea8ed4bc75d9211a66", "input": "Title: ความเคลื่อนไหวผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. \n Body: \"แก้วสรร-แอ๊ด\" ชูจัดระเบียบใหม่สวนจัตุจักร\n\nเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. นายแก้วสรร อติโพธิ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วยนายยืนยง โอภากุล หรือแอ๊ด คาราบาวได้ลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดนัดสวนจตุจักร โดยกล่าวว่าหากได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. มีนโยบายจะปรับปรุงตลาดนัดจตุจักรใหม่ เนื่องจากปัจจุบันร้านค้าแออัดเกินไป ผู้คนเดินไม่สะดวก จึงจะจัดให้มีที่นั่งพักเป็นช่วง ๆ ซึ่งเห็นว่าลูกค้าจะเดินซื้อสินค้าเฉพาะร้านที่ติดถนนสายหลัก ทำให้ร้านชั้นในเสียเปรียบ\n\n \n\n\"ผมจะจัดโซนร้านค้าใหม่ให้เป็นสัดส่วน แบ่งประเภทสินค้าชัดเจน เพราะปัจจุบันสินค้าคละ ปะปน ดูแล้วสับสนไม่เป็นระเบียบ รวมทั้งจะปรับปรุงหลังคา และร้านค้าริมถนนที่ยังตั้งขายระเกะระกะอีกด้วย\"นายแก้วสรร กล่าว\n\n \n\nด้านนายยืนยง กล่าวว่า ตอนนี้เป็นโอกาสดีของคน กทม. ที่จะได้ผู้ว่าฯ ที่มีความรู้ความสามารถ เป็นคนดีมาอาสาทำงานเพื่อบ้านเมือง แต่ปฏิเสธที่จะได้รับตำแหน่งใด ๆ หากนายแก้วสรรได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม.\n\n \n\nส่วนการหารือเสียงในช่วงเช้าที่สวนลุมพีนี นายแก้วสรร กล่าวถึงนโยบายการสร้างสวนสาธารณะว่า จะสร้างสวนสาธารณะใน 3 ระดับ ตั้งแต่สวนชุมชนใกล้บ้าน สวนแขวงห่างจากบ้านประมาณ 15 นาที และสวนระดับเมือง กระจายให้ทั่วกทม. โดยสร้างเสริมกิจกรรม กีฬา ดนตรี และสิ่งอำนวยความสะดวกให้เพื่อสร้างความสุขใหม่ใกล้ตัวให้แก่ชาว กทม.\n\n \n\n\"สุขุมพันธุ์\" ชู 4 นโยบายเอาใจโจ๋เรียน-เล่นเน้นไฮเทค\n\n20 ธ.ค. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ตนเตรียมสร้างเครือข่ายเยาวชน 50 เขต คล้ายสภาเยาวชนในกรุงเทพฯ มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในการสร้างกรุงเทพมหานคร และพื้นที่ว่างเปล่าให้เกิดประโยชน์ดีกว่าเล่นเกม ติดยาเสพติด นอกจากนี้ มีนโยบายติดไฟส่องสว่างให้กับพื้นที่เสี่ยงให้ทั่วกรุงเทพฯ กว่า 50,000 จุด\n\n \n\nผู้สมัครผู้ว้ากทม.จากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนเพื่อในอนาคตจะได้เป็นกลไกขับเคลื่อนให้ กทม.เป็นมหานครชั้นนำประกอบด้วย 4 แนวทาง ดังนี้ \n\n \n\n1.สนับสนุนการมีส่วนร่วมของเยาวชน โดยส่งเสริมให้มีการจัดการเลือกตั้งตัวแทนเยาวชนของแต่ละพื้นที่เพื่อเข้ามาแสดงความคิดเห็นในฐานะคณะทำงานประจำเขต เป็นกระบอกเสียงให้เยาวชนเพื่อ ส่งผ่านความคิดเห็นไปสู่ผู้บริหารในการผลักดันสู่การปฏิบัติจริง\n\n \n\n2.สร้างความสุขในการเรียนรู้ เด็กกทม. จะต้อง work hard play smart 4 ปีต่อจากนี้ เด็ก กทม.เกือบล้านคน จะต้องได้เรียนดี เรียนฟรี แบบมีคุณภาพทั้งวิชาการในห้องเรียนและวิสัยทัศน์นอกห้องเรียน ยกระดับโรงเรียนสังกัด กทม.ให้เทียบชั้นกับโรงเรียนสาธิตและโรงเรียนเอกชน สร้างวิสัยทัศน์เด็ก กทม.ให้กว้างไกลด้วยการเรียนรู้นอกห้องเรียน ต่อยอดการสร้างห้องสมุดที่ทันสมัยใช้ฟรีให้ทั่วกรุงเทพ เพิ่มเติมศูนย์เยาวชนระดับมาตรฐานให้เด็กทุกคนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้\n\n \n\n3.สร้างความสุขด้วย GREEN WIMAX ที่จะครอบคลุมพื้นที่ทั่ว กทม. ยกระดับเด็กกทม. ด้วยการเปิดโลกกว้างแห่งการติดต่อสื่อสารบนอินเทอร์เน็ตได้จากทุกมุมของกทม. 4. สร้างความสุขด้วยความสนุกที่สร้างสรรค์ โดยจะเพิ่มเติมพื้นที่สำหรับวัยรุ่นทั่ว กทม.เพื่อสนับสนุนการทำกิจกรรมที่มีประโยชน์ในทุกด้าน เช่น ลานอินดี้ ฮิปฮอป ศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์กีฬา ศูนย์เยาวชน\n\n \n\nก่อนหน้านี้วันเดียวกัน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้ลงพื้นที่หาเสียงที่สวนสาธารณะหลังสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งร่วมออกกำลังกายกับประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนในพื้นที่ พร้อมกล่าวว่าหากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ จะเร่งประสานเอกชน หาพื้นที่รกร้างว่างเปล่าจัดทำประโยชน์ เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กรุงเทพ จัดทำเป็นสวนสาธารณะในการออกกำลังกาย หากเป็นหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่ชั้นนอก อาจหาพื้นที่สวนสาธารณะในการพักผ่อนออกกำลังกาย หรือกิจกรรมอื่น ๆ ยามว่าง\n\n \n\n\"แซม-ลีน่าจัง\" ลุยพื้นที่หนองจอกชูแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม\n\nวันที่ 19 ธ.ค. นายยุรนันท์ ภมรมนตรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 10 พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่หาเสียงที่มัสยิดดารุ้ลมุตตะกีน (คู้) เขตหนองจอก โดยเปิดเผยว่า พื้นที่หนองจอกเป็นเสน่ห์ในเรื่องธรรมชาติ และวิถีชีวิตที่เป็นชุมชนรามัญ และมุสลิม ประชาชนในพื้นที่ยังประกอบอาชีพทำนาข้าว เลี้ยงโค กระบือ แพะ และยังมีตลาด 100 ปี เป็นตลาดเก่าแก่ หากตนเป็นผู้ว่าฯ กทม. จะพัฒนาให้พื้นที่หนองจอกเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เนื่องจากอยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ เน้นนักท่องเที่ยวต่างชาติให้แวะมาเที่ยวระหว่างรอเครื่อง โดยประสานกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้จัดท่องเที่ยวในชุมชน โชว์การไถนา เกี่ยวข้าว ทั้งการนั่งรถสามล้อ และการท่องเที่ยวทางน้ำที่ตลาด 100 ปี ริมคลองแสนแสบ ทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแสดงเอกลักษณ์ของเขตหนองจอก พัฒนาในเขตหนองจอกให้เป็นต้นแบบ ก่อนขยายไปเขตอื่นต่อไป\n\n \n\nทั้งนี้เวลา 12.00 น. นางลีนา จังจรรจา ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 3 อิสระ ลงพื้นที่เขตหนองจอก โดยพบเกษตรกรในพื้นที่สุเหร่าศาลาแดง แต่งกายด้วยชุดม่อฮ่อมสีน้ำเงินเข้มสวมหมวกงอบ  ยืมจากเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมทั้งนั่งรถเกี่ยวข้าวและสาธิตการเกี่ยวข้าว นางลีนา กล่าวว่า ทดลองเกี่ยวข้าวเพราะอยากรู้วิถีชีวิตของชาวนาในหนองจอกจะลำบากมากเพียงใด หากเป็นผู้ว่าฯ กทม. จะส่งเสริมให้ชาวนามีชีวิตที่ดีขึ้น จะให้งบประมาณแต่ละชุมชนรวมกลุ่มกันทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ลดการใช้สารเคมี ช่วยให้ข้าวปลอดสารและลดค่าใช้จ่ายซื้อสารเคมี นอกจากนี้จะนำผลิตภัณฑ์ชุมชนปลอดสารพิษออกจำหน่ายตราสินค้าชื่อว่า กรีน มาร์ท (Green Mart) ส่วนปัญหาราคาข้าวตกต่ำจะให้เกษตรรวมกลุ่มแล้ว กทม.เข้าไปช่วยเหลือประกันราคาข้าวให้อยู่ได้ในภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ อีกทั้งมีแนวคิดอนุรักษ์พื้นที่เกษตรกรในกรุงเทพฯ ซึ่งทุก ๆ ปีพื้นที่การเกษตรลดลงร้อยละ 2-4 รวมทั้งจะพัฒนา   แหล่งท่องเที่ยวตามวิถีชีวิตของชุมชนเชิงนิเวศ เช่น ดูการทำนา ไถนา เกี่ยวข้าว ค่าใช้จ่าย 100 บาทต่อคน ให้ชุมชนบริหารจัดการกันเอง เพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้ชาวบ้านได้เลี้ยงตัวเองเป็นรายได้เสริม\n\n \n\n\"ปลื้ม\" ขอเสียงสาวโรงงาน\n\nเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) หมายเลข 8 สังกัดอิสระ ลงพื้นที่หาเสียงพบปะกลุ่มผู้ใช้แรงงานในโรงงานผลิตชุดชั้นในย่านบางกอกน้อย และบริษัทนันยางการทออุตสาหกรรม จำกัด ถนนเพชรเกษม พร้อมกล่าวถึงนโยบายการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมว่า ตนมองว่าลูกจ้างพนักงานในบริษัทมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีหรือไม่ โดยหลักแล้วขึ้นอยู่กับนโยบายการบริหารของบริษัท ซึ่งในส่วนงานที่ กทม. ต้องเข้าไปดูแลนั้นก็จะเข้าไปพัฒนาให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ประกอบด้วย เรื่องการขนส่งโดยระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) การรักษาความปลอดภัยในจุดเปลี่ยว\n\n \n\n\"ผมจะให้เจ้าหน้าที่เทศกิจ กทม. ปรับบทบาทการทำงาน โดยให้เข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ที่ออกลาดตระเวน และออกตรวจพื้นที่ อำนวยความสะดวก และปลอดภัยให้ผู้ที่ใช้เส้นทางเปลี่ยวต่างๆ และที่สำคัญในเรื่องการรักษาพยาบาลนั้น จะปรับปรุงศูนย์บริการสาธารณสุข กทม.ให้เป็นมาตรฐาน อาทิ การทำทันตกรรม จะต้องให้มีครบทุกศูนย์บริการ รวมไปถึงการบริการที่เป็นมาตรฐาน โดยผู้ใช้แรงงานหรือผู้มีรายได้น้อยจะต้องได้รับสิทธิ์การเข้ารับการรักษาพยาบาลในศูนย์ด้วย\" ม.ล.ณัฏฐกรณ์ กล่าว\n\n \n\n \n\nเรียบเรียงจาก: เว็บไซต์คมชัดลึก,เว็บไซต์เดลินิวส์ \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-9702b682bc2448369f60db00c7d14fed", "input": "Title: 2 พยานปากคดีสะบ้าย้อยเบิกความขัดกัน \n Body: เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 ที่ศาลจังหวัดสงขลา นายประเสิรฐ กาญจนะ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดสงขลา ขึ้นนั่งบัลลังค์พิจารณาคดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิต 19 ศพ จากเหตุการณ์ปะทะกันบริเวณหน่วยบริการประชาชนสะบ้าย้อยและร้านอาหารสวยนะ อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 \n\nโดยพนักงานอัยการจังหวัดสงขลาได้เบิกตัวพยานปากนางกุมารี หรือ นู๋นี๋ วัฒนานนท์ ผู้จัดการร้านขายของชำข้างร้านอาหารสวยนะ เป็นครั้งที่สอง เพื่อให้ทนายญาติผู้เสียชีวิตซักค้าน หลังจากเบิกความครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2548 ที่ผ่านมา มีทนายเข้าร่วม 4 คน มีญาติผู้เสียชีวิตเข้าร่วมฟังการไต่สวน 15 คน\n\n \n\nนางกุมารี เบิกความสรุปว่า เวลาประมาณ 08.00 น. ของวันเกิดเหตุ หลังจากเสียงปืนภายในร้านอาหารสวยนะสงบลง ขณะนั้นตนอยู่ที่บ้านพักนายบุญเลิศ ภักดีรุจิรัตน์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามถนนชาญนุเคราะห์ ได้เห็นกลุ่มควันจำนวนมากลอยขึ้นมาบริเวณร้านอาหารสวยนะ ต่อมาตนได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าขอเข้าไปเอาโทรศัพท์มือถือและกุญแจรถยนต์ที่ห้องพักเพื่อนำรถออกมาจากร้าน ตำรวจนายหนึ่งจึงพาเข้าไป โดยมีนางสวยน๊ะ คาเดร์ เจ้าของร้านอาหารสวยนะเข้าไปด้วย แล้วออกจากห้องพักจะไปที่รถจอดอยู่ แต่ระหว่างทางเจอศพผู้เสียชีวิตหลายรายภายในร้าน จึงเดินเข้าไปดูศพ เห็นกองเลือดแต่ไม่ได้สังเกตว่ามีบาดแผลตรงไหนบ้าง โดยบางศพมีอาวุธปืนยาว ปืนสั้น และระเบิด 1 ลูก ตกอยู่ใกล้กับศพด้วย \n\n \n\nนางกุมารี เบิกความต่อว่า ขณะเดียวกันตำรวจนายดังกล่าวได้ห้ามไม่ให้เข้าไป แต่ตนก็ยังเดินเข้าไป ขณะนั้นเห็นตำรวจหลายนายยืนอยู่ภายในร้าน แต่ไม่ได้สังเกตว่าถืออาวุธอะไรบ้าง และยังไม่เห็นแพทย์มาชันสูตรพลิกศพแต่อย่างใด เมื่อไปถึงที่รถจอดอยู่ พบรถจักรยานยนต์ของนางสมจิตร สุขเกษม นักร้องของร้านที่จอดอยู่ใกล้กันล้มอยู่ 1 คัน ฝาถังน้ำมันเปิดออก มีผ้าสอดอยู่ที่ท่อไอเสีย สวนที่จุกหัวเทียนมีกระดาษทิชชูสอดอยู่ และมีรอยไหม้\n\n \n\nจากนั้นเวลา 12.00 น. นางกุมารี ได้แถลงต่อศาลว่า ตนมีเหตุจำเป็นจะต้องกลับก่อน พนักงานอัยการจึงขอเลื่อนการไต่ซักค้านไปนัดหน้าวันที่ 21 พฤศจิกายน 2548 ฝ่ายทนายญาติผู้เสียชีวิตไม่คัดค้านศาลจึงอนุญาต\n\n \n\nต่อมา เวลา 14.00 น. พนักงานอัยการได้เบิกตัวพยานปากนางสมจิตร หรือ กระเด สุขเกษม อดีตนักร้องประจำร้านอาหารสวยนะ โดยนางสมจิตรเบิกความสรุป ว่า ในวันเกิดเหตุตนพักอยู่ที่ห้องพักภายในร้านอาหารสวยนะ ซึ่งอยู่ถัดจากห้องของนางสวยน๊ะ โดยเวลาประมาณ 06.00 น. ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด แล้วได้ยินเสียงคนพูดภาษายาวี แต่ฟังไม่รู้เรื่อง ต่อมาไม่นาน ได้ยินพูดว่าออกมาๆ เพียง 2 ครั้ง จากนั้นก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะๆ ทิ้งช่วงประมาณ 5 นาทีก็ได้ยินเสียงปืนอีก แต่ไม่ได้ยินเสียงระเบิด อีก 1 ชั่วโมงต่อมา มีตำรวจมาเรียกให้ออกจากห้อง เมื่อตนออกจากห้องไปที่ถนนชาญนุเคราะห์ เห็นประชาชนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ตนได้วิ่งไปที่ร้านซ่อมโทรทัศน์ห่างออกไปประมาณ 100 เมตร\n\n \n\nนางสมจิตร เบิกความต่อว่า จากนั้นเวลาประมาณ 15.00 น. มีคนมาบอกให้ไปดูที่ร้านได้เพราะตอนนี้เหตุการณ์สงบแล้ว ตนจึงไปดู พบว่าเจ้าหน้าที่ของเทศบาลสะบ้าย้อยมาฉีดน้ำล้างสิ่งสกปรกภายในร้านแล้ว เมื่อไปดูที่รถจักรยายนต์พบว่าล้มอยู่ แต่ฝาถังน้ำมันไม่ได้เปิดออก และที่ช่องระบายความร้อนของเครื่องยนต์มีกระดาษทิชชูติดอยู่แต่ไม่มีรอยไฟไหม้\n\n \n\nการไต่สวนสิ้นสุดเวลา 16.00 น. สำหรับนัดต่อไปเวลา 09.00 น. วันที่ 21 พฤศจิกายน 2548 \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-bdea8ccacd70414b971fbf184af1167f", "input": "Title: มูลนิธิชีววิถีเตือนการส่งออกมะละกอกำลังเข้าสู่วิกฤต \n Body: มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) เตือนการส่งออกมะละกอเข้าใกล้วิกฤต เหตุยุโรปตรวจพบมะละกอที่นำเข้าจากประเทศไทยปนเปื้อนมะละกอจีเอ็มโอมากเป็นประวัติการณ์ ชี้ไทยอาจสูญเสียตลาดทั้งหมดในยุโรปและญี่ปุ่น หลังญี่ปุ่นเริ่มต้นมาตรการตรวจเข้มเมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา\n \n12 ต.ค. 56 - หลังจากที่กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นได้สั่งให้ตรวจเข้มผลิตภัณฑ์มะละกอจากประเทศไทยมากขึ้น โดยสุ่มตรวจเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30 ของการนำเข้าทั้งหมด พร้อมทั้งขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยตรวจหาสาเหตุของการปนเปื้อนผลิตภัณฑ์มะละกอของไทย หลังจากตรวจพบว่าผลิตภัณฑ์มะละกออบแห้งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากมะละกอจีเอ็มโอต้านโรคใบด่างจุดวงแหวน (Papaya Ring Spot Virus)ซึ่งไม่ได้ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยซึ่งขัดต่อกฎหมายสุขอนามัยอาหาร (Food Sanitation Act) ของญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา ขณะนี้มีสัญญาณชี้ว่าการส่งออกมะละกอของไทยกำลังเข้าสู่วิกฤตแล้ว เนื่องจากสหภาพยุโรปพบการปนเปื้อนของมะละกอจีเอ็มจากประเทศไทยมากเป็นประวัติการณ์\n \nนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) กล่าวว่า จากการติดตามระบบเฝ้าระวังความปลอดภัยทางอาหารและอาหารสัตว์ (Rapid Alert System for Food and Feed) ของสหภาพยุโรปพบว่า เมื่อสิ้นเดือนกันยายน 2556 ที่ผ่านมา ยุโรปตรวจพบมะละกอผลดิบและผลิตภัณฑ์มะละกออบแห้งที่นำเข้าจากประเทศไทยปนเปื้อนจีเอ็มโอสูงถึง 24 ตัวอย่างทั้งๆที่เป็นการสุ่มตรวจเพียงแค่ 9 เดือนแรกของปี 2556 เท่านั้น โดยจากสถิติที่ผ่านมา อียูเพิ่งพบการปนเปื้อนของมะละกอจีเอ็มโอครั้งแรกจากประเทศไทยเมื่อปี 2549 จำนวน 1 ตัวอย่าง ปี 2552 จำนวน 3  ตัวอย่าง  ปี 2555 จำนวน 11 ตัวอย่าง\n \nผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีชี้ว่า การตรวจพบมะละกอจีเอ็มโอจากผลิตภัณฑ์มะละกอจากประเทศไทยในระดับสูงขนาดนี้จะทำให้อียูยกระดับการตรวจเข้มมะละกอจากประเทศไทยเช่นเดียวกับญี่ปุ่น โดยอาจสุ่มตรวจในระดับมากถึง 50% ของจำนวนตัวอย่างที่นำเข้า และหากประเทศไทยยังไม่สามารถจัดการปัญหานี้ได้อียูอาจสั่งห้ามการนำเข้ามะละกอจากประเทศไทยในที่สุด  “ปัญหานี้จะส่งผลกระทบทั้งต่อเกษตรกรที่ปลูก ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกมะละกอและผลิตภัณฑ์มะละกอจากประเทศไทยที่จะต้องมีภาระเสียค่าใช้จ่ายสำหรับห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ของตนมีการปนเปื้อนจีเอ็มโอก่อนการส่งออกหรือไม่ และเชื่อว่าอียูจะขยายการตรวจสอบไปยังผลิตภัณฑ์อื่นที่ใช้มะละกอเป็นส่วนผสม เช่นซอส และฟรุตสลัดที่มีมะละกอเป็นองค์ประกอบด้วย ”\n \n“ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไข ทั้งเกษตรกรผู้ปลูกซึ่งจะต้องตรวจสอบเมล็ดพันธุ์มะละกอของตนว่ามาจากแหล่งที่ปลอดการปนเปื้อนทางพันธุกรรม ผู้ประกอบการที่รวบรวมผลผลิต แปรรูปและส่งออก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องจัดการปัญหาการปนเปื้อนทางพันธุกรรมอย่างจริงจังมากกว่านี้”\n \nปัญหาการตีกลับและการตรวจสอบเข้มมะละกอ อาจทำให้ประเทศสูญเสียตลาดการส่งออกมะละกอไปยังยุโรป อียู และอีกหลายประเทศให้กับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ จากสถิติเมื่อปี 2554 ของ FAO ประเทศที่ส่งออกมะละกอมากที่สุดคือเม็กซิโก ส่งออก 104,797 ตัน รองลงมาคือบราซิล 28,823 ตัน ส่วนประเทศในอาเซียนที่ส่งออกมากได้แก่มาเลเซีย 22,207 ตัน และฟิลิปปินส์ 2,945 ตัน ส่วนไทยส่งออก 995 ตัน\n \nปัญหาการปนเปื้อนทางพันธุกรรมของมะละกอจีเอ็มโอในประเทศเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2547 โดยเกิดจากการหลุดลอดของมะละกอจีเอ็มโอซึ่งอยู่ระหว่างการปลูกทดสอบที่สถานีวิจัยพืชสวน ของกรมวิชาการเกษตร จ.ขอนแก่น รายงานจากการเฝ้าระวังของมูลนิธิชีววิถียังรายงานด้วยว่านอกจากมะละกอแล้ว ปัญหาการปนเปื้อนจีเอ็มโอในข้าวโพดซึ่งยังไม่มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง รวมทั้งความพยายามของบางฝ่ายที่จะนำข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม NK603 ของบริษัทมอนซานโต้มาปลูกทดสอบในแปลงเปิด จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตอันใกล้ \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-8cd3efc9bd2d4ad19414e37182c70d51", "input": "Title: ตร. 50 นาย บุกค้นบ้าน 1 ในผู้ชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง \n Body: ศูนย์ทนายสิทธิฯ เผย ตร. 50 นาย บุกค้นบ้าน 1 ในผู้ชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง พร้อมติดตาม 24 ชม.แม้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย ด้าน 'คนอยากเลือกตั้ง' ออกแถลงการณ์ ประณาม จนท.คุกคาม-ละเมิดสิทธิฯ รุนแรง\n\n\n\nภาพจากเว็บไซต์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน\n\n \n21 พ.ค.2561 จากที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งได้ประกาศจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสครบรอบสี่ปีรัฐประหาร “หยุดระบอบคสช. หยุดยื้อเลือกตั้ง” ระหว่างวันที่ 21-22 พ.ค. 2561 ซึ่งจะมีการปราศรัยและทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ผ่านขบวนพาเหรดเพื่อเดินเท้าไปสื่อสารและอ่านแถลงการณ์หน้าทำเนียบรัฐบาลนั้น\n\nทหารคุมตัวผู้ให้เช่าเครื่องเสียงของ 'คนอยากเลือกตั้ง' เข้า มทบ.11 [1]\nศูนย์ทนายฯ, มองทหาร-ตำรวจตระเวนเยี่ยมบ้านคนอยากเลือกตั้ง ในฐานะปฏิบัติการจิตวิทยา #ปจว. [2]\n\nวานนี้ (20 พ.ค.61)อานนท์ นำภา ทนายความจากศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวประชาไท ว่า อุทัย แถวโพธิ หรือ 'จี๊ด' ผู้ให้บริการเครื่องเสียง ซึ่งรับให้บริการกลุ่มคนอยากเลือกตั้งด้วยนั้น เขาถูกทหารควบคุมตัวจากบ้านพักพร้อมภรรยาในเวลาประมาณ 16.00-16.30 น. ไปที่ มบท.11 จากนั้นภรรยาได้รับการปล่อยตัวมาเพียงคนเดียว จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเขาไปด้วยสาเหตุใด  คาดว่าเป็นเพราะจี๊ดเป็นผู้ให้เช่าเครื่องเสียงกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งในการชุมนุมวันที่ 22 พ.ค. ที่จะถึงนี้ จี๊ดมีอาชีพให้เช่าเครื่องเสียงให้กับคนโดยทั่วไป ไม่ใช่ให้เฉพาะกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ขณะนี้มีการประสานไปกับองค์กรระหว่างประเทศแล้ว และทีมทนายความกำลังประสานครอบครัวเขาอยู่\nตร. 50 นาย บุกค้นบ้าน 1 ในผู้ชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง และติดตาม 24 ชม.แม้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย\nนอกจากนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน [3]รายงานด้วยว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 61 เวลาประมาณ 16.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบจากสภ.คูคต จังหวัดปทุมธานี ประมาณ 50 นาย เดินทางด้วยรถประมาณ 10 คัน รวมถึงรถควบคุมตัวผู้ต้องขัง เข้าไปยังบริเวณซอยหน้าบ้านของ กุลวดี ดีจันทร์ และขอเข้าตรวจค้นบ้านของเธอ ซึ่งเคยเข้าร่วมชุมนุมในกิจกรรมของคนอยากเลือกตั้งก่อนหน้านี้ และเป็นหนึ่งในผู้ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมที่หน้ากองทัพบก เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 61 หรือคดี “ARMY57”\nเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงหมายค้นจากศาลจังหวัดธัญบุรีซึ่งอนุมัติในวันเดียวกันนี้ กุลวดีซึ่งอาศัยอยู่กับลูกชายวัยสิบปี ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ขอให้รอสามีเธอกลับมาก่อน แต่เจ้าหน้าที่ได้โต้แย้งว่าในหมายค้นระบุช่วงเวลาเข้าค้นตั้งแต่ 14.00 น.-18.00 น. เจ้าหน้าที่จึงต้องการเข้าตรวจค้นทันที แต่เธอยืนยันให้รออีกราวครึ่งชั่วโมงให้สามีเธอกลับมาก่อน เธอพยายามสอบถามว่าเธอทำผิดคดีร้ายแรงอะไร ถึงต้องขนเจ้าหน้าที่และรถมาจำนวนมากขนาดนี้จนเต็มซอย ทำให้เพื่อนบ้านเกิดความตื่นตกใจ เธอยังพยายามขอถ่ายรูปหมายค้นเอาไว้ แต่เจ้าหน้าที่อ้างว่าเธอไม่มีสิทธิและหากเอาไปโพสต์เผยแพร่จะผิดตามพ.รบ.คอมพิวเตอร์\nจนเวลาประมาณ 17.00 น. เศษ เมื่อสามีเธอเดินทางถึงบ้าน ทางเจ้าหน้าที่จำนวน 7 นายได้เริ่มเข้าทำการตรวจค้นบ้าน  มีการตรวจดูสมุดบัญชี พร้อมกับโทรศัพท์แจ้ง “นาย” ว่าไม่ได้มีความเคลื่อนไหวในบัญชีมาตั้งแต่ต้นปี เจ้าหน้าที่ยังมีการถ่ายภาพรหัสการเข้าบัญชีเฟซบุ๊กที่เธอจดบันทึกไว้ไป ทั้งที่เธอไม่อนุญาตเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เจ้าหน้าที่ยังถ่ายภาพอุปกรณ์การชุมนุมต่างๆ ของเธอไว้ และเข้าตรวจค้นไปทุกห้อง โดยไม่แน่ชัดว่าต้องการค้นหาสิ่งใด ในท้ายที่สุดก็ไม่ได้มีการพบสิ่งผิดกฎหมายใดๆ และยังมีการระบุระหว่างการตรวจค้นด้วยว่าถ้าวันที่ 21-22 พ.ค.นี้ เธอออกจากบ้านไปชุมนุม จะมีการใช้ทหารจัดการ ไม่ใช่ตำรวจ\nหลังจากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งขอโทษที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงไป พร้อมระบุว่าจะมีเจ้าหน้าที่ติดตามความเคลื่อนไหวของเธอตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้เธอออกไปร่วมชุมนุมในวันที่ 21-22 พ.ค.นี้ โดยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ใช่ทหาร จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงเดินทางกลับไป\nศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานต่อว่า ในเช้าวันที่ 20 พ.ค. 61 ตั้งแต่ในช่วง 5.00 น. กุลวดีได้เดินทางออกจากบ้านพักไปเพื่อพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อทำการถ่ายเลือดเพราะเธอเป็นโรคธาลัสซีเมีย ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จอดรถอยู่หน้าบ้านเปิดประตูออกมาสอบถามว่าเธอจะเดินทางไปไหน และแจ้งว่าจะติดตามเธอไปด้วย กุลวดีจึงตัดสินใจเดินทางไปรถคันเดียวกับเจ้าหน้าที่  เมื่อไปถึงโรงพยาบาล แพทย์แจ้งหลังตรวจพบว่าความดันสูงและจังหวะหัวใจเธอเต้นผิดปกติ หากให้เลือดต่อไปเธออาจช็อกได้ แพทย์จึงลดเลือดที่ถ่ายและให้ยามารับประทานด้วย เมื่อกุลวดีกลับถึงบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้โทรมาสอบถามว่าเธออยู่ที่ใดเนื่องจากชุดที่ไปเปลี่ยนเวรหาเธอที่โรงพยาบาลไม่พบ เธอจึงแจ้งว่ากลับมาถึงบ้านแล้ว\nคนอยากเลือกตั้ง ประณาม จนท.คุกคาม-ละเมิดสิทธิฯ รุนแรง \nขณะที่ กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ออกแถลงการณ์ ประณามการคุกคามและละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ \nโดยมีรายละเอียดดังนี้\n\nแถลงการณ์กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง\nเรื่อง ขอประณามการคุกคามและละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ\n \nหลังจากที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งได้ประกาศจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสครบรอบสี่ปีรัฐประหาร “หยุดระบอบคสช. หยุดยื้อเลือกตั้ง” ระหว่างวันที่ 21-22 พฤษภาคม 2561 ซึ่งจะมีการปราศรัยและทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ผ่านขบวนพาเหรดที่สร้างสรรค์ สงบสันติ ปราศจากอาวุธ เพื่อเดินเท้าไปสื่อสารและอ่านแถลงการณ์หน้าทำเนียบรัฐบาลนั้น ได้มีการออกคุกคามประชาชนที่เคยมาร่วมกิจกรรม หรือที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงคาดเดาว่าจะเข้าร่วมกิจกรรมถึงบ้านทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด\n \nล่าสุดการยกระดับการคุกคามเกินเลยไปจนถึงการนั่งเฝ้าหน้าบ้าน ติดตาม และขอศาลออกหมายค้น เพื่อไปค้นบ้านประชาชนที่คาดว่าจะมีส่วนในการร่วมสนับสนุนกิจกรรมในทางใดทางหนึ่ง จนเมื่อเวลาเย็นของวันที่ 20 พฤษภาคม นายอุทัย แถวโพธิ และภรรยา ผู้เคยให้ทางกลุ่มเช่าเครื่องเสียงเพื่อใช้ในงาน ได้ถูกควบคุมตัวโดยแจ้งว่าจะพาไปเข้าค่ายทหารและขาดการติดต่อ นี่คือการอุ้มหาย (Enforced Disappearance) ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรงในทางกฎหมายสิทธิมนุษยชน และเราได้มีการรายงานเรื่องนี้ต่อองค์กรสิทธิฯนานาชาติแล้ว\nกลุ่มคนอยากเลือกตั้งขอยืนยันว่า การชุมนุมโดยสงบสันติปราศจากอาวุธ เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญไทยและในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ประเทศไทยไม่อาจเป็นประชาธิปไตยหรือมีบรรยากาศที่พร้อมต่อการเลือกตั้งได้โดยปราศจากการมีส่วนร่วมทางการเมืองภาคประชาชน การกระทำของรัฐที่ผ่านมาขัดแย้งกับหลักการทั้งหมดดังกล่าว และถือเป็นอาชญากรรมที่กระทำต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศที่ถูกยึดอำนาจและละเมิดสิทธิในทุกด้านมาตลอดสี่ปี เราขอประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรงและยืนยันว่าเสรีภาพในการแสดงออกต้องได้รับการเคารพ เราจะดำเนินการชุมนุมตามแผนต่อไปและไม่มีวันยอมจำนนต่อระบอบคสช.ที่พยายามทำให้บ้านเมืองอยู่ในสภาพไร้ขื่อแป\n \nเผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ\nกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-f3a045e6d02648f3a8990df2d252af69", "input": "Title: กมธ.รับฟังความเห็น อุบล แต่งตั้งอนุประจำโซน \n Body: กมธ.รับฟังความเห็น ปชช. อุบลฯ ขอมติที่ประชุมแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการฯ ประจำโซน ในระดับอำเภอ 5 โซน เผยเพื่อให้การทำงานครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย เตรียมลุยเวที 2 ที่ อ.ตระการพืชผล ในวันที่ 12 มี.ค. 50 นี้\n\n \n\nเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2550 ที่ห้องประชุมมิตรไมตรี 1 ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี คณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม ประจำจังหวัดอุบลราชธานี ประชุมเพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมระดับอำเภอ พร้อมกับประชุมเพื่อติดตามผลการวิเคราะห์ประเด็นตามร่างรัฐธรรมนูญ 3 กรอบ 36 ประเด็น ที่จัดครั้งแรกในระดับอำเภอเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2550 โดยมีนายศิวะ แสงมณี ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม ประจำจังหวัดอุบลราชธานี ร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย\n\n \n\nนางพัชนี พัชนี ธนาพรสิน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ประจำจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวในที่ประชุมว่า เพื่อให้การดำเนินงานการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนเป็นไปตามเป้าหมายและครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มทางคณะกรรมาธิการจึงได้ทำการแต่ตั้งคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับอำเภอทั้ง 5 โซน โดยมี ผ.ศ. เกษม บุญรมย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เป็นประธานในคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญฯ ขณะเดียวกันได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีนางสาววีนัส เอี่ยมสะอาด เป็นประธานในคณะทำงาน ซึ่งแต่ละทีมงานจะมีการแต่งตั้งคณะทำงานได้ไม่เกิน 10 คน \n\n \n\nทั้งนี้ที่ประชุมได้แจ้งกำหนดการการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนในครั้งต่อไปว่า มีการเลื่อนระยะเวลาการจัดเวลาทีรับฟังความคิดเห็นใหม่และต่อเนื่องมากขึ้นจากเดิม ดังนี้ \n\n \n\nครั้งที่ 2 ที่ อำเภอตระการพืชผล วันที่ 12 มีนาคม 2550 ที่ห้องประชุมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 ผู้เข้าร่วมสัมมนาจาก อำเภอตระการพืชผล โพธิ์ไทร เขมราฐ กุดข้าวปุ้น และกิ่งอำเภอนาตาล\n\n \n\nครั้งที่ 3 ที่ อำเภอพิบูลมังสาหาร วันที่ 13 มีนาคม 2550 ที่ห้องประชุมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ผู้เข้าร่วมสัมมนาจาก อำเภอพิบูลมังสาหาร สิรินธร ศรีเมืองใหม่ ตาลสุม และอำเภอโขงเจียม\n\n \n\nครั้งที่ 4 ที่อำเภอวารินชำราบ วันที่ 14 มีนาคม 2550 ที่ห้องประชุมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ผู้เข้าร่วมสัมมนาจากอำเภอวารินชำราบ สำโรง สว่างวีระวงศ์ และกิ่งอำเภอนาเยีย \n\n \n\nครั้งที่ 5 อำเภอเดชอุดม วันที่ 15 มีนาคม 2550 ที่ห้องประชุมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ผู้เข้าร่วมสัมมนาจากอำเภอเดชอุดม บุณฑริก นาจะหลวย ทุ่งศรีอุดม น้ำยืน และกิ่งอำเภอน้ำขุ่น \n\n \n\nครั้งที่ 6 วันที่ 25 มีนาคม 2550 ที่ห้องพิมานทิพย์ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ผู้เข้าร่วมสัมมนาจากทุกอำเภอ กิ่งอำเภอในจังหวัดอุบลราชธานี \n\n \n\nอย่างไรก็ตามประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ยังได้กล่าวต่อไปว่า ในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนครั้งที่ 1 ในระดับอำเภอนั้น ได้รับความสนใจจากประชาชนในการเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในหลากหลายประเด็น แต่เนื่องจากข้อจำกัดของเวลา สถานที่ และงบประมาณทำให้ไม่สามารถสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและได้กำหนดให้มีการจัด \"โครงการเสวนารับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน 25 อำเภอ \" เพื่อเป็นเวทีให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการนำเสนอความคิดเห็นตลอดจนให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นและสาระสำคัญที่ควรต้องบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งดำเนินการวิจัยหารูปแบบที่เหมาะสมของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานี และทำการประเมินผลการดำเนินงานรับฟังความคิดเห็นประชาชนภายในจังหวัด \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-be435fd03fb34ed0b16957d93a926270", "input": "Title: นปช.ยุติชุมนุมตามประกาศภาวะฉุกเฉิน \n Body: เว็บไซต์มติชน [1] รายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งปักหลังอยู่ที่ท้องสนามหลวงนั้น ภายหลังมีการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน พบว่า กลุ่ม นปช. เหลือบางตาประมาณ 1,000 คน บางส่วนก็ทยอยเดินทางกลับ บางคนก็นอนพักผ่อน และจับกลุ่มพูดคุยกับเรื่องที่เกิดขึ้น \n\n  \n\nเมื่อเวลา 11.30 น. กลุ่ม นปช. ได้แยกย้ายกันกลับบ้านพร้อมทั้งรื้อถอนเวทีที่ท้องท้องสนามหลวงออกหมดแล้ว ตามคำสั่งรัฐบาลที่มีการออกพระราชกำหนดฉุกเฉินฯ ห้ามชุมนุมมากกว่า 5 คน พร้อมทั้งประกาศยุติการชุมนุม ทั้งนี้มีรถโดยสารมารับผู้ชุมนุมกลับบ้านด้วย  \n\n \n\n \n\nที่มา: มติชนออนไลน์ \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-635d382c708e4ef5be2a15eaaea77127", "input": "Title: ‘PEN’ รณรงค์ปล่อย ‘สมยศ’ ในวันครบรอบ 5 ปีการจองจำ \n Body: สมาคมนักเขียนสากลเรียกร้อง 1.ปล่อย สมยศ โดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข เนื่องจากการเป็นบก.ที่แสดงออกอย่างสันติ 2.ให้สมยศอ่านหนังสือและสิ่งพิมพ์ในเรือนจำ 3.ให้เรือนจำดูแลสุขภาพ 4.รัฐควรรีบแก้ไขมาตรา 112\n\nวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบ 5 ปีการคุมขัง การเสียอิสรภาพของสมยศ พฤกษาเกษมสุข ในวาระนี้สมาคมนักเขียนสากล หรือ PEN International เรียกร้องให้ปล่อยสมยศโดยทันที การรณรงศ์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานที่ PEN ติดตามและทำการรณรงศ์เพื่อสนับสนุนและต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในกรณีนักเขียนหลายร้อยคนทั่วโลกถูกจองจำ ถูกคุกคาม ถูกข่มเหง ถูกทำร้าย ถูกผลักออกจากประเทศบ้านเกิด และถูกสังหาร เนื่องจากการเขียนหรือการแสดงความคิดเห็นอย่างสันติในรูปแบบอื่นๆ\nสมยศ พฤกษาเกษมสุข เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและสิทธิกรรมกร และบรรณาธิการของนิตยสาร Voice of Taksin ถูกจับวันที่ 30 เมษายน 2554 และถูกตั้งข้อหาการละเมิดมาตรา 112 ในฐานะเป็นบรรณาธิการที่แพร่บทความ 2 ชิ้นที่เข้าข่ายการหมิ่น ในวันที่ 23 มกราคม 2556 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่ามีความผิด สั่งจำคุก 10 ปี (และอีก 1 ปี จากคดีเก่า) ในวันที่ 10 กันยายน 2557 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ตอนนี้รอผลการตัดสินโดยศาลฎีกา ตลอดช่วงการต่อสู้คดีถึงปัจจุบันนี้ สมยศขอประกันตัวทั้งหมด 16 ครั้ง แต่ศาลกลับปฏิเสธทุกครั้ง แม้ว่าเป็นสิทธิพื้นฐานของจำเลยในการต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรม\n\nในครั้งนี้ PEN ยังมีข้อเรียกร้อง 4 ข้อสำหรับกรณีนี้ ประกอบด้วย\n1. ปล่อย สมยศ พฤกษาเกษมสุข โดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข เนื่องจากการเป็นบรรณาธิการและเป็นการแสดงออกโดยสันติ ตามที่ได้รับการรับรองไว้ในมาตรา 19 ของ ICCPR ที่ประเทศไทยเป็นภาคีรัฐ\n2. เรียกร้องขอให้สมยศได้เข้าถึงและอ่านหนังสือและสิ่งพิมพ์โดยไม่มีขอจำกัด\n3. ย้ำถึงการกังวลต่อความปลอดภัยของสมยศ และขอให้รัฐให้การดูแลสุขภาพตอนอยู่ในเรือนจำ\n4. ย้ำถึงการกังวลอย่างสูงต่อการขยายการใช้มาตรา 112 ออกไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้การแสดงออกอย่างสันติกลายเป็นอาชญากรรม และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยรีบแก้ไขมาตรา 112 เพื่อทำให้สอดคล้องกับความรับผิดชอบของรัฐที่จะต้องปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกตามสนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคี\nPEN ขอให้ผู้ที่ห่วงใยในเสรีภาพในการแสดงออกได้ร่วมการรณรงศ์ครั้งนี้โดย 1. เขียนจดหมายเรียกร้องถึง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะทหารคสช. ในปัจจุบัน รวมถึงเขียนถึงผู้บังคับบัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ให้รัฐบาลและเรือนจำดำเนินการตามข้อเรียกร้องใน 4 ประเด็นข้างต้น 2. เขียนจดหมายและโปสต์การ์ดทักท้ายและให้กำลังใจถึงสมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่อยู่ในเรือนจำ 3. เขียนบทความและจัดกิกรรมตามประเทศต่างๆ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกเกี่ยวกับสถานการณ์การจำกัดสิทธิเสรีภาพในประเทศไทย\nดูข้อมูลเพิ่มเติมและหาทางร่วมในการรณรงศ์ที่นี่: Thailand: Five Years On, Free Editor Somyot Prueksakasemsuk [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: ict", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-ad12f8d551bd4067aeb4ab87d1973aa5", "input": "Title: แรงงานยื่น คปก.ปฏิรูปยุติธรรมแรงงาน เสนอออกข้อกำหนดศาลพิจารณาคดีพิเศษ \n Body: คปก.รับลูก เตรียมพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนากฎหมายด้านสวัสดิการสังคมในคณะกรรรมการปฏิรูปกฎหมาย(คปก.) ในวันที่ 24 เมษายนนี้  \n23 เมษายน  2555 สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย – เมื่อวันที่ 23 เมษายน  เครือข่ายการขับเคลื่อนเพื่อปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมด้านแรงงาน ประกอบด้วย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กลุ่มสหภาพแรงงานภาคตะวันออก กลุ่มสหภาพแรงงานสระบุรีและใกล้เคียง กลุ่มผู้ใช้แรงงานอยุธยาและใกล้เคียง กลุ่มสหภาพแรงงานย่านปู่เจ้าสมิงพราย กลุ่มสหภาพแรงงานอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ เข้ายื่นหนังสือข้อเสนอปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมด้านแรงงานต่อนางสุนี ไชยรส ประธานคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนากฎหมายด้านสวัสดิการสังคมในคณะกรรรมการปฏิรูปกฎหมาย(คปก.) นายชัยสิทธิ์ สุขสมบูรณ์ กรรมการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนากฎหมายด้านสวัสดิการสังคมและนายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษากรรมการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนากฎหมายด้านสวัสดิการสังคม\nทั้งนี้เครือข่ายการขับเคลื่อนเพื่อปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมด้านแรงงานได้เข้าหารือกับ คปก.เพื่อชี้แจงประเด็นปัญหาในระบบและกระบวนการไกล่เกลี่ยคดีแรงงานมีความเหมาะสมหรือมีความเป็นธรรมหรือไม่ ขณะที่ระบบการพิจารณาคดีแรงงาน พบปัญหาทั้งเรื่องเวลาการพิจารณาคดีที่ล่าช้า เนื่องจากมีพยานเป็นจำนวนมาก รวมถึงภาระการพิสูจน์บางอย่างยังพิสูจน์ได้ยากซึ่งศาลไม่ใช้ระบบไต่สวน จึงมีข้อเสนอจากเครือข่ายฯให้ปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีปฏิบัติในการไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งด้านแรงงานหรือคดีแรงงานให้มีหลักประกันในสิทธิขั้นพื้นฐาน ให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมเนื่องจากเรื่องนายจ้างไม่ใช่เรื่องทางแพ่งแต่เป็นเรื่องของการผลิตและความมั่นคงของมนุษย์และสังคม \nการดำเนินการในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลแรงงานควรให้ความสำคัญกับการคุ้มครองลูกจ้างที่จัดตั้ง รวมตัว หรือเป็นกรรมการตามที่กฎหมายแรงงานกำหนดหรือลูกจ้างที่เข้าร่วมในองค์กรหรือการเจรจาต่อรองร่วมตามกฎหมาย\nเครือข่ายฯมีข้อเสนอว่าควรออกข้อกำหนดศาลแรงงานในการพิจารณาคดีที่มีลักษณะพิเศษ เช่นคดีแรงงานที่เกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจหรือภัยพิบัติร้ายแรงงาน คดีแรงงานที่เกี่ยวกับการเจ็บป่วยหรือการได้รับสารเคมีจากการทำงาน  ขณะเดียวกันควรออกข้อกำหนดศาลแรงงานเกี่ยวกับระยะเวลาในการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลฎีกา เช่น ในแต่ละชั้นไม่ควรเกิน 1 ปี เว้นแต่คดีมีความยุ่งยากซับซ้อน เพื่อให้มีกรอบเวลาการพิจารณาคดีที่เหมาะสมเป็นธรรม ประกอบกับการพัฒนาแรงงานให้เป็นศาลทีมีความเชี่ยวชาญหรือชำนาญการพิเศษ\nอย่างไรก็ตามพบว่ายังมีหลายมาตราในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ที่ให้อำนาจศาลแรงงานแต่ในทางปฏิบัติมักจะไม่ได้ใช้อำนาจดังกล่าวโดยเห็นว่าเป็นดุลพินิจของศาล ไม่ใช่บทบังคับศาลประเด็นปัญหานี้จึงควรจะมีมาตรการแก้ปัญหาเพื่อให้เป็นหน้าที่หลักของศาลในการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในคดีแรงงาน  \nล่าสุด คปก.ได้รับข้อเสนอดังกล่าว โดยจะนำไปพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนากฎหมายด้านสวัสดิการสังคมในคณะกรรรมการปฏิรูปกฎหมาย(คปก.) ในวันที่ 24 เมษายนนี้ \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-ee81888822224967862046c21d2f3811", "input": "Title: ใบตองแห้งออนไลน์: 72 ปี พคท.จงเจริญๆๆๆ \n Body: “ดวงตะวันสาดแสงเรืองรอง ทั่วเขตแคว้นแดนไทย ดวงตะวันที่ยิ่งใหญ่ คือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย นำมวลประชา จับอาวุธขึ้นมา ทำสงครามประชาชน ขับโจรมะริกัน โค่นสมุนของมัน”\n\n \n\nไชโย พรรคคอมมิวนิสต์จงเจริญ โอบามาจงพินาศ พร้อมกับไอ้แม้ว สมุนของมัน!\n72 ปีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย 1 ธันวาคม 2557 เวียนมาบรรจบครบ 6 รอบอย่างยิ่งใหญ่ พรรคคอมมิวนิสต์จีนมหาอำนาจใหม่ของชนกรรมาชีพทั่วโลก กำลังจะทำรถไฟรางคู่ลงมาช่วยปลดแอกประชาชาติไทยจากจักรพรรดินิยมอเมริกาและทุนสามานย์ นับเป็นคุณูปการของสหายนำในอดีต ที่เลือกตามก้นจีนกระทั่งถูกตัดแนวหลัง เสียสละให้พรรคพี่น้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับรัฐไทย อดเปรี้ยวกินแกลบไว้จนมีวันนี้ วันที่ท่านผู้นำสี่จิ้นผิง (รวมทั้งท่านผู้นำคิมจองอึน) ชนะใจท่านผู้นำประยุทธ์ จันทร์โอชา และมวลมหาประชาชนไทย อย่างท่วมท้นล้นหลาม\n30 กว่าปีผ่านไป แม้ฐานที่มั่นแตก ขบวนปฏิวัติล่มสลาย แต่สหายจำนวนมาก ได้ทำการวิเคราะห์สังคมอย่างชาญฉลาด ว่าสังคมไทยไม่ใช่กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาอีกต่อไป หากกลายเป็นสังคมทุนนิยมสามานย์ ที่จะทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และวัฒนธรรมความเป็นไทย ลูกที่ดีของพรรคทั้งหลายที่กลับจากป่าสู่เมือง จึงได้อุทิศตนเข้าสู่ภาคประชาสังคม เข้าสู่การศึกษาพุทธธรรม ชูธงพุทธทาสผนึกลัทธิมาร์กซ์เป็น “ธรรมิกสังคมนิยม” เพื่อโค่นล้มสังคมทราม ใส่เสื้อกั๊กเข้าสู่สถาบันวิชาการ สานสัมพันธ์กับชนชั้นนำ ตลอดจนก่อตั้งร้านเหล้าเพื่อชีวิต เพื่อปลูกฝังเมล็ดพืชสีแดงแห่งการต่อสู้ กระทั่งเบ่งบานเป็นเมล็ดพืชหลากสี ทำสลิ่มได้ทันที\n30 กว่าปีผ่านไป กระแสลมปฏิวัติพัดหวน คนชั้นกลาง คนชั้นสูง ไฮโซเซเลบส์ เติบใหญ่ท่ามกลางการต่อสู้ ลุกฮือชูหัวกรวย “ปฏิวัติประชาชน” อย่างวีรอาจหาญ เป็นการเคลื่อนไหวครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่เคยพบเคยเห็น กระทั่งการปฏิวัติบอลเชวิคที่นำโดยเลนินยังเทียบไม่ได้แม้กระผีกกับการปฎิวัติประชาชนที่นำโดยท่านกำนัน\nแม้พวกปฏิกิริยายังดื้อรั้น ไม่ยอมลงจากอำนาจ ภายใต้การสนับสนุนของจักรพรรดินิยมโอบามา อันมีนางคริสตี้ เคนนีย์ เป็นสมุนเอก ตลอดจนสหภาพยุโรปและ UN ที่เป็นร่างทรง แต่ท้ายที่สุดก็เกิดการปฏิวัติโดยกองทัพปลดแอกประชาชน ซึ่งมีเจตนารมณ์อันยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้ง เพราะท่านผู้นำประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการนำประเทศพ้นจากแอก “ประชาธิปไตยตะวันตก” ที่กลุ่มทุนข้ามโลกเร่ขายเป็นฉากบังหน้า เพื่อให้พวกมันได้เข้ามากอบโกยขูดรีดสวาปาม ท่านต้องการปฏิวัติประเทศเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สถาปนาสังคมใหม่ ระบอบการปกครองของมวลชนก้าวหน้าร่วมกับกองทัพ ไม่ยอมรับระบอบตัวแทนของทุนนิยม\nสหายทั้งหลาย มีที่ไหนคนเท่ากัน ท่านประธานเหมาเจ๋อตงสอนว่าที่ไหนๆ ก็มีคน 3 ประเภท ประเทศต้องปกครองด้วยคนก้าวหน้า ช่วงชิงคนเป็นกลาง โดดเดี่ยวพวกปฏิกิริยาล้าหลัง ระบอบการปกครองที่ดีฝุดๆ จึงต้องเป็นระบอบประชาธิปไตยรวมศูนย์ ซึ่ง ณ วันนี้ น่าปลาบปลื้มยินดีปรีดาปราโมทย์ยิ่งว่า มวลมหาประชาชนไทยลุกตื่นขึ้นแล้ว ไม่เอาประชาธิปไตยของนายทุน แต่มุ่งสถาปนาระบอบ “ประชาธิปไตยรวมศูนย์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” อันล้ำเลิศเหนือชาติใดในโลก\nสหายเอ๋ย ถึงเวลาแล้วที่ชนกรรมาชีพจะต้องรวมพลัง โดดเดี่ยวพวกไพร่ล้าหลัง ปกป้องระบอบประชาธิปไตยรวมศูนย์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จากการโจมตีของจักรพรรดินิยมอเมริกาและซากเดนทุนสามานย์ ตลอดจนปัญญาชนนายทุนน้อย ที่อ้างตัวเรียกร้องเสรีภาพ ปัญญาชนพวกนี้มิใช่หรือที่ค้านพรรคค้านจัดตั้งจนการปฏิวัติล่มสลาย ถึงวันนี้ยังหน้าไม่อาย เสี้ยมสอนให้เด็กรุ่นหลังหลงไหลการชู 3 นิ้วตามหนังอเมริกันดราม่า ตามนางแคทนิส นางเอกหน้าไม่อาย ตัวจริงถ่ายรูปแก้ผ้าว่อนเน็ต หลอกขายวัฒนธรรมมอมเมาให้เยาวชนทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่โจชัวร์ หว่อง\n72 ปีพรรคคอมมิวนิสต์เวียนมาถึงวันที่สถานการณ์สุกหง่อมยิ่ง เป็นโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ ที่จะได้ปฏิวัติก่อนตาย สหายจำนวนมากได้ถั่งโถมโหมแรงไฟ เสียสละตนเอง ดาหน้าเข้ารับรางวัลอัศนี พลจันทร์ เอ๊ย ไม่ใช่ ดาหน้าเข้ารับตำแหน่ง สนช.สปช. ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งหลาย อดีตทหารปลดแอก มวลชนปฏิวัติ จงเชื่อฟังคำสั่งศูนย์กลวงพรรคให้การสนับสนุนสหายเราโดยพร้อมเพรียงกัน\n \n“ปรี๊ดปรี้ปรี๊ดๆๆ\n \nฟังๆๆ นกหวีดสัญญาณ ยามเช้า  \nเร็ว ๆ เข้า พวกเรารีบตื่น ขึ้นมา\nเก็บเครื่องนอน อย่าช้า เตรียมล้างหน้า แปรงฟัน อย่ามัวนั่งฝัน เดี๋ยวไม่ทันออกกำลังกาย\n \nมาๆๆ มาออกกำลัง กันเถิด  \nให้กายและใจเราเกิด ซึ่งพลังเกรียงไกร\nเพื่อการ เพื่องาน จะได้ก้าวหน้าไป  \nสู่วันสดใส ประชาไทยเบิกบาน                                                                                 “\n \nศูนย์กลวงพรรค\nรีสอร์ทภูแวภูพยัคฆ์\n(ปีใหม่ไม่ต้องมาถามจองเต็มหมดแล้ว) \n What is the sentiment in the text for the genre: ict", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-77bf4c2174a54ef1a1007e711e116e3e", "input": "Title: กลุ่มเพื่อนประชาธิปไตยใหม่ จุดเทียน-ปล่อยลูกโป่ง 14 ลูก ให้กำลังใจเพื่อน หน้าเรือนจำ \n Body: กลุ่มเพื่อนประชาธิปไตยใหม่ จุดเทียนร้องเพลงให้กำลังใจเพื่อนขบวนการประชาธิปไตยใหม่ 14 คน ที่ถูกจับกุม หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พร้อมอ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้เรือนจำไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่เป็นธรรม\n\n28 มิ.ย. 2558 ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เวลา 20.00 น. มีประชาชนจำนวนประมาณ 30 คน มารวมตัวจุดเทียน พร้อมร้องเพลงให้กำลังใจนักศึกษา นักกิจกรรม ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ที่ถูกจับกุม และมีกลุ่มเพื่อนประชาธิปไตยใหม่จำนวนประมาณ 10 คนมาอ่านแถลงการณ์ให้เห็นถึงกระบวนการจับกุมที่ไม่ชอบธรรม และพฤติกรรมของศาลทหารที่ดำเนินการพิจารณาคดี นอกเวลาราชการ พร้อมเรียกร้องให้เรือนจำ และกรมราชทัณฑ์ หากเห็นว่ากระบวนการเหล่านี้ไม่ชอบธรรม ขอให้ไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง และกระบวนการที่ไม่ชอบธรรม \n\n\n\n \n\n\n\n00000\nแถลงการณ์ กลุ่มเพื่อนประชาธิปไตยใหม่\nเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 26 มิถุนายน 2558 เจ้าหน้าที่ได้เข้าจับกุม กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ภายหลังการออกไปเคลื่อนไหวทางการเมืองตามสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน โดยพฤติกรรมการจับกุมของเจ้าหน้าที่ไม่มีการแจ้งสิทธิผู้ต้องหา เป็นการจับกุมโดยเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบที่ไม่แสดงตัวว่ามาจากหน่วยไหน อีกทั้ง ในบันทึกการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ระบุว่าผู้ต้องหามีการหลบหนี ซึ่งไม่สอดคล้องกับการรายงานข่าวและปากคำของผู้ต้องหา ผู้ต้องหาจึงขอให้แก้ไขถ้อยคำว่าไม่ได้หลบหนีแต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอม จึงทำให้กลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ยอมเซ็นชื่อ และท้ายที่สุดก็ถูกพาตัวมาฝากขังกับศาลทหารกรุงเทพฯ\nและในวันนี้ (28 มิถุนายน 2558) ทางทีมทนายความของกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ได้แถลงว่า นักศึกษาทั้งหมดยังไม่ให้ปากคำเพราะยังไม่ได้พบทนายและทนายยังไม่สามารถไปพบได้ แต่ทว่าเจ้าหน้าที่กลับจะเข้าไปสอบสวนในวันพรุ่งนี้โดยมีทนายความจากสภาทนายความเข้าร่วมแทน ทั้งที่นักศึกษาทั้งหมดมีทนายอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องไม่เหมาะสมและสมควรถูกตั้งคำถามต่อความโปร่งใส่ในกระบวนยุติธรรม\nนอกจากนี้ พฤติการณ์ของศาลทหารกรุงเทพฯ ได้ก่อให้เกิดคำถามต่อการทำหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม เพราะศาลทหารทำการไต่สวนและมีคำสั่งให้ฝากขังผู้ต้องหาในเวลา 21.00-24.00 ทั้งที่ไม่ใช่เวลาทำการปกติ อีกทั้งศาลทหารกรุงเทพฯ ได้ยกคำร้องขอคัดค้านการฝากขังผู้ต้องหาจำนวน 14 ราย ทั้งที่ทางกลุ่มประชาธิปไตยใหม่เปิดเผยสู่สาธารณะตลอดมาว่าจะไม่หลบหนีพร้อมยินยอมให้หน้าที่จับกุมตัว และยืนยันว่าการกระทำของตนเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานอีกด้วย จากองค์ประกอบดังที่กล่าวมา จึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลจะต้องฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 14 คน เว้นเสียแต่ต้องการจำกัดการใช้สิทธิเสรีภาพที่ทางกลุ่มกระทำการมาโดยตลอด\nด้วยพฤติการณ์เช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐกำลังอ้างอำนาจตามกระบวนการยุติธรรมเพื่อจับกุมและดำเนินคดีผู้เห็นต่างทางการเมือง โดยหวังผลประโยชน์ทางการเมือง ขณะที่ศาลทหารก็ทำตัวเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อสนองตอบเป้าหมายทางการเมืองมากกว่าเป็นองค์กรตุลาการที่ใช้ดุลพินิจในกระบวนการยุติธรรม\nดังนั้น เราจึงขอเรียกร้องว่า เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ต้องรักษาไว้ซึ่งกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และสิทธิเสรีภาพของประชาชน หากกรณีใดที่เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์เห็นชัดเจนว่าหมายขังผู้ต้องหาทางการเมืองออกโดยองค์กรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมก็ไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม \n What is the sentiment in the text for the genre: education", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-24f70a662c604478bfced50e6fd4aa14", "input": "Title: 'ประยุทธ์' ตัวแทนไทยรับรางวัลส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานดิจิตอลจากไอทียู \n Body: เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2558 ที่ผ่านมาเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ [1]รายงานว่าภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติระดับผู้นำเพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลัง ปี ค.ศ. 2015 และการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 70 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 23 ก.ย. - 1 ต.ค. ว่า เมื่อเวลา 20.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งช้ากว่าประเทศไทยประมาณ 11 ชั่วโมง) วันที่ 26 ก.ย. พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ในโอกาสฉลองครบรอบ 150 ปี สหภาพโทรคมนาคม ระหว่างประเทศ (ไอทียู) และร่วมรับรางวัล ITU Global Sustainable Digital Development Award \n \nพล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯ ได้ขอบคุณสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศที่ได้มอบรางวัลดังกล่าวให้แก่ประเทศไทย ทั้งนี้ไทยยังเป็นฐานของไอทียูที่จะขยายการสนับสนุนและความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกในภูมิภาคนี้ สำหรับในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 70 นี้ ได้ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยการลดช่องว่างด้านดิจิตัล และการกำหนดนโยบายที่จะกระตุ้นการสร้างเทคโนโลยีใหม่ การวิจัย และการส่งเสริมนวัตกรรมในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดิจิตัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของไทย ที่จะทำให้ทุกภาคส่วนด้านเศรษฐกิจก้าวหน้าทันโลกและสามารถแข่งขันในโลกสมัยใหม่ได้ \n \nพล.ต.วีรชน กล่าวอีกว่า นายกฯ ได้แสดงความเชื่อมั่นว่า ไทยจะสามารถแบ่งปันประสบการณ์และความสำเร็จกับมิตรประเทศ และยินดีจะรับฟังคำแนะนำในทุกๆ ด้าน ทั้งการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านเทคโนโลยีดิจิตัล และการพัฒนาด้านอื่น ๆ เพื่อเผชิญหน้าและรับมือกับความท้าทายของโลกปัจจุบัน เพราะไทยพร้อมจะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างประเทศต่าง ๆ เพื่อประชาคมโลกจะสามารถก้าวไปพร้อมกันบนเส้นทางสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยไม่มีใครถูกทิ้งอยู่เบื้องหลัง ทั้งนี้ ประเทศไทยขอให้คำมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมสารสนเทศเพื่อประชาคมโลก เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนตามเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-192dc497a2594eb087a44de74c66d6c9", "input": "Title: ‘ชลประทาน’ ขอตำรวจคุ้มกัน ไม่กล้าลงพื้นที่ ‘ตาปี–พุมดวง’ \n Body: นายอากาศ สุวรรณา ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรมการบริหาร สำนักงานก่อสร้าง 10 โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี–พุมดวง กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี–พุมดวงอยู่ในขั้นตอนรังวัดที่ดิน พร้อมกับสำรวจสิ่งปลูกสร้างและผลอาสิน ภายใต้ความรับผิดชอบของฝ่ายสำรวจและรังวัดเพื่อจัดซื้อ ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณท้องที่ตำบลท่าเคย ตำบลหนองไทร อำเภอท่าฉาง ตำบลลีเล็ด ตำบลศรีวิชัย ตำบลมะลวน ตำบลหัวเตย ตำบลท่าข้าม ตำบลพุนพิน ตำบลน้ำรอบ ตำบลหนองไทร ตำบลบางงอน อำเภอพุนพิน และตำบลท่ากระดาน อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี พ.ศ. 2554 เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี–พุมดวง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงวันที่ 27 เมษายน 2554 นายอากาศ เปิดเผยต่อไปว่า สำหรับการขั้นตอนการปฏิบัตินั้น ทางกรมชลประทานจะแจ้งไปยังอำเภอ จังหวัด และชาวบ้านผู้ครอบครองที่ดินที่จะเวนคืนทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน ก่อนลงสำรวจรังวัดที่ดิน ผลอาสิน และสิ่งปลูกสร้าง พร้อมกับขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดูแลอำนวยความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทาน ที่ลงพื้นที่สำรวจรังวัดที่ดิน ผลอาสิน และสิ่งปลูกสร้าง 3–5 แปลงต่อคนต่อวัน ตามหนังสือที่แจ้งระบุวันที่และเวลาให้ชาวบ้านทราบ “การสำรวจที่ดิน ผลอาสินของชาวบ้านเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทาน เราต้องการความปลอดภัยในการปฏิบัติงานในพื้นที่ จึงได้ขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมาคอยดูแลความปลอดภัยให้ เพราะเกรงว่าจะถูกคุกคามจากชาวบ้านกลุ่มที่คัดค้านการดำเนินการโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี–พุมดวง” นายอากาศ กล่าว นายวิโรจน์ ทองเกษม คณะทำงานเครือข่ายพิทักษ์ลุ่มน้ำตาปี–พุมดวง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ของกรมชลประทาน ไม่ได้ลงสำรวจรังวัดที่ดิน ผลอาสิน และสิ่งปลูกสร้าง ตามที่นัดหมายไว้ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2554 โดยไม่ทราบเหตุผล ทั้งที่มีหนังสือแจ้งให้ชาวบ้านจัดเตรียมทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน เอกสารสิทธิในที่ดิน และชี้แนวเขตที่ดินเพื่อรังวัดแนวเขต โดยมีชาวบ้านตำบลหนองไทร อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานีประมาณ 30 คน มารอประท้วงจากการดำเนินการของกรมชลประทาน ขณะที่ชาวบ้านในตำบลอื่นๆ รอคอยฟังข่าวเตรียมจะเดินทางมาร่วมประท้วงด้วย “ขณะนี้ทางเครือข่ายพิทักษ์ลุ่มน้ำตาปี–พุมดวง ต้องคอยติดตามว่า เจ้าหน้าที่กรมชลประทานจะลงพื้นที่ไหน วันที่เท่าไหร่ โดยกำชับให้ชาวบ้านที่ได้รับหนังสือแจ้งจากกรมชลประทานว่า จะส่งเจ้าหน้าที่ลงลงสำรวจรังวัดที่ดิน ผลอาสิน และสิ่งปลูกให้แจ้งต่อทางเครือข่ายฯ เพื่อที่จะได้คัดค้านการดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี–พุมดวงร่วมกัน” นายวิโรจน์ กล่าว \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-647c8fc2e89a41e18e166d3bbda061b2", "input": "Title: ประมวลภาพการต่อต้านรัฐประหารหน้ารัฐสภา \n Body: ป้ายรณรงค์ไม่ยอมรับการรัฐประหารของเครือข่าย 19 ก.ย.ต้านรัฐประหาร\n\n\n\nผู้มาร่วมชุมนุมต้านรัฐประหารในวันเปิดสภานิติบัญญัตแห่งชาติที่ถูกตั้งฉายาใหม่ว่า 'สภารับของโจร'\n\n\n\n\n\nเด็กๆตามมาให้กำลังใจพ่อแม่ต้านรัฐประหาร\n\n\n\n'เล็ก จรรยา' ผู้ประสานงานโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทยกำลังอภิปราย\n\n\n\n'เลียแข้งเลียขา'การแสดงล้อเลียนการเมืองไทยที่มักเกาะเกี่ยวกับผู้มีอำนาจ\n\n\n\n'ปี๊บคลุมหัว' รางวัลสำหรับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ\n\n\n\nป้ายรณรงค์เตือนสติทหาร\n\n\n\nปี๊บของอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคำพูดในอดีต\n\n\n\nแล้วเจอกันใหม่..... \n What is the sentiment in the text for the genre: national_security", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-e5a3eb26377a4e9c88dfb66b6974f32a", "input": "Title: เตรียมล่า10,000 ชื่อดันพ.ร.บ.สถาบันความปลอดภัยฯพิสูจน์น้ำยารธน.50 \n Body: สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากากรทำงานฯ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงาน และสหภาพแรงงานกลุ่มย่านต่างๆ แถลงข่าว รวมพลังล่า 10,000 รายชื่อ เพื่อผลักดัน พ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ณ ห้องราชา โรงแรมรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมา\n\nทวีป กาญจนวงศ์ ประธานมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ สมัชชาคนจน ได้เสนอกฎหมายฉบับนี้ เนื่องมาจากสาเหตุไฟไหม้โรงงานเคเดอร์ และการดูแลควบคุมของรัฐบาล ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งแต่ก่อน พ.ร.บ. นี้ ขบวนการแรงงาน ภาคประชาชน เคยล่ารายชื่อมาแล้ว 50,000 รายชื่อแต่ก็มีปัญหาอุปสรรค เนื่องด้วยไม่มีสำเนาทะเบียนบ้าน กับสำเนาบัตรประชาชน เพราะเราทำการล่ารายชื่อตอนกฎหมายลูกยังไม่ออก ปัจจุบัน มาตรา 163 เปิดโอกาสให้เข้าชื่อ 10000 ชื่อ เสนอกฎหมายได้ และให้โอกาสเข้าไปชี้แจงในรัฐสภาได้ ตอนนี้อยากจะทราบว่ากฎหมายลูกจะออกมาอย่างไร\n\nจะเด็จ เชาน์วิไล ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อนหญิง ผู้ดำเนินการอภิปราย กล่าวว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ ร่วมกันเคลื่อนไหวมามาตั้งแต่การยื่นข้อเสนอเรียกร้อง ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการการยกร่าง พ.ร.บ. จากทุกฝ่าย มาถึงการเข้าชื่อตั้งแต่ 50,000 ชื่อ ในปี 2541 - 2542 และเพื่อล่ารายชื่อตามกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 50 จึงอยากเชิญชวนรวมพลังร่วมกันอีกครั้ง \n\nบัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ ผู้จัดการมูลนิธิ อารมณ์ พงศ์พงัน กล่าวว่า ครั้งแรก เป็นร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ แต่หลังจากนั้นได้รวมกันเป็น พ.ร.บ. ส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ร่างฉบับนี้ไม่ได้รับความสนใจจากกระทรวงแรงงาน จึงอยากจะปรับปรุงใหม่และนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง โดยอยากให้สถาบันนี้เป็นองค์กรอิสระ ไม่อยากให้เป็นรูปแบบของราชการ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น คล่องตัวในการบริหาร \n\nสถาบันนี้เราได้คิดกันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2540 ถ้าพูดไปแล้วก็ดูเหมือนกับ สปสช. ซึ่งมีความเป็นอิสระ และกรรมการบริหารก็มาจากหลายฝ่าย ผ่านกระบวนการสรรหา เพื่อให้รัฐมนตรีแต่งตั้ง แต่รัฐมนตรีไม่มีอำนาจ และท่านลัดดาวัลย์ วงศ์ศรีวงศ์ สมัยเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงแรงงาน ปี 2545 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการ พิจารณา 2 ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองฯ กับ พ.ร.บ. ส่งเสริมฯ ได้บูรณาการเข้ามาใหม่จนเป็นข้อตกลงกับฝ่ายเรียกร้อง \n\nปัญหาขัดแย้งกันก็คือ เรื่องของการโอนกองทุนเงินทดแทน แต่พอเปลี่ยนรัฐบาล กระทรวงแรงงานก็ย้อนกลับไปทำแบบเดิมใหม่ คือ ออก พ.ร.บ. มาใหม่ พ.ร.บ. ความปลอดภัย ตอนนี้ พ.ร.บ. สถาบันส่งเสริม ได้รวมร่าง ความปลอดภัย ของกระทรวงแรงงานแล้ว ตอนนี้กระทรวงแรงงานได้ออก กฎหมาย พ.ร.บ. ความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้สถาบันความปลอดภัยอยู่ในมาตรา 52 ซึ่งกระทรวงแรงงานได้จัดเวทีหลายครั้ง เพื่อให้เกิดความชอบธรรม\n\nแต่ผู้เรียกร้องก็ขอตัด มาตรา 52 แล้ว ขณะนี้ เข้าไปเสนอใน สนช. และ สนช. ได้ออกกฎหมายล่าสุดถึง 4 ฉบับ และมีข่าวดีของพวกเราคือ พรรคประชาธิปัตย์ถ้าได้เป็นรัฐบาล จะเสนอ ร่าง พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองฯ ฉบับดั้งเดิม แต่ก็ต้องรอดูว่าจะเปลี่ยนหรือไม่ ซึ่งพวกเราก็ได้พยายามเสนอชื่อ ซึ่งปัจจุบันรัฐธรรมนูญที่มีการเข้าชื่อ จาก 50,000 เหลือ 10,000 ชื่อ \n\nสมบุญ สีคำดอกแค ประธานสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า จากเดิมที่คนงานที่ป่วยและประสบอันตรายจากการทำงานมีปัญหาไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ์ได้รับค่าทดแทนได้ การเจ็บป่วยทำให้คนงานจากหลายโรงงานนับร้อยคนต้องรวมตัวกันร่วมชุมนุม 99 วันกับสมัชชาคนจนถึงได้รับสิทธิ์ค่าทดแทนค่ายารักษาตามกฎหมายกองทุนเงินทดแทนมาจำนวนเงิน 11 ล้านบาท ในปี 40 และเรียกร้องให้มีการจัดตั้งสถาบันอิสระมาดูแลคุ้มครองคนงานจนเกิดคณะกรรมการยกร่าง และ พ.ร.บ. คุ้มครองสุขภาพความปลอดภัย \n\nคนป่วยมองเห็นปัญหาว่าหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่ดูแลคุ้มครองคนงาน ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ มีคนป่วยหลายรายต้องถูกปฎิเสธ ต้องต่อสู้คดีในศาลที่ต้องอาศัยระยะเวลายาวนาน คนงานโรคปอดอักเสบจากฝุ่นฝ้ายต้องสู้คดีกับนายจ้างมาจนทุกวันนี้รวมเวลาถึง 12 ปีคดีก็ยังไม่สิ้นสุด ระบบการเข้าไปใช้สิทธิที่กองทุนเป็นระบบที่คนป่วยจากการทำงานเข้าถึงยาก เช่น มีกรรมการกองทุน มีคณะกรรมการแพทย์ วินิจฉัยโรคซ้ำซ้อนกับแพทย์ที่รักษาอาการคนงานที่ป่วยเบื้องต้น แม้แพทย์คนแรกจะบอกว่าเนื่องจากการทำงาน คณะกรรมการแพทย์ก็มาวินิจฉัยว่าไม่ใช่ การตรวจสอบสถานประกอบการก็ยังไม่ได้ประสิทธิภาพยังขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของคนงานสหภาพแรงงาน 1O ปีที่เราพยายามผลักดัน พ.ร.บ. จัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัยของผู้ใช้แรงงานทุกวิถีทางไม่ว่าจะเป็นการร่วมชุมนุมสมัชชาคนจน การล่ารายชื่อ เข้าชื่อ 50,000 รายชื่อ การเคลื่อนไหวรณรงค์ผลักดัน การประสานกับสมานฉันท์แรงงานไทย และการลงไปทำงานประสานกับผู้นำกลุ่มสหภาพแรงงานในพื้นที่ต่างๆ จนบรรจุเข้าไปเป็นข้อเรียกร้องของขบวนการแรงงานยื่นต่อรัฐบาลในระดับชาติ \n\nแต่รัฐก็แสดงความบ่ายเบี่ยง พ.ร.บ. ฉบับการมีส่วนร่วม จนปัจจุบัน เป็น พ.ร.บ. สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (ฉบับบูรณาการ) ต้องตกไป ฉบับราชการกระทรวงแรงงานเสนออยู่ในมือ สนช. ดิฉันเห็นว่าระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เราเหนื่อยยาก มีค่าใช้จ่าย เราพึ่งและไว้วางใจหน่วยงานภาครัฐไม่ได้เลยในการนำเสนอกฎหมายทั้งๆ ที่เป็นกฎหมายที่ตกลงร่วมกันแล้วร่วมกันอีก แต่ดิฉันเชื่อและยังคิดว่าพลังงานของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน องค์กรพันธมิตรต่างๆ และภาคประชาชน นั้นสำคัญกว่า โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 นี้ให้ใช้การเข้าชื่อกันแค่ 10,000 รายชื่อเท่านั้น เราน่าจะสามารถเสนอกฎหมาย พ.ร.บ. ของเราต่อประธานรัฐสภาได้\n\nคมสัน โพธิ์คง อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ผมถูกล้อมอยู่ในรัฐสภาเข้ายากออกยาก ส่วน สนช.ก็มีทั้งกฎหมายที่ควรจะออก และไม่ควรออก การเสนอชื่อ 10,000 รายชื่อ ค่อนข้างทำยาก ส่วนเอกสารผมเห็นด้วย ว่าต้องมี แต่จะให้เอาสำเนาทะเบียนบ้านแนบมาด้วยผมก็ว่าไม่สมควร การเข้าชื่อรัฐธรรมนูญเก่ากับใหม่ ก็มีความแตกต่างกัน ปี 50 ให้ลดเหลือ 10,000 รายชื่อ และให้ผู้เสนอได้มีโอกาสเข้าไปชี้แจง 1 ใน 3 ที่ผ่านมามีเพียงแค่ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ฉบับเดียวเท่านั้นแต่เขามีองค์กรสาธาธารสุขสนับสนุนมีแพทย์แข็งอยู่ ฉะนั้นในส่วนกฎหมายของพวกท่าน พ.ร.บ. สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ส่วนประเด็นการเสนอกฎหมายของพวกท่าน คือ การตั้งองค์กรอิสระ กฎหมายของพวกท่านมันอาจไปสอดคล้อง กับกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 44 รัฐธรรมนูญเดิมไม่มี มีนักวิชาการที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขาพูดถึงอยู่ในหลักวิชาการ ก็มีกฎหมายที่สอดคล้องกับกฎหมายท่านอยู่ ลองประสานงานกัน \n\nในทางการเมืองผมเรียนรู้เรื่องกฎหมายแรงงานน้อยมาก มันอยู่ที่ความพอใจและรับได้ขั้นต่ำอยู่ตรงไหน การพูดขอความเป็นธรรมไม่ใช่เรื่องที่เท่ากัน ปัจจุบันมีกฎหมายเข้ารัฐสภามาก องค์กรภาครัฐมีความเข้มแข็งมาก ไม่อยากให้ฝากความหวังไว้ที่ภาครัฐมากเกินไป ตอนนี้ผมคิดว่าควรใช้หลักการเก่าไปก่อน เสนอไปใช้รายชื่อและแบบฟอร์มเดิมเมื่อครบเสนอต่อรัฐสภา ข้อจำกัดมีอยู่บ้าง ขณะเดียวกันมันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน ต้องให้รัฐบาลรับรอง ความเป็นธรรมมันเป็นอยู่ที่ความพอใจของทั้งสองฝ่าย เช่น ลูกจ้าง นายจ้าง การเสนอกฎหมายของภาคประชาสังคมยากมากขึ้นทุกวันนี้ แต่ผมไม่อยากให้ฝากไว้กับ สนช. ให้ท่านใช้พลังของประชาชน ผลักดันไปทาง พรรคการเมือง ส่วนผมไม่ชอบพรรคการเมืองเก่าแก่ เขาเข้าไปเขาก็ฟังแต่พวกตน ท่านจะมีสิทธิมีเสียงกับการชุมนุมแต่มันไม่พอ คุณต้องมีการต่อรองเมืองไทยด้อยพัฒนามากเพราะการซื้อเสียงมีมากมาย แต่ก็จะมีองค์กรปฎิรูปกฎหมายของประชาชน ตาม พ.ร.บ. 308 เกิดขึ้น ก็ควรเสนอไปทั้ง 2 ทางทั้ง สนช. แต่เขาต้องส่งให้กระทรวงแรงงาน เรื่องสุขภาพเป็นหนึ่งในมาตรฐานการทำงานที่สำคัญ ผมว่ามันติดอยู่ในกระแส เราจะทำอย่างไร เราดูจาก สนช. ส่วนการเข้าชื่อ 10,000 ชื่อผมสนับสนุน \n\nรศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันคนงานเจ็บป่วยตาย ปีละ 200,000 คน แต่ไม่มีสถิติในกองทุน จึงอยากปฏิรูป ให้คนงานเข้าไปจัดการในปัญหาของเขา ให้รัฐเข้าไปทำไม่มีทาง ถามว่า ใครได้จากกระแสการเรียกร้อง ทุกคนได้ ถ้ารัฐจัดการเสียทั้งหมด รัฐก็ได้แรงงานที่มีคุณภาพ ตอนนี้รัฐขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพไม่ต้องมีใครสูญเสีย คนงานก็มีความปลอดภัยทำงานอย่างดี นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล ประเด็นนี้เป็นประเด็นในเชิงบวก มันไม่มีใครได้ใครเสีย \n\nเหตุการณ์โศกนาฎกรรม เคเดอร์ประเทศไทย ผ่านมา 10 ปี แล้วทำให้เรื่องสุขภาพความปลอดภัยอยู่ในกระแสมาโดยตลอด มาตรฐานแรงงานของ ILO มีการพูดถึงสุขภาพความปลอดภัย ไม่ใช่เรื่องค่าจ้างเพียงอย่าเดียว สินค้าหลายยี่ห้อ มีการพูดถึงเรื่องสุขภาพความปลอดภัย ท่านวิทยากรท่านพูดให้เราฟังแล้วว่ารัฐบาลจะมามีอิทธิพลมาก แล้วพวกเราล่ะจะทำอย่างไร ไม่ให้เรื่องสุขภาพความปลอดภัยเงียบเหมือนเดิม 10 ปีโศกนาฏกรรมเคเดอร์ ทำไมเงียบเช่นเดิม ผมเพิ่งมาจากไปดูงานที่เขมร เขารับรองอนุสัญญาระหว่างประเทศ 87, 98 แล้ว แต่ไทยเราไม่ยอมรับ เราต้องใช้มาตรการรวม ส.ส. 20 คน เสนอ  \n\n \n\nอย่างไรก็ตาม มีผู้เสนอว่า การล่ารายชื่อควรจะแล้วเสร็จไม่เกินเดือนมีนาคม เพื่อให้ทันกับวันครบรอบ 15 ปี โศกนาฎกรรมเคเดอร์ไฟไหม้ตึกถล่ม (ตรงกับวันที่ 10 พฤษภาคม 2551) \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-8e84d49d28ef45b0b67a32a1cf4aecad", "input": "Title: ความสอดคล้องของวาทกรรม ‘ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน’ และ ‘ประชาธิปไตยไม่ได้มีแค่การเลือกตั้ง’ \n Body: หลังรัฐประหารปี 2559  ผมแบกคำถามที่หนักอึ้งคำถามหนึ่งเอาไว้ว่า “ทำไมเอ็นจีโอ  และขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชน  หรือในส่วนที่เกี่ยวข้องกัน  เช่น  องค์กรด้านสิทธิชุมชน  สิทธิมนุษยชน  พวกจับตานโยบาย โครงการพัฒนาและการบังคับใช้กฎหมายที่เข้าข้างรัฐและทุนที่ลดทอน ปิดกั้น คุกคาม สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ถึงอยู่ด้านตรงข้ามกับประชาธิปไตยด้วยการสนับสนุนการรัฐประหาร ?” \nผมพยายามคิดทบทวนเพื่อตอบคำถามนี้เรื่อยมา  แต่มันตอบคำถามนี้ไม่เสร็จสักที  อาจจะเป็นเพราะผมไม่ได้สนใจเพียงแค่พยายามคิดเพื่อตอบคำถาม  ถ้าลำพังเพียงแค่ตอบคำถามก็คงเสร็จไปนานแล้ว  แต่ผมพยายามเปลี่ยนแปลงตนเองและองค์กรด้วย  เพราะตระหนักเสมอว่า  ‘คิด’  กับ  ‘ทำ’  ต้องไปด้วยกัน\nในการคิดทบทวนเพื่อหาคำตอบต่อคำถามนี้  เรื่องหนึ่งที่ผมค้นพบก็คือว่า  คำที่ว่า ‘ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน’  หรือคำอะไรอื่นทำนองนี้อีก  เช่น  ‘ประชาชนต้องกำหนดอนาคตตนเอง’  ‘การพัฒนาต้องมาจากประชาชน’  ฯลฯ  มันช่างเข้ากันได้ดีเหลือเกินกับคำที่ว่า ‘ประชาธิปไตยไม่ได้มีแค่การเลือกตั้ง’  ที่คนอย่างพวกเราชอบพูดกันมากในการถกเถียงแลกเปลี่ยนและโต้แย้งกันถึงวิกฤติปัญหาประชาธิปไตยที่เอ็นจีโอ  ปัญญาชนสาธารณะ  ชนชั้นกลางหรือใครก็ตามชอบใช้แก้ตัวหรือตัดบทการสนทนาเมื่อถูกกล่าวหาหรือพาดพิงว่ามีส่วนร่วมเกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและโดยอ้อมในการสนับสนุนรัฐประหารในสองครั้งล่าสุดที่ผ่านมา[2]\nแต่มันก็เป็นภาพสะท้อนกลับด้วยเช่นเดียวกัน\nด้านหนึ่งก็คือมันเป็นอะไรที่ลึกซึ้งมาก  สะท้อนความเป็นจริงได้ดีมาก  เพราะคงไม่มีประชาชนคนใดอยากเอาชีวิตตัวเองทั้งหมดไปผูกอยู่กับการเลือกตั้งหรอก  ชีวิตการเมืองไม่ได้มีแค่การเลือกตั้งสักหน่อย  เพราะถึงแม้ดูจะเป็นระบบการเมืองที่มีพัฒนาการไปในทางที่ดี คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ดีที่สุด  แต่ก็ยังกดขี่ข่มเหงขูดรีดประชาชนไม่ต่างจากระบอบการเมืองอื่นอยู่ดี\nอีกด้านหนึ่งก็คือ  ถ้าบอกแบบนี้แล้วก็ต้องพยักหน้าเห็นด้วยไปพร้อมกับคำถามว่า “นั่นสิ  เราจะทำยังไงให้ประชาชนที่เราทำงานอยู่เกิดความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้โดยไม่ต้องรอ  ไม่พึ่งพิงองคาพยพ  องค์กร  หรือสถาบันการเมืองที่สนใจแต่การเลือกตั้งเท่านั้น ?”  หรือ “จะทำยังไงถึงจะทำให้ประชาชนที่เราทำงานอยู่เป็นอิสระ  ไม่ขึ้นอยู่กับการเลือกตั้งเท่านั้น ?”\nพอถามคำถามนี้แล้วก็จะเกิดคำถามต่อมาว่า “เราทำอะไรกันไปแล้วบ้างที่ทำให้เห็นรูปธรรมที่แท้จริง  ว่าประชาธิปไตยไม่ได้มีแค่การเลือกตั้ง ?”\nเมื่อสำรวจดูก็พบว่าเราทำอะไรไปตั้งมากมายเพื่อตอบคำถามนี้  แต่มาตายน้ำตื้นเอาตรงประวัติศาสตร์ระยะใกล้ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้เองต้องจารึกว่า  ทั้งในระดับบุคคลและองค์กรพัฒนาเอกชนส่วนใหญ่ได้มีส่วนผลักดันขับเคลื่อนบ้านเมืองและสังคมเพื่อตอบคำถามว่า ‘ประชาธิปไตยไม่ได้มีแค่การเลือกตั้ง’ ได้กลายเป็นพวกที่สนับสนุนการรัฐประหาร\nอาจจะมีผู้แย้งว่า “ทำไมเหรอ  มันจะอะไรกันนักกันหนากับไอ้การแค่สนับสนุนรัฐประหาร  ไม่ได้หมายความว่าอยู่ขั้วตรงข้ามกับประชาธิปไตยสักหน่อย  มันเป็นการพัฒนาประชาธิปไตยอีกแง่มุมหนึ่งด้วยซ้ำ”\nต้องเข้าใจไว้ด้วยว่าความหมายของคำว่า 'รัฐประหาร'  ในตลอดยุคสมัยของการพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมไทยนั้น  มันได้รวมคำว่าอำนาจนิยม  อนุรักษ์นิยม  ชาตินิยมและกษัตริย์นิยมอยู่ในคำนี้ด้วย  ซึ่งมันเป็นคำที่มีความหมายไม่ดีเอาเสียเลยในสังคมไทย  เพราะรัฐประหารทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างแปดเปื้อน  ต่อให้คุณบอกว่า “ฉันไม่ได้นิยมอะไรเหล่านั้นนะ”  แต่เมื่อคุณสนับสนุนรัฐประหารไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม  คุณก็จะกลายเป็นฝ่ายนิยมอะไรเหล่านั้นไปโดยปริยาย \nมันจึงทำให้ความหมายของคำว่า ‘ประชาธิปไตยไม่ได้มีแค่การเลือกตั้ง’  ที่เคยมีความหมายหรือบริบทกว้างขวาง  สะท้อนถึงความก้าวหน้าของขบวนประชาชนในทุก ๆ ด้าน  กลับหดแคบลงเพียงแค่ว่า  รัฐประหารคือความหมายและคุณค่าที่แท้จริงของ ‘ประชาธิปไตยไม่ได้มีแค่การเลือกตั้ง’\nหรือพูดอีกด้านหนึ่งก็คือ  รัฐประหารคือคุณค่าที่แท้จริงของความเชื่อความเข้าใจของคนทำงานที่พยายามทำงานเพื่อ ‘ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน’  หมายถึงว่าต้องสนับสนุนรัฐประหารเท่านั้นถึงจะไปให้ถึงความหมายและคุณค่าที่แท้จริงของ ‘ประชาธิปไตยไม่ได้มีแค่การเลือกตั้ง’  หรือหมายถึงว่าต้องสนับสนุนรัฐประหารเท่านั้นถึงจะไปให้ถึงความหมายและคุณค่าที่แท้จริงของ ‘ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน’\nนอกเหนือจากนั้นเป็นสิ่งกลวงเปล่า เพราะที่ผ่านมาที่ทำ ๆ กันอยู่น่ะมันเห็นผลช้า  หรือมองให้เลวร้ายกว่านั้นคือไม่เห็นผลอะไรเลย ก็เลยต้องวิ่งเข้าหาตัวเร่งปฏิกิริยา  ซึ่งก็คือการ ‘รัฐประหาร’  เพื่อจะทำให้เกิดสิ่งนี้  ตัวเร่งปฏิกิริยารัฐประหารมันคือคำเดียวกันที่ชอบพูดกันว่า ‘รัฐประหารคือหน้าต่างแห่งโอกาส’  นั่นแหละ\nแต่สำหรับผมเห็นตรงข้าม  ผมไม่ศรัทธาแนวทาง รัฐประหาร\nจริง ๆ แล้ว  เราทำอะไรกันตั้งเยอะแยะที่ไม่จำเป็นต้องวิ่งเข้าสู่สภาวะความย้อนแย้ง  ไม่เป็นเหตุเป็นผลกันเช่นนี้  หลักที่สำคัญมากที่เราทำกันมาก็คือ  มันทำให้ขบวนประชาชนที่เราทำงานด้วยเข้าใจและพัฒนาคุณค่าและความหมายของคำว่าประชาธิปไตยมาโดยตลอด  นั่นคือ  หนึ่ง-ประชาธิปไตยในสภา  หรือประชาธิปไตยที่ได้มาจากการเลือกตั้ง  หรือประชาธิปไตยตัวแทน  สอง-ประชาธิปไตยนอกสภา  หรือประชาธิปไตยมวลชน  หรือประชาธิปไตยทางตรง  ที่มันจะต้องหาจุดสมดุลย์ระหว่างกันมาโดยตลอด\nในด้านเศรษฐกิจเราก็ต่อสู้กับเศรษฐกิจกระแสหลักที่สนใจแต่จีดีพี  ด้วยการเสนอเศรษฐกิจสองระบบที่มีอีกด้านหนึ่งที่พึ่งพาตนเองได้  รวมทั้งการพัฒนาสิทธิชุมชนให้กลายเป็นสิทธิสากลเท่าเทียมกับสิทธิมนุษยชน  แต่ปัญหาคือพัฒนาการของเรามันสะดุดหยุดลง  เพราะมีพวกขี้เกียจทำงานกับชุมชน  มวลชน  มักง่าย  แต่ชอบอยู่ส่วนบนของขบวนประชาชน  เป็นพวกเอ็นจีโอขุนนาง[3]\nตรงนี้น่าสนใจ ผมแกะไม่ออก กำลังค่อย ๆ แกะว่าเหตุใดพัฒนาการเรื่องประชาธิปไตยในขบวนประชาชนที่ก้าวหน้าถึงสะดุดหยุดลง  มันมีเหตุปัจจัยที่ละเอียด  ลึกซึ้ง  ซับซ้อน  อะไรอีกที่เข้ามาเกี่ยวข้อง  แต่อย่างน้อยเท่าที่คิดได้ในตอนนี้ก็คือ  จริง ๆ แล้วเรากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญมากด้วยซ้ำที่พลัง ‘ประชาธิปไตยมวลชน’  มันมีศักยภาพมากที่จะควบคุมหรือสร้างสมดุลย์กับ ‘ประชาธิปไตยเลือกตั้ง’  เราพบเห็นรูปธรรมเหล่านี้ได้เยอะแยะเต็มไปหมดในพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ ที่ควบคุมอำนาจและความฉ้อฉลของการเมืองท้องถิ่นที่ได้มาจากประชาธิปไตยเลือกตั้ง\nจริง ๆ แล้วต้องใช้คำว่าชาวบ้านมีความก้าวหน้ากว่าเรามาก  ส่วนเราเองที่เคยเป็นฝ่ายก้าวหน้ากลับล้าหลังคลั่งชาติ [4]\nความก้าวหน้าของชาวบ้านคือพวกเขาจับตาสอดส่องและดุลอำนาจประชาธิปไตยด้วยการกระทำการเอง  โดยเข้าไปอยู่หรือเข้าไปใช้พื้นที่ของ ‘ประชาธิปไตยเลือกตั้ง’ ด้วยตนเอง  รวมทั้งสร้าง/ไม่ทิ้ง ‘ประชาธิปไตยมวลชน’  ทำให้มันเข้มแข็งต่อไปที่จะคานอำนาจ ‘ประชาธิปไตยเลือกตั้ง’ ให้ได้\nหลักที่ชาวบ้านยึดและปฏิบัติ มันแปลความหมายให้เห็นความงดงามและคุณค่าที่ทรงพลังอย่างมากก็คือ  พวกเขาพยายามอยู่ตลอดเวลาที่แปรพลังจากสองมือสองเท้าของเขาให้เป็นเสียงที่มีคุณค่าให้ได้\nเพราะฉะนั้น  หลักการหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงมันสำคัญมากในจุดนี้  เพราะมันแปรเสียงออกมาจากสองมือสองเท้าของประชาชน  มันเป็นเสียงที่ออกมาจาก ‘ประชาธิปไตยมวลชน’ ที่อยู่นอกสภา  เพื่อใช้ทำหน้าที่พัฒนาประชาธิปไตยอีกฝั่งหนึ่งที่อยู่ในสภา  มันเป็นหลักการที่เป็นสันติวิธีมากที่สุดแล้ว  มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะขับเคลื่อนสังคมด้วยสันติวิธีที่สุด  นอกนั้นก็จะมีแต่เสียเลือดเนื้อ\nผมยังคิดว่าโดยส่วนลึกแล้ว  นักกิจกรรมทางสังคม  ปัญญาชนสาธารณะที่ทำงานเพื่อ ‘ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน’  จริง ๆ แล้วมีความคิดก้าวหน้า แต่การยอมถอยความคิดและจุดยืนของตัวเอง  ยอมเป็นพวกเดียวกันหรือขอเป็นส่วนหนึ่งในขบวนการเมืองที่ล้าหลังคลั่งชาติ[5]เพื่อจะได้สนับสนุนรัฐประหารได้อย่างแนบสนิทใจก็เพื่อเป้าหมายอะไรบางอย่าง  หากแต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมาก  เพราะรัฐประหารมันได้ทำลายคุณค่าและความหมายประชาธิปไตยเสียหมดสิ้น  และที่สำคัญสิ่งที่เราได้กลับมาคือความตกต่ำสุดขีดของขบวนประชาชนที่ก่อร่างสร้างศรัทธาในเรื่องของการ ‘ลดอำนาจ เพิ่มอำนาจประชาชน’ \nเราทำลายประชาธิปไตยมวลชนที่เคยเป็นพลังคานอำนาจประชาธิปไตยเลือกตั้งเสียจนย่อยยับ\nหากจะมีผู้โต้แย้งว่า “อะไรล่ะคือสิ่งบ่งชี้ที่ว่า  มากล่าวหากันเลื่อนลอยได้ไง ?” \nก็กฎหมายห้ามชุมนุมนั่นไง  ที่ออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ในรัฐบาลเผด็จการทหาร คสช.  แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวไม่ต้องรวมเรื่องอื่น ๆ อีก  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ  แผนแม่บทป่าไม้  ฯลฯ  ก็แย่พอแล้ว  ถ้าชาวบ้านชุมนุมไม่ได้ก็ไม่มีอำนาจต่อรองใด ๆ ได้เลย  หรือชุมนุมได้แต่ก็ไม่สามารถกดดันใด ๆ ได้เลย  ไปกันเป็นร้อยคนแต่ใช้เครื่องเสียงควบคุมมวลชนไม่ได้  แค่นี้ก็จบแล้ว  แทบทุกกิจกรรม  ทุกการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวของประชาชนสามารถถูกตีความว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายห้ามชุมนุมได้หมด\nอาจจะมีผู้โต้แย้งว่ารัฐบาลประชาธิปไตยก็ชอบกฎหมายพวกนี้นะ  ใช่!  แต่รัฐบาลประชาธิปไตยไม่สามารถออกกฎหมายบังคับกดหัวคนได้รุนแรงเช่นนี้หรอก  มันสามารถมีภาวะผ่อนปรนหรือต่อรองได้มากกว่านี้\nเวลาล่วงเลยมามากแล้ว  ผมขอสรุปดังนี้ \nข้อหนึ่ง  ผมคิดว่าถ้อยคำ การกระทำ และความคิดที่ว่า ‘ประชาธิปไตยไม่ได้มีแค่การเลือกตั้ง’  จะมีความหมายและคุณค่าก็ต่อเมื่อบ้านเมืองมีประชาธิปไตยที่ได้มาจากการเลือกตั้งนั่นแหละ  เราถึงจะมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทำงานกับประชาชนเพื่อส่งเสริมคุณค่าและความหมายของวาทกรรมดังกล่าว  เพื่อผลักดันให้ประชาชนมีความเข้มแข็ง  เป็นองค์กรหรือขบวนการที่สูงส่งและมีพลังมากเสียยิ่งกว่าองค์กรการเมืองที่เฝ้ารอแต่การเลือกตั้งเพื่อได้อำนาจรัฐมากดขี่ข่มเหงเรา\nผมอยากจะเตือนสติตัวเองและทุกท่านว่า  ความคิดที่ไม่สอดคล้องกับการกระทำมันกัดกินเราทุกวันให้เสื่อมถอยและไร้ค่า[6]\nมันคือความสามานย์[7]รูปแบบหนึ่งที่คิดว่า ‘ประชาธิปไตยไม่ได้มีแค่การเลือกตั้ง’ โดยการไปสนับสนุนรัฐประหาร  แทนที่จะบอกว่า ‘ประชาธิปไตยไม่ได้มีแค่การเลือกตั้ง’ แล้วลงไปทำงานกับชาวบ้าน  เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวบ้าน จัดตั้งองค์กรชาวบ้านเพื่อต่อสู้กับอำนาจรัฐและทุนที่มาจากการเลือกตั้งแล้วรุกรานกดขี่และเอาเปรียบเรา\nทุกวันนี้คนที่บอกว่า ‘ประชาธิปไตยไม่ได้มีแค่การเลือกตั้ง’  และ ‘ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน’  เป็นกลุ่มคนกลุ่มเดียวกัน  ยังนั่งดูประชาชนถูกกดขี่ข่มเหงจากองค์กรหรือสถาบันรัฐประหารที่ทำให้ฝันคุณเป็นจริง  ก็ฝันที่ว่า ‘ประชาธิปไตยไม่ได้มีแค่การเลือกตั้ง’ นี่แหละ  เรายังนั่งงอมืองอเท้าอยู่ที่บ้านโดยไม่ลงไปทำงานกับชาวบ้านช่วยเหลือเขาเลย[8]\nข้อสอง  อีกสิ่งหนึ่งที่คิดว่าเส้นทางของ กป.อพช. และเพื่อนตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ไม่มีหรือขาดหายไปก็คือ ‘ความคิดทางการเมืองในงานที่ทำ’ \nหมายถึงว่า ‘การทำงานพัฒนาต้องพัฒนาไปพร้อมกับความคิดทางการเมือง’ \nตลอด 30 ปี  ของ กป.อพช. และเพื่อนไม่มีตรงนี้  มันจึงทำให้การคิดวิเคราะห์สังคมเป็นแบบ ‘หวังน้ำบ่อหน้า’  หรือเหมือนเห็นขอนไม้ลอยกลางทะเล  เห็นอะไรก็คว้าหมดเพื่อเอาชีวิตตัวเองให้รอด\nข้อสาม  ข้อนี้มันลอยมา  อาจจะไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสิ่งที่พูดมาเลย  แต่ก็ขอพูดไว้ก่อน  กำลังพัฒนาความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่  ก็คือ  เห็นหลายคนในเวทีนี้พูดถึงประชารัฐกันเยอะ  ก็อยากจะบอกว่า  เป้าหมายที่แท้จริงของประชารัฐคือการกวาดต้อนประชาชนเพื่อสนับสนุนและค้ำจุนระบอบเผด็จการทหารหรือรัฐประหารเท่านั้นแหละ  นอกเหนือจากนี้เป็นเรื่องหลอกลวง   \nและอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก  ก็คือ  ความบกพร่องหรือปัญหาใหญ่อีกอย่างหนึ่งของนักกิจกรรมทางสังคม ปัญญาชนสาธารณะทั้งหลายมักแยกตัวเองและองค์กรตัวเองออกจากองค์กรหรือขบวนประชาชน  แต่ชอบนั่งอยู่ส่วนบนของขบวนประชาชน และชอบเก็บเกี่ยวดอกผลที่เกิดขึ้นจากขบวนประชาชนอีกด้วย  แต่ไม่พยายามทำให้ตัวเองและองค์กรของตัวเองเป็นเนื้อเดียวกันทั้งในแง่ร่วมทุกข์ร่วมสุข  บริหารจัดการองค์กร  และจัดตั้งความคิดกับองค์กรหรือขบวนประชาชน\nมันลอยออกไปหรือแยกส่วนออกไปจากขบวนประชาชนที่เป็นแนวหน้าที่ถูกผลักให้ขึ้นไปเสี่ยงอยู่ข้างหน้าเสมอ  แต่ตัวเองและองค์กรตัวเองลอยตัว[9]\nข้อสี่สุดท้าย  เส้นทางของประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยนั้นเต็มไปด้วยขวากหนาม  กว่าที่พลเมืองแต่ละกลุ่ม  เพศ วัย  เชื้อชาติ  ฯลฯ  จะมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้ต้องสูญเสียเลือดเนื้อมากมาย  แต่ที่เมืองไทยฝ่ายก้าวหน้าที่เสียสละอุทิศตนเพื่อสังคม  ทำงานพัฒนาชนบทและชุมชนเพื่อต่อสู้กับความเอารัดเอาเปรียบและกดขี่ข่มเหงคนยากคนจนคนเล็กคนน้อยในสังคม  เพื่อนำเสียงของคนเหล่านั้นขึ้นมาให้สังคมข้างนอกได้ยิน  ซึ่งเป็นขบวนการที่ประดิษฐ์หรือชูคำขวัญที่ว่า ‘ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน’ กลับเข้ากันได้ดีหรือเป็นพวกเดียวกันกับพวกที่ออกมาพูดว่า ‘ประชาธิปไตยไม่ได้มีแค่การเลือกตั้ง’ ด้วยการสนับสนุนรัฐประหาร\nเรายอมแม้กระทั่งสูญเสียเลือดเนื้อประชาชนเป็นร้อยคนเพื่อย้อนเวลากลับสู่อดีตอันไกลโพ้นด้วยคำถามพื้นฐานเมื่อหลายพันปีมาแล้วว่า “การออกเสียงมีความสำคัญต่อคุณยังไง ?”\nตรงนี้แหละที่น่าเป็นห่วง  เพราะประวัติศาสตร์มันจะบันทึกไว้ว่าเรากลายเป็นตัวตลกในยุคสมัยของเรา\n0000\n \nอ้างอิง\n\n\n[1] ถอดความและเรียบเรียงเพิ่มเติมจากการพูดของเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์  หนึ่งในวิทยากรของเวทีประชุมสมัชชาคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)  ปี 2559  ในหัวข้อ ‘เหลียวหลัง  แลหน้า  ขบวนการองค์กรพัฒนาเอกชน’  เมื่อวันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม 2559  ณ ห้องประชุมอิงบุรี  พักพิงอิงทางบูติกโฮเทล  งามวงศ์วานซอย 19  นนทบุรีทั้งนี้  การถอดความและเรียบเรียงเพิ่มเติมทำโดยผู้พูดเอง\n\n\n[2] คำที่ขีดเส้นใต้เป็นคำที่เขียนเพิ่มเติมขึ้นมาในภายหลังเพื่ออธิบายให้เกิดความเข้าใจ  เนื่องจากการพูดในเวทีประชุมสมัชชาฯเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2559  ไม่ได้พูดในส่วนของคำที่ขีดเส้นใต้เอาไว้\n\n\n[3] คำที่ขีดเส้นใต้เป็นคำที่ปรากฎอยู่ในเอกสารบทพูดของเลิศศักดิ์ที่เตรียมไว้ประกอบการพูด  แต่ในเวทีประชุมสมัชชาฯเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2559  ไม่ได้พูดในส่วนของคำที่ขีดเส้นใต้เอาไว้\n\n\n[4] อ้างแล้วในเชิงอรรถ 3\n\n\n[5] อ้างแล้วในเชิงอรรถ 3 และ 4\n\n\n[6] อ้างแล้วในเชิงอรรถ 3, 4 และ 5\n\n\n[7] คำที่ขีดเส้นใต้เป็นคำที่ปรากฎอยู่ในเอกสารบทพูดของเลิศศักดิ์ที่เตรียมไว้ประกอบการพูด  แต่ในเวทีประชุมสมัชชาฯเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2559  ได้ใช้คำว่า ‘เสื่อมโทรม’ แทน  ในงานเขียนชิ้นนี้ขอกลับไปใช้คำว่า ‘สามานย์’  ตามเอกสารบทพูดเดิมที่เตรียมไว้ประกอบการพูด\n\n\n[8] อ้างแล้วในเชิงอรรถ 3 - 6\n\n\n[9] อ้างแล้วในเชิงอรรถ 3 - 6  และ 8 \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-ad93bc047516422ea3966989a6d91a07", "input": "Title: หญิงบริการทางเพศในเปรูลงสมัคร ส.ส. หวังใช้เวทีการเมืองดันประเด็นสตรี \n Body: ในเปรู หญิงอายุ 51 คนหนึ่งที่เป็นทั้งคนทำงานบริการทางเพศและนักกิจกรรมสิทธิแรงงาน ลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส. หวังใช้การเมืองผลักดันในประเด็นต่างๆ ที่เธอต่อสู้ โดยไม่หวั่นว่าจะถูกเหยียดหยาม\n9 ก.พ. 2559 สำนักข่าวเดอะการ์เดียนนำเสนอเรื่องราวของ อังเกลา วิลลอง คนทำงานบริการทางเพศคนแรกที่ลงชิงชัยในการเลือกตั้ง ส.ส. ของเปรู เธอบอกว่าในเปรูไม่เคยมีคนที่มาจากกลุ่มประชากรด้อยโอกาสอย่างเธอได้ลงสมัครเลือกตั้งเพื่อเข้าเป็นตัวแทนในสภามาก่อน\nวิลลอง เป็นหญิงอายุ 51 ปีที่ทำงานบริการทางเพศและเป็นนักกิจกรรมเรียกร้องสิทธิให้กับคนทำงานบริการทางเพศมากว่า 20 ปีแล้ว เธอลงสมัครเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปและการเลือกตั้ง ส.ส. ที่จะมีขึ้นในช่วงเดือน เม.ย. ที่จะถึงนี้โดยเป็นตัวแทนจากกลุ่มแนวร่วมพรรคการเมืองและนักกิจกรรมฝ่ายซ้ายของเปรูชื่อกลุ่ม 'เอล เฟรนเต อัมปริโอ' (El Frente Amplio) ซึ่งเธอต้องขับเคี่ยวกับผู้ลงสมัครรายอื่นๆ อีกกว่า 2,600 คน เพื่อจะได้เข้าไปเป็นหนึ่งในผู้แทนในสภาเปรู 130 ที่นั่ง\nวิลลองมีห้องทำงานอยู่ในเอล บอเตซิโต สถานบริการทางเพศที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในเปรู มีผู้หญิงทำงานบริการอยู่ในสถานที่ดังกล่าวมากกว่า 100 คน วิลลองติดป้ายหน้าห้องของเธอเองว่า \"อังเกลา วิลลอง บุสตามานเต : ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเซ็กส์\" เธอให้สัมภาษณ์ต่อเดอะการ์เดียนว่าเธอไม่มีความกังวลว่าเธอจะถูกเหยียดหยามจากการที่เธอเป็นหญิงบริการที่ออกหาเสียงเลือกตั้งเพราะสำหรับเธอแล้วการเป็นหญิงบริการเป็นสิ่งที่มีเสรีภาพและทำให้เธอรู้สึกภาคภูมิใจ\n\"ผู้คนมักจะบอกว่าถ้าคุณไปกับผู้ชายมากกว่าหนึ่งคน คุณจะเป็นกระหรี่ คุณสวมชุดไม่ปกปิดมากพอพวกเขาก็ว่าคุณเป็นกระหรี่ ถ้าหากคุณเซ็กซี่หรือหยาบคายพวกเขาก็ว่าคุณเป็นกระหรี่...ดังนั้นแล้วไม่ว่าฉันจะเป็นหญิงค้าบริการทางเพศหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าฉันจะทำให้ฟรีๆ หรือไม่ก็ตาม ฉันก็จะยังคงถูกหาว่าเป็นกระหรี่ ดังนั้นก็จะเป็นสุดยอดกระหรี่แล้วฉันก็จะมีความสุขสุดๆ\" วิลลองกล่าว\nวิลลองหยุดพักงานบริการไปนาน 20 ปี ก่อนที่จะกลับมาทำงานนี้อีกครั้ง ในช่วง 20 ปีนั้นเธอไปเป็นผู้นำองค์กร 'มีลุชกา วิดา อี ดิกนิแดด' (Miluska Vida y Dignidad) ก่อตั้งในปี 2542 ซึ่งเป็นองค์กรแรกของเปรูที่เรียกร้องสิทธิแรงงานและการเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ทำงานบริการทางเพศ โดยในเปรู การทำงานบริการทางเพศเป็นเรื่องถูกกฎหมาย แต่การเร่ขายบริการบนท้องถนนและการเป็นตัวแทนจัดหาบริการทางเพศถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ซึ่งวิลลองจัดตั้งองค์กรนี้ขึ้นหลังจากที่เธอถูกตำรวจทุบตีอย่างหนักเพราะปฏิเสธไม่ยอมจ่ายค่าคุ้มครอง\nวิลลองเล่าต่อไปว่า ในตอนนั้นเธอต้องการฟ้องร้องแต่เพื่อนร่วมงานของเธอพูดในทำนองว่าคนที่เป็น \"กระหรี่\" ผู้ไม่ได้รับความเคารพในความเป็นมนุษย์แบบพวกเธอคงฟ้องร้องใครไม่ได้ แต่วิลลองก็ตอบไปว่า \"ถ้าอย่างนั้น ฉันจะเป็นกระหรี่ที่ได้รับความเคารพในความเป็นมนุษย์\" โดยในคดีที่เธอถูกทุบตีนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ก่อเหตุถูกดำเนินคดีและถูกลงโทษจำคุก กลายเป็นต้นแบบให้เธอเชื่อว่าคนทำงานบริการทางเพศไม่จำเป็นต้องยอมรับต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับพวกเธอ\nอย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าองค์กรของวิลลองจะเรียกร้องสิทธิให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและเรียกร้องให้มีกฎหมายยอมรับผู้ทำงานบริการทางเพศ แต่เธอก็ถูกปิดกั้นจากการเข้าถึงการเมืองในระดับรัฐสภาซึ่งวิลลองกล่าวว่า เป็นเพราะผู้คนส่วนมากเชื่อว่าคนทำงานบริการทางเพศไม่มีสติปัญญา แต่เธอมองว่าคนทำงานบริการทางเพศก็รู้จักวิธีการแสดงออกและมีแนวคิดที่ชัดเจน โดยที่วิลลองวางแผนว่าเธอจะใช้ช่องทางรัฐสภาทำให้มีการจัดการที่ดีในสถานบริการทางเพศ\nวิลลองยังเปิดเผยถึงแผนการของเธออีกว่าเธอต้องการให้มีกฎหมายที่พัฒนาด้านสิทธิสตรี ทำให้การทำแท้งเป็นเรื่องถูกกฎหมายในกรณีที่มีการข่มขืน สนับสนุนกฎหมายรับรองคู่ชีวิตและการแต่งงานของคนรักเพศเดียวกัน รวมถึงต่อสู้กับการค้ามนุษย์และการล่อลวงหาประโยชน์จากการใช้แรงงานทางเพศในเด็กที่อายุไม่ถึงเกณฑ์\nในแง่มุมประวัติชีวิตของวิลลอง เธอเล่าว่าเธอตั้งครรภ์เมื่ออายุ 16 ปี และต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เธอทำงานบริการทางเพศเพื่อแลกเงินมาจ่ายค่ายาให้กับลูกของเธอที่ป่วย โดยที่ก่อนหน้านี้เธอก็เคยทำงานอื่นๆ อย่างการรับจ้างในครัวเรือน การเร่ขายของตามถนน และงานพี่เลี้ยงเด็ก ถึงแม้ว่าเธอจะตัดสินใจเข้าสู่วงการค้าบริการทางเพศในช่วงที่ชีวิตเธอกำลังวิกฤต แต่พอเมื่อวิกฤตผ่านไปแล้ววิลลองก็ยังรู้สึกสบายใจกับการทำงานบริการทางเพศโดยไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเหยื่อ ในทุกวันนี้เพื่อนร่วมงานของเธอต่างก็รู้สึกว่าตัวเองมีพลังมากขึ้นโดยที่เธอจะต่อสู้เพื่อให้มีการยอมรับและคุ้มครองคนทำงานบริการทางเพศต่อไป รวมถึงมีการต่อสู้กับการค้ามนุษย์\n\"สังคมนี้มันโหดร้ายต่อผู้หญิง\" วิลลองกล่าว \"พวกเราถูกสอนตั้งแต่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ให้ต้องรู้สึกผิดและอับอาย เราถูกทำให้ถ้าไม่เป็นนักบุญก็เป็นกระหรี่\"\nวิลลองกล่าวอีกว่า ถึงแม้เธอจะไม่ได้เรียนสูง แต่สิ่งที่เธอเรียนรู้มาจากประสบการณ์ ทำให้เธอเข้าใจมากพอถึงคนที่ยากจน คนที่หิวโหยและคนที่ขาดแคลน\nเรียบเรียงจาก\nPeru sex worker's campaign trail: 'I'll put order in the big brothel that is congress', The Guardian, 08-02-2016http://www.theguardian.com/global-development/2016/feb/08/peru-sex-worker-angela-villon-campaign-trail-ill-put-order-in-the-big-brothel-that-is-congress [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-64c5b71a7814437fa04e9bbf25647320", "input": "Title: เมื่อ\"ท่าเรือยักษ์\" เตรียมขย้ำชาวประมงพื้นบ้านที่ปากบารา \n Body: \"ท่าเรือปากบารา\" เป็นโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ มีวงเงินลงทุนสูงถึง 3 หมื่นล้านบาท เจ้าของโครงการ คือ กรมขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี กระทรวงคมนาคม\n\n \n\nเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าทางทะเลด้านตะวันตกของประเทศ เพื่อขนส่งสินค้าไปยังทวีปยุโรป ตะวันออกกลาง อัฟริกา อยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือการพัฒนาเศรษฐกิจ 3 ฝ่าย อินโดนีเซีย - มาเลเซีย - ไทย (IMT - GT) กำหนดจุดก่อสร้างไว้ที่บริเวณด่านตะวันตกของเกาะเขาใหญ่ ภายในอ่าวปากบารา ต.ปากน้ำอ.ละงู จ.สตูล ห่างจากชายฝั่งบ้านปากบารา 4.3 กิโลเมตร\n\n \n\nในเอกสารสรุปโครงการสำรวจออกแบบเพื่อการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา ระบุว่า การก่อสร้างจะแบ่งเป็น 3 ระยะ โดยระยะแรกจะมีการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะทำท่าเรือ กว้าง 430 เมตร ยาว 1,100 เมตร ห่างจากฝั่ง 4.3 กิโลเมตร พื้นที่เกาะ 292 ไร่ หน้าท่ายาว 750 เมตร สำหรับเทียบเรือบรรทุกขนาดใหญ่ระวางขับน้ำ 70,000 ตันได้พร้อมกัน 2 ลำ ทางเข้าท่าเรือเป็นสะพานขนาด 4 ช่องจราจร ระยะห่างเสาสะพาน 25 เมตร สูงจากระดับน้ำขึ้นเต็มที่ 2 เมตร หรือสูง 5 เมตร กว้าง 41 เมตร บริเวณกึ่งกลางสะพาน เป็นช่องสำหรับเรือลอดผ่าน\n\n \n\nจากนั้น จะมีการถมทะเลเพื่อสร้างท่าเทียบเรือเพิ่มเติมในระยะที่ 2 และระยะที่ 3 ตามลำดับ รวมเวลาก่อสร้างทั้ง 3 ระยะ 25 ปี\n\n \n\nนอกจากนี้ จะมีการสร้างเขื่อนกันคลื่นแบบหินทิ้งด้านทิศตะวันตะวันตกเฉียงใต้และทิศใต้ ยาว 1,700 เมตร จากนั้นจะขุดร่องน้ำลึก 14 เมตร ต่อจากท่าเรือออกไปนอกชายฝั่งยาว 4 กิโลเมตร โดยมีความกว้างที่ปากร่องน้ำ 180 เมตร\n\n \n\nพร้อมกับจะสร้างถนนเชื่อมระหว่างท่าเรือน้ำลึกปากบารากับท่าเรือน้ำลึกสงขลา เพื่อการขนส่งสินค้าทางบก และสร้างทางรถไฟจากอำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา มาเชื่อมกับท่าเรือน้ำลึกปากบารา เพื่อขนส่งสินค้าทางรางด้วย\n\n \n\nโครงการใหญ่ขนาดนี้ \"ยาหยา ตรุรักษ์\" ชาวประมงพื้นที่ปากบารา ซึ่งออกเรือจับสัตว์น้ำในบริเวณดังกล่าวบอกว่า ขนาดของท่าเรือเกือบเต็มพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ที่สุดของอ่าวปากบารา \n\n \n\n\"พื้นที่ตรงจุดนั้นเรียกได้ว่า เป็นซุปเปอร์มาเก็ตของชาวบ้านเลย เพราะมีเรือประมงพื้นบ้านกว่า 500 ลำ เวียนกันไปวางอวนกุ้งจับปลาทู ทั้งกลางวันและกลางคืน\"\n\n \n\nเขาบอกว่า ในช่วงฤดูมรสุมจะมีเรือประมงพื้นบ้านจับสัตว์น้ำในบริเวณดังกล่าวจำนวนมาก เนื่องจากไม่สามารถออกไปจับสัตว์น้ำบริเวณอื่นได้ เพราะคลื่นลมแรง\n\n \n\nเขาบอกด้วย หากมีท่าเรือน้ำลึก ก็มีอีกที่หนึ่งที่พอจะไปจับสัตว์น้ำได้ คือ บริเวณเกาะตะรุเตา ซึ่งนั่นหมายความว่า ชาวประมงพื้นบ้านต้องมีต้นทุนเพิ่มในการออกเรือถึงเท่าตัว โดยเฉพาะค่าน้ำมัน ซึ่งจะคุ้มทุนหรือไม่ ไม่มีใครรู้\n\n \n\n\"ลึกๆ แล้ว พวกเราไม่ต้องการให้สร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ในอ่าวปากบารา แต่เราคงไม่คัดค้าน เพราะเรารู้ว่าเป็นนโยบายของรัฐ มูลค่าการลงทุนหลายหมื่นล้านบาท เราสู้ไม่ไหวอยู่แล้ว แต่เราก็ไม่อยากเสียที่ทำมาหากินของเราไป\"\n\n \n\nเขาบอกด้วยว่า ก่อนที่จะสร้างท่าเรือ อยากให้รัฐมาฟังเสียงชาวประมงพื้นบ้านก่อน อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่า พวกเราเดือดร้อนอย่างไร อย่ามองว่าพวกชาวประมงพื้นบ้านชอบประท้วง \n\n \n\nไม่เพียงแต่ยาหยา ตรุรักษ์ เท่านั้น ที่ต้องสูญเสียแหล่งหากินที่สำคัญไป หากมีการถมทะเลสร้างท่าเรือ ด้วยเพราะอ่าวละงู ประกอบด้วย อ่าวปากบาราและอ่าวนุ่น ที่ครอบคลุมชายฝั่งทะเลอำเภอเมืองสตูล อำเภอท่าแพ อำเภอละงู เป็นแหล่งหากินของชาวประมงพื้นบ้าน 6,425 ครัวเรือน จาก 28 หมู่บ้านประมงชายฝั่ง\n\n \n\nนี่ยังไม่ได้นับรวมชาวประมงพื้นบ้าน ในอ.ทุ่งหว้า จ.สตูล ที่แวะเวียนเข้ามาจับปลาในอ่าวปากบาราอยู่ด้วย\n\n \n\nในจำนวน 6,425 ครัวเรือน \"วัชระ ทิพทอง\" ผู้ประสานงานโครงการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นอันดามัน จังหวัดสตูล ระบุว่า มีเรือประมงพื้นบ้านขึ้นทะเบียนกับประมงจังหวัดสตูลแล้ว 1,781 ลำ หรือประมาณ 1 ใน 4 ของจำนวนเรือประมงพื้นที่บ้านทั้งหมด ส่วนเรือประมงพาณิชย์ขึ้นทะเบียนกับประมงจ.สตูลแล้ว 385 ลำ \n\n \n\nขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนหักค่าต้นทุนในการออกเรือแล้วอยู่ที่ 6,000 - 12,000 บาท ซึ่งกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านปากบาราระบุว่า ต้นทุนการออกเรือจับสัตว์น้ำคืนหนึ่งประมาณ 3 - 400 บาท และเฉลี่ยเดือนหนึ่งสามารถออกเรือจับสัตว์น้ำได้ 20 - 22 วัน โดยวันที่ไม่สามารถออกเรือได้ จะเป็นคืนกระแสน้ำเชี่ยวและมีคลื่นสูง\n\n \n\nหมู่บ้านประมงชายฝั่งทั้ง 28 หมู่บ้าน แยกเป็น อ.ละงู ได้แก่ ต.ปากน้ำ มี 5 หมู่บ้าน คือ บ้านปากบารา ท่ามาลัย ตะโล๊ะใส ท่าพะยอม และท่ายาง ตำบลละงู มี 7 หมู่บ้าน คือ บ้านหลอมปืน ปากละงู หัวหิน บากันโต๊ะทิด โคกพะยอม นาพญา และลาหงา ตำบลกำแพง มี 2 หมู่บ้าน คือ บ้านปากปิ้ง และบ้านปีใหญ่\n\n \n\nอ.ท่าแพ ได้แก่ ต.สาคร มี 7 หมู่บ้าน คือ สาครใต้ คลองลิดี สาครเหนือ คลองสองปาก คอลงบัน ปลักแรด และทุ้งริ้น ตำบลแป-ระ มีหมู่บ้านเดียว คือบ้านแป-ระใต้\n\n \n\nอ.เมืองสตูล ได้แก่ ต.เกาะสาหร่ายตำบลเดียว 6 หมู่บ้าน ได้แก่ ตันหยงอูมา บากันใหญ่ ตันหยงกลิง ยะระโตดนุ้ย ตะโล๊ะน้ำ และยะระโตดใหญ่\n\n \n\n\"หมีด มาหมูด\" ชาวประมงพื้นบ้านหลอมปืน หมู่ 14 ต.ละงู อ.ละงู ซึ่งหากินอยู่ในอ่าวปากบารา แสดงความกังวลถึงผลกระทบที่จะตามมาหากมีการถมทะเลสร้างท่าเรือ ที่อาจจะทำให้อาชีพนี้สูญหายไปจากอ่าวปากบารา\n\n \n\n\"เราไม่อยากทิ้งอาชีพนี้ไป เพราะเรารับมาจากบรรพบุรุษ ที่สำคัญเป็นอาชีพที่สามารถเลี้ยงคนอื่นได้ คิดว่าจะอยู่ตรงนี้ต่อไป จะไม่ไปทำอาชีพอื่น เพราะไม่มีความสามารถ ถ้าจะให้ไปเป็นกรรมกร เขาก็ต้องการคนหนุ่ม คนแก่อย่างเราเขาไม่เอาอยู่แล้ว หรือถ้าเอาก็คงให้ค่าแรงน้อย\"\n\n \n\nส่วน \"นันทพล เด็นเบ็น\" สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลปากน้ำ หมู่ที่ 2 ตำบลปากน้ำ ซึ่งมีอาชีพเป็นชาวประมงพื้นบ้านอยู่ด้วย บอกว่า \"อาชีพประมงพื้นบ้านอาจจะสูญพันธุ์ไปจากอ่าวละงู เพราะถ้าถมทะเลสร้างท่าเรือก็ไม่รู้จะไปจับปลาตรงไหน\"\n\n \n\nนอกจากนี้เขายังเสนอด้วยว่า ก่อนจะสร้างท่าเรือ รัฐจะต้องจัดทำประชาพิจารณ์ให้ชาวประมงพื้นที่บ้านในพื้นที่ มีส่วนร่วมตัดสินใจด้วย\n\n \n\nขณะที่ \"วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี\" กองเลขานุการสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้ ซึ่งคลุกคลีอยู่กับชาวประมงพื้นบ้านมานาน มีความเห็นต่อโครงการก่อสร้างท่าเรือปากบาราว่า โครงการนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมน้อย โดยเฉพาะผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง คือ ชาวประมงพื้นบ้าน เห็นได้จากการที่ชาวประมงพื้นที่ 28 หมู่บ้านที่หากินอยู่ในอ่าวปากบารา ยังไม่มีใครรู้เรื่องเลย\n\n \n\nสำหรับประเด็นการแย่งชิงทรัพยากรนั้น น่าจะคล้ายกับกรณีการตั้งนิคมอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ที่มีการสร้างท่าเรือแหลมฉบังรองรับการขนส่งสินค้า ส่งผลให้ทรัพยากรชายฝั่งถูกทำลายยับเยิน\n\n \n\n\"วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี\" เชื่อว่า วิถีชีวิตชาวบ้านจะได้รับผลกระทบแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องการทำมาหากิน เพราะจะทำอาชีพประมงต่อไปไม่ได้ ส่งผลให้ไม่มีหลักประกันในเรื่องการทำมาหากิน นอกจากนี้ การมีนิคมอุตสาหกรรมหลังท่าเรือ ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะเป็นจุดใดนั้น จะทำให้ชาวที่ได้รับผลกระทบ ต้องอพยพออกไปด้วย ซึ่งยังไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน\n\n \n\n\"ผลประโยชน์ที่ได้จากการก่อสร้างท่าเรือ ฟังดูแล้วชาวบ้านน่าจะไม่ได้อะไรเลย ยกตัวอย่างการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ คนที่ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่ ก็คือ ผู้ประกอบและทุนข้ามชาติ เพราะว่าผู้ประกอบการเดินสมุทรขนาดใหญ่เป็นต่างชาติทั้งนั้น\"\n\n \n\nสำหรับสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างเรือปากบารานั้น เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.50 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้จัดโครงการศึกษาการพัฒนาท่าเรือชายฝั่งตะวันตกกับการพัฒนาเศรษฐกิจของภาคใต้ ขึ้นที่โรงแรม เจ.บี.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นำโดยนายธนิต โสรัตน์ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย\n\n \n\n \n\nภาพกราฟฟิกจากการนำเสนอของธนิต โสรัตน์ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ต่อที่สัมมนาโครงการศึกษาและสำรวจพื้นที่ \"การสร้างท่าเรือฝั่งตะวันตกกับการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้\" เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2550 ที่โรงแรม เจ.บี.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา\n\n \n\n \n\nจากนั้น ได้เดินไปสำรวจยังบริเวณที่จะมีการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดพังงา เพื่อประชุมกับนักธุรกิจและศึกษาถึงแนวพื้นที่ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกพังงา ที่ทับละมุ อำเภอท้ายเหมือง\n\n \n\nเมื่อคณะของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเดินทางไปถึงบ้านปากบารา นายธนิตได้ระบุกับผู้นำท้องถิ่นที่มาให้ข้อมูลว่า ในการสร้างท่าเรือน้ำลึกให้คำนึงถึงการพัฒนาพื้นที่หลังท่าเรือให้มากๆ เพราะเมื่อมีท่าเรือแล้ว ต่อไปจะมีนิคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้นในพื้นที่ชายฝั่งหลังท่าเรือ\n\n \n\nต่อมา ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เมื่อปลายเดือนมิ.ย.50 มีการจัดทำข้อเสนอต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี สนับสนุนการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกด้านชายฝั่งทะเลอันดามัน ระบุจุดที่เหมาะสมที่สุด คือ ที่บ้านปากบารา ต.ปากน้ำ อ.ละงู เพราะถ้าสร้างที่จ.พังงาจะกระทบกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว พร้อมกับขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ\n\n \n\nอันตามมาด้วย กิจกรรมเดินสายของกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านปากบารา ไปยังหมู่บ้านที่อาศัยอ่าวปากบาราเป็นที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ชักชวนกันตั้งวงแลกเปลี่ยนข้อมูลโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา\n\n \n\nพร้อมด้วยคำถามซื่อๆ ตรงๆ ชาบ้านจะทำอย่างไรถ้ามีท่าเรือยักษ์ตั้งอยู่ใจกลางอ่าวปากบารา โดยที่เรือประมงพื้นบ้านลำเล็กๆ ไม่อาจเข้าไปวางอวน หรือแล่นเฉียดเข้าใกล้ท่าเรือ ด้วยเพราะเกรงจะไปขวางทางเดินเรือสินค้า \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-1c625ee83ac449d4a31a4f4d0c320b9f", "input": "Title: วิเคราะห์: ยุทธศาสตร์ ‘เทพเทือก’ และแผนรับมือของรัฐบาล ‘ยิ่งลักษณ์’ \n Body: เป็นที่ทราบกันว่าเป้าหมายของ ‘เทพเทือก’ ในการชุมนุมประท้วงครั้งนี้คือสิ่งที่เขาเรียกว่าการ ‘กวาดล้างระบบทักษิณ’ โดยใช้ยุทธศาสตร์ที่มุ่งทำให้องค์กรของรัฐไม่อาจปฏิบัติงานตามปกติได้ (disorganised) หรือตัดแยกองค์กรออกจากรัฐบาล หรือทำให้องคาพยพของรัฐกลายเป็นอัมพาต เพื่อมุ่งให้เกิด ‘ภาวะรัฐล่ม’ (failed state) กล่าวคือส่วนหัวไม่อาจบังคับอวัยวะได้\nภาวะรัฐล่มมีผลให้รัฐบาลไร้ความหมาย ไม่สามารถปกครอง หรือสั่งการองค์กรใต้บังคับบัญชา ลักษณะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นในอินเดียเมื่อครั้งคานธีจัดการชุมนุมเรียกร้องเอกราชด้วยวิธีอหิงสา(non-violence) ทว่าใช้การดื้อแพ่งที่ปัจจุบันนิยมเรียกว่า ‘อารยะขัดขืน’(civil disobedience) ยุทธศาสตร์ของคานธีได้ผลอย่างยิ่ง ด้วยว่า’ความชอบธรรม’อยู่กับฝ่ายต่อต้าน ผู้คนทั้งชาติหันมาเข้าข้างคานธี ในทางกลับกัน ‘มวลมหาประชาชน’ ปฏิเสธความร่วมมือกับรัฐบาลอาณานิคมของอังกฤษ นั่นทำให้รัฐบาลไม่อาจบังคับบัญชาองค์กรของรัฐหรือประชาชนได้ ท่านที่ดูภาพยนต์เรื่องคานธีคงประจักษ์แจ้งถึงประเด็นนี้\nยุทธศาสตร์ ‘แบบเทพเทือก’ ก็คล้ายกัน มันเริ่มต้นขึ้นเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลด้วยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ขณะภาพลักษณ์ของรัฐบาลตกต่ำอย่างยิ่งอันเนื่องมาจากการผ่านพรบ.นิรโทษกรรม และการถูกกล่าวหาในประเด็นคอร์รัปชั่นและความล้มเหลวด้านการบริหารประเทศ และเมื่อพรรคเพื่อไทยประกาศไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ นั่นยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลลดถอยลงอย่างน่าใจหาย\nในการชุมนุมวันแรกๆ ผู้คนเข้าร่วมกับฝ่ายต่อต้านอย่างล้นหลาม สำนักข่าว CNN แถลงว่าผู้เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงอาจมีถึง 2 ล้านคน หลายคนกล่าวว่าในวันนั้นผู้คนมีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์การชุมนุมประท้วงของไทย มากกว่าเมื่อครั้ง 14 ตุลาคม 2516 เสียอีก ‘เทพเทือก’ ประกาศว่ารัฐบาลหมดความชอบธรรมในการปกครองประเทศแล้ว เขาและ ‘มวลมหาประชาชน’ จะร่วมกันกวาดล้าง ‘ระบบทักษิณ’ และจัดตั้งสิ่งที่เรียกว่า ‘สภาประชาชน’ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทย\nจากนั้นเป็นการดำเนินการเชิงรุกเพื่อ ‘disorganised’ อำนาจการปกครองของรัฐบาล เช่นการเคลื่อนไหวแบบดาวกระจายบุกยึดที่ทำการของรัฐทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ประกาศขอให้ประชาชนงดเว้นการเสียภาษี การกดดันสื่อโทรทัศน์ให้งดเว้นการเสนอข่าวฝ่ายรัฐบาล และหันมาเสนอข่าวของฝ่ายต่อต้านให้มากขึ้น การเรียกร้องให้ข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจรวมทั้งภาคเอกชนหยุดงานทั้งประเทศที่เรียกว่า ‘general strike’ ทั้งหมดเพื่อทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะ ‘รัฐล่ม’\nโชคไม่ดี, ดูเหมือนว่ามาตรการเหล่านั้นไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ประชาชนผู้เข้าร่วมลดน้อยลงอย่างมาก การยึดสถานที่ราชการแม้ทำได้หลายแห่งในกรุงเทพฯ แต่ตามหัวเมืองการยึดศาลากลางมีอยู่เพียงประปราย ผู้คนไม่เห็นด้วยกับมาตรการงดเสียภาษี การกดดันสื่อโทรทัศน์ทำให้ฝ่ายประท้วงเสียภาพอย่างรุนแรงทั้งได้รับการคัดค้านจากทุกสารทิศ อีกทั้งมาตรการการหยุดงานไม่เป็นผลตามความคาดหมาย\nสถานการณ์ดูคล้ายกับว่าผู้คนแยกแยะออกว่าสิ่งไหนควรเข้าร่วม และสิ่งไหนไม่ควร ที่ร้ายก็คือยิ่งดำเนินมาตรการมากเท่าไร ภาพลักษณ์ของฝ่ายประท้วงยิ่งลดลง ขณะฝ่ายรัฐบาลทรงตัวหรือไม่ก็กระเตื้องขึ้น นั่นอาจเป็นเพราะการมีไหวพริบในการเดินหมากทางการเมือง\nเป็นที่น่าสังเกตว่าฝ่ายรัฐบาลวางตัว ‘เชิงรับ’ หรือเป็น ‘passive action’ ขณะฝ่ายตรงข้ามเดินหมาก ‘เชิงรุก’ หรือเป็น ‘active action’ รัฐบาลประกาศไม่ใช้มาตรการรุนแรงตอบโต้เพื่อ “ปกป้องผู้เดินขบวน” ปล่อยให้ฝ่ายประท้วงยึดสถานที่ทำงานของรัฐอย่างง่ายดาย ทั้งแถลงว่ายินดีเจรจาหรือกระทั่ง “พร้อมจะเสียสละ” ตามคำแถลงของนายกรัฐมนตรี ยิ่งกว่านั้น, มวลชนเสื้อแดงยอมสลายม็อบนัยว่าเพื่อ “ป้องกันมิให้เกิดการปะทะ” ทั้งหมดนี้ไม่ต้องสงสัยว่าเป็นไปตามแผนการรับมือที่วางไว้อย่างชาญฉลาด และไม่ยอมตกหลุมพราง\nข้อสังเกตอีกประการหนึ่งได้แก่ ‘การเจรจา’ ขณะผู้คนหลายกระแสเรียกร้องให้คู่ขัดแย้งเจรจากัน รัฐบาลออกมาตอบรับทันที แต่ฝ่ายประท้วงปฏิเสธ นั่นเพราะการเจรจาต่อรองมิใช่ยุทธศาสตร์ของ ‘เทพเทือก’ สิ่งที่เขาต้องการคือการทำให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลสลายไปโดยปริยายหลังจากยึดอำนาจและจัดตั้งสภาของ ‘มวลมหาประชาชน’ ดังนั้น, การต่อรองให้ยุบสภาหรือนายกฯลาออกมิใช่คำตอบของยุทธศาสตร์นี้\nแผนการดังกล่าวก็คล้ายกับที่ครั้งหนึ่งนายกรัฐมนตรีเยลซินของสหภาพโซเวียตริบเก้าอี้ประธานาธิบดีของกอร์บาชอฟด้วยการเรียกประชุมผู้นำของรัฐต่างๆเพื่อจัดตั้งสมาพันธ์ของอดีตประเทศในสหภาพโซเวียต นั่นมีผลให้สหภาพโซเวียตล่มลงอย่างเป็นทางการ และเก้าอี้ประธานาธิบดีในฐานะผู้นำสูงสุดของสหภาพโซเวียตก็พลอยหายไปด้วยโดยอัตโนมัติ\nผู้อยู่เบื้องหลังรัฐบาลยิ่งลักษณ์น่าจะรู้ทันแผนการดังกล่าว พวกเขาในด้านหนึ่งปล่อยให้ผู้ประท้วงยึดหน่วยงานของรัฐ ขณะอีกด้านจัดให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานต่อไปได้ตามปกติ ในด้านหนึ่งทำลายภาพลักษณ์ของฝ่ายตรงข้าม แต่อีกด้านกู้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลคืนมา ในด้านหนึ่งเรียกร้องการเจรจาทั้งที่รู้ว่าศัตรูไม่มีวันเจรจา แต่หากไม่เจรจาภาพลักษณ์ที่เสียหายไม่ได้ตกอยู่กับฝ่ายรัฐบาล แต่อยู่กับฝ่ายตรงข้าม\nที่ได้เปรียบเชิงกลก็คือ หากผู้นำการประท้วงมาขึ้นโต๊ะเจรจา การต่อรองคงหนีไม่พ้นเรื่องการให้รัฐบาลยุบสภาหรือลาออก หรือเลือกตั้งใหม่ และหากเป็นเช่นนั้น ยิ่งลักษณ์อาจยังคงเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน, หรือยังคงมีส่วนร่วมในเลือกตั้งใหม่, หรือในการปฏิรูปประเทศไทย และย่อมหมายความว่าฝ่ายตรงข้ามไม่มีทางขจัด ‘ระบบทักษิณ’ ออกไปได้จากการเมืองของไทย อย่าลืมว่ารัฐบาลยังมีพลังสีแดงที่พร้อมจะเคลื่อนไหวตอบโต้อยู่ในมือ\nเผือกร้อนถูกโยนกลับมายัง ‘เทพเทือก’ และพรรคประชาธิปัตย์ ผู้เก็บซ่อนยุทธศาสตร์และความกลัดกลุ้มไว้อย่างมิดชิด พวกเขาจะประกาศชัยชนะได้อย่างไรหากชัยชนะหมายถึงการผูกขาดความชอบธรรมเอาไว้ให้ได้ แต่ความชอบธรรมของตนยิ่งหดหายลงไปทุกที หมายถึงการทำให้รัฐล่ม แต่ภาวะเช่นนั้นดูยังไกลเกินเอื้อม ด้วยว่าการยึดที่ทำการของรัฐดูจะไร้ความหมายไปเสียแล้ว อีกทั้งการจัดตั้งสภาประชาชนที่ผู้คนยังไม่ทราบที่มาที่ไป ดูว่าอาจไร้ความชอบธรรมรองรับ\nในขณะนี้ กระทั่ง ‘เสียงบริสุทธิ์’ กำลังกลายเป็นเสียงที่แตกแยก เหล่านักวิชาการและนักวิเคราะห์เริ่มตั้งคำถามต่อขบวนการต่อต้าน คนเหล่านั้นเบื่อหน่ายความขัดแย้งที่บ่อนทำลายชาติและหาข้อยุติไม่ได้ พวกเขาจึงพากันเรียกร้อง ‘การปฏิรูปประเทศไทย’ ที่แท้จริง การปฏิรูปดังกล่าวถูกเสนอเข้ามาเป็นครั้งที่สามแล้ว จนบัดนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะเกิดขึ้นได้จริง เนื่องจากมันถูกนำไปผูกติดอยู่กับการทำลายล้าง ‘ระบบทักษิณ’\nคำถามคือการปฏิรูปโดย ‘มวลมหาประชาชน’ จะเกิดขึ้นได้อย่างไรหากตัดหุ้นส่วนคู่ขัดแย้งออกไป? ‘มวลมหาประชาชน’ ที่กล่าวอ้างเพื่อการปฏิรูปได้รวมกลุ่มเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยไว้ด้วยหรือไม่? หากไม่, ความขัดแย้งจะยุติลงโดยการปฏิรูปแบบมีส่วนร่วมได้อย่างไร? ‘เทพเทือกจะนำพา ‘มวลมหาประชาชน’ ไปทางไหน? จะปิดเกมความขัดแย้งและก้าวลงจากเวทีอย่างสง่างามได้อย่างไร?\nเหล่านี้ล้วนเป็นความกลัดกลุ้มของคนทั้งสังคม และเป็นคำถามใหญ่ที่ยังรอคอยคำตอบอยู่อย่างกระวนกระวาย. \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-b4fb9059e782482eb12ccdf39eaa7ba9", "input": "Title: สิทธิบัตรยา \"ต้านเอดส์\" โบดำแม้ว-ฆ่าซ้ำผู้ติดเชื้อ \n Body: ขณะที่ประเทศไทยกำลังเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีระดับทวิภาคี หรือ เอฟทีเอ กับสหรัฐอย่างรีบเร่ง \n\n \n\nหากไม่พลาดไปจากความต้องการของผู้กุมนโยบายประเทศ คาดว่า การเจรจาจะสิ้นสุดลงในเดือนเมษายนนี้ และจะได้ลงนามในกลางปีเดียวกัน \n\n \n\nแน่นอนว่า ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะสิทธิบัตรยา จะไม่ทำให้สหรัฐผิดหวัง \n\n \n\nถ้าสถานการณ์เป็นเช่นที่ว่านี้จริง... ไทยจะต้องแก้กฎหมายขยายสิทธิบัตร จาก 20 ปี ออกไปเป็น 25 ปี เพื่อชดเชยกับความล่าช้าในการออกสิทธิบัตร \n\n \n\nต้องยอมให้บริษัทยาผูกขาดข้อมูลการทดลองยา ซึ่งจะส่งผลกระเทือนต่ออำนาจอธิปไตยของไทย ในการจัดหายาในวิกฤติสาธารณสุข \n\n \n\nต้องยอมออกสิทธิบัตรให้กับการวินิจฉัยโรคและการรักษาโรค และให้คณะกรรมการอาหารและยาทำหน้าที่ตรวจสอบสิทธิบัตรก่อนขึ้นทะเบียนยา ฯลฯ \n\n \n\nหากสำรวจองคาพยพในการออกสิทธิบัตรยา กับความพร้อมในการรับมือแล้ว ปรากฏการณ์ของข่าวที่ไม่ค่อยจะเป็นข่าว กรณีการขอสิทธิบัตรยาคอมบิด เมื่อวันที่ 24 มกราคม ที่ผ่านมา สะท้อนภาพได้เด่นชัด \n\n \n\nเมื่อตัวแทนเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีเอดส์ประเทศไทย ประมาณ 10 คน ไปยื่นหนังสือถึงนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอคำชี้แจงจุดยืนของกระทรวงพาณิชย์ ต่อเรื่องการเข้าถึงยาของผู้ติดเชื้อเอชไอวี กรณีการขอสิทธิบัตรยาคอมบิด ของบริษัท Glaxo Smith Kline (GSK) \n\n \n\n\"คอมบิด (combid)\" เป็นยาต้านไวรัส ชื่อการค้าของบริษัทแกล็กโซ สมิท ไคลน์ ที่เป็นสารผสมเภสัชกรรม ของ ลามิวูดีน(Lamivudine)+ แอแซดที(AZT) ซึ่งบริษัทยื่นจดสิทธิบัตรตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2540 โดยอ้างว่า เป็นของใหม่และมีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น \n\n \n\nอย่างไรก็ตาม มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา ได้ยื่นคำร้องคัดค้าน เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 เนื่องจากพบว่า ข้ออ้างของบริษัทในแง่กรรมวิธีผลิตโดยการนำสารทำให้ลื่น (glidant) เข้ามาผสม เพื่อลดการแยกตัวของส่วนผสมต่างๆ ในช่วงการอัดเม็ดนั้น \n\n \n\nในทางเภสัชกรรมถือว่าขั้นตอนดังกล่าว ไม่มีลักษณะเป็นการผลิตยาที่มีขั้นตอนการผลิตที่สูงขึ้นแต่อย่างใด \n\n \n\nพูดง่ายๆ วิธีการนี้ในหลักสูตรปริญญาตรีก็เรียนกัน และคำขอทำนองเดียวกันนี้ก็ถูกปฏิเสธมาแล้วในประเทศอังกฤษ \n\n \n\nแต่คำคัดค้านของมูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา ถูกปัดตกทั้งสองครั้ง \n\n \n\nที่สำคัญที่สุด องค์การเภสัชกรรมของไทยได้ผลิตยาสูตรนี้ออกจำหน่ายในประเทศไทยมานานแล้ว โดยมีราคาขายอยู่ที่ 1,500 บาท/เดือน เท่านั้น \n\n \n\nขณะที่ ยาคอมบิดที่มีสิทธิบัตรของบริษัทแกล็กโซ สมิท ไคลน์ ขายในราคา 8,346 บาท/เดือน โดยมีผู้ติดเชื้อในไทยใช้ยาตัวนี้มากกว่า 5,000 คน และยังส่งออกไปจำหน่ายประเทศเพื่อนบ้านด้วย \n\n \n\nดังนั้น การให้สิทธิบัตรแก่บริษัทแกล็กโซ สมิท ไคลน์ ครั้งนี้ นอกจากจะมีคำถามถึงศักยภาพในการตรวจสอบคำร้องเพื่ออกสิทธิบัตรแล้ว \n\n \n\nยังหมายถึงยาราคาถูกที่ไทยผลิตได้ จะต้องถูกกำจัดออกจากตลาดทั้งหมด ซึ่งสร้างความเดือดร้อนแก้ผู้ติดเชื้อทั้งในและต่างประเทศที่พึ่งพิงยาตัวนี้อยู่ \n\n \n\nที่สำคัญยังจะทำให้ องค์การเภสัชกรรม ตกเป็นเป้าฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทแกล็กโซ สมิท ไคลน์ ย้อนหลังกลับไปได้ถึงปี 2540 ด้วย \n\n \n\nคำถามจึงอยู่ที่ เหตุใดคณะกรรมการสิทธิบัตรจึงจะพิจารณาให้สิทธิบัตรแก่ยาคอมบิดแบบเงียบๆ เช่นนี้.... \n\n \n\nจากการตรวจสอบรายชื่อคณะกรรมการด้านยาที่พิจารณาเรื่องก่อนหน้าที่จะถูกส่งถึงมือคณะกรรมการสิทธิบัตร ได้พบประเด็นที่น่าสนใจ ในเชิงของผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่าง \"กรรมการรายหนึ่ง\" กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของบริษัทแกล็กโซ สมิท ไคลน์ \n\n \n\nขณะที่คำถามเรื่องความชอบธรรม ความโปร่งใส และผลประโยชน์ทับซ้อนกำลังดังในระดับชาติ นั่นหมายความว่า ระดับรองๆ ลงมาก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน อย่างที่โบราณว่าไว้ หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก \n\n \n\nคำถามท้าทายที่เครือข่ายผู้ติดเชื้อทิ้งท้ายจดหมายที่มีถึงนายสมคิด... \n\n \n\nกระทรวงพาณิชย์จะเป็นหน่วยงานที่เห็นแก่ประโยชน์และการเข้าถึงการรักษาของประชาชนเป็นที่ตั้ง มากกว่าผลประโยชน์ของบริษัทยาข้ามชาติ โดยเฉพาะบางบริษัทที่มุ่งกอบโกยผลกำไรโดยไม่คำนึงถึงชีวิตคนหรือไม่ \n\n \n\nแต่งานนี้ \"ดาร์กนิวส์\" ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า สนามหญ้าหน้ากระทรวงพาณิชย์ เหมาะสำหรับการตั้งแคมป์ผู้ติดเชื้ออย่างยิ่ง \n\n \n\nแคมป์ \"คอมบิดพัฒนา\" จะยืดเยื้อและยาวนานกว่า \"แคมป์ ddI พัฒนา\" ที่ต่อสู้เพื่อเพิกถอนสิทธิบัตรยา ddI ของบริษัทบริสตอล-ไมเยอร์ สควิบบ์ (BMS) ซึ่งมาขอจดสิทธิบัตรในไทย \n\n \n\nอันเป็นการต่อสู้ทั้งในศาลและนอกศาล เมื่อปี 2546 ที่ทำให้บริษัทบริสตอล-ไมเยอร์ สควิบบ์ ต้องยอมยกธงขาวขอคืนสิทธิบัตรในที่สุด... \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-4b3da542a5b34410911029195b21fe4e", "input": "Title: ผนึกกำลังแถลงข่าวค้านเขื่อนสาละวิน นานาชาติร่วมลงชื่อเรียกร้องยุติโครงการ \n Body: ประชาไท - 28 ก.พ.50 คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.พอช.เหนือ) ร่วมกับเครือข่ายปกป้องแม่น้ำสาละวิน ซึ่งประกอบด้วยองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและมนุษยชนจากไทย พม่าและนานาชาติ ตลอดจนตัวแทนชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน จัดแถลงข่าวและยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติคัดค้านการเดินหน้าโครงการก่อสร้างเขื่อนฮัตจี 1 ใน 6 เขื่อนที่เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงานของไทยและกระทรวงไฟฟ้าแห่งสหภาพพม่า มีมูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท โดยระบุว่าเขื่อนนี้ก่อสร้างในพื้นที่สู้รบในฝั่งพม่าซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมชะตากรรมประชาชนพม่าซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหนักอยู่แล้ว และไม่เคยรับรู้ข้อมูลหรือมีส่วนร่วมใดๆ ในโครงการนี้ เช่นเดียวกับชาวบ้านริมแม่น้ำสาละวินฝั่งไทย\n\n \n\nข้อเรียกร้องของชาวบ้านที่ระบุในหนังสือที่ยื่นแก่คณะกรรมการสิทธิฯ และนายกรัฐมนตรีผ่านกระทรวงพลังงานได้แก่ 1.ขอให้มีการเปิดเผยข้อมูลโครงการ และผลกระทบอันจะเกิดขึ้นจากโครงการแก่ชุมชนในลุ่มน้ำสาละวินและสาธารณะ โดยการเปิดเผยข้อมูลต้องเป็นภาษาท้องถิ่นที่ชาวบ้านเข้าใจได้ ด้วยวิธีการจัดประชุมประชาคมระดับหมู่บ้าน \n\n \n\n2.ขอให้เปิดให้ชาวบ้านในลุ่มน้ำสาละวิน ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงได้มีส่วนร่วมในกระบวนการวางแผนและตัดสินใจ 3. การศึกษาผลกระทบของโครงการ ต้องเป็นไปอย่างมีส่วนร่วม ไม่จำกัดเฉพาะความรู้ของนักวิชาการ แต่รวมความรู้ท้องถิ่นในการศึกษา ซึ่งเป็นความรู้ของชุมชนที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำสาละวินมาหลายชั่วอายุคน 4.ขอให้ยุติการดำเนินโครงการเขื่อนสาละวินทันที จนกว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการปฏิบัติตามข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้ออย่างสมบูรณ์ \n\n \n\nทั้งนี้ การต่อต้านดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากมีการลงนามความตกลงดำเนินการเขื่อนฮัตจี ระหว่าง กฟผ.กับกรมไฟฟ้าพลังน้ำของพม่าเมื่อเดือนธันวาคม 2549 โดยระบุว่าการก่อสร้างเขื่อนจะเริ่มขึ้นในปลายปี 2550 นี้ โดยที่กฟผ. ก็ได้ไปลงนามกับบริษัทเอกชนของจีนในการศึกษาและพัฒนาเขื่อนแห่งนี้เมื่อกลางปีที่แล้วด้วย \n\n \n\nกลุ่มคัดค้านมีการนำเสนอเรื่องการดำเนินโครงการที่ไม่โปร่งใส มีส่วนร่วม รวมไปถึงความเหลื่อมล้ำและช่องว่างการบังคับใช้กฎหมายไทยหลายประการ ดังนี้\n\n \n\n1.สถานะของกฟผ.ขณะลงนามบันทึกความตกลงร่วมกับกรมไฟฟ้าพลังน้ำของพม่าในการสร้างเขื่อนฮัจจี เมื่อ 9 ธ.ค.48 มีสถานะเป็นบริษัทมหาชน ต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนพ.ร.ฎ. 2 ฉบับเพื่อเลิกการแปรรูป กฟผ.ทำให้กฟผ.กลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจดังเดิม ดังนั้น บันทึกความตกลงร่วมฉบับนี้จะยังมีผลทางกฎหมายหรือไม่ ยังไม่กระจ่างชัด\n\n \n\n2.กฟผ.ในฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจควรรักษามาตรฐานการดำเนินโครงการในประเทศอื่น เช่นเดียวกันกับที่ดำเนินการในประเทศไทย ทั้งที่กำหนดไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การดำเนินการให้มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสารณะที่ครบถ้วน กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน มีขั้นตอนจัดทำรายงานศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ และเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของไทยด้วย ทั้งนี้ เป็นที่ชัดเจนว่า อ่างเก็บน้ำของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนฮัจจีจะล้ำเข้ามาในตามแนวแม่น้ำสาละวินที่เป็นเขตไทย-พม่า ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่ากระทบต่อระบบนิเวศวิทยา วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนตามชายแดน และเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศมากน้อยเพียงใด \n\n \n\nตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนในรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นที่ตั้งเขื่อนฮัจจี ให้ข้อมูลว่า พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นพื้นที่ที่มีการสู้รบของชนกลุ่มน้อยกับทหารพม่า ชาวบ้านในพื้นที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมากอยู่แล้วทั้งการเกณฑ์แรงงาน การบังคับย้ายหมู่บ้าน การข่มขื่น การสังหารหมู่ โดยการเกิดขึ้นของโครงการนี้หมายถึงการเพิ่มขึ้นของทหารพม่า จะยิ่งทำให้ปัญหาเหล่านี้รุนแรงขึ้น แม้ว่าขณะนี้จะมีการขับไล่ประชาชนกว่า 400,000 คนในบริเวณที่จะสร้างเขื่อนไปแล้วก็ตาม \n\n \n\nในส่วนของการลงนามในเว็บไซต์คัดค้านการสร้างเขื่อนสาละวินที่เพิ่งเปิดให้ลงนามเมื่อไม่นานนี้ ขณะนี้มีผู้ร่วมลงนามแล้วราว 1,500 คนจาก 232 องค์กรทั่วโลก \n What is the sentiment in the text for the genre: national_security", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-c5240a26228d48bbaed45095229e2220", "input": "Title: ชาวสวนยาง แนะประยุทธ์หากไม่มีน้ำยาที่จะแก้ปัญหายางก็ขอให้ออกไปแต่โดยดี \n Body: 9 ม.ค.2559 นายสิงห์สยาม มุกดา เกษตรกรสวนยาง จ.ตรัง ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia [1]กรณีความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางในจั­งหวัดภาคใต้ หลังจากที่ราคายางพาราตกต่ำหนักที่สุดในรอ­บ 100 ปี ว่า เครือข่ายชาวสวนยางภาคใต้ทั้ง 17 จังหวัด จะมีการเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน วันที่ 12 ม.ค. นี้ แม้ว่ารัฐบาลจะใช้กฎหมายห้ามไม่ให้เคลื่อน­ไหว แต่ถึงตอนนี้ ชาวสวนยางไม่มีทางเลือกแล้ว มีแต่จะสู้จนตัวตาย เพราะหากปล่อยให้รัฐบาล คสช.อยู่เฉย ๆ ไม่แก้ปัญหา ชาวสวนยางก็จะตายเหมือนกัน ซึ่งถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่มีน้ำยาที่จะแก้ปัญหา ก็ขอให้ออกไป จะออกไปโดยดี หรือ จะให้ประชาชนลุกขึ้นมาขับไล่ ก็เลือกเอา แต่เป็นการต่อสู้โดยสงบ ไม่มีอาวุธ และไม่มีกลุ่มการเมืองใด ๆ อยู่เบื้องหลัง\nนายสิงห์สยาม ระบุด้วยว่า หาก นายถาวร เสนเนียม หรือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรืออดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ จะมาร่วมชุมนุมก็ทำได้ แต่จะให้ขึ้นเวทีเป็นแกนนำไม่ได้ เพราะไม่ต้องการให้เป็นการเคลื่อนไหวทางกา­รเมือง ดังนั้นขอเรียกร้องให้ชาวสวนยางฯ ทั่วประเทศออกมาปรากฎตัวและร่วมกัน กดดันให้ รัฐบาล คสช.รับผิดชอบแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาว­สวนยาง\nทั้งนี้ เมื่อ ม.ค.58 นายสิงห์สยาม ในฐานะเครือข่ายพิทักษ์ชาวสวนยางภาคใต้ได้เดินเข­้ามาภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในระหว่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระ­ทรวงอยู่ โดยนายสิงห์สยามเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี เปิดเวทีเสวนารับฟังและลงไปรับฟังความคิดเ­ห็นของเกษตรกรชาวสวนยางภาคใต้ด้วยตนเอง เพราะมองว่าขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้รับฟังปั­ญหาและพูดคุยแต่กับกลุ่มนายทุน ซึ่งเป็นข้อมูลที่บิดเบือน และไม่ช่วยแก้ปัญหา \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-331a10e4e0f848ca9aca40f4f45aa276", "input": "Title: กรุงเทพโพลล์เผยมี ปชช.ไม่ถึงครึ่งที่หนุนใช้ ส.ว. สรรหาช่วงเปลี่ยนผ่าน \n Body: 24 มี.ค.2559 กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “ความคิดเห็นของประชาชน ที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญ” โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,073 คน จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 53.2 เห็นว่าผู้ที่ควรทำหน้าที่ในการอภิปราย และลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสภาฯ ควรเป็นหน้าที่ของ ส.ส.ฝ่ายค้าน ขณะที่ร้อยละ 29.8 เห็นว่าควรเป็นหน้าที่ของ ส.ว. ที่เหลือร้อยละ 17.0 ไม่แน่ใจ\nส่วนความเห็นต่อการได้มาซึ่ง ส.ว. โดยวิธีการสรรหาเพื่อทำหน้าที่ในช่วงเปลี่ยนผ่านควบคู่ไปกับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติชุดใหม่ พบว่า ประชาชนร้อยละ 46.8 เห็นด้วยกับวิธีนี้ ขณะที่ร้อยละ 40.4 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 12.8 ไม่แน่ใจ\nสำหรับความเห็นที่มีต่อบัตรเลือกตั้ง นั้น ประชาชนร้อยละ 54.8 เห็นว่า ควรใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ โดยใบแรกใช้เลือก ส.ส.แบบแบ่งเขต ส่วนใบที่สองไว้สำหรับเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ขณะที่ร้อยละ 41.0 เห็นว่า ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ซึ่งใช้เลือกทั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเขตและนำไปคิดสัดส่วน ส.ส.ในบัญชีรายชื่อ มีเพียงร้อยละ 4.2 ระบุว่าไม่แน่ใจ\nทั้งนี้เมื่อถามว่า “นายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องมาจาก ส.ส. หรือไม่” ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 56.2 ระบุว่าไม่จำเป็นต้องมาจาก  ส.ส. เป็นคนนอกก็ได้ ขณะที่ร้อยละ 40.0 ระบุว่านายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องมาจาก ส.ส. เท่านั้น และที่เหลือร้อยละ 3.8 ไม่แน่ใจ\nด้านความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญซึ่งจะเปิดเผยในวันที่ 29 มีนาคมนี้ พบว่า ร้อยละ 53.2 ไม่ค่อยคาดหวังว่ารัฐธรรมนูญจะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ ขณะที่ ร้อยละ 46.8 มีความคาดหวัง\n \n\n\nรายละเอียดการสำรวจ\n \nวัตถุประสงค์การสำรวจ เพื่อสะท้อนความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดจนความคาดหวังที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผลสำรวจที่ได้คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ในการใช้เป็นข้อมูลเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติที่จะเปิดเผยสู่สาธารณชน ในวันที่ 29 มีนาคม 2559  และเพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนให้สังคมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับทราบ\n \nประชากรที่สนใจศึกษา การสำรวจใช้การสุ่มตัวอย่างจากประชาชนทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป โดยการสุ่มสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์จากฐานข้อมูลของกรุงเทพโพลล์ ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบ Simple Random Sampling แล้วใช้วิธีการถ่วงน้ำหนักด้วยข้อมูลประชากรศาสตร์จากฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย \n      \nความคลาดเคลื่อน (Margin of Error) การประมาณการขนาดตัวอย่างมีขอบเขตของความคลาดเคลื่อน  ± 4% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%\n \nวิธีการรวบรวมข้อมูล  ใช้การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ (Enumeration by telephone) โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่มีโครงสร้างแน่นอน ประกอบด้วยข้อคำถามแบบเลือกตอบ (Check List Nominal) แล้วได้นำแบบสอบถามทุกชุดมาตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ก่อนบันทึกข้อมูลและประมวลผล\n \nระยะเวลาในการเก็บข้อมูล   :  22-23 มีนาคม 2559\nวันที่เผยแพร่ผลสำรวจ          :  24 มีนาคม 2559 \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-2028a80d4e2644df8d1a2a659c06a523", "input": "Title: แม่ทัพ 4 แจงเหตุป่วนใต้โจมตีป้อมตำรวจปัตตานี \n Body: เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 กรกฎาคม 2548 ที่ห้องประชุมกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.สสส.จชต.) ในค่ายสิรินธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี พล.ท.องค์กร ทองประสม แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการเสร้มสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.ต.ท.อชิรวทย์ สุพรรณเภสัช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 นายภาณุ อุทัยรัตน์ ผู้ว่าราชการ จังหวัดปัตตานี เปิดแถลงข่าว ผลการปฏิบัติงานติดตามจับกุมและตอบโต้ กรณีกลุ่มคนร้ายโจมตีสถานีตำรวจยุทธศาสตร์เตราะบอน ป้อมกลาพอ ตำบลเตราะบอน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2549 \n\n \n\nพล.ท.องค์กร แถลงว่า เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น.วันที่ 20 กรกฎาคม 2549 มีคนร้ายกว่า 10 คน แต่งกายชุดพรางคล้ายทหาร สวมหมวกแก๊ปตำรวจสีดำ พร้อมอาวุธ เข้าโจมตีสถานีตำรวจยุทธศาสตร์เตราะบอน บ้านกลาพอ ตำบลเตราะบอน อำเภอสายบุรี คนร้ายใช้รถยนต์กระบะติดแผ่นป้ายทะเบียนปลอมเป็นพาหนะ ใช้อาวุธสงครามกราดยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงเกิดการยิงต่อสู้กันขึ้น เจ้าหน้าที่จึงประสานไปยังหน่วยทหารพราน ที่ 43 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงที่เกิดเหตุ ได้สนธิกำลัง เข้าโอบล้อม จนเกิดการต่อสู้กับคนร้าย ทำให้คนร้ายล่าถอยไป ทางทหาร ตำรวจได้รุกไล่ติดตาม และยิงต่อสู้กับคนร้ายทำให้คนร้ายเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ คาดว่ามีจำนวนมากกว่า 5 คน จากการตรวจพิสูจน์ทราบว่า มีตำรวจเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 3 นายคือ ดาบตำรวจ ดนัย หะยีเจ๊ะโซะ ส.ต.อ.ดิง ยูโซ๊ธ ส.ต.ต.สมใจ โชติช่วง และมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บอีก 2 นาย \n\nพล.ต.ท.อดุลย์ แถลงว่า หลังเกิดเหตุ ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองออกไล่ล่าและได้ยิงตอบโต้ขณะคนร้ายพยายามขับรถยนต์กระบะหลบหนีไปตามเส้นทางถนนสายปัตตานี - นราธิวาส ห่างจากจุดเกิดเหตุ 1.3 กิโลเมตร พบรถยนต์ของคนร้ายจอดทิ้งไว้ เนื่องจากถูกกระสุนปืนจนไม่สามารถขับหนีต่อไปได้ กลุ่มคนร้ายจึงทิ้งรถคัดดังกล่าว แล้วชิงรถจักรยานยนต์ของชาวบ้านที่ขับผ่านไปมา 4 คัน เพื่อขับหลบหนีพล.ต.ท.อดุลย์ แถลงต่อว่า เจ้าหน้าที่ได้ติดตามไล่ล่าคนร้าย โดยการปิดล้อม จนทราบว่าคนร้ายได้รับบาดเจ็บและถูกนำส่งโรงพยาบาลหนองจิก จังหวัดปัตตานี แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา คือ นายฮาซัน วาแม อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 50 หมู่ที่ 1 ตำบลกะรุบี อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี และนายมะห์ยุดดีน บากา อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 76 หมู่ที่ 2 ตำบลตะบิ้ง อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี \n\nพล.ต.ท.อดุลย์ แถลงอีกว่า ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่นำกำลังปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่ หมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 6 ตำบลเตราะบอน ในรัศมีใกล้ที่เกิดเหตุ รวมทั้งพื้นที่ต้องสงสัย สามารถจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องสังสัยได้จำนวน 3 คน คือ นายซาการียา กะสู อายุ 18 ปี อยู่บ้านเลขที่ 94/2 หมู่ที่ 2 ตำบลตะโละไกรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี ซึ่งถูกยิงได้รับบาดเจ็บ นายอับดุลรอมัน สะแลแม อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 80 หมู่ที่ 8 ตำบลกะดุนุง อำเภอสายบุรี ซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือนายมะห์ยุดดีน บากา คนร้ายที่เสียชีวิต คนสุดท้ายคือนายมะรอพี สะมะแอ อายุ 31 อยู่บ้านเลขที่ 1/2 หมู่ที่ 10 ตำบลเตราะบอน อำเภอสายบุรี\n\nนอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ยึดอาวุธปืนของคนร้ายและของกลางอีกหลายรายการ ได้แก่ อาวุธปืน รวม 10 กระบอก ประกอบด้วย ปืนเอชเค 33 จำนวน 4 กระบอก ปืนเอ็ม 16 จำนวน 4 กระบอก ปืนเอเค 47 จำนวน 1 กระบอก ปืน .38 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืน 5.56 จำนวน 180 นัด รถยนต์ของคนร้าย 1 คัน รถยนต์ของประชาชน จำนวน 2 คัน รถจักรยานยนต์ 5 คัน และอุปกรณ์อื่นอีกจำนวนมาก\n\nจากการสอบสวนขยายผลอาวุธปืนและของกลางที่ยึดได้ พบว่าเชื่อมโยงทางคดีและพฤติการณ์คือ รถยนต์กระบะที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ เป็นรถซึ่งถูกลักเอาไปจากพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และใช้ป้ายทะเบียนปลอม อาวุธปืน เอ็ม 16 จำนวน 2 กระบอก เป็นปืนที่ถูกปล้นไปจากค่ายกองพันพัฒนา ที่ 4 จังหวัดนราธิวาส ส่วนปืนอีก 1 กระบอกเป็นของตำรวจประจำป้อมยามกลาพอ อาวุธปืน เอชเค 33 จำนวน 4 กระบอก และปืน .38 จำนวน 1 กระบอก เป็นของตำรวจประจำป้อมยามกลาพอเช่นกัน\n\nด้านนายภาณุ อุทัยรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี แถลงว่า การก่อเหตุครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าคนร้ายแต่งกายโดยใช้ชุดพรางคล้ายทหาร บางคนสวมหมวกแก๊ปสีดำของตำรวจ สวมเสื้อเกราะกันกระสุนมีอักษร police เพื่ออำพรางให้เจ้าหน้าที่คิดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ด้วยกันเอง และเมื่อเกิดเหตุก็ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดคิดว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการสร้างสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นวิธีการเดิมๆ แต่จากเหตุการณ์ในครั้งนี้คงเป็นคำตอบที่ชี้ให้เห็น และยืนยันได้ว่าเป็นการกระทำของผู้ที่ต้องการก่อความไม่สงบ ที่ใช้วิธีการใส่ร้ายป้ายสีให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-1f71b9aecaba4b2fb9f0f1729356cf70", "input": "Title: ระเบิด-ยิงทหารรับ\" ทักษิณ\" ลงใต้ \n Body: นราธิวาส-15 ก.พ.48\tเวลาประมาณ 15.30 น. เกิดเหตุคนร้ายไม่ต่ำกว่า 5 ราย ใช้อาวุธสงครามซุ่มยิงใส่รถลาดตระเวนยูนิม็อบของทหารชุดรักษาความปลอดภัยครู ขณะเดินทางกลับฐานปฏิบัติการในหมู่บ้านจุฬาภรณ์ 5 หมู่ที่ 10 ต.บางอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ส่งผลให้พลทหารเกียรติศักดิ์ ผลเรไร สังกัดพัน ร.251 ได้รับบาดเจ็บ ส่วนรถมีรอยกระสุนพรุนทั้งคันและยางล้อทั้ง 4 เส้นได้รับความเสียหาย \nเหตุระเบิดล่าสุดเกิดขึ้นก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปเยือนพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันพรุ่งนี้ (16 ก.พ.) \nจากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนเอ็ม 16 จำนวน 10 ปลอก กระสุนปืนอาร์ก้า 1 ปลอก ขณะที่คนร้ายสามารถหลบหนีไปได้ ทั้งนี้ตลอดเส้นทางการหลบหนีคนร้ายยังได้โรยกับดักเรือใบเพื่อสกัดกั้นการติดตามของเจ้าหน้าที่ด้วย \nหลังจากนั้นอีก 2 ชั่วโมง เกิดเหตุคนร้ายวางระเบิดริมถนนหน้าบ้านประชาชนใน อ.ยี่งอ ที่อยู่ติดกับ อ.ระแงะ ทำให้ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ 4 ราย \n ประชาไทรายงาน \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-e206587200d94f8d96bfbe93eb2b1aac", "input": "Title: \"คนไทยพลัดถิ่น\" เรียกร้องให้รบ.อังกฤษช่วยขอคืนสัญชาติ ฐานมีส่วนทำให้ไร้สัญชาติ \n Body: ประชาไท - 20 ต.ค. 2549 เมื่อวันที่ 20 ต.ค.2549 เวลา 10.00 น. ตัวแทนเครือข่ายขอคืนสัญชาติไทย(คนไทยพลัดถิ่น) จากจังหวัดระนอง ชุมพร และประจวบคีรีขันธ์ ประมาณ 30 คน ทั้งพระสงฆ์ ชาวบ้าน และเยาวชน ได้เดินทางเข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อรัฐบาลอังกฤษ ณ สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำกรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนวิทยุ เขตลุมพินี เพื่อขอให้ทางรัฐบาลอังกฤษร่วมให้ความช่วยเหลือเรื่องการขอคืนสัญชาติไทยให้กับพวกเขา โดยมีผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศร่วมรายงานข่าวจำนวนมาก\n\n            \n\nในการเดินทางมายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อรัฐบาลอังกฤษในครั้งนี้ ทางสถานทูตอังกฤษได้มอบหมายให้ มร.เดเนียล เพนเตอร์ เลขานุการโท (ฝ่ายการเมือง) เป็นตัวแทนออกมารับจดหมายเปิดผนึก พร้อมทั้งเชิญตัวแทนเครือข่ายคนไทยพลัดถิ่นจำนวน 5 คน เข้าไปพูดคุยเพื่อสอบถามปัญหาเป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่ว พร้อมทั้งรับปากจะนำข้อมูลปัญหาที่ได้มาไปให้ทางรัฐบาลอังกฤษได้ศึกษาและหาทางช่วยเหลือต่อไป\n\n            \n\nนายสุทิน กิ่งแก้ว แกนนำเครือข่ายขอคืนสัญชาติไทย(คนไทยพลัดถิ่น) เปิดเผยว่า ที่มายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อรัฐบาลอังกฤษครั้งนี้ เพราะว่าในอดีตอังกฤษมีส่วนในการทำให้พวกเขาต้องกลายเป็นคนไร้สัญชาติ โดยการทำสนธิสัญญากำหนดเขตแดนระหว่างไทยกับอังกฤษ 3 ครั้ง ในปี 2411, 2474 และ 2475 ทำให้ดินแดนทะวาย มะริด และตะนาวศรีต้องตกไปอยู่ในการปกครองของอังกฤษและพม่า จึงอยากให้อังกฤษเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหานี้ให้พวกเขาด้วย\n\n            \n\nทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 ต.ค.2549 ที่ผ่านมา คนไทยพลัดถิ่น จำนวน 500 คน จากจังหวัดระนอง ชุมพร และประจวบคีรีขันธ์ ได้พากันเดินทางเข้ามากรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อสถานทูตอังกฤษ และร่วมงานสมัชชาสังคมไทย ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในระหว่างวันที่ 21-23 ต.ค.2549 นี้ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ของจังหวัดระนองและประจวบคีรีขันธ์ สกัดกั้นไม่ให้รถบัส จำนวน 11 คันของชาวไทยพลัดถิ่นเดินทางเข้ากรุงเทพฯ แม้จะมีการเจรจาทำความเข้าใจกันแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาต จึงต้องเดินทางกลับไปที่เดิม โดยมอบหมายให้ตัวแทนเดินทางเข้ามายื่นจดหมายเปิดผนึกและร่วมงานสมัชชาสังคมไทยแทน\n\n            \n\n \n\n…………………..\n\nอ่านข่าวประกอบ\n\nชาวไทยพลัดถิ่นถูกสกัดขณะเตรียมเคลื่อนไหวเรียกร้องสัญชาติไทยในช่วงงานสมัชชาสังคมไทย [1]\nเอกสารประกอบ\n ทำความรู้จักกับ \"คนไทยผลัดถิ่น\" [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-2e64b95721764c799593d2ac8f532dcc", "input": "Title: จี้ รบ.ไทย เร่งยกเลิกโทษประหารอย่างเป็นรูปธรรม \n Body: 9 ต.ค. 2557 สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) และองค์กรสมาชิกในประเทศไทย สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ออกแถลงการณ์ร่วม เนื่องในวันต่อต้านโทษประหารชีวิตโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ต.ค.ของทุกปี เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งยกเลิกโทษประหาร โดยมีมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งการให้สัตยาบันรับรองกฎบัตรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง และการบัญญัติกฎหมายในประเทศ\nรายละเอียดมีดังนี้\nแถลงการณ์ร่วมสหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (FIDH)และองค์กรสมาชิกในประเทศไทยสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)ประเทศไทย: ต้องปฏิบัติ ไม่ใช่แค่พูด เพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิต\nกรุงเทพฯ ปารีส 9 ตุลาคม 2557: รัฐบาลไทยต้องไม่ใช่แค่พูด แต่ต้องทำตามขั้นตอนอย่างรวดเร็วเพื่อยกเลิกโทษประหาร FIDH (International Federation for Human Rights) และองค์กรสมาชิกอย่างสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) กล่าวหนึ่งวันก่อนวันต่อต้านโทษประหารชีวิตโลกครั้งที่ 12 (10 ตุลาคม 2557)\nในวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 ในจดหมายถึงประธานสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ซึ่งจะพิจารณาการสมัครเข้าดำรงตำแหน่งสมาชิกของประเทศไทยในคณะมนตีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สำหรับวาระ 2558-2560 ตัวแทนประเทศไทยสัญญาที่จะ “ศึกษาความเป็นไปได้” ที่จะยกเลิกโทษประหาร  ในแผนแม่บทสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้กำหนดถึงความเป็นไปได้ที่จะยกเลิกโทษประหารเช่นกัน\n“ประเทศไทยจะต้องเร่งเปลี่ยนการแสดงพันธกิจที่จะยกเลิกโทษประหาร ให้เป็นมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งการให้สัตยาบันรับรองกฎบัตรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง และการบัญญัติกฎหมายในประเทศ ซึ่งจะทำให้การสังหารชีวิตด้วยคำสั่งของรัฐกลายเป็นเรื่องในอดีตไป” คาริม ลาฮิดจี (Karim Lahidji) ประธานของ FIDH กล่าว \nการเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองและสังคมในประเทศเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้เกิดเงื่อนไขที่บั่นทอนความพยายามยกเลิกโทษประหาร เดิมคาดว่าจะมีการเสนอแผนแม่บทสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อต้นปีนี้ แต่ในปัจจุบันไม่เป็นที่ชัดเจนว่ากระบวนการดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนใดภายหลังการทำรัฐประหารของทหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม\nนอกจากนั้น แทนที่จะเสนอให้ลดจำนวนฐานความผิดที่มีโทษประหาร ผู้กำหนดนโยบาย นักการเมืองและนักกิจกรรมกลับหันมาสนับสนุนการออกกฎหมายเพื่อเพิ่มประเภทความผิดที่มีโทษประหารมากขึ้น\nในวันที่ 19 กันยายน มีรายงานข่าวว่า ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเป็นรัฐบาลทหารเสนอร่างพระราชบัญญัติกำหนดโทษประหารสำหรับผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานปิดสนามบิน หรือสร้างความเสียหายต่ออาคารสถานที่ในสนามบินหรือเครื่องบินในท่าอากาศยาน กฎหมายดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาวาระแรกของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่แต่งตั้งโดยทหารไปแล้ว\nในวันที่ 14 กรกฎาคม มีรายงานข่าวว่านายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  และ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายปัจจุบันเพื่อกำหนดโทษประหารสำหรับความผิดฐานซื้อเสียง\nหลังเหตุการณ์ข่มขืนฆ่าเด็กผู้หญิงอายุ 13 ปีบนขบวนรถไฟที่เข้าสู่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม นักกิจกรรมและบุคคลสำคัญทางสังคมร่วมกันรณรงค์เรียกร้องให้ลงโทษประหารกับผู้ข่มขืน\n“การใช้อารมณ์เพื่อตอบโต้กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรืออาชญากรรมร้ายแรง เป็นอุปสรรคสำคัญของเส้นทางการยกเลิกโทษประหารในประเทศไทย” นายแดนทอง บรีน (Danthong Breen) ที่ปรึกษาอาวุโสของ สสส.กล่าว “ผู้กำหนดนโยบายต้องไม่ใช้โทษประหารเป็นทางออก การแก้แค้นไม่ทำให้เกิดประโยชน์ ไม่ช่วยในการป้องปราม และยังส่งเสริมวัฒนธรรมความรุนแรง”\nFIDH และ สสส.กระตุ้นให้รัฐบาลไทยประกาศข้อตกลงชั่วคราวอย่างเป็นทางการเพื่อยุติการใช้โทษประหาร และให้ลงนามและให้สัตยาบันต่อพิธีสารเลือกรับฉบับที่ 2 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) โดยมีเป้าหมายเพื่อยกเลิกโทษประหาร และให้ออกเสียงยอมรับมติซึ่งเรียกร้องให้มีข้อตกลงชั่วคราวระดับโลกเพื่อยุติการประหารชีวิตในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สมัยที่ 69 ในเดือนธันวาคม\nจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม มีนักโทษในแดนประหารของไทยอยู่ 623 คน (ชาย 572 คนและหญิง 51 คน) 40% ของผู้ชายและ 82% ของผู้หญิงที่ต้องโทษประหาร เกิดจากความผิดด้านยาเสพติด\nประเทศไทยไม่มีการประหารชีวิตบุคคลนับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2552 ซึ่งมีการประหารชีวิตนายบัณฑิต เจริญวานิช อายุ 45 ปี และนายจิรวัฒน์ พุ่มพฤกษ์ อายุ 52 ปี ด้วยการฉีดยา โดยมีการแจ้งล่วงหน้าเพียงหนึ่งชั่วโมงที่เรือนจำบางขวาง ตอนเหนือของกรุงเทพฯ ทั้งคู่ถูกศาลตัดสินลงโทษในข้อหาค้ายาเสพติดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544\nFIDH เป็นสมาชิกของพันธมิตรโลกเพื่อต่อต้านโทษประหาร (World Coalition Against the Death Penalty) \n What is the sentiment in the text for the genre: ict", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-4484066d645146ae816f36c59e6ebae6", "input": "Title: 'จำลอง ศรีเมือง' ระบุจะแถลงข่าวร่วมกับ 'สนธิ ลิ้มทองกุล' จันทร์นี้ \n Body: จำลอง ศรีเมืองปราศรัยกับผู้ชุมนุม 'กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ' ให้รอดูการแถลงท่าทีของแกนนำพันธมิตรฯ จันทร์นี้ และใครที่เคยบอกว่าถ้าลุงสนธิ ลุงจำลองมาจะมาร่วม ก็ขอให้ทำตามนั้น ด้าน 'สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์' ระบุจะเคลื่อนกดดันให้นายกรัฐมนตรี-ประธานสภา-ประธานวุฒิสภาลาออก แต่ไม่ขอแจ้งรายละเอียด\n\nพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (แฟ้มภาพ/วิกิพีเดีย)\n10 พ.ย. 2556 - เมื่อเวลา 18.00 น. วันนี้ เอเอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ [1] รายงานว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นกล่าวบนเวทีปราศรัยของกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) กับกลุ่มผู้ชุมนุมประกอบด้วย แนวร่วม กปท. และกองทัพธรรมมูลนิธิ สันติอโศก และเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย  (คปท.) กว่า 1,000 คนบริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนินนอก (ชมคลิป) [2] ว่า ในวันที่ 11 พ.ย. เวลา 10.30 น. ตนพร้อม นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรฯ คนสำคัญจะแถลงท่าทีครั้งใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บ้านพระอาทิตย์ จึงขอให้พี่น้องประชาชนที่รอการออกมาร่วมชุมนุมของตนและนายสนธิเตรียมออกมาชุมนุมตั้งแต่เช้าวันที่ 11 พ.ย.เป็นต้นไป\nทั้งนี้ในคลิปการปราศรัยของ พล.ต.จำลอง มีการนำผู้ชุมนุมร้องเพลงด้วยว่า \"เหนื่อยเราก็ไม่เหนื่อย เมื่อยเราก็ไม่เมื่อย เราไล่ไปเรื่อยๆ เราไม่เมื่อย เราไม่เหนื่อย\"\n\"บางคนบอกว่าเมื่อไหร่ลุงจำลองจะออกมาสักทีหนึ่ง พรุ่งนี้เลยดีไหม บอกไปครับใครที่พูดปากหวานนักหนาว่าที่ยังไม่ออก เพราะลุงจำลอง ลุงสนธิไม่ยอมออก บอกเขาไปเลยว่ามาได้แล้วตั้งแต่วันพรุ่งนี้ บอกพี่น้องเราที่เป็นคนปากหวานที่ไม่ออกมาเต็มที่ บอกเขาเลยว่าแกพูดอย่างไรต้องทำอย่างนั้นนะ เพราะลุงพรุ่งนี้จะออกมาแล้ว ขอกระซิบกันเบาๆ อย่าบอกใครเขา เดี๋ยวเขาตกใจกันหมด พรุ่งนี้เวลา 10.30 น. ลุงสนธิ และลุงจำลองจะให้สัมภาษณ์แถลงการณ์ใหญ่โตที่บ้านพระอาทิตย์พรุ่งนี้ 10.30 น.\"\nขณะที่ พล.ท.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ ปราศรัยด้วยว่าพรุ่งนี้จะถือเป็นวันดีเดย์ของกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.)\nด้านนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ประธานเครือข่ายประชาชน 77 จังหวัด กล่าวว่า ในวันที่ 11 พ.ย. กองทัพธรรม ร่วมกับ กปท.และเครือข่ายประชาชน 77 จังหวัด จะเคลื่อนขบวนไล่รัฐบาล กดดันนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา และประธานวุฒิสภาลาออกจากตำแหน่ง แต่ยังไม่ขอแจ้งสถานที่\nทั้งนี้ ในเวลา 09.00น. วันที่ 11 พ.ย. อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งหมด มีกำหนดจะนัดหารือทิศทางและแนวทางการเคลื่อนไหวทางการเมือง บนห้องประชุม ชั้น 2 บ้านพระอาทิตย์ จากนั้นเวลา 10.30น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง จะแถลงท่าทีต่อสถานการณ์บ้านเมือง \n What is the sentiment in the text for the genre: national_security", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-31c61b7e5f39482583e03282fbc95059", "input": "Title: โลกทั้งผองพี่น้องกัน (ออกอากาศ 10 -11 กันยายน 2548) \n Body: คลื่นความคิด\n\nโดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ และทีมงาน\n\nออกอากาศ  วันเสาร์  9.00 - 10.00 น. / วันอาทิตย์  8.30 - 10.00 น.\n\nออกอากาศซ้ำ (re-run)  คืนวันเสาร์ - อาทิตย์ 02.45 น. โดยประมาณ\n\nทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 เมกะเฮิร์ตซ์ (101 INN NEWS CHANNEL)\n\n \n\n(คลื่นความคิดเป็นรายการสนทนาเชิงวิเคราะห์ในหลากหลายเรื่องราว ตั้งแต่ปรัชญา  แนวคิด  เศรษฐกิจ  การเมือง สังคม   ค่านิยม   ธรรมชาติ   ศาสนา   ศิลปวัฒนธรรม   ฯลฯ  ไปจนถึงปรากฏการณ์ในประเด็นต่างๆ ในมิติของประวัติศาสตร์ ปัจจุบันและอนาคต)\n\n \n\n \n\nโลกทั้งผองพี่น้องกัน\n\n(ออกอากาศ 10 -11  กันยายน  2548)\n\n \n\n\"หม้อทุกใบล้วนแต่เผาแบบเดียวกัน ในเตาเดียวกัน แต่หม้อแต่ละใบมิได้เหมือนกัน เพราะบางใบดูดซับเนื้อสีดีกว่าใบอื่นๆ และความงามของสีย่อมผิดแผกกันไป\"\n\nสุภาษิตเผ่ามองโกในคองโก\n\n \n\nราวสองสัปดาห์ที่แล้วพายุเฮริเคนแคทารีนาโผล่เข้าไปในอ่าวเม็กซิโก กวาดเข้าไปในเมืองต่างๆ ทางแถบตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา แทบไม่น่าเชื่อว่าจะกลายเป็นเรื่องเป็นราว กลายเป็นการเมืองภายในของอเมริกาไปแล้ว ทั้งๆ ที่รู้กันก่อนล่วงหน้า และทั้งๆ ที่อเมริกานั้นมีเทคโนโลยีก้าวหน้าจนแทบเรียกได้ว่าไม่ครณากับภัยธรรมชาติสักเท่าไหร่ เคยคิดถึงขั้นยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ใส่อุกกาบาตที่กำลังจะพุ่งชนโลกให้สิ้นฤทธิ์กันง่ายๆ หรือคิดจะใช้ดาวเทียม ยานอวกาศไปเบนทิศทางของดาวเคราะห์น้อยให้พ้นไปจากวงโคจรของโลกกันมาแล้ว แต่ก็แปลก เจอแค่เฮอริเคนที่มีความเร็วลมที่ศูนย์กลางประมาณ 200 กว่ากิโลเมตรต่อชั่วโมง พอๆ กับลูกเสิร์ฟของนักเทนนิสยูเอส โอเพนที่กำลังแข่งกันอยู่ในขณะนี้  แวบ! เดียว อะไรต่อมิอะไรถึงกับพังพินาศวอดวาย หนักหนาสาหัสกันทั้งประเทศเลยก็ว่าได้\n\nความเสียหายที่คิดเป็นตัวเงิน ว่ากันว่าเป็นระดับล้านล้านบาท หรือ 35,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ  แต่สิ่งที่น่าจะเสียหายยิ่งกว่านั้นที่คิดออกมาเป็นเงินๆ ทองๆ ไม่ได้ก็คือ ชีวิตของผู้คน มากน้อยอย่างไรก็คือชีวิต ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปตามธรรมชาติ เป็นโศกนาฏกรรมที่ต้องยอมรับสภาพกันไป อย่างที่บ้านเราเคยเจอสึนามิ ก็ยังคงโศกเศร้ายังทำใจกันลำบากมาจนทุกวันนี้ แต่ที่บ้านเรานั้น คงต้องถือว่าดีกว่า  อาจจะเพราะนิสัยใจคอ ความรู้สึกที่คนคนมีต่อกัน ยังทำให้เกิดมุมมองที่ดีๆ อยู่บ้าง คือความมีน้ำใจ    การไม่ถือเขาถือเรา     พยายามช่วยเหลือเกื้อกูลกัน   โดยไม่มีการพูดถึงเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ ภาษา  แต่สำหรับอเมริกา ถึงจะก้าวหน้าทันสมัยทางวัตถุกว่าบ้านเราไม่รู้กี่เท่า  ต้องเรียกว่าอะไรต่อมิอะไรแทบจะไม่เหลือมุมมองที่ดีไว้ให้มองกันเลย \n\nที่เป็นแบบนี้ก็เพราะ หลังจากพายุพัดผ่านไปแล้ว ภาพที่ปรากฏให้เห็นเมืองนิวออร์ลีนส์  เมืองเอกของรัฐหลุยเซียนา ที่ถือกันว่าเป็น \"มหานครแห่งดนตรีแจ๊ซ\" เป็นต้นรากแห่งศิลปะของชนผิวดำในอเมริกา มีประชากรผิวสีอาศัยอยู่มากและส่วนใหญ่ยากจน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความจนจึงถูกมองว่าไม่สำคัญนัก หรือจะเป็นปัญหาสีผิว ที่คาราคาซังอยู่ในสังคมอเมริกันมานับร้อยๆ ปีแล้วก็ยังไม่จบจนถึงวันนี้ จึงทำให้เกิดการทิ้งๆ ขว้างๆ คนจำนวนนับเป็นหมื่นๆ แสนๆ ให้อดๆ อยากๆ ไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ ไม่มียารักษาโรค ติดแหงกอยู่ในเมืองนานถึง 5 วัน จนเกิดการปล้นสะดม ข่มขืน ยิงทิ้ง ฆ่ากันเอง กลายเป็นโศกนาฏกรรมซ้อน หนักหนายิ่งขึ้นไปอีก\n\nภาพในแบบที่ว่ามานี้   ทำให้มีการหยิบปัญหาสีผิว   เผ่าพันธุ์   เชื้อชาติมาพูดกันอีกครั้ง           บาทหลวง \n\n\"เจฟเฟอร์สัน พาริช\"  ซึ่งเป็นคนผิวดำ ถึงกับบอกโทรทัศน์เอ็นบีซี.ว่า \"คนผิวดำในอเมริกาได้ถูกทอดทิ้งโดยประเทศของเราเอง\"  นักร้องเพลงแร็พผิวดำอีกราชื่อ นาย \"เคเนีย เวสจ์\" ถึงกับหลุดปากกลางจอทีวีระหว่างงานระดมทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติคราวนี้กันตรงๆ เลยว่า…สังคมอเมริกันนั้น ไม่ใส่ใจชีวิตพวกผิวสีเท่าไหร่ หรอก    แม้กระทั่งสื่อมวลชนอเมริกันเองก็เถอะ พยายามประโคมข่าวในระหว่างที่เกิดความวุ่นวายจลาจลในเมือง\n\nนิวออร์ลีนส์ ว่ามีต้นเหตุมาจากพวกผิวดำกันอีกต่างหาก แล้วก็บอกต่อว่า \"คุณรู้หรือเปล่าว่าทำไมพวกเราต้องใช้เวลาถึง 5 วันก่อนที่ความช่วยเหลือจะมาถึง ก็เพราะคนส่วนใหญ่ในเมืองนิวออร์ลีนส์เป็นคนผิวดำน่ะสิ\"\n\nไปๆ มาๆ กลายเป็นว่า \"ปมระหว่างเชื้อชาติ สีผิว เผ่าพันธุ์\"  ที่เรื้อรังในสังคมอเมริกันมาตลอด เคยสู้กันแรงๆ จังๆ กันเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว  ราวช่วงทศวรรษที่ 1960 ที่ในมลรัฐต่างๆ มีการลอบสังหารผู้นำการเคลื่อนไหวผิวดำเป็นจำนวนมาก มาในช่วงหลังๆ นี้ ดูเหมือนจะ \"สมานฉันท์\" กันได้พอสมควร แต่พอเกิดเหตุการณ์ที่นิวออร์ลีนส์  ปมความขัดแย้งที่ว่านี้ก็โผล่ขึ้นมาอีก\n\nแต่เราจะไม่ไปหยิบเอาเฉพาะเรื่องของเหตุการณ์เฮอริเคนแคทารีนา หรือเหตุการณ์การเหยียดผิวในสังคมอมริกันมาแลกเปลี่ยนกันโดยเฉพาะเท่านั้น  เพราะว่าจริงๆ แล้วเรื่องของการเหยียดผิว เหยียดเผ่าพันธุ์นั้น มีอยู่ในแทบทุกชาติ ทุกภาษา ทุกสีผิว แม้แต่ผิวสีเดียวกัน แต่ต่างกันแค่ความเชื่อ วัฒนธรรม หรือต่างกันเพียงชาติกำเนิด ก็มักกลายเป็นสิ่งที่ถูกนำมาแบ่งแยกเหยียดหยามกันเสมอๆ บางครั้งบางคราวมันดูเหมือนจะ \"สมานฉันท์\" กันได้ในบางช่วงบางระยะ แต่พอเกิดเหตุการณ์บางอย่างตึงตังโครมครามขึ้นมาในแต่ละสังคม สิ่งที่เคยพยายามสมานฉันท์ เคยพยายามปกปิดกลบเกลื่อนเรื่องทำนองนี้เอาไว้ ก็มักจะโผล่ออกมาให้เห็น กลายเป็นการแยกเผ่า แยกพันธุ์ แยกสีผิวกันมาโดยตลอด\n\nสัปดาห์นี้ จึงขอชวนคุยกันในเรื่องนี้อย่างเป็นระบบดูสักครั้ง ว่าเป็นเพราะอะไร ทำไม หรืออย่างไร ถึงทำให้คนที่เป็นมนุษย์ที่มีเลือดมีเนื้อเหมือนๆ กัน จึงได้เกิดความรู้สึกเหยียดผิว-ชังพันธุ์ เกิดการแบ่งแยกว่าเป็นเขาเป็นเรากันขึ้นมาได้\n\n \n\nพระเจ้าสรรสร้าง…ปากของพรหม…และเซลล์โปรคาริโอต\n\nเริ่มแรก ลองไปขุดรากเหง้า ความคิดความเชื่อต่างๆ ของมนุษย์ดูว่าเพราะอะไร มนุษย์จึงมองมนุษย์ด้วยกันไม่เป็นมนุษย์ หรือมองเป็นสิ่งที่ต่ำกว่าตัวเอง มองแบบเหยียดผิว เหยียดเผ่าพันธุ์กันได้ง่ายๆ ซึ่งเรื่องของความคิด-ความเชื่อที่อาจถือได้ว่ามีอิทธิพล มีบทบาทต่อความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ อาจพอแยกออกเป็น 2 แนวใหญ่ๆ  แนวแรกคือ ความคิด-ความเชื่อที่เกิดจากศาสนา ซึ่งมีอิทธิพลทางความคิดของมนุษย์มาตั้งแต่เริ่มแรก ตั้งแต่อดีตโบราณจนมาถึงทุกวันนี้  แนวที่สองคือ วิทยาศาสตร์ ที่ต้องยอมรับว่ามีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของคนยุคใหม่มากขึ้นๆ จนอาจกล่าวได้ว่ามากกว่าศาสนาด้วยซ้ำ\n\nในแนวทางแรก เมื่อลองตรวจสอบดูก็พอจะพูดได้ว่า สำหรับศาสนานั้น ไม่ว่าจะเป็นแบบที่มีพระเจ้าหรือ \"เทวนิยม\" หรือที่ไม่มีพระเจ้าหรือมีรูปร่างหน้าตาไม่ชัดเจนนัก อย่างที่เรียกว่า \"อเทวนิยม\"   ล้วนแล้วแต่ไม่มีสิ่งใดส่อไปในทางที่ต้องการให้มนุษย์มองมนุษย์ด้วยกันเองเป็นคนละเผ่า คนละพวก เป็นสิ่งมีชีวิตคนละชนิด   หรือต้องการให้เกิดความรู้สึกแบ่งแยก แตกต่างระหว่างมนุษย์ด้วยกันแม้แต่น้อย\n\nลองพิจารณา ศาสนาที่เชื่อว่ามีพระเจ้าหรือมีเทพเจ้า เช่น ศาสนายิว ที่ถือว่าเป็นต้นกำเนิดหรือที่มาของศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม อย่างที่รู้ๆ กันพอสมควรแล้วว่า พระเจ้าซึ่งเป็นพระผู้สร้างสรรพสิ่งต่างๆ นั้น สร้างมนุษย์ขึ้นมาคนเดียว ไม่ได้สร้างเป็นเผ่าพันธุ์ สีผิวใดๆ เลย  คือสร้างอาดัม จากนั้นก็นำกระดูกซี่โครงของอาดัมมาทำเป็นเอวา ทั้งสองรายถูกถือว่าเป็นบรรพบุรุษ เป็นต้นตระกูลของมนุษย์ทุกชาติพันธุ์ ทุกสีผิว ทุกภาษา  หรือต่างก็เป็นพี่น้องท้องเดียวกันมา เป็นลูกหลานของอาดัมและเอวาด้วยกันทั้งสิ้น \n\nศาสนาอียิปต์โบราณก็คล้ายกัน เทพเจ้าชื่อ \"ปทาห์\" ใช้ดินเหนียวสีแดงที่มีอยู่มากมายในยุคนั้นปั้นเป็นมนุษย์คนแรก ให้เป็นต้นกำเนิดมนุษย์ที่เป็นพี่น้องท้องเดียวกันหมด    ในแถบเมโสโปเตเมีย  หลังจากที่เทพเจ้าชื่อ\n\n\"มาร์ดุค\" เอาชนะมังกรแห่งความมืดและความไร้ระเบียบได้เรียบร้อยแล้ว ก็สร้างท้องฟ้า สร้างดวงดาว สร้างโลก ก็ไม่ได้เนรมิตมนุษย์ให้แตกต่างเป็นเผ่าโน้นเผ่านี้ แต่ใช้โคลนมาผสมกับเลือดของตัวท่านเองแล้วปั้นเป็นมนุษย์คนแรก เช่นเดียวกับพระเจ้าของพวกโพลินีเชียน ในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เป็นบรรพบุรุษของชาวเอเชีย พวกเขาเชื่อกันว่า  \"เทพเจ้าแทนกาเลา\"    ได้นำเลือดมาผสมกับดินเหนียว   แล้วปั้นเป็นมนุษย์สองคนแรก   ผู้ชายชื่อว่า \n\n\"ติกิ\" ผู้หญิงชื่อว่า \"มา-ริโก-ริโก\" แล้วก็กลายเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ทั้งหลายทั้งมวลในโลกนี้\n\nส่วนศาสนาที่ไม่ค่อยออกไปในทางเทพเจ้าอย่างศาสนาอารยันเดิม ก่อนที่จะวิวัฒนาการมาเป็นศาสนาฮินดู ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นต้นรากของศาสนาพุทธ ได้กล่าวถึงบางสิ่งบางอย่างที่อาจจะไม่ได้มีลักษณะเป็นตัวตนชัดเจนอย่างเทพเจ้า แต่เรียกว่า \"เจตจำนงแห่งจักรวาล\" ที่มีสภาพในแบบที่เรียกว่า \"พลังแห่งกรรมที่แฝงอยู่ในอาตมัน\" ที่เป็นผู้ทำให้สิ่งต่างๆ ที่เวิ้งว้างว่างเปล่าไร้ขอบเขต ค่อยๆ เคลื่อนที่จนเกิด \"อณูแห่งลม\" หมุนวนไปมา จนเริ่มกลั่นตัวปรากฏเป็น \"อณูแห่งน้ำ\" แล้วหมุนวนต่อไปจนเกิด \"อณูแห่งดิน\" และ\"อณูแห่งไฟ\" ตามลำดับ จนสุดท้ายการหมุนวนไปวนมาของอณูต่างๆ ก็ทำให้เกิด \"ฟองไข่แห่งโลก\" หรือที่เรียกว่า \"พรหม\" อันเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง แต่มีชีวิต มีปัญญาญาณ มีความกล้าหาญและมีอิสระ  แล้วพรหมที่ว่านี้ก็ได้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างออกมาจาก \"ปากของพรหม\" เพราะฉะนั้นมนุษย์แต่ละรายล้วนมีที่มาจากพรหมด้วยกันทั้งสิ้น หรือไม่มีอะไรที่แตกต่างกันเลยตั้งแต่ต้นราก\n\nเมื่อหันไปพิจารณาแนวคิด-ความเชื่อที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าไม่เชื่อทั้งเทพเจ้าและอะไรก็แล้วแต่ที่แม้จะไม่ใช่พระเจ้า หากไม่สามารถอธิบายตามกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ได้ ก็จะไม่เชื่อ ถึงแม้ว่าพวกวิทยาศาสตร์จะไม่เชื่ออะไรในแบบศาสนาเลยก็ตาม  แต่เมื่อต้องพูดถึงการก่อเกิด \"ชีวิต\"ขึ้นมาบนโลก ไม่ว่าจะเป็นพืช เป็นสัตว์ เป็นมนุษย์สีผิวอะไรก็แล้วแต่ พวกเขากลับเชื่อว่าเกิดมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน หรือต่างก็เคยมีบรรพบุรุษเดียวกันทั้งสิ้น เพียงแต่อาจจะเรียกชื่อบรรพบุรุษชนิดแรกๆ กันให้น่าปวดหัวสักหน่อย เช่น เริ่มต้นตั้งแต่เซลล์ชนิดหนึ่งที่เรียกกันในภาษาวิทยาศาสตร์ว่า \"เซลล์โปรคาริโอต\" ก่อนที่จะกลายมาเป็น\"เซลล์ยูคาริโอต\" แล้วค่อยๆ กลายมาเป็นหนอน เป็นแมงกะพรุน เป็นปลาหมึก เป็นปลากระดูกแข็ง เป็นกบ จระเข้ คางคก ไปจนถึงช้าง เสือ แมว ลิง แล้วก็แค่ลิงตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้นที่กลายมาเป็นต้นตระกูลของมนุษย์ทั้งหลาย ทุกชาติ ทุกภาษา ทุกเผ่าพันธุ์ กันในท้ายที่สุด\n\n \n\nศรีธนญชัยฝรั่ง..ตีความพระคัมภีร์\n\nคนผิวดำคือเหยื่อ\n\nเพราะฉะนั้นหากจะว่ากันถึงต้นรากของความเชื่อแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อทางศาสนาหรือความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ ก็ต้องเรียกว่าแทบไม่มีอะไรส่อให้เห็นถึงจุดที่สามารถนำมาอ้างเป็นเหตุผลในการเหยียดผิว  แบ่งแยกเผ่าพันธุ์ เป็นเรา เป็นเขา เป็นมันกันได้เลย แต่ก็อย่างว่า สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นภายหลังก็เพราะมนุษย์ด้วยกันเองนี่แหละ ที่เริ่ม \"ตีความ\" ความเชื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อทางศาสนาหรือทางวิทยาศาสตร์ จนเกิดการแยกผิว แยกเผ่าพันธุ์ แยกชาติกันในเวลาต่อมาจนได้ เหตุผลก็เพื่อผลประโยชน์ที่ทำให้เกิดความชอบธรรมในการที่จะเหยียดมนุษย์ด้วยกันเองให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่ำต้อยกว่าเผ่าพันธุ์ของตน จนต้องกลายเป็นทาส เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีมันสมองด้อยกว่า มียีนที่ด้อยกว่า หรือเป็นเผ่าพันธุ์ที่ไร้ประโยชน์ สามารถที่จะกดขี่ ทารุณ หรือฆ่าทิ้งไปเลยก็ได้ ถือว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดปกติธรรมดามากนัก ในบางยุคบางสมัย ไม่ใช่ปล่อยให้อดข้าวอดน้ำอยู่ 4-5 วันเท่านั้น กระทั่งใช้มนุษย์เป็นเป้ายิงเพื่อทดสอบความแม่นยำ หรือชำแหละเนื้อมนุษย์ให้สุนัขกินเพราะรู้สึกว่าไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นสิ่งเดียวกับสัตว์…ก็เคยมีมาแล้วในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ\n\nอะไรที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความเชื่อ เปลี่ยนแปลงความรู้สึกระหว่างมนุษย์ด้วยกันได้ถึงขนาดนี้!\n\nต้องเริ่มกันที่พวกฝรั่งตะวันตก ที่ค่อนข้างเหยียดผิว เหยียดเผ่าพันธุ์ใครต่อใครแรงมาก และยังเหยียดกันอยู่ไม่เลิกในหลายประเทศ เมื่อมองย้อนหลังไปในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นช่วงที่ฝรั่งกำลังเจริญรุ่งเรือง เดินทางออกจากทวีปยุโรปไปยึดบ้านยึดเมืองใครต่อใครเอามาเป็นอาณานิคมกันทั้งโลกนั้น ตอนนั้นว่าไปแล้วก็มีศาสนาและยึดมั่นกับศาสนาอยู่ไม่น้อย และเป็นศาสนาคริสต์ที่พระศาสดาคือพระเยซูทรงต่อต้าน หรือเรียกว่าทรงปฏิวัติศาสนายิวที่พยายามแบ่งพรรคแบ่งพวก แบ่งมนุษย์ออกเป็นฝ่ายที่มีพันธะสัญญากับพระเจ้า หรือฝ่ายที่เป็นยิว กับใครก็ตามที่ไม่ได้เป็นยิวก็จะคือพวกที่ไม่มีพันธะสัญญากับพระเจ้า แต่มาถึงยุคพระเยซูท่านไม่เอาเลย จะเป็นชาติยิวหรือชาติไหนๆ ก็แล้วแต่  หรือกระทั่งจะเป็นคนที่ถูกเรียกว่าคนบาป พวกคนเก็บภาษี โสเภณี คนทุกข์ยาก ที่ไม่มีโอกาสไปทำบุญหรือไปเข้าโบสถ์ วิหาร แต่ถ้าหากมีความเคารพศรัทธาในพระเจ้า ท่านถือว่าเป็นคนที่มีพันธะสัญญากับพระเจ้าทั่วกันทั้งหมด เรียกว่าไม่มีชาติยิว ไม่มีชาติอื่น มนุษย์ทุกคนเป็นลูกพระเจ้าอย่างทั่วถึงกันหมด\n\nหลังจากพระเยซูสิ้นพระชนม์ อัครสาวกในรุ่นต่อๆ มา ได้สืบทอดความคิดความเชื่อที่พระองค์ทรงบัญญัติสั่งสอน ตัวอย่างเช่นในพระคัมภีร์ไบเบิล ในบทที่เรียกว่า \"หนังสือที่มีไปถึงคนฮิบรู\" ได้บอกไว้ว่า \"เมื่อพระองค์ (หรือพระเจ้า) ตรัสถึงพันธะสัญญาใหม่ พระองค์ถือว่าพันธะสัญญาเดิม (หรือพันธะสัญญาเก่า) นั้นได้พ้นสมัยไปแล้ว สิ่งที่พ้นสมัยและเก่าไปแล้ว ก็จะเสื่อมสูญไป\" หรือพูดง่ายๆ ว่า อย่าไปยึดถืออะไรที่เป็นตัวแบ่งแยกความเป็นชนชาติให้แตกต่างกันไปในแบบยุคเก่าๆ ที่พวกยิวเคยยึดมั่นถือมั่น\n\nกลับมาที่ฝรั่งนักล่าอาณานิคม ยึดบ้านยึดเมืองคนอื่นเขา ออกปล้นสะดมทรัพย์สมบัติของใครต่อใคร กวาดคนผิวดำแทบจะทั้งทวีปแอฟริกามาขายเป็นทาส จนเกิดกิจการค้ามนุษย์กันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทำกำไรให้มั่งคั่งมหาศาล โดยเฉพาะในหมู่ชาวดัทช์ (ฮอลันดา) และชาวฝรั่งเศส ถึงกับมีโชว์รูมค้าทาสแถบเมืองมาดากัสการ์ เมืองโมแซมบิก ปัญหาก็คือ เมื่อตัวเองอ้างว่าเป็นเป็นคนที่ยึดมั่นกับศาสนา หรือปากยังคาบคัมภีร์อยู่ แล้วจะทำอย่างไรดีกับการค้าทาส การมองมนุษย์ด้วยกันเองเป็นสินค้า เป็นสัตว์ที่สามารถซื้อๆ ขายๆ ได้ ไปๆ มาๆ แล้วจะเห็นได้ว่าพวกฝรั่งนี่ไม่เบาทีเดียว คือมีศรีธนญชัยฝรั่ง รวมกระทั่งพระในศาสนาคริสต์เองด้วยซ้ำไปตีความพระคัมภีร์ไบเบิลให้เข้าข้างตัวเองจนได้ คือไปพลิกคัมภีร์พันธะสัญญาเก่าตั้งแต่ยุค \"โนอาห์\" ที่มีเรื่องราวว่าเป็นคนที่รอดจากน้ำท่วมโลก โนอาห์มีลูกชายสามคน วันหนึ่งเผอิญท่านดื่มเหล้าองุ่นมากไปหน่อย ก็เลยนอนเปลือยอยู่ในกระโจม ลูกชายคนกลางที่ชื่อ  \"ฮาม\" เห็นเข้า แทนที่จะหาอะไรมาปกปิดร่างกายของพ่อไม่ให้น่าอาย กลับไปบอกพี่น้องอีกสองคนคือ \"เชม\" กับ \"ยาเฟท\" ว่าพ่อนอนเปลือยอยู่ในกระโจม จนคนทั้งสองต้องเดินถอยหลังหาเสื้อผ้าไปปิดบังร่างกายให้พ่อ  เมื่อโนอาห์ตื่นขึ้นมาทราบเรื่องก็คงรู้สึกอาย  ก็เลยแช่งฮามว่า \"คานาอัน (หมายถึงฮาม) จงถูกแช่ง ให้เป็นทาสแสนเลวของพี่น้อง ขอพระเจ้าของข้าพระองค์จงอวยพระพรแก่เชม แก่ยาเฟท และให้ฮามหรือคานาอัน เป็นทาสของเขาเถิด\"\n\nเมื่อหยิบเอานิยายยุคน้ำท่วมโลกมาตีความกันอย่างนี้ก็เรียบร้อยโรงเรียนฝรั่ง ต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้สึกผิด รู้สึกบาปอะไรเลย เพราะถือว่าบรรดาทาสผิวดำทั้งหลายนั้นคือเชื้อสายของฮาม ของคานาอัน ที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ในแอฟริกาตรงกับที่พระคัมภีร์บอกไว้เสียด้วย การทารุณโหดร้ายต่อทาสผิวดำจึงเลวร้ายสาหัสสากรรจ์มาโดยตลอด อย่างในมลรัฐเวอร์จิเนียของสหรัฐฯ ซึ่งต้องใช้แรงงานทาสผิวดำทำไร่ฝ้าย ทำไร่ยาสูบเป็นจำนวนมาก ได้ออกกฎหมายบังคับใช้ว่า คนผิวดำนั้น เป็นคนที่มีสถานะต่ำต้อยกว่าคนผิวขาวในแบบที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์แล้วก็ตาม หรือแม้นว่าจะเป็นลูกนอกสมรสที่คนผิวขาวไปทำให้คนผิวดำท้อง เด็กที่เกิดมาก็ยังต้องต้อยต่ำไปโดยตลอด คนผิวดำมีมีสิทธิใดๆ แม้กระทั่งสิทธิความเป็นมนุษย์ก็ไม่มี คนผิวขาวสามารถเฆี่ยนตี  ฆ่า ซื้อขายได้ หรือจะทำอะไรก็ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ถึงจะมีการเลิกทาสในสมัยประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น แล้วก็ตาม แต่ความรู้สึกทำนองนี้ที่ปฏิบัติกันมาจนเคยชิน เป็นร้อยๆ ปีมันได้ฝังรากอยู่ในความคิดของคนผิวขาวเสมอว่าคนดำนั้นต่ำกว่าตัวเอง เป็นคนที่เกิดมาเพื่อเป็นทาส เพราะกระทั่งพระคัมภีร์ยังยืนยันไว้  กลายเป็นความเชื่อกันไปถึงขั้นนั้น\n\n \n\nจากทฤษฎีวิวัฒนาการถึงระบบวรรณะ\n\nความเหนือกว่าของชาติพันธุ์และชนชั้น\n\nไม่ใช่แค่การกดขี่ ทารุณ เหยียดเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยกันโดยอ้างศาสนาหรือนำมาตีความผิดๆ เท่านั้น พวกที่ทันสมัย หรือไม่ได้เคร่งศาสนาเท่าไหร่ แต่หันไปเชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่าก็ไม่ต่างกัน ที่สำคัญคือ มองมนุษย์แทบทุกรายที่ไม่ใช่ฝรั่งว่าเป็นพวกที่สามารถกดขี่ ทำทารุณกรรมอย่างไรก็ได้  เพราะมีหลักการทางวิทยาศาสตร์รองรับให้ทำได้ และฝรั่งอังกฤษคือพวกที่มีบทบาทโดดเด่นในการอ้างหลักการที่ว่ามาเหยียดเผ่าพันธุ์มนุษย์\n\nอันที่จริง ในยุคที่มีการค้าทาสในโมแซมบิก ในมาดากัสการ์ จนแอฟริกากลายเป็นศูนย์กลางการค้าทาสของโลกนั้น ดูเหมือนพวกอังกฤษหลายรายจะไม่เห็นด้วย ขนาดเคยมีกฎหมายต่อต้านการค้าทาสและนำเรือรบไปปิดเส้นทางการค้าทาสในแอฟริกากันเลยทีเดียว แต่ก็น่าแปลกที่เมื่ออังกฤษมีปัญหากับคนที่ไม่ใช่ทาสผิวดำแต่เป็นชนพื้นเมืองอย่างชาวอะบอริจินในออสเตรเลีย ชาวเมารีในนิวซีแลนด์ พฤติกรรมกลับหนักหนากว่าที่พวกอเมริกา ฝรั่งเศส ดัทช์ ฯลฯ ทำกับทาสผิวดำหลายเท่า เช่น ในยุคที่อังกฤษเนรเทศนักโทษไปไว้ที่ออสเตรเลีย ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1788 นั้น เดิมทีคงเห็นว่าออสเตรเลียที่ยุคนั้นต้องเรียกว่าอยู่ไกลสุดขอบโลก เป็นแผ่นดินที่แห้งแล้ง กันดาร  แต่พอเกิดธุรกิจ เกิดผลประโยชน์ต่างๆ ขึ้น เช่น การล่าแมวน้ำ ทำปศุสัตว์ ค้าขนแกะ ส่งกลับไปขายที่อังกฤษทำเงินได้ปีละเป็นล้านๆ ปอนด์ ก็เริ่มทำการรุกรานเพื่อแย่งชิงที่ดินของชาวพื้นเมือง เมื่อถูกแย่งที่ดิน ถูกบังคับให้ต้องทำอะไรต่อมิอะไรตามที่พวกอังกฤษต้องการ ชาวอะบอริจินย่อมไม่พอใจ จึงแสดงอาการต่อต้านออกมาบ้าง  อังกฤษก็เลยได้ทีประกาศกฎอัยการศึกเพื่อใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานปราบปรามพวกคนพื้นเมืองจนเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า \"สงครามมืด\"หรือ \"black war\" กฎอัยการศึกที่ว่านี้ต้องบอกว่าโหดกว่าพรก.ฉุกเฉินฯหลายร้อยเท่า คือจะมอบอำนาจให้ใครก็ได้ที่เป็น \"ประชาชนผิวขาว\" ให้สามารถ \"ฆ่าทิ้ง\" คนพื้นเมืองได้ทุกรายทันทีที่พบเห็น และมีการตั้งค่าหัวให้คนผิวขาวรายใดก็แล้วแต่ที่สามารถจับชาวอะบอริจินเป็นๆ ได้ ในราคา 5ปอนด์สำหรับผู้ใหญ่ และ 2 ปอนด์สำหรับเด็กๆ\n\nนักประวัติศาสตร์ที่รวบรวมการกระทำของชาวอังกฤษในยุคนั้น มีบันทึกเป็นหลักฐานไว้มากมาย  เช่น \"จาเร็ด ไดมอนด์\" ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัย UCLA และนักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์ได้ค้นคว้าในเรื่องนี้และเขียนบรรยายถึงการกระทำของสุภาพบุรุษและ ผู้ดีอังกฤษในยุคนั้นว่า…\n\n\"กลวิธีของชาวอังกฤษในการฆ่าชาวอะบอริจินในเกาะทัสมาเนียนั้น ป่าเถื่อนอย่างผิดมนุษย์ มีตั้งแต่ขี่ม้าไล่ยิง ใช้กับดักสัตว์วางไว้ในป่า ใส่ยาพิษในอาหารแล้วนำไปวางล่อ ถ้าจับตัวได้เป็นๆ พวกผู้ชายจะถูกตัดอวัยวะเพศแล้วปล่อยให้วิ่งไปตายด้วยความเจ็บปวด ส่วนผู้หญิงก็จับมาข่มขืนแล้วทุบหัวทิ้ง บางครั้งก็นำศพมาเป็นอาหารเลี้ยงสุนัข  การสังหารหมู่ทีละ 20-30 คนไม่ใช่เรื่องผิดปกติ\"\n\n\"เจมส์ มอริส\"  นักประวัติศาสตร์อีกรายก็บันทึกไว้ว่า…\n\n\"เราได้ยินเรื่องที่เด็กอะบอริจินถูกลักพาตัวมาใช้เป็นทาส ผู้หญิงถูกล่ามโซ่ไว้เหมือนสัตว์ เราได้ยินเรื่องการสังหารหมู่ชาวอะบอริจิน 70 คนที่ผู้ชายถูกยิงทิ้ง ส่วนผู้หญิงกับเด็กถูกลากออกมาจากหลืบหินแล้วทุบหัวจนสมองกระจาย เราได้ยินเรื่องที่หนุ่มคนขาวชื่อว่า…แครอทส์…บังคับให้หญิงอะบอริจินนำหัวสามีของเธอที่เพิ่งถูกตัดมาร้อยเชือกแขวนคอแล้วลากตัวกลับกระท่อม…\"\n\nการเล่นงานชาวพื้นเมืองที่มีความแตกต่างไปในด้านสีผิว รูปร่าง หน้าตา ลัทธิประเพณีอย่างที่ชาวอังกฤษทำนี้ น่าสยองขวัญอย่างมาก   ไล่ล่า สังหารกันจนกระทั่งชาวอะบอริจินบางกลุ่มในเกาะทัสมาเนีย   ที่เคยมี\n\nอยู่ประมาณ  5,000 คนในปี ค.ศ.1803      ใช้เวลาเพียง 20 กว่าปีเท่านั้นเหลือแค่ 100-200 คน และหลังจากนั้นอีก \n\n2-3 ปี ก็เหลือเพียงคนเดียว     และสุดท้ายก็ \"สูญเผ่าพันธุ์\"     มีเพียงโครงกระดูกที่วางโชว์ไว้ในฐานะ \"อะบอริจิน\n\nคนสุดท้ายแห่งเกาะทัสมาเนีย\" เป็นหญิงชื่อ \"ทรูกานินี\"\n\nถ้าถามว่าอะไรเป็นแรงผลักดันให้ชาวอังกฤษจำนวนไม่น้อยรู้สึกเป็นเรื่องปกติในการกระทำสิ่งที่เลวร้ายขนาดนี้ได้ ว่ากันว่า \"วิทยาศาสตร์\" ที่เกิดจากการค้นคิดของชาวอังกฤษคนหนึ่ง มีส่วนมากพอสมควรที่สร้างความชอบธรรมรองรับการกระทำในลักษณะดังกล่าว นั่นก็คือทฤษฎี \"วิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน\" ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงนั้นพอดี คุณ \"ชาร์ลส์ ดาร์วิน\" ผู้นี้เดินทางรอบโลกไปกับเรือสำรวจ \"บีเกิล\" ของราชนาวีอังกฤษ เพื่อศึกษาธรรมชาติของสัตว์ พืช สิ่งมีชีวิตในพื้นที่ต่างๆ ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1931-1936 และไปเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในช่วงที่เกิดสงครามและการต่อสู้ระหว่างชาวอังกฤษกับชนพื้นเมืองพอดี  คุณชาร์ลส์ ดาร์วินได้ข้อสรุปในการศึกษาของตนว่า \"กระบวนการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาบนโลกนี้ แล้วเกิดความแตกต่างในด้านรูปร่าง สีผิว เผ่าพันธุ์ ที่แม้จะมีบรรพบุรุษร่วมกันมาตั้งต้น เกิดจากแรงผลักดันสำคัญ คือสิ่งที่เรียกว่ากระบวนการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาหรือเป็นเรื่องธรรมชาติที่สิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอกว่าก็ย่อมมีโอกาสรอดน้อยกว่า หรือสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะด้อยหรือลักษณะที่ไร้ประโยชน์ย่อมถูกขจัดทิ้งไป และสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเด่นและมีประโยชน์เท่านั้นที่สามารถคงอยู่ต่อไปได้ภายใต้กระบวนการแบบนี้ หรือที่เรียกว่า …กระบวนการคัดสรรทางธรรมชาติ…\" หรือที่มักเปรียบเปรยกันว่า… ปลาใหญ่กินปลาเล็กนั่นเอง\n\nทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วินนี้ โด่งดังและมีอิทธิพลอย่างมากกับฝรั่งทั้งหลายไม่ว่าในยุโรปหรืออเมริกา เพราะเป็นสิ่งที่สามารถนำมาอ้างความชอบธรรมในการล่าเมืองขึ้น การเข่นฆ่าล่าสังหารใครต่อใครที่มีลักษณะด้อยกว่า อ่อนแอกว่าได้เต็มไม้เต็มมือ ทฤษฎีที่ว่ายังมีอิทธิพลมาจนถึงทุกวันนี้ ดังจะได้เห็นได้ยินข่าวเป็นระยะๆว่า นักวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบันบางราย ได้ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีที่ว่านี้ สรุปว่าคนผิวดำสมองน้อยกว่าคนผิวขาว หรือพวกที่ไม่ใช่ผิวขาวมียีนด้อยกว่า เป็นต้น\n\nว่ากันว่าทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินได้สำแดงผลให้เกิดการเหยียดผิว เหยียดพันธุ์กันแบบสุดโต่ง ก็ในยุคที่ฝรั่งเยอรมันนาม \"อดอล์ฟ ฮิตเลอร์\" นำไปใช้กับพรรคนาซี   เพื่อให้ยีนเด่นหรือพวก \"อารยันเยอรมัน\"กลายเป็นผู้เหลือรอดตามทฤษฎีที่ว่านี้  พวกที่ถูกหาว่าเป็นยีนด้อยจึงถูกขจัดไปหลายล้านศพ\n\nที่จริงนาซีเยอรมันใช้วิทยาศาสตร์และศาสนาควบคู่กันไป           ในทางศาสนาอ้างว่ายิวคือ ผู้ฆ่าพระเยซู \n\nจึงต้องกวาดล้างให้สูญพันธุ์  ในทางวิทยาศาสตร์ ไปหยิบแนวคิดของนักคิดเยอรมันชื่อ    \"เฮอร์เบิร์ต  สเปนเซอร์\"\n\nที่นำแนวคิดมาจากทฤษฎีชาร์ลส์ ดาร์วิน อีกทอดหนึ่ง นำมาสรุปเป็นหลักการว่า…กระบวนการคัดสรรทางธรรมชาตินั้นคือการทำให้พันธุ์ที่เหลืออยู่คือเผ่าพันธุ์อันเหมาะสม… จึงเกิดความรู้สึกว่าชาวเยอรมันนั้นน่าจะเป็นพันธุ์ที่เหมาะสม สืบเชื้อสายมาจากเผ่าอารยัน ถึงขั้นเดินทางไปติดตามต้นรากบรรพบุรุษกันถึงทิเบต ในขณะที่มองยิวว่าเป็นพวกลักษณะด้อย ไร้ประโยชน์ ซึ่งโดยรวมแล้วจะด้วยข้ออ้างทางศาสนาหรือวิทยาศาสตร์ก็แล้วแต่ ก็ได้ล้างผลาญชาวยิวไปกว่า 6 ล้านคน เรียกว่าหวิดจะสูญพันธุ์ตามทฤษฎีชาร์ลส์ ดาร์วินไปเลย\n\nทางด้านเอเชียก็ไม่น้อยหน้าไปกว่ากันเท่าไหร่ แม้ว่าจะไม่ได้เก่งกาจด้านวิทยาศาสตร์ แต่ศาสนาเก่าแก่อย่างศาสนาฮินดูนั้น ดังที่กล่าวไว้แต่ต้นว่าโดยแก่นสาระแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมาจากพรหม หรือล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่กำเนิดมาจากจิตวิญญาณชนิดหนึ่งที่เป็นแบบเดียวกันทั้งสิ้น แต่จู่ๆ มาวันหนึ่ง เมื่อบรรดาพราหมณ์ชาวฮินดูที่เป็นชาวอารยันเช่นกัน บุกไปยึดแว่นแคว้นต่างๆ ในอินเดีย แล้วสถาปนาตัวเองเป็นผู้ปกครองชาวพื้นเมืองแต่ละกลุ่ม ก็ตีความศาสนาอารยันเดิมให้กลายเป็นว่า ถึงแม้ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกสร้างขึ้นมาจากพรหม แต่เวลาพรหมสร้างมนุษย์นั้น ได้สร้างพราหมณ์จากปาก สร้างกษัตริย์จากแขน สร้างแพศย์หรือพ่อค้าจากลำตัว สร้างศูทรหรือพวกกรรมกร ชาวนา พวกช่างมาจากฝ่าเท้า…นั่นก็คือกลายเป็นที่มาของ \"ระบบวรรณะ\"ในทันที ส่วนผู้ที่แต่งงานหรือมีเพศสัมพันธ์ข้ามวรรณะก็ต้องกลายเป็นพวกจัณฑาล หรือพวกนอกระบบวรรณะ กลายเป็นผู้น่ารังเกียจที่สุด เหมือนไม่ได้เป็นมนุษย์ เวลาพบเจอ คนทั่วไปต้องถอยห่าง 65 ฟุตหรือ 22 เมตร หรือจัณฑาลจะไปไหนต้องแบกกลองไปตีไป เพื่อให้ผู้คนถอยห่างได้ทัน แม้แต่เงาของจัณฑาลก็ยังถือว่าสกปรก หรือเป็นสิ่งแปดเปื้อน รังเกียจกันยิ่งกว่าสัตว์ไปเลย\n\nและแม้นว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นอารยันแท้ แต่ทรงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่ได้เคยศึกษาหาความรู้จากพวกฮินดู หรือเคยอ่านคัมภีร์ \"อุปนิษัท\" ก่อนจะตรัสรู้ แต่เมื่อทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็ทรงทำการ \"ปฏิวัติฮินดู\" เหมือนกับที่พระเยซู \"ปฏิวัติศาสนายิว\" ซึ่งทฤษฎีการปฏิวัติของพระพุทธเจ้ามีให้เห็น ในบท \"อัคคัญญสูตร\"ของพระไตรปิฎก ที่สรุปว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเสมอกัน ต่างเกิดขึ้นมาจาก\"ธรรม\" ไม่ได้เกิดมาจาก\"อธรรม\" ความแตกต่างของแต่ละชนชั้น แต่ละวรรณะนั้นเป็นไปตามหน้าที่ที่เป็นธรรมไม่ใช่เป็นอธรรม เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่ยึดมั่นในธรรม คนนั้นก็เป็น \"สิ่งประเสริฐที่สุดในหมู่ชนไม่ว่าในปัจจุบันและในอนาคต\"\n\n \n\nถือผิว-ชังพันธุ์…กันจนทุกวันนี้\n\nแม้พระพุทธเจ้าจะทรงปฏิวัติความคิดความเชื่อมากว่า 2,500 ปีแล้ว แต่ทุกวันนี้การเหยียดหยามเผ่าพันธุ์ ชาติกำเนิดด้วยระบบวรรณะในอินเดียก็ยังคงฝังรากชนิดแกะไม่หลุดอยู่จนทุกวันนี้ และก็ไม่ใช่ฝรั่งอย่างยุโรป อเมริกา เอเชียอย่างอินเดียเท่านั้น เรียกว่าแทบทุกทวีป ทุกภาษา ความเชื่อความยึดมั่นต่อเผ่าพันธุ์ ต่อสถานะของตัวแล้วเหยียดหยามคนที่แตกต่างไปจากตัวก็ยังมีอยู่มิเว้นวาย \n\nนิตยสารยูเนสโก คูริเย ขององค์การยูเนสโก แห่งสหประชาชาติ ฉบับเดือนกันยายน ค.ศ. 2001 ได้จัดทำรายงานพิเศษ เกี่ยวกับเรื่องการเหยียดผิวไว้หลายแง่หลายมุม อ่านแล้วอดสังเวชต่อความเป็นมนุษย์ไม่ได้ เพราะได้เห็นว่ามนุษย์สามารถเหยียดมนุษย์กันเองได้ในทุกๆ เรื่อง ในทุกๆ ประเทศ ในทุกทวีป อย่างในอเมริกาใต้ ในประเทศชิลีที่ต่างก็น่าจะเป็นอินเดียนแดงมาด้วยกันแท้ๆ เคยถูกพวกเสปน พวกยุโรปเข้าไปเหยียดเผ่าพันธุ์มานานนับเป็นร้อยๆ ปี แต่ถึงจะมีเอกราชมีประเทศเป็นตัวเป็นตนอยู่ในทุกวันนี้  บรรดาอินเดียนพื้นเมืองบางเผ่าบางกลุ่มที่เรียกว่าพวก \"มาปูเช\" ที่มีประชากรประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ก็ยังถูกเหยียดผิว เหยียดเผ่าพันธุ์โดยชาวชิลีด้วยกันเอง  ให้เป็นพลเมืองคนละชั้น  ห้ามแต่งเสื้อผ้าประจำเผ่าเข้าห้องเรียน ไม่เปิดโอกาสให้มีงานทำ ถูกดูหมิ่นดูถูก จนต้องเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนเสียงเปลี่ยนบุคลิก เอกลักษณ์ของตนเองเพื่อจะได้เข้ากับสังคมชิลีได้ หรือต้องหันมาทำลายเอกลักษณ์ของเผ่าพันธุ์ตนเองจนเรียกได้ว่าใกล้จะสูญพันธุ์กันแล้ว\n\nในบราซิล ที่เต็มไปด้วยผู้คนหลายชาติ หลายภาษา มีทั้งหัวดำ หัวแดง ผิวดำ ผิวแดง ผิวขาว ที่น่าจะหลากหลายกลมกลืนกันดี เพราะไม่ว่าผิวสีไหน พอเสียงเพลงแซมบ้าดังขึ้นก็เต้นกันสุดเหวี่ยง แต่ในความเป็นจริง ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะในประวัติศาสตร์ของบราซิลก่อนที่จะเป็นชาตินั้นเคยเป็นศูนย์กลางการค้าทาสมาก่อน ทาสผิวดำที่ถูกกวาดต้อนจากแอฟริกาลงเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมา ถูกทารุณกรรม กดขี่กันหนักหนาสากรรจ์มาก่อน ถูกใช้เป็น \"เครื่องระบายทางเพศ\"ให้กับคนผิวขาวขาว ถึงขั้นว่าใช้เป็นบทเรียนทางเพศให้แก่เด็กหนุ่มผิวขาวที่ต้องการมีประสบการณ์ครั้งแรก จึงเกิด \"ลูกผสม\" มากมาย แต่สุดท้ายบรรดาคนผิวดำและลูกผสมเหล่านี้ก็ยังถูกกีดกันโดยคนขาว เวลาจะสมัครงานหรือจะทำอะไรก็แล้วแต่ เรียกว่าแทบไม่มีโอกาส คือต้องมาทีหลังพวกผิวขาว พวกยิว พวกอินเดีย แม้กระทั่งพวกรักร่วมเพศก็ยังมีโอกาสมากกว่า\n\nในโคลัมเบีย ที่เคยใช้ทาสผิวดำในอุตสาหกรรมประมงตามชายฝั่งด้านเหนือของประเทศ ก็คล้ายๆ กัน คือประวัติศาสตร์ความเป็นทาสมันถูกฝัง ถูกจารึกไว้ในแบบที่แทบจะเป็นการตีตราบนหน้าผาก หรือในอินเดียที่ทุกวันนี้ระบบวรรณะก็ยังลบล้างออกไปไม่ได้ กดขี่กันเป็นขั้นๆ วรรณะสูงสุดกดขี่วรรณะต่ำกว่า วรรณะต่ำก็ไปกดขี่วรรณะที่ต่ำกว่าลงไปอีก จนกระทั่งพวกจัณฑาลที่อยู่นอกระบบวรรณะก็ยังกดขี่กันเองเพราะความเชื่อที่ฝังรากมานานด้วยการนำศาสนาหรือความเชื่อไปตีความกันผิดๆ มานานนับเป็นพันๆ ปีนั่นเอง\n\nยิ่งโลกกลายเป็นโลกาภิวัตน์ ผู้คนหลากหลายเดินทางไปทำมาหากินในประเทศต่างๆ มากขึ้น แทนที่จะทำให้เกิดการเคารพกันและกันใน \"ความหลากหลาย\" หรือ \"ความแตกต่างทางวัฒนธรรม\"  ปรากฏว่าความเห็นแก่ตัวเอง เห็นแก่เผ่าพันธุ์พวกพ้องอันเป็นสันดอนที่ฝังอยู่ลึกที่สุดในตัวตนของมนุษย์ กลับทำให้เกิดการกีดกัน เหยียดผิวขึ้นมาอีกจนได้  ไม่ว่าจะเป็นในยุโรปที่เกิดพวกนาซีใหม่ที่ต่อต้านชาวต่างชาติถึงขนาดไล่ทุบ ไล่ฆ่ากันกลางถนน พรรคการเมืองฝ่ายขวาในยุโรปต่างหันมากีดกันพวกต่างเผ่า ต่างพันธุ์หนักขึ้นเรื่อยๆ และมิใช่กระทำกับคนที่มีฐานะด้อยกว่าหรือต่ำกว่าเท่านั้น กระทั่งคนที่มีชื่อเสียง มีเงินทอง แต่ถ้ามีสีผิวต่างกันแล้ว ก็ต้องฝ่าด่านการเหยียดผิวมาแต่ต้นจนกระทั่งประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วก็ยังไม่หมดไป\n\nดังที่นิตยสาร \"ยูเนสโก คูริเย\" ได้ตีพิมพ์ข้อเขียนของนักฟุตบอลผิวดำรายหนึ่งที่มีชื่อเสียงระดับโลก ใครที่เป็นแฟนฟุตบอลสโมสรอิตาลี หรือแฟนฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศส รับรองว่าต้องเคยได้ยินชื่อแน่ๆ นั่นก็คือกองหลังทีมชาติฝรั่งเศสที่เคยได้ชื่อว่าเป็น \"วิงแบ็ค\" ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกที่ชื่อว่า \"ลิลิยง ตูราม\"\n\nคุณตูรามที่ว่านี้ได้บรรยายถึงความรู้สึกและประสบการณ์ในการถูกเหยียดผิวไว้อย่างลึกซึ้งกินใจที่จะขอนำมาเป็นข้อสรุปสำหรับเรื่องที่คุยแลกเปลี่ยนกับท่านในสัปดาห์นี้…คุณตูรามเขียนไว้ว่า…\n\n\"ครั้งแรกที่ผมได้พบเจอการเหยียดผิวคือที่ประเทศฝรั่งเศส ตอนนั้นผมอายุได้เก้าขวบ เด็กผิวดำในโรงเรียนของผมล้วนแล้วแต่ถูกตั้งฉายาไปต่างๆ นาๆ และแม้นว่าสิ่งที่เด็กๆ กระทำต่อกันและกันมันอาจะดูเป็นแค่ความเขลา แต่มันก็ยังสร้างผลต่อผมอยู่ดี…ผมคิดว่าการเหยียดผิวไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปโดยธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่พวกผู้ใหญ่คิดและสร้างมันขึ้นมา ด้วยการกำหนดความเหนือกว่าและความด้อยกว่าบนพื้นฐานของสีผิวและวัฒนธรรมที่แตกต่าง ซึ่งอันที่จริงแล้วโรงเรียนน่าจะมีบทบาทสำคัญในการลบล้างสิ่งเหล่านี้ให้กับเด็กๆ แต่เด็กๆ ก็ยังไม่ได้ถูกสอนให้เข้าใจว่า ความจริงแล้วมนุษย์เรามีกำเนิดมาจากเผ่าพันธุ์เดียวกัน การสอนประวัติศาสตร์ของผู้คนในโรงเรียนต่างๆ ก็เลวร้ายเต็มที แต่ละประเทศยึดถือสิ่งที่ถูกสอนต่อๆ กันมา เพื่อสร้างความชอบธรรมรองรับพฤติกรรมในอดีตของตน ผมรู้สึกตกตะลึงที่เรื่องราวของคนผิวดำนั้น ปรากฏอยู่ในตำราประวัติศาสตร์ก็เมื่อตอนที่คนผิวดำได้ตกเป็นทาสแล้วเท่านั้น แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวผิวดำที่อาจมีความตื่นตาตื่นใจก่อนหน้านั้นกลับไม่ได้ถูกทำให้รับรู้ ราวกับว่าคนดำนั้นเกิดมาเพื่อเป็นทาสอย่างนั้นแหละ วัฒนธรรมความเป็นมาที่แท้จริงของคนผิวดำล้วนถูกดูหมิ่นเสมอๆ อันทำให้เกิดความว่างเปล่าทางประวัติศาสตร์และคลี่ม่านคลุมความทรงจำของผู้คนเหล่านี้…\"\n\nข้อเขียนมีต่อไปว่า \"ถ้าเราหวังว่าจะขจัดการเหยียดผิวเหล่านี้ให้สิ้นไป เราก็มีหน้าที่ที่จะต้องจดจำเรื่องราวแต่ละเรื่องที่ชาติต่างๆ ต้องยอมรับความผิดพลาดที่ตัวเองได้เคยทำไป โดยเฉพาะเรื่องของการใช้ทาส ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นที่มาอย่างหนึ่งของการเหยียดผิว เราควรจะต้องหยิบเอาความจริงเหล่านี้มาพูดถึงกัน ไม่ใช่เพื่อมุ่งให้เกิดการแก้แค้น แต่เป็นวิถีทางที่จะนำพาพวกเราไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์ซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง ผมเคยผ่านประสบการณ์อันเจ็บปวดระหว่างการแข่งขันนัดหนึ่งเมื่อครั้งที่ยังสังกัดอยู่สโมสรปาร์มา (ในอิตาลี) แฟนบอลบางคนพากันตะเบ็งเสียงร้องเพลงล้อผู้เล่นผิวดำสองคน เมื่อแข่งเสร็จ ผมก็หยิบเรื่องนี้มาคุยกับเพื่อนร่วมสโมสรคนอื่นๆ    แต่ผมรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้ใส่ใจใดๆ เลย   ซึ่งผมไม่อาจรับได้   เพราะผมคิดว่า การเงียบเฉยเป็น\n\nเจตคติที่เลวร้ายที่สุด การที่เราคิดจะต่อสู้กับการเหยียดผิว เหยียดเผ่าพันธุ์ เราจะต้องต่อสู้กับการเงียบเฉยด้วยเช่นกัน…\"\n\nสรุปลงท้ายว่า \"ผมผิดหวังที่ลัทธิเหยียดชนชาติยังคงแสดงอิทธิฤทธิ์อยู่ในโลกทุกวันนี้     ทั้งๆ ที่มันเคยเป็นเช่นนี้มาหลายศตวรรษแล้ว อันที่จริงเราได้รับการบอกกล่าวเสมอๆ ว่าเราอยู่ในโลกมหัศจรรย์ที่เทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้ผู้คนใกล้ชิดกัน แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้ามอย่างโหดร้าย เพราะในแง่จิตวิญญาณแล้ว เราไม่ได้ก้าวหน้าขึ้นมาสักกี่มากน้อย ผมเชื่อว่าโลกาภิวัตน์ที่เหมาะสมนั้น น่าจะหมายถึงการเคารพซึ่งกันและกัน เคารพความแตกต่างของบุคคล เพราะตัวเราแต่ละคนและทุกคน อันที่จริงต่างก็มีความเป็นมาที่แตกต่างกันอยู่แล้ว…\" \n\nถือเป็นการสรุปที่สามารถนำไปคิดถึงอะไรต่อมิอะไรได้อีกมาก ทั้งเรื่องภัยพิบัติที่อเมริกาที่ทำให้เรื่องราวการเหยียดผิวโผล่ขึ้นมาให้เห็นอีก หรือจะโยงกลับมาในประเทศเราที่ปัญหาเรื่องความแตกต่างทางประวัติศาสตร์ เผ่าพันธุ์ วัฒนธรรมต่างๆ ยังอุตส่าห์โผล่มาให้ต้องปวดหัว-ปวดใจกันอยู่ในขณะนี้. \n\n \n\nข้อมูลเพิ่มเติมบางส่วนที่น่าสนใจ\n\n-นิตยสาร \"ยูเนสโก คูริเย\" ฉบับประจำเดือนกันยายน 2544 ในเรื่องเด่น \"ทำไมต้องเหยียดผิว\"\n\n-\"Rabbit-Proof  Fence\" ภาพยนตร์สะท้อนชีวิตชาวอะบอริจิน ในออสเตรเลีย (สร้างจากเรื่องจริง)\n\n-\"แด่อนาคต : ค่านิยมอันทรงคุณค่าของชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกา\" (The Ties That Bind) \n\n   จอยซ์ เอ.แลดเนอร์ เขียน / รุ่งฤดี ธีรบวร แปล / สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง จัดพิมพ์ \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-2d23cc71e2754125bf51369ffb8f702e", "input": "Title: เชียงราย: 7 คนกินแมคโดนัลด์รายงานตัวศาลทหาร-ดำเนินคดีเพิ่ม 1 รายชูป้ายต้าน รปห. \n Body: 10 มิ.ย.57 - กรณีผู้ต้องหา 7 คน จากการทำกิจกรรมต่อต้านการรัฐประหาร ด้วยชูป้ายและกินอาหารในร้านแมคโดนัลด์ ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า เมื่อวันที่ 25 พ.ค.57 และต่อมาถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาฝ่าฝืนประกาศ คสช. โดยทำการมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยต้องขึ้นศาลทหารนั้น  (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง [1]) โดยผู้ต้องหารได้เดินทางเข้ารายงานตัวต่อศาลทหารแล้ว\nล่าสุดในวันที่ 10 มิ.ย. เวลา 9.30 น. ที่ศาลทหาร จ.เชียงราย ผู้ต้องหาทั้ง 7 คน เดินทางมาที่ศาลทหาร โดยเป็นการเข้าไปเซ็นชื่อแจ้งมารายงานตัวต่อศาลทหาร ก่อนที่ผู้ต้องหาจะแยกย้ายกันกลับ โดยทั้ง 7 คน ต้องเข้ารายงานตัวอีกครั้งเมื่อครบการฝากขังผลัดแรก (12 วัน) ในวันที่ 13 มิ.ย.นี้\nในกรณีนี้พนักงานสอบสวนได้แยกการดำเนินคดีเป็น 2 คดี คือ กรณีผู้ถูกควบคุมตัวจากการทำกิจกรรมที่ร้านแมคโดนัลด์ในช่วงบ่าย ได้แก่กรณีนางทรงศรี คมขำ กับพวก รวม 4 คน และกรณีผู้ถูกควบคุมตัวจากการทำกิจกรรมในช่วงค่ำ ได้แก่ กรณีนางสุรีรัตน์ บุญบัวทอง กับพวก รวม 3 คน โดยทั้งสองกรณีถูกแจ้งข้อกล่าวหาเดียวกัน และได้รับการประกันตัวด้วยหลักทรัพย์คนละ 2 หมื่นบาทเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา\nหนึ่งในผู้อยู่ในเหตุการณ์จากการทำกิจกรรมวันที่ 25 พ.ค. เล่าถึงเหตุการณ์การควบคุมตัวประชาชนในช่วงค่ำเพิ่มเติมว่า ราว 17.30 น.ได้มีการนัดทำกิจกรรม “จุดเทียน ถือป้าย ปิดปาก ต้านรัฐประหาร” ที่ร้านแมคโดนัลด์ จนเวลาราว 18.30 น. ขณะได้มีการถือป้ายต่อต้านรัฐประหารและถ่ายรูปไปแล้ว และกำลังรอประชาชนเดินทางทยอยมา เพื่อไปร่วมกันจุดเทียนภายนอกห้าง เจ้าหน้าที่ทหารนอกเครื่องแบบหลายคนได้เข้ามาควบคุมตัวนางสุรีรัตน์ บุญบังทอง หรือ “เจี๊ยบ แม่ลาว” โดยหนึ่งในเจ้าหน้าที่มีการปลอมตัวเป็นพนักงานร้านแมคโดนัลด์เพื่อสังเกตการณ์กิจกรรมและเก็บภาพด้วย\nจากนั้นสามีของนางสุรีรัตน์ได้พยายามเข้าห้ามปรามการคุมตัว ระหว่างชุลมุนได้มีการชกต่อยเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเข้า สามีของนางสุรีรัตน์จึงได้ถูกเจ้าหน้าที่ 4-5 นายเข้ารุมล็อคตัวและนำตัวไปด้วย ขณะที่บิดาของนางสุรีรัตน์ ซึ่งไม่ได้ร่วมทำกิจกรรมชูป้ายในร้านแมคโดนัลด์ด้วยแต่อย่างใด แต่ได้ออกไปกินข้าวบริเวณห้างเซ็นทรัล เมื่อกลับเข้ามาในระหว่างเหตุการณ์ จึงพยายามห้ามการคุมตัวลูกสาวเช่นกัน จึงได้ถูกนำตัวไปด้วยอีกหนึ่งคน\nผู้ต้องหาในกรณีนี้ได้แจ้งผู้สื่อข่าวด้วยว่าในระหว่างการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ได้ยึดเครื่องมือสื่อสาร ทั้งสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตของทุกคนไว้ และขณะนี้ยังไม่ได้รับคืนแต่อย่างใด\n \nเตรียมดำเนินคดีแกนนำไซเบอร์เชียงรายเพิ่มอีก 1 ราย ฐานชูป้าย “ชูป้ายไม่ใช่อาชญากร”\nผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่จังหวัดเชียงราย ยังมีกรณีของนายสราวุทธิ์ กุลมธุรพจน์ คนเสื้อแดงเชียงรายที่เคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ ที่ได้ถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนประกาศ คสช. โดยทำการมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป\nนายสราวุทธิ์ให้ข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่ทหารได้ไปตามหาเขาที่หมู่บ้านตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.57 โดยมีการไปสอบถามผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้าน ก่อนนำกำลังบุกเข้าไปยังบ้านของเขา แต่เขาไม่ได้อยู่ในบ้านในเวลานั้น เจ้าหน้าที่จึงนำเอกสารแจ้งให้เขาไปรายงานตัวส่งให้กับแม่ของเขาแทน จากนั้นนายสราวุทธิ์จึงได้เข้าไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ทหารเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.57 และถูกควบคุมตัวไว้ที่ค่ายเม็งรายมหาราชนาน 7 วัน ก่อนถูกนำตัวไปคุมขังที่สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย 1 คืน จนได้รับอนุญาตให้ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 2 หมื่นบาท เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.57\nนายสราวุทธิ์ กล่าวว่า สำหรับข้อกล่าวหาซึ่งเจ้าหน้าที่นำมาใช้ดำเนินการ เกิดจากกิจกรรมที่เขากับเพื่อนได้นัดกันไปชูป้ายในหลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงรายเรียกร้องให้มีการปล่อยผู้ทำกิจกรรมกินแมคโดนัลด์ต้านรัฐประหาร 7 คน ที่ถูกทหารควบคุมตัวไป โดยในป้ายมีคำว่า “ชูป้ายไม่ใช่อาชญากร” “ปล่อยลูกพ่อขุน” และป้ายไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร โดยมีการถ่ายภาพและนำลงในโลกออนไลน์ แต่ผู้ที่ทำกิจกรรมในวันนั้นมีเขาถูกเรียกให้เข้ารายงานตัวและดำเนินคดีเพียงคนเดียว โดยเจ้าหน้าที่ที่สอบสวนอ้างว่าเขาเป็นแกนนำนักรบไซเบอร์ประเทศไทย และใช้ภาพถ่ายกิจกรรมนี้จากในโลกออนไลน์มาเป็นหลักฐานดำเนินการ โดยไม่ได้มีการควบคุมตัวซึ่งหน้าในขณะทำกิจกรรมแต่อย่างใด โดยเงื่อนไขการปล่อยตัวนายสราวุทธิ์ในครั้งนี้ คือห้ามเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง และห้ามแสดงความคิดเห็นด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใด เพื่อก่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน โดยนายสราวุทธิ์ต้องไปรายงานตัวนัดแรกต่อศาลทหารในวันที่ 18 มิ.ย.นี้ \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-3b88be4ccfa242a8bb8a81a50824ea30", "input": "Title: สถานการณ์สื่อ-ประชาสังคมกัมพูชาเสี่ยงถูกปราบปราม มอง 'ฮุนเซน' พยายามกุมอำนาจ \n Body: ในกัมพูชามีคำประกาศของรัฐบาลที่กลายเป็นการจำกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มเอ็นจีโอและเป็นการพยายามปิดกั้นสื่อ หลังจากที่กระทรวงต่างปะเทศของกัมพูชาสั่งให้สถาบันประชาธิปไตยแห่งชาติสัญชาติสหรัฐฯ หรือเอ็นดีไอ (NDI) ปิดทำการรวมถึงไล่พนักงานต่างชาติกลับประเทศทันทีภายใน 7 วัน โดยที่ก่อนหน้านี้ยังมีการขู่สั่งปิดสื่อหนังสือพิมพ์แคมโบเดียเดลีโดยอ้างเรื่องไม่จ่ายภาษี แต่องค์กรเพื่อเสรีภาพสื่อมองว่าเป็นการพยายามปราบปรามคนที่เห็นต่างจากรัฐบาลช่วงก่อนเลือกตั้งปีหน้า\n\nบุคลากรจากแคมโบเดียเดลี ชูป้ายสัญลักษณ์ #SaveTheDaily Cambodia (ที่มา: twitter/The Cambodia Daily [1])\n25 ส.ค. 2560 รัฐมนตรีต่างประเทศออกคำสั่งให้องค์กรสถาบันประชาธิปไตยแห่งชาติสัญชาติสหรัฐฯ หรือเอ็นดีไอ (NDI) หยุดทำการทันทีและไล่พนักงานต่างชาติกลับประเทศภายใน 7 วัน คำประกาศนี้ออกมาหลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการขู่สั่งปิดสื่อแคมโบเดียเดลีถ้าหากไม่จ่ายภาษีให้รัฐบาลกัมพูชาเป็นจำนวนเงิน 6.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในวันที่ 4 ก.ย.\nทางด้านเอ็นดีไอถูกสั่งปิดด้วยข้ออ้างจากรัฐบาลว่าพวกเขาจดทะเบียนกับภาครัฐไม่สำเร็จ ทางรัฐบาลกัมพูชายังขู่อีกว่าพวกเขาจะใช้มาตรการแบบเดียวกันกับเอ็นจีโอต่างชาติอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ชาร์ล ซานติอาโก ประธานรัฐสภาอาเซียนเพื่อสิทธิมนุษยชน (ASEAN Parliamentarians for Human Rights หรือ APHR) บอกว่ารัฐบาลกัมพูชาสั่งปิด NDI โดยไม่ให้โอกาสองค์กรนี้ในการชี้แจงข้อกล่าวหา\nสื่อเอเซียนคอร์เรสปอนเดนต์ระบุว่านี่น่าจะเป็นการที่นายกรัฐมนตรีฮุนเซนพยายามปราบปรามผู้ที่ถูกมองว่าต่อต้านทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้าน ภาคประชาสังคม และสื่อ ก่อนหน้าการเลือกตั้งในปี 2561\nเมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมาฮุนเซนกล่าวแสดงความไม่พอใจต่อเอ็นจีโอ สื่อ และประเทศสหรัฐฯ โดยมีการด่าพาดพิงถึงสื่อแคมโบเดียเดลีโดยเฉพาะ เขาอ้างว่าแคมโบเดียเดลีไม่ได้จ่ายภาษีมา 10 ปีแล้ว นอกจากนี้ยีงมีการตั้งเป้าต่อสื่ออย่างเรดิโอฟรีเอเชียและวอยซ์ออฟอเมริกาด้วยข้ออ้างเรื่องการจดทะเบียนและเรื่องภาษีด้วย\nแคมโบเดียเดลีเป็นสื่อที่อยู่ในกัมพูชามาตั้งแต่ปี 2536 แล้วโดยมีคำขวัญูชูธงว่า \"นำเสนอทุกข่าวโดยไม่เกรงกลัวหรือเข้าข้างใคร\"\nสมาคมสื่อข้ามชาติแห่งกัมพูชา (OPCC) แถลงตอบโต้คำสั่งของรัฐบาลกัมพูชาว่ารัฐบาลกัมพูชาแค่พยายามอ้างเรื่องภาษีกับเรื่องการจดทะเบียนมาบีบคั้นสื่อและนักเคลื่อนไหว ทั้งนี้ แคมโบเดียเดลีเคยนำเสนอข่าวหลายเรื่องที่รัฐบาลไม่พอใจ ทำให้พวกเขาตกเป็นเป้าหมายโจมตีของรัฐบาลก่อนหน้าการเลือกตั้งในปี 2561\nถึงแม้ว่าพรรค Cambodian People’s Party หรือซีพีพี ของฮุนเซนจะชนะการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นในช่วงเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา แต่ฝ่ายค้านของกัมพูชา พรรคซีเอ็นอาร์พีก็ทำคะแนนได้ดีขึ้น โดยที่พรรคซีพีพีถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความพยายามยึดกุมอำนาจไว้อยู่พรรคเดียวมาเป็นเวลายาวนานรวมถึงเคยขู่ใช้ความรุนแรงกับซีเอ็นอาร์พี เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาฮุนเซนผู้ครองอำนาจในกัมพูชามายาวนานขู่ว่าถ้าพรรคซีพีพีไม่ชนะการเลือกตั้งทุกการเลือกตั้งต่อไปเรื่อยๆ ก็จะมี \"สงครามกลางเมือง\"\nซานติอาโกกล่าวอีกว่าการลิดอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและปิดกั้นพื้นที่ของภาคประชาสังคมมากขึ้นด้วยเหตุผลเรื่องการพยายามยึดกุมอำนาจโดยพรรครัฐบาลต่อไปเช่นนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์ในกัมพูชาน่าเป็นห่วง\nทั้งนี้ ชาวเน็ตในกัมพูชามีการรณรงค์ต่อต้านการพยายามสั่งปิดแคมโบเดียเดลีด้วยแฮชแท็ค #SaveTheDaily โดยมีพนักงานทั้งในอดีตและปัจจุบันแสดงออกสนับสนุนสื่อแคมโบเดียเดลีและประณามการตัดสินใจของรัฐบาล หนึ่งในผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งชื่อ Kate Ginn เผยแพร่ภาพแมวนอนอยู่บนกองหนังสือพิมพ์พร้อมข้อความว่าแมวตัวนี้เป็นแมวประจำแคมโบเดียเดลีชื่อ \"ไอแซค\" มันก็่วมต่อต้านการสั่งปิดสื่อจากรัฐบาลกัมพูชาด้วย\nIssac, the @cambodiadaily [2] cat is supporting us as we fight closure by the gov. Are you? #savethedaily [3] #pressfreedom [4] #freepress [5] pic.twitter.com/ISAr0enU3t [6]\n— Kate Ginn (@kate_ginn) August 23, 2017 [7]\n\nOPCC เปิดเผยว่าก่อนหน้านี้ตลอดช่วงที่ฮุนเซนเป็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชามาตลอด 32 ปี ปะชาชนชาวกัมพูชามีเสรีภาพสื่อมาโดยตลอดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านรอบกัมพูชาที่มักจะมีอันดับเสรีภาพสื่ออยู่ท้ายตาราง\nเรียบเรียงจาก\nAsian Correspondent,Cambodia: NGO workers expelled, newspaper faces closure by govt [8],  August 23, 2017 \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-cb713687073049639402cd05cf86a606", "input": "Title: เปิดคำวินิจฉัยกลาง แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา และความเคลื่อนไหวต่อเนื่องทางการเมือง \n Body: เมื่อวันที่ 9 ก.ค. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เผยแพร่คำวินิจฉัยกลาง ในกรณีคำร้องที่ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องของส.ว. 77 คน และประธานสภาผู้แทนราษฎร ยื่นคำร้องของส.ส. 151 คน เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ลงวันที่ 18 มิ.ย. 51 ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 หรือไม่ โดยระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องไว้ตามช่องทางรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรคหก ประกอบกับมาตรา 154 (1) โดยได้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงพร้อมเอกสารประกอบ\n\n \n\nทั้งนี้ นายนพดล ปัทมะ รมว.การต่างประเทศ ชี้แจงและให้ถ้อยคำต่อศาลว่า การจัดทำคำแถลงการณ์ร่วม ไม่ได้มีเจตนาให้เป็นหนังสือสัญญาหรือสนธิสัญญาใดๆ เพียงเพื่อต้องการสะท้อนเจตนารมณ์ทางการเมืองที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องปราสาทพระวิหารร่วมกัน ไม่ได้มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงเขตแดน หรืออธิปไตยของประเทศไทย พื้นที่ทับซ้อนก็ยังเป็นพื้นที่ทับซ้อนเหมือนเดิม ไม่มีการสละให้กับประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด และก่อนการลงนามในแถลงการณ์ร่วม วันที่ 18 มิ.ย. 50 นั้น เจ้าหน้าที่ของไทยได้ไปตรวจสอบแผนที่ ปรากฏว่าไม่มีส่วนใดล้ำเข้ามาในประเทศไทย จึงได้เสนอให้สภาความมั่นคงแห่งชาติพิจารณาเห็นชอบ และครม.ก็มีมติเห็นชอบในวันที่ 17 มิ.ย. ดังนั้น การไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมวันที่18 มิ.ย. จึงเป็นการกระทำหลังจากได้รับมอบอำนาจจาก ครม.แล้ว\n\n \n\nนอกจากนี้ ตามมติครม.วันที่ 10 ก.ค. 2505 ได้มีมติให้ดำเนินการตามคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ที่พิพากษาว่าปราสาทพระวิหาร อยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา โดยให้คืนปราสาทและดินแดนรอบปราสาท จากนั้นจึงได้จัดทำแผนที่ แอล 7017 ซึ่งปรากฏแนวเส้นเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา และยึดแผนที่ดังกล่าวเป็นแนวทางบริหารราชการแผ่นดินมาโดยตลอด\n\n \n\nต่อมารัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้สนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามมติคณะกรรมการมรดกโลก ที่ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อปี 2550 จึงเห็นได้ว่า การสนับสนุนประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้เป็นครั้งแรก\n\n \n\nคำวินิจฉัยกลาง ระบุต่อว่า นายกฤต ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ชี้แจงว่า คำแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เป็นเพียงการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง ไม่ได้อยู่ในความหมายตามอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา เพราะไม่ได้เป็นการตกลงร่วมกันระหว่างรัฐบาลทั้งสอง และในแถลงการณ์ร่วม ไม่ได้เป็นการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ใดๆ\n\n          \n\nคำวินิจฉัยกลาง ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดประเด็นวินิจฉัยชี้ขาด 2 ประเด็น คือ\n\n \n\n1.คำแถลงการณ์ร่วมเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ 50 มาตรา 190 หรือไม่ โดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า คำว่า \"หนังสือสัญญา\" ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 หมายถึงความตกลงระหว่างประเทศทุกรูปแบบที่จัดทำขึ้นระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ หรือ องค์การระหว่างประเทศในรูปแบบที่เป็นลายลักษณ์อักษร และอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะบันทึกในเอกสารฉบับเดียว หรือหลายฉบับ และไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอย่างไร อันเป็นความหมายตรงกับคำว่า \"treaty\" ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 และตรงกับที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้ว ในคำวินิจฉัยที่ 11/2542 และคำวินิจฉัยที่ 33/2543\n\n \n\nคำแถลงการณ์ร่วมฯ ดังกล่าว ประกอบด้วยการกระทำระหว่างรัฐต่อรัฐ เป็นลายลักษณ์อักษร โดยผู้มีอำนาจ ทำหนังสือสัญญาของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งปกติคำแถลงการณ์ร่วม ที่ไม่ต้องการให้มีผลทางกฎหมายนั้นไม่มีความจำเป็นต้องลงนาม แต่ในแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวกลับมี รมว.การต่างประเทศ เป็นผู้ลงนาม นอกจากนี้ยังมีความมุ่งหวังให้เกิดผลทางกฎหมาย โดยพิจารณาจากพันธกรณีที่ทั้งสองฝ่ายจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกัน คำแถลงการณ์ร่วมฯ จึงเข้าองค์ประกอบของลักษณะความตกลงระหว่างประเทศ โดยที่ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างสงวนสิทธิซึ่งกันและกัน เมื่อคำแถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้อยู่ภายใต้กฎหมายภายในของรัฐใดรัฐหนึ่ง จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ เมื่อแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นข้อตกลงจากการประชุมร่วมกันระหว่างผู้ที่มีอำนาจทำความตกลงผูกพันประเทศไทย และกัมพูชาได้ จึงเข้าข่ายหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190\n\n \n\nประเด็นที่ 2. หากคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา หรือ Joint Communique เป็นหนังสือสัญญาแล้ว ถือเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสอง ที่ต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่ โดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา 190 วรรคสอง ได้บัญญัติถึงหนังสือสัญญา 5 ประเภท ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา เนื่องจากเป็นหนังสือสัญญาที่มีความสำคัญ สมควรได้รับการพิจารณาโดยรอบคอบ จากครม.ที่เป็นฝ่ายบริหาร และรัฐสภาที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ และเป็นตัวแทนของประชาชน ที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย\n\n \n\nสำหรับแถลงการณ์ร่วมฯ ลงวันที่ 18 มิ.ย. แม้จะไม่ได้ปรากฏสาระสำคัญชัดเจนว่า เป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่ อันเป็นอาณาเขตของประเทศไทยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาข้อบททั้งหมดในคำแถลงการณ์ร่วมฯ ประกอบแผนที่หรือแผนผังแนบท้าย ซึ่งจัดทำโดยประเทศกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว จะเห็นได้ชัดเจนว่า แผนที่ดังกล่าวได้กล่าวอ้างถึงพื้นที่ เอ็น 1 เอ็น 2 และเอ็น 3 โดยไม่ได้กำหนดเขตของพื้นที่ดังกล่าวให้ชัดเจนว่า ครอบคลุมส่วนใดของประเทศใด เป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบในเรื่องอาณาเขตของประเทศไทย อันเป็นปัญหาละเอียดอ่อน และอาจก่อให้เกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศต่อไปในภายหน้าได้\n\n \n\n\"นอกจากนี้ การที่ประเทศกัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้น มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ที่เป็นประเด็นถกเถียงกันในเรื่องของเส้นเขตแดน และขอบเขตที่ปราสาทตั้งอยู่ ทั้งประเด็นทางการเมือง และด้านสังคม การที่รมว.การต่างประเทศ เจรจากับประเทศกัมพูชาก่อนที่จะมีการลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯนั้น เล็งเห็นได้ว่า หากลงนามคำแถลงการณ์ร่วมฯไป ก็อาจก่อให้เกิดความแตกแยกกันทางด้านความคิดเห็น ของคนในสังคมทั้ง 2 ประเทศ อีกทั้งอาจก่อให้เกิดวิกฤตแก่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา อันส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมอย่างกว้างขวาง\n\n \n\nคำแถลงการณ์ร่วมฯ ดังกล่าว จึงเป็นหนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทยจึงเป็นหนังสือตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสอง ที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา อาศัยเหตุผลดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำแถลงการณ์ร่วมฯ ลงวันที่ 18 มิ.ย. 50 เป็นหนังสือสัญญา ที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ ทั้งยังมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง จึงต้องรับความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสอง\" คำวินิจฉัยกลาง ระบุ\n\n \n\n\"อนุพงษ์\" ย้ำทหารไม่ปฏิวัติ\n\nพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีปราสาทพระวิหารถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกว่า เป็นห่วงเรื่องการตีความทำให้เกิดกระแสทำให้เกิดความบาดหมางระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน ดังนั้นจะต้องค่อย ๆ ใช้เหตุผล และใช้หลักกฎหมายเป็นเครื่องตัดสิน ส่วนที่ให้สมาชิก 7 ประเทศเข้ามาบริหารจัดการร่วมกันในพื้นที่พิพาทนั้น เป็นเรื่องไกลตัวของกองทัพบก แต่เป็นเรื่องระหว่างประเทศรัฐบาลจะต้องดำเนินการ หากพูดไปและเป็นประเด็นผูกมัดกองทัพบก และตนเอง จึงไม่ขอแสดงความเห็น\n\n\n\nเมื่อถามว่า เจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานตามแนวชายแดนจะดำเนินการอย่างไรต่อไป พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาพวกนี้ไม่ใช่เพิ่งมี ซึ่งกองทัพมีแนวทางในการปฏิบัติตามแนวชายแดนมานานแล้ว คือจะต้องมีความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านฉันท์มิตรไม่เป็นศัตรูกัน การกระทำใด ๆ ตามแนวชายแดนไม่ว่าจะเห็นหน่วยทหารของเรา หรือของกัมพูชา จะกระทำในลักษณะที่เป็นมิตรกัน ให้กลไกของประเทศเป็นเครื่องตัดสินปัญหาต่าง ๆ ถ้าเป็นแนวพรมแดนก็จะมีคณะกรรมการปักปันเขตแดนเป็นผู้ดำเนินการ เมื่อมีเขตแดนแน่นอนแล้วปัญหาที่อื่นก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น\n\n\n\nเมื่อถามว่า มีข้อห่วงใยที่ประเทศไทยจะเสียเปรียบพื้นที่ทับซ้อนนั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องตนที่จะแสดงความเห็น เพราะจะผูกพันกับตนเอง และประเทศชาติ พูดอะไรออกไปอาจจะไปค้าน หรือมีผลกับประเทศชาติ ไม่น่าจะเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องไปพูด เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกสรศุกร์ ประธานคณะที่ปรึกษาพิเศษกองบัญชาการกองทัพไทย ขึ้นเวทีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อเรื่องดังกล่าว พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีความเห็น  ต้องไปถาม พล.อ.ปฐมพงษ์  ไม่ใช่เรื่องของกองทัพบก ไม่เคยพูดคุยกับ พล.อ.ปฐมพงษ์ ทราบจากสื่อมวลชนเท่านั้น และไม่ได้อยู่ในฐานะไปพูดกับท่านได้ เพราะท่านไม่ได้อยู่ในกองทัพบก และท่านก็อาวุโสกว่าตน จึงไม่อยากแสดงความเห็น\n\n\n\nเมื่อถามว่า กองทัพพยายามบีบรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีให้แสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนมีกระแสข่าวการปฏิวัติเกิดเกิดขึ้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า พูดทุกครั้ง และยืนยันว่าการเมืองจะต้องแก้ไขด้วยการเมือง ซึ่งขณะนี้ก็ดำเนินการไปตามขั้นตอนอยู่แล้ว การปฏิวัติไม่น่าจะส่งผลดีกับประเทศชาติโดยรวม สำหรับทหารขอให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีการปฏิวัติ ไม่ทราบว่าใครจะปฏิวัติ เมื่อถามว่า มีขบวนการสร้างข่าวให้เกิดความหวาดระแวงในกองทัพ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ขออย่าให้ประชาชนเกิดความวิตก\n\n\n\nเมื่อถามว่า กำลังพลสามารถขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาลได้หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่ขอพูด เพราะจะเป็นประเด็นกับผู้ที่เดินทางไปร่วมชุมนุม\n\n\n\n\"สมัคร\" โยนวิบากกรรมเกิดจาก รธน. \n\nผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 09.00 น. วานนี้ (9 ก.ค.) นายสมัคร ได้เดินทาง ไปเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม โดยมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.คอยต้อนรับ\n\n \n\nผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯจะตัดสินใจเมื่อไหร่ นายสมัครย้อนถามว่า ทำไมต้องตัดสินใจ เมื่อถามอีกว่า ดูแล้วสถานการณ์มีปัญหาหรือไม่ นายสมัครกล่าวว่า ก็ปกติธรรมดา ต่อข้อถามว่าแล้วนายกฯจะพูดเมื่อไร นายสมัครกล่าวว่า วันอาทิตย์ค่อยฟังอีกที อาทิตย์ที่แล้วดูหรือเปล่า รายการสนทนาประสาสมัคร\n\n \n\nส่วนกรณีส.ว.ยื่นถอดถอนนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ กรณีเขาพระวิหาร นายกฯวิตกหรือไม่ นายสมัครหันมาย้อนถามกลับ ว่า \"แล้วคุณวิตกหรือเปล่า\"ผู้สื่อข่าวตอบว่า ไม่ นายสมัครจึงกล่าวว่า \"งั้นผมก็ไม่วิตก\"\n\n \n\nผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในช่วงเริ่มการประชุม ก.ตร. นายสมัคร ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า สถานการณ์ทุกอย่างดำเนินต่อไป เป็นเหมือนการทดลองรัฐธรรมนูญ ปัญหาทุกอย่างเกิดจากรัฐธรรมนูญชัดเจน อย่างมาตรา 237 (กรณียุบพรรคหากกรรมการบริหารพรรคทุจริตเลือกตั้ง) ถ้าไม่มีวรรค 2 ก็ไม่มีเรื่อง มาตรา 190 ถ้าไม่มีวรรค 2 ก็ไม่มีคำวินิจฉัย นี่ยังมีอีกหลายมาตรา อยากให้ อาจารย์เก่งๆ ที่เคยร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เขาเรียกว่า ดีที่สุด มาช่วยวิจารณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นหน่อย เพราะมันทำให้เสียบรรยากาศการบริหารประเทศของตน จึงอยากไปให้ถึงจุดสุดท้ายว่าควรแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่\n\n \n\nกระทั่งเวลา 11.30 น. นายสมัครจึงเดินทางกลับ โดยปฏิเสธที่จะตอบทุกคำถาม ถึงการพิจารณาปรับ ครม.ในตำแหน่งของนายนพดล เพื่อแสดงความรับผิดชอบ  \n\n \n\n77 ส.ว.ยื่นฟัน \"นพดล-ครม.\"\n\nนายวรินทร์ เทียมจรัส ส.ว.สรรหา แกนนำ 77 ส.ว.กล่าวถึงความคืบหน้า ในการยื่นเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษ นายสมัคร พร้อม ครม.และนายนพดล ต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้ส่งเรื่องไปยังป.ป.ช. ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 275 ว่า ตอนนี้กำลังร่างคำร้องอยู่ซึ่งจะระบุถึงการที่รัฐมนตรี ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 และทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และจะพยายามยื่นต่อประธานวุฒิสภาให้ทันวันที่ 11 กรกฎาคม\n\n          \n\nทั้งนี้ ต้องดูคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญ และมติครม.เกี่ยวกับเรื่อง ปราสาทพระวิหารประกอบ จึงจะทราบว่า นอกจาก รมว.ต่างประเทศแล้ว จะกล่าวโทษ ไปถึง ครม.ทั้งคณะหรือไม่ รวมถึงจะนำข้อมูลดังกล่าว มาพิจารณาว่า จะระบุข้อกล่าวหา รวมไปถึงประมวลกฎหมายอาญามาตรา 119 และมาตรา 120 ว่าด้วยเรื่อง การกระทำการใดๆ เพื่อราชอาณาจักรหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรตกไปอยู่ใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมเสียไป หรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะมีส.ว.มากกว่า 77 คน ร่วมลงชื่อ\n\n \n\n\"พีระพันธ์\" ลุยอาญา \"นพดล-ครม.\"\n\nนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ภายหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มติ ครม. กรณีเขาพระวิหารขัดต่อรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 190 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้ดำเนินการถอดถอนนายนพดลที่คาดว่าจะส่งชื่อ ส.ส.1 ใน 4 ต่อประธานวุฒิสภาฯ ได้ภายในวันที่ 11 ก.ค.นี้\n\n \n\n\"นอกจากนี้จะดำเนินการคดีอาญา แก่ นายนพดล และครม.ทั้งชุด รวมทั้งผู้สนับสนุนด้วย ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 157 120 และ 199 ซึ่งชัดเจนว่า บุคคลเหล่านี้มีพฤติกรรมจงใจกระทำผิด ดังนั้น จะมีโทษ เช่น จำคุก จำคุกตลาดชีวิต และประหารชีวิต โดยตนจะรวบรวมข้อมูลส่งข้อมูลให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สั่งฟ้องโดยเร็วที่สุด\"\n\n \n\nปชป.ยื่นถอดถอน\"นพดล\"วันนี้\n\nนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ และ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน(วิป) เปิดเผยว่าวันนี้(10 ก.ค.) ได้นัดกับนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เพื่อยื่นถอดถอนนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ในเวลา 14.30 น. ที่อาคารวุฒิสภา โดยรายละเอียดของการถอดถอนจะชี้ให้เห็นใน 3 ประเด็น คือ 1. กรณีการลงนามใน แถลงการร่วมไทย-กัมพูชา และการดำเนินการก่อนที่นายนพดล จะไปลงนาม ซึ่งได้มีการทักท้วงกันมาเป็นระยะๆ แล้วจากบุคคลหลายฝ่าย แต่นายนพดลไม่ใส่ใจยับยั้งหรือหยุดการกระทำ ซึ่งถือว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรค 2 และนายนพดลยังมีการให้สัมภาษณ์ตอบโต้เรื่อยมา 2.นายนพดล ถือว่าเป็นนักกฎหมาย รู้กฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นอย่างดี แต่กลับไปลงนามในสัญญาร่วม ถือว่าเป็นการจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และ3. การลงนามในข้อตกลงเมื่อเดือน พ.ค. ถือว่ามีเหตุจูงใจพิเศษเป็นการส่อพิรุธที่พบในภายหลัง ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการดำเนินการทุกอย่างมีเจตาฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ\n\n \n\nป.ป.ช.พร้อมพิจารณาถอดถอนครม.\n\nนายกล้านรงค์ จันทริก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)กล่าวถึงการถอดถอนคณะรัฐมนตรีของ ส.ว.ว่า การถอดถอนรัฐมนตรี ส.ว.จะต้องยื่นเรื่องไปที่ประธานวุฒิสภา หากประธานตรวจสอบแล้วว่าคำร้องถูกต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน ประธานก็สามารถ ส่งเรื่องมายัง ป.ป.ช. หลังจากนั้น ป.ป.ช.ก็ดำเนินการโดยตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ขึ้นมา อย่างเช่น กรณีของนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ หลังจากนั้น ป.ป.ช.ก็จะตั้งคณะกรรมการไต่สวนขึ้นมา ต่อจากนั้นก็จะส่งหนังสือแจ้งไปยังผู้ถูกถอดถอนทุกคน และผู้ถูกถอดถอนก็จะต้องนัดกับคณะอนุไต่สวนฯว่าจะชี้แจง หรือไม่ หลังจากนั้นคณะกรรมการไต่สวนก็จะวินิจฉัยเมื่อวินิจฉัย เห็นว่ามีมูล ก็ส่งเรื่องกลับไปยัง ประธานวุฒิสภา เพื่อให้ลงมติให้ได้เสียง 3 ใน 5 ของสมาชิกวุฒิสภา\n\n \n\nสำหรับกรณีการทุจริตโครงการท่ออุโมงค์ระบายน้ำ สมัย นายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ว่าฯกทม.นั้น นายกล้านรงค์ กล่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มาจากสื่อ ขณะนี้ยังไม่มีมีคนมาร้องเรียน และป.ป.ช.ก็ยังไม่มีมูล แต่ขณะนี้ให้เจ้าหน้าที่เตรียมข้อมูลและยกเรื่องนี้ขึ้นมาตรวจสอบ หากได้ข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์ ในวันพฤหัส ที่ 10 ก.ค.นี้ ก็สามารถยกขึ้นมาพิจารณาได้ทันที\n\n \n\nปัดจีบพรรคร่วมเปลี่ยนขั้ว\n\nนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่าการไม่ยื่นถอดถอน ครม.ทั้งคณะไม่เกี่ยวกับการรักษาไมตรีเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล แต่แกนนำพรรคและทีมกฎหมาย ได้ดูในข้อกฎหมายและการทำงานที่เคร่งครัดพอสมควร เช่น เวลาเราพูดเรื่อง การถอดถอน ครม. ตามความเป็นจริงเราไม่สามารถยื่นถอดถอนทั้งคณะได้ เพราะต้องยื่นถอดถอนรัฐมนตรีทั้ง 30 กว่าคน ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องบรรยายว่า เขาฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญอย่างไร ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าวันนั้นรัฐมนตรีคนนั้นอยู่ในที่ประชุมหรือไม่ ดังนั้น จึงไม่ง่ายที่จะไปถอดถอน เพราะไม่มีบทบัญญัติเรื่องการถอดถอน ครม. มีแต่ถอดถอนรัฐมนตรีแต่ละคน และการถอดถอนต้องเป็นเรื่องจงใจฝ่าฝืน ไม่ใช่แค่ทำผิด ถ้าทำผิดตนสามารถยื่นได้เลย เพราะครม.ผิดรัฐธรรมนูญแน่นอน อยู่แล้ว เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว แต่การถอดถอนต้องส่อว่าจงใจ\n\n         \n\n\" ไม่มีเรื่องการรักษาไมตรีกับพรรคร่วมรัฐบาล ที่มีบางคนในพรรคไปพูด เรื่องเปลี่ยนขั้วก็เป็นความเห็นส่วนตัว จุดยืนของผมและของพรรคคือ ไม่มีการเรียกร้อง เรื่องนี้ เราก็ทำหน้าที่ตรวจสอบของเราต่อไป\"\n\n \n\nส่วนที่นายสมัคร ระบุว่าไม่สามารถลาออกทั้งครม.ได้เพราะจะทำให้เกิด สุญญากาศทางการเมือง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตามกฎหมายจะมีทางออกอยู่ตลอด และไม่อยากให้นักการเมืองคนไหนคิดว่าถ้าขาดตัวเองแล้วบ้านเมืองจะอยู่ไม่ได้เพราะมันไม่จริงส่วนที่นายกรัฐมนตรี บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้บกพร่องนั้น ขอให้บอกมาว่า บกพร่องตรงไหน เพราะถ้าบกพร่องเพราะคนไม่ปฏิบัติตามคงไม่ใช่เพราะนั่นคือความบกพร่องของบุคคลที่ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญต่างหาก ที่ผ่านมาไม่เห็นว่ารัฐธรรมนูญจะบกพร่องตรงไหนที่รัฐบาลทำงานไม่ได้มีแต่รัฐบาลได้ละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา190 ไปแล้วทั้งที่มีคนทักท้วงไปแล้วการละเมิดตรงนั้นจึงเป็นปัญหาบกพร่องส่วนบุคคลมากกว่า\n\n \n\n\"เติ้ง\" ปัดครม.ไม่เกี่ยว ลอย \"นพดล\"\n\nนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่ายังไม่ได้หารือกับพรรคร่วมรัฐบาล และยังไม่ได้พบนายสมัคร จึงยังไม่ได้พูดกันแต่อย่างใด สำหรับกรณีที่คณะกรรมการมรดกโลกมีมติให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชานั้นตนอยากแสดงความเห็นว่า เรื่องนี้ นายนพดล ต้องรับผิดชอบ ส่วนจะรับผิดชอบอย่างไรนั้นก็แล้วแต่ตัวท่าน ส่วน ครม.ไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะพิจารณาตามรายงานของกระทรวงการต่างประเทศที่รายงานเข้ามา ซึ่งยืนยันว่า ไม่ต้องเอาเรื่องนี้เข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฏร เพราะว่า ครม.ไม่ทราบเรื่องอะไร\n\n \n\nสำหรับปัญหาที่นายยงยุทธ ได้รับใบแดงจนอาจนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชนนั้น นายบรรหาร กล่าวว่า ขึ้นตอนยังอีกหลายเดือน ทุกอย่างเป็นไปตามระบบกระบวนการ อะไรจะเกิดก็เกิด บ้านเมืองเป็นอย่างนี้จะทำไงได้  ต่างฝ่ายต่างไม่ยอม บ้านเมืองก็เป็นอย่างนี้ สงสารประเทศไทยรวมถึงสื่อด้วย พวกคุณด้วยป้อนคำถามดีๆ สื่อเองก็มีส่วนด้วย เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่าเสถียรภาพของรัฐบาลยังบริหารประเทศต่อไปได้ นายบรรหาร กล่าวว่า \"ผมไม่ขอตอบเรื่องนี้\" ส่วน การปรับ ครม.จะสามารถช่วยคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมืองลงได้หรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า \"ผมไม่ตอบ\" พร้อมกับเดินหนี\n\n \n\n\"ปราสาทพระวิหาร\"เป็นมรดกโลกไม่กระทบการค้าชายแดน\n\nด้านนายทวีวัฒน์ เมฆธวัชชัยกุล ผู้ช่วยนายด่านศุลกากรคลองใหญ่ จ.ตราด เปิดเผย ว่า จากปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา เรื่องการขึ้นมรดกโลกของปราสาทพระวิหาร ทำให้ชาวไทย-ชาวกัมพูชา มีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกัน อันอาจจะส่งผลกระทบในเรื่องการค้าชายแดนด้านไทย-กัมพูชา จ.ตราดที่มีจุดผ่านแดน ถาวรที่บ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด และมีการค้าขายผ่านท่าเรือเพื่อการส่งออกไปยังกัมพูชาด้วยจากสถิติ มูลค่าการค้าชายแดนในปีงบประมาณ 2550 (ตุลาคม 2550-กันยายน 2551)\n\n          \n\nทั้งนี้ พบว่าในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมามีมูลค่า การค้ากว่า 9,000 ล้านบาท เหลือประมาณ 1,000 ล้านบาท/เดือน ซึ่งในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะมีมูลค่าเกิน 14,000 ล้านบาท/เดือน ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากปี 2549 ที่มีจำนวน 14,000 ล้านบาท จำนวน 10% หรือ 15,400 ล้านบาท และเป็นไปตามเป้าหมายที่เติบโต 10% และผลกระทบเรื่องความขัดแย้งยังไม่ปรากฏให้เห็นในขณะนี้\n\n \n\n\"ผมว่าคงไม่กระทบอะไรเพราะยังมีการขนส่งสินค้าอย่างต่อเนื่อง แต่ 1 หรือ 2 เดือนอาจจะลดไปบ้าง เพราะเหตุผลเรื่องการเลือกตั้งในกัมพูชา หรือการที่ช่วงนี้มีมรสุมการส่งสินค้าทางเรืออาจจะได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติได้ เรือขนาดเล็กจึงไม่กล้านำเรือออกไป อย่างไรก็ตามก็สามารถส่งทางบกผ่านถนนสาย 48 ได้ ซึ่งเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น แต่ยังมีปัญหาเรื่องการจัดเก็บภาษีของฝั่งกัมพูชาที่ยังไม่แน่นอน รวมทั้งภาษีเถื่อนที่เหตุให้ผู้ประกอบการต้องรอการตัดสินใจไปก่อน แม้จะมาขอข้อมูลกับด่านศุลกากรคลองใหญ่มาหลายราย แต่ก็คงต้องมีการจัดระบบการขนส่งอีกระยะ\"\n\n          \n\nเรียบเรียงจาก : ผู้จัดการและแนวหน้า \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-6c43675eda424f298197480b69221adc", "input": "Title: กองเรือทะเลใต้ของจีนจัดกองเรือพิฆาต 3 ลำ - ซ้อมรบกระสุนจริง \n Body: กองเรือทะเลใต้ของจีน ซึ่งมีรับผิดชอบพื้นที่ทะเลจีนใต้ จัดกองเรือพิฆาต 3 ลำ ซ้อมรบกระสุนจริง มีการฝึกต่อต้านเรือรบ ต่อต้านเรือดำน้ำ และต่อต้านการโจมตีทางอากาศ ทั้งนี้ทะเลจีนใต้เป็นบริเวณที่หลายชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งจีนและไต้หวัน ต่างอ้างกรรมสิทธิ์\n19 ม.ค. 2559 สำนักข่าวซินหัว [1] ของทางการจีน รายงานเมื่อวันที่ 18 ม.ค. เผยแพร่ภาพกองเรือทะเลใต้ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA South Sea Fleet) ซึ่งมีที่ตั้งหลักอยู่ที่ ฐานทัพเรือ ยู่หลิน เกาะไหหลำ รับผิดชอบพื้นที่ทะเลจีนใต้ ทำการซ้อมรบด้วยกระสุนจริง โดยระบุว่าเป็นการฝึกซ้อมช่วงกลางเดือนมกราคม\n\nเรือพิฆาต จูไห่ (166) สังกัดกองเรือทะเลใต้ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ในระหว่างฝีกซ้อมด้วยกระสุนจริง (ที่มา: Xinhua/81.cn)\n\nเรือพิฆาตวูฮั่น (169) สังกัดกองเรือทะเลใต้ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ยิงกระสุนจริงจากปืนประจำการเรือพิฆาต ในระหว่างการฝึกซ้อมด้วยกระสุนจริง (ที่มา: Xinhua/81.cn)\n \nเว็บไซต์ Chinamil [2] ให้ข้อมูลเรือที่ร่วมซ้อมรบว่า ประกอบด้วย เรือพิฆาต จูไห่ (166) ฝึกยิงอาวุธในระยะประชิด นอกจากนี้เรือพิฆาต จูไห่ ยังประกอบกำลังฝึกแบบกองเรือ ร่วมกับ เรือพิฆาตกวางโจว (168) และเรือพิฆาตหวู่ฮั่น (169) โดยในระหว่างการฝึกเรือพิฆาตทั้ง 3 ลำ มีการฝึกต่อต้านเรือรบ ต่อต้านเรือดำน้ำ และต่อต้านการโจมตีทางอากาศอีกด้วย\nผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า พื้นที่ทะเลจีนใต้ หรือที่จีนเรียกทะเลหนานไห่ หรือทะเลใต้ ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากเป็นเส้นทางเดินเรือสินค้า และเส้นทางผ่านของเที่ยวบินพาณิชย์ ในขณะที่มีหลายชาติอ้างกรรมสิทธิในทะเลจีนใต้ ทั้งจีน ไต้หวัน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย\nในขณะที่จีนได้ตั้งจังหวัดซานชา ขึ้นกับมณฑลไหหลำ เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2555 แบ่งการปกครองของจังหวัดใหม่ออกเป็น 3 อำเภอ คือ (1) อำเภอซีชา หรือหมู่เกาะพาราเซล (2) อำเภอหนานชา หรือหมู่เกาะสแปรตลี และ (3) อำเภอจงชา ซึ่งรวมเอาเกาะปะการังแมคเคิลส์ฟิลด์แบงค์ (Macclesfield Bank) และสันดอนสกาโบโร โชล (Scarborough Shoal)\nสำหรับเมืองใหญ่สุดของจังหวัดซานชา อยู่ที่เกาะย่งชิง หรือเกาะวู้ดดี้ (Woody Island) ซึ่งเป็นเกาะทางตอนใต้ถัดจากเกาะไหหลำ มณฑลไหหลำของจีน\nขณะที่เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา จีนประกาศว่าได้ทำการทดสอบการบินระหว่างท่าอากาศยานเม่ยหลัน เมืองไหโข่ว บนเกาะไหหลำทางใต้ของจีน ไปยังสนามบินซึ่งสร้างขึ้นด้วยการถมทะเลที่เกาะปะการัง ไฟเออรี ครอส รีฟ (Fiery Cross Reef) ซึ่งจีนเรียกว่าเกาะหยงชู (Yongshu Jiao) (พิกัด 9.549167, 112.889167 [3]) ในทะเลจีนใต้ อยู่ในหมู่เกาะหนานชา หรือหมู่เกาะสแปรตลี นับเป็นสนามบินที่ตั้งอยู่ตอนใต้สุด ในพื้นที่ซึ่งจีนอ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ โดยอยู่ห่างจากชายฝั่งเวียดนามราว 550 กม. และห่างจาก จ.ตราด ไปทางทิศตะวันออกราว 1,1000 กม. (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) [4]\nโดยสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ยึด \"เส้นประ 9 เส้น (nine-dash line หรือ 南海九段线) ในทะเลจีนใต้ว่ามีอำนาจอธิปไตยเหนือบริเวณที่เส้นประ 9 เส้นครอบคลุมอยู่ โดยเป็นการอ้างตามที่รัฐบาลจีนคณะชาติอ้างไว้เมื่อเดือนธันวาคม 2490 โดยเป็นการอ้างหลังการพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งสอง ต่อมาในยุคที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนยึดแผ่นดินใหญ่ได้ทั้งหมดในปี พ.ศ. 2492 จีนก็ยังคงอ้างกรรมสิทธิ์ตามเส้นประ 9 เส้น และต่อมามีการสร้างเกาะเทียมจากการถมทะเลขึ้นมาจากเกาะปะการัง และสันดอนในทะเลจีนใต้ รวมทั้งวางกำลังทางทหารในพื้นที่ด้วย\nขณะที่สหรัฐอเมริกาในยุคของประธานาธิบดีบารัก โอบามา พยายามยับยั้งความเคลื่อนไหวของจีน โดยในเดือนตุลาคม 2558 สหรัฐอเมริกาได้ส่งเรือพิฆาตชั้น Aegis ชื่อ USS Lassen เข้ามาลาดตระเวนภายในเส้น 12 ไมล์ทะเลของสันดอนซูบี (Subi Reef) \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-0b4e44d0e7bd4e388ed594473f5293c1", "input": "Title: ติช นัท ฮันห์ นำคณะนักบวชหมู่บ้านพลัมเยือนไทย ต.ค. นี้ \n Body: มูลนิธิหมู่บ้านพลัม 16 สิงหาคม 2553 - พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ พระเถระแห่งพุทธศาสนานิกายเซน นำคณะนักบวชหมู่บ้านพลัม 80 รูป จาริกธรรมมายังเมืองไทยระหว่างวันที่ 11 ตุลาคม ถึง 1 พฤศจิกายนศกนี้ โดยการนิมนต์ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) จัดกิจกรรมภาวนาและปาฐกถาธรรม ภายใต้ชื่อ “จิตสงบ ใจเปิดกว้าง” เชื่อมสัมพันธ์เถรวาท-มหายาน\n“เราให้ชื่อของการจาริกธรรมครั้งนี้ว่า จิตสงบ ใจเปิดกว้าง เพราะแนวทางปฏิบัติธรรมของหมู่บ้านพลัมเน้นที่การฝึกสติในชีวิตประจำวัน เมื่อเราฝึกจนจิตใจของเราเข้าถึงความสงบสันติ หัวใจของเราจะเปิดออกทำให้เรามองเข้าไปเห็นสิ่งที่อยู่ในใจของเราได้อย่างลึกซึ้ง และสามารถเปิดใจรับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาอย่างที่เป็นได้” ภิกษุณีนิรามิสา พระธรรมจารย์รูปหนึ่งของหมู่บ้านพลัมซึ่งขณะนี้ประจำอยู่ที่ประเทศไทย เล่าให้ฟังถึงที่มาของชื่อการจาริกธรรมครั้งนี้\nการเดินทางมายังประเทศไทยของคณะนักบวชหมู่บ้านพลัมครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการจาริกธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปี 2553 (Thich Nhat Hanh Southeast Asia Tour 2010) โดยเริ่มจากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ก่อนที่จะมายังประเทศไทย และไปสิ้นสุดที่ฮ่องกง\nในช่วงเวลาเกือบเดือนที่พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์และสังฆะหมู่บ้านพลัมอยู่ที่ประเทศไทย ท่านจะแสดงปาฐกถาธรรม 2 ครั้ง ครั้งแรก วันที่ 18 ตุลาคม 2553 ในหัวข้อ “ปาฏิหารย์แห่งปัจจุบันขณะ” ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ (ประตูเปิดเวลา 17:00 น.) และครั้งที่สอง วันที่ 23 ตุลาคม 2553 ภายใต้หัวข้อ “สันติคือหนทาง” ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วังน้อย จ.อยุธยา ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานปาฐกถาทั้งสองงานได้โดยไม่เสียค่าลงทะเบียนแต่อย่างใด หรือสามารถบริจาคได้ตามจิตศรัทธา\nนอกจากนั้น วันที่ 24-28 ตุลาคม 2553 จะมีงานภาวนา 5 วันสำหรับครอบครัวและบุคคลทั่วไป ที่วังรีรีสอร์ท จ.นครนายก งานภาวนานี้รับสมัครตั้งแต่เด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป โดยมีข้อกำหนดว่าเด็กอายุระหว่าง 6-14 ปีจะต้องมีผู้ปกครองมาด้วย (มีค่าลงทะเบียน)\nกิจกรรมสุดท้ายก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังประเทศฮ่องกง พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ จะเป็นประธานในพิธีทอดผ้าป่า ซึ่งจัดขึ้นโดยสังฆะหมู่บ้านพลัม*ในประเทศไทย ในวันที่ 30 ตุลาคม ณ สถานปฏิบัติธรรมชั่วคราวหมู่บ้านพลัม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา\nผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ออนไลน์ได้ทาง www.thaiplumvillage.org [1] หรือ สอบถามรายละเอียดได้ที่อีเมล์ awakeningsource@yahoo.com [2] โทร 085-318-2939, 086-688-4984 ในเวลา 8:00 น. – 17:00 น. วันจันทร์ถึงศุกร์ เท่านั้น\n \nดูกำหนดการกิจกรรมได้ที่\nhttp://prachatai.com/activity/2010/08/30760 [3]\n \n \n \nหมายเหตุ\n*คำว่า “สังฆะ” ตามความหมายของหมู่บ้านพลัม หมายถึง พุทธบริษัทสี่ผู้ปฏิบัติร่วมกัน ทั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-da87c444b08d47b7a63cd2e2730a8529", "input": "Title: 19 แกนนำ นปช. ขึ้นศาลทหาร คดีแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติ \n Body: ศาลนัดสอบคำให้การ คดี 19 แกนนำ นปช.แถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติ ฝืนคำสั่ง คสช. มั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน 'ธิดา' ยันเปิดศูนย์ฯ ปรารถนาดี เพื่อออกเสียงโปร่งใสและได้รับการยอมรับ ไม่ต่างจากตรวจสอบการเลือกตั้ง\n\nภาพขณะ จตุพร เดินทางจากเรือนจำมาศาลทหาร ที่มาภาพ เพจ Jatuporn Prompan - จตุพร พรหมพันธุ์\n5 ก.ย. 2560 รายงานข่าวระบุว่า วันนี้ (5 ก.ย.60) เมื่อเวลา 9.00 น. ที่ศาลทหารกรุงเทพฯ ศาลนัดสอบคำให้การ คดี 19 แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ฝ่าฝืนคำสั่งคสช. ที่ 7/2557 ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป จากกรณีที่ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติ ที่อิมพีเรียลลาดพร้าว เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2559 โดยแกนนำ นปช. 19 คน ประกอบด้วย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช., ธิดา ถาวรเศรษฐ, จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ, นพ.เหวง โตจิราการ, ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ, ยงยุทธ ติยะไพรัช, ก่อแก้ว พิกุลทอง, วีระกานต์ มุสิกพงศ์, สงคราม กิจไพโรจน์, สมหวัง อัศราศี, ธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ์, เกริกมนตรี รุจโสตถิรพัฒน์, อารี ไกรนรา, สมชาย ใจมุ่ง, พรศักดิ์ ศรีละมุด ศักดิ์รพี พรหมชาติ และนิสิต สินธุไพร\nขณะที่ กรมราชทัณฑ์ นำตัว จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ที่อยู่ระหว่างถูกจำคุกในคดีหมิ่นประมาท อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าสั่งฆ่าประชาชน ในการปราศัยเวทีชุมนุมกลุ่ม นปช. เมื่อปี 2552 ที่ผ่านมา และ ยศวริศ ชูกล่อม ถูกจำคุกในคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยทั้งสองมีสีหน้ายิ้มแย้มทักทายมวลชนที่เดินทางมาให้กำลังใจประมาณ 20 คน\nวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์ นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส) ในฐานะทนายความ แกนนำกลุ่ม นปช. กล่าวว่า วันนี้ทางศาลทหารได้นัดสอบคำให้การ แต่เนื่องจากวันนี้วันนี้ ศักดิ์รพี พรหมชาติ ไม่สบาย คาดว่าอาจจะมีการเลื่อนนัดสอบคำให้การออกไป ส่วน นิสิต สินธุไพร ยังเดินทางมาไม่ถึง แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับศาลว่าจะมีคำสั่งเช่นใด\nด้าน ธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำ นปช. ยืนยันว่า การเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติเป็นความปรารถนาดี เพื่อให้การออกเสียงประชามติมีความโปร่งใสและได้รับการยอมรับ ซึ่งกระบวนการที่ทำไม่ต่างจากกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้ง ดังนั้นจึงไม่ใช่การชุมนุมทางการเมือง และเป็นเพียงการแถลงข่าวอย่างเปิดเผยถึงกระบวนการทำงานของกลุ่ม ไม่ได้มีการยุแหย่ หรือให้มีการชุมนุมทางการเมืองแต่ประการใด ทั้งนี้คดีดังกล่าวเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่เปิดศูนย์ปราบโกงแล้วมีคนที่ถูกกล่าวหามากที่สุดในช่วงนี้ ทั้งแกนนำ นปช. และผู้มาร่วมงานก็ถูกกล่าวหาทั้งหมด\nนพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. กล่าวอ้างถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มีการประชุมหลายสิบคนเช่นกัน ว่าเป็นการชุมนุมทางการเมืองหรือไม่ ก่อนยืนยันว่า การเปิดศูนย์ปราบโกงของ นปช. ไม่ใช่การชุมนุมทางการเมือง แต่เป็นการเชิญชวนคนมาร่วมกันตรวจสอบและออกเสียงประชามติ โดยตั้งข้อสงสัยถึงมาตรฐานด้านความยุติธรรม เพราะหากไม่มีมาตรฐานแล้ว การเดินหน้าปรองดองประกาศสัญญาประชาคม จะทำให้เกิดความปรองดองได้จริงหรือไม่ \nก่อนกล่าวถึงกรณีเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ 7 ตุลาคม 2551 ที่ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและแก๊สน้ำตา เทียบกับ เหตุการณ์สลายการการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง พฤษภา 2553 ที่มีการใช้กำลังทหาร 3 เหล่าทัพและกระสุนจริง 2 แสนกว่านัด ว่าเป็นการกระทำสองมาตรฐาหรือไม่ เพราะมิฉะนั้นประเทศนี้จะหาความยุติธรรมไม่ได้ การสมานฉันท์ปรองดองจะไม่เกิด\nสำหรับการดำเนินคดีกรณีการเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ นอกจาก 19 แกนนำ นปช. แล้ว ยังมี นปช. และประชาชน ที่ร่วมเปิดศูนย์ฯ ดังกล่าวตามต่างจังหวัดหลายจังหวัด ถูกเจ้าหน้าที่รัฐใช้มาตรการต่างๆ เช่น การนำตัวเข้าค่ายทหารเพื่อปรับทัศนคติ การดำเนินคดี เป็นต้น \nที่มา : Voice TV [1] และกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: education", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-d4fb24a606f345f3b1b9dec01181b9d0", "input": "Title: ทูตสหรัฐฯ กังวลกฎหมายหมิ่นเบื้องสูงไทย ชี้ไม่ควรถูกจำคุกฐานแสดงความเห็นอย่างสันติ \n Body: 'กลิน เดวีส์' ทูตสหรัฐประจำประเทศไทยแสดงความกังวลต่อบทระวางโทษจำคุกหนักหน่วงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ที่พิพากษาภายใต้กฎหมายหมิ่นสถาบันฯ ของประเทศ ระบุไม่มีใครควรถูกจำคุกฐานแสดงความคิดเห็นอย่างสันติ\n       \nเมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2558 ASTV ผู้จัดการออนไลน์ [1] อ้างรายงานตามสำนักข่าวเอเอฟพีว่า นายกลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ ณ เวทีเสวนาที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงเทพฯ ขณะที่การดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพุ่งสูงขึ้น ภายใต้ปกครองของคณะรัฐประหาร\n       \n“เรายังกังวลต่อบทระวางโทษที่ยาวนานอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ที่ศาลทหารไทยพิพากษาต่อพลเมืองฐานละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” เดวีส์ บอกกับผู้ที่ร่วมเสวนา หลังจากแสดงความกังวลว่ากฎหมายหมิ่นประมาททางอาญานี้ถูกใช้สำหรับสกัดกั้นการโต้เถียงของสาธารณะกว้างขวางมากขึ้น\n       \nนายเดวีส์ ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้ราวๆ 9 สัปดาห์ ย้ำว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีความเคารพอย่างยิ่งและรู้สึกชื่นชมพระมหากษัตริย์ไทย แต่ก็อ้างถึงสิทธิการแสดงความคิดเห็นอย่างอิสรเสรี “เราเชื่อว่าไม่ควรมีใครควรถูกจำคุกต่อการแสดงมุมมองอย่างสันติ และเราสนับสนุนอย่างหนักแน่นต่อความสามารถของบุคคลหรือองค์กรอิสระใดๆ ในการค้นคว้าวิจัยและรายงานประเด็นสำคัญๆ โดยปราศจากความกลัวว่าจะถูกแก้แค้น”\n       \nภายใต้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ใครก็ตามที่ถูกพิพากษาว่ามีความผิดฐานดูหมิ่น ดูถูก กล่าวหา ใส่ร้าย และทำให้พระมหากษัตริย์ พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์เสื่อมเสีย มีสิทธิต้องโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี\n       \nนับตั้งแต่ก่อรัฐประการเมื่อปีที่แล้ว กองทัพได้ยกระดับการตรวจตราคำกล่าวหาละเมิดสถาบันฯ มากขึ้น โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์\n       \nในเดือนสิงหาคม สหประชาชาติบอกว่ารู้สึกตกใจต่อโทษจำคุก 30 ปี และ 28 ปีต่อคนไทย 2 คน ในความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ฐานดูหมิ่นกล่าวหาสถาบันฯ บนเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นโทษสูงสุดเท่าที่เคยมีมา\n       \nไทยเป็นพันธมิตรที่ยาวนานของสหรัฐฯ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติตกอยู่ในความตึงเครียดนับตั้งแต่เหตุรัฐประหารเมื่อปีที่แล้วที่สหรัฐฯ ออกมาประณามอย่างหนักหน่วง\n       \nอย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์อันตึงเครียดเช่นนี้ก่อความเสี่ยงต่อดุลอำนาจของสหัฐฯ ทำให้อเมริกาลังเลที่จะโดดเดี่ยวไทยซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่ในภูมิภาค และในวันพุธ (25 พ.ย.) นายเดวีส์ แม้ย้ำถึงเสียงเรียกร้องของวอชิงตันที่ขอให้ไทยคืนสู่ประชาธิปไตย แต่เน้นว่าเขาไม่อยากให้มันเป็นไปในลักษณะของการชี้นิ้วต่อว่า “ไทยจำเป็นต้องทำมันด้วยตนเอง” เขากล่าว \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-a06fd2c1c4824a36be63ea2f1674cd94", "input": "Title: เก็บไว้อ่าน: รวมทวีตคนข่าวเล่าเหตุการณ์คืนรัฐประหาร 49 \n Body: เหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย.49 ผ่านมา 5 ปี ในการรำลึกปีนี้ คนทำสื่อหลายค่ายเล่าเหตุการณ์คืนรัฐประหาร รวมถึงห้วงความคิดเกี่ยวกับการรัฐประหาร ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างทวิตเตอร์ ประชาไทขอทำหน้าที่รวบรวมมานำเสนอ\nกิตติ สิงหาปัด   @kitti3Miti [1]อดีตผู้สื่อข่าวไอทีวี ปัจจุบัน ผู้ประกาศข่าวรายการสามมิติ ช่อง3\nวันนี้ ครบรอบ 5 ปีรัฐประหาร สาธุชนพึงถามตัวเองว่าชีวิตแต่ละท่านเปลี่ยนไปอย่างไรหลังรัฐประหาร ไม่ต้องตอบมาที่ผม\nเวลา นี้เมื่อ 5 ปีที่แล้วผมกำลังจัดรายการฮอทนิวส์ทางไอทีวี แม้ว่ากลิ่นปฏิวัติจะโชยมาแต่หัวค่ำ แต่มันก็ยังไม่เกิดจนผมจบรายการทหารก็ขึ้นตึกพอดี\nทหาร ชุดที่ไปยึดไอทีวีแต่งกายชุดรบอาวุธครบมีพลสื่อสารแบกวิทยุสื่อสารเสาอากาศ ยาวๆ หนึ่งคนไปถึงหัวหน้าชุดบอก \"ทำงานตามปกติครับรอดูสัญญาณ ททบ.5ไว้\"\nอาจกล่าวได้ว่า ชีวิตของผมพลิกผันมาเป็น 3 มิติในปัจจุบันนี้ เพราะการรัฐประหาร19 กันยาโดยแท้\nหลังยึดอำนาจ มีทหารถือเอ็ม 16 นั่งดูผมจัดรายการฮอทนิวส์สดๆ อยู่สองสามคืน จนอาจจะคิดว่าไม่เหมาะจึงออกไปรักษาการณ์แถวหน้าลิฟท์\nทหารจากราบ 11 ที่มาควบคุมไอทีวี อยู่นาน จนภายหลังก็คุ้นเคยกัน\nในฐานะเป็นคนรุ่นที่เกิดในยุคที่โลกมาไกลแล้ว ผมจึงไม่อาจยอมรับการกระทำรัฐประหารรัฐบาลประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นในประเทศใดๆ ในโลก\n \n\nตวงพร อัศววิไล   @pui_tuangporn [2]อดีตผู้สื่อข่าวไอทีวี ปัจจุบัน ผู้สื่อข่าววอยซ์ทีวี\nเห็น @kitti3miti ทวีตรำลึกรัฐประหาร 19 กย. เมื่อครั้งอยู่ไอทีวี ก็เลยทำให้อดรำลึกความหลังไม่ได้ ขอเล่าสู่กันฟังบ้างค่ะ\nช่วง เย็น 19 กย. 49 กำลังขับรถกลับบ้าน แต่ถูกโทร.กลับให้เข้าสถานีด่วน คนโทรตามเขาบอกว่า คอนเฟิร์ม วัน ว.เวลา น.แล้ว มารอต้อนรับพี่ทหารได้เลย\nเมื่อกลับถึงสถานีไม่กี่นาที ทหารจากราบ 11 ก็ขึ้นมาถึงกองบก.ข่าว เราก็เชิญให้ หน.ที่คุมกำลังมานั่ง ทหารก็สอบถามเราบางเรื่อง\nขณะ นั้นดิฉันรับผิดชอบโต๊ะการเมือง ช่วงนั้นมีโทร.ทางไกลจากนิวยอร์ค ถามว่า ขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกอากาศสดได้หรือไม่ ดิฉันตอบไปว่า \"ทหารมาแล้ว\"\nตัด ไปที่ช่อง 9 เนื่องจากทหารหลงทางไปถึงที่หมายช้ากว่าวันว.เวลา น.ที่วางไว้ ทำให้ คุณทักษิณ ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ แต่ก็ถูกตัดกลางอากาศ\nวัน นั้นอยู่ไอทีวีจนเช้าช่วงดึกๆ ก็แลกเปลี่ยนค.เห็นกับทหารที่มาคุมสถานี จน 7 โมงเช้าถึงอนุญาตให้ออกอากาศจำได้ว่าอ่านประกาศ คปค.จนเมื่อยเลย\nจำได้ว่าบอกกับหัวหน้าชุดว่า \"ไม่เชื่อว่าประชาธิปไตยจะงอกจากปลายกระบอกปืน\" เพราะเคยมีประสบการณ์ร้ายจากเหตุการณ์ พ.ค. 35\nยอม รับว่า ทหารชุดนี้ฝึกปฏิบัติการจิตวิทยามวลชนมาดีจริงๆ จากคนแปลกหน้าวันนั้น ต่อมาคุ้นเคยกันมากขึ้น ดิฉันยิงปืน M16 พอได้เพราะฝึกที่ราบ 11\nมีคนทวีตถาม เรื่องสายทางไกลจากนิวยอร์ค พอตอบว่า \"ทหารมาแล้ว\" ก็จบข่าวสิคะ แปลว่า ยึดสถานีไว้ได้แล้ว\nหลัง รัฐประหาร 49 ก็เข้าสู่ยุคสุดท้ายของไอทีวี รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ โดยคุณหญิงทิพาวดี เดินหน้าเรื่องปัญหาสัมปทาน ต่อสู้กันถึงศาล รธน.\nแก้ไข ต่อสู้เรื่องไอทีวีในศาลปกครอง ก่อนหน้านั้นไปยื่นหนังสือกับนายกฯสุรยุทธ์ 2 ครั้ง หลังเปลี่ยนผ่านเป็นทีไอทีวี และจอมืดในที่สุด ม.ค.50\nถ้า จะบอกว่าหนึ่งในบันได 4 ขั้นของ คมช. คือการปิดสื่ออย่างไอทีวี ก็ได้ อาทิตย์ก่อน สุนัย จุลพงศธร อภิปรายว่า TPBS เกิดจากเหล้า บุหรี่ รถถัง\n \n \nสุทธิชัย หยุ่น   @suthichai [3]ผู้บริหารสื่อเครือเดอะเนชั่น\nวันนี้ ครบรอบห้าปีรัฐประหาร...คนต่อต้านทหารปฏิวัติต้องต่อต้านทุกครั้งที่ ปฏิวัติ...อย่าเลือกต่อต้านบางปฏิวัติ...ผมต่อต้านทุกปฏิวัติไม่ว่ายุคไหน\nพิสูจน์ ว่าสื่อไหนต่อต้านหรือสนับสนุนรัฐประหาร...ให้ย้อนกลับไปอ่านบทนำหน้าหนึ่ง ของสื่อนั้นๆ...ทุกอย่างมีหลักฐาน ไม่มีใครปฏิเสธความจริงได้\nถนอม ปฏิวัติ, สุจินดาปฏิวัติ, บิ๊กบังปฏิวัติ...ใครมีจุดยืนอย่างไร...สื่อ, นักวิชาการ, นักการเมือง, นักธุรกิจ...แค่ย้อนกลับไปอ่านเท่านั้น\nถ้าคุณต่อต้านรัฐประหารจริง, ต้องไม่ยอมรับใครก็ตามที่ไปทำงานให้คณะปฏิวัติ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม\nคนที่ได้สัมปทานจากคณะปฏิวัติไม่มีสิทธิอ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย\nทุก ครั้งที่รัฐประหาร นักการเมือง, นักธุรกิจ, แอคทิวิสท์ทั้งหลายหายไปหมด...ทิ้งไว้แต่นักข่าวตัวเล็กๆ ที่ต้องเผชิญกับการทำหน้าที่รายงานข่าว\nเกิด รัฐประหารครั้งใด บางคนลี้ภัยได้ บางคนหนีเข้าป่าได้ บางคนหลบเข้าค่ายทหารได้ แต่คนข่าวที่รับผิดชอบต้องทำงานกลางแจ้ง ถูกคุกคามก็ต้องทำงาน\nผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่คนไทยทุกกลุ่มต้องร่วมกันต่อต้านรัฐประหารในอนาคต...แต่ต้องทำเพื่อคนทั้งประเทศ\nนอกจากต่อต้านการรัฐประหารที่ทำให้บ้านเมืองเสียหายย่อยยับแล้ว เราก็ยังต้องต่อต้านเผด็จการที่แฝงมาทุกรูปแบบด้วย!\n \n\nประวิตร โรจนพฤกษ์   @pravitr [4]ผู้สื่อข่าวอาวุโส นสพ.เดอะเนชั่น\nน่าละอาย: คนจำนวน1ที่ไม่เคยต่อต้านรัฐประหาร 19 ก.ย. หรือสนับสนุนเงียบๆ เกิดอาการกินปูนร้อนท้อง พร่ำเพ้อว่า ตนไม่เคยสนับสนุนรปห.\n5 ปี รปห. 19 ก.ย. อยากรู้ว่า สื่อไหนยืนอยู่ตรงไหน ให้ช่วยกันกลับไปอ่านบทบรรณาธิการแต่ละฉบับ รวมทั้งคอลัมนิสต์ที่ชื่นชอบต่างๆ หลายคนอาจแปลกใจ\n19 กย 49 แม้กระทั่ง มติชนยังเขียนในบทบรรณาธิการ 22 กย. 49 ว่าทำไมจึงจำเป็นต้องมีรปห. แถมแนะนำบรรดานายพลที่ยึดอำนาจว่าควรทำอะไรบ้าง\nส่วน คมชัดลึก หลังรปห. 49 ก็เขียนบทบรรณาธิการที่พยายามอธิบายว่า ทำไมรปห.ครั้งนั้นเป็นรปห.เพื่อชาติ และต่างกับรปห.ครั้งที่ผ่านๆ มาอย่างไร\nส่วนนสพ.The Nation เขียนลงบทบก. ฉบับ 21 ก.ย.49 ว่า ผู้ทำรปห.ต้อง \"ฟื้นฟู\" ค.มั่นใจของประชาชนไทยผู้รักประชาธิปไตย... (ต่อ)\n(ต่อ) และแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาประชาธิปไตยครั้งนี้จะยั่งยืน\n5ปีที่แล้ว นสพ.ผู้จัดการเขียนบทบก. 22 ก.ย.49 แสดงค.ยินดีต่อความสำเร็จ ในการปฏิบัติการ ของทหาร \"ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว\"\nคง เป็นประโยชน์มิใช่น้อย หากแต่ละคนจะถามตนเองว่า 5ปีที่แล้ว 19 ก.ย. 49 คุณอยู่ไหน ทำอะไร หรือไม่ได้ทำอะไร เพราะอะไร ตอนเกิดรัฐประหาร\n5ปี รัฐประหาร19 ก.ย.เรามาลองนึกถึงมรดกคมช.ว่ามีอะไรอยู่บ้าง เรามาระลึกถึงคนที่ออกมาต่อต้านคนแรกๆ ซึ่งตอนนี้บางคนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ\nและที่ลืมไม่ได้สำหรับ 5 ปีรปห.คือ ขอระลึกถึงผู้ที่ต่อต้าน ทั้งยังมีชีวิต เสียชีวิต บาดเจ็บ และลี้ภัย ขอคารวะ\nผิด หวัง ครบรอบ 5 ปีรัฐประหารทั้งที ไม่เห็นบท บก.มติชนเขียนอธิบายว่า สื่อหลักรวมถึงมติชน เคยสนับสนุนหรือยอมรับอำนาจทหารไปได้อย่างไร\n5 ปีผ่านไป สื่อหลักทำราวว่า ไม่เคยสนับสนุนรปห.19 กย.&ไม่สนใจถามว่าทำไมถึงเคยสนับสนุน+ทุกวันนี้ก็ยังสนับสนุนมือที่มอง ไม่เห็นหรือไม่?\nสังคม ที่ไม่เรียนรู้ว่า 5 ปีที่แล้วคนออกไปยื่นดอกไม้ให้คณะรปห.19 กย.ได้อย่างไร&นิ่งดูดายได้อย่างไร เป็นสังคมเสี่ยงต่อการทำผิดซ้ำซ้อน \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-03573911490d42f29bde549a53036841", "input": "Title: การฮิจเราะห์ (การอพยพ) \n Body: ความหมายของการฮิจเราะห์\n\n            ความหมายในทางรากศัพท์ : การตัดขาด , การเคลื่อนย้าย \n\n            ความหมายในทางวิชาการ : การละทิ้งสิ่งที่พระเจ้าทรงห้าม หรือการโยกย้ายจากสถานที่ที่น่าสพรึงกลัวไปยังสถานที่ที่ปลอดภัย หรือการอพยพจากสถานที่อันไม่สามารถแสดงตนเป้นมุสลิมไปสู่อาณาจักรอิสลาม \n\n \n\nหลักการที่เกี่ยวข้องกับการฮิจเราะห์\n\n            1.ในยุคแรกของอิสลาม การฮิจเราะห์ถูกกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ปฏิญาณตนเข้ารับอิสลามทุกคน จากเมืองมักกะห์ ไปยังเมืองมาดีนะห์ (ปัจจุบันอยู่ใประเทศซาอุดิอาระเบีย : ประชาไท) ทั้งนี้เพื่อสร้างประชาคมมุสลิมที่นครมาดีนะห์ เนื่องจากประชากรมุสลิมที่นั่นมีน้อย ยกเว้นคนอ่อนแอที่ขาดปัจจัย เช่น คนชรา เด็ก สตรีหรือทาส เป็นต้น\n\n            2.ภายหลังการบุกเบิกนครมักกะห์ในปีที่ 8 หลังการฮิจเราะห์ (ของศาสดามูฮัมหมัด) บทบัญญัติเกี่ยวกับการฮิจเราะห์ ก็เปลี่ยนไป เนื่องจากสถานการณ์ในมักกะห์เปลี่ยนไป กล่าวคือการปฏิบัติศาสนากิจใดๆ สามารถทำได้โดยอิสระเสรี การฮิจเราะห์จึงไม่จำเป็นอีกต่อไป \n\n            ดังวัจนะของศาดามูฮัมหมัด ที่บันทึกไว้โดยอิหม่ามบูคอรีย์และมุสลิม ว่า \"ไม่มีการฮิจเราะห์อีกแล้ว หลังการบุกเบิกมักกะห์ แต่การณ์ทั้งหลายขึ้นอยู่กับการเจตนาและการต่อสู้\"\n\n            3.โดยนัยยะนี้ อิหม่ามชาฟีอีย์( รอหิมากูมุลเลาะห์) จึงระบุในตำรา \"อัลอุม\" ของท่านว่า \"วัตรปฏิบัติแห่งบรมศาสดา บ่งชี้ว่า ข้อกำหนดให้ฮิจเราะห์สำหรับผู้ที่สามารถทำได้นั้น เป็นข้อบังคับเหนือผู้ที่ไม่สามารถดำรงตนเป็นมุสลิมอยู่ได้ในแผ่นดินที่ผู้นั้นอยู่อาศัย (ส่วนผู้ที่สามารถดำรงตนเป็นมุสลิมได้อย่างเสรีก็ไม่จำเป้นต้องฮิจเราะห์) \n\n            เห็นได้จากที่บรมศาสดาอนุญาตให้ลุงของท่าน คือ อับบาส และคนอื่นๆ อีกหลายคน คงอยู่ในมักกะห์ต่อไป เพราะคนเหล่านี้เข้มแข็งพอที่จะรักษาความเป็นมุสลิมของเขาไว้ได้ \n\n            ฮาฟิซ อิบนุ หะญัร กล่าวไว้ในตำรา \"ฟัตหุล บารี\" เล่มที่ 7 หน้า 229 ว่า \"โดยนัยนี้ผู้ที่สามารถเคารพสักการะบูชาอัลเลาะห์ได้ ในแผ่นดินใดก็ตามที่เขาอยู่ เขาไม่จำเป็นต้องฮิจเราะห์ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็จำเป็น\"\n\n \n\nมุสลิมไทยกับการฮิจเราะห์\n\n            มาตรา 38 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้สิทธิเสรีภาพที่บริบูรณ์แก่มุสลิม ในการประกอบศาสนกิจต่างๆ และในทางปฏิบัติจริง มุสลิมในประเทศไทยก็สามารถทำได้เช่นนั้น แม้จะมีบทบัญญัติบางประการที่ถูกขัดขวางมิให้ปฏิบัติได้เช่น กรณีฮิญาบ (ผ้าคลุมศีรษะสตรี : ประชาไท) ก็ถือเป็นเรื่องเฉพาะกรณี ซึ่งสามารถแก้ไขได้ และไม่สามารถตีรวมว่า ประเทศไทยจำกัดสิทธิและเสรีภาพในเรื่องนี้ \n\n            ดัชนีบ่งชี้เรื่องศาสนาที่สำคัญที่สุด คือ การละหมาดและผลสืบเนื่องต่างๆ เช่น การสร้างประชาคมโดยมีโต๊ะอิหม่ามเป็นผู้นำ การสร้างมัสยิดและการอาซาน (การประกาศเชิญชวนให้มาละหมาดที่มัสยิดเมื่อถึงเวลาที่กำหนด : ประชาไท) ซึ่งมุสลิมในประเทศไทยสามารถทำได้เต็มที่ \n\n            หากที่ใดมีเสรีภาพในเรื่องนี้อย่างสมบูรณ์ ก็มีความจำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคนจะต้องรักษาไว้ และการอพยพละทิ้งถิ่นฐานออกไปอยู่ที่อื่นก็เป็นเรื่องต้องห้าม(หะรอม) เพราะการกระทำเช่นนั้น จะทำให้เสียงอาซานหายไปจากสังคม และมัสยิดจะถูกทิ้งร้างในที่สุด \n\n \n\nวิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ \n\nหัวหน้าฝ่ายวิชาการและการต่างประเทศ กรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-627e37243ddd4332b0ac573ef86bbfb3", "input": "Title: Biz-Review กรณีพนักงานไอทีวี : อีกมุมมองหนึ่งของการมีสหภาพแรงงาน \n Body: โดย วิทยากร บุญเรือง\n\n\n \n\n\n\n \n\nเช่นเดียวกับเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ในกรณีของกบฏไอทีวี คราวนี้พนักงานไอทีวีทั้งหมดต้องตกระกำลำบากแบกภาระความซวย เนื่องความผันผวนของอำนาจชนชั้นนำ\n\n \n\nถ้ามองตาม \"มายาคติของฐานันดรที่ 4\" แล้ว ครั้งนี้พนักงานที่ออกมาเรียกร้องไม่ให้ตนตกงานนั้นเรียกว่ารูปมวยเทียบที่จะเปรียบไม่ได้กับเหล่ากบฏไอทีวีเมื่อ 6 ปีก่อน พูดตรงๆ คือ มันเหมือนเป็นการดิ้นเฮือกสุดท้ายของคนที่ทำมาหากินกับวิชาชีพการสื่อสารเท่านั้น\n\n \n\nแต่ลองมองอีกมุมหนึ่ง ความกล้าหาญชาญชัยของพนักงานไอทีวี ที่กล้าออกมาพูดตรงๆ เรื่อง ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และผลประโยชน์ส่วนตนต่างๆ นั้น  ถ้าหากลองแยกประเด็นออกจาก \"มายาคติของฐานันดรที่ 4\" หันมามองแบบ \"การต่อสู้ของผู้ไร้ปัจจัยการผลิต\" ด้านหนึ่งเราจะเห็นความสำคัญของสหภาพแรงงาน ที่ส่วนใหญ่พนักงานคอปกขาวมักจะละเลยกันไป ซึ่งประเด็นที่มีการพูดถึงกันไม่มากเท่าไหร่ นั่นก็คือการต่อสู้ภายในกรอบสหภาพแรงงาน ไอทีวีก็มีสหภาพแรงงานนะครับ! และถ้าไม่มีสหภาพแรงงานที่ไอทีวีแห่งนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น!\n\n \n\nสหภาพแรงงานในความหมายที่รัฐทุนนิยมต้องการให้เป็น มันก็จะเป็นดังเช่นที่ว่า เป็นการรวมกลุ่มกันเพื่อหาตัวแทนของพนักงาน ในการเจรจาต่อรองกับนายจ้างให้พนักงานได้รับประโยชน์ ในเรื่องเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การเรียกร้องค่าจ้าง สวัสดิการมากขึ้น ชั่วโมงการทำงานลดลง สภาพการทำงาน และสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ได้รับการปรับปรุง คุณภาพชีวิตดีขึ้น เป็นต้น --- เป็นเหมือนการผ่อนคลายไม่ให้แรงงานลุกขึ้นมาสู้แบบจริงๆ จังๆ กับทั้งระบบ ให้หมกมุ่นอยู่กับเรื่องการต่อรองทางด้านปากท้องของกลุ่มคนในสถานประกอบการแห่งหนึ่งๆ เท่านั้น\n\n \n\nแต่ในความหมายที่มันไกลไปกว่าเรื่องการต่อรองเรื่องปากท้องให้กับพนักงานในแห่งหนสถานประกอบการนั้นเพียงอย่างเดียว คือ การมีสหภาพแรงงานนั้น สามารถเป็นฐานของการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของแรงงานส่วนใหญ่ การกดดันให้รัฐออกกฎหมายเกี่ยวกับแรงงาน หรือแม้แต่การรวมพลังกันสนับสนุนพรรคการเมืองของแรงงานขึ้นมาเอง --- และที่สำคัญที่สุด ที่ผ่านมาในแต่ละมุมของโลก มวลชนจากสหภาพแรงงานคือกำลังหลักในการต่อสู้กับระบบทุนนิยม ร่วมกับภาคประชาชนอื่นๆ\n\n \n\n\"สหภาพแรงงานไอทีวี\" นั้นถือว่าเป็นคุณูปการที่กบฏไอทีวีได้สร้างไว้ให้แก่เพื่อนๆ ที่ยังอยู่ (ถึงแม้จะเดินคนละแนวทางกัน ;-) โดยมี น.ส. อรพิน ลิลิตวิศิษฏ์วงศ์ เป็นประธานสหภาพคนแรก จดทะเบียนกับกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2544 ซึ่งครั้งนั้นเหมือนเป็นการตั้งขึ้นมาสู้เฉพาะกิจ กับการเข้ามาของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น --- และจุดจบของการต่อสู้ครั้งประวัติศาสตร์นั้นคือ ความพ่ายแพ้ของฝ่ายนายจ้างที่ต้องเสียเงินค่าชดเชยไป 20 ล้านกว่าบาท\n\n \n\n \n\n \n\nกรณีกบฏไอทีวีและสหภาพแรงงานไอทีวี\n\n \n\nสั่นสะเทือนวงการสื่อมวลชนครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อไอทีวีปลดฟ้าผ่าทีมข่าว 23 คน แม้จะไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย แต่หลายคนก็คงไม่คาดคิดว่าผู้บริหารไอทีวีจะใช้มาตรการรุนแรงขนาดนี้ โดยเฉพาะวิธีการที่เรียกไปปลดออกแบบไม่ให้ตั้งตัว โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า \n\n            \n\nเหตุการณ์ปลดฟ้าผ่าครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์  2544 ทีมข่าว 7 คนที่เป็นแกนนำเคลื่อนไหวต่อต้านการแทรกแซงการเสนอข่าวของ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ผู้ถือหุ้นใหญ่ ไอทีวี ถูกเรียกไปพบหัวหน้าฝ่ายบุคคลด่วน เพื่อจะพูดคุยถึงปัญหาภายใน ประกอบด้วย นายวิศาล ดิลกวณิช ผู้ประกาศและผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ, น.ส. กรุณา บัวคำศรี ผู้ประกาศและผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ, น.ส. ภัทราพร สังข์พวงทอง ผู้สื่อข่าวการเมือง, น.ส. ยุวดี เตชะไพบูลย์ โปรดิวเซอร์รายการข่าว, น.ส. อังสนา เทศขยัน โปรดิวเซอร์ข่าว, นายปฏิวัติ วสิกชาติ บ.ก.ข่าว, น.ส. ณาตยา แวววีรคุปต์ ผู้สื่อข่าวสายสังคม\n\n            \n\nแต่เมื่อกลุ่มนักข่าวดังกล่าวไปพบฝ่ายบุคคลกลับได้รับแจ้งว่าบริษัทเลิกจ้างทุกคนแล้ว พร้อมกับยื่นซองขาวให้ เหตุผลที่บริษัทอ้างคือ ให้ข่าวอันเป็นเท็จกรณีความขัดแย้งในไอทีวี เมื่อครั้งออกแถลงการณ์ด้านการแทรกแซงงานข่าวของชินคอร์ป ส่งผลให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียง\n\n            \n\nขณะเดียวกัน ก็มีประกาศปลดพนักงานอีก 16 คน ด้วยเหตุผลเพื่อลดกำลังคนบางส่วนและมีปัญหาทัศนคติในการทำงาน ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ประกาศนี้ลงชื่อโดยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอทีวี จำกัด\n\n            \n\nผู้ถูกปลด 16 คน ประกอบด้วย นายเชิดชาย มากบำรุง บรรณาธิการข่าว, น.ส. สุวรรณา อุยานันท์ บรรรณาธิการข่าวบันเทิง, นายภุชงค์ แดงประเสริฐ โปรดิวเซอร์รายการสี่แยกรัชโยธิน, น.ส. แก้วตา ปริศวงศ์, น.ส. อรพิน ลิลิตวิศิษฏ์วงศ์, น.ส. ชมพูนุช คงมนต์, น.ส.นงลักษณ์ สุขใจเจริญกิจ, นางสุดารัตน์ จูเจียน ผู้สื่อข่าวสายสังคม, น.ส.สินีนาฏ คุปตภากร โปรดิวเซอร์ข่าวเศรษฐกิจ, นายสุพจน์ สุขสงฆ์ ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ, ม.ล.สกุณฑรีย์ จรูญโรจน์ ผู้กำกับรายการ, น.ส. สุภาลักษณ์ ตั้งขจิตศีล ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ, นายสกลเดช ศิลาพงษ์ โปรดิวเซอร์รายการจับกระแสโลก, นายจรูญโรจน์  ทิวไผ่งาม ผู้สื่อข่าวสายอาชญากรรม, น.ส. จีรชฎา ทองนาค ประสานงานออกอากาศ และนายสมมาตร คุโณปการ ทีมงานไอทีวีทั้งหมดถูกสั่งให้เก็บข้าวของทุกอย่างออกจากบริษัทภายในวันนั้นโดยที่ทุกคนไม่มีใครรู้และมีโอกาสได้เตรียมตัวล่วงหน้ามาก่อนเลย\n\n            \n\nภายในวันเดียวกันนั้นเอง ตัวแทนกลุ่มนักข่าวที่ถูกปลด อทิ นายวิศาล, นายเชิดชาย, นายปฏิวัติ, น.ส. อรพินร่วมกันแถลงข่าวที่สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจชั้น 9 ตึกช้าง นายวิศาลเผยว่า พนักงานทั้ง 23 คนไม่มีใครเซ็นในหนังสือให้ออก และไม่ยอมรับเงินค่าชดเชยโดยเด็ดขาด เพราะพวกตนไม่มีความผิด\n\n            \n\nนายวิศาลระบุด้วยว่าจะร้องเรียนไปยังสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสิทธิสื่อมวลชนทุกสมาคมไม่ว่าจะเป็นสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ หรือสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย อีกทั้งจะฟ้องศาลแรงงาน ศาลแพ่ง  และฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทด้วย เพราข้อความในหนังสือที่ให้ออกนั้นทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง \n\n            \n\nอรพิน ลิลิตวิศิษฎ์วงศ์ ในฐานะประธานสหภาพแรงงานไอทีวี หรือ ส.อ.ท. หนึ่งในนักข่าวไอทีวีที่ถูกปลด ให้สัมภาษณ์ มติชนสุดสัปดาห์ ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า สาเหตุที่บริษัทปลดพนักงานทั้ง 23 คน ส่วนหนึ่งมาจากการออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านชินคอร์ปที่แทรกแซงงานข่าว แต่อีกสาเหตุหนึ่งที่สำคัญมาก มาจากการร่วมกันตั้งสหภาพแรงงานไอทีวี\n\n            \n\nสิ่งที่ชี้ให้เห็นชัดคือ พนักงานที่ถูกปลด 22 คน จากทั้งหมด 23 คน เป็นสมาชิกสหภาพผู้ดำรงตำแหน่งประธาน รองประธาน 2 คน เลขานุการ เหรัญญิกและกรรมการ ถูกปลดออกหมด ทั้งที่บางคนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวด้านการแทรกแซงงานข่าวเลย น.ส. อรพินระบุว่า ก่อนหน้าที่ผู้บริหารบริษัทพยายามล้มสหภาพมาตลอด โดยใช้วิธีการต่างๆ นานา นับแต่เริ่มจดทะเบียนกับกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2544 ที่ผ่านมา\n\n            \n\nหลังจากจดทะเบียนแล้ว เราก็ไปแจ้งกับนายจ้างในที่ประชุม ในฐานะผู้บริหารว่าพวกเรามีสหภาพแล้วนะ นายจ้างบอกว่าเป็นสิทธิของพวกคุณที่ทำได้ แต่ชินคอร์ปมีพนักงานตั้ง 5,000- 6,000 คน ไม่เห็นต้องมีสหภาพเขาก็ยังอยู่กันได้\n\n            \n\nประธานสหภาพไอทีวี เล่าต่อว่า หลังจากนั้นอีก 2 วัน นายจ้างฝากผ่าน นายอัชญา สุวรรณปากแพรก ผู้อำนวยการสถานีไอทีวีให้มาบอก นายปฏิวัติ วสิกชาติ บรรณาธิการข่าวและเลขานุการสหภาพ ว่าให้ยุบสหภาพ ถ้าไม่ยุบต่อไปจะมีปัญหาแน่ หลังจากนั้นผู้บริหารก็มีความพยายามอีกหลายครั้งที่จะล้มสหภาพให้ได้ เช่น โทรศัพท์มาหาสมาชิกสหภาพ บอกให้ลาออก แต่หนักที่สุดคือ การปล่อยข่าวในกลุ่มพนักงานฝ่ายผลิตและฝ่ายรายการว่าในปี 2543 ไอทีวีจะให้โบนัส 1 เดือน แต่ใครที่ไปสมัครเป็นสมาชิกสหภาพจะไม่ได้โบนัส จนหลายคนหวาดผวาไม่กล้าสมัครเป็นสมาชิก\n\n            \n\nแต่กลุ่มสหภาพก็พยายามหาสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนได้เป็น 50 กว่าคน จากตอนเริ่มจดทะเบียนแค่ 14 คน แต่ยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับพนักงานทั้งหมด 816 คน เพราะส่วนใหญ่ยังกลัวผู้บริหารและกลัวจะไม่ได้โบนัส จึงแบ่งรับแบ่งสู้ว่าให้สถานการณ์ภายในคลี่คลายก่อนถึงจะสมัคร\n\n            \n\nกระทั่งเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการประชุมใหญ่เลือกตั้งกรรมการสหภาพแรงงานไอทีวี ได้ประธานและกรรมการตำแหน่งอื่นๆ รวม 15 คน ถือเป็นการตั้งสหภาพสมบูรณ์เต็มรูปแบบ จากนั้นเพียง 2 วัน คือวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จึงมีคำสั่งปลดพนักงาน 23 คน เกือบทุกคนเป็นสมาชิกสหภาพ\n\n            \n\n\"เหตุผลหนึ่งที่ผู้บริหารกลัวสหภาพคงเป็นเพราะกลัวว่าสหภาพจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และต่อไปพนักงานชินคอร์ปอีก 5000-6000 คนอาจจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกด้วยก็ได้เพราะอยู่ในเครือเดียวกัน ตอนที่จัดงานปีใหม่พนักงานชินคอร์ปก็ติดประกาศเชิญพนักงานไอทีวีไปร่วม โดยเขียนในประกาศว่าในฐานะเพื่อนร่วมงานเครือเดียวกัน\"\n\n            \n\n\"บริษัทคงกลัวว่า ถ้าสหภาพใหญ่มากๆ และจะมีอำนาจต่อรองสูง ทำให้บริษัทอาจต้องสูญเสียผลประโยชน์บางอย่างไป\"\n\n            \n\nเมื่อถามถึงความจำเป็นขององค์กรสื่อที่ต้องมีสหภาพ น.ส.อรพินกล่าวว่า สื่อมวลชนควรมีการตั้งสหภาพในองค์กรตัวเองเป็นอย่างยิ่ง เพราะสื่อทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องความเป็นธรรมให้ประชาชนและสังคม มีบทบาทสูงในสังคม ดังนั้นควรต้องปกป้องสิทธิผลประโยชน์และความเป็นธรรมให้ตัวเอง เพื่อจะได้เป็นแบบอย่างที่ดีและเพิ่มความน่าเชื่อถือจากประชาชน ไม่ใช่ว่าเป็นปากเป็นเสียงให้คนอื่น แต่ตัวเองกลับถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง\n\n            \n\nหากนายจ้างให้ความร่วมมือก็จะเกิดผลดีอย่างยิ่ง ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะทั้ง 2 ฝ่ายสามารถพูดคุยและต่อรองกันได้บนพื้นฐานของความถูกต้อง จะทำให้ทำงานด้วยกันอย่างราบรื่น การนำเสนอข่าวสารต่อประชาชนก็ทำได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย\n\n            \n\n\"สหภาพไอทีวีเราคิดจะทำกันมาตั้งนานแล้ว ก่อนที่จะมีเรื่องเสียอีก เริ่มแรกความคิดเกิดจากโต๊ะข่าวสังคมที่ได้ทำข่าวเรื่องแรงงานและสหภาพต่างๆอยู่บ่อยๆ จึงคิดว่าไอทีวีก็น่ามีสหภาพบ้าง เราควรเป็นตัวอย่างให้ที่อื่น ที่สำคัญยังมีระเบียบบริษัทหลายอย่างที่ไม่เป็นธรรมกับพนักงาน เช่น เบี้ยเลี้ยงวันหยุด หรือ โอที กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของไอทีวีก็ไม่มีทั้งที่ตั้งมา 5 ปีแล้ว บริษัทอื่นๆ เขามีกันหมด โบนัสก็ไม่เคยได้ เพิ่งได้เมื่อปีที่แล้วเป็นปีแรก แต่ก็เป็นแบบแปลกๆ เพราะปล่อยข่าวใช้โบนัสเป็นเครื่องมือกันไม่ให้พนักงานเข้าเป็นสมาชิกสหภาพ จนมาปลายปีที่แล้ว พอชินคอร์ปเข้ามาในไอทีวี ก็มาปลดพนักงานชุดใหญ่ประมาณ 80-100 คน ถูกลอยแพกันดื้อๆ พวกเราเลยมาคิดว่าสถานการณ์เริ่มไม่มั่นคงแล้ว ถึงเวลาที่ต้องมีสหภาพแล้ว ก็เลยไม่จดทะเบียนตอนต้นปีนี้ อยากให้สื่ออื่นๆ ลุกขึ้นมาเห็นความสำคัญของการมีสหภาพ ควรช่วยกันจัดตั้งขึ้นทุกองค์กร เพื่อเป็นปากเป็นเสียงให้พวกเรา โดยเฉพาะผู้บริหารอยากขอให้เห็นความสำคัญ ไม่ควรขัดขวาง ทุกวันนี้ต่างประเทศให้ความสำคัญกันมาก มีเกือบทุกบริษัท แต่ของไทยยังไม่เห็นความสำคัญอะไรเลย หลายปีก่อน ช่อง 9 ก็เคยตั้งสหภาพ แต่คนที่ตั้งโดนปลดออกหมด ก่อนนี้เดอะเนชั่นก็พยายามตั้งสหภาพ แต่เจ้าของใช้วิธียุบบริษัทแล้วเลิกจ้างไปเลย ตอนนี้ก็มีแต่ที่บางกอกโพสต์ที่มีสหภาพ แต่ไม่ค่อยมีบทบาทมากนัก\"\n\n            \n\nน.ส. อรพินระบุว่า แนวทางต่อไปสำหรับพนักงานไอทีวีที่เป็นสมาชิกสหภาพที่ปลดนั้น จะยื่นฟ้องศาลแรงงานและร้องเรียนไปยังโครงการรณรงค์เพื่อแรงงาน ขอให้พิจารณาให้ทุกคนได้กลับไปทำงานที่ไอทีวีตามเดิม เพราะถือว่าบริษัททำผิด พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ ปี 2518 หมวด 9 ที่ระบุว่าห้ามนายจ้างขัดขวาง หรือแทรกแซงการตั้งสหภาพขแงพนักงาน รวมทั้งห้ามใช้วิธีเลิกจ้างกลุ่มผู้ตั้งสหภาพ เข้าข่ายผิดกฎหมายหมาตรา 121 และมาตรา 45\n\n            \n\nประธานสหภาพแรงงานไอทีวีย้ำว่า พนักงานที่ถูกปลดทั้ง 23 คนจะเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรม ไม่ยอมจำนนและก้มหัวให้นายทุนอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างบรรทัดฐานในการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาของสื่อมวลชน\n\n \n\nที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 หน้า 69-70\n\n \n\n \n\n\n \n\nส่วนบทบาทการต่อสู้ของพนักงานไอทีวีครั้งล่าสุด นอกจากทัพหน้าที่ปลุกระดมมวลชนอยู่หน้าห้องส่ง , การใช้ทรัพยากรที่อยู่ในมือทำรายการ \"ร่วมด้วยช่วยพนักงานไอทีวี (เฉพาะกิจ;-)\" หรือ การเล่ารำลึกความหลังคุณงามความดีของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้\n\n \n\nอีกทัพหนึ่งที่นำโดยสหภาพแรงงานไอทีวียุคปัจจุบัน ก็ได้ส่ง จตุรงค์ สุขเอียด ประธานสหภาพแรงงานไอทีวี ไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอความคุ้มครองชั่วคราว  นอกจากนี้ก็ยังอาจมีการเตรียมต่อสู้ด้านกลไกกฎหมาย โดยเฉพาะตามกรอบ พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 [1] ที่ยังมีศาลแรงงานกลางรองรับไว้อีกไม้หนึ่ง ซึ่งหลายคงก็คงเก็งกันไว้แล้วว่ายังไงพนักงานไอทีวีต้องรอด (อาจจะเป็นเรื่องของค่าชดเชยต่างๆ) เพราะประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับแรงงานเพื่อคุ้มครองแรงงาน และที่ไอทีวีมีสหภาพแรงงานเอาไว้สู้เรื่องนี้โดยเฉพาะ --- ยิ่งเป็นแรงงานที่มีสื่ออยู่ในมือแบบนี้ ถ้าไม่รอดก็ไม่รู้ว่าจะว่ายังไงแล้ว ;-)\n\n \n\nสำหรับเกมการต่อสู้ของสหภาพแรงงานไอทีวีที่ผ่านมา เราอาจจะมองเห็นได้ว่ามันก็เป็นเพียงแค่การสู้ในเกมแบบประนีประนอมเท่านั้น ใครจะล้มก็ล้มไป ขอให้พวกกูเหล่าพนักงานเปลี่ยนถ่ายไปที่ใหม่ มีสวัสดิการรองรับ หรือให้บอบช้ำน้อยที่สุด --- แค่นี้พอ \n\n \n\nแต่การมีสหภาพแรงงานของไอทีวีก็เหมือนมีรูเล็กๆ รูหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงโอกาส ที่เราเฝ้าฝันกันมานานแสนนาน นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า \"สถาบันสื่อเสรี\" เพราะถ้าสหภาพแรงงานแห่งนี้ หรือสหภาพแรงงานของสื่อช่องอื่นๆ เข้มแข็ง (ยกเว้นช่องของทหาร ;-) นั่นแหละจะเป็นหนทางที่ภาคประชาชนสามารถเข้าไปทำอะไรกับสื่อได้มากกว่าที่เป็นอยู่ -- \"ทีไอทีวี\" จึงอาจจะเป็นดินแดนที่ท้าทายแห่งใหม่ของนักจัดตั้งสหภาพทั้งหลาย เพราะถ้าพวกคุณเข้าไปทำให้มันแข็งได้ ทำให้สหภาพแรงงานแห่งนั้นผสมผสานอุดมการณ์แห่งจรรยาบรรณสื่อและการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันของสังคม มันจะกลายเป็นขบวนการที่สำคัญของภาคประชาชนขึ้นมาทันที\n\n \n\nซึ่งคงต้องลุ้นให้ รธน. ฉบับใหม่ยังคงโครงสร้างที่ให้อิสระกับสื่อมวลชน เช่นเดียวกับ รธน. ปี 2540 ในมาตรา 41 ที่ระบุว่า พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐวิสาหกิจหรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจรรยาบรรณ (แต่เมื่ออำนาจการร่างรัฐธรรมนูญ ดันอยู่ในมือเผด็จการแบบนี้ ก็คงต้องหนาวๆร้อนๆ กันบ้างแหละ สื่อทั้งหลาย ;-)\n\n \n\nถ้าหากเกิดขบวนการที่มีโครงสร้างสื่ออิสระผสานกับมวลชนของสหภาพแรงงานที่ต่อตรงได้กับมวลชนของภาคประชาชนภายนอกเกิดขึ้นมาจริงๆ ผมล่ะหวั่นใจแทนผู้ที่หวังจะครอบงำสื่อในอนาคตจริงๆ (อำนาจรัฐ,อำนาจทุน,อุดมการณ์ฝ่ายขวา) เราอาจได้เห็นสหภาพแรงงานและภาคประชาชนยึดกุมสื่อให้เป็นของเราเองได้ซักช่อง (ยังขอยืนยันเหมือนเดิมว่า ยกเว้นช่องของทหาร ;-) นำเสนออะไรที่มันท้ายทายโครงสร้างสังคมจริงๆ จังๆ --- เราอาจจะได้เห็นรายการเกาะติดม๊อบสมัชชาคนจน 24 ชม. แทนที่รายการปั้นดารา 24 ชม. , หรือข่าวสารคดีการพยายามสร้างสังคมใหม่ที่อเมริกาใต้ แทนที่ข่าว ควาย 8 หู 8 หาง ในช่วงข่าวภาคค่ำ\n\n \n\nสรุปแล้ว ถ้าคุณเบื่อแนวทางฝันหวานของนักวิชาการทั้งหลายที่อยากให้มีสถาบันสื่ออิสระที่ยังคงเน้นจัดการจากบนลงล่าง รับนโยบายห่าเหวจากตัวแทนนักวิชาการผู้ทรงภูมิ หรือตัวแทนผู้ทรงเกียรติจากหลายภาคส่วนที่มาเป็นคณะกรรมการ ซึ่งมันฟังดูดี แต่ไม่รู้กี่ชาติเราจะทำได้ ... กับอีกแนวทางคือการเข้าไปผสานกับสหภาพแรงงานของสื่อโดยขบวนการของภาคประชาชน ต่อตรงกับผู้ปฏิบัติการ ไปยึดกุมมันแบบหักดิบ ยึดไมค์ ยึดกล้อง ยึดเครื่องส่ง มาเป็นของประชาชนธรรมดา ฯลฯ มันอาจจะดูแรงไปหน่อย แต่ทางเลือกแบบนี้ก็ไม่น่าที่จะปฏิเสธไปเลยทีเดียว ในเมื่อเราไม่มีทางไหนให้เลือกมากนักแล้วหนิ !\n\n \n\n \n\n \n\n \n\nคอปกขาวทั้งหลายในวิสาหกิจของเอกชนหรือองค์กรที่สุ่มเสี่ยง ดังต่อไปนี้ ยังไงก็ลองคิดถึงเรื่องฟอร์มทีมงานจัดตั้ง สหภาพแรงงาน เผื่อไว้ก่อน หรือถ้าที่ไหนมีแล้วก็จัดเตรียมมวลชนไว้รอรับสถานการณ์ น่าจะดีครับ ;-) \n\n \n\nบริษัท แอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)บริษัท ซี เอส ล็อกซ์อินโฟ จำกัด (มหาชน)บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน)บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัดบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด มหาชน\n\nคณะพนักงานประจำสำนักงานที่ทำการพรรคไทยรักไทย\n\nฯลฯ\n\n \n\n\n \n\n \n\nข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับการจัดตั้งสหภาพแรงงาน : \n\n \n\nพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 [1]\n\nการจัดตั้งสหภาพแรงงาน [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: environment", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-6bd794c38c6d4ace8f08f91e0b290ae0", "input": "Title: Prachatai Eyes View: เรื่องของ 'แม่บ้านฟิลิปปินส์' ท่ามกลางแสงสีในเกาะฮ่องกง \n Body: [1]\nในย่านเซ็นทรัล ใจกลางเกาะฮ่องกง นอกจากจะเต็มไปด้วยตึกระฟ้า ร้านเสื้อผ้าและเครื่องสำอางค์แบรนด์เนมข้ามชาตินับสิบแห่ง และเหล่านักช้อปที่มาจากทั่วสารทิศ ในทุกๆ วันอาทิตย์ ยังมีสตรีฟิลิปปินส์ที่มาทำงานเป็นแม่บ้านในฮ่องกงกันนับหลายพันคน มารวมตัวกันในบริเวณดังกล่าว ทำกิจกรรมที่สาวๆ ชอบทำกัน ไม่ว่าจะทำเล็บ เล่นไพ่ เต้นออกกำลังกาย ทำอาหารฟิลิปปินส์ทานร่วมกัน เนื่องจากวันอาทิตย์ เป็นวันเดียวที่พวกเธอจะได้หยุดประจำสัปดาห์ จากการทำงานเป็นผู้ช่วยในบ้าน หรือ \"domestic helpers\" มีอยู่หลายแสนคนในเกาะฮ่องกง\nเนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจฮ่องกงในช่วงทศวรรษที่ 1970-1980 จากนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจในจีน ส่งผลให้อุตสาหกรรมภาคบริการกำไรสูงเติบโตขึ้นมากในฮ่องกง และด้วยการขาดแคลนแรงงาน แรงงานสตรีจึงต้องออกไปทำงานนอกบ้านมากขึ้น ทำให้ครอบครัวในฮ่องกงนิยมจ้างแม่บ้านจากต่างประเทศเข้ามาทำงานในบ้าน จัดการเรื่องการทำอาหาร ทำความสะอาด ดูแลเด็กและผู้สูงอายุ\nมีการคะเนว่า ปัจจุบันมีแม่บ้านจากต่างประเทศเข้ามาทำงานในฮ่องกงราว 285,000 คน คิดเป็นร้อยละ 3 ของประชากรทั้งหมดในฮ่องกง โดยครึ่งต่อครึ่งมาจากฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย และราวร้อยละ 1-2 มาจากประเทศไทย และด้วยทักษะภาษาอังกฤษของชาวฟิลิปปินส์ที่จัดว่าคล่องแคล่วที่สุดในประเทศอาเซียน ประกอบกับนโยบายส่งออกแรงงานของรัฐบาลฟิลิปปินส์ ทำให้สตรีฟิลิปปินส์นิยมออกมาทำงานเป็นแม่บ้านในประเทศต่างๆ ทั้งฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และอังกฤษ\nจากการสัมภาษณ์แม่บ้านฟิลิปปินส์บางส่วนในฮ่องกง พบว่า ส่วนใหญ่มาทำงานในฮ่องกงแล้วตั้งแต่ 5 ปี ไปจนถึง 20 ปี โดยสามารถเก็บเงินส่งกลับไปที่บ้านเพื่อจุนเจือครอบครัวและประเทศได้อย่างสม่ำเสมอ บางคนบอกว่ารายได้จากการเป็นแม่บ้านที่นี่ดีมากกว่าเป็นหมอที่ประเทศฟิลิปปินส์เสียอีก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำในประเทศ ทั้งนี้ ตามกฎหมายฮ่องกง ระบุให้แม่บ้านจากต่างประเทศต้องได้รับเงินเดือนขั้นต่ำราว 15,000 บาทต่อเดือน โดยนายจ้างต้องจัดหาที่พักและอาหารให้ตามเหมาะสมโดยไม่คิดเงิน\nก่อนหน้านี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มลูกจ้างและองค์กรสิทธิเรื่องการเลือกปฏิบัติต่อแม่บ้านต่างประเทศในฮ่องกง ทั้งนโยบายกฎหมายเข้าเมืองที่กำหนดให้ลูกจ้างต้องออกจากประเทศหากยังหางานทำไม่ได้ภายในเวลาสองอาทิตย์ และนโยบายกีดกันการให้สัญชาติฮ่องกงในกรณีที่อยู่เกิน 7 ปี ซึ่งกฎระเบียบดังกล่าวใช้ได้กับทุกคนยกเว้นแม่บ้านจากต่างประเทศ ในขณะเดียวกัน ฝ่ายที่เห็นด้วยกับกฎดังกล่าวมองว่า ฮ่องกงยังขาดทรัพยากรที่จำเป็นในการดูแลพลเมืองที่มีอยู่ จึงไม่สามารถรองรับแรงงานต่างชาติที่มีหลายแสนคนในประเทศ \n What is the sentiment in the text for the genre: national_security", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-a3aabb0e6467446c926e5112f1aea501", "input": "Title: เปิดตัวกลุ่มเด็กและเยาวชน “ตะวันรอนที่ดอนฮังเกลือ” \n Body: กลุ่มเด็กเยาวชน “ตะวันรอนที่ดอนฮังเกลือ” พัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างกระบวนการเรียนรู้ ทำความเข้าใจในวีถีชีวิตของชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้คงอยู่ต่อไป\n\n \n\n \nศรายุทธ ฤทธิพิณ ผู้ประสานงานกลุ่มเด็กและเยาวชน “ตะวันรอนที่ดอนฮังเกลือ”  ในชุมชนดอนฮังเกลือ ต.บึงเกลือ อ.เสลภุมิ จ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า การจัดตั้งกลุ่มดังกล่าวมีแนวความคิดเบื้องต้นที่ว่า เด็กแต่ละคนมีโอกาสและชีวิตแตกต่างกัน และในปัจจุบันพวกเขากำลังเผชิญอยู่กับปัญหาของสังคม บางครั้งอาจถูกครอบงำทางความคิด ถูกชักจูงให้ลุ่มหลงมัวเมาทั้งทางด้านวัตถุ รวมทั้งความเสื่อมทางศีลธรรม\n \n“สิ่งที่ตนเชื่อมั่นที่สุดคือ เด็กเปรียบผ้าขาวที่บริสุทธิ์ เด็กดั่งดวงดาว เป็นวัยที่มีพลังทางความคิด เป็นขุมพลังของชุมชน จึงเป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้ที่เด็กๆ และเยาวชนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันหน้า ย่อมควรได้รับการเรียนรู้และคำแนะนำที่ดีจากผู้ใหญ่ เพื่อที่พวกเขาจะได้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ทรงพลังทางความคิด เปี่ยมด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไปในอนาคต” ศรายุทธกล่าว\n \nศรายุทธ กล่าวด้วยว่า กิจกรรมของกลุ่มตะวันรอนที่ดอนฮังเกลือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยจัดให้มีกิจกรรมเพื่อให้เกิดความรัก เกิดกระบวนการเรียนรู้ ทำความเข้าใจในวีถีชีวิตของชุมชน ทั้งการจัดการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ รักศีลธรรมจริยธรรม พาเข้าวัด สวดมนต์ไหว้พระ รวมทั้งให้พวกเขาเหล่านั้นรู้จักการสื่อสาร ด้วยการสอดแทรกศิลปะ ในรูปแบบงานเขียน บทความ สารคดี เพื่อให้พวกเขาพร้อมที่จะเป็นนักเขียนตัวน้อยๆ ด้วยมือของพวกเขาเอง\n \n\n \nด้าน ศิริพงษ์ อุ่นทรวง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเสลภูมิวิทยาสรรค์ เล่าถึงหลักของการทำกิจกรรมว่า กลุ่มเด็กและเยาวชนถูกตั้งโจทก์ให้ร่วมกันคิด ออกแบบกันเองว่า หากเปรียบหัวใจของคนเรามี 4 ห้อง ฉะนั้นพวกเราจะแบ่งปันผูกใจ 4 ห้องหัวใจให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างไร ซึ่งเขาและเพื่อนๆ น้องๆ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนกันได้ดังนี้ 1.ห้องในด้านอารมณ์และจิตใจ คือจะจัดให้มีกิจกรรมการเคลื่อนไหว เช่น เก็บขยะ เล่นดนตรี ออกกำลังกาย และท่องเที่ยวธรรมชาติ\n \n2.ห้องในด้านสังคม คือ มีความรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมตตาผู้ยากไร้ ไม่เอาแก่ใจตนเอง 3.ห้องในด้านสติปัญญา คือ ถูกบ้าง ผิดบ้าง ไม่ใช่สาระ แต่สิ่งที่พวกเขาทำคือความกล้าแสดงออก และ 4.ห้องในด้านศีลธรรมและจริยธรรม คือ เข้าวัด ฟังธรรม และร่วมงานตามจารีตประเพณีในท้องถิ่น\n \nนั่นกลายมาเป็นหลักกิจกรรมทั้ง 4 อย่าง ซึ่งให้ความสำคัญทั้งทางด้านอารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาที่เด็กและเยาวชน กลุ่มตะวันรอนที่ดอนฮังเกลือ จะร่วมกันปฏิบัติ\n \n\n \nศิริพงษ์ ยังให้ข้อมูลถึงปัญหาของชุมชนด้วยว่า ชาวชุมชนดอนฮังเกลือนั้นมีความขัดแย้งกับ อบต.บึงเกลือ มาตั้งแต่ปี 2535 โดย อบต.บึงเกลือ พยายามขับไล่ออกจากพื้นที่ เพื่อจะทำบึงเกลือเป็นแหล่งท่องเที่ยว ชาวชุมชนจึงลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกิน และต่อมาได้รับการประกาศเป็นพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชน จากการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาเมื่อปี 2551\n \n“พวกเราอาศัยอยู่ที่นี่มาแต่เกิดแล้ว จึงไม่อยากเห็นการถูกอพยพไปจากที่อื่น อีกทางหนึ่งก็ได้ช่วยพ่อกับแม่ทำมาหากินในพื้นที่ด้วย และถือเป็นสิ่งที่ดีในการที่มีกลุ่มเด็กๆ เยาวชนมาร่วมกันจัดตั้งเพื่อรักษาชีวิตของพวกเรา ทั้งทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้อยู่ต่อไป ” ศิริพงษ์กล่าว \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "positive" ] }, { "id": "task974-231ef7e32b4744f98510a65be6ce772e", "input": "Title: ท่าเรือน้ำลึกสงขลา 2 ในท่ามกลางคลื่นลมแห่งสวนกง \n Body: ทะเลบ้านสวนกงยังเงียบสงบ รอวันที่โครงการยักษ์ท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 มาถึง ในขณะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ด้วยเพราะหวาดหวั่นผลกระทบที่จะตามมาจากอุตสาหกรรมเหมือนกรณีมาบตาพุด จังหวัดระยอง\n \n\nชายทะเลบ้านสวนกงในช่วงที่คลื่นลมสงบ เป็นบริเวณเดียวกับที่จะมีการสร้างท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2\n \n\nแสงแดดยามบ่ายจ้าจนแสบตา คลื่นลมแรงซัดเข้าหาฝั่งชายหาดบ้านสวนกง หมู่ที่ 11 ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ลูกแล้วลูกเล่าไม่หยุดหย่อน เรือประมงหลายลำจอดนิ่งบนหาดทรายผืนกว้างทอดยาวไกลสุดสายตา \nกุโบร์ หรือป่าช้าของพี่น้องมุสลิม อยู่ห่างจากชายหาดไม่ถึงสามสิบเมตร เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญว่า บ้านสวนกงแห่งนี้มีผู้คนอยู่อาศัยมานับร้อยปีแล้ว \nนายดนรอนี ระหมันยะ ประธานกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมชายฝั่ง เล่าให้ฟังว่า หาดทรายบ้านสวนกงเป็นหาดทรายแห่งเดียวที่ยังคงอยู่ในสภาพดี ไม่มีชายฝั่งพังเพราะการกัดเซาะของคลื่น เหมือนอย่างชายหาดที่อื่น \nเหตุผลที่กรมเจ้าท่าเลือกพื้นที่บ้านสวนกงเพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่สอง เชื่อมกับท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูล เพราะเป็นเส้นทางที่ตรงและใกล้ที่สุด\nพื้นที่สำหรับสร้างท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 มีเนื้อที่ประมาณ 650 ไร่ กรมเจ้าท่าเคยลงมาสำรวจดิน น้ำ และอากาศพบว่า บ้านสวนกงเหมาะสำหรับการสร้างท่าเรือน้ำลึก เพราะทะเลเสื่อมโทรม ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ชาวบ้านพบเห็นและยืนยันว่า ทะเลบ้านสวนกงยังมีความอุดมสมบูรณ์\nดนรอนี เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ ทางกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง ได้จัดทำปะการังเทียม ต่อมาทางกรมการประมงได้จัดทำปะการังเทียมจากท่อซีเมนต์สี่เหลี่ยม 700 ลูก นำมาวางไว้ในทะเล เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของทะเล และเป็นที่วางไข่ของปลาหลากหลายชนิด\n“เมื่อหลายปีก่อน ชาวบ้านชวนกันทำปะการังเทียม ความอุดมสมบูรณ์ก็กลับคืนมา มีคนเจอโลมาบ่อย บางครั้งสามารถมองเห็นจากชายฝั่ง มาเป็นฝูงเล็กบ้างใหญ่บ้าง มีคนเจอเต่าขึ้นมาวางไข่บนชายหาด ดำน้ำลงไปก็เจอกัลปังหา ฟองน้ำ ปลาต่างๆ ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ถ้าหากทะเลเสื่อมโทรมเหมือนอย่างที่กรมเจ้าท่าสำรวจ”\nถึงกระนั้น ชาวบ้านสวนกงบางคนก็อยากให้มีท่าเรือน้ำลึกเกิดขึ้นที่นี่ เพราะคิดว่าความเจริญจะมาพร้อมกับท่าเรือ และลูกหลานชาวบ้านจะได้มีงานทำ\nทว่า คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยและไม่อยากให้ท่าเรือน้ำลึกเกิดขึ้นที่นี่ เพราะนอกจากจะทำลายอาชีพ ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านแล้ว ยังทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งเห็นตัวอย่างได้ชัด ที่ท่าเรือมาบตาพุด ทั้งยังเกิดอาชญากรรม ปล้นชิงวิ่งราว ฆ่า ข่มขืน ความยากจน โรคติดต่อ\n“ท่าเรือน้ำลึกเกิด พวกโรงงานอุตสาหกรรมก็เกิด มีผลโดยตรงต่อชาวบ้านสวนกง คือ ชาวบ้านต้องย้ายออกจากพื้นที่บริเวณนั้น และชาวบ้านไม่สามารถประกอบอาชีพประมงได้อีก เพราะแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำถูกทำลาย ชายหาดที่เคยกว้างอุดมสมบูรณ์เป็นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้านและผู้คนที่มาท่องเที่ยว ก็จะไม่มีให้เยี่ยมชมอีกต่อไป”\nนายโส๊ะ เส็นเจริญ ชาวบ้านสวนกงเล่าให้ฟังว่า วันนี้ได้ปลาโฉมงามที่หาได้ไม่ง่ายนัก เพราะเป็นปลาที่อาศัยอยู่ตามปะการัง การที่มีปลาโฉมงามอยู่ที่นี่ บ่งบอกได้ว่าใต้ท้องทะเลมีความอุดมสมบูรณ์มาก\nก่อนออกจากบ้านสวนกง นายโส๊ะ ยังโชว์ปลาโฉมงามตัวโต ซึ่งยังแช่อยู่ในลังน้ำแข็งรอนำออกไปขายให้พวกเราได้ดู ก็ได้แต่หวังว่าในอนาคต เรายังจะมีโอกาสพบเห็นปลาหลากหลายชนิดในทะเลแห่งนี้อีก\n \n \nหมายเหตุ : ระหว่างวันที่ 30 – 31 มกราคม 2553 โครงการสื่อสารสร้างสุขสงขลา ได้จัดโครงการอบรมผู้สื่อข่าวเยาวชนเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะ โดยมีเยาวชนที่มีอายุ 13 – 16 ปี จากโรงเรียนในอำเภอรัตภูมิ อำเภอคลองหอยโข่ง อำเภอสะเดา อำเภอหาดใหญ่ อำเภอจะนะ และอำเภอเมือง 43 คน เข้าร่วมอบรม ที่สถาบันพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยภาคใต้ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา\nรายงานเรื่อง “ท่าเรือน้ำลึกสงขลา2–ในท่ามกลางคลื่นลมแห่งสวนกง” เป็นหนึ่งในผลงานการลงทำข่าวจริงในพื้นที่ของเยาวชนทั้ง 43 คน ที่เข้าอบรมในครั้งนี้ \n What is the sentiment in the text for the genre: environment", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-4b014a69c9b342b7afea46aad6a1971a", "input": "Title: อนุสรณ์ อุณโณ: ตายอย่างไรให้ไม่ตาย \n Body: นักปราชญ์ทางพุทธศาสนามักอาศัยความตายเป็นเครื่องเตือนสติ พวกเขาชี้ว่าชีวิตนี้ไม่มีแก่นสารและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นักปราชญ์บางรายเสนอว่ามนุษย์ควรเรียนรู้ที่จะตายก่อนตาย เพื่อว่าเมื่อถึงเวลาตายจะได้ตายอย่างไม่ทุกข์ ความตายสามารถเป็นสุขได้หากเรารู้เท่าทัน\n \nสังคมศาสตร์เสนอวิธีการรู้เท่าทันความตายเช่นเดียวกันแต่ว่าเป็นในอีกลักษณะ ในทางสังคมศาสตร์ ความตายไม่ได้ถูกนับเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงชีวภาพ แต่มีสถานะเป็นความเป็นจริงทางสังคมอย่างหนึ่งที่มีความหมาย แต่ความหมายของความเป็นจริงข้อนี้ไม่ได้ตกที่ตัวผู้ตาย หากแต่อยู่ที่ตัวผู้อื่นซึ่งยังมีชีวิตอยู่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความตายในฐานะการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพส่งผลกระทบต่อการจัดความสัมพันธ์ของผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนจะมากน้อยแค่ไหนอย่างไรขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมของผู้ตาย หลายคนตายไปโดยแทบจะไม่มีใครสนใจ แต่ความตายของบางคนส่งผลต่อคนที่มีชีวิตอยู่อย่างมหาศาล หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นความตายชนิดที่ไม่ตาย\n \n“ลุง” นวมทอง ไพรวัลย์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2549 ด้วยการผูกคอตายกับสะพานลอยคนข้ามบริเวณใกล้กับสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการขับรถแท็กซี่พุ่งชนรถถังที่จอดอยู่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้า เขาระบุสาเหตุของการฆ่าตัวตายไว้ในจดหมายว่า เป็นเพราะต้องการลบคำสบประมาทของนายทหารรองโฆษกคณะรัฐประหารที่ว่า “ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้” ความตายของเขาจึงไม่เพียงแต่สั่นคลอนโวหารที่ผูกขาดความกล้าหาญและความเสียสละไว้กับบุคคลในเครื่องแบบเพียงไม่กี่คนไม่กี่กลุ่ม หากแต่ยังท้าทายสถาบันจารีตที่ผูกขาดความจงรักภักดีด้วยการเสนอว่าหลักการอื่นๆ เช่น ความเสมอภาค และความเป็นธรรม ก็สามารถเป็นหลักยึดของผู้คนในแผ่นดินนี้ได้ไม่แพ้กัน \n \nความตายของ “ลุงนวมทอง” ส่งผลกระทบในวงกว้าง คนธรรมดาหาเช้ากินค่ำจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นแม่ค้า คนทำความสะอาด คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง หรือว่าคนขับรถแท็กซี่ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมอาชีพกับเขา เข้าร่วมกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารโดยมีความตายของเขาเป็นความทรงจำร่วม ปัญญาชนหลายคนก้าวออกมาท้าทายการใช้อำนาจดิบหยาบของรัฐบาลอย่างเข้มแข็งมากขึ้น โดยมีความกล้าหาญและความเสียสละของเขาเป็นสิ่งเปรียบเทียบ การจัดกิจกรรมรำลึก “วีรชนประชาธิปไตย” ซึ่งเคยกระจุกตัวอยู่ที่นักศึกษา ปัญญาชน และผู้นำประชาชน ได้ขยายครอบคลุมคนธรรมดาสามัญโดยมีเขาเป็นปฐมบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณถนนราชดำเนิน ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมามีการจัดทำประติมากรรมส่วนบนของเขาเพื่อจะนำไปติดตั้งเป็นการถาวร ความตายของเขาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและความเสียสละที่คนธรรมดาสามัญสามารถแบ่งปันได้ และเป็นครั้งแรกที่ความตายของคนธรรมดาสามัญได้รับการจดจำอย่างกว้างขวางในกลุ่มของผู้ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและความเปลี่ยนแปลง\n \nในทางกลับกัน ความตายของคนสำคัญหรือผู้อยู่ในอำนาจส่วนใหญ่เป็นปฏิกิริยาต่อการเปลี่ยนแปลง พิธีกรรมเกี่ยวกับความตายของชนชั้นนำในสังคมวัฒนธรรมต่างๆ มักมีเป้าหมายที่การกระชับข่ายความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ดำรงอยู่ หรือเพื่อสร้างหลักประกันว่าการเปลี่ยนผ่านอำนาจจะเกิดขึ้นอย่างราบรื่น คติความเชื่อและสัญลักษณ์ต่างๆ มักถูกใช้เพื่อตอกย้ำอาญาสิทธิ์และความชอบธรรมของผู้มีอำนาจ ผู้อยู่ใต้ปกครองจะถูกเกณฑ์มาทั้งในส่วนของการใช้แรงงานและการเข้าร่วมแสดงความจงรักภักดี ขณะที่ในเอเชียอาคเนย์สมัยที่อาณาจักรต่างๆ สัมพันธ์กันในเชิงบรรณาการ เจ้าผู้ครองนครหรือแคว้นเล็กมีพันธกรณีต้องเข้าร่วมพิธีศพของเจ้าผู้ครองแคว้นใหญ่และเครือญาติ นอกเหนือไปจากการส่งส่วย ดอกไม้เงินดอกไม้ทอง รวมทั้งเสบียงอาหารและไพร่พลยามศึกสงคราม นอกจากนี้ ผู้ปกครองในสังคมร่วมสมัยยังมักกำหนดให้มีการจัดพิธีรำลึกความตายของผู้ที่อยู่ในข่ายอำนาจเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งมีกิจวัตรในการเป็นศูนย์กลางในพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายของผู้ซื่อสัตย์ เพื่อตอกย้ำความจงรักภักดีของผู้อยู่ใต้การปกครอง \n \nสังคมไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและผู้อยู่ในอำนาจต่างก็พากันกังวลว่าจะประคองตัวเองให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้อย่างไร พิธีกรรมเกี่ยวกับความตายจึงถูกพวกเขาใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายครั้งนี้ ภาพยนตร์และละครอิงประวัติศาสตร์ที่เน้นความจงรักภักดีของราษฎรอย่างพลีกายถวายชีวิตได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นกรณีพิเศษ ความตายของชาวบ้านบางระจันที่ต้องการปกป้องทรัพย์สินและบ้านเรือนของพวกเขาถูกหมายความเป็นการปกป้องชาติบ้านเมืองหรืออาณาจักรอยุธยา ขณะเดียวกันผู้อยู่ในอำนาจก็หยิบเลือกความตายของผู้อยู่ใต้ปกครองที่เกื้อหนุนสถานภาพพวกเขามายกย่องสรรเสริญ การเสียชีวิตของสมาชิกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้รับการยกย่องเชิดชูว่าเป็นการเสียสละเพื่อชาติ และมีการจัดพิธีศพให้อย่างโอ่อ่า แม้ว่าสาเหตุที่แท้จริงของการตายจะยังไม่กระจ่างชัด ความตายของทหารในช่วงการล้อมปราบกลุ่มคนเสื้อแดงก็ได้รับการยกย่องเชิดชูอย่างมากแม้จะยังคงมีความครุมเครืออยู่เช่นกัน ทหารเหล่านี้ได้รับการเลื่อนชั้นยศเป็นกรณีพิเศษ พิธีศพของพวกเขาถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ และความตายของพวกเขาได้รับการแซ่ซ้องสดุดี เพื่อเป็นเครื่องชี้ว่าความซื่อสัตย์และจงรักภักดีเหล่านี้จะได้รับการตอบแทนอย่างที่สุด\n \nเพราะเหตุนี้ นอกจากมรณานุสติตามหลักพุทธศาสนา การรำลึกถึงความตายของ “ลุงนวมทอง” จึงต้องวางอยู่บนบริบททางการเมืองที่เขาเกี่ยวพันอยู่ด้วย “ลุงนวมทอง” เลือกที่จะตายก่อน ตายเพื่อที่จะได้ไม่ตายอย่างไร้ความหมาย เขาต้องการให้ความตายของเขาหมายถึงการไม่ยอมจำนนต่ออำนาจที่ฉ้อฉลและอยุติธรรมที่กำลังพยายามหาทางออกให้กับตัวเองท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง ผู้อยู่ในอำนาจเห็นความตายของเขาเป็นภัยคุกคาม จึงออกจะเพิกเฉย ไม่ปรากฏผู้มีอำนาจรายใดเดินทางหรือส่งพวงหรีดไปร่วมงานศพ หากเป็นไปได้พวกเขาต้องการให้ความตายของ “ลุงนวมทอง” เป็นเรื่องของการฆ่าตัวตายของคนวิกลจริต สติสัมปชัญญะไม่ครบถ้วน หรืออาจจะอาศัยกาลเวลาช่วยให้เรื่องราวของเขาลบเลือนไปจากความทรงจำของผู้คนในสังคม จึงเป็นพันธกรณีของผู้ที่อยู่ข้างหลังเช่นเราว่าจะทำอย่างไรให้ความตายของเขาไม่สาบสูญ ทำอย่างไรให้ความหมายของความตายของเขายังคงมั่นและดังกึกก้องไปทั่ว มารำลึกถึงความตายของ “ลุงนวมทอง” ร่วมกัน\n \n \nหมายเหตุ: บทความตีพิมพ์ในคอลัมน์ คิดอย่างคน ในหนังสือรายสัปดาห์ “มหาประชาชน” ปีที่ 1 ฉบับที่ 9 (29 ตุลาคม - 4 พฤศจิกายน 2553) \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-d609bff411df45958b1b7e6034201c64", "input": "Title: เยี่ยมชมรัฐสภา จาก 2475 ถึงปัจจุบัน (และอนาคต) \n Body: ในโอกาสครบรอบ 86 ปี การประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกเมื่อ 28 มิถุนายน 2475 ขอพาคุณผู้อ่านย้อนเวลา-เยี่ยมชมอาคารซึ่งใช้เป็นที่ทำการรัฐสภา 3 แห่ง ทั้งในอดีต ปัจจุบัน (และอนาคต) ประกอบด้วย พระที่นั่งอนันตสมาคม (2475-2517) อาคารรัฐสภา (2517-ปัจจุบัน) และสัปปายะสภาสถาน ซึ่งหากไม่เลื่อนอีก คาดว่าจะแล้วเสร็จธันวาคมปี 2562\n [1]\nกราฟฟิคภาพประกอบโดย อิศเรศ เทวาหุดี(ที่มา: ดัดแปลงจาก 1. Martinp1/Wikipedia [2] 2. เว็บไซต์รัฐสภา [3] 3. Sodacan/Wikipedia [4] 4. พีรพัฒน์ วิมลรังครัตน์/เว็บไซต์ pm.go.th/Flickr [5])\nวันนี้เมื่อ 86 ปีที่แล้วหรือเมื่อ 28 มิถุนายน 2475 ถือเป็นวันประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันแรก\nโดยภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา \"พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475\" เมื่อ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 \"โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม เพื่อบ้านเมืองจะได้เจริญขึ้น\" \"และโดยที่ได้ทรงยอมรับตามคำขอร้องของคณะราษฎร\" [ [6]อ่านเพิ่มเติม [6]] [6]\nและต่อมาในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 สภาผู้แทนราษฎรอันประกอบด้วย สมาชิกซึ่งคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารได้ตั้งขึ้น จำนวน 70 นาย ได้ประชุมกันเป็นครั้งแรก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม และมีการเลือกฝ่ายบริหารคือ \"คณะกรรมการราษฎร\" หรือคณะรัฐมนตรีชุดแรก 14 คน โดย พระยามโนปกรณ์นิติธาดา อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา เป็นประธานคณะกรรมการราษฎร เทียบได้กับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน\nในโอกาสครบรอบ 86 ปีของสภาผู้แทนราษฎร จึงขอพาท่านผู้อ่านเยี่ยมชมสถานที่ซึ่งใช้เป็นที่ทำการรัฐสภาตลอดยุคการเมืองไทยสมัยใหม่ จากอดีต ปัจจุบัน จนถึงอนาคต\n \nพระที่นั่งอนันตสมาคม (พ.ศ. 2475-2517)\n\nใช้เป็นรัฐสภาตั้งแต่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 - 2517\nหลัง พ.ศ. 2517 ยังคงใช้เป็นสถานที่ประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา\nปัจจุบันปิดปรับปรุงแบบไม่มีกำหนดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560\nก่อสร้าง 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2458\nงบประมาณก่อสร้าง 15 ล้านบาท หรือ 21.43% ของงบประมาณแผ่นดินปี พ.ศ. 2458 [7] (69,991,604 บาท)\nการเดินทาง: รถเมล์สาย 70 (ถ.อู่ทองใน), 72, 503 (ถ.ศรีอยุธยา)\nรถไฟฟ้า BTS สถานีพญาไท (ห่างออกไป 3.12 กม.)\nเส้นทางรถไฟฟ้าในอนาคต\nMRT สายสีม่วง สถานีสามเสน (ห่างออกไป 1.18 กม.)\nMRT สายสีม่วง สถานีหอสมุดแห่งชาติ (ห่างออกไป 1.15 กม.)\n \nพระที่นั่งองค์นี้นับได้ว่า เป็นรัฐสภาแห่งแรกของประเทศไทย โดยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ต่อมาหลังประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ในวันถัดมาคือวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารได้แต่งตั้งผู้แทนราษฎร 70 คน และมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรและประชุมกันเป็นครั้งแรก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม และเมื่อการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรทั่วประเทศได้สำเร็จลง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้โปรดให้สภาผู้แทนราษฎรประชุมกันที่พระที่นั่งนี้ได้ต่อไป\nพระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นรัฐสภา โดยเฉพาะการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และในบางยุคที่มี 2 สภา คือมีพฤฒสภาหรือวุฒิสภา ก็จะใช้พระที่นั่งอภิเศกดุสิต ภายในพระราชวังดุสิตเป็นที่ประชุมพฤฒสภา\nกระทั่งเมื่อสมาชิกรัฐสภาเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น และต้องมีที่ทำการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา จึงมีการวางโครงการสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ แต่โครงการทั้ง 3 ครั้งก็ไม่สำเร็จ เพราะคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งเสียก่อน จนกระทั่งมาสำเร็จในครั้งที่ 4 เริ่มก่อสร้างสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร โดยเริ่มก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่เมื่อ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513 โดยอาคารรัฐสภาแห่งใหม่เปิดใช้ประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2517\n\n\nพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ภายในพระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 (ที่มา: โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย)\nส่วนพระที่นั่งอนันตสมาคมยังคงใช้ในทางรัฐพิธีเกี่ยวกับรัฐสภา เช่น รัฐพิธีเปิดสมัยประชุม รัฐพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญ และเคยมีการใช้ชั้นล่างของพระที่นั่งเป็นพิพิธภัณฑ์รัฐสภา ก่อนที่ในปี 2541 จะย้ายไปจัดแสดงที่ห้องจัดแสดงพิพิธภัณฑ์รัฐสภา อาคารรัฐสภา\nทั้งนี้พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธี รัฐพิธี สำคัญๆ มากมาย อาทิ รัฐพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยล่าสุดคือพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560\nและยังเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสถาปนา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ และการเสด็จออกมหาสมาคมของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอีก 4 ครั้ง\nอาคารที่ถูกใช้เป็นที่ทำการรัฐสภาแห่งแรกคือพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยตัวพระที่นั่งเริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2451 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2458 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมใช้เวลาสร้างทั้งหมด 8 ปี โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานชื่อพระที่นั่งว่า พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเป็นชื่อพระที่นั่งองค์หนึ่งภายในพระอภิเนาว์นิเวศน์ พระบรมมหาราชวัง สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระอภิเนาว์นิเวศน์นี้ต่อมามีสภาพทรุดโทรมยากแก่การบูรณะจึงได้รื้อลง\n\nพระที่นั่งอนันตสมาคมเมื่อมองจากภายนอก ภาพถ่ายเมื่อ 3 กันยายน 2017ที่มา: Midhun Subhash/Wikipedia [8] (CC0)\n\nการประชุมรัฐสภา สมัยรัฐบาล พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนาภาพถ่ายราว พ.ศ. 2480 ที่มา: รัฐสภาไทย/Wikipedia [9] (Public Domain)\nข้อมูลด้านสถาปัตยกรรม\nผู้ออกแบบ\nหัวหน้าสถาปนิกคือ มาริโอ ตามานโญ (Mario Tamagno) มีเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นแม่กองจัดการก่อสร้าง และมีพระยาประชากรกิจวิจารณ์ (โอ อมาตยกุล) เป็นผู้ช่วย วิศวกรคือ ซี อัลเลกรี นอกจากนี้ยังมีเอกฤทธิ์ หมั่นเฟ้นดี (Ercole Manfredi) สถาปนิกชาวอิตาลี สังกัดกระทรวงโยธาธิการ เป็นผู้รับผิดชอบติดตั้งแผ่นทองแดงหลังคาโดมพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยคุมการก่อสร้างหลังคาโดมจนแล้วเสร็จ\nโดยตามาญโญ ผู้มีผลงานออกแบบอาคารสถานีรถไฟหัวลำโพง พระที่นั่งอัมพรสถาน บ้านนรสิงห์ (ทำเนียบรัฐบาล) บ้านพิษณุโลก วังบางขุนพรหม (ที่ทำการธนาคารแห่งประเทศไทย) ฯลฯ\nลักษณะสถาปัตยกรรม\nพระที่นั่งอนันตสมาคม มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบนีโอเรอเนสซองส์ (Neo Renaissance) และนีโอคลาสสิก (Neo classic) ตกแต่งพระที่นั่งด้วยหินอ่อน ซึ่งสั่งมาจากเมืองคาร์รารา ประเทศอิตาลี โดยมีจุดเด่น คือมีหลังคาโดมคลาสสิกของโรมอยู่ตรงกลาง และมีโดมเล็กๆ โดยรอบอีก 6 โดม รวมทั้งสิ้นมี 7 โดม โดยโดมทั้งหมดทำขึ้นจากทองแดง ต่อมาเกิดสนิมสีเขียวขึ้นตามกาลเวลา ขนาดขององค์พระที่นั่งฯ ส่วนกว้างประมาณได้ 49.50 เมตร ยาว 112.50 เมตร และสูง 49.50 เมตร\nลักษณะของโดมมีอิทธิพลมาจากโดม วิหารเซนต์ปีเตอร์ แห่งนครรัฐวาติกัน และโบสถ์เซนต์ปอลแห่งกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ\nบนเพดานโดมมีภาพเขียนเฟรสโก เขียนบนปูนเปียก เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจที่สำคัญ ของรัชกาลที่ 1-6 จำนวน 6 ภาพ โดยฝีมือเขียนภาพของกาลิเลโอ คินี (Galileo Chini) และผู้ช่วยคือ คาร์โล ริโกลี (Carlo Riguli) และโจวันนิ สะกวันซิ (Giovanni Sguanci)\nว่ากันว่าศิลปินผู้มีชื่ออย่าง \"เหม เวชกร\" ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นเด็กชายเหมอายุราว 11-12 ปี มีโอกาสใกล้ชิดกับจิตรกรเหล่านี้ด้วย เนื่องจากพ่อแม่หย่าร้างกันทำให้เขาอยู่กับลุงผู้อุปการะเป็นเวลาสั้นๆ คือ ม.ร.ว.แดง ทินกร โดย ม.ร.ว.แดงทำงานกับเจ้าพระยายมราช ผู้กำกับดูแลการก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม และ ม.ร.ว.แดง ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลจิตรกรชาวอิตาลี\nและก็ด้วยคาร์โล ริโกลี เห็นฝีมือวาดภาพของเด็กชายเหม ที่เขียนสีชอล์กจนเปรอะสะพานท่าน้ำ จึงชักชวนและขออนุญาตจาก ม.ร.ว. แดง ให้เหมไปอยู่เป็นลูกมือบดสี ส่งพู่กัน ในงานเขียนภาพจิตรกรรมบนเพดานโดม ของพระที่นั่งอนันตสมาคม อย่างไรก็ตามเหมไม่มีโอกาสเดินทางไปศึกษาต่อด้านศิลปะที่อิตาลี เนื่องจากพ่อของเด็กชายเหมทราบเข้า จึงให้คนมาลักตัวเด็กชายเหมไปเสียก่อน\nสำหรับภาพเขียนบนปูนเปียก บนเพดานโดมพระที่นั่งอนันตสมาคมมีรายละเอียดดังนี้\nเพดานโดมด้านทิศเหนือ เป็นภาพพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกครั้งดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เสด็จกลับจากราชการทัพที่เขมร\nเพดานโดมด้านทิศตะวันออก เป็นภาพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอุปถัมภ์งานศิลปะ\nเพดานโดมด้านทิศตะวันตก เป็นภาพเหตุการณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับเบื้องหน้าพระพุทธชินสีห์ แวดล้อมด้วย พระภิกษุและนักบวชต่างชาติศาสนนิกายต่างๆ แสดงนัยแห่งพระราชจรรยา ที่ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภกของทุกศาสนาโดยไม่รังเกียจกีดกัน\nเพดานโดมด้านทิศใต้ของท้องพระโรงกลาง เป็นภาพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานอภัยทาน และทรงเลิกประเพณีทาส\nเพดานโดมด้านทิศตะวันออกของท้องพระโรงกลาง เป็นภาพเหตุการณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออกประทับ ณ พระที่นั่งบุษบกมาลาที่มุขเด็จ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เนื่องในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช เมื่อ พ.ศ. 2454\nเพดานโดมกลาง ซึ่งเป็นโดมใหญ่ที่สุด มีจารึกพระปรมาภิไธยย่อ “จปร.” ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เพดานนับจากจากใต้โดมตลอดทั้งบริเวณท้องพระโรงกลางมีจารึกพระปรมาภิไธยย่อ “จปร.” สลับกัน “วปร.” อันเป็นพระปรมาภิไธยย่อของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว\nอ่านเพิ่มเติม\nศรันย์ ทองปาน. \"ความทรงจำแห่งสยาม ของ กาลิเลโอ คินี\",ใน นิตยสารสารคดี ปีที่ 17 ฉบับที่ 207 เดือน พฤษภาคม 2545 [ [10]อ่านออนไลน์ [10]] [10]\nศรันย์ ทองปาน. \"จิตรกรไร้สำนักเรียน ช่างเขียนนอกสถาบัน\", ใน นิตยสารสารคดี ปีที่ 16 ฉบับที่ 188เดือนตุลาคม 2543 [ [11]อ่านออนไลน์ [11]] [11]\nพระที่นั่งอนันตสมาคม, วิกิพีเดีย [เข้าถึงข้อมูล 13 มิถุนายน 2561] [ [12]อ่านออนไลน์ [12]] [12]\nMario Tamagno, Wikipedia [เข้าถึงข้อมูล 13 มิถุนายน 2561] [ [13]อ่านออนไลน์ [13]] [13]\n \nอาคารรัฐสภา\nใช้เป็นรัฐสภาตั้งแต่ 19 กันยายน พ.ศ. 2517 จนถึงปัจจุบัน\n\nก่อสร้าง 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2517\nงบประมาณก่อสร้าง 51 ล้านบาท หรือ 0.14% ของงบประมาณแผ่นดินปี พ.ศ. 2517 [14] (36,000,000,000 บาท)\nการเดินทาง: รถเมล์สาย 70 (ถ.อู่ทองใน) 18, 28ร, 125ร, 515 (ถ.ราชวิถี)\nรถไฟฟ้า BTS สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ห่างออกไป 2.91 กม.\nเส้นทางรถไฟฟ้าในอนาคต\nMRT สายสีม่วง สถานีสามเสน (ห่างออกไป 0.78 กม.)\n \nข้อมูลด้านสถาปัตยกรรม\nสถาปนิก พล จุลเสวก\nสถาปัตยกรรม โมเดิร์น\nอาคารรัฐสภาและประวัติศาสตร์การเมืองไทย\nอาคารรัฐสภาที่ตั้งอยู่บน ถ.อู่ทองใน ตัดกับ ถ.ราชวิถีนั้น เริ่มมีการวางโครงการสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ หลังจากจำนวนสมาชิกรัฐสภาเพิ่มขึ้นตามอัตราประชากรที่เพิ่มขึ้น และจำต้องมีที่ทำการของข้าราชการฝ่ายรัฐสภา จึงจำต้องสร้างอาคารรัฐสภาที่รับความต้องการดังกล่าวได้ โดยมีการวางแผนสร้างถึง 4 ครั้ง แต่สามครั้งแรกไปไม่ตลอดรอดฝั่งเพราะคณะรัฐมนตรีซึ่งริเริ่มโครงการต้องพ้นจากตำแหน่งไปเสียก่อน ในครั้งที่สี่ เริ่มโครงการก่อสร้างเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513 มีกำหนดสร้างเสร็จภายใน 850 วัน ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 51,027,360 บาท ประกอบด้วยอาคารหลัก 3 หลัง คือ\nหลังที่ 1 เป็นตึก 3 ชั้นใช้เป็นที่ประชุมวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร และการประชุมร่วมกันของสภาทั้งสอง ส่วนอื่น ๆ เป็นที่ทำการของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา ประธาน และรองประธานของสภาทั้งสอง\nหลังที่ 2 เป็นตึก 7 ชั้น ใช้เป็นสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาและโรงพิมพ์รัฐสภา\nหลังที่ 3 เป็นตึก 2 ชั้นใช้เป็นสโมสรรัฐสภา\nสถานที่ทำการใหม่ของรัฐสภา ใช้ประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2517 สมัยรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ สมัยที 2 ส่วนพระที่นั่งอนันตสมาคมใช้แต่ในทางรัฐพิธีเกี่ยวกับรัฐสภา เช่น รัฐพิธีเปิดสมัยประชุม รัฐพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญ\n\nการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ณ อาคารรัฐสภา ถ.อู่ทองใน เมื่อ 20สิงหาคม 2552ที่มา: เว็บไซต์ The Prime Minister of Thailand/พีรพัฒน์ วิมลรังครัตน์/Flickr [5]\n\nเชน เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ โยนเก้าอี้ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพราะไม่พอใจที่ ส.ส.รัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่ยอมให้อภิปรายเรื่องราคายางพารา เมื่อ 5 กันยายน พ.ศ. 2556 (ที่มา: ไทยรัฐ [15])\nโดยอาคารรัฐสภาหลังปัจจุบันอยู่ร่วมกับการเมืองไทยสมัยใหม่หลายครั้งหลายหน โดยมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 12-13 ธันวาคม พ.ศ. 2517 สมัยรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ ผู้เสนอญัตติคือสมัคร สุนทรเวชและคณะ เกิดขึ้นที่อาคารรัฐสภาแห่งนี้ นับเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรอบ 27 ปี หลังจากทิ้งช่วงไปตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 19-27 พฤษภาคม พ.ศ. 2490 สมัยรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ร.น. ซึ่งผู้เสนอคือ พ.ต.ควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์\nโดยอาคารรัฐสภาปัจจุบันถูกใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจนับตั้งแต่ครั้งที่ 6 เรื่อยมาจนถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่ 41 เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 และลงมติเมื่อ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยมีผู้เสนอคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ( [16]อ่านสถิติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ) [16]\nและนอกจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาคารรัฐสภาแห่งนี้ยังผ่านร้อนผ่านหนาวมากับการเมืองไทยสมัยใหม่หลายหน ทั้งรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้ง รัฐบาลกึ่งพลเรือน รัฐบาลทหาร ตั้งแต่การลงมติให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2540 เมื่อ 27 กันยายน พ.ศ. 2540 จนถึงการแย่งเก้าอี้สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาเมื่อ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 กรณี เชน เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ โยนเก้าอี้ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพราะไม่พอใจที่ ส.ส.รัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่ยอมให้อภิปรายเรื่องราคายางพารา เมื่อ 5 กันยายน พ.ศ. 2556 ( [17]อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง [17]) [17]\nจนถึงการลงมติผ่าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม \"เหมาเข่ง\" เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ที่ปิดประชุมในเวลา 04.25 น. ( [18]อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง [18]) [18] เป็นเหตุแห่งการชุมนุมต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่บานปลายเป็นการชุมนุมของ กปปส. และเกิดการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ในเวลาต่อมา ฯลฯ\nอ่านเพิ่มเติม\nประมวลข้อมูลรายงานการประชุม การภิปรายทั่วไปในรัฐสภา พ.ศ. 2477-ปัจจุบัน, เว็บไซต์รัฐสภา [ [16]อ่านออนไลน์] [16]\nอาคารรัฐสภาไทย, วิกิพีเดีย [ [19]อ่านออนไลน์] [19]\n \nสัปปายะสภาสถาน (กำลังก่อสร้าง)\nจะใช้เป็นรัฐสภาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2562 (ถ้าแล้วเสร็จ)\n \n\nก่อสร้าง 8 มิถุนายน พ.ศ. 2556 (คาดว่าจะแล้วเสร็จธันวาคม พ.ศ. 2562)\n(เดิมคาดว่าจะแล้วเสร็จ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ต่อมามีการขยายเวลาก่อสร้าง 3 ครั้ง รวม 1,482 วัน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562)\nงบประมาณก่อสร้าง 22,987,266,200 บาท\nปี 2561 รัฐบาลอนุมัติเพิ่ม 512,500,000 บาท\nรวมใช้งบประมาณ 23,499,766,200 บาท คิดเป็น 0.78% ของงบประมาณปี พ.ศ. 2562 (3,000,000,000,000 บาท)\nการเดินทาง: รถเมล์สาย สาย 3, 16, 30ร, 32, 33ร, 49, 65, 66, 505 (ถ.สามเสน)\nรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน/สายสีม่วง สถานีเตาปูน ห่างออกไป 2.34 กม.\nเส้นทางรถไฟฟ้าในอนาคต\nMRT สายสีม่วง สถานีรัฐสภา\n \nสัปปายะสภาสถานและการเมืองไทยในยุคอันใกล้นี้\nสัปปายะสภาสถาน เป็นโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ของประเทศไทยและแห่งที่ 3 ของประเทศไทยแทนที่อาคารเดิมบริเวณ ถ.อู่ทองใน ข้างสวนสัตว์ดุสิต ข้อมูลจากวิกิพีเดีย [20] โครงการก่อสร้างตั้งอยู่ติดริ่มฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา บนถนนทหาร (เกียกกาย) แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต โครงการได้ริเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2551 สมัยที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ในการประชุมจัดหาสถานที่ก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ จนมีมติเลือกที่เดินราชพัสดุถนนทหาร (เกียกกาย) แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต เป็นสถานที่ในการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่\nสัปปายะสภาสถาน เป็นผลงานชนะเลิศการประกวดแบบของธีรพล นิยม ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) จากผู้ส่งประกวดรอบสุดท้ายทั้งหมด 5 ราย โดยนับเป็นการประกวดแบบครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศนับตั้งแต่การประกวดแบบสนามบินสุวรรณภูมิ ชิงเงินรางวัลชนะเลิศสูงถึง 200 ล้านบาท มีผู้ส่งเข้าประกวดทั้งหมด 133 ราย และผ่านเข้าในรอบสุดท้ายทั้งหมด 5 ราย\nโดยเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ก็ได้มีการตัดสินคัดเลือกแบบของธีรพล นิยม โดยมีกรรมการ 12 คนประกอบไปด้วย สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ด้านสถาปัตยกรรมสถาน สภาวิศวกรรม และศิลปินแห่งชาติ พิจารณาการประกวดโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่\nสำหรับอาคารได้รับการวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553 โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารรัฐสภาแห่งใหม่\nโครงการได้เริ่มวางเสาเข็มตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2556 โดยมีบริษัทซิโนไทยเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งเดิมต้องแล้วเสร็จภายใน 900 วัน หรือในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 แต่ปัจจุบันโครงการได้ล่าช้าออกไป เนื่องจากปัญหาการส่งมอบพื้นที่และการปรับรายละเอียดแบบก่อสร้างในบางส่วน ทำให้โครงการได้เลื่อนออกไป โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปี 2562\nส่วนปัญหาที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้านั้น จเร พันธ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าเป็นเพราะการส่งมอบพื้นที่ไม่เป็นไปตามสัญญา พื้นที่บางส่วนยังไม่ได้รับมอบคืนจากหน่วยงานเดิม การขนย้ายดินออกจากพื้นที่ก่อสร้างไม่เป็นไปตามแผน และปัญหาอุทกภัยปี พ.ศ. 2554\n \nข้อมูลด้านสถาปัตยกรรม\nสถาปนิก ธีรพล นิยมและคณะ\nงานสถาปัตยกรรมไทย ภิญโญ สุวรรณคีรี และเผ่า สุวรรณศักดิ์ศรี\nสวน ปิยเมศ ไกรฤกษ์\nโครงสร้าง เสาเข็มทั้งหมดจำนวน 1,673 ต้น\nเสาไม้สักจำนวน 4,000 ต้นล้อมรอบอาคาร\nพื้นที่ใช้สอย 424,000 ตร.ม.\n\nภาพจำลอง \"สัปปายะสภาสถาน\" (ที่มา: เว็บไซต์รัฐสภา [3])\nจากข้อมูลในวิกิพีเดีย [20] สำหรับชื่อ \"สัปปายะสภาสถาน\" เป็นการรวมคำระหว่าง \"สัปปายะ\" และ \"สภาสถาน\" โดย \"สัปปายะ\" หรือ \"สัปปายะ 7\" ซึ่งแปลว่า สิ่งที่สบาย, สภาพเอื้อ, สิ่งที่เกื้อกูล, สิ่งที่เหมาะสมกัน เมื่อรวมกับ \"สภาสถาน\" จึงมีความหมายถึง สภาที่มีแต่ความสงบร่มเย็นสบาย\nโดยสถาปนิกได้ออกแบบนำเสนอคติและสัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของไทยในอดีตผสมผสานไปกับเทคโนโลยีการก่อสร้าง ระบบโครงสร้างทางสังคม และระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขในปัจจุบัน ผ่านทางรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่บนพื้นฐานทางภาษาและฉันทลักษณ์ตามอย่างสถาปัตยกรรมไทยแบบประเพณี ตามคติ ไตรภูมิ ที่นอกจากจะแสดงเอกลักษณ์ทางจิตวิญญาณถึงความเป็นไทย ยังมีความหมายเพื่อให้คนไทยและเหล่า ฯพณฯ ที่ดี และพวกบรรดานักการเมืองในเสื้อสูทประชาธิปไตย เมื่อเข้ามาอยู่ในสภาจะสำนึกถึง \"บาปบุญคุณโทษ\" พลิกฟื้นจิตใจผู้คนให้ประกอบกรรมดี นอกจากนี้ยังใช้แนวคิดของ \"สถาปัตยกรรมสีเขียว\" (Green Architecture) ซึ่งเห็นได้จากการปลูกต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบอาคาร\nสัปปายะสภาสถาน เป็นโครงการสร้างรัฐสภาขนาดใหญ่ บนพื้นที่ดิน 191,356 ตารางเมตร มีพื้นที่ใช้สอยในอาคาร 424,000 ตารางเมตร มีความสูงจากฐานถึงยอดเจดีย์พระสุเมรุ 134.56 เมตร ภายในประกอบด้วยโถงรับรอง ส.ส. และ ส.ว., ห้องประชุมของ ส.ส. หรือที่เรียกว่า \"ห้องพระสุริยัน\", ห้องประชุม ส.ว. หรือที่เรียกว่า \"ห้องพระจันทรา\", โถงรัฐพิธี, พิพิธภัณฑ์ประชาธิปไตย, ห้องอาหาร ส.ส., ห้องอาหาร ส.ว. ในส่วนของดาดฟ้าอาคาร ประกอบด้วยกำแพงแก้วล้อมรอบส่วนเจดีย์และพิพิธภัณฑ์ชาติไทย\nสัปปายะสภาสถาน ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งการวิจารณ์ว่าออกแบบที่เหมือน \"วัด\" โดย ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็ได้ออกมาวิจารณ์ในช่วงที่มีการประกวดแบบในปี พ.ศ. 2552 ว่า ใช้ความหมายเดิมๆ ศีลธรรมเป็นเรื่องจอมปลอม ไม่คำนึงถึงปัญหาความขัดแย้งทางศาสนาของสังคม และการใช้งานไม่เอื้อให้เป็นพื้นที่ของประชาชนอย่างแท้จริง รวมทั้งการใช้แนวคิดด้านพระพุทธศาสนามากเกินไปจนไม่มีมุมมองด้านประชาธิปไตย หรือการออกแบบที่อยู่ในกรอบของภาษาความเป็นไทยทางสถาปัตยกรรม ( [21]อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) [21]\nอ่านเพิ่มเติม\nสัปปายะสภาสถาน, วิกิพีเดีย [ [20]อ่านออนไลน์] [20] \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-c77cfaebf90c4da4a40aea19390105b4", "input": "Title: ย้อนรอย 10 ปีปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน : จะหัวหรือก้อยในรัฐบาลอภิสิทธิ์ (2) \n Body: ตอนที่ 2 ปฏิรูปที่ดิน กับกระบวนการยุติธรรม\nมุมมองจากนักวิชาการ\nไพสิฐ พานิชกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ หนึ่ง ในผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้สังคมเห็นภาพกว้างในแง่มุมทางวิชาการ และผู้ที่ใช้ตำแหน่งเพื่อเป็นนายประกันให้กับชาวบ้านกรณีที่ดินลำพูนที่ถูก จับกุมดำเนินคดีหลังเข้าทำการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน อธิบายปรากฏการณ์ที่นักวิชาการกว่า 30 คน ที่ออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนั้นว่า ตนคิดว่าฐานความคิดหลักของนักวิชาการกลุ่มนี้ เป็นการกล่าวกันว่าปัญหาของเกษตรกรในเรื่องที่ดินอยู่ที่เป็นการตอบโจทย์ว่า จะกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร เพราะที่ผ่านมารัฐไทยใช้นโยบายที่ทำให้ที่ดินที่เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ กลายเป็นสินค้า หรือกลายเป็นทุนไปเสีย เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นแบบนี้ก็ทำให้เกิดการเก็งราคาที่ดิน และกลไกที่มีอยู่ในภาครัฐเองนั้นก็ไม่ทำให้เกิดการกระจายที่ดินโดยเป็นธรรม ได้\nไพสิฐ กล่าวต่อไปว่า ความเป็นธรรมในที่ดินหมายความว่าคนที่ถือครองที่ดินเป็นผู้ที่จำเป็นต้องใช้ ที่ดินตามอาชีพของตนเอง เช่น หากอยู่ในภาคธุรกิจไม่จำเป็นต้องถือครองที่ดินในจำนวนมหาศาลในลักษณะที่ไป เก็งกำไร ซึ่งนี่เป็นอันแรกที่จะระบุปัญหามาให้ชัดเจนว่าปัญหาของเกษตรกรที่สำคัญ ประการหนึ่งนอกจากปัญหาราคาพืชผลประการหนึ่งนั่นก็คือปัญหาปัจจัยการผลิตที่ สำคัญก็คือเรื่องที่ดิน จะต้องเอามากระจายให้เกษตรกร แต่แน่นอนว่าต้องมีปัญหาแวดล้อมมาอีกคือระบบการเกษตรสามารถจะอยู่รอดได้ อย่างไร \nอันที่สอง ตนคิดว่าเป็นฐานคิดที่สำคัญอีกอันคือ เรื่องของความเป็นธรรม จากกรณีศึกษาของชาวบ้านที่ จ.ลำพูน นั้นข้อเท็จจริงที่ได้จากการศึกษา หรือได้จากการฟังข้อมูลรอบด้านคือ มีขบวนการยึดเอาที่ดินที่ชาวบ้านเคยใช้ร่วมกันมาตั้งแต่อดีต หรือว่าของหน้าหมู่ที่เป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์ที่ใช้ร่วมกัน ไปสู่การแปลงให้เป็นเอกสารสิทธิ์ของเอกชนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นการร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เอาที่ดินแปลงนี้ไปเข้าสู่ตลาดซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาชั้นที่หนึ่ง \nและ ปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อสถาบันการเงินรับจำนองที่แปลงนี้ซึ่งเป็นการออกเอกสารสิทธิ์โดยไม่ชอบ แล้ว กลไกต่างๆ ก็ไม่เคยเข้าไปตรวจสอบว่าเป็นอย่างไร มีรายละเอียดอย่างไร แต่ไปรับรองสิทธิของสถาบันการเงินที่ใช้หลักประกันพวกนี้ ผลที่ตามมาคือเมื่อมีการบังคับคดี หรือมีการยึดทรัพย์อะไรต่างๆ มีคำพิพากษาของศาลต่างๆ เข้ามา เท่ากับเป็นการยอมรับให้คำพิพากษาของศาลไปฟอกที่ดินที่ดินที่เอกชนใช้โดยไม่ ชอบดังกล่าวนั้นกลายเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายไป \nจุด นี้พอประชาชนลุกขึ้นมาถามถึงสิทธิของตนเองที่เคยใช้ที่ดินมาก่อนหรือว่าใน แง่ของการที่ตัวเองน่าจะได้รับการจัดสรรที่ดินไปด้วย กลายเป็นว่าตนเองถูกระบบกฎหมาย การใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐรวมไปถึงการใช้กลไกของการฟ้องคดีมาดำเนินคดีกับ ชาวบ้าน ซึ่งนี่คือประเด็นเรื่องมิติของความเป็นธรรม ไพสิฐ กล่าว\nไพสิฐ กล่าวสรุปว่า เพราะฉะนั้นฐานคิดสองอันนี้จึงเป็นฐานคิดของกรณีที่เข้าไปช่วยในการทำ อย่างไรที่จะทำให้อย่างน้อยๆ คือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ถูกกระบวนการยุติธรรมทาง อาญาเข้ามาทำร้ายโดยไม่เป็นธรรมได้รับการบรรเทา เพราะฉะนั้นจึงมีกลุ่มนักวิชาการประมาณ 30 คน ที่ช่วยกันเข้าชื่อต่างๆ เพื่อส่งสัญญาณหรือเพื่อบอกกับสังคมว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่น้องเกษตรกรที่โดน กระทำดังกล่าว แน่นอนว่าอาจมีบางส่วนของเกษตรกรที่มีที่ดินอยู่แล้วใช้สิทธิโดยไม่สุจริตใน ที่ดินนี้อยู่ด้วย แต่โดยภาพรวมหลักๆ คือชาวบ้านส่วนใหญ่เดือดร้อนและได้รับผลกระทบ\n10 ปีบนเส้นทางการปฏิรูปที่ดิน\nนอกจากนี้แล้วกรณีเดียวกัน ประยงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันการต่อสู้เรื่องที่ดินของชาวบ้านนับเวลาได้ก็ผ่านมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว บางหมู่บ้านอาจผ่านมาเป็นเวลามากกว่า10 ปี การต่อสู้ที่ผ่านมาสุดท้ายเราต้องการให้ชาวบ้านมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง แต่เพียงเท่านั้นยังไม่พอ ชาวบ้านยังจะต้องรักษาที่ดินทำกินของตัวเองเอาไว้ให้ได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จากตอนแรกที่เราคิดเพียงว่าทำอย่างไรเพื่อที่จะได้ที่ดินทำกินเท่านั้น ถึงวันนี้สิ่งที่จะพูดกันคือว่าแท้ๆ แล้วมันเป็นความจริงหรือว่าเป็นความฝันที่เราร่วมกันต่อสู้กันเป็นเครือข่าย ในนามของสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) บางคนมีที่ดินแล้วขายไปเอาใหม่ก็มี บางคนสู้ที่ดินแปลงเดียวโดนดำเนินคดีไป 40 กว่าคดี อันนี้จะเป็นสิ่งที่ไปได้ หรือว่าไปไม่ได้จริง ชาวบ้านต้องตัดสินใจว่าทิศทางต่อไปข้างหน้า ถ้าไปไม่ได้แล้วเราจะเลิกหรือเปล่า\nเราต่อสู้กันมาหลายรัฐบาล เท่าที่จำได้เริ่มจากสมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผ่านมาถึงรัฐบาลชวน รัฐบาลทักษิณ รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ รัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย แล้วมาที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ มีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปแล้ว 8 คน แต่ยังไม่มีชาวบ้านกลุ่มไหนที่ได้สิทธิ์ในที่ดินเลย สิทธิที่เราตั้งเป้าเอาไว้ว่าเป็นโฉนดชุมชน* กรรมสิทธิ์ชุมชน แต่ในบางพื้นที่อาจจะมีโฉนดชุมชนแล้วอย่างเช่นที่พื้นที่บ้านโป่ง ต.แม่แฝก อ.สันทราย  จ.เชียงใหม่ และเพิ่งตั้งกองทุนธนาคารที่ดิน**ไปได้ไม่นานมานี้ ประยงค์ กล่าว\n\n\nภาย หลังจากที่ความคิดเรื่องปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน โฉนดชุมชน และธนาคารที่ดิน ได้ถูกเผยแพร่ออกไปสู่สาธารณะมากขึ้น และด้วยแนวความคิดหลักที่ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดการใช้ที่ดินอย่าง ยั่งยืนของเกษตรกรได้มากที่สุดโดยที่ที่ดินไม่หลุดมือ ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากนิยามการจัดการที่ดินของภาครัฐอย่างสิ้นเชิง ด้วยปัญหาที่ดินที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากปัญหาในระบบกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ สามารถซื้อขายได้ ที่ผ่านมาที่ดินจึงหลุดมือจากเกษตรกรไปไม่หยุดหย่อน แต่แนวความคิดเรื่องของโฉนดชุมชน และธนาคารชุมชนที่จะมาเปลี่ยนการจัดการที่ดินใหม่ทั้งระบบ โดยโอนกรรมสิทธิ์ไปให้ชุมชนจัดการเพื่อความยั่งยืน ดังนั้นจึงมีการนำเอาแนวคิดนี้ไปปฏิบัติมากขึ้นและขยายวงกว้างออกไป เช่นในพื้นที่ขององค์กรชุมชนบ้านทับเขือ-ปลักหมู จ.ตรัง  เครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด บริเวณพื้นที่สาธารณะทุ่งซำเสี้ยว จ.ชัยภูมิ ฯลฯ   \n\nหัวหรือก้อย กับการแก้ปัญหาของรัฐบาลประชาธิปัตย์ \nหลัง ผ่านการต่อสู้มานานหลายปี และผ่านไปหลายรัฐบาล มีบางรัฐบาลที่ช่วงเวลาการต่อสู้หอมหวาน มีการโวถึงสัญญาก้อนโตที่เขาจะเนรมิตมาให้ตามที่ชาวบ้านเรียกร้อง แต่สุดท้ายก็เป็นฝันกลางวัน จนถึงในช่วงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แนวทางการแก้ปัญหาจะเป็นอย่างไรนั้น\nประยงค์ อธิบายต่อว่า การต่อสู้ในช่วงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เริ่มเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2551 พวก เราเดินทางไปพบนายอภิสิทธ์ที่พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นข้อเรียกร้องเดิมให้มีการตั้งธนาคารที่ดินเพื่อแก้ปัญหาที่ดินของชาว บ้านโดยการออกโฉนดชุมชน ส่วนข้อเรียกร้องที่สองเสนอเรื่องกองทุนธนาคารที่ดิน เอาที่ดินมาจัดสรรให้ชาวบ้าน หลังจากนั้น 10 วัน รัฐแถลงก็นโยบาย เพราะว่าก่อนที่จะบริหารประเทศต้องแถลงนโยบายก่อน มีข้อหนึ่งในนโยบายที่แถลงว่าจะมีการจัดหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรยากจนใน รูปแบบของธนาคารที่ดิน และเร่งรัดออกเอกสารสิทธิ์ให้เกษตรกรในรูปของโฉนดชุมชน ซึ่งรัฐบาลก็เขียนเอาไว้แล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่มีผลอะไรเกิดขึ้นกับชาวบ้านสักที\nเรา เรียกร้องกับรัฐบาลโดยพูดถึงเรื่องโฉนดชุมชน เพราะรัฐบาลบอกว่าหากซื้อที่ดินแล้วเอามาแจกให้นั้น พรุ่งนี้ก็ไปอยู่ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) รัฐบาล จึงไม่แก้ให้ เขาถามว่าถ้าแก้ปัญหาให้แล้วชาวบ้านจะจัดการเรื่องที่ดินอย่างไรอย่างไร เราก็เสนอเรื่องของการใช้โฉนดชุมชน อันนี้เราเจรจามาตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ชวลิต จนผ่านมาหลายรัฐบาล แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จสักครั้ง เราจึงบอกว่าเรารอไม่ได้และเราจะไม่รอรัฐบาลแล้ว จึงให้ทุกหมู่บ้านลงไปจัดการกันเองทำโฉนดชุมชน รวมทั้งตั้งธนาคารที่ดินขึ้นมา แกนนำสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ กล่าว\n\n\n*โฉนดชุมชน เป็นคำที่ใหม่สำหรับสังคมไทย ที่มีจุดประสงค์หลักก็คือการเปลี่ยนหลักคิดหรือว่าหลักปฏิบัติในการจัดการ ที่ดินเสียใหม่โดยที่ยึดถือเอา ชุมชน เป็นตัวตั้ง มีการออกกฎข้อห้ามและหลักปฏิบัติสำหรับผู้ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิก โดยมีจุดประสงค์หลักก็คือการรักษาเอาไว้ซึ่งที่ดินซึ่งเป็นฐานการผลิตที่ สำคัญสำหรับเกษตรกรไทย หลังจากที่หลายสิบปีที่ผ่านมาเมื่อประเทศของเราเดินหน้าในการปฏิรูป อุตสาหกรรม หวังจะแปรเปลี่ยนกสิกรให้ไปเป็นนายทุนการเกษตรหรือนายทุนอุตสาหกรรม นับแต่นั้นที่ดินของชาวบ้านชาวนาสามัญหลายคนก็ปลิวว่อนหลุดมือไปอย่าง ง่ายดาย ด้วยกลไก หรือโครงสร้างต่างๆ ที่ไม่เอื้อให้พวกเขากลายเป็นนายทุนอุตสาหกรรมเหล่านั้น ผ่านมาอีกกว่าหลายสิบปี แนวคิดโฉนดชุมชนก็เกิดขึ้นในสังคมไทยเพื่ออุดช่องโหว่ของการที่ที่ดินหลุด มือจากเกษตรกรในทุกวันนี้\n**ธนาคารที่ดินเป็น กลไกที่ตั้งขึ้นรองรับการมีอยู่ของโฉนดชุมชน ที่ต้องการที่จะให้ที่ดินไม่หลุดมือจากเกษตรกร จึงมีการใช้กลไกของชุมชนเป็นตัวจัดการที่ดิน แต่ทว่าเกษตรกรก็ยังคงมีสิทธิ์ในที่ดินของตนเองอยู่อาจจะมีบางเวลา ขณะโอกาสที่เกษตรกรที่เป็นสมาชิกของชุมชน ต้องการที่จะใช้เงินในยามที่จำเป็น และต้องการทรัพย์สินธนาคารที่ดินจะเป็นตัวเข้ามาจัดการเรื่องนี้\n\nหากแก้ปัญหาไม่ได้ จะมีรัฐบาลเอาไว้ทำไม\nจาก กระบวนการทั้งหมดที่รัฐบาลใดๆ ก็ตามได้ประกาศใช้ ดูเหมือนว่าการจัดการที่ดินเพื่อแก้ปัญหาที่ค้างคาจะไร้ผล ไล่มาตั้งแต่แนวคิดการออกโฉนดที่ดินซึ่งในที่สุดโดยกระบวนการต่างๆ ได้ทำให้กลายเป็นทรัพย์สิน การที่ในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) ได้ จัดสรรที่ดินจำนวนหนึ่งให้กับเกษตรกร แต่ปรากฏว่าที่ดินจำนวนมากไม่ได้ตกถึงมือผู้ที่เป็นเป็นเกษตรกรที่แท้จริง การไม่จำกัดการถือครองที่ดินของเอกชน แต่กลับไปยึดถือเพียงสิทธิของปัจเจกชนที่มีหลักคิดว่าคุณมีเงินเท่าไหร่คุณ สามารถซื้อที่ดินแปลงนั้นได้ ไม่นับกลไกของรัฐที่นับวันยิ่งเอนเอียงไปอยู่ข้างนายทุนเงินหนาเข้าทุกๆ วัน จนในที่สุดสถานการณ์ก็บังคับให้ชาวบ้านลุกฮือขึ้นมาจับจอบจับเสียมเข้าไปใน ที่ดินเอกชนเพื่อจัดการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนกันเอง... \nหาก จะให้การจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะข้อพิพาทในการจัดการทรัพยากรนั้นได้ รับการแก้ไข หน่วยงานรัฐที่มีและมีหน้าที่ กรอบปฏิบัติตามกฎหมายต้องลุกขึ้นมาทำอะไรมากกว่าที่การจะซุกเอาปัญหาไว้ใต้ พรม เพราะหากไม่ทำอะไรเลยมันเป็นคำถามว่าแล้วเรามีรัฐเอาไว้ทำไม อีกทั้งบนโครงสร้างของระบบราชการเป็นโครงสร้างที่เอื้อต่อการทุจริต คอร์รัปชั่น อันที่สองคือคนที่อยู่ในโครงสร้างอำนาจรัฐไม่ว่าจะเป็นนิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการ รวมถึงชนชั้นนำในทางสังคมได้ประโยชน์จากโครงสร้างตรงนี้ ไพสิฐ กล่าว\nทาง ที่จะต้องทำก็คือเอาข้อมูลการถือครองที่ดินในความเป็นจริงดูควบคู่ในทาง กฎหมาย เช่น เอกสารสิทธิ์ดังกล่าวนาย ก นาย ข ครอบครองอาจจะเป็นการครอบครองแทนก็ได้ แล้วลองประมวลรวมรวมในแต่ละจังหวัดใครถือครองที่ดินมากที่สุด ชื่ออะไรบ้าง แล้วลองเปรียบเทียบว่าทั้งประเทศ ถ้าเกิดทำให้การถือครองที่ดินมันเปิดเผยออกมาดังกล่าวแล้วนั้น คิดว่าตรงนี้น่าจะเป็นการปูพื้นฐานหรือว่ากรุยทางไปว่าบนทรัพยากรที่มีอยู่ จำกัด การจัดการที่เป็นธรรมนั้นควรจะเป็นอย่างไร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าว\nปฏิรูปที่ดิน กับระบบกฎหมายไดโนเสาร์\nเรื่อง นี้ ไพสิฐ กล่าวต่อไปว่า ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมคือเขาจะรับเรื่องราวก็ต่อเมื่อมี ข้อพิพาทเกิดขึ้นมาคือมีคดีขึ้นไปสู่ศาล ปัญหาคือโอกาสที่คดีประเภทนี้ที่จะเข้าไปสู่ศาลนั้นค่อนข้างที่จะน้อยในเชิง ของการที่จะใช้ไปถึงเรื่องของการฟ้องศาล เพราะมีการใช้อิทธิพลท้องถิ่น หรืออำนาจมืดไปบีบให้ชาวบ้านยอมในการออกจากพื้นที่ หรือว่าในทางกลับกันหากเป็นกรณีของสถาบันการเงิน เขาฟ้องคดีแล้วก็ดำเนินการในลักษณะของการที่ใช้เครื่องมือของรัฐทั้งหลาย เข้าไปจัดการไม่ให้ชาวบ้านออกมาเคลื่อนไหวหรือออกมาโต้แย้ง หรือว่าไม่มีใครเข้าไปช่วยสนับสนุนเหมือนกับชาวบ้านในพื้นที่ จ.ลำพูน \nเพราะ ฉะนั้น กระบวนการยุติธรรมที่รับเรื่องพวกนี้ไปแล้วเขาก็ว่ากันไปตามข้อเท็จจริงเท่า ที่ได้มีการนำสืบในคดีเท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านั้นก็จะมีพยานเอกสาร หรือพยานต่างๆ เหล่านี้มากมายที่สถาบันการเงินเขาเตรียมไว้อยู่ก่อนแล้ว ประกอบกับหากเป็นกรณีเอกสารของภาครัฐแล้ว ศาลมักไม่ค่อยลงไปตรวจสอบว่าสถานะของเอกสารสิทธิ์ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือ ไม่ เพราะฉะนั้นเท่ากับเป็นการยอมรับไปเลยว่าในกรณีที่มีเอกสารสิทธิ์ที่ออกจาก หน่วยงานภาครัฐมาแล้วนั้น ใครมีชื่อในนั้นก็เท่ากับข้อสันนิษฐานเลยว่าเป็นเจ้าของ โดยที่ศาลไม่ได้ลงไปสืบดูข้อเท็จจริงของที่มาที่ไป ซึ่งอันนี้พูดเรื่องของเอกสารที่ไม่ชอบ\nใน ขณะเดียวกัน มิติเรื่องของความเป็นธรรม ศาลก็ไม่เคยลงไปสอบถามเลยว่าการได้มาซึ่งเอกสารสิทธิ์ดังกล่าว ราคาที่ซื้อขายการตกเป็นหนี้สถาบันการเงินต่างๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นบนหลักของนิติกรรมสัญญา หรือเกิดขึ้นบนหลักของหนี้ที่เป็นธรรมหรือไม่ เขาไม่ได้ดู เขาดูเพียงเอกสารที่ปรากฏเท่านั้น สรุปคือโอกาสที่คดีเข้าสู่ศาลนั้นน้อย อันที่สองคือแม้จะมีคดีเข้าสู่ศาลก็ตามแต่การพิจารณาของศาลก็ไม่ได้ลงลึก เรื่องความเป็นธรรม เพียงแค่มองความถูกต้องจากการมีชื่อในเอกสารสิทธิ์เท่านั้น\nไม่เพียงแต่ตามไม่ทัน กฎหมายที่บังคับใช้ล้าหลังด้วยซ้ำไป. \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-a0209855fe6f4d28aac385d5dbac333b", "input": "Title: รายงานจาก WTO ฮ่องกง : ธนาคารโลกฉะประเทศรวยไม่เปิดตลาด \n Body: ภาพจาก www.manager.co.th [1]\n\n \n\nวันที่ 3 ของการประชุมองค์การการค้าโลก (WTO) ระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 6 ที่ฮ่องกง ประเทศพัฒนาแล้วกำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อเอาตัวให้รอดจากการถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวการทำให้การประชุมครั้งนี้ล้มเหลว ท่ามกลางเสียงสาปแช่งจากผู้ชุมนุมด้านนอกที่เดินทางไกลไหว้ฟ้าดิน\n\n \n\nการประชุม WTO ครั้งนี้ ต้องถือได้ว่า เป็นการประชุมครั้งแรกที่แต่ละประเทศออกมาวิพากษ์วิจารณ์ประเทศอื่นอย่างรุนแรงมากที่สุด  เมื่อวานนี้ประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ ทั้งอินเดีย และบราซิล ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของประเทศร่ำรวยอย่างรุนแรง\n\n \n\nวันนี้ (15 ธ.ค.) นายปีเตอร์ แมนเดอร์สัน ผู้แทนการค้าของสหภาพยุโรป ได้ออกมาตอบโต้บราซิลและอินเดีย ที่วิจารณ์ข้อเสนอของสหภาพยุโรปว่า \"ตัดเฉพาะน้ำไม่โดนเนื้อ\" ว่า สหภาพยุโรปให้มากที่สุดแล้วในการปรับลดการอุดหนุนและภาษีสินค้าเกษตร แต่ประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้ให้อะไรแลกเปลี่ยนในประเด็นสินค้าที่ไม่ใช่เกษตร (NAMA) และการค้าบริการ \"ดังนั้น ถ้าไม่มีข้อเสนอคู่ขนานจากประเทศกำลังพัฒนาว่าจะให้อะไรแลกเปลี่ยน แต่ต้องการเพียงให้ประเทศพัฒนาแล้วเปิดตลาดสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น ก็จะไม่ได้อะไรเลย - Parallel or not at all\"  \n\n \n\nผู้แทนการค้าของสหภาพยุโรปยังกล่าวด้วยว่า สหภาพยุโรป พร้อมที่จะช่วยเหลือประเทศยากจนผ่านชุดข้อตกลงว่าด้วยการพัฒนา (Development Package) ด้วยการไม่กำหนดโควต้าและไม่เก็บภาษีสินค้าที่มาจากประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) ซึ่งแม้แต่สหรัฐฯยังไม่กล้าเสนอเช่นนี้ เพราะสหรัฐฯต้องการให้มีข้อยกเว้น รวมถึงปัญหาฝ้ายที่สหรัฐไม่ยอมแยกการเจรจา แต่พยายามผูกโยงกับการเจรจาสินค้าเกษตรทั้งหมด\n\n \n\nในช่วงท้ายของการแถลงข่าว ตัวแทนจากเครือข่าย \"โลกไม่ได้มีไว้ขาย\" ประมาณ 10-15 คนได้ใส่หมวกซานตาครอสที่มีเขาของซาตาน ร้องเพลงทำนองของจิงเกิลเบลล์ แต่ที่มีเนื้อหาประจานข้อเสนอการพัฒนาที่หลอกลวงว่า \"หยุดโกหกเสียที เกมการค้าเพื่อแลกกับความช่วยเหลือ หยุดการแย่งชิงที่ดินจากคนยากจนด้วยข้อเสนอการพัฒนาที่ว่างเปล่า\" \n\n \n\n\"Mandelson, Mandelson, this gift we give to you. Trade for aid is the game you play, it's empty through and through.\" \n\n \n\nโดยนักกิจกรรมได้นำกล่องของขวัญซึ่งข้างในว่างเปล่า พยายามที่จะมอบให้กับนายแมนเดอร์สัน แต่ถูกหน่วยรักษาความปลอดภัยขัดขวาง จนต้องใช้วิธีโยนแทน\n\n \n\nขณะเดียวกัน แดนนี่ ลิปซีเกอร์ ตัวแทนจากธนาคารโลกได้แถลงข่าววิพากษ์วิจารณ์ประเทศร่ำรวยเช่นกันว่า \"ประเทศพัฒนาแล้วไม่ควรปฏิเสธโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาอยู่เช่นนี้ร่ำไป การยกเลิกหนี้ ให้เงินช่วยเหลือไม่ใช่คำตอบ ในเมื่อตลาดที่ประเทศเหล่านี้จะขายสินค้าเพิ่มมากขึ้นไม่มี ทำให้ไม่มีการจ้างงานใหม่ๆ\"\n\n \n\nธนาคารโลกนับเป็นองค์กรระหว่างประเทศองค์กรที่สองที่แสดงท่าทีชัดเจนเช่นนี้ เมื่อวานนี้ World Food Programme ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติได้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ซึ่งแจกจ่ายฟรีในศูนย์ประชุม ระบุว่า การให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร หรือ food aid ตามหลักการของ WTO นั้น ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ความอดอยากของโลกอย่างไร โดยตัวแทนเจรจาจากประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะ สหรัฐฯ ไม่พอใจอย่างมากที่องค์กรของหสประชาชาติมาวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นที่อยู่ระหว่างการเจรจา \n\n \n\nทั้งนี้ การให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร หรือ food aid ตามหลักการของ WTO สหรัฐฯใช้เป็นกลไกหนึ่งในการอุดหนุนเกษตรกร ด้วยการส่งออกไปประเทศยากจน และทำลายการผลิตของประเทศเหล่านั้น เพียงเพื่อช่วยอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ของสหรัฐฯเท่านั้น\n\n \n\nในประเด็นการค้าบริการ และสินค้าอุตสาหกรรม แม้จนถึงขณะนี้จะยังไม่มีความคืบหน้า แต่ผู้สันทัดกรณีด้านการเจรจาเชื่อว่า ในช่วง 2 วันสุดท้ายอาจจะมีความพยายามผลักดันอย่างหนัก เพราะขณะนี้ นอกจากบรรษัทข้ามชาติของสหรัฐที่เป็นหัวขบวนด้านพลังงาน ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และไฟฟ้า รายงานข่าวแจ้งว่า บรรษัทข้ามชาติและรัฐบาลนิวซีแลนด์กำลังพยายามรวมกลุ่มกดดัน เพื่อหวังในการทำไม้ซึ่งอยู่ในกลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่อุตสาหกรรม\n\n \n\nหนังสือพิมพ์เซ้าท์ ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์ รายงานว่า เมื่อวานนี้ (14) นายปาสคา ลามี่ ผู้อำนวยการ WTO\n\nได้ไปพูดคุยกับภาคธุรกิจเอกชน 30 กลุ่มจาก 60 ประเทศ เพื่อขอร้องภาคธุรกิจอย่าเพิ่งไปกดดันรัฐมนตรีของประเทศตัวเอง (ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศพัฒนาแล้ว) ให้เร่งกดดันประเทศต่างๆให้เปิดเสรีการบริการ เพื่อพวกเขาจะได้เข้าไปทำธุรกิจอย่างเต็มที่ โดยนายลามีกล่าวว่า อย่าไปทำให้เรือจม (Don\"t rock the boat) เพราะขณะนี้รัฐมนตรีกำลังพยายามทำงานอย่างหนักท่ามกลางความตึงเครียด อย่างไรก็ตาม การตอบรับจากล็อบบี้ยิสต์ของภาคธุรกิจไม่ดีเท่าที่ควร เพราะมีตัวแทนบางส่วนพูดต่อหน้า ผู้อำนวยการ WTO ว่า \"พวกเขาจวนจะสิ้นความอดทนแล้ว\" \n\n \n\nสำหรับบรรยากาศนอกศูนย์ประชุมฯ วันนี้เป็นการเดินรณรงค์ของกลุ่มผู้หญิงจากภาคส่วนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการค้าเสรี และในช่วงบ่าย กลุ่มเกาตรกรเกาหลีและพันธมิตรได้ร่วมเดินรณรงค์ด้วยตามเส้นทางจากสวนวิคตอเรียจนถึงคลังสินค้าข้างศูนย์ประชุมฯ ประมาณ 3 กิโลเมตรซึ่งการเดินรณรงค์ในวันนี้เป็นกิจกรรมที่ถูกออกแบบเป็นพิเศษคือ ชาวนาเกาหลีเดินแถวหน้ากระดานเรียงห้า เดินสามก้าว แล้วก้มลงกราบพื้นดิน พร้อมกับพูดว่า ขอให้ WTO จงพินาศ เป็นภาษาต่างๆ เช่น ภาษากวางตุ้ง ภาษาอังกฤษ และภาษาเกาหลี สร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็นอย่างยิ่ง เพราะขบวนมีความสง่างาม และสงบ \n\n \n\nนอกจากนี้ ขบวนยังมีการหยุดเป็นระยะเพื่อปราศรัยเป็นภาษากวางตุ้ง ภาษาทางการในฮ่องกง เพื่อสื่อสารกับประชาชนที่เดินผ่านไปผ่านมาในย่านธุรกิจใจกลางเกาะฮ่องกงถึงเหตุผลที่ทำไมชาวนาเกาหลีต้องค้าน WTO ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง มีประชาชนสองข้างทางปรบมือเมื่อการปราศรัยจบลง ชาวฮ่องกงบางส่วนกล่าวว่า พวกเขาค่อนข้างเข้าใจชาวนาเกาหลีที่ออกมาประท้วงอย่างรุนแรง เพราะขณะนี้เริ่มมีสื่อมวลชนรายงานข่าวถึงสถานการณ์ที่ชาวนาในเกาหลีต้องเผชิญเมื่อรัฐบาลเลิกประกันราคาข้าวและเปิดตลาดรับสินค้าเกษตรจากประเทศต่างๆ \n\n  กลับหน้าแรกประชาไท [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-8b21f1d1049f41d6afa0f9c92c9f9cea", "input": "Title: ยูนิเซฟชี้ขาดลงทุนเพื่อส่งเสริมเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ส่งผลกระทบต่อแม่และเด็กทั่วโลก \n Body: ผลการวิเคราะห์ชิ้นใหม่บ่งชี้ว่าการลงทุน 4.70 เหรียญสหรัฐต่อเด็กแรกเกิดหนึ่งคนก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 \n2 ส.ค. 2560 รายงานข่าวจากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยแจ้งว่า เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา รายงานชิ้นใหม่จากความร่วมมือของยูนิเซฟ องค์การอนามัยโลก (WHO) และกลุ่มผู้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทั่วโลก (Global Breastfeeding Collective – โครงการใหม่ที่ริเริ่มขึ้นเพื่อเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทั่วโลก) ระบุว่าไม่มีประเทศใดเลยที่มีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ถึงเกณฑ์มาตรฐาน\nการวัดผลด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทั่วโลก (Global Breastfeeding Scorecard) ซึ่งมีการจัดทำใน 194 ประเทศพบว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือนเพียงร้อยละ 40 เท่านั้นที่ได้รับนมแม่อย่างเดียวในช่วงหกเดือนแรก  และประเทศที่มีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวเกินร้อยละ 60 มีเพียงร้อยละ 23 เท่านั้น (สำหรับประเทศไทย ผลสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ด้วยการสนับสนุนจากยูนิเซฟ พบว่ามีเด็กเพียงร้อยละ 23 ได้กินนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วงหกเดือนแรก)\nงานวิจัยและการศึกษาทั่วโลกแสดงให้เห็นว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีประโยชน์ทางด้านสุขภาพและสติปัญญาต่อทั้งทารกและผู้เป็นแม่โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต โดยจะช่วยป้องกันโรคท้องร่วงและปอดบวมซึ่งเป็นสองสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของทารก นอกจากนี้ แม่ที่ให้ลูกกินนมจะมีความเสี่ยงน้อยลงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ อันเป็นสองสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของสตรี\nทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า “การให้ลูกกินนมแม่เป็นการเริ่มต้นที่ดีที่สุดในชีวิตของทารก นมแม่เปรียบเสมือนวัคซีนแรกที่จะช่วยป้องกันโรคร้ายแรงต่างๆ ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับทารก ทั้งยังให้สารอาหารครบถ้วนที่ทารกต้องการในการรอดชีวิตและเติบโต” \nการวัดผลดังกล่าวถูกเผยแพร่ในช่วงต้นสัปดาห์นมแม่โลก (World Breastfeeding Week) ซึ่งตรงกับวันที่ 1-7 สิงหาคม พร้อมกับผลการวิเคราะห์ชิ้นใหม่ที่ระบุว่า การลงทุนเพียง 4.70 เหรียญสหรัฐต่อปีต่อเด็กแรกเกิดหนึ่งคน จะช่วยเพิ่มอัตราการให้นมแม่อย่างเดียวแก่เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือนทั่วโลกได้ถึงร้อยละ 50 ในปี 2568   \nบทความเรื่อง ดูแลสุขภาพและความมั่งคั่งของชาติ: ความจำเป็นของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่  (Nurturing the Health and Wealth of Nations: The Investment Case for Breastfeeding) ชี้ว่าการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจะสามารถช่วยชีวิตเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีได้ 520,000 คน และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจมูลค่าถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐในระยะเวลากว่า 10 ปี โดยเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บที่ลดลงและผลิตผลที่เพิ่มขึ้น\nแอนโทนี่ เลค ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ กล่าวว่า “การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพของเด็กที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุดวิธีหนึ่ง รวมทั้งเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตทางเศรษฐกิจและสังคม หากเราไม่ลงทุนด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ก็เท่ากับเราทอดทิ้งแม่และเด็ก ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียเป็นสองเท่า คือทั้งในแง่การเสียชีวิตและการเสียโอกาส” \nในกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดของโลก 5 ประเทศได้แก่ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก และไนจีเรียนั้น การขาดการลงทุนเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ส่งผลให้มีเด็กเสียชีวิต 236,000 คนต่อปีโดยประมาณ และมีความสูญเสียทางเศรษฐกิจราว 1.19 แสนล้านเหรียญสหรัฐ  \nการลงทุนเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทั่วโลกยังมีอัตราต่ำเกินไป รัฐบาลในกลุ่มประเทศรายได้น้อยถึงปานกลางมีการใช้จ่ายในโครงการต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ประมาณ 250 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี พร้อมด้วยเงินบริจาคเพิ่มเติมอีกเพียง 85 ล้านเหรียญสหรัฐ \nกลุ่มผู้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทั่วโลกได้เรียกร้องให้นานาประเทศดำเนินการดังต่อไปนี้\nระดมทุนเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มอัตราการกินนมแม่ของเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 2 ปี\nดำเนินการที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์สากลว่าด้วยการตลาดอาหารเสริมและอาหารทดแทนนมแม่ (International Code of Marketing of Breast-milk Substitutes) รวมทั้งมติที่เกี่ยวข้องจากการประชุมสมัชชาสุขภาพโลก (World Health Assembly) ผ่านการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมาย อย่างจริงจัง โดยมีองค์กรที่เป็นอิสระจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ใดๆ เป็นผู้ตรวจสอบ\nออกนโยบายต่างๆ รวมทั้งนโยบายส่งเสริมการให้นมลูกในสถานที่ทำงานและการลากิจแบบจ่ายเงิน ตามแนวทางการคุ้มครองความเป็นมารดาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และข้อกำหนดต่างๆ ของแรงงานนอกระบบ\nนำ 10 ขั้นสู่ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไปปฏิบัติใช้ในสถานที่ดูแลแม่และเด็ก รวมทั้งการให้นมแม่แก่เด็กแรกเกิดที่ป่วยและอ่อนแอ\nปรับปรุงเรื่องการเข้าถึงคำปรึกษาเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และนำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายและโครงการด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่ครอบคลุมภายในสถานดูแลสุขภาพต่างๆ \nเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถานดูแลสุขภาพและชุมชนให้แข็งแกร่ง ตลอดจนสนับสนุนเครือข่ายชุมชนที่คุ้มครอง ส่งเสริม และสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่\nพัฒนาระบบการตรวจสอบเพื่อติดตามความก้าวหน้าของนโยบาย โครงการ และเงินทุนเพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก \nการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนต่างๆ (Sustainable Development Goals: SDGs) ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงด้านโภชนาการ (เป้าหมาย #2) การป้องกันการเสียชีวิตในเด็กและลดความเสี่ยงของกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (เป้าหมาย #3) หรือการสนับสนุนด้านการศึกษาและพัฒนาการทางสติปัญญา (เป้าหมาย #4) นอกจากนี้ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการยุติความยากจน ส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจ และลดปัญหาความไม่เสมอภาคต่างๆ อีกด้วย \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-62f3a1f98a0143db9a778fb2e30e7dce", "input": "Title: สรรเสริญ แนะนปช.ตั้งศูนย์ปราบโกงฯ ทำตัวเองน่าเชื่อถือก่อน เตือนคำสั่งคสช.ห้ามชุมนุมยังมีอยู่ \n Body: 11 พ.ค.2559 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ร่วมกันเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ และพยายามกดดันรัฐบาลในทำนองหากไม่ให้เปิดแสดงว่ารัฐบาลตั้งใจจะโกงประชามติ ว่า การคิดจะตั้งศูนย์หรือกลุ่มอะไร เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่ามีหน้าที่ตามกฎหมายหรือไม่ ทำแล้วเหมาะสมหรือไม่ ตั้งขึ้นแล้วจะได้รับความเชื่อถือหรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง\n“หากผู้กระทำการในศูนย์ยังเป็นผู้มีคดีความติดตัวที่ยังไม่สะสางให้กระจ่าง การจะมาเสนอตัวว่าจะช่วยรักษากฎหมาย ก็คงดูแปลกประหลาดและคงไม่เหมาะสมเท่าไรนัก เพราะคนที่จะมาทำหน้าที่นี้ได้ควรเป็นคนที่ไม่มีประวัติด่างพร้อยและมีความน่าเชื่อถือ ที่สำคัญต้องมีความเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง มิใช่คนที่มีพฤติกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบเลือกข้างมาโดยตลอด ขอฝากไปถึงกลุ่ม นปช.ว่าก่อนที่จะคิดไปปราบปรามว่าใครกระทำผิดกฎหมาย กลุ่ม นปช.ต้องปฏิบัติตามกฎหมายให้ได้ก่อน อาทิ คำสั่ง คสช. ที่ 7/2557 เรื่องห้ามการชุมนุมทางการเมือง เกิน 5 คน ก็ยังมีผลบังคับใช้ และห้ามล่วงละเมิด เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมีหน้าที่ต้องเข้าไปติดตามดูแลความสงบเรียบร้อยให้เป็นไปตามข้อกฎหมาย เพื่อมิให้ใครฉวยโอกาสแอบแฝงทำกิจกรรมที่ละเมิดต่อระเบียบของบ้านเมือง” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว\nพล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า การที่ นปช. ระบุว่าหากหน่วยงานรัฐไม่ให้ตั้งศูนย์ แสดงว่าหน่วยงานรัฐตั้งใจจะโกงประชามตินั้น ถือเป็นการด่วนสรุปไปเองตามความคิด พฤติกรรม และประสบการณ์ที่คุ้นชินในแวดวงของนักการเมืองบางคนบางกลุ่ม ขณะที่รัฐบาลไม่เคยมีความคิดแบบนั้น\n“ความจริงแล้ว กลุ่ม นปช.ไม่ควรวิตกกังวลเรื่องการโกงที่ยังไม่เกิดขึ้น หากใจคิดอยากจะช่วยประเทศชาติโดยบริสุทธิ์ใจแล้ว ควรใช้สรรพกำลังที่มีอยู่ไปติดตามเงินงบประมาณแผ่นดินที่ถูกนักการเมืองโกงไปแล้วจะดีกว่า ไม่ว่าจะการโกงในคดีจำนำข้าว การโกงในโครงการบ้านเอื้ออาธร การฉ้อโกงในคดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย เหล่านี้เป็นการโกงที่เกิดขึ้นแล้ว และประเทศชาติเสียหายแล้วอย่างชัดเจน” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว\nคสช.ชี้ นปช.มีนัยเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง\nขณะที่วานนี้ (10 มิ.ย.59) พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคสช. กล่าวถึงการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติของ นปช. ว่า กลุ่มที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้เคยเป็นคู่ขัดแย้งและมีส่วนได้เสียทางการเมือง การเคลื่อนไหวดังกล่าวจึงแฝงนัยเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะกลุ่มเท่านั้น สำหรับการทำประชามติ มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงตามอำนาจหน้าที่และกรอบกฎหมายอยู่แล้ว ในส่วนของ คสช.จะได้ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป\nนปช. ร้องประยุทธ์ สั่ง จนท.หยุดคุกคามแกนนำต่างจังหวัด\nวันเดียวกัน (10 มิ.ย.59) จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. พร้อมด้วย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ธิดา ถาวรเศรษฐ์ เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เดินทางมายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์บริการประชาชน โดยมีพันศักดิ์ เจริญ ผู้อำนวยการส่วนประสานมวลชนและองค์กรประชาชน เป็นผู้รับหนังสือ โดยข้อความในหนังสือ ระบุถึงวัตถุประสงค์ของการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติของ นปช.ที่ต้องการให้ประชาชนออกมาใช้เสียงอย่างอิสระและร่วมกันป้องกันและปราบปรามการทุจริต\nจตุพร กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลหลังจากที่ศูนย์ปราบโกงประชามติเตรียมจัดตั้งศูนย์ระดับจังหวัดในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ แกนนำในพื้นที่ถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่ในการจัดตั้งศูนย์ฯ โดยเห็นว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่ได้ห้ามให้จัดตั้งศูนย์ฯ จึงขอความชัดเจนจากนายกรัฐมนตรีว่าต้องการสิ่งใด และหากไม่ห้าม ขอให้สั่งให้เจ้าหน้าที่หยุดคุกคามประชาชนในพื้นที่\n \n“ศูนย์ปราบโกงไม่มีปัญหากับ คสช. แต่มีปัญหากับคนโกงประชามติ ดังนั้นหากไม่โกงก็ไม่ต้องเดือดร้อน ยืนยันว่าการเดินทางมาในครั้งนี้มาอย่างมิตรไมตรี ขอให้นายกรัฐมนตรีใจเย็นและนิ่งให้เข้าใจว่าศูนย์นี้เป็นคุณ ช่วยป้องกันคนทุจริต พร้อมขอเชิญชวนข้าราชการทหารฝ่ายปกครองร่วมกับศูนย์ของ นปช.ในแต่ละจังหวัด และไม่มีความลับที่ต้องปิดบัง ขออย่าได้หวาดระแวง” จตุพร กล่าว\n \nณัฐวุฒิ กล่าวว่า ขณะนี้มีหลายพื้นที่แสดงความไม่สบายใจที่ถูกคุกคาม โดยขอร้องให้นายกรัฐมนตรียอมรับการทำงานของศูนย์ฯ ในช่วงระยะเวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น ขอยืนยันว่าไม่มีวิชามาร ไม่มีเกมการเมือง และแม้นายกรัฐมนตรีจะมอง นปช.เป็นธาตุอากาศ แต่ขอให้รู้ว่าเป็นอากาศแห่งเสรีภาพ\n \nเรียบเรียงจาก สำนักข่าวไทย [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-3e7ce3ba6a424f30b2bef22751158cec", "input": "Title: รัฐบาลซีเรียต้องสงสัยใช้แก็สซารีนปราบฝ่ายกบฏ \n Body: ทางการตะวันตกกำลังพิจารณากรณีที่รัฐบาลซีเรียต้องสงสัยว่าใช้อาวุธเคมีอย่างแก๊สซารีนกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล หลังจากมีวีดิโออ้างว่าเป็นภาพผู้ถูกสังหารด้วยอาวุธเคมี ขณะที่นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์หลักฐานกล่าวว่าสารที่ใช้ไม่น่าจะเป็นแก๊สซารีน โดยหลักฐานยังไม่เพียงพอและยังไม่น่าเชื่อถือพอจะระบุมีการใช้อาวุธเคมีจริง\n27 เม.ย. 2013 - สำนักข่าว The Independent ของอังกฤษ รายงานกรณีที่ฝ่ายรัฐบาลของซีเรีย ต้องสงสัยว่ามีการใช้อาวุธเคมีในการสู้รบกับกลุ่มกบฏ ตามคำกล่าวอ้างของประเทศตะวันตก ทางด้านรัฐบาลซีเรียออกมาปฏิเสธในเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 เม.ย. ที่ผ่านมา\nก่อนหน้านี้ ชัค ฮาเกล รัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐฯ ได้กล่าวต่อสาธารณชนว่ามีการใช้แก๊สซารีนในการสู้รบภายในของซีเรียโดยเชื่อว่ามาจากฝ่ายรัฐบาล ทางด้านโอมราน อัล-เซาบี รัฐมนตรีด้านข้อมูลข่าวสารของซีเรียกล่าวให้สัมภาษณ์กับโทรทัศน์ของรัสเซียกล่าวว่าสิ่งที่ทางการสหรัฐฯ และอังกฤษอ้าง ไม่มีมูลความจริง และเป็นยุทธวิธีในการกดดันซีเรียทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง\nขณะเดียวกันก็มีวีดิโอที่เผยแพร่ในยูทูบเมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยอ้างว่าเป็นวีดิโอที่แสดงภาพคนที่ถูกอาวุธเคมีโจมตีในเมืองอเลปโป เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองตั้งอยู่ทางตอนเหนือของซีเรียและเคยมีการสู้รบอย่างหนักในสงครามกลางเมือง ในวีดิโอมีภาพของคนที่น้ำลายฟูมปาก อีกคนหนึ่งมีรอยคล้ำบนใบหน้าและฝีปากซีด\nบารัค โอบาม่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวถึงกรณีนี้เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ที่ผ่านมาบอกว่า การที่รัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีกับประชาชนถือเป็นการ 'ล้ำเส้น' ทำให้สหรัฐฯ ต้องประเมินท่าทีต่อกรณีความขัดแย้งในซีเรียใหม่ โดยหลายเดือนก่อนหน้านี้โอบาม่าเคยเตือนเรื่องการใช้อาวุธเคมีและการส่งอาวุธเคมีให้กับผู้ก่อการร้ายว่าเป็นการข้ามเส้นขีดอันตราย และจะทำให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างมหาศาล\nในวันเดียวกัน เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษกล่าวว่า การใช้อาวุธเคมีในซีเรียถือเป็น \"อาชญากรรมสงคราม\" แต่ก็บอกว่าเขายังต้องการหลักฐานมากกว่านี้ และยังไม่มีต้องการแทรกแซงทางการทหาร\nThe Independent เปิดเผยว่าสภานการณ์การรบภาคพื้นดินในสงครามกลางเมืองซีเรียระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านในตอนนี้อยู่ในสภาวะคุมเชิงกัน มีความแตกแยกในกลุ่มฝ่ายค้าน และความรู้สึกกังวลว่ากลุ่มสุดโต่งในหมู่นักรบฝ่ายกบฏเริ่มขึ้นมามีอำนาจนำ ทำให้มีการผลักดันหาข้อยุติในเชิงสันติกันอีกครั้ง\nอยางไรก็ตาม ทางการอิสราเอลอ้างว่ารัฐบาลซีเรียมีการใช้อาวุธเคมีเป็นแก็สซารีน ซึ่งมีพิษต่อระบบประสาท และกดดันจอห์น เคอร์รี่ รมต.ต่างประเทศ ของสหรัฐฯ ว่าซีเรียได้ข้ามเส้นเช่นที่ปะน.โอบาม่าเคยกล่าวไว้แล้ว และจากการร่วมกดดันของผู้สนับสนุนกลุ่มฝ่ายค้านในซีเรีย ทางทำเนียบขาวก็ได้ออกจดหมายแก้สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ บอกว่าหน่วยข่าวกรองมีความเชื่อมั่นในหลายระดับว่ามีการใช้อาวุธเคมีกับฝ่ายกบฏจริงในซีเรีย\nอย่างไรก็ตาม The Independent รายงานว่าข้อมูลทั้งจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลตะวันตก เจ้าหน้าที่รัฐบาลตะวันออกกลาง และสมาชิกฝ่ายต่อต้านของซีเรีย ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดในเรื่องการใช้อาวุธเคมี เนื่องจากข้อมูลตัวอย่างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเลือด, เส้นผม, เศษดิน รวมถึงภาพถ่ายและวีดิโอ ไม่ได้ถูกเก็บกลุ่มตัวอย่างโดยกลุ่มสืบสวนอิสระจากตะวันตกที่อยู่ในซีเรีย แต่กลุ่มกบฏและฝ่ายข่าวกรองของตุรกีเป็นคนนำมาให้ ซึ่งบางภาพอาจมีการทำปลอมขึ้น โดยผู้ทำการทดสอบคือหน่วยวิจัยทางการทหารของอังกฤษ และห้องทดลองเทคโนโลยีของสหรัฐฯ\nดร. แซลลี่ ลีเวสลีย์ นักวิเคราะห์ทางเคมีและชีวภาพ อดีตผู้ให้คำปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ในกระทรวงกลางโหมของอังกฤษกล่าวไปในอีกทางหนึ่งว่า หากมีการใช้แก๊สซารีนจริงจะต้องมีคนตายจำนวนมากและมีอยู่ไม่กี่คนที่รอดชีวิต และจากอาการที่ได้ยินมาน่าจะเป็นสารสร้างระคายเคือง (harassing agent) มากกว่าสารทำลายประสาท (nerve agent)\n\"ภาพล่าสุดเผยให้เห็นคนที่ผิดปกติทางตา ซึ่งอาการน่าเป็นห่วง แต่ไม่ได้หมายความว่ามีอาวุธเคมีหรือแก๊สซารีนมาเกี่ยวข้อง ภาพถ่ายที่เห้นก่อนหน้านี้ก็ดูแปลก มีคนที่อยู่ในชุดหน้ากากและถุงมือซึ่งน่าจะเป็นหมดจับต้องตัวเหยื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น อาการที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากสารอื่นอย่างเช่น คลอรีน\" แซลลี่กล่าว\nอย่างไรก็ตามแซลลี่บอกว่าแม้จะมีการทำปลอมขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่ทำขึ้นเป็นคนเลวแต่เป็นเพราะพวกเขาหมดหวังจะหาหนทางอื่นแล้ว ขณะที่ ดร.ราล์ฟ แทรปป์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพร่กระจายของสารเคมีก็กล่าวว่าถ้ามองในเชิงการทหารแล้วไม่มีเหตุผลที่รัฐบาลซีเรียจำเป็นต้องใช้อาวุธเคมี\nแก็สซารีน เป็นแก็สพิษที่เข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ และบางส่วนก็ผ่านทางผิวหนัง มีฤทธิ์เข้าไปขัดขวางการส่งสัญญาณประสาทไปสู่กล้ามเนื้อ ผู้รับพิษจะมีอาการน้ำลายฟูมปากและจมูก หายใจลำบาก ไม่สามารถควบคุมระบบขับถ่ายได้ ผู้รับพิษจะเกิดอาการภายในไม่กี่นาทีและมักจะเสียชีวิตภายใน 10 นาที\nเรียบเรียงจาก\nHas Assad crossed ‘red line’? Graphic video footage emerges claiming to show victims of nerve gas attack in Syria, but doubts cast on evidence of use of chemical weapons, [1] The Independent, 27-04-2013 \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-9e48d729646d46719df980743bbe06e5", "input": "Title: ‘เขื่อนสาละวิน ถ่านหินทวาย และมาย-กก’ ทุนไทยในโครงการไฟฟ้าพม่า \n Body: เอกสารประกอบการประชุม “ทุนไทย ไฟฟ้าพม่า: จริยธรรม กับความรับผิดชอบ” นำเสนอข้อมูล 3 โครงการด้านพลังงานที่ไทยเข้าไปลงทุนในพม่า เขื่อนสาละวิน โรงไฟฟ้าถ่านหินทวาย และมาย-กก กับภาพผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนร่วมภูมิภาค\n\n \n\n \nปัจจุบัน ประเทศพม่าซึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าไม้ สายน้ำ และแร่ธาตุ ได้กลายเป็นแหล่งดึงดูดนักลงทุนทั้งจากประเทศไทย ภูมิภาคอาเซียน และทั่วโลก เข้าไปลงทุนในโครงการต่างๆ มากมาย โดยโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน สิ่งแวดล้อม และเพิ่มปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศพม่า\n \nสำหรับภาคธุรกิจที่ประเทศไทยเข้าไปลงทุนมากที่สุดในประเทศพม่าคือ ภาคพลังงาน โดยมีทั้งนักลงทุนภาคเอกชน และรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าจากไทยเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่หลายโครงการด้วยกัน\n \nขณะนี้ กระทรวงพลังงานของไทยกำลังปรับปรุงแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้าระยะยาว พ.ศ.2555-2576 (แผนพีดีพี 2013) ของประเทศฉบับใหม่ โดยมีแผนจะเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าจากถ่านหิน 10,000 เมกะวัตต์ และไฟฟ้าพลังน้ำจากประเทศเพื่อนบ้านอีก 10,000 เมกะวัตต์ สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าจากพม่ากระทรวงพลังงานวางแผนเจรจากับพม่าเพื่อรับซื้อเพิ่มเป็น 10,000 เมกะวัตต์ โดยจะแก้ไขกรอบข้อตกลงเบื้องต้น (เอ็มโอยู) จากเดิมที่เคยตกลงรับซื้อไว้ 1,500 เมกะวัตต์\n \nทั้งนี้ โครงการด้านพลังงานที่ไทยเข้าไปลงทุนในพม่า และวางแผนรับซื้อไฟฟ้ามี 3 โครงการหลัก คือ\n \n1) โครงการเขื่อนสาละวิน ประกอบด้วย เขื่อนฮัตจี (1,360 เมกะวัตต์ - รัฐกะเหรี่ยง) และ เขื่อนมายตง (หรือเขื่อนท่าซาง เดิม 7,110 เมกะวัตต์ - รัฐฉาน)\n2) โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินมาย-กก (405 เมกะวัตต์ - รัฐฉาน)\n3) โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทวาย ภายใต้โครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตนิคมอุตสาหกรรมทวาย (1,800-4,000 เมกะวัตต์ - แคว้นตะนาวศรี)\n \nโครงการเขื่อนสาละวิน\nปัจจุบัน แม่น้ำสาละวินตอนล่างในเขตพื้นที่พม่ามีแผนสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำรวม 6 เขื่อน[1] โดยมีนักลงทุนจากจีน พม่า ไทย รวมถึงรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าจากไทย คือ บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชันแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดย กฟผ.มีแผนรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนฮัตจี และเขื่อนท่าซาง และมีแผนที่จะนำไฟฟ้าจาก 2 เขื่อนนี้เข้าระบบเครือข่ายพลังงานของอาเซียน (ASEAN Grid) ผ่านโครงข่ายสายส่งของประเทศไทยด้วยเช่นกัน\n \n•เขื่อนฮัตจี (1,360 เมกะวัตต์) มูลค่าการลงทุน 80,000 ล้านบาท โดยมี บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) ถือหุ้นอยู่ 36.5%\n•เขื่อนมายตง หรือเขื่อนท่าซาง (7,110 เมกะวัตต์) มูลค่าการลงทุน 3.6 แสนล้านบาท โดยมี บริษัท กฟผ. อินเตอร์ เนชันแนล (EGATi) จำกัด (สัดส่วนการถือหุ้นยังไม่แน่นอน มีทั้งที่ระบุว่า 56.5% และ 30%)\n\n \n\nเดือนกรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา กฟผ.อินเตอร์ (EGATi) กล่าวถึงแผนการลงทุน 5 ปี (ปี 2556-2560) ของบริษัทโดยระบุถึงเขื่อนฮัตจีและเขื่อนมายตง และให้ข้อมูลว่าเขื่อนฮัตจีมีแผนจะปั่นไฟฟ้าขายให้ไทยในปี 2566 แต่ยังติดปัญหาการสู้รบของชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ ทำให้ยังไม่สามารถเข้าไปสำรวจพื้นที่ได้ ในขณะที่ปัญหาความล่าช้าของโครงการมายตง (หรือเขื่อนท่าซางเดิม) คือ มีการเสนอ 2 โครงการอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน แต่มีผู้ถือหุ้นคนละกลุ่มคือ โครงการท่าซาง และโครงการมายตง แต่ล่าสุดกระทรวงพลังงานของไทยระบุว่า รัฐบาลพม่าได้เลือกโครงการมายตง โดยไทยจะถือหุ้น 30% ส่วนผู้ร่วมทุนใหญ่มาจากจีน คือบริษัท ซิโนไฮโดร คอร์ปอเรชั่น และบริษัท Three Gorges Corporation (ผู้ถือหุ้นโครงการเขื่อนสามผาในจีน) เขื่อนมายตงจะเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินโครงการประมาณ 12 ปี\n \nล่าสุด เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน เปิดเผยว่าไทยและพม่าอยู่ระหว่างจัดทำกรอบข้อตกลงความร่วมมือซื้อขายไฟฟ้าฉบับใหม่ โดยไทยจะขยายการรับซื้อไฟฟ้าจากพม่า 10,000 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำสาละวิน (มายตง) 7,000 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าถ่านหินทวาย 3,000 เมกะวัตต์ โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากประเทศไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการเปิดประชาคมอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ซึ่งกระทรวงพลังงานระบุว่า หากได้ข้อสรุปใดๆ จะต้องนำเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ก่อน โดยกรอบการลงทุนดังกล่าว ยังเป็นการเชื่อมโยงระบบสายส่งอาเซียน (ASEAN Grid) โดยขณะนี้ทางกระทรวงพลังงานได้เร่งรัดให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เจรจารายละเอียดเพื่อจัดทำข้อตกลงสัญญาซื้อขายไฟฟ้าต่อไป\n \nทั้งนี้ บริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน) เจ้าของโครงการเขื่อนไซยะบุรีบนแม่น้ำโขงในประเทศลาว ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ ก็กำลังให้ความสนใจกับโครงการเขื่อนสาละวิน โดยระบุว่าบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาลู่ทางการลงทุน ในขณะที่ บมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรี (RATCH) ก็ประกาศจะร่วมลงทุนโครงการเขื่อนมายตงด้วย\n \nหากสร้างเขื่อน 2 แห่งนี้ จะทำให้พื้นที่ไม่น้อยกว่า 2,000 ตารางกิโลเมตรจมอยู่ใต้น้ำ ประชาชนกว่า 70,000 คนต้องถูกโยกย้ายออกจากพื้นที่ ป่าไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศของแม่น้ำสาละวิน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแม่น้ำสายใหญ่สายเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังคงไหลอิสระ จะถูกทำลายลง รวมทั้งการล่มสลายของระบบนิเวศที่ปากแม่น้ำสาละวินด้วยเช่นกัน\n \nโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินมาย-กก (405 เมกะวัตต์)\nบริษัท อิตาเลียนไทย เพาเวอร์ จำกัด (บริษัทลูกของ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์) ได้รับสัมปทานก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมาย-กก ที่เมืองก๊ก รัฐฉาน เป็นพื้นที่ต้นน้ำแม่กก ซึ่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยผ่าน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขง โดยในปี 2552 กฟผ.ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจการรับซื้อไฟฟ้า (Tariff MOU) 369 เมกะวัตต์ กับบริษัท อิตาเลียนไทยฯ โดยมีแผนจะสร้างสายส่งไฟฟ้าขนาด 230 กิโลโวลต์ (kV) จากโครงการ ความยาว 80 กิโลเมตร มายังชายแดนไทย และจากชายแดนไทยไปยังสถานีไฟฟ้าเชียงรายอีก 80 กิโลเมตร ซึ่งในปี 2554 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณ 2,740 ล้านบาท เพื่อให้ กฟผ.ดำเนินการสร้างสายส่งไฟฟ้า โดยได้บรรจุไว้ในแผนพีดีพี 2010 (พ.ศ.2553) ระบุการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เข้าระบบในปี 2559 ในขณะที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ก็พยายามเจรจาเข้าถือหุ้นในโรงไฟฟ้าในสัดส่วนอย่างต่ำ 25% ด้วย\n \n\n \nจากเอกสาร “ปกป้องเมืองก๊กให้ปลอดภัยจากถ่านหิน” (Save Mong Kok from Coal) โดยกลุ่มรักษ์เมืองก๊ก เมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2554 รัฐบาลทหารของพม่าในขณะนั้น ได้เพิ่มกำลังทหารเข้ามาในพื้นที่เมืองกก และส่งผลไห้เกิดปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน มีชาวบ้านมากกว่า 2,000 คนต้องหลบหนีออกจากพื้นที่ และส่วนใหญ่หนีเข้ามายังประเทศไทย บางส่วนได้อาศัยอยู่ในค่ายผู้พลัดถิ่นติดชายแดนไทย ตรงข้ามอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย และทหารได้บังคับย้ายชาวบ้านกว่า 80 ครอบครัวให้อพยพไปยังพื้นที่จัดสรรแห่งใหม่ซึ่งไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกและการดำรงชีวิต\n \nนอกจากนี้ ชาวบ้านยังหวั่นเกรงว่า การขุดเหมืองและการเดินระบบของโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะก่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้แหล่งน้ำ โดยเฉพาะแม่น้ำกกซึ่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย ปนเปื้อนสารพิษต่าง ๆ เช่น ปรอท สารหนู โครเมี่ยม และแคดเมี่ยม รวมถึงการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองขนาดเล็กเข้าสู่ปอด ทั้งจากเหมืองถ่านหิน ที่เก็บพักถ่านหิน และการขนส่ง จะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ และเป็นเหตุให้เกิดฝนกรด สร้างความเสียหายกับพืชผลการเกษตร นอกจากนี้ การสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 230kV ขนาดความกว้าง 40 เมตร จะเป็นเหตุให้ต้องสูญเสียพื้นที่ตั้งบ้าน เรือกสวนไร่นา และป่าไม้หลายพันไร่ ทั้งในเขตประเทศพม่าและประเทศไทย\n \nโรงไฟฟ้าถ่านหินทวาย (1,800-4,000 เมกะวัตต์)\nในเดือนมกราคม 2555 กระทรวงพลังงานของพม่าได้ประกาศยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในเขตนิคมอุตสาหกรรมทวาย[2] โดยอ้างถึง “ปัญหาสภาพแวดล้อม” และระบุว่าการตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากได้ “รับฟังเสียงของประชาชน”\n \nกระนั้นก็ตาม ที่ผ่านมาทั้งรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของไทย และ กฟผ.ต่างยังคงผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทวาย โดยอ้างถึงกระแสการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินของชาวบ้านในประเทศไทย ทำให้ต้องหาพลังงานจากเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ มีข้อเสนอให้ บมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง และ/หรือ บมจ.ผลิตไฟฟ้า หรือ เอ็กโก ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ กฟผ.เข้าไปลงทุนก่อน และมีแผนจะกระจายหุ้นให้กับ บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล โดยให้เหตุผลในความคล่องตัว เพราะหากเป็น กฟผ.อินเตอร์ฯ ลงทุนเอง อาจติดปัญหาเรื่องขั้นตอน อาทิ การขอมติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นต้น\n \nสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และ กฟผ.ได้ลงพื้นที่ศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ทวาย แต่จนถึงขณะนี้ ยังมิได้เปิดเผยข้อมูลชัดเจนว่ามีข้อสรุปเช่นไร ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญหนึ่งคือต้องรอผลสรุปแผนลงทุนจากรัฐบาลก่อน และมีข้อเสนอว่าต้องลงทุนด้านสายส่งไฟฟ้าก่อนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีข้อเสนอทั้งการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าในระยะแรก 400 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทยอยเริ่มเฟสแรกอยู่ที่ 20-100 เมกะวัตต์ เพื่อป้อนไฟฟ้าให้กับนิคมก่อน เพราะเชื่อว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในนิคมจะยังไม่มาก และคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1.5-1.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ ส่วนไฟฟ้าที่เหลือใช้จากนิคมจะส่งขายกลับมายังประเทศไทย และต่อมามีข้อเสนอใหม่ว่า จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนแรกใช้ในนิคมประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ และส่วนที่ 2 ขายให้กับไทย 4,000 เมกะวัตต์\n \nล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา กฟผ. ระบุว่า ได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการถ่านหินในทวาย และกล่าวว่า พม่าได้เห็นชอบในหลักการตามที่รัฐบาลไทยเสนอกรอบการก่อสร้างโรงไฟฟ้า “ถ่านหินสะอาด” ขนาด 1,800 เมกะวัตต์ รวมทั้งระบบสายส่งไฟฟ้า วงเงินรวมกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะละ 600 เมกะวัตต์ โดยจะเป็นการร่วมลงทุนระหว่าง กฟผ.กับภาคเอกชนที่มีศักยภาพ ซึ่งต้องพิจารณาเงื่อนไขการลงทุน สิทธิประโยชน์ และระบบภาษี ที่พม่าจะให้กับไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน โดยรัฐบาลไทยจะให้หลักประกันในการรับซื้อไฟฟ้าที่เหลือจากการขายให้กับภาคอุตสาหกรรมในทวาย ผ่านระบบสายส่งที่ไทยลงทุน เชื่อว่าจะมีความชัดเจนและก่อสร้างได้ภายในสิ้นปีนี้\n \nอย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์เมียนมาไทม์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2556 รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงพลังงานของพม่าได้กล่าวว่า ทางกระทรวงยังไม่ได้รับข้อเสนออย่างเป็นทางการเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทวาย แต่ระบุว่าเพิ่มเติมว่า ทางกระทรวงจะตรวจสอบทุกขั้นตอนหากมีการเซ็นเอ็มโอยูเกิดขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของพม่ายังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “หากชาวบ้านไม่พอใจ โครงการก็จะดำเนินการไม่ได้”\n \nเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2556 องค์กรภาคประชาชนของพม่าได้ร่วมกันออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลยุติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยระบุถึงผลเสียหายทางด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนพม่า ซึ่งขัดแย้งกับเป้าหมายของประเทศพม่าในการมุ่งไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน\n \n \nที่มา: เอกสารประกอบการประชุม “ทุนไทย ไฟฟ้าพม่า: จริยธรรม กับความรับผิดชอบ” 15 ตุลาคม 2556 โดย โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง (TERRA)\n \nหน่วยงานร่วมจัด: โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง (TERRA) ภายใต้ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ / เสมสิขาลัย / มูลนิธิบูรณะนิเวศ / มูลนิธินโยบายสุขภาวะ / กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ / องค์กรคณะกรรมการศูนย์บรรเทาในพม่า Burma Relief Center (BRC) / ศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (RCSD) / โครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา (FOCUS) สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย\n\n \n\n[1] หนังสือพิมพ์เมียนมาไทม์ วันที่ 18 สิงหาคม 2556 รายงานว่า พม่ากำลังจะเดินหน้าก่อสร้าง 3 เขื่อนจากแผนที่มีอยู่ 6 เขื่อนบนลำน้ำ สาละวินในประเทศพม่า คือ เขื่อนกุนโหลง 1,400 เมกะวัตต์, เขื่อนหนองผา 1,000 เมกะวัตต์, เขื่อนมานตอง 200 เมกะวัตต์, เขื่อนมายตง 7,110 เมกะวัตต์, เขื่อน ยวาติ๊ด 4,000 เมกะวัตต์ และเขื่อนฮัตจี 1,360 เมกะวัตต์ โดยเขื่อนสามตัวแรกจะร่วมกับจีน ซึ่งได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้เรียบร้อยแล้ว ส่วน 3 เขื่อนหลังจะร่วมกับไทยและจีน โดยยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการการศึกษาความเป็นไปได้\n \n\n\n[2] โครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เป็นโครงการที่ บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลพม่าเมื่อปี 2553 บนพื้นที่ 250 ตารางกิโลเมตร ที่เมืองทวาย แคว้นตะนาวศรี อายุสัมปทาน 60 ปี โดยมีองค์ประกอบหลัก ได้แก่ ท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม ระบบสาธารณูปโภค และระบบขนส่งที่เชื่อมโยงมายังประเทศไทย ได้แก่ ถนน ทางรถไฟ ท่อส่งก๊าซ ท่อส่งน้ำมัน และสายส่งไฟฟ้าแรงสูง เพื่อเชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบังและนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยได้จัดตั้ง บริษัท ทวาย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด เพื่อดำเนินงาน แต่ที่ผ่านมาบริษัทประสบปัญหาความล่าช้าของการก่อสร้างและการระดมทุน ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 127,000 ล้านบาท โดยมี บมจ. ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุน ปัจจุบันรัฐบาลไทย ได้วางแผนการสนับสนุนโครงการด้วยการจัดตั้ง บริษัท ทวาย เอสอีแซด ดีเวล๊อปเมนท์ จำกัด ในรูปแบบของนิติบุคคลเฉพาะกิจ (Special Purpose Vehicle: SPV) ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างสำนักงานพัฒนาความร่วมมือเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ของไทย ร่วมกับ Foreign Economic Relation Department ของประเทศพม่า เพื่อบริหารโครงการ นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังได้เร่งรัดโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษ 81 เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางจากทวายสู่ท่าเรือแหลมฉบังของไทย \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-5fc118c5e0ac45868bf26051995596ad", "input": "Title: เสวนา: นิติรัฐกับความยุติธรรมแบบไทย \n Body: นักวิชาการกฎหมายและประวัติศาสตร์ประสานเสียง รัฐไทยละเมิดนิติรัฐ ใช้ความรุนแรงทำลายประชาชนปกป้องอำนาจ ระบุประชาชนเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้รัฐละเมิดความเป็นมนุษย์ ระบบ ตุลาการไทยเป็นอิสระจากประชาชน ตรวจสอบไม่ได้\nงานเสวนาหัวข้อ “นิติรัฐกับความยุติธรรมแบบไทย” วันที่ 20 มิ.ย. 2553 เป็นส่วนหนึ่งของการเสวนาชุด “โศกนาฏกรรมจากราชดำเนินสู่ราชประสงค์” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 มิ.ย. 2553 โดยคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ. ร่วมกับศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ มหิดล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิศักยภาพชุมชน ผู้ที่สนใจบทความวิชาการที่นำมาเสนอในการเสวนา สามารถติดตามได้จาก www.peaceandjusticenetwork.org [1]\nผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ, จรัญ โฆษณานันท์ คณะนิติศาสตร์ รามคำแหง, พนัส ทัศนียานนท์ อดีต คณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. และอดีต สว. และ สสร. สมชาย ปรีชาศิลปะกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินรายการโดย กริช ภูญียามา จากคณะนิติศาสตร์ มธ.\n \n000\n“รัฐต้องมีสิ่งที่เรียกว่าเป็นหิริโอตตัปปะ ในการใช้อำนาจ รัฐต้องสำนึกเสมอว่าความรุนแรงในการใช้อำนาจรัฐทั้งหมดมาจากประชาชน ถ้าเรามองว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การใช้อำนาจรัฐต้องมีฐานจากประชาชนเพื่อประชาชน แต่ถ้ารัฐใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้องตัวเองและทำลายประชาชน นี่คือการทำลายหลักนิติรัฐ”\n\n \nจรัญ โฆษณานันท์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง\nเมืองไทยเราพูดเรื่องนิติรัฐกันเยอะแยะมาก คล้ายกับเป็นวาทกรรมอะไรสักอย่างหนึ่ง ก่อน 19 ก.ย. 49 ก็มีคนมองว่าหมดสภาพนิติรัฐไปแล้ว ก็ควรทำรัฐประหาร พูดถึงนิติทรราชในยุครัฐบาลทักษิณ เช่นเดียวกัน หลัง 19 ก.ย. ไปแล้ว นิติรัฐก็หมดไป เสื้อแดงก็พยายามพูดถึงรัฐไทยใหม่ เพื่อสร้างนิติรัฐขึ้นมา ขณะที่รัฐบาลปัจจุบันก็พยายามพูดถึงประเด็นการรักษานิติรัฐเอาไว้ จนหลายคนรู้สึกว่า คลั่งนิติรัฐหรือเปล่า เป็นการพูดที่ค่อนข้างคับแคบ เน้นการปฏิบัติตามกฎหมายและเชื่อฟังกฎหมายอย่างไม่มีเงื่อนไข\nนอกจากนั้นมีบางคนทีพูดถึงนิติรัฐ ซึ่งเป็นนิติรัฐแบบอำมาตยาธิปไตยคือนิติรัฐแบบราชาชาตินิยม ผู้นำพันธมิตรท่านหนึ่ง ก็พูดถึงเสื้อแดงว่าไม่ยอมไปติดคุก ขณะที่ท่านบอกว่าพร้อมจะติดคุกเพราะทำตามคำพิพากษาซึ่งอยู่ภายใต้พระปรมาภิไธย การรักษานิติรัฐก็เป็นการติดคุกเพื่อพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้พระปรมาภิไธยศักดิ์สิทธิ์ เป็นอุดมการณ์ราชาชาตินิยมซึ่งอยู่เบื้องหลังแนวคิดการเคลื่อนไหวของพันธมติร หลายฝ่ายพูดถึงนิติรัฐในฐานะที่เป็นวาทกรรมศักดิ์ สิทธิ์ สูงส่ง\nแต่ประเด็นนิติรัฐและนิติธรรม หลายคนอาจจะมองว่าไม่ใช่เรื่องเดียวกันในทางประวัติศาสตร์ แต่ผมมองว่าเชื่อมโยงกัน มันเป็นอุดมการณ์ทางกฎหมายของโลกประชาธิปไตย และมีคนที่ทั้งเชื่อถือและไม่เชื่อถืออยู่ ที่ไม่เชื่อถือก็มีอยู่เยอะไล่มาตั้งแต่ฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย สำหรับฝ่ายขวา พวกที่ต่อต้านเรื่องนิติรัฐ ถือว่าตัวบุคคลหรือกษัตริย์เป็นผู้ทรงคุณธรรมที่สุด นิติรัฐเป็นเรื่องการนำมาแอบอ้าง ฝ่ายซ้ายมีทั้งซ้ายกลางและซ้ายจัด ซึ่งถ้าเรามองนักกฎหมายที่รัยกว่าสัจนิยมทางกฎหมาย พวกนี้ไม่เชื่อเรื่องความยุติธรรม มองว่าคนที่ปกครองจริงๆ ไม่ใช่กฎหมายแต่คือตัวบุคคล โดยเฉพาะผู้พิพากษา อัยการ การใช้การตีความจะมีความไม่แน่นอน ผันแปรไปตามอคติ ที่สุดแล้วเป็นการปกครองด้วยตัวบุคคลมากกว่าตัวกฎหมาย แต่ถ้าซ้ายแบบมาร์กซิสม์มากๆ ก็มองว่านิติรัฐคล้ายๆ เป็นวาทกรรมอำพร่างเพื่อที่ผู้ปกครองจะใช้อำนาจ แต่เบื้องหลังคือเรื่องการเมือง การใช้อำนาจ ชนชั้น มีการเลือกปฏิบัติ การกดขี่โดยกฎหมาย เการกดขี่ในนามของรัฐเกิดขึ้นได้ ในรัฐทุนนิยม หรือเสรีนิยม\nอย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดเราเองก็อยู่กับการปกครองด้วยกฎเกณฑ์มากกว่าตัวบุคคล แม้ว่าจะสร้างสังคมนิติรัฐที่สมบูรณ์แบบที่เกิดขึ้นได้ยาก เป็นอุดมคติที่สลัดไม่ออก\nแล้วในที่สุดแล้วนิติรัฐคืออะไรกันแน่ มันหมายถึงรัฐที่ปกครองด้วยกฎหมายภายใต้ความเป็นใหญ่สูงสุดของกฎหมายที่เป็นธรรมและเป็นประชาธิปไตยด้วย\nองค์ประกอบของสิ่งที่เป็นหลักนิติรัฐหรือนิติธรรม หรือนิติรัฐที่เป็นประชาธิปไตยมี 4 ประการ\n1 หลักคุณค่าพื้นฐานของสังคมแห่งนิติรัฐ\n2 สถาบัน การยึดมั่นในสถาบันที่สำคัญ โดยเฉพาะศาล\n3 กระบวนการใช้อำนาจ\n4 ประชาชน\nประการแรก หลักคุณค่าพื้นฐาน ต้องยึดมั่นในคุณค่าพื้นฐานเรื่องความเท่าเทียมเกี่ยวกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และคุณค่าพื้นฐานเรื่องประชาธิปไตย สิทธิในการมีส่วนร่วมในทางการเมืองอย่างเท่าเทียมกัน สังคมที่มีนิติรัฐแท้จริงต้องยึดมั่นในหลักคุณค่าพื้นฐานนี่ นิติรัฐจึงไม่ใช่การใช้กฎหมายอย่างเอาเป็นเอาตายบ้าเลือดโดยไม่ตระหนักถึงคุณค่าพื้นฐานนี้\nประการที่ 2 สถาบัน ศาล ตุลาการ ต้องเป็นอิสระเป็นกลาง สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจฝ่ายบริหารอย่างแท่จริง ไม่ใช้ตุลาการภิวัฒน์\nประการที่ 3 กระบวนการ ต้องเป็นไปตามกระบวนการที่เป็นธรรม สังคมที่มีกฎหมายแต่กระบวนการไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรม จับ คุมขัง โดยไม่ชอบมีการใช้ความรุนแรง โยกโย้ ดึงเรื่อง ถ่วงเวลา ปีกว่าแล้วก็ยังสอบสวนไม่เสร็จ ฟ้องร้องไม่ได้ อ้างว่ามีหลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถือว่าไม่ยุติธรรม\nประการที่ 4 ประชาชน ในตำราทั่วๆ ไปมักไม่พูดถึงประชาชน แต่ผมคิดว่าองค์ประกอบเรื่องประชาชนเป็นส่วนประกอบสำคัญของนิติรัฐ ต้องมีภาคประชาชนที่เข้มแข็ง มีสำนึกในคุณค่าเกี่ยวกับสิทธิ ความเป็นมนุษย์ เคารพต่อกฎหมายต่างๆ ในสังคมที่มีนิติรัฐ ต้องมีภาคประชาชน หรือประชาสังคมที่เข้มแข็ง มีพื้นที่สาธารณะที่เปิดกว้างสำหรับการวิพากษ์วิจารณ์รัฐได้อย่างกว้างขวาง เป็นอิสระไม่ถูกครอบงำ เพราะสังคมที่มีภาคประชาชนที่อ่อนแอย่อมเป็นการเปิดไฟเขียวให้กับรัฐ ตัวอย่างง่ายๆ คือ ในช่วงรัฐบาลทักษิณ มีกรณีสงครามปราบปรามยาเสพติด ฆ่าตัดตอน ซึ่งเป็นเรื่องซับซ้อน จริงๆ แล้วมีอะไรที่เหนือกว่าทักษิณด้วย และที่ประเด็นคือ ประชาชนที่เกี่ยวข้องไฟเขียวให้ สำรวจทุกครั้งคนก็เห็นด้วย ฉะนั้นปัญหาที่ประชาชนไม่มีสำนึกเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นตัวผลักดันให้รัฐบาลใช้อำนาจโดยมิชอบ กรณี 10 เม.ย. และ 19 พ.ค. ก็เช่นเกี่ยวกันที่ประชาชนไฟเขียวให้รัฐบาลปราบปรามประชาชน\nรัฐต้องมีสิ่งที่เรียกว่าเป็นหิริโอตตัปปะ ในการใช้อำนาจ รัฐต้องสำนึกเสมอว่าความรุนแรงในการใช้อำนาจรัฐทั้งหมดมาจากประชาชน ถ้าเรามองว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การใช้อำนาจรัฐต้องมีฐานจากประชาชนเพื่อประชาชน แต่ถ้ารัฐใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้องตัวเองและทำลายประชาชน นี่คือการทำลายหลักนิติรัฐ\nสำหรับเมืองไทย ปัญหาการดำรงอยู่ของนิติรัฐหรืออนิติรัฐ เกี่ยวพันกับปัญหาเชิงซ้อนสองประการ หนึ่งคือการครอบงำของโลกาภิวัตน์ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาทั่วไปของอุปสรรคในการสร้างนิติรัฐ เรื่องการครอบงำของทุน\nสองคือ การครอบงำของสิ่งที่เรียกกันว่าอำมาตยาธิปไตย ราชาชาตินิยม เน้นเรื่องระบบอุปถัมภ์ ที่ต่ำที่สูง การไม่เคร่งครัดเรื่องการเลือกตั้ง การรัฐประหาร\nเราถูกซ้อนทับด้วยระบบทุนนิยมตัวหนึ่งที่มีศักยภาพในการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขณะเดียวกันเราถูกซ้อนด้วยอำมาตยาธิปไตย\nปัญหานี้ปัจจุบันสะท้อนออกมาชัดเจนในยุคที่อภิสิทธิ์เป็นใหญ่มักมีการพูดถึงเรื่องการอ้างนิติรัฐมาเป็นเหตุผลในการใช้อำนาจต่างๆ แต่นิติรัฐแบบอภิสิทธิ์เป็นการเน้นเรื่องการใช้อำนาจอย่างเอาเป็นเอาตาย กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย การพูดแบบนี้ยุคสมัยของฮิตเลอร์นาซีก็พูดแบบเดียวกันโดยใช้กับยิว ขณะที่อภิสิทธิ์ใช้กับเสื้อแดง นี่เป็นปัญหาในการปฏิบัติที่เกิดขึ้น จึงมีลักษณะเป็นนิติรัฐแบบสองมาตรฐาน คือใช้กับคนกลุ่มหนึ่งแต่กับอีกกลุ่มหนึ่งก็อาจจะยักคิ้วหลิ่วตา\nการที่อภิสิทธิ์พูดถึงนิติรัฐบ่อยๆ ผมคิดว่าไม่ใช่ มันเป็นอภิสิทธิรัฐมากกว่า คือเป็นรัฐแบบอภิสิทธิ์ มันสะท้อนความล้มเหลวแห่งหลักการทั้งหมด 4 ข้อที่ผมกล่าวมา\nประการที่ 1 อภิสิทธิ์รัฐไม่เคยสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่เคยสนใจ สอง เรื่องศาล การใช้อำนาจตุลาการในเชิงการแทรกแซงการเมือบงต่างๆ ไม่ยึดหลักการ ตัดความอย่างไม่เป็นอิสระ เป็นการใช้อำนาจตุลาการตอบสนองราชาชาตินิยม\nสังคมที่มีระบบตุลาการแบบราชาชาตินิยมยากที่จะสถาปนา หรืออ้างความเป็นนิติรัฐ และความไม่เป็นอิสระของตุลาการ ไม่ใช่ประเด็นที่เพิ่งเกิดในยุคทักษิณ แต่ความจริงแล้วเราอาจจะสาวย้อนกลับไปที่ยุคของกำเนิดอำมาตยาธิปไตยหลังรัฐประหาร 2490 ซึ่งมีการรองรับคณะปฏิวัติมาตลอด ฎีกาเหล่านี้ถือมาตลอดและเป็นคำพิพากษาฎีกาซึ่งเดิมมันสะท้อนแนวคิดแบบ ปฏิฐานนิยม แต่ผมคิดว่าไม่น่าจะใช่ เบื้องหลังมันสะท้อนแนวคิดทางการเมือง มีสิ่งทีเป็นแนวคิดของอำมาตยาธิปไตยเบื้องหลัง ทำให้ตุลาการกลุ่มหนึ่งใช้อำนาจตอบสนองอุดมการณ์ทางการเมืองและทำให้ระบอบอำมาตยาธิปไตยเติบโตเรื่อยมาตั้งแต่ 2490\nปีที่แล้วเราก็มีคดีตากใบ ที่ศาลสงขลา ที่ไปไต่สวนการตายพบว่าตายเพราะขาดอากาศหายใจ หลายคดี ศาลตัดสินในลักษณะที่ไม่เป็นอิสระ ไม่เป็นธรรม แฝงอยู่\nประการที่ 3 มีปัญหาเรื่องสองมาตรฐาน ทั้งเรื่องการจับ การค้น\nประการที่ 4 ประชาชนแตกแยกร้าวลึก ความเกลียดชังพัฒนาสูงขึ้น สังคมที่จะมีความคิดเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ลึกๆ แล้วต้องมีความรู้สึกเมตตา มีความเข้าใจใจเขาใจเรา แต่ในภาวะเหลืองแดง ภาคประชาชนที่จะมีสำนึกสิทธิมนุษยชนไม่เกิด ทำให้ส่วนหนึ่งกลายเป็นเสื้อแดง อีกส่วนหนึ่งเป็นเสื้อเหลือง และเสื้อเหลืองกลายเป็นรัฐไปในตัว เพราะถูกครอบงำโดยรัฐ และกลายมาส่งเสริมการปราบปรามประชาชนด้วยกัน ฉะนั้นสังคมที่มีความอ่อนแอ มีความแตกแยกทางความคิด ยากที่จะเป็นนิติรัฐได้อย่างแท้จริง\nในรัฐที่เป็นอภิสิทธิ์ แฝงไว้ด้วยอำนาจของทหาร แฝงอยู่ในรูปกฎหมายรัฐธรรมนูญ หลายๆ มาตรา และแม้แต่การใช้อำนาจทหารออกมาจัดการกับม็อบ ในสมัยรัฐบาลสมชายนั้น ไม่มีทหารออกมา แต่ครั้งนี้ทหารออกมาจัดการ\nประเด็นที่ผมอยากจะเสริมคือเรื่องการต่อต้านรัฐ ในนิติรัฐ และการก่อการร้าย และสาม ความรับผิดของทหารที่เกิดขึ้น\nประการแรก การต่อต้านรัฐในนิติรัฐ สังคมไทยอาจจะมองว่าไม่ปกติ แต่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องปกติ เป็นสิทธิทางศีลธรรม และเรื่องของการต่อต้านรัฐ มีการต่อต้านได้สามรูปแบบ สังคมไทยควรเรียนรู้ให้มากขึ้น ประการแรก ก็คือการวิพากษ์วิจารณ์ การเดินขบวน สอง คือการดื้อแพ่ง หรือที่เรียกว่าอารยะขัดขืน ต่อต้านโดยสันติวิธี อหิงสา และสามคือขบถกับรัฐ หรือการใช้อำนาจในการปฏิวัติรัฐบาลทรราช และสิทธิในการต่อต้านการรัฐประหารต่างๆ เป็นสิทธิที่เกิดเมื่อรัฐนั้นได้ละเมิดสิทธิพื้นฐานของประชาชนอย่างร้ายแรง เราอาจจะสงสัยว่าสิทธิมีอยู่จริงหรือ แต่จริงๆ แล้วมี แม้จะทะแม่งๆ ว่ากฎหมายอนุญาตให้ต่อต้านตัวเองหรือ สิทธิในการถืออาวุธนั้นรวมไปถึงการต่อต้านรัฐบาลที่ฉ้อฉล ฉะนั้นถ้าเราดูประเด็นสิทธิในการถือครองอาวุธปืนของสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าเราดูรากเหง้า เป็นสิทธิในการส่งเสริมการต่อต้านรัฐ เช่นเดียวกันในการประกาศสิทธิของฝรั่งเศส ก็ให้สิทธิต่อต้านการกดขี่\nเราถอดแบบหลักของเยอรมันว่าไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 65 เรื่องการต่อต้านรัฐประหาร เป็นสิทธิที่สนับสนุนเรื่องการต่อสู้ของประชาชนเต็มที่ ในกรณีของไทย มาตรา 65 ผมไม่รู้ว่าเราดัดจริตเกินไปหรือเปล่าที่ว่าต้องต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งโอเคก็ดี ในหลักทางศีลธรรม และสังคมไทยก็มักจะพูดว่ารักสันติ แต่เอาเข้าจริงแล้ว สันติวิธีของไทยสองมาตรฐาน เพราะจริงๆ แล้วชนชั้นนำเราไม่สันติวิธีมาตลอด การปราบดาภิเษก การโค่นล้ม รุนแรงนองเลือดมาตลอด แต่พอชนชั้นล่างจะเคลื่อนไหวต้องสันติวิธี คือชนชั้นนำข้างบนรุนแรงได้ แต่ประชาชนต้องสันติวิธี ต่อต้านรถถังต้องสันติวิธี ผมคิดว่านี่คือความวิปริตอย่างหนึ่ง\nผมคิดว่าการใช้กำลังในการต่อต้านเผด็จการเป็นสิทธิทางศีลธรรมมากกว่าสิทธิทางกฎหมาย การใช้สิทธินี้ผู้ใช้สิทธิต้องมีความรับผิดชอบทางศีลธรรมอย่างมาก ต้องคำนึงถึงน้ำหนักของผลลัพธ์และความตายของคนที่เข้าไปร่วมต่อสู้\nประเด็นที่สอง การก่อการร้าย โดยเฉพาะเรื่องคนชุดดำ ที่คุณสุเทพพูดตั้งแต่ 12 เม.ย. เป็นต้นมา พฤติกรรมของคนชุดดำ ที่ตีความว่าเป็นการตอสู้เจ้าพนักงาน เราสามารถตีความได้ว่าเป็นการป้องกันตัวเองหรือป้องกันประชาชน แต่ไม่ใช่การก่อการร้าย เพราะเป็นการปะทะกันของสองกองกำลัง ก่อการร้ายเป็นการสร้างภาพปีศาจให้คนเสื้อแดง ที่ผมบอกว่ามันไม่ก่อการร้าย เพราะผมอยากให้มองเชิงคอนเซปท์ ที่มุ่งก่อความรุนแรงเพื่อความสยดสยอง นี่เป็นการปะทะกันระหว่างกองกำลัง ไม่ได้ทำต่อผู้บริสุทธิ์\nผมคิดว่ากรณีภาคใต้รัฐไทยกลัว และต้องการสมานฉันท์ แต่กรณีเสื้อแดง รัฐบาลเกลียด เพราะคิดอะไรไปไกล รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องล้มเจ้า กรณีการก่อการร้ายว่าตามข้อกฎหมายมันไม่เข้า ถ้าเราดูมาตรา 135 วรรค 1 กำหนดไว้ในวรรคสอง ขู่เข็ญรัฐบาล และมุ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน ถ้าเอาสองประเด็นนี้ในจุดมุ่งหมาย มันไม่ได้เป็นการขู่เข็ญบังคับ ไม่ได้เป็นการสร้างความหวาดกลัว\nประเด็นสุดท้าย การเลือกปฏิบัติ ความรับผิดชอบของทหาร มาตรา 17 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เป็นบทยกเว้นความรับผิด เป็นไปตามเงื่อนไขสองประการ คือ ต้องเป็นการกระทำที่สุจริตไม่เลือกปฏิบัติ สอง ต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุ และไม่เกินความจำเป็น ถ้าขาดไปข้อใดข้อหนึ่ง ผู้ใช้อำนาจมีความผิดทันที สิ่งที่เห็นชัดๆ คือเป็นการเลือกปฏิบัติ นายทหารคนไหนที่พูดเรื่องการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง หรือไม่ก็ลาออกไป ไม่เคยส่งทหารออกมาเลย ไม่ขยับเลย คนๆ เดียวกันปฏิบัติสองอย่าง เลือกปฏิบัติใช่ไหม มีความผิดไหม\n \n000\n“การกำหนดสิทธิเสรีภาพต่างๆ ไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า ถ้าหากกฎหมายยังเป็นอำนาจของรัฏฐาธิปัตย์ และได้อำนาจมาอย่างใดก็ไม่สงสัยทั้งสิ้น ฉะนั้นโดยหลักนิติศาสตร์ไทยก็ล้มล้างหลักนิติรัฐอยู่ในตัวอยู่แล้ว แม้จะนำหลักมาไว้ในรัฐธรรมนูญมันก็ว่างเปล่า”\n\n \nพนัส ทัศนียานนท์ อดีตวุฒิสมาชิก\nรัฐไทยขณะนี่ไม่ใช่นิติรัฐที่แท้จริงตามหลักการของอาจารย์จรัญ แล้วเกิดคำถาว่า เมื่อไม่ใช่นิติรัฐอย่างแท้จริงแล้วไปกระชับวงล้อมแล้วมีคนตายแปดสิบกว่าคน เจ็บกว่าพันคน แล้วจะหาใครมารับผิดชอบ เมื่อเราบอกว่าขณะนี้รัฐไทยไม่ใช่นิติรัฐ การปฏิบัติของรัฐบาลก็ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติตามนิติรัฐ เมื่อฟังดูจากที่ท่านอาจารย์จรัญพูดมันเป็นสองมาตรฐาน คำตอบเบื้องต้นก็บอกว่ามันไม่ใช่นิติรัฐ ขณะเดียวกันมันเป็นนิติรัฐแบบไทยๆ บอกว่าทำตามกฎหมาย คือพรบ. ฉุกเฉิน ผมคิดว่าสิ่งทีเป็นปมเงื่อน ที่ทำให้คนไทยต้องปวดหัวกันมาตลอด เพราะว่า หลักนิติศาสตร์ไทยติดกับตัวเอง คือวางกับไว้สำหรับสุดท้ายก็คือดักตัวเองสำหรับนักนิติศาสตร์ทั้งหลาย\nเมื่อถามว่าเรื่องนั้นสุดท้ายจะจบอย่างไร แล้วใครจะรับผิดชอบด้วยวิธีการอย่างไร โดยอาศัยหลักกฎหมายและหลักนิติศาสตร์ ผมเชื่อว่าขณะนี้รัฐบาลเองก็บอกว่าทำตามกฎหมายทุกอย่าง “Law is Law” และตัวกฎหมายที่สำคัญเขาบอกว่าเขาประกาศหรืออาศัยอำนาจตามพรก. ประเด็นสำคัญคือ พรก. มันขัดกับหลักนิติรัฐหรือหลักนิติธรรม\nผมคิดว่าขณะนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเรา ทันสมัยกว่า 2540 เพราะมีมาตรา 3 อยู่ เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ฉะนั้นหากอาศัยบรรทัดฐานอย่างที่อาจารย์จรัญว่ารัฐนี้ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักนิติธรรม เพราะหลักการข้อ 1 รัฐบาลไม่ยอมรับทราบ ไม่ยอมรับรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นคน ความเป็นมนุษย์ และจริงๆ แล้ว ตามรัฐธรรมนูญ สิทธิที่สำคัญที่สุด ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคือสิทธิในชีวิต แต่ปรากฏว่าประกาศ พรก. ฉุกเฉิน สถานการณ์ที่ว่ามันเป็นสถานการณ์การยกเว้น หรืออย่างที่คุณอภิสิทธิ์เองอภิปรายไว้ในสภาเมื่อ 2548 คุณอภิสิทธิ์บอกว่าถ้าผ่านกฎหมายฉบับนี้ไป ก็เท่ากับเป็นการระงับใช้รัฐธรรมนูญนั่นเอง เท่ากับสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้จะถูกลิดรอนหรือขจัดหมดสิ้นไปด้วยซ้ำ นี่เป็นสิ่งที่คุณอภิสิทธิ์แสดงความห่วงใยไว้ และ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ อภิปรายไว้อย่างรุนแรงว่า พรก. จะเป็นการทำลายประบอบประชาธิปไตยไทย เทียบเคียงได้กับกรณีที่ฮิตเลอร์ออกกฎหมายรับรองไว้ เท่ากับเป็นการอ้างหลักความถูกต้องตามหลักนิติรัฐ นี่คือสิ่งที่มีการพูดจากันไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นทัศนะของตัวท่านนายกอภิสิทธิ์เอง\nปมเงื่อนที่ทำให้นักนิติศาสตร์ไทยติดกับตัวเอง ผมคิดว่ามองย้อนกลับไปเลยไปไกลกว่าอาจารย์จรัญ ผมคิดว่าอำนาจตุลาการไทยที่ทำให้รัฐไทยไม่เป็นนิติรัฐ ผมมองว่าอำนาจตุลาการไม่เคยเป็นของประชาชนเลย แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งแต่ปี 2575 จนถึงปัจจุบัน อำนาจตุลาการไม่เคยเป็นของประชาชนคนไทย แม้รัฐธรรมนูญจะเขียนไว้ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนชาวไทยก็ตาม ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลวงหรือเขียนรัฐธรรมนูญมากี่ฉบับ ตอนที่ผมไปร่าง รธน. 2540 ว่าอำนาจตุลการจะมีจุดยึดโยงอะไรกับประชาชนบ้างหรือเปล่า อย่างของอังกฤษขามีระบบลูกขุน แต่ของไทย อำนาจตุลาการเป็นอิสระอย่างแท้จริงจากประชาชน เพราะว่าเป็นองค์กรของราชาชาติธิปไตย การปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยของพระเจ้าอยู่หัว เดี๋ยวนี้เรามีศาลงอกออกมาจากเดิมที่มีแค่ศาลยุติธรรม มีศาลปกครอง มีศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งน่าสนใจมากที่สุดที่มาโยงเข้ากับนิติรัฐ\nศาลทั้งหลายส่วนใหญ่มาจากการคัดเลือกกันเอง ถ้าเป็นผู้พิพากษาต้องเรียนกฎหมายให้จบ สอบเนติฯ แล้วก็ไปเป็นผู้พิพากษา ระบบนี้เป็นการประกันว่าไม่ให้ใครเข้าไปแทรกแซง ระบบบริหารงานของตุลาการไทย ก็มีคณะกรรมการข้าราชการตุลาการ คนอื่นเข้าไปยุ่งไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้จาก รธน. 2540 ต้องมีตัวแทนจากวุฒิสภาเข้าไป 2 คน ฉะนั้นอาจจะพอพูดได้ว่ามีจุดยึดโยงกับอำนาจประชาชนอยู่บ้างเหมือนกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางวุฒิสภา\nขณะเดียวกันการใช้อำนาจของศาล ศาลไทยเรานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักนิติศาสตร์เป็นหลักซึ่งวางรากอย่างมั่นคงมาจนปัจจุบัน เป็นหลักคิดทางกฎหมาย สำนักกฎหมายบ้านเมือง หรือ Positivism คือกฎหมายคือรัฏฐาธิปัตย์ ผู้เป็นรัฏฐาธิปัตย์คือผู้มีอำนาจปกครองบ้านเมือง ใครก็แล้วแต่หากสามารถเข้ามาปกครองบ้านเมืองได้ ไม่ว่าจะโยวิธีใด แม้แต่การทำรัฐประหารยึดครองอำนาจ ถ้าทำได้สำเร็จก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ปกครองได้โดยชอบด้วยกฎหมาย\nการกำหนดสิทธิเสรีภาพต่างๆ ไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า ถ้าหากกฎหมายยังเป็นอำนาจของรัฏฐาธิปัตย์ และได้อำนาจมาอย่างใดก็ไม่สงสัยทั้งสิ้น ฉะนั้นโดยหลักนิติศาสตร์ไทยก็ล้มล้างหลักนิติรัฐอยู่ในตัวอยู่แล้ว แม้จะนำหลักมาไว้ในรัฐธรรมนูญมันก็ว่างเปล่า\nและเมื่อคนบาดเจ็บล้มตายอยู่ขณะนี้ จะหาตัวคนเป็นฆาตกรมาลงโทษได้หรือเปล่า จะนำเข้ามาสู่ความยุติธรรมจะเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าเรายึดหลักนิติศาสตร์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เกือบจะเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะ เราต้องมีอำนาจตุลาการหรือศาลที่เที่ยงธรรมและมีความเป็นอิสระ แต่กระบวนการยุติรรมแบบไทยๆ ก็เป็นอิสระอย่างที่กล่าวไป คือเป็นอิสระจากประชาชนโดยสิ้นเชิง และเมื่อท่านเป็นตุลาการภิวัฒน์ เป็นอำมาตย์ และจริงๆ แล้วท่านเป็นมหาอำมาตย์เลยทั้งสิ้น ฉะนั้นการที่ท่านจะมาบอกว่าฝ่ายบริหารทำตามหลักนิติรัฐและนิติธรรมนั้นเป็นไปไม่ได้เลยอย่างสิ้นเชิง\nสมมติว่ามีการนำคดีขึ้นไปสู่ศาลได้ ซึ่งเท่าที่ผมดู พรก. ฉุกเฉิน มันยังมีมาตรา 17 สมควรแก่เหตุและทำตามกรณีจำเป็น และเขาคุ้มครองว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจรัฐในการปฏิบัติตามพรก. ฉุกเฉิน อาจจะไม่สามารถไปฟ้องปกครอง แต่ในทางแพ่งและทางอาญายังเปิดช่อง ฉะนั้นหากมีการนำคดีไปฟ้องต่อศาล ทางแพ่งไปฟ้องมาแล้ว และปรากฏว่าเจ๊งมาเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายเสื้อแดงก็พยายามไปฟ้องหลายอย่าง ท้ายสุดรู้สึกจะเป็นการขอความคุ้มครองไม่ให้รัฐบาลสลายการชุมนุม ศาลก็บอกว่าทำได้ ก็เหลือต้องไปที่ศาลอาญา และต้องดูพยานหลักฐานว่าใครก่อให้เกิดการสลายการขอพื้นที่คืน การกระชับวงล้อม คุณอภิสิทธิ์ คุณสุเทพ ไก่อูอะไรทั้งหลาย แต่ว่า ศาลส่วนอาญาจะรับฟ้องหรือเปล่า เพราะศาลแพ่งบอกว่าเป็นดุลพินิจในการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร เท่ากับศาลบอกว่าศาลไม่มีอำนาจที่จะตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล\nท่านฟังแล้วอาจจะบอกว่าหมดท่า หมดประตูแล้ว สิ้นหวังแน่นอนแล้ว ผมว่ามันก็ริบหรี่เต็มทีแล้วละครับ เพราะถ้าศาลยังรักษาประเพณีดั้งเดิมไว้ ผมคิดว่าศาลไทยคงจะสิ้นหวังเป็นแน่\nสิ่งที่ผมจะบอกว่าสิ่งที่เราต้องมาช่วยกันดู ถ้าหากมีช่องทางบ้าง อย่างน้อยคนที่เป็นฆาตกรก็ไม่สมควรจะลอยนวล ไม่ว่าจะเป็นฆาตกรนิติรัฐ หรือนิติธรรม ก็ตาม ผมเองเป็นนักกฎหมายสำรักธรรมศาสตร์เราก็ถูกอบรมสั่งสอนมาว่า อะไรทีเป็นดุลพินิจของฝ่ายบริหารแล้ว ศาลก็ไม่มีอำนาจตรวจสอบ แต่พอจะตรวจสอบอะไรที่เกี่ยวกับเสื้อแดงสามารถเข้าไปใช้ดุลพินิจได้ทุกเรื่อง กฎหมายมันคลุมเครือก็พยายามตีความกฎหมายในลักษณะเติมความ เช่น กรณีเขาพระวิหาร ชัดเจนอย่างยิ่งว่าเป็นการเติมความ เป็นผลจากการที่เขียนกฎหมายอย่างคลุมเครือ ทำให้เกิดการตีความอย่างกว้าง\nถ้าศาลเป็นพวกรัฐบาล ท่านก็ไม่ควรพิจารณา ต้องคัดค้านผู้พิพากษาเหล่านี้ทั้งหมดโดยอ้างหลักนิติธรรม กฎหมายไม่ได้บอกว่าอะไรที่ให้เป็นอำนาจดุลพินิจของฝ่ายบริหารแล้วศาลจะเข้ามาไมได้เลย\nพฤติการณ์หลายแหล่ ที่ยิงคนเป็นว่าเล่น โดยไม่ปรากฏว่าคนที่ถูกยิงตายเหล่านั้นมีอาวุธในการต่อสู้ชัดเจน ข้อเท็จจริงมันฟังได้แน่นอนว่าเกินกว่าเหตุ แต่จะมีช่องทางอย่างไรในการนำเรื่องขึ้นไปสู้การพิจารณา ต้องเอาผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ เท่าที่ทราบองค์กรนิรโทษกรรมสากลมีข้อชี้แนะที่ผมเห็นว่าสำคัญอย่างยิ่ง คือเขาชี้แนะว่ามาตรา 17 ตามที่กำหนดไว้ตาม พรก. ฉุกเฉินน่าจะขัดกับหลักนิติรัฐ เพราะเป็นการกำหนดนิรโทษกรรมไว้ล่วงหน้า การที่จะมีคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาก็น่าจะยกประเด็นเหล่านี้ ว่า พรก. ขัดกับ รธน.\nเพิ่มเติมประเด็น มาตรา 17 พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ต้องเพิ่มเจตนาสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เกินความจำเป็น การเตรียมการของฝ่ายรัฐบาลนั้น ผมเชื่อว่าเรื่องก่อการร้ายเขาเตรียมการตั้งแต่ต้นอยู่แล้วก่อนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ไม่ใช่ฉุกเฉินธรรมดา ในกรณีที่สถานการณ์ฉุกเฉินมีการก่อการร้าย เขาถือว่ามีการก่อการร้ายเกิดขึ้นแล้ว แต่ข้อต่อสู้นี้จะเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ และหลังจากมีคลิปคนชุดดำ รัฐบาลเริ่มเรื่องการก่อการร้าย แม้รัฐบาลจะไม่พูดเรื่องคนเสื้อแดง แต่มาถึง 19 พ.ค.สุเทพพูดชัดเจนเลยว่าเป็นขบวนการเดียวกัน แต่ผู้ชุมนุมถูกหลอก ฉะนั้นโดยฐานะทางคดีหรือทางกฎหมาย ทางรัฐบาลเขาเตรียมการไว้อย่างดีเรียบร้อยแล้วครับ ฉะนั้นการใช้อำนาจของเขาตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้นไม่เกินจำเป็น ผมคิดว่าสิ่งที่เราต้องพยายามช่วยกันเอาใจใส่ให้มากๆ คือการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในเมื่อเป็นสิ่งที่รัฐบาลได้เตรียมการมาแล้ว โดยเฉพาะวันที่ 10 เม.ย. คุณอภิสิทธิ์มั่นใจมากว่าคนชุดดำเริ่มก่อน นั่นคือข้อต่อสู้ของเขาตั้งแต่แรก\nก่อนการสลายการชุมนุมวันที่ 19 ประกาศว่าต้องรักษานิติรัฐไว้ให้ได้ และประกาศวันหยุดราชการ และได้พยานบางคน โดยเฉพาะนายเมธีที่โยงไปสู่กองกำลังไม่ทราบฝ่าย ซึ่งก็คือกองกำลังของฝ่ายเสื้อแดงนั้นเอง และโดยเฉพาะศาลไทย เราก็รู้อยู่แล้ว ถ้าไปศาลอาญา เราก็ต้องช่วยกันภาวนาว่าจะมีตุลาการภิวัฒน์ในทางย้อนกลับ ซึ่งขณะนี้มีปรากฏการณ์มาบ้างแล้ว\nแต่ที่น่าสนใจมากก็คือการที่องค์กรนิรโทษกรรมสากล เรียกร้องให้มีการสอบสวนกันทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ปรากฏชัดแล้วหากได้ความชัดเจนอย่างไรแล้วต้องมีการลงโทษ และไม่ใช่เพียงการลงโทษทางวินัยหรือทางแพ่งให้ชดใช้ค่าเสียหายเท่านั้น แต่ต้องเป็นการลงโทษทางอาญาให้สมกับโทษานุโทษ ที่กระทำให้คนตายไปเป็นจำนวนมาก\nการที่ไทยเข้าไปนั่งในสภาสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติตั้งแต่ 13 พ.ค. นั้น ก็มีความผูกพันตามพันธกรณี ฉะนั้นเวทีที่น่าจะเป็นไปได้อย่างยิ่ง น่าจะเป็นเวทีที่องค์การสหประชาชาติ ซึ่งเขามีองค์ประกอบเรื่องสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ดูเหมือนว่าไทยนั้นไม่เข้าองค์ประกอบ\nยิ่งไปกว่านั้น มีดำริที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรม คือนิรโทษกรรมเสื้อแดงที่ไปชุมนุม แต่โดยประเพณีคือนิรโทษกรรมหมดทุกฝ่าย ฉะนั้นโดยจุดประสงค์คือการนิรโทษกรรมให้ตัวเองและทหาร ซึ่งหากรัฐบาลไทยทำเช่นนั้น ถือว่าเป็นการทำผิดพันธกรณีในฐานะภาคีองค์การระหว่างประเทศ\n \n000\n“ผมคิดว่าต้องยอมรับว่าความอ่อนแอของสังคมเป็นปัญหาที่สำคัญ แต่ถ้าเราพูดถึงความอ่อนแอของสังคม ชนชั้นกลางไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักคนที่อยู่ร่วมกับสังคม ไม่เห็นหัว เราเห็นมหกรรมช็อปปิ้งครั้งแล้วครั้งแล้ว ถ้าผมชอบช็อปปิ้งผมมึน เป็นการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบหรือนักธุรกิจ ควรเยียวยาหรือเปล่า ควร คนจำนวนมากไมได้เป็นผู้ก่อเหตุ แต่คำถามคือว่า แล้วคนที่ตายล่ะ ผมคิดว่าถ้าสังคมไหนเห็นการช็อปปิ้งมีค่ามากกว่าชีวิต สังคมนั้นน่ากลัวนะครับ มันยากที่จะทำให้เราดำรงอยู่ได้อย่างสันติในอนาคต”\n\n \nสมชาย ปรีชาศิลปะกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่\nวิทยากรทั้งสามท่านเป็นวิทยากรที่ผมเคารพนับถือ อาจารย์พนัส แปลงานกฎหมายธรรมชาติ อาจารย์จรัญ เป็นคนที่สนใจเรื่องปรัชญากฎหมาย อาจารย์ไชยยันต์ ซึ่งสนใจด้านปรัชญากฎหมาย และสอนพิเศษให้กับ ม.เชียงใหม่ ทั้งสามคนจะมีประเด็นที่แตกต่างจากไอ้พวกนักกฎหมายที่พูดกันอยู่ มันน่ารังเกียจยังไงไม่รู้ ปกติผมเป็นคนสุภาพนะครับ ผมขอบ่นเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ก็เพิ่งเขียนกันไป ขอโทษเถอะ คุณเพิ่งดวงตาเห็นธรรมอะไรกันเหรอ แล้วไปนั่งกันแบบภาคภูมิใจว่าบัดนี้เราได้ช่วยเหลือประเทศชาติให้ล่มจมลงไปอีกแล้ว ถือเป็นอาชีพที่รายได้ดี ไม่ต้องมีความรับผิดชอบ ร่างแล้วสังคมจะวิบัติขนาดไหน ไม่ต้องรับผิดชอบเลย เทียบกับนักการเมืองมาแล้วไป แต่เนติบริการนั้นไซร้อยู่ยั้งยืนยง\nผมขอพูดใน 3 ประเด็น\n1 เรามองเห็นอะไรเกี่ยวกับการใช้กฎหมายหรือแวดวงกระบวนการยุติธรรมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา\n2 ภาวะแบบนี้เกิดได้อย่างไร\n3 แล้วสังคมไทยจะไปข้างหน้ากันอย่างไร\nประการที่ 1เรามองเห็นอะไรกันบ้าง เราเห็นลักษณะเด่นๆ สามเรื่องคือ เรื่องแรก การใช้อำนาจรัฐที่พูดถึงการอ้างกฎหมาย คือเมื่อไหร่ที่ใช้อำนาจรัฐก็บอกว่าผมใช้อำนาจตามกฎหมาย ในแง่หนึ่งการใช้อำนาจที่เป็นไปตามกฎหมายเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือตัวเนื้อหาของกฎหมายไม่เคยถูกพูดถึงว่ากฎหมายที่เอามาใช้โอเคหรือเปล่า เป็นสิ่งที่ละเมิดต่อพื้นฐานหลักการสิทธิมนุษยชนหรือเปล่า ไม่มีการพูดถึงสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ก. ความมั่นคง หรือ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน\nกฎหมายรักษาความมั่นคงฯ คุณอภิสิทธิ์ เคยให้ความเห็นคัดค้านอย่างแข็งขัน ว่ากฎหมายฉบับนี้มีปัญหาในแง่กระบวนการ และตบท้ายว่า เพราะไม่รู้ในอนาคตใครจะมาใช้และอาจจะมาใช้อย่างน่ากลัว เห็นด้วยครับ มึงน่ะแหละ\nสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ถูกกล่าวหาว่าละเมิดความมั่นคงภายในราชอาณาจักร คนพิการโดน พรก. ฉุกเฉิน ตัวกฎหมายเปิดให้ใช้อำนาจมากขนาดนั้นหรือเปล่า แต่การอ้างอำนาจตามกฎหมายอย่างเดียวเป็นปัญหาแน่ๆ ฮิตเลอร์ก็ไม่ได้ฆ่าใครโดยไม่มีกฎหมาย\nเรื่องที่สอง เลือกปฏิบัติ หรือสองมาตรฐาน จับคู่เลย ราชประสงค์กับยึดสนามบิน สมยศ กับหมอตุลย์ จอแดงจอเหลือง ยาบ้ากับตากใบ-กรือเซะ รัฐบาลอภิสิทธิ์ตั้งกรรมการสอบสวนกรณีสงครามยาบ้า แต่กรณีตากใบ-กรือเซะควรทำด้วย หรือจีทีสองร้อยก็เช่นกัน เราเห็นการใช้กฎหมายเอียงข้างอย่างชัดเจน\nเรื่องที่สาม กระบวนการยุติธรรม ซึ่งซ้ำเติมสองมาตรฐานให้แรงขึ้นไม่ว่าจะในแง่ของแนวโน้ม คุณภาพคำตัดสิน บุคลากรที่เกี่ยวกับคำตัดสิน ก่อนหน้านี้ผมคิดว่ากระบวนการยุติธรรมเอียงข้างเข้าหาอำนาจรัฐ แต่ตอนนี้ผมคิดว่าไม่ใช่ แต่รัฐนั้นต้องเป็นรัฐที่ตอบสนองจุดยืนหรือผลประโยชน์ของตน ฉะนั้น รัฐบาลคุณสมัคร การตีความจึงพิสดารไปแบบหนึ่ง อภิสิทธิ์เป็นอีกแบบ นี่เป็นปัญหาสำคัญนะครับถ้าตัวกระบวนการยุติธรรมเราสามารถทำนายผลคำตัดสินล่วงหน้า จริงๆ ผมอยากจะคาดเดาด้วยซ้ำคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่าเราเห็นสิ่งที่เรียกว่ากระบวนการบังคับใช้กฎหมายอย่างฉ้อฉล\nเราอยู่ภายใต้ภาวการณ์แบบ “มาร์คเคลเวลเลียน” คือ “การดำรงอยู่ของรัฐบาลสำคัญที่สุด อั๊วไม่ยุบสภา อั๊วผสมกับใครก็ได้” แมคคิอาเวลลี กล่าวว่า เราทำชั่วได้แต่ต้องทำให้เหมือนเราเป็นคนดี แต่มาร์คเคลเวลเลียนบอกว่าเราไม่ได้ฆ่าคน เราขอกระชับพื้นที่ ผมกำลังเขียน คู่มือผู้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข\nประเด็นที่ 2 ภาวะแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ประการแรก ผมคิดว่าต้องยอมรับว่าความอ่อนแอของสังคมเป็นปัญหาที่สำคัญ แต่ถ้าเราพูดถึงความอ่อนแอของสังคม ชนชั้นกลางไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักคนที่อยู่ร่วมกับสังคม ไม่เห็นหัว เราเห็นมหกรรมช็อปปิ้งครั้งแล้วครั้งแล้ว ถ้าผมชอบช็อปปิ้งผมมึน เป็นการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบหรือนักธุรกิจ ควรเยียวยาหรือเปล่า ควร คนจำนวนมากไมได้เป็นผู้ก่อเหตุ แต่คำถามคือว่า แล้วคนที่ตายล่ะ ผมคิดว่าถ้าสังคมไหนเห็นการช็อปปิ้งมีค่ามากกว่าชีวิต สังคมนั้นน่ากลัวนะครับ มันยากที่จะทำให้เราดำรงอยู่ได้อย่างสันติในอนาคต แบบนี้ หลังพ.ค. 2535 มีคนตายจำนวนมาก มีการใช้กระบวนการทางศาลเพื่อเรียกร้องการเยียวยาสิทธิให้ผู้ตาย ซึ่งเสียงชนชั้นกลางดัง ศาลสูงบอกว่าไม่ เมือมีนิรโทษกรรมแล้ว ไม่มีใครต้องรับผิด แต่สำหรับเหตุการณ์ที่เพิ่งจบลง อย่าไปคาดหวังเกี่ยวกับคำตอบเลย แค่ทำให้เป็นคำถามขึ้นก็ยากแล้ว คนทุกคนต้องตาย แต่ความหนักเบาของคนตายไม่เท่ากัน บางคนตายเสียงดัง บางคนตายเหมือนขนนก บางคนตายไม่มีความหมาย ตราบใดที่ไม่เรียนรู้คนที่อยู่ร่วมกันในสังคม...\nประการที่สอง มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น ในห้วงเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา เรามีกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐเขียนขึ้นอย่างกว้างขวาง เช่น ปปง. พรก. ฉุกเฉิน พรบ.คอมพิวเตอร์ และโดยที่เราคิดว่าจะใช้กฎหมายเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการจัดการกับอะไรๆ ที่ไม่ดี แต่กลายเป็นว่ากฎหมายพวกนี้กลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาล ฉะนั้นการใช้อำนาจของรัฐบาลทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะคนพวกนี้เฮงซวย แต่มันมีโครงสร้างทางอำนาจมารองรับการใช้อำนาจของรัฐบาลอย่างไม่สิ้นสุด เราต้องตะหนักกฎหมายแบบนี้มากขึ้น\nประการที่สาม กระบวนการยุติธรรมในสังคมไทย ความสามารถของสังคมไทยในการกำกับกระบวนการยุติธรรมน้อยมาก กต. มีคนจากนอกแวดวงกฎหมายน้อยมาก โดยตัวระบบเปิดโอกาสให้สังคมกำกับการทำงานได้เท่าที่ควร ทำให้ตำรวจและศาลจะเอียงได้\nและอำนาจในการกำกับในทางสาธารณะก็อ่อนมาก ความสามารถในการวิจารณ์ศาลของสังคมไทยต่ำมาก เช่น ศาลนัดคู่ความนัดเก้าโมง ศาลขึ้นบัลลังก์สิบโมง ทำให้เราเห็นอะไรแปลกๆ ในศาล เราทำโครงการคอร์ทวอช เพราะศาลต้องเปิดเผย ใส แต่ความเป็นจริงไม่ใช่ มีคนนอกไปฟังศาลเรียกเจ้าหน้าที่มาถาม นี่ใคร\nเราจะทำให้เกิดการปรับตัวได้อย่างไร ทำให้สังคมกำกับและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของศาลได้อย่างไร เพราะการวิพากษ์วิจารณ์ศาลและคำพิพากษานั้นสำคัญ กรณีศาลอเมริกาขยายการตีความเรืองการถือครองอาวุธของประชาชน หนังสือพิมพ์วิพากษ์ว่าจะคำพิพากษาของศาลจะทำให้สังคมนองเลือด ถ้าเป็นที่เมืองไทย หนังสือพิมพ์ต้องโดนจำคุกข้อหาหมิ่นศาลก่อนหกเดือน\nสิ่งที่เราเห็นวันนี้คือเราเห็นคนในองค์กรยุติธรรมออกมาพูดอะไรก็ไม่รู้เพราะการกำกับน้อยมาก เราต้องปรับเปลี่ยน\nประเด็นสุดท้าย สังคมไทยจะไปข้างหน้ากันอย่างไร ตอนนี้เราอยู่ในภาวะที่ยุ่งยาก แล้วเราจะทำอะไรกันบ้างให้สังคมไทยนี้มีความเป็นธรรมเกิดขึ้นบ้าง ผมคิดว่า เร่าจะต้องคืนชีวิตให้คนที่ตาย คือ เราต้องทำให้คนที่ตายถูกทำให้มีความหมายมากขึ้น เขาคือใครมาจากไหน ตายด้วยเหตุอะไร เรากำลังปล่อยให้คนตายไร้ความหมาย ถ้าเราทำให้คนตายมีชีวิตกลับมา ทำให้เป็นที่รับรู้ มันจะทำให้เราสามารถเริ่มทำให้เข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ได้ และสิ่งที่ต้องผลักดันคือ เสรีภาพในการแสดงความเห็น ผมคิดว่าเราต้องยืนยัน ผมคิดว่าสิ่งที่เราต้องคิดคือทำอย่างไรให้มีการประกาศยกเลิกกฎหมาย ฉุกเฉิน ความมั่นคง ทำให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกลับคืนมาก่อน ก่อนที่จะทำให้เราสามารถสร้างความรู้และขอเท็จจริงได้\nกฎหมายจะยกเลิกได้คงต้องใช้เวลา แต่การยืนยันของสื่อมวลชนของคนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยคือเราต้องท้าทาย คือกฎหมายจะเลิกหรือไม่เลิกเรื่องของมึง เราต้องพูดเรื่องเสรีภาพ เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ แต่พูดอย่างตรงไปตรงมาเราต้องระวังไว้บ้างและจะต้องสร้างหลักนิติธรรมทางสังคมขึ้นมา ไม่ว่ารัฐจะประกาศใช้กฎหมายห่าเหวอะไรก็ตาม มันดูเป็นไปได้น้อย แม้แต่กับตุลาการ มันก็มีการตีความที่พิสดาร แต่ก็ต้องระวังว่าอย่าไปมีชื่อต่อท้ายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ หรือสมยศ พฤกษาเกษมสุข\n \n000\n“สิ่งที่เกิดขึ้นที่ราชประสงค์ และราชดำเนิน มันทำร้ายประชาชน มันขัดกับ The Rule of Law ทำในนามพระราชบัญญัติ และพระราชกำหนด แต่ไม่ใช้ในนามของนิติธรรมและนิติรัฐ ถ้าศาลตัดสินแบบนี้เราก็ควรจะเอาศาลมาขึ้นศาล และคำถามต่อไปคือว่า ใช่เราจะต้องเชื่อฟังกฎหมาย แต่เราจะหากฎหมายนั้นได้อย่างไร เพราะบางสิ่งนั้นไม่ใช่กฎหมาย มันเป็นแค่ พรก. ฉุกเฉิน”\n\n \nไชยันต์ รัชชกูล มหาวิทยาลัยพายัพ\nผมเริ่มง่ายๆ ว่าหากมีคนตายแปดสิบกว่าศพ แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันต้องมี Something seriously wrong กับสังคมไทย และไม่ใช่แค่อภิสิทธิ์ และสุเทพ ไม่ได้ด้วยซ้ำ แสดงว่ามีคนให้ท้ายเขา สมรู้ร่วมคิด เห็นด้วยและผลักดัน เชียร์ให้เขาปราบ ส.ส. ข้าราชการเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้มีอันจะกิน คหบดี นักธุรกิจสีลม มัน seriously wrong กับคนเหล่านี้ด้วย\nคำว่า กฎหมายที่เป็น Law มันมีความหมายต่างกับ l ตัวเล็กนะครับ สองคนนี้ต้องมีปัญญาที่จะแยกตัวเล็กกับตัวใหญ่ The Rule of Law กฎหมายเล็กๆ ต่างๆ ต้องขึ้นกับกฎหมายตัวใหญ่\nความจริงแล้วเราต้องเอาศาลขึ้นศาลด้วยในบางกรณี เปรียบเทียบง่ายๆ เราพูดที่ธรรมศาสตร์ เราพูดถึงนิติธรรม ถ้าพูดถึงนิติธรรม นิติรัฐต้องอยู่ใต้นิติธรรม เหมือนคณะนิติศาสตร์ ต้องอยู่ใต้ธรรมศาสตร์ นี่คือ The Rule of Law\nแต่ The Rule of Law ศาลจะตีความอย่างหนึ่งว่านิติรัฐเป็นอย่างนี้ ไล่ๆ ไป อาจารย์จรัญบอกว่า Law is Law ถามว่า Law ที่มีอยู่มี Law ที่เลวไหม แล้วมีไหมที่ควรทำจะแต่ยังไม่มีกฎหมาย แล้วกฎหมายที่ไม่ดีมีไหม เราต้องแก้ได้ ปรับได้ ยกเลิกได้ We cannot be always law\nในแง่ภายในกรอบของกฎหมาย ในฐานะที่เป็นระบบกฎหมายในความหมายแคบ ความหมายเฉพาะที่กำหนดเรื่องกระบวนการ เรื่องหลักการตีความ ฯลฯ แต่มี The Rule of Law ในความหมายกว้าง ข้อสำคัญประการหนึ่งคือการที่จะป้องกันไม่ให้อสูรมาทำร้ายประชาชน คือจะทำร้ายชีวิตประชาชนไมได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่ราชประสงค์ และราชดำเนิน มันทำร้ายประชาชน มันขัดกับ The Rule of Law ทำในนามพระราชบัญญัติ และพระราชกำหนด แต่ไม่ใช้ในนามของนิติธรรมและนิติรัฐ ถ้าศาลตัดสินแบบนี้เราก็ควรจะเอาศาลมาขึ้นศาล และคำถามต่อไปคือว่า ใช่เราจะต้องเชื่อฟังกฎหมาย แต่เราจะหากฎหมายนั้นได้อย่างไร เพราะบางสิ่งนั้นไม่ใช่กฎหมาย มันเป็นแค่ พรก. ฉุกเฉิน\nผู้พิพากษาก็ควรได้รับการพิพากษา อำนาจนั้นต้องแยกกัน ถ้าแยกกันแล้วจะเอาอะไรผิดอะไรถูก ไอ้การที่เราเรียกว่า The Separation of Powers เขาก็จะบอกว่าเพื่อให้สมดุล ผมก็ไม่เข้าใจ เพิ่งเร็วๆ นี้เอง ผมเพิ่งเข้าใจคือ ปัจจุบันในสังคมไทย เราจะเห็นมากเลยว่าทำไมอำนาจไปทางเดียวกันหมด สื่อก็ไปทางเดียวกัน พวก ส.ส. รัฐบาลก็ไปทางเดียวกัน พวกคหบดีทั้งหลาย รวมทั้งผู้มีอันจะกินก็ไปทางเดียวกัน คนจำนวนหนึ่งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดก็คิดไปเช่นนั้น ไปทางเดียวกัน จะพูดเลยก็ได้ว่า อำนาจตุลาการ บริหาร นิติบัญญัติ อำนาจทางสังคม อำนาจในการสื่อสาร ตอนนี้มันเป็น Unification ของหลายๆ อำนาจแม้แต่ประชาสังคม ซึ่งกำลังตื่นเต้น ดี๊ด๊ากันใหญ่ สิ่งที่ผมอยากจะแบ่งปันคือ ทำไมเราต้องแบ่งแยกอำนาจเหล่านี้ แล้วมีอำนาจอะไรที่เหนือกว่าอำนาจเหล่านี้หรือไม่ มีอำนาจอะไรที่เหนือนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ อำนาจอะไรที่ควรจะเป็นคืออำนาจอะไร รัฐธรรมนูญเขาก็เขียนนี่ครับว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน อำนาจที่เหนือกว่าสามอำนาจนี้ ควรจะได้ใช้อำนาจเพื่อควบคุมอำนาจทั้งสามนี้ ตอนนี้เหลือแค่อำนาจนิติบัญญัติถึงได้มีการเรียกร้องเลือกตั้ง แต่ก็ไม่สามารถควบคุมอำนาจบริหารได้ มีสภาที่ใหญ่กว่านั้นอีก แต่ที่คุมไม่ได้เลยก็คืออำนาจปวงชนไม่ได้คุมอำนาจตุลาการ อำนาจศาลจะต้องเป็นประชาธิปไตย หรือเราจะต้อง Democratizing the Juridicial มีหลายประเทศที่จะต้องโยงตั้งแต่ศาลแขวงระดับเล็กๆ ที่ประชาชนต้องควบคุม และนี่ทำให้นิติรัฐเป็นนิติรัฐ และเป็นนิติธรรม\nประเด็นสุดท้าย แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันได้ น้ำหนักของความตายมันไม่เท่ากัน 88 คนตายไม่สำคัญเท่าน้องโบว์นะครับ มันลดหลั่นกันไปแต่ละชั้น\nกลับมาประเด็นที่ว่าเราต้องมีลำดับการพิจารณาเป็นชั้นๆ ไม่ใช่กฎหมายต้องเป็นกฎหมายนะครับ เป็นมาตรการที่ไม่ได้ไปไหนเลย มีอะไรที่เหนือกว่ากฎหมาย ศีลธรรม ความถูกต้องต้องเหนือกฎหมาย เพรากฎหมายไม่ถูกต้องก็ได้ เราไม่ต้องถึงพระเจ้าหรอกครับ แต่มีหลักการนักประชาธิปไตย ว่าหลักการของกฎหมายต้องเป็นไปเพื่อ อิสระและเสรีภาพของปวงชน Liberty อิสรเสรีภาพ ต้องมาสูงสุด กฎหมายอันใดที่ขัดกับสิ่งนี้ ต้องถือว่า Unconstitutional คือการล้มมูลฐานของกฎหมายทั้งปวง\nสอง คือสิทธิทั้งหลาย สิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ สาม การที่จะดำเนินชีวิตอย่างผาสุก ถ้าหลักการของกฎหมายไม่เป็นไปเพื่อสามข้อนี้ ก็ถือว่ามีอะไรบางอย่างผิดพลาดเกี่ยวกับกฎหมาย\nประเด็นเรื่องการมีอาวุธ ในสหรัฐมีใบอนุญาตให้มีอาวุธ แต่บางประเทศอื่นห้ามเด็ดขาด ห้ามแสดงการมีอาวุธที่ตัว แต่หากโยงเรื่องปัญหาการก่อการร้ายกับการมีอาวุธ กรณี Civil Right Movement กลุ่มที่เรียกร้องติดอาวุธเพราะว่ามีกลุ่มในสหรัฐที่รังเกียจคนดำ ฉะนั้นขบวนการเคลื่อนไหวเขาติดอาวุธเพื่อป้องกันตัว และปรากฏว่าการติดอาวุธของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการลด เป็นการปรามให้อีกฝ่ายหนึ่งยับยั้งชั่งใจในการทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่ง ทำไมสหรัฐคิดอย่างนี้ว่าติดอาวุธได้ เราย้อนกลับไปว่ามีคนอเมริกันเป็นจำนวนมากที่เป็นโปรแตสแตนท์ มีการฆ่าหมู่ครั้งประวัติศาสตร์เนื่องจากฝ่ายโปรแตสแตนท์ถูกคาทอลิกฆ่าถึงสองหมื่นคน และได้สรุปบทเรียนว่าเพราะไม่ได้ติดอาวุธ ขณะที่บางประเทศติดอาวุธไมได้เด็ดขาด เรากลับมาพิจารณาที่หลักการประชาธิปไตย ก็คือการให้ต่อสู้กัน คุณจะจัดตั้งได้ไหม เป็นองค์กรขึ้นมา คุณจะมีกำลังทรัพย์ของตัวเองได้ไหม คุณจะมีความคิดที่ตรงข้ามกับรูปแบบของรัฐนั้นที่มีอยู่ได้ไหม คุณจะมีการโฆษณาทางความคิดได้ไหม ได้ ยกเว้นอันเดียว ห้ามมีอาวุธ เพราฉะนั้นพรรคการเมืองมีอาวุธไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันตัวหรือไม่\nแต่เมื่อห้ามอาวุธ แต่ต่อสู้ได้ กติกาคือฝ่ายรัฐก็ต้องไม่ใช่อาวุธกับประชาชน แต่เมื่อมีการปราบปรามก็มีการใช้อาวุธที่ไม่ถึงชีวิต อย่างกรณีอังกฤษ เขาใช้ตำรวจขี่ม้า แล้วมีกระบอง มีเหตุการณ์หนึ่งเป็นการปะทะกันระหว่างคนประท้วงกับคนที่อยู่บนหลังม้ามีคนเสียชีวิตเพราะม้าตื่น ถือว่าการขี่ม้าเป็นอาวุธชนิดหนึ่งได้ เพราะมันอันตราย ทำให้ตอนหลังมาการปราบปรามประท้วงเขาใช้ม้าน้อยมาก\nแต่ก็มีบางกรณีในไอร์แลนด์เหนือ สาธารณชนในอังกฤษบางส่วนยังเห็นด้วยว่าตำรวจต้องติดอาวุธเพราะฝ่ายไออาร์เอ ก็มีอาวุธ และไม่ปฏิเสธ ฉะนั้นการให้ฝ่ายรัฐบาลมีอาวุธก็ไม่ถึงกับชอบธรรม แต่เข้าใจได้\nทีนี้กรณีของไทย อาวุธที่เขาใช้ มีภาษาอังกฤษติดเลย “Live Firing Zone” แล้วเขาก็ไม่อายเลย ติดอยู่ตรงประตูน้ำ ติดเป็นภาษาอังกฤษด้วย และใช้กองทัพที่เต็มที่นะครับ ใช้รถถัง จัดการกับป้อมไม้ไผ่ที่ราชประสงค์ ผมชอบมาก อยากเห็นอีก บางคนบอกจบหน้านาจะมาใหม่ขอให้จริงเถอะ\nการที่ใช้รถถังออกมา ละเมิดข้อตกลงพื้นฐานของกติกาประชาธิปไตย การอ้างชุดดำ นอกจากวันที่ 10 เม.ย. แล้ว วันที่ 19 พ.ค. มีทหารคนไหนตายบ้าง มาตรฐานคงเส้นคงวา ไม่ลักลั่นคือ กูทำอะไรก็ได้ แต่มึงต้องทำอย่างที่กูบอก\nการพูดถึงนิติรัฐ ไม่ใช่แค่สิ่งที่รัฐจะทำกับประชาชน แต่รัฐและสังคมต้องอยู่ภายใต้กรอบกติกาเดียวกัน กฎนี้ต้องควบคุมรัฐด้วย ไม่เช่นนั้นจะบิดเบือนไปเลย\nประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะเปิดอกก็คือ ตอนนี้อย่างที่เราทราบ เราทุกท่านทราบดีถึงความแตกแยกในสังคมไทย ส่วนหนึ่งการต่อสู้ของคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์และราชดำเนินปีที่แล้ว คนเสื้อแดงชุมนุมได้เป็นความสำเร็จของคนที่ต่ำต้อยน้อยหน้า นี่ไม่ได้เป็นวิกฤตอะไรเลย การอยู่เฉยๆ ให้เขาเหยียบสิครับถึงจะเรียกว่าวิกฤต แต่ตอนนี้หน่วยทางสังคมไทยที่แตกแยกออกเป็นสองข้างเป็นอย่างนี้หมด ตอนนี้เป็นเวลาที่เรามาเช็ดน้ำตาเช็ดเลือดกัน ทำยังไงที่เราจะมีวิธีที่จะต่อสู้กันโดยไม่ให้เลือดตกยางออก ขอให้หลายๆ ฝ่ายมาร่วมคิดกัน ไม่ใช่มาดีกันเกี่ยวก้อยเหมือนเด็กประถม แต่อยากจะมาคุยกันว่าเราจะมาสู้กันอย่างไร โดยไม่ให้ถึงขั้นที่จะต้องฆ่ากัน อาจจะมีบาดเจ็บ ด่าทอ ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ และถ้ามีการต่อสู้กันอีก ซึ่งก็หวังไว้เช่นนั้น ขอว่าอย่าใช้รถถัง อาวุธหนัก อาวุธสงครามเมาปราบปราม แต่อย่าให้มนุษย์ของเราและอย่าให้คนของเราเป็นผักเป็นปลากันต่อไป หลักคือต้องรักษาชีวิต และวาระซ่อนเร้นคือถ้าสู้กันอย่างนั้นเราสู้เขาไม่ได้\n \nอภิปราย\nประชาชนผู้ร่วมเสวนา: ผมอยากให้จัดงานนี้ให้กับชนชั้นล่าง เพราะเขาคือคนที่ขับเคลื่อน แต่เขาขาดความรู้ทั้งแง่กฎหมาย ถ้าสามารถไปติดพลังให้พวกเขา เขาจะเกิดการเปลี่ยนแปลง อย่าให้เขาเป็นขนนกไปตลอดชีวิตเลยครับ\nประชาชนผู้ร่วมเสวนา: ประชาชน ตั้งแต่เลือกตั้งมา ไม่เคยมีที่ระบบอำมาตยามีอำนาจมากขนาดนี้ เหตุการณ์พฤษภามหาโหดเหมือนหกตุลาเลยครับ ที่สำคัญคือหลังจากปฏิบัติ 19 กันยา ก่อนปฏิวัติ อำมาตยาได้ฟื้นอำนาจขึ้นมาอย่างน่ากลัวมาก ทั้งทางกายภาพ คือรัฐธรรมนูญ และคนที่ไปวางไว้ในกระบวนการยุติธรรม และที่สำคัญคือการฟื้นอำนาจในทางความคิดจิตวิญาณที่สามารถดึงกำลังของฝ่ายประชาธิปไตยได้มาก และกลุ่มนี้เป็นพลังสำคัญที่คอยสร้างความชอบธรรมให้ หนังสือพิมพ์บางฉบับถึงขนาดตั้งคอลัมน์ใหม่ คือตุลาการภิวัฒน์ เผยแพร่ความคิดให้สังคมหลงใหลได้ปลื้มไปกับตุลาการภิวัฒน์\nการทีอภิสิทธิ์ได้รับการโหวตในสภาเป็นการรัฐประหารซ้ำ โดยแนบเนียนมาก และเราเห็นว่าศาลสนองคำสั่งของ ศอฉ. เป็นเอกภาพ รัฐไทย ผสมผสานกับมาร์กอสกับพม่า มันมีคณะตัดสินใจสูงสุดในทางการเมือง คนที่มาจากทหารก็ยังจัดแถวทหาร มีการบัญชาการอย่างเป็นเอกภาพ และอาวุธชิ้นใหม่ มีสื่อยึดความเป็นใหญ่ทางอุดมการณ์การที่เขาฆ่าคนเป็นร้อยคน มันเฉยๆ เลย เขาสามารถสร้างกระแสสังคม สามารถกำหนดกระแสสังคม ใช้ความยุติธรรมเยียวยามาล้างการฆ่าคนได้ แต่งเพลงอะไรต่างๆ นี่เป็นสังคมที่น่ากลัวมากๆ ไม่มียุคไหนที่จะมืดเท่ายุคนี้ อีกแล้ว \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-6db6659256cc47508afc3a5463536f3a", "input": "Title: ถึงเวลาแก้ไข ม. 112: ข้อเรียกร้องต่อบรรดาพรรคการเมือง \n Body: \\...ด้วยความตระหนักถึงประเด็นปัญหาที่รายล้อมการใช้กฎหมายมาตรา 112 พวกเราเชื่อว่าท่ามกลางวิกฤติการเมืองไทยในขณะนี้ หนทางเดียวที่จะสร้างความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ พร้อม ๆ ไปกับสร้างหลักประกันให้กับสิทธิเสรีภาพของประชาชนและระบอบประชาธิปไตยของสังคมไทยก็คือ จะต้องมีการแก้ไขมาตรา 112\\\" เครือข่ายสันติประชาธรรม (ร่วมลงชื่อได้ที่ http://www.ipetitions.com/petition/santiprachadham_june2011/) 0 0 0 ข้อเรียกร้องต่อบรรดาพรรคการเมือง ถึงเวลาแก้ไขมาตรา 112 (กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) ในวาระที่สังคมไทยกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งสำคัญในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2554 นี้ การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนจำนวนมากไม่เพียงต้องการรู้ว่าบรรดาพรรคการเมืองใหญ่ๆ มีนโยบายที่จะสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชนอย่างไร แต่ยังจับตามองว่าพวกท่านแนวทางอะไรในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และหลักการประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและรุนแรงนับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปีพ.ศ.2549 เป็นต้นมา มาตรา 112 กับการละเมิดสิทธิเสรีภาพ เป็นที่ทราบกันดีว่านับตั้งแต่การรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 วิธีการหนึ่งที่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางเพื่อกดปราบผู้ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างก็คือ การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือมาตรา 112 โดยมักใช้ควบคู่ไปกับ พ.ร.บ.การกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.ศ. 2550 ดังจะเห็นได้ว่าสถิติผู้ถูกจับกุมและต้องโทษด้วยมาตรา 112 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน กล่าวคือ ในขณะที่ระหว่างปี พ.ศ. 2520-2535 การฟ้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเฉลี่ยเพียงปีละ 10 ราย และลดลงเรื่อยมานับจากปีพ.ศ. 2543 แต่หลังการรัฐประหารจนถึงปี พ.ศ. 2552 มีการยื่นฟ้องคดีหมิ่นฯถึง 396 ราย นอกจากนี้ ภายใต้การทำงานของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เชื่อได้ว่าตัวเลขผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ จะมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นที่ชัดเจนว่าข้อความหลวม ๆ ของมาตรา 112 ที่ว่า \\\"ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งสามปีถึงสิบห้าปี\\\" ได้ถูกผู้ที่ยึดกุมอำนาจรัฐและกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ใช้เพื่อทำลายความชอบธรรมของกลุ่มการเมืองที่อยู่ตรงข้าม สถาบันกษัตริย์ถูกอ้างครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับการเมืองของคนบางกลุ่ม “ความจงรักภักดี” กลายมาเป็นอาวุธสำหรับข่มขู่คุกคามและสร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชนด้วยกัน ตัวอย่างล่าสุดที่ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมดังกล่าวได้ดีก็คือ คำให้การในศาลของพันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด ถึงกำเนิดของ “แผนผังล้มเจ้า” ของ ศอฉ. ว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงเรื่องที่ศอฉ. คิดขึ้นเองแบบทันทีทันใดโดยยังไม่มีข้อยืนยันว่า รายชื่อคนจำนวนมากที่ปรากฎในแผนผัง คือคนที่คิด \\\"ล้มเจ้า\\\" หรือ \\\"ล้มล้างสถาบันกษัตริย์\\\" จริงๆ แต่เราก็ได้ประจักษ์กันแล้วว่า แผนการณ์ที่ถูกคิดขึ้นแบบทันทีทันใดนี้ กลายมาเป็นข้ออ้างสำคัญเพื่อใช้ปราบปรามการชุมนุมของคนเสื้อแดงในเดือนเมษายนและพฤษภาคม พ.ศ. 2553 ในที่สุด ข้อหาไม่จงรักภักดียังนำไปสู่การตามปิดสถานีวิทยุชุมชุนนับร้อยแห่ง และเว็บไซต์อีกนับหมื่นแห่ง โดยที่เหตุผลที่แท้จริงอาจเป็นเพราะพวกเขากล้าวิพากษ์วิจารณ์ผู้ยึดกุมอำนาจรัฐอย่างรุนแรง และพวกเขาสนับสนุนหรือเห็นใจการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ความอ่อนไหวของข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาและครอบครัวของพวกเขาต้องประสบกับการกดดันจากสังคมรอบด้าน ซ้ำร้ายพวกเขามักประสบกับการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่คำนึงถึงหลักการพื้นฐานของสิทธิพลเมืองอีกด้วย เช่น การตีความตามอำเภอใจ \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-bdaa5be3d2144021864f013e79a865a1", "input": "Title: บก.จร. แจ้งปิด 15 เส้นทาง ซ้อมใหญ่กิจกรรม Bike For Dad 29 พ.ย.นี้ \n Body: 16 พ.ย. 2558 เว็บไซต์กองบังคับการตำรวจจราจร [1] (บก. จร.) รายงานว่า พ.ต.อ.ภูษิต วิเศษคามินทร์ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร แจ้งว่า จากการประชุมประสานงานฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการเตรียมความพร้อมกิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา 5 ธ.ค. 58 ได้รับการประสานเตรียมพร้อมในวันซ้อมใหญ่ วันอาทิตย์ที่ 29 พ.ย.นี้ จะเป็นการซ้อมเสมือนรูปแบบจริง มีการปิดถนนตามแผนทั้งหมด เริ่มในเวลา 15.00 น. ตั้งแต่จุดสตาร์ท ที่พระบรมรูปทรงม้า (ลานพระราชวังดุสิต) ซึ่งเบื้องต้นจะมีการปิดการจราจร 1 ทางแยก ก่อนขบวนจักรยานมาถึง และเปิดการจราจรเมื่อขบวนผ่านเส้นทางที่กำหนดเรียบร้อยแล้ว\n\nทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความสะดวกในการจัดแผนการจราจรและดูแลความปลอดภัย จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงผ่านเส้นทางกำหนดจัดกิจกรรมทั้ง 15 เส้นทาง ระยะทาง 29 กม. ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป โดยเฉพาะในบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาสะพานพระปกเกล้า และสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า\nเส้นทาง Bike For Dad จะเริ่มปั่นจากพระลานพระราชวังดุสิต ถนนศรีอยุธยา-แยกพญาไท - แยกมักกะสัน เลี้ยวขวาถนนราชปรารภ แยกนิคมมักกะสัน - แยกประตูน้ำ - ถนนราชดำริ - แยกราชประสงค์ เลี้ยวขวาถนนพระราม 1 - เลี้ยวซ้ายถนนพญาไท ซ้ายจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - ออกถนนพญาไท - เลี้ยวซ้ายถนนพระราม 4 - เลี้ยวขวาถนนสีลม - แยกสุรศักดิ์ - แยกบางรัก เลี้ยวขวาถนนเจริญกรุง - แยกวงเวียนตลาดน้อย เข้าวงเวียนโอเดียน เลี้ยวซ้ายถนนเยาวราช - เลี้ยวซ้ายถนนจักรวรรดิ ข้ามสะพานพระปกเกล้า - วงเวียนอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน วนกลับถนนอรุณอัมรินทร์ - สะพานข้ามคลองบางกอกใหญ่ - พระราชวังเดิม ออกถนนอรุณอัมรินทร์ - แยกศิริราช - แยกอรุณอัมรินทร์ เลี้ยวขวาถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า - ข้ามสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า - ถนนราชดำเนินกลาง - แยกอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย - พระราชวังดุสิต แจ้งประชาชนให้ทราบเป็นข้อมุลในการหลีกเลี่ยงเส้นทาง\nโดย เฟซบุ๊กแฟนเพจวิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา [2] รายงานด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ในวันซ้อมและวันจริง 11 ธ.ค. 58 นี้ ขอความร่วมมือประชาชน 3 ข้อ คือ 1. ควรขี่ให้เป็นระเบียบอย่าขี่ตัดหน้าคันอื่น 2. อย่าถ่ายภาพเซลล์ฟี่ขณะขี่จักรยาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ ซึ่งในการจัดกิจกรรมที่ผ่านมา พบมีการถ่ายภาพเซลฟี่เป็นจำนวนมากซึ่งอันตราย 3. การเตรียมความพร้อมให้กับร่างกายให้สมบูรณ์ที่สุด \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-f5191844a5834f1d86951df7df96213b", "input": "Title: ซาอุฯ อาจยกเลิกนำเข้าแม่บ้านฟิลิปปินส์-อินโด \n Body: ซาอุฯ อาจยกเลิกนำเข้าแม่บ้านฟิลิปปินส์-อินโด เตรียมนำเข้าแรงงานจากชาติอื่นทดแทน หลังทั้งสามประเทศยังมีข้อพิพาทเรื่องการละเมิดสิทธิคนงานแม่บ้าน\nเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 54 สื่อในตะวันออกกลางเปิดเผยว่าราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียกำลังพิจารณา การนโยบายการหยุดนำเข้าแม่บ้านจากประเทศฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย เนื่องจากทั้งสองประเทศยังคงจี้ให้รัฐบาลซาอุฯ รับผิดชอบเรื่องการละเมิดสิทธิแม่บ้านจากทั้งสองประเทศ\nเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว รัฐบาลอินโดนีเซียได้กดดันทางการซาอุดีอาระเบียสอบสวนรายงานที่ว่า มีแม่บ้านหญิงชาวอินโดนีเซียที่ทำงานบ้านให้ครอบครัวชาวซาอุโดนนายจ้างฆ่า ปาดคอแล้วนำศพไปทิ้งกองขยะ รวมถึงกรณีทรมานแม่บ้านอื่นๆ โดยกรณีเหล่านี้เกิดหลังจากรายงานของกลุ่มฮิวแมนไรต์วอตช์ที่ระบุว่า คนงานรับใช้ตามบ้านในตะวันออกกลางหลายประเทศถูกนายจ้างทารุณทำร้าย ล่วงละเมิดทางเพศ ใช้งานเยี่ยงทาส หรือถูกกระทำรุนแรงล่วงเลยไปจนถึงการฆาตกรรม\nทางการของซาอุฯ เปิดเผยว่ากำลังอยู่ในช่วงเจรจานำเข้าแม่บ้านจากประเทศต่างๆ เพื่อชดเชยแม่บ้านจากฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะเป็นจากเอธิโอเปีย, อินเดีย, เนปาล, ศรีลังกาและเอริเทรีย ทั้งนี้ปัจจุบันมีแม่บ้านกว่า 1 ล้านคนจากประเทศอินโดนีเซีย ประเทศในเอเชียและแอฟริกาทำงานในประเทศซาอุดิอาระเบีย สำหรับฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศส่งออกแม่บ้านรายใหญ่ที่สุดในโลก จากข้อมูลในปี 2009 พบว่ามีแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ ซึ่งมีอยู่ราว 9 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 10 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานทำงานบ้าน ส่งเงินกลับประเทศมาให้ญาติๆ หรือเพื่อการลงทุนในด้านต่างๆ มากถึง 17,300 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)\nอนึ่งนอกจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์แล้ว ทางการซาอุดิอาระเบียเคยยกเลิกการนำเข้าแรงงานจากประเทศไทยสืบเนื่องมาจากกรณีเพชรซาอุฯ\nคนทำงานบ้านในตะวันออกกลาง\nแรงงานแม่บ้านชาวฟิลิปปินส์ในประเทศจอร์แดน (ที่มาภาพ: AP Photo by Mohammad abu Ghosh)\nเมื่อปี 2010 แม่บ้านชาวศรีลังกาคนหนึ่งเป็นข่าวตรึกโครมไปทั่วโลก เมื่อเธอถูกนายจ้างซาอุดีอาระเบียทรมานด้วยการทิ่มตะปูและเข็มรวม 24 เล่มตามร่างกายของเธอ ส่วนในประเทศเลบานอนสถานการณ์การล่วงละเมิดสิทธิคนทำงานบ้านก็หนักหน่วงมิ ใช่น้อย แม่บ้านลูกสองชาวบังกลาเทศวัย 26 ปี เล่าถึงชีวิต 5 เดือนที่ทำงานในเลบานอนว่านายจ้างของเธอในกรุงเบรุตลงโทษด้วยการช็อตไฟฟ้า โบยด้วยโซ่และเข็มขัดหนัง บางครั้งยังใช้เตารีดนาบเธอก็มี ร้ายกว่านั้นเธอถูกข่มขืนด้วย \"เด็กสาวบังกลาเทศ 95% ที่เธอเคยพบ ต่างเล่าว่าพวกเธอถูกข่มขืนในที่ทำงาน แต่ไม่กล้าปริปากบอกครอบครัวเพราะความกลัว เลือกจะอดทนและก้มหน้ารับชะตากรรมแทน\nสภาชาวเนปาลในเลบานอนเปิดเผยถึงสถิติน่าตกใจเมื่อปีที่แล้วว่าเด็กสาว เนปาลที่ไปทำงานเป็นแม่บ้านในเลบานอนในปี 2009 แล้ว ฆ่าตัวตายไปถึง 15 คน ด้วยความเครียดเรื่องเงินกับได้รับความทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ ขณะที่ตัวเลขจากกระทรวงแรงงานเลบานอนระบุว่า ปัจจุบันมีสาวใช้ต่างชาติทำงานในเลบานอนราว 2 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นชาวศรีลังกา เอธิโอเปีย ฟิลิปปินส์และเนปาล หากรวมสาวใช้ทุกชาติ มีสาวใช้ฆ่าตัวตายในดินแดนตะวันออกกลางแห่งนี้ ประมาณ 100 คนนับจากปี 2007\nที่มาข่าวบางส่วน:\nSaudi may ban maids from Philippines, Indonesia [1] (emirates247.com, 21-2-2011) \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-70fa8800309c455593f40c4ff1c849d1", "input": "Title: ‘เพื่อไทย’ เสนอ สปช. ลงมติไม่ให้ความเห็นชอบร่าง รธน. ยับยั้งวิกฤต \n Body: 2 ก.ย.2558 แกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย และนายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมอ่านแถลงการณ์พร้อมทั้งแสดงจุดยืนของพรรคต่อร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันที่ 6 ก.ย.นี้\nโดยแถลงการณ์ ระบุว่า ตามที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอความคิดเห็นของสมาชิกและวิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญว่าเป็นฉบับกดหัวประชาชน เนื่องจากเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่มิได้ให้ความเคารพในอำนาจของประชาชน อำนาจที่แท้จริงกลับตกอยู่กับองค์กรและกลุ่มบุคคลที่ได้สร้างกลไกเพื่อมุ่งสืบทอดอำนาจและไร้การตรวจสอบ ประชาชนขาดสิทธิและโอกาส เป็นการทำลายหลักการอันดีงามที่ประเทศเคยยึดถือและตกผลึกทางความคิดโดยการยอมรับจากประชาชนแล้ว หากผลของร่างรัฐธรรมนูญจะทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพ บริหารประเทศไม่ได้ เศรษฐกิจของประเทศจะยิ่งตกต่ำ และจะนำพาประเทศไปสู่ความขัดแย้งในทุกระดับ ยากที่จะกลับคืนสู่สันติสุขได้ เป็นที่น่าห่วงใยว่าประเทศชาติจะตกอยู่ในวงจรอุบาทว์อย่างไม่สิ้นสุด\nหลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เผยแพร่สู่สาธารณชน มีการวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความเห็นโดยสุจริต ทั้งจากพรรคการเมือง นักวิชาการ สถาบันการศึกษา ประชาชนและสื่อมวลชนโดยทั่วไป ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นอกจากจะไม่มีความเป็นประชาธิปไตยแล้ว ยังมีเนื้อหาที่นำพาประเทศถอยหลังไปจากเดิมจนเป็นการย้อนยุค มีลักษณะเป็นการสืบทอดอำนาจ สร้างรัฐซ้อนรัฐ อำนาจของประชาชนถูกเหยียบย่ำ จึงเป็นที่คาดหมายได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ แม้จะผ่านความเห็นชอบของ สปช. ก็มีแนวโน้มที่จะไม่ผ่านประชามติจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจต้องสูญเปล่าทั้งในแง่ของกระบวนการยกร่างและงบประมาณแผ่นดินที่ต้องนำมาใช้ถึงกว่า 3,000 ล้านบาทในการยกร่างและจัดทำประชามติ พรรคเพื่อไทยจึงขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันไตร่ตรอง คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และหาทางแก้ไข โดยมีข้อเสนอดังต่อไปนี้\n1)  สปช. ซึ่งจะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในวันที่ 6 กันยายน 2558 ควรแสดงความรับผิดชอบและแสดงบทบาทในวาระสำคัญด้วยวิจารณญาณที่ปรารถนาจะเห็นประโยชน์สุขของประชาชนเป็นที่ตั้ง และเพื่อระงับยับยั้งมิให้ประเทศก้าวไปสู่วิกฤต โดยการลงมติไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสีย ซึ่งจะส่งผลให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่หลายๆ ฝ่ายสามารถที่จะยอมรับได้\n2)  หากกรณีมิได้เป็นไปตามข้อ 1 โดย สปช.ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าปัญหารัฐธรรมนูญที่พยายามจะยัดเยียดให้ประชาชนโดยขาดการมีส่วนร่วมอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะร่วมคิดหรือร่วมร่าง จะเป็นต้นเหตุของการนำชาติเข้าสู่ภาวะแห่งความขัดแย้ง นำชาติดำดิ่งสู่วงจรอุบาทว์  รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยจะส่งผลต่อความเชื่อถือของประเทศในสังคมโลก ในที่สุดจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศ\nสำนักข่าวไทย [1] รายงานด้วยว่า  พล.ต.ท.วิโรจน์ กล่าวว่า ตามที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอความคิดเห็นของสมาชิกและวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญว่าเป็นฉบับกดหัวประชาชน เนื่องจากเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่มิได้ให้ความเคารพในอำนาจของประชาชน อำนาจที่แท้จริงกลับตกอยู่กับองค์กรและกลุ่มบุคคลที่ได้สร้างกลไกเพื่อมุ่งสืบทอดอำนาจ และไร้การตรวจสอบ ประชาชนขาดสิทธิและโอกาส เป็นการทำลายหลักการอันดีงามที่ประเทศเคยยึดถือและตกผลึกทางความคิดโดยการยอมรับจากประชาชนแล้ว\nเมื่อถามว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ได้ขออนุญาต คสช.หรือไม่ สามารถ กล่าวว่า ไม่จำเป็น เราเพียงต้องการแสดงจุดยืนท่าทีของพรรคต่อร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อถามถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ แถลงสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ จะทำให้เกิดความขัดแย้งหรือไม่ นายสามารถ กล่าวว่า เป็นเรื่องของการแสดงความคิดเห็น ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีสิทธิที่จะแสดงออก\nเมื่อถามถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่าควรมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ถือเป็นการส่งสัญญาณต่อ สปช.ในการพิจารณารับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายสามารถ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะคนไทยคนหนึ่งสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ ถือเป็นความเห็นส่วนตัว เพียงแต่ พล.อ.ประยุทธ์ มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อพูดแล้วอาจชี้นำได้ ก็เหมือนกับที่พรรคเพื่อไทยมีจุดยืน และยืนหยัดว่าเราไม่เป็นเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า สปช.จะใช้วิจารณญาณในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าผ่านแล้วอะไรจะเกิดขึ้น แต่เสียงที่ก้ำกึ่งของ สปช.แสดงให้เห็นว่า สปช.เริ่มคิดได้แล้ว\nเมื่อถามว่าจะมีการจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มีท่าทีคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายสามารถ กล่าวว่า ต่างคนต่างไป เพราะแต่ละพรรคต่างมีมวลชนและสมาชิกของตนเอง \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-282ce05c35474f10b917becccc1400bc", "input": "Title: วงจรอุบาทว์การรับน้อง ว่าด้วยการเมืองเชิงวัฒนธรรม \n Body: เป็นอีกครั้งที่เยาวชนไทยต้องเสียชีวิตจากการเข้าร่วมกิจกรรมการรับน้อง จนก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาอีกครั้งเป็นเสมือนคลื่นลูกใหม่ที่ซัดเข้าหาฝั่ง ก่อนที่คลื่นลูกนั้นจะหายไปตามพลวัตรแล้วชายฝั่งก็หลงลืมคลื่นของการรับน้องที่ซัดเข้ามา อย่างไรก็ดี โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เราต้องตั้งคำถามขึ้นมาต่อระบบการรับน้องประชุมเชียร์ว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้รุ่นน้องต้องเข้ารับน้องแบบยอมพลีกายถวายหัว ชนิดที่ว่าไม่กลัวเจ็บกลัวตาย หากจะหาคำตอบของคำถามนี้เราคงต้องย้อนกลับไปมองว่าตัวรุ่นพี่ที่ทำการรับน้องนั้นมี อำนาจพิเศษ อะไรอยู่ในมือ\nจากที่ผมได้ลองใคร่ครวญถึงระบบการรับน้องในมหาวิทยาลัยของตัวเอง พร้อมๆกับการนั่งมองประเพณีอันไร้แก่นสารนี้อย่างใกล้ชิดในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็พบได้ว่าตัวรุ่นพี่นั้นคือกลุ่มอำนาจหนึ่งที่ถือต้นทุนทางวัฒนธรรมเอาไว้ ในทีแรกผมเองอยากจะเรียกโครงข่ายอำนาจนี้ว่าเป็น “กลุ่มทุน”มากกว่า “กลุ่มอำนาจ” หากทว่าเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วก็พบว่ากลุ่มรุ่นพี่มีความเป็นกลุ่มอำนาจมากกว่าจะเป็นกลุ่มทุนด้วยเหตุผลดังนี้\n1.รุ่นพี่ไม่มีการถือครองปัจจัยการผลิต แม้รุ่นพี่จะมีเงื่อนไขการขูดรีดทรัพย์สินรุ่นน้องปี 1 ผ่านการหลอกขายเสื้อมหาวิทยาลัย เสื้อคณะ เสื้อสาขา หรือเรียกเก็บเงินค่ากิจกรรมการรับน้อง แต่กลุ่มรุ่นพี่นั้นมิได้ถือครองปัจจัยการผลิต หากแต่เป็นกลุ่มอำนาจในมหาวิทยาลัยที่สามารถสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายทุนนอกมหาวิทยาลัยได้\n2.ถึงแม้รุ่นพี่จะมีการถือครองสินค้า [เช่นเสื้อคณะ/สาขา และสัญลักษณ์คณะ/สาขา] แต่ก็มิได้ใช้สินค้าในการสร้างกำไรเพื่อการลงทุนใหม่ แต่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าเพื่อขูดรีดผ่านการบังคับขาย และนำกำไรนั้นมาใช้ผลิตซ้ำกิจกรรมรับน้องอีกต่อหนึ่ง\nจากเหตุผลหลักข้างต้นผมจึงขอนิยามว่าเครือข่ายของกลุ่มรุ่นพี่ที่ทำการรับน้องนั้นมีลักษณะเป็นกลุ่มอำนาจมากกว่าจะเป็นกลุ่มทุน เมื่อถึงตรงนี้ผมจะขออธิบายต่อว่าถ้าเช่นนั้นแล้วตัวรุ่นพี่มีความชอบธรรมหรืออำนาจอะไรในการจัดกิจกรรมรับน้องเพื่อกดขี่และขูดรีดรุ่นน้องผ่านการทำกิจกรรมที่ไร้แก่นสารนี้\n1.การรับน้องและรุ่นพี่เป็นกลุ่มอำนาจทางจารีต หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นชนชั้นนำตามจารีตของมหาวิทยาลัย เมื่อแรกก้าวเข้ามาในมหาวิทยาลัยจนกระทั่งเข้าร่วมการรับน้อง นักศึกษาปี 1 จะถูกสอนและบังคับให้สยบยอมต่อระบบอาวุโสที่นับกันตามชั้นปีที่ศึกษา ที่ถูกอ้างว่าเป็นธรรมเนียม/วัฒนธรรม/จารีต ที่สืบต่อกันมา\n2.จากที่กล่าวไว้ในข้อ 1. ลำพังเพียงเหตุผลข้างต้นไม่อาจจะทำให้การรับน้องคงอยู่ได้ เพราะหากรุ่นน้องไม่เข้าร่วมระบบก็จะล่มลงไปเอง ดังนั้นสิ่งที่เอื้อให้การรับน้องดำรงอยู่ได้นั้นคือการผูกขาดมหาวิทยาลัย คณะ และสาขาไว้กับการรับน้อง ด้วยระบบการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่วางแผนการเรียนการสอนเอาไว้เป็นกรอบให้นักศึกษาต้องลงทะเบียนเรียนร่วมกับเพื่อนในสาขา และคณะของตนเองเท่านั้น [หากลงทะเบียนเรียนข้ามไปเรียนร่วมกับคณะอื่นจะมีความยุ่งยากกว่าการลงเรียนตามแผนการเรียนที่มหาวิทยาลัยจัดวาง] ด้วยกรอบที่ว่านี้นักศึกษาปี 1 จึงถูกขีดกรอบว่าตำแหน่งแห่งที่ในสังคมมหาวิทยาลัยของเขาจะต้องอยู่ท่ามกลางเพื่อนๆในสาขา และคณะของตนเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้สถานที่ที่ผูกขาดการหาเพื่อนร่วมสาขาและคณะเอาไว้ก็คือการรับน้อง ที่จะแยกกระทำกันในรายสาขา และคณะของตน ทั้งนี้หากมีนักศึกษาปี 1 คนใดลุกขึ้นต่อต้านหรือไม่เข้าร่วมการรับน้อง ก็จะถูกกระบวนการกดดันทางสังคมผลักให้กลายไปเป็นคนชายขอบของสังคมมหาวิทยาลัย\n3.พื้นฐานของปัจเจคบุคคลในสังคมมหาวิทยาลัยเป็นกลุ่มสถาบันนิยม [Institutionalism]ซึ่งต้องการเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือต้องการยึดโยงตนเองเข้ากับสถาบันที่สังกัด ผ่านวัตถุที่จะแสดงให้เห็นว่าปัจเจคบุคคลนั้นยังมีตัวตนอยู่และผูกโยงอยู่กับมหาวิทยาลัย [แม้ว่าจะมีตัวตนผ่านวัตถุที่เหมือนๆกับคนอื่นก็ตาม]สิ่งที่ตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้ก็คือการรับน้องประชุมเชียร์ซึ่งเป็นผู้ผูกขาดการขายวัตถุประโลมจิตใจเช่น สัญลักษณ์เอก เสื้อคณะ เสื้อมหาวิทยาลัย\nจากปัจจัยสามข้อที่กล่าวมาข้างต้นนั้นได้เอื้อให้เกิดการผลิตซ้ำวัฒนธรรมการรับน้องประชุมเชียร์อยู่ตลอดเวลา กลุ่มอำนาจของรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยทำงานกันอย่างแข็งขันตั้งแต่ก่อนเปิดเรียนเพื่อผลิตซ้ำต้นทุนทางจารีต และสะสมต้นทุนทางจารีตตลอดการรับน้องผ่านพิธีกรรม และความเชื่อที่ห้ามตั้งคำถาม ปัจจัยหลากหลายเหล่านี้ทั้งความเชื่อทางศาสนาผี การครอบงำปัจเจคบุคคล การสถาปนาอำนาจทางจารีต จนกระทั่งผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจได้ผูกโยงเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายที่ช่วยกันผลิตซ้ำและสนับสนุนการรับน้องเรื่อยมา\nสุดท้ายนี้ผมขอแสดงความเสียใจต่อญาติและครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากการรับน้องในปีนี้ด้วยความเศร้าใจอย่างที่สุด และขอตั้งคำถามต่อสังคมไทยว่าจะต้องมีคนรุ่นใหม่อีกกี่คนกันหรือที่ต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการรับน้อง จะต้องมีอีกกี่หยาดน้ำตาจากหัวอกคนเป็นพ่อแม่ที่ต้องสูญเสียลูกไปในการรับน้อง เราจึงจะรู้สึกว่าต้องยำเลิกประเพณีอันล้าหลัง และป่าเถื่อนนี้เสียที\n \nเพิ่มเติม : ข่าวเหยื่อรับน้องโหด หัวหิน - http://www.komchadluek.net/detail/20140901/191226.html [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-d26e02148c114b44be187ad096af771e", "input": "Title: “ประเวศ-บุญชัย” และค่าแรง 300 บาท \n Body: ภายหลังจากนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศนโยบายการเข้าไปตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนสินค้าของผู้ประกอบการ รวมทั้งการขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็น 300 บาท เพื่อช่วยเหลือเรื่องปากท้องประชาชน ผู้ประกอบการหลาย ๆ ฝ่ายก็มีเสียงสะท้อนต่าง ๆ ตามมา รวมถึงสหพัฒน์ บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ \\บุญชัย โชควัฒนา\\\" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ แสดงทรรศนะถึงนโยบายดังกล่าวว่า นโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท รัฐไม่ควรดำเนินนโยบายเช่นนี้ หากทำจริง จะเป็นเรื่องที่เสียหายมาก ระบบจะพัง นักลงทุนจะหนีหายหมด เหมือนกับกรณีที่นักลงทุนจีนหนีมาลงทุนในตลาดไทย เพราะประเทศจีนมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ก่อนหน้านี้ นายประเวศ วะสี ปาฐกถาในงานประชุมประจำปีสภาพัฒน์ฯ ชี้นโยบายค่าแรงวันละ 300 บาททำไม่ได้ จะทำให้สินค้าไทยสู้ต่างประเทศไทยไม่ได้ แต่หากทำให้แรงงานมีที่พัก-อาหารพอเพียง แม้ได้ค่าจ้างวันละ 150 บาทเงินก็เหลือและแรงงานก็อยู่ได้ หากเชื่อมโยงผู้บริโภคในเมืองกับผู้ทำเกษตรยั่งยืนจะเป็นพลังขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งบุญชัยและประเวศ ล้วนเป็นผู้สนับสนุนระบอบอำมาตยาธิปไตย มักวิพากษ์ทุนอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นทุนสามานต์ เช่นเดียวกับ ณรงค์ เพรชประเสริฐ เจ้าทฤษฎีแห่งสำนักนี้ และเสนอทางแก้ไขปัญหาไม่ได้ใช้หลักวิชาไม่ได้นำงานวิจัยมาแก้ไขปัญหาค่าจ้างแรงงานแต่อย่างใด ในทางกลับกันกับเสนอทางแก้เข้าข้างนายทุนที่เห็นแก่ตัวด้วยซ้ำไป รากเหง้าทางความคิดของคนเหล่านี้ เป็นไปในทางวิธีคิดแบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเอง พอเพียงผสมผสานอยู่ในตัวมันเอง หรืออีกด้านหนึ่งให้ขูดรีดตนเองมากกว่าเรียกร้องสิทธิอันพึงมีพึงได้ของคนจนของผู้ใช้แรงงาน มากกว่าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแห่งความเหลื่อมล้ำที่หลายครั้งคนเหล่านี้พูดถึงเพียงลมปากเท่านั้นเอง ขณะที่นักเศรษฐศาตร์กระแสหลัก ก็เสนอให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตก่อน แล้วการกระจายรายได้จะตามมา ซึ่งไม่รู้เมื่อไหร่จะมาสักที เพราะเศรษฐกิจเติบโต แต่กลับไม่มีการกระจายรายได้ให้เห็น จากการศึกษาของผู้ใช้แรงงานพบว่า ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพของลูกจ้างต่อวัน ซึ่งประกอบด้วย ค่าพาหนะ \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-5e283b4523a1432e8f5a2336248cd109", "input": "Title: ตร.ฝากขัง ‘เสธ.เจี๊ยบ’ 12 วัน ผู้ต้องหา ม.112 – ข่มขืนใจผู้อื่นฯ \n Body: ตร.ฝากขัง น.ท.ปริญญา รักวาทิน โยงเครือข่าย ‘พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์’ ผู้ต้องหาคดี ม.112 – ข่มขืนใจผู้อื่นฯ ผลัดแรก 12 วัน ค้านการประกันตัว ระบุอัตราโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี และไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน หลังเข้ามอบตัว 6 ธ.ค. ที่ผ่านมา\nหลังจากเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2557 ที่ผ่านมา มติชนออนไลน์ [1] รายงานว่า ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล น.ท.ปริญญา รักวาทิน หรือ เสธ.เจี๊ยบ กรรมการผู้จัดการบริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา เข้ามอบตัวกับพล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หลังถูกพนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ออกหมายจับในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 , จ้างวานใช้ให้ผู้อื่นกระทำการร่วมกันทำร้ายผู้อื่น , ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย\nจากกรณี น.ท.ปริญญา ถูกซัดทอดจากกลุ่มผู้ต้องหาไกล่เกลี่ยหนี้เครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผบช.ก. ที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้  ซัดทอดว่านาวาโทปริญญาเป็นตัวกลางแนะนำให้นายนพพร ศุภพิพัฒน์ นักธุรกิจด้านพลังงานชื่อดัง ผู้จ้างวานที่ยังหลบหนีอยู่ ให้รู้จักกับนายชากานต์ ภาคภูมิ  ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไปแล้ว พร้อมเป็นคนนำเงินสดจำนวนหลายแสนบาทมาให้นายชากานต์ ไปเป็นค่าจ้างให้กับกลุ่มไกล่เกลี่ยหนี้มูลค่า 120 ล้านบาท ให้เหลือ 20 ล้านบาท\nเบื้องต้น พล.ต.ท.ศรีวราห์ เปิดเผยว่า จากการสอบสวนเบื้องต้น น.ท.ปริญญา ยอมรับว่ามีความเกี่ยวข้องกับนายนพพร และนายชากานต์ จริง แต่รายละเอียดคำรับสารภาพนั้น ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะอยู่ในสำนวนการสอบสวน \nล่าสุด วันนี้(8 ธ.ค.57) ผู้จัดการออนไลน์ [2] รายงานว่า ที่ศาลทหาร กรุงเทพมหานคร พนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ได้นำตัว น.ท.ปริญญา มาฝากขังต่อศาลทหารผลัดแรก เป็นเวลา 12 วัน ในข้อหาร่วมกันหมิ่นสถาบัน ตามมาตรา 112 ร่วมกันทำร้ายผู้อื่น, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใด หรือยอมจำนนต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น โดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้นไม่กระทำการนั้นหรือยอมจำนนต่อสิ่งนั้นโดยมีอาวุธ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ซึ่งคดีนี้ขึ้นตรงต่อศาลทหาร ตามคำสั่งของ คสช.\nทั้งนี้ ทางพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี และไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-ffe1b50627a347d6a5d6e048f2991db2", "input": "Title: มาเลย์ยันจับ \"เจ๊ะกูแม\" ได้ \n Body: กัวลาลัมเปอร์- 27 ม.ค.48\tนายโนห์ โอมาร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงภาย ในของมาเลเซีย ยืนยันว่า มาเลเซียสามารถจับกุมบุคคลที่ทางการไทยระบุว่าเป็นแกนนำในการก่อเหตุไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ของไทย \nทั้งนี้ นายอับดุล ราห์มาน อาหมัด หรือเจ๊ะกูแม กูเต๊ะ ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา และถูกควบคุมตัวภายใต้กฎหมายความมั่นคงภายใน ซึ่งอนุญาตให้ควบคุมตัวได้โดยไม่มีการดำเนินคดีโดยไม่มีกำหนด โดยทางการมาเลเซียกำลังตรวจสอบสัญชาติของชายดังกล่าวอยู่ \nอย่าไรก็ดีทางการมาเลเซีย ไม่ได้ยืนยันว่า นายเจ๊ะกูแม เป็นผู้นำกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวมุสลิมที่\nถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ของไทยหรือไม่ เพียงแต่ระบุว่ากำลังดำเนินการสอบสวน \n ประชาไทรายงาน \n What is the sentiment in the text for the genre: environment", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-53c3a7586313489fa47c8b961b8d17f0", "input": "Title: ย้อนรอยรัฐประหาร 13 ครั้ง นานแค่ไหนกว่าจะเลือกตั้ง คสช.ท้าชิงสฤษดิ์-ถนอม \n Body: ระหว่างที่ผู้คนคงกำลังลุ้นว่าการเลือกตั้งจะเกิดเมื่อไรแน่ เราชวนดูประวัติศาสตร์การรัฐประหารของไทย แต่ละยุคสมัยครองอำนาจกันนานเท่าไรกว่าจะจัดเลือกตั้ง น่าแปลกที่ส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่กี่เดือน ไม่น่าเชื่อว่า คสช.ที่ทำรัฐประหารในยุคสมัยใหม่โลกหมุนไปไกลแล้วนั้นจะอยู่ยาวเป็นอันดับต้นๆ \nคลิกดูภาพขนาดใหญ่ [1]\nหากนับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหารในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงปัจจุบัน อยู่ในอำนาจ 2 ปี 7 เดือน 22 วันแล้ว มีการขยาย “สัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” ออกไปเรื่อยๆ และจนขณะนี้ก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะคืนอำนาจและจัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อไร\nหากนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์เป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี 2475 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีการรัฐประหารมาแล้ว 13 ครั้ง แม้ คสช. จะทำรัฐประหารในวันที่โลกหมุนไปไกลและไม่น่าเชื่อว่าจะยังทำ(รัฐประหาร)ได้ แต่ คสช.กลับอยู่ในอำนาจยาวนานและทิ้งช่วงเวลาจัดการเลือกตั้งยาวนานเป็นอันดับ 3\nอันดับหนึ่งคือ สมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ทำรัฐประหารครั้งที่สอง ในนาม “คณะปฏิวัติ” ในวันที่ 20 ตุลาคม 2501 จนกระทั่งจัดการเลือกตั้งในสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2512 รวมระยะเวลา 10 ปี 3 เดือน 21 วัน\nอันดับสองคือ “คณะปฏิวัติ” ของ จอมพลถนอม กิตติขจร ที่ขึ้นกุมอำนาจเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 จนกระทั่งรัฐบาลถนอมถูกโค่นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จากนั้นจึงมีการจัดเลือกตั้งเมื่อ 26 มกราคม 2518รวมใช้เวลา 3 ปี 2 เดือน 9 วัน\nคสช.ยังอยู่ยาวแซง คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินนำโดย พล.ร.อ.สงัด ชะลออยู่ ที่ใช้เวลา 1 ปี 6 เดือน 2 วัน จึงจะจัดการเลือกตั้งครั้งแรก รวมทั้งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นำโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ใช้เวลา 1 ปี 3 เดือน 4 วัน จึงจัดการเลือกตั้งครั้งแรก รวมถึงคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) นำโดยพล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่ใช้เวลา 1 ปี 28 วัน จึงจัดการเลือกตั้งครั้งแรก\nส่วนการรัฐประหารอื่นๆ อีก 8 ครั้งในประวัติศาสตร์นั้น คณะทหารมักอยู่ในอำนาจราว 1 - 4 เดือนเท่านั้นแล้วเร่งจัดการเลือกตั้ง หรือไม่เช่นนั้นก็ยังไม่ทันได้จัดเลือกตั้งแต่ถูกรัฐประหารซ้อนหรือทำรัฐประหารตัวเองเพื่อกระชับอำนาจเสียก่อน\nอย่างไรก็ตาม ต้องเตือนสติกันไว้ด้วยว่า “การเลือกตั้งทั่วไป” ไม่ได้หมายความถึงการหลุดออกจากเงาของคณะรัฐประหาร ในอดีตที่ผ่านมา การเลือกตั้งหลังรัฐประหาร บางครั้งก่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลพลเรือนชุดใหม่ที่อยู่ภายใต้กติกาหรือรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารร่างขึ้น และมักจบลงด้วยการที่รัฐบาลพลเรือนดังกล่าวถูกล้มล้างเนื่องจากกลไกกติกาที่ว่า หรือคณะรัฐประหารทำรัฐประหารซ้ำเสียเองเพื่อกระชับอำนาจ นอกจากนี้ยังมีหลายกรณีที่การเลือกตั้งเป็นเพียง “ฉากหน้า” เพราะมีการจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนโดยผู้ทำรัฐประหาร เช่น กรณีเลือกตั้งเมื่อปี 2512 ที่ ส.ส. พรรคสหประชาไทย ยังคงรวมเสียงพรรคการเมืองต่างๆ ตั้งรัฐบาลผสมและหนุนจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี\nหรือกรณีเลือกตั้งปี 2522 ที่พรรคการเมืองต่างๆ หันไปสนับสนุน พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลทหารเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย หลัง พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ทำรัฐประหารครั้งที่สอง และเมื่อ พล.อ.เกรียงศักดิ์ แถลงลาออกกลางสภาในเดือนมีนาคมปี 2523 ส.ส. ในสภาก็ยังคงเลือก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบกและ รมว.กลาโหม ในเวลานั้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งใด ส.ส. ก็ยังคงเลือก พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรี การเมืองในช่วงนี้จนถึงปี 2531 ถูกเรียกว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”\nสิ่งที่น่าสังเกตก็คือ หากพิจารณาระยะเวลาการอยู่ในอำนาจของคณะรัฐประหาร 2 ชุดหลังสุด คมช.-คสช. จะพบว่า มีระยะเวลาการอยู่ในอำนาจ จนกว่าจะจัดการเลือกตั้งครั้งแรก ยืดเวลานานขึ้นเรื่อยๆ\nฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า รัฐประหารครั้งล่าสุดมีแนวโน้มต้องการเวลายาวนานในการจัดการสถานการณ์ทางการเมืองและจัดระเบียบโครงสร้างทางการเมืองใหม่หมดผ่านรัฐธรรมนูญ สาเหตุมาจากปัจจัยหลักที่พรรคของพลเรือนนั้นเข้มแข็งมากขึ้นอันเป็นผลผลิตจากรัฐธรรมนูญ 2540 “ทักษิณ ชินวัตร” และพรรคของเขายังคงได้รับความนิยมจากคนรากหญ้าอย่างสูง แม้ถูกยุบพรรคหลายครั้งหรือนายกฯ ถูกปลดหลายคน เป็นโจทย์เสี้ยนหนามที่ต้องใช้เวลาบ่งอย่างประณีต\nในล้อมกรอบด้านล่าง เป็นการคัดเลือก 6 อันดับของคณะรัฐประหารไทยที่ใช้เวลาครองอำนาจสูงสุดกว่าจะจัดการเลือกตั้งพร้อมข้อมูลโดยสังเขป ใครจะรู้ว่าเราต้องอยู่กับ คสช.ยาวนานแค่ไหน และเรื่องราวจะย้อนยุคไปได้ไกลเพียงไร\n \n\nคณะปฏิวัติจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ - จอมพลถนอม กิตติขจร\nรัฐประหารครั้งที่สอง เมื่อ 20 ตุลาคม 2501 จัดเลือกตั้งครั้งแรกหลังการรัฐประหารเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2512 รวมแล้วใช้เวลา 10 ปี 3 เดือน 21 วัน กว่าจะจัดเลือกตั้งครั้งแรก\nการรัฐประหารครั้งแรก “ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร”\nจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2550 โดยมีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้ง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร (ราชกิจจานุเบกษา [2], เล่มที่ 74 ตอนที่ 76 16 กันยายน 2500)\nผลของการรัฐประหารดังกล่าว ทำให้กลุ่มผู้นำรัฐบาลที่เคยมาจากคณะราษฎรสิ้นสุดบทบาทลงอย่างสิ้นเชิง มีการเชิญ พจน์ สารสิน เลขาธิการองค์การซีโต้มาเป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 21 กันยายน 2500 ต่อมาจัดเลือกตั้งในวันที่ 15 ธันวาคม 2500\nผลการเลือกตั้ง ปรากฏว่า พรรคสหภูมิ ได้ ส.ส. มากที่สุดคือ 45 ที่นั่ง จากจำนวนทั้งหมด159 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส. 39 ที่นั่ง โดยจอมพล สฤษดิ์ ได้แนะนำให้ พล.ท.ถนอม กิตติขจร (ยศในขณะนั้น) รองหัวหน้าพรรคพรรคชาติสังคมที่ได้ ส.ส. 9 ที่นั่ง ร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆ ตั้งรัฐบาลขึ้นมา ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน\nรัฐประหารครั้งที่สองในนาม “คณะปฏิวัติ”\nอย่างไรก็ตาม 20 ตุลาคม 2501 จอมพลสฤษดิ์ ได้ทำการรัฐประหารอีกครั้ง โดยประกาศให้ยกเลิกพรรคการเมืองทั้งหมด ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ที่ใช้อยู่ในขณะนั้น และยกเลิกรัฐสภา พร้อมกับขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน (วิกิพีเดีย [3])\nรัฐประหารครั้งนี้ถือว่า จอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจตัวเองก็ได้ โดยในเดือนมกราคม มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 โดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทำให้จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจในตำแหน่งได้อย่างเบ็ดเสร็จ มีรัฐธรรมนูญมาตรา 17 ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีจัดการกับบุคคลที่ก่อความไม่สงบได้ทันที แล้วจึงค่อยแจ้งต่อสภา ทำให้ในช่วงที่จอมพลสฤษดิ์อยู่ในอำนาจ มีการใช้มาตรา 17 สั่งประหารชีวิตคนจำนวนมาก\nกระทั่งภายหลังจอมพลสฤษดิ์ เสียชีวิตเมื่อ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506 จอมพลถนอม กิตติขจร จึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากจอมพลสฤษดิ์ โดยในที่สุดรัฐธรรมนูญที่ร่างมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ก็มีการประกาศใช้เมื่อ 20 มิถุนายน 2511 เป็น “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511” มีการจัดเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2512 รวมเวลานับตั้งแต่การรัฐประหารครั้งที่ 2 ของจอมพลสฤษดิ์เมื่อ 20 ตุลาคม 2501 ถึงวันเลือกตั้งครั้งแรกกินเวลา 10 ปี 3 เดือน 21 วัน\nโดยผลการเลือกตั้ง จอมพลถนอม ซึ่งไม่ได้ลงเลือกตั้ง แต่เป็นหัวหน้าพรรคสหประชาไทย ได้ที่นั่ง 74 ที่นั่ง ทำให้จอมพลถนอมรวมเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาลตั้งรัฐบาลผสมและเป็นนายกรัฐมนตรีต่อสมัยที่สอง ส่วน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ที่นั่ง 55 ที่นั่ง เป็นแกนนำฝ่ายค้าน อย่างไรก็ตามในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 จอมพลถนอมก็ทำรัฐประหารตัวเอง\nคณะปฏิวัติ (ครั้งที่ 2)จอมพลถนอม กิตติขจร\nรัฐประหาร 17 พฤศจิกายน 2514 จัดการเลือกตั้งครั้งแรก 26 มกราคม 2518 รวมใช้เวลา 3 ปี 2 เดือน 9 วันกว่าจะมีการจัดการเลือกตั้งครั้งแรก\nหลังจัดการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2512 และตั้งรัฐบาลที่จอมพลถนอมเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมา จอมพลถนอมก็ทำรัฐประหารตัวเองเมื่อ ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 (ราชกิจจานุเบกษา [4]) ยกเลิกรัฐสภา พรรคการเมือง และประกาศใช้กฎอัยการศึก ตั้งสภาบริหารคณะปฏิวัติ ตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิกิพีเดีย [5]) \nจนกระทั่งรัฐบาลทหารของจอมพลถนอมถูกโค่นลงอันเป็นผลจากการชุมนุมของนิสิต นักศึกษา กรรมกร ประชาชนเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 จากนั้นสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นมีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 เป็นแนวทาง ใช้เวลายกร่าง 3 เดือนก็เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาปรับปรุงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2517 และให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาและลงมติเห็นชอบเมื่อ 5 ตุลาคม 2517 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2517 (วิกิพีเดีย [6])\nโดยหลังจากนั้นจึงมีการจัดเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2518 โดยผลการเลือกตั้ง พรรคกิจสังคม ที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค ได้ ส.ส. เพียง 18 ที่นั่ง สามารถรวมเสียงจากพรรคอื่นๆ เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีจำนวน ส.ส. มากที่สุดในสภาคือ 57 ที่นั่ง ต้องเป็นพรรคฝ่ายค้าน (วิกิพีเดีย [7])\nคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา\nรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงวันนี้เป็นเวลา 2 ปี 7 เดือน 21 วัน ยังไม่จัดเลือกตั้ง\nหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถอดถอนยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในคดีย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรเมื่อ 20 พฤษภาคม 2557 และในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ระหว่างการเจรจา 7 ฝ่ายเพื่อหาทางออกทางการเมืองเป็นวันที่สองที่สโมสรกองทัพบก พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศยึดอำนาจกลางที่ประชุม ในนามคณะรักษาความแห่งชาติ หรือ คสช. มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ยกเว้นหมวด 2 และต่อมามีการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557\nโดยนับตั้งแต่ยึดอำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. เคยประกาศถึงโรดแมปในหลายโอกาส โดยครั้งแรกภายหลังการยึดอำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวในรายการ “คสช.คืนความสุขให้คนไทย” เมื่อ 30 พฤษภาคม2557 ระบุถึงโรดแมป คสช. ว่าระยะที่ 1 ช่วงแรกของการควบคุมอำนาจการปกครอง จะต้องดำเนินการในเรื่องปรองดองสมานฉันท์ให้เร็วที่สุด ใช้เวลา 2-3 เดือน ระยะที่ 2 การใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว และร่างรัฐธรรมนูญ ใช้เวลา 1 ปี และหากสถานการณ์เรียบร้อยปกติ ปฏิรูปสำเร็จ ปรองดอง สมานฉันท์กับทุกฝ่าย ประชาชนมีความรักความสามัคคีกัน ก็จะเริ่มดำเนินการก้าวเข้าสู่ระยะที่ 3 คือการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ ที่ทุกพวกทุกฝ่ายพอใจ กฎหมายทันสมัยในทุกด้าน กฎระเบียบ กติกาต่างๆ ได้รับการแก้ไข ได้คนดี สุจริต มีคุณธรรม มาปกครองบ้านเมืองด้วยหลักธรรมาภิบาล (ประชาไท [8], 31 พ.ค. 2557) ซึ่งหากเป็นไปตามแผนที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว การเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้นภายในเดือนสิงหาคม 2558\nอย่างไรก็ตามโรดแมปของ คสช. ก็เลื่อนออกไปอีก โดยระหว่างการเยือนญี่ปุ่นปีเดือนกุมภาพันธ์ 2558 พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ NHKระบุว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทยว่า หากกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญดำเนินไปด้วยความราบรื่น อาจทำให้การเลือกตั้งทั่วไปในประเทศไทย มีขึ้นเร็วที่สุดปลายปี 2558 หรือต้นปี 2559 (ไทยรัฐ [9])\nต่อมาในวันที่ 6 กันยายน 2558 สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และต้องมีการตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชุดใหม่ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ เลื่อนกำหนดวันเลือกตั้งไปอีก โดยกล่าวในวันที่ 27 กันยายน 2558 ว่า หากประชาชนลงประชามติเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะร่างโดย กรธ. ดังกล่าว ก็จะดำเนินการยกร่างกฎหมายลูกประกอบการเลือกตั้ง ซึ่งคาดว่าจะสามารถประกาศการเลือกตั้งทั่วไปได้ภายในกลางปี 2560 (ประชาไท [10])\nอย่างไรก็ตามภายหลังจากผ่านการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อ 7 สิงหาคม 2559 ไปแล้ว และรอการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2559 นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่หนึ่ง ระบุว่า กรอบเวลาการเลือกตั้งจะยืดออกไปอีก โดยอ้างถึงการทำงานของ สนช.ตลอดปี 2560 ว่าจะมีงานสำคัญคือการพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) จำนวน 10 ฉบับ รวมไปถึงกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกประมาณ 50 ฉบับ รวมแล้วประมาณ 60 ฉบับ ซึ่งเป็นภารกิจและความรับผิดชอบของ สนช.ที่ต้องดำเนินการตามกรอบเวลาของรัฐธรรมนูญ\nนอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีมีมติเร่งรัดเป็นพิเศษอีก 41 ฉบับ รวมในส่วนนี้ทั้งหมดแล้วจะมีประมาณ 100 ฉบับ และยังมีกฎหมายที่อยู่ในบัญชีตามโรดแมปของคณะรัฐมนตรีอีกมากกว่า 100 ฉบับ ซึ่งตรงนี้เป็นภารกิจของ สนช.ทั้งหมดในปี 2560 ที่ต้องรับผิดชอบเพื่อออกกฎหมายเพื่อให้เป็นเครื่องมือกับรัฐบาลในการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของโรดแมปก่อนนำไปสู่การเลือกตั้งประมาณกลางปี 2561 (มติชน [11])\nที่จริงแล้ว รัฐบาล คสช. สามารถจัดเลือกตั้งได้เร็วกว่าที่รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติระบุ เพราะในรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ในบทเฉพาะกาล มาตรา 268 กำหนดให้ดำเนินการเลือกตั้ง ส.ส. ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ใน 10 ฉบับผ่าน ประกอบด้วย (1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (2) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (3) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (รัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ, ประชาไท [12], 29 มีนาคม 2559)\nคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินพล.ร.อ.สงัด ชลออยู่\nรัฐประหารครั้งที่สอง 20 ตุลาคม 2520 เลือกตั้งครั้งแรก 22 เมษายน 2522\nใช้เวลา 1 ปี 6 เดือน 2 วัน เพื่อจัดเลือกตั้งครั้งแรก\nคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ทำรัฐประหารในช่วงเย็นหลังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยแต่งตั้งธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี (วิกิพีเดีย [13])\nต่อมา พล.ร.อ.สงัด ได้ทำรัฐประหารรัฐบาลธานินทร์อีกครั้งในวันที่ 20 ตุลาคม 2520 โดยให้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี (วิกิพีเดีย [14]) และมีประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 และประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 ซึ่งธรรมนูญการปกครองฯ กำหนดให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภาและสภาร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกับให้มีสภานโยบายแห่งชาติ ซึ่งมีฐานะเหนือกว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี\nสภานโยบายแห่งชาติสิ้นสุดลง เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 ในเดือนธันวาคมปี 2521 แล้ว และหลังจากนั้น พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรีได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522  (วิกิพีเดีย [15]) รวมระยะเวลาตั้งแต่รัฐประหารครั้งที่สองจนถึงวันที่จัดเลือกตั้งครั้งแรก ใช้เวลา 1 ปี 6 เดือน 2 วัน หากนับตั้งแต่รัฐประหารครั้งแรก 6 ตุลาคม 2519 จนถึงวันที่จัดเลือกตั้งครั้งแรก จะใช้เวลา 2 ปี 6 เดือน 16 วัน\nพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ยังคงได้รับเลือกจากสภาเป็นนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งแถลงลาออกจากตำแหน่งกลางสภาเมื่อ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 และสภาได้เลือก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รมว.กลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก มาเป็นนายกรัฐมนตรี โดย พล.อ.เปรม ได้รับเลือกจากสภาอีกหลายสมัยจนถึง พ.ศ. 2531 ที่ได้รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ โดยในช่วงเวลาที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่สภาเลือกนายกรัฐมนตรีจากกองทัพนี้ ถูกเรียกว่ายุค \"ประชาธิปไตยครึ่งใบ\"\nคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน\nรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เลือกตั้งครั้งแรก 23 ธันวาคม 2550\nใช้เวลา 1 ปี 3 เดือน 4 วัน เพื่อจัดการเลือกตั้งครั้งแรก\nคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) หรือต่อมาใช้ชื่อว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการทักษิณ ชินวัตรเมื่อ19 กันยายน 2549 ซึ่งอยู่ระหว่างร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ผลทำให้ต้องยกเลิกการเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดขึ้นในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ\nหลังรัฐประหารมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2549 แทน และมีการแต่งตั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตองคมนตรี มาเป็นนายกรัฐมนตรี และมีการนำร่างรัฐธรรมนูญที่ยกร่างโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นำมาลงประชามติในวันที่ 19 สิงหาคม 2550\nโดยหลังจากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ และมีการประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 ต่อมาจึงมีการกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 รวมเวลานับตั้งแต่มีการรัฐประหาร จนถึงการจัดเลือกตั้งครั้งแรก ใช้เวลา 1 ปี 3 เดือน 4 วัน\nโดยผลการเลือกตั้งพรรคพลังประชาชน ซึ่งเกิดขึ้นหลังการยุบพรรคไทยรักไทยในปี 2550 ได้ที่นั่ง ส.ส. มากที่สุดคือ 233 ที่นั่ง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2551\nอย่างไรก็ตามยังคงเกิดวิกฤตทางการเมืองขึ้นต่อเนื่อง โดยในเดือนพฤษภาคมมีการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งกินเวลายาวนานถึง 193 วัน จนกระทั่งในวันที่ 9 กันยายน 2551 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สมัครขาดคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะจัดรายการโทรทัศน์ “ชิมไปบ่นไป” และต่อมาในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ต้องมีการพลิกขั้วการเมือง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง 3 พรรคได้แก่ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และ พรรคมัชฌิมาธิปไตย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 (วิกิพีเดีย [16])\nคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์\nรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 เลือกตั้งครั้งแรก 22 มีนาคม 2535\nใช้เวลา 1 ปี 28 วันเพื่อจัดเลือกตั้งครั้งแรก\nคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ฯลฯ ยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 โดยรัฐบาลชาติชายเป็นรัฐบาลผสมมาตั้งแต่หลังการเลือกตั้งทั่วไป 24 กรกฎาคม 2531การยึดอำนาจครั้งนี้ใช้วิธีควบคุมตัวนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก รมช.กลาโหม จากเครื่องบินซี 130 ที่กำลังขึ้นบิน ที่สนามบินกองทัพอากาศ (บน.6) ดอนเมือง ขณะเตรียมเดินไปทางเข้าเฝ้าถวายถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่ง รมช.กลาโหม ที่พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ (วิกิพีเดีย [17])\nหลังรัฐประหาร มีการตั้งอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากยกเลิกสภาผู้แทนราษฎร ยังยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521นอกจากนี้ยังได้สั่งให้มีการดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมืองที่เป็นคนสำคัญและมีชื่อเสียงหลายคนจากหลายพรรคการเมืองเพื่อจะยึดทรัพย์อีกด้วย\nภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไป 22 มีนาคม 2535 (วิกิพีเดีย [18]) รวมใช้เวลา 1 ปี 28 วัน เพื่อจัดการเลือกตั้งครั้งแรก\nผลการเลือกตั้ง พรรคสามัคคีธรรมซึ่งทหารสนับสนุนจะได้ ส.ส. เป็นอับดัน 1 คือ 79 ที่นั่ง มีพรรคการเมือง 5 พรรค ได้แก่ พรรคสามัคคีธรรม พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทยและพรรคราษฎร ซึ่งมี ส.ส. รวมกัน 195 เสียงเสนอชื่อณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่มีข่าวว่าสหรัฐอเมริกาเคยปฏิเสธที่จะออกวีซ่าให้กับณรงค์ เนื่องจากสงสัยมีการพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งกรณีดังกล่าวณรงค์ วงศ์วรรณปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง แต่ภายหลังข่าวดังกล่าวพรรคการเมืองทั้ง 5 พรรค จึงสนับสนุน พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี จนเป็นสาเหตุทำให้ประชาชนเรียกร้องนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นชนวนของเหตุการณ์พฤษภาคม 2535\nหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 พล.อ.สุจินดา ได้แถลงลาออกจากนายกรัฐมนตรีเมื่อ 24 พฤษภาคม 2535 และต่อมาอาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ตัดสินใจเสนอชื่ออานันท์ ปันยารชุน ขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 แทนที่จะเป็น พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ หัวหน้าพรรคชาติไทย โดยอานันท์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองในวันที่ 23 กันยายน 2535 ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2535 ที่พรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้ง ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลผสม \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-ad1187ec7ebf4c15ab9fa0893c9c17c8", "input": "Title: ศาลอาญาสั่งจำคุก \"เตมูจิน\" หมิ่นประมาท \"นพดล\" \n Body: ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค. เวลา 11.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 813 ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.2023/2550 ที่ นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายชนาพัทธ์ ณ นคร ประธานเครือข่ายเตมูจิน, บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด, นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล, นายพชร สมุทวณิช, นายขุนทอง ลอเสรีวานิช ซึ่งเป็นผู้บริหาร บจก.ไทยเดย์, บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), นายตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์, นายวิรัตน์ แสงทองคำ ผู้บริหาร บมจ.แมเนเจอร์, เป็นจำเลยที่ 1 - 8 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328, 328 และ 332\n \nโจทก์ฟ้อง และนำสืบว่า เมื่อวันที่ 9 พ.ค.50 จำเลยที่ 1 ได้เปิดแถลงข่าวใส่ความโจทก์ทำนองว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับสนับสนุน ขบวนการตัดไม้ทำลายป่า จำนวน 1,700 ไร่ ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาหลวง จ.นครศรีธรรมราช ขณะดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วย รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จนมีเงินในบัญชีธนาคารเพิ่มขึ้นกว่า 100 ล้านบาท จากนั้นจำเลยที่ 2 - 8 ร่วมกันบันทึกข้อความและนำข้อความที่จำเลยที่ 1 กล่าวเผยแพร่ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ทางเว็บไซต์ www.manager.co.th [1] อันเป็นการร่วมกันใส่ความโจทก์โดยเจตนาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง\n \nศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานนำสืบทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 จบ การศึกษาในระดับปริญญาตรี และยังเป็นแกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง ย่อมรู้ดีว่า ข้อความที่แถลงข่าวจะทำให้โจทก์ ได้รับความเสียหาย และทำให้บุคคลทั่วไป เข้าใจว่าโจทก์เป็นคนไม่ดีใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ฝ่าฝืนกฎหมาย เกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดไม้ทำลายป่า การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำผิดตามฟ้อง ในส่วนของจำเลยที่ 2-8 โจทก์ ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างไร พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.328 ลงโทษจำคุก 3 เดือน แนวทางการนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 2 เดือน ให้ยึดทำลายข้อมูล คำให้สัมภาษณ์ ของ จำเลยที่ 1 และลงโฆษณาคำพิพากษา ในหนังสือพิมพ์รายวัน 10 ฉบับ เป็นเวลา 7 วัน และเว็บไซต์ www.manager.co.th [1] เป็นเวลา 15 วัน ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2-8\n \n\n \n……………………………………………\nที่มา: เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-eb32b0a1315d43919c29dada672d3d21", "input": "Title: อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ: ไม่ 2 มาตรฐาน -ระดมแก้รธน.2 สัปดาห์- ตั้งกรรมการสอบเพื่อความเป็นธรรม \n Body: * คำชี้แจงสรุปของ ฯพณฯ อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในการประชุมร่วม 2 สภา วันที่ 23 เมษายน 2552\n\n \n\n            ท่านประธานที่เคารพ กระผมนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  ต้องขออนุญาตท่านประธานนะครับว่า ผมได้รับการร้องขอจากท่านประธานเองว่า ในช่วงที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปรายนั้น ขออย่าเพิ่งชี้แจง แล้วก็ให้มาชี้แจงสรุปในช่วงสุดท้าย \n\n            ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่ได้แสดงความคิดเห็นสะท้อนความรู้สึก หรือนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ในช่วงการอภิปราย 2 วันที่ผ่านมา แม้ว่าหลายครั้งก็ทำให้เกิดความรู้สึกขัดแย้งหรือกระทบกระทั่งกัน ก็ต้องเรียนท่านประธานครับว่า ผมก็ถือว่าเป็นการสะท้อนความรู้สึกของคนส่วนหนึ่งซึ่งก็เป็นการสะท้อนสภาพปัญหาของสังคม ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถ้าหากว่าเราไม่ยอมให้มีการสะท้อนความรู้สึกที่มันดำรงอยู่จริงในสังคมก็คงเป็นเรื่องยากที่เราจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจะเกิดขึ้น \n\n            ผมขออนุญาตที่จะใช้เวลาของสภาฯ ที่จะชี้แจงส่วนหนึ่ง แล้วก็ปรึกษาหารือในการที่เราจะใช้สถาบันของเราเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศต่อไป โดยได้รวบรวมความคิดหรือเสียงสะท้อนต่าง ๆ ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ประการแรกผมคงต้องใช้เวลาในช่วงต้นอธิบายในเรื่องของการทำงานของรัฐบาลและการตัดสินใจและจุดยืนของผมอีกครั้งหนึ่งครับ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาว่ายังมีความคลางแคลงใจต่อจุดยืนท่าที อุดมการณ์หรือการทำงานของกระผม\n\n            ผมกราบเรียนท่านประธานว่า สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ถ้าเราย้อนกลับไปเพียงแค่ในช่วงการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา ก็ขอเรียนครับว่า หลังจากการเลือกตั้งสิ้นสุดลง เมื่อทราบว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้จำนวนส.ส.เป็นอันดับ 2 ผมก็ได้พูดชัดเจนว่า พรรคอันดับหนึ่งก็มีสิทธิ์ในการที่จะจัดตั้งรัฐบาลก่อน ถ้าจัดตั้งไม่ได้ก็เหมือนกับอารยประเทศที่ใช้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วก็ทางพรรคอันดับหนึ่งในขณะนั้นก็คือพรรคพลังประชาชน ก็ได้จัดตั้งรัฐบาล ที่จริงถ้าพูดถึงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งนั้น วัดด้วยจำนวนคนที่ลงคะแนนที่ลงให้พรรคพลังประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์ แทบไม่แตกต่างกันหรอกครับ ห่างกันก็แสนคะแนนจาก 30 ล้านคะแนน แล้วก็ที่สำคัญก็คือว่า มีพรรคการเมืองซึ่งพูดง่าย ๆ ก็คือว่าประกาศตัวหรือแสดงตนเป็นพันธมิตรกับพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงของการเลือกตั้ง ก็ได้รับเลือกตั้งเข้ามา แล้วก็พรรคพลังประชาชนก็ไม่ได้เสียงข้างมากเด็ดขาด แต่ผมก็ได้เรียนว่า ด้วยตัวเลขส.ส.หรือความจำเป็นหรือเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ การที่พรรคการเมืองซึ่งเคยประกาศแนวทางในการทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์จะไปอยู่ร่วมกับรัฐบาลที่นำโดยพรรคพลังประชาชน กระผมก็ไม่ได้ติดใจ แล้วก็ทำหน้าที่ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรมา \n\n            กระผมกราบเรียนว่า หลังจากที่รัฐบาลของพรรคพลังประชาชนเข้าบริหารประเทศ สภาพความขัดแย้งก็มาเกิดขึ้นในช่วงที่มีความคิดในเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นที่มีคนบางส่วนในสังคมทักท้วงว่าน่าจะถือได้ว่า เป็นความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ผิดถูกก็อีกเรื่องหนึ่งนะครับ แต่ว่ามีความรู้สึกเช่นนี้จริงกับคนหมู่มากจริง ก็เกิดการชุมนุมการประท้วง ผมก็กราบเรียนท่านประธานเพื่อให้ท่านย้อนกลับไปดูทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมพูดในช่วงที่ผมเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรว่า จุดยืนผมไม่เปลี่ยน \n\n            เมื่อใดที่ผู้ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ อยู่ในกรอบของกฎหมาย กระผมก็บอกว่าเป็นสิทธิของเขา เป็นเสรีภาพของเขา เมื่อใดที่เขาไปดำเนินการอะไรซึ่งผมเห็นว่าไม่เหมาะสม ผมก็ให้สัมภาษณ์ว่าผมไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจนเช่น ในช่วงที่มีการไปล้อมสนามบินที่ภาคใต้ นอกจากไม่เห็นด้วยแล้ว สมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไปช่วยในการเจรจา เพื่อที่ไม่ให้มีการดำเนินการเช่นนั้น และผมจำได้ครับ ปรากฎการณ์ในลักษณะที่มีการไปล้อมหรือไปขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรี ก็คือร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงในขณะนั้นที่จังหวัดกระบี่ เป็นครั้งแรก ผมก็ให้สัมภาษณ์ในวันรุ่งขึ้นว่าผมไม่เห็นด้วยกับแนวทางเช่นนี้ เพราะผมถือว่า ทุกคนก็ควรจะสามารถที่ไปปฏิบัติหน้าที่ของตนเองได้ เหล่านี้ท่านตรวจสอบได้ ว่าผมได้ยืนยัน \n\n            สถานการณ์ก็ลุกลามไปนะครับ ไปถึงเรื่องของการเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล ผมก็แสดงความไม่เห็นด้วย แต่ว่าในช่วงนั้นนะครับ การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลก็นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างมวลชน 2 กลุ่ม ถ้าท่านจำได้ก็มีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพมหานครนี่แหละครับ จากเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมจากสนามหลวง เดินทางเข้ามาใกล้บริเวณทำเนียบรัฐบาลแล้วก็มีผู้ชุมนุมอีกกลุ่มหนึ่ง ชุมนุมอยู่แล้วก็ปะทะกันเกิดความรุนแรงก็มีการประกาศใช้พ.ร.ก. แล้วก็สภาพที่มวลชนปะทะกันเกิดขึ้นในหลายจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นที่อุดรธานี ไม่ว่าจะเป็นที่เชียงใหม่ หรืออีกหลายต่อหลายพื้นที่ ซึ่งวันนั้นท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร ก็มาขอความเห็นจากที่ประชุมรัฐสภา กระผมก็ได้กราบเรียนครับว่า ถ้าถึงจุดหนึ่งรัฐบาลไม่สามารถที่จะควบคุมสถานการณ์บริหารราชการแผ่นดินได้ แล้วก็มีคนต่อต้านจำนวนมาก และบ้านเมืองเดินไปไม่ได้ การยุบสภา ผมก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง เพราะเชื่อว่าทุกคนจะยอมรับผลของการเลือกตั้งในขณะนั้น และผมก็พูดในสถานะซึ่งขณะนั้นทุกคนก็ประเมินว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายเสียเปรียบ ก็เป็นคำพูด คำอภิปรายซึ่งเมื่อวานก็มีการมาฉายและผมจึงได้ยืนยันว่า ผมคิดเช่นนั้นจริง ๆ \n\n            ต่อมาเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถึงปัญหาของการกระทำของท่านนายกฯ สมัคร ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นเรื่องของมาตรการที่เกี่ยวข้องกับข้อห้ามคือ ข้อห้ามการกระทำบางอย่างของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเป็นเรื่องที่เขาป้องกันในเรื่องของความขัดแย้งในเรื่องของผลประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องว่าท่านไปทำกับข้าว ก็มีการวินิจฉัยท่านก็พ้นจากตำแหน่ง สภาฯ แห่งนี้ก็เลือกท่านนายกฯ สมชายมาเป็นนายกรัฐมนตรี สถานการณ์ในเรื่องการชุมนุมต่าง ๆ ก็ไม่ดีขึ้นครับ และสภาพของความวุ่นวายก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสุดท้ายก็มีปัญหาในเรื่องการชุมนุมที่สนามบินและก็มีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินเช่นเดียวกัน \n\n            ก็กราบเรียนครับว่า ขณะนั้นบทบาทของผมก็ชัดเจน ท่านประธานรัฐสภาเชิญหัวหน้าพรรคการเมืองต่าง ๆ เข้ามา ผมก็อาสาตัวว่าพร้อมที่จะเป็นคนกลางในการเจรจาไม่มีการกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก่อนที่จะมีการเจรจา ผมจำได้ครับว่าท่านประธานรัฐสภาก็ได้ติดต่อกลับไปทางรัฐบาล ขณะนั้นท่านรองนายกฯ ชวรัตน์ เป็นผู้รักษาการ ก็มีการพูดคุยกัน \n\n            ที่สุดท่านนายกฯ สมชาย ซึ่งเดินทางไปประชุมเอเปค เดินทางกลับมาทางท่านรองนายกฯ ซึ่งรักษาการ และท่านประธานรัฐสภาก็บอกว่า ขอให้รอเมื่อท่านนายกฯ สมชายกลับมาถึงว่าจะเดินหน้าในเรื่องของการหารือเจรจาหาทางออกอย่างไร สุดท้ายเมื่อท่านนายกฯ สมชายมาถึงท่านประธานรัฐสภาก็แจ้งว่า ท่านนายกฯ สมชายขอบคุณในความปรารถนาดี แต่จะขอแก้ไขปัญหาโดยรัฐบาลเอง\n\n            อันนี้คือบทบาทต่าง ๆ และกระผมกราบเรียนครับว่า ตลอดระยะเวลาดังกล่าวนี้ สิ่งที่ผมระมัดระวังที่สุดไม่ว่าจะเป็นช่วงของนายกฯ สมัคร หรือในช่วงของท่านนายกฯ สมชาย นั้น ผมจะหลีกเลี่ยงการเรียกร้องให้ทั้ง 2 ท่านนั้นลาออก ที่ผมหลีกเลี่ยงตรงนั้นเพราะผมรู้ครับว่า ถ้าผมเรียกร้องให้ท่านลาออก ก็จะมีข้อกล่าวหาว่า ผมพยายามเรียกร้องเพื่อตนเอง และผมกล้าพูดด้วยครับว่า ไม่ใช่เฉพาะในเวทีในสภาฯ หรือการให้สัมภาษณ์ในทางสาธารณะ เวลาที่มีองค์กรต่าง ๆ เขาจะมีบทบาทในการเสนอแนะทางออกของรัฐบาล ถ้าเขามาสอบถามความเห็นผม ผมยังบอกเลยว่า ขอความกรุณาอย่าเรียกร้องให้มีการลาออก เพราะมันจะเป็นปัญหาว่า พรรคการเมืองในสภาฯ ช่วงชิงกัน อำนาจกัน แล้วก็เอาเรื่องของการเมืองนอกสภาฯ มากดดัน นี่คือข้อเท็จจริง ซึ่งผมก็ขอยืนยันและก็มีพยานจำนวนมากซึ่งจะยืนยันเรื่องนี้ได้ แต่ว่าสุดท้ายครับ เหตุที่ท่านนายกฯ สมชายพ้นจากตำแหน่งไป ก็เป็นเหตุมาจากปัญหาการเลือกตั้งที่มีกรรมการบริหารพรรคไปทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และก็ตามรัฐธรรมนูญก็นำไปสู่เรื่องของการยุบพรรค ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้น \n\n            ดังนั้นก็เป็นเรื่องของสภาฯ ที่จะต้องพิจารณาในการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ในต่างประเทศก็เป็นเรื่องปกติครับ เมื่อพรรคการเมืองอันดับหนึ่งมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล มีโอกาสบริหารบ้านเมืองแล้ว อาจจะเกิดปัญหาขึ้น ทางสมาชิกสภาฯ ก็มีสิทธิ์ในการตัดสินใจใหม่ ผมก็ถือว่า มติของสภาฯ เป็นมติที่มีความสำคัญแล้วก็จะเป็นตัวชี้ตามระบบ ตามรัฐธรรมนูญ ตามวิถีทางซึ่งอารยประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยก็ปฏิบัติกัน\n\n            แน่นอนครับ ถามว่า ผมสบายใจ ผมมีความสุขกับสถานการณ์แล้วก็สถานะของผมที่มาในลักษณะนั้นในท่ามกลางสภาวะแวดล้อมอย่างนั้นหรือไม่ ผมก็เคยให้สัมภาษณ์ตอบอย่างเต็มปากเต็มคำครับว่า ถ้าเลือกได้ ก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นหรอกครับ แต่ว่าเมื่อเป็นมติของสภาฯ ผมก็มีความรับผิดชอบ และสิ่งที่ผมตั้งใจก็คือว่า ผมก็ตั้งใจว่า ผมจะพิสูจน์ว่าผมทำงานให้กับคนทุกคน\n\n            ผมกราบเรียนว่ามีข้อกล่าวหามากมาย ที่พูดถึงรัฐบาลว่า เมื่อมาอย่างนี้ แปลว่าจะรักษาผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ผมก็ขอยืนยันว่า 3 เดือน 4 เดือนที่ผ่านมา มีตรงไหนครับที่รัฐบาลนี้เลือกปฏิบัติ ในแง่ของการออกนโยบายที่จะไปคิดว่าจะช่วยเหลือเกื้อกูลเฉพาะกลุ่มคนที่สนับสนุนตัวเอง ไม่มีครับ ผมยืนยันและก็ใช้หลักการนี้ในการทำงานมาโดยตลอด มีความพยายามไปสร้างกระแสทำนองว่า รัฐบาลนี้จะเป็นรัฐบาลที่ไม่ให้ความสำคัญกับคนจน แต่ท่านดูเถอะครับว่า เงินงบประมาณหรือเงินนอกงบประมาณที่รัฐบาลใช้มากที่สุดก็คือเรื่องแก้ไขปัญหาของคนยากจน และคนด้อยโอกาสก่อนสิ่งอื่นใดในการรับมือกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ \n\n            มีการพูดว่ารัฐบาลชุดนี้จะต้องเกรงอกเกรงใจกองทัพเป็นพิเศษ เมื่อวานก็มีการอภิปรายถึงอยู่บ้าง ก็ขอกราบเรียนว่าไม่มีอะไรเลยครับ สิทธิพิเศษของกองทัพไม่มีเหนือหน่วยงานอื่นใด ดูได้จากการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม ดูได้จากการที่มีการของบประมาณเข้ามาหลายส่วน ผมก็ปฏิบัติแบบเดียวกันหมด ตรงนี้ครับเป็นสิ่งที่ผมก็หวังว่าอย่างน้อยจะช่วยให้ความรู้สึกที่ไม่ยอมรับหรือความรู้สึกว่ามันมีความไม่เป็นธรรมลดลงได้บ้าง แต่ผมไม่เคยปฏิเสธครับ ว่าผมรู้ว่ามีคนจำนวนมากในสังคม ผมใช้คำว่าจำนวนมากที่อย่างไรก็รู้สึกว่าเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ผมไม่เคยปฏิเสธตรงนั้น และผมก็รู้ว่ามีคนที่ยังมีความคลางแคลงใจต่อการตัดสินต่อการคลี่คลายเหตุการณ์สถานการณ์หลายครั้งหลายช่วง นับเนื่องตั้งแต่การรัฐประหารเป็นต้นมา เหมือนกับที่ผมเชื่อว่าท่านก็คงไม่ปฏิเสธว่าก็มีคนจำนวนมากในสังคมเช่นเดียวกันที่คลางแคลงใจต่อการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลของท่านนายกฯ ทักษิณ 4 - 5 ปี ก่อนหน้านั้นเช่นเดียวกัน ต้องยอมรับอันนี้ครับ คงจะไปตัดตอนที่จุดใดจุดหนึ่งไม่ได้หรอก อันนี้คือข้อเท็จจริงซึ่งผมคิดว่า ถ้าเรารับด้วยกันตรงกัน มันก็จะมองเห็นทางออกในวันข้างหน้า\n\n            ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากจะขอยืนยันว่า 3 - 4 เดือนที่ผ่านมา การชุมนุมการวิพากษ์ วิจารณ์ การต่อต้านตัวกระผม ตราบเท่าที่อยู่ในกรอบของกฎหมาย ผมเปิดโอกาสให้เต็มที่ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าในทุกโอกาสที่จะทำได้ และยืนยันมาโดยตลอดว่า แม้ผมไม่เห็นด้วย แม้ผมคิดว่าสิ่งที่บางครั้งกล่าวหาผมอาจจะไม่เป็นจริง ผมเคารพในการใช้สิทธิ เสรีภาพเหล่านั้น \n\n            แต่ว่าเหตุการณ์ก่อนที่จะมีการประกาศใช้พระราชกำหนดนั้น มันเปลี่ยนแปลงไปจากตรงนั้นนะครับ ผมไม่อยากจะไปลงรายละเอียดเพราะว่าเดี๋ยวจะกลายเป็นว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งอีก แต่ก็ต้องกราบเรียนว่า ถ้าสรุปว่าเหตุการณ์ที่ลุกลามบานปลายที่พัทยา จนเราจัดการประชุมอาเซียนไม่ได้นั้น มันเกิดขึ้นจากการปะทะกันหลังจากที่ผู้ชุมนุมไปที่พัทยาแล้วนั้น มันคงไม่ใช่หรอกครับ ผมเชื่อว่าพี่น้องที่มาชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นด้วยกับการที่จะไปล้มการประชุมอาเซียน แต่ปฏิเสธไม่ได้ครับว่ามีแกนนำที่ได้อภิปรายบนเวทีตั้งแต่วันที่ 8 ว่าจะขอให้พี่น้องจำนวนหนึ่งไปล้อมและขัดขวางไม่ให้การประชุมอาเซียนเกิดขึ้น อันนี้ตรวจสอบได้ ยิ่งไปกว่านั้นครับ แกนนำที่พาผู้คนเดินทางไปนอกจากประกาศว่าจะไปขัดขวางการประชุมอาเซียน มีการประกาศบนเวทีชัดเจนครับว่า เขาคือหน่วยที่อาสาที่จะไปจับผมครับ แล้วก็เอาตัวผมกลับมาที่ชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อที่จะดำเนินการต่อไป \n\n            ผมกราบเรียนกับท่านประธานอีกครั้ง ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากส่วนใหญ่ที่ท่านว่าเป็นแสนคนนั้น เขาคงไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจริง จึงไม่น่าแปลกใจครับว่า แม้เหตุการณ์ที่พัทยานำไปสู่การที่รัฐบาลประกาศเลื่อนการประชุมแล้ว แต่ผู้ชุมนุมยังถูกนำเข้าไปในโรงแรมที่จัดการประชุม แล้วก็ชัดเจนครับ ที่เข้าไปในโรงแรมที่จัดการประชุม ก็ประกาศว่า หาตัวผม\n\n            ดังนั้นอันนี้คือข้อเท็จจริงที่ผมต้องกราบเรียน ถามว่า ตั้งแต่ก่อนที่จะไปถึงพัทยา เราเห็นปัญหาไม๊ เราเห็น เพราะในวันที่ 9 มันมีการใช้วิธีการในการปิดการจราจรที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่ว่าเพื่อจะรักษาบรรยากาศของบ้านเมืองที่สำคัญที่สุด ผมนี้ตอบคำถามผู้สื่อข่าว ผมจำไม่ได้ว่ากี่ครั้งครับ นับไม่ถ้วน ตั้งแต่ประมาณปลายเดือนที่แล้วเป็นต้นมาว่า จะประกาศใช้พ.ร.ก.ไม๊ จะประกาศใช้พ.ร.ก.ไม๊ ผมยืนยันมาโดยตลอดว่า ผมจะพยายามแก้ไขปัญหาทุกวิถีทางโดยไม่ประกาศใช้พระราชกำหนด \n\n            แล้วก็เพื่อความเข้าใจในด้านกฎหมายนะครับ ก็อยากจะเรียนว่าที่มีการอภิปรายว่ากฎหมายนี้ออกมาเพื่อ 3 จังหวัดท่านก็ต้องไม่ลืมครับว่า ปีที่แล้วก็ได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนดในลักษณะนี้ 2 ครั้งในเขตกรุงเทพมหานคร และถามว่าการประกาศครั้งนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผมก็กราบเรียนครับว่า นายกรัฐมนตรีนั้นมีสิทธิ์ประกาศแล้วก็ให้คณะรัฐมนตรีนั้นมีมติเห็นชอบภายใน 3 วัน แต่ว่าการได้มติคณะรัฐมนตรีนั้น มีข้อกฤษฎีกาที่กำหนดเอาไว้ว่า ทำได้ด้วยวิธีใด เป็นพระราชกฤษฎีกาซึ่งก็ใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้ครับ ออกตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2548 ถ้าท่านบอกพระราชกฤษฎีกานี้ใช้ไม่ได้แล้วเพราะว่า ไปอ้างอิงรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญปี 40 ก็อยากจะกราบเรียนว่า พระราชกฤษฎีกาทุกฉบับที่อ้างอิงรัฐธรรมนูญปี 40 ยังบังคับใช้อยู่ครับ นอกจากฉบับนี้ก็มีเรื่องเบี้ยประชุม และก็เรื่องของการบริหารจัดการที่ดี หรือเรื่องธรรมาภิบาล \n\n            ในมาตรา 8 ของพระราชกฤษฎีกานี้เขียนเอาไว้นะครับว่า ในกรณีจำเป็นเพื่อเป็นการรักษาประโยชน์สำคัญของประเทศหรือมีกรณีฉุกเฉิน หรือเพื่อประโยชน์ในการรักษาความลับ นายกรัฐมนตรีอาจพิจารณาเรื่องใดกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตามที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควร เพื่อมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นได้ครับ เรื่องก็มีเท่านี้ครับ แล้ววันนี้ศาลก็วินิจฉัยตามนี้ครับ ที่มาบอกว่าต้องรักษาความลับนั้นไม่ใช่นะครับ ท่านต้องอ่านกฎหมายให้ชัดว่า เขาใช้คำว่า \"หรือ\" ซึ่งหมายถึงว่ามีเงื่อนไข 3 เงื่อนไข ที่ใช้มาตรานี้ได้ ฉะนั้นตรงนี้การดำเนินการตามประกาศพระราชกำหนดนั้น เป็นไปด้วยชอบ ด้วยกฎหมาย \n\nคำถามต่อไปครับ ทำไมการใช้พ.ร.ก.ครั้งนี้กับการแก้ไขปัญหาปีที่แล้วซึ่งมีการประกาศใช้พ.ร.ก.ถึง 2 ครั้ง บทบาทของฝ่ายต่าง ๆ นั้นจึงไม่เหมือนกัน ผมคิดเรื่องนี้ก่อนประกาศครับ แล้วก็พยายามสอบถามว่า เหตุใดการประกาศใช้พระราชกำหนด 2 ครั้งในปีที่แล้ว จึงไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้เกิดความสงบได้ ก็อยากจะเรียนครับว่าการประกาศพระราชกำหนดนั้น 2 ครั้ง ครั้งแรก เป็นการประกาศโดยท่านนายกฯ สมัคร ตั้งผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้กำกับงานนะครับ ในการปฏิบัติตามพระราชกำหนดผมก็สอบถามท่านผบ.ทบ. ท่านก็บอกว่า \n\n1. เหตุที่ประกาศพ.ร.ก.ในขณะนั้น อ้างอิงกรณีการปะทะกันของ 2 กลุ่มมวลชน เมื่อประกาศแล้ว หรือแม้กระทั่งช่วงก่อนประกาศ ทางทหารซึ่งเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานได้ ได้เข้ามาในพื้นที่ถนนราชดำเนินเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะกันอีก ท่านก็บอกนั่นถือว่าเหตุของการประกาศภาวะฉุกเฉินนั้นได้รับการแก้ไขแล้ว \n\nประการที่ 2 ท่านบอกว่านอกเหนือจากนั้น ท่านเป็นฝ่ายประจำ จะให้ท่านตัดสินใจในเชิงนโยบายหรือตัดสินใจในการดำเนินการอะไรซึ่งเป็นผลกระทบในทางการเมืองนั้น ท่านก็บอกว่าท่านคงไม่อยู่ในฐานะที่จะทำอะไรได้ \n\nนี่คือการประกาศครั้งที่ 1 การประกาศครั้งที่ 2 ท่านนายกฯ สมชายมอบหมายท่านรองนายกฯ โกวิท ครับ เป็นผู้ดูแล แล้วก็พึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก ผมก็ถามทางตำรวจครับ ว่าเหตุใดจึงไม่สามารถเข้าไปคลี่คลายสถานการณ์ฉุกเฉินได้ เขาก็ให้มา 2 เหตุผลชัดเจนนะครับ \n\nเหตุผลแรกก็คือว่า การจะไปปฏิบัติการใด ๆ ในพื้นที่สนามบินนั้น มันมีความเสี่ยงสูงต่อความผิดพลาด \n\nประการที่ 2 ครับ เขาก็บอกว่าหลังจากเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม แล้วก็มีการเข้ามาตรวจสอบขององค์กรต่าง ๆ เขาบอกเขาก็อยู่ในฐานะที่กังวลเกี่ยวกับการใช้อำนาจว่าจะมีอะไรคุ้มครองหรือไม่ มีพ.ร.ก.ก็ดีกว่าไม่มี อันนี้ตำรวจก็บอกครับ แต่สภาพที่ไม่แน่ใจว่าอะไรคือเรื่องของการชุมนุม ในเรื่องของสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ถ้าไปกีดขวางการจราจร เข้าไปปิดสถานที่สำคัญแค่ไหนถือว่าผิดไม่ผิดนั้น เขาก็บอกว่า มันยังไม่มีความชัดเจน \n\nดังนั้นผมกราบเรียนครับว่า เมื่อผมตัดสินใจที่ประกาศใช้พระราชกำหนดในครั้งนี้ประการแรก ผมจึงได้มอบท่านรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ เพราะท่านดูแลในเรื่องของความมั่นคงและเป็นฝ่ายการเมือง ที่จะต้องเป็นผู้กำกับงาน เพื่อที่จะให้เจ้าหน้าที่ทุกส่วนไม่ว่าจะเป็นทหารตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่อื่นใด ซึ่งจะต้องมาช่วยรัฐบาลในการแก้ไขปัญหานี้มีความสบายใจว่า เขาเป็นผู้ปฏิบัติตามนโยบาย ผู้รับผิดชอบคือฝ่ายนโยบาย ซึ่งท่านรองฯ สุเทพ คือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นหลัก และแน่นอนผมก็ต้องรับผิดชอบอีกชั้นหนึ่ง\n\nประการที่ 2 ครับ ผมทราบดีว่าการนำกำลังทหารเข้ามาเพื่อเสริมกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วก็มีกลุ่มบุคคลที่ชุมนุมจำนวนมากนั้น มันก็ย่อมมีความเสี่ยงต่อความรุนแรง ผมเรียกประชุมหลายครั้ง ทำความเข้าใจกันครับ หลักการสำคัญ ๆ ที่ผมได้ประชุมและทำความเข้าใจนั้น ประการแรก ผมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่อื่นใด เป้าหมายของผมมีเพียงแค่การรักษากฎหมาย หยุดสภาวะที่เป็นการจลาจลเท่านั้น ไม่มีเป้าหมายไปสลายการชุมนุมที่เป็นการชุมนุมโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ประการที่ 2 และเกี่ยวเนื่องกันก็คือว่า ผมขอยืนยันว่า ผมไม่ใช้กฎหมายนี้ และจะไม่ใช้กฎหมายอื่นใดต่อไป เพื่อประโยชน์ทางการเมือง ผมย้ำอีกครั้งครับ เหมือนเมื่อวานที่เมื่อเพื่อนสมาชิกบางท่านมีความกังวลว่าเกิดภาวการณ์ไล่ล่าหรืออะไรก็ตาม ผมก็เชิญมาคุยแล้วก็ต่อให้คุยกับทางตำรวจเพื่อให้เข้าใจตรงกันว่า ไม่มีการไปดำเนินการในลักษณะที่เป็นการไปไล่ล่าทำลายล้างทางการเมือง ผมทำไม่ได้หรอกครับ ผมรู้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ มีผู้สนับสนุนผมว่าก็ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน ทั้ง 2 พรรค มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะเอากฎหมายพยายามที่จะไปกวาดล้างไล่ล่าอะไร ผมจึงบอกว่าใช้กฎหมายนี้เฉพาะกับผู้ที่ทำผิดกฎหมายเท่านั้น ผิดกฎหมายในลักษณะก็คือทำอะไรนอกความมุ่งหมายของสิทธิเสรีภาพที่ปรากฏอยู่ตามรัฐธรรมนูญ \n\nประการที่ 3 ครับ ผมทราบดีว่า ความสุ่มเสี่ยงถ้าหากว่ามีใครเสียชีวิต หรือมีการกระทำที่ไม่เหมาะสม มันย้อนกลับมาแน่ ผมก็ได้ซักซ้อมหลายครั้ง และมีการตัดสินใจที่สำคัญหลายหน ที่ผมขอเรียนยืนยันว่าเป็นบทพิสูจน์ถึงความจริงใจว่า ผมไม่คิดทำร้ายประชาชน ตำรวจ ทหารไม่คิดทำร้ายประชาชน ทุกคืนจะต้องมีรายงานว่า ผู้ชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลมีจำนวนเท่าไหร่ ทุกคืนประชุมตัดสินใจ ไม่สลาย แม้คืนสุดท้ายครับ มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบางคืน เช่นมีคนที่ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์แล้วก็ไปยิงทหารในบางจุดในกรุงเทพมหานคร ทางผู้นำทางทหารก็มาสอบถามผมว่า แล้วถ้าคืนนี้มันเกิดอีก เขาจะขอยิงตอบโต้ได้ไม๊ ผมให้นโยบายไปทันทีครับว่า ไม่ได้ให้อดทนถ้าปรากฏว่ามีเหตุการณ์ลักษณะนี้แพร่กระจายไปจริงค่อยมาทบทวน แต่เท่าที่ปรากฏอยู่ ไม่ให้ตอบโต้ครับ ก็โชคดีว่าเหตุการณ์ในลักษณะนั้นมันไม่ได้ลุกลามไปทุกอย่างก็เรียบร้อย อันนี้ผมกราบเรียนทั้งหมดเพื่อที่จะบอกครับว่า เป็นไปไม่ได้หรอกครับที่ผมจะไปสั่งฆ่าประชาชน ปฏิบัติการทั้งหลายก็ย้ำในเรื่องของความโปร่งใส ในแง่ที่ว่าต้องมีสื่ออยู่ด้วย ไม่มีการกันสื่อออกไปห้ามถ่ายภาพหรืออะไรทั้งสิ้น อันนี้คือสิ่งที่ผมขอยืนยันว่าเป็นแนวทางที่มอบเป็นนโยบายอย่างชัดเจน \n\nท่านประธานที่เคารพครับ อย่างไรก็ตามเมื่อมีการปฏิบัติการไปก็มีข่าวสารปรากฏมาตลอดเวลาครับ เช่นมีการพูดถึงการเสียชีวิตของคุณไสว ทุกครั้งเราจะตรวจสอบทันที หรืออย่างกรณี 2 ศพ ที่พบในแม่น้ำเราก็ขอให้ตรวจสอบทันที สอบสวนทันที เพราะฉะนั้นสิ่งนี้คือความจริงใจที่เราให้ความสำคัญสูงสุด กับชีวิตของพี่น้องประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม แม้กระทั่งคนที่ทำผิดกฎหมาย การควบคุมตัวการดำเนินการอะไร ผมก็กำชับว่ามีพ.ร.ก.ก็จริงก็ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายไม่ให้ใช้แนวทางอะไรนอกกฎหมายหรือผิดกฎหมายทั้งสิ้น และผู้นำขององค์กรเหล่านี้ก็ขานรับ แล้วก็ยืนยันว่าถ้ามีกรณีใดที่ออกนอกแนวทางพร้อมที่จะให้มีการตรวจสอบ และถ้าจำเป็นก็ต้องมีการสอบสวน\n\nท่านประธานที่เคารพครับ 2 วันที่ผ่านมามีเพื่อนสมาชิก จำนวนมาก ที่ได้หยิบยกตั้งข้อสังเกตกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ใครไปทำอะไร ที่ไหน มีคนตายหรือไม่ มีการปฏิบัติที่เกินเลยไม่ชอบของเจ้าหน้าที่หรือไม่ กระผมเองเห็นว่าที่จริงภายใต้ข้อจำกัดในเรื่องเวลา และการขอร้องจากท่านประธานสภาฯ ผมและท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ได้ชี้แจงไปอย่างชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ว่าผมก็ถือว่าสิ่งที่ท่านสะท้อนออกมาเป็นข้อมูล เมื่อเป็นข้อมูล ผมก็เสนออย่างนี้ครับว่า มาตรการหนึ่งซึ่งรัฐสภาควรจะทำต่อไปซึ่งถ้าทางเพื่อนสมาชิกเห็นชอบด้วยก็คือว่า เราให้ท่านประธานรัฐสภา ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสักชุดหนึ่งดีไม๊ครับ ให้ทุกฝ่ายเข้าไปมีส่วนร่วมเอาข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้อสงสัยความคลางแคลงใจมา แล้วก็มาพิสูจน์เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เป็นความจริงออกมาให้ปรากฏต่อสังคมเพื่อความโปร่งใสในการทำงานของทุกฝ่าย แล้วตรงนั้นก็จะเป็นตัวที่พิสูจน์เรื่องราวต่าง ๆ ออกมา ผมว่าอันนี้เป็นธรรมกับผม เป็นธรรมกับรัฐบาลและเป็นธรรมกับท่านเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านที่ได้นำเสนอข้อมูลต่าง ๆ มา ซึ่งถ้าไม่มีข้อขัดข้องตรงนี้ก็คงจะเป็นเรื่องที่ผมจะขอความกรุณารบกวนทางวิปของทั้ง 3 ฝ่ายคือวุฒิสภา ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน ได้ปรึกษากับท่านประธานต่อไปว่า องค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนี้ควรจะเป็นอย่างไร แล้วก็รัฐบาลก็จะให้ความร่วมมือกับการทำงานของการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ อันนี้คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้น\n\nกระผมกราบเรียนครับว่า โดยส่วนตัวก็เสียใจอยู่เล็กน้อยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวผมเองนั้น ยังมีความพยายามที่จะตั้งคำถามหรือเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น แม้กระทั่งวันนี้ก็บางจังหวัดก็มีการไปแจกใบปลิว ที่พูดถึงว่า มีการตาย มีอะไรต่อมิอะไร และหนึ่งในนั้นก็บอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นที่กระทรวงมหาดไทยนั้น ผมไม่ได้อยู่ในรถ เป็นแผนของท่านรองฯ สุเทพ ที่หลอกแล้วก็สร้างสถานการณ์ขึ้นมาให้ผู้คนเกลียดชังผู้ชุมนุมหรืออะไรนั้น ไม่น่าเชื่อครับ ผมเองช่วงที่เป็นฝ่ายค้านอย่างที่เรียน เพียงแค่รัฐมนตรีไปปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ถูกผู้ชุมนุมสกัดกั้นผมยังบอกเลยว่าผมไม่เห็นด้วย แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่กระทรวงมหาดไทย ผมยืนยันได้นะครับ เสียงปืนที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นหลังจากที่ผมถูกล้อมรถอยู่ประมาณ 15 - 20 นาทีแล้ว แล้วเท่าที่ผมตรวจสอบ สอบถามก็คือมีการยิงปืนขึ้นฟ้า เพื่อให้รถผมนั้นสามารถถอยออกมาได้เพราะติดอยู่ในมุมอับครับ จังหวะนั้นเท่านั้นเองครับ ที่ทำให้รถผมถอยออกมาจากมุมอับได้ แล้วในที่สุดก็คือตัดสินใจ รถชนประตูรั้วออกมา จึงรอดจากเหตุการณ์นั้นมาได้ \n\nผมกราบเรียนว่า ผมกราบเรียนสิ่งนี้เพื่อที่จะบอกครับว่า ผมไม่เคยคิดทำร้ายใคร และผมก็ไม่อยากให้มีใครคิดทำร้ายใครทั้งสิ้น แล้วถามว่าหลายภาพที่เกิดขึ้นในช่วง 3 - 4 วันในเหตุการณ์นั้น ผมเห็นแล้วผมรู้สึกอย่างไร ผมก็ต้องบอกว่า ผมรู้สึกทุกข์ รู้สึกไม่สบายใจ แต่ผมก็รู้ว่ามันก็เป็นภาระหน้าที่ของผมอย่างสำคัญในการที่จะนำเอาเรื่องของการรักษากฎหมายกลับคืนมาสู่สังคมให้ได้ การตรวจสอบเรื่องนี้ถ้าเพื่อนสมาชิกเห็นด้วยก็จะขอยกให้เป็นภาระของท่านประธานแล้วก็วิปในการที่จะคิดอ่านต่อไปโดยรัฐบาลให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ อันนี้คือข้อเสนอที่เป็นข้อแรกที่เป็นข้อสรุปจากการรับฟังข้อมูลต่าง ๆ จากเพื่อนสมาชิก\n\nท่านประธานที่เคารพครับ จะอย่างไรก็ตามครับ เราก็มีปัญหาที่จะมาพูดกันเฉพาะเหตุการณ์ในช่วงสงกรานต์ไม่ได้ เปิดสภามาครั้งนี้ก็เพื่อให้ทุกฝ่ายได้แสดงออกหรือระบายถึงความรู้สึกที่มันสะสมมาครับ ข้อกล่าวหาเรื่อง 2 มาตรฐาน ข้อกล่าวหาหรือเรื่องต่าง ๆนั้น ผมเรียนนะครับว่าผมให้ความสำคัญ ไม่ใช่ไม่ให้ความสำคัญ แล้วก็พยายามอธิบายมาโดยตลอดว่าจะแก้ไขจะคิดอ่านกันอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญหลายมาตรา ซึ่งทุกพรรคการเมืองเคยพูดเอาไว้ว่ายังไม่เป็นประชาธิปไตยเท่าที่ควร ผมก็พูดมาตลอดว่ายินดีที่จะเดินหน้าในการทำเรื่องนี้ แต่ว่าสิ่งที่ผมคิดก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ขึ้นนั้น ผมเสนอว่าน่าจะหาคนกลางหรือองค์กรที่เขาไม่ได้มีส่วนได้เสียเป็นคนเริ่มต้นได้ไหม เพราะอะไรครับ เพราะผมเกรงว่าถ้าเราทำกันเอง ก็จะเป็นอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปรายในช่วง 2 วันที่ผ่านมาว่าเขาก็มองว่าเป็นเรื่องความสามัคคีในหมู่นักการเมืองหรือเปล่าในขณะที่ประชาชนไม่เห็นด้วย ประชาชนในที่นี้ อาจจะไม่ได้หมายความว่าทุกคนหรอกครับ แต่ว่าจำนวนไม่น้อยนอกสภาซึ่งเราก็เห็นปัญหานี้มาแล้วเมื่อปีที่แล้ว แล้วท่านเห็นไม๊ครับ เพียงแค่ผมพูดในช่วง 2 - 3 วันที่ผ่านมาเรื่องนี้ ก็มีปฏิกิริยาจากคนที่ไม่เห็นด้วยคัดค้านการแก้ไขประเด็นนั้น ประเด็นนี้อย่างรุนแรงออกมาแล้ว แล้วส่วนใหญ่คนที่ไม่เห็นด้วยก็จะกล่าวหาว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองไม่ใช่เรื่องของระบบ ผมถึงบอกว่าผมพยายามแสวงหาลู่ทางที่ดีที่สุด สำหรับพวกเราทุกคนและสำหรับพี่น้องประชาชน ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมก็จะเสนอต่อไปว่าจะทำอย่างไร \n\nข้อเรียกร้องเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ผมให้ความสำคัญมาโดยตลอด ข้อเรียกร้องบางข้อเช่น เรื่องของตัวผม หรือรัฐมนตรีกษิต ผมก็เปิดโอกาสในช่วงของการอภิปรายไม่ไว้วางใจให้กระบวนการรัฐสภาได้ชำระสะสางตรงนั้น ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ผมถือว่าไม่ได้เพิกเฉย หรือปิดกั้นในการเรียกร้องเรื่องเหล่านั้น ส่วนข้อหาเรื่องคดีความ เรื่อง 2 มาตรฐานนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ที่จริงการสะท้อนความรู้สึกของเพื่อนสมาชิกหลายท่านมันหลายเรื่องครับ แล้วก็หลายองค์กร คมช.บ้าง ศาลรัฐธรรมนูญบ้าง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองบ้าง ซึ่งหลายองค์กรความจริงมาจากรัฐธรรมนูญปี 40 นะครับ ไม่ใช่ปี 50 ในเชิงหลักการ บางทีก็เป็นเรื่องของอาจจะเกี่ยวข้องกับรัฐบาลของกระผม แต่หลายเรื่องนั้นความจริงไม่ได้เกิดขึ้นสมัยที่พวกกระผมเป็นรัฐบาลเลยครับ \n\nแต่ว่ามารวมประหนึ่งว่าความอยุติธรรมหรือ 2 มาตรฐานนั้นเกิดขึ้นจากการบริหารงานของผม มีเรื่องเดียวซึ่งผมยอมรับว่าเป็นเรื่องที่หนักใจ หนักใจบอกไม่ใช่เรื่องอะไรหรอกครับว่า ความพอดีที่จะเดินอยู่ตรงไหนอย่างไร ที่จะให้เกิดความมั่นใจว่าให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและความรู้สึกมันแตกต่างกัน ก็คือคดีที่มีการดำเนินการกับผู้ชุมนุมต่าง ๆ ผมก็ได้กราบเรียนในวันแรกว่า บางเรื่องมันไม่ใช่ 2 มาตรฐานหรอกครับ บางทีทำไมเป็นกรณีหมายจับต้องดำเนินคดีต้องมีการดำเนินการในขณะนี้เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องยังประกาศที่จะเดินหน้าทำผิดกฎหมายต่อ ก็เป็นเรื่องที่เป็นเหตุผลว่าทำไมต้องคัดค้านในเรื่องของการประกันหรืออะไร \n\nแต่ว่าถ้าหากว่าบางเรื่องเป็นเรื่องที่เกิดเหตุปีที่แล้ว ขณะนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องเขาไม่ได้แสดงอาการในการที่จะขัดขืน ไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และไม่มีพฤติกรรมที่กระทบต่อความมั่นคง มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คำว่า 2 มาตรฐานนั้นเราจะพูดก็เฉพาะกรณีที่มันเหมือนกัน เปรียบเทียบกันได้ ถ้ามีความคลางแคลงใจสงสัยว่าคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้ชุมนุมปีที่แล้วนั้น ผมไม่ดำเนินการ ผมขอยืนยันเลยนะครับ บางคดีผ่านมาแล้ว 4 เดือนผมถึงเข้ามา ผมเชิญผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเข้ามาวันแรก คดีแรกเลยที่ผมบอกไม่ซับซ้อน คดีที่ผู้ชุมนุมปีที่แล้วเอาปืนยิงที่วิภาวดีซอย 3 ก็นำไปสู่การออกหมายจับ ผมยอมรับว่า ในความรู้สึกของหลายคนที่ช้าก็คือเรื่องที่ทำเนียบ กับเรื่องที่สนามบิน ซึ่งท่านรองนายกฯ ก็ได้ชี้แจงถึงความคืบหน้าไป พวกผมก็ยืนยันว่า ผมก็จะต้องเดินหน้าเร่งรัดเพื่อให้เกิดความยุติธรรมในสังคมต่อไป \n\nแต่กระผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ตรงนี้ เมื่อท่านบอกว่าจะแก้ได้ต้องนำไปสู่การยุบสภา หรือการลาออก มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่าครับ ความอยุติธรรม หรือ 2 มาตรฐานหลายเรื่องที่ท่านอภิปรายมานั้น ไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลผมนะครับ เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลท่านนายกฯ สมัครก็มี รัฐบาลท่านนายกฯ สมชายก็มี เพราะอะไรครับ เพราะมันไม่ใช่อำนาจของฝ่ายบริหาร ยุบสภาวันนี้ใครจะชนะการเลือกตั้งกลับเข้ามาก็ตาม ถ้าท่านมองว่าลักษณะของการวินิจฉัยและการใช้กฎหมายเป็นอย่างนี้ มันก็ไม่อาจแก้ความอยุติธรรมที่ท่านพูดถึงได้ครับ อันนี้อยากจะทำความเข้าใจ \n\nขณะเดียวกันถ้าท่านบอกว่า ผมต้องลาออกหรือยุบสภาเพื่อรับผิดชอบกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น กระผมก็กราบเรียนว่า ท่านมีข้อมูลของท่าน เราได้ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงไป และเราก็พร้อมที่จะให้ทางรัฐสภา เข้ามาดำเนินการในการประมวลติดตามอีกครั้งหนึ่ง สรุปมาอย่างไร ผมรู้ครับว่า ผมควรจะตัดสินใจอย่างไร เมื่อมีข้อสรุปที่มีความชัดเจนพิสูจน์ออกมา ส่วนการที่บอกว่า ถ้าเรากลับไปเลือกตั้งขณะนี้  แล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะแก้ไขได้ ผมก็ขออนุญาตกราบเรียนว่ามันคงไม่เป็นอย่างนั้นหรอกครับ \n\nประการแรก ถ้ายุบสภากันวันนี้ ใช้กติกาอะไรกันครับ ก็ใช้กติกาซึ่งหลายท่านบอกว่าท่านไม่ยอมรับ แล้วเกิดยุบสภาไป มีการทุจริตการเลือกตั้งโดยกรรมการบริหารพรรคอีก ยุบพรรคกันอีก ไม่ยิ่งซ้ำเติมวงจรที่เราบอกว่าเป็นวงจรที่เป็นปัญหาของความขัดแย้งในขณะนี้เหรอครับ นั่นประการแรก\n\nประการที่สองครับ การเลือกตั้งจะเป็นทางออกในความขัดแย้งของสังคม ก็ต่อเมื่อบรรยากาศในทางการเมืองเอื้อให้ทุกพรรคการเมืองสามารถไปรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งได้โดยปราศจากความรุนแรงหรือการข่มขู่ อันนี้สำคัญครับ ทุกประเทศครับ เวลาเป็นข่าวแล้วเราต้องดูว่าประเทศนั้นเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ถ้าเป็นการเลือกตั้งเลือด ถ้าเป็นการเลือกตั้งซึ่งมีแต่การยกพวกตีกัน ไม่มีที่ไหนเขามองว่าที่นั่นเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงครับ กระผมถึงกราบเรียนว่า ผมมองเห็นว่าพวกเรานั้น มีภาระที่จะต้องปรับสภาพการเมืองให้หลุดพ้นจากความขัดแย้งตรงนี้ก่อน จึงจะไปเลือกตั้ง สิ่งที่ผมอยากจะเสนอก็คือว่า  กระผมได้ขอทุกพรรคการเมืองนะครับ และก็ไม่ขัดข้องที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาจะมาร่วมด้วย ก็อยากจะเชิญท่านมาร่วมด้วยก็คือว่า ประเด็นข้อคับข้องใจ หรือข้อคิดเห็นต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใดที่คิดว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เป็นธรรม เอามาวางกันไว้ตรงหน้าให้เห็นทั้งหมดได้ไม๊ครับ 2 อาทิตย์ แล้วผมฟังแล้วผมขอเสนอต่อเลยว่า 2 อาทิตย์วางให้ใครครับ ผมก็เสนอว่าท่านประธานรัฐสภา และวิป 3 ฝ่าย เอาข้อเสนอทั้งหมดมาดูแล้วร่วมกันตัดสินใจว่าจะเดินอย่างไรต่อ จะใช้กลไกไหน จะไปสถาบันพระปกเกล้าฯ ไม๊ หรือจะให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ หรือสภาฯ จะเป็นเจ้าภาพไปเอง หรือจะไปประชาพิจารณ์ หรือจะไปประชามติ จะตั้งกรรมการพิเศษผมรับได้ทั้งสิ้นครับ แล้วให้กลไกนี้ทำงานไปครับ เมื่อทำงานไปแล้วนำไปสู่การแก้ไขกติกาเป็นที่ยอมรับกับสภาพของการเมืองให้ลดความรุนแรงความขัดแย้งลงไปแล้ว ถ้าวันนั้นบอกว่าเอาหล่ะมีกติกาใหม่แล้วต้องยุบสภา ผมยินดีครับ ไม่มีปัญหาเลยครับ \n\nนี่เป็นข้อเสนอที่ผมอยากจะกราบเรียนเพื่อที่จะบอกว่าเราจะได้เดินหาทางออกกันไงครับตรงนี้ อย่างไรก็ตามครับ 2 ข้อเสนอนี้ซึ่งเป็นการประมวลจากความคิด ความอ่านมาแล้ว ผมก็อยากจะแสดงความจริงใจของทุกฝ่าย ว่าเราจะหันหน้าเข้าหากันอย่างแท้จริง ประการแรก หลังจากที่ได้ฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ ที่กังวลต่อบรรยากาศที่มากับพ.ร.ก. ผมก็ได้ช่วงของการประชุมนั้น เร่งรัดฝ่ายความมั่นคง ก็ได้ข้อสรุปครับว่า จะยกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก.วันนี้ครับ จริง ๆ ตั้งใจจะพูดพรุ่งนี้แต่ว่ามันเลยเที่ยงคืนครับ วันนี้ \n\nแล้วก็ขอยืนยันว่าผู้ที่ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ไม่ควรจะมีใครไปดำเนินการในการจับกุมว่าฝ่าฝืนพ.ร.ก. แต่ถ้ามีผู้ใด อย่างที่ผมกราบเรียน ยุยง ให้มีการไปเผา ให้มีการไปฆ่า ให้มีการไปใช้ความรุนแรง อันนี้ก็ว่าไปเพราะเป็นความผิดอาญาอยู่แล้ว ก็ต้องดำเนินการครับ และเมื่อยกเลิกพ.ร.ก.ครับ สภาพของการควบคุมตัวตามพ.ร.ก. ก็ต้องสิ้นสุดลงด้วย กราบเรียนว่า อันนี้เป็นสิ่งแรกที่ผมจะทำในการที่จะเดินไปสู่การลดความขัดแย้งและสลายความรู้สึก\n\nเพื่อยืนยันอีกครั้งว่าผมมีความตั้งใจจริงว่าไม่เอาเรื่องนี้มาเป็นเรื่องที่จะมาเอาชนะคะคาน หรือกวาดล้าง หรือไล่ล่าทางการเมือง แต่ประการใดทั้งสิ้น ในทางกลับกันผมก็ต้องขอครับ ท่านจะเรียกร้องสิ่งที่ท่านบอกว่าเป็นประชาธิปไตย หรือความยุติธรรม หรืออะไรก็แล้วแต่นั้น ก็ดำเนินการต่อไปโดยการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญได้ แต่ว่าขอสัก 2 เรื่องได้ไหมครับ \n\nเรื่องแรก คือเรื่องของการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมขอความกรุณาครับ ในเมื่อทุกท่านที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ต่างก็ยืนยันถึงความจงรักภักดี วันนี้ช่วยกันครับ ไม่ว่าจะเป็นการจาบจ้วง หรือไม่ว่าจะเป็นการแอบอ้าง ต้องยุติ ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย \n\nขออนุญาตกราบเรียนว่าจำเป็นต้องพูดพาดพิงนิดเดียวครับ เนื่องจากว่าท่านอดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศต่อเนื่องมาหลายวัน ยังมีการพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ให้สัมภาษณ์กับทางไฟแนนเชียลไทม์ ไปไกลเลยครับครั้งนี้ อ้างว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบถึงการวางแผนที่จะรัฐประหาร 19 กันยายน โดยมีการเข้าเฝ้าขององคมนตรี 3 ท่าน เรื่องนี้ผมกราบเรียนครับว่าในฐานะรัฐบาล ผมจำเป็นต้องตรวจสอบ และได้ตรวจสอบแล้ว กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ขอยืนยันว่าสิ่งที่ท่านอดีตนายกฯ พูดไม่เป็นความจริงครับ และก็จะขอความกรุณาว่าเมื่อเราหันหน้าเข้ากัน ในส่วนของพวกเรากันเองที่จะไปพาดพิงหรือร้ายกว่านั้นในลักษณะของการจาบจ้วงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นต้องหยุดและไม่สนับสนุน \n\nกระผมกราบเรียนว่าเช่นเดียวกันครับที่เพื่อนสมาชิกอีกซีกหนึ่งบอกว่ามีการแอบอ้างจากบางฝ่ายเราก็ต้องช่วยกันแก้ไข และโดยเฉพาะเมื่อมีการอภิปรายวันนี้ และสองวันนี้ครับถึงกรณีของการรณรงค์ปกป้องสถาบัน โดยมีเรื่องของเสื้อสีน้ำเงิน ผมก็ขอยืนยันอีกครั้งครับว่าผมได้ทำความเข้าใจกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้วว่า การรณรงค์ในการปกป้องสถาบันต้องไม่มีสี เพราะทุกสีต้องปกป้องสถาบันด้วยกันทั้งสิ้น ขณะเดียวกันปัญหาในเรื่องของการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ต้องมีการทำความเข้าใจให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าขอบเขตคืออะไรและแนวปฎิบัติคืออะไร เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน กระทบกับความรู้สึกของพี่น้องประชาชนที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ใครมีข้อคิดเห็นอะไรเราทำร่วมกันได้ครับ ขณะนี้จริงๆแล้วท่านปลัดกระทรวงยุติธรรมก็กำลังดำเนินการในเรื่องนี้อยู่ เพื่อมิให้การดึงสถาบันสามารถนำไปสู่ความขัดแย้งในทางการเมือง\n\nประเด็นที่สองครับ ความรุนแรง อย่างที่ผมกราบเรียนนะครับ พี่น้องที่มาชุมนุมส่วนใหญ่ไม่คิดเรื่องนี้ครับ และก็การที่ทุกท่านบอกว่าเหตุการณ์รุนแรงทั้งหลายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพัทยา รถแก๊ส ซอย 5 ซอย 7  หรืออะไรก็แล้วแต่ ท่านพยายามยืนยันว่าไม่ใช่กลุ่มผู้ชุมนุม ผมถือว่านั่นย่อมแสดงว่าท่านไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง ทีนี้ประเด็นต่อไปก็คือว่าไม่ใช่แกนนำทุกคนครับที่ยึดแนวทางนี้ 21 เมษาที่ผ่านมานี้เองครับ หนึ่งในแกนนำคือนายจักรภพ เพ็ญแข ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ว่าต่อไปนี้การเคลื่อนไหวของผู้ชุมชุมจะอยู่ในลักษณะของการที่อาจจะใช้อาวุธ ผมก็อยากจะขอความกรุณาว่าถ้าเราจะหันหน้าเข้าหากัน ทุกคน ทุกพรรค ต้องบอกว่าแนวทางนี้ไม่ยอมรับ ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ผมว่ามันก็ง่ายต่อการที่เราจะทำงานร่วมกัน เราก็จะได้ไม่มีความรู้สึกกังวลต่อไปว่า เรื่องที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่สุด คือเรื่องสถาบันก็ดี เรื่องความรุนแรงก็ดี ไม่มีอีกแล้วการแสดงออก การชุมนุม การมีความเห็นที่แตกต่าง ทำให้เต็มที่ ทุกฝ่ายก็จะมีความสบายใจ \n\nท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องกราบเรียนเรื่องนี้เพราะว่า ผมติดตามความเคลื่อนไหวในช่วงก่อนที่จะมีการประกาศใช้ไปจนถึงการบังคับใช้พระราชกำหนด ผมถึงบอกว่าผมไม่อยากให้คนจำนวนมาก ซึ่งมาด้วยใจที่บริสุทธิ์มาต่อต้านความไม่เป็นธรรมที่เขารู้สึก ถูกชี้นำไปโดยคนจำนวนเล็กๆกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพร้อมจะใช้ความรุนแรง ประกาศเป็นแผนเลยครับ ด้านหนึ่งก็คือว่าจะใช้ลักษณะของความรุนแรงให้เกิดความไร้ระเบียบเพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ หรือในทางกลับกันให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงตอบโต้ เพื่อนำไปสู่ปัญหาที่จะตามมากับรัฐบาล ทำกันหมดแหละครับ ผมได้เห็นแผนชัด กังวลนะครับก็ขนาดหมอดูยังฟันธงเลยครับ เขาบอกวาสนาหมดแล้ว จึงอยากจะกราบเรียนว่าถ้าเราออกจากกรอบตรงนี้ไปได้นะครับ ผมว่าเราเดินได้ แล้วสองเรื่องที่เราทำงานกันต่อเรื่องของการประมวลพิสูจน์เหตุการณ์ก็ดี เรื่องของการที่จะแก้ไขกฎหมายใดๆที่ไม่เป็นธรรมก็ดีก็ทำไป \n\nขณะเดียวกันก็ขอโอกาสให้กับประเทศ แก้ตัวจากอาเซียนให้สำเร็จ ถ้าเป็นไปได้เดือนมิถุนายนนี้ครับ กอบกู้ชื่อเสียงของเรา แล้วก็ให้เวลาอีกซักระยะหนึ่ง ในการที่จะออกมาตราการในการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ผมว่านี้คือประโยชน์ของทุกฝ่าย เพราะถ้าเราทำได้อย่างนี้นะครับ ผมว่าสิ่งที่วันนี้ถ้าผมจำไม่ผิดคุณจตุพรบอก มันเป็นจริงได้ครับที่บอกว่าก็อยากจะเห็นทุกคนสามารถไปทำหน้าที่นักการเมืองกันได้ ทำไมผมจะไม่อยากไปเชียงใหม่ครับ ท่องเที่ยวถูกกระทบมหาศาลขนาดนี้ ผมอยากจะไปดูเรื่องศูนย์ประชุม เรื่องแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ แล้วผมว่าอีกไม่นานปัญหาเรื่องลำไยก็ต้องมี ก็อยากไปเหนือครับ ทำไมผมจะไม่อยากไปอีสานละครับในเมื่อผมรู้ว่าเรื่องใหญ่ที่สุดของพี่น้องชาวอีสาน เรื่องน้ำจะต้องเป็นโครงการสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะที่จะยั่งยืนและก็ช่วยภาคการเกษตรของเรา ทำไมผมจะไม่อยากไปเยี่ยมภาคกลางภาคใต้ไปทุกแห่งในกรุงเทพมหานคร ทำไมผมจะไม่อยากให้เพื่อนส.ส.ที่อยู่ฝ่ายค้านเกิดเรื่องอะไรที่อยากจะไปตรวจสอบตรงพื้นที่ไหนก็ได้ เอาการเมืองกลับไปเป็นอย่างนั้นซิครับ แล้วเราปูทางไปสู่การเลือกตั้งใหม่ไม่มีปัญหาเลยครับ ถ้าทำสิ่งเหล่านี้ได้ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็จะถือว่าเราได้ใช้ก้าวสำคัญผ่านกระบวนการของรัฐสภา 2 วันนี้ เพื่อที่จะนำความสงบสุขกลับคืนมา \n\nผมกราบเรียนท่านประธานอีกครั้งหนึ่งครับว่าผมเข้ามาการเมือง แล้วก็ทำงานการเมือง ผมมีเป้าหมายเพียงเพื่อทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน เพราะผมมีความสุขจากการได้ทำงาน แต่ผมสุขไม่ได้หรอกครับ ถ้าหากว่าบ้านเมืองของเราขัดแย้งกันเอง ถ้าที่ไหนยังมีความรุนแรงอยู่ เพราะผมไม่เคยมีความคาดหวังอื่นใดเลยจากการทำงานทางการเมืองของผม และผมไม่เคยให้ความสำคัญเลยว่าผมจะต้องอยู่ในตำแหน่งนานแค่ไหน ยังไง เพราะผมยึดถือมาโดยตลอด ผมให้สัมภาษณ์มาโดยตลอด และผมก็ยังยืนยันความคิดนี้ว่า เมืองไทยมีคนเก่งคนดีเยอะ เราต้องไม่สำคัญตนว่าต้องเราเท่านั้นจึงจะทำตรงนี้ได้ ทำตรงนั้นได้ สิ่งที่สำคัญสำหรับผมก็คือว่า สิ่งที่สำคัญสำหรับผมก็คือว่าเมื่อผมมีความรับผิดชอบใดผมทำสิ่งเหล่านั้นให้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นโดยสรุปท่านประธานครับ 2 วันนี้คงมีกระทบกระทั่งกันพอสมควร หลายคนก็กังวลว่ารัฐสภาก็เลยเป็นสนามความขัดแย้งใหม่ ผมขอยืนยันว่าไม่ใช่หรอกครับ ได้มีการเปิดเผยความในใจ ได้มีการพูดถึงสิ่งต่างๆที่ผ่านมา ก็ขอให้ถือว่าเราได้หยิบสิ่งเหล่านั้นออกมาข้างนอก จัดวางและก็ปล่อยผ่านไปแล้ว ไม่เก็บเรื่องเหล่านี้มาเป็นอารมณ์ ที่จะมีต่อกันและกัน และผมก็เสนอแนวทางนี้เพื่อให้ท่านประธานและท่านประธานวิปของทั้งสามฝ่าย ได้โปรดนำไปพิจารณาเพื่อยืนยันถึงความศักดิ์สิทธิ์และความสำคัญของสถาบันแห่งนี้ที่จะเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาต่อไป ผมขอขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่านอีกครั้งหนึ่งที่ให้ความคิดเห็น ขอขอบพระคุณท่านประธานทั้งสองท่านที่ทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อย และก็หวังจะได้รับความร่วมมือตามแนวทางที่ได้กราบเรียนท่านประธานเสนอต่อไปครับ ขอขอบพระคุณครับ\n\n\n\n\n ที่มา : เว็บไซต์พรรคประชาธิปัตย์ \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-1c55daf762914a6fbe6e2a6b6b1b07ce", "input": "Title: นักวิชาการอเมริกันยัน ไฟใต้พันต่างชาติ \n Body: ศูนย์ข่าวภาคใต้- 14 ต.ค.47 เมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดสัมมนาการเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยศาสตราจารย์ ดร.เดนิส เจ.ดี.แซนโดล นักวิชาการด้านการแก้ปัญหาความขัดแย้งและความสัมพันธ์นานาชาติ จากสถาบันวิเคราะห์ความขัดแย้งและการแก้ปัญหา มหาวิทยาลัยจอร์จ เมสัน รัฐเวอร์จีเนีย สหรัฐอเมริกา มาร่วมเป็นวิทยากรด้วย \nดร.เดนิส กล่าวกับ \"ประชาไท\" ว่า ต้องการนำปัญหาและการแก้ไขปัญหาความความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใของไทย เป็นกรณีศึกษาการแก้ปัญหาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะการนำไปเป็นต้นแบบการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ภาคใต้ของฟิลิปปินส์ เพราะความรุนแรงในภาคใต้ของไทยเป็นปัญหาการก่อการร้ายระหว่างประเทศ ขณะนี้กำลังมีการจัดระเบียบความเข้าใจเกี่ยวกับการก่อการร้ายในกลุ่มประเทศอาเซียนขึ้นใหม่ \nดร.เดนิส กล่าวว่า ไม่ควรให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ขยายตัว รัฐบาลต้องแก้ปัญหาด้วยการพัฒนาด้านเศรษฐกิจในพื้นที่ ไม่ใช่การใช้กำลังทางทหาร แต่ในขณะเดียวกันไทยเป็นสมาชิกอาเซียน ควรให้กลุ่มประเทศสมาชิกมาช่วย ถึงแม้การขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ถ้าไม่ขอความช่วยเหลือ สถานการณ์ก็อาจจะสายเกินไป \nดร.เดนิส กล่าวว่า ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางศาสนา ศาสนาเป็นเพียงเงื่อนไขหนึ่งเท่านั้น สาเหตุของปัญหามาจากเรื่องเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความยากจน เนื่องจากประชาชนไม่มีส่วนในการบริหารจัดการทรัพยากรของตนเอง ส่งผลให้มุสลิมในพื้นที่มองว่า ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากรัฐบาลเท่าที่ควร เมื่อพยายามชี้แจงให้รัฐบาลเข้าใจ รัฐบาลก็ไม่รับฟัง จึงหันไปจับอาวุธขึ้นสู้ จะเห็นได้ว่า ประเทศที่มีมุสลิมเป็นส่วนน้อยในแต่ละประเทศ ส่วนใหญ่มักจะเป็นชุมชนที่ยากจนที่สุดของประเทศ \nดร.เดนิส กล่าวอีกว่า ในการแก้ปัญหารัฐบาลต้องใช้สันติวิธีเท่านั้น ต้องไม่ใช้กำลังทหาร เพราะการใช้กำลังจะทำให้ปัญหาลุกลามได้ รัฐต้องส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจ สนับสนุนให้มีคนมาลงทุน และเน้นการจัดสวัสดิการให้ประชาชนให้มาก ตนเสนอให้จัดสัมมนาโดยเชิญทุกฝ่ายมาคุยกันอย่างเปิดอก และเชิญรัฐบาลมาเลเซียมาช่วยแก้ปัญหาคนมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย เช่นเดียวกับที่รัฐบาลมาเลเซียเคยช่วยคนมุสลิม ในจังหวัดมินดาเนาทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ เพราะเป็นมุสลิมด้วยกัน \n มูฮำหมัด ดือราแม\nศูนย์ข่าวภาคใต้รายงาน \n What is the sentiment in the text for the genre: environment", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-62b481b15ca64d39a7815fa989802524", "input": "Title: พรรคการเมืองแสดงวิสัยทัศน์การเลือกตั้งและสันติภาพชายแดนใต้ \n Body: หลายพรรคการเมืองแสดงความเห็นเวที \"สัญญาณการเลือกตั้ง ทิศทางการเมืองไทย ต่ออนาคตสันติภาพปาตานี\" นักเคลื่อนไหวสันติภาพในพื้นที่อยากให้รัฐมองเห็นความสำคัญเรื่องการพูดคุยสันติภาพให้มีความชัดเจนมากกว่าที่ผ่านๆ มา\n\nงานเสวนา \"สัญญาณการเลือกตั้ง ทิศทางการเมืองไทย ต่ออนาคตสันติภาพปาตานี\" ที่อาคารคณะกรรมการกลางอิสลามจังหวัดปัตตานี (หลังเก่า) จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2561 ที่มาภาพ: เฟสบุ๊ค Acassery Bender [1]\nเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2561 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ชายแดนใต้ [2] รายงานว่าที่ห้องประชุมปัตตานี อาคารสำนักงานอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี (หลังเก่า) ตัวแทนนักการเมืองใหม่และเก่าที่จะลงสมัครเลือกตั้งในปี 2562 ประกอบด้วยตัวแทนจากพรรคประชาชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคสามัญชน พรรคอนาคตใหม่ และตัวแทนจากนักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมในพื้นที่ แต่ไม่มีนายจาตุรนต์ ฉายแสง ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ตามที่มีการแจ้งหมายร่วมการเสวนาในครั้งนี้ ซึ่งการเสวนาเริ่มกันอย่างเรียบง่าย โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการถกเถียงตามหัวข้อ “สัญญาณการเลือกตั้ง ทิศทางการเมืองไทย ต่ออนาคตสันติภาพปาตานี” ซึ่งตัวแทนทุกคนมีแนวทางที่คล้ายๆ กันคือ เรื่องอยากให้ คสช.ปลดล็อคและให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว\nนายสมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) หัวหน้าพรรคเกรียน ได้เเสดงความคิดเห็นในหัวข้อความขัดกันในเชิงความคิดทางการเมือง โดยมองในบริบทของคนในพื้นที่ ถ้าหากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในเร็ววันก็อยากให้คนในพื้นที่แสดงออกถึงจุดยืนและความต้องการ เพื่อประโยชน์ของตนเองและลูกหลานในอนาคต\nนายอารีเพ็ญ อุตระสินธุ์ ตัวเเทนจากพรรคประชาชาติ กล่าวอยากให้มีการทบทวนเรื่องการลดทหารในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ลงและให้ภาครัฐใส่ใจชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบให้มากกว่าที่เป็นอยู่นี้เพราะปัจจุบันการเข้าถึงของรัฐยังไม่ทั่วถึง เช่นมีเหตุการณ์แต่ละครั้งถึงจะมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาดูแลและไม่มีการติดตามช่วยเหลือต่อเนื่อง\nนายจุนินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเรื่องการศึกษาในพื้นที่ หลังจาก คสช.เข้ามามีบทบาทหน้าที่ก็ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายการศึกษาจนทำให้ถดถอยลง โดยเฉพาะโรงเรียนของรัฐที่นับวันยิ่งมีน้อยลงกว่าโรงเรียนเอกชน แต่คนพื้นที่ส่วนใหญ่ที่เป็นชาวไทยมุสลิม จะส่งบุตรหลานเรียนในสองสาย แต่ไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนเรียนทั้งสายสามัญและศาสนาแบบจริงจัง จนทำให้ผลสำริดทางการศึกษาของเด็กในพื้นที่ต่ำลงจนไม่สามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆ อีกทั้งโรงเรียนเอกชนก็มีการแข่งขันกันจนเป็นค่านิยมและลืมไปว่าโรงเรียนของรัฐมีการสนับสนุนให้เรียนฟรีและมีอุปกรณ์การเรียนการสอนและหลักสูตรที่ทางกระทรวงศึกษาวางไว้แล้ว\nนส.พิมพ์สิริ เพชรน้ารอบ พรรคสามัญชน พรรคหน้าใหม่ในเวทีการเมือง ได้กล่าวในหัวข้อรากเหง้าของปัญหาคือสิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง รวมไปถึงในการกำหนดเศรษฐกิจ สังคม ในพื้นที่มีผลผูกพันธุ์ โดยมองถึงสิทธิของคนในพื้นนั้นถูกริดรอนสิทธิ์มายาวนานกว่า 10 ปี ทั้งนี้หากมีโอกาสร่วมในการแก้ไขปัญหาก็จะมองถึงสิทธิ์เสรีภาพในพหุวัฒนธรรมของพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม และหากรัฐมีการบังคับใช้กฎหมายที่ส่วนใหญ่แล้วประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบก็จะมองในเรื่องการเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้เป็นหลัก\nนายปิยบุตร เเสงกนกกุล พรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่ามองสองด้านทั้งเรื่องความแตกต่างและความหลากหลายในอำนาจการตัดสินใจของคนในพื้นที่ หากเอาทหารนำการเมืองมองว่าปัญหาในพื้นที่ก็จะไม่มีทางสิ้นสุด เมื่อยังมีความเเตกต่างอยู่และหากจะไปสู่สันติภาพก็ตะต้องให้ลดทหารลงก่อนจึงจะมาปรับในจุดอื่นๆ ที่เป็นจุดรายละเอียดอ่อน เช่น หากประเทศไทยยังปกครองเเบบเผด็จการแล้วปัญหาความขัดเเย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็จะไม่มีหนทางจะจบลงได้\nนายอาเต็ฟ โซะโก นักเคลื่อนไหวสันติภาพในพื้นที่ กล่าวว่าหากมองปัญหาจากคนในพื้นที่แล้วและจากที่ตนเองเป็นคนในพื้นที่มองว่า เมื่อรัฐไทยมองถึงรากเหง้าเเละปัญหาที่เเท้จริง จะสามารถเเก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้และมองประเด็นเรื่องการลดหรือถอนทหารออกจากพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่สีแดงนั้นรัฐบาลต้องกล้าที่จะทำ หากไม่ทำปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่มีทางยุติลงได้ นอกจากนี้ยังอยากให้รัฐมองเห็นความสำคัญเรื่องการพูดคุยสันติภาพให้มีความชัดเจนมากกว่าที่ผ่านๆ มา เพราะกระบวนการพูดคุยสันติภาพสามารถที่จะนำปัญหาจากการพูดคุยในเวทีมาปรับแก้และใช่จริง ไม่ใช่เพียงแค่การพูดคุยอย่างเดียว แต่กลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลย \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-41c076de0b784cdcaaa0a8e342345a7c", "input": "Title: พ.ย. 2559 ผู้ประกันตนว่างงาน 146,168 คน ถูกเลิกจ้าง 30,594 คน \n Body: พบเดือน พ.ย. 2559 ผู้ประกันตน ม.33 ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 146,168 คน ถูกเลิกจ้าง 30,594 คน\n \n22 ธ.ค. 2559 สำนักเศรษฐกิจการแรงงาน เปิดเผยตัวเลข เศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือน พฤศจิกายน 2559 [1] พบว่าภาวะการจ้างงานในตลาดแรงงาน เดือนพฤศจิกายน 2559 การจ้างแรงงานในระบบประกันสังคม มีผู้ประกันตน (มาตรา 33) จำนวน 10,477,172 คน มีอัตราการขยายตัว 1.10% (YoY) เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2558 ซึ่งมีผู้ประกันตน จำนวน 10,363,495 คน แสดงให้เห็นว่ามีผู้ใช้แรงงานเข้าสู่การทำงานเพิ่มขึ้นถึง 113,677 คน สำหรับการว่างงานจากตัวเลขผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม มีจำนวน 146,168 คน มีอัตราขยายตัวอยู่ที่ 18.61 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) และมีอัตราการชะลอตัวอยู่ที่ -0.93% (MoM) เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2559 ที่มีจำนวน 147,542 คน อัตราการว่างงาน อยู่ที่ร้อยละ 1.40 ของผู้ประกันตนมาตรา 33 อัตราการเลิกจ้างลูกจ้างในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ผู้ประกันตนที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างมีจำนวนทั้งสิ้น 30,594 คน คิดเป็นร้อยละ 0.29 ลดลงจากเดือนตุลาคม 2559 ที่ร้อยละ 0.30\n \nในด้านสถานการณ์การจ้างงานจากข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2559 มีลูกจ้างที่มีนายจ้างในระบบประกันสังคม (ม.33)จำนวน 10,477,172 คน มีอัตราการขยายตัว 1.10% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (เดือนพฤศจิกายน 2558) ซึ่งมีจำนวน 10,363,495 คน หากพิจารณาอัตราการเปลี่ยนแปลง (YoY) ของเดือนพฤศจิกายน 2559 เทียบกับเดือนตุลาคม 2559 พบว่าในเดือนพฤศจิกายน 2559 มีอัตราการขยายตัว (YoY) อยู่ที่ 1.10% ชะลอตัวจากเดือนตุลาคม 2559 (YoY) ซึ่งอยู่ที่ 1.69% สถานการณ์การจ้างงานขยายตัวมากกว่า 1% จึงถือว่าสถานการณ์การจ้างงานอยู่ในภาวะปกติ\n \n\n \nในด้านสถานการณ์การว่างงาน จากข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2559 มีผู้ว่างงานจำนวน 146,168 คน มีอัตราการขยายตัว (YoY) อยู่ที่ 18.61% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (เดือนพฤศจิกายน 2558) มีจานวน 123,238 คน ซึ่งตัวเลขเพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2559 เทียบกับเดือนตุลาคม 2558 (YoY) ซึ่งอยู่ที่ 16.27% และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2559) พบว่า มีอัตราการชะลอตัวอยู่ที่ -0.93% (MoM) และหากคิดเป็นอัตราการว่างงานจากตัวเลขผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเดือนพฤศจิกายน 2559 อยู่ที่ 1.40% โดยอัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งอยู่ที่ 1.0 (พฤศจิกายน 2559)\n \n\n \nในด้านสถานการณ์การเลิกจ้าง อัตราการเลิกจ้างลูกจ้างในระบบประกันสังคมมาตรา 33 คิดจากจำนวนผู้ประกันตนที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้าง ต่อจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 เดือนพฤศจิกายน 2559 ผู้ประกันตนที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างมีจำนวนทั้งสิ้น 30,594 คน คิดเป็นร้อยละ 0.29 ลดลงจากเดือนตุลาคม 2559 ที่ร้อยละ 0.30 และขยายตัวจากปีที่แล้วที่ร้อยละ 0.25 \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-6ade01db4ce24306b2b4ce1b7878ce14", "input": "Title: หลุดวิกิลีกส์ 'สหรัฐ-ยุโรป' ดันทุกประเทศแปรรูปรัฐวิสาหกิจ \n Body: วิกิลีกส์เผยเอกสารลับสหรัฐ-ยุโรปกดดันทุกประเทศแปรรูปรัฐวิสาหกิจและเปิดเสรีบริการพื้นฐานให้ต่างชาติ  เอฟทีเอ ว็อทช์ชี้ รัฐไทยต้องชี้แจงจุดยืนให้ชัดเจน\n \nเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา วิกิลีกส์ได้เผยแพร่เอกสารลับร่างกรอบข้อตกลงการเปิดตลาดเสรีภาคบริการซึ่งหลายประเทศกำลังเจราจานอกองค์การการค้าโลกโดยการนำของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ร่างกรอบข้อตกลงดังกล่าวมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Trade in Service Agreement (TISA) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อขจัดข้อระเบียบและกฎเกณฑ์ต่างๆภายในประเทศสมาชิกเพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนและแข่งขันในส่วนของภาคบริการและมีสิทธิเทียบเท่านักลงทุนภายในประเทศ ซึ่งมีความเข้มข้นกว่าข้อตกลงภาคบริการภายใต้องค์การการค้าโลก หรือ GATS ในขณะนี้มีเกือบ 50 ประเทศเข้าร่วมการเจรจา โดยประเทศจีนและอุรุกวัยได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะเข้าร่วมการเจรจา   ถ้าการเจรจาครั้งนี้สำเร็จจะทำให้ประเทศสมาชิกทั้งหมดต้องเปิดตลาดภาคบริการอย่างเต็มรูปแบบรวมถึง ภาคการเงินการธนาคาร การสาธารณสุข การศึกษา การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ การสื่อสารและโทรคมนาคม รวมทั้งแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินกิจการเหล่านั้นอยู่เพื่อเปิดทางให้เอกชน นอกจากนี้ ยังความเป็นไปได้อย่างสูงที่สหรัฐฯ  สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกอื่นจะพยายามกดดันให้ประเทศที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกเข้าร่วมเจรจาและนำข้อตกลงดังกล่าวนี้เข้าไปในองค์การการค้าโลก\n \nนางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) เปิดเผยว่า ทางกลุ่มได้ติดตามการเจรจาข้อตกลงนี้และถึงแม้ว่าประเทศไทยยังไม่ได้มีท่าทีจะเข้าร่วมการเจรจาข้อตกลงฉบับดังกล่าว จากการศึกษาเอกสารดังกล่าว ทางกลุ่มขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยแสดงท่าทีที่ชัดเจนที่จะไม่เข้าร่วมการเจรจาและเป็นสมาชิกของข้อตกลงฉบับนี้ เนื่องจากว่าจะมีผลโดยตรงกับภาคบริการและการแข่งขันของนักลงทุนและรัฐวิสาหกิจของไทย นอกจากนี้แล้วอีกส่วนหนึ่งที่ต้องจับตามองคือในขณะนี้ไทยกำลังเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป และยังที่ผ่านมายังเคยแสดงเจตจำนงค์อยากเข้าร่วมเจรจาความตกลงข้ามแปซิฟิก (TPP) ที่สหรัฐฯเป็นประเทศหลักในการกุมทิศทางข้อตกลงอยู่ จึงมีความเป็นไปได้ที่สหภาพยุโรป หรือสหรัฐฯจะใช้เอฟทีเอเป็นเครื่องมือในการกดดันไทยให้เข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าว\n \n\"รัฐวิสาหกิจของไทยยังต้องปรับปรุงประสิทธิภาพอีกมาก แต่ต้องไม่ใช่ด้วยการแปรรูปไปเป็นของเอกชน เพราะการบริการพื้นฐาน ประปา ไฟฟ้า สาธารณสุข รวมทั้งพลังงานควรเป็นไปเพื่อบริการประชาชน ไม่ใช่ค้ากำไรสุดขั้ว\" \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-06740d39b2ed471aaae7962935f8a438", "input": "Title: ระดมข้อเสนอ \"ตรวจสอบรัฐ\" เสนอมอบส่วนแบ่งให้ประชาชนช่วยสอดส่องทุจริต \n Body: ประชาไท - 17 มี.ค. 2550 ที่รัฐสภา เวลา 14.00น. คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง กฎหมาย วิชาการในคณะกรรมาธิการมีส่วนร่วมของประชาชน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ แถลงผลสรุปการระดมความเห็น เรื่อง \"การตรวจสอบอำนาจรัฐ: บทบาทของภาคประชาชน\" ซึ่งได้จากการการเชิญบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย นางรสนา โตสิตระกูล นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ นางสาวสายรุ้ง ทองปลอน นายวีระ สมความคิด และนายพิภพ ธงไชย \n\n \n\nโดยสรุปประเด็นสาระสำคัญได้ดังนี้ ให้มีการจัดทำและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับนักการเมืองทั้งก่อนและหลังเข้าสู่ตำแหน่งและข้อมูลที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐแก่ประชาชนเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ ให้กำหนดเป็นนโยบายของรัฐในการเปิดเผยข้อมูลสู่ประชาชน กรณีนโยบายที่มีผลกระทบต่อประชาชนและให้มีสื่อสำหรับช่องทางการเผยแพร่อย่างเป็นรูปธรรม เปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นผู้เสียหายโดยตรงในกรณีทุจริตโดยรัฐเพื่อสามารถฟ้องร้องได้ ให้มีกระบวนการเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ให้ช่องทางเอื้อต่อการตรวจสอบโดยภาคประชาชน สนับสนุนให้มีการเสริมสร้างศักยภาพของประชาชนให้มีความรู้ความสามารถที่จะตรวจสอบได้ ให้มีกองทุนเพื่อการตรวจสอบอำนาจรัฐโดยภาคประชาชนและให้มีระบบที่เรียกว่า embedded system ให้ประชาชนเป็นหุ้นส่วนในการตรวจสอบอย่างแท้จริง ผลักดันให้มีการปรับกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายที่จะเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน \n\n \n\nกำหนดให้การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเป็นสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง ให้มีกฎหมายคุ้มครองบุคคลผู้ยื่นเรื่องฟ้องร้องรวมทั้งคุ้มครองพยานด้วย ให้ประชาชนมีสิทธิในการฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีรัฐทำการลงนามทำความตกลงกับต่างประเทศ ถ้าประชาชนสิทธิเป็นผู้เสียหายและฟ้องร้องแทนหน่วยงานและ/หรือศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง หน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้เสียหายและมีหน้าที่ในการใช้สิทธิฟ้องร้องแต่ไม่ได้ใช้สิทธินั้น จะต้องรับผิดทั้งทางอาญาหรือทางแพ่ง โดยทางแพ่งนั้นเนื่องจากประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ \n\n \n\nกรณีประชาชนได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและศาลตัดสินว่ามีการกระทำผิดจริงแล้วประชาชนผู้ยื่นเรื่องจะได้ส่วนแบ่งด้วยแต่เนื่องจากยังไม่มีมาตรการรองรับจึงต้องรีบผลักดันให้มีกฎหมายมารองรับและนำมาจัดตั้งเป็นกองทุน เพื่อการตรวจสอบโดยภาคประชาชน และให้นำค่าปรับ กรณีความผิดทางแพ่งในข้อ 13 มาเป็นรายได้ของกองทุนด้วย นอกจากนั้น กองทุนนี้จะต้องได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐด้วย นอกจากนั้นกองทุนนี้จะต้องได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐด้วย \n\n \n\nการตรวจสอบถอดถอนให้ลดจำนวนผู้เข้าชื่อจาก 50000 คนเหลือ 5000 คนหรือน้อยกว่านั้น เพื่อให้เป็นจริงได้ ให้เปิดเผยข้อมูลของนักการเมืองทุกระดับทางเว็บไซต์เพื่อประโยชน์ของประชาชนในการตัดสินใจ อนึ่งขณะนี้ เครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชั่นโดยนายวีระ สมความคิด จะเปิดเว็บไซต์ www.pnac_2001.net [1] เพื่อให้ข้อมูลด้านนี้ในวันที่ 23 มี.ค. นี้\n\n \n\nปรับเปลี่ยนทัศนคติของนักการเมือง ข้าราชการและศาลในการตรวจสอบการทุจริต ให้มีการปรับกระบวนการยุติธรรมกรณีเจ้าหน้าที่ตั้งข้อกล่าวหาต่อประชาชนเกินจริง ให้มีอัยการพิเศษที่เป็นอัยการอิสระจากรัฐเพื่อทำหน้าที่ดูแลคดีให้ภาคประชาชน ให้มีกฎหมายคุ้มครองการต่อต้านการใช้อำนาจรัฐโดยสันติวิธี รัฐต้องไม่ใช้อำนาจเกินจริงในกรณีฟ้องประชาชนว่าหมิ่นประมาท ให้มีการเปิดเผยงบประมาณของรัฐสู่ภาคประชาชนและให้ยกเลิกการมีงบประมาณลับ ให้มีการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจตุลาการโดยประชาชน และให้มีการปฏิรูประบบภาษี อาทิ ผู้กระทำผิดต้องถูกลงโทษจำคุกและคดีต้องไม่มีอายุความ และข้อมูลด้านภาษีต้องเปิดเผยสู่สาธารณะ \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-4db3951e649447cda2ccf9f3be770020", "input": "Title: สปสช.เยียวยากรณีรถพยาบาล รพ.ลันตาคว่ำ \n Body: สปสช.เยียวยากรณีรถพยาบาล รพ.ลันตาคว่ำ ตามม. 41 และ 18(4) มอบอนุกก.จว.พิจารณา วงเงินชดเชยรายละไม่เกิน 4 แสนบาท\nสปสช. แสดงความเสียใจต่อการสูญเสีย กรณี “อุบัติเหตุรถพยาบาลฉุกเฉิน รพ.ลันตา พลิกคว่ำ” ระบุ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ม.41 และ 18(4) เยียวยาทั้งผู้รับและผู้ให้บริการ มอบอำนาจ “คณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นระดับจังหวัด” พิจารณาตามหลักเกณฑ์ชดเชยความเสียหาย เสียชีวิตได้รับชดเชยตั้งแต่ 2.4 แสนบาทถึง 4 แสนบาท รวมถึงทารกในครรภ์ด้วย\n \nนพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงกรณีรถพยาบาลฉุกเฉินโรงพยาบาลเกาะลันตาซึ่งเกิดอุบัติพลิกคว่ำบริเวณถนนสายหัวหิน-ห้วยน้ำขาว ม.10 ต.ห้วยน้ำขาว อ.คลองทอม จ.กระบี่ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 4 ราย และเสียชีวิต 2 ราย โดยผู้เสียชีวิต คือ นางสาเราะห์ วะเจดีย์ อายุ 17 ปี ท้องแก่ 9 เดือน และนางวรรณวิลัย ก๊กใหญ่ อายุ 37 ปี พยาบาลโรงพยาบาลเกาะลันตา ว่า จากอุบัติเหตุดังกล่าวนับว่าเป็นความสูญเสียอย่างยิ่ง และคงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น จึงขอแสดงความเสียใจกับผู้ประสบเหตุและครอบครัวของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ทั้งนี้อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนับว่าเป็นเหตุสุดวิสัยเพราะเกิดจากสภาพถนนลื่นหลังฝนตก ซึ่งเป็นทางระหว่างรถพยาบาลฉุกเฉินวิ่งนำส่งนางสาเราะห์ที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์ 9 เดือนและใกล้คลอด ไปโรงพยาบาลลันตาเพื่อคลอดลูก ถือว่าอยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่\n \nนพ.วินัย กล่าวว่า สำหรับการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ข้างต้นนี้ ในส่วนของ “ผู้รับบริการ” นั้น สปสช. จะดำเนินการตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 และ 18(4) ได้ให้การช่วยเหลือทั้งฝ่ายผู้รับบริการและผู้ให้บริการ เพื่อเป็นการช่วยเยียวยาบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น สำหรับผู้รับบริการนั้น ตาม“ข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีผู้รับบริการได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2555” ที่เป็นเงินเพื่อช่วยเหลือผู้รับบริการหรือผู้อุปการะเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ในกรณีที่ผู้รับบริการได้รับความเสียหายที่เกิดจากการรักษาพยาบาลซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยของหน่วยบริการโดยมิต้องรอพิสูจน์ โดยในกรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพอย่างถาวร หรือเจ็บป่วยเรื้อรังที่ต้องได้รับการรักษาตลอดชีวิต และมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำรงชีวิต จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นได้ตั้งแต่ 240,000 บาท แต่ไม่เกิน 400,000 บาท  กรณีสูญเสียอวัยวะหรือพิการที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นได้ 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 240,000 บาท และกรณีบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่อเนื่อง จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นได้ไม่เกิน 100,000 บาท\n \nทั้งนี้ ในกรณีที่ทารกเสียชีวิตในครรภ์ระหว่างการดูแลของหน่วยบริการนั้น ตามข้อบังคับฯ ข้างต้น ยังกำหนดให้มีการชดเชยความเสียหายที่ต้องเป็นไปตามเกณฑ์การพิจารณา ซึ่งจะได้รับการชดเชยเท่ากับอัตรากรณีผู้รับบริการเสียชีวิต หรือทุพพลภาพอย่างถาวร โดยกรณีนี้หากมารดาได้รับความเสียหายอื่นด้วย ก็ให้ได้รับเงินช่วยเหลือได้อีกตามประเภทความเสียหายที่ได้รับ ทั้งนี้กรณีที่เกิดขึ้นนี้ ทาง “คณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นระดับจังหวัด” จะเป็นผู้พิจารณา\n \nส่วนการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในส่วน “ผู้ให้บริการ” นั้น นพ.วินัย กล่าวว่า ให้ดำเนินการตาม “ข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีผู้ให้บริการได้รับความเสียหายจากการให้บริการสาธารณสุข พ.ศ. 2556” ซึ่งเป็นกฎหมายเพื่อให้การดูแลผู้ให้บริการในหน่วยบริการระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการให้บริการสาธารณสุขกับผู้ให้บริการหรือทายาท มีอัตราการจ่ายค่าชดเชยความเสียหายในอัตราเดียวกับการชดเชียความเสียหายให้กับผู้รับบริการ โดยมีคณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นระดับจังหวัดเป็นผู้พิจารณาตามหลักเกณฑ์การชดเชยดังกล่าวเช่นกัน\n \nนพ.วินัย กล่าวต่อว่า ภายหลังจากการดำเนินการตามมาตรา 41 พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ตั้งแต่ปี 2551-2555 มีผู้รับบริการที่ยื่นคำร้องขอรับการชดเชยทั้งสิ้น 4,260 ราย หรือเฉลี่ย 852 ราย/ปี ในจำนวนนนี้เข้าเกณฑ์การรับการชดเชยทั้งสิ้น 3,531 ราย หรือเฉลี่ย 706.2 ล้านบาท/ปี เป็นจำนวนเงินที่จ่ายชดเชย 401.85 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 82.17 ล้านบาท/ปี โดยภาพรวมการร้องทุกข์เพื่อขอรับการชดเชยความเสียหายในช่วง 5 ปี มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งปี 2555 อยู่ที่ 951 ราย มีการจ่ายค่าชดเชย 64.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ซึ่งอยู่ที่ 658 ราย จำนวนเงินค่าชดเชยอยู่ที่ 98,63 ล้านบาท ขณะที่การชดเชยส่วนผู้ให้บริการ ตามาตรา 18 (4) พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 โดยในปี 2554-2555 มีผู้ให้บริการยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 624 ราย เข้าหลักเกณฑ์รับการชดเชยคิดเป็น 511 รายหรือคิดเป็นร้อยละ 81.89 โดยจ่ายเงินชดเชยช่วยเหลือทั้งหมด 4.50 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการจ่ายกรณีบาดเจ็บและเจ็บป่วยต่อเนื่อง 508 ราย \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-1840b5592a4c4392a2834f1a730aa8f1", "input": "Title: สมเกียรติ พ้นภัย: รายงานเปิดเสวนา \"เหลียวหลังแลหน้าสถานการณ์คนจน\" \n Body: รายงานเปิดการประชุมในโอกาสครบ 19 ปี ก่อตั้งสมัชชาคนจน โดย “สมเกียรติ พ้นภัย” แกนนำสมัชชาคนจน ทบทวนการเข้าสู่ปีที่ 20 ของสมัชชาคนจน จะเคลื่อนไหวไปข้างหน้า อย่างกระฉับกระเฉง เปี่ยมพลัง มีความรู้ความคิดที่เฉียบคม และเป็นดั่งหิ่งห้อยนำทางแก่คนทุกข์ยากต่อไปได้อย่างไร\n4 ธ.ค. 2557 - เช้าวันนี้ (4 ธ.ค.) ที่ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ อาคารเอนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดเวทีสาธารณะหัวข้อ \"เหลียวหลังแลหน้าสถานการณ์คนจน\" เพื่อรำลึกถึงการก่อตั้งสมัชชาคนจนปีที่ 19 โดยการประชุมดังกล่าวจัดโดย สมัชชาคนจน ร่วมกับ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ\n\n\nคลิปรายงานเปิดการประชุม \"เหลียวหลังแลหน้าสถานการณ์คนจน\" โดยสมเกียรติ พ้นภัย ประธานสภาพ่อครัวใหญ่ สมัชชาคนจน\nลงทะเบียนเพื่อติดตามวิดีโอจากประชาไทได้ที่\n\n \n \n\nสมเกียรติ พ้นภัย ปาฐกถาเปิดการประชุม \"เหลียวหลังแลหน้าสถานการณ์คนจน\"\nในการกล่าวรายงานเปิดการประชุม สมเกียรติ พ้นภัย แกนนำพ่อครัวใหญ่สมัชชาคนจน กล่าวว่า “เดือนธันวาคมมีความหมายต่อสมัชชาคนจน ในปี พ.ศ. 2538 วันที่ 10 ธันวาคม อันเป็นวันสิทธิมนุษยชนสากล ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แห่งนี้ สมัชชาคนจนได้ถือกำเนิดขึ้น และมีพี่น้องคนจน10 ประเทศในเอเชียร่วมเป็นพยาน แต่ที่จริงพวกเราได้มีตัวตนอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว พวกเราคือคนจนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐต่างๆ จนต้องกลายเป็นคนจน แต่เมื่อก่อนหน้าปี พ.ศ. 2538 พวกเราต่างคนต่างสู้ ต่างพยายามแก้ไขปัญหา เหมือนไม้ซีกที่จะไปงัดไม้ซุง ดังนั้น เราก็ต้องรวมตัวกันให้มากพอ ดังนั้น จึงมีความพยายามพูดคุยหลายหน หาทางให้พี่น้องคนจนรวมตัวกัน จนในปีดังกล่าวเป็นโอกาสที่เราสามารถจัดตั้งสมัชชาคนจนได้ และในวันถัดมา ระหว่างวันที่ 11 ถึง 14 ธันวาคม พ.ศ. 2538 พวกเราวมกันร่างคำประกาศลำนำมูล หรือปฏิญญาปากมูน ที่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เพื่อแสดงหลักการของสมัชชาคนจน”\n“ในขณะเดียวกันเดือนธันวาคม ก็เป็นวันรำลึกถึงพี่น้องของเราคนหนึ่งคือ วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ หรือที่เรารู้จักว่า “หัวหน้ามด” หรือ “อาจารย์มด” ผู้เป็นหลักในการถือกำเนิดและก่อสร้างสมัชชาคนจน ได้อุทิศตนสร้างความเข้มแข็งให้พวกเรา ได้ใช้พลังชีวิตของเธอมาต่อพลังชีวิตให้สมัชชาคนจน เธอมีความรักในสมัชชาคนจนอย่างมาก ในปี พ.ศ. 2548 ที่มีการรณรงค์ในระดับโลก รวบรวมรายชื่อผู้หญิงที่ทำงานเพื่อสันติภาพ เพื่อนำไปขอรางวัลโนเบลสันติภาพนั้น มีคนเสนอชื่อ \"หัวหน้ามด\" ด้วย แต่เธอเห็นว่าคนที่ควรได้รับการเสนอชื่อไม่ใช่เธอเพียงลำพัง แต่ควรเป็นผู้หญิงทุกคนที่ได้ต่อสู้กันมา จะเห็นว่าเธอคิดถึงสมัชชาคนจนมากกว่าเธอเอง”\n\n“เธอบอกว่าขอเป็นหิ่งห้อย เพื่อเรืองแสงในคืนมืดมิด แน่นอนว่า ในวันที่มีแสงอาทิตย์แจ่มจ้า เราจะมองไม่เห็นหิ่งห้อย ก็เหมือนพวกเราในสังคมที่มีความเป็นธรรมแก่ทุกคน เหมือนแสงอาทิตย์ที่ส่องแก่ทุกคนเท่าเทียม พวกเราก็จะเป็นคนเล็กคนน้อยกระจายตัวที่ต่างๆ แต่เมื่อใดก็ตามที่แสงอาทิตย์มืดมิด ก็จะเป็นหน้าที่ของหิ่งห้อยตัวเล็กๆ ตัวน้อยๆ อย่างพวกเราที่พยายามจะส่องแสงนำทาง ยิ่งพวกเรารวมตัวกันได้มาก แสงสว่างก็จะยิ่งแกร่งกล้ามากขึ้น เป็นความหวังให้กับทุกคน ไม่เพียงแค่พี่น้องคนจนในสมัชชาคนจนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพี่น้องที่ตกยากอีกจำนวนมากในประเทศนี้ด้วย พวกเราจึงกล่าวได้ว่าถ้าไม่มีผู้หญิงธรรมดาๆ ที่ชื่อ “วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์” คนนี้แล้ว ก็ไม่อาจมีสมัชชาคนจนที่เข้มแข็งจนถึงทุกวันนี้ได้ แต่เธอก็ได้จากพวกเราไปเมื่อ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2550 หลังจากเธอจากไปก็มีครูบาอาจารย์หลายๆ ท่านทยอยจากตามไปด้วย”\n\n“ในปีนี้สมัชชาคนจนอายุครบ 19 ปี ถ้าเป็นผู้ชาย ปีหน้าก็อายุครบบวชแล้วคือ 20 ปี จึงเป็นหัวเรี่ยวหัวตอของวัยหนุ่มสาว มีกำลังวังชา แต่ในความเป็นจริงพวกเราดูเหมือนแก่เกินอายุ พวกเราผ่านความทุกข์ยากต่อสู้มากมายในอดีต พลังชีวิตก็ลดลงไปบ้าง สถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไป”\n\n“เราจะเคลื่อนไหวไปข้างหน้า ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 อย่างกระฉับกระเฉง เปี่ยมพลัง มีความรู้ความคิดที่เฉียบคมได้อย่างไร เป็นดั่งหิ่งห้อยนำทางแก่คนทุกข์ยากต่อไปได้อย่างไร ด้วยความคิดเช่นนี้ จึงนำมาสู่การจัดเวทีสาธารณะ “เหลียวหลังแลหน้าสถานการณ์คนจน” ซึ่งนอกจากจะรำลึกถึงวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ และผู้ล่วงลับอื่นๆ แล้ว และวันก่อตั้งสมัชชาคนจนแล้ว”\n“เราจะใช้โอกาสนี้ทบทวนการต่อสู้ของสมัชชาคนจน ในอดีต และปัจจุบัน แสวงหาแนวคิดและบทบาท แนวทางการเคลื่อนไหวในอนาคต สร้างความร่วมมือกับนักวิชาการที่สนใจปัญหาอยุติธรรม สิทธิมนุษยชนและความยากจนในสังคม”\n“เราได้รับเกียรติจากนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน เช่น คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำให้สามารถจัดเวทีในวันนี้ได้ ขอขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างมาก สำหรับสมาชิกสมัชชาคนจนขอให้ใช้โอกาสที่หาได้ยากยิ่งเรียนรู้ให้มาก และแลกเปลี่ยนความเห็นเต็มที่ เพือที่พวกเราจะได้ดำเนินภารกิจของคนจน ในการสถาปนาประชาธิปไตยที่กินได้ การเมืองที่เห็นหัวคนจนให้เกิดในสังคมไทย เพื่อพวกเราเองในวันนี้และลูกหลานในวันข้างหน้า ผมขอขอบพระคุณทุกท่านไว้ ณ ทีนี้ด้วย” \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-17ee48913ec74405836edcd5a2b70317", "input": "Title: 'น้ำที่ไม่ไหลลงทะเลหายไปไหน' เมื่อนักวิทย์ ม.ยูทาห์ ศึกษาปริมาตรน้ำทั่วโลกอย่างจริงจัง \n Body: ทีมนักวิทยาศาสตร์ยูทาห์ทำการศึกษาระบบนิเวศของน้ำฝนและหิมะที่ตกลงบนพื้นที่ผืนดิน (continent) แล้วไม่ได้ไหลลงสู่มหาสมุทร โดยทำการสำรวจจากทั่วโลกในแง่ของปริมาตรเพื่อเป็นพื้นฐานในการประเมินเรื่องคุณภาพน้ำ เรื่องภาวะโลกร้อน และผลกระทบต่อการเกษตรได้\nทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลับรัฐยูทาห์ทำการศึกษาเรื่องวัฏจักรของน้ำที่ตกลงบนผืนดินอย่างละเอียดเพื่อให้ได้ข้อมูลว่าน้ำจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้ไหลจากพื้นดินลงสู่มหาสมุทรจะอยู่ที่ไหนบ้างก่อนจะระเหยกลายเป็นไอ\nเว็บไซต์ Phys.org ระบุว่า น้ำฝนและหิมะมากกว่า 1 ใน 4 ที่ตกลงบนผืนดินจะสามารถไหลลงสู่มหาสมุทรได้ ในชณะที่งานวิจัยล่าสุดนำเสนอปริมาตรของน้ำซึ่งถูกเก็บกักไว้ในที่ต่างๆ ก่อนจะระเหยกลายเป็นไอ เช่น 2 ใน 3 ของปริมาตรทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ในพืชก่อนที่จะคายออกมา มีอยู่มากกว่า 1 ใน 4 ที่ระเหยหลังจากตกลงบนใบไม้ ที่เหลืออีกจำนวนน้อยกว่าจะระเหยจากดิน หรือจากแหล่งน้ำอื่นๆ เช่น ทะเลสาบ แม่น้ำ หรือลำธาร\nเกบ โบเวน นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยยูทาห์กล่าวว่าการวิจัยของพวกเขามาจากคำถามว่าหลังจากฝนตกลงมาบนผืนดินแล้วมันไปที่ไหนหมด ซึ่งการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์เพราะน้ำบนผืนดินเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ต่อระบบนิเวศและการเกษตรของมนุษย์ แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการสำรวจปริมาตรที่ชัดเจนว่าน้ำเหล่านี้ไปอยู่ที่ใดบ้าง ซึ่งก่อนหน้านี้มักจะมีคนบอกว่าน้ำส่วนใหญ่ถูกใช้และถูกปล่อยออกมาโดยพืชแต่ผลการวิจัยล่าสุดระบุว่ามีการใช้และปล่อยออกมาจากพืชน้อยกว่าที่ตั้งสมมุติฐานกันไว้ก่อนหน้านี้\nผู้นำการวิจัยในครั้งนี้คือ สตีเฟน กูด นักอุทกวิทยาจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ เขาทำการวิจัยโดยค้นหาว่าน้ำที่มาจากฝนหรือหิมะที่ละลายจะเดินทางผ่านไปยังที่ใดได้บ้าง ทีมนักวิจัยทำการสำรวจสัดส่วนไอโซโทปธาตุไฮโดรเจน (hydrogen isotope ratios) ของน้ำฝน น้ำในแม่น้ำและน้ำในบรรยากาศจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งมีการรวบรวมข้อมูลจากทั่วโลกโดยทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ รวมถึงมีการวัดผลจากดาวเทียมของนาซาเพื่อตรวจหาปริมาตรน้ำจากฝนหรือหิมะบนที่ตกบนผืนดินยกเว้นแหล่งน้ำที่ไหลลงสู่ทะเล\nผลการวิจัยพบว่าปริมาตรน้ำร้อยละ 64 ซึ่งคิดเป็น 55,000 ลูกบาศก์กิโลเมตร (ลบ.กม.) มาจากการคายน้ำของพืชซึ่งน้อยกว่างานวิจัยอื่นก่อนหน้านี้ซึ่งระบุว่ามีการคายน้ำจากพืชมากถึงร้อยละ 80 ผลวิจัยระบุต่อไปปริมาตรน้ำว่าร้อยละ 6 ระเหยจากดินคิดเป็น 5,000 ลบ.กม. ร้อยละ 3 ระเหยจากทะเลสาบ สำธาร และแม่น้ำ คิดเป็น 2,000 ลบ.กม. และจากงานวิจัยก่อนหน้านี้มีการระบุว่าน้ำร้อยละ 27 ซึ่งคิดเป็น 23,000 ลบ.กม. จะตกสู่ใบของพืชแล้วระเหยซึ่งเรียกว่าปรากฎการณ์ที่น้ำถูกยึดไปโดยส่วนของพืช (Interception)\nนอกจากนี้ยังมีการสำรวจปริมาตรน้ำจากฝนและหิมะที่ไหลผ่านทางดินเพื่อให้พื้ชได้นำไปใช้ โดยระบุว่ามีร้อยละ 38 เท่านั้นที่ไหลผ่านทางดินก่อนที่จะไปสู่น้ำใต้ดินหรือแหล่งน้ำอื่นๆ ในจำนวนนอกจากนี้จะไหลไปสู่แหล่งน้ำดังกล่าวอย่างรวดเร็วโดยไม่ใช้เวลาอยู่กับพื้นดินมากนัก โบเวนชี้ให้เห็นถึงการสำรวจเรื่องปริมาตรดังกล่าวว่ามันจะช่วยประเมินในเรื่องคุณภาพน้ำ ระบบนิเวศของน้ำ และเรื่องภาวะโลกร้อนได้ เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นบนผิวดินมีกระบวนการทางชีวภาพหลายอย่าง รวมถึงเรื่องการใช้ปุ๋ยและการปนเปื้อนของผิวดิน ซึ่งโบเวนมองว่าถ้าหากน้ำที่ตกมาไหลผ่านผิวดินไปอย่างรวดเร็วก็จะมีปฏิสัมพันธ์กับกระบวนการเหล่านี้ได้น้อย\nกูดบอกว่าระบบนิเวศของน้ำมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อโลกเข้าสู่ภาวะโลกร้อน ทำให้ต้องศึกษาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปริมาตรน้ำที่มีต่อระบบนิเวศโดยรวมและต่อการเกษตร โดยมีการยกตัวอย่างว่าเมื่อใบของพืชคายน้ำจะมีการดูดก็าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ซึ่งช่วยลดสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนได้\nมีงานวิจัยก่อนหน้านี้ระบุว่าในแต่ละปีจะมีปริมาตรน้ำราว 496,000 ลบ.กม. ระเหยจากทั้งมหาสมุทรในปริมาตรร้อยละ 83 และพื้นที่ผืนดินในปริมาตรร้อยละ 17 ก่อนจะกลายเป็นฝนซึ่งฝนร้อยละ 77 จะตกลงสู่มหาสมุทรและร้อยละ 23 ตกลงสู่พื้นที่ผืนดิน\nเรียบเรียงจาก\nWhere does water go when it doesn't flow? [1], Phys, 09-07-2015 \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-7dc71b7d6717425aa27662e41eee29b7", "input": "Title: ก่อนจะมีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1 ปี ภาษีมรดก ไม่สามารถเก็บได้แม้แต่บาทเดียว \n Body: ก่อนจะมีการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง วันนี้ Land Watch Thai อยากจะชวนพูดคุยเรื่องภาษีมรดกกันครับ เพราะภาษีมรดกนั้นมีเป้าหมายเพื่อจัดการความเหลื่อมล้ำเช่นเดียวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและเราคิดว่าในตอนนี้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีบ้างอย่างที่คล้ายกันอยู่บางเรื่องครับ\nภาษีรับมรดกและภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในฐานะของการลดความเหลื่อมล้ำ\nแท้จริงแล้วเงินและที่ดินต่างก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่าจำกัด ดังนั้นหากสองสิ่งนี้กระจุกตัวอยู่ที่คนส่วนน้อยในจำนวนมากๆ อย่างเช่นประเทศไทย ก็จะส่งผลให้มีคนจำนวนมากมีทรัพย์สินและที่ดินในจำนวนน้อยหรือไม่มีเลย ดังนั้นรัฐในฐานะที่จะต้องดูแลประชาชนทุกคน จึงจำเป็นที่จะต้องก่อให้เกิดการกระจายทรัพย์สินเหล่านั้น และนโยบายทางด้านภาษีนั้นก็ถือว่าเป็นนโยบายที่ก่อให้เกิดการกระจายตัวของทรัพย์สินได้จริงทั้งในทางตรง คือ การเอาภาษีไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และทางอ้อมคือการที่เจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้นกระจายการถือครองออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงภาระภาษี\nมารู้จักภาษีมรดกกัน\nณ ปัจจุบันภาษีรับมรดกของประเทศไทยถูกบังคับใช้ไปแล้วกว่า 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 โดยการเก็บภาษีรับมรดกนั้นเก็บจากผู้ได้รับมรดก โดยจะเริ่มเก็บจากผู้ที่ได้รับมรดกมากกว่า 100 ล้านบาท และจะเริ่มเก็บจากมูลค่าที่เกิน 100 ล้านบาทเป็นต้นไป ในอัตรา 5% หากผู้ได้รับมรดกเป็นผู้สืบสันดานหรือเป็นบุพการี ของเจ้าของมรดก และอัตรา 10% หากผู้รับมรดกเป็นบุคคลอื่นๆ  โดยจะขอยกตัวอย่างให้เข้าใจดังนี้\nหากนาย A มีทรัพย์สินมูลค่า 500 ล้านบาท มีลูก 2 คน เมื่อนาย A เสียชีวิต ได้แบ่งมรดกให้ลูกทั้งสองคน คนละ 250 ล้านบาท นั่นแปลว่าลูกทั้งสองของนายเอจะต้องเสียภาษีมรดก 5% ของทรัพย์สิน มูลค่า 150 ล้านบาท(คิดภาษีจากทรัพสินส่วนเกินจาก 100 ล้านบาทแรก) ในกรณีคือเท่ากับ 7.5 ล้านบาท แต่หากนาย A ตัดสินในมอบมรดกนี้ให้กับเพื่อนสนิท เพื่อนสนิทของนาย A จะต้องเสียภาษีรับมรดกในอัตรา 10% ก็จะเท่ากับ 15 ล้านบาท\n\nโดยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมานั้นพบว่าประเทศไทยไม่สามารถเก็บภาษีมรดกได้เลยแม้แต่บาทเดียว จากข้อมูลผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลเบื้องต้นจากกระทรวงการคลังระบุว่า ในปี 2559 รัฐบาลไทยเก็บภาษีได้ทั้งหมด 498,580 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าปี 2559 ถึงเกือบ 9 พันล้านบาท แต่ไม่มีภาษีรับมรดกได้แม้แต่บาทเดียว\nปีที่ผ่านมาไม่มีคนรวยได้รับมรดกเลยหรือ\nสาเหตุของการที่เก็บภาษีไม่ได้ คงไม่ใช่เพราะว่าไม่มีผู้เสียชีวิตในปีที่แล้วแน่ๆครับ เพียงแต่การกฎหมายฉบับนี้ทำให้เกิดช่องว่างของกฎหมายในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นการทยอยโอนทรัพย์สินให้ลูกหลานในขณะที่ตนยังมีชีวิตอยู่ การแบ่งทรัพย์สินที่มูลค่ามากๆ เช่น หากมีที่ดิน มูลค่า 100 ล้าน ก็แบ่งเป็นหลายแปลงและก็ทยอยโอนให้กับลูกหลาน หรือแม้กระทั้งการทำประกันชีวิตที่มีมูลค่าสูงและให้ลูกหลานเป็นผู้รับประโยชน์ ก็สามารถเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีได้เช่นกันเพราะถือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาหลังจากเสียชีวิตแล้ว\nแล้วเกี่ยวอะไรกับภาษีที่ดิน\nกรณีแบบนี้มันคล้ายๆกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่กำลังจะประกาศใช้ครับ เพราะ พรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นมีอัตราภาษีที่ดินและสูงปลูกสร้างประเภทที่อยู่อาศัยในกรณีบ้านหลังแรกและที่ดินเกษตรกรรมที่ 50 ล้านบาท โดยที่ไม่ได้มีการนับรวมทุกแปลงจองเจ้าของที่ดิน ดังนั้นจึงแปลว่า หากนาย A มี ที่ดิน 5 แปลง มูลค่าแปลงละ 20 ล้านบาท รวม 100 ล้านบาท หากแต่ว่าแต่ละแปลงนั้นไม่มีมูลค่าถึง 50 ล้าน จึงไม่ถูกเก็บ\nกรณีเช่นนี้อาจจะทำให้รัฐบาลไม่อาจจะเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้เลยโดยหากว่าเจ้าของที่ดินตั้งใจจะให้ที่ดินของตนเองมีมูลค่าต่ำกว่า 50 ล้านบาท เช่น กรณีเจ้าของบริษัทใหญ่ที่มีที่ดินมากกว่า 100,000 ไร่ ได้มีการตั้งบริษัทลูกในเครือกว่า 200 บริษัท เพื่อรับมือกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ในขณะนี้\nสุดท้ายเราขอยืนยันว่าการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นสามารถลดความเหลื่อมล้ำได้จริง แต่ถึงอย่างนั้นหากการออกกฎหมายโดยมีช่องว่างมากมายก็เป็นการง่ายที่จะทำให้เกิดการหลบเลี่ยงภาษี อาจจะทำให้โอกาสในการที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศเกิดขึ้นได้ยากและหาก พรบ.ฉบับดังกล่าวออกมาน่าผิดหวังด้วยแล้วก็จะเป็นการยากที่จะทำให้เกิดการสนับสนุน กฎหมายภาษีที่ดินที่ดีกว่านี้ในอนาคตเช่นกัน\n \n \nหมายเหตุ: Land Watch Thai [1] ติดตามปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเด็นที่ดิน และสถานการณ์ปัญหาการแย่งยึดที่ดินที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายของรัฐ  รวมถึงการผ่านกฎหมายหรือนโยบายใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการที่ดิน อันเป็นปัจจัยพื้นฐานในการทำกินและอยู่อาศัย ที่ทุกคนบนแผ่นดินไทยควรมีสิทธิเสมอกัน\nเผยแพร่ครั้งแรกใน: http://landwatchthai.org/2017/06/09/inheritatetax/ \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-8caed399699c4f05be54e9b11a06792a", "input": "Title: ยอมถอย คลังระงับระเบียบจ้างลูกจ้างนอกงบฯ-แพทย์ชนบทยกเลิกนัดประท้วง \n Body: หลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก รมว.สาธารณสุข ปิดห้องถกกับ รมว.คลัง ชะลอการบังคับใช้ระเบียบการจ้างพนักงานหรือลูกจ้างโดยใช้เงินนอกงบไปก่อน พร้อมเชิญหน่วยงานทุกกระทรวงทำประชาพิจารณ์เพื่อรู้แผนอัตรากำลังที่ตรวจสอบได้ ด้านชมรมแพทย์ชนบทออกแถลงการณ์จับตา 1 เดือนไม่ทำจะมาประท้วงใหม่\n\nที่มา: เพจแพทย์ชนบท\n31 พ.ค.2561 ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังร่วมหารือกับรมว.การคลัง เรื่องระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ้างพนักงานหรือลูกจ้างโดยใช้เงินนอกงบประมาณ 2561 ว่า ระเบียบดังกล่าวทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนของหลายๆ ฝ่าย ดังนั้น รมว.การคลัง จึงขอระงับการใช้ระเบียบดังกล่าวไปก่อน โดยในช่วงบ่ายของวันที่ 31 พ.ค.นี้ ก็จะมีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง ทุกหน่วยงานทุกกระทรวง เข้ามาเพื่อทำประชาพิจารณ์ก่อนจะทำการปรับเปลี่ยนระเบียบดังกล่าวเพื่อให้เกิดความเข้าใจในระเบียบมากขึ้น ส่วนในแต่ละกระทรวงจะมีข้อตกลงอย่างไรกับกระทรวงการคลังก็สามารถทำได้ตามความต้องการ\n\"สิ่งสำคัญคือต้องรู้และมีแผนเรื่องของอัตรากำลังที่ชัดเจน ทำให้เกิดการมีวินัย มีการวางแผนที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดความคล่องตัว อย่างไรก็ตามการสั่งระงับระเบียบดังกล่าวนั้นก็ไม่ได้มีผลกระทบกับการจ้างงานของ สธ. เพราะยังใช้ระเบียบเดิมอยู่ ทุกอย่างสมารถทำได้เหมือนเดิม\"รมว.สาธารณสุข\nเมื่อถามถึงกรณีระเบียบเงินบำรุงของ สธ.จะต้องมีการปรับแก้ด้วยหรือไม่ ศ.นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ต้องมีการหารือร่วมกันว่า สิ่งใดที่ทำให้เกิดความคล่องตัว และสามารถตรวจสอบได้ก็ปรับ ซึ่งเราต้องดูในรายละเอียด และอาจมีการปรับระเบียบเงินบำรุงได้ตามสิ่งที่ควรจะเป็นตามหลักการ\nด้านชมรมแพทย์ชนบท [1] ออกแถลงการณ์ระบุว่าชมรมแพทย์ชนบทได้เข้าร่วมประชุมกับรมต.กระทรวงการคลัง และรมต.สธ. และคณะทั้ง 2 กระทรวง ผลการเจรจาได้ข้อสรุปดังนี้ 1.กระทรวงการคลังจะสั่งชะลอระเบียบการจ้างฯปี2561 ภายในวันนี้ไปก่อน จากนั้นบ่ายวันนี้จะเชิญทุกส่วนมาปรับปรุงระเบียบ จนกว่าจะได้ข้อยุติ 2.ส่วนระเบียบเงินบำรุง ในข้อ 10 เรื่องการจ้างและการจ่ายค่าตอบแทน ในส่วนที่กระทรวงการคลังเพิ่มขึ้นมาที่ต้องขอทำการตกลงกับกระทรวงการคลังก่อนและเงินบริจาคที่มีวัตถุประสงค์ ที่ควรตัดออกจากระเบียบเงินบำรุงปี 2561 นั้นกระทรวงการคลังให้กระทรวงสาธารณสุขเสนอแก้ไขมาด่วน ดังนั้นจึงถือได้ว่ากระทรวงการคลังและกระทรวงสาธารณสุข ได้แก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องของพวกเราในระดับหนึ่งแล้ว ในส่วนของระเบียบเงินบำรุงปี 2561 ชมรมแพทย์ชนบทยังคงเห็นว่าเรื่องนี้ควรดำเนินการให้แล้วเสร็จอย่างช้าไม่เกิน 1 เดือน และจะติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป\n“พี่น้องที่ยังไม่เดินทางเข้ามากระทรวงการคลังหากชะลอได้ทันก็ขอให้ชะลอไว้ก่อน หากทั้ง 2 กระทรวงไม่ดำเนินการตามที่ตกลงไว้ ภายใน 1 เดือน ค่อยมาทวงถามคำมั่นสัญญาที่ทำเนียบรัฐบาลแทน” เพจชมรมแพทย์ชนบทระบุ \n \nที่มาบางส่วน:ไทยรัฐออนไลน์ [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-f7539f5469ca4030befea46967a6b73e", "input": "Title: องค์การนิรโทรษกรรมสากลกังวล พรบ.ความมั่นคงภายในฯ จะทำให้สถานการสิทธิมนุษยชนไทยเลวร้ายลง \n Body: องค์การนิรโทษกรรมสากล ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ....ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และอาจมีการบังคับใช้เป็นกฎหมาย ว่าจะนำไปสู่การละเมิดมาตรฐานสิทธิมนุษชนสากล และทำให้สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในไทยเลวร้ายลงไปอีก ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวจะให้อำนาจอย่างกว้างขวางและไม่มีขอบเขตชัดเจนให้กับทหาร โดยเฉพาะผู้บัญชาการทหารบกคือมีอำนาจในการบังคับบัญชาหน่วยงานของรัฐ การควบคุมตัวบุคคลเป็นเวลานาน การปราบปรามบุคคลและกลุ่มบุคคลที่ผู้บัญชาการทหารบกเห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร อีกทั้งยังกำหนดให้มีการยกเว้นโทษอันเป็นเหตุให้สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน อันเป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติในกฎหมายฉบับนี้ได้\nทั้งนี้ข้อมูลการวิจัยขององค์การนิรโทษกรรมสากลชี้ให้เห็นว่า เมื่อมีการออกกฎหมายเพื่อให้อำนาจพิเศษต่อทหารหรือหน่วยงานอื่นใดอันเป็นการขัดต่อมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล มักเป็นเหตุนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนนอกเหนือไปจากขอบเขตที่กำหนดไว้ในกฎหมายเหล่านั้น การละเมิดเพิ่มเติมเช่นนี้มักรวมไปถึงการละเมิดสิทธิในการมีชีวิต และเสรีภาพที่จะไม่ต้องเผชิญกับการทรมานและการปฏิบัติที่ทารุณโหดร้าย ผิดมนุษย์หรือลดทอนความเป็นมนุษย์ หรือการลงโทษ\nนอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ออกพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินและกฎอัยการศึกที่ให้นิยามอย่างคลุมเครือ แต่ให้อำนาจกับทหารหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไว้มากมาย โดยเฉพาะในภาคใต้ ซึ่งเป็นเหตุนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนและไม่สามารถทำให้เกิดสันติภาพหรือความมั่นคงได้ ดังนั้น หากมีการผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ น่าจะทำให้มรดกการยกเว้นโทษผู้กระทำผิดซึ่งเกิดขึ้นในสังคมไทยร่วมสมัยดำเนินต่อไป\nเช่น การสอบสวนการเสียชีวิตของประชาชนเกือบ 200 คนอันเนื่องมาจากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงอย่างทารุณ และการใช้อำนาจปราบปรามอันเป็นเหตุให้เสียชีวิต ในระหว่างการปราบปรามกลุ่มติดอาวุธที่จู่โจมหน่วยงานราชการต่าง ๆ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 และในระหว่างการประท้วงที่ตากใบเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547\nผลการสอบสวนไม่ได้นำไปสู่การดำเนินคดีต่อผู้มีส่วนรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด อีกทั้งยังมีการลักพาตัวให้สูญหายของบุคคลมากกว่า 20 คนก็ยังเกิดขึ้นในท่ามกลางความรุนแรงที่บานปลายในภาคใต้ตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งไม่มีแนวโน้มจะยุติลง\nองค์การนิรโทษกรรมสากลยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยจะต้องสอบสวน ดำเนินคดีและดำเนินการเพื่อให้ผู้ที่ต้องสงสัยว่าได้ก่ออาชญากรรม ทั้งอาชญากรรมที่เป็นความรุนแรง ให้ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ทั้งนี้โดยผ่านกระบวนการตามกฎหมายพลเรือนและกฎหมายอาญา และเป็นการไต่สวนในศาลของพลเรือน แทนที่จะใช้การละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อเป็นอาวุธต่อสู้กับภัยคุกคามต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร\nโดยตามเนื้อหาที่เป็นอยู่ร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงฯ ขัดกับกฎบัตรและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล และสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่ควรผ่านกฎหมายฉบับนี้ และขอให้หน่วยงานรัฐของไทยถอนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกไป หรือให้มีการปรับปรุงเนื้อหาใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับกฎบัตรและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล\nองค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย\n แถลงการณ์\n AI Index: ASA 39/010/2007 (Public)\n News Service No: 155\n 15 สิงหาคม 2550\n พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรของไทย\n ให้อำนาจกับทหารมากจนยากแก่การตรวจสอบ\n องค์การนิรโทษกรรมสากลกังวลกับ \"ร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร\" ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และอาจมีการบังคับใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งจะนำไปสู่การละเมิดมาตรฐานสิทธิมนุษชนสากล และทำให้สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในไทยเลวร้ายลงไปอีก\n ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้อำนาจอย่างกว้างขวางและไม่มีขอบเขตชัดเจนให้กับทหาร โดยเฉพาะผู้บัญชาการทหารบก อำนาจดังกล่าวประกอบด้วยการบังคับบัญชาหน่วยงานของรัฐ การควบคุมตัวบุคคลเป็นเวลานาน การปราบปรามบุคคลและกลุ่มบุคคลที่ผู้บัญชาการทหารบกเห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังกำหนดให้มีการยกเว้นโทษอันเป็นเหตุให้สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน อันเป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติในกฎหมายฉบับนี้ได้\n องค์การนิรโทษกรรมสากลตระหนักดีถึงปัญหาท้าทาย โดยเฉพาะปัญหาท้าทายต่อความมั่นคงที่ประเทศไทยต้องเผชิญ และภาระหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม ทางองค์กรเรียกร้องให้หน่วยงานต่าง ๆ เผชิญหน้ากับปัญหาที่ท้าทายเหล่านี้ พร้อมกับคุ้มครองและเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียม ภายใต้บริบทดังกล่าว และจากการพิจารณาคำพูดของพลเอกบุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเมื่อเร็ว ๆ นี้เกี่ยวกับการปะทะกันระหว่างผู้ต่อต้านรัฐประหารกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันที่ 22 กรกฎาคม 2550 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นเหตุสมควรให้เกิดข้อกังวลต่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ (1)\n ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เสนอให้มีการจัดตั้งหน่วยงานหลายแห่ง โดยอำนาจบังคับบัญชาหน่วยงานเหล่านี้อยู่ในมือของบุคคลคนเดียวคือ ผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)ที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ซึ่งก็คือผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (มาตรา 9)\n ผู้บัญชาการทหารบกในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในสามารถใช้อำนาจต่อไปนี้ได้อย่างเต็มที่\n อำนาจบังคับบัญชา \"หน่วยงานของรัฐ\" ซึ่งไม่มีการนิยามและกำหนดขอบเขต ในทางปฏิบัติอาจหมายถึงอำนาจบังคับบัญชาหน่วยงานพลเรือนทั้งหมดอย่างเต็มรูปแบบ [มาตรา 24];\n อำนาจในการออกมาตรการจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง การรวมตัว และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร [มาตรา 25(2), 25(3) และ 25(6)];\n อำนาจสั่งการให้มีการใช้ \"กำลังทหาร\" ได้ตามกฎอัยการศึก [มาตรา 25(8)];\n อำนาจจับกุม และควบคุมตัวบุคคลตามหมายศาลได้เป็นเวลาเจ็ดวัน และสามารถฝากขังต่อได้อีกแต่รวมกันทั้งหมดไม่เกิน 30 วัน [มาตรา 26(1)];\n ดำเนินการ \"ปราบปราม\" บุคคล กลุ่มบุคคล หรือกลุ่มองค์กรที่ก่อให้เกิดการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร [มาตรา 26(2)];\n บังคับให้บุคคลมารายงานตัวต่อเจ้าพนักงาน หรือมาให้ถ้อยคำ หรือส่งมอบ \"เอกสาร หรือหลักฐานใด\" [มาตรา 26(3)];\n ตรวจค้น บุคคล ยานพาหนะ เคหสถาน สิ่งปลูกสร้าง หรือสถานที่ใดๆ [มาตรา 26(4)] - แม้ว่าในมาตรานี้จะระบุให้ต้องดำเนินการตามวิธีการค้นในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และในกรณีทั่วไปกำหนดให้มีร้องขอต่อศาลเพื่อขออนุญาตดำเนินการ แต่ก็ไม่มีการระบุอย่างชัดเจนว่าจำเป็นต้องมีหมายศาลก่อนก่อนการตรวจค้น [มาตรา 26(5)] - เนื้อหาในมาตรานี้ขัดแย้งกันเอง และมีแนวโน้มชี้นำว่าการตรวจค้นโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องขอหมายศาลแต่อย่างใด\n ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน เอกสาร หรือพยานหลักฐาน [มาตรา 26(6)]\n คำสั่งให้เข้ารับ \"การอบรม ณ สถานที่ที่กำหนด\" ของผู้ต้องสงสัยเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน เพื่อแลกกับการไม่ส่งฟ้องศาล (มาตรา 31) ดูเหมือนมีการกำหนดให้ขอ \"คำยินยอม\" ของผู้ต้องสงสัยเพื่อเข้ารับการอบรมดังกล่าว แต่ในกรณีที่มีการขู่ว่าจะดำเนินคดีอาญา การยินยอมเข้าร่วม \"การอบรม\" ดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่น่าสงสัย และเมื่อไม่มีการให้คำยินยอมอย่างเสรีแล้ว การอบรมเช่นนี้น่าจะมีลักษณะเหมือนการควบคุมตัวโดยพลการมากกว่า\n เว้นแต่จะมีการระบุไว้อย่างชัดเจน มาตราต่าง ๆ ข้างต้นไม่ได้กำหนดให้ต้องมีการร้องขออำนาจจากศาลก่อนที่จะมีการปฏิบัติแต่อย่างใด\n ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ระบุถึงหลักเกณฑ์ที่เป็นกลางและขั้นตอนที่ชัดเจนที่จะนำไปสู่การประกาศภาวะฉุกเฉิน หรือเป็นเหตุผลหรือความชอบธรรมให้มีการใช้อำนาจเหล่านี้ การใช้อำนาจทั้งหมดดูเหมือนจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ ผู้บัญชาการทหารบกเมื่อเห็น \"มีเหตุอันควรสงสัยว่า\" หรือ \"เมื่อปรากฏว่ามี\" \"การกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร\" (มาตรา 24, 25) ซึ่งเป็นการกำหนดนิยามการกระทำเช่นนั้นอย่างคลุมเครือและกว้างขวาง โดยไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะการกระทำอันเป็นความรุนแรงเท่านั้น หากยังหมายรวมถึง \"การก่ออาชญากรรมข้ามชาติ\" \"การโฆษณาชวนเชื่อ\" และ \"การยุยง\" (มาตรา 3) โดยผู้บัญชาการทหารบกสามารถใช้อำนาจดังกล่าวในที่ใดก็ได้ในประเทศไทย และในเวลาใดก็ได้\n แม้ว่า มาตรา 4 กำหนดให้ควรมี \"ระบบตรวจสอบถ่วงดุล\" การใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ แต่ไม่มีการกำหนดวิธีการอย่างชัดเจน เว้นแต่มีการเขียนอย่างกว้าง ๆ ถึงมาตรการที่มีประสิทธิภาพที่จะช่วยถ่วงดุลการใช้อำนาจที่กว้างขวางของผู้บัญชาการทหารบก ข้อจำกัดในการตรวจสอบโดยอำนาจศาลทำให้เกิดความเสี่ยงยิ่งขึ้นว่าอาจมีการใช้อำนาจโดยพลการและใช้อำนาจในทางที่มิชอบ\n นอกจากนั้น องค์การนิรโทษกรรมสากลกังวลอย่างยิ่งว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ยกเว้นการดำเนินคดีต่อเจ้าพนักงานซึ่งได้กระทำความผิดทางอาญาในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญาหรือทางวินัย ในกรณีที่ถือได้ว่าเจ้าพนักงานได้ปฏิบัติหน้าที่ \"ที่สุจริตไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุ\" (มาตรา 37) องค์การนิรโทษกรรมสากล ไม่เห็นด้วยกับการยกเว้นโทษในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน\n ทางองค์กรยังกังวลอีกถึงการบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งจะนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยผู้ละเมิดได้รับการยกเว้นโทษ ทั้ง ๆ ที่สิทธิเหล่านี้มีการประกาศไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และในกฎบัตรสากลอื่น ๆ อย่างเช่น กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศภาคีสมาชิก เสรีภาพเหล่านั้นประกอบด้วย\n • เสรีภาพในการเดินทาง\n • เสรีภาพในการรวมตัว รวมกลุ่มสมาคม\n • เสรีภาพที่จะไม่ถูกควบคุมตัวโดยพลการ\n • สิทธิที่จะได้รับการไต่สวนตามขั้นตอนที่เป็นธรรม\n • สิทธิความเป็นส่วนตัว\n จากข้อมูลการวิจัยขององค์การนิรโทษกรรมสากลชี้ให้เห็นว่า เมื่อมีการออกกฎหมายเพื่อให้อำนาจพิเศษต่อทหารหรือหน่วยงานอื่นใดอันเป็นการขัดต่อมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล มักเป็นเหตุนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนนอกเหนือไปจากขอบเขตที่กำหนดไว้ในกฎหมายเหล่านั้น การละเมิดเพิ่มเติมเช่นนี้มักรวมไปถึงการละเมิดสิทธิในการมีชีวิต และเสรีภาพที่จะไม่ต้องเผชิญกับการทรมานและการปฏิบัติที่ทารุณโหดร้าย ผิดมนุษย์หรือลดทอนความเป็นมนุษย์ หรือการลงโทษ\n ดังที่องค์การนิรโทษกรรมสากลรายงานไว้ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ออกพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินและกฎอัยการศึกที่ให้นิยามอย่างคลุมเครือ แต่ให้อำนาจกับทหารหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไว้มากมาย โดยเฉพาะในภาคใต้ ซึ่งเป็นเหตุนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนและไม่สามารถทำให้เกิด\n สันติภาพหรือความมั่นคงได้ หากมีการผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ น่าจะทำให้มรดกการยกเว้นโทษผู้กระทำผิดซึ่งเกิดขึ้นในสังคมไทยร่วมสมัยดำเนินต่อไป ยกตัวอย่างเช่น การสอบสวนการเสียชีวิตของประชาชนเกือบ 200 คนอันเนื่องมาจากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงอย่างทารุณ และการใช้อำนาจปราบปรามอันเป็นเหตุให้เสียชีวิต ในระหว่างการปราบปรามกลุ่มติดอาวุธที่จู่โจมหน่วยงานราชการต่าง ๆ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 และในระหว่างการประท้วงที่ตากใบเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 ผลการสอบสวนไม่ได้นำไปสู่การดำเนินคดีต่อผู้มีส่วนรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด นอกจากนั้น การลักพาตัวให้สูญหายของบุคคลมากกว่า 20 คนก็ยังเกิดขึ้นในท่ามกลางความรุนแรงที่บานปลายในภาคใต้ตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งไม่มีแนวโน้มจะยุติลง\n เพื่อให้เกิดการเคารพต่อสิทธิมนุษยชน รัฐบาลไทยจะต้องสอบสวน ดำเนินคดีและดำเนินการเพื่อให้ผู้ที่ต้องสงสัยว่าได้ก่ออาชญากรรม ทั้งอาชญากรรมที่เป็นความรุนแรง ให้ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ทั้งนี้โดยผ่านกระบวนการตามกฎหมายพลเรือนและกฎหมายอาญา และเป็นการไต่สวนในศาลของพลเรือน แทนที่จะใช้การละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อเป็นอาวุธต่อสู้กับภัยคุกคามต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร\n ตามเนื้อหาที่เป็นอยู่ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขัดกับกฎบัตรและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล และสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่ควรผ่านกฎหมายฉบับนี้ องค์การนิรโทษกรรมสากลจึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐของไทยถอนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกไป หรือให้มีการปรับปรุงเนื้อหาใหม่ทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับกฎบัตรและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล\n ความเป็นมา\n ภายหลังเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2550 มีการส่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้กับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อตรวจสอบ ก่อนจะเสนอให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อการอภิปรายต่อไป ที่ผ่านมาคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายหลังรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นผู้ใช้อำนาจหลักในการแต่งตั้งรัฐบาล แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่เป็นสภาเพื่อพิจารณากฎหมายชั่วคราวก่อนที่จะมีการลงประชามติในวันที่ 19 สิงหาคม 2550 และคาดว่าจะมีการเลือกตั้งภายในสิ้นปีนี้ และมีส่วนควบคุมกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ\n --------------------------------------------------------------\n (1) The Nation, 27 July 2007.\n AMNESTY INTERNATIONAL\n Public Statement\n AI Index: ASA 39/010/2007 (Public)\n News Service No: 155\n 15August 2007\n Thailand\"s Internal Security Bill - sweeping powers for the military with little accountability\n Amnesty International is concerned that the \"Draft Act on the Maintenance of National Security in the Kingdom\" (Draft Act), currently under review by Thailand\"s Council of State (the government\"s legal advisory body), would, if passed into law, violate international human rights standards and further jeopardise human rights in Thailand.\n The Draft Act vests sweeping and ill-defined powers in the military, in particular the Commander-in-Chief, including powers to take command of state agencies, to carry out long-term detention, and to suppress groups and individuals perceived by him as posing a threat to national security. The Draft Act will also ensure impunity from prosecution for human rights violations perpetrated under its provisions.\n Amnesty International acknowledges the challenges, including security challenges, facing Thailand, and the duty that the Thai authorities have to ensure the safety of the population. However, the organization is calling upon the authorities to face these challenges while protecting and respecting the human rights of all. In this context, a recent statement by the Defence Minister Boonrawd Somtas that the clashes between anti-coup protesters and the police on 22 July 2007 in Bangkok provided justification for the Draft Act is a cause for concern.1\n The Draft Act proposes the creation of several bodies. The powers of these bodies are concentrated in the hands of one man - the Director of a revived Internal Security Operation Command (ISOC) - who is the \"Royal Army Commander-in-Chief\" (Article 9).\n The following powers are among those which the Army Commander-in-Chief, in his capacity as the Director of ISOC, would be able to exercise:\n Take command of \"state agencies\" - which, undefined and unlimited, may in effect mean the full civil service apparatus [Article 24]; Impose restrictions on freedom of movement, assembly and information [Articles 25(2), 25(3) and 25(6)];\n Order \"the use of military force\" in accordance with Martial law [Article 25(8)];\n Arrest and detain a person, on the basis of a court warrant, for seven days initially, with extensions of up to 30 days in total [Article 26(1)];\n \"Suppress\" groups, individual and organizations perceived by him as posing a threat to national security [Article 26(2)];\n Compel any person to issue statements; appear in person or hand in \"any documents or evidence\" [Article 26(3)];\n Search individuals, vehicles and buildings [Articles 26(4)] - while this section states that such searches must be carried out according to the Criminal Procedure Code, under the terms of which court authorisation is usually necessary, there is no clear statement in this Act that a court warrant is required;\n Enter and search homes [Article 26(5)] - the terms of this section are 
contradictory and appear to suggest that such searches generally do not require a court warrant; Seize or freeze assets, document or other evidence [Article 26(6)] Order the \"training at a special location\" of suspects, in lieu of pressing charges against them, for up to six months (Article 31). Such training apparently requires the \"consent\" of the suspect, but with the threat of criminal procedures as alternative, the voluntariness of consent to such \"training\" is doubtful. In the absence of freely given consent, such training is therefore likely to amount to arbitrary detention.\n\n Unless otherwise stated, none of the above provisions requires court authorisation for the powers to be exercised.\n The Draft Act contains no objective criteria and no procedures to declare a state of emergency or establish that the use of these powers is necessary or justified. The only requirement is the subjective determination by the Army Commander-in-
Chief that \"there appears to be\" or \"there is an instance\" of \"an act which is a 
threat to the national security in the Kingdom\" (Articles 24, 25). Such acts are very broadly and vaguely defined, including not only acts of violence but also \"trans-border crime,\" \"propaganda\" and \"incitement\" (Article 2). The powers given to the Army Commander-in-Chief can be used anywhere in Thailand at any time.\n While Article 4 provides that there should be \"checks and balances\" on the exercise of power under this Act, there are no clear proposals beyond this generic provision\n to institute effective safeguards to ensure that the Army Commander-in-Chief\"s sweeping powers can be countervailed. The limited scrutiny by the courts further compounds the risk that powers will be arbitrarily exercised and abused.\n Moreover, Amnesty International is seriously concerned that the Draft Act exempts all government officials who have committed crimes while acting in accordance with the act from any criminal or civil liability, or even disciplinary action, if they had exercised \"functions honestly, in a non-discriminatory manner and within reason\" (Article 37). Amnesty International opposes granting impunity for any human rights violation.\n The organization is further concerned that with the enactment of this draft law, several key human rights would be in jeopardy of being violated with impunity. These rights are enshrined in the Universal Declaration on Human Rights and provided, among others, in the International Covenant on Civil and Political Rights, to which Thailand is a state party. They include:\n Freedom of movement\n Freedom of assembly\n Freedom from arbitrary detention\n The right to fair trial procedures\n The right to privacy\n Amnesty International\"s research has shown that where legislation gives the military or other authorities special powers in contravention of international human rights standards, they facilitate other human rights violations beyond those that such legislation leads to in the first instance. These further violations have often included violations of the right to life and freedom from torture and other cruel, inhuman or degrading treatment or punishment.\n As Amnesty International has reported in the past, Thailand has for decades enacted wide-ranging and vaguely worded Emergency Decrees and Martial Law, granting the military sweeping powers, particularly in the south. These have resulted in human rights violations, and have not brought peace or security. The Draft Act, if passed, would further entrench the legacy of impunity which has characterised recent Thai history. For example, investigations into the deaths of almost 200 people, caused by the security forces\" ill-treatment and excessive use of lethal force, during the violent suppression of attacks by armed groups on government facilities in three southern provinces on 28 April 2004, and during the\n Tak Bai demonstrations on 25 October 2004, have not resulted in those responsible being brought to justice. In addition, the enforced disappearances of more than 20 people since the escalation of violence in the south in 2004 remain unsolved.\n To ensure respect for human rights, the Thai government must investigate, prosecute and hold accountable those suspected of crime, including of violent crime, using normal civilian laws and criminal procedures in civilian courts, rather than resorting to human rights violations in fighting threats to national security.\n The Draft Act, as currently formulated, is in breach of international human rights law and standards, and accordingly, it should not be passed by the National Legislative Assembly (NLA). Amnesty International therefore calls upon the Thai authorities to either withdraw the Draft Act or else reform it extensively, to ensure full compliance with international human rights law and standards.\n Background\n Following cabinet approval on 19 June 2007, the Draft Act was forwarded to the Council of State for review before it goes to the NLA for debate. The military-led Council for National Security established after the 19 September 2006 coup has exercised key decision-making powers over government appointments, including the NLA, which is serving as the interim legislature pending a referendum set for 19 August 2007 and elections envisaged to take place by the end of the year, as well as in the constitution drafting process.\n 1The Nation, 27 July 2007. \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-91767c0fbb834855a114b06616ebd3ba", "input": "Title: ความตายที่ถูกมองข้าม... พิภพวิบัติภัย ตอนที่ 3 \n Body: หลังเหตุการณ์\" ซูนามิ\" ถล่มพื้นที่ 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน บ้านน้ำเค็ม ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ก็เป็นอีกที่หนึ่งซึ่งไม่ต่างจากที่อื่นๆ ที่เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินขึ้นมากมาย \nหมู่บ้านชาวประมงริมชายหาดซึ่งก่อนเกิดเหตุมีผู้อาศัยอยู่หลายพันคน แต่หลังจากเกิดเหตุ ชุมชนน้ำเค็มอันตรธานไปจนแทบไม่เหลืออะไรที่บ่งบอกว่า ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นชุมชนมาก่อน นอกจากศพผู้เสียชีวิตที่เจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บกู้นับพันศพ \nปัญหาที่สำคัญของบ้านน้ำเค็มคือ เจ้าหน้าที่กู้ภัย ของรัฐและเอกชนเข้าปฏิบัติการในพื้นที่ได้ก็ต่อเมื่อเกือบสายเกินแก้เสียแล้ว \n \"ผมทำงานซ่อมเครื่องเรือในทะเล เครื่องมือก็หาย เครื่องเรือที่ซื้อไว้ขายก็ไปกับน้ำหมด ตอนนั้นเพื่อนโทรฯมาบอก ในขณะที่เรากำลังเถียงกันอยู่ว่าทำไมน้ำแห้งผิดปกติ ที่บ้านน้ำเค็มมีคนประมาณ 2,000 หลังคาเรือน เหลือรอดมาได้ไม่ถึง 50 หลังคาเรือน คนที่ตายมีนับไม่ถ้วน\" ช่างเล็กกล่าว \n \"ช่างเล็ก\" วัลลภ เกียรติอำไพ อายุ 50 ปี บอกว่า ข้างในยังมีศพอีกเยอะเพราะกู้ยาก เนื่องจากมีโคลนมาก โดยมากศพที่เอาขึ้นมาทีหลังเป็นศพสดๆ เขาเพิ่งตายเพราะเขาทนความหิวไม่ไหว ติดอยู่หลายวัน บางคนอยู่ในทะเลห่างไป 20-30 ไมล์ยังไม่ตาย เจ้าหน้าที่เขาทำงานลำบากเพราะ ไม่มีเครื่องมือ \nช่างเล็กเปิดใจว่า ตนต้องทำใจเสียก่อนเรื่องจะอยู่ที่บ้านน้ำเค็มต่อหรือไม่ แต่ถ้ามีคนกลับมาอยู่เยอะเหมือนเดิมก็อาจจะกลับ เพราะที่นี่เหมือนสุสานมีคนเสียชีวิตรวมๆ เป็นหมื่นคน \n \"วันแรกๆไม่มีเครื่องมือกู้ภัยเลยเลย มาพร้อมเอาวันที่สามที่มีเจ้าหน้าที่เป็นคนต่างชาติเข้ามาช่วยกู้ ทั้งที่หากเจ้าหน้าที่ออกหาคนในวันแรกๆ อาจมีคนรอดชีวิตได้หลายคน อย่างเช่นกรณีที่ออกข่าวว่าพบเด็กรอด\" ช่างเล็กกล่าว \nธาลินี เชาวนกิจ อายุ 38 ปี แม่ค้าขายผลไม้ในตลาดสดน้ำเค็ม อ.ตะกั่วป่ากล่าวว่า หมู่บ้าน\nน้ำเค็มเป็นทางผ่าน เป็นหมู่บ้านที่ดูจากข้างนอกเหมือนเป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่ข้างในมีคนอยู่กว่า 3,000 กว่าคน เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงไปช่วยที่อื่นหมด \n \"ศพที่เริ่มกู้ได้เริ่มเก็บวันที่สาม เพราะกู้ยาก ไม่มีเครื่องมือเก็บกู้ ในบ้านน้ำเค็มตายไปเยอะเพราะเป็นที่ราบ เป็นหมู่บ้านทั้งนั้นโดยเฉพาะหมู่บ้านชาวประมง ศพตกค้างมีเยอะมาก \"นางธาลินีกล่าว \nลุงชม อิสรธะ อายุ 74 ปี ทำอาชีพประมง และทำขนมขาย เล่าว่า คลื่นเอาชีวิตลูกสาวของแก ไป จนถึงบัดนี้ยังหาศพไม่เจอ \nลุงชมกล่าวพร้อมชี้ไปที่ซากปรักหักพังว่า เดิมเป็นบ้านที่ลุงและลูกๆ 3 คนอาศัยอยู่ด้วยกัน ในบ้านมีลูกชายสองคนกับลูกสาวคนหนึ่งซึ่งหายไปในสายน้ำ \n \"เห็นคนวิ่งกันเต็มถนน ลุงเลยร้องถามว่ามีอะไรกัน เขาบอกว่ามีคลื่นยักษ์มา เลยจูงลูกสาวจากบ้าน พากันวิ่งหนีจะไปขึ้นสามล้อเครื่องของลูกชาย แต่น้ำซัดมาแล้ว ไม่รู้จะทำยังไง ลูกชายคนเล็กจูงมือพี่สาวจะหนีไปขึ้นเรือใกล้บ้าน เรือเก่าๆ รั่วๆ แต่ก็พอขึ้นได้ ตอนกำลังลงเรือน้ำทะเลซัดมาจากทะเลและจากคลองทั้งสองทาง ลูกสาวถูกน้ำซัดและโดนดูดหายเข้าไปใต้เรือนอีกหลังไปต่อหน้าต่อตา\" ลุงชมเล่าด้วยเสียงสั่นเครือ \nลุงชมเล่าว่าตนเองว่ายน้ำไป แต่ว่ายไม่ได้มากเพราะขยะเต็มไปหมด แต่ขณะที่ว่ายน้ำหนีกระ แสน้ำเบาลงจึงรอดชีวิตมาได้ และในขณะนี้ยังทำใจไม่ได้เพราะมันโหดร้ายเกินไป การสื่อสารทางนี้แย่มาก ทั้งที่ทางภูเก็ตทราบเรื่องก่อนหนึ่งชั่วโมง หากมีการสื่อสารที่ดีมีการแจ้งให้คนอพยพออก ไปอย่างเร่งด่วน คงเกิดการเสียชีวิตน้อยลงกว่านี้ \nลุงชมกล่าวถึงลูกสาวที่จมหายไปว่า ขณะนี้ไม่มีหวังจะได้เจอลูกสาวตัวขณะยังมีชีวิตอีกแล้ว แต่ยังคาดหวังว่าจะได้เจอศพบ้าง อีกทั้งตนยังได้เก็บดีเอ็นเอไว้แล้ว หากเจอศพจะได้นำมาตรวจสอบได้ \n \"ที่นี่เริ่มมาหาศพจริงๆ วันจันทร์ มีคนหาน้อยมากเพราะเป็นชาวบ้านที่อยู่ที่นี่ กว่าเจ้าหน้าที่ข้างนอกจะมาก็เป็นวันที่สามแล้ว เขาไปช่วยที่อื่นก่อน\" ลุงชมกล่าว \nอรพันธ์ สุขบุญทอง อายุ 14 ปี นักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำเค็มบอกว่า ตอนนี้ยังคงกลัวอยู่ และจะไม่กลับไปอยู่ที่เดิมอีกแล้ว เพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันเสียชีวิตไปแล้วหลายคน \nอรพันธ์กล่าวว่า ที่บ้านคุยกันว่า จะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว มันน่ากลัวเกินไป คนที่บ้านข้างๆตายไปเยอะราวๆ ร้อยกว่าคน ถ้านับทั้งหมดบ้านน้ำเค็มตามที่ตนทราบเสียชีวิตไปเป็นพันกว่าคน \n \"พ่อบอกว่า ที่พ่อต้องไปช่วยเก็บศพเพราะเจ้าหน้าที่มาช่วยที่บ้านบางน้ำเค็มช้ามาก พ่อเก็บศพคนที่เพิ่งตายใหม่ๆได้ด้วย หากเจ้าหน้าที่มาช่วยกู้ภัยได้เร็วเขาก็คงไม่ตาย\" ด.ญ.อรพันธ์กล่าว \nอุดม อนันตกูล อายุ 50 ปี ชาวบ้านน้ำเค็มอีกคนหนึ่งที่รอดชีวิตมาได้กล่าวว่า รู้สึกสลดมากและไม่มีวันลืมเหตุการณ์นี้ได้ ส่วนในหมู่บ้านน้ำเค็ม ตนคิดว่าไม่ร้าง แต่ต้องใช้เวลานานในการฟื้นคืนให้ได้อย่างเดิม \n ศิริรัตน์ อนันต์รัตน์\nประชาไทรายงาน \n What is the sentiment in the text for the genre: environment", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-11eecd7bfb804ad1b65be5c319c657cd", "input": "Title: ทูต 'อียู' แจงไม่ได้ 'แทรกแซง' ไทยกรณี 'สมยศ' แต่ 'ปฏิสัมพันธ์' ด้วยหลักสิทธิฯ \n Body: ผู้แทนคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปในไทย กล่าวถึงกรณีเครือข่ายเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้องสถาบัน ที่จะเดินทางไปประท้วงสำนักงานอียูในไทยวันพฤหัสนี้ กรณีอียูออกแถลงการณ์ \"เป็นห่วง\" การตัดสินคดีสมยศ พฤกษาเกษมสุข \n30 ม.ค. 56 - เดวิด ลิปแมน เอกอัครราชทูต และหัวหน้าผู้แทนคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับประชาไทถึงเรื่องการชุมนุมของเครือข่ายเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้องสถาบัน ที่มีกำหนดชุมนุมคัดค้านสำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ ( 31 ม.ค.) ว่า สหภาพยุโรปมิได้มีจุดประสงค์เพื่อเข้าไปยุ่งหรือแทรกแซงอธิปไตยตามที่ทางเครือข่ายอ้าง เนื่องจากสหภาพยุโรปเพียง\"ปฏิสัมพันธ์\" กับประเทศไทยบนหลักของสิทธิมนุษยชน และ \"เป็นห่วง\" ถึงบทลงโทษของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุขที่รุนแรงเกินเหตุ\nก่อนหน้านี้ เครือข่ายเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้องสถาบันได้เผยแพร่กำหนดการการชุมนุมหน้าสำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยระบุว่าเป็นการประท้วงการออกแถลงการณ์ของสหภาพยุโรปเรื่องการตัดสินจำคุก 10 ปีกรณีสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิแรงงานและบรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin เนื่องจากมองว่าสหภาพยุโรปได้ \"ล่วงล้ำอำนาจอธิปไตยของชาติไทย\" และต้องได้รับการ \"สั่งสอน\" \n \nเดวิด ลิปแมน ผู้แทนคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่า สหภาพยุโรปไม่ได้เข้ามา \"แทรกแซง\" กิจการของประเทศไทย แต่หน้าที่ของสหภาพยุโรปคือการมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศไทยที่ตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน โดยมองว่า บทลงโทษจำคุกนายสมยศถึง 11 ปี สำหรับบทความที่ตนเองไม่ได้เขียน เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม\n \n\"แน่นอนว่าการใช้เสรีภาพในการแสดงออกเป็นเรื่องที่สามารถตีความได้ แต่เรามองเรื่องนี้จากหลักการทั่วไปของสิทธิมนุษยชน สำหรับเราแล้วในยุโรป เราเองก็มีสถาบันกษัตริย์ ผมมาจากประเทศอังกฤษซึ่งก็มีพระราชินีที่เราเคารัพและนับถือมาก และประชาชนก็สามารถวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ในทางที่เคารพ และก็ไม่ถูกส่งไปจำคุก\" ลิปแมนกล่าว\n \nเขากล่าวถึงกรณีการประท้วงของกลุ่มดังกล่าวว่า นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้คนสามารถใช้เสรีภาพในการแสดงออกของตนเองได้ ไม่ว่าเขาจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับสหภาพยุโรป แต่ลิปแมนก็ย้ำว่า การออกแถลงการณ์ไม่ใช่การแทรกแซง แต่เป็นการมีปฏิสัมพันธ์ที่อยู่บนหลักการสิทธิมนุษยชนสากล\n \nอนึ่ง ในวันนี้และวันพรุ่งนี้ คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ \"การปรองดองและเสรีภาพในการแสดงออก\" ที่โรงแรมดุสิตธานี โดยมีนักวิชาการ อดีตเอกอักรราชทูต สื่อมวลชน และองค์กรภาคประชาสังคมจากในไทยและระหว่างประเทศ เข้าร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนในประเด็นเสรีภาพการแสดงออกในประเทศไทย \n \nลิปแมนกล่าวว่า จุดประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ เป็นไปเพื่อพูดคุยเรื่องคอนเซปต์ของเสรีภาพการแสดงออก ไม่ได้มุ่งแต่ดูเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างสถานการณ์ในไทยและยุโรป\n \n \"เราต้องมีพื้นที่ที่สามารถคุยเรื่องนี้ได้อย่างเสรีและเปิดเผย และนั่นเป็นสิ่งที่ผมเห็นคุณค่ามาก เพราะผมรู้ว่า หากผมเป็นทูตที่นี่สองสามปีก่อน ผมคงไม่สามารถจัดงานสัมมนาเรื่องนี้ซึ่งมีวิทยากรทั้งในไทยและต่างประเทศมาได้ ฉะนั้น นี่แสดงถึงความก้าวหน้าในตัวมันเอง\" \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-20543542e190440fbbeb235504151099", "input": "Title: สปช.เล็งเสนอวิสัยทัศน์ปฏิรูปประเทศ ม.ค.นี้ \n Body: อลงกรณ์ พลบุตร วิป สปช. เผย กมธ.สปช.จะเสนอเค้าโครงวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ปฏิรูปประเทศ ภายใน ม.ค.58 เพื่อจัดทำพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศของ กมธ.สปช.ทั้ง 18 คณะ ก่อนเสนอต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ\n30 ธ.ค. 2557 ไทยรัฐออนไลน์ [1]รายงานว่า นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะเลขานุการกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) เปิดเผยว่า วันที่ 5-6 ม.ค.58 จะมีการประชุมสปช.พิจารณาวาระ เรื่องโซลาร์รูฟ การเปลี่ยนแปลงค่าโทรศัพท์เป็นวินาที และการจัดตั้งสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ รวมถึงการพิจารณาการปฏิรูป 1 ปี\nนอกจากนี้ สปช.จะจัดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการหรือเวิร์กช็อปวิสัยทัศน์ ครั้งที่ 2 วันที่ 19-20 ม.ค.58 ที่โรงแรมเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ เพื่อระดมความคิดและวิสัยทัศน์ สมาชิก สปช. 250 คน เสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญจัดทำวิสัยทัศน์และออกแบบอนาคตประเทศ เพื่อประมวลรวบรวมความเห็นและวิสัยทัศน์สมาชิก สปช. ประชาชน ผู้เชี่ยวชาญ และองค์กรต่างๆ ที่ให้ข้อเสนอแนะช่วงเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา\nโดย กมธ.วิสามัญจัดทำวิสัยทัศน์ฯ จะเสนอเค้าโครงวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ปฏิรูปประเทศให้เสร็จ ภายในเดือน ม.ค. เพื่อเป็นแนวทางจัดทำพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสปช.ทั้ง 18 คณะ ก่อนเสนอต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อบรรจุไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหมวดว่าด้วยการปฏิรูปและการปรองดอง \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-a32897312d254c7f9fbde826c7540164", "input": "Title: สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 9-15 มิ.ย. 2559 \n Body: ก.แรงงานเผยอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือสูงสุดวันละ 550 บาทมีผล 10 ส.ค.นี้\n \nนายธีรพล ขุนเมือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เน้นย้ำและให้ความสำคัญในการยกระดับทักษะฝีมือให้แรงงานไทยให้มีมาตรฐาน เพื่อให้มีค่าจ้างที่สูงขึ้นและเป็นตามการกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานที่คณะกรรมการค่าจ้าง กระทรวงแรงงานกำหนด โดยเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2559 กระทรวงแรงงานได้นำเสนอมติคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เรื่อง การกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแล้วซึ่ง เพิ่มขึ้นอีก 20 สาขาอาชีพใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรม จากเดิมที่มีการกำหนดอัตราค่าจ้างไว้แล้ว 35 สาขาอาชีพ โดยใช้มาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นเกณฑ์วัดค่าทักษะฝีมือ ความรู้ ความสามารถ และขณะนี้กระทรวงแรงงาน ได้ออกประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ (ฉบับที่ 5) ลงวันที่ 14 มีนาคม 2559 และจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2559 นี้เป็นต้นไป\n \nทั้งนี้ กระทรวงแรงงานมีแผนการกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานในอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกในระยะต่อไป เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนทำงานตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องการพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นและก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเป็นกำลังแรงงานที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศในยุคไทยแลนด์ 4.0 ต่อไป\n \nนายธีรพลฯ กล่าวต่อว่า สำหรับอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมืออีก 20 สาขาอาชีพ นั้น ค่าจ้างต่อวันต้องเป็นเงินไม่น้อยกว่า ดังนี้ สาขาอาชีพพนักงานประกอบอุปกรณ์ไฟฟ้าแสงสว่าง ระดับ 1 วันละ 360 บาท และระดับ 2 วันละ 430 บาท สาขาอาชีพพนักงานประกอบมอเตอร์สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า ระดับ 1 วันละ 370 บาท และระดับ 2 วันละ 445 บาท สาขาอาชีพช่างเทคนิคบำรุงรักษาเครื่องจักรกลสำหรับอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ระดับ 1 วันละ 410 บาท และระดับ 2 วันละ 490 บาท สาขาอาชีพช่างเทคนิคระบบรักษาความปลอดภัย ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท สาขาอาชีพช่างกลึงสำหรับอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท สาขาอาชีพช่างเชื่อมมิก-แม็กสำหรับอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท สาขาอาชีพช่างเทคนิคบำรุงรักษาเครื่องจักรกลสำหรับอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท สาขาอาชีพช่างเทคนิคเครื่องกลึงอัตโนมัติสำหรับอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท สาขาอาชีพช่างเทคนิคพ่นสีตัวถังสำหรับอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท สาขาอาชีพช่างเทคนิคพ่นซีลเลอร์ตัวถังสำหรับอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท\n \nสาขาอาชีพพนักงานประกันคุณภาพผลิตภัณฑ์ยานยนต์ (ขั้นสุดท้าย) ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท สาขาอาชีพช่างเทคนิคเชื่อมสปอตตัวถังสำหรับอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ ระดับ 1 วันละ 400 บาท และระดับ 2 วันละ 480 บาท สาขาอาชีพช่างเจียระไนพลอย ระดับ 1 วันละ 420 บาท และระดับ 2 วันละ 550 บาท สาขาอาชีพช่างหล่อเครื่องประดับ ระดับ 1 วันละ 420 บาท และระดับ 2 วันละ 550 บาท สาขาอาชีพช่างตกแต่งเครื่องประดับ ระดับ 1 วันละ 420 บาท และระดับ 2 วันละ 550 บาท สาขาอาชีพช่างฝังอัญมณีบนเครื่องประดับ ระดับ 1 วันละ 420 บาท และระดับ 2 วันละ 550 บาท สาขาอาชีพนักบริหารการขนส่งสินค้าทางถนน ระดับ 1 วันละ 415 บาท และระดับ 2 วันละ 500 บาท สาขาอาชีพผู้ควบคุมรถยกสินค้าขนาดไม่เกิน 10 ตัน ระดับ 1 วันละ 360 บาท และระดับ 2 วันละ 430 บาท สาขาอาชีพผู้ควบคุมสินค้าคงคลัง ระดับ 1 วันละ 350 บาท และระดับ 2 วันละ 420 บาท และสาขาอาชีพผู้ปฏิบัติการคลังสินค้า ระดับ 1 วันละ 340 บาท และระดับ 2 วันละ 410 บาท\n \nที่มา: ฐานเศรษฐกิจ, 9/6/2559  [1]\n \nธนาคารไทยพาณิชย์ปลด จนท.สินเชื่อรถยนต์กว่าครึ่งร้อย สหภาพแรงงานชี้ “บอสใหญ่” เซ็นเอง\n \n(9 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากอดีตพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเคยปฏิบัติงานในสาขาพื้นที่ภาคใต้จำนวนหนึ่งว่า ขณะนี้มีอดีตพนักงานกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ของธนาคารจำนวนมากกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะถูกผู้บริหารเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม อีกทั้งไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าตามกฎหมายกำหนด นอกจากนี้ ยังหลีกเลี่ยงที่จะจ่ายเงินโบนัสจากการปฏิบัติงานช่วงกลางปีจำนวนอย่างน้อย 1 เดือน ที่ทุกคนจะต้องได้รับอีกด้วย\n \n“พวกเราเพิ่งถูกแบงก์เลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม โดยแจ้งให้รู้ตัวช่วงประมาณวันที่ 25 พ.ค. แต่กลับให้มีผลเลิกจ้างในวันที่ 31 พ.ค.ในทันที พวกเราไม่มีใครตั้งตัวติด ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างนี้ด้วย กระทบไปถึงครอบครัวทุกคนแน่นอน เราไม่คิดว่าสถาบันการเงินที่เป็นที่เชื่อถือของประชาชนใช้วิธีการลดต้นทุนกันแบบนี้ หลังจากนี้ ก็ไม่รู้ว่าพ่อแม่ลูกเมียที่ต้องรับผิดชอบจะอยู่กันได้อย่างไร บางครอบครัวพอกล้ำกลืนเอาตัวรอดไปได้ แต่หลายครอบครัวหน้ามืดตามัวไปตามๆ กัน”\n \nอดีตพนักงานกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ธนาคารไทยพาณิชย์สาขาในภาคใต้ กล่าวด้วยว่า เท่าที่ทราบเวลานี้แบงก์เลิกจ้างพนักงานกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ทั่วประเทศไปแล้วกว่า 50 ตำแหน่ง ในส่วนของภาคใต้มีนับสิบตำแหน่ง เท่าที่ทราบตอนนี้ใน จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สงขลา ถูกเลิกจ้างเท่ากัน 5 ตำแหน่ง ส่วนที่ จ.สุราษฎร์ธานี 2 ตำแหน่ง โดยสิ่งที่ผู้บริหารแบงก์ทำ คือ ใช้วิธีเสนอแกมบังคับว่าจะเขียนจดหมายลาออกเอง หรือจะให้ใช้มาตรการเลิกจ้าง ซึ่งหากเลือกอย่างหลังอาจจะทำให้เสียประวัติได้\n \n“หลายคนยินยอมทำหนังสือลาออกให้ แล้วมีการเซ็นชื่อรับเงินชดเชยไปบางส่วนแล้วด้วย แต่ก็มีอดีตพนักงานแบงก์ที่ถูกเลิกจ้างจำนวนมากยังไม่ยอมเซ็นให้ ซึ่งก็แทบไม่มีผลอะไร เพราะผู้บริหารใช้วิธีแจ้งให้ไปรับเงินชดเชย อีกทั้งพวกเราก็ไม่สามารถเข้าไปทำหน้าที่อะไรได้อีกแล้ว ที่น่าเจ็บใจคือ ทำไมต้องรีบเลิกจ้างพวกเรา ทั้งที่หากได้ปฏิบัติงานถึงสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ ในวันที่ 25 มิ.ย.พนักงานจะได้รับโบนัสกลางปีอีกอย่างน้อยคนละ 1 เดือน ทำไมต้องใช้วิธีการแบบนี้ด้วย”\n \nผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ภายหลังจากที่ฝ่ายบริหารแจ้งเรื่องการเลิกจ้างพนักงานกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ในวันที่ 25 พ.ค.นั้น ถัดมาเพียง 2 วัน คือ ในวันที่ 27 พ.ค. นายไวทิต ศิริสุวรรณ ประธานสหภาพแรงงานธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ทำหนังสือที่ สร.ธทพ.7/2559 ส่งถึง นายญนน์ โภคทรัพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อแจ้งเรื่องขอให้ยกเลิกนโยบายเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต่อพนักงานกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ พร้อมกันนั้น ยังได้ส่งคู่ฉบับแจ้งไปยัง นายอานันท์ ปันยารชุน นายกกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ และ ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหารธนาคารไทยพาณิชย์ด้วย โดยมีเนื้อหาสำคัญดังนี้\n \nด้วยสหภาพแรงงานธนาคารไทยพาณิชย์ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพนักงานกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ภาคใต้ และภาคเหนือที่มีผลกระทบกรณีผู้บริหารสายงานสินเชื่อรถยนต์เลิกจ้างไม่เป็นธรรม มีการบังคับลงลายมือชื่อให้ทำหนังสือลาออกโดยพนักงานไม่ยินยอม และยังมีพนักงานอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้ลงลายมือชื่อ แต่ถูกผู้บริหารหน่วยงานแจ้งให้พนักงานกลุ่มนี้ไม่ต้องมาปฏิบัติงาน อีกทั้งยังแจ้งให้มีผลสิ้นสุดการเป็นพนักงานภายในวันที่ 1 มิ.ย.2559\n \nการกระทำดังกล่าวถือเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งเงินชดเชยในกรณีเลิกจ้างก็ไม่ได้ระบุให้พนักงานรับทราบ ขัดต่อกฎหมาย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ 2518 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2541 สหภาพแรงงานธนาคารไทยพาณิชย์ ขอให้ท่านยกเลิกนโยบายดังกล่าวทันทีเพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของธนาคาร\n \nอีกทั้งสหภาพแรงงานธนาคารไทยพาณิชย์ ได้รับทราบว่า ท่านกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นผู้ลงนามให้มีการเลิกจ้างกลุ่มพนักงานสินเชื่อรถยนต์โดยตรง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดผลกระทบ และฟ้องร้องท่านกรรมการผู้จัดการใหญ่ และธนาคารต่อศาล ในกรณีที่ธนาคารยืนยันการเลิกจ้างดังกล่าว\n \nสหภาพแรงงานธนาคารไทยพาณิชย์ จึงขอเรียนมายังท่านกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้โปรดยกเลิกนโยบายดังกล่าวเพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา ทั้งต่อชื่อเสียงของท่าน และธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งสหภาพแรงงานธนาคารไทยพาณิชย์ยึดถือ และยึดมั่นในเรื่องแรงงานสัมพันธ์ที่ดีมาโดยตลอด พร้อมทั้งเชื่อมั่นว่า ท่านกรรมการผู้จัดการใหญ่จะพิจารณา และยกเลิกนโยบายดังกล่าวในทันที\n \nเกี่ยวกับเรื่องนี้ หนึ่งในเจ้าหน้าที่การตลาดสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาในภาคใต้ที่ถูกเลิกจ้าง และกำลังเดือดร้อนหนักให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้ที่ถูกแบงก์เลิกจ้างอย่างไมเป็นธรรมในครั้งนี้จำนวนหนึ่งกำลังปรึกษาหารือกันว่า จะเดินหน้าไปขอพึ่ง หรือไปร้องขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานไหนได้บ้าง และเป็นไปได้ที่อาจจะมีการรวมตัวกันเพื่อฟ้องร้องต่อศาลแรงงาน กรณีถูกแบงก์เลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งหลายคนเห็นร่วมกันว่า ถ้ามีช่องทางไหนช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ก็จะทำ\n \nที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 9/8/2559  [2]\n \n\"ลูกจ้าง บ.ไทเกอร์ฯ\" ยื่นขอชดเชย 26 ราย\n \nนายชัยวัฒน์ ทิพย์ลมัย สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(สสค.) จังหวัดกาญจนบุรี บอกว่า กรณีบริษัทไทเกอร์ เทมเพิล จำกัด ซึ่งจัดการแสดงสัตว์อยู่ภายในวัดป่าหลวงตาบัวญาณสัมปันโน อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรีได้แจ้งเลิกจ้างลูกจ้างที่มีอยู่ทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.นั้น สสค.จังหวัดกาญจนบุรีได้ประสานงานกับประกันสังคมจังหวัดกาญจนบุรีพบว่าบริษัทฯมีลูกจ้าง 72 คน และไม่มีค่าจ้างค้างจ่ายทั้งนี้ จากการที่สสค.เข้าไปช่วยเหลือลูกจ้างได้มีลูกจ้างลาออกเอง และไม่เขียนคำร้องเพื่อขอใช้สิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 46 คนและมีลูกจ้าง 26 คน ที่เขียนคำร้องเพื่อขอรับสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานทั้งกรณีขอค่าบอกกล่าวล่วงหน้าและเงินชดเชยตามอายุงาน โดยสสค.จะเรียกนายจ้างมาชี้แจงข้อมูลและตรวจสอบรายละเอียดการจ้างงานของลูกจ้างแต่ละคนทั้ง 26 คนโดยเร็วที่สุด และจะออกหนัง สือคำสั่งให้นายจ้างปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานภายใน 30 วัน\n \nที่มา: Nation TV, 9/6/2559  [3]\n \nกรมการจัดหางานเตือนแรงงานไทยในสิงคโปร์ ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ในที่สาธารณะ หลัง 22.30 น.\n \nกรมการจัดหางานแจ้งเตือนแรงงานไทยที่ทำงานในสิงคโปร์ ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดในที่สาธารณะ สวนสาธารณะและพื้นที่ส่วนกลางของพื้นที่อาศัยของรัฐ หลังเวลา 22.30 - 07.00 น. หากฝ่าฝืนมีโทษปรับประมาณ 2,500 บาท หากกระทำผิดซ้ำอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 3 เดือน หากกระทำผิดในเขตควบคุมสุรา จะต้องโทษสูงกว่าโทษพื้นฐานมากกว่า 10 เท่า\n \nนายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน แจ้งว่า ขณะนี้ประเทศสิงคโปร์ออกกฎหมายเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดในที่สาธารณะ สวนสาธารณะและพื้นที่ส่วนกลางของพื้นที่อาศัยของรัฐ หลังเวลา 22.30 - 07.00 น. โดยเฉพาะในย่านลิตเติ้ลอินเดีย และเกย์ลัง ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมสุรา ทั้งนี้ อนุญาตให้ดื่มแอลกอฮอล์ได้เฉพาะในบริเวณสถานที่ เช่น ผับ/ดิสโก้ หรือร้านอาหารเท่านั้น หรือหากซื้อจากร้านค้า/ร้านอาหารในตึกโกลเด้นมายคอมเพล็กต้องซื้อจากร้านที่มีใบอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมายจาก NEA/PLRD และอนุญาตให้ดื่มได้ภายในร้านเท่านั้น หากฝ่าฝืนมีโทษปรับประมาณ 2,500 บาท หากกระทำผิดซ้ำอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 3 เดือน หากกระทำผิดในเขตควบคุมสุรา จะต้องโทษสูงกว่าโทษพื้นฐานมากกว่าถึง 10 เท่า ส่วนร้านค้าที่ขายแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาห้ามขาย มีโทษปรับไม่เกิน 250,000 บาท ทั้งนี้ ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่แรงงานไทยเดินทางไปทำงานมากที่สุด เป็นลำดับที่ 4 รองจาก ไต้หวัน สาธารณรัฐเกาหลี และ ญี่ปุ่น โดยในรอบ 5 ปี ที่ผ่านมา มีคนหางานที่เดินทางไปทำงานประเทศสิงคโปร์ จำนวน 41,302 คน จำแนกเป็น ปี 2559 (มกราคม-พฤษภาคม) จำนวน 3,254 คน ปี2558 จำนวน 7,265 คน ปี2557 จำนวน 8,191 คน ปี 2556 จำนวน 10,728 คน และปี2555 จำนวน 11,864 คน โดยส่วนใหญ่เป็นการแจ้งการเดินทางไปทำงานด้วยตนเอง ตำแหน่งช่างเชื่อม ช่างไฟฟ้า ในอุตสาหกรรมวางท่อก๊าซและน้ำมัน\n \nกรมการจัดหางานจึงขอประชาสัมพันธ์ให้แรงงานไทยทั้งที่อยู่ในประเทศสิงคโปร์และกำลังจะเดินทางไปทำงานในประเทศสิงคโปร์ ควรปฏิบัติตามกฎหมายประเทศสิงคโปร์อย่างเคร่งครัดเพื่อหลีกเลี่ยง การกระทำผิดกฎหมายเนื่องจากสิงคโปร์มีการกำหนดบทลงโทษรุนแรงและเข้มงวด นอกจากนี้ ยังต้องเรียนรู้สภาพสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ ค่าครองชีพ และวัฒนธรรมของประเทศสิงคโปร์ด้วย\n \nที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 10/6/2559  [4]\n \nสำนักงานประกันสังคมเตรียมเปิดเวทีรับฟังความเห็น แก้ไขกฎหมายขยายอายุเกษียณ-เพิ่มเงินสมทบ\n \nเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. นายโกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวถึงความคืบหน้าการศึกษาแนวทางการขยายอายุเกษียณ และเพิ่มเงินสมทบเพื่อสร้างความมั่นคงให้กองทุนประกันสังคม ว่า ขณะนี้คณะทำงานของ สปส.ได้มีข้อสรุปว่า ควรให้มีการปรับการกำหนดอายุเกษียณและการเพิ่มอัตราเงินสมทบให้เป็นไปอย่างยืดหยุ่น โดยเสนอให้แก้ไข พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประกันสังคม พ.ศ 2558 ที่ปัจจุบันกำหนดอายุเกษียณของผู้ประกันตนไว้ที่ 55 ปี และกำหนดอัตราเงินสมทบของฝ่ายลูกจ้าง นายจ้างฝ่ายละ ร้อยละ 5 และฝ่ายรัฐร้อยละ 2.5 ให้เปลี่ยนเป็นไม่กำหนดตัวเลขอายุเกษียณและอัตราเงินสมทบที่แน่นอน โดยให้ออกเป็นกฎกระทรวงกำหนดภายหลัง เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน  .ซึ่งเป็นไปตามข้อเสนอขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ที่เสนอให้ขยายอายุเกษียณและเพิ่มอัตราเงินสมทบกรณีชราภาพให้มากกว่าปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 3 ทั้งนี้ เบื้องต้นมีแนวคิดจะขยายอายุเกษียณเป็นแบบขั้นบันได\n \nเลขาธิการฯ. สปส. เชื่อว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้จะช่วยให้การกำหนดอายุเกษียณเป็นไปอย่างยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เพราะเดิมมีการกำหนดไว้ในกฎหมายอย่างตายตัว แต่ทั้งนี้การที่จะกำหนดอายุเกษียณและเพิ่มอัตราเงินสมทบจะต้องมีการหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกัน\n \nนายโกวิท กล่าวอีกว่า ในเดือนมิถุนายนนี้ สปส.จะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น เพื่อระดมความเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและสรุปข้อมูล เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาในการจัดทำร่างแก้ไขพ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. ... เพื่อเสนอต่อ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อพิจารณาต่อไป\n \nที่มา: โพสต์ทูเดย์, 12/6/2559  [5]\n \nกนร.เคาะปรับขั้นตอนขอใบอนุญาตทำงานแรงงานต่างด้าว\n \nเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ที่กระทรวงแรงงาน นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (กนร.) โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุม โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าร่วม ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่ กกจ. เสนอขอปรับเปลี่ยนขั้นตอนการออกใบอนุญาตทำงาน โดยให้แรงงานนำเอกสารยืนยันการนัดหมายตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลมายื่นต่อเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินขั้นตอนขอรับใบอนุญาตทำงาน จากนั้นเมื่อได้ผลการตรวจสุขภาพเรียบร้อยแล้วให้นำมายื่นต่อเจ้าหน้าที่ภายในระยะเวลาที่กำหนด จากเดิมที่ต้องรอให้ผลออกเรียบร้อยแล้วจึงจะนำมายื่นดำเนินการ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้สามารถดำเนินการได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น\n \nนายอารักษ์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณากำหนดเงื่อนไขการอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวเปลี่ยนไปทำงานกับนายจ้างรายใหม่ โดยตั้งเป้าจะศึกษาและดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม แต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาผู้ติดตามของแรงงานต่างด้าวและบุตรของแรงงานต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทย และคณะอนุกรรมการพิจารณาการให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ไอแอลโอ) ฉบับที่ 188 ว่าด้วยการทำงานภาคประมง และคณะอนุกรรมการยกร่างกฎหมายรองรับการรับอนุสัญญาไอแอลโอฉบับดังกล่าว นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติให้ตั้งศูนย์แรกรับเข้าทำงานและส่งกลับแรงงานต่างด้าวตามแนวชายแดน โดยเบื้องต้นจะนำร่องที่ จังหวัดตาก สระแก้ว และหนองคาย ภายใต้การดูแลของกระทรวงแรงงาน เพื่อสร้างความเข้าใจกับนายจ้างและชี้แจงสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายให้แรงงานต่างด้าวรับทราบ ป้องกันปัญหาแรงงานบังคับที่อาจนำไปสู่กระบวนการการค้ามนุษย์ได้ และมีมติให้ตั้งศูนย์ร่วมบริการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าว โดยจะประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน เอ็นจีโอและหน่วยงานต่างๆ เบื้องต้นจะตั้งขึ้นในจังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก คือ จังหวัดสมุทรสาคร ระนอง และชลบุรี จุดประสงค์เพื่อเป็นศูนย์รับร้องทุกข์ เป็นศูนย์กลางให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาขอความช่วยเหลือ\n \nนายอารักษ์กล่าวด้วยว่า พล.อ.ประวิตร ยังได้กำชับให้กระทรวงแรงงานร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จัดทำแนวปฏิบัติ ในการตรวจบัตรสีชมพูและใบอนุญาตทำงาน ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการป้องกันและตรวจสอบการปลอมแปลงบัตรสีชมพู แม้ที่ผ่านมาจะยังไม่พบปัญหาดังกล่าว รวมทั้งยังให้ศึกษาแนวทางการปรับปรุงบัตรสีชมพูและใบอนุญาตทำงานใหม่ เพื่อให้มีรูปแบบที่ทันสมัย ตรวจสอบได้ง่าย โดยคาดว่าภายใน 2 เดือนจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น\n \nทั้งนี้ สำหรับยอดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่ถือบัตรสีชมพู ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 31 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา และกลุ่มที่ถือเอกสารประจำตัวบุคคลซึ่งไม่ใช่หนังสือเดินทางที่ประเทศต้นทางออกให้ ซึ่งคาดว่ามีประมาณ 3 ล้านคน ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 29 กรกฎาคม ว่า ยอดการจดทะเบียนระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 9 มิถุนายนที่ผ่านมา มีนายจ้างจำนวน 144,967 คน นำต่างด้าวมาจดทะเบียน จำนวน 494,030 คน เป็นแรงงานจำนวน 482,898 คน เป็นผู้ติดตาม จำนวน 11,132 คน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นสัญชาติพม่า จำนวน 277,262 คน สัญชาติลาว จำนวน 31,312 คน สัญชาติกัมพูชา จำนวน 185,456 คน\n \nที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 13/6/2559  [6]\n \nผู้ว่าฯ โคราชบุกช่วยต่างด้าวถูกนายจ้าง รง.ไก่กดขี่หักเงินเกิน กม.กำหนด-ที่พักอาศัยห่วย\n \n(13 มิ.ย.) ที่โรงงานผลิตไก่แช่แข็งส่งออก บริษัท บีบีเอ็ม อินเตอร์ฟู้ด จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 253 ม.3 ต.ขามทะเลสอ อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด แรงงานจังหวัด พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานต่างด้าวและติดตามความคืบหน้าในการปฏิบัติตามข้อตกลงของนายจ้าง\n \nจากกรณีเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมาแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่ากว่า 30 คนเข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรม และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครราชสีมาว่า บริษัท บีบีเอ็ม อินเตอร์ฟู้ด จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 253 ม.3 ต.ขามทะเลสอ อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา ผลิตไก่แช่แข็งส่งออก ซึ่งเป็นนายจ้างไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ทำให้แรงงานต่างด้าวได้รับความเดือดร้อน จากการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานของนายจ้าง\n \nหลังลงพื้นที่ตรวจสอบ นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าบริษัทดังกล่าวไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จริง ไม่ว่าจะเป็นการหักค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม จึงได้เข้าช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวตามสิทธิที่แรงงานต่างด้าวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด อย่างไรก็ตาม จากการพูดคุยกับทางบริษัทก็ยินยอมที่จะคืนเงินในส่วนที่หักเงินจากลูกจ้างเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดให้ครบทุกคนภายในระยะเวลา 15 วัน และปฏิบัติตามกฎหมายทุกประการ\n \nส่วนเรื่องร้อนเรียนเรื่องความเป็นอยู่ที่พักของแรงงานต่างด้าวที่ไม่ถูกสุขลักษณะนั้น จากการลงไปตรวจสอบพบเป็นบ้านพักสวัสดิการที่ทางบริษัทจัดเตรียมไว้ให้ แต่เมื่อมีแรงงานอยู่กันเป็นจำนวนมากจึงทำให้เกิดความไม่สะอาด จึงได้สั่งการให้สาธารณสุขอำเภอขามทะเลสอเข้าไปดูแลและออกข้อแนะนำให้ทางบริษัทไปดำเนินการแก้ไข สำหรับบริษัท บีบีเอ็ม อินเตอร์ฟู้ด จำกัด มีแรงงานทั้งสิ้น 239 คน เป็นแรงงานต่างด้าวกว่า 200 คน\n \nที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 13/6/2559  [7]\n \nกระทรวงพาณิชย์ พร้อมขยายร้านหนูณิชย์ฯ เข้าโรงงาน มั่นใจข้าวปิ่นโตร้านสะดวกซื้อ ไม่กระทบร้านข้าวแกง\n \nนางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาค่าครองชีพให้กับประชาชน กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ในสัปดาห์หน้า จะหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้ง สภาแรงงาน เพื่อสรุป และดำเนินการนำเอาร้านหนูณิชย์ ไปจำหน่ายข้าวแกงราคาถูกไม่เกินจานละ 35 บาท ภายในบริเวณโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ และยังคงมั่นใจว่า ร้านข้าวแกงต่างๆ รวมทั้งโครงการหนูณิชย์ จะไม่ได้รับผลกระทบจากการที่ร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ได้มีการโปรโมชั่นในการทำข้าวปิ่นโตเพราะส่วนใหญ่ยังคงต้องการบริโภคข้าวแกงที่มีความสดใหม่ และหลากหลาย ในราคาไม่แพง ขณะที่ ข้าวปิ่นโตดังกล่าวน่าจะเป็นทางเลือก สำหรับผู้บริโภคที่มีรายได้สูง และทำงานในเมืองมากกว่า\n \nและสำหรับร้านหนูณิชย์พาชิม ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงพาณิชย์ ที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศ ขณะนี้ เปิดแล้วมากกว่า 11,000 ร้านทั่วประเทศ และยังมีแนวโน้มขยายได้อย่างต่อเนื่อง\n \nที่มา: ไอเอ็นเอ็น, 14/6/2559  [8]\n \n\"ซูจี\" เดินทางเยือนประเทศไทย ใน 23-25 มิ.ย นัดหารือบันทึกความร่วมมือด้านแรงงาน\n \nพล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า นางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา จะเดินทางเยือนประเทศไทย ในวันที่ 23-25 มิ.ย.59 ซึ่งจะมีการหารือถึงบันทึกความร่วมมือด้านแรงงาน โดยที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอเรื่องบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และบันทึกข้อตกลง ว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาพร้อมอนุมัติให้ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นผู้แทนฝ่ายไทยในการลงนาม ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็มให้พล.อ.ศิริชัย เป็นผู้ลงนามในเอกสารทั้งสองฉบับ\n \nพล.ต.วีรชนกล่าวอีกว่า หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขในเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทยและไม่ขัดกับหลักการที่ครม.ได้ให้ความเห็นชอบไว้ให้กระทรวงแรงงานดำเนินการได้ โดยให้นำเสนอครม.ทราบภายหลังตามหลักเกณฑ์ของมติครม.เมื่อวันที่ 30มิ.ย.58 เรื่องการจัดทำหนังสือสัญญาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศในการลงนามครั้งนี้เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจริงจังและความจริงใจของไทย ในการร่วมกันแก้ปัญหาแรงงานปัญหาการค้ามนุษย์และการแก้ไขปัญหาสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ อย่างมีความโปร่งใสและธรรมาภิบาล\n \nที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 14/6/2559  [9]\n \nแรงงานเปิดขึ้นทะเบียนคนว่างงานผ่านเน็ต\n \nเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน แถลงข่าวความคืบหน้าการเปิดขึ้นทะเบียนและรายงานตัวผู้ประกันตนกรณีว่างงานผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ว่า ขณะนี้ กกจ.เปิดให้บริการขึ้นทะเบียนว่างงานกรณีผู้ประกันตนถูกเลิกจ้างหรือลาออก ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมาทาง http://empui.doe.go.th/auth/index เพื่อความสะดวกรวดเร็วและลดขั้นตอน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาใช้บริการที่สำนักงาน โดยใช้เพียงเลขบัตรประจำตัวประชาชนในการเข้าสู่ระบบซึ่งตรวจสอบข้อมูลจากกรมการปกครองเพื่อยืนยันตัวบุคคล อีกทั้ง ยังสามารถออกหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงาน สำหรับใช้เป็นหลักฐานยืนยันในการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงานผ่านระบบอินเตอร์เน็ตในการขอรับสิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกันสังคม พ.ศ.2533 ได้อีกด้วย\n \nนายอารักษ์กล่าวอีกว่า จากข้อมูลพบว่ามีผู้ประกันตนเดินทางมาขึ้นทะเบียนที่สำนักงานเฉลี่ยวันละประมาณ 3,000 คนทั่วประเทศ หากคิดจากค่าใช้จ่ายในการเดินทางคนละ 100 บาท จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึงวันละกว่า 300,000 บาท หากคิดเป็นเดือนจะประหยัดได้เดือนละกว่า 9 ล้านบาท สำหรับจำนวนผู้ประกันตนที่เข้ามาใช้บริการผ่านระบบอินเตอร์เน็ตระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม-15 มิถุนายน ที่ผ่านมามีจำนวน 6,695 ราย เป็นชาย 2,639 ราย เป็นหญิง 4,056 ราย\n \nที่มา: มติชนออนไลน์, 15/6/2559  [10]\n \nกลุ่มบุคคลไร้สัญชาติวอนกระทรวงแรงงานขยายการอนุญาตขอบเขตการประกอบอาชีพให้เพิ่มมากขึ้น\n \nเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ที่กระทรวงแรงงาน นายสันติพงษ์ มูลฟอง ประธานคณะกรรมการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล นำคณะบุคคลไร้สัญชาติที่ประสบปัญหาในเรื่องการทำงาน ตัวแทนจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่ จำนวนกว่า 30 คน มายื่นหนังสือถึง นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) เพื่อขอความช่วยเหลือ จากกรณีการออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดงานหรือการประกอบอาชีพ ของคนไร้สัญชาติ เพื่อให้ได้สิทธิทำงานอย่างถูกต้อง ตามมาตรา 13 ของ พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ) การทํางานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ที่ให้อำนาจคณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุญาตให้คนไม่ใช่สัญชาติไทยประกอบอาชีพได้ตามที่กำหนด 27อาชีพเท่านั้น\n \nนายสันติพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีกลุ่มบุคคลไร้สัญชาติจำนวนกว่าแสนคนในจังหวัดเชียงใหม่ และในพื้นที่อื่นอีก 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี และราชบุรี ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษาประมาณ 79,000 คน ซึ่งเมื่อต้องออกนอกพื้นที่จะต้องขออนุญาตออกจากพื้นที่เพื่อศึกษาตามหลักสูตร\n \nสำหรับบุคคลไร้สัญชาตินี้มีจำนวนมากที่จบการศึกษาถึงระดับปริญญาตรี ในสาขาต่างๆ เช่น วิศวกร พยาบาล นิติศาสตร์ ครู แต่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ เพราะไม่มีสัญชาติไทย และไม่สามารถออกนอกพื้นที่ได้ แม้ปัจจุบันจะผ่อนผันให้ออกนอกอำเภอได้ แต่ไม่ให้ออกนอกเขตจังหวัดก็ตาม จึงอยากขอให้มีการผ่อนผันให้สามารถเดินทางไปได้ทั่วประเทศ เพราะเนื่องจากเกรงว่า ถ้ามีกี่ปิดกันโอกาสของเยาวชนไร้สัญชาติที่มีคุณภาพ ต่อไปในอนาคตคนรุ่นกลุ่มนี้จะไม่เข้ามาสู่ระบบการศึกษา หรืออาจหันไปประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมายได้\n \nขณะที่นาย ยอด ปอง อายุ 27 ปี บุคคลพื้นที่สูงชาติพันธุ์ปะหล่อง ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นผู้ที่ถือบัตรบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน เล่าให้ฟังว่า ตนจบการศึกษาจากคณะศึกษาศาสตร์ สาขาการสอนนาฏยสังคีต มหาวิทยาลัยบูรพา และได้รับใบประกอบวิชาชีพครูเรียบร้อยแล้ว ซึ่งปัจจุบันเป็นครูสอนอยู่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี แต่อีก 5 เดือน ใบอนุญาตออกนอกพื้นที่จะครบกำหนด จึงจะทำให้ตนไม่สามารถประกอบอาชีพได้อีก จึงอยากขอร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ เปิดโอกาสให้คนที่ไม่มีสถานะประกอบอาชีพได้เพิ่มมากขึ้น\n \nด้าน นายอารักษ์ กล่าวยืนยันว่า จะให้ความช่วยเหลือบุคคลกลุ่มนี้ให้มีโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยเบื้องต้นจะนำข้อเรียกร้องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาการทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 24 มิ.ย.นี้ และอาจจะต้องเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมให้ข้อมูลด้วย ซึ่งคาดว่าภายใน 3 เดือน จะมีความชัดเจน ก่อนนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาในลำดับต่อไป\n \nบุคคลกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ความสามารถ หากสามารถช่วยเหลือนำเข้าสู่ระบบการทำงานได้ ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานของประเทศได้ “อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว\n \nที่มา: โพสต์ทูเดย์, 15/6/2559  [11] \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-37e6719bb5c149218d3cb307e45bb6d0", "input": "Title: กสทช. สั่งดีแทคปรับปรุงบริการ 'ไลน์โมบาย' เตือนไม่ปรับเจอมาตรการบังคับทางปกครอง \n Body: กสทช.สั่งดีแทคปรับปรุงบริการไลน์โมบายให้เป็นไปตามกฎหมายและประกาศของ กสทช. ทั้ง ลงทะเบียนซิมการ์ด ปรับพฤติกรรมให้ผู้บริโภคเข้าใจโดยชัดแจ้งว่า บริการไลน์  โมบายเป็นการให้บริการของดีแทค เตือนไม่ดำเนินการเจอมาตรการบังคับทางปกครองแก่บริษัทต่อไป \n\n22 พ.ย.2560 สำนักสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) รายงานว่า ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า วันนี้ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้มายื่นเรื่องร้องเรียนเรื่องกรณีคลื่น 2300 MHz กับทางสำนักงาน กสทช. ในช่วงที่มีการประชุม กสทช. จึงได้ให้ผู้แทนไปรับ ซึ่งในเรื่องคลื่น 2300 MHz สำนักงาน กสทช. ได้บรรจุวาระให้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานของ กสทช. ด้านโทรคมนาคมได้พิจารณาในช่วงเช้าแล้ว เพื่อจะได้บรรจุเข้าวาระการประชุม กสทช. ในวันนี้ แต่ในชั้นคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานของ กสทช. ด้านโทรคมนาคม ยังมีประเด็นข้อสงสัยในหลายเรื่องที่จะซักถาม จึงมีมติให้ผู้แทนบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เข้าชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการฯ ในประเด็นต่างๆ ในวันจันทร์ที่ 27 พ.ย. 2560 เวลา 13.00 น.\nกรณีการให้บริการไลน์โมบาย (Line Mobile) สำนักงาน กสทช. รายงานว่า ได้มีมติคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานของ กสทช. ด้านโทรคมนาคม ได้เห็นชอบรายงานผลการศึกษาของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการให้บริการไลน์โมบาย (Line Mobile) ตามที่สำนักงาน กสทช. เสนอ ดังนี้ 1. จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นนี้ เห็นว่า การให้บริการไลน์โมบาย (Line Mobile) เป็นการให้บริการโดยบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ภายใต้ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สามของบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด มิใช่เป็นการให้บริการโดยบุคคลอื่นหรือบริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ในลักษณะที่เป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง หรือ MVNO\n2. มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. มีหนังสือแจ้งให้บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงการให้บริการไลน์โมบายให้เป็นไปตามกฎหมายและประกาศของ กสทช. ในเรื่องดังต่อไปนี้ 2.1 ลงทะเบียนผู้ใช้บริการ (ซิมการ์ด) ให้เป็นไปตามข้อกำหนดตามมาตรฐานกระบวนการพิสูจน์ตัวตนผู้ใช้บริการ  2.2 ดำเนินกระบวนการโอนย้ายเลขหมายสำหรับผู้ใช้บริการของบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ให้มีลักษณะดังเช่นการเปลี่ยนแพ็คเกจภายในบริษัทเดียวกัน มิใช่การย้ายค่ายเบอร์เดิม 2.3 แก้ไขปรับปรุงพฤติกรรมการให้บริการเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจโดยชัดแจ้งว่า บริการไลน์  โมบายเป็นการให้บริการของบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด เช่น การโฆษณาผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ในทุกช่องทาง เว็บไซต์ที่เป็นช่องทางการซื้อซิมการ์ดและติดต่อบริการ การใช้ชื่อโครงข่าย (Network Name) เป็นต้น ทั้งนี้ หากบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ไม่ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงในเรื่องดังกล่าว ให้ดำเนินมาตรการบังคับทางปกครองแก่บริษัทต่อไป และมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. ติดตามและรายงานผลต่อ กสทช. เป็นระยะๆ ทุก 1 เดือน\n3. มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. ติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงการให้บริการไลน์โมบายอย่างใกล้ชิด หากปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าการให้บริการไลน์โมบายอาจจะเข้าข่ายเป็นการให้บริการในลักษณะ MVNO ให้รีบรายงานให้ กสทช. ทราบเพื่อพิจารณาต่อไป\nฐากร กล่าวว่า สำหรับผลการประชุม กสทช. ที่สำคัญในวันนี้ ที่ประชุม กสทช. ได้พิจารณาแนวทางการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานในพื้นที่ห่างไกล (Zone C) จำนวนประมาณ 15,732 หมู่บ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ช่วงที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) มอบหมายให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันในพื้นที่24,700 หมู่บ้าน โดยทางสำนักงาน กสทช. ได้จ้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดำเนินการศึกษาราคากลางและจุดที่จะให้บริการ โดยกรอบที่ศึกษาที่ได้วางกรอบไว้ คือ แนวทางที่ 1 ดำเนินการตามกรอบแนวทางที่ กสทช. ดำเนินการในส่วนของโครงการ USO เน็ตชายขอบที่ดำเนินการอยู่ว่าจะต้องใช้กรอบวงเงินในการดำเนินการเท่าไหร่ โครงการ USO เน็ตชายขอบที่ กสทช. ดำเนินการต้องมีอัตราค่าบริการไม่เกิน 200 บาทต่อเดือน จะต้องมีการรับประกัน 5 ปี โครงข่ายต่างๆ ที่มีการจัดตั้งขึ้นมาจะต้องเป็นทรัพย์สินของรัฐ โรงพยาบาลของรัฐ สถานที่ราชการของรัฐ ในพื้นที่ให้บริการจะต้องเปิดจุดเชื่อมต่อสัญญาณให้ฟรี ซึ่งจากการศึกษาถ้าจะดำเนินการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานในพื้นที่ห่างไกล (Zone C) ตามเงื่อนไขนี้ จะต้องใช้เงินเกือบ 20,000 ล้านบาท ในการดำเนินการ\nแนวทางที่ 2 ดำเนินการตามขอบเขตงานและเงื่อนไขเช่นเดียวกับโครงการเน็ตประชารัฐที่กระทรวงดีอีมอบหมายให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดำเนินการขยายโครงข่าย และติดตั้งอุปกรณ์จุดบริการ Wi-Fi โดยมีระยะเวลาการสนับสนุนการให้บริการ 1 ปี ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันกรอบวงเงินงบประมาณไม่เกิน 3,283.155 ล้านบาท แนวทางที่ 3 กรณีดำเนินการตามขอบเขตงานและเงื่อนไขเช่นเดียวโครงการเน็ตประชารัฐที่กระทรวงดีอีมอบหมายให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดำเนินการ แต่เพิ่มระยะเวลาการสนับสนุนการให้บริการเป็น 5 ปี จะใช้กรอบวงเงินงบประมาณไม่เกิน 7,119.946 ล้านบาท โดยที่ประชุม กสทช. ได้พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้\n1 . เนื่องจากมาตรา 50 วรรคท้าย แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และการกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และการกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ที่บัญญัติให้ กสทช. มีอำนาจมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติดำเนินการตามแผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคมทั้งหมดหรือบางส่วนแทนได้ และในกรณีเช่นนั้นให้ กสทช. โอนเงินที่เรียกเก็บได้ตามที่กำหนดไว้ให้แก่กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเพื่อดำเนินการต่อไป ประกอบกับเพื่อให้การดำเนินการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานในพื้นที่ห่างไกล (Zone C) ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) มอบหมายให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดำเนินการ 24,700 หมู่บ้าน กับในส่วนที่ กสทช. รับผิดชอบจำนวนประมาณ 15,732 หมู่บ้าน เป็นไปตามขอบเขตและเงื่อนไขเดียวกัน ดังนั้น จึงมีมติเห็นชอบให้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติดำเนินการในพื้นที่ Zone C ตามขอบเขตงานและเงื่อนไขเช่นเดียวกับโครงการเน็ตประชารัฐที่กระทรวงดีอีมอบหมายให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดำเนินการโดยมีระยะเวลาการสนับสนุนการให้บริการ 1 ปี ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณไม่เกิน 3,283.155 ล้านบาท และให้ กสทช. โอนเงินไว้ให้แก่กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเพื่อดำเนินการต่อไป\n2. ในกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไม่รับดำเนินการ ให้สำนักงาน กสทช. เร่งดำเนินการจัดประกวดราคาเพื่อจัดให้มีการให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานในพื้นที่ห่างไกล (Zone C) ตามขอบเขตและเงื่อนไขเดียวกัน เพื่อเป็นหลักประกันให้ประชาชนในพื้นที่เป้าหมายสามารถเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและ Wi-Fiสาธารณะได้ครบทุกหมู่บ้านภายในสิ้นปี 2561 \n What is the sentiment in the text for the genre: ict", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-704000a3d4324099a6b2575182bab5d1", "input": "Title: ดีเอสไอไม่หยุดล่าอุสตาซลูกน้องสะแปอิง \n Body: กรุงเทพฯ-8 เม.ย.48\tเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2548 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แถลงความคืบหน้าการเร่งรัดสืบสวนคดีความมั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ ต้องการระดมความร่วมมือจากประชาชนในการแก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ จึงเสนอให้เพิ่มรางวัลนำจับแก่ผู้ที่แจ้งเบาะแส จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ซึ่งเป็นแกนหลักในการวางแผนและสั่งการก่อความไม่สงบ จากข้อมูลการข่าวระบุว่า คนเหล่านี้ยังหลบซ่อนอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนไทย - มาเลเซีย \nนายสุวัจน์ กล่าวว่า ผู้แจ้งเบาะแสคนร้ายจะได้รับการปกปิดเป็นความลับ ช่องทางในการให้ข้อมูลกับทางราชการมีหลายทาง ได้แก่ โทรศัพท์แจ้งได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่สายด่วนอาชญากรรมภาคใต้ 1340 หรือแจ้งโดยตรงที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หมายเลขโทรศัพท์ 01 678-1095 โทรสารหมายเลข 073 340447 โดยผู้แจ้งไม่จำเป็นต้องแจ้งชื่อ - นามสกุล แจ้งเพียงเลขที่บัญชีธนาคารเท่านั้น หากข้อมูลที่แจ้งนำไปสู่การจับกุมตัวคนร้าย กรมสอบสวนคดีพิเศษ จะโอนเงินรางวัลเข้าบัญชีให้ทันที \nพล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ผู้ต้องหาที่หลบหนีหมายจับของกรมสอบสวนคดีพิเศษมี 13 ราย ส่วนใหญ่เป็นครูสอนศาสนาในโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ อยู่ใต้การบังคับบัญชาของนายสะแปอิง บาซอ ครูใหญ่โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ และประธานกลุ่มบีอาร์เอ็น คอร์ออดิเนต ผู้อยู่เบื้องหลังก่อความไม่สงบหลายคดี โดยเฉพาะเหตุการณ์วางระเบิดหลายจุดในอำเภออหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ประกบญาติพี่น้องของนายสะแปอิงไว้แล้ว เพราะมั่นใจว่า นายสะแปอิงยังเคลื่อนไหวและหลบซ่อนตัวอยู่ในไทย \nสำหรับละเอียดการเพิ่มรางวัลนำจับมีดังนี้ ผู้ต้องหาที่เพิ่มรางวัลนำจับจาก 500,000 บาท เป็น 2 ล้านบาท ได้แก่ นายอดุลย์ มุณี, นายการิยะ ยะลาแป, นายหีพนี มะเร๊ะ, นายอับดุลมูริส สาและ ผู้ต้องหาที่เพิ่มรางวัลนำจับจาก 500,000 บาท เป็น 1 ล้านบาท ได้แก่ นายอิสมาแอล เก๊งมะลาพี, นายเด็ง อาแวจิ, นายอำหมัดมูริส ลาเต๊ะ ส่วนผู้ต้องหาที่เพิ่มรางวัลนำจับจาก 300,000 บาท เป็น 500,000 บาท ได้แก่ นายมามุ บอรอดายา, นายมะคารี อารง, นายอหมัด ตือง๊ะ, นายมะหะมะรอมือลี สาแม, นายรอยี หะยิเจ๊ะแว ส่วนนายสะแปอิง บาซอ ยังคงมีรางวัลนำจับ 10 ล้านบาทเท่าเดิม \n What is the sentiment in the text for the genre: environment", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-5d0f591f0a874350bd8b8e04abe359a9", "input": "Title: วางกันน๊อคใส่บึ้มยะลาเจ็บ5-เผารถตำรวจวอด \n Body: เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2548 เกิดเหตุระเบิดที่ร้านอาหารเมืองลุง เลขที่ 139/52 ถนนสายโรงเรียนพาณิช - ป่ายาง หมู่ที่10 ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา แรงระเบิดทำให้ โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ใส่กับข้าวได้รับความเสียหาย กระเบื้องมุงหลังคาแตกกระจายไปทั่วบริเวณกว่า 50 เมตร มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย คือ นายดาว เถรีวิก บาดเจ็บที่แขนซ้าย และมีอาการหูอื้อ นายสวัสดิ์ รักแก้ว มีอาการหูอื้อ นางอุไร รักแก้ว อายุ 46 ปี เจ้าของร้าน หูอื้อเล็กน้อย และเด็กชายอายุ 5 ขวบ ไม่ทราบชื่ออยู่ในอาการตกใจและหูอื้อ \n\nต่อมา พล.ต.ต.ปริญญา ขวัญยืน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา เข้าตรวจสอบ จากการสอบสวนนางอุไร ทราบว่ามีวัยรุ่น 2 คนขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ดรีม สีดำ ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ใส่ล้อแม็กสีขาว มาจอดหน้าร้าน คนนั่งซ้อนท้ายเดินเข้ามาภายในร้านและถือหมวกนิรภัยสีแดงมาวางไว้ใต้โต๊ะอาหารภายในร้าน จากนั้นได้รีบวิ่งขึ้นรถจักรยานยนต์หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว นางอุไรเห็นดังนั้น จึงได้รีบหลบไปหลังร้านพร้อมกับพนักงาน จากนั้นไม่เกิน 2 นาที ก็เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง แต่โชคดีที่นางอุไรได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ขณะเกิดเหตุไม่มีลูกค้าอยู่ในร้าน \n\nชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด กองวิทยาการที่ 12 จังหวัดยะลา เข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุพบสะเก็ดระเบิด เศษตะปู ชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ เศษหมวกนิรภัย สันนิษฐานว่าคนร้ายใช้ระเบิดชนิดแสวงเครื่องจุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ น้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม เบื้องต้นคาดว่าเป็นการก่อความไม่สงบ \n\nก่อนหน้านี้ เวลา 03.00 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2548 เกิดเหตุร้ายลอบวางเพลิงรถยนต์กระบะสี่ประตูสีเลือดหมู ตราโล่ 191 ทะเบียน 39512 ของสายตรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี บริเวณด้านหน้าอู่ซ่อมรถริมถนนโรงเหล้าสาย ก ตำบลสะบารัง ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานีได้รับความเสียหาย \n\nต่อมา ร.ต.ต.กฤษณะ ศิริสิงห์ ร้อยเวรสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองปัตตานี ได้รับแจ้งจึงรายงานผู้บังคับ บัญชาทราบและนำกำลังตำรวจและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าไปที่เกิดเหตุ พบไฟกำลังลุกไหม้รถคันดังกล่าวจึงได้ช่วยกันดับแต่ไฟได้ไหม้ส่วนหน้าและในห้องคนขับทั้งหมด พบคราบน้ำมันที่คนร้ายราดประตูด้านซ้าย แกลลอนน้ำมัน และเศษผ้าที่คนร้ายนำมาจุดไฟ \nจากการตรวจสอบเบื้องต้น ทราบว่ารถยนต์คันดังกล่าวถูกนำมาจอดหน้าร้านเพื่อรอซ่อมตั้งแต่ 2 สิงหาคม 2548 โดยมีนายมนูญ ไม่ทราบนามสกุล เป็นเจ้าของร้าน แต่ช่วงเกิดเหตุนายมนูญไม่อยู่ คนร้ายจึงใช้โอกาสลอบวางเพลิง ส่วนสาเหตุมุ่งไปที่การก่อความไม่สงบ \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-4046e83007f44f3881bf6cee3c25f88f", "input": "Title: สลด! คุยการเมืองไม่ถูกคอ ถูกตัดหัวเสียบประจาน \n Body: เมื่อเวลา 18.30 น.วันที่ 12 เมษายน พ.ต.ท.ประทวน พวงจำปา สว.สส.สน.บางนา ได้รับแจ้งเหตุฆ่าตัดคอภายในร้านอาหารนายอู๊ด ครัวอีสาน เลขที่ 26/185 ปากซอยลาซาล 38 แขวงและเขตบางนา กทม.หลังรับแจ้งจึงนำกำลังเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่พบศพ นายสุดใจ ปัดสิน อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15 ม.2 ต.ท่าตูม อ.เมือง จ.มหาสารคาม นอนเสียชีวิตอยู่บนฟุตบาทหน้าร้านอาหารดังกล่าวในสภาพสยดสยอง โดยศพถูกตัดศีรษะจนขาด ส่วนศีรษะถูกนำไปเสียบไม้ไผ่ปักติดอยู่กับรั้วหน้าร้าน\n\n \n\nส่วนคนร้ายที่ก่อเหตุยืนรอเจ้าหน้าที่อยู่ใกล้กับศพในสภาพมึนเมาสุราอย่างหนัก สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวมีเลือดเปรอะเปื้อน กางเกงลายพรางทหาร รองเท้าคอมแบ็ท โดยมือซ้ายถือค้อนปอนด์ด้ามเหล็ก มือขวาถือมีดปังตอเปื้อนเลือด เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาเกลี่ยกล่อมให้วางอาวุธ แต่คนร้ายปฏิเสธ กระทั่งเวลาผ่านไปนานประมาณ 10 นาทีคนร้ายจึงยอมวางอาวุธ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สน.บางนา\n\n \n\nจากการสอบสวนคนร้ายรายนี้ชื่อ นายสมชาย สุวไชย โดยเจ้าหน้าที่ต้องสอบสวนอยู่นานหลายชั่วโมงเพราะเมาสุราพูดจาไม่รู้เรื่อง เมื่อเจ้าหน้าที่สอบถามก็ยืนทำความเคารพเหมือนทหารทุกครั้ง และบอกว่าตนเป็นคนไทยไม่ใช่คนต่างด้าว โดยนายสมชาย ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนและผู้ตายพร้อมเพื่อนรวม 4 คน ได้มานั่งดื่มสุราที่ร้านดังกล่าว ซึ่งผู้ตายเป็นหลานของเจ้าของร้าน แต่วันนี้ทางร้านหยุดกิจการเพราะเจ้าของร้านเดินทางไปต่างจังหวัด จึงให้ผู้ตายอยู่เฝ้าร้าน และหลังจากพากันดื่มสุราจนมึนเมา ตนได้ต่อว่าเรื่องที่ผู้ตายเคยไปขโมยสุราที่ร้านเพื่อน และเรื่องที่ผู้ตายชอบนินทาเพื่อน ระหว่างนั้นเพื่อน 2 คนได้เดินทางกลับไปเพราะไม่พอใจผู้ตาย\n\n \n\nนายสมชาย กล่าวอีกว่า หลังจากเพื่อน 2 คนกลับไปตนกับผู้ตายยังคงนั่งดื่มสุรากันต่อ ระหว่างนั้นตนได้ว่ากล่าวตักเตือนผู้ตาย รวมทั้งยังโต้เถียงกันเรื่องเหตุการณ์บ้านเมือง และมีปากเสียงกันอยู่นาน กระทั่งตนโมโหจึงวิ่งเข้าไปในห้องครัวหลังร้านแล้วหยิบมีดและค้อนออกมา เมื่อออกมาถึงได้ใช้ค้อนตีเข้าที่ใบหน้าและศีรษะผู้ตายหลายครั้งจนใบหน้ายุบและกะโหลกศีรษะแตก จากนั้นได้ใช้มีดปังตอสับคอผู้ตายจนศีรษะขาดออกจากร่าง ก่อนจะเดินไปหาไม้ไผ่มาเสียบศีรษะนำไปปักไว้ริมรั้วเพื่อประจานผู้ตาย\n\n \n\nด้าน พ.ต.ท.ประทวน กล่าวว่า เบื้องต้นได้แจ้งข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย จากนั้นจะเรียกเพื่อนผู้ตายที่เหลือมาสอบปากคำ รวมทั้งจะตรวจสอบประวัติของผู้ต้องหา ส่วนผู้ต้องหายังอยู่ในสภาพมึนเมาพูดวกวน ต้องนั่งสอบสวนนานหลายชั่วโมงกว่าจะยอมเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง ดังนั้นจึงต้องควบคุมตัวไว้รอให้หายเมาก่อนจะสอบสวนอีกครั้ง\n\n \n\nผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่เจ้าหน้าที่เกลี่ยกล่อมให้ผู้ต้องหามอบตัวนั้น มีประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาต่างพากันมามุงดูเหตุการณ์เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อเห็นศีรษะและร่างของผู้ตายต่างเบือนหน้าหนี เพราะสภาพศีรษะแหลกเหลว\n\n \n\n \n\nที่มา: คมชัดลึก [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-3034a31d6a8d426686801c14e25fe101", "input": "Title: กานดา นาคน้อย: เศรษฐศาสตร์สามัญสำนึก 55 ปีทุนกองทัพไทย (ตอนที่ 1) \n Body: ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สื่อมวลชนบางสังกัดและนักวิชาการบางกลุ่มร่วมกันสร้างวาทกรรม “ทุนสามานย์” เพื่อโจมตีกลุ่มทุนในธุรกิจโทรคมนาคมของอดีตนายกทักษิณฯ ว่าเป็นกลุ่มทุนผูกขาดที่ชั่วช้าสามานย์ราวปิศาจ วาทกรรมนี้ พยายามสร้างความชอบธรรมให้รัฐประหาร ทั้งๆที่จริงแล้วกองทัพไทยคือกลุ่มทุนที่ผูกขาดหลายกิจการมา 55 ปี ถ้าเรานิยาม “ทุนสามานย์” ว่าเป็นทุนผูกขาดก็แปลว่ากองทัพไทยเป็นทุนสามานย์มานานกว่าครึ่งศตวรรษ ดังนั้นถ้าเปรียบทุนสามานย์ว่าเป็นปิศาจ ก็แปลว่าสื่อมวลชนและนักวิชาการที่สนับสนุนรัฐประหารชื่นชอบปิศาจหน้าเก่าที่สิงประเทศมา 55 ปีมากกว่าปิศาจหน้าใหม่ที่สิงประเทศมาไม่ถึง 6 ปี\n ทุนกองทัพไทยคือเอกลักษณ์ของทุนนิยมแบบไทยๆ\nกองทัพบกภายใต้การนาของจอมพลสฤษดิ์ในตาแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเริ่มประกอบธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศตั้งแต่ปีพศ. 2500 กล่าวคือ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจถ่ายทอดรายการทางโทรทัศน์ ธุรกิจกระจายเสียงทางวิทยุ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจการพนัน ส่วนกองทัพอากาศเริ่มธุรกิจการบินพาณิชย์ระหว่างประเทศตั้งแต่ปีพศ. 2502\nการขยายกิจการของกองทัพเข้าสู่ธุรกิจเหล่านี้ทำให้เกิดการสะสมทุน (Capital accumulation) ภายในกองทัพมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ปีพศ. 2500 กองทัพมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหมือนกลุ่มทุนอื่นๆในไทย ทำให้การป้องกันประเทศกลายเป็นกิจกรรมรองของกองทัพ กิจกรรมหลักของกองทัพคือการทำธุรกิจและทารัฐประหารเพื่อผลประโยชน์จากธุรกิจ ความเป็นกลุ่มทุนของกองทัพไทยคือปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ทำให้ไทยมีรัฐประหารบ่อยจนติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และทำให้ศักยภาพของอุตสาหกรรมอาวุธไทยต่ำมาก ไทยไม่มีวันกลายเป็นทุนนิยมสากลตราบใดที่ธุรกิจของกองทัพไม่โดนแปรรูปให้เป็นเอกชน การแปรรูปธุรกิจของกองทัพสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจมากกว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจด้วยซ้ำ\nกองทัพสหรัฐฯไม่ใช่ต้นแบบโมเดลของทุนกองทัพไทย\nแม้ว่ากองทัพไทยได้รับความช่วยเหลือทางการทหารจากกองทัพสหรัฐฯตั้งแต่สงครามเกาหลีในปี 2493 กองทัพสหรัฐฯไม่ใช่ต้นแบบความเป็นกลุ่มทุนเพราะกองทัพสหรัฐฯไม่ใช่กลุ่มทุน กองทัพสหรัฐฯเกี่ยวข้องกับธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆผ่านสัมปทานและการจัดซื้อเหมือนกองทัพในประเทศทุนนิยมสากลอื่นๆเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอาวุธ โทรคมนาคม หรือขนส่ง กองทัพในประเทศทุนนิยมสากลไม่ถือหุ้นธนาคารและไม่บริหารธนาคาร ไม่ถือหุ้นและไม่บริหารสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ ไม่บริหารสายการบินพาณิชย์หรือสนามบินพาณิชย์ ไม่บริหารบ่อนพนัน และไม่บริหารอสังหาริมทรัพย์ในเชิงพาณิชย์\nแม้ว่าค่ายทหารในสหรัฐฯบางแห่งมีบริการสันทนาการและสนามกอล์ฟ บริการสันทนาการในค่ายทหารสหรัฐฯ มีลักษณะเดียวกับบริการสันทนาการในป่าสงวนแห่งชาติ คือมีที่ดินให้ตั้งแคมป์กลางแจ้งพร้อมบริการห้องน้ำสาธารณะ หรือบริการบ้านพักเคบินที่เรียบง่าย ค่ายทหารสหรัฐฯไม่มีบริการบ้านพักตากอากาศที่สะดวกสบายพร้อมห้องจัดเลี้ยงเหมือนโรงแรม นอกจากนี้ สหรัฐฯมีสนามกอล์ฟสาธารณะมากมาย มหาวิทยาลัยทั้งรัฐบาลและเอกชนที่สหรัฐฯจำนวนมากมีสนามกอล์ฟสาธารณะเช่นเดียวกัน ผู้เสียภาษีที่ไม่อยากจ่ายค่าใช้สนามกอล์ฟเอกชนที่ราคาแพงก็ใช้สนามกอล์ฟสาธารณะที่ราคาถูกกว่าได้ แต่ผู้เสียภาษีในไทยมีทางเลือกแค่สนามกอล์ฟเอกชนที่ราคาแพงและสนามกอล์ฟในค่ายทหารเท่านั้น\nดิฉันไม่มีเจตนาสนับสนุนให้ไทยหันมาสร้างสนามกอล์ฟสาธารณะมากมายแบบสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯมีพื้นที่ใหญ่กว่าไทยถึง 20 เท่า ประเด็นคือการแสวงหากำไรจากทรัพยากรที่ดิน กล่าวคือ กองทัพไทยแสวงหากำไรจากที่ดินมากกว่ากองทัพในประเทศทุนนิยมสากล ถ้าจะปฎิรูปกองทัพไทยให้หมดสภาพความเป็นกลุ่มทุนแบบกองทัพในประเทศทุนนิยมสากล ก็ต้องออกกฎหมายกำหนดให้กองทัพโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินบางส่วนคืนให้กรมที่ดินหรือกรมป่าไม้ รวมทั้งโอนกรรมสิทธิ๋ให้สนามกอล์ฟและสนามกีฬาทหารกลายเป็นสนามสาธารณะ\nธนาคารทหารไทยคือฐานเงินทุนของทุนกองทัพไทย\nธนาคารทหารไทยเริ่มดำเนินกิจการในปี 2500 แต่จดทะเบียนเป็นธนาคารในปี 2499 ซึ่งเป็นปีเดียวกันที่นักธุรกิจอเมริกันร่วมกันก่อตั้งหอการค้าอเมริกันในไทยเพื่อสนับสนุนให้บรรษัทข้ามชาติอเมริกันเข้ามาลงทุนในไทย ด้วยการผลักดันของจอมพลสฤษดิ์ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกธนาคารทหารไทยขอใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์จากแบงค์ชาติและกระทรวงการคลังด้วยเหตุผลว่ากองทัพต้องการมีธนาคารเพือทำธุรกรรมต่างๆของกองทัพรวมทั้งการชำระเงินในการซื้อขายอาวุธ\nไม่มีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ใดๆ สามารถสร้างความชอบธรรมให้แก่การก่อตั้งธนาคารทหาร กองทัพในประเทศทุนนิยมสากลรวมทั้งสหรัฐฯ ไม่ถือหุ้นธนาคาร ไม่บริหารธนาคาร และใช้บริการธนาคารพาณิชย์ในการทำธุรกรรมรวมทั้งการซื้อขายอาวุธ สถาบันการเงินสำหรับทหารในประเทศทุนนิยมสากลจำกัดอยู่ในรูปแบบสหกรณ์ออมทรัพย์เหมือนสถาบันการเงินของผู้เสียภาษีในวิชาชีพอื่นๆ แม้แต่องค์การระหว่างประเทศที่ผลักดันระบบทุนนิยมอย่างธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศก็จำกัดสถาบันการเงินเพื่อพนักงานให้อยู่ในรูปแบบสหกรณ์ออมทรัพย์\nสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างจากธนาคารพาณิชย์อย่างไร? สหกรณ์ออมทรัพย์ระดมทุนด้วยเงินฝากจากสมาชิก(หรือผู้ถือหุ้น)และให้สินเชื่อบุคคลแก่ สมาชิก ส่วนธนาคารพาณิชย์ระดมทุนด้วยเงินฝากจากใครก็ได้เพื่อปล่อยสินเชื่อทั้งสินเชื่อบุคคลและสินเชื่อธุรกิจ ความแตกต่างอีกด้านที่สำคัญคือขนาด ธนาคารพาณิชย์เปิดสาขาได้ทั่วประเทศ แต่สหกรณ์ออมทรัพย์ผูกติดกับองค์กรวิชาชีพในระดับท้องถิ่นจึงเปิดสาขาทั่วประเทศไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ความสามารถในการระดมทุนของธนาคารพาณิชย์สูงกว่าสหกรณ์ออมทรัพย์มาก การก่อตั้งธนาคารทหารไทยเป็นการสร้างฐานเงินทุนให้แก่กองทัพและธุรกิจส่วนตัวของทหาร\n รัฐประหารและการผูกขาดธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในไทย\nธนาคารทหารไทยเริ่มดำเนินกิจการในปีที่จอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารล้มรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม ปีถัดไปจอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารอีกครั้งและกลายเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลสฤษดิ์ได้ออกพรบ.การธนาคารพาณิชย์พ.ศ. 2505 เพื่อให้รัฐบาลมีอำนาจไม่ให้ใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ในอนาคต ทำให้ธุรกิจธนาคารพาณิชย์โดนผูกขาดโดยกองทัพและครอบครัวไม่กี่ครอบครัว พรบ.ดังกล่าวเพิ่งได้รับการยกเลิกเมื่อปีพศ. 2551 นี้เอง [1] แม้พรบ.การธนาคารพาณิชย์พ.ศ. 2505 โดนยกเลิกแล้ว จานวนธนาคารพาณิชย์ไทยไม่เคยมากกว่า 20 ตัวเลขนี้ต่ำกว่าในต่างประเทศมาก\nยกตัวอย่างสหรัฐฯและญี่ปุ่น ประชากรสหรัฐฯคิดเป็น 5 เท่าของประชากรไทย แต่จำนวนธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐฯมากกว่า 6,000 [2] คือมากกว่า 300 เท่าของไทย ในบางทศวรรษจำนวนธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐฯมากกว่า 10,000 ด้วยซ้า ต่อให้หักลบความแตกต่างของขนาดพื้นที่สหรัฐฯซึ่งมีพื้นที่ 20 ของไทย จำนวนธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐฯก็ยังมากกว่าไทยถึง 280 เท่า ในกรณีญี่ปุ่น ประชากรญี่ปุ่นคิดเป็น 2 เท่าของประชากรไทย แต่จานวนธนาคารพาณิชย์ญี่ปุ่นมากกว่า 120 [3] คือมากกว่า 6 เท่าของไทย นอกจากนี้พื้นที่ประเทศญี่ปุ่นก็เล็กกว่าไทยด้วย ที่สาคัญ ทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐฯมีธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นที่แข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีสาขาทั่วประเทศ\n การแปรรูปธนาคารทหารไทยหลังวิกฤตการเงินพศ. 2540\nปัจจุบันกองทัพลดสัดส่วนการถือหุ้นธนาคารทหารไทยเหลือเพียง 2.15% [4] แต่ก็ยังนับว่าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 6 การลดสัดส่วนถือหุ้นของกองทัพไม่ได้เกิดความตั้งใจของกองทัพ กองทัพไม่เคยต้องการเลิกเป็นเจ้าของหรือเลิกบริหารธนาคารทหารไทย [5]\nสัดส่วนการถือหุ้นทีลดลงมาเป็นผลลัพธ์จากปัญหาหนี้เสียของธนาคารทหารไทย กระทรวงการคลังกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เพราะการอัดฉีดเงินเพื่ออุ้มธนาคารทหารไทยหลังวิกฤตการเงินพศ. 2540 นอกจากนี้ธนาคารทหารไทยจำเป็นต้องเพิ่มทุนด้วยการขายหุ้นให้นักลงทุนต่างชาติ ธนาคารทหารไทยได้เปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษจาก Thai Military Bank เป็น TMB Bank เพื่อประชาสัมพันธ์ต่อนักลงทุนต่างชาติว่าไม่ใช่ “ธนาคารของทหาร” แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดก็ยังไม่ใช่เอกชนอยู่ดี ดังนั้นการแปรรูปธนาคารทหารไทยยังไม่แล้วเสร็จตราบใดที่กระทรวงการคลังยังไม่สามารถขายหุ้นให้เอกชน ที่สำคัญ ตราบใดที่ไม่มีกฎหมายห้ามกองทัพถือหุ้นธนาคารพาณิชย์และบังคับให้กองทัพขายหุ้นธนาคารทหารไทยให้เอกชนให้หมด กองทัพไทยก็จะคงสภาพความเป็นกลุ่มทุนและการป้องกันประเทศก็จะไม่มีวันเป็นกิจกรรมหลักของกองทัพไทย\nธุรกิจอื่นๆของกองทัพไทย\nนอกจากธุรกิจธนาคารพาณิชย์ จอมพลสฤษดิ์ได้วางรากฐานการสะสมทุนของกองทัพไว้หลายกิจการ อาทิ สถานีวิทยุและโทรทัศน์กองทัพบก ที่ดินสาธารณะถูกโอนกรรมสิทธิจากกรมป่าไม้ให้กลายเป็นกรรมสิทธิ์ของกองทัพบกในยุครัฐบาลสฤษดิ์ เช่น ที่ดินริมทะเลกว่าพันไร่ในอ.สวนสน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กองทัพพัฒนาที่ดินบางส่วนให้เป็นสนามกอล์ฟและสนามกีฬากองทัพบก สนามกีฬากองทัพบกในบางจังหวัดได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการบ่อนพนันแข่งม้า ส่วนกองทัพอากาศก็ดำเนินธุรกิจการบินพาณิชย์ระหว่างประเทศตั้งแต่ยุครัฐบาลสฤษดิ์ กล่าวได้ว่าจอมพลสฤษดิ์คือ “บิดาของทุนกองทัพไทย”\nในตอนต่อไปดิฉันจะเขียนถึงธุรกิจเหล่านี้และบทบาทของ “บุตรหลานของทุนกองทัพไทย” ที่รับมรดกมาจากจอมพลสฤษดิ์\n \nหมายเหตุ\nพรบ.ธุรกิจสถาบันการเงิน : http://www.bot.or.th/Thai/LawsAndRegulations/Pages/Law_3.aspx\nจำนวนธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐฯ : http://research.stlouisfed.org/fred2/series/USNUM\nสมาชิกสมาคมธนาคารญี่ปุ่น: http://www.zenginkyo.or.jp/en/outline/list_of_members/\nโครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ธนาคารทหารไทย จากัด (มหาชน) : http://www.tmbbank.com/ir/share-info/major-shareholders.php\n\"ทำไม! กองทัพในแบงก์ทหารไทยไม่มีวันแยกจากไปเด็ดขาด\" นิตยสารผู้จัดการ (กรกฎาคม 2535) : http://www.gotomanager.com/news/printnews.aspx?id=6700 \n What is the sentiment in the text for the genre: national_security", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-51cd76087ca74204b218317ababb8d94", "input": "Title: แถลงการณ์ร่วมสมาคมวิชาชีพสื่อขอให้หยุดคุกคามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน \n Body: แถลงการณ์ สมาคมวิชาชีพสื่อ\n\n \n\nแถลงการณ์ร่วมสมาคมวิชาชีพสื่อเรื่อง ขอให้หยุดคุกคามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน\n\n \n\nตามที่กลุ่มคาราวานคนจนได้แสดงความไม่พอใจต่อการนำเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ฉบับประจำวันที่ 24 มีนาคม 2549 ที่ได้ตีพิมพ์ข้อความระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทและได้รวมตัวกันประท้วงอยู่หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก อาคารเนชั่นทาวเวอร์ เพื่อเรียกร้องให้หนังสือพิมพ์ คม ชัดลึก รับผิดชอบต่อการนำเสนอข่าว ที่ผู้ชุมนุมอ้างว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้พิจารณาสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว มีความเห็นร่วมกันว่า กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ได้แสดงความรับผิดชอบต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ดีแล้ว โดยประกาศยอมรับความผิดพลาด และขอพระราชทานอภัยโทษ ทั้งผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ และถวายหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษผ่านทางสำนักราชเลขาธิการไปแล้ว รวมทั้งล่าสุด ได้ประกาศงดการตีพิมพ์และจำหน่ายหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึกเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม ถึงวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 รวมทั้งนายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ บรรณาธิการ ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 29 มีนาคม และได้มีคำสั่งให้หัวหน้าข่าวที่เกี่ยวข้องพ้นจากตำแหน่งเพื่อรอการพิจารณาลงโทษแล้วดังนั้น สมาคมวิชาชีพทั้ง 2 สมาคม จึงมีจุดยืนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้1) การแสดงความรับผิดชอบทั้งทางการบริหาร และทางสังคมตามช่องทางที่พึงปฏิบัติอย่างเต็มที่ของหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก เป็นไปตามหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพหนังสือพิมพ์และกฎเกณฑ์ของบ้านเมือง 2) การที่กลุ่มคาราวานคนจนยังไม่ยอมยุติการชุมนุม ซ้ำยังมีพฤติการณ์ที่ส่อว่าจะใช้ความรุนแรงกับหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก นั้น เป็นการกระทำที่จงใจคุกคาม ริดรอนสิทธิเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนครั้งใหญ่ที่สุด โดยพยายามปลุกกระแส และนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นข้ออ้างในการทำลายล้างซึ่งกันและกัน ซึ่งไม่มียุคไหนแม้แต่ยุคเผด็จการที่สื่อจะถูกคุกคามเช่นนี้ 3) สมาคมฯ ขอเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมทบทวนการกระทำดังกล่าว รอพระราชวินิจฉัยการขออภัยโทษตามที่หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ได้ยื่นเรื่องไปตามขั้นตอนแล้ว และให้เคารพกระบวนการยุติธรรม ตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้แจ้งความดำเนินคดีทางกฎหมายไปก่อนหน้านี้แล้ว4) สมาคมฯ ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพเทิดทูนยิ่งของปวงชนชาวไทยมาเป็นเงื่อนไขในการสร้างความขัดแย้ง แตกแยกในสังคม5) สมาคมฯ ขอเรียกร้องให้รัฐบาล ซึ่งมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศเข้าไปหยุดยั้งการคุกคามของกลุ่มผู้ชุมนุมต่อหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก โดยด่วนท้ายที่สุดนี้ สมาคมวิชาชีพทั้ง 2 สมาคม ขอเรียกร้องไปยังเพื่อนสื่อมวลชนว่า การทำหน้าที่ของสื่อในภาวะวิฤตทางการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ สื่อมวลชนจำเป็นต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาดและยึดมั่นในกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการนำไปใช้เป็นเงื่อนไขทางการเมือง ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม30 มีนาคม 2549สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย / www.tja.or.thสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย / www.thaibja.org \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-5f27e0c7c23242f2a2d0a26ab334cede", "input": "Title: ประชาธรรม :คนงานบ.จอร์จี้ เปิดเจรจารอบ 4 ยังไม่คืบ นายจ้างเตะข้อเสนอไปพิจารณาปีหน้า \n Body: 6 พ.ย.2556 สืบเนื่องจากกรณีพนักงานในบริษัท จอร์จี้ แอนด์ ลู จำกัด จ.เชียงใหม่ มากกว่า 300 คน ได้ทำการประท้วงภายในโรงงาน เนื่องจากไม่พอใจที่นายจ้างเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างของคนงานตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 56 เป็นต้นมา โดยลูกจ้างได้ยื่นข้อเสนอสำคัญ คือ ให้บริษัทกลับไปใช้ขั้นตอนการผลิตเดิมและปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย จนมีการเจรจาต่อรองเรื่อยมา (อ่านรายละเอียดที่ \"คนงานบ.จอร์จี้ฮือประท้วงหน้าโรงงานอีกครั้งหลังนายจ้างเตะถ่วงการเจรจา [2])\nนางอรวรรณ กล่าวอีกว่า พวกตนไม่คิดว่าเจรจาครั้งนี้จะจบง่ายๆเพียงแค่บริษัทรับข้อเสนอ เพราะมีแนวโน้มว่าบริษัทจะย้ายไปตั้งโรงงานที่อ.แม่สอด จ.ตากเพื่อทำการผลิตเพียงแห่งเดียว ตอนนี้เห็นสัญญาณในโรงงานหลายอย่าง นอกเหนือจากการเปลี่ยนสภาพการจ้างงานแล้ว ยังมีการย้ายอุปกรณ์ เช่น กล่องเก็บผ้าขนาดใหญ่ไปที่โรงงานใหม่ เอาหัวหน้าคนงานชาวฟิลิปปินส์ไปคุมงานที่นั้น  ซึ่งหมายความว่า แม้การเรียกร้องครั้งนี้จะลุล่วงไป แต่ก็จะมีกลยุทธ์แบบใหม่เพื่อบีบบคนงานให้ลาออกจากนายจ้างมาอีก\n \n\"ถ้าเขาจะย้ายจริง ก็ต้องจ่ายค่าชดเชย เพราะอายุงานของแต่ละคนไม่ต่ำกว่า 6 ปี บริษัทจึงไม่อยากจ่าย และพยายามให้เซ็นสัญญาตัวใหม่ แต่ถ้าเซ็นสัญญาตัวใหม่ก็จะเป็นการเซ็นสัญญาแบบพิเศษ เพราะบอกระยะเวลาสิ้นสุดการจ้าง แต่อันเก่าเป็นปลายเปิด จ้างเราจนเกษียณอายุ และนี่เป็นเหตุที่เราต้องยื่นข้อเสนอเพื่อรักษาสิทธิของเราไว้\"\n \n\"สำหรับการเจรจาข้อเสนอที่บริษัทยังไม่ได้ตกลง เราจะดูท่าทีของบริษัทอีกทีว่า จะเจรจากับเราต่อ หรือว่าจะกลายเป็นกรณีพิพาท ถ้าพิพาทก็คงต้องว่ากันกรมแรงงานฯ\" ตัวแทนคนงานกล่าว\n \nผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ระหว่างที่ตัวแทนคนงานทั้ง 7 เข้าเจรจากับทางบริษัทฯ มีการชุมนุมหน้าโรงงานเพื่อให้กำลังใจ\n \nอนึ่ง พนักงานในบริษัท จอร์จี้ แอนด์ ลู จำกัด จ.เชียงใหม่มีจำนวน 450 คน ณ ตอนนี้มีคนลงชื่อเรียกร้องเปลี่ยนสภาพการจ้างงานจำนวน 300 คน เป็นที่น่าสังเกตว่าคนงานที่ลงชื่อเป็นกลุ่มที่อยู่ในสายพานการผลิตตัดเย็บเสื้อผ้าทั้งหมด\n \nบริษัท จอร์จี้แอนด์ลู  จดทะเบียนในประเทศไทยเมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2549 ด้วยทุนจดทะเบียน 24 ล้านบาท (ข้อมูลการลงทุนตามสัญชาติเป็นสัญชาติฮ่องกง 100%) เป็นบริษัทที่ผลิตสินค้า ของยี่ห้อ Neon Buddha ซึ่งมีสโลแกนว่า \"นีออนบุดดา เริ่มจากความคิดการผลิตเสื้อผ้าเพื่อวิถีชีวิตที่หลากหลายทั้ง ชุดสำหรับการเดินทาง  ชุดอยู่กับบ้านชุดทำงาน ชุดโยคะ และชุดของคุณ ทุกชุดออกแบบในประเทศแคนนาดา โดย ชานอน พาสเซโร และ จัดการผลิตโดยทีมผู้หญิง 500 คน ในจังหวัดเชียงใหม่ ของประเทศไทย เสื้อผ้าของเรา เป็น ผ้าฝ้ายที่ซักก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต   ทีมงานและสิ่งแวดล้อมช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เรา ออกแบบและผลิตสินค้า ที่ใส่สบาย ในทุกเวลา  ทำให้เรารู้สึกถึงการเป็นสมาชิกของชุมชนโลก  เราบริจาค 1 %ของทุกการขายสินค้าทุกชิ้น ให้ กับโครงการต่าง ๆ เพื่อทำให้โลกใบนี้น่าอยู่มากขึ้น\" \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-7a1729118855446d8ed3277bffa37674", "input": "Title: ซิป้าแถลงผลการสำรวจตลาดซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ไทยโต 22% ในปี 2556 \n Body: 8 พ.ย. 2556 - สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (SIPA) ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) แถลงผลการสำรวจมูลค่าตลาดซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ของประเทศไทยประจำปี 2555/2556และประมาณการปี 2557 (ICT Market 2012/2013& Outlook 2014)  ซึ่งนายไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)(SIPA) กล่าวว่า ในส่วนของ SIPA ในปีนี้ ได้ทำการสำรวจตลาดซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เป็นปีที่สอง ซึ่งได้มีการปรับปรุงวิธีการศึกษา ขอบเขตการศึกษา และกรอบนิยามในตลาดซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ รวมทั้งซอฟต์แวร์สมองกลฝังตัว ให้มีความชัดเจนและถูกต้องมากขึ้น เพื่อให้ได้ผลการสำรวจที่น่าเชื่อถือซึ่งภาคเอกชนและภาครัฐสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ตลอดจนได้มีการสำรวจบุคลากรด้านซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ภายในองค์กร(in-house) เป็นปีแรกด้วย\nดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และ ดร. เสาวรัจ รัตนคำฟู นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวถึงผลการสำรวจว่าในปี 2555 ภาพรวมของตลาดซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ของไทย มีมูลค่าการผลิตเฉพาะที่เกิดขึ้นในประเทศไทย 31,979 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ถึงร้อยละ 24.0  โดยจำแนกเป็นซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่มีมูลค่าการผลิต 5,877 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 24.7 และบริการซอฟต์แวร์ที่มีมูลค่าการผลิต 26,102 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 23.9 ขณะที่ ซอฟต์แวร์สมองกลฝังตัว มีมูลค่าการผลิต 4,218 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปี 2554 ร้อยละ 5.4\nส่วนในปี 2556 ประมาณการเบื้องต้นว่า ตลาดซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ของไทยจะมีมูลค่าการผลิตในประเทศไทยกว่า 39,096 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 22.2  โดยจำแนกเป็นซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่มีมูลค่าการผลิตประมาณ 7,962 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 35.5 และบริการซอฟต์แวร์ที่มีมูลค่าการผลิตประมาณ 31,134 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 19.3 ทั้งนี้ การเติบโตที่ต่อเนื่องของตลาดซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ของไทยเป็นผลจาก สภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอัตราการเติบโตในช่วงหลังจะชะลอตัวลงบ้าง และทั้งภาคเอกชนและภาครัฐมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  (ICT) เพิ่มมากขึ้น รวมทั้ง ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ของไทยได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้นนอกจากการผลิตเพื่อจำหน่ายแล้วยังพบว่าในปี 2555 มีการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อใช้ภายในองค์กร (in-house) อีกอย่างน้อย 686.3 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2554 ร้อยละ 12.2\nสำหรับตลาดซอฟต์แวร์สมองกลฝังตัวนั้น มีมูลค่าการผลิต 4,886.7 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 15.9 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมโทรคมนาคม และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์\nสำหรับมูลค่าตลาดซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ในปี 2557 นั้น คาดการณ์เบื้องต้นว่า จะมีมูลค่าประมาณ 44,026 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณร้อยละ 12.6  และสำหรับตลาดซอฟต์แวร์สมองกลฝังตัวในปี 2557 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 5,864 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณร้อยละ 20\nในด้านการส่งออกซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์นั้น ประเทศไทยยังคงมีการส่งออกซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ไม่มากนัก โดยในปี 2555 มูลค่าการส่งออกซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ของไทยอยู่ที่817 ล้านบาทซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 2.6 ของมูลค่าการผลิตซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ทั้งหมด  โดยจำแนกเป็นมูลค่าการส่งออกซอฟต์แวร์สำเร็จรูป 242 ล้านบาท และมูลค่าการส่งออกบริการซอฟต์แวร์ 575 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีการส่งออกซอฟต์แวร์สมองกลฝังตัวค่อนข้างมาก โดยในปี 2555 มีมูลค่าการส่งออกซอฟต์แวร์สมองกลฝังตัว 1,742 ล้านบาท  คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 41.3 ของมูลค่าการผลิตซอฟต์แวร์สมองกลฝังตัวทั้งหมด \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-e2f58ef3726c459699f1315662a21fa5", "input": "Title: ฮิวแมนไรท์วอทช์จี้ยูเออีคุ้มครองแม่บ้านจากต่างชาติ \n Body: \n\nโพสต์ [1] by Workazine [2].\n\n \nเมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2014 ที่ผ่านมาองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ได้เผยแพร่รายงาน “I Already Bought You” Abuse and Exploitation of Female Migrant Domestic Workers in the United Arab Emirates [3] ซึ่งเรียกร้องให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ปฏิรูประบบการออกวีซ่าที่มีความเข้มงวด และให้สาวใช้สามารถเปลี่ยนงานได้โดยไม่มีความผิด รวมทั้งแก้ไขกฎหมายแรงงานให้เพิ่มการคุ้มครองแก่ผู้ประกอบอาชีพแม่บ้าน รวมทั้งจำกัดชั่วโมงการทำงานไม่ควรเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และมีวันหยุดอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์\nสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีคนทำงานบ้านจากต่างชาติจำนวน 146,000 คน ส่วนใหญ่มาจากฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย อินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา เนปาล และ เอธิโอเปีย โดยแม่บ้านฟิลิปปินส์รายหนึ่งระบุว่านายจ้างได้ซื้อตัวเธอมาอีกทอดหนึ่ง เธอไม่มีสิทธิ์ปริปากบ่นใดๆ ทั้งสิ้น แต่ละเดือนเธอจะได้รับค่าจ้างเพียง 800 เดอห์แฮม (ประมาณ 218 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งน้อยกว่าในสัญญาว่าจ้างที่ระบุไว้ที่เดือนละ 1,000 เดอห์แฮม (ประมาณ 272 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ส่วนแม่บ้านฟิลิปปินส์อีกรายหนึ่งเปิดเผยว่าเธอถูกแม่ของนายจ้างคนเก่านำเหล็กร้อนมาทาบที่แขน เพียงเพราะปฏิเสธที่จะนำลูกเกดไปตากแดด\nนอกจากนี้ฮิวแมนไรท์วอทช์ยังเรียกร้องให้สถานฑูตของแต่ละประเทศเพิ่มการตรวจสอบ และแจ้งประชาชนให้ทราบถึงสิทธิ และช่องทางการแจ้งเหตุกับสถานฑูตหากเกิดการล่วงละเมิดขึ้น \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-118e86185f0d427abd619d792ecfdd38", "input": "Title: ศิลปะแนวล้อเลียนการเมืองเบ่งบานช่วงก่อนเลือกตั้งในเคนย่า \n Body: เคนย่า ประเทศที่มีการขับเคี่ยวทางการเมืองระหว่างผู้มีอิทธิพลต่างชนเผ่าจนเคยทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างเชื้อชาติมาแล้วในปี 2007-2008 แต่ประชาชนส่วนหนึ่งก็ต้องการต่อต้านอิทธิพลทางการเมืองเช่นนี้ผ่านศิลปะแนวล้อเลียนเสียดสีที่ผลิบานขึ้นท่ามกลางบรรยากาศก่อนการเลือกตั้งในเดือน มี.ค. ที่จะถึงนี้\nเมื่อวันที่ 18 ก.พ. ผู้สื่อข่าวเจมส์ เรนล์ จากสำนักข่าวอัลจาซีร่ารายงานเรื่องศิลปะล้อเลียนการเมืองในประเทศเคนย่า ซึ่งกำลังจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ในวันที่ 4 มี.ค. ที่จะถึงนี้\nในเนื้อความได้กล่าวถึงภาพกราฟฟิตี้การ์ตูนรูปอีแร้งในชุดนักการเมืองบนกำแพงของย่านกลางเมืองกรุงไนโรบี เมืองหลวงของเคนย่า อีแร้งในรูปพูดจาเยาะเย้ยกลุ่มชนเผ่าที่ลงคะแนนเสียงให้เขา ขณะเดียวกันก็สื่อถึงการวิพากษ์วิจารณ์การลงคะแนนเสียงโดยคำนึงแค่เรื่องชาติพันธุ์เดียวกันและการทุจริตในการเมืองระดับชาติ\n ผลงาน 'อีแร้ง' ของ มวังกิที่มา http://www.bbc.co.uk [1]\n\nการประท้วงเผาโลงศพเพื่อต่อต้านการเอื้อผลประโยชน์แก่ตนเองของนักการเมืองที่มา http://www.trust.org [2]\nผู้สื่อข่าวอัลจาซีร่ากล่าวว่าประเทศเคนย่าเต็มไปด้วยสื่อล้อเลียนทางการเมืองช่วงหนึ่งเดือนก่อนถึงวันเลือกตั้ง ทั้งจากการ์ตูน, รายการโทรทัศน์ และศิลปะบนท้องถนน\nเจมส์ แคมบา เจ้าของร้านของขวัญซึ่งตั้งอยู่ติดกับกำแพงกราฟฟิตี้บอกว่ามีข้อความซ่อนอยู่ในรูปนี้ เขาตีความรูปว่ามันได้สื่อถึงการที่รัฐบาลเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองขณะที่ประชาชนกำลังอดตาย \"ภาพนี้เป็นการให้ความรู้ เมื่อคนเห็นมัน พวกเขาก็จะเรียนรู้ แล้วจะไม่ลงคะแนนแบบเดิมอีกต่อไป\"\nสาธารณรัฐเคนยาเป็นประเทศที่เคยปกครองแบบพรรคการเมืองเดียวคือพรรคสันนิบาตชาติแอฟริกันเคนย่า (Kenya African National Union หรือ KANU) นานกว่า 28 ปี ในช่วงหลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1963 ก่อนเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคในเดือน ธ.ค. 1991\nพรรค KANU เข้าสู่อำนาจผานการเลือกตั้งทั่วไปในปี 1964 โดยมีโจโม เคนยัตตา เป็นปธน.คนแรก ก่อนมีการสืบทอดอำนาจโดย แดเนียล อะรับ มอย และแดเนียลก็ได้รับตำแหน่งอีกครั้งจากคะแนนเสียงข้างมากหลังมีการเปลี่ยนแปลงระบอบแล้ว แต่ในการเลือกตั้งปี 2002 ผู้ได้รับชัยชนะกลายเป็น มไว คิบาคิ จากพรรค PNU ซึ่งข้อมูลจากทางกระทรวงการต่างประเทศของไทยเปิดเผยว่าเป็นครั้งที่แสดงให้เห็น \"บรรยากาศของความเป็นประชาธิปไตยที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองเคนยา\"\nอย่างไรก็ตามอัลจาซีร่าเปิดเผยว่าช่วงก่อนการเลือกตั้งวันที่ 4 มี.ค. ชาวเคนย่าต้องเผชิญกับความขัดแย้ง เรื่องบุคคล, เรื่องเชื้อชาติ และเรื่องนโยบาย นอกจากนี้แล้วยังบอกอีกว่า 'กลุ่มผู้สืบทอดอำนาจจากชนเผ่า' ได้หันมามีอำนาจโดยการลงสมัครประธานาธิบดีของเคนย่านับตั้งแต่ได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ อาทิเช่น ไรลา โอดิงกา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันที่มาจากชุมชนชาว Luo ส่วนอูฮูรู เคนยัตตา บุตรชายของโจโม มาจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในเคนย่าคือชาว Kikuyu\nก่อนหน้านี้เคนย่าเคยเหตุการณ์ความไม่ลงรอยกันในช่วงการเลือกตั้งปี 2007 ที่มีความขัดแย้งกันระหว่างเผ่าพันธุ์จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 1,100 คนจนทำให้เคนย่าเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมืองก็ถือเป็นความมัวหมองของประเทศ โดยที่เคนยัตตายังต้องรอขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) จากการถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความรุนแรงในเหตุการณ์ปี 2007-2008 ด้วย\n\n\n'มวังกิ' ศิลปินข้างถนนผู้ได้แรงบันดาลใจจาก 'แบงค์ซี่'\n\nบอนีฟาซ มวังกิที่มา http://hotsecretz.blogspot.com [3]\n\n\nวิดีโอตัวอย่างรายการ The XYZ Show\nบอนีฟาซ มวังกิ เจ้าของผลงานภาพสเปรย์อีแร้งในชุดสูทกล่าวว่าเขาต้องการต่อว่าทั้งนักการเมืองและผู้ลงคะแนน เนื่องจากตัวเก็งหลักๆ ของการเลือกตั้งที่ใกล้จะถึงนี้คือ เคนยัตตาและโอดิงกา ต่างก็เป็นผู้มีอิทธิพลในกลุ่มชนเผ่า\n\"พวกเขาถูกเลือกเข้ามาโดยคนโง่ คือทั้งตัวผมเองและชาวเคนย่าคนอื่นๆ ที่ยอมให้ฆาตกร, คนข่มขืน และนักปล้นชิงขึ้นสู่อำนาจ ผมไม่ได้อยากทำให้คนหัวเราะ ผมต้องการทำให้พวกเขาโกรธ เพื่อให้พวกเขาได้คิด\" มวังกิกล่าว\nมวังกิเป็นศิลปินข้างถนนผู้ที่ชื่นชอบผลงานศิลปินข้างถนนรุ่นพี่อย่างแบงค์ซี่ (Banksy) ในประเทศอังกฤษเจ้าของผลงาน 'Love is in the Air' ซึ่งเป็นภาพผู้ประท้วงกำลังทำท่าขว้างดอกไม้ มวังกิเคยนำการประท้วงในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาโดยการให้ผู้ประท้วงเผาโลงศพ 221 โลง ชูและป้าย \"ฝังอีแร้งไว้ด้วยคะแนนเสียงคุณ\" เพื่อเป็นการต่อต้านกลุ่มนักการเมืองที่พยายามแก้กฏหมายให้เงินโบนัสหมดวาระกับตนเอง 107,000 ดอลลาร์ และให้ประโยชน์แก่ตนเองอย่างการจัดงานศพแบบรัฐพิธี\nการ์ตูนล้อเลียน การสื่อสารที่เรียบง่ายและทรงพลัง\nขณะที่นักวาดการ์ตูนในหนังสือพิมพ์ดูจะใช้วิธีการจิกกัดที่เบากว่า การ์ตูนชิ้นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ The Star วาดภาพของเคนยัตตา และคู่หูของเขา วิลเลี่ยม รุโต สวมชุดนักโทษขณะกำลังใช้แผงควบคุมคอมพิวเตอร์ในคุก ซึ่งสะท้อนเหตุการณ์ที่ผู้สมัครถูกถามอยู่เสมอว่า พวกเขาจะปกครองเคนย่าได้อย่างไรขณะที่ยังต้องรอขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งพวกเขาให้คำตอบที่น่าประหลาดใจมากคือบอกว่าพวกเขาดูแลจัดการเคนย่าได้ผ่านอินเตอร์เน็ตจากฮอลแลนด์\nก็อดเฟรย์ มวัมเปมบวา เป็นนักวาดการ์ตูนผู้มีประสบการณ์เป็นที่รู้จักในนาม 'กาโด' กล่าวว่าการ์ตูนเป็นสิ่งที่สื่อสารไปยังผู้อ่านได้เรียบง่ายและทรงพลัง \"มันเข้าถึงง่าย ดูจริง และภาพๆ หนึ่งก็พูดได้เป็นล้านคำ แม้แต่คนที่อ่านหนังสือไม่ออกก็มองภาพการ์ตูนแล้วเข้าใจความหมายง่ายๆ ได้\"\nกาโด ยังเป็นผู้ทำรายการ The XYZ Show ซึ่งเป็นรายการล้อเลียนการเมืองรายสัปดาห์โดยใช้หุ่นยางขนาดเท่าคนจริงทำล้อเลียนคนดังต่างๆ เช่นครั้งหนึ่งเคยล้อเลียนนายกรัฐมนตรีออกมาร้องเพลงแร็บแบบศิลปินฮิปฮอป Dr.Dre\nรายการอีกตอนหนึ่งจัดเป็นฉากแต่งงานเพื่อล้อเลียนการร่วมมือทางการเมืองระหว่างเคนยัตตาและรุโต ซึ่งการร่วมมือกันของทั้งสองคนนี้เป็นเรื่องน่าตกใจมาก เพราะรุโตผู้ที่มาจากชนเผ่า Kalenjin ก็เคยถูกกล่าวหาเรื่องการอยู่เบื้องหลังการนองเลือดเช่นเดียวกับเคนยัตตาแต่ทั้งสองอยู่คนละฝ่ายกันในช่วงวิกฤติปี 2007-2008\nเสรีภาพในการแสดงความเห็น และ 'อีแร้ง' ที่ต้องคำนึงถึงประชาชน\nกาโดกล่าวว่าการล้อเลียนการเมืองเริ่มบูมในประเทศเคนย่าตั้งแต่เขาเริ่มเป็นนักวาดการ์ตูนลงหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ก่อน 20 ปีที่แล้ว ในยุคนั้นเคนย่าอยู่ภายใต้การนำของปธน. แดเนียล อะรับ มอย ผู้นำเผด็จการที่ถูกกล่าวหาเรื่องทุจริตและละเมิดสิทธิมนุษยชน\n\"พวกเราก้าวกระโดดไปไกลกว่าเดิมมากและสามารถพูดในบางเรื่องที่เมื่อสิบปีที่แล้วไม่สามารถพูดผ่านโทรทัศน์ได้\" กาโดกล่าว \"แน่นอนว่ามันเคยมีการต่อสู้ แต่พวกเราก็เข้มแข็งขึ้นและขยายพื้นที่ให้กับการวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น\"\nองค์กรเฝ้าระวังเรื่องเสรีภาพของสหรัฐฯ Freedom House ผู้ทำการวัดระดับเสรีภาพของประชาชนในประเทศต่างๆ ได้จัดให้เคนย่าเป็นประเทศที่ \"มีเสรีภาพบางด้าน\" ซึ่งถือว่าดีกว่าประเทศในทวีปแอฟริกาหลายประเทศ\nแต่ขณะเดียวกันนักล้อเลียนเองก็ถูกวิจารณ์ เช่น รัฐมนตรีดาสมัส ออเตียโน กล่าวหาว่า The XYZ Show เอาคนดังมาล้อเลียนเพียงเพราะต้องการให้ทำเงิน\nเรื่องราวการ์ตูนล้อเลียนของเคนย่าทำให้ แองเจลลิค พิธลูด ภริยาเอกอัครราชทูตสวิตเซอแลนด์ประจำกรุงไนโรบีเกิดความสนใจ และได้เป็นเจ้าภาพจัดนิทรรรศการศิลปะล้อเลียนขึ้น โดยแองเจลลิคเคยประสบกับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาปี 1994 มาก่อน เธอบอกว่าก่อนหน้าเหตุนองเลือดรวันดาไม่มีเสรีภาพในการแสดงความเห็น\n\"นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมสิ่งที่นักเขียนการ์ตูนชาวเคนย่ากำลังทำถึงเป็นสิ่งที่กล้าหาญและมีความสำคัญ การเสียดสีประชดประชันที่เป็นเครื่องมือในการสร้างเสรีภาพในการแสดงความเห็นเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับประชาธิปไตย\"\nแม้ว่านักเสียดสีจะคอยจิกกัดระบบการเลือกตั้ง แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งเท่าใดนัก จากการสำรวจโพลล่าสุดในเคนย่าเผยให้เห็นว่าเคนยัตตาและโอดิงกานำผู้ลงสมัครคนอื่นๆ อยู่ อย่างไรก็ตามยังไม่มีสิ่งใดชี้วัดว่าใครจะชนะได้ในรอบแรก\nจอย โบยา เจ้าของศูนย์ศิลปะ GoDown ในกรุงไนโรบีกล่าวว่า แม้ศิลปะแนวเสียดสีจะไม่สามารถเปลี่ยนผลการลงคะแนนของผู้คนในทันที แต่มันก็มีความสำคัญอยู่ลึกๆ ต่อการเมืองเคนย่า \"นักการเมืองในตอนนี้เล็งเห็นแล้วว่าพวกเขาไม่สามารถวิ่งหนีจากประชาชนและจากสื่อได้ และพวกเราก็รู้สึกว่ามันมีพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนถกเถียงกัน\" จอยกล่าว\nทางด้านมวังกิกล่าวว่า ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้งก็ตามแต่เขาก็ยังจะทำงานในเชิงป่วนวัฒนธรรมต่อไป\n\"ข้อความของเรากำลังส่งไปถึงมวลชนและพวกเราก็ได้เปลี่ยนภาษาของประเทศ\" จอยกล่าว \"พวกเราไม่ได้เรียกนักการเมืองอีกต่อไปแล้ว พวกเราเรียกพวกเขาว่า 'อีแร้ง' หวังว่าสิ่งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงคะแนนเสียงตามที่เราต้องการได้\"\n\n\nเรียบเรียงจาก\nKenyan satire takes aim at 'corrupt leaders', [4] Aljazeera, 18-02-2013\n\n\nข้อมูลเพิ่มเติม\nข้อมูลสาธารณรัฐเคนย่า จากเว็บไซต์ศูนย์บริการข้อมูลเศรษฐกิจระหว่างประเทศ [5]\nhttp://en.wikipedia.org/wiki/Kenya [6] \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-66c0e3f09e7a4898bafaa8c26d2846fe", "input": "Title: \"ทีไอทีวี\" ร้องสมาคมนักข่าวฯ ถูกห้ามทำข่าวฝ่ายต้าน คมช. \n Body: วานนี้ (22 มิ.ย.) ตัวแทนพนักงานสถานีโทรทัศน์ไอทีวี เข้าพบคณะกรรมการบริหารสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ระหว่างการประชุมคณะกรรมการบริหารประจำเดือนเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียน กรณีถูกสั่งห้ามและแทรกแซงการทำงานข่าวและรายการที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งประเด็นทางการเมือง\n\n\n\n \n\nนายเถกิง สมทรัพย์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เปิดเผยหลังจากรับหนังสือร้องเรียนว่า ได้รับทราบข้อมูลจากตัวแทนพนักงานว่า ในช่วงระหว่าง 1 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่บรรยากาศทางการเมืองร้อนแรงมากขึ้น ฝ่ายข่าวและฝ่ายรายการของสถานีโทรทัศน์ไอทีวีได้พยายามนำเสนอข่าวสารและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง การชุมนุม รวมทั้งคดียุบพรรคการเมือง โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมาร่วมรายการ โดยทางสถานียืนยันในหลักการตามวิชาชีพที่จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายต่างๆ ได้แสดงความเห็นอย่างเท่าเทียมและรอบด้าน\n\n\n\n \n\nอย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าได้รับคำสั่งจากเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ต้องการให้นำเสนอความเห็นที่ขัดแย้งหรือไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล โดยอ้างเหตุผลเรื่องความสมานฉันท์ภายในชาติ หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งก็จะถูกดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดต่อไป พร้อมกับแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รัฐมาตรวจสอบบทและประเด็นข่าวก่อนออกอากาศ อีกทั้งยังมีตัวแทนหน่วยงานรัฐมาร่วมประชุมกับกองบรรณาธิการทุกวัน ทำให้กองบรรณาธิการขาดอิสระในการทำงานอย่างแท้จริง\n\n\n\n \n\n\"ตัวแทนพนักงาน มาร้องเรียนสมาคมฯ เพื่อขอให้หาแนวทางในการช่วยเหลือ พนักงานทีไอทีวีส่วนหนึ่งก็เป็นสมาชิกสมาคมฯ ดังนั้น เมื่อมีเรื่องแจ้งมาในฐานะองค์กรวิชาชีพด้านวิทยุโทรทัศน์ ก็จะนำประเด็นนี้เข้าสู่กระบวนการคณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนและฝ่ายสิทธิเสรีภาพ พร้อมกับตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป\"\n\n\n\nเขากล่าวถึงข้อเสนอที่พนักงานทีไอทีวีเรียกร้องให้มีคณะกรรมการกลางเพื่อกำกับดูแลกองบรรณาธิการ หรือ Editorial Boardนั้น ก็เห็นด้วยและควรเร่งผลักดันให้มีคณะกรรมการดังกล่าวโดยเร็ว\n\n\n\n \n\nนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ยังแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว และยืนยันว่าโดยหลักการแล้ว การทำงานของสื่อสารมวลชน สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่นำเสนอข้อเท็จจริงต่อสังคม แต่หากมีกระบวนการปิดกั้น หรือคัดกรองโดยไม่ถูกต้องแล้ว ผลเสียย่อมตกถึงประชาชน และปัญหาในสังคมก็จะไม่ได้รับการแก้ไข เพราะเวทีของผู้ที่มีความเห็นแตกต่างไม่ได้ถูกนำเสนอ อาจเป็นปัญหานำไปสู่สถานการณ์ที่รุนแรงและบานปลายมากขึ้นในอนาคต ซึ่งการแก้ปัญหาความขัดแย้งนั้น จะต้องเปิดพื้นที่ให้กับทุกฝ่ายได้แสดงความเห็น เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาร่วมกัน\n\n\n\n \n\nด้านนางจันทิมา เชยสงวน รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ทีไอทีวี กล่าวว่าในช่วง ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กรมประชาฯ ซึ่งมีหน้าที่ดูแล ทีไอทีวี ได้ให้นโยบายกับทางสถานีเสนอข่าวในประเด็นที่สร้างความสมานฉันท์ให้สังคม เนื่องจากปีนี้เป็นปีมหามงคล ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ดังนั้นสถานีทีวีทุกช่องควรจะนำเสนอข่าวเกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในด้านต่างๆ เป็นหลัก รวมทั้งข่าวสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติ และข่าวความเคลื่อนไหวการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่า ซึ่งช่อง 11 ก็ดำเนินนโยบายการเสนอข่าวในทิศทางนี้เช่นกัน\n\n\n\n \n\nทั้งนี้ ได้ขอความร่วมมือให้ทีไอทีวี ลดการนำเสนอประเด็นความขัดแย้งของสังคม ที่จะนำไปสู่ความคิดเห็นที่แตกแยกของสังคม และนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรง เช่น ในประเด็นความเห็นทางกฎหมายต่อกรณีที่ได้มีการตัดสินไปแล้ว แต่กลับมีการนำเสนอความคิดเห็นของบุคคลที่เห็นแตกต่าง ซึ่งประชาชนผู้ชมที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมายอาจจะเข้าใจผิดได้ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีการชุมนุมที่สนามหลวงขณะนี้ การได้รับข้อมูลต่างๆ จึงมีความสำคัญมาก เพราะอาจจะนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงได้\n\n \n\n\n\n\"กรมประชาฯได้มอบนโยบายการเสนอข่าวที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคม และเชื่อว่าไม่ได้ทำให้การนำเสนอข่าวของทีไอทีวี ขาดอิสรภาพ เพราะทีไอทีวีต้องทำหน้าที่สื่อที่ดีของสังคม\" นางจันทิมา กล่าว\n\n \n\n \n\n..........................\n\nที่มา: เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-246bce18d0634b83840cef2da2d7703b", "input": "Title: 8 ปี 19 พฤษภา 53 'พะเยาว์ อัคฮาด' ทำบุญให้ลูกสาว-ตำรวจเฝ้าพรึบ \n Body: \"ดิฉันมาทำบุญให้ลูกสาว ตำรวจมากันทำไมเยอะแยะคะ?\" พะเยาว์ อัคฮาด\n\n19 พ.ค. 2561 พะเยาว์ อัคฮาด แม่ของกมนเกด อัคฮาด อาสาสมัครพยาบาล เดินทางไปทำบุญที่วัดปทุมวนารามให้กับลูกสาวซึ่งเสียชีวิตขณะทำหน้าที่พยาบาลอาสาในเหตุการณ์สลายการชุมนุม 19 พฤษภาคม 2553 ย่านศาลาแดง-ราชประสงค์ ทั้งนี้มีอานนท์ นำพา ทนายความ สุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย และเอกอัครราชทูตสวิสเข้าร่วมงานทำบุญด้วย\nอย่างไรก็ตามในระหว่างทำบุญมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบจาก สน.ปทุมวัน และกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 ตรึงกำลังและเฝ้ารอบพื้นที่\n\nที่มา: เฟสบุ๊คพะเยาว์ อัคฮาด\nทั้งนี้เมื่อเวลา 13.00 น. พะเยาว์ได้โพสต์ภาพในเฟสบุ๊คและลงข้อความด้วยว่า \"ดิฉันมาทำบุญให้ลูกสาว ตำรวจมากันทำไมเยอะแยะคะ?\"\n\nขณะเดียวกันมีผู้โพสต์ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายสิบนาย นั่งอยู่ในศาลาของวัดปทุมวนาราม โดยเจ้าหน้าที่บางนายก็กำลังก้มหน้าเช็คโทรศัพท์มือถือของตนด้วย\n\nในรายงานของมติชนออนไลน์ [1] พะเยาว์ให้สัมภาษณ์ภายหลังทำบุญว่า 8 ปีที่ผ่านมาเวลามาทำบุญที่วัดจะถูกกลั่นแกล้งทุกครั้ง ไม่เคยทำได้อย่างสบายใจ จะมีทหารทั้งใน และนอกเครื่องแบบคอยรังควาน แต่เราอดทนมาตลอด ช่วงที่ตนจะมาทำบุญที่นี่ เจ้าหน้าที่โทรมาขอร้องว่า อย่าประณามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เธอจึงตอบไปว่าเป็นความชอบธรรม แต่ก็มีมารยาทมากพอที่จะไม่ด่า คสช. แต่ด่าศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เพราะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ และยังมีความคิดว่า ศอฉ.ที่แปลงร่างมาเป็นคสช.เป็นผู้ร่วมรู้เหตุในการตายของประชาชน ดังนั้นหากท่านมีคำสั่งให้หยุดการสอบสวน และหยุดความยุติธรรม เพื่อล้มความผิดให้ตนเอง และกองทัพหรือไม่\nทั้งนี้พะเยาว์กล่าวด้วยว่า ระยะเวลา 8 ปีนานเกินไปแล้ว หากไม่มีคำตอบเรื่องสลายการชุมนุมจากรัฐบาลจะเดินทางไปร้องขอต่อนายกรัฐมนตรีเองที่ทำเนียบรัฐบาล หรือที่ไหนก็ตามที่นายกรัฐมนตรีอยู่\nโดยหลังการทำบุญ พะเยาว์และญาติๆ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์โดยสวมชุดพยาบาลอาสาทาหน้าขาว และฉายคลิปเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยอมให้ใช้เครื่องขยายเสียง โดยยอมให้จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และฉายคลิปเท่านั้น\nBanrasdr Photo รายงานด้วยว่า 10.30 น. แกนนำนปช.และญาติผู้สูญเสียพร้อมด้วยประชาชน ร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 ที่วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหารบางเขน \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-7b4acd09c808468ea6f1deaf44ae1e6e", "input": "Title: 2 สื่อยัน ผู้ชุมนุมไม่มีท่าทีคุกคาม จนท.ไม่ประกาศใช้แก๊สน้ำตาก่อนสลาย 'ม็อบเสธอ้าย' \n Body: 2 สื่อที่ถูกคุมตัววันสลายการชุมนุม 'ม็อบเสธอ้าย' ให้ข้อมูล อนุกมธ.หาข้อเท็จจริงฯ ยัน ผู้ชุมนุมยังไม่มีท่าทีคุกคาม ส่วน จนท.ไม่มีการประกาศใช้แก๊สน้ำตาก่อน แต่เหตุคุมตัวสื่ออาจเข้าใจผิด เพราะสีปลอกแขนคล้ายการ์ดผู้ชุมนุม \n \n\n \nเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 55  นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหาในฐานะ คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภคและคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาธิบาล วุฒิสภา กล่าวว่า หลังสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและสมาคมนักข่าววิทยุ และโทรทัศน์ไทย ยื่นเรื่อง ให้ กมธ. สิทธิมนุษยชนฯตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการคุกคามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ในเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) เมื่อวันที่ 24 พ.ย. ซึ่งเจ้าหน้าที่ ได้ใช้แก๊สน้ำตากับกลุ่มผู้ชุมนุม และสื่อมวลชน ทั้งสองคณะกรรมาธิการฯ มีมติตั้งคณะอนุกรรมการร่วมกันฝ่ายละ 5 คน มีตนเป็นประธานฯ และยังมีนักวิชาการ นักกฎหมาย และนักสิทธิมนุษยชนร่วมด้วย ซึ่งในการประชุมอนุกรรมาธิการครั้งแรกวันนี้ได้เชิญผู้สื่อข่าว คือ ช่างภาพจาก TPBS และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันมาเป็นผู้ให้ข้อมูล\n \nนายพัฒนศักดิ์ วรเดช ช่างภาพ TPBS และ นาย สันติ เต๊เตี๊ยะ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ได้ให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า ในวันที่ 24 พ.ย.55 ขณะเกิดเหตุบริเวณสะพานมัฆวาน กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามตัดลวดหนามและระหว่างที่ผู้ชุมนุมจะฝ่าเข้าไปที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามให้ผู้ชุมนุมใช้เส้นทางอื่นในการเข้าไปร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมหลักบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า แต่ผู้ชุมนุมดึงดันไม่ยอม ยืนยันจะเข้าไปทางนี้ให้ได้ จากนั้นจึงมีการขว้างแก๊สน้ำตาเข้าใส่ผู้ชุมนุม ซึ่งทั้งสองพยายามจะวิ่งฝ่าเข้าไปหาตำรวจเพื่อความปลอดภัยของตัวเองแต่ก็ถูกทำร้ายโดยกระบอง และกล้องก็หายจากมือไป ในระหว่างนั้นทั้งสองพยายามตะโกนบอกเจ้าหน้าที่ว่าเป็นนักข่าวอยู่ตลอดเวลา แต่สุดท้ายก็ถูกจับกุมโดยถูกขังรวมกับผู้ชุมนุมอื่นๆ โดยบนรถคุมตัวมีนักข่าว 3 คน  เป็นนักข่าวจาก DNN อีกหนึ่งคน ที่คุมขังในรถมีสภาพอึดอัดมากเพราะไม่มีอากาสหายใจ \n \n\"พยายามตะโกนว่าเป็นสื่อแต่ไม่มีใครฟัง ทั้งๆที่พยายามโชว์บัตรนักข่าวให้เจ้าหน้าที่ดูด้วย\" ผู้ให้ข้อมูลคนหนึ่งกล่าว และว่าจนกระทั่งมีนักข่าวจากทำเนียบรัฐบาลกับนักข่าวจากสำนักข่าวของตัวเองมายืนยันจึงได้รับการปล่อยตัวหลังจากนั้น 1 ชั่วโมง \n \nทางคณะกรรมาธิการได้ตั้งคำถามถึงประสบการณ์ในการทำข่าวในพื้นที่การชุมนุม ทั้งสองยืนยันว่ามีประสบการณ์และเข้าใจในขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีการประกาศว่าจะมีการใช้แก๊สน้ำตาแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังมีการระบุว่า แก๊สน้ำตาที่ผู้ชุมนุมนำมาขว้างใส่ตำรวจนั้นเป็นแก๊สน้ำตาที่ตำรวจปาเข้ามาแล้วผู้ชุมนุมปากลับไปแต่ทิศทางลมไม่เป็นใจทำให้ควันส่วนใหญ่พัดไปทางฝั่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั่นเอง และในขณะที่มีการปาแก๊สน้ำตารถของผู้ชุมนุมยังไม่สามารถเข้าถึงบริเวณที่ตำรวจประจำอยู่เลย\n \nในระหว่างการให้ข้อมูล คณะอนุกรรมาธิการพยายามถามคำถามเกี่ยวกับการลำดับเข้าจัดการกับผู้ชุมนุมว่า มีการเจรจา การฉีดน้ำ การเปิดรถคลื่นเสียง หรือการประกาศจะมีการใช้แก๊สน้ำตาต่อผู้ชุมนุมหรือไม่ ทั้งสองยืนยันว่า ไม่มีขั้นตอนดังกล่าวและผู้ชุมนุมไม่ได้มีท่าทีเป็นภัยต่อความมั่นคง ไม่ได้ตระเตรียมการเข้าไปทำร้ายบุคคลสำคัญของรัฐบาลแต่อย่างใด และเมื่อคณะอนุกรรมาธิการพยายามจะถามเรื่องทัศนคติของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อผู้ชุมนุมและการปลุกระดมจากแกนนำของทั้งสองฝ่าย ช่างภาพจากสองสำนักข่าว กล่าวว่า จากจุดที่อยู่ไม่มีการพูดปลุกระดมจากทั้งสองฝ่ายแต่อย่างใด\n \nนายสันติ ช่างภาพจากผู้จัดการายวัน ระบุถึงปัญหาในที่ชุมนุมอีกว่า อาจจะมีการเข้าใจผิดเพราะทางผู้ชุมนุมได้แจกปลอกแขนให้แก่สื่อมวลชนเป็นสีเหลือง ซึ่งเหมือนกับของการ์ด จึงอาจจะก่อให้เกิดความสับสนของเจ้าหน้าที่ได้ ก่อนจบการให้ข้อมูล ประธานคณะอนุกรรมาธิการได้ขอให้ทั้งสองนำภาพถ่ายวีดีโอจากกล้องของตัวเองมาให้กับคณะอนุกรรมาธิการและให้เจ้าหน้าที่ประสานงานกับ กทม.เพื่อขอข้อมูลจากกล้อง CCTV ด้วย ทั้งนี้ ในการตรวจสอบครั้งต่อไปจะได้เชิญ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและนักข่าวอื่นๆที่เป็นพยานในที่เกิดเหตุมาให้ปากคำในวันที่ 11 ธันวาคม 2555 \n \n \nที่มาภาพและข่าว: เว็บไซต์ข่าวรัฐสภาถึงประชาชน \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-1be694dbecc6488aa0bff93eda2bccf5", "input": "Title: รายงาน : บันทึกคำพูดของคนในเหตุการณ์เมษาเลือด \n Body: ประวิตร โรจนพฤกษ์ ฝาก \"เสียง\" จากหลายฝ่ายในเหตุการณ์ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาให้ผู้อ่านพิจารณาทบทวนด้วยสติ โดยหวังว่า สังคมจะหาวิธีจัดการกับปัญหาการเมืองอย่างสันติและเป็นประชาธิปไตยได้\n\n\n\n \n\n \n\nรายงานโดย ประวิตร โรจนพฤกษ์ \n\nพิมพ์และลำดับเหตุการณ์โดย คิม ไชยสุขประเสริฐ\n\n \n\n \n\n7 เมษายน 52 ขณะที่ขบวนรถของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กำลังเดินทางกลับจากการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรและตรวจเยี่ยมสถานที่จัดการ ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน +3 และ +6 ที่โรงแรมรอยัลคลิฟท์บีชรีสอร์ท พัทยา เพื่อไปปฏิบัติภารกิจที่รัฐสภา ได้ถูกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่มาชุมนุมขับไล่จอดรถจักรยานยนต์ขวางกลางทางไว้ไม่ให้เดินทางต่อไป\n\n \n\n \n\n \n\n \n\n8 เมษายน 52 นปช.เสื้อแดงชุมนุมใหญ่เพื่อล้มรัฐบาล  \n\n \n\n\"พี่อยากให้นักหนังสือพิมพ์ มีความเป็นธรรม เขากำลังถูกครอบงำ\"\n\n \n\nผู้หญิงคนหนึ่งถือป้ายมีข้อความว่า \"อำมาตย์กดขี่ความเป็นมนุษย์มานานแสนนาน\"\n\n \n\nช่วงบ่ายของวัน \n\nที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ผู้ชายยืนอยู่บนหลังรถ 6 ล้อ \"ข้อเรียกร้องเปรมคือว่า ก.ลาออก ข.ออกไป ค.อย่าอยู่เลย ง.ถูกทุกข้อ\"\n\n \n\nจักรภพ เพ็ญแข 15.40 น. วันเดียวกัน \"ประชาชนจะหาทางปฏิรูปการเมืองด้วยตัวเอง\"\n\n \n\n...\n\n \n\n\"โทษครับ อนาคตของประเทศจะเป็นอย่างไร\" \n\nนายสุรพันธ์ ชายเสื้อสีแดงซึ่งบอกว่าตัวเองเป็นอดีตช่างซ่อมแอร์ ถามผู้เขียนที่ร้านกาแฟซึ่งตั้งอยู่บริเวณตีนสะพานเทเวศร์นฤมิตร ตอน 4 โมงเย็น\n\n \n\n\"... ไม่ใช่ผมชอบกดดันอะไร แต่ว่าไม่ใช้วิธีนี้ ไม่มีทางต่อสู้ ผมคิดว่ารัฐบาลไม่ยอม โดยเฉพาะป๋าเปรมไม่ยอมแน่\" สุรพันธ์กล่าว\n\n \n\n...\n\n \n\nเสียงจากโทรโข่ง ดังจากบริเวณหน้าสะพานเทเวศร์ฯ ตอน 5 โมงเย็น ขณะที่กลางสะพานเต็มไปด้วยคนเสื้อแดง\n\n\"วันนี้เราจะสู้ แม้จะไม่ได้ชัยชนะโดยทันที บอกต่อๆ ไป โทรไปบอกพี่น้อง\"\n\n \n\n \n\n9 เม.ย.52 แท็กซี่ปิดอนุสาวรีย์ชัยฯ ม็อบเสื้อแดงดาวกระจาย กต.-กองบัญชาการกองทัพบก-ปชป.\n\n \n\n... \n\n \n\n10 เม.ย.52 ม็อบปะทะเสื้อน้ำเงินที่พัทยา เปิดถนนอนุสาวรีย์ชัยฯ\n\n \n\nผู้นำเสื้อแดงจบปริญญาเอกจากมหาวิทยายาลัยแถวหน้าของอเมริกา ซึ่งยึดพื้นที่ชุมนุมอยู่หน้าโรงเรียน โรงเรียนพิบูลย์ประชาสรรค์ ปิดถนนราชวิถีช่วงตรงข้ามแฟลตดินแดง \n\n \n\n\"ไอ้สามเกลอมันเผด็จการทางความคิด แท็กซี่ขึ้นกับชินวัฒน์ (หาบุญพาด) ไม่ใช่คนดีเด่นอะไร คนธรรมดา แต่เขาฟังคนที่นี่และมีพัฒนาการ สู้วันนี้มันเกินกว่าสามคนนั้นไปแล้ว พวกนั้นมันเผด็จการ ทะเลาะ (กับแกนนำอีกคน) อย่างรุนแรงคืนวันที่ 8 ชินวัฒน์น้อยใจไม่เคยเจียดเวลาให้ ขึ้นเวที (เสื้อแดง) ตี 4 ตี 5 พวกนี้เขาไม่ยอมน่ะพอไอ้สามเกลอเรียกให้ (กลับ) ไปที่ทำเนียบ (พวกที่อยู่ราชวิถีและอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ)\"\n\n \n\n\"ตอนนี้ชาวบ้านเขาไม่สนใจว่าไอ้สามคนทำไง ถ้าสู้แล้วเขาแพ้ก็ไม่แล้ว เขาเหนื่อยมาก เขาไม่ได้สู้เพื่อทักษิณหรือสามเกลอ มันบอกให้ทุกคนยกเลิกการปิดถนน เราไม่ (กลับทำเนียบ) เพราะว่าเราให้เครดิตกับแท็กซี่เขา\"\n\n \n\nผู้นำที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติคนนี้ถูกถามจากผู้เขียนว่า \"พวกคุณกำลังต่อสู้เพื่อทักษิณหรือไม่\"\n\n \n\nเขาตอบ \"เป็นคำถามที่ไม่แฟร์ ทักษิณโกงกินหรือไม่โกงกินไม่รู้ ต้องพิสูจน์กัน ต้องพิสูจน์ด้วยกระบวนการกฎหมายแต่ตอนนี้มันไม่เวิร์ก และทักษิณมาจากการเลือกตั้ง มาจากเสียงส่วนใหญ่ ถ้าใครจะใช้ระบอบประชาธิปไตยก็ต้องยอมรับ\"\n\n \n\n\"คือเราอยากใช้ทักษิณเป็นเครื่องมือ... ถามว่าจะมีใครกล้าออกมาพูดแฉ (แบบทักษิณ) ไหม มีคนบอกว่าทักษิณใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ แต่ประชาชนเขาไม่สนใจ แต่เพราะเขาต้องทนต่อการต้องอยู่ภายใต้ระบอบอำมาตย์ เขาทนไม่ได้ การทำรัฐประหารล้มรัฐบาลไม่ถูกต้อง ทำไมไม่เคยเห็นหัวประชาชน\"\n\n \n\n\"เรามีประชาชนจากทุกส่วนมาร่วม ขับรถตุ๊กตุ๊ก จบมหาวิทยาลัยท็อปเท็นของโลก สังคมไทยกำลัง Distort (บิดเบือน) ทุกอย่าง สังคมของคุณล้าหลัง ไม่ก้าวหน้ากว่าคนข้างถนน คุณไม่มีความเป็นประชาธิปไตย\"\n\n \n\nอย่างไรก็ตาม พื้นที่ในส่วนนี้ถูกแย่งคืนโดยตำรวจในคืนวันนั้นเอง...   \n\n \n\n...\n\n \n\nผู้หญิงจากกลุ่มแดงก้าวหน้า ซึ่งกลายเป็นผู้นำตามธรรมชาติ ของผู้ชุมนุมบริเวณถนนราชวิถี\n\n\"ไอ้แกนนำ 3 คนไม่ดูแล กลางดึกพันธมิตรมาป่วนตีและต้องสู้ตำรวจ เขาไม่ไว้ใจไอ้สามเกลอ มันหลอกแดกทักษิณหรือเปล่าตอนนี้ ทักษิณเป็นเครื่องมือของคนเสื้อแดง\"\n\n \n\n\"... สังคมมันไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ถ้าคุณยอมรับการปฏิบัติของพันธมิตรได้ ก็ต้องยอมรับตรงนี้ได้\"\n\n \n\n \"ประชาชนถูกหลอกครั้งแล้วครั้งเล่า\"\n\n \n\n(ในช่วงเวลาดังกล่าว ยังไม่มีเหตุการณ์เผาทำลายใดๆ เกิดขึ้น)\n\n \n\n...\n\n \n\n20.50 น.\n\nพี่ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นที่ปรึกษาฝ่ายแดงก้าวหน้า \"หนีบจักกะแร้ทักษิณเรื่อยๆ มันไม่เวิร์ก\" \n\n \n\n \n\n11 เม.ย.52 ล้มประชุมอาเซียน ซัมมิต ที่พัทยา  \n\n \n\nไม่มีบันทึกคำบอกเล่า เพราะผู้เขียนไม่ได้เดินทางไป\n\n \n\n \n\n12 เม.ย.52 อริสมันต์ถูกจับ รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จากนั้นมีเหตุการณ์ปะทะที่มหาดไทย\n\n \n\n19.05 น.\n\nคลื่นวิทยุ 107.5 MHz \n\n\"รัฐบาลชุดนี้จะทำร้ายประชาชนเป็นที่แน่นอนแล้ว เชิญครับพี่น้อง ไปที่ทำเนียบรัฐบาล ใส่เสื้อแดงไปรวมพลังนะครับ หยุดสงกรานต์กันสักวัน\"\n\n \n\n19.15 น.\n\nคลื่นวิทยุ 107.5 MHz มีเสียงคลื่นระหว่างสัญญาณวิทยุของคนเสื้อแดงและรัฐบาล\n\n\"ขอให้ปิดถนน ประชาชนต่างจังหวัดปิดถนน ศาลากลาง ... ขณะนี้คนทั้งประเทศรุกแล้ว ไม่มีอะไรสูญเสียมากกว่านี้แล้ว\"\n\n \n\n...\n\n \n\n20.03 น.\n\nเวที นปช.ที่ทำเนียบรัฐบาล\n\n\"ขอให้เป็นตำรวจของประชาชน\" \n\n(ตำรวจจำนวนหนึ่งขึ้นเวที เข้าร่วมกับผู้ชุมนุมเสื้อแดง)\n\n \n\nตำรวจ ทหาร ตรึงกำลังสี่แยกบริเวณสวนจิตรฯ และวัดเบญจมบพิตร \n\n \n\n21.50 น.\n\nผู้ชายบนรถกระบะพูดผ่านโทรโข่ง\n\n\"วันนี้สื่อของรัฐบิดเบือน คนมาชุมนุมเป็นแสนก็บอกมา 2 หมื่น สื่อไม่ต้องเป็นกลาง แต่ต้องเสนอความจริง\"\n\n \n\n...\n\n \n\nเวลาใกล้เที่ยงคืน\n\nรถบัสเปิดเครื่องตลอดเวลาหลังเวที\n\nจรัล ดิษฐาอภิชัย ให้สัมภาษณ์นักข่าวต่างประเทศและผู้เขียน (การถามตอบเป็นภาษาอังกฤษ)\n\n \n\n\"จะจบยังไงไม่มีใครรู้ แม้แต่พระผู้เป็นเจ้าก็ไม่รู้\"\n\n \n\n\"พรุ่งนี้เป็นวันสงกรานต์ ถ้ารัฐบาลต้องการสงกรานต์เลือดก็เข้ามาเลย\"\n\n \n\n\"ตอนนี้ประชาชนพูดถึงการปฏิวัติประชาชน ประชาชนต้องการการปฏิวัติ แต่มันไม่ง่าย\"\n\n \n\n\"... เราต้องปฎิบัติตามความเห็นของพลังมวลชน\"\n\n \n\n...\n\n \n\nจักภพ เพ็ญแข ให้สัมภาษณ์ต่อมา\n\n \n\n\"นี่คือสงครามประชาชน (People War) ไม่ใช่สงครามกลางเมือง (Civil war)\"\n\n \n\n...\n\n \n\n00.45 น.\n\nแยกสนามม้านางเลิ้ง (ก่อนเกิดการปะทะที่แยกสามเหลี่ยมดินแดง)\n\n \n\nผู้ชุมนุมเสื้อแดงตะโกนบอกเพื่อนว่า \"ไม่ให้ส่งกำลังไปเสริมดินแดงแล้ว ตอนนี้มีประมาณพันคนแล้ว\"\n\n \n\nแล้วตะโกนตาม \"พวกเราสู้ไม่สู้!\"\n\n \n\n\"สู้!\" เสียงตะโกนตอบ\n\n \n\n \n\n13 เม.ย.52 ทหารเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงบริเวณแยกสามเหลี่ยมดินแดง นปช.ใช้รถแก๊สตั้งกลางเมือง\n\n \n\n05.15 น.\n\nคลื่นวิทยุ 107.5 MHz \n\n\"เป็นสงครามที่ทำให้บ้านนี้เมืองนี้มันดีขึ้น อภิสิทธิ์คือทรราชตัวจริงเสียงจริง\"\n\n \n\nเสียงหมอเหวง\n\n\"วันนี้เป็นวันปีใหม่ นั่นหมายความว่าเรามีชีวิตใหม่ ศักราชใหม่ ชีวิตเก่าจบไปแล้ว จบอย่างแน่นอน ไม่ต้องห่วงครับ ผมประเมินว่ามันไม่กล้าปราบแน่นอน \n\n \n\n...  \n\n \n\n05.30 น.\n\nที่แยกอุรุพงษ์มีการเผายาง ฟ้ายังไม่สางดี เสียงปืนดังขึ้นบนท้องฟ้าเป็นระยะ \n\nผู้คนบริเวณนั้นต่างตะโกน\n\n \n\n\"มาแล้ว!\"\n\n \n\n\"รัฐบาลมันเหี้ย! ประชาชนไม่มีอะไรเลย\"\n\n \n\n\"ทุกคนสู้!\" \n\n \n\n\"ทหารมันฆ่าประชาชน!\"\n\n \n\n05.50 น.\n\nประชาชนมีเพียงเสื้อแดงไม่ถึง 30 คน พากันคว้าไม้บริเวณนั้น เตรียมพร้อม\n\n \n\nตำรวจนอกเครื่องแบบอาสาขับมอเตอร์ไซค์ไปส่งผู้เขียนที่แยกสามเหลี่ยมดินแดง\n\n \n\n\"ออกเวรโดนปลดอาวุธหมดทุกคน\"\n\n \n\nผู้เขียนถามว่าตั้งแต่เมื่อไหร่\n\n \n\n\"ช่วงรุนแรงนี้แหละ\"\n\n \n\n\"ถ้าไม่มีใครออกมายอมแพ้ก็ไม่จบ เพราะแกนนำเขาไม่ให้จับตัวอยู่แล้ว ทั้งพันตรี พันโท นายตำรวจเขาดูอยู่แล้ว\"\n\n \n\n...\n\n \n\n06.00 น.\n\nแยกสามเหลี่ยมดินแดงได้ยินเสียงโห่ เสียงปืนเป็นระยะ \n\n \n\nผู้เขียนพยายามเดินเข้าไปบริเวณหน้าโรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค ถนนราชปรารภ (สามเหลี่ยมดินแดง) แต่ถูกไล่โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงแรม\n\n \n\n\"พี่ออกไปก่อน ผมหนักใจครับ\"\n\n \n\nเสียงปืนดังขึ้น ผู้เขียนเห็นนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกหลบลงที่บริเวณฟรอนท์เดส (front desk)\n\n \n\n\"คุณหยุดพูดเลย ผมจะไปเดี๋ยวนี้\" ผู้เขียนโต้ตอบออกไป\n\n \n\n...\n\n \n\nผู้หญิงเสื้อแดงบริเวณนั้น\n\n\"มันโหดจริงนะ เขาจะเอาศพผัวมันยังไม่ให้ พวกนี้เขามาด้วยใจจริงๆ นะ\"\n\n \n\n\"ตี 4 มันมาเป็นชุดเลย เสียงปืนเหมือนกับห่าลง ถูกยิงตายไปหลายคนแล้ว\"\n\n \n\n...\n\n \n\nไพโรจน์ สมใจเพ็ง ชาวกาญจนบุรี คนขับแท็กซี่ที่รับผู้เขียนหลบออกไปจากบริเวณนั้นชั่วคราว\n\n\"สะใจเลยครับ เพราะเมื่อคืนนี้ม็อบเสื้อแดงถือไม้ถืออะไร แต่ม็อบไม่มีแกนนำทำโดยพลการ ผมว่าทหารทำถูกแล้วน่ะ แต่ไม่มีคนตาย\"\n\n \n\n\"... อยากถามว่าเขารักในหลวงบ้างไหม ...เขารักทักษิณมากกว่าในหลวงแล้วนะ เขาเผาเพื่อปลุกระดม\"\n\n \n\nก่อนลงจากรถ แท็กซี่บอกว่า \"ผมมีเสื้อสีเหลืองอยู่ในตู้\"\n\n \n\n...\n\n \n\n6.40 น.\n\nพระภิกษุรูปหนึ่งเดินมาหยุดอยู่หน้าทหารที่มีอาวุธครบมือประมาณ 200 นาย ด้วยระยะห่างไม่ถึง 15 เมตร\n\n\"อย่าเข้ามาปะทะกัน จงยิ้มให้กัน เราเป็นคนไทย พี่ น้อง ที่สู้เพื่อประชาธิปไตยได้ต่อสู้และล้มตาย ขอศพคืนให้เขาด้วย\"\n\n \n\n...\n\n \n\n6.50 น.\n\nทหารคนหนึ่งพูดกับเพื่อน \"มันไม่กล้ามาหรอก\"\n\n \n\nคนเสื้อแดงตะโกนโต้ \"เดี๋ยวเจอกัน!\"\n\n \n\nนายทหารยศพันโทจากอรัญประเทศซึ่งคุมกำลังทหารอยู่บริเวณนั้น ตอบคำถามที่ว่าทำไมต้องมาอยู่ตรงนี้\n\n \n\n\"ตรงนี้เขาปิดถนน ตรวจคน ประชาชน กลายเป็นบ้านเมืองไม่มีกฎหมาย มันเสียหายทุกอย่าง แม้กระทั่งการประชุมเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ เขายังทำได้ ทุกคนเรียกร้องแต่สิทธิแต่ไม่รู้จักหน้าที่\"\n\n \n\n...\n\n \n\nอีกด้านหนึ่งในบริเวณเดียวกันนั้น \n\n \n\nไพรวัลย์ เพชรพินิจ คนเสื้อแดงจากสระแก้วบอกกับผู้เขียนว่า\n\n\"ผมเห็นคนขับรถเมล์โดนยิง คนขับฟุบพวงมาลัย แต่พวกเราโดนรุกก่อน\"\n\n \n\n\"ยิงปืน M16 ใส่ระดับขา ระดับตัว ยิงขึ้นฟ้าก็มี\"\n\n \n\nผู้หญิงเสื้อแดง\n\n\"ช่วยประชาชนด้วยค่ะ อย่างน้อยอย่าให้เขาตายฟรี\"\n\n \n\nนักข่าวต่างประเทศ\n\n\"นี่คือสงครามกองโจร (จรยุทธ์)\"\n\n \n\n\"พวกเขา (ทหาร) รู้สึกตึงเครียด เดี๋ยวเด็กเหล่านี้ก็ต้องยิงใครเข้าสักคน\"\n\n \n\n...\n\n \n\n9.21 น.\n\nตำรวจจราจรหญิงที่อนุสาวรีย์ชัย\n\n\"เขาใช้ปืนสลายม็อบมันไม่ถูกอยู่แล้ว ตำรวจ (เคยทำตอน 7 ตุลาคม) ก็เป็นแพะ มันมีคดีตัวอย่าง ตอนนี้ทหารก็เป็นแพะ\"\n\n \n\nวิมล คนขายเสื้อยืดบริเวณนั้นเข้ามาร่วมวงคุย และบอกว่า\n\n\"แก้ปัญหาโง่ๆ เอากำลังมาชนกัน ... ไม่จบหรอกครับ มันก็คล้ายๆ กองโจรกระจายไปทั่ว ... คุณลาออกแล้วเลือกตั้งใหม่ 3 เดือน คุณไม่มีปัญหา\" \n\n \n\n\"รักชาติใครก็พูดได้ แต่สำนึกรักชาติมีไหม รักแต่ตนเอง ฝั่งนี้ก็ผลประโยชน์ ฝั่งนั้นก็ผลประโยชน์\"\n\n \n\n..\n\n \n\n10.40 น. \n\nโทรศัพท์จาก หญิงเสื้อแดงผู้นำตามธรรมชาติ ของผู้ชุมนุมบริเวณถนนราชวิถีซึ่งได้พูดคุยด้วยเมื่อ 2 วันก่อน\n\n\"... รู้สึกตอนนี้หดหู่ เขาหาว่าม็อบรับเงิน ทำไมสื่อไม่ค่อยมีปัญญา\"\n\n \n\n...\n\n \n\nบริเวณแยกศรีอยุธยา ชายเสื้อแดงบนหลังรถปิ๊กอัพ\n\n\"มันต้องการให้ประเทศไทยลุกเป็นเพลิง เราก็จะสนองมัน\"\n\n \n\nหลายจุดรอบๆ ยางเผาไหม้อยู่ รถที่ถูกยึดจอดอยู่เป็นจำนวนมาก \n\n \n\n...\n\n \n\n14.50 น.\n\n1 ใน 5 แกนนำ ขอไม่ออกนาม ตอบคำถามกรณีอาจเกิดไฟไหม้\n\n \"เตรียมไว้ทุกอย่างแล้ว และคอนโทรลไม่ได้ ประชาชนตายแต่สื่อไม่ยอมออก\"\n\n \n\n...\n\n \n\nตกเย็น เดินสวนกับคนเสื้อแดงรุ่นเก๋า ที่เป็นที่รู้จักกันอีกคนหนึ่ง\n\n\"นี่คือการเริ่มต้นของการสิ้นสุดของ...\" \n\n \n\n...\n\n \n\n18.25 น.\n\nเพชรบุรีซอย 7 มัสยิด ดารุลอะมาน หลังจากที่กลุ่มคน (ใส่) เสื้อแดงบุกเข้าไปยิงและพยายามเผามัสยิด \n\nเสียงผู้นำชุมชนพูดผ่านโทรโข่งกับกลุ่มชาวบ้านชายร่วม 100 คน ที่ออกมายืนริมถนน\n\n \n\n\"ขอให้เราเดินหน้าก้าวฝ่าปัญหาไปพร้อมๆ กัน\"\n\n \n\nชายชาวบ้านอีกคน\n\n\"เอาเถอะ ให้มันเสร็จๆ ในวันนี้ดีที่สุด\"\n\n \n\n\"ถามว่าเป็นแดงแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่มือที่ 3 ใช่ไหม\"\n\n \n\n\"ไม่ใช่ 100 เปอร์เซ็นต์ครับ ล้านเปอร์เซ็นต์ครับ และเขากำลังนมัสการอยู่ อยู่ดีๆ คุณไปไล่ตีเขา เผารถเมล์ทำไปไม่รู้กี่คัน\" คนในชุมชนตอบ\n\n \n\n \n\n14 เม.ย.52 รัฐกดดัน นปช.ยุติการชุมนุม\n\n \n\n12.50 น.\n\nหลังประกาศยอมสลายการชุมนุมและย้ายออกจากบริเวณทำเนียบ\n\nกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 50 คน ที่ได้เปลี่ยนไปสวมเสื้อสีอื่นแล้วเกือบทั้งหมดยืนอยู่ใกล้โลหะปราสาทบริเวณสะพานผ่านฟ้า\n\n \n\nชายคนหนึ่งในกลุ่มตะโกน\n\n\"สื่อไทยเชื่อถือไม่ได้ เพราะปิดข่าวบิดเบือน\"\n\n \n\nชายอีกคน\n\n\"ไอ้พวกหมานี่ไป! ไอ้...แม่! ประชาชนไม่มีปืนหรอก\"\n\n \n\nอีกคน\n\n\"ผมบอกให้นะสงครามมันอีกยาว ถ้าเป็นแบบนี้ วันนี้มันไปอาศัยเสื้อเหลืองเข้ามา ตอนนี้ผู้นำของเราเขาทำถูก (ที่ยอมสลายม็อบบางส่วน) เขารักษาชีวิตพี่น้องของเรา เพราะเราทำอะไรไม่ได้ ถ้าไม่ยอมเขาก็จะใช้กำลังปราบ ตอนนี้เราจะกลับบ้านทั้งหมด\" \n\n \n\nอีกคน\n\n\"ตั้งแต่วันนี้ไป เราจะไปรวมตัวที่สนามหลวง ความไม่พอใจจะขยายตัวไปทั่วประเทศ และผู้นำ (รัฐบาล) จะไปไหนได้ไหม\"\n\n \n\nคนกลุ่มนี้ยืนด่าทหารที่ตั้งแถวยืนขวางอยู่ตรงกลางสะพานผ่านฟ้ากว่า 200 นาย\n\n \n\n\"ไอ้เหี้ย! กลับบ้านไป!\" \n\n \n\n\"ไปอยู่ใต้ไป! จะได้โดนตัดหัว\"\n\n \n\n\"ไปใต้ไป! ไปใต้ไปโดนระเบิดคาร์บอม\"\n\n \n\n... \n\n \n\n13.30 น.\n\nที่สนามหลวง\n\n \n\nคนที่สนามหลวงชุมนุม\n\n\"ต้องมาเริ่มกันใหม่ เราไม่ยอมอยู่แล้ว ความยุติธรรมไม่มี เผด็จการอย่างนี้มันไม่ได้หรอก\"\n\n \n\nคนเสื้อแดงที่สวมเสื้อน้ำเงิน\n\n\"ถามสิ ไม่มีใครยอมรัฐบาลนี้และนักการเมือง ทุกคนเกลียด\"\n\n \n\nผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่ม\n\n\"ฉันไม่เกลียด แต่ฉันไม่ชอบสังคมที่ไม่มีความยุติธรรม\"\n\n \n\nอีกคน\n\n\"สื่อไทยเชื่อใจไม่ได้แล้ว สื่อ(แดง)ทุกอย่างปิดหมดเลย\"\n\n \n\n\"พ่อ แม่ หัวใจของความเป็นธรรมอยู่ตรงไหน ความไม่เป็นธรรมที่มารังแกเรา ทหารต้องไปต่อสู้กับอริราชศัตรูใช่ไหม\"\n\n \n\nผู้หญิงอีกคนพูดทั้งน้ำตา\n\n\"ช่วยพวกเราด้วย เขาฆ่าคน เขาเอาศพไป รัฐบาลบอกไม่ได้เอา... เขาโกหก\"\n\n \n\nเสียงตะโกนขึ้นมา\n\n\"เสน่ห์ จามริกอยู่ไหน\"\n\n \n\nบริเวณนั้นมีพระรูปหนึ่งถือป้าย \"รัฐฆ่าพระ รัฐฆ่าประชาชน\"\n\n \n\nมีเสียงตะโกน\n\n \n\n\"ออกไป\"\n\n \n\n\"ประเทศไทยเป็นของประชาชน\"\n\n \n\nอีกป้ายหนึ่ง \"นายกฯ เปื้อนเลือด ไม่เอา!\"\n\n \n\n\"ถ้าไม่มีเนวิน (ชิดชอบ) ออกมา ไม่มีเลือด ... ไอ้สัตว์เนี่ยลงทุนไปเยอะ\" ผู้หญิงอีกคนตะโกน\n\n \n\n16.14 น.\n\nกลับไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย\n\nทหารวิ่งไล่กลุ่มคนที่รวมตัวอยู่บริเวณสะพานผ่านฟ้าแตกกระเจิงมาตามถนนราชดำเนินมุ่งไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย\n\n \n\nผู้เขียนถามทหารปืนใหญ่ผู้หนึ่งในกลุ่มว่าเรื่องจะจบได้ยังไง\n\n \n\n\"ผมว่ายาก คนเรามันเห็นไม่ตรงกันแล้ว\" เขาตอบ\n\n \n\nเสียงโทรโข่งจากทหารที่สั่งทหารชั้นผู้น้อยดังขึ้น\n\n \n\n\"ทหารต้องมีวินัยนะครับ อย่าไปตกใจ\"\n\n \n\nแดงตะโกนตอบ \n\n \n\n\"ควาย!\"\n\n \n\n\"ยอมหมดแล้ว\"\n\n \n\n\"พระยังฆ่า\"\n\n \n\nทหารพูดผ่านโทรโข่ง\n\n \n\n\"ใครไม่เกี่ยวหลบไป หลบนะ ถ้าไม่หลบถือเป็นพวกเดียวกัน\"\n\n \n\n…\n\n \n\nจากนั้นทหารกว่า 200 นายก็วิ่งเป็นแถวผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไป \n\n \n\nหลังจากวิ่งไประยะหนึ่งก็หยุด เสียงทหารนายหนึ่งด้านหน้า พูดกับทหารชั้นผู้น้อย\n\n \n\n\"เราปฏิบัติตามหลักสากล อาชีพ เข้าใจคำว่ามืออาชีพไหม\"\n\n \n\nและสั่งอีกว่า \"พร้อมแล้วปฏิบัติได้!\"\n\n \n\nทหารผู้น้อยคนหนึ่งตะโกน\n\n\"อย่าไปทำเขาแล้วกัน\" \n\n \n\nอีกคน\n\n\"ให้กลับบ้านพอ\"\n\n \n\n…\n\n \n\nกลุ่มทหารหยุดอยู่ที่ช่วงหนึ่งของถนนราชดำเนินกลาง เพราะพบเด็กวัยรุ่นอายุราว 15 ปีคนหนึ่งนั่งอยู่มีลักษณะคล้ายคนเมายา จึงนำไปตรวจสอบว่าเป็นเสื้อแดงหรือไม่ \n\n \n\nเมื่อพบว่าไม่ใช่จึงปล่อยตัว และกำชับว่า\n\n \n\n\"อย่าไปร่วมกลุ่มเขานะ\"\n\n \n\n...\n\n \n\nฝั่งตรงข้ามของกองสลาก ชาวบ้านคนหนึ่งพูดด่าเสื้อแดง\n\n\"มันไม่ใส่เสื้อแดงแล้ว แต่คำพูดมันเรารู้ เมื่อกี้มันบอกทหารยิงประชาชน ไอ้เหี้ย!\"\n\n \n\n...\n\n \n\n17.00 น.  \n\nที่สนามหลวง\n\nตำรวจกว่า 100 นายตั้งแถว และพยายามเคลื่อนเข้าใกล้กลุ่มผู้ชุมนุมราว 2-3 ร้อยคน ที่อยู่บริเวณนั้น ขณะนี้พวกเขาไม่ได้ใส่เสื้อสีแดงแล้ว แต่ยังคงพากันตะโกนด่าตำรวจ\n\n \n\nชายคนหนึ่ง\n\n\"ชาวนามันโง่ มันโง่ แล้วชาวนาก็รักพระเจ้าอยู่หัวเหมือนกัน\"\n\n \n\nบรรยากาศค่อนข้างสับสน ไม่รู้ว่าใครเป็นแดงแท้แดงไม่แท้ มีผู้ชายคนหนึ่งพยายามบอกให้กลุ่มคนที่มาชุมนุมหยุดด่าตำรวจ จึงถูกตั้งคำถาม\n\n \n\n\"แล้วคุณเสื้ออะไร?\" \n\n \n\nชายเสื้อฟ้าคนนั้นตอบ\n\n \n\n\"แหมมาถาม ผมเสื้อสีอะไร ผมอยู่ 2 ทุ่ม ถึง ตี 4 (ที่ทำเนียบ) ตำรวจไม่ล็อกเราก็ดีอยู่แล้ว เขาจับเราเขาก็จับได้\"\n\n \n\n...\n\n \n\n17.10 น.\n\nตำรวจตั้งแถวแล้วเดินออก ผู้คนตบมือ ตะโกน\n\n\"ซ้าย ขวา ซ้าย\"\n\n \n\nผู้หญิงคนหนึ่งพูดกับนักข่าวต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)\n\n\"คุณรู้ไหมเมืองไทยอยู่ภายใต้เงามืด\"\n\n \n\nผู้ชายคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา\n\n\"นั่นมันสื่อไทยหรือเปล่า ถ้าสื่อไทยอย่าพูดให้เปลืองน้ำลายเลย ทีวีไทยโกหกทั้งนั้น\"\n\n \n\nผู้ชุมนุมพากันมุงดูรูปที่อ้างว่าเป็นรูปของผู้ชุมนุมที่ถูกยิงตาย\n\n \n\n...\n\n \n\n17.30 น.\n\nตำรวจเดินแถวเข้ามาประชิดใหม่ เอากล้องวิดีโอมาบันทึกภาพผู้ชุมนุม ส่วนผู้ชุมนุมก็ได้หยิบกล้องมือถือมาออกมาบันทึกภาพตำรวจกลับไป พร้อมตะโกน \n\n \n\n\"ออกไป\" และมีการนำรูปที่อ้างว่าเป็นศพเสื้อแดงไปให้ตำรวจดู\n\n \n\nชายคนหนึ่งตะโกน\n\n\"พวกกูใช่คนไทยหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ เหยียบเลย\"\n\n \n\n\"คนไทย นี่ประเทศไทยอยู่ไม่ได้ แล้วจะไปอยู่ที่ไหนวะ\"\n\n \n\nอีกคน\n\n\"ตำรวจอยู่ข้างประชาชนเลย\"\n\n \n\nอีกคน\n\n\"ที่พัทยาเราไม่โดนตีเพราะตำรวจ ตำรวจเพื่อนประชาชนครับ\"\n\n \n\nช่างภาพชาวเยอรมันพูดกับผู้เขียน\n\n\"ถึงแม้คนเหล่านี้จะเลือกนายกฯ ที่คนอื่นไม่ชอบ แต่ก็เป็นสิทธิของเขาที่จะทำ นี่คือจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตย แต่มันถูกขยี้จนแหลกละเอียด\"\n\n \n\nชายอีกคนพยายามพูดให้ผู้ชุมนุมสงบ\n\n\"ผมเสื้อแดงนะครับ แดงจริงๆ เดี๋ยวเรารอหาแกนนำที่ดีมาช่วยเราต่อ\"\n\n \n\nชายวัยกว่า 50 ตะโกนใส่ตำรวจ\n\n\"นี่ไม่ใช่ 2 มาตรฐานแล้ว 3 มาตรฐาน\"\n\n \n\nคนเสื้อชมพู\n\n\"เราไม่แพ้! เราไม่แพ้! ยังไงมันก็ไม่ได้หัวใจของประชาชน\"\n\n \n\n...\n\n \n\n17.50 น.\n\nตำรวจชุดแรกออกไป มีตำรวจชุดใหม่มาประจำการแทน\n\n \n\nร.ท.(หญิง) สุนิสา เลิศภควัต หรือ หมวดเจี๊ยบ ผู้เขียนหนังสือ \"ทักษิณ Where Are You?\" ได้เข้ามาบริเวณที่ชุมนุมและถ่ายวิดีโอ ได้ถูกนักข่าวต่างชาติขอสัมภาษณ์\n\n \n\n\"ทีวีไทยไม่ฉายภาพทั้งหมด หลายเหตุการณ์ถูกเซ็นเซอร์ สื่อไทยถูกเซ็นเซอร์ความจริงและไม่มีที่ให้กับอีกด้าน มีแต่ข้อมูลฝ่ายรัฐบาล ฉันอาจเอาสิ่งที่ฉันถ่ายวันนี้ขึ้นยูทูปแต่รัฐบาลก็อาจบล็อก ฉันไม่เห็นด้วยกันความรุนแรงทั้งจากทหารและฝั่งประชาชน แต่มันไม่ถูกที่กระสุนที่ใช้ฆ่าประชาชนมาจากภาษีของประชาชนเอง\"\n\n \n\nในตอนท้าย เมื่อหมวดเจี๊ยบได้ทราบว่านักข่าวที่กำลังให้สัมภาษณ์ คือประธานสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) หมวดเจี๊ยบซึ่งให้สัมภาษณ์พร้อมน้ำตาที่ซึมและไหลเป็นระยะอยู่แล้วได้ซบหน้าร้องไห้ที่ไหล่ของนักข่าวผู้นั้น\n\n \n\n\"มีคนอีกมากที่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ\"\n\n \n\n…\n\n \n\nเสียงผู้ชายตะโกน\n\n \n\n\"เราไม่แพ้!\"\n\n \n\n\"ฆาตกร!\"\n\n \n\nชายอีกคน\n\n\"หมวดเจี๊ยบครับ คุณคือวีรสตรี!\"\n\n \n\nชายอีกคน\n\n\"พวกเราไม่แพ้!\" \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-edab3e03a7dc4bb0b42e4d09aab15423", "input": "Title: นักศึกษา 'ลูกชาวบ้าน ม.บูรพา' เผยนอกเครื่องแบบหิ้ว 'กันกัน' เข้าค่ายทหารคุย \n Body: 25 ม.ค. 2559 เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'กลุ่มลูกชาวบ้าน ม.บูรพา บางแสน [1]' รายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. (มีการแก้ไขเมื่อ 11.00 น.) มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ ไม่แน่ชัดว่าเป็นตำรวจหรือทหาร ประมาณ 10 คน มาพบนายจักรพล ผลละออ(กันกัน) สมาชิกกลุ่มลูกชาวบ้าน ที่บ้านพัก ในซอยนวพร หน้าม.บูรพา บางแสน\nกลุ่มลูกชาวบ้าน รายงานต่อว่าขณะนี้ยังไม่ทราบสถานการณ์ ว่าเป็นการมาพบด้วยเหตุผลใด\n \nเพิ่มเติม เพจลูกชาวบ้าน [2] รายงานว่า เวลา 11:28 น. รถ Chevrolet สีดำได้นำตัวนายจักรพล ขึ้นรถไป โดยแจ้งว่าจะพาไปคุยที่ค่ายทหาร แต่ไม่แน่ชัดว่าค่ายไหน\n \nเมื่อเวลา 12.00 น. กลุ่มลูกชาวบ้านระบุว่า กันกัน ถูกนำตัวไปที่ มทบ.14 ชลบุรี ตึกบัญชาการ เบื้องต้นทราบว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการแสดงหมายเรียก\n \n\n \n\n\n\n\nด่วนเวลา 11:28 น. รถ Chevrolet สีดำได้นำตัวนายจักรพล ผลละออ (กันกัน) สมาชิกกลุ่มลูกชาวบ้านม.บูรพา ขึ้นรถไป โดยแจ้งว่าจะพ...\nPosted by กลุ่มลูกชาวบ้าน ม.บูรพา บางแสน [3] on 24 มกราคม 2016 [2]\n\n\n\n\n \n \n\nล่าสุดเมื่อเวลา 15.41 เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'กลุ่มลูกชาวบ้าน ม.บูรพา บางแสน [4]' รายงานว่า ล่าสุดนายจักรพล ผลละออ (กันกัน) ได้รับการปล่อยตัวแล้ว\n \nโดยก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่ได้พานายจักรพล มาที่ สภ.แสนสุข เพื่อถอนการแจ้งความ หลังจากที่ เมื่อเวลา 13.45 น. สมาชิกกลุ่มลูกชาวบ้านได้มาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ\n \nVoice TV [5] รายงานด้วยว่า นายจักรพล กล่าวด้วยว่าได้มีการลงนามในข้อตกลงว่าจะไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง \n \nผบ.มทบ.14 ระบุเชิญมาคุย หลังโปรยใบปลิวโจมตีรัฐบาล ชี้ ไม่ได้ห้าม แต่ขอให้เขียนทั้ง 2 ด้าน ข้อดี-ข้อเสีย\n\n \nไทยรัฐออนไลน์ [6]รายงาน ด้วยว่า พล.ต.สิงห์ทอง หมีทอง ผบ.มทบ.14 กล่าวว่า ได้เชิญเขามาพูดคุยเรื่องการจัดกิจกรรมและวางใบปลิว ซึ่งได้อธิบายทำความเข้าใจไปว่า การเขียนบทความหรือบทวิเคราะห์แล้วทำเป็นใบปลิวไปวางไว้ผิดกฎหมาย แต่ไม่ได้ห้ามในลักษณะแสดงออกแต่ขอให้เขียนทั้ง 2 ด้าน คือ มุมมองด้านวิชาการ และมุมมองที่เราไม่ต้องการ ควรเสนอทั้ง 2 ด้าน ถึงจะเป็นผลงานที่มีคุณค่า เมื่อเขียนเสร็จอย่านำไปโปรย หรืออย่าไปวางตามท้องถนนเป็นลักษณะใบปลิวโจมตี ซึ่งผิดกฎหมาย\n \n\"เท่าที่ผมคุยเขาเป็นเด็กที่ไม่รุนแรง ไม่ใช่เด็กหัวดื้อ เขาก็รู้ว่าประเทศกำลังลำบาก กำลังแย่ เมื่อเขาคุยกับเพื่อนๆ ที่กลุ่มทั้ง 5 คนแล้วเขาก็จะกลับมาคุยกับผม ตรงไหนที่ไม่เป็นธรรม มันคืออะไร ในเบื้องต้นทางกลุ่มประชาบูรพารับปากว่าจะไม่โปรยใบปลิว เขาจะกลับไปเขียนทางวิชาการทั้ง 2 ด้าน มีข้อดีและข้อเสียในแต่ละด้าน แล้วนำเสนอไปยังเพื่อนนักศึกษาคณะต่างๆ ให้เข้าใจในเชิงวิชาการที่พวกเขาได้เรียนมา\" พล.ต.สิงห์ทอง กล่าว\n \nพล.ต.สิงห์ทอง กล่าวต่อว่า ตนได้อธิบายถึงว่า ความจำเป็นที่รัฐบาลทำอยู่คืออะไร ซึ่งเขาก็รู้เขาอยากจะแสดงออก เพราะได้เรียนรัฐศาสตร์มาว่า การมีประชาธิปไตยที่เขาอยากได้คือจะต้องมีสิทธิ เสรีภาพ และการเลือกตั้ง ขณะนี้ที่เราหยุดไว้นั้น เราไม่ได้หยุดประชาธิปไตย แต่เราหยุดคนใช้ประชาธิปไตยที่บิดเบือน ประชาธิปไตยยังคงอยู่ในประเทศของเรา ขอเวลาให้รัฐบาลได้ปัดกวาดบ้านเรือนให้เรียบร้อย ให้ประชาชนได้มีความเป็นอยู่ที่ดี มีการงาน การเงิน ที่ช่วยเหลือตัวเองได้อย่างยั่งยืน การโกงการเลือกตั้งโดยใช้เงินซื้อประชาชนชนแล้วชนะเข้ามาเพียงเสียงเดียวก็เข้าไปสู่อำนาจรัฐแล้ว ความยากจนยังอยู่ ประชาธิปไตยของประเทศเราไม่สามารถสมบรูณ์ได้ เราจะมีการทะเลาะกันไปอีกนาน ตนได้อธิบายเขาไปเขาก็เข้าใจก่อนที่เขาจะกลับไปพูดคุยกับเพื่อนๆ ให้เข้าใจ\n \nด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เรื่องของนักศึกษาก็ว่ากันไป เมื่อถามว่า มีการรายงานเข้ามาหรือยังว่าไปจับกุมด้วยสาเหตุอะไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เดี๋ยวทางฝ่ายความมั่นคงเขาดูแลหลายเรื่องที่เป็นความขัดแย้ง เดี๋ยวก็ว่ากัน รัฐบาลพยายามที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องของความขัดแย้งมากนัก เพราะมันทำให้การพัฒนาของประเทศไปไม่ได้ ทุกคนมีหน้าที่อะไรก็ให้ว่ากันไป พยายามใช้มาตรการที่มันละมุนละม่อม พูดคุยกันซะให้ได้ คือถ้าไปใช้กฎหมายทุกเรื่องมันก็ยุ่งไปหมด ต้องไปดูว่าประเด็นความขัดแย้งคืออะไรถ้ามันเกิดขึ้นจริง\n\n \n\nทั้งนี้นายจักรพล เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ม.บูรพา\n \nสำหรับกลุ่มลูกชาวบ้าน เป็นกลุ่มกิจกรรมอิสระของนักศึกษามหาวิทยาลัยบูรพา ที่มักจัดกิจกรรมเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชาวบ้าน การศึกษาที่เป็นธรรม สิทธิชุมชนและประชาธิปไตย เป็นต้น\n \nโดยเมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่ผ่านมา กลุ่มลุกชาวบ้าน ได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของรัฐต่อสมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่หลังจัดกิจกรรมส่องทุจริตราชภักดิ์ ด้วย \n \n\n \n\n\n\n\nแถลงการณ์กลุ่มลูกชาวบ้านขอประณามการกระทำอันป่าเถื่อนไร้อารยะและขัดต่อสิทธิเสรีภาพอย่างร้ายแรงของเจ้าหน้าที่รัฐขอชื่นชม...\nPosted by กลุ่มลูกชาวบ้าน ม.บูรพา บางแสน [3] on 21 มกราคม 2016 [7] \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-9436864b24f14fb992630ef44148eafa", "input": "Title: ลายจุดกับลายพราง \n Body: สำหรับมิเชล ฟูโกต์ เขาเห็นว่าอำนาจวนเวียนกระจัดกระจายอยู่ทุกหนแห่ง อำนาจไม่มีศูนย์กลาง ไม่คงที่ เลื่อนไหลได้ ไม่มีใครสามารถครอบครอง ใช้อำนาจแต่เพียงผู้เดียวและอำนาจก็มิได้มีแต่ด้านบังคับ กดขี่หรือปิดกั้นเท่านั้นแต่อำนาจยังมีด้านบวกคือการผลิตความรู้และวาทกรรม\nการใช้อำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงเป็นการผลิตแบบหนึ่ง หลังจากรัฐประหารเป็นต้นมา คสช. ได้ผลิตความหมายต่าง ๆ เป็นต้นว่า “ความสงบ” “ความสุข” “การเรียกตัว” “การพูดคุย” “ที่พักอาศัย” ฯลฯ ในขณะเดียวกันผลของการผลิตความหมายและสิ่งต่าง ๆ ของ คสช. นำมาซึ่งการผลิตความหมายอื่น ๆ เช่น “การชุมนุมประท้วง” “การคุมขัง” “ผู้ต้องหา” “นักโทษการเมือง” ฯลฯ ดังนั้นการผลิตความหมายของ คสช. ไม่ได้นำไปสู่การสิ้นสุดของความหมายแต่นำไปสู่การผลิตความหมายอื่น ๆ เสมออย่างยากที่จะควบคุม ยกตัวอย่างเช่น เมื่อ คสช. พยายามกำกับความหมายของ “การชุมนุมประท้วง” ด้วยกฎหมายที่ห้ามรวมตัวกันชุมนุมเกิน 5 คน “การชุมนุมประท้วง” ก็ไหลลื่นกลายเป็น “การอ่านหนังสือ” “การชู 3 นิ้ว” กระทั่งเปลี่ยนรูปร่างไปอยู่ใน “แซนด์วิช”\nการจับกุมคุณสมบัติ บุญงามอนงค์ ดำเนินคดีในหลายข้อหาและไม่ได้รับการประกันตัวขณะที่สถานการณ์ในภาพรวมกำลังคลี่คลาย เป็นการกวนกระบวนการผลิตความหมายต่าง ๆ ที่เริ่มคงที่ ให้มีการผลิตความหมายใหม่ขึ้นมาซึ่งจะนำไปสู่การผลิตความหมายอื่น ๆ ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และการผลิตความหมายในครั้งนี้มีลักษณะเฉพาะบางประการรวมอยู่ด้วยเนื่องจากร่างกายของคุณสมบัตินั้นเป็นที่สถิตของความหมายหนึ่งอยู่แล้วนั่นคือ “นักสันติวิธี” ดังนั้นการผลิตความหมายที่สัมพันธ์กับคุณสมบัติจะเป็นการผลิตความหมายที่เกี่ยวข้องกับสันติวิธีด้วย\nไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือเห็นต่างจากคุณสมบัติ ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์คือท่าทีและกิจกรรมที่ริเริ่มโดยคุณสมบัติอย่างน้อยในทศวรรษที่ผ่านมานี้นั้นไม่ทำให้เกิดความรุนแรงทั้งต่อจิตใจ ร่างกายและทรัพย์สิน ทั้งต่อคู่กรณี ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือบุคคลที่สาม มากที่สุดคืออาการยียวนก่อกวนทางประสาท\nคุณูปการอย่างยิ่งของกิจกรรมของคุณสมบัติและตัวคุณสมบัติเองก็คือ เขาและทีมงานของเขาได้สร้างพื้นที่สำหรับความอัดอั้นทางการเมืองให้คลี่คลายออกมาในรูปแบบของอารมณ์ขื่นขันก่อนที่แรงกดดันจะผลักให้ความอัดอั้นนั้นกลายเป็นการเผชิญหน้าและความรุนแรง\nคงไม่มี “ความสงบ” และ “ความสุข” ใดที่ปราศจากเสียงคัดค้าน พื้นที่แสดงออกซึ่งความเห็นต่างอย่างสันติที่คุณสมบัติสร้างสรรค์ไว้ให้จึงเป็นคุณต่อสังคมไทยทั้งเบื้องหน้าและในระยะยาว\nถ้าเชื่อตามฟูโกต์ว่าอำนาจวนเวียนกระจัดกระจายทุกหนแห่งและไม่มีใครสามารถครอบครองอำนาจได้ ถ้าเชื่อว่าไม่มีการบังคับควบคุมใด ๆ ที่จะทำให้เสียงทุกเสียงเงียบลงอย่างถาวรได้ ก็หมายความว่าไม่มีใครหยุดความเห็นต่างและการแสดงออกซึ่งความเห็นต่างได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้นมาตรการต่าง ๆ และสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณสมบัติไม่ได้มีผลต่อการระงับความเห็นต่างมากนักแต่จะมีผลอย่างมากต่อ “วิธีการแสดงออกซึ่งความเห็นต่าง”\n“สันติวิธี” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติเพียงผู้เดียว แต่ท่าทีของ “พวกท่าน” ทั้งหลายต่อคุณสมบัติ บุญงามอนงค์นับจากนี้ไปคือหมุดหมายและความหมายของ “สันติวิธี” ในไทย \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-c5c532ec9671434eb8a605137a4a77d5", "input": "Title: 'เตือนใจ' ลงพื้นที่ตรวจสอบปมร้อน เหมืองแร่เมืองเลย ชาวบ้านเกือบแห้ว ขอฟังด้วย \n Body: เตือนใจ ดีเทศน์ อนุกรรมการสิทธิด้านชุมชนฯ พาสื่อลงพื้นที่ครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง ประเดิมปมร้อนเหมืองแร่เมืองเลย  เป็นตัวกลางคุยราชการ บริษัท ด้านชาวบ้าน-นศ.ขอติดสอย เกือบไม่ได้เข้าพื้นที่เหมือง สุดท้ายบริษัทยอมแต่ต้องเซ็นชื่อทุกคน ตัวแทนบริษัทชี้ยินดีถอนฟ้อง ถ้ากสม.พาเด็กมาคุย แจงบริษัทถูกโจมตีใส่ร้าย\n\n\n\n15 ม.ค.2559 เตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชน และประธานอนุกรรมการดูแลด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมคณะสื่อมวลชนหลายสำนัก เดินทางลงพื้นที่ความขัดแย้งประเด็นเหมืองแร่ในจังหวัดเลย นับเป็นการลงพื้นที่ครั้งแรกหลังจากเข้ารับตำแหน่งกรรมการสิทธิ\nการลงพื้นที่ครั้งนี้คณะของเตือนใจได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตัวแทนบริษัทและชาวบ้านกลุ่มผู้คัดค้านเหมืองในพื้นที่ด้วย จากนั้นอนุกรรมการได้พาสื่อมวลชนลงพื้นที่สำรวจเหมืองของบริษัททุ่งคำจำกัด\nทั้งนี้ก่อนหน้านี้ ประเด็นเหมืองแร่เมืองเลยกลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อทางบริษัทฟ้องเยาวชนในพื้นที่ที่ศึกษาอยู่ชั้น ม.4 รวมถึงสถานีโทรทัศน์ไทยพีเอส ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา หลังรายงานข่าวในช่วงนักข่าวพลเมือง ตอน \"ค่ายเยาวชนฮักบ้านเจ้าของ ตอน นักสืบลำน้ำฮวยแท้ๆ แน๊ว\" ซึ่งมีตอนหนึ่งกล่าวถึงผลกระทบจากการทำเหมือง\nผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเข้าตรวจสอบครั้งนี้ มีชาวบ้านกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด และนักศึกษา รวมจำนวน 10 คน ขอติดตาม กสม. มารับฟังข้อเท็จจริงด้วย เวลาประมาณ 14.20 น. ที่บริเวณด้านหน้าประตูทางเข้าเหมืองแร่ทองคำ พนักงานรักษาความปลอดภัยได้กั้นไม่ให้ชาวบ้านเข้ามาในพื้นที่เหมือง จนทำให้กรรมการสิทธิต้องเจรจากับ อัครเดช โจ ที่ปรึกษาบริษัททุ่งคา ฮาเบอร์ จำกัด จนกระทั่งทางบริษัทอนุญาตให้ชาวบ้านและนักศึกษาเข้ามาในพื้นที่ได้ แต่ทุกคนต้องเซ็นต์ชื่อก่อนเข้า\n\n\nอัครเดช โจ ที่ปรึกษา บ.ทุ่งคา ฮาเบอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัทยินดีถอนฟ้องนักเรียนคนดังกล่าว หากกรรมการสิทธิเป็นคนกลางนำเด็กมาพูดคุยกับบริษัท\n“อาจารย์ก็เห็นใจเด็กเยาวชน ไม่อยากให้เด็กเป็นเครื่องมือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เด็กควรตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างแท้จริง การใช้เด็กไปกระทำการใดๆ ควรคำนึงถึงสิทธิเด็กสักนิดหนึ่ง” อัครเดชกล่าว\n“พูดตรงนี้ก็ได้ เรายินดีที่จะถอนฟ้องถ้าท่านเตือนใจ ดีเทศน์ ยินดีเป็นตัวกลางนำเด็กมาพูดคุยกับเรา เรายินดีเพราะเราไม่มีเจตนาที่จะฟ้องเด็ก และท่านดร.จิรศักดิ์ (ผอ.โรงเรียน) พูดชัดเจนว่าท่านมีเจตนาดีจะขอไกล่เกลี่ย แต่มีประชาชนหมู่ 3 ตัวแทนกลุ่มรักษ์บ้านเกิดไปกดดันท่านผู้อำนวยการโรงเรียนศรีสงครามวิทยา มันมีที่มาที่ไป ทางกลุ่มรักษ์บ้านเกิดขอเสนอฉายสารคดีให้เด็กดูในสถาบันการศึกษาแห่งนี้ ท่านผู้อำนวยการบอกว่านี่เป็นสถาบันการศึกษา ไม่อยากให้อยู่บนพื้นฐานความขัดแย้งอย่ากให้เป็นเรื่องการศึกษาจริงๆ แต่ชาวบ้านไม่ยอม ยกพวกไปด่าเขา ฝากท่านเตือนใจเรียก ดร.จิรศักดิ์ มาสอบถามได้”\nด้านเตือนใจ ดีเทศน์ กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า โดยหลักการเป็นสิทธิของเด็กที่จะไม่ถูกฟ้อง และขึ้นอยู่กับบริษัทว่าจะถอนฟ้องหรือไม่\nอัครเดช กล่าวเพิ่มเติมถึงประเด็นข้อกล่าวหามลภาวะที่เกิดขึ้นว่า การกล่าวหาบริษัทเป็นผู้สร้างมลภาวะถือเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเพราะสภาพที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดาของแหล่งแร่ธรรมชาติ\n“มีแหล่งแร่แบบนี้ แหล่งแร่ธรรมชาติ สารพวกนี้ก็ย่อมมีอยู่แลว ท่านบอกว่าน้ำกินไม่ได้ ข้าวกินไม่ได้ ท่านกรรมการสิทธิไปเห็น พื้นที่นารอบๆ ปลูกถั่วปลูกข้าวสวยมาก ประชาชนที่นี่ยังกินข้าวในนาที่ตัวเองปลุก กระแสข่าวที่ออกไป มีข้อความโจมตีตรงน้ออกไป ท่านอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง เราอย่าไปตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ไม่เกิดผลประโยชน์” อัครเดชกล่าว\n\n\nด้าน สรพงษ์ ลิมปัชโยพาส ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ทุ่งคำ ระบุว่า ทางฝ่ายกฎหมายเกริ่นมาคร่าวๆ ว่าอยากให้น้องนักเรียนขอโทษทางบริษัทว่ากระทำโดยความบริสุทธิ์ใจของตัวเขาเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมายที่ส่วนกลาง\nสรพงษ์ กล่าวต่อถึงประเด็นข้อถกเถียงเรื่องมลภาวะว่า เรามั่นใจมากว่าผลกระทบต่างๆ ไม่ได้เกิดจากเหมืองและยินดีให้ตรวจสอบ\n“ก่อนที่เราจะปล่อยกากแร่ไปที่บ่อเก็บกักกากแร่มันมีการวิเคราะห์อยู่แล้ว ล้านส่วนเราปล่อยแค่สองส่วน ทั้งที่เราขออนุญาตไปยี่สิบส่วนในล้านส่วน แต่เราบังคับให้กระบวนการผลิตควบคุมไว้ไม่เกินสองส่วน” สรพงษ์กล่าว \n What is the sentiment in the text for the genre: environment", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-d389ecdb894442be904d67468ce83ee4", "input": "Title: ภาคประชาชนบริจาคซ่อมร้านอั้งม้อ \n Body: นราธิวาส- 21 พ.ย.47\t น.อ.ไตรขวัญ ไกรกฤษ์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ กล่าวว่า มีประชาชนจากส่วนกลางจำนวนหนึ่งได้ร่วมบริจาคทรัพย์ และติดต่อไปยังกองทัพเรือให้ทำการซ่อมแซมร้านอั้งม้อ ร้านข้าวต้มกลางเมืองนราธิวาสที่ถูกวางระเบิดเมื่อช่วงเย็นวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้บาดเจ็บในที่เกิดเหตุ 15 ราย และตัวอาคารได้รับความเสียหายบางส่วน \nทั้งนี้ผู้บริจาคต้องการให้ร้านอั้งม้อซึ่งเป็นร้านเก่าแก่ และเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของ จ.นราธิวาส สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ทั้งเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม ราชินีนาถ โดยให้เปิดกิจการได้ก่อนวันที่ 5 ธ.ค.นี้ \nสำหรับการซ่อมแซมและตกแต่งร้านนั้นจะทำให้มีความใกล้เคียงกับสภาพเดิมมากที่สุด โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณในการซื้อวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งร้าน ไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งได้รับการยืนยันจากเจ้าของกิจการว่า พร้อมดำเนินกิจการต่อไป \n \"กองทัพเรือจึงได้ประสานไปยังหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ค่ายจุฬาภรณ์ให้เข้าดำเนินการซ่อมแซม โดยร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส และผู้ประกอบการบางส่วนในจังหวัด ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้ว\" น.อ.ไตรขวัญ ระบุ \n ประชาไทรายงาน \n What is the sentiment in the text for the genre: environment", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-47fe854fabe243b78206bc7a48ab2b56", "input": "Title: ทักษิณโฟนอินที่ขอนแก่น เรียกร้องให้คนเสื้อแดงรวมกลุ่มกัน \n Body: ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.30น. วันที่ 20 ธันวาคม ที่จังหวัดขอนแก่น กลุ่มคนเสื้อแดงขอนแก่น ราว 200คน นำโดยนางซาบินา ชาห์ และนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำคนเสื้อแดง จ.อุดรธานี ร่วมชุมนุมที่ลานน้ำพุ ริมบึงแก่นนคร อ.เมืองขอนแก่น เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยุบสภาหรือลาออกเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่\n\n \n\nผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดาแกนนำคนเสื้อแดงลุกขึ้นกล่าวโจมตีกลุ่มเพื่อนเนวินทรยศต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และประชาชนที่เลือกตั้งบุคคลเหล่านั้นเข้าไปเป็นส.ส. และยังระบุรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาล\"นอมินี\"ของทหาร ไม่ได้ทำเพื่อคนรากหญ้า แต่ทำเพื่อกลุ่มศักดินาจึงต้องการให้ยุบสภาหรือลาออก \n\n  \n\nช่วงเวลา 20.00น.แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม โทรศัพท์ติดต่อพ.ต.ท.ทักษิณ โดยพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งหลบหนีคดีอยู่ในต่างประเทศพูดผ่านโทรศัพท์ว่า \"ผมมีความเป็นห่วงประชาชน แต่ขณะนี้ยังประสบความลำบากกับไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาล อยากจะกลับมาประเทศไทยเพื่อหาโอกาสช่วยเหลือประชาชน แต่ไม่รู้จะได้กลับมาเมื่อไหร่ ฝากความรักความเป็นห่วงประชาชน หากมีโอกาสได้กลับมา ก็จะรับใช้ประชาชนเหมือนที่เคยทำมา คิดว่าจะทำให้ประเทศไทยและคนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น\" \n\n  \n\nพ.ต.ท.ทักษิณโจมตี กลุ่มส.ส.และสมาชิกพรรคพลังประชาชนเดิม ที่ผันตัวไปออกเสียงโหวตลงคะแนนเลือกให้พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาล โดยเรียกร้องกับกลุ่มผู้สนับสนุนว่า \n\n  \n\n\"ขอให้พวกเราร่วมมือช่วยกันต่อสู้ จากเหตุที่ถูกปล้น ส.ส.ไป ต้องพากลับมา แม้ว่าผมจะต้องลำบากระหกระเหินอยู่ต่างประเทศ ไม่มีที่อยู่หลักแหล่งแน่นอน แต่ก็หวังว่า พวกเราจะช่วยกันกลับมาพัฒนาประเทศชาติได้\" \n\n  \n\nหลังการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ บรรดาผู้ร่วมชุมนุมโห่ร้องแสดงความยินดี จากนั้นนายขวัญชัยประกาศว่า  กลุ่มคนเสื้อแดงจะนัดเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องรัฐบาลยุบสภาหรือนายอภิสิทธิ์ลาออกคืนความชอบธรรมให้ประชาชน และให้พ.ต.ท.ทักษิณกลับเข้ามากู้ประเทศ\n\n \n\nจตุพร ลั่น 29ธ.ค. เคลื่อนไปหน้าสภา\n\nขณะที่ นายจตุพร พรมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวถึงการนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 28 ธันวาคม ที่สนามหลวงว่าจะเป็นการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนอกสภา เพราะเป็นรัฐบาลต่างตอบแทนอย่างชัดเจน ทั้งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของ  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งเป็นการตอบแทนทหาร ตำแหน่งรมว.ต่างประเทศ ของนายกษิต ภิรมย์ เป็นการตอบแทนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯของ นายวีระชัย วีระเมธีกุล เป็นการตอบแทนกลุ่มทุน นอกจากนี้ตำแหน่งรมว.มหาดไทยของ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ก็เป็นการตอบแทนการทำหน้าที่รักษาการนายกฯ    \n\n\"กระบวนการจัดทำโผครม.เป็นใบเสร็จที่บอกกระทำผิดสำเร็จทั้งหมด  ในวันที่ 28 ธันวาคม จึงมีการชำแหละก่อนการแถลงนโยบาย 1 วัน และเชื่อว่าประชาชนผู้รักประชาธิปไตย จะไปชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภาในวันที่ 29 ธันวาคมนี้ด้วย แต่จะไปชุมนุมกันอย่างสงบ และเปิดให้มีการเข้าไปแถลงนโยบายได้\"  \n\nเมื่อถามกระแสข่าวมีการวางแผนย้อนเกล็ดเหตุการณ์ 7 ตุลาคม นายจตุพรกลาวว่า นปช.ไม่มีท่วงทำนองแบบที่พันธมิตรทำ แต่จะชี้ให้เห็นว่า การได้อำนาจมามิชอบ ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่จะเสวยสุข แล้วมาเรียกร้องความสงบสุข เพราะประชาธิปไตยถูกแทรกแซงอย่างย่อยยับ แล้วยังมาต้องการบริหารโดยความสงบสุข มันไม่ยุติธรรม\n\n \n\nที่มา: มติชนออนไลน์ \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-332fb72c62a941cfb89b18f7feb00a86", "input": "Title: ประยุทธ์ ชี้เรือดำน้ำโปรจีน เด็ดสุด ซื้อ 2 แถม 1 ถูก-คุณภาพใช้ได้ พร้อมบริการเสริมแน่น \n Body: พล.อ.ประยุทธ์ ระบุโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ จากจีน ราคาถูกที่สุดและคุณภาพใช้ได้ แล้วก็มีการบริการต่างๆ ไม่ว่าจะระบบอาวุธ ระบบการซ่อม ซื้อ 2 ลำ ให้ 3 ลำ\n\nที่มาภาพ เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล\n21 มี.ค.2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ จากประเทศจีน จำนวน 3 ลำ ว่า เขาบอกแล้วไง เขาแถม ใช่เปล่าเรื่อดำน้ำใช่ไหม ที่เขาบอกว่าซื้อ 2 ลำ ให้ 3 ลำ ใช่ไหม มันประหยัดกว่า\n\"พวกเราต้องเข้าใจว่า อันแรก ทุกคนต้องเข้าใจในเหตุผลความจำเป็นในการที่ต้องมี อันที่หนึ่ง ถ้าเข้าใจตรงกันโอเค ต้องมี อันที่สอง คือ มีแล้วจะซื้อจากไหน เพราะเราผลิตเองไม่ได้ เราไม่มีเงินเพียงพอที่จะไปซื้อของแพงๆ  อันที่สาม คือ ไอ้ที่มันเป็นตัวเลือกนี่ ราคามันถูกกว่า แต่คุณสมบัติมันยังต่ำนี่รับได้ไหม ปลอดภัยไหม ซึ่งมันก็มีหลายอย่าง วันนี้กองทัพไทยก็ซื้อของแบบนี่ล่ะ เพราะเงินเรามีน้อยไง\" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว\n \nพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ถ้าเปิดในเว็บไซต์ มันมีขายทุกอย่างทุกยี่ห้อ แล้วยี่ห้อที่ใช้แล้วดี นั่งแล้วดีปลอดภัย  ซึ่งความปลอดภัยมีเหมือนกัน เพียงแต่คุณภาพอาจจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียง เมื่อผลิตออกมาก็จะมีความเชื่อมั่นมากกว่า หรือแพงกว่า ดังนั้นเราต้องดูหลายอย่าง\n \nพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ราคาถูกที่สุดและคุณภาพใช้ได้ แล้วก็มีการบริการต่างๆ ไม่ว่าจะระบบอาวุธ ระบบการซ่อมการอะไรต่างๆ การช่วยกันสนับสนุนการก่อสร้างโรงเก็บเรือ มันเป็นข้อเสนอเพิ่มเติมขึ้นมา และโครงการนี้เป็นโครงการจีทูจี หรือ โครงการรัฐต่อรัฐ  ตนสอบถาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แล้ว ท่านก็บอกว่ายินดีให้ผู้ตรวจเงินแผนดิน (สตง.) เข้ามาตรวจสอบนะ จริงๆ แล้ว สตง. ตรวจสอบมาตลอด ไม่ใช่ไม่ตรวจสอบ การซื้ออาวุธของกองทัพนี่ตรวจ ตอนตนเป็น ผบ.ทบ.นั้น สตง.ก็เข้าไปตรวจ มีข้อสังเกตให้ทางกองทัพก็รับข้อสังเกตมาพร้อมชี้แจงตามข้อเท็จจริง เมื่อรับได้เขาก็ให้หน่วยงานดำเนินการต่อ ไม่ใช่ว่าเป็นรัฐบาลนี้แล้วไม่ตรวจสอบ เขาตรวจสอบทุกโครงการ \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-e549f6ad45e944c4be1e8f50370f25ae", "input": "Title: เดินหน้าโครงการตาปี-พุมดวง ลักไก่ออกกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน \n Body: นายประทีป มีคติธรรม คณะทำงานติดตามแผนพัฒนาภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2554 ที่ผ่านมา ได้มีการพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณท้องที่ตำบลท่าเคย ตำบลหนองไทร อำเภอท่าฉาง ตำบลลีเล็ด ตำบลศรีวิชัย ตำบลมะลวน ตำบลหัวเตย ตำบลท่าข้าม ตำบลพุนพิน ตำบลน้ำรอบ ตำบลหนองไทร ตำบลบางงอน อำเภอพุนพิน และตำบลท่ากระดาน อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี พ.ศ. 2554 เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี–พุมดวง จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยไม่มีชาวบ้านคนใดรับทราบเรื่องการออกพระราชกฤษฎีเวนคืนที่ดินฉบับนี้มาก่อน “ผมพบพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ปรากฏในอินเตอร์เน็ตโดยบังเอิญ เบื้องต้นได้นำพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ไปถ่ายเอกสารแจกจ่ายชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ จากนั้นจะหารือกับเครือข่ายพิทักษ์ลุ่มน้ำตาปี–พุมดวงว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป” นายประทีปกล่าว นายประทีป กล่าวว่า ผลกระทบที่ชาวบ้านจะได้รับจากโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวงคือ สูญเสียที่ดินทำกินเนื่องจากการก่อสร้างคลองกว่า 3,000 ไร่ มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 1,000 ราย หากมีการก่อสร้างคลองส่งน้ำความกว้าง 5–55 เมตร ระยะทางเกือบ 40 กิโลเมตร ต้องยกคันคูสูงขึ้นจากพื้นกลายเป็นเขื่อนขวางทางน้ำ ทำให้น้ำท่วมขังตามแนวคลองส่งน้ำรุนแรง สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่เกษตรกรรม ขณะที่โครงการฯลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท แต่ส่งน้ำไปใช้ประโยชน์ได้เพียงแค่ 4 เดือนต่อปีเท่านั้น และบางปีแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย นายประทีป กล่าวต่อไปว่า โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี–พุมดวง เป็นโครงการที่ไม่ได้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จึงไม่มีการประเมินผลกระทบด้านต่างๆ โดยเฉพาะผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำจืดไปเลี้ยงระบบนิเวศชายฝั่งโดยเฉพาะในฤดูแล้ง ซึ่งจะทำให้น้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลกระทบต่อระบบประปาของเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี และปัญหาขาดน้ำจืดลงไปผลักดันน้ำเสีย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการประมงเพาะเลี้ยงชายฝั่ง เช่น ปลาในกระชัง ความเค็มที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อป่าชายเลนอ่าวบ้านดอน เป็นต้น “ก่อนหน้านี้กรมชลประทานส่งเจ้าหน้าที่ปักหลักหมุดเสาปูนเป็นแนวคลองส่งน้ำขนาดกว้าง 55 เมตร ในพื้นที่ จุดที่เป็นบ้านพื้นปูนก็ตอกตะปูและลงสีแดงขนาดเท่าหัวเสาปูนเป็นเครื่องหมาย เมื่อชาวบ้านเห็นก็ไล่ออกจากพื้นที่ พอพระราชกฤษฎีกาฯ ออกมาแบบนี้ ชาวบ้านมีโจทย์ใหญ่ว่า หลังจากนี้จะคัดค้านโครงการกันอย่างไร” นายประทีป กล่าว ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2554 ที่วัดยางงาม ตำบลหนองไทร อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานอนุกรรมการสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมคณะได้เดินทางมารับฟังความคิดเห็นจากส่วนราชการและประชาชนที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่าโครงการดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและชุมชน จากการรับฟังความคิดเห็นฝ่ายต่างๆ ทางคณะอนุกรรมการสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากรมีความเห็นว่า โครงการพัฒนาลุ่มน้ำ-ตาปี เป็นโครงการที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2510 สำรวจมาตั้งแต่ปี 2533 สมัยนั้นยังมีที่นาอยู่มาก ขณะที่ปัจจุบันพื้นที่ทำนาเปลี่ยนเป็นสวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมัน ลักษณะการใช้น้ำต่างกัน โครงการจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และไม่สอดคล้องความต้องการใช้น้ำของภาคเกษตรกรในปัจจุบัน ลักษณะโครงการไม่มีการศึกษารายละเอียด ผลกระทบชุมชน พืชเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้โครงการหลีกเลี่ยงการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดตัวเลขพื้นที่ดำเนินโครงการไว้เพียง 73,890 ไร่ จงใจหลีกเลี่ยงไม่ทำรายงานการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ทั้งที่ข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบพบว่า พื้นที่ชลประทานที่จะได้รับผลกระทบมากกว่า 80,000 ไร่ จากการขยายโครงการในระยะต่อไป ซึ่งเข้าข่ายจะต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างหัวงานและคลองส่งน้ำ ไม่เห็นด้วยกับโครงการ เพราะกระทบต่อพืชเศรษฐกิจหลัก คือสวนยางพารา และปาล์มน้ำมัน เนื่องจากในช่วงที่วางแผนโครงการราคายางพาราเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 14 บาท แต่ปัจจุบันราคายางพาราเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 100 บาท การประกาศกฤษฎีการเวนคืนที่ดินฯ และการดำเนินโครงการดังกล่าว ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนในการตัดสินใจ ทั้งที่ประชาชนมีสิทธิจัดการและกำหนดวิถีชีวิตของชุมชน ตามฐานทรัพยากรธรรมชาติ จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ แม้กรมชลประทานจะชี้แจงว่า มีการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นกว่า 40 ครั้ง แต่ปรากฏว่าประชาชนที่จะได้รับผลกระทบไม่เคยได้รับเชิญเข้าร่วมรับฟังคำชี้แจงแต่อย่างใด นอกจากนี้การเข้าไปปักหลักหมุดของกรมชลประทานในเขตบ้านเรือน สวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมันของชาวบ้าน โดยไม่มีการแจ้งว่าทำเพื่อการใด ยังส่งผลให้ชาวบ้านเกิดความแตกตื่น ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และเป็นการบุกรุกเข้าไปในสถานที่ส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี–พุมดวง เป็นโครงการที่ทางเครือข่ายพิทักษ์ลุ่มน้ำตาปี–พุมดวง ซึ่งรวมตัวกัน เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2552 ออกมาคัดค้านอย่างต่อเนื่อง ด้วยการยื่นหนังสือคัดค้านโครงการฯ ไปยังหน่วยงานต่างๆ เช่น องค์กรปกครองท้องถิ่นต่างๆ ในพื้นที่, กรมชลประทาน, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี, นายดำริห์ บุญจริง อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี, ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ประธานกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวุฒิสภา เป็นต้น โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จังหวัดสุราษฎ์ธานี 1. ความเป็นมา ตั้งแต่ปี 2510 กรมชลประทาน ได้เริ่มดำเนินการวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ ในลุ่มน้ำตาปี–พุมดวง ประกอบด้วย เขื่อนเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ 2 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) และเขื่อนแก่งกรุง (เขื่อนคลองยัน) กรมชลประทานได้โอนงานก่อสร้างเขื่อนรัชชประภา และเขื่อนแก่งกรุงให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินการ ก่อสร้างเขื่อนรัชชประภาแล้วเสร็จในปี 2530 ในปี 2533 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2533 ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมชลประทาน) รับไปดำเนินการศึกษาเพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบชลประทานที่ล่าสุด โดยเฉพาะพื้นที่ชลประทานที่จะได้จากการก่อสร้างเขื่อนแก่งกรุง และกรมชลประทานได้จ้างบริษัทที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสม แล้วเสร็จเมื่อเดือนธันวาคม 2537 ปรากฏว่าโครงการมีความเหมาะสมต่ำ เนื่องจากจำเป็นต้องอพยพราษฎรและต้องลงทุนค่าชดเชยทรัพย์สินสูง ทำให้ได้ผลประโยชน์ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ประกอบกับเขื่อนแก่งกรุงมีกระแสต่อต้าน และได้ระงับการดำเนินงานเอาไว้ก่อน กรมชลประทานจึงได้พิจารณาการใช้ประโยชน์จากน้ำที่ปล่อยจากท้ายเขื่อนรัชชประภามาใช้ประโยชน์ จึงได้ทำการศึกษาทบทวนความเหมาะสม โดยพิจารณาการพัฒนาชลประทานสูบน้ำจากแม่น้ำพุมดวง เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานฤดูฝน 73,980 ไร่ มีความเหมาะสมทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม เป็นการบริหารจัดการน้ำหลังจากการผลิตกระแสไฟฟ้าของเขื่อนรัชชประภา มาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร 2. ความจำเป็นที่ต้องดำเนินการโครงการ เขื่อนรัชชประภาได้ปล่อยน้ำจากท้ายเขื่อนเนื่องจากการผลิตกระแสไฟฟ้าประมาณ 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และมีปริมาณน้ำจากคลองสาขาไหลมารวมในแม่น้ำพุมดวงอีกประมาณ 2,400 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ทำให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านแม่น้ำพุมดวงประมาณ 5,400 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ไหลลงสู่ทะเลโดยไม่มีการนำน้ำมาใช้ประโยชน์แต่อย่างใด โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี–พุมดวง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จะเป็นการบริหารจัดการน้ำโดยการนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 3. วัตถุประสงค์โครงการ เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานในฤดูฝน 73,980 ไร่ และในฤดูแล้ง 57,819 ไร่ เพื่อการอุปโภค–บริโภค เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร 4. รายละเอียดของโครงการ ที่ตั้งโครงการ ตำบลบางงอน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฏร์ธานี ลักษณะทางวิศวกรรมของโครงการ สถานีสูบน้ำ 1 แห่ง และติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 16 เครื่อง อัตราการสูบน้ำรวมทั้ง 33.16 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบด้วย เครื่องสูบน้ำขนาด 1.93 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จำนวน 4 เครื่อง เครื่องสูบน้ำขนาด 2.12 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จำนวน 12 เครื่อง ระบบส่งน้ำ ความยาวรวมประมาณ 139 กม. ระบบระบายน้ำความยาวรวมประมาณ 83 กม. 5. ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี (พ.ศ. 2552–2559) 6. งบประมาณ วงเงินโครงการทั้งสิ้น 3,330.00 ล้านบาท งบดำเนินงาน 41.00 ล้านบาท งบบุคลากร 77.00 ล้านบาท งบลงทุน 3,107.24 ล้านบาท เผื่อเหลือเผื่อขาด 104.76 ล้านบาท มีแผนการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละปี ดังนี้ พ.ศ. 2552 : จำนวน 262.81 ล้านบาท พ.ศ. 2553 : จำนวน 296.69 ล้านบาท พ.ศ. 2554 : จำนวน 525.99 ล้านบาท พ.ศ. 2555 : จำนวน 637.77 ล้านบาท พ.ศ. 2556 : จำนวน 732.57 ล้านบาท พ.ศ. 2557 : จำนวน 346.32 ล้านบาท พ.ศ. 2558 : จำนวน 251.99 ล้านบาท พ.ศ. 2559 : จำนวน 175.86 ล้านบาท รวม 3,330.00 7. การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ ความเหมาะสมทางด้านเศรษฐศาสตร์ในปี 2552 ที่อัตราคิดลดร้อยละ 8 10 12 อัตราส่วนผลตอบแทนต่อการลงทุน (B/C) 1.70 1.50 1.19 มูลค่าผลประโยชน์ปัจจุบันสุทธิ (NPV) 1,842 1,262 440 ล้านบาท อัตราผลตอบแทนทางด้านเศรษฐศาสตร์(EIRR) 13.60 13.60 13.60 % 8. ประโยชน์ของโครงการ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 73,980 ไร่ โดยสามารถส่งน้ำในฤดูฝน 73,980 ไร่ และในฤดูแล้ง 57,819 ไร่ มีน้ำสำหรับการอุปโภค-บริโภค เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร 9. ผลกระทบจากการอนุมัติโครงการ เมื่อได้รับอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี–พุมดวง จังหวัดสุราษฏร์ธานีแล้ว จะทำให้เกิดผลกระทบต่อที่ดินและทรัพย์สินของประชาชนประมาณ 3,000 ไร่ ซึ่งกรมชลประทานได้เตรียมมาตรการในการจ่ายทดแทนทรัพย์สินไว้ในแผนงานโครงการแล้ว 10. สถานภาพโครงการ ด้านแบบก่อสร้าง แบบ และรายละเอียดด้านวิศวกรรมแล้วเสร็จ 100% (เสร็จปี 2544) ด้านการจัดหาที่ดิน การสำรวจปักหลักเขตแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างขอคำขอรังวัดจากเจ้าของที่ดิน (ประมาณ 2,000 ราย) รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการไม่เข้าข่ายที่จะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เรื่องกำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการของส่วนราชการรัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมปี 2535 การมีส่วนรวมของประชาชน กรมชลประทานได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้ที่มีส่วนได้เสีย ทั้งในระดับจังหวัด ระดับอำเภอ รวมทั้งระดับหมู่บ้าน รวมแล้วประมาณ 40 ครั้ง ที่มา : กรมชลประทาน \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-244ec9f51b1a4fdd972adf63982a9c0d", "input": "Title: เสื้อแดงวิ่งรอบสวนสันติภาพ–บก.ลายจุดหนุน พธม.ชุมนุม ครั้งหน้าขอใช้สนามกีฬาบ้าง \n Body: 8 ส.ค.53  เวลา 17.00 น. มีการจัดกิจกรรม ‘วันอาทิตย์สีแดง’ วิ่งออกกำลังกายที่สวนสันติภาพ โดยมีประชาชนสวมเสื้อแดงเข้าร่วมกิจกรรมราว 300 คน \n \nนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้ริเริ่มกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงกล่าวว่า การวิ่งออกกำลังกายครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “แดงเข้มแข็ง” โดยการวิ่งรอบสวนสันติภาพ 1 รอบ ระยะทางประมาณ 700 เมตร เพื่อเตรียมพร้อมร่างกายสำหรับการต่อสู้ในระยะยาว \n \nเขากล่าวว่า การเลือกใช้สวนสันติภาพ เนื่องจากระหว่างเหตุการณ์สลายการชุมนุม นปช.ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในบริเวณดินแดง ราชปรารภ ซอยรางน้ำ เป็นจำนวนมาก และมีเรื่องราวการซุ่มยิงหรือสไนเปอร์จากอาคารสูงโดยรอบ รวมทั้งมีผู้ถูกยิงเสียชีวิตในห้องพักของตนเองบนคอนโดมิเนียม ซึ่งจนบัดนี้ยังไม่มีการติดตามตัวผู้กระทำผิด หรือมีผู้ใดออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว กิจกรรมในวันนี้จึงเป็นการย้ำเตือนถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น\n \n\n\n\n \n\n \n \nก่อนเริ่มกิจกรรม มีการผูกผ้าแดงตามเสาที่อยู่บริเวณริมสระน้ำ จากนั้นมีการแจกกระดาษเปล่าให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเขียนข้อความที่ต้องการสื่อสารต่อสาธารณะ โดยผู้จัดกิจกรรมขอร้องไม่ให้เขียนถ้อยคำหยาบคาย ขณะเดียวกันผู้ร่วมกิจกรรมบางส่วนเปล่งเสียง “ที่นี่มีคนตาย” พร้อมชี้นิ้วไปทางยังที่ตั้งของตึกชีวาทัย และตลอดการวิ่ง 700 เมตร มีการเปล่งเสียง “ที่นี่มีคนตาย” ไปตลอดทาง\n \nนายสมบัติกล่าวถึงกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงครั้งต่อไป ซึ่งจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 15 ส.ค.ที่สวนรถไฟ เขตจตุจักร ว่า จะเป็นรูปแบบกิจกรรมครอบครัวชื่อ “ปิคนิคข้าวแดง” โดยเชิญชวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมพาครอบครัวมาปูเสื่อทานอาหาร และพูดคุยปรับทุกข์ และจะให้กิจกรรมของคนเสื้อแดงยังคงเป็นกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมที่มีความผ่อนคลาย\n \n \n\n \n\n \n\n \nนอกจากนี้ นายสมบัติยังกล่าวว่า กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงจะจัดกิจกรรมสัญจรอย่างเป็นทางการครั้งที่ 1 โดยเดินทางไปที่ จ.เชียงใหม่ เนื่องจากการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในจ.เชียงใหม่ ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชาวเชียงใหม่เป็นอย่างมาก ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ การจัดกิจกรรมสัญจรจึงเป็นการเชิญชวนพี่น้องให้มาช่วยกันท่องเที่ยวและอุดหนุนสินค้าของคนเชียงใหม่ โดยกิจกรรมนี้จะจัดขึ้นภายใต้ชื่อ “แดงท่องเหนือ ช็อปหมู่เฮา” ในวันอาทิตย์ที่ 22 ส.ค. ที่บริเวณถนนคนเดิน ประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป\n \nผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาดูแลความสงเรียบร้อยเพียงไม่กี่นาย และกิจกรรมเสร็จสิ้นลงในเวลาประมาณ 18.00 น.\n \n \n \nบก.ลายจุด หนุนพันธมิตรฯ ชุมนุม แต่สงสัยเสื้อแดงทำบ้าง อภิสิทธิ์จะขึ้นเวทีไหม ? \nนอกจากนี้ นายสมบัติ ยังตอบคำถามผู้สื่อข่าวระหว่างการทำกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง โดยแสดงความเห็นต่อการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกรณีเขาพระวิหารว่า ตนอยากสนับสนุนการชุมนุมของพันธมิตรฯ ในกรณีเขาพระวิหาร แม้จะไม่เห็นด้วยกับเนื้อหา แต่เนื่องจากเป็นการแสดงออกทางประชาธิปไตย และเป็นการใช้สิทธิการชุมนุมโดยสงบ\n \nนายสมบัติกล่าวว่า เขาเห็นด้วยกับการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปขึ้นเวทีชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง โดยมองว่าเมื่อประชาชนมีคำถาม ผู้นำประเทศก็ควรตอบ พร้อมตั้งคำถามหากคนเสื้อแดงขอใช้สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นชุมนุมบ้างได้หรือไม่ และนายกฯ จะไปตอบคำถามตนเหมือนที่เดินทางไปตอบคำถามกลุ่มพันธมิตรฯ หรือไม่\n \n“คนที่เป็นผู้นำประเทศ เมื่อประชาชนมีคำถาม นายกฯ ก็ควรตอบ แต่อยากให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ถ้าคนเสื้อแดงออกมาชุมนุมลักษณะนี้ หรือมีข้อเรียกร้องจำนวนมาก คำถามคือ ถ้าผมขอใช้สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นในครั้งหน้าเหมือนพันธมิตรฯ รัฐบาลจะอนุญาตหรือไม่ และอภิสิทธิ์จะแวะไปตอบคำถามผมได้ไหม หรือเชิญผมไปออกทีวี” นายสมบัติกล่าว\n \nนายสมบัติกล่าวในตอนท้ายว่า หากรัฐบาลยืนยันว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นสิ่งที่ทำได้ ตนก็คิดว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงก็น่าจะทำได้เช่นกัน และตนรู้สึกอิจฉากลุ่มพันธมิตรฯ อยากมีโอกาสพูดคุยกับนายอภิสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ตนรู้สึกคิดถึงบรรยากาศและอยากกลับไปชุมนุมที่สนามราชมังคลากีฬาสถานอีกครั้ง \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-56f9855ca9fa4919a0d06ce61b399be8", "input": "Title: พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ: การห้ามเยี่ยมและการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณี นายสมบัติ บุญงามอนงค์ \n Body: ในสภาพการณ์การบังคับใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศมีสิ่งใหม่ใหม่ด้านสิทธิมนุษยชนที่คนในกรุงเทพและทั่วประเทศจะต้องเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า ห้ามเยี่ยม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราขยาดและหวาดกลัวกับว่าห้ามเยี่ยม มาตลอดระยะเวลา10 ปีที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก\nการห้ามเยี่ยมในบริบท จชต. หมายถึงทางเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินกรรมวิธี หรือในกระบวนการยุติธรรมปกติ น่าจะหมายถึงการสอบสวน การหาข่าว การขยายผล เจ้าหน้าที่ก็พยายามพูดกับญาติหรือองค์กรสิทธิมนุษยชนว่า “ขอความร่วมมือ” แต่เราในฐานะนักสิทธิมนุษยชนที่ติดตามการควบคุมตัวบุคคลภายใต้กฎอัยการศึกพบว่า นอกจากที่เราห่วงกังวลว่าการควบคุมตัว 7 วัน เป็นการควบคุมตัวไม่ชอบ (arbitrary detention) ยังอาจหมายถึงการซ้อมทรมานให้รับสารภาพ หรือบังคับให้ชี้ภาพ ชี้รูป ระบุชื่อคนที่รู้จัก แล้วนำไปสู่การซัดทอดเป็นเหตุผลเดียวที่จนท.ใช้ในการจับกุมตัวบุคคลอื่นเพิ่มเติม เราเรียกติดปาก ว่า “ซัดทอด”\nในบริบทจังหวัดชายแดนใต้เจ้าหน้าที่มักอ้างเหตุสงสัยแต่ไม่เหตุผลเพียงพอในการควบคุมตัวตามกฎหมาย จึงได้ควบคุมตัวบุคคลตามอำนาจกฎอัยการศึก หรือถ้ามีหมายจับ หรือหลักฐานเบื้องต้นว่าอาจกระทำความผิดต่อความมั่นคง (ซึ่งก็ตีความได้กว้างมาก) ก็นำเข้าสู่กระบวนการ “ซักถาม” หรือ “ดำเนินกรรมวิธี” เสียก่อน 7 วันหรือน้อยกว่า แล้วนำเข้าสุู่่กระบวนการยุติธรรมตาม พรบ.ฉุกเฉินฯ แล้วค่อยนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติที่ใช้กันทั่วประเทศ โดยมีการนำบันทึกการซักถามมาประกอบการดำเนินคดีด้วย สิ่งนี้สร้างความเสียหายแก่กระบวนการยุติธรรมในจังหวัดชายแดนใต้มาหลายปี จนมีการเปิดเผย สร้างความเข้าใจกับองค์กรตุลาการทำให้หลายคดีมีบรรดทัดฐานที่จะไม่รับฟังพยานหลักฐานในชั้นซักถามตามกฎหมายพิเศษในการพิจารณาคดีของศาลพลเรือนในคดีความมั่นคง\nย้อนมาถึงการ “ห้ามเยี่ยม” ในจังหวัดชายแดนใต้ เราได้รณรงค์และสร้างความเข้าใจกับ จนท.ทหารที่มีอำนาจกักตัวตามกฎอัยการศึก7วันจนกระทั่งมีคำสั่งแก้ไข ข้อห้ามที่ว่า ไม่ให้ญาติเยี่ยมเป็นเวลาสามวัน ออกไปได้จากระเบียบกอรมน. ทำให้ญาติใกล้ชิดสามารถเยี่ยมบุคคลที่ถูกกักตัวได้ตั้งแต่วันแรก อีกทั้งจนท.ทหารในพื้นที่หรือชุดจับกุมจะต้องบอกสถานที่ควบคุมตัวบุคคคลอย่างชัดเจนกับญาติ ญาติมีสิทธิที่จะติดตามและขอเยี่ยมบุคคลได้ตั้งแต่วันแรก สามารถส่งมอบสิ่งจำเป็นต่างๆ ได้ (แต่ก็มีบางหน่วยที่ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบนี้ หรือให้แค่มองตา ส่งของ ห้ามพูด ห้ามพูดภาษามลายู หรือให้พูดคุยกันสองสามนาที รายละเอียดเกี่ยวกับทัศนคติของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติเราก็ต้องทำงานทางความคิดกันต่อไป)\nเมื่อมาสังเกตการใช้อำนาจที่เข็มข้นที่แตกต่างในการใช้อำนาจการกักตัว 7 วันมาใช้ในกรุงเทพและพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 20 พค. 2557 เช่นกรณีการควบคุมตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์ โดยไม่ระบุสถานที่ควบคุมตัว ไม่อนุญาตให้ญาติเยี่ยมตลอดระยะเวลา 7 วัน นั้นเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพราะเป็นการควบคุมตัวมิชอบ (Aribritary Detention) ที่ห้ามไว้ในกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) แม้จะอ้างถึงการขัดคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คำสั่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นกฎหมายในประเทศแต่การใช้อำนาจจำกัดเสรีภาพบุคคลต้องมีกฎหมายรองรับ กิจกรรมทางการเมืองของ บ.ก.ลายจุด รายนี้ แม้จะดูน่ารำคาญในสายตาของคณะ คสช. แต่นับว่าเป็นการแสดงออกทางความคิดเห็นทางการเมืองทีี่เป็นไปในแนวทางสันติวิธี ที่ควรได้รับการเคารพ\nนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ไม่เพียงเป็นนักต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชน (human rights defenders) ปัจจุบันเขาได้รับอีกสถานะหนึ่งคือเป็นนักโทษทางความคิด (prisoner of conscience) อีกทั้งเมื่อการควบคุมตัว 7 วันของเขาที่จะครบกำหนดในวันที่ 11 มิถุนายน 2557 อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิของนายสมบัติและครอบครัว เนื่องจากที่เจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวนายสมบัติ และบุคคลอีกจำนวนหนึ่งในเวลาเดียวกัน โดยไม่อนุญาตให้ติดต่อกับโลกภายนอก (incommunicado detetion) หรือถ้าการควบคุมตัวที่ไม่อนุญาตให้ติดต่อโลกภายนอกยาวนานออกไปก็อาจเข้าข่ายการทรมานและการปฏิบัติอย่างโหดร้าย ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานด้วย\nเราหวังว่าดำเนินการโดยไม่โปร่งใสตรวจสอบได้ว่าการใช้อำนาจของทหารภายใต้กฎอัยการศึกยังคงได้สัดส่วนและเหมาะสม หากล้ำเส้นไปมากอาจเป็นละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศหลายฉบับที่ประเทศไทย แม้ภายใต้รัฐบาลทหารก็มีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม โดยเฉพาะเมื่อจะมีตัวแทนของ คสช.ไปชี้แจงที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ สำนักงานขององค์การสหประชาติในเดือนมิถุนายนนี้ หรือกรณีที่ทูตไทยจากประเทศต่างๆ ที่จะต้องมารับฟังข้ออ้างเพื่อนำไปอธิบายกับประชาคมโลก ในเรื่องการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ฉีกรัฐธรรมนูญทำลายหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไปหมดสิ้น อีกทั้ง มีคำสั่งประกาศออกมาโดยไม่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ การใช้ศาลทหารกับพลเรือน เป็นต้น\nเราขอเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์และบุคคลที่ถูกจับกุมพร้อมกันโดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อรักษาไว้ซื่งความเชื่อมั่นว่าการดำเนินการของ คสช. ได้คำนึงถึงการเคารพต่อสิทธิมนุษยชนจริงดังที่ประกาศไว้ หากพบหลักฐานในการกระทำความผิดอื่นๆ ควรนำกระบวนการยุติธรรมปกติมาใช้เพืื่อรักษาหลักนิติธรรมไว้แม้นในสถานการณ์คืนความสุขนั้นยังไม่เป็นปกติ\n \nที่มา:  voicefromthais [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-37b77551a964400b82229a360eed636d", "input": "Title: แกนนำเสื้อแดงทำบุญ-ปราศัยรำลึกพฤษภาประชาธรรม ระบุเตรียมชุมนุมใหญ่ 24 มิ.ย. \n Body: 17 พ.ค.52 เวลาประมาณ 07.00 น. แกน นำเสื้อแดงร่วมทำบุญพฤษภาประชาธรรม เนื่องในวันพฤษภาประชาธรรม ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยมี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย นพ.เหวง โตจิราการ นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำ กับกลุ่มคนเสื้อแดงกว่า 30 คน ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 9 รูป อุทิศส่วนกุศลให้แก่วีรชนพฤษภา 2535 จากนั้นได้รับประทานอาหารร่วมกัน\n \nนาย จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงการจะนัดรวมพลเสื้อแดงที่ท้องสนามหลวงในเดือนมิถุนายนว่า ขณะนี้แกนนำกำลังอยู่ระหว่างการเลือกวันที่เหมาะสม ซึ่งเดิมตั้งใจจะจัดขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน แต่เนื่องจากไม่ตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์ ดังนั้น จึงจะหารือกันอีกครั้ง โดยอาจจะเลือกวันก่อนวันที่ 24 มิ.ย.นี้\n \nสำหรับ คอนเซ็ปต์ของการนัดชุมนุมครั้งใหม่นี้จะยังคงคอนเซ็ปต์ทำความจริงให้ปรากฏ เพราะขณะนี้ มีรายละเอียดภาพเพิ่มเติมจำนวนมาก เชื่อว่าจะมีกลุ่มคนเสื้อแดงมาร่วมชุมนุมจำนวนมากจนเต็มท้องสนามหลวง ซึ่งตนหวังจะให้แดงทั้งแผ่นดินอีกรอบ และการจัดการชุมนุมครั้งนี้จะตั้งเวทีติดด้านวัดพระแก้ว ซึ่งเรื่องนี้ตนจะประสานไปยัง กทม.ขอไม่ให้มีการจอดรถในสนามหลวง อีกทั้งยืนยันว่าจะไม่มีการเคลื่อนขบวนไปไหนทั้งสิ้น\n \n \n\n \n\n\n \n \nต่อมาในช่วงเย็น ที่สนามหลวง มีการจัดเวทปราศรัย นำโดยแกนนำ นปช.รุ่น 2 อาทิ นายสมยศ พฤษาเกษม นายสุรชัย แซ่ด่าน น.พ.สันต์ หัตถีรัตน์ นางประทีป อึ๊งทรงธรรม และนายจรัล ดิษฐาอภิชัย ได้ร่วมกันสลับขึ้นเวทีปราศรัยในโอกาส \"17 ปี พฤษภา 35 ทวงคืนรัฐธรรมนูญประชาชน\" โดย ผู้ชุมนุมเริ่มทยอยกันเดินทางเพื่อมาร่วมชุมนุมไม่ขาดสาย แม้ว่าจะมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วงเย็น ทั้งนี้ ก่อนการปราศรัยบนเวทีใหญ่ในช่วงเย็น มีผู้สลับกันขึ้นปราศรัยบนรถกระบะหลายราย โดยมีผู้ร่วมชุมนุมหลายพันคน \n \nนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า การจัดการชุมนุมในช่วงวันที่ 16-17 พ.ค. จัดโดยสมาพันธ์ประชาธิปไตย เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์การต่อสู้ในเดือนพฤษภาคม 2535 โดยการปราศรัยบนเวทีเป็นการคัดค้านเผด็จการ เรียกร้องประชาธิปไตยเช่นเดียวกับปี 2535 ต่างกันตรงที่เมื่อปี 2535 เป้าหมายคือขับไล่รัฐบาลทหารของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ขณะที่ ตอนนี้ไม่ใช่ขับไล่แค่รัฐบาล แต่เป็นกลุ่มที่เหนือรัฐบาลขึ้นไปคือกลุ่มอำมาตย์ และในเวลา 20.00น. จะเดินไปที่สะพานผ่านฟ้า ซึ่งเป็นจุดที่มีการปะทะกันในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 \n \nนาย สุรชัย กล่าวบนเวทีปราศรัยถึงการแต่งกายด้วยเสื้อกันฝนสีเขียวทหารและหมวกสีเขียว ดาวแดงว่า ไม่ได้ต้องการปลุกผีคอมมิวนิสต์ เพราะทุกวันนี้ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผีคอมมิวนิสต์ตัวใหญ่ๆ ไปอยู่กับกลุ่มศักดินาหมดแล้ว แต่ที่แต่งกายแบบนี้ เพราะอยากสื่อถึงคน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ กลุ่มคนที่ออกจากป่าหลังนโยบาย 66/23 ยังจำคำกล่าวที่ว่า \"วางอาวุธ แต่ไม่วางอุดมการณ์\" ได้หรือไม่ คนอีกกลุ่มคือ กองทัพไทยและพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เจ้าของนโยบายการเมืองนำการทหาร ที่เคยบอกให้วางอาวุธ ต่อสู้อย่างสันติ และจะสร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เพื่อกำจัดความไม่เป็นธรรมในสังคม หากแต่กลุ่มทหารและพล.อ.เปรมทำเพียงนโยบายขั้นต้น ไม่ได้ทำประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ ซ้ำยังก่อรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ตระบัดสัตย์ต่อนโยบายของตนเอง และก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม จนเกิดสีเหลืองและแดงขึ้น\n \n\"อย่า มาเรียกร้องให้หยุดทำร้ายประเทศไทย เพราะคนที่ทำร้ายคือ พล.อ.เปรมและกองทัพ\" นายสุรชัย กล่าวและว่า จะหยุดความแตกแยกได้ กองทัพ พล.อ.เปรม และชนชั้นสูงจะต้องกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง อย่ามายุ่งกับการเมืองอีก\n \nนาย จรัล ดิษฐาอภิชัย กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (18 พ.ค.) จะเดินทางไปที่รัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้มีการนำรัฐธรรมนูญฉบับ คปพร. เข้าพิจารณาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยด่วน \n \nจากนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงได้เคลื่อนมวลชนจากสนามหลวง เพื่อไปแสดงพลังปกป้องประชาธิปไตย เนื่องในวันครบรอบ 17 ปี เหตุการณ์พฤษภา โดยเมื่อมวลชนถึงยังบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แกนนำคนเสื้อแดง ได้นำผ้าแดงมาผูกรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หลังจากนั้น แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ได้นำกลุ่มผู้ชุมนุมนอนกลางถนนราชดำเนิน บริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เพื่อไว้อาลัยแด่วีรชน วีรสตรี ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ \n \nด้าน นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยบนรถขยายเสียง เรียกร้องให้มีการตรวจสอบและเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อไปกรณีบุคคลที่สูญหายจาก เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และ เหตุการณ์สลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงของรัฐบาล เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา\n \nโดยล่าสุด เมื่อเวลา 22.50 น. แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมได้ประกาสสลายการชุมนุมแล้ว พร้อมยืนยันจะเดินทางไปทวงคืนรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ให้กับประชาชน ที่รัฐสภาในวันนี้ (18 พ.ค.) เวลา 10.00 น. แกนนำนปช. ประกอบด้วย น.พ.สันต์ นางประทีป นายจรัล ดิษฐาอภิชัย จะเดินทางไปยื่นหนังสือ ในนามของสมาพันธ์ประชาธิปไตย ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา \n \nขณะ ที่ที่สนามกีฬา หน้าที่ว่าการอำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี นำโดย นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ได้จัดเวทีทัวร์คอนเสิร์ตการเมืองคนเสื้อแดง ที่อำเภอกุดจับ โดยมี สมาชิกชมรมคนรักอุดร และ กลุ่มคนเสื้อแดงมาร่วมงานกว่า 2,000 คน ทั้งนี้ มี นายวิเชียร ขาวขำ นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขึ้นปราศรัย กล่าวโจมตีรัฐบาล ที่ขึ้นภาษีน้ำมัน แล้วไปกู้เงินต่างประเทศทำให้ประชาชนลำบากมากขึ้น ซึ่งมีการถ่ายทอดสดผ่านทางคลื่น FM 97.50 MHz คลื่นชมรมคนรักอุดร\n \n \n\"จตุพร\" มอบตัวที่ บชน.พรุ่งนี้ 11.00 น.\nด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปช.) และกลุ่มเสื้อแดง จะเข้ามอบตัวที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บชน.) ในวันที 18 พ.ค.เวลา 11.00 น.\n \n \n\"อริสมันต์\"เปิดอัลบั้ม\"รักในโฟนอิน\" หาทุนเคลื่อนไหว\nด้าน อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นายสุพร อัตถาวงศ์ แกนนำคนเสื้อเดง นายพายัพ ปั้นเกตุ อดีต ส.ส. สิงห์บุรี พรรคไทยรักไทย พร้อมกับศิลปินที่เคยขึ้นเวทีคนเสื้อแดงร่วมแถลงข่าวเปิดตัว อัลบั้มเพลง \"รักในโฟนอิน\" ของนายอริสมันต์ เมื่อ 12.00 น . ที่ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้า อิมพีเรียลลาดพร้าว \n         \nนาย อริสมันต์ กล่าวว่า รายได้จากการจำหน่ายอัลบั้มจะนำไปมอบให้กองทุนพัฒนาประชาธิปไตยเพื่อใช้เป็น ทุนในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย และเป็นกองทุนช่วยเหลือคนเสื้อแดงที่ถูกตำรวจทหารทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บจาก การชุมนุมช่วงวันสงกรานต์ แต่ทั้งนี้การต่อสู้ยังไม่จบ หลายคนยังไม่รับรู้ข้อเท็จจริง แกนนำนปช . ทั้ง 3 คน คือนายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และตนพร้อมกับเพื่อนศิลปินจะเดินทางไปเปิดคอนเสิร์ตที่ อ.พล จ .ขอนแก่น วันที่ 22 พ.ค. ต่อด้วย จ.อุดรธานี วันที่ 23 พ.ค. ร้อยเอ็ด 24 พ.ค. และ มหาสารคาม 25 พ.ค.\n         \n\"แต่ละ สถานที่จะจัดนิทรรศการ ใครทำร้ายประเทศชาติ ใครทำร้ายประชาชน ใครสร้างชาติ ใครปกป้องประชาชน พร้อมกับเปิดรับสมาชิกเสื้อแดงจากทั่วประเทศให้ได้มากที่สุด เพื่อจะนำรายชื่อดังกล่าวยื่นต่อองค์กรระหว่างประเทศ ให้ทราบว่าคนเสื้อแดงต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่อำมาตย์ยัดเยียดให้พวกเรา\" นายอริสมันต์ กล่าวและว่า\n         \nนอกจาก จะมีการแสดงคนเสิร์ตแล้วยังจะนำซีดีไปแจกจ่ายประชาชน เปิดโปงว่า สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่าในการปราบปรามผู้ชุมนุมไม่ได้ใช้ความรุนแรงกับประชาชน ซึ่งในซีดีที่แจกจ่ายประชาชนจะได้รู้ว่าใครโกหก วันนี้นายอภิสิทธิ์ ได้เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่วันที่ 13 เม . ย . ในการใช้กำลังปราบปรามประชาชน นอกจากนี้ในวันที่ 23 พ . ค . จะมีการจัดงานระดมทุน ทำหนังสือพิมพ์คนเสื้อแดง( Red News ) เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้คนรักประชาธิปไตยรับรู้ข้อเท็จจริง เพราะวันนี้การเมืองกำลังนำพาประชาธิปไตยถอยหลังลงคลอง\n         \nนาย พายัพ ปั้นเกตุ อดีตส . ส . สิงห์บุรี พรรคไทยรักไทย กล่าวว่า เราไม่ได้เดินทางไปจัดคอนเสิร์ตเฉพาะพื้นที่อีสานเท่านั้น แต่จะไปจัดในภาคใต้ด้วยเพราะมีพี่น้องเสื้อแดงอยู่หลายจังหวัด เป้าหมายของเราคือจะจัดคอนเสิร์ตให้ได้ 10 สัปดาห์ พร้อมกับเป้าหมายเปิดรับสมาชิกเสื้อแดง 10 ล้านคน\nภาย หลังการแถลงข่าว นายอริสมันต์ ได้แจกซีดีอัลบั้ม รักในโฟนอิน ซึ่งมีทั้งหมด 12 เพลง โดยเพลงรักในโฟนอิน มีเนื้อหากล่าวถึงพ .ต.ท .ทักษิณ ชินวัตร ที่เดินทางกลับประเทศไม่ได้ จึงใช้โทรศัพท์โฟนอินมาหาประชาชน นอกจากนี้ยังมี วีซีดีหยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง ความจริงวันที่ 13 เมษายน 2552 สงกรานต์เลือด ความยาว 43 นาที เป็นการรวบรวมภาพข่าวจากสำนักข่าวต่างในประเทศและต่างประเทศ\n \n \n \n \n \n \nที่มาบางส่วนจาก เว็บไซต์ไทยรัฐ ไอเอ็นเอ็น แนวหน้า คมชัดลึก \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-e10d9a51d45c4d828a3dc78cda32d90e", "input": "Title: สนช. เลือก 'ไพรัช-พลเอกจิระ' เป็นกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้าน ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ นั่งอัยการสูงสุด \n Body: ที่ประชุม สนช. ลงมติเลือก ไพรัช วรปาณิ ดำรงตำแหน่งต่อ และเลือกพลเอกจิระ โกมุทพงศ์ ดำรงตำแหน่งแทน ณัฐเมศร์ เรืองพิชัยพร พร้อมทั้งลงมติเลือก ร.ต.ต. พงษ์นิวัฒน์ ยุทธบริภาร เป็นอัยการสูงสุด\n6 ส.ค. 2558 การประชุมสภานิติบัญญัติ ที่มี สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 เป็นประธาน ได้พิจารณาวาระเลือกบุคคลที่เห็นสมควรเป็นกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ (ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ประกอบมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 พร้อมนี้ได้เสนอรายงานของคระกรรมาธิการเพื่อพิจารณาเสนอรายชื่อบุคคลที่เห็น สมควรเป็นกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิมาด้วยแล้ว) แทนนายณัฐเมศร์ เรืองพิชัยพร และ นายไพรัช วรปาณิ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ที่ผ่านมา\nภายหลังที่ประชุมลงคะแนนลับเพื่อเลือกบุคคลที่คณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณา เสนอรายชื่อบุคคลที่เห็นสมควรเป็นกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ เสนอรายชื่อบุคคลที่เห็นสมควรเป็นกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ดำเนินการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรม รวมทั้งรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอันจำเป็นเสร็จเรียบร้อยแล้วจำนวน 4 คน คือ ไพรัช วรปาณิ พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ พันตำรวจเอก สุเทพ สัตถาผล และ พลอากาศเอก อดิเรก จำรัสฤทธิรงค์\nผลปรากฎว่า ที่ประชุม สนช. มีมติ เห็นด้วย 148 เสียงให้ ไพรัช วรปาณิ อดีตกรรมการอัยการ และมีมติเห็นด้วย 129 เสียง ให้ พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และอดีตเจ้ากรมพระธรรมนูญ เป็นกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ\nนอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นด้วย 181 เสียง ให้ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร รองอัยการสูงสุด และสมาชิก สนช. เป็นอัยการสูงสุด\n \nเรียบเรียงจาก : เว็บข่าวรัฐสภา [1], ผู้จัดการออนไลน์  ASTV [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-41485e342bf84be38811acf94bf3c09e", "input": "Title: ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศเยอรมนี: สู่สังคม 2,000 วัตต์ต่อประชากร The 2000 Watt per Capital Society \n Body: ประเทศเยอรมนีเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในสหภาพยุโรป จึงมีการใช้ทรัพยากรและพลังงานมาก อย่างไรก็ตาม ประเทศเยอรมนีกำลังขับเคลื่อนการพัฒนาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยใช้ทรัพยากรต่ำ ก่อมลพิษต่ำ โดยเยอรมนีตั้งเป้าว่าจะลดการใช้พลังงานต่อหัวประชากรเหลือเพียง 2,000 วัตต์เท่านั้น โดยพลังงานเท่านี้คือพลังงานเพียง 1 ใน 3 ของการใช้พลังงานต่อหัวประชากรของยุโรปเท่านั้น เรามาดูกันว่าประเทศใหญ่อย่างเยอรมนีจะทำได้อย่างไร\nยุทธศาสตร์หลักของการพัฒนาของเยอรมนีอันเปรียบเสมือนพิมพ์เขียวใหญ่ของประเทศ คือยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งชาติ (National Strategy for Sustainable Development: NSSD) เป็นแผนยุทธศาสตร์สู่ปี ค.ศ. 2020 ของเยอรมนี\nยุทธศาสตร์ประกอบด้วยแนวทางสู่ความยั่งยืน 4 ประการที่สำคัญ คือ\n· คุณภาพชีวิต \n· ความเท่าเทียมของประชาชนในปัจจุบันกับคนรุ่นต่อไป\n· ความสมานฉันท์ทางสังคม และ\n· ความรับผิดชอบต่อชุมชนระหว่างประเทศ\nโดยมีประเด็นนโยบาย 21 สาขาครอบคลุมประเด็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การปกป้องสภาพภูมิอากาศ พลังงานหมุนเวียน การใช้ที่ดิน และความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น\nยุทธศาสตร์ดังกล่าว ประกอบด้วยดัชนีชี้วัดในเชิงปริมาณ 35 ตัว ได้แก่\n· ประเด็นยุทธศาสตร์ด้านความเท่าเทียมระหว่างรุ่น ตัวชี้วัดเชิงปริมาณครอบคลุมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ งบประมาณของรัฐ นวัตกรรมและการศึกษา\n· ประเด็นยุทธศาสตร์คุณภาพชีวิต ตัวชี้วัดครอบคลุมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ คุณภาพของสิ่งแวดล้อม สารอาหาร การเคลื่อนย้ายคน สุขภาพและอาชญากรรม\n· ประเด็นยุทธศาสตร์ความสมานฉันท์ในสังคม ตัวชี้วัดครอบคลุมการจ้างงาน โอกาสความเท่าเทียมกันและครอบครัว\n· ประเด็นยุทธศาสตร์ความรับผิดชอบต่อชุมชนระหว่างประเทศ ตัวชี้วัดครอบคลุมงบประมาณเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา และการเปิดตลาดของสหภาพยุโรป\nตัวชี้วัดที่ 1 คือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติถือว่าเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดของเยอรมนีเพื่อขับเคลื่อนประทศให้ไปถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง\nโดยมีตัวชี้วัดย่อย 1A คือ ผลิตภาพการใช้พลังงาน และตัวชี้วัดย่อย 1B ผลิตภาพการใช้ทรัพยากรเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ\nเป้าหมายของยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งชาติเน้นเพิ่มผลิตภาพการใช้พลังงาน (ปีฐาน 1990) และผลิตภาพการใช้ทรัพยากร (ปีฐาน 1994) ให้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปี 2020 และได้บูรณาการแผนงานด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ (Integrated Energy and Climate Programe: IECP, 2007/2008) เข้ากับยุทธศาสตร์ในปี 2007 เพื่อผลักดันยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งชาติให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2020 โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนให้เป็นร้อยละ 30 ของพลังงานไฟฟ้าและร้อยละ 10 ของพลังงานขั้นต้น และการประหยัดพลังงานทุกสาขาโดยการเพิ่มประสิทธิภาพของพลังงานโดยมุ่งที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงร้อยละ 40 ในปี 2020\n \nตัวชี้วัดที่สำคัญตามยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งชาติของเยอรมนี\n\nประเด็น\n\n\nเป้าหมายปี 2020\n\n\nสถานะปี 2009/2010\n\n\nการคุ้มครองทรัพยากร\n\n\n \n\n\n \n\n\nประสิทธิภาพการใช้พลังงาน\n\n\nเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากปี 1990\n\n\nเพิ่มขึ้น 40.5%\n\n\nประสิทธิภาพการใช้วัตถุดิบ\n\n\nเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากปี 1994\n\n\nเพิ่มขึ้น 39.6%\n\n\nการคุ้มครองสภาพภูมิอากาศ\n\n\n \n\n\n \n\n\nการปล่อยก๊าซเรือนกระจก\n\n\nลดลง 40% เทียบกับปี 1990-1995\n\n\nลดลง 22.4%\n\n\nพลังงานหมุนเวียน\n\n\n \n\n\n \n\n\nสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในการบริโภคพลังงานขั้นต้น\n\n\nเพิ่มขึ้นเป็น 10% (จาก 1.3%)\n\n\n8.9%\n\n\nสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในการบริโภคไฟฟ้า\n\n\nเพิ่มขึ้นเป็น 30% (จาก 3.1%)\n\n\n16.1%\n\n\nการใช้ที่ดิน\n\n\n \n\n\n \n\n\nการใช้ที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและการขนส่ง\n\n\nจำกัดการใช้ที่ดินไม่เกิน 30 เฮกตาร์/วัน\n\n\n95 เฮกตาร์/วัน\n\n\nความหลากหลายทางชีวภาพ\n\n\n \n\n\n \n\n\nจำนวนนก 59 สปีชีส์ที่เป็นตัวแทนในการวัดความหลากหลายทางชีวภาพ\n\n\nรักษาให้อยู่ในระดับสูงสุดภายในปี 2015\n\n\nบรรลุผล 69% ของเป้าหมาย\n\n\nการเกษตร\n\n\n \n\n\n \n\n\nส่วนเกินไนโตรเจน (nitrogen surplus) จากที่ดินเพื่อการเกษตร\n\n\nลดลงเป็น 80 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ภายในปี 2010\n\n\n103 กิโลกรมต่อเฮกตาร์\n\n\nฟาร์มออแกนิก\n\n\nสัดส่วนของพื้นที่ที่เป็นฟาร์มออแกนิกเท่ากับ 20%\n\n\n5.4%\n\n\nคุณภาพอากาศ\n\n\n \n\n\n \n\n\nระดับมลพิษทางอากาศ โดยวัดจากระดับ SO2, NOx, VOC, NH3\n\n\nลดการปล่อยมลพิษทางอากาศลง 70% ภายในปี 2010 (หรือเท่ากับดัชนี 30 เทียบจาก 100)\n\n\nลดลง 55.3 % (หรือเท่ากับดัชนี 44.7 จาก 100)\n\n \nทั้งนี้ ประเทศเยอรมนียังได้วางวิสัยทัศน์สู่ “สังคม 2,000 วัตต์ต่อประชากร” (The 2000 Watt per Capital Society) โดยได้แนวความคิดมาจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์\nเนื่องจากเยอรมนีเห็นว่าสังคม 2,000 วัตต์ต่อประชากรเป็นประเด็นที่น่าสนใจเพราะได้รวบรวมวิสัยทัศน์ด้านประสิทธิภาพของพลังงานเข้ากับด้านประสิทธิภาพของวัสดุ อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวมีการถกเถียงกันอย่างมากในเยอรมนี โดยพลังงาน 2,000 วัตต์ต่อประชากร เทียบเท่ากับ 65 จิกะจูลต่อประชากร (GJ per capita) ซึ่งถือเป็นระดับหนึ่งในสามของการใช้พลังงานต่อประชากรของยุโรปเท่านั้น  ซึ่งสถาบันวิจัยของเยอรมนีได้ศึกษาและแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ทางเทคนิคของวิสัยทัศน์นี้\nทั้งนี้ โลกมีการบริโภคพลังงานเฉลี่ยเมื่อสองทศวรรษที่แล้วเท่ากับ 70 จิกะจูลต่อประชากร ดังนั้น การมุ่งสู่เป็นสังคม 2,000 วัตต์ต่อประชากร หรือ 65 จิกะจูลต่อประชากรจะสามารถทำให้ระบบพลังงานของโลกยั่งยืนเหมือนกลับไปใช้พลังงานในระดับ 20 ปีที่แล้วในขณะที่สามารถรักษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ได้\nเงื่อนไขเบื้องต้นที่สำคัญก่อนที่จะทำให้สังคมก้าวไปสู่สังคม 2,000 วัตต์ต่อประชากร คือ การมุ่งเพิ่มผลิตภาพการใช้พลังงานและผลิตภาพของวัสดุ การเปลี่ยนแปลงระบบนวัตกรรมให้ส่งเสริมผลิตภาพด้านพลังงานและวัสดุ และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในรูปแบบการบริโภคและรูปแบบการผลิตที่ยั่งยืนขึ้น\nวิสัยทัศน์ในการเข้าสู่สังคมที่ใช้พลังงานที่ยั่งยืนได้รับความสนใจและมีความพยายามปฏิบัติอย่างเป็นลำดับขั้น เยอรมนีมีฐานข้อมูลที่ละเอียดและมีภาพสถานการณ์ที่พร้อมใช้ ตัวอย่างหนึ่งที่ประสบความสำเร็จและเป็นตัวอย่างที่ดีด้านการวิจัยเพื่อรองรับการบูรณาการยุทธศาสตร์ คือ กระทรวงพลังงานของเยอรมนีและสถาบันพลังงานแห่งเยอรมนีได้มีโครงการวิจัย 4 ปีในเรื่องประสิทธิภาพวัสดุและการอนุรักษ์ทรัพยากรโดยร่วมกับเครือข่ายสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย อุตสาหกรรม จำนวน 30 แห่ง โดยเหตุผลหลักของแผนงานนี้คือการมุ่งบูรณาการ 3 ประเด็นคือ\n1. บูรณาการ 5 ประเด็นยุทธศาสตร์ คือ การสร้างตลาดที่ยั่งยืน การสร้างสถาบันและเครือข่ายที่แข็แกร่งเพื่อแพร่กระจายเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนโดยใช้แนวคิดจากอู่สู่อู่ (Cradle to Cradle approach) การใช้พลังทางการตลาดของภาครัฐ การสร้างแนวคิดใหม่ผ่านการศึกษาและฝึกอบรม เช่น แนวคิดมหาวิทยาลัยด้านทรัพยากร (Resource University)\n2. บูรณาการนโยบายรายสาขา โดยการบูรณาการเป้าหมายเชิงนโยบายของกระทรวงต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจ กระทรวงวิทยาศาสตร์และการศึกษา กระทรวงการขนส่งและอาคาร และกระทรวงทรัพยากรที่ควรมีความร่วมมือกัน\n3. บูรณาการเทคโนโลยีและวัฏจักรการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้วัสดุและพลังงาน\nUNEP ได้สรุปบทเรียนของเยอรมนีในการพยายามเข้าสู่สังคมที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพว่า\n“เยอรมนีถือเป็นตัวอย่างประเทศที่มีหลักฐานโดยประจักษ์ของการพยายามเพิ่มประสิทธิภาพทรัพยากรในระยะยาว ในลักษณะที่นำไปสู่ผลประโยชน์สุทธิให้ภาคเอกชน สร้างธุรกิจและงานใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและความตึงเครียดทางสังคมจากการใช้ทรัพยากร (win-win-win situation)”\nหันกลับมามองประเทศไทยแล้ว การขับเคลื่อนการพัฒนาในขั้นตอนต่อไปจะอยู่บนฐานความสิ้นเปลืองของทรัพยากรและพลังงานไม่ได้อีกต่อไป เพราะทรัพยากรและพลังงานของประเทศและของโลกได้ลดน้อยและเสื่อมโทรมลงไปมาก ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องกลับมาคิดกันอย่างจริงจังที่จะหาทางที่จะมุ่งไปสู่พัฒนาประเทศบนฐานการใช้ทรัพยากรและพลังงานต่ำแต่ให้ประสิทธิผลหรือสร้างผลผลิตได้สูง ซึ่งการพัฒนาในขั้นตอนนี้จะต้องใช้ความรู้ สมองและภูมิปัญญามากขึ้น และต้องเริ่มคิดถึงนโยบายระยะยาวของประเทศอย่างจริงจัง นอกเหนือไปจากการแก้ไขปัญหาไปแบบวันต่อวัน \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-06d708c0e4344f43818c7908a2bcda1a", "input": "Title: อิสราเอล:รัฐไซออนนิสต์มือเปื้อนเลือด \n Body: ทุกคนที่รักความเป็นธรรมต้องประณามอิสราเอลที่ใช้ความรุนแรงสุดขั้วในการถล่มชาวปาเลสไตน์ที่กาซา อิสราเอลใช้สไนเปอร์และกระสุนจริงฆ่าชาวปาเลสไตน์ที่ประท้วงโดยไร้อาวุธตรงจุดชายแดน คาดว่าเสียชีวิต 58 คน รวมถึงเด็กด้วย และมีผู้บาดเจ็บ 2,700 คน\nการยิงผู้ประท้วงที่ไร้อาวุธแบบนี้ ไม่ต่างจากอาชญากรรมที่คนอย่างประยุทธ์กระทำกับเสื้อแดงในไทย\nและนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อิสราเอลทำลายชีวิตของชาวปาเลสไตน์ภายใต้ความคิด “ไซออนนิสต์” สุดขั้ว\nแต่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้ทรัมพ์ มีส่วนสำคัญในการก่ออาชญากรรมของอิสราเอลด้วย เพราะย้ายสถานทูตไปที่เมืองเยรูซาเล็ม ทั้งๆ ที่เมืองนี้ถูกสหประชาชาติแบ่งเป็นสองซีก คือซีกปาเลสไตน์กับซีกอิสราเอล และรัฐบาลส่วนใหญ่ทั่วโลกมองว่าไม่สมควรที่จะเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล\nภาพสร้างเพื่อประชดการเปิดสถานทูตสหรัฐใหม่โดยลูกสาวทรัมพ์\nสหรัฐกับอิสราเอลร่วมกันก่ออาชญากรรมครั้งนี้ และสหรัฐถือหางให้อิสราเอลตลอด\nน้ำมันในตะวันออกกลางเป็นสิ่งที่จักรวรรดินิยมต้องการควบคุมเป็นอย่างยิ่งในปลายศตวรรษที่ 20 และในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อังกฤษทำข้อตกลงกับผู้ปกครองเมือง เมกกะ ชื่อ ชาริฟ ฮุเซน เพื่อยุให้กบฏต่ออาณาจักรเตอร์กี โดยที่อังกฤษสัญญาว่าเขาจะได้ครองพื้นที่อาหรับทั้งหมด รวมถึงปาเลสไตน์ด้วย แต่ในขณะเดียวกันอังกฤษสัญญากับพวก “ไซออนนิสต์” ว่าจะยกปาเลสไตน์ให้คนยิวจากยุโรป เพราะอังกฤษอยากให้ ไซออนนิสต์ เป็นตัวป่วนและสร้างอุปสรรค์กับการปลดแอกตนเองของชาวอาหรับ ทั้งนี้เพราะอังกฤษกลัวว่าชาวอาหรับจะเอาน้ำมันในพื้นที่ของตนเองมาเป็นทรัพยากรของชาติ แทนที่จะให้บริษัทต่างชาติครอบครอง\nรัฐบาลอังกฤษแก้ปัญหาสำหรับตนเอง โดยการถอนตัวออกจากปาเลสไตน์ และปล่อยให้กองกำลังไซออนนิสต์ยึดพื้นที่จำนวนมาก โดยเข่นฆ่าชาวบ้านปาเลสไตน์อย่างโหดร้ายป่าเถื่อน ในที่สุดมีการสถาปนา “รัฐอิสราเอ็ล” ขึ้น เพื่อดูแลผลประโยชน์ตะวันตก โดยที่มหาอำนาจต่างๆ สนับสนุน การตั้งรัฐอิสราเอ็ลทำให้ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากกลายเป็นผู้หลี้ภัยที่ต้องจากบ้านเกิดไป ในไม่ช้าอิสราเอ็ลกลายเป็น “สุนัขเฝ้าพื้นที่ตะวันออกกลาง” ให้ตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐ แต่สถานการณ์นี้ไม่ได้สร้างความสงบแต่อย่างใด\nสิ่งที่เราควรเข้าใจแต่แรกคือนี่ไม่ใช่การกระทำของ “คนยิว” ทุกคน เราควรรู้อีกว่าคนยิวส่วนใหญ่ในโลกไม่ได้อาศัยอยู่ในประเทศอิสราเอ็ล หรือสนับสนุนการกระทำของรัฐอิสราเอ็ลแต่อย่างใด ในยุคนี้ยิวส่วนใหญ่ในโลกไม่เห็นด้วยกับความโหดร้ายของอิสราเอ็ล\n“ไซออนนิสต์” แนวคลั่งชาติปฏิกิริยาสุดขั้ว\nก่อนสงครามโลกครั้งที่สองและการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวโดยพวกนาซีในเยอรมัน ซึ่งทำให้ชาวยิวกว่า 6 ล้านคนถูกเข่นฆ่าอย่างโหดร้ายป่าเถื่อน แนวคิดคลั่งเชื้อชาติแบบ ไซออนนิสต์ ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในแวดวงชาวยิวนัก กระแสหลักในหมู่คนยิวยุโรปคือแนวสังคมนิยมและแนวมาร์คซิสต์ เพราะทั้ง มาร์คซ์ ตรอทสกี และโรซา ลัคแซมเบอร์ค ล้วนแต่เป็นยิว และพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายของยิวก็แพร่หลายไปทั่ว สายมาร์คซิสต์มองว่าชาวยิวถูกรังแกในยุโรปในลักษณะแพะรับบาปของชนชั้นนายทุนที่ต้องการเบี่ยงเบนการต่อสู้ทางชนชั้น เหมือนกับที่รัฐบาลไทยสร้างพี่น้องคนพม่าขึ้นมาเป็นแพะรับบาปในไทย ดังนั้นทางออกในการปกป้องยิวและทางออกเพื่อปลดแอกผู้ถูกกดขี่ขูดรีดทั้งหลายเป็นทางออกเดียวกัน คือกรรมาชีพทุกเชื้อชาติต้องสามัคคีต่อสู้กับนายทุนทุกเชื้อชาติ\nยิวสาย ไซออนนิสต์ คือพวกฝ่ายขวาชาตินิยมจัด พวกนี้ต่อต้านการต่อสู้ทางชนชั้นของกรรมาชีพ และมองว่ายิวอยู่กับคนอื่นอย่างสันติไม่ได้เพราะเขาเชื่อว่าเชื้อชาติที่ต่างกันย่อมฆ่ากันหรือขัดแย้งกันเสมอ ดังนั้นเขาเสนอว่าวิธีการปกป้องชาวยิวคือต้องสร้างชาติ “บริสุทธิ์” ของตนเองขึ้นมา สิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่งคือความพ่ายแพ้ของฝ่ายซ้ายและกรรมาชีพในเยอรมัน นำไปสู่ชัยชนะของนาซีในยุค ฮิตเลอร์ และการสังหารชาวยิวถึง 6 ล้านคน เหตุการณ์นี้มีผลในการหนุนกระแสฝ่ายขวา “ไซออนนิสต์” แทนแนวมาร์คซิสต์ จนมีการก่อตั้งประเทศอิสราเอ็ลหลังสงครามโลก ปัญหาสำคัญคือ รัฐอิสราเอ็ลถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ที่มีคนอื่นอาศัยอยู่ คือพื้นที่ที่ชาวปาเลสไตน์และชาวยิวอาศัยร่วมกัน ดังนั้นรัฐเชื้อชาติเดียวที่ถูกสร้างขึ้นต้องอาศัยการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากบ้านเกิด\nเราควรสมานฉันท์กับชาวปาเลสไตน์\nการต่อสู้อันยาวนานของชาวปาเลสไตน์เป็นการต่อสู้ที่ควรให้กำลังใจกับผู้ถูกกดขี่ทุกคนทั่วโลก เพราะเป็นการต่อสู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ทั้งๆ ที่เผชิญหน้ากับกำลังอาวุธของอิสราเอ็ลที่เหนือกว่าเสมอ และอิสราเอ็ลได้รับการหนุนหลังโดยจักรสรรดินิยมอเมริกา เราทุกคนควรจะสนับสนุนชาวปาเลสไตน์อย่างเต็มที่ เพราะในรอบ 70 กว่าปีที่ผ่านมาอำนาจจักรวรรดินิยมตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ อังกฤษ หรือฝรั่งเศส ได้อาศัยสมุนรับใช้ในตะวันออกกลางในรูปแบบประเทศอิสราเอ็ล เพื่อสร้างความปั่นป่วนในหมู่ชาวอาหรับ จักรวรรดินิยมจะได้ควบคุมแหล่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลกเพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุนใหญ่\n \nที่มา: https://turnleftthai.wordpress.com/2018/05/15 [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-192d08e28620481bb4f5120ce2cca28d", "input": "Title: ชาวบ้านโวย ‘โรงแป้งมันน้ำพอง’ ประชาคม-การอนุญาตใช้น้ำไม่ชอบ \n Body: ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโคกหินขาว ขอนแก่น เจรจาแก้ปัญหาโรงงานแป้งมัน ชี้กระบวนการประชาคมและการอนุญาตให้โรงงานใช้น้ำไม่ถูกกฎหมาย\n\n \n\n \nวันที่ 15 ก.พ.56 เวลา 9.30 น.ที่ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโคกหินขาว ต.น้ำพอง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น กว่า 20 คน เดินทางเข้าร่วมเจรจาหาทางออกกรณีคัดค้านการสร้างโรงงานแป้งมันสำปะหลัง หลังจากที่ได้มาชุมนุมยื่นหนังสือร้องเรียนเมื่อวันที่ 10 ม.ค.56 ที่ผ่านมา\n \nก่อนหน้านี้ การเจรจาเมื่อวันที่ 30 ม.ค.56 มีข้อสรุป ให้แต่งตั้งคณะกรรมการในการเจรจาชุดใหม่ โดยให้มีตัวแทนจากกรมชลประและสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 10 เข้าร่วมอยู่ในคณะกรรมการชุดใหม่ดังกล่าวด้วย\n \n\n \nผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวทีเริ่มขึ้นโดยนายวินัย สิทธิมณฑล รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ประธานคณะกรรมการ กล่าวเปิดการประชุมและชี้แจ้งความเป็นมา และวาระการประชุม ประกอบด้วย 1.เรื่องการตรวจสอบกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน กรณีอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงานแป้งมันสำปะหลัง บริษัท ขอนแก่นสตาร์ซ จำกัด\n \n2.เรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริงการอนุญาตให้โรงงานแป้งมันสำปะหลังใช้น้ำจากห้วยเสือเต้น ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ\n \nวาระการประชุมในเรื่องแรกเริ่มขึ้นโดยตัวแทนจากอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกระบวนการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแป้งมันต่อที่ประชุมว่า กระบวนการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแป้งมันเป็นไปตามขั้นตอนและถูกต้องตามกฎหมายทุกกระบวนการ\n \nด้านนายบุญช่วย สีโสทา ประธานกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโคกหินขาวชี้แจ้งต่อที่ประชุมว่า กระบวนการออกใบอนุญาตโรงงานไม่ถูกต้องตามที่อุตสาหกรรมจังหวัดกล่าวอ้าง เนื่องจากในกระบวนการประชาคมหมู่บ้าน ไม่ได้มีการชี้แจ้งให้ข้อมูลกับประชาชนในพื้นที่แต่อย่างใด อีกทั้งยังได้มีการแจกสิ่งของเพื่อหลอกให้ชาวบ้านลงชื่อ และนำรายชื่อดังกล่าวไปเป็นเอกสารประกอบยืนยันว่าชาวบ้านในพื้นที่ได้เห็นด้วยกับการที่จะมีโรงงานแป้งมันเกิดขึ้นในพื้นที่ ดังนั้น กระบวนการประชาคมรับฟังความคิดเห็นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย\n \n\n \nหลังจากนั้นได้มีการโต้แย้งข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่ายเป็นเวลานานเกือบ 1 ชั่วโมง แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป ประธานในที่ประชุมจึงมีข้อสรุปว่า มีประเด็นที่คณะกรรมการต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องประชาคมคือ กระบวนการประชาคมรับฟังความคิดเห็นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ โดยต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่เพิ่มเติม\n \nวาระการประชุมในเรื่องที่สองเริ่มขึ้นโดยตัวแทนจากกรมชลประทานชี้แจงต่อที่ประชุมว่า การที่ชลประทานอนุญาตให้โรงงานแป้งมันใช้น้ำจากห้วยเสือเต้นเพื่อทำการผลิตนั้นเป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบของกรมชลประทาน ดังนั้น การอนุญาตให้ใช้น้ำดังกล่าวจึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย\n \nด้านตัวแทนจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโคกหินขาวชี้แจงต่อที่ประชุมว่า การอนุญาตให้โรงงานแป้งมันใช้ในในการทำการผลิตจากห้วยเสือเต้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ เนื่องห้วยเสือเต้น ถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับประเทศและต้องปฏิบัติตามมาตรการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 3 พ.ย.52 เรื่องการทบทวนมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 1 ส.ค.43 เรื่อง ทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติ และมาตรการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ\n \nดังนั้น การอนุญาตให้โรงงานแป้งมันใช้น้ำจากห้วยเสือเต้นจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งยังมีความกังวลด้วยว่าการอนุญาตของกรมชลประทานจะเป็นการทำให้ภาคอุตสาหกรรมเข้ามาแย่งชิงการใช้ทรัพยากรน้ำของภาคเกษตรกรรม\n \nการประชุมดำเนินไปอย่างตรึงเครียดและไม่มีทีท่าว่าจะได้ทางออกร่วมกันจากทั้งสองฝ่าย จนเวลา 12.00 น. นายวินัย ในฐานะประธานในที่ประชุมจึงสรุปวาระการประชุมที่สอง คือให้ตัวแทนจากกรมชลประทาน ทำรายงานชี้แจงเกี่ยวกฎหมาย และระเบียบ ที่ใช้ในการอนุญาตให้โรงแป้งมันใช้น้ำจากห้วยเสือเต้น เพื่อมารายงายต่อที่ประชุมในครั้งหน้า\n \nนายกรชนก แสนประเสริฐ ผู้ประสานงานศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม ที่ปรึกษากลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโคกหินขาวมีความเห็นว่า ประเด็นห้วยเสือเต้นนี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในสังคมไทย ประเด็นแรก จากข้อเท็จจริงมันไม่น่าเชื่อว่ายังมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นในสังคมอีก เช่น การเอาเสื้อมาแจก การเอาของมาแจก เพื่อหลอกเอาลายเซ็นของชาวบ้าน วิธีการแบบนี้มันน่าจะหมดไปจากสังคมไทยได้นานแล้ว\n \nประเด็นที่สอง เป็นปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย วัฒนธรรมในการปฏิบัติตามกฎหมายแม้เราจะมีสิทธิชุมชนตามมาตรา 66-67 ของรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2540 แต่ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะหน่วยงานราชการส่วนใหญ่มักไม่เคยคำนึงถึงหลักการสิทธิชุมชนนี้เลย มีแต่ยกกฎหมายเฉพาะของตัวเองที่ให้อำนาจกับตัวเองมาอ้างกับชาวบ้านเสมอ โดยเฉพาะกรมชลประทาน\n \n“ทั้งๆ ที่ห้วยเสือเต้นถูกประกาศเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำมานาน กลับไม่มีกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ ไม่มีการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกใบอนุญาตโรงงานแป้งมัน มันเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับสังคมไทย และถ้าหากยังเป็นอย่างนี้อีกต่อไป สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในสังคมไทยมีแต่จะเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการไม่คำนึงถึงหลักการสิทธิชุมชนของหน่วยงานภาครัฐ” นายกรชนกกล่าว \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-504a2687572b4eccb3af896938cbf579", "input": "Title: กูเกิลเผยสัดส่วนการปิดกั้น-ขอข้อมูลส่วนบุคคลตามที่รัฐบาลแต่ละประเทศร้องขอ \n Body: กูเกิลเพิ่มข้อมูลที่รัฐบาลต่างๆ ขอให้เซ็นเซอร์ละเอียดขึ้น โดยเปิดเผยเหตุผลที่ถูกให้ลบเนื้อหา และเปิดเผยสัดส่วนการยินยอมให้ข้อมูลผู้ใช้ตามที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ขอมาด้วย\n\nที่มา: http://www.google.com/transparencyreport/governmentrequests/TH/ [1]\nหลังกูเกิลเปิดหน้า Government requests (http://www.google.com/governmentrequests/) แสดงจำนวนครั้งที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ขอให้กูเกิลลบเนื้อหาจากผลการค้นหาของกูเกิลหรือผลิตภัณฑ์ของกูเกิล เช่น ยูทูบ (YouTube) และการขอข้อมูลบัญชีผู้ใช้กูเกิล เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ปีที่แล้ว โดยวางแผนจะปรับปรุงข้อมูลทุกๆ 6 เดือน และมีการเพิ่มส่วน Traffic ซึ่งเปิดเผยปริมาณการจราจรของกูเกิลจากประเทศต่างๆ เพื่อตรวจสอบว่ามีเหตุผิดปกติอะไรกับการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศนั้นๆ หรือไม่ เมื่อเดือนกันยายน ปีที่แล้ว\nล่าสุด (27 มิ.ย.54) กูเกิลได้ประกาศปรับปรุงหน้าตาของรายงานใหม่ พร้อมเพิ่มเติมรายละเอียดมากขึ้น โดยกูเกิลได้ไฮไลท์การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญบางอย่างในสถิติข้อมูลและให้บริบท เกี่ยวกับสาเหตุที่การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอาจจะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ รายงาน และได้เปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลเพื่อให้ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลรายประเทศได้\nนอกจากนี้ ในส่วนการร้องขอจากรัฐบาล (Government Requests) กูเกิลได้เปิดเผยเหตุผลที่ถูกร้องขอให้ลบเนื้อหาด้วย เช่น เข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือเป็นคำพูดที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง (hate speech) พร้อมเปิดเผยสัดส่วนการยินยอมให้ข้อมูลผู้ใช้ตามที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ขอมาด้วย\nทั้งนี้ ทีมงานของกูเกิลชี้แจงจุดประสงค์ของการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ว่าเพื่อให้ผู้ ใช้เข้าถึงข้อมูลและเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ โดยเมื่อใดก็ตามที่กูเกิลได้รับการร้องขอข้อมูล กูเกิลจะตรวจสอบว่าการร้องขอนั้นเป็นไปตามตัวบทกฏหมายและเจตนารมณ์ของกฏหมาย ก่อนจะยินยอม ทั้งนี้ หากเป็นไปได้ กูเกิลจะแจ้งผู้ใช้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการขอข้อมูลส่วนตัว และหากการร้องขอใดกว้างเกินไป กูเกิลจะพยายามจำกัดให้แคบลงด้วย\nในส่วนของประเทศไทย ช่วง ก.ค.-ธ.ค.53 กูเกิลเปิดเผยว่า ได้รับการร้องขอจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้ลบเนื้อหา 43 ชิ้นในเว็บยูทูบ เนื่องจากเป็นเนื้อหาที่ล้อเลียนหรือวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ ซึ่งเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยกรณีนี้กูเกิลทำตามที่ร้องขอมา 100% ด้วยการไม่อนุญาตให้ผู้ใช้จากประเทศไทยดูคลิปวิดีโอทั้ง 43 ชิ้น\n \n \nแปลและเรียบเรียงจาก http://googleblog.blogspot.com/2011/06/updated-and-more-detailed-transparency.html [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-928e3d9e13004f1d8758317350f18f53", "input": "Title: เปิดคำพิพากษา ผอ.ประชาไท: มาตรฐาน ตัวกลาง-เสรีภาพ-ความมั่นคง \n Body: ย่อคำพิพากษา\nคดีหมายเลขดำที่ อ.๑๑๖๗/๒๕๕๓\n                                                            ศาลอาญา\n            วันที่ ๓๐ เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ \n \nระหว่าง    พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด                                            โจทก์\n            นางสาวจีรนุช   เปรมชัยพร                                                                 จำเลย\nเรื่อง      ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ \n \nโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ให้บริการเว็บไซต์โดยเป็นผู้ดูแลเว็บไซต์ (Web master) ชื่อว่า ประชาไท (www.prachatai.com [1]) จำเลยจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการดำเนินการนำข้อความอันเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่มีเนื้อหาเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์  พระราชินี  รัชทายาท อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร จำนวน ๑๐ กระทู้ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งอยู่ในความควบคุมของจำเลย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ , ๑๕ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑\nจำเลยให้การปฏิเสธ\nศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทย์จำเลยแล้วเห็นว่า ข้อความตามกระทู้ทั้งสิบมีลักษณะเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และมีการนำเข้าสู่ในเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ประชาไท แต่โจทย์ไม่มีพยานหลักฐานว่าจำเลยจะเป็นผู้นำข้อความตามกระทู้ทั้งสิบดังกล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หรือ จงใจ สนับสนุน ให้มีการกระทำความผิดดังกล่าว ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ (๓) และฟังไม่ได้ว่าจำเลยจงใจ หรือสนับสนุน ให้มีการกระทำความผิดดังกล่าว ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลย ส่วนจะเป็นการ ยินยอม ให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลยหรือไม่นั้น เนื่องจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๕ มิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งเกี่ยวกับระยะเวลานับแต่เกิดการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ความควบคุมของผู้ให้บริการว่า ควรมีระยะเวลานานเพียงใด กับมิได้กำหนดระยะเวลาในการแจ้งเตือนให้ผู้ดูแลเว็บไซต์ดำเนินการแก้ไขกรณีที่มีการนำเข้าข้อความที่ไม่เหมาะสมสู่ระบบอินเตอร์เน็ตของผู้ให้บริการ ซึ่งมีฐานะตัวกลางระหว่างผู้ใช้บริการในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ผู้ให้บริการเว็บไซต์ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลที่ไม่เหมาะสมที่ผู้ใช้บริการโพสต์หรือนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้บริการรับผิดชอบดูแลอยู่ หรือระงับการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวไว้เพียงใด กรณีจะถือว่าผู้ให้บริการยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ ที่อยู่ในความควบคุมของตน และต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ โดยทันทีหลังจากมีการนำเข้าข้อความที่ไม่เหมาะสมสู่ระบบอินเตอร์เน็ตของตัวกลางนั้นนับว่าไม่เป็นธรรมแก่ผู้ให้บริการในฐานะตัวกลางระหว่างผู้ใช้บริการในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต แต่ผู้ให้บริการเองจะอ้างว่าไม่ทราบว่ามีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตนโดยมิได้คำนึงถึงภาระหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะเป็นผู้ดูแลเว็บไซต์ หรือ Web master ของผู้ให้บริการเองเพื่อให้หลุดพ้นจากความผิดดังกล่าว และทำให้บทบัญญัติตามกฎหมายไม่มีสภาพบังคับนั้น ย่อมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติไว้ดังกล่าว\n\n\n\n\n\n\n\n\nศาลเห็นว่าหากจำเลยมีความใส่ใจดูแลและตรวจสอบตามหน้าที่และความรับผิดชอบของจำเลยแล้ว ควรจะใช้เวลาในการตรวจสอบและพบเห็นตลอดจนนำข้อมูลที่ไม่เหมาะสมตามที่บัญญัติในมาตรา ๑๔ ดังกล่าวออกจากระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลยภายในระยะเวลาอันสมควรที่อาจจะพึงคาดหมายได้ว่าจำเลยรู้อยู่ว่ามีการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่นำเข้าสู่ระบบโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เพราะหากปล่อยเวลาให้เนินนานไปกว่านี้อาจมีการนำข้อความที่มีลักษณะเป็นการไม่เหมาะสมเผยแพร่ต่อไปไม่จบสิ้นจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศชาติได้ เมื่อปรากฏว่ากระทู้จำนวน ๙ กระทู้ ตามเอกสารหมาย จ.๒๓ ถึง จ.๓๑ อยู่ในกระดานสนทนาหรือเว็บบอร์ดที่จำเลยเป็นผู้ดูแล เป็นเวลา ๑๑ วัน ๑ วัน ๓ วัน ๒ วัน ๒ วัน ๑วัน ๓ วัน ๒ วัน และ ๑ วัน ตามลำดับ ซึ่งอยู่ภายในกรอบเวลาอันสมควรในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยในฐานะเป็นผู้ควบคุมเว็บบอร์ด จึงมิอาจฟังได้ว่าจำเลยได้รู้ถึงการนำกระทู้ตามเอกสารหมาย จ.๒๓ ถึง จ.๓๑ ดังกล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลย อันจะถือว่าเป็นการยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลย ส่วนกระทู้ตามเอกสารหมาย จ.๓๒ นั้น ปรากฏว่าอยู่ในกระดานสนทนาหรือเว็บบอร์ดที่อยู่ในความควบคุมของจำเลยเป็นเวลาถึง๒๐วัน ซึ่งศาลเห็นว่า  เกินกำหนดเวลาอันควรที่จำเลยจะตรวจสอบพบตลอดจนนำข้อมูลที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวออกจากระบบคอมพิวเตอร์ที่จำเลยเป็นผู้ดูแล จึงเป็นการงดเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ของผู้ให้บริการภายในเวลาอันสมควร กรณีย่อมถือได้ว่าจำเลยให้ความยินยอมโดยปริยาย ในการนำข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารหมายเลข จ.๓๒ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลย เมื่อข้อมูลที่นำเข้าดังกล่าว มีลักษณะเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๑๔(๓) จำเลยในฐานะผู้ให้บริการในการนำเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ต ย่อมมีความผิดฐานเป็นผู้ยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลย \nที่จำเลยนำสืบว่าหลังจากรัฐประหารมีผู้เข้าไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนเว็บบอร์ดของเว็บประชาไทมากขึ้น จึงได้เพิ่มมาตรการในการควบคุมดูแล โดยให้มีการตรวจสอบข้อมูลโดยเจ้าหน้าที่ของประชาไทกับให้มีอาสาสมัครที่เป็นสมาชิกที่ใช้บริการเว็บบอร์ดประชาไทเข้าไปตรวจสอบข้อมูลที่นำเข้าของเว็บประชาไท เมื่ออาสาสมัครท่านใดตรวจพบว่ามีข้อมูลที่สุ่มเสี่ยงหรือไม่เหมาะสมก็สามารถนำออกได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากจำเลยก่อนนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่ของจำเลยในฐานะผู้ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ท แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ภาระหน้าที่ของจำเลยในการควบคุมดูแลมิให้มีการกระทำคงวามผิดตามมาตรา๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลยมีอยู่เช่นใดก็ยังคงมีอยู่เช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลง \nและส่วนที่ว่าเว็บไซต์ประชาไทเป็นโครงการหนึ่ง ภายใต้มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน จุดประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง มุ่งเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชนและส่งเสริมประชาธิปไตยนั้น ศาลก็ยอมรับว่า สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองซึ่งให้การรับรองและคุ้มครองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ เพราะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นสะท้อนถึงธรรมาภิบาลและความเป็นประชาธิปไตยของประเทศหรือองค์กรนั้นๆ การวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนทั้งด้านบวกและด้านลบแล้ว ย่อมเป็นโอกาสในการนำไปปรับปรุงประเทศ องค์กร และตนเองให้ดียิ่งๆขึ้น แต่เมื่อจำเลยเปิดช่องทางให้มีการแสดงความคิดเห็นในระบบคอมพิวเตอร์ที่จำเลยเป็นผู้ให้บริการและอยู่ในความดูแลของจำเลย จำเลยย่อมมีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อคิดเห็นหรือข้อมูลที่อาจกระทบกระเทือนถึงความมั่นคงของประเทศรวมทั้งเสรีภาพของผู้อื่นที่ต้องเคารพเช่นกัน เมื่อปรากฏว่าจำเลยยินยอมให้มีการนำข้อคิดเห็นหรือข้อมูล ตามที่ปรากฏอยู่ในเอกสารหมาย จ.๓๒ ลงในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลยดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น จำเลยจึงมิอาจอ้างถึงสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวเพื่อให้หลุดพ้นจากความรับผิดได้\nพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๑๕ ประกอบมาตรา ๑๔ (๓) ตามฟ้องข้อ ๑.๑๐ ลงโทษจำคุก ๑ ปีและปรับ ๓๐,๐๐๐ บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่ การพิจารณา นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๘ เดือน และปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้จำเลยมีโอกาสเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ข้อหาและคำขออื่นให้ยก./\n \n\n \n\n \n\n \n\n \nอ่านรายละเอียดคดีได้ที่ \nhttp://freedom.ilaw.or.th/th/case/112 [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: national_security", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-bb59021eedaa41e69a29b73eba4d9b72", "input": "Title: กสม. ถกแม่ทัพภาคที่ 4 ขอกองทัพวางมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้ถูกควบคุมตัวชายแดนใต้ \n Body: กสม. หารือกับแม่ทัพภาคที่ 4  ขอให้กองทัพคำนึงถึงความกังวลและความห่วงใยของญาติและผู้ถูกควบคุมตัวในสถานที่ควบคุมตัว โดยขอให้มีมาตรการหรือแนวทางที่เป็นไปเพื่อคุ้มครองสิทธิในชีวิตและร่างกายของผู้ถูกควบคุมตัว \n\n9 พ.ย.2561 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สนง.กสม.) รายงานว่า ชาติชาย สุทธิกลม กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยถึงการเข้าพบเพื่อหารือร่วมกับ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 (ผอ.กอ.รมน. ภาค 4) ต่อนโยบายและแนวทางความร่วมมือด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2561  ณ ค่ายเสนาณรงค์ จังหวัดสงขลา ว่า ในการหารือดังกล่าว กสม. ได้ขอให้กองทัพคำนึงถึงความกังวลและความห่วงใยของญาติและผู้ถูกควบคุมตัวในสถานที่ควบคุมตัว โดยขอให้มีมาตรการหรือแนวทางที่เป็นไปเพื่อคุ้มครองสิทธิในชีวิตและร่างกายของผู้ถูกควบคุมตัว ซึ่งหากกองทัพสามารถสร้างความมั่นใจต่อญาติและผู้ถูกควบคุมตัวได้ว่าจะได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสมตามหลักสิทธิมนุษยชน ก็จะสามารถลดข้อร้องเรียนได้ในระดับหนึ่ง\nส่วนเรื่องร้องเรียนประเด็นสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่รับเป็นคำร้องและเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของ กสม. นั้น ได้ชี้แจงว่า หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ย่อมส่งผลให้รายงานผลการตรวจสอบยุติได้โดยเร็วซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายรวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศชาติ\nชาติชาย กล่าวต่อว่า ในการหารือครั้งนี้ พล.ท.พรศักดิ์ ยืนยันว่าจะให้ความสำคัญเรื่องการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนในพื้นที่ตลอดจนผู้ถูกควบคุมตัว และให้ความร่วมมือกับ กสม. ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเรื่องร้องเรียนทุกกรณีอย่างทันเหตุการณ์ โดย กสม. และพนักงานเจ้าหน้าที่สามารถเข้ามาตรวจสอบได้ทุกกรณี\n\nทนายสิทธิฯ ตั้ง 5 ข้อสังเกต ต่อประกาศ กอ.รมน. ให้ 'หนองจิก' เป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ [1]\nคพศ. ขอ ตร.เรียกตัวแทน ม.อ.ปัตตานี ปราม นศ. PerMAS ปมค้านประกาศ 'พื้นที่ควบคุมพิเศษ' [2]\nBRN ย้ำตัวบุคคลไม่สำคัญเท่าหลักการเจรจา หลัง รบ.ไทยเปลี่ยนหัวหน้าทีมคุย [3]\n\nขณะที่เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ขณะนั้น ได้ประกาศ กอ.รมน. กำหนดให้ผู้ที่อาศัยในพื้นที่ ต.บางเขา และ ต.ท่ากำซำ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี นำอาวุธปืน และเครื่องกระสุนทุกชนิด รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือทุกประเภทมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ทหารเพื่อตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 17-23  ก.ย.61 ณ ที่ว่าการอำเภอหนองจิก จ.ปัตตานี ภายหลังเกิดเหตุการณ์ซุ่มยิงทหารพรานเสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บอีก 4 นายขณะที่ทั้งหมดกำลังเดินกลับฐานใน อ.หนองจิก เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมา ทำให้เกิดกระแสต่อต้านประกาศดังกล่าว โดยเฉพาะสหพันธ์นิสิตนักศึกษาเยาวชน นักเรียนปาตานี (PerMAS) รวมทั้ง พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความสิทธิมนุษยชน ที่ชี้ว่าประกาศดังกล่าวมีปัญหาทั้งความลักลั่นในการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ และหลักความได้สัดส่วน \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-273dc371582a4eee9a44058e4ce6d2be", "input": "Title: นโยบาย (ไม่) แก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ \n Body: อัจฉรา รักยุติธรรม และ กฤษฎา บุญชัย[1]\n \nการแก้ไขปัญหาความยากจน เป็นนโยบายที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ใช้ในการหาเสียงมาทุกยุคทุกสมัย แต่ความยากจนก็ไม่เคยหมดสิ้นไปจากสังคมไทยจริงๆ เสียที นั่นมิใช่เพราะว่ารัฐบาลไม่ได้ดำเนินการตามนโยบายที่เคยโฆษณาไว้ แต่เป็นเพราะการตีโจทย์ผิด เริ่มตั้งแต่การนิยามความ “ความยากจน” ซึ่งทำให้ไม่ว่าจะมีนโยบายอย่างไรก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนให้หมดสิ้นไปได้\nบทความชิ้นนี้จะตรวจสอบวิสัยทัศน์ว่าด้วย “ความยากจน” ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่สะท้อนผ่านนโยบายบางประการในช่วงรอบปีที่ผ่านมา และเปรียบเทียบกับปัญหาความยากจนของสมัชชาคนจน และวิเคราะห์ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาความยากจนที่สะท้อนจากปัญหาและข้อเรียกร้องของสมัชชาคนจนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข\n \nความยากจน นิยามความหมาย\nเป็นเวลาไม่น้อยกว่าครึ่งทศวรรษที่ปัญหาความยากจนปรากฏขึ้นในสังคมไทย พร้อม ๆ กับการปรากฏขึ้นของวาทกรรมการพัฒนา กล่าวคือความยากจนเป็นประเด็นหลักของการแก้ไขปัญหาในการพัฒนามาโดยตลอด แต่ก็ปรากฏว่ายิ่งมีการพัฒนาก็กลับพบว่าประชากรโลกที่เป็นคนจน คนไร้ที่ดิน และคนอดอยากหิวโหยเพิ่มจำนวนขึ้นทุกที เพราะแท้ที่จริงแล้วการพูดถึงความยากจน เป็นเพียงกระบวนการหนึ่งของการสถาปนาวาทกรรมการพัฒนา เพื่อทำให้การพัฒนามีความสำคัญและกลายเป็นความจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน\nในระดับโลกประวัติศาสตร์การพัฒนานั้นเริ่มต้นขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากมีการจัดตั้งองค์กรสหประชาชาติขึ้นมาในปี ค.ศ.1943 และเสนอแนวคิดว่าประเทศที่พัฒนาแล้วควรให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ประเทศด้อยพัฒนา สหรัฐอเมริกาซึ่งมีบทบาทสำคัญในองค์การสหประชาชาติเป็นแกนนำสำคัญในการวางแนวทาง “การพัฒนา” ให้แก่ประเทศด้อยพัฒนาทั่วโลก[2] ซึ่งองค์การสหประชาชาติประกาศให้ปี ค.ศ.1960-1970 เป็นทศวรรษแห่งการพัฒนา\nสำหรับประเทศไทยคำว่า “การพัฒนา” ถูกใช้เป็นแนวทางหลักในการบริหารประเทศในต้นทศวรรษ 2500 นับจากการที่ประเทศไทยมีแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกในปี พ.ศ. 2504 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับนี้จัดทำขึ้นในสมัยที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี[3]ที่ปราศจากรัฐธรรมนูญรองรับตามระบอบรัฐสภา ในยุคนั้นมีการแพร่หลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ รัฐบาลไทยจึงเห็นความจำเป็นในการพัฒนาประเทศให้ประชาชนพ้นจากความทุกข์ยาก มีความเป็นอยู่ดีขึ้น และไม่เป็นเหตุผลให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ใช้ในการชักจูงให้ประชาชนฝักใฝ่ในระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ การกู้เงินจากธนาคารโลกเพื่อการพัฒนาประเทศเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลไทยต้องเร่งจัดทำแผนพัฒนาฯขึ้นมาตามเงื่อนไขของธนาคารโลก\nธนาคารโลกเป็นสถาบันการเงินที่สถาปนาขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อแสดงบทบาทในการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ประเทศด้อยพัฒนา สำหรับการปรับปรุงโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานอันนำไปสู่การเพิ่มกำลังการผลิต รวมทั้งการให้คำแนะนำในฐานะที่ปรึกษาทางด้านการบริหารประเทศ โดยการส่งผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ไปให้คำแนะนำในการกำหนดนโยบายการพัฒนา ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ รวมทั้งสถาบันทางการเงินอื่น ๆ ได้สนับสนุนเงินทุนให้แก่โครงการพัฒนาในประเทศโลกที่สาม เช่น การสร้างเขื่อน การสร้างถนน พัฒนาแหล่งพลังงานไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ แหล่งทุนเหล่านี้อ้างว่าความช่วยเหลือเหล่านี้เป็นไปเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนยากจน\nภายใต้กรอบคิดเรื่อง “การพัฒนา” ดังกล่าว และการช่วยเหลือของสถาบันการเงินทั้งหลาย นิยามของความยากจน และแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาลไทยจึงวนเวียนอยู่ในมิติทางเศรษฐกิจโดยเน้นการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน การสร้างอาชีพ และการสร้างรายได้ ดังเช่นสโลแกนที่ว่าการพัฒนานั้นมีเป้าหมายเพื่อให้มี “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ” เป็นไปตามแนวทางการพัฒนาที่ประเทศโลกที่หนึ่งให้การสนับสนุนและช่วยเหลือ\nขณะที่ความช่วยเหลือจากต่างประเทศทำให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงแหล่งเงินตราต่างประเทศเพื่อซื้อเทคโนโลยีที่จำเป็นในการพัฒนาการเกษตรและอุตสาหกรรมจากประเทศโลกที่หนึ่ง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความช่วยเหลือเหล่านี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายทางด้านมนุษยธรรมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการคงไว้ซึ่งอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจ และยังช่วยให้อุตสาหกรรมของประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือได้ประโยชน์ในการระบายสินค้า หรือได้รับสัมปทานในธุรกิจที่ตนมีความชำนาญ ซึ่งในที่สุดได้สร้างภาระหนี้สินล้นพ้นตัวให้เกิดขึ้นแก่ประเทศโลกที่สาม ทำให้ประชาชนในประเทศโลกที่สามยังคงเผชิญภาวะอดอยากหิวโหย เจ็บป่วย และยากจน[4] McMichael[5] กล่าวว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศเองก็พยายามสร้างเงื่อนไขให้ประเทศที่กู้เงินให้ยอมรับการถ่ายโอนเทคโนโลยีจากประเทศโลกที่หนึ่ง ที่ทำให้ประเทศโลกที่สามขึ้นอยู่กับประเทศโลกที่หนึ่ง\nขณะที่การแก้ไขปัญหาความยากจนกลายเป็นความจำเป็นของ “การพัฒนา” คนจนก็ถูกทำให้กลายเป็นปัญหาของสังคม ตามความเข้าใจโดยทั่วไปการเป็น “คนจน” มักเป็นปัญหามาจากความเกียจคร้านอันเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล คนจนจึงต้องได้รับการช่วยเหลือให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ดังที่สะท้อนจากคำขวัญที่ว่า “ไม่มีความยากจนในหมู่ชนที่ขยัน” บ้างก็อธิบายว่าการเกิดมาเป็นคนจนเป็นเรื่องของเวรกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ “ช่วยไม่ได้”\nสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา[6] ระบุว่า “คนจน” คือ กลุ่มคนที่ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต (ซึ่งอาจวัดได้โดยการใช้เส้นความยากจน) โดยสามารถจำแนกได้หลายประเภท ได้แก่\nคนจนดักดานและคนจนเรื้อรัง คือคนจนที่มีสภาพความเป็นอยู่แร้นแค้น และที่สำคัญคือมีโอกาสในการหลุดพ้นความยากจนได้น้อย ทั้งนี้อาจเนื่องจากมีศักยภาพในการหารายได้ต่ำจากสาเหตุต่างๆ มีภาระครอบครัวสูง (เด็ก คนชรา ผู้ป่วยเรื้อรังและรุนแรง) ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน เป็นต้น\nคนจนทั่วไป คือคนจนที่ถึงแม้ในปัจจุบันจะยังขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานแต่มีศักยภาพในการหลุดพ้นจากความยากจนได้ด้วยตนเอง ได้แก่ การเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตที่มีศักยภาพ มีที่ดินทำกิน เป็นแรงงานที่ตลาดต้องการเพราะมีทักษะ มีการศึกษาและสุขภาพดีพอสมควร\nกลุ่มเสี่ยงที่จะจน ได้แก่กลุ่มคนที่ปัจจุบันไม่ใช่คนจน คือ มีปัจจัยขั้นพื้นฐานในการดำรงชีพเพียงพอ แต่มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นคนจนได้หากเกิดความผันแปรในชีวิตส่วนตัว ครอบครัว การงาน หรือสภาพสังคมเศรษฐกิจรอบตัว เช่น ประสบปัญหาตกงาน มีปัญหาการหย่าร้าง มีปัญหาสุขภาพที่รุนแรง เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ครอบครัวที่หัวหน้าเป็นหญิงที่หย่าร้างหรือป่วย ซึ่งถึงแม้จะมีงานทำ มีรายได้ แต่ไม่มีการสะสมทุนทรัพย์ทางเศรษฐกิจและสังคมไว้เพียงพอ (เช่น การออมต่ำ ทุนทางสังคมต่ำ เป็นต้น) จึงไม่มีภูมิคุ้มกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น\nลักษณะบางประการของคนจนในประเทศไทยตามคำอธิบายของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา มีดังนี้[7]\n1. คนจนร้อยละ 80 อาศัยอยู่ในชนบท\n2. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีคนจนมากที่สุดและมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ด้อยกว่าคนภาคอื่น\n3. คนจนส่วนใหญ่มีภาระการเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวสูง\n4. คนจนส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาน้อย\n5. คนจนร้อยละ 30 เป็นเด็ก\n6. คนจนร้อยละ 10 เป็นคนแก่\n7. ร้อยละ 20 ของครัวเรือนที่ยากจนมีหัวหน้าครัวเรือนเป็นหญิง\n8. เกษตรกรเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อการกลายเป็นคนจน\n \nประเทศไทยเป็นเช่นเดียวกับในประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย ที่ยิ่งมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมไทยกลับตกต่ำลงเรื่อย ๆ ขณะที่ปัญหาความยากจนและปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ กลับปรากฏเพิ่มขึ้นทุกที จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่านิยามการพัฒนาและความยากจนนั้นเป็นเพียงวาทกรรมที่ถูกสถาปนาขึ้นมาเพื่อเอื้อให้ผู้มีอำนาจบางกลุ่มใช้สร้างความชอบธรรมในการแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองเท่านั้นเอง\nรายงานการพัฒนาโลก 2000/2001 ได้เสนอแนวคิดใหม่ในการแก้ไขปัญหาความยากจนโดยครอบคลุมมิติอื่น ๆ ของความยากจนที่นอกเหนือไปจากตัวเงิน โดยระบุว่า “ความยากจน มิได้จำกัดแต่เพียงการมีรายได้น้อยและการบริโภคน้อยเท่านั้น หากยังครอบคลุมถึงการขาดโอกาสด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล และโอกาสอื่นในการพัฒนาคน การไร้ซึ่งอำนาจ การขาดสิทธิขาดเสียง ตลอดจนการตกอยู่ในความเสี่ยงและความหวาดกลัว”[8]\nปี 2544 คณะทำงานวาระทางสังคม ตีพิมพ์เอกสาร “ความจริงของความจน” ซึ่งรวบรวมความคิดเห็นของชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาของรัฐ ผู้นำชุมชน และนักวิชาการเกี่ยวกับปัญหาความยากจน และบทวิเคราะห์ สังเคราะห์เหตุปัจจัยแห่งความยากจน ประเวศ วะสี เขียนคำนำของเอกสารฉบับนี้ระบุว่า “ความยากจนเกิดจากปัญหาโครงสร้างที่สลับซับซ้อน เช่น โครงสร้างทางทัศนคติที่มีต่อคนจน โครงสร้างของรัฐ โครงสร้างทิศทางการพัฒนา โครงสร้างทางเศรษฐกิจการเงิน โครงสร้างการจัดการทรัพยากร โครงสร้างการศึกษา โครงสร้างการสื่อสาร โครงสร้างทางกฎหมายที่มีอคติกับคนจน โครงสร้างทางความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เป็นต้น” (ประเวศ 2544:2) แต่การเชื่อมโยงความยากจนกับเงื่อนไขปัจจัยเชิงโครงสร้างดังกล่าว ทำให้ดูราวกับว่าการแก้ไขปัญหาความยากจนเป็นเรื่องที่ยากลำบากเพราะต้องไปแก้ไขโครงสร้างสังคมอันสลับซับซ้อนอันเป็นภาระหน้าที่ของรัฐเป็นหลัก  \nอย่างไรก็ตาม ในเอกสารฉบับเดียวกันนั้น นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายว่าความยากจนเป็นปัญหาของความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งแก้ไขได้ด้วยการทำให้คนจนมีอำนาจ นิธิ ชี้ว่าสาเหตุสำคัญสองประการที่ทำให้ความยากจนปรากฏในสังคมปัจจุบัน ได้แก่ ๑. การจัดการทรัพยากรที่รวมศูนย์ของรัฐ และ ๒.ความด้อยอำนาจของคนจน ที่เข้าไม่ถึงกระบวนการตัดสินใจทางการเมือง โดยชี้ว่า “ความด้อยอำนาจของคนจนเป็นเหตุให้เขายิ่งจนลงและก็ไม่มีทางเงยหัวได้เลย” (นิธิ 2544:5) ข้อเสนอของนิธิ สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของสมัชชาคนจนที่ต้องการให้ประชาชนมีอำนาจในการกำหนดอนาคตของตนเอง เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและความไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ในสังคม\n \nความยากจนของสมัชชาคนจน\nการปรากฏตัวของ “สมัชชาคนจน” ในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2538 ได้ท้าทายนิยามความหมายของความยากจนแบบเดิม ๆ เมื่อสมัชชาคนจนนิยามว่า ความจนของ “คนจน” ทั้งในชนบทและในเมืองนั้นไม่ใช่การ “จนเงิน” แต่เป็นการ “จนสิทธิ” อันเนื่องมาจากทิศทางการพัฒนาประเทศที่ผิดพลาด และทำให้เกิดสงครามการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ระหว่างภาครัฐ และธุรกิจ กับชาวบ้าน[9] คำอธิบายดังกล่าวสวนทางกับความเข้าใจโดยทั่วไปของสังคมไทยที่เคยมองว่าความยากจนเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ขณะที่คนจนนั้นน่ารังเกียจเพราะ ล้าหลัง ไร้การศึกษา เกียจคร้าน และเป็นปัญหาหรือเป็นภาระของสังคม โดยชี้ให้เห็นว่าการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของความจนมีสาเหตุเกี่ยวโยงกับระบบและโครงสร้างต่าง ๆ ในสังคม\nแม้ว่าการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจนและขบวนการประชาชนรากหญ้า ในช่วงแรกจะส่งผลกระทบด้านลบต่อภาพลักษณ์ของคนจน ที่ถูกมองว่าเป็นพวกที่ถูกจ้างมาก่อกวน สร้างความวุ่นวาย เอาแต่เรียกร้องโดยไม่ทำมาหากิน ฯลฯ แต่การยืดหยัดต่อสู้และสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะ การสนับสนุนช่วยเหลือจากนักวิชาการและนักกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ และบรรยากาศทางสังคมและการเมืองได้เปิดพื้นที่ทางสังคมให้แก่เข้าใจ “ความจน” ในมิติใหม่ ๆ โดยเห็นว่าความยากจนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาระดับปัจเจกแต่เกี่ยวพันกับปัญหาเชิงโครงสร้างและการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างภาครัฐกับประชาชน และทำให้ภาพลักษณ์ของ “คนจน” ในสังคมไทยเป็นบวกมากขึ้น\nปัญหาของสมัชชาคนจนที่ร้องเรียนให้รัฐแก้ไขมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 จัดจำแนกได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่\n1.ปัญหาจากการถูกจำกัดสิทธิการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นฐานชีวิต เช่น กรณีที่รัฐประกาศเขตป่าอนุรักษ์ทับพื้นที่อยู่อาศัยและป่าชุมชนของชาวบ้าน กรณีที่ชาวบ้านถูกประกาศพื้นที่สาธารณะประโยชน์ทับพื้นที่ทำกิน\n2.ปัญหาจากการที่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นถูกทำลายอันเนื่องมาจากโครงการพัฒนาต่าง ๆ ที่มุ่งประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ หรือการผลิตเชิงพาณิชย์ของนายทุน เช่น ผลกระทบจากการสร้างเขื่อน จากการปลูกสวนป่ายูคาลิปตัส จากการทำประมงพาณิชย์ของนายทุนด้วยอวนรุนอวนลาก\n3.ปัญหาจากการไม่ได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพในการทำงาน\n4.ปัญหาจากการไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายการพัฒนา ไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิโดยกฎหมายและนโยบายของรัฐ\n \nเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน สมัชชาคนจนไม่ได้เรียกร้องให้รัฐบาล “อุ้ม” ด้วยการแจกเงิน หรือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน แต่เรียกร้องมาตรการทางกฎหมายและนโยบายเพื่อคุ้มครองสิทธิของคนจนเหนือทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของตนเอง เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพและการทำงานของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งข้อเรียกร้องเหล่านี้จะทำให้คนจนสามารถทำมาหาเลี้ยงชีวิตต่อไปได้ และมีอำนาจในการกำหนดอนาคตตนเองอย่างแท้จริง\nการยืนหยัดต่อสู้เรียกร้องของสมัชชาคนจน ทำให้รัฐบาลและหน่วยงานราชการต่าง ๆ เริ่มยอมรับข้อผิดพลาดและความล้มเหลวของทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยมีมาตรการบางประการเพื่อแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้องของขบวนการประชาชน และมีการปรับเปลี่ยนนโยบายการพัฒนาประเทศที่หันมาให้ความสำคัญต่อการกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนมากกว่าเดิม \nกระนั้นก็ตาม เมื่อพิจารณาการดำเนินงานของรัฐบาลสมัยต่าง ๆ ในด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กลับพบว่ายังคงวนเวียนอยู่กับการแก้ไขปัญหาความยากจนในด้านเศรษฐกิจ ด้วยการสร้างงาน กระจายรายได้ ให้การศึกษา ดูแลสุขอนามัย ฯลฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าวิธีคิดรัฐบาลว่าด้วย “ความยากจน” ยังไม่ก้าวพ้นไปจากกรอบนิยามแบบเดิม ๆ ที่เห็นว่าปัญหาความยากจนเป็นเพียงปัญหาทางเศรษฐกิจ  ไม่ใช่ปัญหาอันเนื่องมาจากความด้อยอำนาจของคนจน วิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหาความยากจนจึงไม่เคยก้าวหน้าไปถึงการส่งเสริมให้คนจนมีอำนาจในการกำหนดอนาคตของตนเอง ทำให้กฎหมายและนโยบายว่าด้วยการกระจายอำนาจและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเป็นเพียงถ้อยความที่เขียนไว้อย่างสวยหรูอยู่ในแผ่นกระดาษ\n \nเมื่อนายกฯอภิสิทธ์พูดถึงความยากจน\nนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยกล่าวอภิปรายทั่วไปในเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจนไว้อย่างน่าสนใจว่า\n“ …ปัญหาความยากจนนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเฉพาะ ในแง่มุมของเศรษฐกิจ ที่จริงเป้าหมายของเราสุดท้าย  ต้องการให้คนพึ่งตัวเองได้  สิ่งที่เป็นประสบการณ์ต่อหลายของหลายประเทศที่พิสูจน์แล้วก็คือว่าชุมชนและประชาชนต้องมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะพึ่งตนเองได้  และสิ่งที่พิสูจน์ทั่วโลกก็คือว่าคนและชุมชนที่จะพึ่งตนเองได้นั้น  จะต้องได้รับทั้งโอกาสและอำนาจ  การแก้ไขปัญหาความยากจนจึงต้องผูกอยู่กับนโยบายที่มุ่งเน้นเรื่องการกระจายทั้งความเจริญ  ในแง่ของโครงสร้างพื้นฐาน  โครงการต่างๆ  การกระจายทั้งในแง่ของโอกาส  ไม่ว่าจะเป็นอาชีพการงานการศึกษา และที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนก็คือการกระจายในเรื่องของอำนาจ ให้เขาสามารถที่กำหนดอนาคตของเขาเองได้  จะเป็นเฉพาะตัวหรือเฉพาะชุมชน หรือเฉพาะในท้องถิ่นของเขา…”[10]\nและเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2551 ภายหลังจากที่มีการยุบพรรคไทยรักไทย นายอภิสิทธิ์ก็ได้กล่าวถึงกรอบความคิดที่จะใช้ในการแก้ไขปัญหาความยากจน ที่เขาให้ความสำคัญในฐานะ “ปัญหาอันดับหนึ่งของคนส่วนใหญ่ของประเทศ” ไว้ในเวปไซท์ www.abhisit.org [1] \n1.  การแก้ปัญหาความยากจน แยกจากนโยบายเศรษฐกิจโดยรวมไม่ได้   ที่ผ่านมามักจะมีการแยกนโยบายเกี่ยวกับความยากจนออกจากนโยบายอื่นๆ  โดยมองข้ามไปว่า  นโยบายเกือบทุกด้านมีผลต่อปัญหาความยากจน  ทั้งในแง่การไปแย่งชิงทรัพยากร  เปลี่ยนวิถีชีวิต  ชักจูงให้เกิดความเสี่ยง  ฯลฯ หากต้องการแก้ปัญหาความยากจนจริง  จากนี้ไปทุกนโยบายจะต้องมีการประเมินผลกระทบต่อคนยากจนด้วย\n2.  การหลุดพ้นจากความยากจน คือ การมีงานทำ การมีรายได้ พึ่งตนเองได้  นั่นหมายความว่า  การเติบโตของเศรษฐกิจ และการจ้างงาน  มีความสำคัญ  โดยเฉพาะหากโอกาสของการมีงาน  มีรายได้  สอดคล้องกับวิถีชีวิตเดิม  เช่น ขณะนี้ ต้องสร้างโอกาสให้เกษตรกรผู้ปลูกมัน หรือชาวไร่อ้อย ได้ประโยชน์สูงสุดจากการผลิตพลังงานทดแทน ที่เติบโตอย่างเป็นระบบ ทั่วถึง  ซึ่งจะยั่งยืนกว่า การมาไล่ตามแก้ปัญหาเรื่องการพยุงราคา  การจำนำผลผลิต  เป็นต้น\n3.  จัดระบบและปรับปรุงทุกโครงการที่ให้โอกาสและลดภาระคนจน  โดยไม่คำนึงถึงการช่วงชิงทางการเมือง  โครงการที่มีความมุ่งหมายดีต้องสานต่อ  เช่น การรักษาฟรีต้องดำเนินต่อไป โดยจัดระบบงบประมาณให้มีความเพียงพอ  กองทุนหมู่บ้านก็ต้องมีการสนับสนุนให้เดินต่อไปได้อย่างรัดกุม  มีเงินไปให้ประชาชนเพื่อเพิ่มพูนรายได้ เป็นต้น\n4. สร้างระบบสวัสดิการให้ทุกคน โดยถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานเพื่อเป็นหลักประกันให้ผู้ด้อยโอกาส  เรื่อง  การศึกษา  การรักษาพยาบาล  การมีรายได้เมื่อชรา  ไปจนถึงการจัดระบบประกันภัยให้พืชผล  โดยยืนยันว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิทธิของคนไทย  ไม่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นรัฐบาล  ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี\nกรอบความคิดเหล่านี้ แม้ว่ามีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้มีรูปธรรมการแก้ไขปัญหาที่มุ่งเพื่อกลุ่มเป้าหมายที่เป็น “คนจน” โดยเฉพาะ ทั้งยังไม่มีแนวทางใดที่จะนำไปสู่การเสริมสร้างให้ “ประชาชนมีอำนาจในการกำหนดอนาคตตนเอง” ดังที่นายอภิสิทธิ์เคยกล่าวไว้ แต่กลับเป็นแนวการแก้ไขปัญหาเชิงสงเคราะห์ ที่ไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่จะทำให้คนยากคนจนเข้าถึงปัจจัยการผลิตและฐานการดำรงชีวิต ปราศจากแนวทางในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนเหนือทรัพยากรในท้องถิ่นของตนเอง และปกป้องฐานทรัพยากรและสวัสดิภาพของประชาชนจากการทำลายของนายทุนหรือการผลิตเชิงอุตสาหกรรม  \nและที่สำคัญ กรอบความคิดเหล่านี้ก็เป็นเพียงวาทะที่ใช้ในการขายฝัน ซึ่งไม่ได้รับประกันว่าจะทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้\n \nนโยบาย (ไม่) แก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ\nรัฐบาลที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เป็นเช่นเดียวกับรัฐบาลส่วนใหญ่ที่ผ่านมาที่ไม่มีนโยบายที่จะทำให้คนจนมีอำนาจในการกำหนดอนาคตตนเองได้อย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลชุดนี้ยังถูกวิจารณ์ว่าไม่มีนโยบายที่ให้ประโยชน์แก่คนจนโดยตรง นอกจากนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเดิม ๆ[11] ที่หวังจะเพิ่มผลผลิตมวลรวมประชาชาติหรือจีดีพีให้สูงขึ้น นโยบายส่วนใหญ่เน้นการส่งเสริมการลงทุนต่างประเทศและทุนขนาดใหญ่ไม่แตกต่างจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทักษิณ[12] ในด้านการเกษตรก็ส่งเสริมการเกษตรเพื่อส่งออก และการเกษตรแบบพันธะสัญญาที่ทำให้วิถีการผลิตและวิถีชีวิตของเกษตรกรรายย่อยขึ้นอยู่กับการกำหนดของบริษัทใหญ่ นโยบายเหล่านี้รังแต่จะทำให้คนจนตกอยู่ในภาวะพึ่งพานายทุน เสียเปรียบ สูญเสียอำนาจการผลิต เป็นหนี้เป็นสิน และสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตนเอง\n \nน้ำฟรี ไฟฟรี เมล์ฟรี รถไฟฟรี ไม่ใช่เพื่อคนจน\nตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานโยบายบางอย่างของรัฐบาลอภิสิทธิ์เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เช่น การต่ออายุการให้ใช้น้ำและไฟฟรี การบริการรถเมล์และรถไฟฟรี และการให้เบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุคนละ 500 บาท เป็นต้น เมื่อมองอย่างผิวเผินดูราวกับว่าเป็นนโยบายที่มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือคนยากจน แต่ความจริงแล้วผู้ที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ไม่ได้มีเฉพาะคนจนเท่านั้น แต่คนไม่จนก็ได้รับประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ด้วยเช่นกัน\nตามเกณฑ์ของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คนยากจนคือคนที่มีรายได้น้อยกว่า 1,386 บาทต่อเดือน และไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีคนยากจนอยู่ประมาณ 6 ล้านคน[13] ขณะที่ประชาชนที่เข้าไม่เกณฑ์ “คนจน” ได้รับประโยชน์จากนโยบายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย มีคนจนจริง ๆ อีกเป็นจำนวนมากที่ตกสำรวจและไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้\nนโยบายดังกล่าวของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ถูกมองว่าเป็นนโยบายประชานิยมเพื่อหาเสียง[14] เช่นเดียวกันกับนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ ซึ่งในกรณีนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ การสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคม ปี 2545, 2547, และ 2549 โดยสำนักงานเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติชี้ให้เห็นว่า มีเพียงนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เงินสงเคราะห์คนชรา และโครงการอาหารกลางวันนักเรียนเท่านั้น ที่ให้ประโยชน์แก่คนจนมากกว่าคนไม่จน ส่วนนโยบายอื่น ๆ ของรัฐบาลทักษิณ เช่น กองทุนหมู่บ้าน พักหนี้เกษตรกร ฯลฯ ไม่ได้ให้ประโยชน์แก่คนจนมากกว่าคนไม่จน และบางนโยบาย เช่น ธนาคารประชาชน และประกันสังคม เป็นนโยบายที่คนไม่จนมีโอกาสเข้าถึงมากกว่า[15]\nกรอบคิดสำคัญที่ขาดหายไปในการวางนโยบายดังกล่าวคือการมองไม่เห็นว่าประชาชนไม่ว่าจะในระดับประเทศ ระดับท้องถิ่น หรือระดับชุมชน ล้วนมีความแตกต่างและไม่เท่าเทียมกัน มีทุนทางสังคมไม่เท่ากัน มีปัญหาไม่เหมือนกัน และที่สำคัญคือมีสิทธิและโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและบริการของรัฐที่ไม่เท่าเทียมกัน การมีนโยบายเชิงเดี่ยวแบบเหวี่ยงแหจึงไม่ได้รับประกันว่าจะทำให้ผู้ที่ยากจนหรือประสบความเดือดร้อนจริง ๆ ได้รับการแก้ไขปัญหา\n ซ้ำร้ายไปกว่านโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ มีการวิเคราะห์กันว่านโยบายประชานิยมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ได้มีกลุ่มเป้าหมายหลักอยู่ที่คนยากจน แต่เป็นเพียงการหว่านเงินเพื่อมุ่งเป้าหมายที่การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นหลัก นอกจากนโยบายที่อ้างว่าเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยดังที่กล่าวไปแล้ว รัฐบาลยังหว่านเงินแบบที่ไม่ได้ให้ประโยชน์แก่คนจนเลย นั่นคือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงิน 2,000 บาท ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเป็นชนชั้นกลางระดับกลางและระดับสูง ซึ่งเป็นผู้มีงานทำและมีเงินเดือนอยู่แล้ว ซึ่ง ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ชี้ว่านโยบายนี้หวังผลทางการเมืองเพราะให้ประโยชน์แก่ชนชั้นกลางซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์[16]\n\"นโยบายที่ออกมา ไม่ได้ช่วยเหลือคนจน เพราะส่วนใหญ่ จะอิงกับผู้มีงานทำ ผู้มีเงินเดือนมากกว่า...เพราะเขารู้ว่าเป็นฐานเสียงที่ชัดเจนของเขา…”\n \nโฉนดชุมชน นโยบายท่าดีทีเหลว\nในบรรดานโยบายต่าง ๆ นานาของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดูเหมือนกับว่านโยบายการออกโฉนดชุมชนจะตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องคนจนได้อย่างตรงใจมากที่สุด และใกล้เคียงกับปัญหาของสมัชชาคนจนมากที่สุด (ขณะที่นโยบายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขความยากจน เป็นนโยบายที่รัฐบาลกำหนดขึ้นมาเองโดยที่คนจนไม่ได้ร้องขอ)\nแนวคิดเรื่องระบบโฉนดชุมชน ได้รับการผลักดันโดยองค์กรประชาชนและนักวิชาการเป็นเวลานานนับสิบปี ในฐานะที่เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินของเกษตรกร และการกระจุกตัวของที่ดินเอกชนซึ่งเป็นที่ดินทำกินนอกเขตป่า ขณะเดียวกันระบบโฉนดชุมชนยังเป็นข้อเสนอเชิงรูปธรรมของการแก้ไขปัญหาการจัดการที่ดินในเขตป่า เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการจัดการที่ดินในเขตป่าอย่างยั่งยืนอีกด้วย\nโฉนดชุมชน เป็นรูปธรรมประการหนึ่งของการปฏิรูปการบริหารจัดการที่ดินของรัฐ เพื่อให้มีการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม โดยการกระจายอำนาจการบริหารจัดการที่ดินจากรัฐสู่ประชาชน ระบบโฉนดชุมชนตั้งอยู่บนหลักการว่าที่ดินเป็นปัจจัยการผลิตและการดำรงชีพของเกษตรกรรายย่อย มิใช่สินค้าที่นายทุนจะสามารถกักตุนเพื่อปั่นราคาหรือเก็งกำไร และที่ดินควรถูกจัดการในฐานะทรัพยากรร่วมของชุมชน ที่สมาชิกในชุมชนมีสิทธิในการบริหารจัดการเพื่อประโยชน์ร่วมกันของคนในชุมชน  \nระบบโฉนดที่ดินชุมชน เป็นการสร้างระบบถ่วงดุลและสนับสนุนระหว่างสิทธิปัจเจกและสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินในชุมชน[17] สิทธิของชุมชนคือสิทธิในการเป็นเจ้าของที่ดิน กล่าวคือชุมชนมีอำนาจในการควบคุมดูแลการใช้ประโยชน์ และสมาชิกผู้ใช้ประโยชน์ในที่ดินให้อยู่ในหลักเกณฑ์เดียวกัน ควบคุมการซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดินเพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลประโยชน์ในที่ดินจะตกอยู่กับสมาชิกในชุมชน ไม่ใช่บุคคลต่างถิ่น และเก็บผลประโยชน์จากครัวเรือนที่ใช้ที่ดินเพื่อรวบรวมเป็นกองทุนในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของส่วนรวม ส่วนปัจเจกบุคคลซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มปฏิรูปที่ดินจะมีสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินภายใต้เงื่อนไขกฎเกณฑ์ของชุมชน สิทธินั้นจะคงอยู่ตราบเท่าที่มีการใช้ประโยชน์และเคารพกติกาของชุมชนเท่านั้น หากไม่เข้าทำประโยชน์หรือมีการละเมิดข้อตกลง ชุมชนมีสิทธิยึดที่ดินคืนแล้วนำไปให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์ต่อไป[18]\nหลักฐานแสดงสิทธิเหนือที่ดิน เรียกว่าโฉนดชุมชน ซึ่งอาจมีลักษณะคล้ายกับโฉนดที่ดินตามกฎหมายที่มีการระบุแผนที่แสดงขอบเขต ขนาดที่ดิน และผู้ทรงสิทธิ แต่ภายในโฉนดมีการจำแนกรายละเอียดเป็นขอบเขตกรรมสิทธิ์พื้นที่ของสมาชิกรายบุคคลและขอบเขตกรรมสิทธิ์ที่ดินสาธารณะหรือที่ส่วนรวมของชุมชน แม้ว่าแต่ละชุมชนอาจพัฒนารูปแบบโฉนดชุมชนที่แตกต่างกันไป แต่ที่สำคัญกระบวนการออกแบบและจัดทำโฉนดชุมชนต้องเกิดจากพิจารณาร่วมกันของสมาชิกภายในชุมชน และได้รับการยอมรับจากชุมชนใกล้เคียงเพื่อมิให้มีการอ้างสิทธิซ้อนทับกันจนเกิดเป็นกรณีพิพาทตามมา[19]\nรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขานรับเสียงเรียกร้องโฉนดชุมชนเป็นอย่างดี ดังปรากฏว่าเมื่อวันที่ 30  ธันวาคม 2551 คณะรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งในนโยบายเศรษฐกิจว่าด้วยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร ระบุว่ารัฐบาลมีนโยบาย ''คุ้มครองและรักษาพื้นที่ที่เหมาะสมกับการทำเกษตรกรรมที่ได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานแล้ว เพื่อเป็นฐานการผลิตทางการเกษตรในระยะยาว ฟื้นฟูคุณภาพดิน จัดหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรยากจนในรูปของธนาคารที่ดิน และเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิให้แก่เกษตรกรยากจนและชุมชนที่ทำกินอยู่ในที่ดินของรัฐที่ไม่มีสภาพป่าแล้วในรูปของโฉนดชุมชน รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรในรูปของนิคมการเกษตร''[20]\nอย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ท่าดีทีเหลว เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติผ่านร่าง “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.....” ซึ่งร่างขึ้นโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และถูกนักวิชาการและเครือข่ายประชาชนวิจารณ์ว่าไม่ได้มีหลักการและแนวทางการปฏิบัติที่จะนำไปสู่การกระจายการถือครองที่ดินซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของสังคมไทย\nร่างระเบียบดังกล่าวกำหนดให้มีการออกโฉนดชุมชนในที่ดินของรัฐ เช่น ที่ดินในเขตป่า และที่ราชพัสดุ แต่ไม่ได้กระจายที่ดินที่กระจุกอยู่ในมือของเอกชนมาสู่คนยากจน ทำให้คาดว่าผลจากการดำเนินการดังกล่าวจะไม่แตกต่างไปจากการปฏิรูปที่ดินของรัฐไทยที่ผ่านมาภายใต้กฎหมายปฏิรูปที่ดินที่มีอยู่แล้ว กล่าวคือ เป็นการนำเอาที่ดินในเขตป่ามาปฏิรูปให้เกษตรกร แล้วให้เอกสารสิทธิ สปก. ซึ่งในที่สุดที่ดินที่ถูกปฏิรูปก็จะหลุดมือจากเกษตรกรไปสู่ผู้ประกอบธุรกิจการเกษตร พ่อค้า  นายทุน หรือชนชั้นกลางทั้งในและต่างถิ่น เพราะเกษตรกรเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ขาดแคลนปัจจัยการผลิต ถูกเอารัดเอาเปรียบในการทำการเกษตรเชิงพาณิชย์ ฯลฯ ทำให้ไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการเกษตร เพราะนโยบายการพัฒนาที่ลำเอียง ไม่ได้ดูแลช่วยเหลือภาคเกษตรกรรมเท่ากับที่ภาคอุตสาหกรรมและบริการ\nประชาชนที่เรียกร้องโฉนดชุมชนเป็นเกษตรกรรายย่อย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เรียกร้องให้รัฐ “จัดหา”ที่ดินผืนใหม่มาจัดสรรให้แก่พวกเขา แต่ให้แก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิในที่ดินที่พวกเขาใช้ตั้งถิ่นฐานหรือทำกินอยู่แล้ว ซึ่งที่ดินผืนนั้นเป็นของรัฐหรือเอกชน แม้ว่ารัฐจะยอมออกโฉนดชุมชนในที่ดินของรัฐ แต่ก็เป็นเพียงการอนุญาตให้ราษฎรได้ใช้ประโยชน์ที่ดินในที่ดินเพียงชั่วคราวในระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี ไม่ต่างอะไรกับหลักเกณฑ์ที่มีอยู่แล้วในการให้เช่าที่ดินราชพัสดุ หรือสิทธิทำกิน (สทก.) ในพื้นที่ป่า ซึ่งไม่ได้ทำให้พวกเขามี “สิทธิที่มั่นคง” เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการพัฒนาระบบการผลิตที่ยั่งยืน ยิ่งไปกว่านั้น มาตรการนี้เป็นเพียงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่สามารถเปลี่ยนแปลงยกเลิกได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะโดยรัฐบาลสมัยปัจจุบัน หรือรัฐบาลชุดใหม่[21] ความไม่มั่นใจในสิทธิเหนือที่ดินเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ราษฎรอาจตัดสินใจขายสิทธิเหนือที่ดินให้แก่ผู้อื่นได้โดยง่าย ถึงแม้ว่าจะไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินก็ตาม\nส่วนกรณีการเช่าที่ดินราชพัสดุ ตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ ไม่ได้มีข้อห้ามการเช่าที่ดินของนายทุน ที่ผ่านมาจึงมักเกิดปัญหาว่าคนยากจนเช่าที่ดินอยู่เดิมขายสิทธิการเช่าให้นายทุน แล้วนายทุนก็นำที่ดินนั้นไปให้เช่าช่วงหรือนำไปทำธุรกิจ ซึ่งก็ไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาการกระจุกตัวของที่ดิน[22]\n การปฏิรูปที่ดินโดยระบบชุมชนแบบที่รัฐวางระเบียบไว้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นเช่นเดียวกับนโยบายอื่น ๆ ของรัฐบาลชุดนี้ กล่าวคือเป็นเพียงนโยบายเพื่อเรียกคะแนนเสียงที่ไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของคนยากคนจนอย่างแท้จริง และผู้ที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้อาจไม่ใช่เกษตรกรรายย่อยที่ยากจน แต่เป็นใครก็ได้ที่มีอำนาจและอิทธิพลมากพอที่จะเข้าถึงการรับช่วงซื้อสิทธิการใช้ที่ดินที่มีการนำมาออกโฉนด\n \nนโยบาย “ไทยเข้มแข็ง” “ชุมชนพอเพียง” ใครแข็ง ใครควรพอ??\nนอกจากนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความยากจนในสองด้านที่กล่าวไปแล้วข้างต้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังมีนโยบายและโครงการอื่น ๆ อีกที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและดูราวกับว่าจะเป็นนโยบายที่ให้ประโยชน์แก่ท้องถิ่น แต่เมื่อพิจารณาให้ถ้วนถี่แล้วก็พบว่า นโยบายเหล่านั้นเป็นไปพียงเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจระยะสั้น และไม่ได้เกิดมรรคผลต่อคนจนแต่อย่างใด\nตัวอย่างเช่น โครงการชุมชนพอเพียง หรือชื่อเต็ม ๆ คือ “โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน มีเป้าหมายเพื่อสร้างเศรษฐกิจระดับชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง [2] โดยการจัดสรรงบประมาณโดยตรงไปยังชุมชนทั่วประเทศ ให้ทุกชุมชนมีโอกาสได้รับความช่วยเหลือจากงบประมาณของภาครัฐอย่างรวดเร็ว กำหนดเป้าหมายการใช้เงินไว้ 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาอาชีพสำหรับผู้ด้อยโอกาส การพัฒนาการเกษตร การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการอนุรักษ์พลังงาน โดยมุ่งให้ทุกภาคส่วนในชุมชนร่วมกันบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพของตนเองที่มีอยู่อย่างมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ การลดต้นทุนและปัจจัยการผลิต พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติระดับชุมชนให้มีมูลค่าเพิ่ม และสร้างโอกาสในการพัฒนาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้กับชุมชน โครงการที่อนุมัติไปแล้ว ส่วนใหญ่เป็นโครงการประเภท การผลิตปุ๋ย ยุ้งฉาง ลานตาก เกษตรผสมผสาน การส่งเสริมกลุ่มอาชีพ พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ/ต้นน้ำ พลังงานทดแทน เป็นต้น  \nถึงแม้ว่าโครงการชุมชนพอเพียงจะฟังดูว่าเป็นโครงการที่ริเริ่มขึ้นใหม่ แต่ความจริงแล้วเป็นเพียงการจัดสรรงบประมาณให้แก่ชุมชนตามที่เคยได้รับจากโครงการ SME ในสมัยรัฐบาลทักษิณ แล้วเปลี่ยนชื่อและเงื่อนไขการใช้เงินในนามของโครงการเศรษฐกิจพอเพียงในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ จุลานนท์ ก่อนที่จะมาเปลี่ยนชื่อโครงการอีกครั้งในสมัยรัฐบาลนี้ \nในทางปฏิบัติ เป้าหมายการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากในหลายชุมชน ถูกแปรเป็นรูปธรรมโดยการนำงบประมาณไปซื้อตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญพลังงานแสงอาทิตย์ ที่โยงได้ยากว่าตู้น้ำนั้นจะช่วยทำให้ชุมชน “เข้มแข็ง” ได้อย่างไร ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังมีข่าวหนาหูว่าการซื้อตู้น้ำพลังงานแสงอาทิตย์เป็นไปอย่างทุจริต[23] หลายชุมชนได้รับตู้น้ำทั้ง ๆ ที่เสนอโครงการอื่น เช่น การพัฒนาระบบการเกษตร หรือการทำสหกรณ์ร้านค้า เป็นต้น ขณะที่ในบางชุมชนมีเจ้าหน้าที่โครงการไปชี้นำให้ชุมชนดำเนินการตามโครงการที่ตนเองนำเสนอ โดยที่สมาชิกในชุมชนไม่ได้ร่วมกันคิดและเสนอตามแนวนโยบายของรัฐบาล[24] ในเดือนสิงหาคม 2552 โครงการชุมชนพอเพียงดำเนินการแล้วประมาณ 31,000 ชุมชน โดยใช้งบประมาณเกือบสิบล้านบาท แต่ข้อมูลการทุจริตทำให้รัฐบาลต้องระงับโครงการที่เหลือเพื่อรอผลการตรวจสอบ[25]\nนโยบายไทยเข้มแข็งเป็นนโยบายล่าสุดของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่จะดำเนินการในปี พ.ศ.2553-2555  นโยบายนี้จะใช้งบประมาณกว่า 3 แสนล้านบาททุ่มไปกับโครงการก่อสร้างด้านคมนาคม อาคารสถานที่ และโครงสร้างพื้นฐานอื่น โดยอ้างว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ถูกวิจารณ์ว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างฉาบฉวยเพียงในระยะเวลาสั้น ๆ แต่ไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะกลางและยาว ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือนายทุนจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรง ขณะที่แรงงานและประชาชนทั่วไปจะได้รับประโยชน์น้อยมาก เพราะการพัฒนาโครงสร้างต่าง ๆ กระจุกตัวอยู่ในเมืองเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่มีเพียงไม่กี่โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อภูมิภาคและท้องถิ่น แม้แต่โครงการพัฒนาระบบชลประทานเพื่อการเกษตร พื้นที่เกษตรที่จะได้รับประโยชน์ก็กระจุกตัวอยู่ในภาคกลาง แต่ไม่ได้กระจายลงสู่ภูมิภาคอย่างทั่วถึง[26]\n \nไม่ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ไม่แก้ความยากจน\nหนึ่งปีที่ผ่านมาในการทำงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐบาลเปลืองแรงไปกับการประดิษฐ์คิดค้นชื่อนโยบายต่าง ๆ ให้สวยหรูและติดหูประชาชน โดยที่ความจริงแล้วนโยบายเหล่านั้นเป็นเพียงนโยบายประชานิยมแบบเก่า ๆ ในชื่อใหม่ ที่ไม่ได้มีผลประโยชน์ตกถึงคนยากคนจนอย่างแท้จริง ๆ \nตลอดหนึ่งปีของการทำงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ปรากฏว่ามีข้อเรียกร้อง ใด ๆ ของสมัชชาคนจน (รวมทั้งของขบวนการประชาชนอื่น ๆ) ได้รับการตอบสนองอย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐบาล[27] สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ได้เหลียวแลต่อปัญหา “การจนสิทธิ” และความด้อยอำนาจของคนยากคนจนดังที่นายอภิสิทธิ์ได้เคยปราศรัยไว้เมื่อครั้งยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลกลับปล่อยให้คนจนสิทธิเหล่านี้เผชิญหน้าและรับมือกับปัญหาการถูกละเมิดสิทธิต่อไปไม่แตกต่างจากรัฐบาลอื่น ๆ ที่ผ่านมา\nเมื่อพิจารณานโยบายของรัฐบาลในรอบปีที่ผ่านมา เห็นได้อย่างชัดเจนว่าไม่มีนโยบายใดที่นำไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะทำให้คนยากคนจนได้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต มีอำนาจการต่อรอง ได้รับการคุ้มครองสิทธิ และได้รับการดูแลสวัสดิภาพจากรัฐอย่างแท้จริง\nมีแต่เพียง “โครงการแบบประชานิยมหาเสียง ได้แต่ทำให้ประชาชนทั้งเกษตรกร คนงาน ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อยเป็นหนี้ ต้องพึ่งพาธนาคารนายทุนเงินกู้ พ่อค้า นายทุนเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจโดยรวมขาดความสมดุล ขาดประสิทธิภาพ แข่งขันสู้ต่างประเทศได้ยาก”[28]\n\n[1] เอกสารประกอบการสัมมนา “ก้าวต่อไป ขบวนการเคลื่อนไหวฝ่ายประชาชน” วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม 2552 สวนเงินมีมา คลองสาน กรุงเทพฯ จัดโดยสมัชชาคนจน\nเกี่ยวกับผู้เขียน\nอัจฉรา รักยุติธรรม เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์\nกฤษฎา บุญชัย เป็นนักศึกษาปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์\n\n\n[2] จามะรี เชียงทอง (2549) สังคมวิทยาการพัฒนา, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, หน้า 29\n\n\n[3] จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐประหารรัฐบาลของจอมพลป.พิบูลสงคราม วันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500 และให้นายพจน์ สารสิน ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2502 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ร่วมกับพลโทถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ทำรัฐประหารรัฐบาลของจอมพลถนอม\n\n\n[4] ชูศักดิ์ วิทยาภัค (2547), เอกสารคำสอน GEO 154440 ภูมิศาสตร์การพัฒนา, เอกสารอัดสำเนา, หน้า 120\n[4] จามะรี เชียงทอง, อ้างแล้ว, หน้า 97-98\n\n\n[5] McMichael, Philip (2000), อ้างแล้ว\n\n\n[6]สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา, มปท., “สถานการณ์ความยากจนในประเทศไทย”, (ออนไลน์)  www.tdri.or.th/poverty/report1.htm (เข้าถึง 6 ธ.ค.52)\n\n\n[7] เพิ่งอ้าง\n\n\n[8]สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา, มปท., “สถานการณ์ความยากจนในประเทศไทย”, (ออนไลน์)  www.tdri.or.th/poverty/report1.htm (เข้าถึง 6 ธ.ค.52)\n \n\n\n[9][9] อุเชนท์ เชียงเสน, 2550, “สิบปีสมัชชาคนจน: ข้อสังเกตบางประการ” วารสารฟ้าเดียวกัน. ปีที่ 5 ฉบับที่ 2\n\n\n[10] ทีมโฆษกพรรคประชาธิปัตย์, 2548, “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอภิปรายทั่วไป ในเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจน” (ออนไลน์) www.ryt9.com/s/ryt9/25031 [3] (เข้าถึง 5 ธ.ค.52)\n\n\n[11] วีระศักดิ์ พงศ์อักษร, 2552, “ ‘อัมมาร’ ชี้นโยบาย ‘อภิสิทธิ์’ มีเป้าอุ้ม ‘ชนชั้นกลาง’ ย้ำยอมรับยากเรื่อง ‘คอรัปชั่น’ เป็นบทเรียนรัฐบาลในอดีต”, (ออนไลน์) www.suthichaiyoon.com/WS01_A001_news.php?newsid=7899 [4] (เข้าถึง 6 ธ.ค.52)\n\n\n[12] วิทยากร เชียงกูล, 2552, “ไทยจะเข้มแข็งได้ต้องสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่”, (ออนไลน์),www.rsunews.net/Think%20Tank/TT122/NewEconomy.htm [5] (เข้าถึง 7 ธ.ค.52)\n\n\n[13]กรุงเทพธุรกิจ, 2552, “สัมภาษณ์พิเศษ ดร.ปราณี ทินกร รัฐบาลหว่านเงิน ไม่เน้น คนจน”, (ออนไลน์) www. giggog.com/economic/cat5/news24241/ (เข้าถึง 6 ธ.ค.52)\n\n\n[14] วิทยากร เชียงกูล, 2552, “ไทยจะเข้มแข็งได้ต้องสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่”, (ออนไลน์),www.rsunews.net/Think%20Tank/TT122/NewEconomy.htm [5] (เข้าถึง 7 ธ.ค.52)\n\n\n15 มติชนออนไลน์, 2552, “กลุ่มจับตานโยบายรัฐผ่า ‘ไทยเข้มแข็ง’ เปรียบ ‘ปะผุ’ เอาของเก่ามาทำใหม่ ไม่มีพลังพอแก้ปัญหาศก.ได้” (ออนไลน์) www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1252333649&grpid=01&catid=01 [6] (เข้าถึง 7 ธ.ค.52)\n\n\n[16] อัมมาร สยามวาลา และสมชัย จิตสุชน, 2550,“แนวทางการแก้ปัญหาความยากจน: เสรีนิยม ประชานิยม หรือรัฐสวัสดิการ” เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการประจำปี 2550 เรื่องจะแก้ปัญหาความยากจนกันอย่างไร วันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2550 ณ โรงแรมแอมบาสเตอร์ ซิตี้ จอมเทียน ชลบุรี ร่วมจัดโดยมูลนิธิชัยพัฒนา และมูลนิธืสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, หน้า 21 \n‘อัมมาร’ ชี้นโยบาย ‘อภิสิทธิ์’ มีเป้าอุ้ม ‘ชนชั้นกลาง’ ย้ำยอมรับยากเรื่อง ‘คอร์รัปชัน’ เป็นบทเรียนรัฐบาลในอดีต”,www.suthichaiyoon.com/WS01_A001_news.php?newsid=7899 [4]\n\n\n[17] เจษฎา โชติกิจภิวาทย์ และคณะ, 2546, ที่ดินของชีวิต การปฏิรูปที่ดินเพื่อความเป็นธรรมและยั่งยืน, เชียงใหม่: กลุ่มแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ, หน้า 49.\n\n\n[18] อัจฉรา รักยุติธรรม (บก.), 2548, ที่ดินและเสรีภาพ, เชียงใหม่: Black Lead Publishing,หน้า 136\n\n\n[19] เจษฎา โชติกิจภิวาทย์ และคณะ, อ้างแล้ว, หน้า 50\n\n\n[20] แถลงการณ์เครือข่ายองค์กรประชาชนเพื่อการปฏิรูปที่ดิน 26 เครือข่าย 15 จังหวัดภาคเหนือ และคณะ แถลง ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ  วันที่ 8 กันยายน 2552\n\n\n[21] พิรอบ แต้มประสิทธิ์, 2552, “วิพากษ์'โฉนดชุมชน'ชาวบ้าน-นักวิชาการอัดรัฐไม่จริงใจ” ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 3 กันยายน 2552\n\n\n[22] ประภาส ปิ่นตบแต่ง, 2552, “หายนะที่ราชพัสดุล้านไร่” กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 15 ก.ย. 52\n\n\n[23] ประชาไท, 2552, “โครงการชุมชนพอเพียงส่อทุจริตหลายพื้นที่”, (ออนไลน์),www.prachatai.com/journal/2009/07/25124 [7]\n\n\n[24] กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 2552, “กมธ.งบฯเผยชุมชนพอเพียงทุจริตเฉียด1หมื่นล.”, http://www.bangkokbiznews.com/ [8] (เข้าถึง 5 ส.ค.52)\n\n\n[25]เดลินิวส์, 2552, “อภิสิทธิ์ ระงับโครงการที่เหลือหลังเกิด ทุจริตชุมชนพอเพียง” (ออนไลน์) http://hilight.kapook.com/view/40237 [9] (เข้าถึง 11 ธ.ค.52)\n\n\n \n\n\n[27] จากการพูดคุยกับกองเลขาสมัชชาคนจน 5 ธ.ค. 52\n\n\n[28] วิทยากร เชียงกูล, 2552, “ไทยจะเข้มแข็งได้ต้องสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่”, (ออนไลน์), www.rsunews.net/Think%20Tank/TT122/NewEconomy.htm [5] (เข้าถึง 7 ธ.ค.52) \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-81e9a2277a01477fa29d41efeea3931b", "input": "Title: รอง ผบ.ตร.ชี้แจงเหตุอุ้มผู้ชุมนุมขึ้นแท็กซี่ไม่ใช่ตำรวจแต่เป็นสามีพาภรรยากลับบ้าน \n Body: รอง ผบ.ตร. เผยขณะนี้ใช้ตำรวจนอกเครื่องแบบมาร์คผู้ชุมนุมไว้ก่อนแล้วจับภายหลัง แต่ปฏิเสธกรณีจับสตรีที่แยกอโศกขึ้นรถแท็กซี่ว่าบุคคลดังกล่าวไม่ใช่ตำรวจ และอาจเป็นเหตุการณ์สามีพาภรรยากลับบ้าน ขณะที่ช่วงกลางวันนี้แถลงที่ บช.น.ว่า ว่าขณะนี้ไม่มีรัฐธรรมนูญ-ดังนั้นชูมือหรือชู 3 นิ้วก็ผิดกฎอัยการศึก\n\nภาพจากคลิปเหตุการณ์กลุ่มชายฉกรรจ์ลักพาตัวสุภาพสตรีรายหนึ่งหลังเหตุชุมนุมต้านรัฐประหารที่แยกอโศก เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2557 (ที่มา: บางกอกโพสต์ [1])\n2 มิ.ย. 2557 - กรณีที่มีรายงานว่าในการชุมนุมต้านรัฐประหารเมื่อวานนี้ (1 มิ.ย) มีผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมด 6 ราย โดยถูกส่งมาควบคุมตัวที่กองปราบปราม ประกอบด้วย น.ส.วาริน ทินกร อายุ 71 ปี ถูกจับที่แยกราชประสงค์ นอกจากนั้นถูกควบคุมตัวจากแยกอโศก และฟอร์จูนทาวน์ ได้แก่ น.ส.นุชรา สุขแสวงบุญ อายุ 48 ปี น.ส.สุนันทา พ่วงศิริ อายุ 50 ปี นายมงคล แสงสุดา อายุ 43 ปี น.ส.จิราพร วราพิศิษฐ์ อายุ 53 ปี และ นายสุเมศ วิโรจน์ชัยยันต์ อายุ 40 ปี\nนอกจากนี้บริเวณริมถนนใกล้โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท เกิดเหตุมีสุภาพสตรีอายุ 40 ปี ถูกชายอย่างน้อย 5 คน รวบตัวหลังเหตุชุมนุมต้านรัฐประหาร โดยสุภาพสตรีคนดังกล่าวขึ้นรถแท็กซี่สีชมพู ป้ายทะเบียนรถ ทข 422 กรุงเทพมหานคร โดยจากคลิปของบางกอกโพสต์ มีชายสามคนยืนคุมสตรี 1 ราย ชายอีก 2 คนนั่งอยู่ในรถแท็กซี่ ทั้งหมดช่วยกันดึงตัวหญิงคนดังกล่าวเข้าไปในรถแท็กซี่ ระบุว่าจะพาไป สน. แต่หญิงขนดังกล่าวขัดขืน ก่อนที่ชายทั้งหมดจะลักพาหญิงคนดังกล่าวไปส่ง สน. ทั้งนี้มีพลเมืองดีเก็บกระเป๋าของหญิงคนดังกล่าวที่ตกในที่เกิดเหตุไว้ได้ ตรวจสอบภายในพบบัตรประชาชน 2 ใบ ระบุชื่อ น.ส.ไพลิน พ่วงศิริ อยู่เขตสวนหลวง กทม. และ น.ส.สุนันทา พ่วงศิริ อยู่ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี\n \nรอง ผบ.ตร.เผยมี ตร.นอกเครื่องแบบมาร์คผู้ชุมนุม ส่วนกรณีอุ้มขึ้นแท็กซี่เป็นเหตุสามีตามภรรยากลับบ้าน\nโดยเช้าวันนี้ในรายการข่าว \"เจาะลึกทั่วไทย\" [2] ทางสถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์แนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อผู้ชุมนุมว่า \"เราจะไม่ทำการจับกุมผู้ชุมนุมในขณะมีฝูงชนจำนวนมากๆ มีทั้งประชาชน ผู้สื่อข่าว แต่จะใช้ตำรวจนอกเครื่องแบบมาร์คท่าน พอท่านออกจากที่ชุมนุมเราจะจับกุมท่าน เมื่อวานนี้จับกุมได้ 6-7 ราย จากนั้นผู้สื่อข่าวถามว่า \"อ๋อ นอกเครื่องแบบที่จับกุมขึ้นแท็กซี่ใช่ไหมครับ\" ทำให้ พล.ต.สมยศ ตอบว่า \"อันนั้นผมไม่แน่ใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนะครับ อาจจะเป็นสามีเขาก็ได้ ซึ่งไม่ต้องการให้ผู้ชุมนุมมาชุมนุม ก็เลยพาตัวภรรยาเขากลับบ้าน ส่วนที่เราจับ เราจับโดยที่เปิดเผย และไม่มีการกระทำเช่นนั้น บอกแล้วว่าทหารและตำรวจไม่ปฏิบัติโดยใช้วิธีรุนแรง\"\n \nบช.น.ประชุมรับมือ รอง ผบ.ตร.เผยต้องปิดการจราจรเพราะหัวหน้า คสช. ต้องการเลี่ยงเผชิญหน้า\nนอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ข่าวสด [3] รายงานวันนี้ว่า ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) มีการประชุมงานด้านความมั่นคง ประเมินสถานการณ์และกรอบการปฏิบัติหน้าที่บริเวณจุดที่มีการชุมนุมต้านรัฐประหาร โดยผู้ที่มาประชุมเช่น พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ช่วย ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบช.น. และ รอง ผบช.น. ต่างๆ รวมทั้ง พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.ศ. ช่วยราชการรอง ผบช.น. และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง\nพล.ต.อ.สมยศ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า  การประชุมดังกล่าวเพื่อประเมินผลการชุมนุม และวางแผนการปฏิบัติในวันต่อๆ ไป ทั้งนี้แนวนโยบายคือการประเมินสถานการณ์ ทหารมีฝ่ายข่าว ตำรวจก็มีฝ่ายข่าว นำมาประเมินร่วมกัน ก่อนกำหนดยุทธวิธี โดยผู้กำหนดยุทธวิธีคือ ทหาร เป็น ผบ.เหตุการณ์ ตำรวจเป็นผู้ให้การสนับสนุน ที่ผ่านมาเมื่อมีการชุมนุม จำเป็นต้องปิดการจราจร เพราะหัวหน้า คสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียเกิดขึ้น ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุม หรือทหาร ตำรวจ เราไม่มีความต้องการไปปิดถนน เพราะทำให้ประชาชนเดือดร้อน แต่ที่เราต้องปิดถนนหรือบล็อกพื้นที่ก่อนนั้น เพราะไม่ต้องการให้ผู้ชุมนุมได้ใช้พื้นที่ เพราะรู้ดีว่าเมื่อผู้ชุมนุมเข้าไป แล้วเราเข้าไปทีหลังมันสุ่มเสี่ยงต่อการเผชิญหน้า อาจทำให้สูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ต้องการให้มีเกิดเหตุเช่นนั้นเกิดขึ้น\n \nตอนนี้ไม่มีรัฐธรรมนูญ ยืนชูมือหรือชู 3 นิ้วถือว่าผิดกฎอัยการศึก\nหนังสือพิมพ์ข่าวสดรายงานด้วยว่า ทั้งนี้มีผู้ถามว่า หากผู้ชุมนุมชูสัญลักษณ์เช่นชู 3 นิ้ว จะถือว่ามีความผิดหรือไม่ พล.ต.อ.สมยศกล่าวว่า การชุมนุมตามรัฐธรรมนูญเดิมที่ถูกพักใช้ บัญญัติว่าการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ไม่เป็นความผิด แต่ขณะนี้ประเทศไทยใช้กฎหมายกฎอัยการศึก การชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป จึงถือว่าเป็นความผิด ไม่ว่าท่านจะมียืนชูมือ ชูนิ้วเฉยๆ ก็ถือว่าเป็นความผิด ผู้ชุมนุมหรือประชาชนที่มาร่วมชุมนุม ไม่ว่าจะมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ มาเพราะอุดมการณ์ หรือถูกชักชวน หรือถูกจ้าง ต้องทำความเข้าใจว่าการชุมนุมด้วยรัฐธรรมนูญที่ถูกพักไปกับการชุมนุมโดยใช้กฎอัยการศึกมันคละเรื่องกัน จึงถือว่ามีความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีประกาศคณะ คสช. ฉบับที่ 49 ออกมาว่า ใครก็ตามที่ให้ใช้สถานที่ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ห้างสรรพสินค้า โรงแรมหรือสถานที่ใดๆ กับผู้ชุมนุม จะมีความผิดกับประกาศ คสช. ฉบับที่ 49 ในฐานะผู้สนับสนุน (อ่านต่อที่หนังสือพิมพ์ข่าวสด) [3] \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-2c920f82fefe4fc981ffa959971855b0", "input": "Title: ตำรวจค้นรถทนายทำคดีฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. - ยึดมือถือ 5 เครื่อง \n Body: พนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ นำหมายค้นขอตรวจค้นรถยนต์ทนายความของ 14 ผู้ต้องหาคดีฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. - ม.116 ซึ่งถูกกักรถไว้ที่ศาลทหารตั้งแต่คืนวาน โดยยึดโทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง เพจศูนย์ทนายความฯ ระบุข้อกังวลตำรวจตรวจค้นไม่เป็นขั้นตอน โดยเฉพาะเรื่องการไม่ปิดผนึกปากซองบรรจุพยานหลักฐานและการทำบันทึกตรวจยึดทันทีในที่เกิดเหตุ\n27 มิ.ย. 2558 - กรณีพนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ ขอค้นรถของทนายความ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 26 มิ.ย. ภายหลังศาลทหารอนุมัติฝากขัง 14 ผู้ต้องหาที่เป็นนักศึกษาและเยาวชน ในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. 3/2558 ข้อ 12 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 โดยตำรวจได้ใช้กระดาษติดเทปกาว ติดบริเวณที่เปิดประตูรถยนต์ทุกด้าน และใช้แผงกั้นล้อมรถ ขณะที่ทีมทนายความได้เฝ้ารถยนต์ไว้ตลอดทั้งคืน (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) [1]\nโดยต่อมาในช่วงกลางวัน ในเวลา 11.10 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ โทรศัพท์แจ้งทีมทนายว่าได้หมายค้นจากศาลแล้ว นัดให้เจ้าของรถไปพบที่ศาลทหารเวลา 11:30 น. ขณะที่ในเวลา 12.45 น. ทนายความและเจ้าของรถเดินทางมาแจ้งความที่ สน.ชนะสงคราม ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เนื่องจากตำรวจไม่มีอำนาจยึดรถไว้ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) [2]\n\nเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดประตูท้ายรถยนต์ของทีมทนายความ ซึ่งจอดและถูกกักไว้ที่ศาลทหารตั้งแต่คืนวานนี้ (26 มิ.ย.) เพื่อค้นหาสิ่งของของ 14 ผู้ต้องหาที่เป็นนักศึกษาและเยาวชน (ที่มาของภาพ: ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน [3])\n \n\n\nเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.สำราญราษฎร์ ตรวจค้นสิ่งของและยึดอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือจำนวนหนึ่ง ที่มาของภาพ: ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (ที่มาของภาพ: ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน [4])\nล่าสุดเวลา 15.05 น. ในเพจของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน [5] รายงานว่า พ.ต.อ.สุริยา จำนงโชค หัวหน้าพนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ พร้อมพนักงานสอบสวนมาที่รถของทนายความพร้อมหมายค้นจากศาลอาญากรุงเทพใต้ อ้างเหตุเพื่อพบและยึดสิ่งของที่มีไว้เป็นคนผิดหรือได้มาโดยผิดกฎหมายหรือตั้งใจจะใช้ในการทำความผิดโดยจะให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจค้น ต่อหน้าเจ้าของรถและทนาย\nมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ค้นรถยนต์ และยึดโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาหลายรายการ อาทิ โทรศัพท์มือถือโนเกีย สีดำ 1 เครื่อง โทรศัพท์มือถือซัมซุง สีเขียว-ดำ 1 เครื่อง โทรศัพท์มือถือโนเกีย สีชมพู 1 เครื่อง โทรศัพท์มือถือไอโฟน สีดำ 1 เครื่อง โทรศัพท์มือถือไอโฟนสีขาว 1 เครื่อง\nอย่างไรก็ตามในเพจศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุถึงการค้นหาสิ่งของโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยว่า \"เมื่อค้นเจอได้ยึดโทรศัพท์และแท็บเล็ตของนักศึกษาไป และมีการเปิดเครื่องโทรศัพท์ตรวจสอบหมายเลข IMEI แต่ใช้เวลาในการเปิดเครื่องนานจึงจะนำของที่ยึดไว้ไปตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้งที่สถานีตำรวจ ซึ่งหลังตรวจยึดได้นำโทรศัพท์ที่ยึดไว้ไปโดยไม่ผนึกปากซองบรรจุพยานหลักฐานและไม่ทำบันทึกการตรวจยึด โดย พ.ต.อ.ชุมพล ชาญชนะโยธิน ผู้กำกับสำราญราษฎร์เป็นผู้นำของที่ตรวจยึดได้ขึ้นจักรยานยนต์ไปที่ สน.ชนะสงคราม\"\nอย่างไรก็ตาม \"หลังจากนั้นราว 15 นาที พ.ต.อ.ชุมพล ได้กลับมาที่หน้าศาลทหารอีกครั้งและผนึกซองบรรจุพยานหลักฐานและทำบันทึกการตรวจยึดก่อนไปที่ สน.ชนะสงคราม\"\nในเวลา 17.00 น. เพจของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษชน [6] รายงานว่า หลังจากตำรวจได้นำโทรศัพท์มือถือที่ยึดได้มาถึงสน.ชนะสงคราม ทนายได้ขอให้เจ้าหน้าที่ทำสำเนาข้อมูลเพื่อใช้ยืนยันข้อเท็จจริงว่าไม่มีการปรับเปลี่ยนข้อมูลหลักฐาน แต่เจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานอ้างว่าเขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีจึงไม่สามารถทำสำเนาให้ได้และแจ้งว่าต้องรอพบผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานกลางก่อนโดยซองจะถูกผนึกไว้จนกว่าทนายจะเข้าไปที่กองพิสูจน์หลักฐานกลางในเวลา 13.00 น. วันจันทร์ 29 มิ.ย. นี้\nโดยทนายความได้แจ้งความ ม.157 ต่อตำรวจที่ทำการยึดรถยนต์ไว้โดยไม่มีอำนาจต่อจากเมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา โดยทนายขอให้ร้อยเวรบันทึกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตรวจค้นรถของทนายที่เจ้าหน้าที่นำพยานหลักฐานออกจากสถานที่ตรวจค้นก่อนปิดผนึกและเจ้าหน้าที่ยังใช้เวลาส่งมอบพยานหลักฐานเป็นเวลาราว 15 นาที และทางทนายกังวลว่าพยานหลักฐานซึ่งเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว โดยขอให้ร้อยเวรเพิ่มเติมลงไปด้วย แต่ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงไม่รับแจ้งความ \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-b9ac1431162f4f80960242ce256e1182", "input": "Title: 7 ข้อน่ารู้เกี่ยวกับพรรคสามัญชน \n Body: เราเลือกกรรมการบริหารพรรคมาทำงานแทน ไม่มีใครมีอำนาจชี้นำพรรคได้ และสมาชิกสามารถถอดถอนได้ตามกระบวนการ\n\n1. สามัญชนมีคณะกรรมการบริหารพรรค 16 คน ได้รับการสรรหาและเลือกตั้งจากสมาชิกผู้ก่อตั้งในที่ประชุมใหญ่ อันประกอบไปด้วย ชาวบ้าน นักศึกษา นักกิจกรรม แรงงาน นักเคลื่อนไหวประเด็นต่าง ๆ เกษตรกร ฯลฯ เราเลือกให้คนมาทำงานแทน ไม่มีใครมีอำนาจชี้นำพรรคได้ ทุกอย่างเป็นไปตามมติที่ประชุมใหญ่ และข้อบังคับพรรค สมาชิกพรรคทุกคนมีสิทธิเข้าชื่อเพื่อตั้งกรรมการสอบสวน และเสนอถอดถอนกรรมการบริหารพรรคได้ตามขั้นตอนในข้อบังคับพรรคสามัญชน\n\nเราเชื่อว่า คน = คน\n\n2.อุดมการณ์ของสามัญชน เรายึดมั่นในประชาธิปไตยจากฐานราก และเคารพศักดิศรีความเป็นมนุษย์ตามหลักสิทธิมนุษยชน คนต้องเท่ากับคน เราจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่มีความเป็นธรรม เท่าเทียม ภายใต้หลักการ 3 ข้อนี้ เราจะสถาปนามันขึ้นมาด้วยการใช้สันติวิธี\n\nนโยบายพรรคฯ มาจากสามัญชนทั่วประเทศ เราเชื่อว่าผู้ที่อยู่ท่ามกลางปัญหาและความขัดแย้ง ต้องมีส่วนร่วมออกแบบวิธีแก้ปัญหา\n\n3. นโยบายของสามัญชนมาจากการเสนอของสมาชิกพรรค และจากกระบวนการคาราวานรับฟังนโยบาย ที่เป็นเวทีรวบรวมความฝันต่อประเทศไทยและข้อเสนอเชิงนโยบายจากสามัญชนทั่วประเทศ เราเชื่อว่าผู้ที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง และได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหา เป็นผู้รู้ปัญหามากที่สุดและต้องมีส่วนร่วมในการออกแบบวิธีแก้ไขปัญหาของตนเอง\n\nนาหนองบงเป็นพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ เราจัดประชุมที่นั่นเพราะเพื่อเป็นการสะท้อนประเด็นการกระจายอำนาจจากศูนย์กลาง และนี่คือพื้นที่ความขัดแย้งระหว่าง ทุนและรัฐ กับประชาชน\n\n4.เราเลือกจัดประชุมจดจัดตั้งพรรคสามัญชนที่บ้านนาหนองบง ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย เหตุผลแรกเพราะเราต้องการสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการการกระจายอำนาจออกจากศูนย์กลาง สองเพราะพื้นที่นี้คือสัญลักษณ์ของความขัดแย้งระหว่าง ทุนและรัฐ กับประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาสมาชิกสามัญชนก็ได้ร่วมกับคนในพื้นที่เพื่อเรียกร้องสิทธิชุมชน และความเป็นธรรม \nแต่ที่ผ่านมา ปัญหาที่เกิดขึ้นยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน คนที่นี่ และเครือข่ายอีกหลายกลุ่มจึงเห็นว่า เราควรเดินเข้าไปพูดเรื่องเหล่านี้ในสภาเอง\n\nเรารับไม่ได้กับการ รัฐประหาร สืบทอดอำนาจ กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ปิดกั้น และนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากประชาชน\n\n5. เรารับไม่ได้กับการทำรัฐประหาร การสืบทอดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญ กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ปิดกั้นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากประชาชน จุดยืนอีกอย่างหนึ่งของเราคือ การผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญภายหลังจากการเลือกตั้งโดยทันที เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ มีส่วนร่วมในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง\n\nเราปฏิเสธอำนาจนอกระบอบ ที่ถูกทำให้อยู่ในระบบ ไม่ว่าพวกเขาจะมาด้วยวิธีใดก็ตาม \n\n6.หลังการเลือกตั้งไม่ว่าเราจะได้เสียงในสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ก็ตาม จุดยืนของเราคือ ต่อต้านการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เราเชื่อมั่นว่า ระบอบประชาธิปไตย จะสามารถทำให้เราอยู่ร่วมกันได้ภายใต้กติกาที่ทุกคนมีส่วนร่วมและเป็นธรรม เราปฏิเสธอำนาจนอกระบอบทุกรูปแบบ\n\nเราเชื่อว่าเวลาไม่ใช่เสื้อคลุมปกปิดสิ่งที่ทำมา แต่เวลาคือเครื่องพิสูจน์ในสิ่งที่เรากำลังจะทำ\n\n7.สามัญชนเปิดโอกาสให้ทุกคนเป็นเจ้าของพรรคเท่า ๆ กัน และเราเปิดโอกาสให้กับคนที่เคยสนับสนุนอำนาจนอกระบบไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม หากเห็นว่าสิ่งที่ได้ทำไปนั้นคือความผิดพลาดอันไม่ควรเกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตย ก็สามารถกลับมาเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องได้ บนเส้นทางที่ไม่ใช่การใช้สิทธิของตนเองไปละเมิดสิทธิของคนอื่น บนเส้นทางที่คุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนมีเท่าเทียมกัน\nเราทราบดีว่า การวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่เป็นไปด้วยความหวังดี เราน้อมรับความคิดเห็นของทุกคน เราเชื่อว่าเวลาไม่ใช่เสื้อคลุมปกปิดสิ่งที่ทำมา แต่เวลาคือเครื่องพิสูจน์ในสิ่งที่เรากำลังจะทำ\n\nหากทุกท่านต้องการเดินพร้อมไปกับกำหนดทางเดินร่วมกับเรา หรือหากยังมีข้อสงสัยหรือสนใจสามารถส่งข้อความมาถามเราได้\nช่องทางติดต่อ:\n1.Inbox เพจ สามัญชน - The Commoner [1]2.E-mail : commoner.saman@gmail.com [2]3.Line@ : @commoners [3]\nถ้าคุณเห็นด้วยกับหลักการของเรา และพร้อมแล้วล่ะก็ สนใจคลิกกรอกแบบสอบถาม https://bit.ly/2JbKVKA [4] แล้วเราจะส่งรายละเอียดกลับไปให้อย่างเร็วที่สุด \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-b549c0fbe2e946868737a024c3b92656", "input": "Title: 'ศูนย์ทนายสิทธิ' ชี้คำสั่งหัวหน้าคสช.เลิกการห้ามเดินทางออกนอกปท. อาจจำกัดสิทธิเพิ่มขึ้น \n Body: 2 มิ.ย. 2559 จากกรณีเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่่ผ่านมาคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 25/2559 เรื่อง ยกเลิกการห้ามบุคคลเดินทางออกนอกราชอาณาจักร (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม [1])\nศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ออกความเป็นต่อคำสั่งดังกล่าว จำนวน 3 ประเด็นคือ กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากคำสั่งหัวหน้าคสช.โดยตรง กลุ่มที่ดูเหมือนจะได้รับประโยชน์ แต่ไม่ได้ประโยชน์ และกลุ่มที่นอกจากจะไม่ได้รับประโยชน์แล้ว อาจเสียประโยชน์\n\nโดย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิฯ เห็นว่าคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 25/2559 แม้อาจจะทำให้เกิดภาพลักษณ์ต่อรัฐบาลที่คล้ายผ่อนคลายความเข้มงวดลง แต่ในทางปฏิบัติดูเหมือนมีผู้ได้รับประโยชน์เพียงไม่กี่ราย และอาจมีการจำกัดสิทธิที่เพิ่มมากขึ้นจากถ้อยคำตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับนี้ กล่าวคือ\n1. กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากคำสั่งหัวหน้าคสช.โดยตรง\nคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 25/2559 ให้ยกเลิกประกาศคสช.ฉบับที่ 21/2557 [2] ซึ่งประกาศดังกล่าวนั้นกำหนดให้บุคคลที่มารายงานตัวตามคำสั่งคสช.ฉบับที่ 1/2557 [3] ฉบับที่ 2/2557 [4] และฉบับที่ 3/2557 [5] ซึ่งมีทั้งหมด 155 รายชื่อ เนื่องจากกลุ่มบุคคลดังกล่าวนั้นถูกเรียกมารายงานตัวก่อนมีการประกาศคสช.ฉบับที่ 39/2557 [6] เรื่อง การกําหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวของบุคคลที่มารายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงวันที่ 25 พ.ค.57 กลุ่มดังกล่าวจึงยังไม่มีการลงนามในเงื่อนไขท้ายประกาศซึ่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร \nอย่างไรก็ตาม ศูนย์ทนายความฯ มีข้อสังเกตว่าบุคคลที่ถูกเรียกมารายงานตัวตามคำสั่งคสช.ภายหลังวันที่ 25 พ.ค.57 ซึ่งมีอย่างน้อย 300 รายชื่อตามคำสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัวของคสช.นั้นไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ จากคำสั่งหัวหน้าคสช.แห่งชาติฉบับนี้ เพราะกลุ่มดังกล่าวนั้นต้องลงนามในเงื่อนไขการปล่อยตัวท้ายประกาศคสช.ฉบับที่ 39/2557  อีกทั้ง ภายใน 155 รายชื่อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักการเมืองนั้น มีบุคคลบางรายซึ่งไม่ได้ประโยชน์จากการยกเลิกประกาศคสช.ฉบับที่ 21/57  เพราะยังคงมีคดีความ หรือบางรายอาจถูกเรียกรายงานตัวหลายครั้ง อาทิเช่นนายพิชัย นริพทพันธุ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง หรือนายวัฒนา เมืองสุข เป็นต้น\n2. กลุ่มที่ดูเหมือนจะได้รับประโยชน์ แต่ไม่ได้ประโยชน์\nนอกจากบุคคลที่ถูกเรียกรายงานตัวตามคำสั่งคสช.ฉบับที่ 1-3/2557 จำนวน 155 คน แล้ว ในข้อ 3. ของคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับดังกล่าวยังระบุให้ บุคคลใดที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศคสช.ฉบับที่ 39/2557 ประกาศคสช.ฉบับที่ 40/2557 [7] ประกาศคสช.ฉบับที่ 41/2557 [8] และคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558 [9] หากจะเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ต้องได้รับอนุมัติจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติก่อน ซึ่งหมายความว่าบุคคลที่ไม่ได้ฝ่าฝืนประกาศและคำสั่งดังกล่าวสามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ต้องได้รับอนุมัติจากหัวหน้าคสช.\nอย่างไรก็ตาม แม้บุคคลที่ไม่เคยฝ่าฝืนประกาศและคำสั่งดังกล่าว แต่ได้เคยลงนามในเงื่อนไขท้ายประกาศหรือคำสั่ง ซึ่งกำหนดห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้ขออนุมัติต่อหัวหน้าคสช.ก่อน ในทางปฏิบัติ การกำหนดเช่นนี้เท่ากับไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ สำหรับผู้ลงชื่อในเงื่อนไขตามประกาศและคำสั่งคสช.เลย กล่าวคือยังต้องขออนุมัติต่อหัวหน้าคสช.อยู่เช่นเดิม\n3. กลุ่มที่นอกจากจะไม่ได้รับประโยชน์แล้ว อาจเสียประโยชน์\nนอกจากคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 25/2559 นี้ จะไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ติดเงื่อนไขตามประกาศคสช.ฉบับที่ 39/2557 ประกาศคสช.ฉบับที่ 40/2557 ประกาศคสช.ฉบับที่ 41/2557 และคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 แล้ว การกำหนดว่า “บุคคลใดที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งดังต่อไปนี้ หากจะเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ต้องได้รับอนุมัติจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติก่อน” ยังให้ความหมายที่อาจตีความได้กว้างถึงบุคคลที่ไม่ได้ลงนามตามท้ายประกาศหรือคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับนั้น แต่ได้ฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่งหัวหน้าคสช.ได้ด้วย อาทิเช่น กรณีมีผู้ชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป แต่ไม่ได้ลงนามในเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58 ก็อาจถูกตีความว่าต้องขออนุมัติก่อน ทั้งที่ไม่เคยอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวมาก่อนก็ได้\nศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิฯ ระบุว่า คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 25/2559 นี้ เป็นการพยายามสร้างภาพลักษณ์ว่าคสช. มีการผ่อนปรนในด้านสิทธิเสรีภาพมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติแล้วแทบจะไม่มีผลแตกต่างใดๆ จากก่อนมีการประกาศใช้คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับดังกล่าว เนื่องจากมีผู้ได้ประโยชน์อย่างจำกัด และบุคคลส่วนใหญ่ยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศตามประกาศและคำสั่งฉบับอื่น อีกทั้งประชาชนยังมีความเสี่ยงจากการบังคับใช้ “กฎหมาย” อย่างกว้างขวางของคสช. เนื่องจากจากการใช้ถ้อยคำในคำสั่งที่มีความหมายอย่างกว้างขวางอีกด้วย \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-393d4460908545cca10924bb031633be", "input": "Title: จับวิบัติ : เมื่อ ‘เนติวิทย์’ ถาม \"ตรรกะวิบัติคืออะไร?\" \n Body: เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘จับวิบัติ Fallacies Thailand [1]’ เผยแพร่ วิดีโอรายการคณะจับวิบัติแห่งชาติ เมื่อวันที 27 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยระบุว่าเป็นการตอบคำถามจากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับตรรกะวิบัติที่ทีมงานพบเจอในการทำโครงการ ประกอบด้วย จับวิบัติไม่ใช่ลิทธิ ตรรกะวิบัติเป็นคอนเซ็ปต์สากล พร้อมทั้งมี เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล มาร่วมรายการและตั้งคำถาม เช่น ตรรกะวิบัติเป็นเรื่องของการใช้เหตุผลผิดพลาด ไม่ว่าคุณจะมองว่าข้อสรุปดีหรือไม่ ก็ไม่ได้เป็นตัวชี้ว่าข้อโต้แย้งนั้นใช้ตรรกะวิบัติหรือไม่ หากจะพิจารณาว่าข้อโต้แย้งใช้ตรรกะวิบัติหรือไม่ ต้องดูว่าเหตุผลที่ให้สนับสนุนข้อสรุปที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่ เป็นต้น\nโดยทีมงานคณะจับวิบัติ ระบุด้วยว่าไม่ได้ต้องการโน้มน้าวให้คุณมีความเชื่อเอียงไปทางใดทางหนึ่ง เพียงขอให้หยุดใช้เหตุผลวิบัติสนับสนุนข้อสรุปใดๆ ก็ตาม \n What is the sentiment in the text for the genre: education", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-a9936332c01b48bcb5eca43e133d5801", "input": "Title: สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 17-23 ธ.ค. 2556 \n Body: กกจ.เตือนแรงงานไทยระวังการนำยาเข้าไต้หวัน \nนายประวิทย์ เคียงผล อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า เมื่อไม่นานมานี้มีแรงงานไทยที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดกำแพงเพชรเดินทาง ไปทำงานในโรงหล่อโลหะในบริษัท Shin Yin Precision Casting Co,Ltd ตั้งอยู่ที่เมืองชิงสุ่ย นครไทจง ประเทศไต้หวัน ถูกออกหมายเรียกให้ไปขึ้นศาลเพื่อให้ปากคำ เนื่องจากตรวจสอบพบว่าญาติได้ส่งยาที่มีส่วนผสมของตัวยาฟินิลโปรปาโลนามี หรือพีพีเอ ซึ่งมักพบในยาแก้ไข้หรือยาแก้ปวดมาให้ทางไปรษณีย์ ซึ่งยาดังกล่าวถือเป็นตัวยาที่ห้ามนำเข้าประเทศไต้หวันโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นยาต้องห้ามที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 ของไต้หวัน ทั้งนี้ จากการสอบข้อเท็จจริงของฝ่ายตรวจสอบ ทราบว่าคนงานนั้นมีโรคประจำตัว คือโรคลมชักต้องทานยาจากโรงพยาบาลที่กำแพงเพชรออกให้เป็นประจำทุกวัน แต่ยาที่นำติดตัวมาใกล้หมด จึงให้ญาติส่งมาให้ที่ไต้หวัน โดยไม่ทราบว่ายาที่ส่งมามีส่วนผสมอะไรบ้าง ดังนั้น จึงไม่มีเจตนากระทำความผิด แต่เนื่องจากยาดังกล่าวมีส่วนผสมของสารเสพติด ฝ่ายตรวจสอบจึงได้ส่งเรื่องให้อัยการดำเนินคดีตามกฎหมายไต้หวันต่อไป\n\"ที่ผ่านมามีแรงงานไทยที่เดินทางเข้าไปทำงานในประเทศไต้หวันถูกดำเนิน คดี กรณีการนำยาเข้าประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตหลายราย จากข้อมูลของกระทรวงยุติธรรมของไต้หวัน พบว่าทางการไต้หวันประสบปัญหากรณีที่มีญาติแรงงานต่างชาติส่งยามาให้ญาติของ ที่ทำงานอยู่ในไต้หวันแล้วถูกดำเนินคดี ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำ เนื่องจากการนำเข้ายามาในไต้หวันโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งแรงงานไทยมีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่าร้อยละ 50\" นายประวิทย์กล่าว และว่า ขอเตือนให้แรงงานไทยระมัดระวังเรื่องการนำยารักษาโรคติดตัวเข้าไต้หวัน เนื่องจากทางการไต้หวันห้ามนำยาทุกชนิดเข้าประเทศ หากมีความจำเป็น ขอให้นำหนังสือรับรองแพทย์ฉบับภาษาอังกฤษไปด้วย เพื่อใช้เป็นหลักฐานและข้อมูลเบื้องต้นในการตรวจโรคที่ไต้หวัน\nนายประวิทย์กล่าวต่อว่า แรงงานต่างชาติทุกคนที่ไปทำงานในไต้หวัน หากเจ็บป่วยจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายประกันสุขภาพ สามารถได้รับการตรวจรักษาได้อย่างถูกต้อง จึงไม่ควรหาซื้อยากินเองหรือให้ญาติส่งยา มาให้เพราะอาจเป็นสาเหตุของการกระทำผิดกฎหมายของไต้หวัน ทั้งนี้ แรงงานสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานแรงงาน ณ กรุงมะนิลา ส่วนที่ 2 ไทเป เบอร์โทร.02-2701-1413 หรือสอบถามมาที่สายด่วน กรมการจัดหางาน โทร.1694\n(มติชนออนไลน์, 17-12-2556)\n\"กล้ามเนื้ออ่อนล้า\" โรคฮิตพนักงานออฟฟิศ \nโรงพยาบาลนครธน ร่วมกับ บริษัท อังกฤษตรางู (แอล.พี.) จำกัด จัดให้ความรู้ \"ห่างไกลกล้ามเนื้อปวดล้าจาก WMSDs เพื่อสุขภาพที่ดีของหนุ่มสาวออฟฟิศ\"\nโดยมี นพ.ภรชัย อังสุโวทัย รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ และศัลยแพทย์ผู้เชี่ยว ชาญกระดูกและข้อ ร.พ.นครธน อธิบายว่า WMSD ซึ่งเป็นคำย่อของ Work-Related Musculoskeletal Disorders คือ อาการของโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบกล้ามเนื้อและโครงสร้างของกระดูก ได้แก่ เส้นเอ็น ข้อต่อ หมอนรองกระดูกสันหลัง และเส้นประสาท ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน ซึ่งอาการบาดเจ็บมีตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก แต่ยกเว้นอุบัติเหตุต่างๆ ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเฉียบพลัน เช่น พลัดตกหกล้ม ลื่น ข้อเท้าพลิก หรืออุบัติเหตุอื่นๆ\nอาการ WMSDs มักเกิดกับผู้ที่ทำงานในท่าเดิมๆ ซ้ำๆ อยู่เป็นประจำ หรืออาจใช้ท่าที่ไม่เหมาะสมกับการทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดอาการปวดทั้งในระหว่าง หรือหลังทำงาน เช่น นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องโดยไม่เปลี่ยนท่า\nสิ่งแวดล้อมก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคด้วย เช่น การทำงานในสถานที่คับแคบ ด้านจิตใจ เช่น ความเครียดจากการทำงาน สารบางอย่างที่หลั่งในสมอง จะส่งสัญญาณมาที่กล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว เกร็งตัว เกิดอาการเจ็บขึ้นได้\nจากการสำรวจพบว่า โรคนี้เป็นต้นเหตุ ให้สูญเสียเวลาในการทำงานถึงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาปีละ 15-20 พันล้านเหรียญสหรัฐ เช่น สหรัฐอเมริกา พบว่า 34 เปอร์เซ็นต์ สูญเสียเวลาทำงานเพราะโรคนี้ ในต่างประเทศจึงจัดตั้งเป็นองค์กรดูแลสวัสดิภาพพนักงาน พบว่าช่วยลดตัวเลขของคนป่วยลงได้อย่างมาก\nแต่ประเทศไทยมองไม่เห็นความสำคัญในการรณรงค์ป้องกันเหมือนในต่างประเทศ ที่เป็นอยู่ คือ การแก้ปัญหาตามหลัง เมื่อเกิดอาการแล้ว\nทั้งนี้ อยากฝากถึง 3 ฝ่าย ได้แก่ 1.เจ้าของธุรกิจควรหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพบุคลากร โดยดูแลเครื่องใช้สำนักงานให้ถูกสุขลักษณะ มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนตำแหน่ง เพื่อลดการทำงานซ้ำๆ เป็นต้น\n2.รัฐบาลควรกระตุ้นให้บริษัทต่างๆ หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพบุคลากร หรือออกมาตรการจูงใจต่างๆ 3.พนักงานและบุคคลทั่วไป ควรใส่ใจการปรับท่ายืน เดิน นั่ง ให้ถูกต้อง เลือกใช้อุปกรณ์เครื่องทุ่นแรงในการทำงานต่างๆ และดูแลสุขภาพ ระวังอย่าให้เครียดมากเกินไป มิฉะนั้นปัญหาของโรค WMSDs ก็จะยังคงอยู่เหมือนเดิม\nการรักษาอาการสามารถใช้ยาทาที่มีส่วนผสมของยาในกลุ่มต้านการอักเสบชนิด ที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หากปวดมากสามารถใช้ยาทาควบคู่กับยาชนิดรับประทานได้ หากอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกิดเป็นโรคเรื้อรังตามมาได้ เช่น เส้นเอ็นยึดกระดูกอักเสบ ปลอกหุ้มเอ็นอักเสบ การบวมอักเสบของข้อต่อที่หัวไหล่ และพังผืดทับเส้นประสาทข้อมือ ทำให้เกิดอาการมือชา\nโดยหากกายภาพบำบัดเป็นเวลานาน แล้วยังไม่หาย อาจต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด\n(ข่าวสด, 17-12-2556)\nคนงานบริดจสโตนเกือบพันร้องขอโบนัส 5 เดือน \nคนงานโรงงานผลิตยางรถยนต์ บริดจสโตน รายใหญ่ของประเทศ ได้นัดหยุดงานกัน 2 โรงงาน โดยคนงานจากโรงงาน อ.หนองแค จ.สระบุรี ได้มารวมตัวกันที่โรงงานบริดจสโตน ปทุมธานี ถนนพหลโยธินขาเข้ารังสิต ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ประมาณเกือบหนึ่งพันคน โดยได้รวมตัวกันเรียกร้องเงินโบนัสจำนวน 5 เดือน\nทางด้าน นายบุญเลิศ คาบุตรดี ประธานสหภาพแรงงานไทยบริดจสโตน ปทุมธานี และ นายมารถสถาน ประคอง ประธานสหภาพแรงงานไทยบริดจสโตน โรงงานหนองแค สระบุรี ได้เรียกร้องกับผู้บริหารโรงงานตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา และทางผู้บริหารบริษัท นำโดย นายชินอิจิ ซาโตะ กรรมการผู้จัดการบริษัทไทยบริดจสโตน จำกัด ได้เสนอจ่ายโบนัสให้ 3 เดือน บวกเงินพิเศษเพิ่มให้อีก 5,000 บาท แต่ทางสหภาพแรงงานไม่ยอมรับ โดยมีทางสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี เข้ามาร่วมเจรจาด้วย\nแต่ยังไม่เป็นที่ตกลงกันโดยคนงานยืนยันขอโบนัสจำนวน 5 เดือน เนื่องจากในรอบปีที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรเป็นพันล้าน แต่จ่ายโบนัสแค่ 3 เดือน คนงานจึงไม่ยอมและขอเรียกร้องต่อไป มี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองหลวงมาอำนวยความสะดวกการจราจรถนนพหลโยธิน ขาเข้ารังสิต เนื่องจากมีรถพนักงานจอดเต็มถนน\n(ไอเอ็นเอ็น, 18-12-2556)\nติงระบบแนะแนว ร.ร.ไทยไร้คุณภาพไม่สนองตลาดแรงงาน \nเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รองประธานคณะกรรมการ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ และคุณภาพเยาวชน (สสค.) กล่าวในการประชุมเสวนาวิชาการนานาชาติด้านการศึกษา ครั้งที่ 6 ว่า ที่ผ่านมาได้พยายามทำความเข้าใจกับพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กชายขอบที่มักจะหวัง ให้ลูกเรียนสูงๆ เพื่อมีงานทำ ทั้งที่ข้อเท็จจริงโอกาสของเด็กชายขอบ จะน้อยกว่าเด็กในเมืองทั้งการศึกษาต่อระดับสูง รวมถึงการมีงานทำ ซึ่งสร้างภาระให้กับครอบครัว ทั้งยังเป็นความสูญเปล่าค่อนข้างสูง เพราะการเรียนในระบบถึง 16 ปี ไม่ใช่การเรียนรู้ที่แท้จริง แต่การเรียนวิชาการพื้นฐานควบคู่กับการเรียนวิชาชีพ และสามารถเรียนควบคู่ไปกับการทำงาน สามารถตอบสนองความต้องการตลาดแรงงานได้ดีกว่า สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือวุฒิภาวะ ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในสถานประกอบการ\nอย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์การศึกษาด้านอาชีพของไทยไม่ค่อยดีนัก ผู้ปกครองมักมองว่าเป็นระบบที่รองรับคนที่ตกจากสายวิชาการ ทั้งที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว จะพัฒนาความรู้ทางวิชาการและวิชาชีพควบคู่กัน ทั้งนี้ ผู้บริหารสถานศึกษา สมาคมครูผู้ปกครองและครูแนะแนวมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเข้าใจกับการ ศึกษาด้านวิชาชีพ\nนางซาโตโกะ ยาโนะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา ยูเนสโก ประเทศไทย กล่าวว่า จากการศึกษาระบบแนะแนวในหลายประเทศพบว่า ครูแนะแนวไม่ได้มีความเชี่ยวชาญ และตามทันการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะเทคโนโลยี และตลาดแรงงาน ครูแนะแนวถูกแยกการทำงานตามลำพังโดยไม่บูรณาการกับครูวิชาการ และยังมีปัญหาด้านคุณภาพและปริมาณ และไม่มีการเชื่อมโยงกับระบบการจัดหางานโดยภาครัฐ และนายจ้าง อย่างไรก็ตาม มาตรการระบบแนะแนวการศึกษาเพื่อการอาชีพนั้นควรจะมีกฎระเบียบ รองรับที่จะให้สถานศึกษาเตรียมความพร้อม และจัดการแนะแนวด้านอาชีพ มีนโยบายจัดการศึกษาเพื่ออาชีพ มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้อย่างเหมาะสม และมีการบริหารและจัดการข้อมูลเป็นระบบ\nนางวิภา เกตุเทพา ครูแนวแนวโรงเรียนสตรีวิทยา 2 และประธานครูแนะแนวกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สถานการณ์ครูแนะแนวปัจจุบัน พบว่าทุกโรงเรียนมีครูแนะแนวอย่างน้อย 1 คน โดยมีทั้งมีวุฒิและไม่มีวุฒิทางการแนะแนว บางโรงเรียนให้ครูประจำชั้น หรือวิชาอื่นๆ ทำหน้าที่แนะแนว ปัจจัยที่ส่งผลต่อการขาดครูแนะแนว เกิดจากความเชื่อที่ไม่ถูกต้องท่่ีว่าครู ทุกคนคือครูแนะแนว ทั้งที่สิ่งที่ถูกคือครูทุกคนทำหน้าที่แนะแนวได้ แต่ไม่ใช่ครูแนะแนว\n\"การบรรจุครูแนะแนวร่อยหรอ เพราะมักจะถูกโอนอัตราไปให้ครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์แทน เพราะต้องการเน้นคะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐานหรือโอเน็ต รวมทั้งไม่มีมาตรฐานการกำหนดสัดส่วนครูแนะแนวต่อนักเรียน สถาบันผลิตครูแนะแนวเลิกผลิต หรือผลิตน้อยลง เพราะไม่มีงานรองรับ\"\nทั้งนี้ การปฏิรูปการบริหารจัดการแนะแนว อยากเสนอให้กำหนดให้มีหน่วยงานแนะแนว ทุกโรงเรียน กำหนดสัดส่วนครูแนะแนวต่อนักเรียน น้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 ต่อ 500 คน กำหนดมาตรฐานการแนะแนว  เร่งพัฒนาคุณภาพครูแนะแนวที่มีอยู่แล้ว ประสานสถาบันอุดมศึกษาผลิตครูแนะแนวแนวใหม่ที่มีคุณภาพ และเร่งพัฒนาเครื่องมือมาตรฐาน สื่อนวัตกรรมทางการแนะแนวที่ทันสมัย.\n(ไทยรัฐ, 18-12-2556)\nบอร์ดค่าจ้างยืนราคาค่าแรงขั้นต่ำ 300 ยาวถึงปี 58 เคาะค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน 13 อาชีพ \nนายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ ปลัดกระทรวงแรงงานในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) กล่าวว่าบอร์ดฯได้อนุมัติอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานใน 5 กลุ่มสาขา 13 อาชีพตามที่คณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานซึ่งประกอบด้วย 1.กลุ่มช่างอุตสาหการ ได้แก่ ช่างเชื่อมท่อพอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูง ระดับ 1 มีอัตราค่าจ้างวันละ 460 บาท ช่างประกอบท่อ ระดับ 1 วันละ 400 บาท ช่างทำแม่พิมพ์ฉีดโลหะ ระดับ 1 วันละ 480 บาท 2.กลุ่มช่างอุตสาหกรรมศิลป์คือ ช่างสีเครื่องเรือน ระดับ 1 วันละ 350 บาท ระดับ 2 วันละ 450 บาท\n3.กลุ่มช่างก่อสร้างได้แก่ ช่างหินขัดระดับ 1 วันละ 400 บาท ช่างฉาบยิปซัม ระดับ 1 วันละ 400 บาท ช่างมุงหลังค่ากระเบื้อง จำนวน 3 ระดับ คือ ระดับ 1 วันละ 400 บาท ระดับ 2 วันละ 510 บาท และระดับ 3 วันละ 620 บาท 4.กลุ่มช่างเครื่องกลได้แก่ ช่างบำรุงรักษารถยนต์ 2 ระดับ คือ ระดับ 1 วันละ 340 บาท และระดับที่ 2 วันละ 400 บาท ช่างซ่อมรถยนต์ดีเซล และช่างปรับอากาศรถยนต์ขนาดเล็กมีอัตราค่าจ้าง 3 ระดับ ในอัตราที่เท่ากันคือ ระดับ 1 วันละ 360 บาท ระดับ 2 วันละ 445 บาท และระดับ ที่ 3 วันละ 530 บาท\n5.กลุ่มภาคบริการคือ นักส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมสปาตะวันตก (สุคนธบำบัด) จำนวน 2 ระดับ คือ ระดับ 1 วันละ 540 บาท ระดับ 2 วันละ 715 บาท นักส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมสปาตะวันตก (วารีบำบัด) จำนวน 2 ระดับ คือ ระดับ 1 วันละ 565 บาท ระดับ 2 วันละ 750 บาท และ นักส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมสปาตะวันตก (โภชนบำบัด) จำนวน 2 ระดับ คือ ระดับ 1 วันละ 615 บาท ระดับ 2 วันละ 815 บาท\n“กระทรวงแรงงานจะเร่งจัดทำร่างประกาศอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน ใน 5 กลุ่มสาขา 13 อาชีพ เสนอต่อรมว.แรงงานคนใหม่เพื่อพิจารณานำเข้าสู่คณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อขอความ เห็นชอบ คาดว่าน่าจะประกาศใช้ได้ไม่เกินเดือนมี.ค.2557 เชื่อว่าค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานจะช่วยส่งเสริมให้แรงงานช่างฝีมือต้อง การที่จะพัฒนาทักษะฝีมือให้ดีขึ้นเพื่อให้มีรายได้สูงขึ้นตามมาตรฐานฝีมือ และนายจ้างจะได้แรงงานที่มีฝีมือดีและผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วย” นายจีรศักดิ์ กล่าว\nประธานบอร์ดค่าจ้าง กล่าวต่อไปว่า สำหรับค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทนั้น บอร์ดค่าจ้างยืนยันมติบอร์ดค่าจ้างเดิมเมื่อเดือนต.ค.ปี 2554 ที่จะให้คงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไว้วันละ 300 บาทไปจนถึงปีพ.ศ.2558 ยกเว้นหากภาวะเศรษฐกิจผันผวนที่กระทบต่อการครองชีพของผู้ใช้แรงงาน อาจจะมีการเสนอให้พิจารณาทบทวนและปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งกระทรวงแรงงานก็ได้ติดตามภาวะเศรษฐกิจและผลกระทบจากการปรับขึ้นค่า จ้างอย่างสม่ำเสมอ\n (MThai news, 20-12-2556)\nสปส.เตือนนายจ้าง เร่งจ่าย \"เงินสมทบ\" \nนางอำมร เชาวลิต เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สปส.ได้ส่งใบประเมินเงินสมทบประจำปี 2557 พร้อมกับแบบแสดงค่าจ้างปี 2556 ให้แก่นายจ้างทั่วประเทศแล้ว ซึ่งตามปกติ สปส.จะมีการเก็บเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปีละ 1 ครั้ง ทั้งนี้ นายจ้างจะต้องชำระเงินสมทบดังกล่าวภายในวันที่ 31 มกราคม 2557 พร้อมกับต้องรายงานค่าจ้างที่จ่ายจริงของปี 2556 ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2557\nนางอำมรกล่าวว่า หากจำนวนเงินค่าจ้างรวมกันทั้งปีต่ำกว่าที่ สปส.ประเมินไว้ สำนักงานกองทุนเงินทดแทนจะคืนเงินสมทบส่วนที่เก็บมาเกินให้แก่นายจ้าง ภายหลังจากการเนินการตรวจสอบเอกสารหลักฐานว่ามีความถูกต้อง แต่หากค่าจ้างที่จ่ายจริงของปีที่ผ่านมา สูงกว่าค่าจ้างที่ สปส.ได้ประเมินไว้ นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมภายในวันที่ 31 มีนาคม จึงขอเตือนนายจ้างอย่าลืมการรายงานค่าจ้างของปี 2556 ภายในระยะเวลาที่กำหนด เนื่องจากถ้าไม่รายงานค่าจ้าง แล้วพบว่าต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้น นายจ้างจะต้องเสียค่าปรับตามกฎหมายร้อยละ 3 ต่อเดือน\n(ประชาชาติธุรกิจ, 20-12-2556)\nปลัด ก.แรงงาน เผยนโยบายปีหน้าเน้นอุ้มคนไทยทุกกลุ่มมีงานทำ พัฒนาฝีมือแรงงานรับเอซี \nนายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ ปลัดกระทรวงแรงงาน (รง.) เปิดเผยว่า นโยบายและยุทธศาสตร์การดำเนินงานของกระทรวงแรงงานในปี พ.ศ. 2557 จะส่งเสริมให้คนไทยมีงานทำอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง ส่งเสริมการจ้างงานในทุกกลุ่ม เช่น นักเรียน นักศึกษาที่จบการศึกษา ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และมีการอบรมวิชาชีพและพัฒนาทักษะฝีมือ รวมทั้งจัดบริการแนะแนวอาชีพที่เหมาะสมแก่เยาวชนเพื่อให้เลือกเรียนและทำงาน ในสายอาชีพที่ตนเองถนัด และยกระดับฝีมือแรงงานไทยให้มีมาตรฐานฝีมือเป็นหนึ่งในอาเซียนเพื่อให้แรง งานมีรายได้ตามทักษะฝีมือ เพิ่มผลผลิตและเตรียมพร้อมรับประชาคมอาเซียน (เอซี) และการกำหนดมาตรฐานและพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน จะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานโดยให้ภาคธุรกิจและสมาคมวิชาชีพต่างๆ เข้ามาร่วม ซึ่งล่าสุดกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจัดทำมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติเพิ่ม เติมขึ้นมาใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรม 44 สาขาอาชีพ เช่น กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อัญมณี เหล็ก ซึ่งมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาตินี้จะนำมาใช้เป็นเกณฑ์คัดกรองแรงงานฝีมือ ต่างชาติที่จะเข้ามาทำงานในไทยหลังเปิดเอซี      นายจีรศักดิ์ กล่าวอีกว่า กระทรวงแรงงานยังมุ่งส่งเสริมให้แรงงานไทยทั้งในระบบและนอกระบบกว่า 30 ล้านคน ได้รับการคุ้มครองและมีหลักประกันชีวิตที่มั่นคงโดยขยายระบบประกันสังคม มาตรา 40 ไปสู่แรงงานนอกระบบทั่วประเทศเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ในกรณีประสบ อันตราย/เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย ชราภาพ ซึ่งในเรื่องของสิทธิประโยชน์ของเงินชราภาพที่มีเงื่อนไขว่า ผู้ประกันตนที่มีอายุครบ 55 ปีและเกษียณจากการทำงาน พ้นความเป็นผู้ประกันตนและส่งเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือนหรือ 15 ปี จะได้รับเป็นเงินบำเหน็จ แต่หากส่งเงินสมทบครบ 15 ปี จะได้เป็นเงินบำนาญนั้น โดยส่วนตัวมองว่าในอนาคตน่าจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบครบ 15 ปี มีสิทธิเลือกได้ว่าจะรับเงินบำเหน็จหรือเงินบำนาญ สปส.จะจ่ายเงินบำนาญชราภาพในปี 2557 เป็นปีแรกก็ได้ส่งแบบสำรวจความเห็นผู้ประกันตนว่าอยากจะรับเงินบำเหน็จ หรือเงินบำนาญ ซึ่งคาดว่าสำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะสรุปผลสำรวจนี้ได้ในช่วงเดือน มี.ค.\n(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 23-12-2556) \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-2ba63eeb97b34b1c9ff41d5ff6a7ffa1", "input": "Title: 10 ปี การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น(พ.ศ.2543-2552): ฤาการเดินทางเพื่อกลับมา “หยุด” ตรงจุดเดิม \n Body: กระจายอำนาจ คำจำกัดความ\nเมื่อเอ่ยถึง “การกระจายอำนาจ” (Decentralization) คำอธิบายที่ได้ย่อมแตกต่างกันไปตามแต่ทัศนะมุมมอง เป็นต้นว่าอาจมอง “ที่ไป” ของอำนาจรัฐที่จะถูกกระจายผิดแผกกัน เช่นให้แก่ ‘ประชาชน’ เองเลย (เป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม นอกเหนือจากการเลือกตั้ง ก็เช่นการทำประชามติ การริเริ่มกฎหมาย และการถอดถอน ฯลฯ) หรือกระจายไปที่ ‘หน่วยงานอิสระ’ ทั้งหลายทั้งปวง (ไม่ว่าจะเป็นศาล องค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ ฯลฯ) หรือไปยัง ‘กลไกอื่นของรัฐ’ อื่นๆ (ได้แก่ส่วนราชการที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง‘ชุมชนท้องถิ่น’ (เช่นตามกฎหมายสภาองค์กรชุมชน) กระทั่งลงสู่ ‘องค์กรปกครองท้องถิ่น’ (อปท.) (ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นต้น)ใด อย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย ตลอดจนราชการบริหารส่วนภูมิภาค) หรือฝากไว้กับ หรือฝากไว้กับ ‘ชุมชนท้องถิ่น’ (เช่นตามกฎหมายสภาองค์กรชุมชน) กระทั่งลงสู่ ‘องค์กรปกครองท้องถิ่น’ (อปท.) (ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นต้น)\nทว่าสำหรับบทความชิ้นนี้ คำๆ นี้เป็นความหมายเฉพาะในวงวิชาการรัฐศาสตร์ ตรงกันข้ามกับคำว่า “รวมศูนย์อำนาจ” (Centralization) ซึ่งแปลว่าระบบการบริหารที่รัฐบาลกลางกุมอำนาจการตัดสินใจในการบริหารกิจการต่างๆ ทั่วประเทศ การกระจายอำนาจ เป็นระบบการบริหารการปกครองโดยที่รัฐบาลกลางหรือรัฐบาลแห่งชาติกระจายอำนาจบางส่วนให้แก่หน่วยการปกครองท้องถิ่น เพื่อให้มีอำนาจดำเนินกิจการภายในอาณาเขตของตนโดยปราศจากการแทรกแซง กล่าวอย่างย่นย่อ ‘การกระจายอำนาจ’ ก็คือการขยายออก (Expansion) ของความเป็นอิสระ (Autonomy) ของการปกครองตนเอง (Self–Government) ในระดับท้องถิ่น ผ่านการถ่ายโอนอำนาจและความรับผิดชอบจากสถาบันการเมืองระดับชาติ หรือจากส่วนกลางไปยังท้องถิ่น (Devolution) นั่นเอง\n \nวิวัฒนาการ เนิบช้า\nพูดตามจริง เท่าที่ผู้เขียนพิจารณางานหลายต่อหลายชิ้นซึ่งกล่าวถึงพัฒนาการของการปกครองท้องถิ่นในประเทศไทยที่ผ่านๆ มา ปรากฏข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ตรงกันนั่นคือ “รัฐไทย” เน้นมุ่งการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางอย่างต่อเนื่องและยาวนาน นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ท่ามกลางการปรับตัวกระชับความแข็งแกร่ง และคลี่คลายเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นระยะๆ และพัฒนาเป็น “รัฐรวมศูนย์อำนาจมากเกินไป” (Over-centralized state) ในรัชสมัยต่อๆ มาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งนอกจากจะรวมศูนย์อำนาจการปกครองการบริหารเข้าสู่ส่วนกลางแล้วก็ยังรวมศูนย์อำนาจทุกๆ ด้านเข้ามาไว้ด้วย อาทิเช่น การศึกษา วัฒนธรรม การศาสนา เศรษฐกิจ ฯลฯ\nทว่าแล้ว แนวโน้มการกระจายอำนาจจึงเริ่มก่อรูปขึ้น ด้วยความจำเป็นที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้พร้อมๆ กับการ ปฏิรูปการเมือง (Political Reform) ‘ส่วนบน’ ภายหลังจากเหตุการณ์นองเลือดในเดือนพฤษภาฯ ปี 2535 (นับแต่เกิดกระแสรณรงค์เลือกตั้งผู้ว่าฯ ขึ้นมา) โดยเน้นย้ำถึงทิศทางของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในลักษณะที่ให้ความสำคัญกับ หนึ่ง การเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น สอง การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น และ สาม ความเป็นอิสระของท้องถิ่นในทุกๆ มิติมากยิ่งขึ้น\n \nพลวัตร กฎหมายใหม่\nรูปธรรมชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้นพิจารณาตัวบทกฎหมายที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ (ทั้งทางตรงและโดยอ้อม) ซึ่งทยอยมีออกมามากมาย อธิบายเรียงลำดับเวลาได้ดังนี้\n- พ.ศ.2537 ประกาศใช้ พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ส่งผลให้มีการยกฐานะสภาตำบลเป็น อบต. จำนวนมาก\n- พ.ศ.2540 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2540 ถือกำเนิด พร้อมมีเนื้อหาสนับสนุนการปกครองท้องถิ่นและการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญมากมาย รวมแล้ว 10 มาตราด้วยกัน\n- พ.ศ.2542 ถึง พ.ศ.2543 มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายต่างๆ เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นขนานใหญ่ รวมถึงได้มีการตรากฎหมายใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจอีกหลายฉบับ ทั้งนี้ เพื่ออนุวัติให้สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญ พร้อมกันกับที่กระทรวงมหาดไทย ยกเลิกการเข้าดำรงตำแหน่งของทั้งผู้ว่าฯ ใน อบจ. นายอำเภอ ในสุขาภิบาล ตลอดจนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ใน อบต. ลงอย่างสิ้นเชิง\n- พ.ศ.2542 ประกาศใช้กฎหมายกระจายอำนาจฉบับสำคัญ คือ พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ให้มี “คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” มากำหนดรายละเอียดอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะระหว่างรัฐกับ อปท. และระหว่าง อปท. ด้วยกันเอง รวมถึงวางแนวทางการถ่ายโอนภารกิจอำนาจหน้าที่ และรายได้ต่างๆ จากรัฐบาลกลางลงสู่ท้องถิ่น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่กฎหมายกำหนดให้ต้องแบ่งรายได้ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 35 ของงบประมาณแผ่นดินให้แก่ อปท. ภายในปีงบประมาณ พ.ศ.2549)\n-  พ.ศ.2543 กฎหมายกำหนดให้นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองและเทศบาลนครมีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเป็นครั้งแรก\n- พ.ศ.2544 “แผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” มีผลใช้บังคับ\n- พ.ศ.2545 ประกาศใช้ “แผนปฏิบัติการเพื่อกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจตามแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”\n- พ.ศ.2546 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เริ่มเข้ามาควบคุมดำเนินการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นทุกประเภทแทนกระทรวงมหาดไทย ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545\n- พ.ศ.2546 ได้มีการเร่งรัดปรับปรุงโครงสร้าง อปท.รูปแบบอื่นๆ ให้เป็นมาตรฐานแบบเดียวกันทั้งหมด นั่นคือ รูปแบบ นายก-สภา (Mayor-Council Form) หรือเป็นแบบ ผู้บริหารเข้มแข็ง (Strong Mayor Form) พร้อมทั้งทยอยยกเลิกคณะผู้บริหารที่มาจากมติของสภาท้องถิ่นด้วยการระบุให้นายก อบจ. นายกเทศมนตรีตำบล ตลอดจนนายก อบต.  มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง และกำหนดรายละเอียดกลไกความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายสภาให้มีความชัดเจนขึ้น\n \n\nโครงสร้างการบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบใหม่ตามกฎหมาย\nขณะที่เหตุผล ‘ต่อต้าน’ การเร่งรัดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในสังคมไทยจากฟากฝั่งที่มีทัศนะนิยมส่วนกลาง (Centralism) ยังคงดำรงอยู่ เป็นต้นว่าจะนำมาซึ่งความแตกแยกรุนแรง ประชาชนยังไม่พร้อม บ้างกลัวว่าเจ้าพ่อจะชนะการเลือกตั้ง ฯลฯ และปรากฏเด่นชัดในห้วงปี 2548 ที่มีการเคลื่อนไหว ‘คัดค้าน’ โดยกลุ่มองค์กรครูต่างๆ อย่างเข้มข้นต่อความพยายามที่จะถ่ายโอนสถานศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการไปสังกัด อปท. ยังมิพักเอ่ยถึงหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ก็แสดงท่าทีเช่นเดียวกัน ชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานราชการภาคส่วนต่างๆ ยังคงมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการกระจายอำนาจอยู่มากโข ก่อนที่การ “รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”ในอีกหนึ่งปีข้างหน้าจะมาถึง พร้อมกับความ ‘หยุดนิ่ง’ ยาวนาน\n \nรัฐประหาร ผลพวง\nแม้นการเมือง ‘ส่วนบน’ จะเกิดความ ‘พลิกผัน’ มหาศาลภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แต่ใช่ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเมือง ‘ข้างล่าง’ มากนัก แต่ที่แน่ๆ นั่นคือ ย่อมทำให้ทิศทางการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่นจากนี้ เป็นไปอย่างเชื่องช้า และมิใคร่จะมีคุณภาพเท่าที่ควร\nประการที่หนึ่ง ตัวเลขสัดส่วนรายได้ของ อปท. (รวมทั้งในรูปของภาษีอากร เงินอุดหนุน รายได้อื่น และการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของท้องถิ่นเอง) ต่อรายได้ของรัฐบาล ระหว่าง ‘ก่อน’ การรัฐประหารกับห้วงหลายปีงบประมาณ ‘หลัง’ จากนั้น (เรื่อยมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน) เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วก็พบแนวโน้ม ‘ชะงักงัน’ เห็นได้ชัด\n \nสัดส่วนรายได้ท้องถิ่นต่อรายได้รัฐบาล (2537-2553)\nปีงบประมาณ                   สัดส่วนรายได้ท้องถิ่นต่อรายได้รัฐบาล (คิดเป็นร้อยละ)\n2537                             7.71\n2538                             7.53\n2539                             7.64\n2540                             11.12\n2541                             13.21\n2542                             14.20\n2543                             13.24\n2544                             20.68\n2545                             21.88\n2546                             22.19\n2547                             22.75\n2548                             23.50\n2549                             24.05\n2550                             25.17\n2551                             25.20\n2552                             25.25\n2553                             25.02\n \nเพราะในปี พ.ศ.2550 สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากการแต่งตั้งผ่าน พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 [วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา 8 มกราคม 2550] มายกเลิกเงื่อนไขสำคัญตามที่กฎหมายเดิมได้ระบุไว้ว่า “...ในช่วงระยะเวลาไม่เกิน พ.ศ.2549 ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ของรัฐบาลในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละสามสิบห้า…” ด้วยเหตุผลแนบท้ายว่า เนื่องจากการปฏิบัติตามแผนการถ่ายโอนไม่เป็นไปตามกำหนดเวลา การกำหนดสัดส่วนรายได้เอาไว้ที่ร้อยละ 35 จึงไม่สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงสมควรกำหนดสัดส่วนรายได้เสียใหม่ ทว่ายังคงกำหนดเป้าหมายในอันที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ของ อปท. ให้ได้รับไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 เช่นเดิม แต่ปราศจากเงื่อนเวลากำกับ\nหากมองอย่างผิวเผินจะพบว่า ตั้งแต่ภายหลังรัฐประหารเป็นต้นมานั้น สัดส่วนรายได้ของ อปท.ค่อยๆ เขยิบสูงขึ้นทีละน้อย (กระทั่งมาลดลงในปีงบประมาณ 2553) ทว่าเอาเข้าจริงแล้ว สืบเนื่องมาจากการเพิ่มเงินอุดหนุนเป็นหลัก (ทั้งเงินอุดหนุนทั่วไป และเฉพาะกิจ) ภายใต้กรอบวัตถุประสงค์การใช้เงินที่ถูกกำหนดไว้อย่างจำกัด ด้วยเหตุนี้ ท้องถิ่นจึงกลายเป็น ‘กลไก’ หนึ่ง (เสมือนแขนขาหรือ กิ่งก้านสาขา) ของรัฐบาลกลาง มากกว่าจะเป็น ‘ที่ทาง’ พึ่งพาของราษฎร เพื่อใช้แก้ปัญหาที่มีลักษณะเฉพาะภายในท้องถิ่นของตน\nขณะเดียวกันลักษณะเช่นนี้เองย่อมทำให้ภาวะการคลังท้องถิ่นตกอยู่ภายใต้การควบคุมรัฐบาลเป็นอันมาก เพราะว่ายังต้องพึ่งรายได้จากเงินอุดหนุนของรัฐบาลอยู่มิใช่น้อยๆ นั่นเอง\nประการที่สอง รัฐบาลซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งยอมจำนนต่อความเป็นจริงของระบบราชการไทย (หรือที่ถูกเรียกว่า “อำมาตยาธิปไตย”) อย่างง่ายดาย ด้วยพยายามคงอำนาจไว้ที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเหมือนอย่างในอดีต ทำให้ท้องถิ่นค่อนข้างจะถูก ‘ควบคุม’ ใกล้ชิดโดย “กระทรวงมหาดไทย” เช่น การแก้กฎหมายให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านอยู่ในตำแหน่งได้จนถึงเกษียณ (ตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551) โดยให้มีหน้าที่และเขตรับผิดชอบเดียวกันกับคนของ อปท., การปรับปรุงอำนาจการดำเนินการของจังหวัด และอำนาจในทางปกครองของอำเภอ (ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2550) นอกเหนือไปจากกฎหมาย และกฎระเบียบหยุมหยิมอีกสารพัดที่มีมาก่อนหน้านี้ สะท้อนบทบาทที่อยู่สูงกว่าของจังหวัดและอำเภอว่าจะดำรงอยู่ไปอีกนาน\nประการที่สาม ถึงแม้ว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550” จะบัญญัติเรื่อง “การปกครองส่วนท้องถิ่น” เอาไว้มากเป็นประวัติการณ์ จำนวน 11 มาตรา แยกเป็น 1 มาตรา (มาตรา 78 (2) (3)) จากหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และอีก 10 มาตรา (มาตรา 281–290) ในหมวด 14 ว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนใหญ่หลักการคงเดิมแบบฉบับปี 2540 แทบทุกประการ แต่ในหลายๆ มาตราได้ถูกปรับให้ยืดหยุ่น เปลี่ยนถ้อยคำ ขยายความเพิ่ม เพื่อให้มีความกระจ่างชัดยิ่งขึ้น\nแต่ทั้งนี้ต้องมิลืมเป็นอันขาดว่า ‘ที่มา’ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นผลสืบเนื่องโดยตรงของความพยายามที่จะ ‘ปฏิเสธ’ ความชอบธรรมของประชาชนเสียงข้างมาก ภายใต้ฐานคิดที่เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคง ‘โง่เขลา’ ฉะนั้นจึง ‘ยังไม่พร้อม’ ที่จะปกครองตนเอง จักต้องพึ่งพา “ชนชั้นนำ” ตลอดไป\nแน่นอน การที่ประชาชนโดยทั่วไปมีทัศนะแง่ลบต่อ “การเมือง” (ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือท้องถิ่น) ดังที่ปรากฏในสื่อสารมวลชนกระแสหลักตลอดหลายปีมานี้ ทำนองว่า “การเมือง” เป็นสิ่งชั่วร้ายไม่ควรข้องเกี่ยว หรือเป็นเรื่องของคนเลวๆ (เฉพาะนักการเมือง ‘โลภ’) คนดีๆ อย่ายุ่ง ทั้งที่ การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน แท้ๆ และนี่เองคือความเลวร้ายประการสำคัญของรัฐประหารครานี้ที่สมควรกล่าวไว้ ณ ที่นี้ด้วย\n \nมุมมอง บทบันทึก และก้าวต่อไป\nข้อหนึ่ง ความเป็นอิสระของท้องถิ่น\nนับแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดหมดบทบาทใน อบจ. นายอำเภอหมดบทบาทในสุขาภิบาล รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หมดบทบาทใน อบต. ช่วงราวปี 2543 เท่ากับเป็นการปิดฉาก “การปกครองท้องถิ่นโดยกระทรวงมหาดไทย” ลง จากนั้นการเรียกร้องของท้องถิ่นได้เคลื่อนย้ายเข้าสู่ประเด็นว่าด้วย ‘ที่มา’ ของผู้บริหารท้องถิ่น ในที่สุดจึงได้ข้อสรุปแบบเดียวกัน คือใช้ “การเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรง” สำหรับ อปท.ทุกประเภท / ทุกระดับ เกิดคำเรียกขานผู้บริหารท้องถิ่นต่างๆ ว่า “นายกฯ” ไปทั่ว ตั้งแต่ประมาณปี 2546-2547 เป็นต้นมา\nถึงบัดนี้ ผู้เขียนมองว่า ท้องถิ่นมาไกลมากๆ เสียจนก้าวพ้นประเด็น เลือกตั้ง-แต่งตั้ง และเรื่อง ที่มา ไปแล้ว (แต่ยังมีให้ถกกันอยู่ในประเด็นปลีกย่อยอื่นๆ เช่นเรื่อง คุณสมบัติ การจำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง และ เขตเลือกตั้ง) ประเด็นต่อสู้ต่อจากนี้ไปน่าจะอยู่ที่เรื่อง ความเป็นอิสระ (Autonomy) ของ อปท. ทั้งในแง่ อำนาจหน้าที่ – ถ่ายโอนภารกิจสำคัญๆ บางเรื่องให้ อปท.เพิ่มเติม อย่างเรื่องการให้สัญชาติ เอกสารสิทธิที่ดิน อาวุธปืน ฯลฯ ด้าน งบประมาณ – เพิ่มประเภทของภาษีที่ท้องถิ่นสามารถจะจัดเก็บได้เอง โดยเฉพาะจากภาคธุรกิจ และ การบริหารงานบุคคล – ลดบทบาทการบริหารงานบุคคลของกระทรวงมหาดไทยที่มีในกระบวนการคัดเลือก บรรจุแต่งตั้ง โยกย้ายบุคลากรท้องถิ่นให้น้อยลง หรือที่มักเรียกรวมกันสั้นๆ จนติดปากว่ามิติ งาน / เงิน / คน\nและสุดท้ายกับประเด็น ‘ใหญ่โต’ ว่าด้วยการทบทวนการดำรงอยู่ของ “ส่วนภูมิภาค” คือ จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ว่ายังมีความจำเป็นอยู่อีกหรือไม่? ด้วยผู้เขียนปรารถนาให้ท้องถิ่นตอบสนองคนท้องถิ่นซึ่งพร้อมอยู่แล้วในการกำหนดอนาคตของตัวเองได้มากและดีกว่าที่เป็นอยู่นั่นเอง\nทั้งนี้ยังมิพักกล่าวถึงความพยายามในอันที่จะผลักดันให้มีองค์กรปกครองท้องถิ่น ‘รูปแบบพิเศษ’ เพิ่มขึ้นในหลายๆ พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเกาะสมุยนครแม่สอด ฯลฯ ยิ่งไปกว่านั้นคือ ได้มีการนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ว่าด้วยนครปัตตานี (สำหรับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้) หรือมหานครเชียงใหม่ (สำหรับอำเภอเมืองเชียงใหม่) เพื่อมาแทนรูปแบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน\n \nข้อสอง ศักดิ์ศรีท้องถิ่น\nขณะที่อีกปัญหาสำคัญซึ่ง ‘ตกค้าง’ มาตั้งแต่สมัยก่อนปี 2549 เกี่ยวกับการถ่ายโอนภารกิจด้านต่างๆ ให้แก่ อปท. ปรากฏว่า หลายๆ อปท.ที่มีศักยภาพมากพอ (อบจ. และเทศบาลเป็นส่วนใหญ่) เลือกที่จะดำเนินการภารกิจต่างๆ เอง เช่น อบจ.เชียงราย จัดตั้ง “โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย” เปิดสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษา, อบจ.ภูเก็ต ซื้อที่ดินและอาคารจากโรงพยาบาลพญาไทเพื่อปรับปรุงให้เป็น “โรงพยาบาลองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต” ให้บริการกับประชาชนทั่วไป ฯลฯ โดยที่ไม่ขอรอรับการถ่ายโอนจากส่วนกลาง ซึ่งจะมีเงื่อนไขในการประเมินความพร้อมมากกว่ามาก เพื่อแสดงให้สังคมเห็นว่าท้องถิ่นก็สามารถทำได้ไม่แพ้กัน\nนอกจากนี้ ยังเกิดปรากฏการณ์ ท้องถิ่นนิยม (Localism) ขึ้นมาทั่วไป โดยมีความเคลื่อนไหวในหลายๆ แง่มุมด้วยกัน บ้างรณรงค์ให้ชุมชนหันมาอนุรักษ์หวงแหนวัฒนธรรมพื้นถิ่น (ภาษา การแต่งกาย ขนบธรรมเนียมปฏิบัติ สถาปัตยกรรมท้องถิ่น ฯลฯ) บ้างนำไปใช้สร้างฐานสนับสนุนทีมประจำจังหวัดในการลงแข่งขันกีฬารายการต่างๆ (ดูได้จากกระแสตื่นตัวในฟุตบอลลีกระดับต่างๆ ของไทยเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา)\nทว่าหลายๆ ปรากฏการณ์กลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม สะท้อนภาพปัญหาที่ว่าเรายังไม่สามารถปกครองตนเองได้อย่างเต็มที่ หากแต่ยังคง ‘ถูกปกครอง’ อยู่ เช่น ใช้จ่ายงบประมาณจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ต่างๆ ตามแบบที่รัฐบาล ‘สั่งการ’ ลงมา, อนุมัติเงินอุดหนุนให้แก่ส่วนราชการอื่นที่ ‘ขอความอนุเคราะห์’ เข้ามา, แผนพัฒนาท้องถิ่น ตลอดจนเทศบัญญัติ ข้อบังคับท้องถิ่นต่างๆ ถูก ‘ครอบงำ’ ทางความคิดจากกระทรวง กรม จังหวัด อำเภอ (ตามแต่กรณี) ฯลฯ\nข้างต้นคือบางส่วนของร้อยแปดตัวอย่างที่สะท้อนชัดว่าท้องถิ่น (โดยภาพรวม) ยังคงขาดความเป็นตัวของตัวเอง กล้าๆ กลัวๆ ที่จะคิดริเริ่มสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง เรื่อยถึงถูกชี้นำ/แทรกแซงมากจนเกินไป เป็นปัญหาในเชิงค่านิยม–วัฒนธรรม (อย่างไม่เป็นทางการ เช่นด้วยความเกรงอกเกรงใจ เชื่อว่าราชการส่วนกลาง-ส่วนภูมิภาคเหนือกว่าท้องถิ่น ชอบรับใช้คนข้างบนมากกว่าจะรับใช้คนข้างล่าง) ซึ่งต้องให้เวลาขัดเกลาต่อไป\n \nข้อสาม ท้องถิ่นหลายหลาก\nข้อมูลจำนวน อปท.ล่าสุด ระบุว่า อบจ.มีทั้งสิ้น 75 แห่ง เทศบาลยอดรวม 2,006 เทศบาล แบ่งออกได้เป็นเทศบาลนคร 23 แห่ง เทศบาลเมือง 142 แห่ง และเทศบาลตำบล 1,841 แห่ง อบต.มีอยู่ 5,770 แห่ง และองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอีก 2 แห่ง (กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา) รวมทั้งสิ้น 7,853 แห่ง โดยจำนวนของเทศบาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี และแทบทั้งหมดคือ “เทศบาลตำบล” ซึ่งได้รับการยกฐานะมาจาก อบต. เช่นที่เพิ่มจากเดิมในปี 2551 (จำนวน 1,456 แห่ง) อีกถึง 385 แห่งในปีปัจจุบัน\nแน่นอนที่สุด ท้องถิ่นหลากหลายเกินกว่าจะสรุปแบบ เหมารวม ได้ “ปัญหา” ของแต่ละแห่งย่อมแตกต่างกันออกไปตามแต่ประวัติศาสตร์ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ประชากร ศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนสภาพแวดล้อมอื่นๆ ของพื้นที่ เป็นต้นว่าบางแห่งอาจมีปัญหาคนไร้สัญชาติ บางแห่งมีปัญหาที่ดินทำกิน บางแห่งเผชิญสภาวการณ์ภัยแล้ง–ไม่มีระบบชลประทาน ขาดแหล่งน้ำ บางแห่งประสบปัญหาน้ำท่วม บางแห่งมีปัญหาสิ่งแวดล้อม–มลภาวะเป็นพิษ (หมอกควัน ขยะ ขี้หมูเหม็น ขี้ไก่โชย) บางแห่งมีปัญหาการจราจร–รถติด ไม่มีขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ หลายแห่งพบปัญหาสังคม–วัยรุ่นหนักหนา ฯลฯ\nในเชิงการบริหาร ปัญหาของ อปท.ต่างๆ ก็ย่อมไม่มีทางเหมือนกันทั้งหมดเป็นแน่ เช่น เทศบาลส่วนใหญ่ซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นข้างมากเป็นกลุ่มเดียวกันกับผู้บริหารท้องถิ่น บทบาทของสภาท้องถิ่นจะค่อนข้างจำกัด และมีแนวโน้มที่จะส่งเสริมการทำงานของฝ่ายบริหารเป็นด้านหลัก อย่างเทศบัญญัติทั้งหมดเท่าที่มีออกมาต่างก็เป็นร่างที่เสนอโดยฝ่ายบริหารทั้งสิ้น, อบต.ห่างไกลมักประสบปัญหาคล้ายๆ กันนั่นคือ หลายภารกิจเกินกว่าศักยภาพกำลัง ขาดแคลนงบประมาณสำหรับลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน พนักงานย้ายออกเป็นประจำ และแหล่งรายได้ตามที่กฎหมายระบุให้แทบไม่มีปรากฏเลย อีกทั้งการที่รายจ่ายส่วนใหญ่ของ อปท.หมดไปกับเงินเดือน–ค่าตอบแทนบุคลากรของตน ทำให้ขาดงบพัฒนาด้านต่างๆ เป็นต้น\nเฉกเช่นเดียวกับ “ความสำเร็จ” ซึ่งก็ใช่ว่า อปท.ทุกแห่งจะประสบความสำเร็จได้เหมือนๆ กัน อย่างกรณี เทศบาลนครขอนแก่น มีความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยอาศัย “สภาเมือง” เป็นช่องทางให้ภาคส่วนต่างๆ ได้เข้ามาร่วมบริหารจัดการแผนงาน โครงการ และกิจกรรมต่างๆ ของเทศบาล ยิ่งไปกว่านั้นยังมีหลายๆ กรณีตัวอย่างที่น่าสนใจจากหนังสือ นวัตกรรมสร้างสรรค์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ อปท.อื่นๆ หยิบยืมไปใช้เป็นแนวทางพัฒนา\nด้วยเหตุผลดังกล่าว ท้องถิ่นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องใช้รูปแบบซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด (Standardize) ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างองค์กร ภารกิจเน้นมุ่ง แหล่งรายได้หลัก วิธีการบริหารงานบุคคล รวมถึงรูปแบบการตรวจสอบท้องถิ่น เนื่องจากรัฐบาลกลางมีแนวโน้มว่าจะเน้นความเหมือนของแต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ ส่งผลให้กฎหมาย ตลอดจนนโยบายต่างๆ มักออกมาไม่ตรงตามความต้องการของคนในท้องถิ่น หรือไม่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่อยู่เป็นประจำ\n \nข้อสี่ ภาพลักษณ์ทางลบ\nตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ท้องถิ่นค่อนข้างถูกตีตราจากสังคมว่าเป็น ผู้ร้าย มากกว่าจะเป็น พระเอก อันเนื่องมาจากข่าวคราวในทางลบที่ปรากฏอยู่ในสื่อกระแสหลักมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องซื้อ–ขายเสียง การทุจริตคอรัปชั่น การใช้อำนาจบาตรใหญ่ตามอำเภอใจ ปัญหาส่วนตัวทำนองชู้สาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับข่าวความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ (จากการประมูลงาน–ตรวจการจ้าง) ความขัดแย้งภายในองค์กร (ระหว่างผู้บริหารกับฝ่ายสภา หรือระหว่างนักการเมืองกับฝ่ายประจำ ฯลฯ) และความรุนแรงที่เกิดกับเหล่านักการเมืองท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้การเมืองท้องถิ่นจึง อันตราย ยิ่งนักในสายตาใครต่อใคร\nแต่ดังที่ได้อธิบายไว้ในข้อก่อนหน้านี้ ปัญหาต่างๆ ข้างต้นใช่ว่าจะเกิดขึ้นกับ อปท.ทุกที่เสมอไป หากแต่เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังมีปัญหาทำนองนี้เกิดขึ้น อปท.ล้วนมีดีแย่ปะปนกันไม่ต่างจากสรรพสิ่งอื่นบนโลกนี้ ฉะนั้น ควรแยกพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป เช่นที่ อบต.เกาะหมาก จ.พัทลุง ในรอบ 2 ปีกลับมีการเลือกตั้งโดยตรงถึง 3 ครั้ง เพราะอดีตนายกฯ 3 คนล้วนถูก ‘ยิงตาย’ ทั้งหมด เชื่อกันว่ามาจากการขัดแย้งผลประโยชน์ทางธุรกิจรังนกนางแอ่น\nอย่างไรก็ตาม ยังมีอีกกรณีสำคัญนั่นคือ เหตุการณ์การลอบสังหาร นายแพทย์ชาญชัย ศิลปะอวยชัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ ซึ่งถูกมือปืนกระหน่ำยิงจนเสียชีวิต ขณะวิ่งออกกำลังกายอยู่ภายในสนามกีฬากลางเมืองแพร่ เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม 2550 นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของแวดวงท้องถิ่นไทยที่สมควรระลึกถึงอย่างยิ่ง\nซึ่งต่อมาตำรวจสามารถจับกุมคนร้าย รวม 5 คน ไล่ตั้งแต่มือปืน คนขี่รถจักรยานยนต์ คนชี้เป้า รวมทั้งตัวผู้จ้างวานได้ สืบทราบว่ามีชนวนเหตุมาจากความขัดแย้งโครงการกู้เงิน 120 ล้านที่ผู้ตายพยายามผลักดัน แต่ข้างประธานสภาฯ (ซึ่งเป็นญาติกับผู้จ้างวาน และเป็นน้องชายของนักการเมืองหญิงคนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์) ไม่เอาด้วย จนนำไปสู่การปลดประธานสภาฯ ในที่สุด ขณะนี้คดียังคงอยู่ในชั้นศาล\nคำตอบของปัญหาข้างต้น จึงไม่ใช่แค่โทษท้องถิ่น (หรือต่อว่าการกระจายอำนาจ) ว่าเป็น ‘ต้นเหตุ’ แล้วทุกอย่างจักจบสิ้น หากแต่ต้องตั้งคำถามไปถึงกระบวนการยุติธรรม (แบบส่วนกลาง) ว่าทำไมคดีเหล่านี้ส่วนใหญ่ถึงไม่มีความคืบหน้าใดๆ รวมถึงรัฐบาลด้วยว่า เหตุใดจึงเพิกเฉยและปล่อยให้อาชญากรรมรุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ\n \nข้อห้าอำนาจนอกท้องถิ่น\nสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับรัฐธรรมนูญปี 2540 และยังดำรงอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้แก่ การเพิ่มกลไก ‘ตรวจสอบ’ ท้องถิ่น โดย องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน (ของรัฐสภา) แยกต่างหากออกมาจากกลไกของส่วนกลางเดิม\nโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบทบาทมหาศาลของ กกต. ในการจัดการ–ควบคุมการเลือกตั้งท้องถิ่น ทั้งการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ทั้งการแจกใบเหลือง–ใบแดง หลายครา กกต.กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญ มิใช่คะแนนเสียงของประชาชนในหีบเลือกตั้งตามหลักเสียงข้างมากอย่างที่ควรเป็น บางครั้งประกาศรับรองผลการเลือกตั้งล่าช้าเสียจนข้าราชการประจำ (ปลัดฯ) นั่งรักษาการในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหารของ อปท.ได้อย่างยาวนาน ทำให้เวลาของคนที่มาจากประชาชนเหลือเวลาน้อยลงเต็มที\nและแม้น กกต.จะมีหลายระดับ ไล่ตั้งแต่ กกต.ท้องถิ่น–กกต.จังหวัด–กกต.กลาง แต่กฎหมายกลับมีวิธีคิดแบบรวมศูนย์อำนาจเคร่งครัด โดยกำหนดให้มติของ กกต.กลาง เป็นที่สิ้นสุด จึงมีคำวินิจฉัยของ กกต.กลาง มิใช่น้อยที่ออกมาสวนทางกับ มติ ของ กกต.จว.ที่ชงเรื่องขึ้นไป ทั้งๆ ที่ กกต.กลาง มีแค่ 5 คน และอยู่ห่างไกลถึงกรุงเทพฯ (แต่ต้องรับผิดชอบตัดสินคดีเลือกตั้งทุกระดับทั่วประเทศ) บทบาทของ กกต.เช่นนี้ มีความเหมาะสมดีแล้วใช่หรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณากันต่อไป\nกล่าวให้ถึงที่สุด ภายใต้บริบทร้อยรัดจาก องค์กรตัวย่อ มากมายเช่นนี้ ทั้งการทุจริตคอรัปชั่น ตลอดจนการซื้อสิทธิขายเสียง ไม่ใช่เรื่องง่ายดายที่ใครต่อใครก็สามารถทำได้ (และบรรลุผล) อีกแล้ว\n \nข้อหก อำนาจประชาชน\nนอกจากมาตรการต่างๆ ข้างต้นแล้ว กระแสประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม หรือประชาธิปไตยทางตรง ยังผลักดันให้เกิด ‘ช่องทาง’ ใหม่ เปิดโอกาสให้ผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ ได้ใช้อำนาจด้วยตัวเอง อย่างน้อยๆ ใน 2 ทางด้วยกัน ได้แก่ การเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น (Initiative) และ การเข้าชื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (Recall)\nชัยชนะของประชาชนที่น่าสนใจในบรรดาตัวอย่างอันน้อยนิด กล่าวเฉพาะกรณีหลังได้แก่ อบต.ห้วยโก๋น จ.น่าน เมื่อต้นปี 2550 นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้ถูกประชาชนจำนวนถึงร้อยละ 85 ลงคะแนนเสียงให้พ้นจากตำแหน่ง เหตุเพราะบริหารงานไม่โปร่งใส ไม่ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเดือดร้อน และทุจริตเรียกรับผลประโยชน์จากประชาชน ขณะที่ช่วงต้นปี 2551 อบต.นาเสียว จ.ชัยภูมิ เป็นอีกแห่งที่ประชาชนมีมติท่วมท้นมากกว่าร้อยละ 93 เลยทีเดียวให้ถอดถอนนายกฯ ของตนออกจากตำแหน่ง อ้างเหตุมีพฤติกรรมการบริหารงานไม่โปร่งใส ยักยอกฉ้อโกง ขาดภาวะผู้นำ และไม่มีคุณธรรม\nบ่อยครั้งที่ผู้เขียนได้มีโอกาสพบปะพูดกับผู้บริหารท้องถิ่นแล้วท่านเหล่านั้นกล่าวชื่มชมถึงบทบาทของ อปท.ในการผลักดันให้มี ประชาคมท้องถิ่น ไล่ตั้งแต่ระดับหมู่บ้านขึ้นมาถึงระดับตำบล แม้นเอาเข้าจริง สำหรับ อปท.หลายๆ แห่งแล้ว จะจัดว่าเข้าข่ายลักษณะของการมีส่วนร่วมในเชิง ‘รูปแบบ’ มากกว่า ‘เนื้อหา’ ก็ตามที แต่ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีซึ่งต้องค่อยเรียนรู้–ปรับปรุงกันไป\nและนี่เองเป็นเวทีการเมืองท้องถิ่น ซึ่งมีสีสัน เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา และมีความเป็นประชาธิปไตยสูงส่งเสียยิ่งกว่าการเมือง (แบบไทยๆ) ในระดับชาติเป็นไหนๆ แต่กลับถูกทำให้ ‘เงียบเชียบ’ อันตรธานหายไปจากการรับรู้ของผู้คนส่วนใหญ่ในวงงกว้างเสมอมา\n \nข้อเจ็ด การเมืองเรื่องสีเสื้อ\nความน่าเศร้าประการหนึ่งของรัฐประหาร 2549 ก็คือ แทนที่การเมืองจะยกระดับจากการแข่งขันในเรื่อง ตัวบุคคล ไปสู่การประชัน นโยบาย ใหม่ๆ ระหว่างพรรคการเมืองอย่างที่เคยเกิดขึ้นคึกคักในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2544 และ 2548 การเลือกตั้งครั้งหลังสุด กลับต้องมาตัดสินกันตรงที่จะ ‘เอาทักษิณ’ หรือ ‘ไม่เอาทักษิณ’ ซึ่งการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้าก็ยากที่จะหนีความจริงข้อนี้พ้น\nการข้ามรัฐบาลทักษิณด้วยการทำรัฐประหาร ข้ามรัฐบาลพรรคพลังประชาชนด้วยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ส่งผลโดยตรงต่อการเมืองระดับท้องถิ่นในหลายๆ พื้นที่อย่างยากหลีกเลี่ยง กล่าวคือ แทนที่เลือกตั้งท้องถิ่น จะเป็นการเสนอนโยบาย ‘ใกล้ตัว’ เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน, ผังเมือง, การจราจร, ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย, จัดให้มีสถานที่พักผ่อน–สวนสาธารณะ, ส่งเสริมคุณภาพชีวิต สุขภาพอนามัย การศึกษา การท่องเที่ยว และอาชีพ, ทำนุบำรุงศาสนา ศิลปวัฒนธรรม, รักษาสิ่งแวดล้อม และอีกสารพัดก็กลับกลายเป็นการแข่งขันกันแค่ที่ สีเสื้อตามทัศนคติ–อุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงแบบ เหลือง ≠ แดง เป็นต้นว่าคนเสื้อเหลืองศรัทธา “ราชาธิปไตย/อภิชนาธิปไตย” ตรงกันข้ามกับกลุ่มเสื้อแดงที่เรียกร้อง “ประชาธิปไตย” (?) เป็นประเด็นปัญหาการเมืองระดับประเทศ ไม่ใช่ประเด็นปัญหาเฉพาะของแต่ละพื้นที่ มีผลให้คนท้องถิ่นใส่ใจต่อเรื่อง ‘ไกลตัว’ โดยขอ ‘หลงลืม’ เรื่องราวท้องถิ่นลงเป็นการชั่วคราว\nสุดท้ายนี้ผู้เขียนต้องขอย้ำ (อีกครั้ง) ว่า... \nเราใช้เวลาไปมากกับการเดินทางเพียงเพื่อพบว่าตัวเองไม่ได้ไปไกลจากจุดเริ่มต้นเลย…\n31 ธันวาคม 2552\n \n \n \nเชิงอรรถ \nธเนศวร์ เจริญเมือง, 100 ปี การปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ. 2440-2550, (กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2542), หน้า 290.\nAndrew Heywood, Key Concepts in Politics, (New York: palgrave, 2000), p.237.\nอันได้แก่ ชูวงศ์ ฉายะบุตร, การปกครองท้องถิ่นไทย, (กรุงเทพฯ: สมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539); ธเนศวร์ เจริญเมือง, 100 ปี การปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ. 2440-2550, (กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2542); โกวิทย์ พวงงาม, การปกครองท้องถิ่นไทย หลักการและมิติใหม่ในอนาคต, (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2443); นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, ทิศทางการปกครองท้องถิ่นของไทยและต่างประเทศเปรียบเทียบ, (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2546); นันทวัฒน์ บรมานันท์, การปกครองส่วนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ.2540), (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2447); วุฒิสาร ตันไชย,“การปกครองส่วนท้องถิ่น,” การเมืองการปกครองไทยในรอบ 60 ปี แห่งการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, (กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2550), หน้า 217-256;\nควรพิจารณา ชัยอนันต์ สมุทวณิช, 100 ปี แห่งการปฏิรูประบบราชการ-วิวัฒนาการของอำนาจรัฐและอำนาจการเมือง, (กรุงเทพฯ: สถาบันนโยบายศึกษา, 2538).\nโปรดดู ธเนศวร์ เจริญเมือง, “วิกฤตการเมืองไทย พ.ศ.2549-2552: ผลพวงของระบอบรัฐในอดีต,” วิภาษา ปีที่ 3 ฉบับที่ 3 16 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2552, หน้า 12-18.\nประเด็นนี้ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ชี้ว่าเกี่ยวข้องกับสาเหตุปัจจัยใน 3 ลักษณะ หนึ่ง เกิดแรงผลักดันจากกระแสความเป็นประชาธิปไตย (Democratization) สอง อิทธิพลทางความคิดแบบเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) และ สาม ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นเมือง (Urbanization) พร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของขบวนการสังคมแบบใหม่ (New Social Movement) ในเมืองนั้นๆ ดูเพิ่มเติมใน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, อ้างแล้ว, หน้า 25-28.\nคือ พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543, พระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542 และ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2543, พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542, พระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ.2542\nเช่น พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542, พระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2542, พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ.2542 และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 เป็นต้น\nคือแผนทั่วไป ซึ่งกล่าวถึงหลักการ เกณฑ์ วิสัยทัศน์ ตลอดจนแนวทางและวิธีการต่างๆ ในการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งยังได้กำหนดรูปแบบการถ่ายโอน และภารกิจที่จะต้องถ่ายโอนเอาไว้ด้วยหลักกว้างๆ เพื่อที่จะชี้แนวทางการกระจายอำนาจในภาคปฏิบัติต่อไป\nเป็นแผนซึ่งนำเข้าสู่รายละเอียด ลงลึกถึงรูปธรรม โดยกำหนดขอบเขตการถ่ายโอน ขั้นตอน วิธีปฏิบัติ และปีที่ถ่ายโอน ท้องถิ่นที่จะรับโอน รวมถึงการเร่งรัดให้มีการถ่ายโอนภารกิจบริการสาธารณะให้ครบและเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาที่กำหนด อาทิ ทางคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ ได้พิจารณาเห็นชอบให้มีการถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวม 245 เรื่อง ใน 6 ด้านด้วยกัน เป็นต้น ติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวได้ใน http://www.dloc.opm.go.th [1]\nผ่านการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยเรื่องนั้นๆ อันได้แก่ พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2546, พระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2546 และพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2546\nการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยตลอด 77 ปีที่ผ่านมา (2475-2552) เผชิญสภาวะชะงักงันเสมอมา รูปธรรม ได้แก่ รัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ (ภายใต้วังวน “ร่าง-ใช้-ฉีก”), ปฏิวัติ 1 ครั้ง, รัฐประหาร 10 (+1) ครั้ง, กบฏ (อย่างน้อยๆ) อีก 7 ครั้ง, นายกรัฐมนตรี 27 คน, มีการเลือกตั้ง (ส.ส.) 23 ครั้ง, ยุบสภา 11 ครั้ง เป็นต้น\nโปรดดู ณัฐกร วิทิตานนท์, “รัฐประหารหนึ่งขวบปีกับทิศทางการกระจายอำนาจในสังคมไทย,” เอกสารประกอบการประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 8, (พ.ศ.2550) สามารถดาวน์โหลดบทความดังกล่าวได้ทาง http://www.polsci.tu.ac.th/polsci2550/decentral_local_pol.pdf [2]\nจากประมาณการรายได้ของ อปท. ในปีงบประมาณล่าสุด (พ.ศ.2553) พบว่ามีเงินอุดหนุนท้องถิ่นมากถึง 136,700 ล้านบาทเลยทีเดียว (หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 40 ของรายได้ท้องถิ่นทั้งหมด) นอกนั้นเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดเก็บเอง 29,110 ล้านบาท และอีก 171,989.59 ล้านบาทจากภาษีประเภทต่างๆ ซึ่งรัฐบาลจัดเก็บและแบ่งให้ ข้อมูลจาก http://www.nmt.or.th [3]\nแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ ยังมีอำนาจในการกำกับดูแลองค์กรปกครองท้องถิ่นตามที่กฎหมายจัดตั้งหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ บัญญัติไว้มากถึงเกือบ 30 เรื่อง (แล้วแต่กรณี) เรื่องสำคัญเช่น แนะนำตักเตือน, ยับยั้งการปฏิบัติการของผู้บริหารท้องถิ่น, เพิกถอนมติสภาท้องถิ่น, ยุบสภาท้องถิ่น, ให้สมาชิกสภาท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่งและสมาชิกสภาท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่ง, อนุมัติข้อบัญญัติท้องถิ่น โปรดดู ตารางแสดงการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปตามกฎหมายในปัจจุบัน ใน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, อ้างแล้ว, หน้า 90-92.\nดู ณัฐกร วิทิตานนท์, ท้องถิ่นนิยม” ในเกมลูกหนัง: กรณีศึกษา “เชียงราย ยูไนเต็ด, เชียงรายทูเดย์ (พฤศจิกายน 2552).\nดู ณัฐกร วิทิตานนท์, “‘ป้าย’ : อีกภาพสะท้อนการปกครองท้องถิ่นที่ ‘ถูก’ ปกครอง,’’ ประชาไทhttp://www.prachatai.com/journal/2009/05/24381\nข้อมูล ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2552 จากเว็บไซต์ของ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น http://www.thailocaladmin.go.th/work/apt/apt.jsp [4]\nข้อมูล ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2551 จากเว็บไซต์ของ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น http://www.thailocaladmin.go.th/work/apt/apt.htm [5]\nดู ณัฐกร วิทิตานนท์, “บทบาทสภาท้องถิ่นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติมาจากกลุ่มการเมืองเดียวกัน (ทั้งหมด): ศึกษากรณีสองเทศบาลนครในเขตภาคเหนือตอนบน,” เอกสารประกอบการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 9, (กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2550), หน้า 853-867.\nสำหรับรายละเอียดของตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ใน อรทัย ก๊กผล, Best Practice ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, (นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, 2547).\nจำนวน 65 กรณีตัวอย่าง ซึ่งถูกคัดสรรมาจากกรณีตัวอย่างทั้งหมด 529 เรื่องที่ได้มาจาก จรัส สุวรรณมาลา และคณะ, นามานุกรมนวัตกรรมท้องถิ่นไทย พ.ศ.2547, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา, 2548); จรัส สุวรรณมาลา และคณะ, “วิถีใหม่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย,” รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์เสนอต่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), (2548) อ้างถึงใน วีระศักดิ์ เครือเทพ, นวัตกรรมสร้างสรรค์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, (กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2548), หน้า 7.\nดังตัวอย่างพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ต่อไปนี้ นายกฯ อาย อปท.ทุจริต จี้แก้ กม.ท้องถิ่นกันโกง [ไทยโพสต์], แฉทุจริตปี'52 อปท.แชมป์โกง สูญร่วม2พันล. [ไทยโพสต์], เตรียมตั้ง ป.ป.ช.จังหวัด เชือด อปท.ทุจริต[คมชัดลึก], ป.ป.ช.-สตง.ล่าทุจริตองค์การปกครองท้องถิ่น ผลาญงบแสนล้าน [ผู้จัดการ] เป็นต้น\nอ่าน หลากมุมมอง ‘คนท้องถิ่น’ ทำไมสนามนี้... ไม่สิ้นเสียงปืน!!, มติชน (29 ธันวาคม 2548), หน้า 8.\nถึงขนาดว่าบริษัทประกันชีวิต จะไม่พิจารณารับประกันชีวิตให้แก่ผู้ที่เป็นนักการเมือง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีนักการเมืองท้องถิ่น) เพราะจัดเป็นอาชีพเสี่ยงตามกฎเกณฑ์ของทางบริษัทฯ เช่นเดียวกับบางอาชีพอย่างตำรวจ และตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน\nอ่านความเป็นมา-เป็นไป พร้อมบทวิเคราะห์เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้โดยละเอียดได้จาก ธเนศวร์ เจริญเมือง, “คุณธรรมกับการบริหารจัดการท้องถิ่น,” ใน ทฤษฎีและแนวคิด: การปกครองท้องถิ่นกับการบริหารจัดการท้องถิ่น (ภาคแรก), (กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2551), หน้า 128-154.\nไม่ว่าจะมีการแจกเงินซื้อเสียงไม่ว่าสักกี่มากน้อย, ให้เงินใส่ซองหรือเอาของขวัญมอบในโอกาสต่างๆ เช่น งานวันเกิด งานขึ้นบ้านใหม่ งานบุญ งานเทศกาล งานศพ เป็นต้น (นำเอา ‘พวงหรีด’ วางคารวะ ‘ศพ’ ก็จัดว่าเข้าข่าย), แจกจ่ายสิ่งของ เช่น ปฏิทิน เสื้อกีฬา นาฬิกา ฯลฯ, พาชาวบ้านไปเที่ยวหรือทัศนศึกษาต่างจังหวัด ชนิดไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด, ยอมให้เดินทางโดยรถโดยสารฟรี, การลดราคาหรือไม่คิดเงินค่าสินค้าหรือบริการให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นการเฉพาะ เป็นต้น แนวทางคำวินิจฉัยของทาง กกต. ที่ทยอยมีออกมา ล้วนเห็นว่ากระทำทั้งหมดข้างต้นนี้ เท่ากับเป็นการทุจริตเลือกตั้งในส่วนของการ ‘ซื้อเสียง’ ตาม มาตรา 57 (1) ของกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น และผู้กระทำผิดจะต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ถูกดำเนินคดีอาญา และชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ ขณะที่คน ‘ขายเสียง’ เองก็ถือว่ามีความผิดอาญาเช่นกัน โดยมีโทษถึงขั้นจำคุก ตาม มาตรา 82 ของกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจาก ณัฐกร วิทิตานนท์ และธีระวัฒน์ ปาระมี, คำอธิบายกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นิติธรรม, 2549).\nเขาจึงถือเป็นนักการเมืองไทยคนแรกที่ประชาชนสามารถถอดถอนออกจากตำแหน่งได้สำเร็จ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ชรินทร์ สัจจามั่น, “การลงคะแนนเสียงถอดถอนนายก อบต. ก้าวแรกของท้องถิ่นไทยในการสร้างอำนาจทางการเมืองภาคประชาชน,” เครือข่ายกฎหมายมหาชนไทย http://www.pub-law.net/publaw/view.asp?PublawIDs=1061 [6]\nอนึ่ง ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำและประสานแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2546 “ประชาคม” หมายความว่า การรวมตัวกันของชุมชน องค์กรภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาหรือกระทำการบางอย่างให้บรรลุวัตถุประสงค์ภายใต้ระบบการจัดการที่มีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย ซึ่งการจัดองค์กรให้เป็นไปตามที่ทางราชการกำหนด สำหรับเขตองค์การบริหารส่วนตำบล เรียกว่า “ประชาคมตำบล” ส่วน “ประชาคมหมู่บ้าน” หมายความถึง ประชาคมในเขตหมู่บ้าน\nดู ณัฐกร วิทิตานนท์, “ตามติดเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนคร “เชียงใหม่”: อยากให้เป็นอะไรที่มากกว่าแค่ “สีเสื้อ”,” ประชาไท http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26056; ณัฐกร วิทิตานนท์, “บทส่งท้ายเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนคร “เชียงใหม่”: จากสูงสุดคืนสู่สามัญ,” ประชาไท http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26473 \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-912371d4c94245e892b5a51661af8d9c", "input": "Title: อุบล: ทหารบุกมหา'ลัย เคลียร์ทางประยุทธ์ลงพื้นที่ \n Body: 19 ก.ค.2561 จากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. และคณะรัฐมนตรีได้มีกำหนดการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.อุบลฯ และ จ.อำนาจเจริญ ในระหว่างวันที่ 23-24 ก.ค.นี้  ในช่วงก่อนหน้าการประชุมนี้ ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบได้ทำการติดตามตัวโดยเข้าใจว่าต้องการสกัดกั้นการเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช.ในพื้นที่ โดยมีรูปแบบเช่นการโทรศัพท์สอบถาม การไปตามหาตัวที่ที่ทำงาน และล่าสุดมีการขอนัดพบพูดคุยกับ เสาวนีย์ ตรีรัตน์ อเลกซานเดอร์ นักวิชาการในเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) ปัจจุบันเป็นอาจารย์ผู้สอนอยู่ที่ ม.อุบลฯ\nที่มาภาพ: Facebook Titipol Phakdeewanich [1]\nเวลา 10.00 น. ได้มีนายทหารในเครื่องแบบจำนวน 2 นาย เดินทางมาพบกับ นางเสาวนีย์ ตรีรัตน์ อเลกซานเดอร์ นักวิชาการผู้สอนประจำคณะศิลปศาสตร์ ม.อุบล โดยได้นัดพบกันที่ร้านกาแฟในบริเวณมหาวิทยาลัย การนัดหมายครั้งนี้ได้รับการติดต่อผ่านมาทางผู้บริหารเมื่อวันที่ 18 ก.ค.2561 (เมื่อวานนี้)\nเสาวนีย์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า นายทหารที่มาพบแจ้งชื่อว่า พ.อ.มงกุฎ แก้วพรหม ตำแหน่งรอง เสธ. จากมณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ (มทบ.22) โดยในการพูดคุยได้มีเพื่อนนักวิชาการและนักเขียนเข้าร่วมพูดคุยด้วย การพูดคุยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ส่วนใหญ่จะเป็นการถามเรื่องส่วนตัว ความเชี่ยวชาญทางวิชาการ เรียนจบอะไร ที่ไหน พ.อ.มงกุฎ ให้เหตุผลว่าต้องการทำความรู้จัก และยังบอกอีกว่ามีคนอยากเจอตัวหลายคน (ซึ่งไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร) แต่ช่วงท้ายก็วกเข้าประเด็นถามว่าจะทำกิจกรรมอะไรหรือไม่ ในช่วงที่มีการประชุม ครม.สัญจร ก็ตอบไปว่าไม่ เพราะงานยุ่งมาก พ.อ.มงกุฎ ถามอีกว่าอยากพบท่านหรือไม่ ก็ตอบไปว่า ไม่ เพราะรู้สึกไม่โอเค\n\"จากนั้นประเด็นการแลกเปลี่ยนที่สำคัญคือการแลกเปลี่ยนว่าจุดยืนของเราคืออะไร อยากเห็นสังคมแบบไหน เราก็ตอบไปว่าอยากเห็นสังคมที่ให้เกียรติคนทุกคนอย่างเท่าเทียม ทุกสิ่งอย่างที่ทำเป็นเรื่องหลักการทั้งสิ้น ไม่ใช่การยึดมั่นในตัวบุคคล  ซึ่งเขาก็พยักหน้ารับฟัง เรากล่าวเสริมด้วยว่า เราเข้าใจว่าเขาต้องทำตามหน้าที่ เราก็ต้องทำตามหน้าที่ตัวเองเช่นกัน\"\nมีช่วงหนึ่ง ดูเหมือนเขาจะเข้าใจว่านี่เป็นครั้งแรกที่มีเจ้าหน้าที่มาพบที่มหาวิทยาลัย ก็เลยถามประมาณว่า รู้สึกวิตกมั้ย ตอบไปว่า ไม่วิตก เพราะคิดว่าเจ้าหน้าที่มาตามหน้าที่\n  ผู้สื่อข่าวถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ถือว่าเป็นการคุกคามหรือไม่  เสาวนีย์ตอบว่า โดยหลักการคือการคุกคามแน่นอน เราไม่มีข้ออะไรที่จะข้องเกี่ยวกัน เราไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ เขาใช้วิธีการที่สุภาพ ดูเป็นมิตร และพูดคุยในเรื่องทั่วไป ส่วนตัวไม่ได้โกรธเคืองอะไร ที่เค้ามาทำตามหน้าที่ แต่นั่นก็คือสิ่งที่ทำให้กระบวนการนี้เกิดต่อไปไม่จบสิ้น มันเป็นความลำบากใจกับทุกฝ่ายที่ต้องมาปฏิสัมพันธ์กัน  โดยคนที่นั่งสั่งการไม่ต้องมาแบกรับแรงเสียดทานในระดับซึ่งหน้าแบบนี้\nไม่ใช่มาแค่หน่วยงานเดียว เมื่อวานนี้ก็มีคนแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ ไปตามหาตัวเธอที่อีกส่วนงานหนึ่งในมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ที่คณะฯ นอกจากนี้ มีผู้เห็นเหตุการณ์เตือนเพื่อนนักวิชาการของเธออีกคนหนึ่งว่ามีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบมาสอบถามถึง\n\"มันเป็นสิ่งที่ไม่ปกติแน่นอน ในสภาพสังคมปกติที่มีรัฐบาลพลเรือน เราไม่เคยต้องเข้าไปในค่ายทหาร ไม่เคยมีทหารมาขอ \"ทำความรู้จัก\" \"\n\"สุดท้ายอยากฝากไปถึงคณะรัฐประหารคือ ถึงจุดนี้แล้ว เราต่างเปลี่ยนความคิดกันไม่ได้ คน 70 ล้านคน ย่อมแตกต่างกัน แต่สิ่งที่จะทำเราอยู่ด้วยกันได้ คือระบบที่ดี ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีสิทธิแสดงออก  เราเพียงแค่ต้องปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพในสิทธิ ให้เกียรติกัน  ไม่ใช่แค่ให้เกียรติแต่คนที่รวยกว่า มีอำนาจมากกว่า มียศ ตำแหน่ง  และใช้อำนาจกับคนตัวเล็กๆ\" \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-87c9cccfbb7f4008ba76aa0e7443d00f", "input": "Title: สนช.เห็นชอบร่าง ก.ม.ลูกศาล รธน. เพิ่มเกราะวิจารณ์ อาจคุก 1 เดือน ปรับ 5 หมื่น \n Body: สนช.เห็นชอบร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ วาระ 3 เพิ่มอำนาจออกมาตรการชั่วคราวบังคับหน่วยงานดำเนินการได้ และไม่รีเชตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ iLaw ชี้วิจารณ์ศาลฯ อาจคุก 1 เดือน ปรับ 5 หมื่น\n\n23 พ.ย. 2560 รายงานข่าวระบุว่า การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันนี้ มีพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ วาระที่ 2 และ 3 โดยที่ประชุม สนช. มีมติเอกฉันท์เห็นชอบร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ด้วยคะแนน 188 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป\nสำหรับขั้นตอนต่อไป ประธาน สนช. จะส่งร่างกฎหมายฉบับนี้ ไปให้ กรธ. และศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่ามีประเด็นใดขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก่อนจะส่งความเห็นกลับมายัง สนช. เพื่อตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย หรือหากทั้ง 2 หน่วยงาน เห็นว่าไม่มีประเด็นใดขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญประธาน สนช. ก็จะส่งร่างกฎหมายไปให้นายกรัฐมนตรี เพื่อเตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศใช้ต่อไป\nทั้งนี้ ก่อนการลงมติ รายงานข่าวระบุว่า สมคิด เลิศไพฑูรย์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ปรับแก้ประเด็นสำคัญ 2 ประเด็น คือ การเพิ่มอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญ สามารถออกมาตรการชั่วคราวได้ เพื่อป้องกันความเสียหายและความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น โดยคำร้องของผู้ร้อง จะต้องมีเหตุผลเพียงพอที่ศาลจะวินิจฉัย เพื่อออกคำสั่งไปยังหน่วยงานรัฐ ให้ปฏิบัติตามในกรอบเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง ซึ่งมาตรการชั่วคราวนี้ จะต้องส่งให้สภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบ และภายใน 30 วัน หาก ส.ส. มีการเสนอญัตติ และมีมติรับรองไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ให้ศาลดำเนินการตามมตินั้น  และกมธ.ปรับแก้สถานะการคงอยู่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ยังไม่ครบวาระให้ดำรงตำแหน่งต่อไป แม้ว่าจะมีคุณสมบัติไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2560 เพราะ ตุลาการฯปัจจุบัน เข้ามาทำหน้าที่และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ 2550 ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 5 คน ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งไปแล้ว แต่อยู่รักษาการตามคำสั่ง คสช. นั้น ให้อยู่รักษาการต่อไป จนกว่าจะมีการสรรหาใหม่\nอุดม รัฐอมฤติ กรธ. ซึ่งกรรมาธิการฯ เสียงข้างน้อย อภิปรายไม่เห็นด้วยกับการ เพิ่มอำนาจให้ศาลฯออกมาตรการชั่วคราวได้ เพราะถือเป็นการให้อำนาจศาลเกินขอบเขต และเกรงจะเกิดวิกฤตทางการเมือง เพราะศาลรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรตุลาการที่ดูแลอำนาจหน่วยงานที่ใช้อำนาจอธิปไตยสูงสุดของประเทศ หากให้อำนาจนี้อาจเกิดปัญหาตามมา และอาจถูกมองว่าเป็นผู้ฝักใฝ่ทางการเมือง เช่น หากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคตดำเนินการสิ่งใด แต่ศาลออกมาตรการชั่วคราวให้ระงับ จะทำให้ศาลถูกครหาได้  อีกทั้งตามหลักสากล ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวางตัวเป็นกลาง \nบรรเจิด สิงคเนติ กรรมาธิการฯ เสียงข้างมาก ยังคงยืนยันว่า ศาลรัฐธรรมนูญ จำเป็นจะต้องมีอำนาจการออกมาตรการชั่วคราว เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของคำร้อง และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะตามร่างกฎหมายฉบับนี้ ให้สิทธิประชาชน สามารถยื่นคำร้องฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้โดยตรง แต่หากศาลไม่มีอำนาจ หรือเครื่องมือไประงับยับยั้ง หรือออกมาตรการใดๆ ก็ไม่สามารถช่วยประชาชนได้ จึงมีความจำเป็น และจะต้องมีมาตรการนี้ ขณะเดียวกัน หลังการออกมาตรการ ก็จะต้องส่งเรื่องไปให้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบอยู่แล้ว จึงถือเป็นมาตรการทั่วไป สำหรับทั่วโลกที่มีศาลรัฐธรรมนูญ\nขณะที่ เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิก สนช. กังวลว่า การส่งคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญ มาให้ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือ ส.ส. ตรวจสอบ อาจเป็นการก้าวล่วงอำนาจฝ่ายตุลาการ จึงเสนอให้ตัดขั้นตอนที่ต้องส่งมาให้ ส.ส. ตรวจสอบ เพราะในอนาคตหากรัฐบาลมีเสียง ส.ส. ข้างมากในสภา ส.ส. อาจโหวตคว่ำมาตรการชั่วคราวนั้น โดยเฉพาะกรณีที่ศาลวินิจฉัยไม่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และเห็นว่า การบัญญัติให้ ส.ส. ตรวจสอบการใช้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ จะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่รับรองคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ถือเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันหน่วยงานรัฐ\nส่วนประเด็นเรื่องการดำรงอยู่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น ธนาวัฒน์ สังข์ทอง กรธ.ในฐานะกรรมาธิการฯ เสียงข้างน้อย ไม่เห็นด้วย และยืนยันให้รีเซตตุลาการที่ขาดคุณสมบัติพ้นจากตำแหน่ง  เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาด การทำหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการ จึงจะต้องมีความน่าเชื่อถือและมีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้ถูกโต้แย้งการทำหน้าที่ ส่วนผู้ที่ทำหน้าที่รักษาการตามคำสั่ง คสช. ก็ควรให้ทำหน้าที่รักษาการต่อไป จนกว่าจะมีการสรรหาใหม่\nด้านสมาชิก สนช.เสนอให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน 4 คน และที่อยู่รักษาการอีก 5 คน อยู่ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะครบวาระ และเข้าสู่กระบวนการสรรหาใหม่ จนกว่าจะมีคณะกรรมการสรรหาครบองค์ประกอบ เพื่อให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่ มีความสง่างาม และป้องกันประเด็นทางการเมือง จากนั้น กรรมาธิการฯ ยอมปรับแก้ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 5 คน ที่ทำหน้าที่รักษาการตามคำสั่ง คสช.นั้น จะเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ หลังการเลือกตั้ง ส.ส. – ส.ว. เพื่อให้มีคณะกรรมการสรรหาครบองค์ประกอบ ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่ง สนช. ก็มีมติเสียงข้างมากตามที่กรรมาธิการฯ แก้ไข โดยกระบวนการสรรหา การตรวจสอบคุณสมบัติ การลงมติของ สนช. และขั้นตอนทูลเกล้าฯ น่าจะใช้เวลาระยะเวลารวมประมาณ 200 วัน\niLaw ชี้วิจารณ์ศาลฯ อาจคุก 1 เดือน ปรับ 5 หมื่น\niLaw [1] สาระสำคัญๆ ในร่างกฎหมายฉบับนี้ ได้แก่ “สิทธิประชาชนในการยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ” และ “การห้ามละเมิดอำนาจศาล”\n\n“สิทธิประชาชนในการยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ” มาจากมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่บัญญัติไว้ว่า “บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ” \niLaw [1] อธิบายเพิ่มเติมว่า พ.ร.ป ฉบับนี้ได้กำหนดรายละเอียดเรื่องสิทธิประชาชนในการยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญไว้ดังนี้\nการฟ้องให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญหมวด 5 \nประชาชนสามารถยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ในกรณีที่รัฐไม่ปฏิบัติตามหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับหน้าที่ของรัฐ อำนาจนี้ปรากฎอยู่ในมาตรา 7 (3/1) ซึ่งเป็นมาตราที่กมธ.วิสามัญได้พิจารณาเพิ่มขึ้นมาจากร่างของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) \nโดยวิธีการยื่นคำร้องตามหมวด 5 อยู่ในมาตรา 44/1 แต่ประชาชนจะฟ้องต้องยื่นร้องต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องก่อน หากหน่วยงานรัฐปฏิเสธ ไม่ดำเนินการภายใน 90 วัน ให้ประชาชนยื่นหนังสือโต้แย้งต่อหน่วยงานนั้นภายใน 30 วัน และให้ยื่นร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินภายใน 30 วัน หลังยื่นหนังสือโต้แย้งต่อหน่วยงานรัฐ และหากผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าหน่วยงานของรัฐปฏิบัติไม่ครบถ้วน ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอต่อคณะรัฐมนตรีสั่งการ เเต่ถ้าหากผู้ร้องเห็นว่าคณะรัฐมตรีปฏิบัติไม่ถูกต้อง จึงจะฟ้องศาลรัฐธรรมนูญได้\nการฟ้องคดีถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ\nผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพสามารถยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งปรากฎอยู่ในมาตรา 7 (10) ซึ่งกมธ.วิสามัญได้แก้ไขมาตรา 46 บัญญัติเพิ่มเติมว่า การละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพนั้นต้องเป็นการละเมิดสิทธิอันเกิดจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานซึ่งใช้อำนาจของรัฐ และจำกัดว่าต้องไม่ใช่การกระทำของรัฐบาล\nโดยวิธีการยื่นคำร้อง อยู่ในมาตรา 47 ให้ยื่นคำร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน และให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 60 วัน โดยให้แจ้งผลให้ผู้ร้องทราบภายใน 10 วัน หลังครบกำหนดเวลาดังกล่าว ดังนั้น ผู้ร้องจะต้องทราบผลภายใน 70 วัน แต่ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ยื่นคำร้องหรือไม่ทำตามเวลาที่กำหนด ผู้ละเมิดมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลได้โดยตรง\n\"การห้ามละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ” ปรากฏอยู่ในมาตรา 38-39 ของร่างฉบับนี้\nโดยกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรักษาความสงบเรียบร้อยของการพิจารณาคดี ในส่วนที่บุคคลเข้ามาในบริเวณที่ทำการศาล โดยศาลอาจมีคำสั่งให้บุคคลกระทำหรืองดกระทำเพื่อให้การพิจารณาคดีดำเนินไปโดยสงบเรียบร้อยและรวดเร็ว\nนอกจากนั้น มาตรา 38 วรรคสาม กำหนดไม่ให้ \"วิจารณ์คำสั่งและคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ\" ที่กระทำด้วยความไม่สุจริต และใช้ถ้อยคำหรือความหมายที่หยาบคาย เสียดสี อาฆาตมาดร้าย ให้เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลด้วย ซึ่งกมธ.วิสามัญฯ ได้แก้ไขเพิ่มเติมข้อความจากร่างฉบับเดิมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ที่กำหนดไม่ให้ “วิจารณ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ” เท่านั้น\nการละเมิดอำนาจศาลมีบทลงโทษตามมาตรา 39 ตั้งเเต่ การตักเตือน การไล่ออกจากบริเวณศาล ไปจนถึงการลงโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ กมธ.วิสามัญฯ ยังได้แก้ไขมาตรา 39 ด้วยการเพิ่มเติมวิธีการตัดสินลงโทษการละเมิดอำนาจศาล โดยการสั่งลงโทษนั้นต้องมีมติสองในสามจากตุลาการฯ ซึ่งเท่ากับตุลาการฯ 6 คน จากทั้งหมด 9 คน \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-ccd6e15717fd4a2c9cc84f71aee0f08a", "input": "Title: มุขมนตรีกลันตันยันพรก.ฉุกเฉินต้นเหตุอพยพ \n Body: บ่ายวันที่ 13 กันยายน 2548 นายสุวโรจน์ พะลัง กรรมาธิการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมเจ้าหน้าที่และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ประมาณ 15 คน ได้เดินทางไปยังสถานกักกันคนหลบหนีเข้าเมือง อำเภอตาเนาะแมเราะ รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เพื่อดูความเป็นอยู่ชาวนราธิวาส 131 คน ที่เข้าไปขออพยพในมาเลเซีย\n\n \n\nจากนั้น นายสุโข ภิรมย์นาม กงสุลประจำเมืองโกตาบารู บรรยายสรุปว่า ฝ่ายไทยไม่สามารถเข้าไปสอบสวนชาวนราธิวาสทั้ง 131 คน ทุกอย่างดำเนินการโดยมาเลเซียกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ ทางกระทรวงต่างประเทศของไทย ได้พบตัวแทนชาวนราธิวาสมุสลิม 4 คน เพียง 10 นาที คนเหล่านั้นยืนยันว่า ต้องการลี้ภัยในมาเลเซีย จากการตรวจสอบรายชื่อที่มาเลเซียนำมามอบให้ ไม่พบชื่อของแนวร่วมที่มีหมายจับ เช่น นายมือเยาะ สะอุ อดีตผู้ใหญ่บ้านตำบลโต๊ะเด็ง อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ที่มีค่าหัว 500,000 บาท จากการเข้าไปดูสถานที่กักกันพบว่า ทั้ง 131 คน มีความเป็นอยู่ดีมาก มีการแบ่งกลุ่มชาย - หญิง ไม่ให้ปะปนกัน อาการการกินสมบูรณ์\n\n \n\nจากนั้น คณะกรรมาธิการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้เดินทางเข้าเยี่ยม ดาโต๊ะนิ อาซิ มุขมนตรีของรัฐกลันตัน ที่ทำการรัฐกลันตัน ดาโต๊ะนิ อาซิ กล่าวถึงปัญหาการขอลี้ภัยของทั้ง 131 คนว่า ขณะนี้เป็นอำนาจชี้ขาดของรัฐบาลกลางมาเลเซีย ตนเชื่อว่าสาเหตุที่ทำให้คนไทยมุสลิมในจังหวัดนราธิวาสขอลี้ภัย มาจากการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ของรัฐบาลไทย ทำให้เกิดความกดดันและหวาดกลัว ตนจึงคิดว่า ถ้ารัฐบาลไทย เลิกใช้กฎหมายฉบับนี้ เหตุการณ์น่าจะดีขึ้น \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-c6688fec16264e9da6fc31d9d85bdbcd", "input": "Title: “อนันต์” ชี้ ส.ว.ไม่มีหน้าที่จะไปทะเลาะกับใคร‏ \n Body: นายแพทย์อนันต์  อริยะชัยพาณิชย์ ส.ว.สุรินทร์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ระบุส.ว.ไม่มีหน้าที่ที่จะไปทะเลาะกับใคร วุฒิสภาคือสภาผู้ทรงคุณวุฒิ มีการคานอำนาจกัน \n\nนายแพทย์อนันต์  อริยะชัยพาณิชย์ ส.ว.สุรินทร์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2\n \n28 เม.ย.56 - ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสุรินทร์  ได้เข้าพบ นายแพทย์อนันต์  อริยะชัยพาณิชย์ ส.ว.สุรินทร์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 เพื่อขอสัมภาษณ์ หลังจาก \"พรทิพย์ โล่ห์วีระ จันทร์รัตนปรีดา\" รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ลาออกจากตำแหน่งตามวาระ ที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 56 ที่ผ่านมา ได้มีการเลือกแทนตำแหน่งที่ว่าง ปรากฏว่า \"นพ.อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ ส.ว.สุรินทร์\" คว้าตำแหน่ง \"รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2\" ไปครองด้วยวิธีจับสลากซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์\n \nนายแพทย์อนันต์  อริยะชัยพาณิชย์ ส.ว.สุรินทร์ กล่าวว่า ส.ว.ไม่มีหน้าที่ที่จะไปทะเลาะกับใคร วุฒิสภาคือสภาผู้ทรงคุณวุฒิ มีการคานอำนาจกัน ส.ว.มาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง จากการสรรหาครึ่งหนึ่ง แต่ทั้งสองอันนี้ก็มีข้อบกพร่องทั้งคู่ เพราะฉะนั้นผู้เป็น ส.ว.เป็นผู้มีคุณวุฒิจริงหรือเปล่า ส.ว.เลือกตั้งมีการซื้อเสียงเข้ามา เป็นเรื่องของการเลือกตั้ง ประเทศไทยยังไม่ดี  ส.ว.สรรหาจากคน7 คน ยังมีข้อบกพร่อง เพราะผลปรากฏว่าสรรหา 2 ครั้ง ก็ยังมี ส.ว.บางคนที่ไม่เหมาะสมเข้ามา เรามองเห็นและมองออก  เพราะนั้นหลักการต้องการให้คนเก่งเข้ามาออกมา เพราะฉะนั้นเราจะออกแบบยังงัย จึงจะคัดคนเก่งของประเทศไทยออกมาให้ได้ อันนี้ต่างหากที่เป็นปัญหา  สมมติว่าเลือกตั้งเราต้องกันยังงัยเลือกตั้ง  หรือเอา 2 อย่างมาผสมกัน เช่น สรรมาอย่างเข้มข้นเลยได้คนมาจำนวนหนึ่ง แล้วให้ประชาชนเลือกตั้ง  เพราะฉะนั้นถ้าเรายังคงต้องการวุฒิสภาอยู่ ที่จะมาทำหน้าที่ เป็นสภาพี่เลี้ยง สภากลั่นกรอง สภาที่จะแต่งตั้งใคร คนกลุ่มนี้ต้องเป็นคนที่ไม่มีส่วนได้เสียอะไร ได้คนอย่างงี้มาทำหน้าที่ตรงนี้ก็โอเค เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อได้เลือกตั้งเข้ามาแล้ว ฝ่าย ส.ว.เลือกตั้ง เหมือนฝ่ายรัฐบาล ในสภา ส.ว.สรรหา เหมือนฝ่ายค้าน ในสภา วุฒิสภาก็ไม่ได้ทำหน้าที่ที่แท้จริง  เพราะมั่วแต่มาทะเลาะกัน หรือไปทะเลาะกับสภาโน้น  สวไม่มีน่าที่จะไปทะเลากับใคร ควรทำหน้าที่ให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ส.ว.ควรมีวาระ6 ปี เพียงพอแล้ว ส่วนการเป็น สว.2 วาระ 12 ปี ตนไม่เห็นด้วย\n \nส่วนการกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล มีข้อบกพร่องที่ควรระวังคือปัญหาการทุจริตคอรับชั่น  จะกัน จะแก้ไขอย่างไร ให้ประชาชนได้ตรวจสอบยังงั้ย  เปิดทางอย่างกว้างๆ ให้เขาได้ตรวจสอบ การทุจริต 20%เป็นเงินเป็นพันเป็นหมื่นล้าน  และขณะนี้นักการเมืองไทยยังทะเลาะกันอยู่ มีการแบ่งสีแบ่งข้างที่ไม่สามารถคุยกันได้ อย่างวุฒิสภาก็ไม่ควรมีหน้าที่ไปทะเลาะกับใคร หรือทำหน้าที่ทะเลาะเข้ากับข้างใคร  ควรทำหน้าที่เป็นกัลณมิตร ผู้ทรงคุณวุฒิที่จะสามารถทำทุกคนเห็นชอบและเห็นตาม ทำให้ประชาชนทุกคนเชื่อมั่นในการทำหน้าที่  ประชาชนเห็นว่า ส.ว.พูดมีประโยชน์ ประชาชนทุกคนเชื่อเรา รัฐบาลจะทำอะไรก็ลำบาก  ส.ว.ไม่จำเป็นต้องไปทะเลาะกับใคร เอาผลงานออกมาพิสูจน์กัน รัฐบาลมีอำนาจบริหารก็จริง แต่วุฒิสภามีอำนาจทางผู้ทรงคุณวุฒิ อำนาจทางวิชาการ ไม่ชวนทะเลาะ ไม่เข้ารวมกลุ่มเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ประเทศจะได้ได้ประโยชน์จากความรู้ความสามารถของวุฒิสภา เมื่อไหร่เอยวาจาออกไปหรือบอกเรื่องราวที่ไม่ดีของรัฐบาลต่อประชาชนทั้งประเทศ และประชาชนทั้งประเทศเห็นด้วยกับเรา รัฐบาลได้อย่างงัย\n \nสำหรับคดีพิพาทปราสาทพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชา ผลพิจารณาของศาลโลกอีก 6 เดือนผลจะออกมาอย่างไร ตนอยากให้รัฐบาล และประชาชนทั้งสองประเทศ ได้ใช้สติและปัญญา อยู่เหนืออารมณ์คลั่งชาติ เพื่อสันติภาพการอยู่ร่วมกันอย่างบ้านพี่เมืองน้อง ศาลโลกน่าจะตัดสินออกมาให้เกิดทั้งความยุติธรรมและสันติภาพ ตนไม่อยากเห็นการเมืองในประเทศหยิบฉวยไปเป็นประเด็นใช้เป็นเครื่องมือบ่อนทำลาย ทั้งการเมืองภายในและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐบาลควรทำการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องให้ทั่วถึงและกว้างขวาง ให้ประชาชนไทยได้ทราบอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะชาวบ้านตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-f73b9f4e1aa6451c9f17742280036064", "input": "Title: เลื่อนนัดคดีญาติเรียกค่าเสียหายกับ ทบ. ปม ร.ต.สนาน ตายขณะฝึกหลักสูตรมหาดเล็กฯ \n Body: 20 ก.ย. 2559 รายงานข่าวจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมแจ้งว่า เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา เวลา 14.00 น. ศาลแพ่งได้มีคำสั่งให้เลื่อนนัดชี้สองสถานและกำหนดแนวการดำเนินคดีหรือสืบพยานโจทก์ ไปเป็นวันที่ 7 พ.ย. 2559 เวลา 09.00 น. ในคดีหมายเลขดำที่ พ.2580/2559  ระหว่าง หวาน ทองดีนอก โจทก์ที่ 1 ธัญญารัตน์ วรรณสถิตย์  โจทก์ที่ 2  กับกองทัพบก จำเลย ในข้อหาละเมิด เรียกค่าเสียหาย ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539  โดยโจทก์ที่ 1 เป็นมารดา และโจทก์ที่ 2 ภรรยา ของ ร.ต.สนาน  ทองดีนอก เหตุของคดีมาจากกรณี ร.ต.สนาน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2558 ในระหว่างการฝึกและทดสอบว่ายน้ำของหลักสูตรมหาดเล็กรักษาพระองค์ (UKBT) รุ่นที่ 11 โดยถูกหัวหน้าครูฝึกบังคับให้ว่ายน้ำเกินขีดความสามารถจนกระทั่งจมลงในสระว่ายน้ำและเสียชีวิต\n \nสาเหตุที่ศาลมีคำสั่งให้เลื่อนนัดชี้สองสถานฯ ดังกล่าวข้างต้นนั้น เนื่องจากเมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2559 พนักงานอัยการทนายจำเลย ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การครั้งที่ 2 ไปจนถึงวันที่ 4 ต.ค. 2559 โดยเหตุผลความว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์สูงและมีพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวนหลายคน อีกทั้งพยานที่โจทก์พาดพิงเป็นพยานสำคัญในคดีโดยเฉพาะหัวหน้าครูฝึก ทนายจำเลยจำเป็นต้องสอบข้อเท็จจริงพยานคนดังกล่าว เพื่อประกอบการทำคำให้การ แต่พยานติดภารกิจราชการปฏิบัติหน้าที่อยู่ต่างจังหวัดและไม่สามารถมาให้ข้อเท็จจริงแก่ทนายจำเลยได้ทันวันที่ 19 ก.ย. 2559 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดที่ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การครั้งที่ 1 ศาลได้อนุญาตตามคำขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การครั้งที่ 2 ของทนายจำเลยดังกล่าว เมื่อคดียังอยู่ในระยะเวลาที่จำเลยมีสิทธิยื่นคำให้การได้ จึงไม่อาจทำการชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19 กันยายน 2559 นี้ได้  จึงมีคำสั่งให้เลื่อนไปนัดชี้สองสถานและกำหนดแนวทางการดำเนินคดีหรือสืบพยานโจทก์ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09.00 น.\n \nโดยในวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น โจทก์ทั้งสอง คือมารดาและภรรยาของ ร.ต.สนาน พร้อมทั้งทนายความโจทก์ทั้งสองเดินทางมาศาล ส่วนทางด้านจำเลยมีผู้รับมอบฉันทะจากทนายจำเลยมาศาล\n \nสำหรับการชี้สองสถาน คือ การที่ศาลพิจารณาคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยหากมีข้อใดที่ฝ่ายโจทก์อ้างแล้วจำเลยไม่ยอมรับ ศาลจะกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท และกำหนดให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำพยานหลักฐานมาสืบ\n \nข้อมูลเบื้องต้น : \n\nมูลนิธิผสานวัฒนธรรม [1] ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับคดีไว้ด้วยว่า เหตุในคดีนี้สืบเนื่องจาก ร.ต.สนาน ทองดีนอก ได้เข้ารับการฝึกว่ายน้ำในหลักสูตรมหาดเล็กรักษาพระองค์(UKBT) รุ่นที่ 11 ในหน่วยฝึกกรมทหารราบที่ 1 กองพันทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ กำหนดระยะเวลาการฝึกระหว่างวันที่ 17 พ.ค. 2558  ถึงวันที่ 27 ก.ค. 2558 ซึ่งหลักสูตรดังกล่าว ได้จัดให้มีช่วงระยะเวลาที่ผู้เข้ารับการฝึกต้องผ่านการทดสอบความสามารถในการว่ายน้ำ โดยในระหว่างการฝึกทดสอบความสามารถในการว่ายน้ำ มีเจ้าหน้าที่ในสังกัดของกองทัพบกเป็นครูฝึกและมีหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลการฝึก\n\n \nในวันเกิดเหตุเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2558 ในระหว่างการฝึกว่ายน้ำตามหลักสูตร ร.ต.สนาน ได้ถูกบังคับให้ว่ายน้ำเกินกำลังความสามารถที่ร่างกายจะทนได้ โดยให้ฝึกว่ายน้ำไป-กลับภายในสระว่ายน้ำโดยไม่มีการหยุดพักหลายสิบรอบและเป็นเวลานาน  จนเป็นเหตุให้ ร.ต.สนานจมลงไปในก้นสระเป็นเวลานานจนขาดอากาศหายใจ โดยที่ครูฝึกซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้เข้ารับการฝึก แต่กลับปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ในคำฟ้องคดีแพ่งดังกล่าวระบุว่าการเสียชีวิตของร้อยตรีสนานดังกล่าวเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของครูฝึก ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลย ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่\n \n“ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา เราไม่ได้รับความเป็นธรรม และได้ร้องเรียนหลายหน่วยงาน กระทรวงกลาโหม กองทัพบก ตำรวจเจ้าของท้องที่ ตำรวจนครบาล อีกทั้งยังไม่ทราบว่ามีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการเสียชีวิตระหว่างการฝึกของรต.สนานหรือไม่ ถ้ามีเราก็ไม่ได้รับการแจ้งผลการสอบ เราเชื่อว่าถ้าไม่จงใจหรือประมาทเลินเล่อ รต.สนานที่มีร่างกายแข็งแรงย่อมจะไม่เสียชีวิตระหว่างการฝึกอย่างแน่นอน” ธัญญารัตน์ ภรรยา กล่าว\n \nโดยคดีดังกล่าว เจ้าหน้าที่ครูฝึกเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของกองทัพบก เป็นผู้ทำละเมิดอันเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานของรัฐต้องเป็นผู้รับผิด ต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐนั้นได้กระทำไป ทำให้นางสาวธัญญารัตน์ ผู้เสียหายในเหตุการณ์นี้ยื่นฟ้องแพ่ง ในข้อหาละเมิด เพื่อเรียกค่าเสียหาย ตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 กับ กองทัพบกซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของครูฝึกดังกล่าว \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-37a858b3861b474eb6f2c464fc05f948", "input": "Title: กรรมการค่าจ้างขยับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ อยู่ที่ 2-11 บาท \n Body: วันนี้ (2 พ.ค.) เมื่อเวลา 08.30 น.ที่กระทรวงแรงงานมีการประชุมพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ตามข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ มีผู้แทนฝ่ายรัฐ ลูกจ้าง และนายจ้าง เข้าร่วมประชุม โดยนายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุม ซึ่งใช้เวลานานกว่า 5 ชม. และเสร็จสิ้นเมื่อเวลา 13.30 น. จากนั้นนายจุฑาธวัช ในฐานะคณะกรรมการค่าจ้างกลางได้เป็นผู้แถลงผลการประชุมดังกล่าว\n\nนายจุฑาธวัช เปิดเผยว่า ในที่ประชุมได้มีมติให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำโดยที่ประชุมมีมติให้ปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ โดยใช้อัตราเงินเฟ้อ 5% เป็นฐานในการตัดสินใจ เป็นจำนวนเงินตั้งแต่ 2-11 บาท โดยจังหวัดที่ได้รับการปรับ 11 บาท มีเพียง 1 จังหวัด คือ จ.เชียงราย (จากเดิมค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 146 บาท ขึ้นเป็น 157 บาท) เนื่องจากเนื่องจากมีอัตราค่าครองชีพรวมทั้งเงินเฟ้อสูงสุด ขณะที่จังหวัดที่ได้รับการปรับขึ้น 9 บาท มีทั้งหมด 9 จังหวัดประกอบด้วย กรุงเทพฯ จ.ปทุมธานี จ.นนทบุรี จ.สมุทรปราการ จ.นครปฐม จ.สมุทรสาคร จ.สระบุรี จ.เชียงใหม่ และ จ.อุบลราชธานี \n\nจังหวัดที่ปรับขึ้น 8 บาท มี 12 จังหวัด คือ จ.กาญจนบุรี จ.ฉะเชิงเทรา จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ปราจีนบุรี จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ระยอง จ.ราชบุรี จ. อุทัยธานี จ.ยโสธร จ.เลย จ.อำนาจเจริญ และ จ.ชุมพร \n\n \n\nจังหวัดที่มีการปรับขึ้น 7 บาท มี 10 จังหวัด คือ จ.อ่างทอง จ.กำแพงเพชร จ.น่าน จ.กาฬสินธุ์ จ.ร้อยเอ็ด จ.สกลนคร จ.หนองคาย จ.อุดรธานี จ.ปัตตานี จ.ยะลา \n\n \n\nจังหวัดที่ปรับ 6 บาท มี 6 จังหวัด ได้แก่ จ.ตราด จากวันละ จ.นครนายก จ.พะเยา จ.หนองบัวลำพู จ.พังงา และ จ.ระนอง \n\n \n\nจังหวัดที่ปรับขึ้น 5บาท มี 21 จังหวัด คือ จ.จันทบุรี จ.ชลบุรี จ.ชัยนาท จ.ลพบุรี จ.สมุทรสงคราม จ.สระแก้ว จ.สิงห์บุรี จ.สุพรรณบุรี จ.นครสวรรค์ จ.เพชรบูรณ์ จ.ลำปาง จ.นครพนม จ.นครราชสีมา จ.บุรีรัมย์ จ.กระบี่ จ.นครศรีธรรมราช จ.นราธิวาส จ.พัทลุง จ.สงขลาจาก จ.สตูล จ.สุราษฎรธานี \n\n \n\nจังหวัดที่ปรับขึ้น 4 บาท มี 13จังหวัด ได้แก่ จ.เพชรบุรีจาก จ.ตาก จ.พิจิตร จ.พิษณุโลก จ.แพร่ จ.แม่ฮ่องสอน จ.ลำพูน จ.ขอนแก่น จ.มหาสารคาม จ.ศรีษะเกษ จ.สุรินทร์ จ.ภูเก็ต จ.มุกดาหาร \n\n \n\nนอกจากนี้ จังหวัดที่ปรับขึ้น 3 บาท มี 1จังหวัด คือ จ.ตรัง ส่วนจังหวัดที่ได้รับการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำน้อยที่สุด คือ 2 บาท มี 3 จังหวัด ได้แก่ จ.สุโขทัย จ.อุตรดิตถ์ และ จ.ชัยภูมิ ตามที่อนุกรรรมการจังหวัดเป็นผู้เสนอมาเนื่องจากค่าครองชีพไม่ได้มากเหมือนจังหวัดอื่น \n\nนายจุฑาธวัชกล่าวต่อว่า จะนำผลการประชุมปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำดังกล่าว เสนอไปทางนางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน แรงงานลงนามก่อน และเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนต่อไป เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันทีภายในวันที่ 1 มิ.ย.51อย่างไรก็ตามการประชุมครั้งนี้บรรยากาศเป็นไปด้วยดี เพราะนายจ้างพิจารณาจากพื้นฐานความเป็นจริงของแต่ละจังหวัดและมีการตกลงกันว่า หากอัตราเงินเฟ้อไม่สูงไปกว่านี้ก็จะไม่มีการเรียกร้องปรับขึ้นค่าจ้างปลายปี 2551 \n\n\"การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มิ.ย.51 โดยการขึ้นค้าจ้างครั้งนี้อาจจะไม่มีการปรับขึ้นครั้งเดียว แต่อาจมีการปรับขึ้นค่าจ้างอีกครั้งในช่วงปลายปี ซึ่งจะต้องพิจารณาในเรื่องค่าครองชีพที่เพิ่มมากขึ้นรวบไปถึงเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นด้วย\" นายจุฑาธวัช กล่าว\n\nทั้งนี้นายจุฑาธวัชกล่าวยืนยันว่า สาเหตุการปรับขึ้นค่าจ้างครั้งนี้ไมได้มาจากการกดดันของลูกจ้าง แต่คณะกรรมการได้ตกลงกันตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย.แล้ว อย่างไรก็ตาม อยากให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือนายจ้าง เช่น ภาษี การควบคุมราคาสินค้า ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดการเลิกจ้าง มีคนตกงานตามมาอีกเยอะ\n\nสำหรับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำถือเป็นครั้งที่สองในรอบ 1 ปี ก่อนหน้านี้ในวันที่ 1 ม.ค.51 มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไปแล้วครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ก็เป็นครั้งแรกที่มีการปรับในอัตราสูงสุดมากถึง 11 บาท เพราะก่อนหน้านี้เคยมีการปรับสูงสุดเพียง 10 บาท \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-6689f36fdb374e72a154f5d030403af5", "input": "Title: TCIJ: กลุ่มอนุรักษ์อุดรฯ จี้อุตสาหกรรมฯ อุดรแจ้งกรณีเหมืองโปแตช พบเตรียมปิดประกาศเขต พ.ย.นี้ \n Body: กลุ่มอนุรักษ์อุดรฯ รุกถามความคืบหน้าประทานบัตรเหมืองโปแตชหลัง กพร. และบริษัทอ้างปักหมุดเสร็จแล้ว ด้านอุตสาหกรรมจังหวัดเผยเตรียมปิดประกาศเขตเหมืองในเดือนนี้ ชีหากคัดค้านสามารถยื่นฟ้องศาลปกครองได้ วานนี้ (9 พ.ย.54) เวลา 10.00 น. แกนนำชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี จำนวน 20 คน เดินทางไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี เพื่อติดตามความคืบหน้าการขออนุญาตประทานบัตรโครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี ของบริษัทเอเชียแปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด พร้อมทั้ง ยื่นหนังสือคัดค้านการขออนุญาตประทานบัตรโครงการฯ นายปัญญา โคตรเพชร เลขานุการกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กล่าวว่า สถานการณ์การผลักดันโครงการเหมืองแร่โปแตช ในพื้นที่ได้กลับมาเข้าสู่สถานการณ์ตรึงเครียดอีกครั้ง เมื่อฝ่ายบริษัทได้มีความพยายามผลักดันโครงการโดยทำการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้นำชุมชน สมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ ในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทั้งที่ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานั้น ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ ได้แสดงเจตจำนงมาตลอดว่าการดำเนินการจัดเวทีหลายต่อหลายครั้ง ของบริษัท ไม่มีความชอบธรรม และขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของชาวบ้านในพื้นที่ “ที่พวกเราพากันมาในวันนี้ ก็เพื่อจะมาถามจากอุตสาหกรรมจังหวัดเกี่ยวกับเรื่องเหมืองโปแตช ว่าหลังจากที่ กพร. และบริษัท ได้อ้างมาว่า ปักหมุดเสร็จแล้ว จะดำเนินการในขั้นต่อไปนั้น ตอนนี้ไปถึงไหนกันแล้ว เพราะพวกเราซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่ ก็ร่วมกันค้านการปักหมุดรังวัดมาตลอดว่า ไม่มีความชอบธรรม ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม แต่บริษัทก็ยังมีการเคลื่อนไหวที่จะผลักดันโครงการต่อให้ลุล่วง ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เกิดความสับสนต่อสถานการณ์ จึงได้กันมาพบอุตสาหกรรมจังหวัดในวันนี้ ให้ช่วยชี้แจงถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการเหมืองโปแตช” ด้าน นายวรากร บำรุงชีพโชต หัวหน้าฝ่ายอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี ได้ทำการชี้แจงเกี่ยวกับขั้นตอนการขออนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่ใต้ดิน ว่า หลังจากที่มีการปักหมุดรังวัดแล้วเสร็จเมื่อปีที่แล้ว ขั้นต่อไปก็จะทำการปิดประกาศไปยังหน่วยงานราชการ เทศบาล และ อบต.ที่อยู่ในพื้นที่โครงการ ซึ่งคาดว่าน่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนนี้ เมื่อถึงตอนนั้นก็จะทราบว่ามีใครบ้างอยู่ในเขตคำขอประทานบัตร และถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการ ซึ่งหากชาวบ้านจะคัดค้านก็เตรียมเอกสารยื่นได้ตามแปลงที่มีชื่ออยู่ นายวรากรยังกล่าวอีกว่า พอปิดประกาศแล้ว ตามขั้นตอนก็จะมีการทำประชาพิจารณ์ หรือประชาคมหมู่บ้านในเขตเหมือง ซึ่งก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ชาวบ้านจะค้าน หรือถ้าเห็นว่าไม่เป็นไปตามกฎหมายก็สามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้ ส่วนผลของการคัดค้านก็จะทำให้กระบวนการทุกอย่างหยุดชะงักทันที จนกว่าบริษัทจะตกลงกันได้กับผู้คัดค้าน ส่วน นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ที่ผ่านมาคำว่าการมีส่วนร่วมจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ไม่ได้เกิดการสร้างการมีส่วนร่วมที่แท้จริงต่อภาคประชาน ทำให้เกิดปัญหาที่ยืดเยื้อเรื้อรังเสมอมา “เวลาหน่วยงานภาครัฐ และบริษัทเอกชนดำเนินการอะไร ก็มักจะมีการอ้างว่าได้สร้างการมีส่วนร่วมให้กับชาวบ้านแล้ว ถ้าทำจริงชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ คงไม่ต้องมาพบอุตสาหกรรมจังหวัดเพื่อที่จะขอข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์โครงการเหมืองแร่โปแตชหรอก” นายสุวิทย์กล่าว และเสริมว่าทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องมีการทำความเข้าใจในประเด็นการมีส่วนร่วมให้มีความลึกซึ้ง และดำเนินการอย่างชัดเจน ผู้ประสานงาน ศสส.กล่าวด้วยว่า ในส่วนของสถานการณ์เหมืองโปแตชที่จะมีการปิดประกาศการขอประทานบัตรนั้น ชาวบ้านก็ต้องออกมาค้านอย่างชัดเจนอยู่แล้ว เพราะขั้นตอนการดำเนินการที่ผ่านมามันขัดหลักการมีส่วนร่วมมาตั้งแต่แรก “อยากจะตั้งคำถามอยู่เหมือนกันว่าถ้าหากการคัดค้านของชาวบ้านดำเนินการตามช่องทางของกฎหมาย เช่น ฟ้องร้องต่อศาลปกครองนั้น อธิบดี กพร. จะยุติการเอื้ออำนวยให้เกิดโครงการเหมืองโปแตชหรือไม่ และถ้าหากกลุ่มชาวบ้านใช้วิธีการคัดค้านที่ไม่ได้ผ่านช่องทางของกฎหมาย เช่น การชุมนุม การปิดถนน กลับถูกกล่าวว่าชาวบ้านไม่มีเหตุผลไม่อยู่ในกรอบกติกา สิ่งเหล่านี้จึงไม่มีความเป็นธรรมต่อกลุ่มชาวบ้านเลย” สุวิทย์ กล่าว \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-9b0153d2c735403392e68b665e59af04", "input": "Title: ปาตานีฟอรั่ม เปิดรายงาน สื่อจะส่งเสริมสันติภาพได้อย่างไร \n Body: ปาตานี ฟอรั่ม นำเสนอรายงานข้อเสนอต่อองค์กรสื่อ แนะการรายงานข่าวของสื่อหลักควรนำเสนอข้อมูลที่รอบด้าน เป็นธรรมกับทุกฝ่าย พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างเนื่องเพื่อเห็นถึงต้นต่อความขัดแย้ง เพื่อหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ\n\n(ภาพจาก : เฟซบุ๊กปาตานี ฟอรั่ม)\nเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2557 ที่ห้องประชุมโรมานี โรงแรมแกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ ปาตานี ฟอรั่ม(Patani Forum) ได้จัดเวทีนำเสนอรายงาน ข้อเสนอนโยบายสาธารณะเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อหนุนเสริมสันติภาพปาตานี  / ชายแดนใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการสนับสนุนสื่อภาคพลเมืองเพื่อหนุนเสริมสันติภาพปาตานี  /  ชายแดนใต้  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยื่นข้อเสนอเชิงนโยบาย ต่อองค์กรด้านการสื่อสารมวลชน พร้อมสร้างความร่วมมือของคนทำงานด้านสื่อฯ และสร้างความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ทางสังคมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อการนำเสนอข่าวที่หนุนเสริมกระบวนการสันติภาพในพื้นที่\nการจัดเวทีนำเสนอรายงานฯ ครั้งนี้เป็นการรวบรวมข้อเสนอจากเวทีรับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการ ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และประชาชน จากทั้ง 4 ภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 8 เวที ซึ่งในการนำเสนอครั้งนี้มี อันธิฌา แสงชัย อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นผู้นำเสนอรายงานข้อเสนอฯ และร่วมวิพากษ์รายงานโดย ดอน ปาทาน ผู้อำนวยการต่างประเทศปาตานีฟอรั่ม สมเกียรติ จันทรสีมา ผู้อำนวยการสำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส  และพิณผกา งามสม บรรณาธิการข่าว ประชาไท\n“อยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะอยู่ที่อุบลก็ได้แต่ฟังข่าวจากทีวีและวิทยุท้องถิ่นที่มีการรายงานข่าว พลทหารที่เป็นคนอุบลไปเสียชีวิตที่นั้น เราเลยอยากมาร่วมเวที อยากฟังข้อมูลว่าจริง ๆ มันเป็นอย่างไร อยากจะฟังและอยากจะให้กำลังใจพี่น้องที่อยู่ทางนู้น” เสียงจากผู้เข้าร่วมเวทีเสนอความคิดเห็น ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งอันธิฌาหยิบยกขึ้นมาเพื่อเล่าถึงเรื่องราวของความสัมพันธ์และความสนใจต่อปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัด ของคนนอกพื้นที่\nเวลากว่า 6 เดือน กับ 8 เวทีรับฟังความคิดเห็น อันธิฌา ได้นำเสนอให้เห็นว่า สามารถจัดประเด็นความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของทุกเวทีออกมาได้ทั้งหมด 4 มิติ\n1.มุมมองของประชาชนต่อภาพลักษณ์ และพัฒนาการในการรายงานข่าวของสื่อกระแสหลักในรอบทศวรรษ ต่อเหตุการณ์ในปาตานี / ชายแดนใต้ ความคิดเห็นในเรื่องของพัฒนาการนั้นในภาพรวมแล้ว ความคิดเห็นจากหลายเวทมองว่ามีการรายงานข่าวของสื่อกระแสหลักมีพัฒนาการที่ดีขึ้น คือเริ่มเห็นความหลากหลายของแง่มุมในการนำเสนอข่าว และมีเปิดโอกาสให้เสียงของคนในพื้นที่เข้าไปอยู่ในการนำเสนอมากขึ้น รวมทั้งได้เห็นการนำเสนอประเด็นในพื้นที่จากมุมมองของคนในชุมชนเอง\nในด้านของการใช้ภาษาพบว่า มีการเปลี่ยนการใช้ภาษาจากคำที่ให้ความหมายในแง่ลบ หรือเป็นการตัดสินตีตรา ไปสู่คำที่มีความหมายที่เป็นกลางมากขึ้น \nกระนั้นก็ตามในการรายงานข่าวของสื่อกระแสหลักหลายๆ ครั้งยังคงเห็นภาพของการเอารัฐเป็นศูนย์กลาง และยังคงสร้างภาพจำว่า 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่ที่ไม่สงบ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วความรุนแรงเกิดขึ้นเพียงในบางพื้นที่เท่านั้น ขณะเดียวกันภาพจำเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึง ประเด็นหลักในการรายงานข่าวในพื้นที่ชายแดนใต้ ยังคงยึดโยงอยู่กับเรื่องของความรุนแรง มีการนำเสนอภาพข่าวที่มีแต่แง่มุมของความรุนแรง ซึ่งสื่อหลายสำนักมักมาองว่าเป็น ข่าวที่ “ขาย” ได้ และด้วยการมองเห็นความรุนแรงในพื้นที่เป็นเพียงสินค้า ที่เชื่อว่า “ขาย” ได้ จึงทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องในการนำเสนอข่าวที่จะให้เห็นถึงต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริง\n2. ความต้องการของประชาชน ต่อการรายงานข่าวเรื่องราวของปาตานี / ชายแดนใต้ ในสื่อกระแสหลัก สิ่งที่ผู้เข้าร่วมเวทีเสนอความคิดเห็นต้องเห็นจากสื่อกระแสหลักคือ ข้อเท็จจริงอื่นที่ ไม่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง อาทิเรื่อง อาหาร วัฒนธรรม เรื่องราวของคนมาลายูที่เป็นคนพุทธ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความคาดหวังว่าจะเห็นการ รายงานข่าวเรื่องราวของผู้ได้รับผลกระทบ หลังจากการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง และการเยียวยาผลได้รับผลกระทบ รวมทั้งมีความต้องการรู้ถึงมิติทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นชุดประวัติศาสตร์ที่ แตกต่างจากประวัติศาสตร์กระแสหลักของรัฐไทย และเรื่องนี้เป็นปัญหาจริงหรือไม่\n3.ความคาดหวังของประชาชน ต่อการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการในการรายงานข่าว และนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับพื้นที่ 3 จังหวัด สิ่งที่เป็นความคาดหวังหลักของประชาชนในหลายพื้นที่คือ ต้องการเห็นการนำเสนอที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เป็นกลางและรอบด้าน มีทำงานที่ละเอียดมากขึ้น มีการรายงานข่าวในเชิงสืบสวนสอบสวน และรายงานข่าวโดยเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม และศักดิ์ความเป็นมนุษย์\nขณะเดียวกันยังมีความต้องการเห็นการนำเสนอผลกระทบจากการใช้กฎหมายพิเศษ(พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551) ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้\n4.ข้อเสนอต่อสื่อทางเลือก สิ่งที่ประชาชนในหลายเวทีต้องการคือ ต้องการเห็นการสร้างความเข้มแข็งของการทำงานแบบเครือข่ายของสื่อทางเลือกทั้งใน และนอกพื้นที่ เพื่อเป็นแรงหนุนการพัฒนาทักษะในการทำงาน และเชื่อมโยงประเด็นต่างๆ กับพื้นที่อื่นๆ และไม่ต้องการให้สื่อทางเลือกถูกแทรกแซงจากรัฐ\n“เข้าใจว่าทั้ง 4 มิติที่กล่าวมาเป็นไปเพื่อภาพกว้างที่เราต้องการให้เห็นคือ การสร้างสันติภาพให้เกิดใน 3 จังหวัดชายแดนใต้” อัณธิฌากล่าว\n\nซ้าย พิณผกา งามสม บรรณาธการข่าว ประชาไท ขวา อันธิฌา แสงชัย \nอาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ \n(ภาพจาก : เฟซบุ๊กปาตานี ฟอรั่ม)\nในด้านของการวิพากษ์รายงานฯ และข้อเสนอแนะต่อรายงานฯ พิณผกา เสนอว่า หากดูจากการเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาที่ผ่านมาถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งของ ปาตานี ฟอรั่ม คือสามารถทำให้เสียงของคนธรรมดาได้ถูกพูดออกมา อย่างไรก็ตามจุดออ่อนของรายงานฯชิ้นนี้ คือยังไม่ได้มีการรับความคิดเห็นที่กว้างขวาง ขณะเดียวกันควรจะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างผู้ที่ได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน จากนโยบายของรัฐ\n“การที่เราบอกสื่อหลักว่า ไม่ควรทำอะไร หรือควรทำอะไร มันไม่สามรถเปลี่ยนแปลงอะไรในทันที่ เพราะต้องเข้าใจว่าสื่อหลักทำงานที่มีลักษณะแบบของการแข่งขันกันสูง แต่สิ่งจะที่ท้าทายสื่อหลักคือเทคโนโลยี  ยิ่งถ้าเราสามารถทำให้คนสามารถนำเสนอประเด็นของตัวเองได้ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างไปจากเดิม สุดท้ายมันก็ทำให้มันเกิดการปรับตัวของสื่อหลักเอง” พิณผกากล่าว\nพิณผกายังกล่าวอีกว่า สิ่งที่เราควรจะพัฒนาต่อไปคือ ควรจะมีการกำหนดวาระร่วมกัน เพื่อทำอะไรที่ท้าทายสื่อหลักขึ้นมาให้ได้ หรืออาจจะทำงานกับสื่อหลักมากขึ้น และควรจะพัฒนาพื้นที่การสื่อสาร ควบคู่ไปกับพัฒนาศักยภาพการสื่อสารของตนเอง เพราะปัจจุบันการตั้งความหวังว่า สื่อหลักจะมาสนใจประเด็นในพื้นที่ของเรานั้นค่อนข้างยาก ฉะนั้นโจทย์หลักอีกข้อหนึ่งคือ เราจะพัฒนาศักยภาพในการสื่อสารประเด็นของตัวเอง แล้วส่งผลสะเทือนกับวงการสื่อหลักได้อย่างไร\n\nสมเกียรติ จันทรักษ์ศรีมา ผู้อำนวยการสำนักข่าวสื่อสารสาธารณะ \n(ภาพจาก : เฟซบุ๊กปาตานี ฟอรั่ม)\nด้านสมเกียรติ เห็นว่า การสื่อสารประเด็นในพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมามีพัฒนาการที่ดีขึ้น คือไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถสื่อสารได้ เนื่องจากปัจจัยทางด้านเทคโนโลยีเอื้ออำนวย\n“ถ้าโจทย์อยู่ที่ว่าเราจะทำอะไรให้สื่อ มีส่วนในการสร้างสันติภาพ ผมคิดว่าหัวใจสำคัญคือการทำให้คนในพื้นที่ หรือเจ้าของประเด็น ได้มีพื้นที่ในการสื่อสารประเด็นของตัวเอง” สมเกียรติกล่าว\nสมเกียรติเสนอต่อไปว่า การนำเสนอข่าวจากคนนอกพื้นที่ บางครั้งเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เห็นมุมมองที่หลากหลาย หรือยากต่อการเข้าใจปัญหาในพื้นที่อย่างแท้จริง เช่นในกรณีตากใบ ช่วงแรกคนแทบจะตัดสินเหตุการณ์โดยยอมรับความรุนแรงที่กระทำโดยรัฐไปแล้ว แต่มีสื่อทางเลือก ที่นำเสนอข้อมูลอีกแบบ ที่ท้าทายความเข้าใจที่คนได้จากสื่อหลักในช่วงหนึ่ง คือมันสร้างความปั่นป่วนมาก เพราะเป็นการนำเสนอชุดข้อเท็จจริงที่ปะทะกัน ถึงที่สุดแล้วก็นำไปสู่การปรับตัวของสื่อหลักเอง ซึ่งนี่คือสิ่งที่ทำให้เห็นชัดว่า ภูมิศาสตร์ของการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน เวลาพูดถึงสื่อทางเลือกคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่า พวกสื่อทางเลือกเป็นใคร แต่ทุกวันนี้เรากลับเห็นสื่อหลักหยิบข้อมูลจากสื่อทางเลือกไปใช่บ่อยมาก ซึ่งนั้นเป็นเรื่องที่ดีในแง่ของการยอมรับสถานะสื่อ ฉะนั้นสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้คือ เราก็ควรจะทำงานสื่อของเราให้มีประสิทธิภาพ พร้อมกับทำงานควบคู่ไปกับสื่อหลัก\n\nดอน ปาทาน ผู้อำนวยการต่างประเทศปาตานีฟอรั่ม \n(ภาพจาก : เฟซบุ๊กปาตานี ฟอรั่ม)\nด้านดอน ได้แลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ในการทำงานข่าวในพื้นที่ความขัดแย้งว่า เห็นการพัฒนาที่ชัดเจน เช่นเรื่องการใช้คำในการนำเสนอข่าว จากเดิมที่เคยคำว่า โจรใต้ โจรกระจอก หรือผู้ก่อการร้าย เปลี่ยนมาใช้คำที่เป็นกลางมากขึ้นเช่น ผู้ต้องหา หรือผู้เห็นต่างจากรัฐ ขณะเดียวกัน การทำงานพื้นที่ความขัดแย้งนั้น บางครั้งการรายงานข่าวซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ แต่ขัดแย้งกับชุดข้อมูลของทางภาครัฐ หรือความคิดเห็นของแหล่งข่าว ซึ่งเห็นต่างจากรัฐไทย ยังคงมีลักษณะของการคุกคามจากภาครัฐอยู่ มีการเฝ้าจับตามองเป็นพิเศษ ถึงที่สุดแล้วนำมาซึ่ง Self-censorship เพราะไม่มีหลักประกันว่าสื่อจะปลอดภัย หากนำเสนอข้อเท็จจริงที่ต่างจากรัฐ \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-ac6f9aa0a0b14a039aea7e26ffab203b", "input": "Title: รายงานเสวนา ‘สิทธิมนุษยชนในภาวะสถานการณ์ฉุกเฉิน’ \n Body: วงเสวนาห้องเรียนสิทธิมนุษยชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน เห็นพ้องรัฐควรจำกัดสิทธิของประชาชนให้น้อยที่สุด และเห็นว่าสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยที่ตกต่ำหลังลงรัฐประหาร นักวิชาการจากสถาบันสิทธิมนุษยชน มหิดล ชี้ว่ากติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองยังมีช่องโหว่การตีความนิยามสถานการณ์ฉุกเฉิน เกรงรัฐนำไปใช้ในทางที่ไม่ชอบ ขณะที่ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ชี้ว่าหลังรัฐประหารสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทยน่าเป็นห่วงหลายเรื่อง ด้านผู้อำนวยการคณะกรรมการนิติศาสตร์สากลระบุ สถานการณ์ฉุกเฉินไม่ถือเป็นข้อยกเว้นให้รัฐไม่ปฏิบัติตามกติกากฎหมายระหว่างประเทศ ชี้ในรอบ 10 ปีของไทยไม่มีสถานการณ์ที่เป็นเหตุผลพอให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้านทนายความจากศูนย์ทนายสิทธิมนุษยชนชี้ กฎหมายความมั่นคงของไทยไม่มีระบบตรวจสอบความชอบในการใช้ และตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่ผ่านมา  ชี้รัฐประหารรอบนี้ใช้กฎอัยการศึกอย่างกว้างขวาง น่าเป็นห่วงผู้ถูกดำเนินคดีการเมืองและคดี 112\nเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2557 ที่ผ่านมา มีการจัดเสวนาห้องเรียนสิทธิมนุษยชน หัวข้อ “สิทธิมนุษยชนในภาวะสถานการณ์ฉุกเฉิน” โดยสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา โดยมีผู้ร่วมอภิปรายจากองค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ ไมเคิล เฮย์ส จากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหิดล, ยู คาโนะซูเอะ ผู้แทนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ, แซม ซาริฟี ผู้อำนวยการคณะกรรมการนิติศาสตร์สากล และภาวิณี ชุมศรี ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน\nผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเริ่มการเสวนามีเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่เดินทางมาพบและพูดคุยกับผู้จัดงาน และได้เข้าร่วมฟังการเสวนา ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าระหว่างการอภิปรายเจ้าหน้าที่ทหารได้บันทึกภาพผู้อภิปรายจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเอาไว้ด้วย\nสำหรับเนื้อหาการเสวนาสิทธิมนุษยชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยสรุปมีดังนี้\n\nไมเคิล เฮย์ส จากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหิดลเฮย์สกล่าวว่า ในมาตรา 4 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights - ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่นั้น มีปัญหาอย่างมากในการตีความ และอาจเปิดโอกาสให้รัฐนำไปใช้อ้างในทางที่ผิดๆ ได้\nเนื่องจากมาตราดังกล่าวยอมให้รัฐจำกัดสิทธิของประชาชนและไม่ต้องปฏิบัติตาม ICCPR ในกรณีที่มีสถานการณ์ฉุกเฉิน เฮย์สกล่าวว่า การยอมให้รัฐจำกัดสิทธิของประชาชนได้นั้นจะต้องอยู่ในสถานการณ์ที่มีภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของชาติจริงๆ ซึ่งรวมถึงภัยธรรมชาติด้วย  แต่ข้อบัญญัติดังกล่าวยังมีความคลุมเครือ ไม่มีความชัดเจนว่าอะไรคือชาติ และอะไรคือภัยคุกคาม ซึ่งในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ไม่เปิดโอกาสให้ยกเว้นสิทธิต่างๆ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม เช่น สิทธิที่อยู่ในจารีตประเพณี สิทธิที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติ สิทธิที่จะไม่ถูกทรมาน สิทธิในการเดินทาง ส่วนภัยคุกคามที่รัฐมองว่าอาจจะเกิดขึ้น เช่น โอกาสที่จะมีผู้ก่อการร้าย ไม่ถือว่าเป็นภัยคุกคามในความหมายนี้\nเฮย์สกล่าวว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้นำของรัฐจะต้องแจ้งต่อสาธารณะและแจ้งต่อสหประชาชาติ รวมถึงอธิบายเหตุผลและต้องประกาศว่าจะมีการจำกัดสิทธิของประชาชนในเรื่องใดบ้าง และการจำกัดสิทธิจะต้องได้สัดส่วนกับสถานการณ์ ทั้งนี้รัฐไม่สามารถจำกัดสิทธิของประชาชนได้ตามอำเภอใจ\nเฮย์สกล่าวในตอนท้ายว่า เริ่มมีการถกเถียงกันว่าควรสิทธิในเรื่องใดบ้างที่จะต้องไม่ถูกจำกัดไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม รวมถึงในสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย เช่น สิทธิในการศึกษา ข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรา 4 ของ ICCPR คือ สิทธิที่ไม่สามารถให้มีการละเมิดได้ควรมีอะไรบ้าง เช่น สิทธิที่จะไม่ถูกทรมาน สิทธิในการจับกุมตัว ซึ่งในหลายประเทศมีกฎหมายห้ามไม่ให้มีการจับกุมโดยพลการ นอกจากนี้ สิทธิที่มักถูกจำกัดเมื่อมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น สิทธิในในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เสรีภาพในการรวมตัว เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการเดินทาง เฮย์สกล่าวว่าก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกละเมิดด้วยเช่นกัน\nยู คาโนะซูเอะ ผู้แทนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (UN Office of High Commissioner for Human Rights - UNOHCHR)ยู คาโนะซูเอะ กล่าวว่า หน้าที่ของ UNOHCHR คือการส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชนและปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชนทุกคนในระดับโลก และมีหน้าที่ติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของแต่ละประเทศ สำหรับประเทศไทย UNOHCHR มีทีมขนาดเล็กคอยติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนอย่างใกล้ชิด โดยเริ่มตั้งแต่การชุมนุมของ กปปส.ซึ่งประกาศชัตดาวน์กรุงเทพฯ และเกี่ยวเนื่องจนไปถึงการทำรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557\nผู้แทน UNOHCHR เล่าว่าหลังการรัฐประหาร 1 วัน สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติออกแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชน 5 ฉบับแสดงความห่วงใยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เป็นแถลงการณ์ที่แสดงความกังวลอย่างหนักแน่นเกี่ยวกับการประกาศกฎอัยการศึกและการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน\nผู้แทน UNOHCHR กล่าวว่าจากการสังเกตการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย มีข้อห่วงกังวลใน 5 ประเด็น คือ\n1. การกักขังตามอำเภอใจผู้แทน UNOHCHR กล่าวว่าจากการติดตามจำนวนผู้ถูกจับกุมจนถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน พบว่ามีผู้ถูกเรียกไปรายงานตัวราว 600 คน และอีก 280 คนซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองถูกควบคุมตัว โดยรวมแล้วเกือบ 1,000 คน สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ การที่ทหารไม่แจ้งสถานที่ควบคุมตัวและไม่อนุญาตให้ผู้ถูกควบคุมตัวติดต่อทนายความ แม้หลังการควบคุมตัวครบ 7 วันแล้วส่วนใหญ่จะถูกปล่อย แต่ก็มีบางรายที่ถูกกักขังไว้นานกว่านั้น\nผู้แทน UNOHCHR กล่าวว่า เคยมีการร้องขอข้อมูลไปยังเจ้าหน้าที่หลายครั้งเกี่ยวกับสถานที่ควบคุมและกำหนดเวลาปล่อยตัว และเข้าใจว่าจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดได้รับข้อมูล แต่สิ่งที่อันตรายมากคือการไม่รู้ว่าผู้ที่ถูกเรียกถูกควบคุมตัวไว้ที่ไหน และไม่ทราบว่ามีการปฏิบัติต่อคนเหล่านี้อย่างไร มีการทรมานหรือทำให้สูญหายหรือไม่ ขณะที่ในต่างจังหวัดไม่มีการประกาศเรียกรายงานตัวอย่างเป็นระบบ แต่ใช้วิธีให้ทหารโทรศัพท์เรียกไปพบเป็นการส่วนตัว แม้ว่าจะมีการหยุดออกคำสั่งเรียกรายงานตัวผ่านช่องทางสาธารณะแล้วในเดือนกรกฎาคม แต่การเรียกรายงานตัวอย่างไม่เป็นทางการยังคงมีอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทำให้ไม่สามารถทราบจำนวนที่แท้จริงของประชาชนที่ถูกทหารเรียกพบ\n2. การปฏิบัติต่อผู้ต้องหาและการทรมานผู้แทน UNOHCHR กล่าวว่า สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนออกแถลงการณ์ในวันที่ 5 สิงหาคมในกรณีของกริชสุดา คณะแสน ซึ่งถูกกักขังตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน-24 มิถุนายน เธอถูกคลุมศีรษะด้วยถุงพลาสติกจนหมดสติ  นอกจากกรณีของกริชสุดาแล้ว ยังมีข้อมูลจากองค์กรภาคประชาสังคมในอีกหลายกรณี แต่เป็นเรื่องยากมากที่จะค้นหา เนื่องจากไม่มีภาพแสดงว่าถูกควบคุมตัวอยู่ที่ใด\n3. การใช้ศาลทหารดำเนินคดีกับพลเรือนผู้แทน UNOHCHR กล่าวว่า จากการติดตามจำนวนผู้ที่ถูกดำเนินคดีในศาลทหาร พบว่ามีพลเรือน 107 คนถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีในศาลทหาร ซึ่งตัวเลขนี้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากในเดือนสิงหาคมตัวเลขอยู่ที่ 69 คน จากการพบกับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมในเดือนสิงหาคม ทำให้ได้ข้อมูลว่ามีการพิจารณาคดีพลเรือนในศาลทหารกรุงเทพ 56 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่างกันมาก ซึ่งพอจะชี้ได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีผู้ที่ถูกดำเนินคดีในศาลทหารโดยไม่เป็นที่รับรู้ของสาธารณชน\nผู้แทน UNOHCHR กล่าวว่าตามกฎหมายระหว่างประเทศ การใช้ศาลทหารพิจารณาคดีพลเรือนจะถูกจำกัดและเป็นข้อยกเว้นที่เฉพาะมาก จากมุมมองของ UNOHCHR สถานการณ์ของประเทศไทยยังไม่อยู่ในระดับที่จะใช้ศาลทหารกับพลเรือน เพราะศาลพลเรือนยังทำหน้าที่ได้ปรกติก่อนการรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม\nข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้ศาลทหารดำเนินคดีกับพลเรือน ประการแรก คือ การเข้าถึงการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมภายใต้ศาลทหาร เนื่องจากในภาวะปรกติศาลทหารจะมี 3 ชั้นคือ ศาลทหารชั้นต้น ศาลทหารชั้นกลาง และศาลทหารสูงสุด แต่ภายใต้กฎอัยการศึกจะเหลือศาลเพียงชั้นเดียว ซึ่งภายหลังมีการยกเลิกกฎอัยการศึกแล้ว หากมีการยื่นอุทธรณ์ ก็จะกลับมาสู่คำถามว่าการพิจารณาคดีภายใต้กฎอัยการศึกนั้นมีความชอบธรรมหรือไม่\nข้อกังวลประการที่สอง ในเรื่องสิทธิของประชาชนที่จะเข้าฟังการพิจารณาคดีแบบเปิดเผย มีข้อสังเกตว่าคดี 112 มักเพิ่มสูงขึ้นหลังการรัฐประหาร ในจำนวน 32 คดี มีอย่างน้อย 6 คดีซึ่งเกิดก่อนการรัฐประหาร แต่ถูกนำขึ้นพิจารณาคดีที่ศาลทหารกรุงเทพ และมี 4 คดีถูกพิจารณาคดีแบบปิดลับ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คดี 112 จำนวน 70 คดี มี 3 คดีที่มีการพิจารณาแบบปิดลับ แต่ในกฎหมายระหว่างประเทศแม้ในสถานการณ์สงคราม สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมก็จะคงได้รับการรับรอง\n4. เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการรวมกลุ่มผู้แทน UNOHCHR กล่าวว่า ประกาศของ คสช.ฉบับที่ 7 ห้ามประชาชนรวมกลุ่มกันเกิน 5 คน เป็นสิทธิของประชาชนที่จะมีเสรีภาพในการรวมกลุ่ม แต่ขณะนี้ทำได้ไม่เกิน 5 คน\n5. สิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับที่ดินผู้แทน UNOHCHR กล่าวว่า มีชาวบ้านได้รับผลกระทบจำนวนมากจากคำสั่ง คสช.ที่ 64, 66 และแผนแม่บทป่าไม้ ในอดีตเคยมีกระบวนการเจรจาต่อรองเพื่อแก้ปัญหา แต่หลังจากมีคำสั่ง คสช.การปราบปรามของรัฐกลับเพิ่มมากขึ้น บางชุมชนถูกไล่รื้อ แปลงเพาะปลูกถูกทำลาย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้าน นอกจากนี้ การจำกัดสิทธิโดยกฎอัยการศึก ทำให้ชาวบ้านและชุมชนหวาดกลัวที่จะรวมตัวกันเพื่อพูดคุยถึงปัญหาของตัวเอง\nแซม ซาริฟี ผู้อำนวยการคณะกรรมการนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists - ICJ)แซมกล่าวว่า กฎหมายระหว่างประเทศกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ปกป้องสิทธิของประชาชน การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ถือเป็นข้อยกเว้นให้รัฐไม่ต้องปฏิบัติตามหลักนิติรัฐ-นิติธรรม หรือไม่ปฏิบัติตามกรอบกติกากฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศยอมให้รัฐใช้อำนาจพิเศษในช่วงที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ชั่วคราว จำกัด และได้สัดส่วนเพื่อรักษากฎหมายและความเป็นระเบียบของสังคมเอาไว้\nแซมกล่าวว่า เกณฑ์ในการตัดสินใจว่าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินจริงๆ ต้องมีระดับความร้ายแรงและเป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอดของชาติ และเป็นสถานการณ์ที่ใกล้จะเกิดขึ้น เป็นภัยคุกคามอย่างแท้จริงและมีความสำคัญมากต่อความเป็นอยู่ของประชากรที่อาศัยอยู่ในรัฐนั้น เป็นภัยต่อความเป็นอิสระทางการเมืองหรือเขตแดนของรัฐ เป็นสถานการณ์ที่มีการรุกรานหรือเกิดสงคราม แซมกล่าวว่า ในบางกรณีไม่อาจกล่าวได้ว่ามีสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยยกตัวอย่าง ประเทศบรูไนมีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1962 เป็นต้น แซมกล่าวว่าบางรัฐบาลได้ประโยชน์จากการใช้อำนาจในสถานการณ์ฉุกเฉินไปในทางที่ผิด เพื่อที่จะไม่ต้องปฏิบัติตามพันธะกรณีของกฎหมายระหว่างประเทศ\nแซมกล่าวถึงสถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้ของไทยว่า มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในปี 2005 ในช่วงที่ความรุนแรงเริ่มต้นขึ้น แต่สุดท้ายสถานการณ์ก็ไม่ได้เพิ่มระดับความรุนแรงจนถึงขั้นที่จะต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามข้อกำหนดของ ICCPR เขากล่าวว่าประเทศไทยในช่วง 10 ปีมานี้ ไม่มีอะไรที่เป็นเหตุผลเพียงพอในระดับที่จะต้องมีการตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเลย\nแซมกล่าวว่า รัฐสามารถจำกัดสิทธิบางอย่างของประชาชนได้ชั่วคราวในขณะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น สิทธิในการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการรวมกลุ่ม แต่ต้องทำอย่างจำกัดและห้ามทำตามอำเภอใจ และในระหว่างสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐห้ามละเมิดสิทธิในเรื่องการทรมาน การจับกุมตามอำเภอใจ การอุ้มหายหรือการทำให้สาบสูญ การกักขังโดยไม่แจ้งสถานที่ รวมถึงห้ามละเมิดเสรีภาพในเรื่องศาสนา สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม สิทธิที่จะร้องเรียนและได้รับความเป็นธรรมจากศาลเมื่อถูกละเมิดในระหว่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน\nแซมกล่าวว่า รัฐมีหน้าที่ต้องแจ้งเหตุผลในการจำกัดสิทธิและต้องกำหนดเวลาของการจำกัดสิทธิชั่วคราว เท่าที่จำเป็น และได้สัดส่วนต่อสถานการณ์ โดยมีการละเมิดสิทธิให้น้อยที่สุด  ทั้งนี้รัฐต้องมีคำอธิบายด้วยว่า การจำกัดสิทธิต่างๆ ของประชาชนจะช่วยแก้ไขหรือคลี่คลายสถานการณ์ได้อย่างไร นอกจากนี้ การจำกัดสิทธิต้องกระทำโดยเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ และต้องมีการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกจำกัดสิทธิด้วย\nแซมกล่าวว่า หลังการรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 57 พบว่ามีการละเมิดสิทธิในหลายเรื่อง และมีการจับกุมตัวและพิจารณาคดีที่ไม่เหมาะสม เขาเห็นว่าจะต้องมีการพิจารณาคดีที่เป็นอิสระและเป็นธรรม การกักขังใดๆ จะต้องเปิดเผย  ต้องไม่มีการกักขังแบบลับ ห้ามกักขังโดยไม่มีกำหนดเวลา และต้องเปิดเผยรายชื่อและจำนวนของผู้ที่ถูกจับกุม รวมถึงบอกสถานที่กักขังให้ประชาชนรับทราบด้วย\nนอกจากนี้ ต้องเคารพเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น รัฐไม่สามารถใช้สถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อคุกคามสื่อมวลชน นักวิจัย นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อม หรือนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน รวมถึงไม่สามารถจำกัดสิทธิการรวมตัวของแรงงานในการชุมนุมประท้วงอีกด้วย\nแซมกล่าวว่า การใช้ศาลทหารในการพิจารณาคดีกับพลเรือนเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก และในช่วง 2-3 เดือนมานี้ หน่วยงานสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติได้วิจารณ์ประเทศไทยมากขึ้นในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยที่ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยเป็นตัวอย่างของสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค\nภาวิณี ชุมศรี ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า ประเทศไทยมีการนิยามสถานการณ์การฉุกเฉินไว้หลากหลายความหมายและมีการใช้ในขอบเขตที่กว้างขวาง โดยมีข้อสังเกตต่อการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของไทยที่ผ่านมาว่า มีความจำเป็นและมีเหตุเพียงพอหรือไม่เมื่อเทียบกับภัยคุกคามที่กำหนดใน ICCPR\nทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า กฎหมายความมั่นคงของไทยทั้ง 3 ฉบับ ได้แก่ กฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ความมั่นคงนั้น ไม่มีกลไกตรวจสอบการประกาศใช้รวมถึงตรวจสอบการใช้อำนาจตามกฎหมาย โดยยกตัวอย่างกฎอัยการศึกที่มีอายุครบ 100 ปี ว่าสามารถใช้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาล และเมื่อประกาศใช้แล้วไม่ต้องมีการตรวจสอบ เช่นเดียวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่ไม่สามารถฟ้องร้องต่อศาลให้พิจารณาความชอบในการประกาศใช้  ในขณะที่ให้อำนาจอย่างมากแก่นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีในการประกาศ และไม่มีกำหนดเวลาการส่งเรื่องเข้าสภาเพื่อพิจารณาเหตุผลและความชอบในการประกาศ รวมทั้งไม่มีกลไกตรวจสอบอื่นใดอีกด้วย\nทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงว่า  นำมาสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ การละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกาย การลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเสรีภาพในการชุมนุม โดยยกตัวอย่างการใช้กฎหมายความมั่นคงในจังหวัดชายแดนใต้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาว่า พบการละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกาย พบการซ้อมทรมาน และการควบคุมตัวไม่ชอบหรือการควบคุมตัวตามอำเภอใจ รวมทั้งมีบุคคลถูกทำให้สูญหาย\nทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนกล่าวเพิ่มเติมว่า ในพื้นที่ภาคใต้เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นว่ามีบุคคลต้องสงสัยว่าจะกระทำความผิด ก็สามารถใช้กฎอัยการศึกในการจับกุมตัว และเมื่อจับกุมแล้วจะนำไปกักขังไว้ที่ไหนอย่างไรก็ได้ไม่เกิน 7 วัน หลังจากนั้นสามารถควบคุมตัวต่อได้ไม่เกิน 30 วัน ซึ่งในขั้นตอนนี้ต้องขออนุญาตจากศาลโดยไม่ต้องนำตัวผู้ถูกจับกุมไปที่ศาล เมื่อครบ 37 วันจึงนำตัวไปสถานีตำรวจและส่งตัวไปขอฝากขังที่ศาล โดยกรณีที่พบมากที่สุดคือ การควบคุมตัวไม่ชอบ ซึ่งส่งผลให้เกิดการซ้อมทรมาน และผลสืบเนื่องต่อมาคือการที่มีบุคคลสูญหาย เนื่องจากการจับกุมโดยไม่แจ้งต่อญาติหรือไม่มีผู้ใดรับทราบ ทำให้กรณีบุคคลสูญหายมีสูง\nทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนยังกล่าวด้วยว่า การใช้กฎหมายความมั่นคงที่ซ้ำซ้อนหลายฉบับ ส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ยาวนานมากขึ้น โดยจาก 7 วันเป็น 30 วัน และ 37 วัน รวมทั้งยังมีการยกเว้นสิทธิในกระบวนการยุติธรรมปรกติ เช่น การจับกุมโดยไม่แจ้งข้อหา การไม่ได้รับสิทธิในการติดต่อญาติหรือพบทนายความ และการไม่ได้รับสิทธิในการปฏิเสธคำให้การ\nนอกจากนี้ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า ยังพบว่ามีกรณีที่มีการออกหมายจับตามประมวลกฎหมายอาญาแล้ว มีการจับกุมโดยกลับไปใช้กฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก ซึ่งเป็นเลือกใช้กฎหมายตามความสะดวกของเจ้าหน้าที่ และพบว่ากฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นแหล่งกำเนิดของพยานหลักฐานที่จะนำไปใช้ในการดำเนินคดีในชั้นศาล นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่ามีการอายัดตัวซ้ำซาก โดยผู้ต้องหาจะถูกดำเนินคดีหลายคดี และเมื่อสิ้นสุดคดีหนึ่งมักถูกอายัดตัวและคุมขังต่อด้วยคดีอื่นๆ\nทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนกล่าวต่อไปว่า ภายหลัง คสช.ยึดอำนาจ มีการใช้กฎอัยการศึกอย่างกว้างขวางมาก นอกจากใช้กับผู้ที่มาชุมนุมแสดงสัญลักษณ์ต่อต้าน คสช.แล้ว ยังมีการใช้กับกรณีอื่นๆ ด้วย เช่น การปราบปรามการบุกรุกป่า การปราบปรามยาเสพติดและบ่อนการพนัน และพบด้วยว่ามีการเพิ่มขึ้นของคดีอาญามาตรา 112 โดยทหารใช้กฎอัยการศึกในการจับกุมและนำตัวส่งตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ \nทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่น การกินแซนด์วิช หรือการชูสามนิ้ว ไม่เป็นความผิดตามกฎหมายหรือขัดต่อคำสั่ง คสช. แต่เป็นการแสดงออกโดยสันติปราศจากอาวุธ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับการคุ้มครองอยู่แล้ว ส่วนการไม่อนุญาตให้จัดเสวนาต่างๆ ก็ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย แต่เป็นเพียงการขอความร่วมมือ ซึ่งถ้าฝ่าฝืนก็จะถูกนำตัวไปสถานีตำรวจและการเสวนาก็จะยุติไป ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระที่ชี้ว่ารัฐสามารถใช้อำนาจได้แค่ไหนอย่างไร เพื่อไม่ให้ขอบเขตอำนาจกว้างขวางเกินไป\nทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนกล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีการเรียกคนไปรายงานตัวโดยไม่ประกาศผ่านทางโทรทัศน์ โดยอ้างกฎอัยการศึกและมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว หรือที่เรียกว่า “เรียกเงียบ” ซึ่งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับเรื่องร้องเรียนลักษณะนี้เป็นจำนวนมาก มีการกระทำในลักษณะที่เรียกตัวผู้ที่เคยถูกเรียกรายงานตัวแล้วไปทานข้าว ซึ่งผู้ที่ถูกเรียกมีความกังวลว่าหากไปพบกับทหารแล้วจะถูกปล่อยตัวกลับบ้านหรือไม่\nทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า กรณีที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบบ่อย คือ 1) ผู้ที่ถูกดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.หรือการถูกเรียกรายงานตัวทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ การถูกจับกุมเนื่องจากการแสดงเชิงสัญลักษณ์หรือโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊ก 2) คดีในข้อหา 112 ซึ่งแจ้งผ่านทหารหรือตำรวจและมีการจับกุมในทันที และ 3) คดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างการชุมนุมทางการเมืองของ กปปส.ซึ่งมีการติดตามจับกุมมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร โดยที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับรายงานว่า มีการซ้อมทรมานผู้ที่ถูกจับกุมโดยกฎอัยการศึกภายในค่ายทหารมากกว่า 14 กรณี มีบางกรณีที่มีบาดแผลติดตัวอยู่บ้างแต่ส่วนใหญ่ไม่มีหลักฐาน และมีบางกรณีถูกควบคุมตัวเกินกว่า 7 วัน และเมื่อถูกแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจ จะมีทหารมาประกันตัวและนำตัวไป\nทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า กรณีที่น่ากังวลคือ ผู้ถูกจับกุมในคดีเกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางการเมือง ซึ่งมีข้อมูลว่ามีการละเมิดสิทธิ เช่น มีการข่มขู่ มีการทรมานและทำร้ายร่างกาย นอกจากนั้น ผู้ที่ถูกดำเนินคดี 112 ก็น่ากังวลด้วยเช่นกัน เนื่องจากผู้ถูกจับกุมจะไม่ได้รับสิทธิการประกันตัวเพื่อสู้คดี\nทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนตั้งข้อสังเกตในตอนท้ายว่า การนำตัวผู้ไม่ไปรายงานตัวตามประกาศ คสช. และผู้ต่อต้านการรัฐประหารขึ้นดำเนินคดีในศาลทหาร เป็นการเลือกปฏิบัติกับกลุ่มผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองหรือไม่ เนื่องจากคดีเหล่านี้เป็นทางการเมืองทั้งสิ้น และมีความชัดเจนว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในขณะที่เปรียบเทียบกับกรณีคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนใต้กลับไม่ถูกนำขึ้นพิจารณาในศาลทหาร ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีข้อเสนอด้วยว่า ควรยกเลิกประกาศที่ให้ดำเนินคดีกับพลเรือนในศาลทหาร และให้พลเรือนรับการพิจารณาคดีในศาลพลเรือน โดยมีสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-594f464ae74d40feadda3e3952da7a94", "input": "Title: 'ทูลกระหม่อม' รับสั่ง เดินไปข้างหน้า ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลอง \n Body: 17 ต.ค. 2559 เมื่อเวลา 21.43 น. ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'ฉันจะเพอร์เฟกต์ [1]' ได้เผยแพร่วิดีโอคลิป ที่ ทูลกระหม่อมหญิง อุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จไปด้านหน้ากำแพงพระบรมมหาราชวัง ทรงนำอาหารมาประทานแก่ประชาชน ที่เดินทางมาถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการนี้ ทูลกระหม่อมมีพระปฏิสันถารกับประชาชน และทรงให้กำลังใจกับประชาชนด้วย พร้อมกล่าวด้วยว่า “มาร่วมแสดงความเสียใจ เราก็ครอบครัวเดียวกัน เราพวกเดียว พ่อของเรา พ่อของทุกคน เราภูมิใจ ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ต่อไปก็จะช่วยกันทำงาน เดินไปข้างหน้า ไม่ใช่เดินไปข้างหลัง ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลอง โอเคขอบใจมาก แล้วเจอกันใหม่” \n\n\nเฟซบุ๊กดังกล่าวยังระบุอีกว่า พระองค์เดินปะปนกับประชาชนอย่างเป็นกันเอง บางคนเดินผ่านพระองค์ เดินเฉียดพระองค์ พระองค์ทรงมาให้กำลังใจประชาชน มาแจกข้าว แจกน้ำ พระองค์ตรัสว่า \"ต่อไปจะช่วยกันทำงาน..เดินไปข้างหน้าไม่ใช่เดินถอยหลัง\" พระองค์ทรงเข้มแข็งมากๆ \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-a1523565927747e29a26b22de380637c", "input": "Title: เจรจาครั้งที่ 15 สหภาพธนาคารกรุงเทพยังไม่ได้เงินค่าครองชีพ \n Body: สหภาพธนาคารกรุงเทพระบุการเจรจาถึงทางตัน เงินค่าครองชีพไม่ให้ สหภาพฯ ขอให้ทบทวน พิพาทแรงงานหรือไม่ อาจเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ต้องเดิน\n \n26 ก.พ. 2559 สหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพได้แจ้งข่าวต่อสมาชิกสหภาพและพนักงานว่าในการเจรจาครั้งที่ 15 เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมานั้น ผู้แทนสหภาพสอบถามความคืบหน้าของข้อเรียกร้อง โดยหัวหน้าผู้แทนเจรจาธนาคารมานำเสนอ 2 เรื่อง คือเรื่องเงินกู้เอนกประสงค์ โดยใช้ชื่อ เงินกู้ฉุกเฉินวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักประกัน กู้ได้ไม่เกิน 3 ครั้ง ผู้แทนสหภาพเห็นว่าวงเงินดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะสามารถแก้ปัญหาให้กับพนักงานได้ครบถ้วน ควรมีวงเงินที่สูงกว่านี้โดยใช้หลัก 3-5 เท่าของเงินเดือน อีกเรื่องก็คือให้ธนาคารทำประกันอุบัติเหตุโดยคุ้มครอง 24 ชั่วโมงให้กับพนักงานทุกคน หัวหน้าผู้แทนธนาคารยืนยันว่าสวัสดิการของธนาคารโดยเฉพาะเรื่องการรักษาพยาบาลดีอยู่แล้ว และธนาคารยังจ่ายเงินสงเคราะห์ให้กับพนักงานที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพหรือไม่สามารถปฏิบัติงานให้กับธนาคารต่อไปได้อีกด้วย แต่ผู้แทนสหภาพยังยืนยันว่าสิ่งที่พนักงานต้องการก็คือการจ่ายเงินส่วนต่างค่ารักษาพยาบาลที่เบิกได้จากธนาคาร หากมีประกันอุบัติเหตุพนักงานไม่ต้องรับภาระจ่ายเงินดังกล่าวเพิ่ม อีกทั้งวงเงินสงเคราะห์ก็ยังน้อยเกินไปไม่เพียงพอเป็นภาระให้สังคมและครอบครัวอีกด้วย\n \nสำหรับข้อเรียกร้องข้ออื่น ๆ โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพ หัวหน้าผู้แทนธนาคารย้ำชัดเจนว่าธนาคารไม่พิจารณาปรับเพิ่มให้พนักงานอีกแล้วในปีนี้ ในขณะที่ผู้แทนสหภาพยังเห้นต่างเนื่องจากธนาคารได้รับผลกำไรสูงแต่การแบ่งปันยังไม่เป็นธรรมกับพนักงาน อีกทั้งยังใช้ระยะเวลาในการเจรจาที่ผ่านมาอย่างถึงที่สุดแล้วแต่ก็ไม่สามารถเจรจาให้ได้ข้อตกลงร่วมกันได้ แม้ว่าจะแสดงเหตุผลและข้อมูลข้อเท็จจริงประกอบ โดยใช้ความพยายามอดทนอดกลั้น เพื่อแก้ปัญหาให้ได้ข้อยุติภายในองค์กรก่อนจะนำไปสู่ภายนอกให้ช่วยแก้ปัญหาที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ซึ่งจะทำให้องค์กรของเราต้องบอบช้ำและเสียชื่อเสียง ภาพพจน์เสียหายในวงกว้าง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและมีความละเอียดอ่อน ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสถาบันการเงิน\n \nอย่างไรก็ตามสหภาพขอให้หัวหน้าผู้แทนธนาคาร รีบนำไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาภายในและเพื่อรักษาความรู้สึก ความหวังของพนักงานที่ต่างรอคอยการแบ่งปันจากธนาคาร และสหภาพเชื่อว่าน่าจะมีทางออกหากมีความจริงใจในการแก้ปัญหา ดีกว่าสร้างปัญหาซ้อนปัญหา จนกระทบกับองค์กรในภาวะการแข่งขันสูงเช่นนี้ และขอให้เพื่อนสมาชิกและพนักงานทุกคน โปรดติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด รอฟังเสียงนกหวีดรวมพลังรวมจิตรวมใจ ถามใจตัวเองเราจะสู้เพื่อการแบ่งปันที่เป็นธรรมหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวท่านรวมทั้งสมาชิกและพนักงานทุกคนที่เป็นลูกจ้าง\n \n\nอนึ่งเมื่อเดือนมกราคม 2559 ที่ผ่านมาธนาคารกรุงเทพกรุงเทพได้เปิดเผยถึงผลประกอบการ โดยระบุว่าธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิสำหรับปี 2558 จำนวน 34,181 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5.9 เมื่อเทียบกับปี 2557 โดยมีรายได้รวมจากการดำเนินงานจำนวน 102,729 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1  และมีค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานจำนวน 45,045 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5\n \nทั้งนี้ในการเจรจายื่นข้อเรียกร้องเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างประจำปี 2558 ทางสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพได้ยื่นข้อเรียกร้อง 15 ข้อ โดยมีรายละเอียดดังนี้\n \n1. ขอให้ธนาคารจ่ายโบนัสให้แก่พนักงานทุกคนทุกระดับชั้น ปีละ 5 เท่าของเงินเดือน บวกด้วยเงินเพิ่มพิเศษคนละ 30,000 บาท โดยแบ่งจ่ายเป็น 2 งวดเท่า เท่ากันภายในเดือนมิถุนายนและธันวาคมในแต่ละปี และพิจารณาโบนัสพิเศษเพิ่มเติมให้กับพนักงานตามผลกำไรสุทธิของธนาคารที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้มีผลตั้งแต่งวดมกราคม-มิถุนายน 2558 เป็นต้นไป\n2. ขอให้ธนาคารกำหนดหลักเกณฑ์จ่ายเงินช่วยเหลือแก่พนักงานที่ทำงานกับธนาคารจนเกษียณอายุ สำหรับพนักงานที่เข้าทำงานกับธนาคารก่อนปี 2532 (ก่อนก่อตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) ในอัตราคนละ 500,000 บาท หรืออายุงานคูณเงินเดือนเดือนสุดท้าย\n3. ขอให้ธนาคารพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงานทุกคนในปีที่เกษียณอายุเป็นกรณีพิเศษ โดยปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ในเกณฑ์มาตรฐานขึ้นไป เพื่อเป็นประโยชน์กับพนักงานที่เกษียณอายุในการคำนวณเงินชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด\n4. ขอให้ธนาคารจ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับพนักงานทุกคน ในอัตรา 3,500 บาท ต่อคน/ต่อเดือน\n5. ขอให้ธนาคารจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารกรุงเทพ จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้วให้กับพนักงานทุกคนทุกระดับในอัตราร้อยละ 15 ของเงินเดือนอัตราเดียวเท่ากันทุกคน รวมทั้งพนักงานที่ลาออกจากสมาชิกกองทุนฯ และสมัครกลับเข้ามาเป็นสมาชิกกองทุนฯ ใหม่\n6. ขอให้ธนาคารนำเงินที่มีอยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของพนักงานเป็นหลักประกันในการกู้เงินสวัสดิการพนักงานได้ ทั้งนี้อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เงื่อนไขและวงเงินตามที่ธนาคารกำหนด\n7. ขอให้ธนาคารจัดให้มีวงเงินกู้สวัสดิการพนักงาน เป็นสินเชื่อหมุนเวียนเอนกประสงค์ในวงเงิน 5 เท่าของเงินเดือน โดยไม่ต้องมีหลักประกัน\n8. ขอให้ธนาคารจ่ายเงินค่าเสี่ยงให้กับพนักงานที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการรับ-จ่ายหรือรับแลกเปลี่ยนเงิน เช่น CSO, FRO, MO, CPO หรือพนักงานที่ปฏิบัติงานในลักษณะเดียวกันภายในเดือนมีนาคมของทุกปี ในอัตรา 3,500 บาท/คน/ปี\n9. ขอให้ธนาคารจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้กับพนักงานที่ปฏิบัติงานใน สาขา/หน่วยงาน ที่เปิดให้บริการลูกค้า 7 วัน หรือสาขาที่เปิดทำการในลักษณะเดียวกัน หรือพนักงานที่ต้องปฏิบัติงานในลักษณะเดียวกันในอัตราคนละ 5,000 บาท/คน/เดือน\n10. ขอให้ธนาคารจ่ายเงินช่วยเหลือพนักงานทุกคนในด้านการศึกษาของบุตรที่กำลังศึกษาเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ระดับก่อนอนุบาลจนถึงระดับปริญญาตรี เฉพาะค่าบำรุงการศึกษาและค่าบำรุงอื่นที่เกี่ยวกับการศึกษา ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินอัตราที่ทางราชการกำหนดของแต่ละสถานศึกษาดังนี้\n\nระดับการศึกษา\n\n\nเงินช่วยเหลือไม่เกินปีละ\n\n\nก่อนอนุบาล\n\n\n6,000 บาท\n\n\nอนุบาล-ประถมปีที่ 6\n\n\n9,900 บาท\n\n\nมัธยมปีที่ 1-มัธยมปีที่ 3\n\n\n11,000 บาท\n\n\nมัธยมปีที่ 4-มัธยมปีที่ 6\n\n\n12,000 บาท\n\n\nประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)\n\n\n15,000 บาท\n\n\nประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) , วิชาชีพเทคนิค (ปวท.)\n\n\n25,000 บาท\n\n\nปริญญาตรี\n\n\n30,000 บาท\n\n 11. ขอให้ธนาคารพิจารณาจ่ายค่าเสี่ยงภัยให้กับพนักงานที่ต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยให้ได้รับเงินค่าเสี่ยงภัยในอัตราที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน คนละ 7,000 บาท/คน/เดือน ทุกตำแหน่ง ทุกพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง\n12. ขอให้ธนาคารซื้อกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุให้กับพนักงานทุกคนและสามารถเบิกเงินค่าทดแทนการประสบอุบัติเหตุ\n13. ขอให้ธนาคารปรับอัตราเทียบสิทธิค่ารักษาพยาบาลจากอัตราเดิม 700 บาท เป็น 1,500 บาท โดยพนักงานสามารถเบิกจ่ายได้ที่ต้นสังกัด\n14. ขอให้ธนาคารจ่ายเงินค่าเครื่องแบบให้กับพนักงานชายหญิงคนละ 3 ชุด ต่อคน/ต่อปี\n15. ขอให้ธนาคารจัดให้มีการประชุมร่วมระหว่างกรรมการสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพกับผู้บริหารหรือตัวแทนผู้บริหารของธนาคาร อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อปรึกษาหารือร่วมกันในประเด็นปัญหาต่าง ๆ และเป็นการสร้างสรรค์แรงงานสัมพันธ์ที่ดีในสถานประกอบการ\n \nเรื่องที่เกี่ยวข้อง:\n\nสหภาพแรงงาน ธ.กรุงเทพ ยื่นหนังสือให้ธนาคารทบทวนการแบ่งผลกำไร [1]\nเจรจานัด 13 สหภาพ ธ.กรุงเทพ ระบุธนาคารกำไร 34,181 ล้าน แต่ 'แบ่งปัน' ไม่เป็นธรรม [2]สหภาพ ธ.กรุงเทพ ระบุปีนี้ไม่ได้ค่าครองชีพ [3]เจรจานัด 11 'สหภาพ-ธนาคารกรุงเทพ' ผ่านไตรมาส 4 สหภาพของความชัดเจนข้อเรียกร้องตัวเงิน [4]เจรจานัด 10 สหภาพ ธ.กรุงเทพ ระบุไม่มีเซอร์ไพรส์ในวันคริสต์มาส [5]เจรจานัด 9 สหภาพธนาคารกรุงเทพจี้ให้ทบทวน 'ค่าครองชีพ-โบนัส-เงินช่วยเหลือ' [6]สหภาพ ธ.กรุงเทพ ระบุธนาคารจะจ่ายเงินช่วยเหลือ 1.5 เท่า ม.ค. 59 [7]สหภาพฯ ธ.กรุงเทพ เจรจานัด 7 หวัง 'โบนัส-เงินช่วยเหลือ' จบอาทิตย์หน้า [8]เจรจารอบ 6 สหภาพฯ วอนธนาคารกรุงเทพ เร่งพิจารณาข้อเรียกร้อง มอบเป็นของขวัญให้ พนง. [9]สหภาพแรงงาน ธ.กรุงเทพ ระบุเจรจานัด 5 ยังไม่คืบหน้า [10]สหภาพธนาคารกรุงเทพเจรจานัด 4 ชี้มีลุ้นเงินให้ฟรีการศึกษาบุตร [11]สหภาพธนาคารกรุงเทพเจรจานัด 3 ธนาคารรับพิจารณาค่าตอบแทน พนง. Booth Exchange [12]‘สหภาพแรงงาน-ธนาคารกรุงเทพ’ เจรจาข้อเรียกร้อง 2558 นัดที่ 2 [13]‘สหภาพแรงงาน-ธนาคารกรุงเทพ’ เจรจาข้อเรียกร้องปี 58 นัดแรก หลังยื่นข้อเรียกร้อง 15 ข้อ [14] \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-ea07b63ac6614eeeb9b7142e459471fa", "input": "Title: นักข่าวพลเมือง: ข้อสังเกตอาหารแพง อะไรแพง \n Body: ผมถ่ายป้ายราคาสินค้าในห้องอาหารที่ รพ.พระมงกุฎ และ รพ.ศิริราช เมื่อสองเดือนก่อน\nขอบอกว่า ราคาตามหน่วยราชการและสถานศึกษาถูกและเป็นเช่นนี้มานาน  ราคาอาหารทีบ่นกัน เพราะไปอ้างอิงราคาตามศูนย์การค้าใหญ่ๆ ซึ่งคิดค่าเช่าหรือเปอร์เซนต์การขายสินค้าแพงมาก ราคาตามริมถนน ก็เสียค่าเช่าที่ลดหลั่นกันไป และจะเดินตามราคาในห้างใหญ่\n \nคุณจะเห็นว่ากาแฟร้อนแก้วละ หกบาท เย็น-สิบบาท ถ้าคุณไปกินในห้างก็ห้าสิบถึงแปดสิบบาท ริมถนนก็สามสิบบาท\n \nต้นทุนวัตถุดิบในอาหารไม่ได้แพง แต่ต้นทุนค่าเช่าและเปอร์เซนต์การค้าสูงมาก\n \nรัฐควรเข้าไปดูค่าเช่าที่ และขอความร่วมมือห้างสรรพสินค้าในการคิดค่าเช่าหรือเปอร์เซนต์ขายจากศูนย์อาหารในห้าง ขณะเดียวกัน ควรขอความร่วมมือจากสถานทีราชการหรือสถานศีกษาในการขายอาหารหรือสินค้าราคาถูก สถานที่ราชการเหล่านี้ เขาทำกันเองมานานโดยไม่ต้องมีโครงการธงฟ้า \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-611682066e7b40be85282f5e65877437", "input": "Title: คนงานไทรอัมพ์ฯ ชุมนุม หลังบริษัทไม่จ่ายโบนัสตามข้อตกลง \n Body: คนงานไทรอัมพ์ฯ กว่า 1,000 คน ชุมนุม หลังบริษัทประกาศเลื่อนจ่ายโบนัส ทหาร-ตำรวจ เข้าสังเกตการณ์ เลขาฯ สหภาพแรงาน ชี้ละเมิดข้อตกลงสภาพการจ้างงาน ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน ส่วนเจรจาประจำปี 60 นัดใหม่เดือนหน้า\n\n21 ธ.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า วานนี้ (20 ธ.ค.60) ช่วงเวลาหลังเลิกงานเวลาประมาณ 16.00 - 2.00 น. ของอีกวัน ที่บริษัท บอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด นิคมอุตสาหกรรมบางพลี จ.สมุทรปราการ คนงานจำนวนกว่าพันคนชุมนุมภายในโรงงานเพื่อรอฟังคำชัดเจนหลัง บริษัทฯ แจ้งไม่สามารถจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2560 ได้ตามข้อตกลงระหว่างสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทยที่ทำไว้เมื่อปี 2557 ได้ โดยมีพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานเข้าไกล่เกลี่ยผู้แทนทั้ง 2 ฝ่าย ที่ห้องประชุมบริษัทดังกล่าว พร้อมด้วยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจโดย พ.ต.ท.ภาสกร มังกรแก้ว รองผู้กำกับ สภ.บางเสาธง และทหารจากกองร้อยรักษาความสงบเรียบร้อยสมุทรปราการ ร่วมสังเกตการณ์ ซึ่งนอกจากโรงงานที่บางพลีแล้ว โรงงานที่ จ.นครสวรรค์ ก็เผชิญปัญหาเช่นเดียวกัน\n\n\nภาพเจ้าหน้าที่ทหารเข้าสังเกตการณ์ในที่ชุมนุมและโต๊ะเจรจา\nผู้สื่อข่าวประชาไท สอบถาม วรรณวิภา ไม้สน เลขาธิการสหภาพแรงานไทรอัมพ์ฯ กล่าวว่า ขณะนี้การเจรจาระหว่างบริษัทฯ กับสหภาพแรงงาน ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน เหตุการณ์เกิดหลังจากวานนี้ ประมาณ 15.45 น. บริษัทได้ประกาศเสียงตามสายแจ้งพนักงานทุกคนว่าจะมีการเลื่อนจ่ายโบนัสไปเป็นเดือน ม.ค.2561 โดยขณะที่ประกาศเสียงตามสายนั้นได้มีการเรียกตัวแทนสหภาพเข้าไปพูดคุยด้วย หลังจากนั้นเมื่อคนงานเลิกทำงานเวลา 16.00 น. ด้วยเหตุที่ไม่มีสัญญาณเรื่องนี้มาก่อน และข้อตกลงเรื่องจ่ายโบนัสก็ตกลังกันไว้ในข้อตกลงสภาพการจ้างงานที่ทำร่วมกันไว้เมื่อปี 57 ซึ่งระบุชัดว่าโบนัสครั้งที่ 2 ของพนักงานรายวัน ต้องจ่ายวันที่ 21 ธ.ค.60 ในมูลค่าเท่ากับค่าแรงหนึ่งเดือน บวกกับ 7,200 บาท ซึ่งทุกคนไม่คาดคิดว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเนื่องจากการเจรจาตกลงสภาพการจ้างครั้งใหม่ก็ดำเนินการต่อเนื่อง และงานก็กำลังผลิตออกได้มากกว่าปกติ การแจ้งของบริษัทเป็นการแจ้งก่อนไม่กี่ชั่วโมงที่จะต้องจ่ายโบนัสตามที่กำหนดไว้ การเลือนดังกล่าวนอกจากกระทันหันแล้วยังเป็นการละเมิดสภาพการจ้างงานด้วย\n \nเลขาธิการสหภาพแรงานไทรอัมพ์ฯ ยืนยันว่า พนักงานไม่ยอม ขณะนี้ทั้งโรงงานที่บางพลีและนครสวรรค์ คนงานก็กำลังรอความชัดเจน ส่วนการเจรจานั้นต้องนัดกันอีกครั้ง รอความชัดเจนจากผู้บริหาร เพราะคนงานไม่ยอมเลื่อนและแบ่งจ่าย 3 งวด แต่ให้ยึดตมข้อตกลงสภาพการจ้างเดิม\n \nวรรณวิภา กล่าวด้วยว่า ตามประกาศของบริษัท บอดี้ฯ นั้น ระบุไว้ว่าเป็นเพราะบริษัท ไทรอัมพ์ฯ ไม่จ่ายค่าสินค้าหรือจ่ายค่าสินค้าล่าช้า ทำให้ทางสหภาพแรงงานฯ ได้สอบถามไปกับบริษัทไทรอัมพ์ฯ ว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเนื่องจากหลักปฏิบัติของทางบริษัทก็มี เหล่านี้เป็นมาตรการที่สหภาพแรงงานกำลังดำเนินการอยู่ \n \nสำหรับการเจรจราเพื่อปรับสภาพการจ้างงานรอบใหม่ปีนี้ ที่เจรจามา 14 ครั้งแล้วนั้น เลขาธิการสหภาพแรงานไทรอัมพ์ฯ กล่าวว่า มีนัดเจรจาครั้งใหม่วันที่ 19 ม.ค. 61 ซึ่งยังติดในเรื่องของการปรับค่าจ้างในปี 62 และ 63 ที่ยังตกลงกันไม่ได้ \n\nเจรจาข้อพิพาทแรงงาน สร.ไทรอัมพ์ฯ - นายจ้าง รอบที่ 11 ยังไม่ได้ข้อยุติ นัดใหม่ 24 พ.ย.นี้ [1]\nคนงานไทรอัมพ์จัดกิจกรรมก่อนออกจาก ก.แรงงาน ชี้การต่อสู้ยังไม่จบ [2]เสวนา: สิทธิการชุมนุมของกรรมกร กรณีคนงานไทรอัมพ์ฯ [3]\nปาฐกถา สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ: “บทเรียนและการต่อสู้ของสหภาพแรงงานกับรัฐและทุนข้ามชาติ” [4]\n\n \n\nสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ จดทะเบียนเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2523 ในอดีตเป็นพนักงานบริษัทไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด จนปี 2533 มีการจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อการผลิตโดยใช้ชื่อว่า บริษัท บอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผลิตชุดชั้นใน และชุดว่ายน้ำ ยี่ห้อไทรอัมพ์ และอื่นๆ ตั้งอยู่ นิคมอตสาหกรรมบางพลี จ.สมุทรปราการ แลต่อมาได้ขยายโรงงานผลิตเพิ่มเติมที่ จ.นครสวรรค์  การต่อสู่เรื่องสภาพการจ้างงานมีมาอย่างยาวนาน จนมีการเลิกจ้างคนงานครั้งใหญ่เมื่อปี 2552 เปลี่ยนแปลงผู้บริหารรวมทั้งรูปแบบการทำงาน จนปัจจุบันมีคนงานอยู่ที่บางพลี 1,400 คน จ.นครสวรรค์ประมาณ 1,200 คน \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-0985c920fe5e47abaf854700d3f28ca0", "input": "Title: นักกฎหมายอาญาระบุ ผังล้มเจ้าของ ศอฉ. คือ หลักฐานสำคัญว่ารัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ \n Body: สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายอาญา คณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวถึงกรณีที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิดยอมรับว่าผู้มีรายชื่อใน “ผังล้มเจ้า” ที่ศอฉ. เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ปีที่แล้วว่าไม่เกี่ยวกับขบวนการล้มกษัตริย์นั้น ถือเป็นเป็นหลักฐานสำคัญว่ารัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ “แน่นอนว่า รัฐอาจจะอ้างว่า ผังล้มเจ้านั้นเป็นความผิดฐานหนึ่งในหลายฐานความผิด เช่น ก่อการร้าย แต่การออกมายอมรับว่าผังดังกล่าวเป็นเท็จ เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า รัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ และก่อให้เกิดคำถามต่อการกล่าวหาในฐานความผิดอื่นๆ เช่นกัน” อ.สาวตรีกล่าวด้วยว่า แม้ในทางกฎหมายแล้ว “ผังล้มเจ้า” ไม่อาจจะใช้เป็นหลักฐานโดยตัวเองว่ารัฐมีความผิด แต่ถือเป็นหลักฐานสำคัญในฐานะเอกสารประกอบที่แสดงให้เห็นว่า รัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ โดยผังดังกล่าวเป็นเครื่องแสดงมูลเหตุจูงใจของรัฐ ในการออกคำสั่งหรือทำให้คนอื่นเข้าใจผิด หรือทำให้เกิดความชอบธรรมแม้จะอ้างหลักฐานที่เป็นความเท็จ เบื้องต้น คนที่ได้รับความเสียหาย ก็สามารถจะฟ้องร้องได้ทันที ตามความผิดฐานหมิ่นประมาท และละเมิด ซึ่ง อ. สาวตรีกล่าวว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบในเบื้องต้นที่สามารถระบุได้ชัดเจน คือผู้มีรายชื่ออยู่ในผังทั้งหมด โดยสามารถฟ้องในฐานละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฐานละเมิดมาตรา 420 และ 423 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 ซึ่งเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท และไขข่าวให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายและถูกดูหมิ่นเกลียดชัง หมายเหตุ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะ ทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำ ความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือ ปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 328 ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณา ด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ ทำให้ปรากฏด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดีทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น มาตรา 423 ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดีหรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใดๆ อันเกิดแต่การนั้นแม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริงแต่หากควรจะรู้ได้ ผู้ใดส่งข่าวสาส์นอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสาส์นนั้นมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสาส์นเช่นนั้นหาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-e7f0a87331264ae884d9dbe98ceeaf7f", "input": "Title: นักข่าวพลเมือง: อนุฯ สว. ลงพื้นที่ฟังชาวบ้าน พบปัญหาการทำเหมืองทองอัครา \n Body: เมื่อ 27-28 ก.พ. คณะอนุกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ได้ลงมาตรวจพื้นที่ซึ่งได้รับผลระทบจากเหมืองทองคำอัครา เป็นครั้งที่สองนับจากมีเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านเขาหม้อ หมู่ 9 ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ซึ่งครั้งแรกได้ลงตรวจพื้นที่แล้วเมื่อวันที่ 17-18 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยมีศาสตราภิชาน วิระ มาวิจักขณ์ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯนำทีมพร้อมคณะอีก 5 คน\n \n \nวันแรกอนุกรรมาธิการและชาวบ้านซึ่งได้รับผลกระทบรอบบริเวณเหมืองได้เข้าตรวจสภาพพื้นที่ภายในเหมืองร่วมกันพร้อมทั้งเจ้าหน้าที่จากบริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด สำรวจทั่วบริเวณของโครงการชาตรีและชาตรีเหนือ โดยเฉพาะบ่อเหมืองบนเขาหม้อซึ่งกำลังดำเนินกิจกรรมอันก่อให้เกิดผลกระทบต่อชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงโครงการ คือ บ้านเขาหม้อ หมู่ 9 ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร บ้านดงหลง หมู่ 8 บ้านหนองแสง หมู่ 10 ต.ท้ายดง อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ บ้านใหม่คลองตาลัด หมู่ 6 บ้านเขาขาม หมู่ 1 ต.วังโพรง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ในเรื่องฝุ่น เสียง และน้ำกิน-น้ำใช้ และบ่อทิ้งกากแร่หรือบ่อไซยาไนด์ซึ่งปัจจุบันได้ยกระดับสูงกว่าพื้นดินกว่า 20 เมตร\nทั้งยังมีการประชุมหารือกับหน่วยงานราชการของรัฐ คือ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร นายยุทธนา วิริยะกิตติทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจิตร นายอนันต์ พรหมดนตรี อุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่จังหวัดพิจิตร นางประภา ทองตัน นายอำเภอทับคล้อ นายประวิทย์ ประวัติเมือง และตัวแทนจากบริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด ซึ่งทางอนุกรรมาธิการฯได้ชี้แนะแนวทางการปฏิบัติเพื่อป้องกันและฟื้นฟูผลกระทบจากการกระทำของเหมืองทองอัครา คือ ให้ทางจังหวัดพิจิตร รับเรื่องไปตรวจสอบหาสาเหตุของอาการเจ็บป่วย เกิดผดผื่นคันของชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมทั้งเห็นควรให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อติดตามและตรวจสอบ EIA โดยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมเป็นกรรมการด้วย และจัดให้มีการประชุมติดตามตรวจสอบการทำเหมืองตามมาตรการที่ระบุไว้ใน EIA ทุกเดือน \n\nส่วนปัญหาในด้านเทคนิค อ.เรืองศักดิ์ วัชรพงศ์ อนุกรรมาธิการฯ ซึ่งอดีตเป็นวิศวกรเหมืองแร่มีเห็นว่า “ปัญหาด้านเทคนิคเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ดังนี้\n1. เขตปลอดภัยในการระเบิด เดิมกำหนดไว้ 230 เมตร ขอให้เปลี่ยนเป็น 400 เมตรจากจุดระเบิด\n2. การขนส่งแร่สามารถปรับเปลี่ยนได้ การขนส่งแยกเป็นสองอย่าง มีขนส่งแร่เข้าสกัดทองและขนส่งมูลดิน  การขนส่งแร่สกัดทองอยากจะให้ไปศึกษาในระยะยาวที่จะสร้างสายพานลำเลียงส่งแร่จากบ่อแร่มายังโรงงาน  และการขนหินทิ้งก็ให้ใช้เครนในการเคลื่อนย้ายจากบนภูเขาลงมาเลย มันจะช่วยลดปัญหาฝุ่นและเสียงได้มาก จะเอาน้ำที่ไหนมารดถนนได้ตลอด 2 ชั่วโมงก็มีฝุ่นเหมือนเดิม\n3.Buffer Zone สมควรให้คงเป็นพื้นที่สีเขียว green area มันจะเป็นกำแพงธรรมชาติช่วยลดเสียงดังจากเครื่องจักรได้ ลองไปเปลี่ยนแบบผังบ่อเหมืองดูจะช่วยลดปัญหาได้ ทำให้มันแคบลงได้\n\n\n4.ควรทำทางระบายน้ำรอบพื้นที่และให้ไหลรวมลงในบ่อเดียวกันจะดีมาก ในหน้าแล้งยังปล่อยให้ชาวบ้านได้ใช้อีกด้วยแต่ต้องมีการบำบัดก่อนลดปัญหาการแย่งน้ำได้\n5.ลองลดจำนวนวัตถุระเบิดดู จาก 70 ฟุต เหลือ 50 ฟุต และหลุมระเบิดจาก 200 หลุม เหลือสัก 150 หลุม ก็จะลดเสียงระเบิดได้\nผังโครงการติดบ้านใหม่คลองตาลัด 100 เมตร บ้านเขาหม้อ 400 เมตร หนองระมาน 300 เมตร ถ้าผมเป็นคนในพื้นที่ผมก็คงไม่ยอมเหมือนกัน ปล่อยให้หมู่บ้านติดกับเขตเหมืองได้อย่างไร”\n\n\nวันที่สองเป็นการรับฟังปัญหาของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองโดยรอบพื้นที่โครงการเหมือง ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลเขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร มีชาวบ้านมาร่วมกว่า 50 คน และสำรวจพื้นที่หมู่บ้านโดยรอบ ซึ่งมีปัญหาร้องเรียนจากชาวบ้านมากมาย\n \n \nนางสื่อกัญญา ธีระชาติดำรง ชาวบ้านหมู่ 9 บ้านเขาหม้อ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ได้กล่าวถึงปัญหา “ปัญหาเรื่องฝุ่น เสียง ชาวบ้านนั้นมีเอกสารจากทางหน่วยงานราชการ ว่าเสียงและฝุ่นนั้น ‘เกินมาตรฐาน’ แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข น้ำการเกษตรซึ่งมีทั้งปัญหาคันดินกั้นทางการไหลของน้ำจากบริเวณเขาหม้อลงสู่นาข้าวซึ่งลาดเอียงจากเขาและน้ำบาดาลซึ่งเริ่มจะแห้ง ทางสาธารณะประโยชน์ซึ่งยังถกเถียงกันคือยังไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการแต่ทางกลับถูกเหมืองปิด การขยายโรงงานซึ่งเห็นว่าปัญหาเดิมยังไม่ยุติยังไม่ได้แก้ไขแต่กลับจะมาสร้างปัญหาใหม่”\n \nนายธงชัย ธีระชาติดำรง ชาวบ้านหมู่ 9 บ้านเขาหม้อ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ได้เล่าถึงปัญหาว่า “ที่ดินของผมอยู่ติดขอบประทานบัตร ปีที่แล้วทำนาไม่ได้ผลผลิต มันสำปะหลังจะไม่ค่อยได้ผลหัวมีขนาดเล็ก เนื่องจากไม่มีน้ำ” \nนางยุภา รัตนภักดี ชาวบ้านหมู่ 9 บ้านเขาหม้อ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร “ที่ดินของดิฉันอยู่ในเขตประทานบัตร ซึ่งมีข้อโต้แย้งกัน เนื่องด้วยว่าบริษัทอ้างว่าที่ดินผืนนี้เป็นพื้นที่ป่าไม้ได้ขออนุญาตจากป่าไม้แล้ว แต่ดิฉันได้ทำกินในที่นี้มาตั้งแต่รุ่นพ่อและได้เสียภาษี ภทบ.5”\nนายปรีชา แสนจันทร์ ชาวบ้านหมู่ 6 บ้านใหม่คลองตาลัด ต.วังโพรง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก “ปัญหาฝุ่นและเสียงเป็นเรื่องที่ชัดเจนมาก พยายามจะตกลงกันให้หยุดทำงานในเวลากลางคืนแต่ก็ไม่เป็นผล น้ำฝนปกติเมื่อฝนตกน้ำจะไหลจากเขาหม้อลงสู่คลองล่องหอยซึ่งเป็นแหล่งรองรับน้ำตามธรรมชาติ ทั้งการกักน้ำไว้ของเหมืองโดยอ้างว่าชาวบ้านกลัวว่าน้ำซึ่งไหลออกมานั้นมีสารปนเปื้อน เห็นว่าเป็นวิธีการแก้ไขที่ไม่ถูกต้องแต่จะต้องบำบัดน้ำเสียก่อนแล้วปล่อยสู่คลองล่องหอย  น้ำบาดาลเดิมลึกประมาณ 4-5 วา แต่ปัจจุบันใช้เครื่องเจาะเล็กก็ไม่มีน้ำแล้ว จะต้องเจาะในระดับที่ลึกมากขึ้น  และเรื่องการซื้อที่ดินของบริษัทอัครา ซึ่งไม่ซื้อที่ดินในบริเวณนี้เพราะเห็นว่า ‘ชาวบ้านเรียกร้องมากเกินไป’ แต่ถ้าเทียบกับความอุดมสมบูรณ์จากธรรมชาตินั้นมันจะคุ้มค่าหรือไม่ เพราะถ้าจะไปหาที่อยู่ใหม่ชาวบ้านไม่ใช่ได้แค่ค่าที่ดินและค่ารื้อถอนจะต้องได้ทุนในการเริ่มทำกินใหม่ต่อไปอีกด้วย” \nนายสมศักดิ์ บุญธรรม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 บ้านดงหลง ต.ท้ายดง อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ “น้ำบาดาลแห้งเร็วว่าปกติ ปีกลายแห้งประมาณเดือนเมษายน แต่ปีนี้กุมภาก็เริ่มแห้งแล้ว น้ำบาดาลระดับความลึกที่ 10 เมตรลงไปเริ่มขาดแคลน จากเดิมสามารถสูบนำมาใช้ได้ตลอด แต่ปัจจุบันสูบได้สักพักต้องหยุดแล้วปล่อยให้น้ำไหลซึมเข้ามาแทนที่แล้วจึงจะสูบต่อได้” \nจากปัญหาที่ชาวบ้านได้ร้องเรียนมาทั้งหมดนั้น ทางคณะอนุกรรมาธิการฯ สรุปปัญหาได้สองเรื่องคือ ปัญหาทางเทคนิคและสังคม ซึ่งแยกเป็นเรื่องย่อย คือ ฝุ่น เสียง น้ำกิน น้ำใช้ และทางสาธารณะประโยชน์ ซึ่งเห็นว่าปัญหาทางเทคนิคในเรื่องฝุ่นและเสียงสามารถที่จะเปลี่ยนปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้ และจะดำเนินการตรวจสอบในเรื่องคำสั่งให้หยุดทำงานในเวลากลางคืนนั้นถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่ และจะทำขอเสนอในเรื่องการตรวจวัดฝุ่นและเสียงตลอดเวลา 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งเรื่องระดับน้ำใต้ดินโดยรอบบริเวณ \n What is the sentiment in the text for the genre: environment", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-7c95b8e9573642bda0c497f8080140e8", "input": "Title: สัมภาษณ์ ยุกติ มุกดาวิจิตร: มองรัฐประหารในระยะใช้ ม.112เพื่อเปลี่ยนผ่าน \n Body: นับถึงตอนนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดำเนินการกับผู้กระทำที่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 แล้วกว่า 1 หมื่นราย แถมสตช.และหลายหน่วยงานยังวางมาตรการเพื่อดำเนินการเอาผิดกับผู้ฝ่าฝืนมากขึ้น\nแต่ตัวเลขผู้กระทำความผิดก็ไม่ได้ลดลงเลย หลังรัฐประหารตัวเลขกลับเพิ่มขึ้น ที่น่าสนใจผู้กระทำความผิดในคดีนี้กลับไม่ถูกดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรมตามปกติ โดยมีการย้ายการพิจารณาคดีเหล่านี้ไปยังศาลทหาร “ผศ.ดร. ยุกติ มุกดาวิจิตร” อาจารย์พิเศษภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา มองปรากฏการณ์นี้ผ่านกระบวนการยุติธรรมหลังการรัฐประหารในคดีเหล่านี้อย่างน่าสนใจ\n\nตั้งแต่หลังรัฐประหารมีการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากขึ้น ส่วนหนึ่งบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ต่อต้านการรัฐประหารมองปรากฏการณ์นี้อย่างไรมีการใช้กฎหมายนี้ประกอบกับเหตุผลของการรัฐประหารแทบทุกครั้ง แทบทุกครั้งมักอ้างว่า เพื่อปกป้องสถาบัน แต่คราวนี้ต้องแตกต่างไปจากครั้งก่อนๆ ครั้งนี้จะเห็นการไล่ล่าด้วยการอ้างกฎหมายอาญามาตรา 112 มากเป็นพิเศษ ชัดเจน และจริงจังเป็นพิเศษ เป็นที่น่าสังเกตแตกต่างการรัฐประหารครั้งก่อนๆ ค่อนข้างชัดเจน กลุ่มคนที่ถูกไล่ล่าก็น่าสนใจ เพราะมีการกระจายไปของคนหลายๆ กลุ่ม ในภาพรวมค่อนข้างชัดเจนว่า คนเหล่านั้นเป็นกลุ่มคนที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นสถาบัน พร้อมกับว่า เขามักเป็นกลุ่มคนต่อต้านการรัฐประหารไปด้วย เหมือนกับว่าในแง่หนึ่ง ก็คือ คดี 112 ถูกเอามาใช้เป็นข้ออ้างที่จะกีดกันการต่อต้านการรัฐประหารไปในตัว\nหลังรัฐประหารมีการไล่ล่าเกิดขึ้นเข้มงวดมองว่า เป็นเพราะอะไรส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า ความชอบธรรมในการรัฐประหารครั้งนี้มีค่อนข้างต่ำ จึงต้องหาแหล่งอ้างอิงที่จะปกป้องตัวเอง แต่ทุกครั้งจะต้องอ้างเรื่องนี้แหละ แต่คราวนี้มันไม่ใช่ชัดเจน อย่างการรัฐประหารคราวที่แล้วก็จะไปจัดการนักการเมืองมากกว่า เช่น การยึดทรัพย์ กระบวนการยึดทรัพย์โดดเด่นมาก มีความพยายามดำเนินคดีกับการเมืองเป็นจำนวนมาก แต่คราวนี้น้อยหรือแทบไม่มีเลย เราจะเห็นว่า คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดนไล่ล่าคนเดียว ส่วนคนอื่นๆ ก็ไม่มีเสียง แต่เรื่องมาตรา 112 ซึ่งเป็นเรื่องสถาบันกษัตริย์กลายเป็นประเด็นใหญ่มากขึ้น เหมือนกับว่า เขาเปลี่ยนเป้าหมายของการรัฐประหาร หมายถึงเปลี่ยนเหตุที่จะมาอ้างการรัฐประหารเป็นเรื่องปกป้องสถาบันมากกว่า\n“ผลอันหนึ่งที่เกิดขึ้น คือ อาจจะมีการกีดกันนักการเมืองมากขึ้นในรัฐธรรมนูญ หรือประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพก็ถูกลิดรอน แต่ประเด็นที่ถูกนำมาชู คือ เรื่องสถาบัน ผมคิดว่า ถึงที่สุดมันเป็นสิ่งที่เขาแสดงให้เห็นว่า เขาทำบางอย่างจริงจังและมาลงตัวที่เรื่องสถาบันมากกว่า จึงถือเป็นข้ออ้างเพื่อให้การรัฐประหารมีข้ออ้างที่สมบูรณ์มากขึ้น”\nจากการรวบรวมสถิติของเว็บไซด์ไอลอว์จะเห็นว่า การดำเนินคดีของผู้ถูกกล่าวหาว่า หมิ่นสถาบันตามกฎหมายอาญามาตรา 112 แล้วให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องไปขึ้นศาลทหารแทนที่จะต้องขึ้นศาลยุติธรรมตามขั้นตอนปกติ ถือเป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรมของไทยและอาจทำให้กฎหมาย 112 น่ากลัวมากยิ่งขึ้นหรือไม่ผมคิดว่า กระบวนการยุติธรรมดำเนินคดีผู้ต้องหาในคดีหมิ่นสถาบันตามมาตรา 112 หรือเรื่องเกี่ยวกับสถาบันที่มีการนำพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ มาใช้ด้วยถือเป็นการขยายขอบเขตการดำเนินคดีออกไปทำให้มีปัญหามากขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นก่อนรัฐประหารแล้ว อย่างที่คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.) พยายามเคลื่อนไหวให้มีการปฏิรูปกฎหมายมาตรานี้ เพราะเห็นว่า มีปัญหาเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่มีตั้งแต่ต้น ไม่ว่า เรื่องการจับกุม การรายงาน การแจ้งข้อกล่าวหา การไม่ให้ประกันตัว และการให้เหตุผลในคำตัดสิน\nการย้ายการพิจารณาคดีในศาลทหารก็ยิ่งตอกย้ำการดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 มากขึ้น เพราะศาลทหารไม่ใช่ศาลพลเรือนและยังมีสัดส่วนทหารมานั่งในคณะผู้พิพากษาด้วย ทำให้กระบวนการยุติธรรม มุมมองการตัดสินดำเนินคดีก็จะเอนเอียงไปด้านที่ไม่ให้หลักประกันด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น การที่ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ในคดีนี้ก็จะไม่ได้รับการประกันตัว เหมือนกับถูกตั้งธงไว้ก่อน เห็นได้จากคำพิพากษาที่มีมาก่อนหน้านี้\nคดีอากง (นายอำพล ตั้งนพกุล) ก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ต้น แม้ว่าตอนนั้นไม่ได้ใช้ศาลทหาร เราก็สงสัยในกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้วว่า การที่อากงไม่ได้รับการประกันตัวหมายความว่าอย่างไร ผมเคยเป็นคนหนึ่งที่ร่วมกับเพื่อนนักวิชาการอีกหลายคน ใช้ตำแหน่งไปขอประกันตัวอากง แต่ก็ไม่ได้รับการประกันตัว ส่วนหนึ่งเหมือนกับว่าคนที่ผ่านกระบวนการนี้ก็ไม่ค่อยได้รับความยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งมีการพูดว่า คนที่ทำผิดก็ไม่ยอมรับผิด ทั้งที่ความจริงหลักของกระบวนการยุติธรรมต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า คนที่ถูกกล่าวหาทำผิดจริง ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ก็ถือว่า เขาไม่ผิด\n“การที่ย้ายไปพิจารณาคดีนี้ในศาลทหารก็ยิ่งจะทำให้คดีเหล่านี้และสถานะเรื่องสิทธิเสรีภาพในการดำเนินคดีจะตกต่ำลงไปเรื่อยๆ”\nขณะนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พยายามใช้กระบวนการนี้มาดำเนินการกับผู้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันมากขึ้น ความชอบธรรมในการใช้กฎหมายมาตรานี้จับกุมแล้วส่งศาลทหารจะลดความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมในอนาคตหรือไม่ รวมทั้งจะส่งผลโดยตรงต่อคณะผู้ก่อการรัฐประหารหรือไม่ผลจะใหญ่กว่านั้นด้วยซ้ำ ผมคิดว่า ผู้ก่อการรัฐประหารเขาคงไม่แคร์อะไรอยู่แล้ว เพราะเท่าที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ทั้งการปิดเว็บไซด์ของฮิวแมนไรท์วอร์ชและการละเมิดสิทธิมนุษยชนจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางก็ทำให้เห็นว่า เขาคงไม่แคร์อะไร แต่ความเสียหายจะใหญ่กว่านั้น คือ ความเสียหายจะไปถึงตัวสถาบันที่ปล่อยปละละเลย คนจะมองว่า จริงเหรอที่ไม่มีใครสามารถแสดงออกได้เลย ไม่ใช่สิ่งที่ดีกับสถาบันเลย ขณะเดียวกันการที่เราไม่สามารถพูดถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ได้ แม้ว่าจะไม่ต้องไกลถึงสมัยสมเด็จพระนเรศวรที่เป็นประเด็นฟ้องร้องกันอยู่ อาจจะแค่สมัยรัชกาลที่ 4 ก็ทำไม่ได้เลยหรืออย่างไร เพราะตอนนี้ดูเหมือนพยายามขยายการคุ้มครองสถาบันไปกว้างมาก\n“มันบิดเบือนไปหมดแล้ว ตรงนี้มีผลใหญ่มาก ทั้งต่อตัวสถาบันเองและสังคมไทยโดยรวม เพราะประวัติศาสตร์ไทยเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ ถ้าเราไม่สามารถพูดถึงกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมาได้ ความรู้ของสังคมไทยก็จะมีปัญหาแน่นอน เราไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่มันเกิดขึ้นหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้ วันหนึ่งอาจมีคนมาบอกว่า ข้อเสนอที่ว่าศิลาจารึกหลักที่หนึ่งเป็นจารึกปลอมถือเป็นการหมิ่นสถาบัน แล้วก็มีการฟ้องร้องกัน เท่านี้สังคมไทยก็จบแล้ว เราก็ไม่ต้องเรียนรู้อะไรกันแล้ว เราไม่ต้องรู้ความจริงอีกต่อไป เราก็ต้องอยู่กับประวัติศาสตร์ที่เป็นนิทานเหมือนกับอ่านนิทานหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ คงไม่สามารถเข้าใจอะไรได้อีกต่อไป จะเป็นปัญหาที่ใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ”\nถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปจะส่งผลเสียกับสังคมไทยแน่นอนใช่ไหมแน่นอน กระบวนการที่เกิดขึ้นทุกวันนี้กำลังเร่งให้เกิดสิ่งเหล่านั้น การเรียนการสอนเรื่องพวกนี้ก็จะลดน้อยลง หรือไม่คนก็ไม่อยากจะสอนกันแล้ว แม้แต่การสัมมนาทุกคนจะต้องระวังกันไปหมด เกร็งไปหมดไม่สามารถพูดได้ ถ้าพูดก็ทำได้เฉพาะด้านบวก ซึ่งจะส่งผลเสียต่อความรู้และความจริงในสังคมไทย เพราะเราไม่สามารถพูดถึงเรื่องนี้ได้อีกต่อไป\nมองว่า บรรยากาศการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเสรีที่เคยเกิดขึ้นก่อนการรัฐประหารจะกลับมาอีกครั้งหรือไม่ผมคิดว่าไม่มีทาง บรรยากาศแบบนั้นจะหายไปสิบปีเป็นอย่างน้อย การจะกลับมายากมาก เพราะทุกวันนี้ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่เรื่องนี้ แม้ว่าเราจะวิพากษ์วิจารณ์ทหารมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่มีปัจจัยที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะมีปัจจัย 2-3 อย่าง  1.ทหารค่อนข้างมีความมั่นคงในการควบคุมกำลังของตัวเอง 2.ความมั่นคงของรัฐบาลมาจากการที่มีผู้สนับสนุนจำนวนมากที่เป็นคนที่มีอำนาจและสถานะทางสังคมที่สูง อย่างที่เราเห็นล่าสุด พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ออกมาประกาศสนับสนุนการรัฐประหารอย่างชัดเจน หรือแม้กระทั่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยดังๆ ก็ได้รับตำแหน่งในสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) เหมือนกับไปร่วมมือกับ คสช.\nประการที่ 3 แรงต้านการรัฐประหารชุดนี้กระจัดกระจาย ขณะที่แรงต้านที่มีอยู่อย่างทรงพลังก็บอกว่า “ดูเขาไปก่อน ปล่อยให้เขาทำงานไป” อันนี้เห็นได้จากคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่พูดกับบุคคลใกล้ชิดว่า จะไม่มีการเคลื่อนไหว ทำให้พลังในการเคลื่อนไหวพลิกเกมหรือเปลี่ยนสถานการณ์ในปัจจุบันก็จะไม่เกิดขึ้นง่ายๆถามว่า พลังมีไหม ตอบว่า มี ถ้าถามต่อว่า สังคมไทยเปลี่ยนไปไหมก็ต้องบอกว่า เปลี่ยน สังคมไทยมีการคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยมากขึ้นหรือไม่ก็ต้องตอบว่า มี\n“พลังปฏิกิริยาต่อการเปลี่ยนแปลงเขามีการปรับตัวเหมือนกัน เขาพยายามที่จะปรับตัวเพื่อให้เขาอยู่ได้ เราจึงเห็นความร่วมมืออย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่างน่าสนใจ เป็นการร่วมมือระหว่างฝ่ายที่เคยคิดว่า ก้าวหน้ามาก่อน อย่างเอ็นจีโอ นักวิชาการ ถ้าลำพังทหารทำด้วยตัวเองไม่มีทางทำได้ ถ้าทำได้ก็อยู่ได้ไม่นาน แต่มีสื่อมวลชน เอ็นจีโอ นักวิชาการจำนวนมากที่สนับสนุน ตรงนี้ต่างหากที่เป็นส่วนค้ำจุนและสนับสนุนการรัฐประหารให้อยู่ได้” \nความจำเป็นในการดำรงอยู่กับการไม่ดำรงอยู่ของกฎหมายอาญามาตรา 112 อันไหนมีความสำคัญต่อสังคมไทยมากกว่ากันการที่สถาบันจะอยู่ได้ อย่างน้อยๆ เฉพาะการคุ้มครองในสถานะพิเศษ สถานะความเป็นประมุข ถ้าปฏิรูปในระดับน้อยที่สุด คือ ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ผมคิดว่าน้อยที่สุดแล้ว คือ การปฏิรูปในลักษณะคุ้มครองเป็นพิเศษ ซึ่งหลายคนไม่เห็นด้วย หลายคนเสนอว่า ควรยกเลิกไปเลย เพราะประเทศอย่าง ญี่ปุ่น อังกฤษ ได้รับความคุ้มครองแค่ในระดับของปัจเจกบุคคลธรรมดาทั่วๆ ไป คือ การอาฆาตมาตรร้าย ถ้าใครหมิ่นประมาทกัน คนที่คิดว่า ตัวเองหมิ่นประมาทก็ไปฟ้องศาลให้ดำเนินคดี แต่ข้อเสนอของนิติราษฎร์ยังอนุรักษ์นิยมด้วยการให้สถานะพิเศษแต่ให้ลดลงจากปัจจุบัน เพราะดูจากประวัติศาสตร์ในการเขียนกฎหมายมาตรานี้ก็เกิดขึ้นในยุคเผด็จการและพยายามเพิ่มโทษขึ้นและทำให้ง่ายต่อการแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งเป็นผลเสียอย่างที่เห็นทุกวันนี้\nหากมีการปฏิรูปอย่างน้อยก็ขอให้การดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรมเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะตอนนี้ขอบเขตในการฟ้องร้องเกินตัวบทกฎหมายไปแล้ว ทำไมไม่จำกัดให้ชัดเจน เพราะตามเนื้อกฎหมายคุ้มครองแค่ 3 พระองค์ กับ 1บุคคล คือ พระเจ้าอยู่หัว พระราชินี องค์รัชทายาทที่ประกาศเป็นองค์รัชทายาท และ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เท่านั้น ตอนนี้มีเพียงแค่ 3 พระองค์เท่านั้นที่ได้รับการคุ้มครองแต่เรากลับขยายไปไกลมาก คุ้มครองไปถึงพระมหากษัตริย์ในอดีตแค่นี้ก็เห็นอยู่แล้วว่า เราไม่สามารถพูดถึงอะไรได้เลย\nแย่ไปกว่านั้นเราไม่สามารถพูดถึงเรื่องสำคัญๆ เช่น การตรวจสอบเงินที่ใช้ไปกับโครงการพระราชดำริว่า ใช้อย่างไร ทั้งที่เงินเหล่านั้นเป็นงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีประชาชน ทุกคนต้องสามารถพูดคุยถกเถียงได้ เพราะปกติเราสามารถวิจารณ์นโยบายของรัฐได้ แต่กับโครงการเหล่านี้ไม่สามารถทำได้ ทั้งที่ไม่ใช่การหมิ่นประมาท แต่เป็นการพูดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ใช้หลักฐาน ในเมื่อโครงการพระราชดำริเป็นโครงการที่มีผู้สนองพระราชโองการ การวิพากษ์วิจารณ์จึงเป็นการพูดถึงผู้สนองพระบรมราชโองการ\n“ถ้าสังคมไม่สามารถตรวจสอบการใช้ภาษีได้เลย ก็กลับไปที่พื้นฐานว่า สังคมนี้ไม่ได้เป็นสังคมประชาธิปไตยถ้าเราต้องยกเว้นคนบางคนที่ถูกยกเว้นการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ยังสามารถใช้เงินงบประมาณแผ่นดินได้ ไม่ได้ถูกตรวจสอบก็ไม่ถูกต้อง”\nฟังดูเหมือนว่า การจะหยิบยกเรื่องนี้มาพูดคุยกันบนดินได้ก็คงจะอีกนานผมคิดว่า คงอีกนาน ประเด็นนี้เป็นเรื่องเดียวที่ยังใช้รับรองความชอบธรรมในการรัฐประหารอยู่ แม้มีประเด็นเรื่องคุณธรรม เราก็เห็นอยู่ว่า ตอนนี้ไม่ได้ใช้เล่นงานนักการเมืองที่คอรัปชั่นตรงไหน ไม่เห็นเลย มีแต่จะเล่นงานคุณยิ่งลักษณ์ แต่กลับเปิดโอกาสให้คุณยิ่งลักษณ์ไปชี้แจงในรัฐสภาอีก การรัฐประหารคราวที่แล้วไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ คราวนี้กลับเปิดโอกาสให้คุณยิ่งลักษณ์ไปจีบปากจีบคอจิกกัดคนที่กำลังจะถอดถอนต่อหน้าต่อตา หมายความว่า อย่างไร \nปรากฏการณ์นี้ส่งสัญญาณอะไรมองดูเป็นกระบวนการที่พยายามจะเล่นงานนักการเมือง แต่ไม่เด็ดขาด ถึงที่สุดก็จะมีคนออกมาพูดว่า การรัฐประหารครั้งนี้สูญเปล่า เสียของ เพราะนักการเมืองไม่ถูกเล่นงาน แต่อาจมีกระบวนการอีกแบบหนึ่งที่พยายามวางหมากเพื่อกันหรือลดทอนอำนาจของนักการเมืองผ่านรัฐธรรมนูญ เรายังไม่เห็นชัดเจน แต่แนวโน้มอาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้ เพราะการโยนหินถามทางมาแต่ละเรื่องเป็นอย่างนั้น คือ การกีดกันอำนาจนักการเมืองในระยะยาวและเปิดโอกาสให้อำนาจของข้าราชการหรือข้าราชการเกษียณอายุกลับเข้ามาทำงานอีก หรือไม่ก็อาจมีการต่ออายุราชการในลักษณะแปลกๆ ที่อำนาจอาจจะตกไปอยู่ในมือของคนที่ไม่ได้เป็นบวกกับประชาธิปไตยเท่าใดนัก\nเจ็ดเดือนที่ผ่านมารัฐบาลใช้กระบวนการไล่ล่าผู้ละเมิดกฎหมาย 112 แต่กลับไม่ได้เดินหน้าเอาผิดนักการเมืองที่ทุจริตคอรัปชั่น แนวโน้มจึงเห็นอยู่ว่า อาจจะเสียของใช่ ผมว่าอาจจะเสียของในลักษณะแบบนั้น ผมคิดว่ามันแปลกๆ ทำให้เกิดคำถามว่า ตกลงการรัฐประหารครั้งนี้ประเด็น คืออะไรกันแน่ มีการพูดกันถึงประเด็นเรื่องการที่กำลังจะเปลี่ยนรัชกาลหรือเปล่า จึงทำให้เกิดการรัฐประหารครั้งนี้เกิดขึ้น เพราะอาจเป็นประเด็นใหญ่จริงๆ สำหรับคนในที่ทำรัฐประหารครั้งนี้ สำหรับประเด็นเรื่องการกีดกันนักการเมืองที่มาด้วยกัน ถึงที่สุดก็ไม่เห็นทำอะไรชัดเจน ขณะที่การไล่ล่าผู้ถูกกล่าวหาว่าละเมิดมาตรา 112 กว้างขวางถึงการตั้งเป้าดำเนินคดีกับคนที่หลุดคดีไปแล้ว\n“ผมแปลกใจมากว่า ทำไมต้องไปยุ่งกับเขาด้วย ทั้งๆ ที่เขาก็หลุดคดีไปแล้ว คนที่ถูกเรียกตัวบางคนก็จึงระแวง บางคนก็เลยหนีไป บางคนยอมมอบตัวแล้วต้องมาประกันตัวอีก ผมขอยกตัวอย่างกรณีนักเขียนคนหนึ่งเดิมทีเขาได้รับพระราชทานอภัยโทษพ้นคดีไปแล้ว หลังรัฐประหาร ทหารกลับเรียกตัวเขา เขาก็อาจจะไม่แน่ใจ จึงหลบเลี่ยงการไปรายงานตัว หรือนักเขียนอีกคน ก่อนรัฐประหารถูกดำเนินคดีแล้วได้รับการประกันตัว หลังรัฐประหารเขาแสดงความเห็นในเวทีปฏิรูปที่รัฐบาลเปิดให้คนแสดงความเห็น แล้วเขากลับต้องถูกดำเนินคดีอีก ต้องเดือดร้อนหาคนมาช่วยใช้หลักทรัพย์ประกันตัวถึง 4-5 แสน แบบนี้ผมถามว่า ทำไปทำไม อยากให้สังคมรู้หรือว่า เอาเข้าจริงๆ แล้ว พวกคุณเล่นงานคนที่ไม่มีทางปกป้องตัวเองได้ดีพอ มันก็ชี้ให้เห็นว่า การใช้อำนาจของรัฐประหารครั้งนี้บิดเบี้ยว แต่คนหลายคนมองไม่เห็นปัญหาตรงนี้ หรือแม้กระทั่งกรณีที่คนที่อยู่ต่างประเทศก็พยายามเล่นงานให้ได้ ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้เป็นพลเมืองไทย อันนี้ก็เป็นเรื่องแปลกประหลาดมาก”\nการไล่ล่าด้วยการใช้กฎหมายมาตรานี้ ต่างประเทศเขามองอย่างไรผมว่า เขาคงมองว่า ทำไมประเทศไทยปล่อยให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนกันมากขนาดนี้ ความจริงก็มีอนุกรรมการของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่สนใจเรื่องนี้ แต่ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร แถม กสทช.ยังมีการรับลูก คสช.ด้วยการให้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) ปิดเว็บไซด์ที่เข้าข่ายหมิ่นสถาบัน โดยไม่ต้องดำเนินคดี มันเป็นเรื่องของความตื่นตระหนกร่วมของสังคมไทยต่อเรื่องสถาบันหรือเปล่า เป็นเรื่องที่ดูเหมือนไม่แคร์สายตาชาวโลกแล้วว่า เขาจะว่าอย่างไร แต่สำหรับสังคมโลกผมคิดว่า พวกเขาก็คงช็อก ว่าทำไมประเทศไทยที่เคยดูก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ บัดนี้จึงถดถอยลงขนาดนี้ \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-9c536cced47449da929dab26d9014ed5", "input": "Title: เสียงสะท้อนจากงานวันแรงงานแห่งชาติที่ลำพูน \"ค่าครองชีพแพง แต่ค่าแรงเท่าเดิม\" \n Body: วันที่ 1 พ.ค. 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันกรรมกรสากล สหภาพแรงงานอัญมณีและเครื่องประดับสัมพันธ์ (สอส.) สหภาพแรงงานอิเล็คทรอนิคส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสัมพันธ์ (สอฟส.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ (MAP) ร่วมกันจัดงาน \"วันแรงงานแห่งชาติ\" ประจำปี พ.ศ. 2551 ขึ้น ที่ลานหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีสาขาจังหวัดลำพูน โดยมีการเดินขบวนของกลุ่มผู้ใช้แรงงานออกจากนิคมอุตสาหกรรมลำพูน มาจนถึงสถานที่จัดงาน\n\n \n\n \n\nบรรยากาศการเดินขบวน\n\n \n\n\n\n \n\n\n\n \n\n\n\n \n\n\n\n\nบรรยากาศในงาน \n\n\n\n \n\n\n\n \n\n\n\n\n\n \n\n \n\nหลังจากนั้นจึงมีการขึ้นปราศรัยบนเวที โดย ธารา ทิมาเกตุ ตัวแทนจาก สอฟส.ออกมาพูดถึงความสำคัญของวันแรงงานสากล พร้อมพูดถึงสภาพชีวิตของแรงงานกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันว่า แม้ค่าแรงน้อย แต่ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงเวลาในการทำงานก็มีมากเกินไปจนไม่มีเวลาพักผ่อน อยู่กับครอบครัว และศึกษาหาความรู้ ตัวแทนจากสหภาพอิเล็คทรอนิคส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสัมพันธ์ทิ้งท้ายไว้ว่า อยากให้นายจ้างรับรู้ปัญหาของลูกจ้างมากกว่านี้ \n\n \n\n\n\n\"อยากให้คิดว่าลูกจ้างคือหุ้นส่วน ลูกจ้างอยู่ได้ นายจ้างก็อยู่ได้\"\n\n \n\nต่อมา นายจ๋อน ลุงทร ตัวแทนจากแรงงานข้ามชาติออกมาเสนอว่า อยากจะให้มีเวทีแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมแรงงาน เรียกร้องให้ทางภาครัฐจัดบัตรแรงงานใหม่ให้กับแรงงานข้ามชาติเนื่องจากแรงงานข้ามชาติหลายคนยังไม่มีบัตร มีการบังคับให้นายจ้างจ่ายค่าแรงขั้นต่ำให้แรงงานข้ามชาติตามกฎหมายกำหนด ให้ทางภาครัฐปรับค่าจ้างตามค่าครองชีพที่มากขึ้น และอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติมีสิทธิเดินทางออกนอกประเทศได้\n\n \n\n\n\n\n\n\"อยากจะให้ผู้ใช้แรงงานทุกคนได้รับสิทธิต่าง ๆ ตามที่กฏหมายกำหนด\"\n\n \n\nรศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขึ้นมาพูดบนเวทีว่า กรรมกรเกิดขึ้นจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม คนที่ไม่มีที่ดิน ไม่มีกรรมสิทธิ์เป็นของตัวเอง ก็ต้องเข้าไปเป็นกรรมกร คนเหล่านี้คือผู้ที่เสียเปรียบ ทำให้ต้องมีการจัดตั้งสหภาพแรงงานขึ้นมา รศ.ดร.วรวิทย์ บอกอีกว่านิคมอุตสาหกรรมเกิดจากการส่งเสริมการลงทุนโดยรัฐบาล การจัดตั้งสหภาพแรงงาน 2 แห่ง ในนิคมนี้ ถือเป็นหน้าแรกของประวัติศาสตร์การต่อสู้ของกรรมกรในภาคเหนือ\n\n \n\n\n\n\"ในวันนี้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจะมีการเดินขบวนสร้างจิตสำนึกร่วมกันของแรงงาน ไม่มีมิติของความเป็นชาติในความเป็นแรงงาน ทุกคนล้วนเป็นผู้ใช้แรงงานด้วยกันทั้งสิ้น\"\n\n \n\nด้าน นายสมศักดิ์ โยอินชัย ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ ก็ได้ขึ้นมาให้กำลังใจพี่น้องแรงงาน และบอกว่าพี่น้องแรงงานส่วนใหญ่ก็เป็นลูกหลานของที่มาจากภาคเกษตร \"แต่ไม่ว่าจะเป็นชาวนาทำงานกลางแดดหรือคนงานทำงานในร่ม ก็ทุกข์เหมือนกัน\" โดยนายสมศักดิ์บอกอีกว่าฉะนั้นทั้งชาวนาและกรรมกรควรจะร่วมกันต่อสู้ โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ที่นักศึกษา ชาวนา กรรมกร ออกมาเรียกร้องร่วมกัน\n\n \n\n\n\n\"ทรัพยากรที่นำมาใช้ในโรงงานก็เป็นดิน น้ำ ป่า เป็นทรัพยากรของแผ่นดินเรา \n\nใช้ดินใช้น้ำของเราแล้ว ก็จ้างลูกหลานเราเป็นแรงงาน แต่เรากลับได้ตอบแทนมาแค่เศษเงิน \n\nจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่เราจะออกมาเรียกร้อง\"\n\n \n\nจากนั้นตัวแทนสหภาพฯ ทั้งสองสหภาพฯ ก็ได้ขึ้นเวทีเพื่อยืนแถลงการณ์ \"วันแรงงานแห่งชาติ\" ให้กับรองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ฝ่ายแรงงาน เศรษฐกิจและสังคม นายบรรหาร บูรณประภา เนื้อหาของแถลงการณ์มีเนื้อหาเรื่องความเป็นมาของวันกรรมกรสากล (May day) รวมถึงรายละเอียดข้อเรียกร้องของแรงงานประจำปี 2551 เพื่อเสนอรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ในประเด็นเรื่องค่าจ้างไม่เพียงพอกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น แก้กฎหมายหยุดงานคอรบจักรวาลที่นำมาใช้ขัดขวางขบวนการเรียกร้อง เรื่องสวัสดิการ การคุ้มครองสุขภาพให้กับแรงงานในภาคส่วนต่างๆ ทั้งแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ แรงงานภาคบริการ หรือ แรงงานข้ามชาติ\n\n \n\n\n\nตัวแทนจากสหภาพแรงงานฯ ส่งมอบแถลงการณ์ข้อเรียกร้องให้กับรองผู้ว่าฯ\n\n \n\n \n\n000\n\n \n\n \n\n \n\n \n\nแถลงการณ์ \"วันแรงงานแห่งชาติ\"\n\n \n\n            วันกรรมกรสากล หรือ วันเมย์เดย์ (May Day) มีจุดกำเนิดมาจากการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพในยุโรปและอเมริกา ในยุตของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่เปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรไปสู่สังคมอุตสาหกรรมมากขึ้น ส่งผลให้ผู้คนอพยพจากการผลิตภาคเกษตรกรรมไปเป็นแรงงานภาคอุตสาหกรรม ซึ่งผู้ใช้แรงงานต้องประสพกับการถูกกดขี่ขูดรีดจากนายทุนโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ถูกบังคับให้ใช้แรงงานเยี่ยงทาส ต้องทำงานหนักถึงวันละ 14-16 ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุด รวมทั้งไม่มีสวัสดิการและมาตรฐานคุ้มครองความปลอดภัยในการทำงานแต่อย่างใด\n\n            สภาพดังกล่าว เป็นสาเหตุทำให้ผู้ใช้แรงงานมีการเคลื่อนไหวเพื่อการต่อสู้การกดค่าจ้างแรงงานและให้ลดชั่วโมงการทำงานลง ซึ่งแนวความคิดนี้ได้ขยายไปหลายประเทศทั้งในยุโรป, อเมริกา, ละติน อเมริกา, ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย\n\n            ช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2429 คนงานแห่งเมืองชิคาโก ประเทศอเมริกา ได้นัดหยุดงานครั้งใหญ่และจัดการชุมนุมเดินขบวนเพื่อเรียกร้องระบบสามแปด คือ ทำงาน 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง และศึกษาหาความรู้ 8 ชั่วโมง การต่อสู้ครั้งนั้นอำนาจรัฐ และนายทุนได้ใช้กำลังเข้าปราบปรามอย่างรุนแรงรงงานที่ออกมาเรียกร้องเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ภายหลังจากนั้น สหพันธ์คนงานแห่งอเมริกาก็ได้ฟื้นการต่อสู้เรียกร้องระบบสามแปดอีกครั้งหนึ่ง โดยมีมติให้เดินขบวนทั่วประเทศเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2433\n\n            ขณะเดียวกันในช่วงนั้นก็เริ่มมีแนวคิดที่จะประกาศวันที่แน่นอนให้เป็น วันสามัคคีต่อสู้ของขบวนการกรรมกรทั่วโลก จนกระทั่ง พ.ศ.2432 ที่ประชุมของสภาสังคมนิยมสากล ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส ได้มติให้วันที่ 1 พฤษภาคม 2433 เป็นวันเดินขบวนเรียกร้องให้ลดชั่วโมงทำงานตามที่สหพันธ์คนงานแห่งอเมริกาได้กำหนดไว้แล้ว และได้ กำหนดให้\n\n            วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันกรรมกรสากล และเป็นวันเดินขบวนแสดงพลังของชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลก มติดังกล่าวได้รับการขานรับอย่างกว้างขวาง และการยืนหยัดต่อสู้ของคนงานชิคาโกและอื่นๆ ก็สามารถทำให้นายจ้างลดชั่วโมงการทำงานลงเหลือ 8 ชั่วโมงในทุกๆ แห่งนั้น จึงถือว่า 1 พฤษภาคม วันกรรมกรสากล เป็นสัญลักษณ์แห่งการสามัคคีต่อสู้เพื่อปลดปล่อยชนชั้นกรรมกร ซึ่งกรรมกรทั่วโลก เป็นสัญลักษณ์แห่งการสามัคคีต่อสู้เพื่อปลดปล่อยชนชั้นกรรมกร ซึ่งกรรมกรทั่วโลกจะจัดให้มีการชุมนุมเดินขบวน เพื่อสร้างวัฒนธรรมการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยจากการขูดรีดของทุนนิยม\n\n            ในประเทศไทย การจัดงานวันกรรมกรสากลในที่สาธารณะอย่างเปิดเผยครั้งแรก มีขึ้นในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 ที่สนามหน้าสำนักงานสมาคมไตรจักร (สามล้อ) พระราชวังอุทยานสราญรมย์ จัดโดยสมาคมกรรมกรสงเคราะห์กรุงเทพรวมกับสมาคมไตรจักร ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประมาณ 3 พันคน ปีต่อมา การชุมนุมวันกรรมกรสากล พ.ศ.2490 จัดขึ้นที่ท้องสนามหลวงภายใต้คำขวัญ \"กรรมกรทั้งหลาย จงสามัคคีกัน\" กล่าวได้ว่าเป็นการแสดงพลังความสามัคคีของชนชั้นกรรมกรไทยครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์เพื่อเฉลิมฉลองการจัดตั้งสหพันธ์กรรมกรระดับชาติแห่งแรกในประเทศไทย คือ สมาคมสหอาชีวะกรรมกรแห่งประเทศไทย วันกรรมกรสากลปีนั้นมีผู้เข้าร่วมกว่าแสนคน นับเป็นการจัดงานที่มาจากจิตสำนึกของกรรมกรโดยกรรมกรและเพื่อกรรมกรอย่างแท้จริง\n\n            อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 มีการรัฐประหารยึดอำนาจเกิดขึ้น และรัฐบาลเผด็จการ สฤษดิ์ ธนะรัตน์ ได้ห้ามจัดงานวันกรรมกรสากลอีก จนกระทั่งในปี 2499 กรรมกร 16 หน่วย ซึ่งเป็นการรวมตัวแบบใหม่ของขบวนการกรรมกร มีเป้าหมายเคลื่อนไหวให้รัฐบาลเร่งออกกฎหมายรับรองสิทธิด้านต่าง ๆ ได้เคลื่อนไหวให้มีการจัดงานวันกรรมกรสากลขึ้นอีกครั้ง ผลการเจรจาต่อรองกับรัฐบาลเผด็จการ ทำให้กรรมกรจำต้องยอมรับเงื่อนไขให้เปลี่ยนชื่อ วันกรรมกรสากล เป็นวันแรงงานแห่งชาติ การควบคุมแทรกแซงโดยรัฐบาลเผด็จการในครั้งนั้น ทำให้วันกรรมกรสากลถูกแทรกแซงจากรัฐมาโดยตลอด จนกระทั่งปัจจุบัน เนื้อหา และรูปแบบของการจัดงานมักจะถูกควบคุมโดยรัฐบาล และบริษัทเอกชนที่เป็นผู้ให้การสนับสนุนงบประมาณ ซึ่งเน้นไปในเรื่องกิจกรรมบันเทิงสนุกสนาน ไม่มีการสะท้อนปัญหาและวัฒนธรรมของผู้ใช้แรงงาน\n\n            สำหรับที่นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จังหวัดลำพูน การจัดงานวันแรงงานแห่งชาติปี 2551 ถือได้ว่าเป็นการจัดเป็นครั้งแรกโดยคนงาน ซึ่งเป็นความร่วมมือของสหภาพแรงงานอัญมณีและเครื่องประดับสัมพันธ์ (สอส.) และสหภาพแรงงานอิเล็คทรอนิคส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสัมพันธ์ (สอฟส.) เพื่อเป็นการรำลึกถึงการต่อสู้ของแรงงาน และเพื่อเป็นการกระตุ้นให้แรงงานที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือจังหวัดลำพูนได้เห็นถึงความสำคัญของการรวมกลุ่มของคนงาน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองของแรงงาน นำมาสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของแรงงาน ทั้งนี้เพราะแรงงานที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือจังหวัดลำพูนยังประสบปัญหาการถูกละเมิดสิทธิแรงงาน การถูกกดขี่ ปัญหาด้านสุขภาพและความปลอดภัย ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากค่าจ้างและสวัสดิการที่ต่ำกว่าค่าครองชีพในปัจจุบัน\n\n \n\nดังนั้นจึงได้มีข้อเรียกร้องของแรงงาน เพื่อเสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ดำเนินการ โดยถือเป็นข้อเรียกร้องในวันแรงงานแห่งชาติ ปี 2551 คือ\n\n \n\n1.) ให้มีการปรับฐานค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ให้เท่ากันทั่วประเทศ เป็น วันละ 233 บาท เนื่องจากภาวะค่าครองชีพที่สูงทั่วประเทศ\n\n2.) ขอให้รัฐบาลยกเลิกมาตรา 75 ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กรณีนายจ้างสั่งให้ลูกจ้างหยุดงานชั่วคราว ทั้งนี้เนื่องจากนายจ้างได้ใช้ประโยชน์ช่องว่างทางกฎหมายนี้ มาใช้เพื่อเป็นการกดดันการรวมกลุ่มของคนงานและทำลายสหภาพแรงงาน\n\n3.) ขอให้รัฐบาลปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ในประเด็นการคุ้มครองผู้จัดตั้งสหภาพแรงงาน\n\n4.) ขอให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดลำพูน เข้ามาส่งเสริมให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดตั้งสหภาพแรงงาน การยื่นข้อเรียกร้องเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง การเจรจาต่อรอง กับคนงานทุก ๆ บริษัท ในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จังหวัดลำพูน\n\n5.) ให้รัฐบาลประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ. ส่งเสริมคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ พ.ศ. ... (ฉบับผู้ใช้แรงงาน)\n\n6.) ให้รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนในการขยายความคุ้มครองด้านสุขภาพไปยังแรงงานในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งแรงงานนอกระบบ แรงงานภาคบริการ และแรงงานข้ามชาติ โดยการเข้าถึงกองทุนประกันสังคม และกองทุนเงินทดแทน\n\n7.) ให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง ดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัดโดยไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ แรงงานภาคบริการ และแรงงานข้ามชาติ\n\n8.) ขอให้จังหวัดลำพูนจัดตั้งคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยมีคณะกรรมการในรูปแบบพหุภาคี ประกอบด้วย ตัวแทนภาครัฐ ตัวแทนนายจ้าง ตัวแทนลูกจ้าง (แรงงานในระบบ / แรงงานนอกระบบ / แรงงานภาคบริการ / แรงงานข้ามชาติ) และตัวแทนภาควิชาการ (นักวิชาการด้านแรงงาน / องค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงาน / ทนายความด้านแรงงาน) \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-3042f159ac794791a7b1e45a497ec40f", "input": "Title: สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 7-13 มิ.ย. 2553 \n Body: \"สุพจน์\" จี้การรถไฟฯ เร่งตั้ง 3 หน่วยธุรกิจ เล็งเรียกพนักงาน-สหภาพฯ เจรจาเดือน ก.ค. เพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทลูกเดินแอร์พอร์ตเรลลิงค์ 2 พันล้านบาท\nไทยโพสต์ (12 มิ.ย. 53) - นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ฝ่ายบริหาร ร.ฟ.ท.ปรับโครงสร้างการบริหารงาน โดยการจัดตั้งหน่วยธุรกิจ (Business Unit) 3 หน่วย ประกอบด้วย หน่วยเดินรถ หน่วยบริหารทรัพย์สิน และหน่วยซ่อมบำรุงให้เสร็จสิ้น ซึ่งขณะนี้ ร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารแยกบัญชีการดำเนินงาน และคัดเลือกบุคลากรและอัตรากำลังของแต่ละหน่วยธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมการดำเนินงานภายในวันที่ 1 ต.ค.2553\nทั้งนี้ ประมาณกลางเดือน ก.ค.นี้ ร.ฟ.ท.จะนัดพนักงานทั้งหมดเข้ารับฟัง และชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับแผนบริหารงานของแต่ละหน่วยธุรกิจ รวมทั้งจะเรียกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) เข้ารับฟังด้วย\nสำหรับบริษัทลูกเพื่อเดินรถไฟฟ้าเชื่อมต่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับส่งผู้โดยสารในเมือง (แอร์พอร์ตเรลลิงค์) ได้จัดตั้งเสร็จแล้ว โดยได้คัดเลือกบุคลากรซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงเสร็จแล้ว เหลือเพียงการคัดเลือกผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการเท่านั้น ส่วนการขอปรับเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทจากเดิม 500 ล้านบาท เป็น 2,000 ล้านบาท ล่าสุดได้ผ่านการเห็นชอบจากบอร์ด ร.ฟ.ท.แล้ว อยู่ระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา\nปัจจุบันทรัพย์สินทั้งหมดของ ร.ฟ.ท.ที่เป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดมี 2.34 แสนไร่ แบ่งเป็นทรัพย์สินที่มีไว้ใช้เพื่อการเดินรถ 1.98 แสนไร่ มีรายได้ 1,500 ล้านบาทต่อปี, ทรัพย์สินที่ไม่ได้มีไว้เพื่อการเดินรถ 3.6 หมื่นไร่ คาดว่าเมื่อนำมาพัฒนาจะมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 2,700 ล้านบาท\nเตือนคนไทยไปทำงานมาเลเซียหากไม่ถูกกม.ถูกจับ\nฐานเศรษฐกิจ (12 มิ.ย. 53) - สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย ( สนร.มาเลเซีย ) ย้ำเตือนคนไทยที่ประสงค์จะไปทำงานต่างประเทศโดยเฉพาะคนไทยจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่นิยมเดินทางเข้ามาทำงานในร้านอาหาร ขอให้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ลดความเสี่ยงต่อการถูกจับกุมหากตรวจพบจากทางการมาเลเซีย\nนายสิงหเดช ชูอำนาจ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) รายงานว่าได้ร่วมกับคณะของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ไปเยี่ยมคนไทย ณ สถานกักกัน Lenggeng รัฐเนกรีซัมบิลัน ซึ่งคนไทยดังกล่าวได้พ้นโทษและอยู่ระหว่างรอส่งตัวกลับประเทศไทย ในวันที่เข้าเยี่ยมมีคนไทย 24 คน เป็นชาย 21 คน หญิง 3 คน พร้อมส่งตัวกลับ 16 คน ในการนี้คณะเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้สัมภาษณ์คนไทยทั้งหมดเพื่อตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น พบว่าเกือบทั้งหมดเป็นคนไทยจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้ามาทำงานในร้านอาหารประเภทต้มยำ ในตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟและพ่อครัว โดยการชักชวนของเพื่อนที่มาทำงานอยู่ก่อน ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ใช้วิธีเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อเข้ามาใหม่ทุกเดือน และถูกจับในข้อหาไม่มีใบอนุญาตทำงาน และอยู่ในมาเลเซียนานเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต ( Overstay )\nสนร.มาเลเซีย มีความเห็นว่า ยังมีคนไทยจำนวนมากที่ไม่ให้ความสำคัญกับการทำใบอนุญาตทำงาน และเข้ามาอาศัยอยู่นานเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต (วีซ่านักท่องเที่ยวอยู่ได้ไม่เกิน 1 เดือน) เป็นเหตุให้ถูกจับกุมเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นจึงขอประชาสัมพันธ์แก่ผู้สนใจเข้ามาทำงานในมาเลเซีย โดยเฉพาะคนไทยจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่นิยมเดินทางเข้ามาทำงานในร้านอาหาร ขอให้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อป้องกันการถูกจับต่อไป\nพนักงาน บ. ไทยคูน ประท้วงปิดถนนหน้าศูนย์ราชการเรียกร้องพ่อเมืองระยองเจรจานายจ้างจ่ายเงินโบนัส\nโพสต์ทูเดย์ (11 มิ.ย. 53) - พนักงาน บริษัท ไทยคูน เวิลด์ไวด์ กรุ๊ป(ประเทศไทย ) จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 99 ม. 1 ต.นิคมพัฒนา อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง กว่า 100 คน พากัน ปิดถนน สุขุมวิท 1เลน ฝั่งขาเข้า หน้าศูนย์ราชการจังหวัดระยอง เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ประท้วง นายจ้าง ที่ไม่ยอมเพิ่มเงินเดือน และจ่ายโบนัส ตามที่เรียกร้อง และขับพนักงาน กว่า 100 คน ออกจากหอพัก\nนายชัชวาล สมเพชร ประธานสหภาพแรงงานไทยคูนประเทศไทย กล่าวว่า สหภาพแรงงานไทยคูนประเทศไทย มีนายจ้างเป็นชาวไต้หวัน เป็นบริษัท ในตลาดหลักทรัพย์ ประกอบกิจการจำหน่ายเหล็ก น๊อต สกรู ส่งขายต่างประเทศ และในประเทศ มีพนักงาน 779 คน และยังมีพนักงานรับเหมา ที่เป็นคนไทย และกัมพูชา อีก 413 คน สหภาพแรงงานได้ยิ่นข้อเรียกร้อง 2 ข้อ เมื่อ วันที่ 10มีนาคม 2553 ให้ปรับเงินเดือนพนักงานทุกคนขั้นต่ำ 7 % ของฐานเงินเดือน และขอโบนัส ประจำปี 2553 4 เดือน \nทั้งนี้หลังจากการเรียกร้อง ได้มีการเจรจา ข้อพิพาท รวม 15 ครั้ง พนักงาน รวมตัวประท้วง ที่ หน้าโรงงาน และหน้าศูนย์ราชการจังหวัดระยอง หลายครั้ง แต่ยังหาข้อยุติไม่ได้ เพราะนายจ้างอ้างว่าบริษัทขาดทุน ซึ่งขัดกับตัวเลขรายได้ ในปี 2552 ซึ่งมีรายได้จากการขาย 4,986.58 ล้านบาท \nนอกจากนี้ ยังมีเรื่องความไม่ปลอดภัยในการทำงาน หลายอย่างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ทำให้ที่ผ่านมาพนักงาน ได้รับอุบัติเหตุจากการทำงานขั้นร้ายแรงบ่อยครั้ง ล่าสุดบริษัทได้ประกาศให้พนักงานที่พักอาศัยอยู่ในหอพักของบริษัท ย้ายออกจากหอพักภายในวันที่ 11 มิ.ย. 2553 ซึ่งเป็นการกลั่นแกล้ง สร้างความเดือดร้อนให้พนักงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพนักงานที่ได้รับค่าจ้างรายวัน อาศัยอยู่หอพักเพราะสะดวกต่อการเดินทางมาทำงาน ที่สำคัญ บริษัทไม่มีสวัสดิการรถรับส่งพนักงาน\n\"กลุ่มพนักงานที่ได้รับความเดือดร้อน จึงพากันมาประท้วงที่ศูนย์ราชการ เพื่อขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง พูดคุยกับนายจ้าง แต่เจ้าหน้าที่ ไม่อนุญาตให้พนักงานเข้าไปภายในสถานที่ราชการ จึงต้องปักหลักประท้วงบนถนนสุขุมวิท\"นายชัชวาล กล่าว\nผลวิจัยพบไทย 6 จว.ใช้เด็กทำงานไม่เหมาะสม \nเสียงใต้รายวัน (11 มิ.ย. 53) - นางสินี ช่วงฉ่ำ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยถึงผลการศึกษาปัญหาการใช้แรงงานเด็กในพื้นที่ 6 จังหวัดคือ เชียงราย ตาก สมุทรสาคร สงขลา ปัตตานีและอุดรธานี ในการสัมมนาเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็กในประเทศไทย ว่า พบเด็กทำงานไม่เหมาะสม 425 ราย เป็นเด็กไทย 176 ราย เด็กไร้สัญชาติ 38 ราย สัญชาติอื่นกว่า 200 ราย ทั้งหมดจัดเป็นเด็กทำงานไม่เหมาะสม เช่น รับจ้างในร้านอาหารคาราโอเกะ ที่ต้องทำงานเวลากลางคืน งานเกษตรกรรมที่สัมผัสใกล้ชิดสารเคมี การวิจัยพบจำนวนเด็กที่ทำงานไม่เหมาะสมแม้จะลดลงกว่าเมื่อ 4-5 ปีก่อน แต่พบว่างานในประเภทเกษตรกรรมมีสูงร้อยละ 60 ตามกฎหมายเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ไม่ควรทำงานเพราะต้องเรียนหนังสือ ซึ่งอายุ 15-18 ปี ถือเป็นกลุ่มแรงงานเด็กคือทำงานได้ แต่ต้องดูแลให้ทำงานที่เหมาะสม เช่น งานที่ไม่มีปัญหาด้านการล่วงละเมิดทางเพศ \nนางสินี กล่าวด้วยว่า การศึกษานี้ยังไม่สามารถเป็นตัวแทนเด็กไทยทั้งประเทศได้เพราะพื้นที่ที่ศึกษาเป็นพื้นที่ทำอาชีพเกษตรกรรม จึงอาจมีส่วนทำให้จำนวนอาชีพเกษตรกรรมมีจำนวนมากที่สุดคือร้อยละ 60 ทั้งนี้ผลการศึกษาจะส่งให้คณะกรรมการบริหารศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือแรงงานหญิงและเด็กระดับจังหวัดเพื่อส่งให้คณะทำงานแห่งชาติว่าด้วยเรื่องการแก้ปัญหาหญิงและแรงงานเด็ก ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนระดับชาติ ที่จำเป็นต้องอาศัยข้อมูล สำหรับข้อมูลการศึกษาแรงงานเด็กใน 6 จังหวัดนี้จะช่วยให้คณะทำงานนำไปประกอบการทำงาน อีกทั้งยังเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนและนานาชาติถึงความใส่ใจในการทำงานแก้ปัญหาแรงงานเด็กของไทย\nผู้สื่อข่าวรายงานในการสัมมนาดังกล่าว มีการนำเสนอแบบอย่างการปฏิบัติที่ดีและบทเรียนจากการทดลองระบบเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์การใช้แรงงานเด็กเพื่อก้าวสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง ซึ่งมีผู้แทนจากนักวิจัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้แทนจากท้องถิ่น และผู้แทนองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ร่วมเสวนา จะนำผลที่ได้สรุปเสนอเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ของแผนชาติต่อไป\nอาชีวะจับมือ ก.แรงงานยกระดับฝีมือแรงงาน \nเดลินิวส์ (10 มิ.ย. 53) - เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่ โรงแรมลองบีช ชะอำ จ.เพชรบุรี นายเฉลิมชัย สีอ่อน รมว.แรงงาน พร้อมด้วย น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศึกษาธิการ ได้ร่วมกันเปิดการสัมมนาเรื่อง “รวมพลังพัฒนาการผลิตกำลังคนของชาติ” โดย นายเฉลิมชัย กล่าวตอนหนึ่งว่า ถือเป็นแนวคิดที่ดีที่กระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) และ กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะร่วมมือกันยกระดับฝีมือแรงงานให้เป็นที่ยอมรับและมีมาตรฐานสากล ซึ่งจะส่งประโยชน์ต่อผู้ผลิตและแรงงานที่จะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศให้ได้รับค่าตอบแทนที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล\nด้าน น.ส.นริศรา กล่าวว่า การร่วมมือในครั้งนี้กระทรวงแรงงานจะเข้ามามีบทบาทในการวิเคราะห์มาตรฐานของแรงงาน ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการจะรับหน้าที่ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน พร้อมทั้งเตรียมบุคลากรให้มีความสอดคล้องตามที่กระทรวงแรงงานเสนอมา พร้อมกันนี้จะมีการประเมินผลและพัฒนาหลักสูตรไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการทำสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานแรงงานให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ\n'โซนี่'ลงทุนในไทยเพิ่ม 2.6 พันล้าน จ้างงานเพิ่มอีก 1,029 คน\nไทยรัฐ (10 มิ.ย. 53) - เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอ ได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน แก่โครงการขยายการลงทุนผลิตกล้องถ่ายรูปดิจิตอล ชุดเลนส์และชิ้นส่วนสำหรับกล้องถ่ายรูปดิจิตอล ของบริษัท โซนี่ เทคโนโลยี ( ประเทศไทย ) จำกัด มูลค่า 2,606 ล้านบาท โดยมีกำลังการผลิตกล้องถ่ายรูปดิจิติล 2,100,000 ชุดต่อปี ชุดเลนส์ 2,730,000 ชุดต่อปี และ ชิ้นส่วนสำหรับกล้องถ่ายรูป 2,200,000 ชุดต่อปี ตั้งโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า จ.พระนครศรีอยุธยา \nการขยายกิจการในครั้งนี้ บริษัทโซนี่ฯ จะใช้วัตถุดิบในประเทศ 2,481 ล้านบาทต่อปี เกิดการจ้างงานซึ่งเป็นแรงงานไทย 1,029 คน และบริษัทแม่ของโซนี่ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของการลงทุนในไทยทั้งด้านต้นทุน ที่เหมาะสม และแรงงานที่มีฝีมือประณีต จึงต้องการขยายกิจการในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยเป็นอย่างดี และโครงการนี้จะเน้นการผลิตเพื่อส่งออก\nไทย-พม่าเห็นชอบจัดตั้งศูนย์พิสูจน์สัญชาติที่ระนอง \nคม ชัด ลึก (10 มิ.ย. 53) - เมื่อเวลา 11.00 น . วันที่ 10 มิถุนายน 2553 ที่โรงแรมทินิดีระนอง กรมการจัดหางาน ได้จัดประชุมหารือระดับวิชาการไทย-พม่า เกี่ยวกับการจัดหาสถานตั้งศูนย์พิสูจน์สัญชาติและออกหนังสือเดินทางชั่วคราวให้กับแรงงานพม่าที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยมีนายสุภัท กุขุน รองอธิบดีกรมการจัดหางาน นาย อู อ่องเตียน เอกอัครราชฑูตพม่า ประจำประเทศไทย และนายนิรวัชช์ ปุณณกันต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เข้าร่วมประชุม\nที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการจัดตั้งศูนย์พิสูจน์สัญชาติและออกหนังสือเดินทางชั่วคราวให้กับแรงงานพม่าที่จังหวัดระนอง บริเวณแพปลาโกฟุก อยู่ในซอยชาวประมง ย่านสะพานปลาระนอง ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ระนอง ซึ่งจะทำให้แรงงานสัญชาติพม่าที่ได้ยื่นเอกสารการพิสูจน์สัญชาติแล้วได้รับความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยและประหยัดค่าใช้จ่าย\nรองอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า การจัดตั้งศูนย์พิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่า ที่จังหวัดระนอง เป็นผลสืบเนื่องมาจากการประชุมที่เมืองพุกามประเทศพม่า ซึ่งทางฝ่ายไทยมีความเป็นห่วงในเรื่องของความปลอดภัยของแรงงานที่ต้องเดินทางไปพิสูจน์สัญชาติฝั่งพม่า ในช่วงฤดูมรสุม จึงได้เสนอให้ทางการพม่าส่งเจ้าหน้าที่มายังฝั่งไทย ซึ่งทางการพม่าได้รับข้อเสนอ จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่มาดูสถานที่และประชุมร่วมกัน\nทั้งนี้ คาดว่าศูนย์ดังกล่าวสามารถเริ่มเปิดให้บริการได้ภายในต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ไปสิ้นสุดประมาณเดือนตุลาคม 2553 โดยจะส่งเจ้าหน้าที่มาประจำที่ศูนย์พิสูจน์สัญชาติที่จังหวัดระนองประมาณ 20 คน สามารถพิสูจน์สัญชาติได้วันละ 800 คน ส่วนในอนาคตจะมีการขยายเวลาหรือไม่ต้องมีการหารือกันต่อไป และอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่การตั้งศูนย์พิสูจน์สัญชาติที่ อ.แม่สอด จ.ตาก และ อ.แม่สาย จ.เชียงรายในอนาคตด้วยก็เป็นได้\nรองอธิบดีกรมการจัดหางานกล่าวด้วยว่า แรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าที่ขึ้นทะเบียนเมื่อปี 2552 จำนวนทั้งสิ้น 1,079,991 คน มีแรงงานขอรับใบอนุญาตทำงาน และยื่นแบบพิสูจน์สัญชาติ จำนวน 833,013 คน ได้รับหนังสือเดินทางแล้ว จำนวน 94 , 000 คน ยังไม่ได้รับหนังสือเดินทางประมาณ 739 ,900 คน ส่วนมีแรงงานที่ยังไม่เข้าระบบการพิสูจน์สัญชาติ จำนวน 246,978 คน ทางมหาดไทยกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองต้องเข้าไปดำเนินการตามกฎหมายต่อไป\nนายนิรวัชช์ ปุณณกันต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง กล่าวว่า การที่ทางการพม่ามาจัดตั้งศูนย์พิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่าที่จังหวัดระนอง จะส่งผลดีกับทั้งสองประเทศเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งแสดงออกถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาร่วมกันและความสัมพันธ์อันดี ซึ่งในส่วนของจังหวัดระนองพร้อมอำนวยความสะดวกในทุกเรื่องตามที่ทางการพม่าร้องขอ เช่น เรื่องการรักษาความปลอดภัย การดูแลสุขภาพอนามัยของเจ้าหน้าที่ และแรงงานที่เดินทางมาพิสูจน์สัญชาติ โดยทางจังหวัดจะได้เรียกหน่วยงานด้านความมั่นคง และสาธารณสุขจังหวัด มาจัดทำแผนปฏิบัติเฉพาะกิจของศูนย์พิสูจน์สัญชาติแห่งนี้ ส่วนการอำนวยความสะดวกของเจ้าหน้าที่ที่เดินทางเข้ามาก็ไม่มีปัญหาอะไรทาง ตม.พร้อมดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาล\nพม.รณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์\nครอบครัวข่าว (10 มิ.ย. 53) - นายอิสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมเวทีสัญจร รณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ภายในสถานีรถไฟหัวลำโพง ซึ่งได้ร่วมกับหลายหน่วยงานจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างจิตสำนึกกระตุ้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการเฝ้าระวังและป้องกันแก้ไขการแก้ปัญหาค้ามนุษย์\nซึ่งสถานีรถไฟหัวลำโพงเป็นจุดที่แรงงานจากทุกภาคหลั่งไหลเดินทางเข้ามาและอาจถูกล่อลวงโดยขบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เป็นภัยร้ายแรง ซึ่งปัญหาการค้ามนุษย์เป็นภัยร้ายแรงต่อบุคคล ครอบครัว ชุมชน ประเทศชาติ และสังคม จึงต้องอาศัยความพยายามและความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมกันป้องกันและแก้ไขทั้งในรูปแบบของแรงงานประมง ปัญหาการล่อล่วงแรงงาน และปัญหาการบังคับใช้แรงงานเด็ก ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะช่วยให้ประชาชนได้เข้าใจ และร่วมกันแก้ไขและไม่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์\nรมว.แรงงาน ประกาศเพิ่มประสิทธิภาพประกันสังคม\nช่อง 7 (9 มิ.ย. 53) - เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ ประกาศนโยบายหลังเข้าทำงาน โดยจะเร่งประเมินความเสียหายของผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม รวมถึงให้ความช่วยเหลือลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง และไม่ได้รับค่าล่วงเวลาทำงานในช่วงชุมนุมด้วย นอกจากนี้จะให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานซ่อมแซมบ้าน ร้านค้าย่อยให้ผู้เสียหาย ที่สำคัญจะเร่งเพิ่มสิทธิประกันสังคมให้แก่ผู้ประกันตนให้มากขึ้นครอบคลุมถึงภรรยา และลูก รวมทั้งพ่อและแม่ด้วย นอกจากนี้จะสานต่อนโยบาย 3 ลด 3 เพิ่มต่อจากนายไพฑูรย์ แก้วทอง\nจับคนขับรถรับจ้างตุ๋นทำงานเรือประมงนรก\nข่าวสด (9 มิ.ย. 53) - เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 9 มิ.ย.พ.ต.อ.สุวิชญ์พล อิ่มใจรัชต์ รองผบก.ปคม. พ.ต.อ.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผกก.1 บก.ปคม. พ.ต.ท.อุกฤต กัลยาณมิตร สว.กก.1 บก.ปคม. แถลงข่าวจับกุมนายสายัน นิลวาส อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 9/86 หมู่ 3 ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาร่วมกันค้ามนุษย์ และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ที่หมู่บ้านสาครเพลส ซอย 1 อ.เมืองสมุทรสาคร\nพ.ต.อ.สุวิชญ์พล เปิดเผยว่า เมื่อเดือนม.ค.2552 มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความว่าถูกผู้ต้องหากับพวกหลอกลวง ให้ไปทำงานในเรือประมงชื่อโชคสถาพร ซึ่งหาปลาอยู่ในทะเลพื้นที่ของ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช อ้างว่ามีรายได้ดี สามารถเบิกเงินเดือนล่วงหน้าได้อีกด้วย จึงหลงเชื่อถูกพาไปทำงานที่เรือดังกล่าว ปรากฎว่าต้องทำงานหนักถึงวันละ20 ชั่วโมง ตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือน ไม่ได้รับค่าจ้างแต่อย่างใด หากทำงานช้าหรือไม่ยอมทำงานก็จะถูกทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธต่างๆ สุดท้ายทนไม่ไหวต้องกระโดดทะเลหลบหนี ไปลอยคออยู่กลางทะเล ก่อนที่ตำรวจน้ำจะให้ความช่วยเหลือมาได้ หลังจากนั้นได้เข้าแจ้งความ และมีการสอบสวนจนสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องไปแล้วบางส่วน            \nจากการสอบสวนนายสายัน ให้การปฏิเสธ อ้างว่าตนมีอาชีพขับรถกระบะรับจ้างทั่วไป โดยงานนี้ได้ค่าจ้าง 5,000 บาท เพื่อให้นำลูกเรือจากมหาชัยไปส่งที่ อ.หัวไทร โดยไม่รู้ว่าการหลอกบังคับใช้แรงงาน และก็ไม่ได้รู้จักกับผู้ว่าจ้างเป็นการส่วนตัวแต่อย่างใด จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน บก.ปคม.ดำเนินคดีต่อไป\nกรมสวัสดิฯ จี้นายจ้างจ่ายเงินชดเชยให้คนงาน “วงศ์ไพฑูรย์” ภายใน 30 วัน\nสำนักข่าวไทย (8 มิ.ย.53) - นางอัมพร นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนงานบริษัท วงศ์ไพฑูรย์ จำกัด (มหาชน) จำนวนกว่า 500 คน ที่มาชุมนุมบริเวณด้านหน้ากระทรวงแรงงานเพื่อให้ช่วยเจรจากับนายจ้าง จ่ายค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าให้กับคนงานว่า ตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเขตพื้นที่ 7 เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดและจะให้ออกคำสั่งไปยังนายจ้างให้ดำเนินการจ่ายค่าจ้างที่ค้างจ่ายค่าชดเชย รวมทั้งค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ภายในวัน 30 วัน หากนายจ้างไม่มีการยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ทางกรมก็จะนำเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จำนวน 25 ล้านบาท เพื่อนำมาจ่ายให้กับคนงานไปก่อน และจะเรียกเก็บจากนายจ้างภายหลัง \nอย่างไรก็ตาม ทราบว่าคนงานจำนวน 510 คน จาก 1,343 คน ได้โอนย้ายไปทำงานกับบริษัท วีรับเบอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นโรงงานที่ผลิตรองเท้าส่งออกเช่นเดียวกับ บริษัทวงศ์ไพฑูรย์แล้ว สำหรับการให้ความช่วยเหลือคนงานอีกประมาณ 800 คน ที่ยังไม่มีงานทำนั้น กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะเข้าไปดำเนินการฝึกอบรมอาชีพให้ โดยจะได้รับเบี้ยเลี้ยงวันละ 120 บาท\nแรงงานไทยถูกฆ่าตายในแคนาดา\nช่อง 7 (8 มิ.ย. 53) - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอภิชาติ สุดเสน่ห์ หนุ่มเมืองแพร่ วัย 37 ปี แรงงานช่างเชื่อมในเมืองเอดมันตั้น ประเทศแคนาดา เสียชีวิตขณะกลับจากไปซื้อของในช่วงกลางดึกของคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ใกล้กับอพาร์ตเมนต์ที่พัก\nโดยเพื่อนของเขาถูกคนร้ายจับตัวไว้ และรุมทำร้ายร่างกาย นายอภิชาติจึงได้เข้าไปช่วยจนถูกแทงในที่สุด แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครถูกเจ้าหน้าที่แคนาดาจับกุม หรือตั้งข้อหา\nเพื่อนร่วมงานของเขาเล่าว่านายอภิชาติ เป็นคนอดทนดีมาก ได้ส่งเงินกลับบ้านมาให้แม่ที่ประเทศไทยอยู่ตลอด และมีน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนคนไทยอยู่เสมอ รวมทั้งมีแผนจะเดินทางกลับประเทศไทยในสัปดาห์นี้ด้วย\nด้านกรมการจัดหางาน แจ้งว่าจากการตรวจสอบ นายอภิชาติ เป็นสมาชิกในกองทุนช่วยเหลือคนหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศ โดยกรมจะจ่ายค่าจัดการศพเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 40,000 บาท และขณะนี้ญาติทราบแล้ว แต่ยังไม่เปิดเผยให้แม่ของผู้เสียชีวิตทราบ เพราะกำลังป่วยหนักเป็นโรคหัวใจ\nผู้นำแรงงานประสานเสียง วอน รมว.แรงงานคนใหม่ สานต่องานคนเก่า\nสำนักข่าวไทย (8 มิ.ย. 53) - ผู้นำแรงงานประสานเสียงวอน รมว.แรงงานคนใหม่ สานต่องานคนเก่า เชื่ออายุ-ประสบการณ์น้อยไม่เป็นอุปสรรค แต่ต้องตั้งใจจริง อย่าหวังแค่ตำแหน่งทางการเมือง ระบุเรื่องเร่งด่วนต้องช่วยผู้เดือดร้อนจากการชุมนุมที่ยังไม่ทั่วถึง ผลักดันอนุสัญญา 87 และ 98\nน.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวถึงการแต่งตั้งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ ว่าขอฝากไปยังนายเฉลิมชัย ให้ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาแรงงานอย่างมุ่งมั่น จริงจัง พร้อมกับเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้แรงงานได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา อย่าคิดว่ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเพื่อหวังตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น ที่สำคัญควรจะสานงานต่อจากนายไพฑูรย์ แก้วทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที คือ การเร่งให้ความช่วยเหลือลูกจ้างและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ได้รับความผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งขณะนี้ยังมีหลายคนที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ\nน.ส.วิไลวรรณ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องระยะยาว คือ การเดินหน้าให้เกิดการรับรองอนุสัญญาไอแอลโอ ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งว่าด้วยการรวมตัวของผู้ใช้แรงงาน การเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน การปฏิรูประบบประกันสังคมให้เป็นองค์กรอิสระ และปฏิรูปกระบวนการจัดส่งคนงานไปทำงานต่างประเทศทั้งระบบ โดยเชื่อว่าอายุและประสบการณ์ของนายเฉลิมชัยที่แม้จะมีไม่มาก แต่จะไม่เป็นอุปสรรคในการทำงาน หากมีความตั้งใจจริง โดย คสรท.เตรียมเข้าพบนายเฉลิมชัย เพื่อหารือถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขในเร็ว ๆ นี้\nด้านนายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศ กล่าวว่า นายเฉลิมชัย ควรที่จะเข้ามาสานต่องานของนายไพฑูรย์ โดยเฉพาะนโยบาย 3 ลด 3 เพิ่ม ที่สามารถชะลอการเลิกจ้างในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจได้ และอยากฝากให้รัฐมนตรีคนใหม่เดินหน้าเรื่องอนุสัญญาไอแอลโอ ฉบับที่ 87 และ 98 การปฏิรูประบบประกันสังคม รวมถึงการแก้ไขกฎหมายที่จะทำให้เกิดประโยชน์กับผู้ใช้แรงงาน ทั้งนี้ เท่าที่รู้จัก นายเฉลิมชัย ถือว่าเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง กล้าตัดสินใจ เป็นคนที่ตรงไปตรงมา น่าจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาแรงงานได้\n \n“เฉลิมชัย” รมว.แรงงาน ประเดิมงานแรกเยียวยาลูกจ้าง-นายจ้าง แยกราชประสงค์ \nแนวหน้า (7 มิ.ย. 53) - เมื่อเวลา 09.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงแนวทางการเยียวยาแก้ปัญหาเรื่องแรงงาน ว่า ในเบื้องต้นจะเป็นการแก้ปัญหาในพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์เป็นอันดับแรก ซึ่งทางกระทรวงแรงงานได้ดำเนินการไปแล้ว คือ ขยายระยะเวลาในการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของผู้ใช้แรงงานและนายจ้างออกไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม และมาตรการถัดมาก็จะให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เข้าไปสำรวจความเสียหายในพื้นที่แยกราชประสงค์ และขอให้ครม.เศรษฐกิจอนุมัติในส่วนของงบประมาณในการซ่อมแซม ไม่ว่าจะเป็นกระจกหรืออะไรก็ตามที่ได้รับความเสียหาย สิ่งที่จะเข้าไปดูอีกเรื่องคือสำนักงานประกันสังคม เพราะวันนี้ผู้ใช้แรงงานน่าจะได้รับประโยชน์สิทธิต่างได้มากกว่านี้ ไม่ว่าในส่วนของบุตร คู่สมรส รวมถึงบิดามารดาด้วย ซึ่งควรได้สิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าบัตรทอง แต่ตนยังตอบไม่ได้ว่าจะเสร็จทันในสมัยนี้หรือไม่ ต้องขอเวลาให้รัฐบาล \nผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลหรือไม่ในการทำงานร่วมกับข้าราชการ นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ไม่มีปัญหาครับ เพราะท่านรมต.แรงงาน(นายไพฑูรย์ แก้วทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน) ก็พูดชัดเจนแล้วว่าพร้อมจะให้คำปรึกษากับตนทุกอย่าง เรื่องนโยบายของท่านที่เป็นประโยชน์ตนก็จะดำเนินการต่อ โดนส่วนตัวแล้วค่อนข้างจะสนิทกัน แล้วเย็นวันนี้ท่านก็จะมาร่วมงานเลี้ยงของกระทรวงที่โรงแรม อโนมา กรุงเทพ ด้วย \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-a8a9c0c4d8a9485eb846a91cd7b57905", "input": "Title: บทสัมภาษณ์พิเศษ: จาตุรนต์ชี้แม้รัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ต้องมีการเลือกตั้งปี 60 \n Body: จาตุรนต์ ฉายแสง วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญ และบรรยากาศการเมืองช่วงโค้งสุดท้ายประชามติ พร้อมอ่านทุกกระแสทั้ง “Vote Yes” “Vote No” และ “No Vote” จวก กกต. จงใจปิดกั้นความเห็นต่าง ชี้ “Vote No” ชนะแน่หากไม่มีการโกง\n\nแฟ้มภาพ\nใกล้เข้ามาทุกขณะสำหรับการลงประชาติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คสช. ในวันที่ 7 สิงหาคมที่จะถึงนี้ แม้ว่าเป็นจะเป็นครั้งในรอบ 2 ปีที่ประชาชนคนไทยได้มีโอกาสจับปากกาในคูหาเลือกตั้ง แต่สัญญาณที่ประเทศจะกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยนั่นยังคงดูริบหรี่ หากประเมินจากลักษณะการกระชับอำนาจอย่างต่อเนื่องของ คสช. ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนประชามติในครั้งนี้ ก็จะพบว่า คสช. ดูไม่มีท่าทีที่จะโอนอ่อนผ่อนปรน หรือไม่แน่วโนมที่จะขึ้นอำนาจสู่ประชาชนแต่อย่างใด จนกลายกระแสความไม่แน่ใจว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปี 60 ตามที่ คสช. ได้ให้สัจวาจาไว้หรือเปล่า\nแต่ถึงกระนั้น นักการเมืองผู้คร่ำหวอดในวงการมายาวนานอย่าง จาตุรนต์ ฉายแสง ก็ยังไงเชื่อว่าการเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นในปีหน้าอย่างแน่นอน ไม่ว่าผลการทำประชามติจะออกมาเป็นอย่างไร แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะได้กลับเข้าสู่ประชาธิปไตยในเร็ววัน ตรงกันข้าม จาตุรนต์มองว่าประเทศไทยยังคงห่างจากสังคมประชาธิปไตย เพราะกลุ่มผู้มีอำนาจยังคงไม่เชื่อในระบอบประชาธิปไตย\n00000\nประชาไท : ประเด็นใดในร่างรัฐธรรนูญฉบับมีชัยที่น่าเป็นห่วงที่สุด\nจาตุรนต์ : ที่มีปัญหามากที่สุดก็คือการที่รัฐธรรมนูญนี้จะให้อำนาจแก่บุคคลและองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจเหนือรัฐบาลและสภา ผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยเฉพาะผู้ที่มาจาก คสช. จะร่วมกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งก็เท่ากับการตั้งรัฐบาลโดยมีคนของ คสช.เป็นแกน และกำหนดการบริหารประเทศต่อไป เมื่อมียุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปกำหนดอยู่ด้วย ยิ่งทำให้รัฐบาลไม่สามารถกำหนดนโยบายไปแก้ไขปัญหาบ้านเมืองให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้ รัฐบาลต้องฟัง สว. ที่มาจากการ สรรหาของ คสช. 250 คน นอกจากนี้ยังมีองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจอย่างมาก ที่จะกำกับรัฐบาลอีกชั้นหนึ่ง นอกจากนี้ในส่วนของการออกกฎหมายต่างๆ สว. ซึ่งอาจจะคุมรัฐบาลได้ด้วย ก็จะสามารถคุมเสียงข้างมากทั้งในรัฐสภา และสภาผู้แทนราษฎร ส.ส. จึงไม่สามารถออกกฎหมายตามความต้องการของประชาชนได้อีกเช่นเดียวกัน ทั้งหมดนี้ก็จะทำให้เรามีรัฐบาลและรัฐสภาที่ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ สภาพอย่างนี้จะอยู่ไปอีกนานมาก เพราะ สว. ที่มาจากคสช.จะมีอายุ 5 ปีทำให้เลือกนายกได้ 2 สมัย สภาพอย่างนี้มันจะทำให้ประเทศล้าหลัง ปัญหาของประชาชนไม่ได้รับการแก้ไขและจะกลายเป็นปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งอีกปัญหาหนึ่งก็คือรัฐธรรมนูญนี้แก้ไม่ได้ แก้ยากมากเสียจนเรียกได้ว่าแก้ไม่ได้ ซึ่งจะทำให้บ้านเมืองเข้าสู่วิกฤติที่ไม่มีทางออกตามครรลองปรกติ\nคิดอย่างไรกับบรรยากาศทางกาารเมืองช่วงก่อนลงประชามติ\nบรรยกาศในช่วงการลงประชามติ เป็นการทำประชามติที่ไม่เสรีและไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง คือผู้ที่เห็นต่างถูกจับผิด ข่มขู่คุกคาม ปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างมาก รวมทั้งสื่อมวลชนก็ไม่ได้มีโอกาสที่จะเสนอความเห็นต่างหรือถกเถียงอภิปรายความคิดเห็นที่แตกต่าง ทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลจากฝ่ายที่เห็นต่างน้อยมาก ในขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ถูกส่งถึงมือประชาชนส่นใหญ่ มีการส่งฉบับย่อให้ประชาชนจำนวนเพียงเล็กน้อย และฉบับย่อที่ส่งไปก็มีลักษณะชี้นำจูงใจด้วยเนื้อหาที่ไม่ค่อยสอดคล้องกับตัวร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจัดทำโดย กรธ. สนช. และ กกต. ฝ่ายร่างและฝ่ายสนับสนุนก็ใช้กลไกและงบประมาณของรัฐ ใช้บุคลลากรของรัฐจำนวนมากไปชี้แจงในลักษณะที่พูดถึงแต่ข้อดี หรือชี้นำประชาชนให้ไปออกเสียงรับร่างรัฐธรรมนูญอย่างโจ่งแจ้ง นอกจากนั้นการทำประชามติครั้งนี้ไม่เปิดให้มีการสังเกตการณ์ทั้งจากประชาชนและจากต่างประเทศ จึงทำให้มีความวิตกกันว่าจะมีการโกงการเลือกตั้ง ตั้งแต่การออกเสียงลงคะแนนไปจนถึงกระบวนการนับคะแนน พูดได้ว่าเป็นการลงประชามติที่ไม่เสรีและยุติธรรม รวมทั้งยังมีการข่มขู่คุกคามรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ มีการสร้างภาพเกินจริงว่ามีขบวนการร่างรัฐธรรมนูญปลอมบ้าง บิดเบือนข้อเท็จจริงบ้าง ป่วนประชามติบ้าง หรือจะล้มประชามติบ้าง ซึ่งในความจริงแล้วไม่มีเลย มีการเผยแพร่เอกสารที่เป็นความเห็นต่างอยู่บ้างซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลยแต่ก็มีการภาพให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตร้ายแรง เหมือนกับมีการก่อการร้ายเพื่อจะข่มขู่และสกัดกั้นการแสดงความเห็นต่าง\nคิดอย่างไรกับบทบาทของ กกต. ในการจัดทำประชามติครั้งนี้\nตามหลักการจริงๆ แล้ว กกต. ควรจะเป็นองค์กรที่มีไว้เพื่อเป็นองค์กรอิสระจากรัฐหรือหน่วยราชการต่างๆ เพื่อทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง หรือจัดทำการลงประชามติอย่างเป็นกลาง แต่ว่าในครั้งนี้ กกต.มีบทบาทที่เอนเอียงอย่างเห็นได้ชัด มีการออกหลักเกณฑ์ที่อ้างว่าเป็นไปตามกฎหมายประชามติ ซึ่งก็เกินจริง เน้นไปทางข้อห้าม มักมาจับผิด หรือมาตอกย้ำว่าอะไรทำได้แต่ไม่มีการส่งเสริมในสิ่งที่ทำได้หรือควรจะเกิดขึ้น ซึ่งได้แก่การแสดงความคิดเห็นและการให้ข้อมูลของทุกฝ่าย นอกจากนี้กกต.ยังมีการร่วมมือกับ กรธ และ สนช. ในการทำเอกสารเผยแพร่ซึ่งมีความเอนเอียงอย่างชัดเจน เอกสารเช่นนี้ถ้าจะมีก็ควรเป็นฝ่ายที่รับผิดชอบเรื่องเนื้อหารัฐธรรมนูญเป็นคนดำเนินการ แล้วกกต. ควรจะตรวจสอบว่ามีลักษณะชี้นำเกินจริงหรือไม่ ไม่ใช่ไปร่วมด้วยจนเหมือนไปรับรองเอกสารพวกนั้นไปในตัว นอกจากนี้หลักเกณฑ์ต่างๆ ของ กกต. ก็เป็นการปิดกั้นเสรีภาพ เช่นหลักเกณฑ์ที่ใช้กับสื่อ โดยเฉพาะทางโทรทัศน์ เราจะเห็นได้ว่าการอภิปรายถกแถลงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญมีอย่างจำกัดมาก มีอยู่เพียงช่องเดียวหรือไม่กี่ช่องที่มาการถกแถลงกันได้ แต่ก็มีน้อยครั้งน้อยประเด็น แทนที่จะเปิดให้สื่อทั้งหลายทีวีทุกช่องทำได้อย่างเสรีนอกจากนี้ก็มีการกำหนดหลักเกณฑ์ว่าต้องมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นมาพูดคุยกัย ฝ่ายผู้ร่างหรือผู้สนับสนุนก็จะใช้วิธีการไม่มาร่วม เพื่อที่จะได้อ้างหลักเกณฑ์ดังกล่าวของ กกต. ไม่ให้เกิดรายการต่างๆ เหล่านั้น เป็นลักษณะสมคบกันจงใจให้เกิดเงื่อนไขเหล่านี้ ซึ่งถือว่าเป็นการปิดกั้นเสรีภาพ เพราะฉะนั้นงานของ กกต. โดยส่วนใหญ่แล้วจึงมีลักษณะตรงข้ามกับสิ่งที่ควรจะทำ\nหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านคิดว่าจะยังคงมีเลือกตั้งในปี 60 ตามที่ คสช. สัญญาไว้อยู่ไหม\nจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องมีการเลือกตั้งตามกำหนดเดิมในปี 60 นี่เป็นคำพูดของ คสช.เอง ผู้นำหรือคนในคณะก็พูดไปหลายครั้ง มันก็เหมือนการทำสัญญาประชาคมกลายๆ ไปแล้ว การจะเปลี่ยนจากนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และผมคิดว่าคนในสังคมเริ่มมีความรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าอยากให้มีการเลือกตั้งตามกำหนดหรืออย่างน้อยก็ไม่ล่าช้าออกไป เพราะบ้านเมืองของเราอยู่ในสภาพเสียหายภายใต้การปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและอยู่กับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมานานมากแล้ว เพราะฉะนั้นจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ต้องมีการเลือกตั้งตามกำหนดและสังคมก็จะเรียกร้องให้เป็นอย่างนั้นด้วย แต่ถ้าไม่ผ่าน แน่นอน ก็จะมีการร่างรัฐฐธรรมนูญกันใหม่ ตอนนี้ภาคประชาสังคมต่างๆ ที่สนใจเรื่องการเมือง คนจากหลายสีหลายฝ่ายก็มีความเห็นร่วมกันเรียกร้องให้การทำประชาตินี้มีเสรีภาพมากขึ้น เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญในกรณีที่ร่างปัจจุบันไม่ผ่านประชามติ หลายฝ่ายที่มาร่วมกันนี้ก็เห็นว่ามันมีทางออกที่เป็นสันติวิธีแบบไม่ต้องเผชิญหน้า นั่นคือผ่านการหารือร่วมกันมันเป็นแนวโน้มที่ดีที่เราจะสามารถมีรัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับจากคนในสังคมมากขึ้น การหารือนี้ก็ร่วมถึงการหารือกับ คสช. และแม่น้ำห้าสายด้วย มันจึงเป็นวิธีการที่ไม่มีการเผชิญหน้า ถ้า คสช. จะรับเอาแนวคิดเหล่านี้ไปใช้ เปิดให้มีการหารือ มันก็จะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญใหม่มีความสอดคล้องกับความเห็นของคนส่วนใหญ่มากยิ่งขึ้น การร่างรัฐธรรมนูญใหม่มันก็อาจจะไม่ต้องใช้เวลานานมาก เพราะความจริง หลายๆฝ่ายในสังคมก็มีความคิดเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญอยู่แล้วพอสมควร แต่ถ้าจะให้ดี มันต้องใช้เวลา มันก็มีวิธีที่จะให้มีการเลือกตั้งขึ้นก่อน โดยอาจจะหยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมาใช้ก่อนเพื่อให้สามารถจัดการเลือกตั้งได้ เมื่อเรามีรัฐบาลและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว เราก็จะสามารถกำหนดกระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา อาจจะใช้เวลานานหน่อยแต่เราก็จะได้รัฐธรรมนูญที่ดี สิ่งเหล่านี้ก็เป็นข้อเสนอทางหนึ่ง แต่ผมเน้นย้ำเสมอว่ามันไม่จำเป็นต้องอย่างนี้เสมอไป แต่ที่ควรจะเป็นก็คือเมื่อรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ควรมีการเปิดให้หลายฝ่ายมีส่วนร่วมมีการพูดจาหารือกันอย่างกว้างขวางและหาทางออกร่วมกัน\nความจริงปัญหาที่ใหญ่กว่าที่จะเกิดกับประเทศไทยคือถ้ารัฐธรรมูญผ่าน ซึ่งคนอาจจะมองง่ายๆว่าถ้าผ่านก็จะมีการเลือกตั้งตามกำหนดและอะไรต่างๆ มันจะค่อยๆ ดีขึ้น ซึ่งในความจริงแล้วหลังจากรัฐธรรมนูญผ่านในช่วง ปีหกเดือนถึงปีเก้าเดือน คสช. จะยังคงมีอำนาจเหมือนเดิม หรือจะอาจจะเข้มแข็งขึ้นด้วยซ้ำ เพราะสามารถอ้างได้ว่าได้รับความเห็นชอบจากประชาชนมาแล้ว บรรยากาศความไม่เป็นประชาธิปไตยจะมากขึ้น การดำเนินการต่างๆของ คสช. ร่วมถึงองค์กรต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นในสภาพที่ประชาชนไม่มีเสรีภาพและไม่มีส่วนร่วม ซึ่งมันจะเป็นปัญหามาก เพราะหากมีการออกกฎหมายในช่วงเวลาดังกล่าว กฎหมายเหล่านั้นจะแก้ได้ยากมาก เพราะเขาจะอ้างว่ากฎหมายสำหรับการปฏิรูป สิ่งเหล่านี้จะเป็นวิกฤตของประเทศนี้ไปอีกยาวนาน\nขณะนี้ยังมีประชาชนบางส่วนที่ยังไม่ได้รับร่างฉบับเต็ม รวมถึงคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้เรื่องประชามติ คิดว่าเป็นปัญหามากแค่ไหน\nก็เป็นปัญหามากพอสมควร เพราะว่ากกต.ทำงานล่าช้ามาก และน่าสงสัยว่าเป็นการจงใจไม่ต้องการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญให้คนทราบจริงๆ อาจจะต้องการเน้นแค่ส่วนที่เป็นสาระสำคัญ และก็ร่วมมือกับ กรธ. และ สนช. ทำจุลสารเกี่ยวกับประชามติที่มีการชี้นำฝ่ายเดียว เน้นแต่ข้อดี จงใจที่จะไม่ชี้แจงหลายเรื่องที่คนวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก ทำให้คนเห็นแต่เรื่องที่เป็นข้อดีไม่เห็นส่วนนที่คนวิจารณ์กันซึ่งเป็นเรื่องที่เสียหายมาก เพราะ กกต. ควรวางตัวเป็นกลางแต่กลับมารับรองเอกสารที่ไม่เป็นกลาง\nจากการลงพื้นที่ของคุณจาตุรนต์ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นอย่างไร\nเนื่องจากไม่มีการเผยแพร่ร่างฉบับเต็ม ทำให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลเฉพาะใจความสำคัญ และให้ความสำคัญกับสองส่วนคือ หนึ่งคือส่วนของการเมือง เรื่องของอำนาจ การเลือกตั้ง พรรคการเมือง อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง เช่นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคจะเป็นอย่างไร นโยายเรียนฟรีสิบสองปี เบี้ยงยังชีพผู้สูงอายุ หรือการแทรกแซงสินค้าเกษตร นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องที่ค่อนไปทางความรู้สึกเกี่ยวกับว่าถ้ารัฐร่างรัฐธรรมนูญผ่านจะได้เลือกตั้งเร็วขึ้น การตัดสินใจของประชาชนก็วางอยู่บนแนวคิดเหล่านี้ จะว่าผิดเสียทีเดียวก็คงไม่ได้ แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้ไปดูในรายละเอียด การตัดสินใจของประชาชนก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุผลทางการเมืองค่อนข้างมาก การถกเถียงหรือรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างก็ไม่มีมากที่ควร อันนี้ก็เป็นจุดอ่อนสำคัญของการทำประชามติในครั้งนี้ ความรู้สึกพอใจไม่พอใจต่อการบริหารประเทศ ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สภาวะที่ไม่มีเสรีภาพ และการคุกคามอย่างหนัก สิ่งเหล่านี้ล้วนส่วนต่อการตัดสินใจของประชาชนไม่น้อยเหมือนกัน\nคิดอย่างไรกับกระแส ไม่รับร่างเพื่อให้ คสช. อยู่ยาวๆ\nผมคิดว่ามีไม่มาก คนที่อยากให้ คสช. อยู่ยาวจริงๆ จะรับร่างเสียมากกว่า เพราะเขารู้ว่า คสช. จะกำกับการบริหารประเทศโดยผ่าน สว. ไปได้อีกหลายปี และแผนการปฏิรูป แผนยุทธศาสตร์ก็จะมีผลไปอีกยาวนาน มีที่คิดว่าจะให้ผ่านเพราะอยากให้ คสช.ไปเร็วๆ พวกนี้ก็มีไม่น้อย แต่ก็ลดลงเรื่อยๆ พวกนี้คือพวกที่รับฟังข้อมูลมาอย่างผิวเผินและคิดง่ายๆ นึกว่าพอมีรัฐธรรมนูญแล้ว คสช. จะยุติไปทันที และจะได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งปลอด คสช. แต่คนพวกนี้ถ้าได้รับฟังข้อเท็จจริงแล้วก็จะเข้าใจว่าถ้าผ่าน คสช. จะอยู่ยาว คนส่วนนี้มีการเพิ่มขึ้นทุกวันในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา\nอีกกระแสหนึ่งคือกระแสบอยคอต หรือ No Vote กระแสนี้มีมาตั้งแต่ต้นและก็แผ่วลง มาถึงวันนี้คนก็คงเห็นความไม่เป็นเสรี ความไม่ยุติธรรมของการประชามติครั้งนี้ดี นอกจากนี้ยังมีการปิดกั้นประชาชนไม่ให้แสดงความคิดเห็น ยิ่งทำให้ประชามติครั้งนี่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน แต่เนื่องจากกระแสการไม่ยอมรับ และการแส vote no มันมาแรงกว่ามาก ผู้ที่เคยบอยคอตน่าจะเป็นเปลี่ยนใจและเลือกที่จะโหวตในทางใดทางหนึ่ง จึงไม่น่าจะมีผลมากนัก\nผมเชื่อว่า คสช. จะรู้เองในทันทีว่าหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน สถานะของตนจะสั่นคลอนมาก ความเชื่อถือต่อ คสช. จะลดลงมาก จน คสช.อยู่ในสภาพลุกลี้ลุกลน ต้องหาทางลดความไม่พอใจ โดยการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เสร็จโดยเร็ว และการเลือกตั้งตามกำหนด มันน่าจะเกิดขึ้นแบบนี้มากกว่า เพราะในการลงประชามติครั้งนี้ประชาชนยังไม่ได้สรุปว่าจะเอาหรือไม่เอา คสช. แต่ประชาชนสรุปว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรนูญของแม่น้ำห้าสาย ซึ่งมาจากการกำกับโดย คสช. เป็นหลัก หาก Vote No ขนะก็หมายความว่าประชาชนไม่สนับสนุนให้ คสช. อยู่ยาวๆ และไม่ต้องการให้เกิดการสืบทอดอำนาจไปอีกสิบปียี่สิบปีอย่างที่ คสช.ต้องการ\nประเมินว่า Yes หรือ No จะชนะ\nเมื่อเริ่มต้น ผมคิดว่าโอกาสที่จะผ่านมีมากกว่า เมื่อถึงวันนี้คิดว่าโอกาสที่จะผ่านมีน้อยแล้ว โอกาสที่จะไม่ผ่านสูงกว่ามาก และจะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเข้าใกล้วันประชามติ แต่ที่เป็นห่วงคือ 2 อย่าง หนึ่งคืออาจมีการทุจริตการเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้ผลพลิกไปได้ แต่ก็คิดว่าไม่น่าจำได้ง่ายๆ สองคือ เป็นห่วงว่าจะมีการล้มประชามติไม่ว่าจะอ้างเหตุอะไรก็แล้วแต่ แต่โชคดีที่ไม่มีการป่วนประชามติเกิดขึ้น ซึ่งก็ทำให้การหาข้ออ้างมาล้มการทำประชามติยากขึ้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าน่าจะไม่ผ่านแน่ๆ แต่ประชาชนก็ต้องไม่ประมาท คนที่ไม่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่นอนหลับทับสิทธิ์ และไปลงคะแนนกันอย่างจริงจัง ผลจึงจะออกมาอย่างนั้น\nถ้าไม่มีการโกงอย่างได้ผล ผมคิดว่าจะชนะอย่างค่อนข้างชัดเจน แต่ผมก็ถือหลักว่าไม่ควรประมาทอย่างยิ่ง ประชาชนต้องช่วยกันทั้งไปออกเสียงให้มาก และป้องกันการโกงให้ถึงที่สุด ก็คงจะใช้ smart phone ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด เมื่อเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 35 ประชาชนเอาชนะเผด็จการได้ด้วยการใช้โทรศัพท์มือถือธรรมดาในการติดต่อสื่อสารกัน มาคราวนี้การสื่อสารผ่าน smart phone และโซเชียลมีเดียทำให้เราสามารถถ่ายวีดีโอคลิปและส่งถึงกันได้อย่างรวดเร็ว นี่คือเครื่องมือป้องกันการโกงที่สำคัญ ป้องกันไม่ให้มีการกาบัตรใส่เอง นับคำแนนคลาดเคลื่อน รวมคะแนนคลาดคเลื่่อน หรือเอาคนเวียนมาลงคะแนนซ้ำ ประชาชนต้องตื่นตัว มาเฝ้าหน่วยเลือกตั้งใช้ smart phone ของตัวเองให้เป็นประโยชน์ \nคิดว่าอีกนานแค่ไหนกว่าเราจะกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย\nมีคนถามคำถามนี้กับผมมาหลายรอบแล้ว นับตั้งแต่มาเป็นนักการเมืองใหม่ๆ เมื่อปีสามสิบปีก่อน ก็มีคนถามคำถามนี้กับผมทั้งคนไทยและต่างชาติ เวลาคนต่างชาติถามคำถามนี้ ผมก็จะไม่ค่อยได้คิดอะไรลึกซึ้ง มักจะตอบไปว่าคงอีกนาน สิบปีสิบห้าปีอะไรแบบนั้น ต่อมามีการรัฐประหารสมัย รสช. ปี 34 หลังจากนั้นก็เกิดพฤภาทมิฬปี 35 ผมก็คิดว่าเราคงจะได้อยู่กับประชาธิปไตยไปนานๆ  และจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเราได้รัฐธรรมนูญปี 40 มา การเมืองก็เข้าที่เข้าทางมากขึ้น แต่เราก็มีรัฐประหารปี 49 ปีนั้นก็มีคนมาถามผมว่าเมื่อไหร่เราจะมีประชาธิปไตย ผมก็ตอบเหมือนเดิมว่าอีกคงจะนานมาก แต่ไม่สามารถคิดเป็นตัวเลขได้ว่ากี่ปี แต่เอาเป็นว่าอีกห้าปีสิบปีก็น่าจะยังไม่มีประชาธิปไตย และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ สิบปีต่อมา ปี 59 เราอยู่ในสภาพที่เป็นประชาธิปไตยน้อยกว่า ล้าหลังยิ่งกว่าปี 49 เสียอีก เพราะฉะนั้นในสภาพที่ยื้อกันไปยื้อกันมาระหว่างพลังของชนชั้นนำ ผู้ไม่นิยมศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยผู้ที่ไม่เชื่อว่าประชาชนจะปกครองตนเองได้ กับฝ่ายประชาธิปไตยซึ่งมีทั้งองค์กรต่างๆ มีพรรคการเมือง ผู้สนับสนุน ผู้ที่พร้อมจะออกเสียงเลือกตั้ง และผู้ที่ต้องการประชาธิปไตยจากภาคประชาสังคม ในความขัดแย้งภายในฝ่ายประชาธิปไตย มันยังอยู่ในสภาพที่ไม่มีฝ่ายใดเหนือกว่ากันอย่างเด็ดขาด ยังพอจะยื้อกันไปยื้อกันมาได้ แต่ในทางกลับกันฝ่ายที่ไม่ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยกลับอยู่ในสภาพที่เหนือกว่า เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะได้เป็นประชาธิปไตยเร็วๆนี้จึงยากมาก เพราะประชาธิปไตยมันต้องอาศัยความเข้าใจของประชาชนจำนนมาก และกลุ่มพลังต่างๆ ในสังคมต้องมีความเข้าใจในประชาธิปไตย แต่ทุกวันนี้กลุ่มพลังส่วนที่มีความสำคัญและมีเสียงดัง คือชนชั้นนำ กลุ่มธุรกิจ หรือชนชั้นกลางค่อนไปทางสูง กลุ่มคนเหล่านี้ยังไม่มีความเข้าใจและความเชื่อถือในเรื่องประชาธิปไตย มันจึงยากที่เราจะมีประชาธิปไตยในเวลาอันใกล้นี้\nถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านมันก็จะหยุดยั้งกระบวนการสืบทอดอำนาจ และหยุดยั้งความพยายามของ คสช. ในการทำให้บ้านเมืองอยู่ภายใต้การปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไปอีกยาวนาน หลังจากนั้นก็อาจจะมีการตั้งหลักกันใหม่ว่าจะทำยังไงให้ประชาธิปไตยกลับคืนมา แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถดึงกลับมาได้ในทันที มันยังต้องใช้เวลาให้ฝ่ายต่างๆ ค่อยๆเรียนรู้ และพัฒนาความเป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้น แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่าน สังคมก็จะอยู่ภายใต้การปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไปอีกยาวนานมาก ตีเป็นตัวเลขสักประมาณ 10 ปีที่เราจะต้องอยู่ในระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง ไม่รู้ด้วยว่าจะถอยหลังกว่าวันนี้หรือไม่ เพราะว่ามันเป็นการวางระบบการปกครองที่มัดประชาธิปไตยไว้อย่างแน่นหนามาก มีโครงสร้าง กลไก ที่มีความซับซ้อน เพื่อทำให้ระบบนี้มีความมั่นคง ปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือระบบนี้จะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้และนำไปสู่ความขัดแย้ง ซึ่งหากเราขาดความเข้าใจ ขาดการพัฒนาเรื่องประชาธิปไตย ปัญหาดังกล่าวอาจจะนำไปสู่การใช้กำลังและการยึดอำนาจกันอีกก็ได้และมันก็จะกลับมาแบบเดิม หรืออาจจะย้อนหลังไปกว่าวันนี้ ซึ่งคำว่าวันนี้ของเรา ความจริงแล้วมันย้อนหลังกลับไปอีก 40-50 ปี ที่สำคัญที่สุด ผมว่าเราต้องส่งเสริมให้หลายฝ่ายมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ หลักยุติธรรมให้มากขึ้น ช่วยการสร้างทางเลือกทางออกให้กับสังคม ให้สังคมเห็นว่าถ้าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-3d603ff302b847dcaa9c7880a4698f0f", "input": "Title: ย่าหมี - ในไร่ พบผู้ว่าพังงา ค้านนายทุนฮุบที่สาธารณะชายฝั่งทะเล \n Body: ประชาไท - 23 มี.ค. 50 เมื่อเวลา  11.30  น.ของวันที่ 22 มี.ค. แกนนำชาวบ้านชุมชนบ้านย่าหมี  อ.เกาะยาว  แกนนำชาวบ้านในไร่  -  บ่อดาน  อ.ท้ายเหมืองและเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านอ่าวพังงาเกือบร้อยคน  เข้าพบนายวินัย  บัวประดิษฐ์  ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เพื่อยื่นหนังสือและเจรจาขอความเป็นธรรมและพิทักษ์รักษาทรัพย์สมบัติที่ดินชายทะเลสาธารณะ\n\n \n\nทั้งนี้ แกนนำและเครือข่ายดังกล่าวได้ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาตรวจสอบและลงโทษทางวินัยนายทรงพร  ก้อนแก้ว  นายอำเภอเกาะยาว กรณีขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชา และมีพฤติกรรมส่อไปในทางเข้าข้างและเอื้อประโยชน์ต่อทางบริษัท นาราชา  จำกัด  หลังจากที่ทางองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะยาวใหญ่และสำนักงานขนส่งทางน้ำที่  5  สาขาพังงา  ได้ออกหนังสือยกเลิกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารและสิ่งล่วงล้ำลำน้ำที่ได้มีการอนุญาตให้กับบริษัท  นาราชา  จำกัดตามคำสั่งของนายสรรเสริญ  วงศ์ชอุ่ม  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  ที่ผิดและขัดต่อกฎหมายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม  ตามประกาศกระทรวงเรื่อง  กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในบริเวณพื้นที่ที่ได้รับภัยพิบัติจังหวัดกระบี่  จังหวัดตรัง  จังหวัดพังงา  จังหวัดภูเก็ต  จังหวัดระนอง  และจังหวัดสตูล  พ.ศ  2549    ที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบและเกิดความแตกแยกภายในชุมชน   ซึ่งนายวินัย  บัวประดิษฐ์  ได้รับปากและจะตรวจสอบการกระทำดังกล่าวของนายอำเภอเกาะยาว  \n\n \n\nส่วนแกนนำชาวบ้านชุมชนในไร่   ต.นาเตย  อ.ท้ายเหมือง  จ.พังงา ได้เจรจาและยื่นข้อเสนอการคัดค้านการออกโฉนดและเช่าที่ดินสาธารณะชายฝั่งทะเล  ของนายสมเกียรติ  ลีธีระกับผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม  ตามการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน  กรณีการละเมิดสิทธิในที่อยู่อาศัยและในที่ดินทำกินบ้านในไร่  -  บ่อดาน  ต.นาเตย  อ.ท้ายเหมือง  จ.พังงา  เรื่องการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินสัมปทานบัตรเหมืองแร่โดยมิชอบและการออกเอกสารสิทธิ์ทับพื้นที่ป่าชายเลน  โดยอนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรน้ำและแร่  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  เสนอมาตรการการแก้ไขปัญหาให้รัฐบาลเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (  นส.3ก.  )  และระงับการออกโฉนดที่ดินในบริเวณดังกล่าว  \n\nนายวินัย  บัวประดิษฐ์  ผู้ว่าฯพังงาได้ชี้แจงต่อแกนนำประเด็นดังกล่าวว่า ขณะนี้ทางศาลจังหวัดพังงากำลังดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทดังกล่าวยังไม่ได้ดำเนินการออกโฉนด  ส่วนการขอเช่าที่ดินสาธารณะชายฝั่งทะเลของเอกชน  จังหวัดพังงายังมิได้ดำเนินการให้เช่า  ขอให้ไปติดตามรายละเอียดกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพังงา\n\n \n\nทั้งนี้ หลังฟังคำชี้แจง นางวรรณี  เลขวรรณ และนายสะกีหรีน   สาระวงศ์   แกนนำชาวบ้านในไร่กล่าวว่า กรณีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของศาลจังหวัดพังงา  เป็นการไกล่เกลี่ยและแก้ไขปัญหาไม่ตรงประเด็นเนื่องจากวันนี้ชาวบ้านในไร่ที่คัดค้านการออกโฉนดของนายสมเกียรติ  ลีธีระกับผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม  เป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์สัมปทานบัตรเหมืองแร่ อันเป็นทรัพย์สมบัติของชาติ  จะให้เอกชนหรือกลุ่มคนเข้ามาถือสิทธิ์ครอบครองโดยส่วนตนมิได้  การไกล่เกลี่ยของศาลจังหวัดพังงาเป็นการไกล่เกลี่ยเพื่อให้ชาวบ้านยอมความกับนายสมเกียรติและพวก  แลกกับที่ดิน  50  ตารางวาพร้อมบ้าน  1  หลังและค่าชดเชยอีกรายละ  10,000  บาท  ซึ่งจุดยืนของชาวบ้านไม่ใช่เป็นการต่อรองเรื่องผลประโยชน์ที่จะได้รับจากนายสมเกียรติและพวก  แต่ต้องการให้มีความชัดเจนในเรื่องที่ดินสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน  หากนายสมเกียรติและพวกต้องการที่จะใช้ประโยชน์ขอให้ดำเนินการตามขั้นตอนขอเช่าจากรัฐดีกว่าการเป็นเจ้าของของคนกลุ่มเดียว ซึ่งต่อไปอาจจะขายต่อให้กับบริษัทต่างชาติก็เป็นได้ \n\n \n\nแกนนำชาวบ้านกล่าวต่อไปว่าขอบคุณนายวินัย  บัวประดิษฐ์  ผู้ว่าฯพังงา  ที่รับฟังความคิดเห็นและชี้แจงต่อชาวบ้าน  หวังว่าผู้ว่าฯพังงาคงจะดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดเพื่อรักษาสมบัติของประเทศชาติ\n\n \n\nหลังจากนั้นเวลา  12.30  น.  แกนนำชาวบ้านชุมชนบ้านย่าหมี  อ.เกาะยาว และชาวบ้านในไร่  -  บ่อดาน  อ.ท้ายเหมืองและเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านอ่าวพังงาเกือบร้อยคน  ได้แยกย้ายกันกลับและจะติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-015d98bb482f438c8d14f2a02745a6c6", "input": "Title: บลูมเบิร์กเปิด 6 ข้อกังขา-ทำไมไทยจึงไม่จัดเลือกตั้งเสียที \n Body: บลูมเบิร์กนำเสนอข้อกังขาของต่างชาติ 6 ข้อ ว่าเหตุใดรัฐประหารประเทศไทยรอบนี้จึงกินเวลายาวนานนักและไม่มีการจัดเลือกตั้งใหม่เสียที และเมื่อหลังเลือกตั้งแล้วภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่รัฐบาลพลเรือนจะถูกอำนาจรัฐราชการกดทับต่อไปหรือไม่ แล้วเศรษฐกิจไทยมีอนาคตหรือไม่เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน\n\n\nหลังจากที่ประชาชนกลุ่มใหญ่เดินทางมาแจ้งความที่ สน.พญาไท เนื่องจากถูก กปปส. ปิดหน่วยเลือกตั้ง จนไม่สามารถจัดเลือกตั้งได้ เมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2557 พวกเขาได้จัดเลือกตั้งจำลองเพื่อประท้วงการปิดหน่วยเลือกตั้งด้วย (ที่มา: แฟ้มภาพ/ประชาไท)\n \n29 มี.ค. 2560 สื่อบลูมเบิร์กมีบทวิเคราะห์การเมืองเกี่ยวกับประเทศไทยจากคำถามว่าเหตุใดประเทศไทยถึงไม่มีการเลือกตั้งครั้งใหม่เสียที โดยบลูมเบิร์กต้งข้อสังเกตว่าหลังจากปี 2475 ไทยก็มีการรัฐประหารตลอดและดูเหมือนจะยังไม่จบลงง่ายๆ ยิ่งในการรัฐประหารครั้งล่าสุดตั้งแต่ปี 2557 กำหนดการการเลือกตั้งครั้งถัดไปก็ดูเหมือนจะถูกเลื่อนไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดคำถาม 6 คำถามที่กลายเป็นข้อกังขาดังนี้\n \n1) ไทยจะได้เลือกตั้งเมื่อใด?\nในตอนนี้ไทยยังไม่มีกำหนดการเลือกตั้งที่แน่นอน หลังจากที่มีผู้ลงประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ในเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เคยให้คำมั่นว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งช่วงปลายปี 2560 นี้ แต่ความล่าช้าในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ทำให้เกิดข้อกังขา ทำให้มีการประเมินว่าอาจจะเลื่อนไปอีกเป็นปี 2561 ซึ่งโฆษกของเผด็จการทหารไทยแง้มว่าอาจจะเป้นเดือน ก.ย. 2561\n \n2) มีอะไรที่เหนี่ยวรั้งไม่ให้เกิดการเลือกตั้งหรือไม่?\nบลูมเบิร์กระบุว่าไม่มี โดยหลังจากการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เมื่อเดือน ต.ค. 2559 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ ขึ้นทรงราชย์เป็นพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงรับสั่งแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ใช้เวลาหลายเดือน ทางสภานิติบัญญัติเองก็ออกกฎหมายข้อกำหนดเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองต่างๆ\nบลูมเบิร์กก็ระบุด้วยว่าทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรที่หยุดยั้งไม่ให้กระบวนการกำหนดวันเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป เทียบกับการรัฐประหารในปี 2549 แล้วรัฐบาลทหารใช้เวลาร่างรัฐธรรมนูญใหม่และจัดการเลือกตั้งภายในช่วงเวลา 16 เดือน เท่านั้น\n \n3) รัฐธรรมนูญใหม่มีความแตกต่างอย่างไรบ้าง?\nบลูมเบิร์กกล่าวถึงมาตรา 279 ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เขียนโดยคณะกรรมการร่างที่เผด็จการทหารคัดเลือก มาตราดังกล่าวอนุญาตให้มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทำให้ ส.ว. เป็นภาคส่วนที่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด และให้อำนาจพิเศษเพิ่มแก่ศาล อีกทั้งยังมีการวางแนวทางนโยบายโดยละเอียดให้รัฐบาลในอนาคตต้องทำตามแผนการพัฒนา 20 ปีของรัฐบาลทหาร ฝ่ายสนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บอกว่ามันจะแก้ไขปัญหาเรื่องการติดสินบนและส่งเสริมเสถียรภาพ ขณะที่ฝ่ายวิจารณ์รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แย้งว่ามันเปิดโอกาสให้คนถูกบีบเค้นโดยการปกครองของอำนาจทหารที่ฝังราก\n \n4) ทำไมกองทัพจึงยึดอำนาจในปี 2557?\nบลูมเบิร์กตอบเรื่องนี้ว่ามันเป็นผลรวมกลายสิบปีจากความพยายามของชนชั้นนำรอยัลลิสต์ไทยที่พยายามสกัดอิทธิพลของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ซึ่งเหล่าพันธมิตรของทักษิณต่างก็ชนะการเลือกตั้งมาแล้ว 5 ครั้งในอดีต ฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์กับทักษิณพยายามมาเป็นเวลาหลายปีที่จะทำให้ทักษิณเสื่อมความนิยมจากกลุ่มคนที่ยากจนกว่าและมีประชากรมากกว่าในทางตอนเหนือ ผู้ที่เลือกทักษิณชื่นชมนโยบายส่งเสริมราคาพืชผลการผลิตและให้สวัสดิการราคาถูก โดยที่ประเทศไทยยังคงมีความแตกต่างกันอยู่ทางชนชั้นและภูมิภาค\n \n5) แล้วการเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายทักษิณจะกลับมามีพลังอีกไหม?\nถึงแม้ว่าทักษิณจะไม่ได้ย่างเท้าเข้ามาในประเทศไทยนานเกือบสิบปีแล้ว แต่ความนิยมของเขาก็ยังคงอยู่ กลุ่มคนเสื้อแดงยังคงสนับสนุนเขาโดยเฉพาะคนในพื้นที่ชนบท แม้ว่ากองทัพจะพยายามลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นก็ตาม เผด็จการทหารยังใช้อำนาจต่อทักษิณและน้องสาวของเขา อดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้ถูกสั่งปรับคดีจำนำข้าวหลายล้านบาท\nเมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลทหารขุดคดีเก่าเกือบสิบปีเกี่ยวกับภาษีทักษิณขึ้นมาเล่นอีกครั้งและกล่าวหาว่ามีกลุ่มคนที่สนับสนุนทักษิณพยายามลอบสังหาร พล.อ. ประยุทธ์ สรุปคือถึงแม้วาจะมีการจัดการเลือกตั้งแล้วกลุ่มพันธมิตรของทักษิณชนะรัฐธรรมนูญก็เปิดทางให้มีการแต่งตั้งกลุ่มอำมาตย์ ทหาร และผู้พิพากษา มีอำนาจมากพอจะสกัดกั้นการเคลื่อนไหวที่พวกเขาไม่ชอบจากนักการเมืองทีมาจากการเลือกตั้ง\n \n6) ความวุ่นวายทางการเมืองนี้ส่งผลต่อเศรษฐกิจหรือไม่?\nในช่วงสิบปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ยร้อยละ 3.3 ต่อปี ซึ่งถือว่าว่าเติบโตน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกันซึ่งมีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย และถึงแม้ว่าราคาสินค้าจะตกต่ำลง แต่การเติบโตด้านการส่งออกก็ยังลดลง และความต้องการในตลาดโลกลดลงจะมีส่วนในการทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว แต่บริษัทต่างๆ ก็เริ่มมองหาที่อื่นๆ ในภูมิภาคเพื่อลงทุน\nในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนาปี 2557 และ 2558 ระบุว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในประเทศไทยลดน้อยถอยลงเมื่อเทียบกับอินโดนีเซียและมาเลเซีย ทางธนาคารโลกก็เปิดเผยเมื่อวันที่ 13 มี.ค. ที่ผ่านมาว่าไทยจะสามารถฟื้นฟูการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อีกครั้งผ่านการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มการแข่งขันผ่านข้อตกลงการค้าเสรี และการลงทุนกับกลุ่มคนชั้นล่างร้อยละ 40 มากขึ้นเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต\n \nเรียบเรียงจาก\nThailand's Road to Election Keeps Getting Longer: QuickTake Q&A, Bloomberg [1], 27-03-2017 \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-0e0b763441ce42f89624f919e8e2e6bd", "input": "Title: สกว.ศึกษาการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์สาธารณสุขในอาเซียน \n Body: เทคโนโลยีสำหรับขนส่งระบบกลาง\n2 พ.ย. 2559 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) รายงานว่า สกว. ได้ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ และศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการโซ่อุปทานสุขภาพ (LogHealth) มหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์สาธารณสุขในภูมิภาคอาเซียน และนำเสนอโมเดลการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์สาธารณสุขไทยให้รองรับบริบทภูมิภาค เพื่อเสนอการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ในอาเซียนให้สนองต่อนโยบายประชาคมอาเซียนของรัฐบาล ซึ่งเป็นรากฐานของความร่วมมือและการยกระดับระบบสาธารณสุขในภูมิภาคร่วมกัน\nล่าสุดในการประชุมวิชาการ “เตรียมความพร้อมด้านโลจิสติกส์สุขภาพต่อการเชื่อมโยงระบบสาธารณสุขในภูมิภาคอาเซียน เพื่อรองรับการเกิดธุรกิจสำหรับผู้ให้บริหารโลจิสติกส์ในระบบสาธารณสุขไทย” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อแพร่ผลงานวิจัยที่ต่อยอดจากผลวิจัยโครงการ “การพัฒนาความสามารถและโอกาสของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางผู้ให้บริการโลจิสติกส์สุขภาพในภูมิภาคอาเซียนตามแนวโน้มของโลจิสติกส์สุขภาพโลก” โดยต้องการให้แต่ละประเทศเห็นความสำคัญในการเชื่อมโยงระบบสุขภาพ เพื่อพัฒนาศักยภาพและร่วมมือกันในการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการไหลของยาและเวชภัณฑ์ หรือการไหลของแรงงาน หากทุกประเทศสามารถเชื่อมโยงข้อมูลถึงกันได้อย่างมีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรับ-ส่งข้อมูล สถานบริการสุขภาพ และสามารถติดตามและสอบกลับระบบยาและเวชภัณฑ์ได้ตลอดโซ่อุปทาน ตลอดจนมีข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายในการบริหารจัดการยาในระดับประเทศ\nสกว.ระบุว่า เล็งเห็นถึงความสำคัญของการผลักดันงานวิจัยด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานให้เกิดขึ้นแก่ระบบสาธารณสุขไทย เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญ และเข้าใจแนวคิดดังกล่าว รวมถึงนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง เพื่อเป็นแนวทางที่จะช่วยแก้ไขปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ดีขึ้นได้\nทั้งนี้ผลการศึกษาดังกล่าวได้สร้างโมเดลเริ่มต้นในการทดลองนำไปใช้ในการเชื่อมโยงการไหลของวัสดุ ข้อมูล และทรัพยากรมนุษย์ ในระบบสาธารณสุขระหว่างประเทศในประชาคมอาเซียน เพื่อลดช่องว่างการพัฒนาและบทบาทของประเทศไทย\nดวงพรรณ กริชชาญชัย หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า ผลการวิจัยที่ผ่านมาพบว่าโลจิสติกส์ของระบบสาธารณสุขในประเทศเมียนมาและลาว ยังต้องการการพัฒนาและการสนับสนุนให้มีความพร้อมอีกมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน ที่ผ่านมามีข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศที่เรียกว่า “Twin city, twin hospital” โดยความร่วมมือเป็นคู่โรงพยาบาลระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เมียนมา ลาว และกัมพูชา พบว่าสถานการณ์ปัจจุบันของโรงพยาบาลคู่แฝดยังมีช่องว่างของการบริการด้านการพยาบาลค่อนข้างมาก ทำให้ภาระงานของโรงพยาบาลในประเทศสูงขึ้น แม้กระทรวงการต่างประเทศจะให้ความช่วยเหลือคู่สัญญาในรูปแบบของสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น อาคารโรงพยาบาล ห้องผ่าตัด รถฉุกเฉิน แต่ความร่วมมือส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบไม่เป็นทางการ มีการส่งต่อผู้ป่วยมายังไทยในกรณีผู้ป่วยมีกำลังทรัพย์ หรือเจ็บป่วยรุนแรง หรือต้องการผ่าตัดใหญ่ ยังขาดหลักปฏิบัติและระบบสารสนเทศในการจัดการ ไม่มีการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ป่วยต้องถือแฟ้มข้อมูลในการรักษามาเอง และปัญหาด้านการสื่อสารระหว่างคนไข้กับแพทย์ นอกจากนี้การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทำให้ประชากรจากประเทศเพื่อนบ้านจะยิ่งเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น รวมถึงจำนวนผู้ป่วยด้วย แต่คำถามคือ โรงพยาบาลคู่สัญญาในพื้นที่เหล่านั้นจะเตรียมความพร้อมในการรักษาพยาบาลอย่างไร\nคณะวิจัยได้ออกแบบสอบถามผู้เชี่ยวชาญในเขตเศรษฐกิจพิเศษแต่ละพื้นที่ เพื่อประมาณการจำนวนแรงงานหลังการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษไปแล้ว 6 ปี และได้พยากรณ์จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยแนวโน้มปกติด้วยค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เพื่อเตรียมวางแผนทางด้านสาธารณสุขให้โรงพยาบาลในเขตเศรษฐกิจพิเศษแต่ละจังหวัด ประกอบด้วย เชียงราย หนองคาย สระแก้ว ตราด และกาญจนบุรี\n“ปัจจุบันสถานการณ์จำนวนเตียงผู้ป่วยในจังหวัดกาญจนบุรีและหนองคายมีจำนวนเพียงพอต่อการรองรับการเพิ่มของผู้ป่วยหลังการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ เนื่องจากมีการเตรียมการรองรับผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ามีรับการรักษาเป็นประจำอยู่ก่อนแล้ว แต่ในพื้นที่อื่นจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนเตียงให้มากขึ้นเพื่อรองรับการเจริญเติบโต ขณะที่เตียงไอซียูขาดแคลนในหลายโรงพยาบาล และหลังเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้วก็ยังมีความต้องการจำนวนเตียงไอซียูเพิ่มขึ้นทุกโรงพยาบาล มิฉะนั้นอาจเกิดปัญหาในการส่งต่อผู้ป่วยวิกฤติที่จำเป็น ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ด้านค่าใช้จ่ายเหมารายตามสิทธิประกันสุขภาพพบว่าเพิ่มขึ้นทุกจังหวัด โดยกาญจนบุรีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากที่สุด เนื่องจากเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดอยู่ที่อำเภอเมือง มีโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนาตั้งอยู่ในพื้นที่ ซึ่งมีประชากรจำนวนมาก ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมมากขึ้นกว่าจังหวัดอื่นๆ” จิรพรรณ เลี่ยงโรคาพาธ หนึ่งในคณะวิจัยเปิดเผยข้อมูล\nสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค ระบุว่า อัตราป่วยจากการบาดเจ็บจากการทำงานหลังเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษเต็มรูปแบบจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น 456.3 คนต่อประชากร 1 แสนคน โดยกลุ่มโรคและอาการเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ได้แก่ โรคปอดจากฝุ่น โรคพิษตัวทำละลายอินทรีย์ วัณโรคปอด โรคหอบหืด โรคพิษจากโลหะหนัก โรคประสาทหูเสื่อม โรคจากความร้อน กลุ่มโรคที่มาจากเชื้อโรคและไม่ถูกสุขอนามัย โรคที่มาจากการสัมผัสสารเคมี และโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบกล้ามเนื้อและโครงสร้างกระดูก\nข้อเสนอแนะในการรับมือกับสิ่งที่จะต้องเผชิญในอนาคต คือ ปัญหาการเรียกเก็บค่าบริการได้ไม่ครบจากจำนวนผู้ป่วยแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาใช้บริการบางรายที่ไม่สามารถจ่ายได้ หน่วยงานภาครัฐอาจผลักดันให้แรงงานเหล่านี้เข้าสู่ระบบประกันสุขภาพได้อย่างครอบคลุม โดยคาดว่าในปี 2568 ปัญหานี้จะทวีความรุนแรงขึ้นหากเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษเต็มรูปแบบ ขณะที่การศึกษาเรื่องวางแผนทรัพยากรของโรงพยาบาลจะเป็นประโยชน์ต่อการรองรับปริมาณผู้ป่วยทั้งชาวไทยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยไทยอาจช่วยให้คำปรึกษาแก่ฝั่งเพื่อนบ้าน และควรจะมีการพิจารณาเพิ่มเติมในส่วนของจำนวนแพทย์เฉพาะทางต่างๆ รังสีแพทย์ ศัลยแพทย์ ฯลฯ เพื่อตอบสนองความต้องการในการรักษาโรคและอาการเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น\nวรการ ศรีนวลนัด กรรมการผู้จัดการบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมสู่อาเซียนเพื่อรองรับการเกิดธุรกิจสำหรับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในระบบสาธารณสุขไทย ว่าในด้านการผลิตจะต้องเลือกใช้มาตรฐาน GMP PIC/S หรือหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตยา เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตยาและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้เทียบเท่ากับมาตรฐานของสหภาพยุโรป โดยจะต้องครอบคลุมกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกซื้อวัตถุดิบ จนถึงการจัดเก็บและจัดส่งสินค้าสำเร็จรูปให้กับลูกค้า นอกจากนี้การควบคุมคุณภาพในกระบวนการผลิตก็มีความสำคัญเช่นกัน เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในแต่ละรุ่นการผลิต ด้านมาตรฐานการจัดเก็บจะต้องได้มาตรฐานทั้งบุคลากร อาคารสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก ข้อกำหนดการจัดเก็บ สินค้าคืน การจัดส่งสินค้าและการขนส่ง การเรียกเก็บคืนผลิตภัณฑ์ และสภาวะการจัดเก็บและการปิดฉลาก\nเขากล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ความท้าทายในอนาคตของระบบโลจิสติกส์สุขภาพ คือ เราต้องแข่งขันกับต้นทุนที่ถูกลง การลงทุนมากๆ ก็มีความเสี่ยง เขตเศรษฐกิจพิเศาจะต้องมีการรองรับด้านการขนส่งและเคลื่อนย้าย มีการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบการสื่อสารเข้ามาช่วย มีการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่เหมาะสม บุคลากรมีทักษะความชำนาญ ระบบโลจิสติกส์ต้องมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งแน่นอนว่าองค์กรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสู่อาเซียน \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-724be0aab09d4b33b7dc6b861f938777", "input": "Title: คุยกับ ‘กิตติชัย งามชัยพิสิฐ’ พอกันที! ความรุนแรง โค้งสุดท้ายรณรงค์ชวนคนไปเลือกตั้ง \n Body: เพจเฟซบุ๊ก  ‘พอกันที หยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง [1]’ เกิดจากการรวมตัวของคนธรรมดาที่ลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับขบวนมวลมหาประชาชนเพื่อแสดงความเห็นต่างอย่างสันติวิธี ด้วยการจุดเทียน แสดงจุดยืนเดินหน้าเลือกตั้ง ซึ่งขยายวงอย่างรวดเร็ว จากจำนวนผู้เข้าร่วมที่เพิ่มขึ้น และกิจกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นในเรื่อยๆ ในทุกๆ ครั้ง\n \nอีกทั้งยังก่อให้เกิดกลุ่มคนจุดเทียนถามหาสันติภาพ ที่กระจายตัวไปทั่วประเทศ ทำให้เพจดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่สำหรับการพูดคุยและนัดหมายทำกิจกรรมในกลุ่มผู้สนับสนุนการเลือกตั้งในช่วงเวลาโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งนี้\n \nขณะที่ ความรุนแรงเริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง และการเลือกตั้งใกล้เข้ามาแบบนับรายชั่วโมง ประชาไทพูดคุยกับ กิตติชัย งามชัยพิสิฐ จากกลุ่มพอกันที! หรือ ‘อ้วน YT’ (Youth Training Center) ในแวดวงนักกิจกรรมทางสังคม ถึงความคิดเห็นของเขาต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ และความรุนแรงจากการไปเลือกตั้ง?!? ที่เราอาจต้องเผชิญ\n \n\nกิตติชัย กล่าวถึงความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า การเลือกตั้งโดยทั่วไปอาจหมายถึงการเลือก ส.ส. และส่งผลถึงการเลือกรัฐบาล แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ได้รื้อฟื้นความหมายพื้นฐานของการเลือกตั้งขึ้นมาว่า การเลือกตั้งคือการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของปัจเจกบุคคล\n \n“สำหรับผม การเลือกตั้งครั้งนี้คือการแสดงออกถึงการยืนยันหลักการหนึ่งคนหนึ่งเสียง ยืนยันความเท่ากันในทางการเมืองของคนไทย แม้จะเป็นเพียงหนึ่งในช่องทางการแสดงออกก็ตาม มันอาจหมายถึงสัญลักษณ์การต่อสู้กันระหว่างสามัญชนกับผู้กุมอำนาจบาตรใหญ่ดั้งเดิมในสังคมไทยเลยก็ว่าได้” กิตติชัยกล่าว\n \nกิตติชัยประเมินว่า วันที่ 2 ก.พ. คูหาเลือกตั้งจะกระจายเป็นหน่วยย่อยทั่วไป ต่างจากวันที่ 26 ม.ค. ที่ผ่านมา ในขณะที่ กปปส.และเครือข่ายเองก็มีกำลังไม่พอ และกระแสสังคมก็ออกมาทางไม่เห็นด้วยกับการขัดขวางการเลือกตั้งของ กปปส.นัก ประกอบกับกลไกอื่นที่มีอำนาจเกี่ยวกับการเลือกตั้งก็มีท่าทีที่ค่อนข้างชัดเจนว่า ‘ไม่สนับสนุนการเลือกตั้ง’ ดังนั้น กปปส.น่าจะมุ่งไปที่หน่วยเลือกตั้งทางใต้เป็นหลัก และมีบางจุดในกรุงเทพฯ เป็นสัญลักษณ์เท่านั้น ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจึงอาจเป็นการปะทะเล็กน้อยบางจุด แต่ก็ไม่ควรประมาท\n \nนอกจากนั้น คิดว่า กปปส.เองก็น่าจะรู้ว่ากำลังของตนมีไม่พอที่จะขัดขวางการเลือกตั้งได้แล้ว อาจจะเลือกใช้วิธีการอื่น เช่น โจมตีความชอบธรรมต่างๆ ของการเลือกตั้งครั้งนี้ อาศัยกลไกทางกฎหมายและอำนาจขององค์กรอิสระที่แนวทางใกล้เคียงกับตน ในการทำให้ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ ฯลฯ ซึ่งคงต้องมีการเคลื่อนไหวจากกลุ่มต่างๆ ต่อไป\n \nต่อกรณีเหตุปะทะที่เขตหลักสี่ จนกกต.ประกาศยกเลิกการเลือกตั้ง [2]ในเขตนี้ กิตติชัย กล่าวว่าปัญหามีเฉพาะที่หลักสี่ เขตอื่นไม่มีปัญหา แต่ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียคือ 1.ภาพออกมาน่ากลัวมาก มีการปะทะกันรุนแรง มีคนบาดเจ็บ และไม่แน่ใจว่ามีคนตายไหม ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้า 2.เสื้อแดง โดยเฉพาะกลุ่มโกตี๋ กลายเป็นจำเลยของสังคมอีกแล้ว\n \nข้อดีคือ 1.เราได้รู้ว่าการขัดขวางการเลือกตั้ง ทำได้แค่เพียงสัญลักษณ์ ไม่สามารถทำลายการเลือกตั้งได้ 2.กลุ่มผู้ขัดขวางทำได้เพียงสร้างบรรยากาศความน่ากลัว แต่ไม่สามารถหยุดคนที่ต้องการใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศได้ และ 3.ทำให้เราและโลกได้รู้ว่า การชุมนุมของกลุ่มขัดขวางการเลือกตั้งไม่ใช่การชุมนุมอย่างสันติอย่างแน่นอน มีคนใช้อาวุธ และกองกำลังติดอาวุธอย่างชัดเจน และมีเจตนาใช้ความรุนแรง\n \nกลับมาที่คนอยากเลือกตั้ง การปิดเขตเลือกตั้งที่หลักสี่ครั้งนี้เป็นเพียงสัญลักษณ์ เขาต้องการทำให้การเลือกตั้งวุ่นวาย แต่นี่เป็นเพียงส่วนน้อย ไม่สามารถล้มการเลือกตั้งของประเทศไทยได้ เราต้องมองไปที่เขตเลือกตั้งอีกจำนวนมากที่ไม่มีปัญหาอะไร\n \n“ยังไงๆ การเลือกตั้งครั้งนี้ก็ต้องเกิดขึ้นเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เพราะมันคือการวัดกันระหว่างคนที่ยึดหลักหนึ่งคนหนึ่งเสียงกับคนที่ไม่เชื่อ แต่เราไม่จำเป็นต้องเสี่ยงชีวิตเขตไหนปลอดภัยก็ไปลงคะแนน เขตไหนเสี่ยงก็ดูท่าที ไปแจ้งความไว้ จำนวนคนแจ้งความเราก็เอามานับได้ เขตไหนถูกปิดก็รอเปิดอีกที คนจะไปเลือกตั้งพรุ่งนี้ก็ตามข่าวเอาว่ามีอะไร ใครไปเขตไหนปลอดภัยก็ส่งข่าวเพื่อนด้วย ใครไม่มีธุระอะไรก็รอๆ เพื่อนด้วย” กิตติชัยกล่าว\n \nนอกจากนี้ ประชาชนในเขตหลักสี่ยังมีโอกาสได้ใช้สิทธิของตน โดย กกต.ต้องหาวันจัดการเลือกตั้งใหม่ให้ได้\n \n\n \nต่อคำถามที่ว่ามีคนบางกลุ่มต้องการให้เลื่อนเลือกตั้งออกไป ดีกว่ามีแล้วเกิดความรุนแรง กิตติชัย ตั้งคำถามกลับว่า หากคราวหน้ามีคนไม่อยากให้มีการเลือกตั้งแล้วขู่ว่าจะใช้ความรุนแรงอีกล่ะ ต้องยอมอีกใช่ไหม?\n \n“เราต้องไม่สยบยอมต่อคำขู่ที่จะใช้ความรุนแรง ด้วยการประคับประคองและหยุดยั้งความรุนแรงที่อาจจะเกิด สิ่งสำคัญคือการยืนยันกติกา และหยุดยั้งความรุนแรงให้ได้” กิตติชัยกล่าว\n \nกิตติชัยกล่าวด้วยว่า เท่าที่คุยกับคนหลากหลายแบบก็มีทั้งกลัว กลัวแต่จะฝ่าข้ามไป และเฉยๆ แต่โดยทั่วไปแล้ว หน่วยเลือกตั้งจะอยู่ในชุมชน จึงน่าจะควบคุมความรุนแรงได้ระดับดี ที่น่ากังวลคือจุดสัญลักษณ์ต่างๆ ในขณะที่กระแสคนอยากเลือกตั้งเพราะรู้สึกอึดอัดกับความพยายามขัดขวางการเลือกตั้งก็มีมากพอสมควร ดังนั้นจึงประเมินว่าน่าจะมีคนออกมาเลือกตั้งมากพอสมควร\n \n“จริงๆ แล้วการไปเลือกตั้งควรเป็นเรื่องปกตินะ เหมือนกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐ อย่างทำบัตรประชาชน ทำหนังสือเดินทาง ฯลฯ ต่างกันตรงเป็นการใช้สิทธิออกเสียงเพื่อแสดงความเห็นทางการเมือง แต่สถานการณ์ปัจจุบันเหมือนมีการสร้างความกลัวให้เกิดขึ้นจนมันไม่ปกติ ดังนั้นอันดับแรกจึงน่าจะทำให้มันกลับมาปกติให้ได้ อันต่อมาคือการทำให้เป็นเรื่องท้าทาย สนุก กับการไปออกเสียงที่จะแสดงเจตจำนงในการยืนยันหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง เราคงต้องเผชิญหน้ากับความกลัวที่ถูกสร้างด้วยอารมณ์ขัน สนุก และท้าทาย บนพื้นฐานของการปฏิเสธความรุนแรง” กิตติชัยกล่าว\n \nในงานจุดเทียนเขียนสันติภาพ ครั้งล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมาโดยกล่มพอกันที! ก้าวสู่ครั้งที่ 6 พร้อมรวมกลุ่มอิสระต่างๆ อาทิ ANTs’ POWER [3], WE VOTE [4], กลุ่มเพจยุติความรุนแรงฯ, กลุ่มนักเรียน Respect My Future ฯลฯ มาร่วมทำกิจกรรม 108 วิธีเข้าคูหาอย่างสันติ ที่ลาน skywalk สถานี BTS ช่องนนทรี ก็เป็นความพยายามที่จะชวนคนมาทำสิ่งเหล่านี้\n \nสำหรับกระแส 'โหวตโน' กิตติชัยกล่าวว่า เขารู้สึกโอเคกว่าโนโหวต เพราะยังอยู่ในพื้นฐานที่ยอมรับเสียงของประชาชน ให้ความสำคัญกับเสียงตนเอง เรื่องนี้ในเวลานี้สำคัญกว่าโหวตให้ใครเสียด้วยซ้ำ ส่วนผลจะออกมาอย่างไรก็มาว่ากันหลังโหวตเสร็จดีกว่า\n \nทั้งนี้ เพจเฟซบุ๊ก ‘พอกันที หยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง’ มีผู้คลิกไลค์ ถึง 48,679 คน มีการเข้ามามีส่วนร่วม (talking about this) 39,093 (ข้อมูล 1 ก.พ.57)\n \n\n \n\n \nข้อมูลจากเพจ พอกันทีฯ [5]\n \nคู่มือนี้เป็นไอเดียเบื้องต้นที่จะชวนมาช่วยกันคิด ว่าจะทำอย่างไรให้การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาฯ ของเราเป็นเรื่องปกติแต่สนุก ใครๆ ก็ทำได้ง่ายๆ บนพื้นฐานการปฏิเสธความรุนแรงและยืนยันกติกาประชาธิปไตย\n \n1. ตื่นเช้าชวนกันไปหน่วยเลือกตั้งการเลือกตั้งเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แม้จะมีความพยายามทำให้มันไม่ปกติ แต่ยังไง้ยังไงมันก็เป็นเรื่องปกติ ดังนั้นเราช่วยกันทำให้มันปกติกันดีกว่า ตื่นเช้ามา แต่งเนื้อแต่งตัวไปเลือกตั้งตามปกติ\n \n2. ถ่ายรูป อัปเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม โพสต์อวดเพื่อนเอ แต่เอาเข้าจริงมันก็ไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ละนะ ก็มันน่าสนุกนี่นา การเลือกตั้งครั้งนี้มีคนจำนวนหนึ่งไม่อยากให้มีขึ้น ด้วยเหตุผลอะไรเยอะแยะ แต่เราอยากเลือกตั้งนี่นา งั้นเราก็ทำให้เขาเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นเรื่องสนุกดีกว่า ถ่ายรูป อัพเฟซ อินสตาแกรม ฯลฯ กันให้สนั่นวันเลือกตั้งไปเลย ว่ามันน่าสนุกขนาดไหน หน่วยไหนโชคดีไม่โดนขัดขวางก็โพสต์อวดเพื่อนซะหน่อย หน่วยไหนตื่นเต้นหน่อยมีคนมาขวางก็รายงานสถานการณ์บอกเพื่อนด้วย\n \n3. คอสเพลย์ขุ่นป้า พกไฟฉายไปด้วยแต่งคอสเพลย์ไปเลือกตั้งกันดีไหม ไหนๆ ป้าไฟฉายก็ฮิตแล้ว เราเอาอุปกรณ์ไปเลียนแบบมั่งก็น่าสนุกนะ ไฟฉาย เสื้อขาว กางเกงชมพู จี๊ดมาก หรือแต่งตัวแสดงตนว่าอยากเลือกตั้ง ถ่ายรูปมาแชร์กัน\n \n4. ชวนเพื่อนไปกันเป็นกลุ่มใครเสียวๆ เหวอๆ อยู่ก็ลองชวนเพื่อนไปเลือกตั้งด้วยกันสิ ไปกันเป็นกลุ่มก๊วน เหมือนไปเที่ยวนั่นแหละ แต่อย่าไปท้าตีท้าต่อยใครล่ะ เรามาเลือกตั้งนะ ไม่ได้ไปทำสงคราม\n \n5. นัดรวมญาติ ลูกหลานพาพ่อแม่ไปคูหาลูกหลานพาพ่อแม่ผู้แก่เฒ่าเข้าคูหา ญาติผู้ใหญ่ชวนลูกหลานไปเลือกตั้งด้วยกัน ผู้อาวุโสชวนเพื่อนบ้านไปด้วยกัน ถือเป็นงานรวมญาติไปซะงั้น เลือกตั้งเสร็จก็ถือโอกาสหาอะไรกินอร่อยๆ กันเลยดีกว่า\n \nเจอก่อกวนทำยังไง?\n6. เจอเป่านกหวีดใส่ ให้ส่องแสงไม่ส่งเสียงพกอุปกรณ์ส่องแสงที่พกพาสะดวก เช่น เทียน ตะเกียง ไฟฉาย ไปด้วย พอเจอคนเป่านกหวีดใส่ เราก็ฉายไฟส่องแสงไม่ส่งเสียง\n \n7. เจอคนด่า ลองสวดมนต์ร้องเพลงชาติเจอด่าทำไง บางพื้นที่อาจมีคนรอด่าอยู่ โดยเฉพาะถ้าบังเอิญเราไปเดี่ยวๆ ลองสวดมนต์ดูนะ เผื่อเขาจะใจเย็นลงมาบ้าง หรือว่าจะร้องเพลงชาติก็น่าสนุก ถ้ารู้สึกเขาด่าได้ดีก็ช่วยเขาด่าตัวเราเองผสมโรงไปด้วยเลย\n \n8. เจอคนนอนขวาง คุกเข่าขอขมาก่อนข้ามเจอคนนอนขวางทำไง คุกเข่าลงไหว้ขอขมา บอกว่าเราขอไปใช้สิทธิ ไม่ได้ต้องการลบหลู่ เสร็จแล้วก็เดินข้ามเลย\n \n9. เจอขาโหด อย่ายุ่งกะเขา ออกมาถ่ายคลิปแจ้งความเจอขาโหด บีบคอ ผลัก ทำร้ายร่างกาย หรือเจอคนตีกันอยู่ ฯลฯ อย่าไปยุ่งกะเขาเลย ออกจากตรงนั้นก่อนดีกว่า อย่าไปเล่นกะเขา ถ่ายคลิปไว้แล้วไปแจ้งความดีกว่า\n \n10. ซุ่มดูสถานการณ์ ช่องทางข่าวสาร เผื่อเข้าไปได้เลือกตั้งไม่ได้ทำไง ลองซุ่มรอดูสถานการณ์ ข่าวสารจากช่องทางต่างๆ เผื่อจะมีโอกาสเข้าไปกะเขาได้บ้าง\n \n11. พกปากกาเมจิกไว้ ถ้าทำไงก็เลือกตั้งไม่ได้ วาดรูปกากบาทในที่สาธารณะ แล้วไปแจ้งความถ้าทำทุกวิถีทางแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุขัดข้องใดๆ ก็ต้องยอมละนะ เอาไว้คราวหน้ามาเลือกตั้งใหม่ พกปากกาเมจิกไปกากบาท แล้วไปแจ้งความที่สถานีตำรวจประจำเขตนั้นๆ และแจ้งความลงบันทึกประจำวันในทันที เพื่อป้องกันการเสียสิทธิ \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-0fa2e056a7ab4ef88aa1dd2b3d5534fe", "input": "Title: อำลาชุมชนป้อมมหากาฬ: ชุมชนเก่าแก่ดีเกินไปในยุคที่แต่งชุดไทยก็ฟินแล้ว \n Body: การรูดม่านลาโรงของชุมชนป้อมมหากาฬ นอกจากจะสะท้อนความเพิกเฉยและรสนิยมชอบของเก่าผิวเผินแบบไทยๆ แต่ยังขีดเส้นใต้ให้เห็นความดักดานของ กทม. ที่ไม่เข้าใจคุณค่าและความหมายของการอนุรักษ์ชุมชนประวัติศาสตร์มาตลอดระยะเวลา 59 ปี\nผู้เขียนทำงานข่าวมาได้หนึ่งปี มีโอกาสได้ลงประเด็นชุมชนป้อมมหากาฬเมื่อกลางปีที่แล้ว เพิ่งเคยได้ไปชุมชนเมื่อเดือน ม.ค. ตอนที่ชุมชนเหลือกันไม่กี่หลังคาเรือน แต่บ้านไม้ที่ยังเหลือกลางกรุงก็ทำให้นักข่าวรู้สึกเหมือนโดนมนต์ในละครชื่อดังไปเกิดใหม่สักช่วงเวลาในอดีต (ทั้งในแง่แฟชั่นและความผุพัง)\n\nธวัชชัย วรมหาคุณ อดีตผู้นำชุมชนกราบขอบคุณสำหรับทุกความช่วยเหลือมาตลอด 26 ปี\nความพยายามตลอด 26 ปีของทั้งคนในชุมชนป้อมฯ คน และองค์กรภายนอกที่มาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งวงพูดคุย สำรวจพื้นที่เพื่อขุดค้น ควานหาชิ้นส่วนทางประวัติศาสตร์มาปะติดปะต่อจนเป็นเนื้อเรื่องที่ย้อนไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เอกลักษณ์ของผังเมืองและสถาปัตยกรรมที่สุดท้ายกลายมาอยู่ใต้ธีม 'ชุมชนชานเมืองพระนครแห่งสุดท้าย' ในวันสุดท้ายของชุมชนที่ในอดีตเคยขึ้นชื่อเรื่องธุรกิจพลุไฟและกัญชา กลายเป็นชุมชนที่ค้นพบคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของสามัญชน เรื่องการกินการอยู่ เรื่อยมาถึงวิถีชีวิต ไม่ใช่นิทานประวัติศาสตร์นิพนธ์ว่าด้วยการสูญเสียดินแดนที่พูดถึงการสังหารหมู่เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2519 ไว้น้อยนิด แถมยังพยายามทำให้คณะรัฐประหารชุดปัจจุบันดูดีแบบฮีโร่\nในวันนี้แรงกดดันจากภาครัฐแรงเกินกว่าที่กำแพงป้อมและประตูบ้านของชาวชุมชนจะต้านไหว ตลอดเวลาการต่อสู้ชาวชุมชนไม่เคยได้เปรียบขึ้นมาเลยตั้งแต่กระบวนการจากทางภาครัฐทั้งการออกกฤษฎีกาเวนคืนที่เพื่อสร้างสวนสาธารณะ การต่อสู้บนศาลปกครอง รวมถึงความพยายามตั้งโต๊ะเจรจาให้เก็บบ้านเอาไว้ด้วยเหตุผลสองข้อ\nหนึ่ง ผลการเจรจาสี่ฝ่ายระหว่างฝ่ายนักวิชาการ ชาวชุมชน กทม. และทหาร (ทหารเกี่ยวอะไร) ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่มีการเอาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาร่วมคุยกันมากที่สุด ผลออกมาคือการเก็บบ้านเอาไว้ แต่คนต้องออก กล่าวคือ ชะตากรรมของชุมชนมีความไม่แน่นอนตั้งแต่ข้อตกลงแรก ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนคิดว่าคงเป็นการยอมรับเพื่อรอผลักดันประเด็นให้ชุมชนอยู่ร่วมกับบ้านได้ต่อไปในอนาคต\nสอง ดอกผลแห่งการเจรจาถูกปัดตกภายใต้คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่าที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณเป็นประธาน ต่อมา บ้านที่อยู่ในเกณฑ์อนุรักษ์ก็ถูกรื้อไปเมื่อเจ้าของบ้านย้ายออก มีการขีดว่าบ้านหลังไหนยังอยู่ได้ บ้านหลังไหนต้องย้ายออกภายในระยะเวลาที่กำหนด แนวทางแบบนี้ทำให้ชุมชนที่ต่อสู้มากว่า 25 ปี แบ่งเป็นสองฝั่งทันที ชุมชนมีรอยร้าวที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ \n\nบ้านหมายเลข 99 ที่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญของชุมชน อยู่ในลิสต์บ้านอนุรักษ์ แต่ก็ถูกทุบทิ้งเป็นซาก\nเหตุการณ์ดังเกล่าวเกิดขึ้นบนเวลาเดียวกันกับที่เจ้าหน้าที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในของกรุงเทพฯ (กอ.รมน.กทม.) มาตั้งเตนท์ในชุมชน ด้วยเหตุผลว่าใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. มาปราบปรามการจำหน่ายพลุไฟ ที่ชาวบ้านยืนยันว่าไม่มีแล้ว และอ้างว่ามาเพื่อปราบปรามผู้มีอิทธิพล หรืออีกนัยหนึ่งคือผู้นำชุมชน (จากที่ได้พูดคุยกับคนที่ย้ายออก) คนที่ยังอยู่ต่างพูดว่าโดนกดดันเป็นระยะๆ ส่วนคนที่ย้ายออกก็บอกว่าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และได้ทางทหารช่วยเหลือจากการถูกกดดันของผู้นำชุมชน โดยเตนท์ กอ.รมน. อยู่ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2560 - เดือน มี.ค. 2561\n\nมหากาพย์ป้อมมหากาฬ (1) : ‘คนอยู่’ เล่ารอยร้าวชุมชน ในวันที่ กอ.รมน.รุกถึงหน้าบ้าน [1]\nมหากาพย์ป้อมมหากาฬ (2): ‘คนย้าย’ เล่าแรงกดดันจาก กทม. ชุมชน ปากท้องและความมั่นคงทางที่อยู่ [2]\nมหากาพย์ป้อมมหากาฬ (3): กอ.รมน.มาจากไหน ทำไมถึงไปกางเต็นท์นอนในชุมชน [3]\n\nการเจรจาเพื่อผลักดันประเด็นให้ กทม. รักษาชุมชนไว้ไม่ได้รับการสานต่อ ไอเดียเรื่องพิพิธภัณฑ์มีชีวิตนั้น กทม. ไม่ซื้อ\nจากเหตุผลทั้งสองอย่างเห็นได้ว่าเป้าหมายการคงไว้ซึ่งชุมชนจึงไม่ได้รับการยอมรับจากทาง กทม. เลย (เคยมีสมัยอภิรักษ์ที่เหมือนจะมีดำริที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน แต่ก็ไม่ได้รับการสานต่อ)\nคำถามคือ แม้ผู้ว่าฯ กทม. จะเป็น ผอ.รมน. โดยตำแหน่ง แต่ทำไมต้องใช้หน่วยงานกึ่งทหาร-พลเรือนด้วย ทั้งที่มีเจ้าหน้าที่หน่วยงานพลเรือนที่ใช้ปฏิบัติงานมาแต่เดิม อีกประเด็นคือ พอชุมชนตัดสินใจย้ายออกทั้งหมด มีการขีดเส้นตายย้ายออก เตนท์ทหารก็ออกไปประมาณต้นเดือน มี.ค. พฤติการณ์แบบนี้หมายความว่าอะไร สรุปว่าเป้าหมายของการมาตั้งเตนท์คืออะไรกันแน่ ความบาดหมางแบบสมานไม่ได้ในชุมชนมาจากการทำงานของ กอ.รมน.กทม. หรือไม่ อย่างไร นี่คือการกลยุทธแบ่งแยกแล้วยึดครอง (Divide and Conquer) หรือไม่ ต้องเคลียร์ให้ชัด\nจากการสอบถาม พูดคุย พบว่าชาวบ้านได้เงินจริง แต่ถามว่าพอไหมกับการซื้อที่อยู่ใหม่ ปัจจุบันชุมชนจำนวน 7-8 ครัวเรือนมีเงินออมแสนหนึ่ง ต้องการซื้อที่เพื่อตั้งชุมชนใหม่ที่มีราคาที่ประมาณสามล้านบาท เท่าที่รู้มาชาวบ้านที่ย้ายออกได้เงินหลักหมื่น ไปจนถึงหนึ่งแสนกว่าบาท จะซื้อที่ได้ก็เฉลี่ยต้องตกครัวเรือนละ 5-6 แสนบาท ไม่พอแน่นอน ไหนจะค่าสร้างบ้าน ปรับพื้นที่ อย่าลืมว่าชาวบ้านไม่ได้อิ่มทิพย์ ทุกต้องกินต้องใช้ทุกวัน ไหนจะค่าใช้จ่ายเมื่อย้ายที่อยู่ ชีวิตที่ต้องเปลี่ยนไป ผู้เขียนคุยกับชาวชุมชนคนหนึ่งพบว่า ลูกชายต้องเดินทางต่อรถมากขึ้นเพื่อไปโรงเรียนเดิม ในเมื่อชาวชุมชนยังคงยืนยันจะตั้งชุมชนใหม่ แทนที่จะย้ายไปอยู่ใครอยู่มัน เช่าหอ เช่าบ้านตัวใครตัวมัน ก็ต้องดิ้นไป\n\nศ.ไมเคิล เฮอรซ์เฟลด์ อาจารย์และนักมานุษยวิทยาจาก ม.ฮาร์วาร์ด ชาวตะวันตกรุ่นแรกๆ ที่ลงพื้นที่วิจัยป้อมมหากาฬเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ประเทศกรีซมีกฎหมายและกระบวนการรักษาชุมชนบ้านอายุ 400 ปี ตั้งแต่ยุคที่เวนิซและจักรวรรดิออตโตมันยังแผ่อิทธิพลอยู่แถวนั้น ปัจจุบันกลายเป็นเมืองที่ชื่อเรเธมนอส (Rathemnos) ในวันนี้เรเธมนอสกลายเป็นที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยม เจ้าของบ้านก็มีรายได้จากการท่องเที่ยว เมื่อมีวิกฤติเศรษฐกิจที่กรีซโดนหนักๆ ชาวบ้านเหล่านั้นก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก\n\nรื้อไล่ไม่ใช่ทางออกเดียว: คุยกับนักมานุษยวิทยา ม.ฮาร์วาร์ดเรื่องชุมชนป้อมมหากาฬ [4]\n\n\nนอกจากนั้นยังมีตัวอย่างหลายที่ที่มีการรักษาชุมชนเดิมเอาไว้ในสไตล์ต่างๆ คนในชุมชนเล่าว่าที่ญี่ปุ่นก็มี ในเมืองจัดธีมวิถีชีวิตย้อนยุค ตัวอย่างพวกนี้ทำให้คำถามย้อนกลับมาที่เมืองไทยว่า แนวคิดการอนุรักษ์เมืองเก่าที่มีวัฒนธรรมของคนธรรมดามันเร็วไปสำหรับสังคมหรือเปล่า\nถ้าพิจารณาคำถามดังกล่าวจากแนวคิดการอนุรักษ์โบราณสถาน (ตัวป้อมและกำแพง) สร้างสวนสาธารณะ พื้นที่สีเขียวที่เริ่มต้นเมื่อปี 2502 และการเวนคืนที่ที่เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2535 ความคงเส้นคงวาของภาครัฐที่พยายามไล่คนเพื่อสร้างสวนจนถึงปัจจุบัน สะท้อนชัดว่าฐานคิดของรัฐเรื่องการพัฒนาเมืองและอนุรักษ์โบราณสถานไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อ 59 ปีที่แล้วเลย \nเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการสร้างสวนคือ ที่ผ่านมามีการสร้างสวนบริเวณหน้าป้อม (ตอนนี้ถูกลาดยางเป็นลานจอดรถ) และหลังป้อม คนในชุมชนเล่าให้ฟังว่าสวนหน้าป้อมมีคดีปล้น จี้ ประมาณ 2-3 ครั้ง มีคนข้างนอกมาผูกคอตายหนึ่งคน มีผู้หญิงถูกชิงทรัพย์ ที่ตั้งของสวนที่มีกำแพงล้อมด้านหน้า (กำแพงแบบโบราณ สูงๆ หนาๆ ทางเข้าเล็กๆ ประมาณรถยนตร์หนึ่งคัน) และมีคลองโอ่งอ่างติดอยู่ข้างหลังกลายเป็นทำเลที่ดีสำหรับมิจฉาชีพ แนวคิดเรื่องการเก็บชุมชนไว้เพื่อเป็นกำลังในการดูแลสวนก็ถูกล้มไป สวนสาธารณะในอนาคตจึงตั้งอยู่บนประโยคคำถามเรื่องความปลอดภัยและความนิยม แต่อย่าลืมว่า สวนจะถูกสร้างจากการทำให้คนราว 300 คนไม่มีที่อยู่\n\nท่าทีของรัฐต่อพื้นที่ชุมชนป้อมมหากาฬคือสิ่งที่เรียกว่า Gentrification รัฐ หรืออีกนัยหนึ่งคือคนไม่กี่คนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ได้กำหนดหน้าที่และคุณค่าของพื้นที่แบบไม่ถามไถ่คนที่ต้องใช้และคนที่จะได้รับผลกระทบ แต่บนเส้นเวลาเดียวกัน คนใน (แน่นอน ไม่ใช่ทุกครัวเรือนที่อยู่มาตั้งแต่เริ่มมีชุมชน) และคนนอกชุมชนส่วนหนึ่งพยายามกำหนดหน้าที่และคุณค่าของพื้นที่ขึ้นมาเอง (Self-Gentrification) จนชุมชนค้าพลุ ค้ายากลายเป็นแลนด์มาร์ค เป็นโมเดลของชุมชนที่เข้าใจคุณค่าของผังเมือง ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และต่างคนต่างรู้จักกัน มีปฏิสัมพันธ์กัน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในยุคที่คนกรุงเทพฯ บางคนถามตัวเองว่าถ้าวันนี้กูเจอคนข้างบ้าน คนที่พักอยู่ห้องข้างๆ แล้วกูต้องทำตัวยังไง \nสิ่งที่เกิดขึ้นกับชุมชนป้อมมหากาฬ ยิ่งขีดเส้นใต้ความไร้เดียงสาของภาครัฐที่อยากได้สวนมาเป็นเวลา 59 ปี ภาวะขาดความเข้าใจพื้นที่ ชุมชน แนวคิดเรื่องคนอยู่ร่วมกับพื้นที่ประวัติศาสตร์ นี่คือตัวอย่างที่ควรค่าแก่การบรรจุไว้ในบทเรียนในฐานะการปกครองที่ดักดาน ตามโลกไม่ทัน สิ่งนี้เกิดขึ้นกับหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลเมืองหลวงของประเทศ\nการทำลายชุมชนเป็นกระบวนการที่ย้อนกลับไม่ได้ทั้งในด้านวัตถุ สิ่งปลูกสร้าง และชีวิตของชุมชน แต่เสียงที่เงียบงันของสังคมต่อการปิดตัวของชุมชน (ถ้านึกภาพไม่ออกต้องเปรียบเทียบกับเรื่องเสือดำ) ทำให้เห็นความย้อนแย้งของสังคมเรื่องรสนิยมย้อนยุค ชื่นชอบของเก่า\nสัปดาห์ที่แล้วมีการจัดสมโภช 236 ปีกรุงรัตโกสินทร์ที่ศาลหลักเมือง ไม่ใกล้ไม่ไกลจากชุมชนป้อมอายุกว่าร้อยปีที่ถูกไล่รื้อไปที่อื่น การปิดชุมชนไม่ใช่หมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย การเลือกตั้งยังไม่บังเกิด รัฐบาลทหารก็ยังไม่เคยถูกจับมาไต่สวนเรื่องการยึดอำนาจ แต่ชีวิตของชุมชนที่สูญพันธุ์จะทำให้คนเสียดายเมื่อตระหนักได้ถึงคุณค่า ในวันที่รสนิยมชื่นชอบของเก่า 'ใจกว้าง' เพียงพอที่จะหันมาดูประวัติศาสตร์ของคนธรรมดา ซึ่งถ้าเกิดอย่างแพร่หลายในเมืองไทย สิ่งเหล่านั้นคงอยู่แบบแห้งๆ ในพิพิธภัณฑ์กระมัง\n\nกลุ่มผู้ชื่นชอบการสเกทช์ภาพจากกลุ่ม Bangkok Sketchers  [5] เข้ามาเก็บความทรงจำสุดท้ายของชุมชนด้วยจิตรกรรม สมาชิกคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าเสียดายชุมชนมาก\nชุมชนในทางพื้นที่แตกสลายแล้ว และยังเหลืออีกหลายชุมชนรอบๆ และในกรุงเทพฯ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงและมีภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโดมิโนตัวต่อไป นั่นหมายถึงกระแสต่อต้านจากคนในพื้นที่ ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเรื่องราวคงจะจบลงที่มีคนไร้บ้านและปัญหาคนจนมากขึ้น แต่จะถูกเอาไปกองกันไว้ในเขตไกลๆ ของ กทม. ห่างจากศูนย์กลางอำนาจ \nในวันที่การแต่งกายย้อนยุค เดินงาน ถ่ายภาพสวยๆ ทำง่าย และเสียงดังกว่าความพยายามอนุรักษ์ชุมชนโบราณ\nในวันที่ภาครัฐไล่คนออกจากชุมชนเดิมด้วยการกดดัน ฟันป่ายาง ไปจนถึงการเผาบ้าน (กรณีกะเหรี่ยงที่แก่งกระจาน) ง่ายกว่าการไว้ใจผู้อยู่อาศัยที่พิสูจน์แล้วว่าคนก็อยู่กับป่า อยู่กับโบราณสถานได้ \nก็ได้แต่ถอนหายใจ และหวังว่าค่าเช่าบ้านจะไม่ขึ้น \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-c0d92a70735a4e638772672fb7feebd7", "input": "Title: เสวนา “คุกคามสื่อ คุกคามประชาชน” ชี้สื่อถูกทำให้กลัว คนไทยไม่รู้ตัวว่าไร้เสรีภาพ \n Body: “ประวิตร” หนุนการจัดอันดับให้สื่อไทย “ไม่เสรี” ตั้งคำถามสังคมไทยตระหนักถึงเสรีภาพสื่อมากแค่ไหน “บก.ประชาไท” เผยกรณีจับสมยศ คือจับกุมตัวกลาง จวกสื่อหลักนิ่งเฉย “วัฒน์ วรรลยางกูร” ชี้ความเป็นเผด็จการเข้าไปกินสมองทั้ง สื่อ-นักข่าว-นักเขียน\n \n\n \nสืบเนื่องจากกรณีการจับกุมสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และบรรณาธิการนิตยสาร voice of taksin เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ด้วยข้อหากระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 และล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พ.ค.53 ศาลอาญาพิจารณาคำร้องให้ฝากขังนายสมยศต่อที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยให้เหตุผลว่าคดีมีอัตราโทษสูงเกรงว่าจำเลยจะหลบหนีอีกทั้งยังเป็นคดี เกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันสูงสุดของชาติและจำเลยถูกจับกุมได้ขณะกำลังพยายามจะ เดินทางออกนอกประเทศ\n \nวันนี้ (10 พ.ค.53) ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว กลุ่มสื่อประชาชนในนาม Thailand Mirror [1] จัดเสวนา \"คุกคามสื่อ คุกคามประชาชน\" กรณีจับสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสาร voice of taksin โดยมีชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ประชาไทนายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่นวัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนและคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ข่าวสด และทอม ดันดี หรือนายพันทิวา ภูมิประเทศ นักร้องแนวเพลงเพื่อชีวิต ร่วมพูดคุย ดำเนินรายการโดย จิตรา คชเดช ผู้ประสานงานกลุ่มคนงานไทรอาร์ม\n \nชูวัส กล่าวว่า กรณีที่เว็บไซต์ประชาไทถูกคุกคามในรูปแบบต่างๆ ถือว่าโชคดีกว่าอีกหลายๆ กรณีที่ถูกข้อหาหมิ่นฯ ตามมาตรา112 ซึ่งมักจะมีมาตรฐานที่ไม่ได้รับประกันตัว แต่กรณีของคุณจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ถือว่าอยู่ในสถานะที่ดีกว่า เนื่องจากไม่ได้โดนมาตรา 112 แต่มีคดีเนื่องจากความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 15 ในสถานะตัวกลาง จากกรณีมีการโพสต์ข้อความลงในเว็บบอร์ดซึ่งประชาไทเป็นผู้ให้บริการ หรืออยู่ในฐานะตัวกลางที่เปิดให้มีการแสดงความคิดเห็น ทั้งที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นนั้นเลย\n \nอย่างไรก็ตาม กรณีการเอาผิดกับตัวกลางนั้นเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันจบไปเมื่อกว่า 40-50 ปีมาแล้วในวงการสื่อ ซึ่งการเป็นเพียงเวทีเผยแพร่ความคิดเห็นแม้ความคิดเห็นนั้นจะพิสูจน์ได้ว่า มีลักษณะหมิ่นประมาทหรือไม่ก็ตาม ความผิดควรจำกัดอยู่แค่ข้อเขียนนั้น ไม่ควรถูกโยงไปที่ตัวกลาง เล่นที่ตัวบรรณาธิการ ยึดแท่นพิมพ์หรือปิดสื่อเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา และคุณจีรนุชเองก็อาจจะเป็นคนแรกๆ ที่ถูกดำเนินคดี หลังการรัฐประหาร 2549 ในฐานะตัวกลาง\n \nบรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ประชาไทกล่าวด้วยว่า โดยปกติการนำเสนอข่าวของประชาไทถูกบังคับให้ต้องเซ็นเซอร์ตัวเองใน 3 เรื่องคือ เรื่องเกี่ยวกับจ้าว เรื่องเกี่ยวกับศาสนา เรื่องเกี่ยวกับชาติพันธุ์ เชื้อชาติที่จะไม่หมิ่นแคลนกัน แต่เมื่อพิจารณาข้อความที่ก่อให้เกิดการฟ้องร้องแล้วก็พบว่าบางข้อความเพียง แสดงความคิดเห็นต่าง เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่ได้หมิ่นแคลน แต่การตีความอย่างกว้างขวางของรัฐทำให้คุณจีรนุชโดนข้อหาไปด้วยในฐานะผู้รับ ผิดชอบ ซึ่งความคืบหน้าคดี ขณะนี้อยู่ในชั้นศาล และในเดือนตุลาคมนี้จะเข้าสู่การพิจารณาคดีอีกครั้งหนึ่ง     \n \nชูวัส กล่าวต่อมาถึงกรณีสมยศว่า ไม่ว่าจะอย่างไรคุณสมยศอยู่ในฐานะสื่อสารมวลชน และถือว่าอยู่ในฐานะตัวกลาง สำหรับบทความที่ถูกกล่าวหานั้นส่วนตัวคิดว่าคุณสมยศไม่ได้เขียนเอง แต่อยู่ในฐานะบรรณาธิการจึงโดนคดีนี้ ซึ่งเรื่องนี่เป็นเรื่องที่สื่อสารมวลชนกระแสหลักจะต้องตระหนักเป็นอย่างดี แต่สถานการณ์ที่ผ่านมากลับเงียบกริบ ซึ่งสาเหตุของความเงียบนี้อาจเนื่องมาจากสื่อต่างๆ อยู่ด้วยความกลัว และสำคัญกว่าความกลัวก็คือความชินชา สำคัญกว่าความชินชาคือการที่สื่อได้หมดวิญญาณจากความเป็นสื่อแล้ว โดยส่วนตัวมองว่า เริ่มมาจากปี 2548 จากแถลงการณ์เรื่องสื่อแท้-สื่อเทียมของสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ซึ่งสำหรับเขาถือว่าเป็นแถลงการณ์ที่เลวร้ายที่สุดขององค์กรวิชาชีพสื่อ\n \nแถลงการณ์ดังกล่าวได้แสดงท่าทีอย่างเป็นทางการในการแบ่งแยกสื่อในกลุ่ม วิชาชีพที่เป็นสื่อกระแสหลักว่าเป็นสื่อแท้ ขณะเดียวกันก็กีดกันคนอื่นๆ ออกไป จากสถานการณ์ในขณะนั้นที่โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม PTV โดยทุนของคุณเนวิน ชิดชอบ ซึ่งยังเข้ากับคุณทักษิณ ชินวัตร อยู่ในช่วงเริ่มก่อตั้ง ทำให้ PTV ไม่ถูกจัดว่าเป็นสื่อ จึงไม่แปลกที่คุณสมยศ ที่เป็นบรรณาธิการนิตยสาร voice of taksin จะไม่ถูกจัดเป็นสื่อ และสื่อสารมวลชนที่ยังมีบทบาทในการครอบงำความรู้ความคิดคนจึงไม่นำเสนอ เพราะพวกเขาไม่ได้มองว่าคุณสมยศเป็นสื่อ\n \n“ประเด็นสื่อแท้สื่อเทียมกับโลกที่มันเปลี่ยนไป อินเตอร์เน็ตที่เข้ามา มันกีดกันผู้คนออกไปหมดเลย ทำให้สื่ออยู่ในสถานะที่ไม่ฟังชั่นอีกแล้ว หรือในภาษาเดิมคือสื่อสารมวลชนบ้านเราตายไปแล้ว คือมันไม่มีประโยชน์ ไม่ได้มีหน้าที่อะไรที่จะสนองอะไรกับสังคมได้อีกแล้ว” ชูวัสให้ความเห็น\n \nบรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ประชาไทกล่าวด้วยว่า ต่อไปคือหน้าที่ของพวกเราพลเมืองเองที่จะต้องผลิตข่าวสารขึ้นมา และทำให้น่าเชื่อถือ จนกระทั่งมีพลังพอที่จะขยายต่อไปยังสื่ออย่างเคเบิลทีวีซึ่งมีกลุ่มคนดูเกิน ครึ่งของประเทศ\n \nชูวัส เสนอแนะถึงแนวทางการรณรงค์ด้วยว่า กรณีของคุณสมยศ คุณสุรชัย แซ่ด่าน คุณดา ตอปิโด และผู้ต้องหาคดีความทางความคิดคนอื่นๆ ควรถูกผลักดันให้เป็นประเด็นรณรงค์ปลดปล่อยนักโทษการเมืองที่ต่อสู้กับอำนาจ ต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในสังคม เพื่อขยายกลุ่มแนวร่วมในการเคลื่อนไหวให้กว้างขวางขึ้นในระดับนานาประเทศ ดังเช่นกรณีนักโทษการเมืองในพม่า และจีน อีกทั้ง การขับเคลื่อนในแนวทางวรรณกรรมและดนตรีของคนเสื้อแดงซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะ ตัวควรถูกบันทึกและเผยแพร่ต่อไปในวงกว้าง ให้เป็นเหมือนกับที่เคยเกิดเป็นกระแสของวรรณกรรมเดือนตุลาฯ ขึ้นมาอีกครั้ง\n \nนอกจากนั้นสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง ชูวัส กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า อย่าปล่อยให้นักการเมืองหักหลังคนเสื้อแดง เพราะไม่แน่ว่าหลังจากนี้หากพรรคเพื่อไทยได้รับเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล แล้วจะไม่หวนกลับมาให้กฎหมายที่คุกคามเสรีภาพมาไล่จับคนเสื้อแดงอีก\n \nส่วนประวิตร กล่าวถึงเสรีภาพสื่อมวลชนในประเทศไทยว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการรางงานข่าวถึงการจัดอันดับเสรีภาพสื่อในปี 2011 โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนชั้นนำของอเมริกา “ฟรีดอมเฮาส์” ให้ประเทศไทยที่จากเดิมมีเสรีภาพของสื่ออยู่ในกลุ่ม “กึ่งเสรี” เข้ากลุ่ม “ไม่เสรี” เทียบกับเกาหลีเหนือ พม่า จีน ทำให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างมากในวงการสื่อ โดยเขายกตัวอย่างถึงบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเมื่อวันที่ 7 พ.ค. [2]ที่ ผ่านมา ซึ่งแสดงความเห็นแย้งกับฟรีดอมเฮาส์ โดยระบุว่าสื่อเก่าหรือสื่อใหม่ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ และอ้างผลการสำรวจความเห็นคนไทยจากสวนดุสิตโพลล์ที่ระบุว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าไทยมีเสรีภาพมากขึ้น แต่ต้องมีเสรีภาพที่มาพร้อมความรับผิดชอบที่มากขึ้นด้วย \n \nประวิตร แสดงความเห็นว่า ถ้าเราเชื่อโพลล์มันจะกลายเป็นตลกร้ายอย่างหนึ่งที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง ในสังคมไทย แล้วคำว่าความรับผิดชอบของสื่อยักษ์ใหญ่คือจะรับผิดชอบใคร ทั้งนี้สื่อกระแสหลักที่เรียกตัวเองว่าสื่อแท้จะต้องมีความรับผิดชอบต่อคน ส่วนใหญ่หรือว่าคนส่วนน้อยในสังคมไทย\n \n“สังคมไทยยังไม่ได้เรียนรู้ว่า แม้คนอื่นจะแสดงความเห็นแตกต่าง แต่เราก็ต้องยอมรับได้ ซึ่งเป็นปัญหามาก เลยทำให้สื่อไทยมักจะร้องหาความรับผิดชอบ” ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่นกล่าว\n \nประวิตร ตั้งคำถามด้วยว่า สังคมไทยโดยรวมตระหนักดีแค่ไหนว่าสื่อไทยมีเสรีภาพเพียงใด เอาเข้าจริงแล้วไทยอาจจะแย่กว่าสิงคโปร์หรือจีนด้วยซ้ำ เพราะประชาชนในประเทศเหล่านั้นยังรู้ว่าสื่อในประเทศตัวเองขาดเสรีภาพ และตอนนี้ไทยอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับประเทศเหล่านั้นจากการจัดโดยฟรีดอมเฮาส์ ขณะที่คนบางกลุ่มยังหลงคิดว่าไทยมีเสรีภาพทางสื่ออยู่ อย่างไรก็ตามส่วนตัวเขาคิดว่าไทยมีกรอบของเสรีภาพอยู่ ทำให้สื่อจำนวนมากยึดติด และทุกวันนี้สื่อกระแสหลักจำนวนมากไม่กล้านำเสนอข่าว\n \nประวิตร ยกตัวอย่างถึงผู้ที่ถูกขังอันเนื่องจากมาตรา 112 ว่า ถึงตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ และทางการไทยไม่เคยเปิดเผยข้อมูลเลย ซึ่งนอกเหนือจากบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่างคุณสุรชัย แซ่ด่าน คุณสมยศแล้ว คนอื่นๆ อย่าง ดา ตอร์ปิโด ก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงจะต้องทำลายความเชื่อผิดๆ ที่ว่าเมืองไทยมีเสรีภาพ และถ้าหากเมืองไทยมีเสรีภาพ เวทีการเสวนานี้คงไม่จำเป็น\n \nประวิตร กล่าวด้วยว่า จากการได้พูดคุยกับคุณสมชาย หอมละออ กรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ในฐานะสิทธิมนุษยชน ที่ได้ออกแถลงการณ์ถึงสถานการณ์ขณะนี้ที่กฎหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถูกใช้จับคน จำนวนมาก ซึ่งจะเป็นการนำสถาบันเข้าสู่การเมือง และได้ส่งแถลงการณ์นี้ไปยังสื่อต่างๆ แต่ไม่มีสื่อไหนที่ตอบรับเลยนอกจากทางประชาไทที่ยอมลงแถลงการณ์ให้ ซึ่งคุณสมชายได้ตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับสื่อมวลชนไทย แต่สำหรับเขานี่ไม่ใช่เรื่องที่เกินจะคาดเดาได้ โดยเขามองว่าสื่อไม่กล้าตั้งคำถาม อีกทั้งยังอยู่ในสังคมที่ปฏิเสธความจริง\n \nนอกจากนั้นในกรณีที่สื่อทางเลือกถูกปิดกันก็อาจไม่แปลกที่สื่อกระแส หลักจะไม่ออกมาเคลื่อนไหว เพราะเขาจะไม่ถูกแย่งสัดส่วนของคนอ่านไป อย่างไรก็ตามสื่อบางคนก็มีอาจมีความเชื่อว่าการใช้กฎหมายในการควบคุมสื่อ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง อีกทั้งบางครั้งสื่อกระแสหลักก็ได้ประโยชน์บางอย่างจากการเป็นเด็กดีอยู่ภาย ใต้รัฐ เขาจึงไม่อยากเปลี่ยนการนำเสนอข่าวไปจากเดิม หรือถ้าเปลี่ยนแล้วมีคนอ่านน้อยลง รายได้ก็จะน้อยไปด้วย\n \nขณะที่ วัฒน์ กล่าวว่า กรณีคุณสมยศนั้น คุณสมยศเคยบอกไว้ว่าเขาไม่ใช่คนสุดท้าย ยิ่งสังคมยังคงเป็นเผด็จการอยู่ ก็จะต้องมีคนต่อไป ซึ่งคราวหน้าอาจจะเป็นคุณชูวัส คุณประวิตร หรือตนเองก็ได้ มันมีสิทธิ์เกิดขึ้นได้กับทุกคนที่พูดความจริงหรือแค่พูดธรรมดา และการช่วยเหลือของนักสิทธิมนุษยชนทั้งหลายนั้น วันก่อนได้พบปะกับ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล อาจารย์ก็ตั้งข้อสังเกตว่า ทำไม Human Right Watch เพิ่งออกมาเคลื่อนไหวเรื่องกรณี 6 ศพวัดปทุมวนาราม หรือ 91 ศพ จากเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปครบปี เหตุผลก็คือว่าองค์กรสิทธิมนุษยชนสากลรอฟังข้อมูลจากองค์กรสิทธิมนุษยชนของ ไทย และที่ช้าเพราะคนที่ตายนั้นเป็นพวกคุณทักษิณ องค์กรสิทธิมนุษยชนก็เลยเกิดการลังเลที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยว\n \nกรณีต่อมาคือหมวดเจี๊ยบ (ร.ท.หญิง สุนิสา เลิศภควัต) ไปสัมภาษณ์คุณทักษิณ ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อนำมาตีพิมพ์เป็นพ็อคเกตบุ๊ก  แล้วถูกหน่วยงานเจ้าสังกัดสอบสวนนั้น เขาได้นำไปตั้งคำถามเมื่อครั้งไปเป็นวิทยากรอบรมนักข่าวรุ่นใหม่ของสมาคมนัก ข่าวฯ แล้วพบว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าเหมาะสมแล้วที่หมวดเจี๊ยบถูกบีบ ซึ่งก็มีการถกเถียงกัน และเขาได้ให้ความเห็นว่าหมวดเจี๊ยบก็เป็นนักข่าวเหมือนกัน มีสิทธิที่จะนำเสนอข้อมูลของเธอ\n \nวัฒน์ แสดงความเห็นว่า เหล่านี้คือความเป็นจริงของสังคมไทย ซึ่งทำให้เชื่อได้ว่าความเป็นเผด็จการไม่ได้มาจากอำนาจรัฐอย่างเดียว แต่มันเข้าไปกินสมองสื่อ นักข่าว และแม้กระทั่งเพื่อนนักเขียนด้วยกันเอง รวมทั้งเข้าไปกินสมองของคณะกรรมการรางวัลรางวัลพานแว่นฟ้าซึ่งมีจุดหมาย เพื่อส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย แต่ปรากฏว่ากรรมการบางคนกลับเห็นด้วยกับการรัฐประหาร\n \nวัฒน์ กล่าวด้วยว่า สำหรับเขาสื่อยังหมายรวมไปถึงเพลง บทกวี ละคร นักเขียน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ในอดีตมีความกล้าเขียนวิพากษ์วิจารณ์สังคมมากกว่าสมัย นี้ นี่แสดงให้เห็นว่าเวลาที่ผ่านไปสังคมไทยในเรื่องของความกล้าและเสรีภาพมันหด ลงจนมืดมน ทั้งนี้ ปัจจุบันการจับสื่อแบบยกพวกไม่มี มีแต่เป็นรายๆ เพราะยุคหลังมานี้พวกที่มีอำนาจในสังคมไทยสามารถควบคุมสื่อไว้ได้ ด้วยสร้างความความกลัวทำให้สื่อต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง ส่วนนักเขียนก็ควบคุมด้วยระบบรางวัล ที่ถูกพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิทางวรรณกรรมที่มีความคิดความเชื่อแบบอนุรักษ์ นิยม\n \nด้าน ทอม ดันดี ขึ้นเวทีปลุกเร้าคนเสื้อแดงให้เดินหน้าสู้ต่อไป พร้อมระบุว่าการต่อสู้ยังไม่จบ คนเสื้อแดงจะต้องสู้ต่อ และการตายอาจต้องเกิดขึ้นอีก แต่คนเสื้อแดงจะสู้จนกว่าจะชนะ และยังแนะแนวทางต่อสู้ด้วยการดึงสหภาพแรงงานเข้าร่วม โดยยกตัวอย่างการต่อสู้ของฝรั่งเศสที่มีกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจอย่าง การไฟฟ้า การประปา ที่นัดหยุดงานเพื่อร่วมต่อสู้จนได้รับชัยชนะ อีกทั้งยังได้จัดแถลงข่าวคอนเสิร์ต \"ทอม ดันดี ขยี้บัลลังก์เหี้ย\" ที่จะมีขึ้นในวันที่ 4 มิ.ย.54 ณ ตลาดคลองถม บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ด้วย\n \nคลิปวีดิโอโดย: MrPrainn [3] \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-29e7e0fd050a4e999f1587f8cbc26cc0", "input": "Title: โต้กลับ! ผู้ประกอบการหยุดรับซื้อลำไยอ้างเต็มสต๊อกแล้ว \n Body: หลังชาวสวนลำไยสารภีประท้วงขอขึ้นราคาและทหารรับปากดูแลไม่ให้มีการกดราคา ล่าสุด 'ล้ง' หรือผู้ประกอบการ หลายแห่งในเชียงใหม่และลำพูนหยุดรับซื้อลำไยแล้ว ระบุอบแห้งไม่ทัน-ไม่คุ้มทุน ของเก่ายังค้าง ชาวสวนเตรียมลง กทม. ร้อง คสช. แก้ปัญหา\n \n\n \n\n \nผู้รับซื้อรายย่อยและล้งหลายแห่งในพื้นที่ อ.สารภี จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน หยุดรับซื้อลำไยแล้ว เกษตรกรบางส่วนจึงหยุดการเก็บเกี่ยว ปล่อยให้ลำไยเน่าคาต้น \n \n19 ส.ค. 2557 สืบเนื่องจากกรณีการประท้วงของเกษตรกรผู้ปลูกลำไยใน อ.สารภี จ.เชียงใหม่ และสามารถได้ข้อตกลงกันได้แล้วตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค ที่ผ่านมา (อ่าน: ชาวสวนลำไยสารภี จ.เชียงใหม่ ปิดถนนประท้วงราคาตก [1] และ ชาวสวนลำไยสารภียุติการประท้วงหลังตกลงราคาได้ [2]) วันนี้ (19 ส.ค.) ปรากฎว่าล้งและจุดรับซื้อรายย่อยหลายแห่งใน อ.สารภี จ.เชียงใหม่ และ อ.เมือง จ.ลำพูน หยุดรับซื้อลำไยแล้ว โดยระบุว่าจะหยุดรับซื้อลำไย 2 วัน ส่วนรายที่ยังเปิดก็ลดปริมาณรับซื้อลง โดยติดป้ายรับซื้อในราคา เกรดเอเอ 13 บาท เกรดเอ 3 บาท และเกรดซี 1 บาทตามลำดับ\n \nทั้งนี้ผู้ประกอบการให้เหตุผลในการหยุดรับซื้อว่าลำไยของเก่าที่ยังค้างสต๊อกไม่สามารถอบแห้งได้ทัน รวมทั้งการรับซื้อในราคาที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้คือ เกรดเอเอ 17 บาท กรดเอ 7 บาท และเกรดซี 4 บาท (ส่วนจุดร่อนรับซื้อที่ 16 บาท 6 บาท 3 บาท) นั้นผู้ประกอบการก็จะขาดทุน \n \nทั้งนี้เกษตรกรสวนลำไยส่วนใหญ่ใน อ.สารภี ได้ปล่อยให้เน่าคาต้นบ้างแล้ว เพราะหากยังเก็บไปขายก็จะขาดทุนยิ่งกว่าเดิมเนื่องจากขายได้ราคาต่ำไม่พอจ่ายค่าแรงให้กับคนงานเก็บลำไย ขณะที่พ่อค้าคนกลางที่รับเหมาซื้อลำไยจากสวนและแรงงานรับจ้างเก็บลำไยก็ได้เริ่มออกนอกพื้นที่ อ.สารภี ไปรับซื้อและรับจ้างในพื้นที่ที่ยังมีการเก็บลำไยอื่นๆ เช่น อ.พร้าว อ.จอมทอง และ อ.ดอยหล่อ บ้างแล้ว\n \nด้านแกนนำเกษตรกรชาวสวนลำไยที่ได้ออกมาเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้รายหนึ่งได้ระบุว่าในวันนี้ทางผู้เกี่ยวข้องทั้งตัวแทนเกษตรกร หน่วยงานราชการ และทหาร ได้เดินสายสังเกตการณ์สถานการลำไยในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน เพื่อรวบรวมข้อมูลก่อนที่จะลงไปยังกรุงเทพเพื่อขอความช่วยเหลือจาก คสช. แก้ปัญหาให้กับเกษตรกร \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-a3651f59b6374f789a2cdff033ae5b01", "input": "Title: สนทนากับ ‘Youk Chhang’ ว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการปรองดองในกัมพูชา \n Body: ปลายเดือนสิงหาคม 56 Youk Chhang ผู้อำนวยการบริหาร Documentation Center of Cambodia (DC-Cam) เดินทางจากพนมเปญ มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กระบวนการปรองดองของกัมพูชาซึ่งเกิดขึ้นหลังสิ้นสุดยุคเขมรแดง โดยมาร่วมเสวนากับกลุ่มนักวิจัยเล็กๆ และผู้ที่สนใจในโครงการจัดทำพิพิธภัณฑ์สันติภาพ ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ\nYouk Chhang เป็นผู้หนึ่งที่รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เขาถูกเขมรแดงจับตัวไปตั้งแต่อายุ 14 ปี และถูกซ้อมทรมาน ครอบครัวของเขาถูกสังหารจนเกือบหมด เหลือเพียงแต่แม่ที่เข้มแข็งและทนทุกข์จากการสูญเสียครอบครัวและการทารุณกรรมของเขมรแดง ระหว่างการปกครองของเขมรแดงในปี พ.ศ.2518–2522 มีชาวกัมพูชาถูกสังหารไปกว่า 2 ล้านคน\nYouk Chhang ได้รับการสนับสนุนการทำวิจัยในโครงการ Cambodian Genocide Program (CGP) จากมหาวิทยาลัยเยล และก่อตั้ง Documentation Center of Cambodia หรือ DC-Cam ขึ้นที่พนมเปญในปี พ.ศ.2538 และเริ่มรวบรวมข้อมูลและสัมภาษณ์ผู้ที่รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในยุคเขมรแดงมากกว่า 4,000 คน เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์กัมพูชาในช่วงการปกครองของเขมรแดงให้กับคนรุ่นหลัง และเพื่อการค้นหาความจริงและการปรองดองในสังคมกัมพูชา\nในปี พ.ศ.2549 สหประชาชาติและรัฐบาลกัมพูชาส่งตัวผู้นำเขมรแดงเข้าสู่กระบวนการไต่สวนคดีในหลายข้อหา เช่น การก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การฆาตกรรมและทรมาน โดยเป็นผลเนื่องจากการวิจัยและรวบรวมข้อมูลของ DC-Cam ต่อมาในปี พ.ศ.2554 ผู้นำเขมรแดงถูกนำเข้าสู่การพิจารณาคดีในศาลพิเศษกัมพูชาด้วยข้อหาอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์\nYouk Chhang เคยได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารไทม์ให้เป็น 1 ใน 60 วีรบุรุษของอาเซียนใน พ.ศ.2549 และได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารไทม์ให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลของโลกในปี พ.ศ.2550 จากการต่อต้านการละเว้นโทษให้กับผู้นำเขมรแดง\n......\n\n\nช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าคุณมีแรงบันดาลใจอย่างไรที่มาเริ่มทำงานที่ศูนย์ DC CAM มีจุดเริ่มต้นอย่างไร\nผมคิดว่าเป็นเพราะผมทุกข์ทรมานมาก แต่เมื่อมองดูรอบๆ แล้วพบว่าประชาชนก็ทุกข์ทรมานเช่นเดียวกัน คนแรกที่ผมเห็น คือแม่ของผมเอง และผมก็ไม่เข้าใจจนกระทั่งได้มาเป็นพ่อคน\nแม่ของผมสูญเสียลูกๆ ไปบางส่วน รวมถึงสามีของเธอ พ่อ แม่ พี่น้องของเธอทั้งหมด แต่เธอไม่เคยร้องไห้เลย แม่ของผมเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่ง เธอดูแลพวกเราและปกป้องพวกเรา แต่ก็มีจุดที่เธอไม่สามารถปกป้องพวกเราได้\nตอนที่พวกเขมรแดงซ้อมผม ตอนที่พวกเขาฆ่าพี่สาวของผม ผมคิดว่าในฐานะแม่ ความเจ็บปวดที่เห็นคนทำร้ายลูกของตัวเองเป็นความเจ็บปวดที่เกินกว่าคนเป็นแม่จะรับได้ ตอนนั้นผมรู้สึกอยากแก้แค้นมาก ผมรู้สึกโกรธแค้นพวกเขมรแดงมากๆ ผมเริ่มทำงานนี้ เพราะต้องการแก้แค้น ผมอยากทำร้ายพวกเขมรแดง และเอาพวกนั้นเข้าคุกให้หมด แต่แล้วผมกลับพบว่าพวกเขามีอยู่เป็นพันๆ คนทั่วประเทศ\nผมกลับไปยังหมู่บ้านที่เคยถูกเอาตัวไปขังในคุก ผมเจอกับหัวหน้าหมู่บ้านที่ทำให้ผมทุกข์ทรมาน ผมเจอกับคนดูแลคุกที่ซ้อมทรมานผม ผมพูดกับพวกเขา แต่เขากลับจำผมไม่ได้เลย เพราะผมคิดว่าผู้กระทำผิดทุกคนจะจำหน้าเหยื่อของเขาได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันกลับกัน\nเรื่องราวที่พวกเขาบอกกับผมเป็นเรื่องของมนุษย์เหมือนกัน พวกเขาก็สูญเสียลูกไปเช่นเดียวกัน พวกเขาก็ทนทุกข์ทรมานเหมือนกัน และอีกด้านหนึ่งเขาทำให้เห็นว่าที่ต้องทำลายครอบครัวของแม่ผมก็เพื่อที่จะให้ครอบครัวของตัวเองรอด เขาทำให้ผมอดหยากเพื่อพวกเขาจะได้มีอาหารกิน เขาสังหารพวกเราเพราะเขาต้องการจะมีชีวิตรอด ฉะนั้น มันก็ทำให้ผมได้คิดว่าสิ่งเหล่านี้มันทำอะไรกับพวกเราทุกๆ คนกันแน่\nผมจึงค่อยๆ เปลี่ยนไป และเริ่มศึกษากระบวนการปรองดอง และเริ่มมองไปถึงอนาคต จากนั้นความต้องการแก้แค้นก็ค่อยๆ จางไป และสำหรับบาดแผลในใจแม่ของผม ตลอดชั่วชีวิตนี้คงไม่มีทางรักษาให้หายได้ ฉะนั้นผมทำสิ่งเหล่านี้เพื่อเป็นการเยียวยาตัวเอง\nผมได้พบกับเหยื่อหลายๆ คน พบผู้รอดชีวิตและแม่ของเหยื่อ การวิจัยนี้จึงช่วยเยียวยาผม ผมถือว่าตัวเองโชคดีที่สามารถขึ้นเครื่องบินมากรุงเทพฯ สามารถเข้าเรียนในที่ดีๆ แม่ของผมมีที่อยู่อาศัยที่ดี แต่ผู้รอดชีวิตหลายคนยังตกอยู่ในความยากจน มีความท้าทายในชีวิตหลายด้าน บางส่วนสูญเสียที่ดิน บ้างไม่มีอะไรจะกิน\nฉะนั้น การวิจัยเก็บข้อมูลเรื่องเหยื่อจากเขมรแดง ช่วยผมเยียวยาจิตใจได้ ผมอยากให้ชาวกัมพูชาทุกคนเยียวยาตนเองในแบบที่เป็นของตัวเอง และมีชีวิตที่ดีขึ้นหลังจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ นี่เป็นแรงบันดาลใจสำหรับผม พูดแบบตรงไปตรงมา ตอนแรกที่ผมเข้ามาทำงานนี้ไม่ใช่เพราะต้องการสร้างความปรองดอง แต่เพราะอยากแก้แค้น ผมรู้สึกโกรธแค้นเขมรแดงมากๆ\nตอนที่เขมรแดงจับผมเข้าคุก ผมมีอายุแค่ 14 ปี เพียงเพราะผมเก็บเห็ดไปเป็นอาหารให้พี่สาวที่กำลังตั้งท้อง พวกเขาฆ่าพี่สาวของผม ป้า ลุง ปู่ ย่าของผมทุกๆ คน แต่ผมก็ต้องยอมรับความจริงว่าเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว ผมต้องก้าวต่อไป ผมไม่อยากอยู่ในฐานะเหยื่อไปตลอดทั้งชีวิต ถ้าคุณเห็นผมในกรุงเทพฯ คุณคงไม่คิดว่าผมเป็นผู้รอดชีวิตจากเขมรแดง เพราะผมก็เหมือนกับคนอื่นๆ ที่อยากจะก้าวต่อไป อยากประสบความสำเร็จในชีวิต ไปศึกษาต่อ และช่วยเหลือคนอื่นถ้าทำได้ นั่นคือแรงบันดาลใจของผมในการช่วยเหลือคนอื่น ซึ่งผมก็กำลังช่วยเหลือตนเองเช่นกัน\nตอนนี้คุณไม่โกรธเขมรแดงแล้วหรือ\nผมไม่เคยยกโทษให้พวกเขา เพราะพวกเขาไม่เคยขอโทษผม ฉะนั้นมันจึงยังว่างเปล่า ผมได้เจอกับคนที่ทรมานผมและพี่สาว แต่พวกเขาจำผมไม่ได้ ฉะนั้นเขาจึงไม่ได้ขอโทษ เพราะเขาไม่เคยขอโทษ ผมจึงไม่เคยยกโทษให้ มันเหมือนกับความทรงจำส่วนนั้นของสมองถูกปิดกั้นไป\nบางทีด้วยความที่เราเป็นคนเอเชียและเป็นชาวพุทธ เราเชื่อในเรื่องของกรรม เรื่องเวรกรรม ทำให้เราทำใจอย่างนั้นได้ แต่ถ้าในแบบตะวันตก แบบศาสนาคริสต์ที่มีการขอโทษและให้อภัยนั้น มันไม่เคยเกิดขึ้น เมื่อพวกเขาจำผมไม่ได้ แล้วทำไมเขาควรจะต้องขอโทษในสิ่งที่เขาทำลงไปล่ะ แล้วทำไมผมต้องยกโทษให้เขาด้วย\nบางทีมันอาจจะเป็นกระบวนการการเยียวยาก็ได้ เพราะตอนนี้เขมรแดงไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผมแล้ว ผมไม่ได้โกรธอีกต่อไปแล้ว แต่ว่าผมก็จะไม่ยกโทษให้ ไม่มีโอกาสจะให้อภัยเพราะคนทำผิดต่อผมจำผมไม่ได้\nแล้วจะทำอย่างไรให้สังคมเกิดการปรองดองและก้าวไปข้างหน้าได้\nมันขึ้นอยู่กับคนรุ่นหลัง สำหรับพวกเราในฐานะที่เป็นเหยื่อโดยตรง มันเหมือนแก้วที่แตกสลาย ถึงคุณพยายามประติดประต่อต่อชิ้นส่วนที่แตกสลายเข้าด้วยกัน แต่มันจะไม่มีทางเหมือนเดิม คุณต้องพึ่งคนรุ่นหลังและการศึกษาที่เหมาะสม นั่นเป็นตัวยาช่วยเยียวยาที่ดีที่สุด ดังนั้น เมื่อเด็กๆ เริ่มเรียนรู้ คุณต้องยอมรับว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นส่วนหนึ่งของเรา เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ คุณปฏิเสธมันไม่ได้ ฉะนั้นการให้เด็กเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ ให้พวกเขาพูดคุยเรื่องนี้กับพ่อแม่ในลักษณะที่เป็นส่วนหนึ่งของการบ้านที่โรงเรียนมอบหมายให้ คุณสร้างสังคมที่เอื้อให้คนสามารถจัดการกับประวัติศาสตร์ของตัวเองได้เพื่อเขาจะได้ตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อไป\nเพราะการปรองดองเป็นเรื่องส่วนตัว คุณไม่สามารถบอกแม่ของผมว่าให้อภัยเถอะ หรือบอกคนทำผิดให้ขอโทษ มันเป็นเรื่องส่วนตัว คุณไม่สามารถบอกให้แม่ยกโทษให้กับคนที่ฆ่าลูกสาวของเธอได้หรอก  แม้แต่ทุกวันนี้ ถ้ามีคนมาฆ่าลูกของคุณ ใครจะมาบอกให้ยกโทษให้คนทำผิดได้อย่างไร มันเป็นเรื่องส่วนตัวและเป็นชีวิตของมนุษย์\nดังนั้น สำหรับกัมพูชาเราหวังว่า เราจะให้การศึกษาที่เหมาะสมแก่คนรุ่นหลัง เพื่อไม่ให้เขารู้สึกอับอายกับประวัติศาสตร์ของตัวเอง แต่ให้เขายอมรับ เรียนรู้ และแบ่งปัน เมื่อนั้นมันอาจจะช่วยให้เราเติบโต\nเหมือนกับตัวผมเอง ผมใช้เขมรแดงเพื่อปรับปรุงตัวเอง ผมไม่ร้องไห้เสียใจ ไม่ได้อยู่อย่างเป็นเหยื่อ แต่ใช้เพื่อปรับปรุงตัวเอง นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการให้กัมพูชาทำ คือไม่ต้องอับอายประวัติศาสตร์ของตัวเอง แต่ต้องออกจากการเป็นเหยื่อมาเป็นนักการศึกษา เป็นหมอ เป็นทนาย เพื่อให้เขมรแดงไม่ติดอยู่กับเราตลอดไป ต้องปลดปล่อยตัวเองผ่านการศึกษา\nผมคิดว่ากัมพูชากำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางนั้น มันเป็นเรื่องเปราะบางและอ่อนไหว แต่เราจะต้องเผชิญหน้ากับมันอย่างเปิดเผย และตอนนี้เราก็เผชิญกับมันในศาลยุติธรรม โลกบังคับให้กัมพูชาต้องเผชิญเรื่องนี้ มันเป็นแรงกดดันจากสากลที่ทำให้กัมพูชาต้องมองไปที่ประวัติศาสตร์ของตนเองฉะนั้น มันเป็นการสร้างวัฒนธรรมการถกเถียงและการเป็นเจ้าของประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า สร้างการศึกษาที่ดีกว่า แต่การเผชิญหน้ากับมันเป็นเรื่องที่ยากสุดขีด เพราะผู้คนรู้สึกแตกแยก ทั้งแม่ผม ตัวผมเอง และหลานๆ ล้วนเห็นต่างกันถึงวิธีการดำเนินความยุติธรรม นั่นเพราะเราเป็นห่วงมากว่าอนาคตจะออกมาเป็นอย่างไร\nนั่นคือประสบการณ์ของกัมพูชา มันยากมากๆ แต่ตอนนี้เราถูกบังคับให้เผชิญและผมคิดว่านั่นเป็นทางออกเดียว เพราะเราหลบซ่อนมันมาตลอด และมันก็ไม่ได้ผล ฉะนั้นเราต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่าสิทธิมนุษยชน แม้ว่าจะมีคนเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่ถูกฆ่าหรือถูกข่มเหง มันก็จะกลับมาหาคุณเพราะความทรงจำเป็นสิ่งที่ทรงพลัง แม้ว่าคุณฆ่าพวกเขาเมื่อนานมาแล้ว และได้ฝังศพพวกเขาไปแล้ว แต่มันก็จะมีบางสิ่งปรากฏออกมา ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย งานเขียน ตำรา หรือเรื่องราวต่างๆ มันจะย้อนกลับมาหาคุณ\nผมคิดว่ารัฐบาลจะต้องจัดการกับสิ่งเหล่านี้ก่อนที่มันจะกลายเป็นความขัดแย้งเต็มรูปแบบ ความทรงจำอย่างประสบการณ์จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นแรงผลักดันที่ทรงพลังที่สุดของมนุษยชาติ  มันจะเผยตัวออกมาเมื่อเวลามาถึง และมันจะกลับมาหาคุณ ฉะนั้นนี่เป็นวิธีเดียวที่รัฐบาลจะพูดถึงปัญหานี้ ไม่ว่ามีคนเป็นพันหรือคนเป็นร้อยที่ถูกฆ่าหรือถูกทารุณ รัฐบาลก็ต้องพูดถึงปัญหานี้ ประชาชนไม่เคยคิดเลยว่าการดำเนินคดีกับเขมรแดงจะเกิดขึ้นในช่วงตลอด 34 ปี แต่มันก็เกิดขึ้น\nความขัดแย้งในประเทศไทยแน่นอนว่าความสูญเสียเกิดน้อยกว่ากัมพูชา แต่เราสามารถเรียนรู้อะไรจากกัมพูชาได้บ้าง\nมันคงไม่ถูกนักที่จะเปรียบเทียบความทุกข์ เพราะแม่ทุกคนต่างก็ทุกข์ทรมานเหมือนกันหากต้องเสียลูกของตัวเองไป ฉะนั้น มันคงไม่ถูกต้องนักที่จะเอามาเทียบกันว่ากรณีของไทยเล็กกว่ากรณีของกัมพูชา เพราะเมื่อพวกเขาสูญเสียคนที่รักไปก็ต้องเจ็บปวดเหมือนๆ กัน\nในกรณีของสังคมไทย การมีประเด็นนี้กำลังทำให้สังคมไทยเข้มแข็งขึ้น เพราะคุณไม่สามารถแสร้งทำเป็นว่าทุกอย่างสวยงาม คุณไม่สามารถเสแสร้งอย่างนั้นได้ คุณไม่สามารถแสร้งว่าชีวิตที่นี่ช่างดีเหลือเกิน ถึงวันหนึ่งมันก็จะระเบิดออกมา หากว่ารัฐบาลไม่ลงทุนในเรื่องการศึกษาและการวิจัย เมื่อนั้นมันจะย้อนกลับมาหาคุณในภายหลัง\nตอนนี้เรารวมตัวกันเป็นอาเซียน มีความเชื่อมโยงกันอย่างมากระหว่างไทยและกัมพูชาในมิติของสิทธิมนุษยชน มิติของอาเซียน เยาวชนอาเซียนส่วนใหญ่เรียนสาขาการเงิน การธนาคาร การบัญชี เราลำบากเมื่อเผชิญกับคู่แข่งจากยุโรป เราเผชิญกับจีน ญี่ปุ่น เราต้องจัดเตรียม ไม่ใช่แค่ไทยหรือกัมพูชา เยาวชนอาเซียนต้องเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน ถ้าเราอยากจะมีการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคที่ดีกว่านี้\nในกรณีของไทยและกัมพูชา สามารถส่งผลต่อความเข้าใจในอาเซียนของพวกเรา มองดูรอบๆ ไปที่ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย เยาวชนอาเซียนส่วนมากไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในมาเลเซีย หรือคนในมาเลเซีย ก็ไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับชาวอิสลามในกัมพูชา\nในมิติของการทำความเข้าใจต่อภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยหรือกัมพูชาไม่สามารถจะโดดเดี่ยวตัวเองได้อีกแล้ว แต่จะอยู่รอดด้วยเศรษฐกิจของภูมิภาค จะต้องทำสิ่งนี้\nไทยและกัมพูชาสามารถส่งผลกระทบ แม้ว่าประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชาจะไม่ใช่ภาพแทนของพวกเราทั้งหมด แต่มีสิ่งที่เราต้องทำอีกมาก ไม่ใช่แค่เพื่อให้ไทยเป็นสังคมที่มีความเข้มแข็งมากกว่านี้เท่านั้น ผมแน่ใจว่านักท่องเที่ยวรักที่จะมาเที่ยวเมืองไทย แต่พวกเขาไม่รู้จักที่นี่ (อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา) พวกเขารู้จักสุขุมวิท สีลม  สยามพารากอน แต่ผมแน่ใจว่าอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาที่เราอยู่นี้ มันน่าสนใจที่จะมาชม จะทำให้เขาความรู้จักความหมายที่อยู่ระหว่างความชั่วร้ายและความดีงามของกรุงเทพฯ ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวเข้าใจสังคมไทยมากขึ้น\nผมคิดว่าคนไทยก็สามารถที่จะเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับประเด็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพราะประเด็นนี้มีอยู่ในทั้งไทยและกัมพูชา การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นั้นเป็นการกระทำต่อมนุษยชาติ ไม่ได้ขึ้นกับว่าคุณเป็นคนเขมร คนไทยหรือคนลาว และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นกรณีที่มีการสังหารคนเป็นล้าน การฆ่าคนกลุ่มเล็กๆ ก็อาจอยู่ในความหมายของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์  และมันก็สามารถจะนำไปสู่รูปแบบที่ขยายไปเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้\nประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่ากัมพูชาในแง่ที่จะป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพราะคุณไม่รู้หรอกว่าการดูแคลนความรุนแรงขนาดเล็กจะนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน แต่คุณต้องไม่ดูเบาสัญชาติญาณของมนุษย์ คนที่แข็งขืนหรือขบถ เมื่อถูกกดขี่ เขาจะระเบิดมันออกมา\nในแง่ของความขัดแย้งทางการเมือง ผมคิดว่า ประสบการณ์ของภูมิภาคนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย คุณสามารถจะเรียนรู้จากกัมพูชา พม่า ลาว ผมคิดว่า ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม ขณะนี้การเมืองของอาเซียนได้บังคับให้เราต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น\nฉะนั้นผมดีใจที่มีกลุ่มแบบนี้เกิดขึ้น ผมคิดว่ารัฐบาลควรจะชื่นชมสิ่งนี้ เพราะมันทำให้ประเทศไทยดีขึ้น เวลาที่คุณไปสนามบินสุวรรณภูมิ แล้วมีอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาให้แวะชม ได้เรียนรู้ รับเอามุมมอง และสนทนาแลกเปลี่ยนกัน นั่นเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม  ผมว่ามันน่าจะดีมาก ผมมาที่นี้หลายครั้ง (อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา) แต่เหมือนจะไม่มีใครรู้จักเลย เพราะไม่มีใครพูดถึงมันในระดับประเทศ และนั่นคือสิ่งที่อันตราย ถ้ารัฐบาลไทยล้มเหลวที่จะพูดถึงเรื่องนี้ ก็เป็นการสร้างภัยที่อันตราย อย่างในกัมพูชา คุณคิดว่าไม่เป็นไร แค่มีการฆ่าคนเวียดนามเพียงไม่กี่คน แต่มันลุกลามใหญ่ขึ้นๆ จนสายเกินไปที่จะหยุดมันได้\nพวกเราส่วนใหญ่โน้มเอียงที่จะสนใจเรื่องชาตินิยม คุณก็จะกลายเป็นคนที่คับแคบ และมันจะนำไปสู่ความรุนแรง นั่นแหละคืออันตราย การทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องของชาติจะนำไปสู่ความขัดแย้ง บางครั้งเพราะโซเชียลมีเดียและอะไรพวกนี้ ทำให้ความขัดแย้งมันไปเร็วขึ้น\nการทำงานชิ้นนี้ (วงสนทนาเรื่องพิพิธภัณฑ์สันติภาพ) จริงๆ แล้วมีส่วนในการป้องกัน และทำให้สังคมไทยดีขึ้น โดยการเชื่อมโยงสังคมไทยกับกัมพูชาซึ่งมีวัฒนธรรม ภาษา อาหาร และสิ่งอื่นๆ ที่เหมือนกัน  ประชาชนกับประชาชนที่ทุกข์ยาก ต้องการให้รัฐบาลที่อยู่ในความขัดแย้ง นำประชาชนมาเชื่อมโยงกัน เราทุกข์ทนจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แบบเดียวกัน ทุกข์กับการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติแบบเดียวกัน นี่เป็นข้อความที่ชัดเจนที่ส่งไปยังรัฐบาลไทยและกัมพูชาซึ่งขณะนี้ต่างอยู่ในความขัดแย้ง \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-974b4f965c674334b30b4a80657e2f9f", "input": "Title: สถานการณ์ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ ม.112 ประจำสัปดาห์ 16-22 ก.พ. 2555 \n Body: ALRC เผยรายงาน \"การคุกคามที่เพิ่มขึ้นต่อเสรีภาพทางการเมืองในประเทศไทย\"\n16 ก.พ. 55 - ศูนย์ข้อมูลกฎหมายเอเชีย (Asian Legal Resource Centre: ALRC) ได้เผยแพร่รายงาน \"ประเทศไทย: การคุกคามที่เพิ่มขึ้นต่อเสรีภาพทางการเมืองในประเทศไทย\" ระบุมีการคุกคามที่เพิ่มขึ้นและเข้มงวดของรัฐในหลายด้านต่อเสรีภาพทางการ เมืองในประเทศไทย โดยการคุกคามดังกล่าวเกิดขึ้นโดยเฉพาะต่อผู้แสดงความเห็นในเชิงวิพากษ์ วิจารณ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์\n(ประชาไท, 16-2-2555)\n \nไท-ผุสดี อดอาหารครบ 112 ชม.แล้ว-นักกิจกรรมอดต่อยอด เรียกร้องสิทธิประกันตัวนักโทษการเมืองทั้งหมด\n16 ก.พ. 55 - เวลา 9.00 น. ที่หน้าศาลอาญา รัชดา นายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข และนางผุสดี งามขำ ที่ทำการอดอาหารมาตั้งแต่วันที่ 11 ก.พ.55 เพื่อเรียกร้องสิทธิในการได้รับการประกันตัวของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ประกาศยุติการอดอาการเนื่องจากครบ 112 ชม.แล้ว โดยจากนั้น นายปณิธานพร้อมทนายของนายสมยศได้เข้ายื่นคำร้องอุทธรณ์การประกันตัวต่อศาล อุทธรณ์ ซึ่งจะทราบผลอีกประมาณ 3 วันหลังจากนี้\nในขณะที่องค์กรนักกิจกรรมประกาศอดอาหารต่อ ยกระดับเรียกร้องให้กระบวนการยุติธรรมให้สิทธิการประกันตัวนักโทษการเมือง ทั้งหมด ย้ำสังคมต้องตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิในการประกันตัวไม่ว่าเสื้อสีใดหรือ ไม่มีสี\nนายฤทธิพงษ์ มหาเพชร นักกิจกรรมผู้ร่วมอดอาหารต่อกล่าวว่า “ใจจริงๆ อดเพื่ออาจารย์สุรชัย (ด่านวัฒนานุสรณ์) ไท ทำเพื่อพ่อเพื่อสมยศ ผมอดเพื่ออาจารย์สุรชัยก็เหมือนพ่อคนหนึ่งทางการเมือง คนร่วมอุดมการณ์เดียวกัน แต่ว่าตอนนี้มีหลายองค์กรเข้ามาร่วมด้วยแล้วก็มันจะยิ่งใหญ่ขึ้นแล้วก็จะ เป็นการปล่อนักโทษการเมือง แต่ว่าใจผมในเบื้องต้นตอนแรกที่เข้ามาอยากให้ย้ายอาจารย์สุรชัย จากเรือนจำกลางกรุงเทพมาที่ (โรงเรียนพลตำรวจ) บางเขน พอหลายองค์กรร่วมน่าจะเป็นภาพใหญ่ขึ้นเป็น “สิทธิการประกันตัว”\nความสำคัญของสิทธิการประกันตัวนั้น ฤทธิพงษ์ มหาเพชร มองว่า “มันเป็นการเสนอความคิดเห็น มันไม่ใช่อาชญากรตรงไหน ในความคิดผม พูดผิดในแง่ของบุคคลอื่นเท่านั้นเอง แล้วก็คดีนี้มันโดนเหมือนหนักหนาสาหัส เหมือนไปฆ่าใคร 10 – 20 ปี แล้วตอนนี้หลายๆ คนไม่ว่าจะเป็น อากง อาจารย์สุรชัย ซึ่งตอนนี้ก็ป่วย ป่วยมาก แม้แต่คนที่ยังเป็นหนุ่มก็ลำบาก มันหนักไปหรือเปล่าในความคิดของผม มันน่าจะมีสิทธิประกันตัวก่อนในขั้นพื้นฐาน ในความเป็นมนุษย์ก่อน แล้วก็เรื่องคดีก็ว่ากันอีกทีว่ามันถูกต้องไหมที่ต้องติดกันนานขนาดนี้”\nส่วนระยะเวลาการอดอาหารนั้น ฤทธิพงษ์ ได้ชี้แจงว่า “ตอนแรกว่าจะไม่มีกำหนดอดไปเรื่อยๆ เพื่อได้สิทธิประกันตัวของนักโทษ แต่อยากให้ถึงวันที่ 22 (ก.พ.) ก่อน (รวม 7 วัน หรือ 168 ชม.) เพราะเป็นวันครบรอบ 1 ปีของ การที่อาจารย์สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ถูกจับกุมคุมขัง โดยผมได้อดมาตั้งแต่เมื่อวาน (15 ก.พ.) และมั่นใจว่าสามารถอดไหว”\n“อยากให้มองความเป็นมนุษย์ก่อนที่จะไปมองความเป็นตัวบทกฎหมาย เพราะว่าคนบางคนอย่างอาจารย์สุรชัย ที่ป่วยหนัก แล้วก็ไปติดกุมคุมขังตอนอายุมากแบบนี้ แล้วต้องติดในระยะเวลานานมันใช่หรือเปล่า ขอความเป็นคนก่อนนะครับ เรื่องกฎหมายค่อยว่ากันอีกที มันถูกต้องหรือไม่ โดยที่แกไม่ได้เป็นอาชญากรอะไรเลย แกเสนอความคิดเห็นเท่านั้นเอง” ฤทธิพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย\nนายนพเก้า คงสุวรรณ นักกิจกรรมจากกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวถึงการอดข้าวต่อจาก ปณิธาน หรือ ไท พฤกษาเกษมสุข ว่า “อยากอดเพื่ออิสรภาพของนักโทษการเมืองทุกคน ไม่ว่าคดี 112 คดีเผาเซ็นทรัลเวิลด์หรือว่าคดีอะไรก็แล้วแต่ แล้วก็อยากอดเพื่ออิสรภาพของนักโทษการเมืองทุกคนไม่ว่าจะเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์สุรชัย อากง หรือว่าใครก็แล้วแต่ที่เป็นนักโทษการเมือง”\n“ในเบื้องต้นกะของผมไว้ถึงพรุ่งนี้ 9 โมงเช้า ส่วนถ้าจะต่อพรุ่งนี้ถึงวันอาทิตย์ ผมมีภารกิจจึงไม่สามารถอดต่อได้ อาจจะยกยอดไปอดต่อในวันจันทร์ถึงวันพุธก็ต้องประเมินอีกที วันนี้สลับเวลามาร่วมอดข้าวกับคุณฤทธิพงษ์ มหาเพชร สิทธิการประกันตัวไม่ว่าใครก็แล้วแต่ มันเหมือนโอกาสให้เขาได้ออกมาพิสูจน์ เพราะว่าเขายังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตามกฎหมายแล้ว ถ้าเกิดคดียังไม่ถึงที่สุด ให้ถือว่าคนๆ นั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ จนปัจจุบันนี้คดียังไม่สิ้นสุด คนเหล่านั้นยังเป็นผู้บริสุทธิ์ต้องมีสิทธิในการประกันตัวเพื่อออกมาพิสูจน์ ตัวเองในกระบวนการยุติธรรมรวบรวมข้อมูลหลักฐานมาสู้กันในชั้นศาล ซึ่งรวมถึงคนที่มีความคิดทางการเมืองสีอื่นด้วย ถ้าสีอื่นโดนกระทำเช่นนั้นเราก็ต้องสนับสนุนเขาให้มีสิทธิในการพิสูจน์ตัว เองในชั้นศาลไม่ใช่ถูกขังอยู่อย่างนี้” นพเก้า คงสุวรรณ กล่าว\nโดยก่อนหน้านั้น จิตรา คชเดช ในนามตัวแทนนักกิจกรรมทางสังคม แถลงข่าวเพื่อเรียกร้องให้ศาลพิจารณาสิทธิในการประกันตัวของนักโทษทางการ เมืองทั้งหมด รวมทั้งเรียกร้องให้สังคมให้ความสำคัญกับสิทธิการประกันตัวด้วย โดยมีเนื้อความตามแถลงการณ์ด้านล่างนี้\nสิทธิการได้รับการประกันตัว คือสิทธิมนุษยชน และหลักประกันความยุติธรรม \nเมื่อไร้สิทธิดังกล่าวเท่ากับไร้มนุษยธรรมและความยุติธรรมตั้งแต่ต้น\n\"ปล่อยคนผิดสิบคนดีกว่าจับกุมผู้บริสุทธิ์เพียงคนเดียว\"\nสืบเนื่องจากการอดอาหารจำนวน 112 ชั่วโมงของปณิธาน พฤกษาเกษมสุข และผุสดี งามขำ เพื่อเรียกร้องสิทธิในการได้รับการประกันตัวของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิแรงงาน และบรรณาธิการนิตยสารเรดพาวเวอร์ ผู้ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งถูกควบคุมตัวในเรือนจำระหว่างที่รอดำเนินคดี โดยไม่เคยได้รับการประกันตัวตั้งแต่ปลายเมษายน ปี 2554\nนอกจากนายสมยศแล้ว ยังมีผู้ต้องหาและนักโทษทางการเมืองและความมั่นคงอีกจำนวนมากไม่ได้สิทธิใน การได้รับการประกันตัวในระหว่างการสู้คดี ทั้งๆ ที่ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนก็ระบุไว้ว่า “บุคคลที่ถูกกล่าวหาด้วยความผิดทางอาญ มีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะจะมีการพิสูจน์ว่า มีความผิดตามกฎหมาย ในการพิจารณาโดยเปิดเผย ณ ที่ซึ่งตนได้รับหลักประกันทั้งหมดที่จำเป็นในการต่อสู้คดี” เช่นเดียวกันกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 39 ที่ว่า ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิดจะปฏิบัติต่อ บุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ และมาตรา 40 เองในเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรม เป็นต้น แต่สิทธิเหล่านี้กลับถูกละเลยและลดทอนโดยข้ออ้างเพียงการเกรงว่าจะหลบหนี การเข้าไปยุ่งกับพยานหลักฐานหรือการเป็นคดีที่กระทบกระเทือนจิตใจต่อคนจำนวน มาก การไม่ให้สิทธิประกันตัวเป็นเข้าข่ายการทรมาน และเป็นการลงโทษล่วงหน้าซึ่งยังไม่ได้กระทำความผิด\nโดยนอกจากปณิธาน พฤกษาเกษมสุข และผุสดี งามขำ ที่ได้มีการอดอาหารครบ 112 ชม. เพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวของคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ไปแล้ว ยังมีนายฤทธิพงษ์ มหาเพชร ที่เริ่มอดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวนายนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และนักโทษทางการเมืองคนอื่นๆ อีกเป็นเวลา 1 วันแล้วนั้น เราขอสนับสนุนความเสียสละของบุคคลดังกล่าวและขอเรียกร้องต่อกระบวนการ ยุติธรรมและสังคม ให้คำนึงถึงหลักมนุษยธรรมและหลักประกันความยุติธรรมนี้ว่า\n1. ขอให้กระบวนการยุติธรรมให้สิทธิการประกันตัวแก่ผู้ต้องหาทางการเมืองทั้งหมด ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนและเป็นหลักประกันความยุติธรรมที่เขาเหล่านั้นพึงได้ รับ\n2. ขอให้สังคมตระหนักถึงหลักประกันความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนในเรื่องสิทธิ การได้รับการประกันตัวดังกล่าว และแสดงออก รวมทั้งสนับสนุนการเรียกร้องในสิทธิเหล่านี้\nเพื่อมนุษยธรรมและหลักประกันความยุติธรรม\n16 กุมภาพันธ์ 2555\nกลุ่มเพื่อนักโทษการเมืองไทย, องค์กรสร้างสรรค์ประชาธิปไตยเพื่อสันติภาพ, \nสมัชชาสังคมก้าวหน้า, กลุ่มประกายไฟ, เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย, \nกลุ่มเสรีปัญญาชน, สำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์, กลุ่มเสรีภาพนอกบ้าน \nและกลุ่มแนวร่วมยุโรป SM เยอรมัน\n(ประชาไท, 16-2-2555)\n \nพัลลภ ค้านแก้รธน.มาตรา 112 เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติ\n16 ก.พ. 55 - พลเอกพัลลภ ปิ่นมณี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการทำงานของกองทัพร่วมกับรัฐบาล ว่าสามารถทำงานได้โดยไม่มีปัญหาอะไรเพราะกองทัพต้องทำงานตามนโยบายของรัฐบาล อยู่แล้ว และมั่นใจว่าจะไม่เกิดการรัฐประหารเพราะสถานการณ์ในขณะนี้ไม่มีเงื่อนไข ทั้งในเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ การทุจริตคอร์รัปชั่น และความแตกแยกของคนในชาติ ซึ่งเคยเป็นเหตุผลในการรัฐประหารทุกครั้งที่ผ่านมา ส่วนความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้นส่วนตัวไม่เห็นด้วย และเมื่อทุกฝ่ายไม่เห็นด้วยก็ควรยุติเรื่องนี้ \nส่วนเหตุระเบิด 3 จุดในกรุงเทพมหานคร ว่า คงไม่ใช่ความพกพร่องด้านการข่าวเพราะเป็นการก่อเหตุเล็กๆ ที่สามารถเล็ดลอดได้ และสามารถวางใจได้เพราะทางตำรวจได้ดูแลสถานการณ์อยู่ ทั้งนี้จะต้องมีการเข้มงวดตรวจสอบการเดินทางเข้าออกประเทศมากขึ้น\n(ฐานเศรษฐกิจ, 16-2-2555)\n \nหมอตุลย์ที่ FCCT แจงทำไมห้ามแก้ ม. 112\n16 ก.พ. 55 - นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแกนนำเครือข่ายราษฎรอาสาปกป้องสถาบัน หรือกลุ่มเสื้อหลากสี ได้รับเชิญเป็นวิทยากรอภิปราย ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยหรือ FCCT ซึ่งบรรยายในหัวข้อ “The Case for 112” โดยมีผู้สื่อข่าวต่างประเทศสนใจถามคำถามในประเด็นดังกล่าวจำนวนมาก โดย นพ.ตุลย์ใช้เวลาอภิปรายและตอบคำถามผู้สื่อข่าวราว 2 ชั่วโมงเศษ โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ (13 ก.พ.) FCCT ได้เชิญ ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์มาอภิปรายเช่นกัน\nในการอภิปราย นพ.ตุลย์ เสนอว่า ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากเกรงว่าหากมีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ แล้ว อาจทำให้การหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์มีสูงขึ้นมากกว่าเดิม จึงมีข้อเสนอว่า ควรเปิดให้มีการจัดเวทีระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ม.112 ในเชิงวิชาการและสันติ พร้อมทั้งให้มีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการสั่งฟ้อง ซึ่งประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย นอกจากนี้ เขากล่าวว่า ควรมีการนิยามข้อบังคับกฎหมายดังกล่าวให้ชัดเจนมากกว่าเดิมด้วย\nแกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี อธิบายว่า การหมิ่นสถาบันฯ ในระยะหลังๆ ได้เพิ่มขึ้นสูงมาก เนื่องมาจากความไม่หวังดีของกลุ่มคนเสื้อแดงที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ นักการเมืองโดยเฉพาะอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ที่มุ่งจะเปลี่ยนแปลงประเทศและเข้าแทรกแซงกระบวนการต่างๆ ของไทย ทั้งตุลาการ ศาล และสถาบัน ทำให้ประชาชนที่อยู่ในชนบทและขาดการศึกษาตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง\nนพ. ตุลย์ กล่าวว่า กลุ่มที่รณรงค์แก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เช่น นิติราษฎร์ กลุ่ม ครก. 112 หรือกลุ่มที่รณรงค์เพื่อความตื่นรู้ ที่มุ่งจัดเวทีให้ความรู้ความเข้าใจในจังหวัดต่างๆ นั้น แท้จริงแล้วมีเบื้องหลัง และอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในแง่มุมต่างๆ และอาจส่งผลเสียตามมาต่อประเทศไทยได้ เขาจึงไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของนิติราษฎร์\nทั้งนี้ เขาระบุว่า เขาเองยินดีที่จะร่วมเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนและถกเถียงกับกลุ่มที่เสนอให้แก้ไข ม. 112 เช่น นิติราษฎร์ ตราบใดที่การพูดคุยนั้นเป็นอย่างสันติและเชิงวิชาการ อย่างไรก็ตาม นพ.ตุลย์กล่าวว่า ไม่ต้องการที่จะร่วมพูดคุยในประเด็นดังกล่าวออกอากาศทางโทรทัศน์ เนื่องจากเป็นเรื่องอ่อนไหวและอาจถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีเอาไปโจมตีได้\nเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นด้วยหรือไม่ที่ฝ่ายเสนอให้แก้ม. 112 ชี้ว่าจำเป็นต้องปฏิรูปกฎหมายเพื่อเป็นการรักษาสถาบันฯ นพ.ตุลย์ตอบว่า นั่นเป็นเพียงการกล่าวอ้างและ “โฆษณาชวนเชื่อ” เท่านั้น เพราะตนเชื่อว่าไม่เกี่ยวกับการรักษาสถาบันแต่อย่างใด หากแต่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น นอกจากนี้ยังชี้ว่า กลุ่มนิติราษฎร์เป็นเพียงกลุ่มทางวิชาการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการโฆษณาชวน เชื่อ และไม่ได้ศึกษาข้อกฎหมายอย่างรอบด้าน\n“ปกติแล้ว ถ้าอาชญากรรมนั้นมีเพิ่มสูงขึ้น การลงโทษก็ต้องเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยเพื่อที่จะหยุดยั้งมัน หากแต่ข้อเสนอจากดุษฎีบัณฑิตทางด้านกฎหมายอย่างวรเจตน์ ที่บอกว่า ต้องลดบทลงโทษ เพื่อที่จะให้คดีหมิ่นฯ ลดน้อยลงนั่น ผมจินตนาการไม่ออกเลย ยังไงผมก็ไม่เห็นด้วย ผมเองเป็นหมอ และหากว่าผมมีไข้หรือเจ็บป่วย ผมก็ต้องใส่ยาที่แรงขึ้น ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหยุดให้ยาหรือให้น้อยลง” นพ. ตุลย์กล่าว\nเมื่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศให้ความคิดเห็นว่า หากยังมีการพยายามปิดกั้นพื้นที่ในการถกเถียงเรื่องสถาบันฯ ในสังคมไทย โดยอ้างว่ากลัวความวุ่นวาย อาจจะเป็นอันตรายมากขึ้นในระยะยาวได้ นพ.ตุลย์ชี้ว่า สังคมไทยยังไม่พร้อมในการถกเถียงทางวิชาการที่สันติ เนื่องจากคนไทยยังขาดการศึกษาอยู่มาก\nนอกจากนี้ นพ.ตุลย์ยังเชื่อว่า กรณีการตัดสินจำคุกอากง 20 ปี และโจ กอร์ดอน เป็นการจัดฉากขึ้น เพื่อให้กลุ่มที่ต้องการแก้ไข ม. 112 ใช้เป็นข้ออ้าง และเป็นแผนการของทักษิณ ชินวัตร\nในช่วงท้าย นิรมล โฆษ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์สเตรทไทมส์ของสิงคโปร์ตั้งข้อสังเกตว่า นพ.ตุลย์มักใช้คำว่า “ชาวไทย” “คนไทย” บ่อยครั้ง จึงอยากทราบว่า นพ.ตุลย์หมายถึงใครบ้าง เพราะคนอย่าง นพ.ตุลย์และคนเสื้อแดง ก็เป็นผลผลิตจากสังคมเดียวกัน\nแกนนำเสื้อหลากสีจึงได้ตอบว่า เราทั้งหมดเป็นคนไทยด้วยกัน บ้างเป็นอิสระ บ้างตกอยู่ในพันธนาการของนักการเมืองที่ต้องการอำนาจ ตอนนี้นักการเมืองทุกคนต้องสังกัดพรรคการเมือง นี่ต่างจากประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ\n“สภาพจริงๆ ตอนนี้เหมือนเกษตรพันธะสัญญา หัวหน้าหมู่บ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อย่าง “หัวคะแนน” ผมไม่แน่ใจภาษาอังกฤษเรียกอะไร คือคนที่ได้รับเงินแล้วเอาไปจ่ายเพื่อให้ประชาชนที่ยากจนมาสนับสนุน ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งทั้งระดับท้องถิ่น และระดับชาติ พวกเขาก็จะเลือกตามหัวคะแนน ดังนั้นพวกเขาไม่ใช่เสรีชน เขาเป็นคนไทย เป็นคนไทยที่ยากจน ครอบครัวของผมก็เหมือนคนเหล่านี้ ปู่ย่าตายายผมเป็นชาวนา แต่พวกเขาสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ ดังนั้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงต่างจากประเทศอื่น”\nผมเสียใจ ผมรู้ และผมเกลียดสถานการณ์เช่นนี้มาก ผมอยากให้ทุกคนเป็นอิสระเหมือนอย่างผม หาเลี้ยงตัวเองได้ แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น นี่เป็นธรรมชาติของผมเลยนะ ถ้าพวกเขาเป็นเสรีชนและพวกเขาเสนอแบบนี้ (เสนอแก้ไข ม.112) ผมเห็นด้วยกับเขาเลย ถ้าข้อเสนอบางอย่างไม่ทำให้ประเทศชาติตกอยู่ในภาวะอันตราย ผมเห็นด้วยกับพวกเขา แต่ตอนนี้เหมือนสถานการณ์ถูกชักใยโดยนักธุรกิจ นักการเมือง นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตยเลย ถ้าคุณพิจารณาดีๆ นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตยเลย ตอนนี้เป็นเผด็จการโดยทหาร เผด็จการโดยนักการเมือง พวกเขาโหวตทุกเรื่องเพื่อเปลี่ยนทุกเรื่องในสภา และเราก็จับตาพวกเขา เฝ้าดูว่าพวกเขากำลังทำอะไรในสภา และผมกลัวว่าในอนาคตอันใกล้ประเทศจะตกอยู่ในภาวะล้มละลายเหมือนที่เกิดขึ้น กับบางประเทศ ผมไม่พูดชื่อประเทศนะ ก็ประเทศอย่างที่พวกคุณรู้\n“พวกเขาเปลี่ยนแปลงทุกอย่างโดยใช้อำนาจที่ได้มาจากคนจน 15 ล้านคะแนน แล้วพวกเขาบอกว่าชนะเลือกตั้ง เขาสามารถจะทำได้ทุกเรื่อง นี่คือประชาธิปไตยหรือ?” นพ.ตุลย์กล่าว\n(ประชาไท, 17-2-2555)\n \nฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์ สัมภาษณ์เรื่อง ม.112 \n17 ก.พ. 55 - ไทยรัฐออนไลน์สัมภาษณ์ จุลจักร จักรพงษ์ นักดนตรี นักวิพากษ์ ราชนิกุลหนุ่ม ในกรณี ม.112 เขากล่าวว่าว่า ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกอยากจะลุกขึ้นมาต่อต้านอะไรเหมือนกับรัฐบาลตอนนั้น เนื่องจากเขามาจากการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วยก็คือ การแตะต้องระบบกษัตริย์ เนื่องจากวัฒนธรรมเมืองไทย ผูกพันกับระบบนี้มานาน ซึ่งก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงในเร็วๆ นี้ ที่สำคัญยังมีปัญหาเร่งด่วนอีกมากมายที่ต้องแก้ไขแต่ถูกละเลย\n“ผมว่าเรื่องแก้ ม.112 ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ม.112 เป็นเรื่องของกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องพระมหากษัตริย์ เราต้องแยกแยะ หลายคนเอาหลายเรื่องมาปนกัน “คนเสื้อแดงไม่ได้แปลว่าคุณไม่รักในหลวง คนเสื้อเหลืองก็ไม่ได้แปลว่าเป็นตัวแทนในหลวง” หลายคนอาจออกตัวแรงไปนิดหนึ่ง หรืออย่างเรื่องกลุ่มนิติราษฎ์ที่ออกมาจัดระเบียบสถาบัน (สถาบันศาล และกองทัพ) แต่ถูกคนห้ามพูด จริงๆผมรู้สึกว่าเขามีสิทธิ์ที่จะพูดนะ “แม้ผมจะไม่เห็นด้วยทุกอย่าง” แม้ผมเองจะไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำมันเป็นประโยชน์ต่อเขาหรือใคร แต่เขามีสิทธิ์จะพูด จะแสดงออก ถึงแม้ว่าเราจะมองว่าสิ่งที่เขาพูด มันบ้าแค่ไหนก็ตาม”\nทั้งนี้ นักวิพากษ์ และนักเคลื่อนไหวการเมืองยังฝากไปถึงนักการเมืองไทยที่จ้องจะแก้ระบบนั่น แก้ระบบนี่ โดยไม่เคยสำรวจตัวเองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมากมายในบ้านเมือง วันนี้นักการเมืองไทยทั้งระบบต้องทบทวนตัวเองจริงๆ ว่าพวกคุณแค่ 25 % คือรากเหง้าปัญหาของคนทั้งประเทศ ซึ่งแทนที่นักการเมืองถูกเลือกเข้ามารับใช้ประชาชน แต่นี่ผิดวัตถุประสงค์เล่นการเมืองเพื่อไปสู่เส้นทางสู่ความร่ำรวย และสร้างอิทธิพลให้กับตัวเองและพวกพ้อง \n“สมมติถ้าฝากอะไรไปถึงอดีตผู้นำได้ ผมอยากจะบอกว่า คุณอย่าเอาประเทศไทยเป็นตัวประกัน คุณเป็นนักการเมืองที่เก่งที่สุดที่ประเทศไทยเคยมี แต่ไม่ใช่ว่าคุณเป็นนักการเมืองคนเดียวที่จัดการประเทศนี้ได้ บางคนเรียกร้องให้เขากลับมา ผมกลัวว่าเขาคนเดียวจะไม่พอแล้ว ตอนนี้มันไปไกลกว่าจุดนั้นแล้ว  วันนี้คนก็ยังเชียร์เขาก็เยอะ ก็ว่ากันไปตามความกฎหมายและความถูกต้อง” \nฮิวโก้บอกและย้ำเสียงเข้มว่า พูดแบบนี้โปรดอย่าเหมารวมว่าตนอยู่เสื้อสีไหน เพราะวันนี้ตนเองไม่มีสีใดๆ แค่เป็นคนที่หวังดีต่อประเทศไทยเหมือนกับประชาชนทั่วไปเท่านั้นเอง\n(ไทยรัฐออนไลน์, 17-2-2555)\n \n“คนรักในหลวง”บุกยื่นหนังสือผู้ว่าฯพิษณุโลก-มทภ.3 ต้านแก้ ม.112\n17 ก.พ. 55 - ชมรมคนรักในหลวงจังหวัดพิษณุโลกประมาณ 200 คน นำโดยนางจุฑาทิพย์ สิทธิวงศ์ ประธานชมรมฯ พร้อมใจกันสวมเสื้อสีชมพู เดินทางเข้ายื่นหนังสือขอปกป้องสถาบันและคัดค้านการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต่อนายปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เพื่อส่งต่อไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงเจตจำนงไม่เห็นด้วยกับกลุ่มบุคคลที่มีการเคลื่อนไหวให้มีการแก้ไข กฎหมายมาตราดังกล่าวอยู่ในขณะนี้\nสำหรับหนังสือดังกล่าว มีเนื้อหาระบุว่า มีบุคคลบางกลุ่มได้สร้างความแตกแยกให้กับประชาชนในประเทศ โดยพยายามดำเนินการขอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นการบั่นทอนพระราชอำนาจประมุขของชาติ ชมรมฯไม่เห็นด้วย และขอคัดค้านการกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวทุกกรณี รวมทั้งขอแสดงเจตจำนงอันแน่วแน่ ที่จะขอปกป้องเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ด้วยชีวิต\nพร้อมกันนี้ชมรมคนรักในหลวงจังหวัดพิษณุโลก ได้ยื่นหนังสืออีกฉบับ ซึ่งมีเนื้อหาและข้อความเดียวกันถึง พล.ท.วรรณทิพย์ ว่องไว แม่ทัพภาคที่ 3 ผ่านทาง พล.ต.บรรยงค์ สิรสุนทร รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิษณุโลกอีกด้วย\n(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 17-2-2555)\n \nผลโหวต MThai SMS ระบุ ปชช. 53.68% ไม่กังวลว่าความเห็นต่างกรณี ม.112 จะบานปลาย\n17 ก.พ. 55 – จากการที่ MThai SMSโพล สำรวจความคิดเห็นผ่านมือถือในประเด็น “คุณกังวลว่าความเห็นต่างกรณี ม.112 จะบานปลายหรือไม่”\nผลสรุปว่า ประชาชน 53.68% ไม่กังวลว่าความเห็นต่างกรณี ม.112 จะบานปลาย ขณะที่อีก 46.32 % กังวลว่าความเห็นต่างกรณี ม.112 จะบานปลาย\nทั้งนี้ โพลดังกล่าวมีสมาชิกร่วมแสดงความเห็นผ่านทางโทรศัพท์มือถือทั้งสิ้น 257เบอร์ เริ่มสำรวจความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 21ม.ค. – 17 ก.พ. 2555\n(MThai, 17-2-2555)\n \nบ้านโป่งฮือต้าน ครก.112 แจ้งความคนแจกใบปลิวอาจเข้าข่ายผิด ม.112\n18 ก.พ. 55 - นายบริบูรณ์ เกียงวรางกูร พร้อมด้วยชาวบ้านกว่า 20 คน เดินทางเข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.นที จันทร์จิรานุวัฒน์ พนักงานสอบสวน สภ.บ้านโป่ง ให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เดินแจกใบปลิว ซึ่งมีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และอาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสน\nทั้งนี้ ชาวบ้านใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ได้ออกมาเดินขบวน พร้อมกับยื่นหนังสือต่อ นายสมบูรณ์ ศิริเวช นายอำเภอบ้านโป่ง ขอ ให้ใช้อำนาจหยุดกลุ่มนิติราษฎร์ ที่มีการจัด เสวนาในหัวข้อ \"วิพากษ์นิติราษฎร์ 4 ประ เด็นร้อน จริงหรือเท็จ\" โดยคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112  ในวันที่ 18 ก.พ. ภายในโรงแรมไทยนำโฮเต็ล พร้อมกับแจกใบปลิวให้ประชาชนออกมาร่วมกันต่อต้านกลุ่มนิติราษฎร์\nด้าน พ.ต.ท.นทีรับปากว่าเบื้องต้นจะรับแจ้งความและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายเรียกมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป\n(ไทยโพสต์, 19-2-2555)\n \nสู้เพื่อสามีและลูก \"เมีย\"อากง และ\"แม่\"สุรภักดิ์ อดอาหารเรียกร้องสิทธิ์ประกันตัว ลุ้นผล 20 ก.พ. นี้\n19 ก.พ. 55 - นางอุ๊  ตั้งนพกุล  อายุ 61 ปี ภรรยานายอำพล  ตั้งนพกุล จำเลยในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) มาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อดอาหารวิงวอนขอสิทธิในการประกันตัวสามี   ที่หน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก กทม. ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ เป็นเวลา 1 วัน โดยในช่วงเช้าของวันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ นี้ จะมีการยื่นประกันตัวสามีต่อไป \nนางอุ๊  กล่าวว่า   เหตุที่เลือกวิธีการอดอาหาร เพื่อขอเรียกร้องสิทธินี้  ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก นายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข  บุตรชาย นายสมยศ  พฤกษาเกษมสุข   จำเลยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  ที่ได้ออกมาอดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิขอประกันตัว ไปก่อนหน้านี้แล้ว \nหากในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ สามียังไม่ได้รับการประกันตัว นางอุ๊ กล่าวว่า \"ก็ยังงงๆ อยู่ ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไง แต่ถ้าจะทำ ก็จะต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย\"\nนอกจากนี้ นางอุ๊ ยังได้พูดถึงสามีอีกว่า จนถึงขณะนี้ไม่ได้ตรวจเช็คสุขภาพ  ไม่มีสัญญาณแสดงออกว่า สุขภาพดีขึ้นหรือเลวลง จึงรู้สึกเป็นห่วงมาก \nทางด้าน  นายคาร์ล  แองเกอร์ วัย 43 ปี  นักข่าวอิสระ เวบไซต์ข่าวการเมืองไทยจากประเทศเยอรมนี หนึ่งในผู้ร่วมอดอาหารด้วย กล่าวว่า จุดประสงค์ที่มาร่วมอดอาหารเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย และสิทธิมนุษชนในประเทศไทย ประชาธิปไตยในประเทศไทยมีปัญหามาก โดยหลักการแล้ว รัฐบาลถูกทหารสั่งไม่ได้  แต่ปัจจุบัน ดูเหมือนว่า ทหารสั่งรัฐบาล ซึ่งเป็นหลักที่ขัดอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตย ไม่มีที่ไหนที่มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่เป็นแบบนี้ ไม่มีที่ไหนในโลกที่ทหารจะออกมาสั่งว่า ต้องทำหรือไม่ทำอะไร   \nนอกจากนี้ยังบอกอีกว่า ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยขณะนี้คือ เสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็น  นี่เป็นพื้นฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ถ้าไม่มี ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย \nส่วน นางแต้ม  ภูชัยแสง  วัย 78 ปี มารดาของนายสุรภักดิ์ ภูชัยแสง  จำเลยในคดีความผิดตาม ป.อาญา ม. 112 ที่ถูกจำคุกอยู่ในขณะนี้  กล่าวว่า ตนมีอาชีพทำไร่ ทำนา อยู่ที่จังหวัดบึงกาฬ  มาเยี่ยมลูกชายบ้างที่มีโอกาส    และมาร่วมอดอาหารเพื่อขอความเห็นใจ ในการประกันตัวลูกชายออกมา  \n\"อดแค่วันเดียว เพราะแก่แล้ว อดมากไม่ได้ พรุ่งนี้จะยื่นประกันตัวต่อศาลแล้ว แต่ศาลท่านว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่\" นางแต้ม กล่าว\nในขณะที่ นายฤทธิพงษ์  มหาเพชร  วัย 37 ปี  ลูกศิษย์ของนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือนายสุรชัย แซ่ด่าน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่มาร่วมอดอาหารด้วยที่หน้าศาลอาญา  ถนนรัชดาภิเษก โดยเริ่มอดอาหารไปถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ กล่าวว่า ได้แรงบันดาลใจจากนายปณิธาน  ที่ทำเพื่อคุณพ่อของนายปณิธานเอง ตนเองจึงต้องการทำให้กับนายสุรชัยบ้าง เพื่อเป็นกำลังใจ\n\"แม้ผมอยากจะทำให้อาจารย์สุรชัย แต่อาจารย์คงอยากให้ผมทำเพื่อทุกคนมากกว่า  เพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวผมมีเพื่อน มีน้อง มีใครมากมายที่ต้องโทษจำคุก คือผมอยากจะบอกกับสังคมว่า มีปัญหาในจุดนี้จริงๆ\" นายฤทธิพงษ์ กล่าว \nส่วน นายอภิวัฒน์  เกิดนอก วัย 31 ปี อดีตนักโทษคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อปี 2553 และถูกศาลตัดสินจำคุก 1 ปี ก็มาร่วมอดอาหารด้วย โดยจะอดไปจนถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เช่นกัน เพื่อต้องการให้ศาลเห็นใจนักโทษการเมือง และอนุญาตให้ประกันตัว \n\"สำหรับผมแล้ว คิดว่านี่เป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะเป็นวิธีที่สันติ\" นายอภิวัฒน์ กล่าว\n(มติชนออนไลน์, 19-2-2555)\n \nหมอตุลย์ปลุกม็อบต้านแก้รธน. 23 ก.พ.หน้าสภา\n20 ก.พ. 55 - นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มหลากสี กล่าวว่า กลุ่มเสื้อหลากสีขอนัดหมายประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้ง นี้ให้ออกมารวมตัวกันที่หน้าอาคารรัฐสภา ในวันที่ 23 ก.พ. เวลา 09.00 น. ซึ่งจะเป็นวันที่สภาจะพิจารณา เพื่อยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภาคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 และเป็นการแสดงพลังว่าประชาชนไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ ของนักการเมืองบางกลุ่ม พร้อมกันนี้จะยื่นรายชื่อประชาชน 2.5 หมื่นรายชื่อต่อประธานสภา เพื่อคัดค้านการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ด้วย\n(เนชั่นทันข่าว, 20-2-2555)\n \nภรรยา \"อากง\" และแม่นักโทษการเมืองอดอาหารครบ 24 ชม. เตรียมขอประกัน-เยี่ยมลูก\n20 ก.พ. 55 - เวลา 8.00 น. นางรสมาลิน (สงวนนามสกุล) ภรรยานายอำพล หรือ \"อากง\" และนางแต้ม ภูชัยแสง อายุ 67 ปี มารดานายนายสุรภักดิ์  จำเลยในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ยุติการอดอาหารหลังเพื่อเรียกร้องขอสิทธิประกันตัวผู้ต้องหาความผิดอาญา ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง หลังอดอาหารมาครบ 24 ชั่วโมง โดยนางแต้มได้เดินทางไปเยี่ยมนายสุรภักดิ์ บุตรชาย ส่วนนางรสมาลินเดินทางไปเตรียมตัวยื่นประกันอากงต่อไปในช่วง 13.00 น.\nในช่วงดึกวานนี้ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปฏิเสธให้นางรสมาลินและนางแต้มใช้ห้องน้ำของศาล อาญา โดยแจ้งว่าให้เดินไปใช้ห้องน้ำที่มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษมซึ่งมีระยะ ทางกว่า 500 เมตร ทำให้ผู้ร่วมอดอาหารและผู้มาให้กำลังใจต้องพาทั้งคู่เดินหาห้องน้ำกลางดึก เป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง\n(ประชาไท, 20-2-2555)\n \nทนายยื่นอุทธรณ์คดี \"อากง\" พร้อมขอประกันตัวใช้ตำแหน่ง 7 นักวิชาการ\n20 ก.พ. 55 - ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เวลา 13.00 น. ทนายความจะยื่นอุทธรณ์ในคดีที่นายอำพล ต. หรือที่รู้จักในชื่อ \"อากง\" ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 20 ปี ในข้อหาส่งข้อความสั้น 4 ข้อความไปยังโทรศัพท์ของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นข้อความที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์และพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112\nคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 เป็นเลขคดีแดงที่ อ.4726/2554 คำพิพากษาศาลชั้นต้นชี้ว่า ข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ที่ได้จาก บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (ดีแทค) และบริษัท ทรู มูฟ จำกัดนั้น มีความน่าเชื่อถือ เพราะหากจัดเก็บไม่ถูกต้องจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและอาจเสียประโยชน์ทาง ธุรกิจ และชี้ว่าประเด็นต่อสู้ของจำเลยที่ว่า เลขอีมี่เปลี่ยนแปลงได้ แต่จำเลยกลับไม่สามารถหาตัวผู้เชี่ยวชาญมายืนยันได้ ศาลยังชี้ว่านายอำพลรับว่าใช้โทรศัพท์เครื่องนี้อยู่ผู้เดียว และเชื่อว่าผู้กระทำผิดใช้ซิมการ์ดสองเลขหมาย เลขหมายหนึ่งเป็นของนายอำพล อีกเลขหมายหนึ่งเป็นหมายเลขที่ปรากฏว่าส่งข้อความไปยังโทรศัพท์ของนายสม เกียรติ ทั้งนี้ ประวัติการใช้งานชี้ว่าซิมการ์ดทั้งสองถูกใช้งานเวลาใกล้เคียงกัน แต่ไม่เคยถูกใช้งานเวลาที่ซ้ำกัน ทั้งยังส่งจากย่านที่จำเลยพักอาศัย\nนอกจากนี้ศาลยังระบุว่า แม้โจทก์ไม่สามารถสืบพยานให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า จำเลยเป็นผู้ส่งข้อความจริง แต่เพราะเป็นการยากที่จะสามารถนำสืบได้ด้วยประจักษ์พยาน เนื่องจากจำเลยเป็นผู้กระทำผิดจึงย่อมปกปิดการกระทำของตน การพิพากษาคดีจึงจำต้องอาศัยประจักษ์พยานแวดล้อมที่โจทก์นำสืบเพื่อชี้ให้ เห็นเจตนาที่อยู่ภายใน\nสำหรับการยื่นอุทธรณ์ของทนายความจะย้ำประเด็นที่ว่า เพียงลำพังหมายเลขอีมี่ ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานพิสูจน์ความผิดได้ เพราะสามารถแก้ไขได้ง่าย อีกทั้งจากพยานเอกสารของโจทก์ยังปรากฏชัดว่า ระบบการเก็บข้อมูลการส่งข้อความสั้นของบริษัทดีแทค ไม่สามารถตรวจสอบหมายเลขอีมี่ได้ ซึ่งมิได้เป็นไปตามที่พยานโจทก์มาเบิกความ และในชั้นอุทธรณ์นี้ ทนายความได้ยื่นคำร้องขอสืบพยานเพิ่มเติม โดยอ้างความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านโทรศัพท์มือถือจากประเทศเยอรมนี\nนอกจากนี้ กระบวนการสอบสวนยังมีข้อพิรุธ เพราะลำดับของวันที่ในเอกสารสลับกันไปมา ไม่เป็นไปตามขั้นตอนการสืบสวนดังที่เจ้าหน้าที่สืบสวนเบิกความไว้ จึงแสดงให้เห็นว่าเป็นการสืบสวนที่มุ่งเป้ามาที่ตัวจำเลย ไม่ได้สืบสวนจากพยานหลักฐานตามเหตุตามผล โจทก์จึงไม่สามารถพิสูจน์ให้สิ้นสงสัยได้อย่างแน่ชัดว่า จำเลยเป็นผู้กระทำผิด ซึ่งตามหลักวิธีพิจารณาความอาญาต้องยกประโยชน์ความสงสัยให้จำเลย และขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง\nทั้งนี้ นายอำพลถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2553 และถูกคุมขัง 2 เดือนก่อนศาลจะอนุญาตให้ประกันตัว แต่เมื่อนายอำพลไปรายงานตัวเพื่อรับทราบคำสั่งฟ้องของอัยการในวันที่ 18 มกราคม 2554 ศาลก็ไม่อนุญาตให้ประกันตัวอีก ด้วยเหตุที่ว่าเกรงจำเลยจะหลบหนี โดยในวันยื่นอุทธรณ์วันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ ทนายความจะยื่นขอประกันตัวอีกครั้ง โดยมีนักวิชาการจำนวน 7 คนเป็นนายประกัน ประกอบด้วย ผศ.บุญส่ง ชัยสิงห์กานนท์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น พร้อมกับเงินสดจำนวนหนึ่งจากกองทุนยุติธรรม กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ\n(มติชนออนไลน์, 20-2-2555)\n \nศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาต \"สมยศ พฤกษาเกษมสุข\" ได้รับสิทธิประกันตัว\n20 ก.พ. 55 - เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ศาลอาญา  ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งให้ยกคำร้องปล่อยตัวชั่วคราว ที่นายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข บุตรชายนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนา เพื่อประชาธิปไตย และบรรณาธิการนิตยสาร วอยซ์ ออฟ ทักษิณ จำเลยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112  ประมวลกฎหมายอาญา ยื่นคำร้องอุทธรณ์พร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 1.6 ล้านบาท \nโดยองค์คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ความผิดที่ถูกกล่าวหามีอัตราโทษสูง ทั้งพฤติการณ์แห่งคดีกระทบต่อความรู้สึก และศีลธรรมอันดีงามของประชาชน หากปล่อยชั่วคราวไปจำเลยอาจหลบหนี หรือไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง\nด้านนายคารม พลพรกลาง ทนายความนายสมยศ กล่าวว่า  หลังจากนี้คงต้องใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212  โดยนำคำสั่งยกคำร้องของศาลอุทธรณ์ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยต่อ ไปว่าการที่จำเลยไม่ได้รับการประกันตัวทั้งที่เคยยื่นขอปล่อยชั่วคราวมาแล้ว ถึง 6 ครั้ง เป็นการขัดต่อสิทธิจำเลยตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ \nผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นายปณิธาน บุตรชายนายสมยศ ได้อดอาหาร และโกนศีรษะประท้วง ที่บิดาไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราวบริเวณหน้าศาลอาญา จนครบกำหนด 112 ชั่วโมง เมื่อช่วงสายวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จากนั้นก็ยื่นคำร้องอุทธรณ์ขอปล่อยชั่วคราวให้บิดา ที่สุดแล้วศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาต ทำให้นายสมยศยังคงถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯต่อไป\n(มติชนออนไลน์, 20-2-2555)\n \n“กนก” ชี้การแก้ไข ม.112 ไม่เหลือเปอร์เซ็นต์เป็นไปได้แล้ว ซัดถ้านิติราษฎร์ยังดันทุรังอีก มีปัญหาแน่\n22 ก.พ. 55 - ASTV ผู้จัดการออนไลน์เผยแพร่บทสัมภาษณ์กนก รัตน์วงศ์สกุล  สอบถามถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้ที่ “กนก” มีการเคลื่อนไหวร่วมกับศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแนวร่วมรวมพลังปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้มีการนัดประชุมเพื่อกำหนดท่าทีในการต่อต้านกลุ่มนิติราษฎร์ ที่ออกมาเสนอขอแก้ไข ม.112 นั้น เจ้าตัวก็แจงว่า….\n“112 ก็จบไปแล้วครับ ตัวผมก็ไม่มีอะไรแล้ว สำหรับผม ผมถือว่าผมหยุดแล้ว เพราะผมดูแล้ว คือว่าก็ไม่มีใครที่จะไปร่วมนับ 2-3-4 กับการเปลี่ยนแปลงนั้น แม้กระทั่งรัฐบาลเองเขาก็บอกแล้ว เขาก็เปิดเผยชัดเจนว่าเขาไม่เอา สภาฯเขาก็บอกแล้วว่าส่งมาเขาก็ไม่เอา ก็จบแล้ว มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว”\n“ถ้าจะมีเข้ามาอีกผมว่าไม่น่าจะมีโผล่มาแล้วล่ะ มันเหมือนว่าคุณหิวข้าวคุณอยากจะกินข้าว แต่ว่าร้านนี้มันปิดไปแล้ว จะบอกไม่ได้ฉันจะไปกิน ถามหน่อยว่าจะไปทำไมในเมื่อร้านเขาปิด ก็ไม่รู้จะทำเพื่ออะไร ผมว่าทั้งหมดอาจจะเป็นการหยั่งกระแสเท่านั้นเอง แต่ว่าความเป็นไปได้มันไม่เหลือเปอร์เซ็นต์เลย ถ้าออกมาก็มีปัญหาแน่นอน”\n(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 22-2-2555)\n \n\"เมียสมยศ-ญาติสุรชัย แซ่ด่าน\" ร้องกมธ.กฎหมายช่วยประกันตัวสู้คดี ม.112\n22 ก.พ. 55 - ผู้สื่อข่าว \"ข่าวสด\" รายงานว่า ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และ สิทธิมนุษยชน (กมธ.)สภาผู้แทนราษฎร ที่มี .ต.อ.วิรุฬ  ฟื้นเสน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน ได้พิจารณาศึกษาและตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการปฏิบัติต่อนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องหาคดีดำหมายเลข 02936/2554 ทำให้ต้องทุกข์ทรมานและไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในการประกันตัวและกรณีความ ไม่เป็นธรรม และในคดีของนายสุรชัย (แซ่ด่าน) ด่านวัฒนานุสรณ์  โดยเชิญนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกมธ.การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร , นายวีระชัฎฐ์ จันทรสะอาด ญาติของนายสุรชัย และ นางสุกัญญา พฤกษาเกษมสุข ภรรยานายสมยศ เข้าชี้แจง\nนายสุนัย กล่าวว่า  2 คดีนี้ถือว่าเป็นคดีตัวอย่างจากหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางการ เมือง เพราะกระบวนการยุติธรรมมีแนวโน้มละเมิดหลัก ว่าด้วยอนุสัญญาการทรมานทั้งหมด เช่นกรณีนายสมยศ มีการเดินทางไปสอบพยานโจทย์ที่ จ.สงขลา โดยรถขนนักโทษ ห้ามเข้าห้องน้ำ  พอไปถึงพยานก็ไม่ได้มา และขณะนี้เรือนจำมีนักโทษอยู่แน่นมาก เยี่ยมก็ไม่ได้ โดยเฉพาะคดี มาตรา 112 ในต่างจังหวัด และการตีตรวนล่ามโซ่ ก็ไม่มีเชือกให้ เข้าใจว่าเป็นนักโทษแต่ก็เป็นมนุษย์  ตนจึงได้เสนอเรื่องรถติดแอร์  ส่วนเรื่องการประกันตัวก็เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ก็อยู่ที่อำนาจศาล เราไม่ก้าวก่าย  แต่คดีนี้เมื่อเปรียบเทียบกับคดี อื่น อย่างเช่นคดีก่อการร้าย มีโทษหนักกว่า ยังอนุญาตให้มีการไต่สวน\nด้านนางสุกัญญา กล่าวว่า คดีของนายสมยศขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสืบพยานโจทย์ ซึ่งต้องเดินทางไปต่างจังหวัด โดยล่าสุดได้เดินทางไป จ.สงขลา ไปกลับกว่า 28 ชั่วโมง เดินทางรถกรงขัง เป็นความทุกข์ทรมาน ที่ได้รับ ซึ่งนายสมยศ ถูกดำเนินคดี 1 คดี ถูกจับกุมตั้งแต่ เม.ย.54 และได้ยื่นประกันตัวไปแล้วจำนวน 7 ครั้ง ล่าสุดคือวันที่ 16 ก.พ.ที่ศาลอุทธรณ์ แต่ก็ไม่เคยได้รับการประกันตัวตั้งแต่ชั้นสอบสวน\nขณะที่นายวีระชัฎฐ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันครบรอบ 1 ปีที่นายสุรชัยถูกจับกุม โดยถูกดำเนินคดีทั้งหมด 6 คดี ในมาตรา 112  แต่ได้ทำหนังสือร้องเรียนให้กรมราชทัณฑ์ ให้รวมคดี และอัยการได้รวมคดีให้ แต่ก็เหลืออีก 1 คดีที่ไม่ได้รวม และจะมีการตัดสินในวันที่ 28 ก.พ.โดยที่นายสุรชัย ไม่สู้คดี  แต่ก็ยังไม่ได้รับการประกันตัว   และตนอยากฝากไปยังกมธ.ว่า ขณะนี้มีผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการพิจาณารอการประกันตัวประมาณ 8 หมื่นคน และยังมีนักโทษที่อายุเกิน 70 ปี ที่จะได้รับการอภัยโทษ แต่ก็ยังพบอยู่ในคุกอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน\nทั้งนี้กรรมาธิการฯ ได้แสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย  โดยเห็นว่า เรื่องสิทธิพื้นฐานของนักโทษ เรื่องรถติดแอร์ การตีตรวน ถือว่ามีความจำเป็นที่ต้องมีการแก้ไข และปฏิบัติกับทุกคนไม่เฉพาะกรณีนี้  ส่วนเรื่องการประกันตัวถือว่าเป็นดุลพินิจของศาล  แต่แนวทางในการช่วยเหลือ ต้องมาช่วยกันคิดว่า  จะเสนอแนวทางอย่างไรที่จะไม่เป็นการละเมิดอำนาจศาล  เรื่องการช่วยเหลือกมธ.สามารถเป็นพี่เลี้ยงได้ โดยมีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งทนายความ  ผู้รู้ด้านกฎหมาย หรือญาติ มาร่วมหารือ ว่าจะยื่นคำร้องในการประกันใหม่อย่างไร   และต้องมาดูกระบวนการยุติธรรมว่า นักโทษโดนกลั่นแกล้งหรือแทรกแซงหรือไม่  โดย ต้องศึกษาภาพรวมเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนและกระบวนการยุติธรรม\nด้านพล.ต.อ.วิรุฬ กล่าวว่า เราต้องศึกษาและดำเนินการในเรื่องนี้ หรือมีตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมา  เพื่อศึกษาระบบการประกันตัว ระบบการใช้เครื่องพันธนาการ ระบบการพิจารณาการประกันตัวระหว่างรอการพิจารณา  ให้เป็นไปตามหลักการ  สอดคล้องกับการปฏิบัติของโลก และสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ  และความเห็นในการศึกษา น่าจะนำเสนอกับกระบวนการบริหารของศาลได้ อาทิ สำนักงานศาลยุติธรรม\n(ข่าวสด, 22-2-2555) \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-2ca32bfeee034c46b81e65c549991096", "input": "Title: EU ออกมาเรียกร้องให้พม่าหยุดยิง ส่วนผู้อพยพจากสงครามทะลักเข้าไทยต่อเนื่อง \n Body: สหภาพยุโรป (EU) ได้ออกมาเรียกร้องให้เผด็จการทหารพม่าหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข ทางด้านหน่วยงานต่างๆ ในฝั่งไทยเตรียมพื้นที่รองรับไว้ 3 แห่ง ในเขตอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวว่ายอดผู้หนีภัยสงครามเข้ามาในประเทศไทยมีจำนวน 3,300 กว่าคนแล้ว\n13 มิ.ย. 52 - www.kwekalu.net รายงานว่าเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมา สหภาพยุโรป หรือ EU ได้ออกมาเรียกร้องให้เผด็จการทหารพม่าหยุดยิง โดยไม่มีเงื่อนไข โดยการออกมาเรียกร้องของ EU ครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเผด็จการทหารพม่า ร่วมกับ กองทัพ DKBA ทำการโจมตีพื้นที่ของกองพลน้อยที่ 7 กองพันของ KNU บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเมย ในเขตผาอันตามที่เป็นข่าวมาแล้วนั้นให้หยุดโจมตีทันที เพราะทำให้ประชาชนเดือดร้อน 3,500 กว่าคนที่ต้องหนีการสู้รบเข้ามายังเมืองไทย ในขณะเดียวกันเรียกร้องให้ผู้บัญชาการทหาร ให้สร้างการเมือง ด้วยการพูดจากันเพื่อความสงบสุขของกลุ่มชาติพันธุ์\nทั้งนี้ EU ยังได้เรียกร้องให้ภาคประชาสังคมร่วมกันกดดันให้เผด็จการทหารพม่าทำตามครรลองในระบอบประชาธิปไตยอีกด้วย\nเหยื่อ 2 คนถูกทหารเผด็จการทำการข่มขืน \nในวันเดียวกันนี้มีรายงานเข้ามาเพิ่มเติมว่า ผู้บัญชาการระดับสูง จ่อ ซู ระ อายุ 42 ปี ได้ละเมิดทำการข่มขืนหญิงชาวโรฮิงยา ที่อุทยาน มอดอ คนหนึ่งเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยเรื่องนี้ถูกเปิดเผยโดยหนังสือพิมพ์ Kaladan Press เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ที่ผ่านมา\nเรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงค่ำของวันที่ 10 มิ.ย.  ผู้บัญชาการระดับสูง จ่อ ซู ระ และชาวบ้านคนหนึ่งได้เข้าไปที่บ้านของ นือ คา โท วัย 24 ปี ซึ่งเป็นผู้ดูแลแม่แก่และน้องๆ อีก 2 คนที่อยู่ในหมู่บ้าน เจ๊าะ แหล่ คา โดยชาวบ้านคนนั้นได้ให้แม่เปิดประตูเพื่อที่จะบ้านเลขที่และทำการสำรวจข้อมูลประชากร พอแม่เปิดประ จ่อ ซู ระ เข้าไปพร้อมปืนสั้น พร้อมกับกระทำการดังกล่าว กับ นือคาโท ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนหนัก แม้จะมีการตะโกนเรียกความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครได้ยินและไม่สามารถจะเข้าไปช่วยเหลือได้\nหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ตั้งใจที่จะเข้าไปรายงานต่อผู้บังคับบัญชาในรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า และผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่สามารถทำได้ได้เนื่องจากมีความกลัวที่จะถูกทำร้าย\nด้านองค์กรที่เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องนี้ Free Burma Rangers เปิดเผยว่า มีหญิงชาวไทยใหญ่ วัย 15 ปี คนหนึ่งถูกพลทหารพม่า 12 คน ทำการข่มขืน ในรัฐไทยใหญ่ ที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 14 พ.ค.52 เช่นกัน โดยพลทหารทั้ง 12 คนสังกัดกองพันที่ 426 ได้ทำการช่วงที่ เหยื่อไปทำงาน และตอนนี้เหยื่อยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ตอง จี\nจำนวนผู้อพยพเพิ่มจากการหนีจากการโจมตีของ DKBA\n \n \n\nที่มาภาพ www.kwekalu.net\nจากคำบอกเล่าของผู้อพยพชาวกะเหรี่ยงที่เข้ามาลี้ภัยสงครามในประเทศไทย พบว่าเหล่าทหาร DKBA ได้รีดไถเงินจากชาวบ้านชุมชนละ 3,000 บาทโดยอ้างว่าเพื่อที่จะนำไปให้ผู้ที่เป็นลูกหาบ ทำให้พวกเขาทนกับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายไม่ไหว จึงต้องหนีเข้ามาฝั่งไทย\n“แม้เราจะอยู่ แต่ไม่สามารถที่จะพูดและทำอะไรเขาได้ จะออกมาเผชิญกับภายนอกก็ไม่ได้ พวกเขา (DKBA) เข้ามารีดไถเงิน บังคับให้ไปเป็นทหาร และเป็นลูกหาบ ทำให้พวกเราต้องเจอกับความลำบากมากมาย เมื่อทนไม่ไหวจึงต้องหนีออกมา อยู่ที่นั่นไม่ได้แล้ว” ชาวบ้านแม่ละอะในพูด\nเนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน ชุมชนไม่มีรายได้อะไรจึงเป็นความลำบากมาก ผู้ที่หนีเข้ามาส่วนใหญ่เป็นเด็กและผู้หญิง เนื่องจากระหว่างทางในการหนีต้องตากฝนมาตลอดเมื่อมาถึงก็ต้องเผชิญกับปัญหาโรคอีกด้านหนึ่ง ส่วนเด็กๆ ที่กำลังเรียนอยู่ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องเรียนแล้วก็เลยไม่มีที่ให้เรียน ชาวบ้านแม่ละอะในคนหนึ่งพูด\nตอนนี้สำหรับผู้ที่หนีเข้ามา กำลังต้องการ ข้าวสาร, เกลือ และปลาร้า เป็นต้น โดยคณะกรรมการผู้ลี้ภัย (TBBG) กำลังดำเนินการอยู่ แต่ด้วยความร่วมมือและความช่วยเหลือจากองค์กรต่างๆ จึงได้รับทั้ง ปลากระป๋อง, มาม่า ที่เป็นการช่วยเหลือเบื้องต้น แต่ก็ยังมีอีกเยอะที่เพิ่งมาใหม่และยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ\nสำหรับองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยได้เตรียมพื้นที่รองรับไว้ 3 แห่ง ในเขตอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ทั้งนี้ยังมีข่าวรายงานมาว่า ยอดผู้หนีเข้ามาในฝั่งไทย มีจำนวนถึง 3,300 กว่าคนแล้ว \nDKBA โจมตีรอบใหม่ ทหารกะเหรี่ยงพุทธเผย ไม่อยากเป็นทหารจึงหนีข้ามมาหางานฝั่งไทย\nเมื่อเช้าของวันที่ 12 มิ.ย. 52 เวลา 8.30 น.ถึง 9.30 น. ทหาร DKBA ได้โจมตี กองพลน้อยที่ 7 ในกองพันที่ 21 ของ KNU ผู้นำ KNU รายงานว่า ทหาร DKBA ได้รับบาดเจ็บจากกับระเบิด 3 นาย\nเผด็จการทหารพม่า และ DKBA ได้ทำการโจมตี กองพันที่ 21 นานกว่าหนึ่งชั่วโมง ในการโจมตีครั้งนี้ได้ทำการยิงปืนใหญ่ 1 ลูก และจากการยิงปืนใหญ่ครั้งนี้กระสุนปืนใหญ่ได้ตกลงในเขตประเทศไทย บริเวณใกล้กับ แม่ตะริ ทำให้ชาวบ้านในชุมชนต่างตกใจกลัว ในขณะเดียวกันโรงเรียนก็ต้องหยุดการสอนไปด้วยทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมหากมีการโจมตีมากกว่านี้\nและในวันเดียวกันนี้ทหารไทยได้ทำการจับกุมพลทหาร DKBA 1 นาย พร้อมกับทำการสอบสวน ทหารกะเหรี่ยงพุทธที่ถูกจับ กล่าวว่า “ไม่เคยคิดที่จะเป็นทหารกะเหรี่ยงพุทธ ดังนั้นจากการที่ได้หนีมาก็เพื่อจะไปหางานทำ” พลทหารที่หนีมานายนี้สังกัด กองพัน 555 และเป็นทหารมาได้ 3 เดือนแล้ว \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-515c9ef64afa469981ef556c7eeb5ff6", "input": "Title: เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนะวนิช : ชนชั้นนำสร้างแนวคิด จนกลายเป็น ประชาธิปไตยแบบไทยๆ \n Body: เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 50 มูลนิธิตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จัดงานเสวนา \"ครบรอบ 100 ปีปริทัศน์: รัฐธรรมนูญและกบฏปฏิวัติรัฐประหาร - การเมืองสยามประเทศไทยสมัยใหม่ พ.ศ.2454-2550\" ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวข้อหนึ่งในการเสวนาคือ \"ปฏิวัติกระฎุมพี-ประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข: จาก 14 ถึง 6 ตุลา และพฤษภาประชาธรรม' \n\n \n\n'อ.เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนะวนิช' อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เจ้าของผลงานวิทยานิพนธ์หัวข้อ \"แนวความคิดประชาธิปไตยแบบไทย' [1](2536) ได้กล่าวถึง 4 กลุ่มใหญ่ในสังคมไทยที่ต่อสู้ทางการเมืองและความคิดเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง น่าสนใจว่า วิธีคิดและการให้ความหมายต่อคำว่า 'ประชาธิปไตย' นั้น ช่างแตกต่างขัดแย้ง และนี่คือเรื่องราวของ กลุ่มอนุรักษ์นิยมเก่า กลุ่มซอยราชครู กลุ่มสี่เสาเทเวศร์ และกลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ รวม 4 กลุ่มใหญ่ภายใต้สังคม 'ประชาธิปไตยแบบไทยๆ'\n\n \n\n \n\n0 0 0\n\n \n\n \n\nเกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนะวนิช\n\nอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่\n\n \n\n \n\nหัวข้อที่ผมจะพูดในวันนี้ นำมาจากส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ที่ทำที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง แนวความคิดประชาธิปไตยแบบไทย [1] หวังว่ามันจะสอดคล้องกับหัวข้อในการสัมมนาครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม วิทยานิพนธ์เล่มนี้ แสดงให้เห็นถึงการก่อตัวของแนวความคิดประชาธิปไตยแบบไทยซึ่งก่อร่างสร้างขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 2490 ถึงทศวรรษ 2510 \n\n \n\nผมพบว่า แนวความคิดประชาธิปไตยแบบไทย หาได้เป็นแนวความคิดที่มีเอกภาพ แต่สามารถแยกได้เป็น 4 แนวความคิดจากกลุ่มการเมือง 4 กลุ่มที่ปะทะกันอยู่ \n\n \n\nในบริบททางการเมืองในช่วง 2490 - 2510 ได้ปรากฏกลุ่มทางการเมืองขึ้น 4 กลุ่มด้วยกัน ทั้ง 4 กลุ่มต่างช่วงชิงต่อสู้ทั้งทางปฏิบัติการทางการเมืองและทางความคิด เพื่อมีอำนาจในทางการเมือง\n\n \n\nทั้ง 4 กลุ่มนี้คือ กลุ่มอนุรักษ์นิยมเก่า กลุ่มซอยราชครู (ซึ่งอยู่ภายใต้การนำของจอมพลผิน ชุณหะวัน [2] และพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ [3]) กลุ่มสี่เสาเทเวศร์ (ซึ่งเป็นทหารภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ [4]และมีจอมพลถนอม กิตติขจร [5] และจอมพลประภาส จารุเสถียร [6]) และกลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่\n\n \n\nโดยกลุ่มอนุรักษ์นิยมเก่า คือกลุ่มเจ้าและขุนนางซึ่งมีความสืบเนื่องกับการเมืองก่อน 2475 เช่น กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร [7] กลุ่มอนุรักษใหม่ก็จะสืบเชื้อสายและความคิดจากกลุ่มขุนนาง เจ้า เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช [8] และ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช [9] โดยความคิดของกลุ่มอนุรักษ์นิยมทั้งเก่าและใหม่ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ \n\n \n\nแนวคิดประชาธิปไตยแบบไทยของแต่ละกลุ่ม ต่างมีคำอธิบาย ต่างมีปฏิบัติการทางการเมืองที่แตกต่างกันแต่สืบเนื่องกัน แนวความคิดของกลุ่มอนุรักษ์นิยมเก่า ปฏิบัติการในช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 2490 ในขณะที่กลุ่มซอยราชครูคือครึ่งหลังของทศวรรษ 2490 กลุ่มสี่เสาเทเวศร์ในทศวรรษ 2500-2510 และกลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ นับตั้งแต่กลางทศวรรษ 2510 เป็นต้นมา \n\n \n\nในที่นี้ ผมจะนำเสนอ 'ความคิดประชาธิปไตยแบบไทย' ของทั้ง 4 กลุ่มโดยสังเขป การสร้างความคิดดังกล่าว เป็นการสร้างที่ปะทะขัดแย้งกันใน 3 ประเด็นหลัก ประเด็นแรก ว่าด้วยระบอบการเมืองแบบจารีต ประเด็นที่สอง ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และประเด็นที่สาม ว่าด้วยประชาธิปไตยแบบไทย\n\n \n\n \n\nการเมืองแบบจารีต\n\nเรื่องแรก การเมืองแบบจารีต เป็นการปะทะกันในแง่การให้ความหมายกับการให้อำนาจทางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบการเมืองแบบจารีตของไทย\n\n \n\nกลุ่มอนุรักษ์นิยมเก่ายืนยันว่า ระบอบการเมืองแบบจารีตของไทยนั้น พระมหากษัตริย์มิใช่มีอำนาจอย่างแท้จริง แต่ทว่ามีคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นรัฐธรรมนูญ คอยจำกัดพระราชอำนาจของพระองค์อยู่ อีกทั้งพระมหากษัตริย์ไทยนั้น ยังถูกควบคุมด้วยจารีตการปกครองแบบพ่อปกครองลูก นี่คือทัศนะของกลุ่มอนุรักษ์นิยมเก่า\n\n \n\nอย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มซอยราชครู กลับพิจารณาว่า ระบอบการเมืองการปกครองแบบจารีต เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจโดยเด็ดขาดสมบูรณ์ \n\n \n\nขณะที่กลุ่มสี่เสาเทเวศร์พิจารณาในชั้นแรกว่า ระบอบการปกครองแบบจารีตของไทย ในช่วงสมัยสุโขทัย คือพ่อปกครองลูก แต่ทว่ามาถึงสมัยอยุธยาแล้ว ระบอบการปกครองแบบจารีตของไทย ก็มาเป็นระบอบเทวราชาที่มีพระมหากษัตริย์เปรียบประดุจดั่งเทวะ ในขณะที่ประชาชนคือไพร่ทาส\n\n \n\nส่วนกลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่นั้นเสนอว่า ระบอบการเมืองแบบจารีต เป็นการผสมระหว่างระบอบพ่อปกครองลูกกับระบอบเทวราชา คือพระมหากษัตริย์ไทยมีทั้งด้านที่ทรงเป็นเทวะ และด้านที่ทรงมีพระเมตตากับประชาราษฎร์ในแบบพ่อปกครองลูก อีกทั้งในช่วงหลังๆ ในสมัยรัตนโกสินทร์นั้น พระมหากษัตริย์ไทยก็ทรงมีจิตใจแบบเสรีนิยมด้วย นี่คือทัศนะของกลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ในช่วงเกือบทศวรรษ 2510 \n\n \n\nเราจะเห็นว่า ประเด็นเรื่องการเมืองแบบต่างๆ แต่ละกลุ่มต่างมีทัศนะที่ปะทะขัดแย้ง ไม่อยู่ในร่องรอยเดียวกันอยู่ \n\n \n\n \n\nการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 \n\nเรื่องที่สอง การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ในประเด็นนี้ เป็นการปะทะกันในแง่ความหมายของการเปลี่ยนแปลงในปี 2475 กลุ่มอนุรักษ์นิยมเก่าพิจารณาว่า เหตุการณ์ในปี 2475 นั้น เป็นเหตุการณ์ที่คณะราษฎร \"ขอพระราชทานรัฐธรรมนูญ\" ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนบางอย่างภายในระบอบการปกครองระบอบจารีตของไทยเท่านั้น เป็นเพียงการนำเอารัฐธรรมนูญมาใช้แทนหลักในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์\n\n \n\nสำหรับกลุ่มซอยราชครู เห็นตรงกันข้าม โดยมีความคิดว่า การเปลี่ยนแปลงเมื่อ 2475 เป็นการยกเลิกราชาธิปไตย แล้วสถาปนาประชาธิปไตยขึ้นมา\n\n \n\nขณะที่กลุ่มสี่เสาเทเวศร์ มีความคิดที่แตกต่าง ด้านหนึ่งมีความคิดแบบเดียวกับซอยราชครูที่ว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นมา แต่กลุ่มสี่เสาเทเวศร์พิจารณาต่อไปด้วยว่า การเปลี่ยนแปลง 2475 เป็นการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกขึ้นมา ซึ่งไม่สอดคล้องกับสังคมไทย เพราะก่อให้เกิดความปั่นป่วนไร้เอกภาพขึ้นมาในระบอบการเมืองของไทย\n\n \n\nต้องรอจนการปฏิวัติใน พ.ศ.2501 ระบอบประชาธิปไตยของไทยจึงเปลี่ยนมาเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบไทยที่สอดคล้องกับสังคมไทย\n\n \n\nในกรณีของกลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ พิจารณาเหตุการณ์ในปี 2475 ว่าเป็นตัวขัดขวางวิวัฒนาการในระบอบประชาธิปไตยของไทย เพราะกลุ่มอนุรักษ์ใหม่มีทัศนะว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยไทยกำลังเกิดขึ้นภายใต้การนำของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งทรงเป็นกษัตริย์เสรีนิยม นี่เป็นทัศนะของกลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ เช่น ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งขบวนการนี้เป็นขบวนการที่ประชาชนเห็นพ้องด้วย \n\n \n\nแต่ขณะเดียวกัน คณะราษฎรซึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวกลับมายึดอำนาจเสียก่อน ซึ่งทำให้สังคมไทยไม่สามารถสถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาได้ แต่ทว่า กลายเป็นระบอบเจ้าหลายชีวิต นั่นคือ การยึดอำนาจเบ็ดเสร็จหมุนเวียนอยู่ในผู้นำไม่กี่คน\n\n \n\n \n\nประชาธิปไตยแบบไทย \n\nประเด็นที่สาม ว่าด้วยประชาธิปไตยแบบไทย ประเด็นนี้ก็มีการปะทะกันในแง่ของการให้ความหมายของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับสังคมไทย และเป็นประชาธิปไตยแบบไทยที่แท้จริง\n\n \n\nเริ่มต้นที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมเก่า กลุ่มนี้อธิบายว่า มันมีความสืบเนื่องระหว่างการปกครองแบบจารีตของไทย กับระบอบประชาธิปไตยแบบไทย นั่นคือ ระบอบการปกครองแบบจารีตของไทยนั้น มีองค์ประกอบของระบบประชาธิปไตยอยู่แล้ว นั่นคือ มีกฎหมายพระธรรมศาสตร์ที่เปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญที่จำกัดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ อีกทั้งการขึ้นสู่อำนาจของพระมหากษัตริย์แบบไทยนั้น ก็เป็นไปตามหลัก \"อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ\" นั่นก็คือการขึ้นสู่อำนาจโดยความเห็นพ้องของประชาชน\n\n \n\nระบอบประชาธิปไตยแบบไทย เป็นเพียงการปรับให้ระบอบการปกครองแบบจารีตทันสมัยขึ้นเท่านั้น นั่นคือ มีกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีสถาบันใหม่ๆ ขึ้นมาทำหน้าที่ในแง่บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ \n\n \n\nแต่เนื่องจากสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่เป็นตัวแทนอำนาจของปวงชนอย่างแท้จริง ตามหลักอเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ในแง่ความคิดของพวกอนุรักษ์นิยมเก่า สถาบันทั้งสาม คือ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ จึงต้องเป็นสถาบันที่ขึ้นต่อและได้รับการมอบหมายอำนาจจากสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังที่กรมหมื่นนราธิปพงษ์ประพันธ์ทรงกล่าวว่า อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชน พระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้ คือทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางรัฐสภา อำนาจนิติบัญญัติทางคณะรัฐมนตรี และอำนาจตุลาการทางศาล\n\n \n\nซึ่งหมายความว่า ในระบอบประชาธิปไตยแบบไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และทรงเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย หรืออีกนัยหนึ่งคือทรงมีอำนาจที่แท้จริง \n\n \n\nในขณะเดียวกัน กลุ่มซอยราชครูกลับมีทัศนะที่แตกต่างกัน คือพิจารณาว่า จริงๆ แล้วมันไม่มีความสืบเนื่องระหว่างการปกครองในระบอบจารีตกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย \n\n \n\nเพราะการปกครองแบบจารีตนั้น อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ รวมอยู่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ ในขณะที่ในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยนั้น อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน แต่อำนาจของปวงชนนั้นถูกใช้โดยสถาบันทั้งสาม โดยเฉพาะสถาบันบริหาร ก็จะมีแหล่งที่มาจากข้าราชการ และจะมีแหล่งที่มาจากสถาบันนิติบัญญัติประกอบไปด้วย\n\n \n\nในกรณีของกลุ่มสี่เสาเทเวศร์ พิจารณาเห็นด้วยกับกลุ่มซอยราชครู ว่ามันมีความแตกต่างไม่สืบเนื่องระหว่างระบอบการปกครองแบบจารีตกับระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย แต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คณะราษฎรได้นำเอาประชาธิปไตยแบบตะวันตก ซึ่งเป็นประชาธิปไตยในแบบผู้แทนมาใช้ อันเป็นระบอบที่กลุ่มสี่เสาเทเวศร์เห็นว่า มันไม่สอดคล้องกับสังคมไทย \n\n \n\nประชาธิปไตยแบบไทยในทัศนะของกลุ่มสี่เสาเทเวศร์ จะต้องเป็นประชาธิปไตยที่ไม่ใช่แบบผู้แทน ไม่ใช่ระบอบรัฐสภา ซึ่งเป็นการนำเอาหลักการแบบพุทธ อันเป็นมรดกตกทอดของสังคมไทยมาใช้ นั่นก็คือ หลักของความสมานฉันท์ และไม่มีฝ่ายค้าน \n\n \n\nขณะที่ผู้นำภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยที่ไม่มีฝ่ายค้าน ก็จะต้องเป็นผู้นำที่เปรียบเสมือนเป็นพ่อปกครองลูกของตัวเอง ที่เรียกว่าระบอบพ่อขุนอุปถัมภ์นั้นเอง\n\n \n\nส่วนกลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่เห็นว่า จริงๆ แล้วพระมหากษัตริย์ไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ทรงมีจิตใจเสรีนิยม ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ทรงเลิกทาส ตลอดจนรัชกาลที่ 7 กำลังจะพระราชทานรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แต่คณะราษฎรเข้ามาขัดขวางกระบวนการเสียก่อน \n\n \n\nระบอบประชาธิปไตยแบบไทยอันเป็นระบอบที่เหมาะสมกับสังคมไทยนั้น ควรจะต้องเป็นระบอบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้นำ และเป็นผู้รักษาดุลแห่งอำนาจ หมายความว่า ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยนั้น แม้ว่าสถาบันนิติบัญญัติ และสถาบันบริหาร จะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ทว่า ตัว ส.ส.แต่ละคนนั้น ก็เป็นเพียงตัวแทนของคนเพียงกลุ่มเดียวที่เลือกเขาเข้ามา สถาบันที่เป็นตัวแทนของปวงชนที่แท้จริงนั้น คือสถาบันพระมหากษัตริย์ \n\n \n\nในขณะเดียวกัน ในระบอบประชาธิปไตยนั้น มีการแยกหน้าที่กัน เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ซึ่งอาจเกิดความขัดแย้งคัดง้างกันบ้างระหว่าง 3 สถาบัน ดังนั้น สถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งได้รับความเคารพจากทุกฝ่าย จึงเหมาะสมจะทำหน้าที่รักษาดุลในหน้าที่ทั้งสามในฐานะที่เป็นองค์พระประมุข\n\n \n\nดังนั้น ในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยนั้น จึงเป็นระบอบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขนั่นเอง \n\n \n\nเราจะเห็นว่ามีทัศนะที่แตกต่างกัน ในแง่ของการสถาปนาแนวความคิด แนวความคิด \"ประชาธิปไตยแบบไทย\" จากกลุ่มทางการเมืองต่างๆ ซึ่งอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า แนวคิดประชาธิปไตยแบบไทยซึ่งมักมีคนอ้างอิงอยู่ตลอดเวลาแม้กระทั่งถึงปัจจุบัน แนวความคิดประชาธิปไตยแบบไทยเป็นแนวความคิดที่ชนชั้นนำหรือ elite ไทยกลุ่มต่างๆ พัฒนา สร้างขึ้นมา เพื่อจัดสรรอำนาจระหว่างกันนั่นเอง ว่าใครจะเป็นผู้ที่สมควรมีอำนาจในระบอบการปกครองของไทย นี่ก็เป็นแนวความคิดประชาธิปไตยแบบไทย ในช่วงทศวรรษ 2490 - ทศวรรษ 2510 และอาจสืบเนื่องมาเรื่อยๆ ก็ได้ \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-1209dcf8833b4353b9db8d6b223f24cc", "input": "Title: TCIJ: สืบพยานคดีฟ้องชาวบ้าน 1.12 ล้านเหตุค้านโรงไฟฟ้าชีวะมวล วันนี้ \n Body: คดีชาวบ้านเชียงรายถูกฟ้องละเมิดเรียกค่าเสียหาย 1,120,000 บาทกรณีคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ศาลจังหวัดเชียงรายนัดสืบพยานโจทก์ 24-25 ม.ค.นี้ วานนี้ (23 ม.ค.55) เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน แจ้งว่า ในวันที่ 24-25 ม.ค.55 เวลา 09.00 น. ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 8 ศาลจังหวัดเชียงรายนัดสืบพยานโจทก์ คดีชาวบ้าน ต.เวียงเหนือ ถูกฟ้องละเมิดเรียกค่าเสียหาย 1,120,000 บาทกรณีคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลของบริษัท พลังงานสะอาดดี 2 จำกัด และศาลนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 26-27 ม.ค.55 สืบเนื่องจากชาวบ้าน ต.เวียงเหนือ อ.เวียงชัย, ต.ริมกก อ.เวียงเมือง, ต.ทุ่งก่อ อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย ได้ร่วมกันคัดค้านการดำเนินโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลมาตั้งแต่ปี 2551 ด้วยเหตุผลว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลอาจส่งผลกระทบต่อวิถีชาวบ้านในชุมชนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ทั้งเรื่องการแย่งชิงแหล่งน้ำ ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ สุขภาพอนามัยที่อาจต้องรับฝุ่นละอองจากกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระบุด้วยว่า การเคลื่อนไหวคัดค้านการก่อสร้างโครงการดังกล่าวเป็นการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิชุมชนตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้รับรองไว้ในมาตรา 66 และ 67 จนทำให้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากบริษัท พลังงานสะอาดดี 2 จำกัดผู้ดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้า ทั้งคดีแพ่ง และคดีอาญา อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1160/2553 ซึ่งบริษัท พลังงานสะอาดดี 2 จำกัด ยื่นฟ้องนายบุญซ่น วงค์คำลือ กับพวกรวม 9 คน ซึ่งเป็นชาวบ้าน ต.เวียงเหนือ อ.เวียงชัย จ.เชียงราย ที่ศาลจังหวัดเชียงราย ในฐานความผิดละเมิดและเรียกค่าเสียหาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จากการคัดค้านการดำเนินโครงการดังกล่าว เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2553 ทั้งนี้เมื่อวันที่ 29 ส.ค.54 ศาลปกครองเชียงใหม่ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีชั่วคราวก่อนการพิพากษา ตามที่ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์คนฮักท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย 100 คน ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งและการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวต่อศาล เมื่อวันที่ 23 พ.ค.54 โดยสั่งให้ทุเลาการบังคับตามใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานที่ออกเมื่อปี พ.ศ.2553 ซึ่งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานออกให้กับบริษัทพลังงานสะอาดดี 2 จำกัด ผลของคำสั่งดังกล่าวทำให้บริษัทพลังงานสะอาดดี 2 จำกัด จำต้องหยุดการดำเนินการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าชีวมวลหรือเข้าไปเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น ศาลชี้การออกใบอนุญาตมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายและกระทบต่อสิทธิชุมชนของชาวบ้านจำนวนมาก \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-d7040e1724574c5885620be08279b79e", "input": "Title: นิธิ เอียวศรีวงศ์: ควรลดขนาดกองทัพลง \n Body: แม้ว่าประเทศตะวันตกมีกองทัพประจำการมานาน แต่กองทัพประจำการของโลกตะวันตกมีขนาดเล็กกว่าภารกิจที่ต้องทำในยามสงครามอย่างมาก เหตุดังนั้นก่อนเกิดสงครามหรือในยามที่ทำสงครามอยู่ จึงต้องระดมพลเสริมเข้ามาอีกจำนวนมาก ไม่เฉพาะแต่ทหารกองหนุนเท่านั้น แม้ผู้ชายที่ไม่เคยเป็นทหารเลย ก็ต้องถูกระดมเข้ามารับการฝึกอย่างรวดเร็ว และรวบรัด เพี่อส่งออกแนวหน้า\nกองทัพสหรัฐมีกำลังพลที่ประจำการอยู่เกือบหรือเกินล้าน (ใน 2018 มีประจำการอยู่หนึ่งล้านสองแสนกว่าคน) แต่เพื่อทำสงครามเวียดนาม แม้เป็นสงครามที่ไม่ประกาศ ก็ต้องใช้กำลังพลถึง 5 แสนในช่วงสูงสุดของการศึก และสหรัฐต้องระดมกำลังคนหนุ่มทั่วประเทศมาเสริม เพราะกองทัพสหรัฐมีภารกิจที่ต้องปฏิบัติแม้ในยามสงบ จนเกินกว่าจะถอนกำลังมาใช้ในเวียดนามได้ครบ\nสหรัฐเป็นมหาอำนาจ และกำหนดบทบาทให้ตนเองต้องเข้าไปกำกับควบคุมการเมืองทั้งโลก จึงต้องรักษาทหารประจำการไว้จำนวนมาก แม้กระนั้นทหารประจำการสหรัฐก็มีเพียง 0.392% ของประชากรอเมริกัน\nก่อนที่สหรัฐจะเข้ามามีบทบาทในการเมืองโลก กองทัพประจำการของสหรัฐยิ่งมีขนาดเล็กลงไปกว่านี้อีก สงครามกับอินเดียนแดงเพื่อขยายที่ทำกินออกมาทางตะวันตกทั้งหมด ในช่วงแรกใช้กองกำลังที่จัดตั้งขึ้นเฉพาะกิจ ในช่วงหลังแม้ว่าใช้ทหารประจำการเป็นแกนกลาง แต่ก็ต้องระดม “อาสาสมัคร” ซึ่งที่จริงคือทหารรับจ้างที่ไม่ได้ “รับจ้าง” อย่างออกหน้า แต่เข้าร่วมรบเพื่อหารายได้เป็นหลัก\nจนสงครามกลางเมือง, สงครามกับสเปน หรือแม้แต่ใช้กำลังปราบปรามความไม่สงบภายในก็ยังคงทำอย่างเดียวกัน คือมีทหารประจำการเป็นแกน และระดม (ส่วนใหญ่คืออาสาสมัคร-รับจ้าง) กำลังพลเรือนเข้าเป็นทหารชั่วคราว หากวิเคราะห์กำลังทหารสหรัฐที่ทำสงครามเวียดนาม ก็ไม่ต่างจากเดิมมากนัก คือมีทหารประจำการเป็นแกนกลาง แล้วระดมคนหนุ่มเข้ามาเป็นทหารระดับล่างๆ ทั้งหมด ทั้งในส่วนที่เป็นช่างเทคนิคและกำลังรบ\nย้อนกลับไปดูในประวัติศาสตร์สงครามของยุโรปก็เป็นอย่างเดียวกัน คือรักษากำลังทหารประจำการจำนวนน้อยเอาไว้ แล้วระดมกำลังขนานใหญ่เมื่อเกิดสงคราม (หรือกำลังจะเกิดสงคราม) คนที่เรียนประวัติศาสตร์ยุโรปคงจำได้ว่า จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 การที่มหาอำนาจใดเรียกระดมพล ก็เกิดความตึงเครียดในความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านทันที เพราะเพื่อความไม่ประมาท เพื่อนบ้านก็มักระดมพลเพื่อตอบโต้ทันทีเหมือนกัน ทั้งนี้ เพราะกองทัพประจำการขนาดใหญ่นั้นไม่จำเป็น นอกจากจะทำสงคราม\nและในการระดมพลเพื่อการสงครามนั้น แม้แต่เรียกกองกำลังสำรองหรือทหารกองหนุนเข้าประจำการก็ยังไม่พอ ต้องเรียกเกณฑ์หรือรับ “อาสาสมัคร-รับจ้าง” เพิ่มเข้ามาอีกมาก\nแม้ในเมืองไทยเองก็เคยปฏิบัติมาอย่างเดียวกัน สงครามกับฝรั่งเศสและการเข้าตีเชียงตุงในระหว่างสงครามโลก ใช้กำลังพลส่วนใหญ่จาก “อาสาสมัคร-รับจ้าง” ทั้งสิ้น โดยมีกองทัพประจำการเป็นแกนกลางในการนำ เมื่อเสร็จศึกจึงต้องปลดประจำการทหารออกไปจำนวนมาก\nแต่การปลดประจำการหรือ demobilization นี้มีปัญหาในตัวเองอยู่สองอย่าง จู่ๆ ก็ปลดคนหนุ่มที่มีประสบการณ์การรบออกไปจำนวนมาก จำเป็นต้องมีงานรองรับคนเหล่านี้ มิฉะนั้นก็จะมีคนตกงานและความเดือดร้อนของคนหนุ่มกลุ่มก้อนใหญ่ ที่เคยชินกับการจัดองค์กรเสียด้วย จึงอาจเกิดความปั่นป่วนทางสังคมและการเมืองขึ้นได้ และอย่างที่สองก็คือ ทหารในกองทัพประจำการ โดยเฉพาะตัวนายๆ รู้สึกว้าเหว่จากอำนาจที่เคยมีระหว่างสงคราม เพราะกำลังพลในบังคับบัญชาหายไปเกือบหมด จะต่อรองอะไรกับคนกลุ่มอื่น ก็ไม่มีพลังต่อรองสักเท่าไร\nแน่นอนประเทศไทยสมัยก่อน ซึ่งยังผูกกำลังแรงงานเกือบทั้งหมดไว้กับการเกษตร ย่อมดูดซับทหารปลดประจำการได้ไม่ยาก จึงไม่มีปัญหาอย่างที่หนึ่งมากนัก เหลือแต่ปัญหาอย่างที่สอง\nเมื่อกล่าวโดยสรุปก็คือ กองทัพประจำการของประเทศต่างๆ มักมีสัดส่วนของเปอร์เซ็นต์น้อย (เมื่อเทียบกับประชากร) ยกเว้นแต่ในประเทศมีภารกิจทางทหารที่ยังต้องปฏิบัติอยู่ เช่น สหรัฐ แม้กระนั้นทหารประจำการของสหรัฐก็ยังเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อประชากรที่น้อยกว่าประเทศไทยเสียอีก (ของไทยคือ 0.49 หรือเกือบ 0.5 ของประชากร ขณะที่สหรัฐมีเพียง 0.39 หรือเกือบ 0.4 เท่านั้น) ทั้งนี้ เพราะทหารประจำการนั้นหากมองในทางเศรษฐกิจแล้ว สิ้นเปลืองอย่างมาก เพราะทหารประจำการไม่ได้ “ผลิต” อะไรในทางเศรษฐกิจเลย การมีทหารประจำการจำนวนมาก จึงเท่ากับบั่นรอนกำลังทางเศรษฐกิจของประเทศลง\nยิ่งในประเทศที่การเกิดลดลงอย่างมากเช่นประเทศไทย และกำลังกลายเป็นสังคมสูงอายุ การมีทหารในกองทัพประจำการมาก ก็ยิ่งบั่นรอนกำลังทางเศรษฐกิจขึ้นไปอีก เพราะแย่งชิงเอากำลังแรงงานที่ขาดแคลนจากตลาดไปโดยไม่ได้ “ผลิต” อะไรเลย\nน่าสังเกตว่า หากไม่นับสิงคโปร์และพม่าแล้ว ไทยมีทหารประจำการคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อประชากรมากที่สุด สิงคโปร์มีทหารประจำการถึง 1.2% ของประชากร แต่สิงคโปร์อาจเป็นข้อยกเว้นเพราะมีประชากรน้อยคือเพียง 5.8 ล้านเท่านั้น ดังนั้น กองทัพที่เล็กที่สุดในอาเซียนคือมีทหารประจำการเพียง 72,000 คน ก็ต้องใช้ประชากรไปถึง 1.2% เข้าไปแล้ว\nส่วนพม่านั้น จำเป็นต้องใช้กำลังทหารจำนวนมาก เพื่อรักษาสถานะทางการเมืองของกองทัพไว้ ทั้งจากการแข็งข้อของประชาชนชาวพม่า และชนส่วนน้อย ฉะนั้นทหารประจำการพม่าจึงมีถึง 0.73% ของประชากร หรือกว่าสี่แสนคน เวียดนามซึ่งมีประชากรกว่า 96 ล้านคน มีทหารในกองทัพประจำการมากกว่าไทยไม่ถึงแสนคน แต่มีกำลังสำรองหรือทหารกองหนุนกว่า 5 ล้านคน ทั้งนี้ เพราะเวียดนามรู้สึกว่าประเทศที่อาจใช้กำลังทหารรุกรานตนได้ในอนาคตคือจีน จึงเป็นธรรมดาที่ต้องมีกำลังทหารทั้งประจำการและสำรองจำนวนมากเช่นนั้น อินโดนีเซียซึ่งมีประชากรกว่า 260 ล้านคน แต่มีกำลังในกองทัพประจำการมากกว่าไทยประมาณ 1 แสนคน คิดเป็นเพียง 0.16% ของประชากรเท่านั้น\nฟิลิปปินส์ซึ่งมีประชากรกว่า 104 ล้านคน มีทหารในกองทัพประจำการน้อยกว่าไทยครึ่งหนึ่ง หรือ 0.16% ของประชากรเท่าอินโดนีเซีย\nประเทศไทยปราศจากภัยคุกคามจากภายนอกมาตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนการคุกคามภายในก็สิ้นสุดลงเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ไทยล่มสลายในต้นทศวรรษ 2520 ถึงไทยอาจมีข้อพิพาทกับเพื่อนบ้านบ้าง ก็ไม่มีข้อพิพาทกับใครที่ใหญ่ถึงกับคุ้มที่จะทำสงครามเพื่อให้ได้มาตามความต้องการ\nเหตุใดไทยจึงยังรักษากำลังพลในกองทัพไว้มากถึงเพียงนั้น สัดส่วนทหารประจำการของไทยที่ 4.9% ของประชากรนั้น มากกว่ามาเลเซีย, เวียดนาม, รวมทั้งมากกว่าสหรัฐและจีนด้วย ยิ่งกว่านั้นไทยยังเกณฑ์ทหารมากกว่า 1 แสนคนทุกปี\nคำตอบมาเห็นได้ชัดในการรัฐประหารยึดอำนาจของกองทัพครั้งนี้ เพื่อรักษาอำนาจที่ได้มาโดยผิดกฎหมายไว้ กองทัพต้องใช้กำลังพลสูงมากในการปราบปรามและระงับยับยั้งมิให้เกิดการต่อต้านล้มล้างอำนาจจากฝ่ายประชาชน ไม่เฉพาะแต่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และเขตเมืองใหญ่อย่างในสมัยก่อนเท่านั้น แต่จำเป็นต้องอาศัยกำลังทหารไปทุกหย่อมหญ้า เฉพาะการ “เยี่ยม” ประชาชนซึ่งเป็นที่ระแวงสงสัยเพียงอย่างเดียว ก็ต้องใช้กำลังคนเข้าปฏิบัติการหลายร้อยหลายพันต่อวัน\nรัฐประหารของกองทัพที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต ก็คงต้องทำอย่างเดียวกัน ไม่ใช่เพราะวิธีนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรักษาอำนาจที่ได้มาโดยผิดกฎหมาย แต่เพราะประเทศไทยไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว รัฐประหารไม่ใช่คำตอบทางการเมืองซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วไปอย่างที่ผ่านมา ในสภาพเช่นนี้ วิธีเดียวที่จะรักษาอำนาจไว้ได้ กองทัพจำเป็นต้องใช้กำลังพลในการ “ตรึง” ประชาชนไว้อย่างไม่มีวันผ่อนมือลงได้เลย\nหากสักวันหนึ่ง การปฏิรูปกองทัพสามารถทำได้จริง สิ่งที่เว้นไม่ได้เลยคือลดจำนวนทหารประจำการของกองทัพไทยลง (เช่น ไม่น่าจะเกิน 0.2% ของประชากร) กองทัพควรกลับมาเหมือนอย่างที่เคยเป็นก่อนจะเข้าสู่สงครามเย็น คือมีขนาดเล็ก ประกอบด้วยแกนกลางที่เป็นทหารอาชีพเท่านั้น ส่วนที่เหลือคือกำลังสำรองที่พร้อมจะถูกระดมได้ในยามสงคราม กองทัพจะมีสมรรถภาพทางการทหารเพิ่มขึ้น (อินโดนีเซียและเวียดนามซึ่งมีทหารประจำการเป็นสัดส่วนต่อประชากรต่ำกว่าไทยมาก ถูกองค์กร Global Firepower ประเมินสมรรถนะทางทหารไว้สูงกว่าไทยพอสมควรทีเดียว) เพราะสมรรถภาพทางทหารไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนของกำลังพลเพียงอย่างเดียว\nในขณะที่ทหารอาจทำหน้าที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็จะไม่มีสมรรถภาพที่จะบ่อนทำลายประชาธิปไตยของชาติไปพร้อมกันด้วย\n \nที่มา: มติชนออนไลน์ www.matichon.co.th/article/news_1142579 [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-915ee33cc241402e8dc16c59de66e21b", "input": "Title: กวีประชาไท: การเริ่มต้นของลมหนาว \n Body: ลมหนาวหวนคืนอีกครา...ขณะข้าพร่ำความงามของความเศร้าเสียงกระซิบยินแว่วเพียงแผ่วเบาสายลมบอกเล่า กาลเวลา\nฤดู พบพาน เพื่อผ่านเลยลมหนาวเฉลย ปริศนาความรู้สึกแห่งหัวใจในน้ำตาช่างเหว่ว้า ยับเยิน จนเกินทน\nลมหนาวหวนคืนอีกครั้งแล้ว...เสียงแว่ว ของท้องฟ้า หลังซาฝนเสียงกระซิบอันอ้างว้างจากใครบางคนใครได้ยินความหมองหม่น...หมุนวนไป\nในมุมมองอีกมุมของหนุ่มสาวลมหนาวเอยลมหนาวเจ้ารู้บ้างไหมหนทางสู้ ช่างหนาวเย็นยะเยียบใจใครต่อสู้เพื่อใคร ใครไม่รู้\nลมหนาว-หนุ่มสาว และกองไฟเขยื้อน ยุคสมัยเพื่อไปสู่การข้ามพ้นฤดูกาลเพื่อหว่านฤดูแล้วพรั่งพรู เล่า-แชร์ ให้แก่กัน\nหนุ่มสาว...ลมหนาว ที่พัดมา หอบพาความฝันที่เราร่วมแต่งเติมในคืนวันเป็นสัมพันธ์ แห่งพันธะ ระหว่างเรา\nหมายเหตุ: เขียนเนื่องในโอกาสที่อัยการได้ทำการส่งฟ้อง 7 นักกิจกรรมทางสังคมต่อศาลทหารในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรัฐประหาร คสช.3/58 จากการจัดกิจกรรมพูดเพื่อเสรีภาพ ที่ศาลาจตุรมุข ม.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-4b8227f41658474ca41b824179d3b2f2", "input": "Title: 'พล.อ.ชวลิต' เผยเหตุออก 'เพื่อไทย' เพราะไม่เห็นด้วยสูตร 'ชินดาวงศ์' แนะจัดตั้ง 'กองกำลังส่วนที่ 3' แก้ 'ขัดแย้ง-ยากจน' \n Body: 'พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ' เปิดบ้านแถลงถึงสถานการณ์ทางการเมือง ระบุตอนลาออกจากเพื่อไทยเพราะ 'ทักษิณ' จะนำ 'ชินดาวงศ์' (ชินวัตร , ดามาพงศ์ , วงศ์สวัสดิ์) เข้ามา ตนไม่เห็นด้วยจึงลาออก แนะใช้กองกำลังส่วนที่ 3 (ชาวไทยภูเขา 21 ชนเผ่า, กลุ่มไทยใหม่, กลุ่มคนยากจน พี่น้องปักษ์ใต้, กองกำลังที่วางอาวุธ ฯลฯ) แก้ปัญหายากจน และเป็นตัวช่วยดับความขัดแย้ง\n \n13 มี.ค. 2559 เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ [1] รายงานว่าที่บ้านปิ่นประภาคม พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดบ้านแถลงถึงสถานการณ์ทางการเมือง โดยได้แจกหนังสือแก่สื่อมวลชน 3 ชุด ประกอบด้วย 1.การพัฒนาบ้านเมืองของประเทศต่างๆทั่วโลก 2.การวิเคราะห์รัฐธรรมนูญฉบับที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโน เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และ3.การสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย จากนั้น     \n \nพล.อ.ชวลิต กล่าวยืนยันว่าการแถลงข่าวครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ การที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกมาพูดถึงสถานการณ์ของประเทศไทยก่อนหน้านี้ เพราะการทำงานการเมืองของตนนั้น ไม่เคยเกี่ยวข้องกับผู้ใด และไม่เคยไปเกาะหรืออาศัยเงินทองใดๆ แต่ที่ต้องบอกเพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นสอดรับกัน อย่างไรก็ดีที่ตนออกจากพรรคเพื่อไทย (พท.) มา เพราะสมัยนั้นกับนายเสนาะ เทียนทอง อดีตส.ศ.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้สไกด์พูดคุยกับนายทักษิณ และพบว่านายทักษิณจะนำ \"ชินดาวงศ์\" (ชินวัตร , ดามาพงศ์ , วงศ์สวัสดิ์) เข้ามา ซึ่งไม่เห็นด้วย จึงลาออกจากพรรค ส่วนเรื่องจะพานายทักษิณกลับประเทศนั้น ไม่สนใจ เพราะเห็นว่ายังมีความขัดแย้งอยู่ และไม่ใช่คนที่จะนำนายทักษิณกลับมาได้      \n \nพล.อ.ชวลิต กล่าวอีกว่า เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งในสังคมเหมือนว่าจะเข้ามาเกี่ยวข้องตลอดเพราะเป็นหน้าที่ เป็นความรับผิดชอบต่อแผ่นดิน และเคยอยู่ในราชการทหาร แม้วันนี้ไม่ได้เป็น แต่ใจก็ยังเป็นอยู่ คิดตลอดว่าทำอย่างไรจะพาชาติไปสู่สันติสุข ซึ่งการทำงานของ จะมีการกำหนดยุทธศาสตร์ล่วงหน้าทุกครั้ง ซึ่งวันนี้ใช้ยุทธศาสตร์ที่ 3 อยู่ คือกองกำลังส่วนที่ 3 (3rd Force) โดยเป็นการรวมกลุ่มคนไม่ว่าจะสีอะไรก็ตาม ซึ่งขณะนี้มีจำนวนมหาศาล ประกอบด้วย ชาวไทยภูเขา 21 ชนเผ่า กลุ่มไทยใหม่ กลุ่มคนยากจน พี่น้องปักษ์ใต้ที่มีความเข้าใจในแนวทางนี้ กองกำลังที่วางอาวุธ ฯลฯ การมีกองกำลังนี้ ไม่ได้ทำอะไรที่สร้างความเสียหาย หรือเกิดความขัดแย้งแก่ผู้ปกครองประเทศ\n \nทั้งนี้กองกำลังที่ 3 นี้ จัดตั้งมาแล้ว 3 ปี มีรูปแบบการเคลื่อนไหว คือ การเข้าไปให้ความรู้กับพี่น้องประชาชน แสวงหาทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าคือความยากจน หรือหากมีการปะทะกันด้วยกำลัง กองกำลังที่ 3 จะเข้าไปแทรกแซงหรือไกล่เกลี่ยด้วยความคิด ขออย่าไปตีความกันผิด  \n \nพล.อ.ชวลิต กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาไม่ได้ขึ้นกับใคร ไม่ได้รับเงินใคร และไม่ได้ฟังคำสั่งใคร โดยคนเดิมที่ตนเคารพ คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งอยากจะไปพบท่านใจจะขาด แต่ก็ไม่กล้า เพราะมีคนบอกว่าท่านไม่อยากพบนักการเมือง ซึ่งวันนี้ก็ไม่ได้เป็นนักการเมือง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากขอคือ การยุติความขัดแย้ง ใครมีหน้าที่อะไรก็ไปทำ เปลี่ยนความขัดแย้งเป็นการให้อภัยกัน สร้างประเทศให้เป็นประชาธิปไตย เพราะไม่มีประเทศยากจนไหนในโลกที่เป็นประชาธิปไตย และไม่มีประเทศเผด็จการไหนที่ร่ำรวย  \n \nนอกจากนี้ พล.อ.ชวลิต กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญมีความสำคัญจริงแต่ไม่ใช่กฎหมายสูงสุด ความปรารถนาของคนคือประชาธิปไตย ซึ่งการสร้างประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้ด้วยนโยบาย ประชาชนต้องมีอำนาจ อธิปไตยต้องเป็นของปวงชน และประชาชนต้องมีเสรีภาพ  \n \nเมื่อถามถึงข้อเสนอให้มีส.ว.สรรหาในช่วงเปลี่ยนผ่าน พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า สรรหาได้ แต่ต้องสรรหาจริงๆ ไม่ใช่ไปเชียร์อีกฝ่าย ไม่เช่นนั้นก็จะไม่เป็นธรรม เมื่อถามต่อีกว่า มองข้อเสนอนี้เป็นการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่าอะไรที่มีปัญหาอยู่ก็ให้นั่งลง เมื่อถามอีกว่า จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีกลไกพิเศษในร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ก็น่าจะจำเป็น ไม่ได้ว่าอะไร อะไรที่ดีก็ทำไปเลย  \n \nทั้งนี้ผู่สื่อข่าวรายงานว่าตลอดการแถลงข่าวของ พล.อ.ชวลิต ครั้งนี้ได้มีทหารนอกและในเครื่องแบบมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย ซึ่งการแถลงข่าวก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-e43c28c5abbb4115b19c1dec9bcba0c1", "input": "Title: ผบ.ทบ. สั่งดูแล ยายและพลทหารใหม่ในคลิปดัง หวังคลายกังวล \n Body: พล.ต.ปิยพงศ์ เผย ผบ.ทบ. ให้ความสนใจและสั่งการให้สัสดีในพื้นที่รับผิดชอบ เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง ปมพลทหารใหม่ร้องไห้ไม่หยุด หลังจับได้ใบแดง ถาม 'ใครจะดูแลยาย'  ระบุหน่วยจะดูแลให้เป็นอย่างดี\n\nภาพเจ้าหน้าที่ทหารเข้าพบครอบครัวของศักดิ์ฤทธิ์ (ที่มาภาพ เพจ กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย)\n19 เม.ย.2561 จากกรณีวานนี้ (18 เม.ย.61) มีการเผยแพร่ภาพและเรื่องราวการตรวจเลือกทหาร ที่มีชายรายหนึ่งจับได้ใบแดง ต้องเข้ารับราชการและร้องไห้ เสียใจ เพราะเกรงว่าจะไม่มีคนดูแลยายที่ป่วยและอยู่เพียงลำพังนั้น\n\nร้องไห้ไม่หยุด หลังจับได้ใบแดง ถาม 'ใครจะดูแลยาย' [1]\n\nโพสต์ทูเดย์ [2] รายงานว่า ล่าสุด พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการ มณฑลทหารบกที่11 เปิดเผยว่า ผู้เข้ารับการตรวจเลือกดังกล่าวชื่อ ศักดิ์ฤทธิ์ ศรีสุนทร อาศัยอยู่ใน ซอยเทอดไทย 15 แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กทม. โดยที่ผ่านมา ศักดิ์ฤทธิ์ ได้ขอผ่อนผันเนื่องจากอยู่ระหว่างศึกษาระดับปริญญาตรีมาแล้ว 2 ครั้ง ในครั้งนี้ได้ตัดสินใจยกเลิกผ่อนผันและเข้ารับการตรวจเลือกและจับได้ใบแดง (ทบ.ผลัดที่ 2) ต้องรับราชการ 2 ปี ในผลัดที่ 2 เนื่องจากวุฒิที่สามารถใช้เป็นหลักฐานได้คือ ปวช.โดยจะต้องเข้ารับราชการในเดือน พ.ย.61 นี้\nทั้งนี้ ศักดิ์ฤทธิ์ มีภาระต้องดูแลยาย 1คน อายุ 75 ปี และป้าอีกสองคน ป้าอายุ 55 ปีซึ่งมีอาการป่วย รวมทั้งป้าอีกคนอายุ 48 ปีกับหลานชายอายุ 16 ปีอีก 1 คน ที่กำลังเรียนหนังสือ จากการสอบถามทราบว่า รายได้ของครอบครัวมาจาก การร้อยมาลัยของยายและป้า และไปขายบริเวณหน้าวัดนาคปรก ซ.เพชรเกษม 23 รายได้วันละประมาณ 200 บาท ส่วนศักดิ์ฤทธิ์ เป็นลูกจ้างทำงานบริษัทผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้ารายได้วันละ 300 บาท สภาพครอบครัวมีฐานะยากจน ส่วนด้านการศึกษา ศักดิ์ฤทธิ์ ต้องยุติการศึกษาระดับปริญญาตรี เนื่องจากไม่มีเงินศึกษาต่อ\nพล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวว่า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.และ พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพภาค 1 ได้ให้ความสนใจและสั่งการให้สัสดีในพื้นที่รับผิดชอบ เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง และเตรียมการดูแลอย่างเหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ ศักดิ์ฤทธิ์ ที่หน่วย มทบ.11 ถ.พระราม 5 เขตดุสิต กทม. ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ซึ่งหน่วยจะดูแลทั้งตัวพลทหารใหม่และยายให้เป็นอย่างดี เพื่อสร้างความสบายใจ คลายกังวล สามารถเข้ารับการฝึก และทำหน้าที่ตามกฎหมายได้อย่างสมบูรณ์\n\nกองทัพเผยปีนี้มีผู้สมัครเป็นทหาร กว่า 4 หมื่น คิดเป็น 42.77% [3]\nดูเกณฑ์ทหารรอบโลก สถิติ คำถามเรื่องความจำเป็นและทางเลือก [4]\n\nพล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวว่า เมื่อคืนนี้ สัสดีกรุงเทพฯ ได้เดินทางไปที่บ้านพักของ ศักดิ์ฤทธิ์ เพื่อพูดคุยกับครอบครัว และ ศักดิ์ฤทธิ์ แล้ว โดย ศักดิ์ฤทธิ์ ระบุว่า เหตุการณ์ในตอนนั้น ร้องไห้เพราะตกใจ เนื่องจากไปเข้ารับการตรวจเลือกคนเดียว ไม่มีคนให้คำปรึกษา และยืนยันว่าจะเข้าไปทำหน้าที่พลทหาร \nรายงานข่าวระบุด้วยว่า เมื่อเดือน ต.ค. - ธ.ค. 2560 ศักดิ์ฤทธิ์ เคยทำงานอยู่ที่สำนักพระราชวัง มีหน้าที่ในการรับเสด็จฯ แต่ถูกให้ออกเนื่องจาก ยังไม่ผ่านการตรวจเลือกทหารและบัตรเขียวถูกยกเลิก ส่วนชื่อ นพดล ที่ใช้ใน เฟสบุ๊คเป็นนามแฝง ไม่มีเจตนาอื่นใด \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-3ab9d02236094c849cb4ca8b11f7b9fd", "input": "Title: วัยรุ่นทั่วโลกครึ่งหนึ่งเคยประสบความรุนแรงที่ ร.ร. 'ยูนิเซฟ' ร้องทุกคนร่วมกันปกป้อง \n Body: รายงานใหม่ขององค์การยูนิเซฟ ชี้ว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของนักเรียนอายุระหว่าง 13-15 ปีทั่วโลก หรือประมาณ 150 ล้านคน เคยถูกกระทำรุนแรงโดยเพื่อนภายในบริเวณโรงเรียนหรือบริเวณรอบ ๆ ยูนิเซฟเรียกร้องให้ทุกคนร่วมกันปกป้องเด็กจากความรุนแรงในโรงเรียน\n\n13 ก.ย.2561 องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย แจ้งว่า รายงานใหม่ขององค์การยูนิเซฟ ชี้ว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของนักเรียนอายุระหว่าง 13-15 ปีทั่วโลก หรือประมาณ 150 ล้านคน เคยถูกกระทำรุนแรงโดยเพื่อนภายในบริเวณโรงเรียนหรือบริเวณรอบ ๆ\nรายงาน An Everyday Lesson - #ENDviolence in Schools เปิดเผยว่า ความรุนแรงระหว่างเด็กด้วยกันเอง ซึ่งวัดจากจำนวนเด็กที่รายงานว่าถูกข่มเหงรังแกในช่วงเดือนที่ผ่านมา หรือมีส่วนในการทะเลาะวิวาทในปีที่ผ่านมา ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การศึกษาของเด็กเยาวชนทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และความเป็นอยู่ของนักเรียนทั้งในประเทศที่ร่ำรวยและประเทศที่ยากจน\n “การศึกษาเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสังคมที่สงบสุข แต่ถึงกระนั้น สำหรับเด็กหลายล้านคนทั่วโลกแล้ว โรงเรียนกลับเป็นสถานที่ที่ไม่ปลอดภัย” เฮนเรียตตา โฟร์ ผู้อำนวยการบริหารของยูนิเซฟกล่าว “ทุกวัน นักเรียนต้องเผชิญหน้ากับอันตรายต่าง ๆ ซึ่งรวมถึง การต่อสู้ การถูกกดดันให้เข้าร่วมแก๊ง การข่มเหงรังแกทั้งต่อหน้าและบนโลกออนไลน์ การลงโทษด้วยความรุนแรง การถูกล่วงละเมิดทางเพศ และความรุนแรงที่ใช้อาวุธ ในระยะสั้น สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก และในระยะยาว มันสามารถนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือแม้แต่การฆ่าตัวตาย ความรุนแรงเป็นบทเรียนที่ลืมได้ยาก ซึ่งไม่มีเด็กคนไหนควรต้องเผชิญ”\nรายงานนี้ ได้เปิดเผยถึงความรุนแรงต่าง ๆ ที่เด็กเผชิญอยู่ทั้งในและนอกห้องเรียน จากข้อมูลล่าสุขของยูนิเซฟ พบว่า: \n\n1 ใน 3 ของนักเรียนอายุ 13-15 ปีทั่วโลก เคยถูกข่มเหงรังแก และอีกประมาณ 1 ใน 3 เคยมีส่วนในการทะเลาะวิวาท\nนักเรียน 3 ใน 10 คนในประเทศที่พัฒนาแล้ว ยอมรับว่าเคยกลั่นแกล้งรังแกนักเรียนคนอื่น\nในปี 2560 มีการโจมตีโรงเรียนที่ได้รับการบันทึกหรือยืนยันในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก 396 ครั้ง เซ้าธ์ซูดาน 26 ครั้ง ซีเรีย 67 ครั้ง และเยเมน 20 ครั้ง \nเด็กวัยเรียนเกือบ 720 ล้านคนอาศัยอยู่ในประเทศที่ไม่ห้ามการลงโทษด้วยความรุนแรง\nแม้ว่าเด็กทั้งหญิงและชายจะมีความเสี่ยงต่อการถูกข่มเหงรังแกเหมือน ๆ กัน แต่เด็กหญิงมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของการข่มเหงรังแกทางจิตใจมากกว่า และเด็กชายเสี่ยงต่อความรุนแรงทางร่างกายและการข่มขู่มากกว่า\n\nการสำรวจสุขภาพเด็กนักเรียนในประเทศไทย ที่ดำเนินการโดยกรมอนามัย ในปีพ.ศ. 2558 ชี้ให้เห็นว่า เด็กนักเรียนอายุระหว่าง 13-15 ปี ร้อยละ 29 บอกว่าถูกข่มเหงรังแกในช่วงเดือนที่ผ่านมา และร้อยละ 26 ได้มีส่วนในการทะเลาะต่อสู้กันในปีที่ผ่านมา \n “พวกเด็ก ๆ ใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนประมาณหนึ่งในสามของวัน ห้าวันต่อสัปดาห์ เมื่อเด็กเดินผ่านประตูรั้วโรงเรียนในแต่ละวัน ก็เป็นความรับผิดชอบของเราในการที่จะทำให้พวกเขาปลอดภัย” โธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว “แต่น่าเศร้าใจที่เรายังคงเห็นข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียนอยู่เรื่อย ๆ บางครั้งด้วยการกระทำของครูซึ่งเป็นผู้ที่เราหวังว่าจะช่วยปกป้องพวกเด็ก ๆ ด้วยซ้ำ”\nองค์การยูนิเซฟ กำลังทำงานร่วมกับสำนักงานเลขาธิการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพัฒนาศักยภาพของโรงเรียนและบุคลากรด้านการศึกษา ในการตอบสนองต่อการข่มเหงรังแก และความรุนแรงในโรงเรียน\n“เราต้องทำให้แน่ใจว่า ทุกโรงเรียนมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามนโยบายคุ้มครองเด็ก ซึ่งหมายถึงการเพิ่มมาตรการที่จะช่วยป้องกันความรุนแรง และดำเนินการตอบสนองอย่างเร่งด่วนหากมีเหตุเกิดขึ้น” ดาวิน กล่าวเพิ่มเติม “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องทุกคน รวมถึงผู้บริหารโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และตัวนักเรียนเอง ช่วยกันท้าทายวัฒนธรรมการใช้ความรุนแรงในโรงเรียนและในชุมชน ทุกคนต้องลุกขึ้นมาปกป้องความเป็นอยู่ที่ดีของลูกหลานของพวกเรา” \nสามารถดาว์นโหลดรายงาน An Everyday Lesson - #ENDviolence in Schools ได้ที่นี่ [1] และ ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ #ENDviolence ระดับโลกได้ที่นี่  [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-ab4ce0421e6a4ac09c1d4b9d673b7897", "input": "Title: การแก้มาตรา 190: การกระชับอำนาจของฝ่ายบริหาร-ชนชั้นนำ และกำจัดพื้นที่ประชาชน \n Body: กลุ่ม FTA Watch อธิบายว่าเหตุใดการแก้ไขเนื้อหาในมาตรา 190 ที่มีไม่กี่วรรค ทำไมถึงมีผลสะเทือนอย่างมากต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน\n \nตามที่รัฐบาลได้ผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 จนกระทั่งผ่านการพิจารณาของรัฐสภาวาระที่ 3 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 [1] ผลของการแก้ไขเนื้อหาหลายส่วนในมาตรา 190 ได้ก่อให้เกิดความสงสัยและสับสนกันอย่างมากว่า จะมีผลกระทบอย่างไร ใครได้? ใครเสีย? และเสียหายอย่างไร? เนื้อหาในมาตรา 190 ที่มีไม่กี่วรรค ทำไมถึงมีผลสะเทือนอย่างมากต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน\n \n1. ประเภทหนังสือสัญญา (มาตรา 190 วรรคสอง)\nบทบัญญัติเดิม\nการแก้ไขใหม่ (ผ่านวาระ 3)\n\nเดิมกำหนดไว้ว่า “หนังสือสัญญา” ที่ต้องผ่านกระบวนการตาม ม.190 มีทั้งหมด 5 ประเภท ได้แก่\n1. หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของไทย\n2. หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง\n3.หนังสือสัญญาที่จะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา\n4. หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง\n5. หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ\n\n\nถูกตัดให้เหลือ 4 ประเภท โดย 3 ประเภทแรกเป็นประเภทหนังสือแบบเดิม แต่ประเภทที่ 4 เขียนให้จำกัดอย่างมาก\n1. หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของไทย\n2. หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง\n3.หนังสือสัญญาที่จะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา\n4. หนังสือสัญญาที่มีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน\n\nการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบ\nหนังสือสัญญาที่จะเข้าข่ายมาตรา 190 ถูกจำกัดให้แคบลงอย่างมาก ซึ่งหมายถึงว่า กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลของรัฐสภา รวมทั้งกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ก็จะถูกจำกัดพื้นที่ให้แคบลงไปด้วย สามารถเข้าไปร่วมดำเนินการได้เฉพาะหนังสือสัญญาที่กำหนดประเภทไว้อย่างจำกัดเท่านั้น\nตัวอย่างหนังสือสัญญาประเภทที่ 4 และที่ 5 ตาม ม.190 เดิม ที่ได้ดำเนินการผ่านรัฐสภา เช่น ความตกลงการค้าเสรี  ความตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ความตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญา ความตกลงด้านการเปิดเสรีภาคบริการ ฯลฯ แต่ตอนนี้ถูกจำกัดให้เหลือเพียง “หนังสือสัญญาการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุน” เท่านั้น\n \n2. กรอบการเจรจา และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน (มาตรา 190 วรรคสาม)\nบทบัญญัติเดิม\nการแก้ไขใหม่ (ผ่านวาระ 3)\nก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญา คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น และให้คณะรัฐมนตรีเสนอ “กรอบการเจรจา” ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย\nถูกตัดออกไปทั้งหมด\nการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบ\nการตัดบทบัญญัติเติมออก ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการเตรียมความพร้อมในการเจรจา อำนาจต่อรองในการเจรจา เนื่องจาก ความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และความรอบคอบในการเจรจา เนื่องจากเหตุผลหลายประการ ดังนี้\nกรอบเจรจา\nการเสนอ “กรอบเจรจา” ต่อรัฐสภาเป็นสิ่งที่อารยะประเทศกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างความโปร่งใสต่อการเจรจา และเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับคณะเจรจา เมื่อถูกคู่เจรจาเรียกร้องกดดันมาก สามารถปฏิเสธโดยอ้างกรอบเจรจาที่ผ่านรัฐสภาได้\nหัวหน้าคณะเจรจาหนังสือสัญญาหลายคณะ ได้ให้ข้อมูลยืนยันต่อคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา ว่ากรอบเจรจาเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเจรจา\nการที่ต้องเสนอ “กรอบเจรจา” ต่อรัฐสภา ทำให้คณะรัฐมนตรี หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบการเจรจา ต้องจัดทำเนื้อหากรอบเจรจาอย่างรอบคอบ ช่วยยกระดับการเตรียมความพร้อมในการเจรจาของฝ่ายไทย พร้อมทั้งสร้างความพร้อมให้ฝ่ายนิติบัญญัติในการติดตามเพื่อตรวจสอบหรือสนับสนุนอย่างมีประสิทธิภาพ อันนำไปสู่การลงมติแสดงเจตนาผูกพันธ์หนังสือสัญญาในขั้นตอนสุดท้ายอย่างรัดกุม\nกรอบเจรจา ไม่ใช่เรื่องที่สร้างความเสียเปรียบ หรือเป็นการเปิดเผยท่าทีให้กับคู่เจรจารู้ล่วงหน้า เนื่องจากกรอบเจรจาเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของการเจรจา กำหนดหลักการและทิศทางหลักของการเจรจา ไม่ได้แสดงรายละเอียดว่าจะไปเจรจาลดภาษีสินค้าประเภทใด อัตราเท่าใด\nตัวอย่างกรอบเจรจาความตกลง FTA ไทย-อียู ที่ผ่านรัฐสภาตาม ม.190 เช่น ให้มีมาตรการปกป้องกรณีที่เกิดปัญหาด้านดุลการชาระเงิน ให้มีการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่สอดคล้องกับระดับการพัฒนาของประเทศ\nการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน\nการให้ข้อมูลและจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทำให้การเจรจามีความโปร่งใส ทำให้ผลประโยชน์จากการทำหนังสือสัญญากระจายสู่สังคมโดยรวม ไม่กระจุกอยู่เฉพาะกลุ่มอำนาจที่สามารถเข้าถึงข้อมูลการเจรจา และการรับฟังความคิดเห็นที่เปิดกว้างทำให้คณะเจรจาได้เข้าใจและรับทราบแง่มุมการเจรจาอย่างรอบด้านและรอบคอบมากยิ่งขึ้น\n \n3. การเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญา (ม.190 วรรคสี่)\nบทบัญญัติเดิม\nการแก้ไขใหม่ (ผ่านวาระ 3)\nเมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันคณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น\nถูกตัดออกไปทั้งหมด\nการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบ\nการที่ประชาชนได้เข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญาภายหลังจากที่ได้มีการเจรจาเสร็จสิ้นแล้ว จะทำให้ประชาชนซึ่งหมายถึงผู้ที่อาจได้รับผลกระทบทั้งทางบวกและลบ นักวิชาการ ผู้สนใจ ได้ช่วยกันดูรายละเอียดของหนังสือสัญญา ช่วยให้ข้อคิดเห็นซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของรัฐสภาในการให้ความเห็นชอบเพื่อแสดงเจตนาผูกพัน  และช่วยทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ว่าสิ่งที่ได้เจรจาตกลงกันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม การปิดกั้นไม่ให้เข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญาจะนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ รัฐสภาขาดข้อมูลข้อคิดเห็นจากภาคประชาชนเพื่อประกอบการพิจารณา\n \n4. การแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากหนังสือสัญญา (ม.190 วรรคสี่)\nบทบัญญัติเดิม\nการแก้ไขใหม่ (ผ่านวาระ 3)\nในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็วเหมาะสม และเป็นธรรม\nถูกตัดออกไปทั้งหมด\nการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบ\nผลของหนังสือสัญญาย่อมส่งผลกระทบทั้งทางด้านบวกและด้านลบ การแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางลบอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม จึงเป็นหลักการที่ถูกต้อง ที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้เช่นนั้น แต่ในทางปฏิบัติยังมีปัญหาและอุปสรรคอยู่มาก ดังนั้นเมื่อตัดบทบัญญัติในเรื่องการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบออกไปจากรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีหลักประกันของการดำเนินงานในเรื่องนี้\n \nบทส่งท้าย : ปัญหาของ ม.190 อยู่ที่ไหน ??? และอะไรเป็นทางออก\nการปฏิบัติตามมาตรา 190 ที่ผ่านมามีปัญหาเกิดขึ้นจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีการส่งเรื่องเกี่ยวกับการทำหนังสือสัญญาไปสู่การพิจารณาของรัฐสภาเป็นจำนวนมาก ทั้งที่เรื่องที่ส่งไปส่วนใหญ่ไม่ได้เป็น“หนังสือสัญญา” ตามความหมายที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190  หรือ เป็นหนังสือสัญญาแต่ไม่ได้เข้าข่ายหนังสือสัญญาประเภทใดประเภทหนึ่งในหนังสือสัญญา 5 ประเภทตามที่ระบุไว้ในมาตรา 190 วรรคสอง\nสาเหตุของปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก 2 สาเหตุสำคัญ คือ  (หนึ่ง) การไม่ได้ดำเนินการเร่งออกกฎหมายประกอบมาตรา 190 ตามกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุไว้ว่าภายใน 1 ปีนับตั้งแต่รัฐบาลชุดแรกที่รับตำแหน่งหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา (สอง) ปัญหาความหวาดกังวลของหน่วยงานภาครัฐหลังมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ทำให้ส่งเรื่องต่างๆ แทบทุกเรื่องให้รัฐสภา เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน\nแนวทางหลักของการแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น จึงอยู่ที่การเร่งออกกฎหมายประกอบมาตรา 190 เพื่อสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับรายการของประเภทหนังสือสัญญาที่ต้องนำเสนอต่อรัฐสภาตามมาตรา 190  ( เท่าที่มีการศึกษารวบรวม มีไม่เกิน 20 รายการ) และสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการ ขั้นตอน รายละเอียดของกติกาต่างๆ เพื่อรองรับการปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ที่กำหนดไว้ในมาตรา 190\nอนึ่ง กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ได้ร่วมกับประชาชนเสนอร่างกฎหมายประกอบมาตรา 190 โดยการเข้าชื่อมากกว่าหนึ่งหมื่นรายชื่อ และเสนอต่อประธานรัฐสภาไปแล้วตั้งแต่ปี 2554 แต่ประธานรัฐสภามีคำสั่งไม่รับ โดยให้เหตุผลว่าประชาชนไม่มีสิทธิ์เสนอกฎหมายประกอบมาตรา 190 ทาง FTA Watch จึงต้องดำเนินการฟ้องศาลปกครอง\n \nเชิงอรรถ:\nอย่างไรก็ตาม ได้มีผู้ไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าการแก้ไขดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และองค์ประชุมในการพิจารณาของรัฐสภาไม่ครบ และเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2556 ศาลได้มีมติเสียงข้างมากรับคำร้องไว้วินิจฉัย \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-499bd0b60b974a138d942be63967706d", "input": "Title: เมื่อ “ทีจี” หนึ่งเหินฟ้า อีก “ทีจี” หัวโหม่งโลก \n Body: หมายเหตุ: ฉบับภาษาอังกฤษตีพิมพ์ในเดอะเนชั่น, 4 กุมภาพันธ์ 2554 http://www.nationmultimedia.com/2011/02/04/life/The-truth-about-discrimination-30147884.html [1]\n \nข่าวสายการบินพีซีแอร์เปิดรับสมัครผู้หญิงข้ามเพศเป็นแอร์โฮสเตสกลายเป็นประเด็น โด่งดังไปทั่วโลกเมื่อสัปดาห์ก่อน แม้ว่าคนไทยจำนวนมากจะรู้สึกยินดีที่พวกเธอเหล่านั้นได้รับการยอมรับให้ทำ งานเคียงข้างแอร์โฮสเตสและสจ๊วตอื่นๆ แต่คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ได้คิดเรื่องนี้ให้รอบด้าน เพราะหากว่าคิดให้ครบถ้วนกระบวนความแล้ว น่าจะมีความรู้สึกเหมือนถูกตบหน้ามากกว่า เนื่องจากข่าวนี้ได้ทำลายความเชื่อที่ว่าประเทศไทยเป็นสวรรค์ของผู้มีความ หลากหลายทางเพศลงอย่างสิ้นเชิง\nลองคิดดูว่าหาก “ประเทศไทยเปิดกว้างต่อ ‘เพศที่สาม’อย่างเต็มที่” ตามที่เชื่อกัน แล้วทำไมการที่สายการบินหนึ่งไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงข้ามเพศถึงกลายเป็น หัวข้อข่าวใหญ่ได้ ถ้าประเทศไทย “ยอมรับ” ผู้มีความหลากหลายทางเพศจริงๆ แล้ว หน่วยงานราชการและบริษัทเอกชนต่างๆ ก็น่าจะรับพวกเธอเข้าทำงานอยู่แล้วอย่างปกติใช่หรือไม่\nความจริงก็คือ ผู้หญิงข้ามเพศหรือกะเทยนั้น แม้ว่าจะเห็นกันอยู่ทั่วไป แต่กลับถูกสังคมส่วนใหญ่มองว่ามีความบกพร่องทางจิตหรือหนักยิ่งกว่านั้นคือ ถูกหาว่าผิดศีลธรรม คำถามที่ควรถูกถามก็คือ เมื่อประตูโอกาสบานหนึ่งเปิดออก ยังมีอีกกี่บานที่ถูกปิดกระแทกใส่หน้ากะเทยหรือคนรักเพศเดียวกันที่เปิดเผย ตนเอง ธัญญรัศม์ จิราภัทร์ภากร หรือ ฟิล์ม ผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นแอร์โฮสเตสข้ามเพศคนแรกอย่างเป็นตัวของตัวเองเล่า ให้ฟังว่า “ตอนแรกก็คิดว่า เค้าคงรับสมัครไปอย่างนั้น แต่คงไม่เรียกตัวมาทำงานจริงๆ เหมือนหลายๆ ที่ที่เคยไปสมัครมา” ประสบการณ์ของฟิล์มนั้นไม่ได้ผิดแปลกไปจากสิ่งที่ผู้หญิงข้ามเพศจำนวนมาก ประสบ วันนี้ผู้เขียนเองเพิ่งได้ยินเรื่องของเกย์คนหนึ่งถูกกดดันให้ลาออกจากงาน หลังจากเปิดเผยตัวให้เจ้านายได้รู้ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่แสดงให้เห็นถึงอคติที่มีอยู่อย่างเป็นระบบในสังคมไทย\nในขณะที่พีซีแอร์ทะยานสู่ความเป็นที่รู้จักในชั่วข้ามคืน สายการบินอื่นๆ กลับให้ความเห็นต่อกรณีนี้อย่างเอาหัวโหม่งโลก บางสายการบินพูดได้อย่างหน้าตาเฉยว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติต่อ “สาวประเภทสอง”แต่ไม่มีนโยบายจ้างคนเหล่านั้น (อ้างอิงจากข่าวนี้ในข่าวสด [2]) ผู้พูดเช่นนี้ควรลองพูดประโยคเดียวกันนี้ออกมาดังๆ ต่อหน้าสื่อ โดยแค่เปลี่ยนคำว่า “สาวประเภทสอง” เป็น “ผู้หญิงอายุเกิน 35” หรือ “ผู้มีเชื้อชาติจีน” รับรองว่าศาลปกครองจะหัวกระไดไม่แห้งด้วยคดีฟ้องร้องเลือกปฏิบัติ\nที่น่าอดสูใจที่สุด คือ การบินไทย สายการบินแห่งชาติ ที่ “แหล่งข่าวระดับสูง” ให้เหตุผลว่า ผู้หญิงข้ามเพศจะมีปัญหาในการทำงานเมื่อต้องผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองใน บางประเทศ แต่นั่นก็เป็นข้ออ้างโหลยโท่ย เพราะมีประเทศอีกมากมายหลายประเทศที่ไม่มีปัญหากับความหลากหลายทางเพศ ดังนั้น การบินไทยสามารถที่จะให้ผู้หญิงข้ามเพศปฏิบัติหน้าที่ในเส้นทางไปยังประเทศ เหล่านั้นหรือเส้นทางภายในประเทศ ไม่ใช่ปฏิเสธไม่รับอย่างสิ้นเชิงโดยไม่ดูความสามารถเสียก่อน นับเป็นเรื่องขำไม่ออกที่การบินไทยมีรหัสสายการบินว่า TG แต่กลับไม่เป็นมิตรต่อบุคคลข้ามเพศทั้งหลายซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า ทรานสเจนเดอร์ หรือตัวย่อ TG เช่นกัน\nบ่อยครั้งที่เราได้ยิน ว่า มีชายรักชายหรือหญิงรักหญิงทำงานในการบินไทยจำนวนมาก แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่าการบินไทยให้สิทธิประโยชน์ต่อพนักงานเหล่านี้และคู่ ชีวิตของพวกเขาอย่างเท่าเทียมกับคู่ชีวิตต่างเพศแต่อย่างใด\nการที่ “แหล่งข่าวระดับสูง” ของการบินไทยอ้างถึงวัฒนธรรมองค์กรแบบอนุรักษ์นิยมยิ่งน่าสมเพช หากการบินไทยอนุรักษ์ค่านิยมโบราณจริงๆ ก็น่าจะเปลี่ยนไปทำธุรกิจเดินเส้นทางเกวียนจะดีกว่า เพราะธุรกิจการบินนั้นไม่ใช่ธุรกิจอนุรักษ์นิยมมาแต่แรก ตัวอย่างเช่น ผู้เขียนไม่เคยเห็นว่า การบินไทยจะอ้างความเป็นอนุรักษ์นิยมแต่อย่างใด เมื่อต้องบินเหนือวัดวาอารามต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมๆ ไปกับเท้าผู้โดยสาร 300 คู่กับส้วมอีกจำนวนหนึ่ง (ถ้าการบินไทยวางแผนเส้นทางการบินเพื่อหลีกเลี่ยงวัดวาอารามที่มีอยู่ทั้งหมดในประเทศ ก็เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อน)\nความจริงคือ การบินไทย ก็เหมือนกับสังคมไทยส่วนใหญ่ ที่จะอ้างความเป็นอนุรักษ์นิยมวัฒนธรรมเก่าแก่ เมื่อสอดคล้องกับอคติของตน แต่ก็พร้อมที่จะเลิกอนุรักษ์ได้ทันทีที่สะดวก ประเทศไทยไม่อายที่จะโปรโมตการท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการด้วยการใช้คาบาเรต์ กะเทยพัทยามาโฆษณาหากิน แต่กลับไม่เคยมีหน่วยงานรัฐไปถามความทุกข์ยากเดือดร้อนของคนเหล่านี้ ไม่มีกฎหมายรับรองการแปลงเพศ ไม่มีแม้แต่การสนับสนุนให้ความรู้เรื่องการใช้ยาหรือฮอร์โมนอย่างปลอดภัย ไม่ต้องพูดไปถึงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการแปลงเพศ ซึ่งรัฐบาลในหลายประเทศถือเป็นสวัสดิการรัฐ\nถ้าการบินไทยมีความสามารถที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยในการบินได้ การบินไทยก็ต้องมีความสามารถในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศได้เช่นกัน เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา 30 ห้ามการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมทั้งด้วยเหตุแห่งอายุและเหตุแห่งเพศ ซึ่งคุ้มครองคนทุกวัยและทุกเพศ รวมถึงผู้หญิงข้ามเพศ\nหญิงรักหญิง ชายรักชาย กะเทย คนข้ามเพศ ทุกคน ควรใคร่ครวญเสียใหม่ก่อนที่จะอุดหนุนบริษัทใดๆ ก็ตามที่เห็นพวกเราไม่ใช่มนุษย์ที่เท่าเทียม แต่เป็นแค่กระเป๋าตังค์ใบหนึ่ง ส่วนในระหว่างนี้ คงเป็นการนับถอยหลัง เพราะไม่ช้าก็เร็วต้องมีผู้หญิงข้ามเพศ หรือแม้แต่ผู้หญิงอายุเกิน 35 ถูกปฏิเสธจากการบินไทยแล้วเอาเรื่องไปฟ้องศาลปกครอง หวังว่าการบินไทยจะมีทนายและประชาสัมพันธ์เก่งๆ ไว้รอแก้ต่างเมื่อถึงเวลานั้น \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-e9cacdcf73134aadbba17125b42bbd45", "input": "Title: แรงงานบังกลาเทศเดินขบวนเรียกร้อง \"อภิสิทธิ์\" ปล่อย \"สมยศ\" \n Body: สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าแห่งชาติของบังกลาเทศเดินขบวนเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีของไทยปล่อยตัว \"สมยศ พฤกษาเกษมสุข\" อย่างไม่มีเงื่อนไข พร้อมส่งแถลงการณ์ทางโทรสารถึงสำนักนายกรัฐมนตรีด้วย\n\nคนงานสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าแห่งชาติ (NGWF) ของบังกลาเทศ เดินขบวนเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีของไทย ปล่อยตัว สมยศ พฤกษาเกษมสุข อย่างไม่มีเงื่อนไข เมื่อ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา (ที่มาของภาพ: NGWF)\n \nเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่กรุงธากา บังกลาเทศ สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าแห่งชาติ (NGWF) ซึ่งเป็นสหพันธ์แรงงานของบังกลาเทศได้เดินขบวนเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปล่อยตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งเป็นนักกิจกรรมด้านแรงงานของไทย และบรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin อย่างไม่มีเงื่อนไข\n\"พวกเราในนามของสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าแห่งชาติ และสมาชิก 27,500 คน ทราบว่าเพื่อนที่ดีที่สุดของเราคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักกิจกรรมด้านแรงงานมาอย่างยาวนาน \"สมยศ พฤกษาเกษมสุข\" โชคร้ายที่ต้องอยู่ในที่คุมขังและถูกกักกัน เราเรียกร้องให้ปล่อยตัว \"สมยศ พฤกษาเกษมสุข\" เพื่อนของเราทันที อย่างไม่มีเงื่อนไข\" แถลงการณ์ซึ่งส่งโทรสารไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระบุ\n000\nรายละเอียดแถลงการณ์ภาษาอังกฤษที่ส่งโทรสารถึงสำนักนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย\nNational Garment Workers Federation \nCentral Office: 31/F Topkhana Road, Dhaka-1000\nPhone : 88 02 7160110, Mobile : 01911 340268,01731 201302  Fax : 7171711, E-mail: ngwf@dhaka.net\nRef.\nDate : 04.06.2010\nTo, Mr. Abhisit Vejjajiva,\nHonorable Prime Minister of Thailand,\nGovernment House, Bangkok, Thailand.\nFax number : 0066 2 9727751\nWe , on behalf of the National Garment Workers Federation and its 27,500 members come to know that – One of our best friend , long term trade union activist SOMYOT PRUKSAKASEMSUK unfortunately in the prison and in detention .\nWe demanding Immediate and Unconditional Release of our friend  SOMYOT RUKSAKASEMSUK\nYours truly\nAmirul Haque Amin \nPresident\nNational Garment Workers Federation \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-b6bbe25053c74ba89eb77f117034d766", "input": "Title: เกษตรกรเชียงใหม่ เรียกร้องประกันราคากระเทียม ทบทวน FTA กับจีน \n Body: ตั้งแต่คืนวันที่ 7 เมษายน 2551 กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมจาก อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ กว่า 500 คน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาราคากระเทียมตกต่ำ ได้ปักหลักประท้วงที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลออกนโยบายประกันราคาของกระเทียมกิโลกรัมละ 25 บาท รวมถึงการทบทวนนโยบาย FTA ที่ทำกับประเทศจีน\n\n \n\nโดยกลุ่มเกษตรกรได้เจรจากับทางจังหวัด ซึ่งมีการรับปัญหาในเบื้องต้นแล้วส่งไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ --- ทั้งนี้กลุ่มเกษตรกรจะนอนรอฟังคำตอบที่หน้าศาลากลางต่อไป หากไม่ได้รับคำตอบภายในพรุ่งนี้ (9 เมษายน 2551) ก็จะมีเกษตรกรเดินทางมาสมทบอีก รวมถึงอาจจะมีการกดดันด้วยวิธีปิดถนน\n\n \n\nโดยวันนี้ (8 เมษายน 2551) ได้มีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมจาก อ.พร้าว อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เข้าสมทบและเข้าเจรจากับคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด\n\n \n\nทั้งนี้ ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมจังหวัดเชียงใหม่ ได้เคยยื่นหนังสือร้องเรียนต่อทางจังหวัดให้ช่วยเหลือเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 โดยมีข้อเรียกร้องห้าข้อดังนี้\n\n \n\nให้รัฐรับจำนำกระเทียมแห้งที่ 25 บาท/กก., \n\nขอให้สกัดการนำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศ, \n\nชะลอการชำระหนี้ของเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียม \n\nขอให้ชะลอการนำเข้ากระเทียมจากประเทศจีนระหว่างเดือน มีนาคม-พฤษภาคม 2551 \n\nขอให้รัฐบาลทบทวนการทำข้อตกลง FTA กับจีน\n\n \n\nสำหรับอุตสาหกรรมการปลูกระเทียมของภาคเหนือกำลังมีปัญหา จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2547 - 2548 ประเทศไทยมีพื้นที่การปลูกกระเทียมในภาคเหนือ 106,000 ไร่ ผลผลิตอยู่ระหว่าง 96,000 - 106,000 ตันและหลังจากมีการเปิดเสรีทางการค้า ได้มีการนำเข้าอยู่ระหว่าง 50,000 - 60,000 ตัน ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมประสบปัญหาเนื่องจากต้นทุนการผลิตของไทยสูงกว่าการผลิตของจีน รวมถึงผลผลิตต่ำและไม่สามารถแข่งขันทางการค้าได้ \n\n \n\nรวมถึงมีการดึงภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมนี้ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือและทำข้อตกลงไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นฝ่ายสนับสนุนสินเชื่อและทางภาคเอกชน 5 บริษัทคือบริษัทเจียไต๋โปรดิวซ์ จำกัด , บริษัทธานียามา สยาม จำกัด , บริษัทเป๊ปซี่ - โคล่า ( ไทย ) เทรดดิ้ง จำกัด , บริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ฟู้ดส์ จำกัดและบริษัทยูนิแชมป์ จำกัด เพื่อเป็นฝ่ายสนับสนุนปัจจัยการผลิต , การจัดทำสัญญาการรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน ( Contract farming ) , การผลิตและควบคุมการผลิต , การเก็บเกี่ยว/การคัดคุณภาพ , การตลาด / การขนส่ง / การส่งออก เป็นต้น\n\n \n\nซึ่งราคากระเทียมของจังหวัดเชียงใหม่ที่กำลังเริ่มเก็บเกี่ยวฤดูกาลนี้ ตกลงเหลือแค่ กก. ละ 4.50-5 บาท (สด) และ 15 บาท/ กก. (แห้ง) โดยพบว่ามีผลผลิตสูงมากกว่าที่คาด จากข้อมูลคาดการณ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พบว่า ปี 2551 จะมีผลผลิตเพิ่มจากปีที่แล้วประมาณ 10% อยู่ที่ 82,384 ตัน ขณะที่จังหวัดเชียงใหม่จะมีผลผลิตสูงกว่าปีที่แล้วประมาณ 9% คืออยู่ที่ 32,804 ตัน\n\n \n\nทั้งนี้มาตรการแก้ไขปัญหากระเทียมทั้งระบบและคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ได้มีมติเห็นชอบตามมาตรการแทรกแซงตลาดกระเทียมทั้งระบบ และให้มีการปรับโครงสร้างการผลิตโดยให้จ่ายเงินชดเชยในการลดพื้นที่ปลูกกระเทียม โดยเกษตรกรจะต้องปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกกระเทียมที่ได้รับเงินชดเชยไปปลูกพืชอื่นที่ไม่ใช่กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ ลิ้นจี่ ลำไย และส้ม เพื่อไม่ให้เกษตรกรกลับไปปลูกกระเทียมอีก ในกรณีที่กลับมาปลูกอีกโดยใช้พื้นที่เดิมจะต้องคืนเงินชดเชยที่ได้รับไปแล้ว ซึ่งคาดว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาราคาผลิตกระเทียมตกต่ำได้ในระดับหนึ่ง\n\n \n\nสำหรับภาพรวมนโยบายการเปิดเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีน (หรือ FTA) ล่าสุด แม้ไทยจะขาดดุล แต่เป็นการขาดดุลในอัตราที่ชะลอตัวลง โดยไทยส่งออกมูลค่า 14,836.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.5% นำเข้า 16,225.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.3% ขาดดุล 1,389.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับขาดดุล 1,876.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเดียวกันของปีก่อน\n\n \n\nสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยกับจีน ภายใต้ข้อตกลง FTA \n\nมูลค่า : ล้านดอลลาร์สหรัฐ อัตราการขยายตัว (หน่วย : ร้อยละ)\n\n \n\n\n \n\n\n2547\n\n\n2548\n\n\n2549\n\n\n2550\n\n\n2548\n\n\n2549\n\n\n2550\n\n\nมูลค่าการค้า              \n\n\n15,257.10\n\n\n20,325.60\n\n\n25,331.90\n\n\n31,062.10    \n\n\n33.2\n\n\n24.6\n\n\n22.6\n\n\nการส่งออก                \n\n\n7,113.50\n\n\n9,167.50\n\n\n11,726.90\n\n\n14,836.50\n\n\n28.9    \n\n\n27.9\n\n\n26.5\n\n\nการนำเข้า                \n\n\n8,143.60\n\n\n11,158.00\n\n\n13,604.00\n\n\n16,225.60\n\n\n37    \n\n\n21.9\n\n\n19.3\n\n\nดุลการค้า\n\n\n-1,030.20\n\n\n-1,990.50\n\n\n-1,876.10\n\n\n-1,389.10\n\n\n \n\n\n \n\nที่มาตาราง: กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551\n\n \n\nปัญหาราคากระเทียมตกต่ำ ส่วนใหญ่มักมีการนำไปเชื่อมโยงกับการทำ FTA กับประเทศจีน แต่ถ้ามองในอีกมุมมองหนึ่งอาจมองได้ว่า การที่มีสินค้าจากประเทศคู่เจรจา FTA เข้ามาตีตลาดในประเทศ ก็ไม่ได้หมายความว่า เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้น จากการลดภาษีสินค้านำเข้าเสมอไป ยกตัวอย่าง หอม กระเทียม จากจีน ไทยได้ให้โควตานำเข้าภาษีเป็นศูนย์ สำหรับกระเทียมเพียง 52 ตัน และหอมกว่า 300 ตัน เท่านั้น เกินจากนั้นต้องเสียภาษีอัตราปกติ คือ กระเทียม 57% หอม 150% ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า ไม่มีการขอใบอนุญาตนำเข้า ภายใต้ภาษีศูนย์ที่ให้โควตาไป ดังนั้น ต้องยอมรับว่า อาจจะเป็นเพราะจีนเพาะปลูก หอม กระเทียมได้มาก และต้องระบายมายังประเทศที่มีพรมแดนติดอย่างเช่นประเทศไทยไม่ใช่เป็นผลจาก FTA ทั้งหมด \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-e61e31bf169749d79a901680e7437d39", "input": "Title: 'ฉลาดซื้อ' เผยเฉาก๊วยเกือบ 50 % ไม่พบสารกันบูด \n Body: เผยเฉาก๊วยเกือบ 50 % ไม่พบสารกันบูด จากผลการทดสอบของนิตยสารฉลาดซื้อ จำนวน 30 ตัวอย่าง ในพื้นที่ กทม. เครือข่ายต้านสารพิษผิดหวังปมกรมวิชาการเกษตรแถลงข่าวยื้อเวลาการแบนและจำกัดการใช้ 3 สารพิษที่มีความเสี่ยงสูง\n\n\n\n13 ก.ย. 2560 รายงานข่าวระบุว่า วันนี้ (13 ก.ย.60) ที่ ห้องประชุมชั้น 2 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นิตยสารฉลาดซื้อ โครงการเฝ้าระวังสินค้าและบริการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค แถลงผลทดสอบ สารกันบูด ใน \"เฉาก๊วย\" โดย สารี อ๋องสมหวัง บรรณาธิการบริหาร นิตยสารฉลาดซื้อ สมนึก งามละมัย กองบรรณาธิการ นิตยสารฉลาดซื้อ โดยแถลงระบุว่า เฉาก๊วย 14 ยี่ห้อ ไม่พบสารกันบูด (เบนโซอิก และซอร์บิก) ในการทดสอบ ได้แก่ 1. เฉาก๊วย อาม่า, 2. ละออ, 3. เมจิกฟาร์ม ดีเซิ้ดทคัพ, 4. แฮปปี้เฉาก๊วย (สั่งซื้อออนไลน์), 5. หวานเย็น, 6. ตลาดคลองเตย ไม่มียี่ห้อ ไม่มีชื่อร้าน, 7.เฉาก๊วยเกาลูน, 8.เฉาก๊วยยูเทิร์น (สั่งซื้อออนไลน์), 9.ตราศรีลำทับ (SRI-LAM-THAP), 10. เฉาก๊วยในน้ำเชื่อม, 11.น้ำเฉาก๊วย ตรากรีนเมท, 12.เฉาก๊วยชากังราว,13.เฉาก๊วยในน้ำเชื่อม, 14.เฉาก๊วยเต็งหนึ่ง\nขณะที่ เฉาก๊วย 6 ยี่ห้อ พบสารกันบูดเบนโซอิก น้อยกว่า 1.5 - 1.75 มิลลิกรัม/1 กิโลกรัม ได้แก่ 1.ตลาดอมรพันธ์ ไม่มียี่ห้อ ไม่มีชื่อร้าน, 2.เฉาก๊วยตราจริงใจ แบบก้อนใหญ่, 3. ตลาดบางกะปิ ไม่มียี่ห้อ ไม่มีชื่อร้าน, 4.เฉาก๊วยเกาลูน บางกอกเกาลูน (แบบถุง), 5.นายอุ๋ย เฉาก๊วยโบราณ, 6.ตลาดบางกะปิ ไม่มียี่ห้อ ร้านข้าวเหนียวมูลแม่สุวิมล เฉาก๊วย 2 ยี่ห้อ พบสารกันบูดไม่เกิน 50 มิลลิกรัม/1 กิโลกรัม ได้แก่ 1.เมจิกฟาร์ม ดีเซิ้ดทคัพ ถั่วแดงฯ 2. เฉาก๊วย นายอ๋อง\nเฉาก๊วย 2 ยี่ห้อ พบสารกันบูดไม่เกิน 80 มิลลิกรัม/1 กิโลกรัม ได้แก่ 1.เฉาก๊วยดอนเมือง (แบบถัง) (68.85 มิลลิกรัม), 2.เฉาก๊วยดอนเมือง (แบบถุง) (79.41 มิลลิกรัม) เฉาก๊วย 2 ยี่ห้อ พบสารกันบูดไม่เกิน 400 มิลลิกรัม/1 กิโลกรัม คือ ได้แก่ 1.เฉาก๊วยตลาดบางแค ไม่มียี่ห้อ (124 มิลลิกรัม)  2. เฉาก๊วยปุ้น & เปา (399.73 มิลลิกรัม) เฉาก๊วย 3 ยี่ห้อ พบสารกันบูดเกิน 500 มิลลิกรัม/1 กิโลกรัม ได้แก่ 1. เฉาก๊วย (jelly glass) (523.08 มิลลิกรัม) 2. แม่ปิงเฉาก๊วย (581.34 มิลลิกรัม) 3. คิด+ เฉาก๊วยธัญพืช (627.91 มิลลิกรัม) และเฉาก๊วย 1 ยี่ห้อ พบสารกันบูดเบนโซอิก 1,387.37 มิลลิกรัม/1 กิโลกรัม คือ เฉาก๊วยอาโก ศูนย์การค้าบางประกอกที่พบปริมาณเบนโซอิกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สูงสุดไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม\nข้อสังเกต จากตัวอย่างที่พบสารกันบูดเบนโซอิก-ซอร์บิก\nแถลงของ นิตยสารฉลาดซื้อ ระบุอีกว่า ยังพบว่าการแสดงฉลาก มีข้อสังเกตดังนี้ ตัวอย่างที่พบสารกันบูดเบนโซอิกและหรือซอร์บิก จำนวน 16 จาก 30 ตัวอย่าง มีเพียง 4 ตัวอย่างที่แจ้งข้อมูลบนฉลาก ว่า มีการใช้สารกันบูด ประกอบด้วย 1. ยี่ห้อ ปุ้น & เปา แจ้งว่า ใช้วัตถุกันเสีย INS202, 211 หรือ โปแตสเซียม ซอร์เบต และ โซเดียม เบนโซเบต ซึ่งเป็นสารในกลุ่มสารกันเสีย เบนโซเอต ทั้ง 2 ชนิด โดยผลทดสอบพบ เบนโซอิก 219.56 มก./กก. และพบซอร์บิก 180.17 มก./กก. 2. เฉาก๊วย (jelly glass) ของ นิตยาวุ้นมะพร้าว แจ้งว่า ใช้วัตถุกันเสีย โซเดียมเบนโซเอท (INS211) ผลทดสอบพบ เบนโซอิก 292.03 มก./กก. และพบซอร์บิก 231.05 มก./กก. 3. ยี่ห้อ แม่ปิงเฉาก๊วย แจ้งว่า ใช้วัตถุกันเสียโซเดียมเบนโซเอท (INS211) ผลทดสอบพบ เบนโซอิก 321.05 มก./กก. และพบซอร์บิก 260.19 มก./กก.  และ 4. เฉาก๊วยอาโก ศูนย์การค้าบางปะกอก แจ้งว่า มีโซเดียมเบนโซเอท 0.02% ผลทดสอบพบ เบนโซอิก 1,387.37 มก./กก.\nฉลากสินค้าที่แจ้งว่าไม่มีวัตถุกันเสีย แต่จากผลทดสอบพบว่า มีการปนเปื้อน กลุ่มตัวอย่างที่แจ้งว่า “ไม่มีวัตถุกันเสีย” บนฉลากแต่จากผลทดสอบพบว่า มีการปนเปื้อน ได้แก่ 1. ยี่ห้อ นายอุ๋ย เฉาก๊วยโบราณ ผลทดสอบพบ เบนโซอิก น้อยกว่า 1.50 มก./กก. 2. ยี่ห้อ เมจิกฟาร์ม ดีเซิ้ดทคัพ ขนมเยลลี่คาราจีแนน ผสมบุกผง ถั่วแดงและน้ำเฉาก๊วย 15% ผลทดสอบพบ เบนโซอิก 6.53 มก./กก. และพบซอร์บิก 3.74 มก./กก. 3. ยี่ห้อ เฉาก๊วยดอนเมือง (แบบถัง) ผลทดสอบพบ เบนโซอิก 68.85 มก./กก. และ 4. ยี่ห้อ เฉาก๊วยดอนเมือง (แบบถุง) ผลทดสอบพบ เบนโซอิก 79.41 มก./กก.\nสำหรับมาตรฐานการใช้สารกันบูดใน เฉาก๊วย นั้นเฉาก๊วย จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับผลิตภัณฑ์ เยลลี่ เพราะมีกรรมวิธีในการผลิตในลักษณะเดียวกัน ซึ่งตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 213) พ.ศ. 2543 เรื่อง แยม เยลลี่ และมาร์มาเลด ในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท นิยามความหมายของ เยลลี่ ไว้ว่า ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากน้ำผลไม้ล้วนที่ได้จากการคั้นสดหรือสกัดจากผลไม้ หรือทำจากน้ำผลไม้ล้วนที่ผ่านกรรมวิธี หรือทำให้เข้มข้น หรือแช่แข็ง ซึ่งผ่านการกรองและผสมกับ น้ำตาลทำให้มีความข้นเหนียวพอเหมาะ (ส่วนเฉาก๊วยทำจากพืชที่เรียกว่า หญ้าเฉาก๊วยหรือGrass Jelly )\nแถลงของ นิตยสารฉลาดซื้อ ระบุว่า ข้อกำหนดเรื่องการใช้สารกันบูด กรดเบนโซบิก และ กรดซอร์บิก ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 381) พ.ศ. 2559 เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่ 4) กำหนดไว้ อาหารกลุ่ม แยม เยลลี่ และมาร์มาเลด สามารถใช้ กรดเบนโซอิก ได้สูงสุดไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อปริมาณอาหาร 1 กิโลกรัม ส่วน กรดซอร์บิก สามารถใช้ได้สูงสุดไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อปริมาณอาหาร 1 กิโลกรัม เช่นกัน\nทั้งนี้หากมีการใช้วัตถุเจือปนอาหารในกลุ่มหน้าที่เดียวกันรวมกันตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป ปริมาณรวมที่ใช้ต้องไม่เกินปริมาณสูงสุดที่กฎหมายอนุญาตของสารตัวใดตัวหนึ่ง (อิงตัวที่ปริมาณน้อยที่สุด) ซึ่งในกรณีของ เฉาก๊วย อนุญาตให้ใช้สารกันเสีย กรดเบนโซบิก และ กรดซอร์บิก รวมกันสูงสุดไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม \nอันตรายของ เบนโซอิก และ ซอร์บิก\nนิตยสารฉลาดซื้อ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวอันตรายของสารดังลก่าวว่า เป็นกลุ่มสารกันเสียที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้ในอาหาร ซึ่งนิยมใช้ใน แยม เยลลี่ ผักผลไม้ดอง เครื่องดื่ม น้ำหวาน น้ำอัดลม แต่หากได้รับสารทั้ง 2 ชนิดจากการรับประทานอาหารในปริมาณสูง อาจส่งผลเสียต่อร่างกายทำให้เกิดการระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย วิงเวียน และปวดศีรษะ\n'ต้านสารพิษ' ผิดหวังปมกรมวิชาการเกษตรแถลงข่าวยื้อเวลาการแบนและจำกัดการใช้ 3 สารพิษที่มีความเสี่ยงสูง\nวานนี้ (12 ก.ย.60) เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) และเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรงซึ่งประกอบไปด้วยองค์กรและเครือข่ายต่างๆมากกว่า 40 องค์กร ออกแถลงการณเครือข่าว โดยระบุว่า รู้สึกผิดหวังต่อคำแถลงและผลการพิจารณาของกรมวิชาการเกษตร และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นอย่างยิ่ง ที่ยื้อการเพิกถอนพาราควอต และคลอร์ไพริฟอสออกไป \n\nแถลงการณ์ ระบุว่า ตามที่ สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ได้แถลงว่ากรมวิชาการเกษตรไม่มีความเชี่ยวชาญที่จะพิจารณาข้อมูลด้านสุขภาพอนามัย จึงจะขอคำปรึกษาจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ทางเครือข่ายเห็นว่าเป็นการยื้อเวลา และหมกเม็ดให้มีการใช้สารพิษดังกล่าวออกไป เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญได้ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งประกอบไปด้วย 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงสาธารณสุข ขึ้นมาพิจารณาผลกระทบโดยรอบด้าน และมีมติให้ยกเลิกพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสเนื่องจากผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค มีงานวิชาการที่ชัดเจนรองรับ ดังนั้นกรมวิชาการเกษตรสามารถใช้อำนาจตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551 มาตรา 25 คือ ใบอนุญาตที่ออกไปแล้ว หากมีเหตุสําคัญเพื่อคุ้มครองความปลอดภัย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอํานาจออกใบอนุญาตมีอํานาจสั่งแก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขในการอนุญาตได้ตามความจําเป็น แต่กรมวิชาการเกษตรมิได้กล่าวถึงประเด็นนี้แต่ประการใด\nการผลักเรื่องนี้ออกไปทั้งๆที่สามารถดำเนินการระงับการใช้สารพิษทั้งสองชนิดได้ ไปให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายเข้าทางบริษัทสารพิษ เนื่องจากในคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีกรรมการอย่างน้อย 2 คน เป็นตัวแทนของสมาคมของบริษัทสารพิษร่วมอยู่ในคณะกรรมการด้วย โอกาสที่จะแบนสารพิษดังกล่าวจะเป็นไปได้ยากหรือยื้อเวลาต่อไปอีกหลายปี ดังที่ปัจจุบันคณะกรรมการวัตถุอันตรายยังไม่ได้ประกาศแบนคาร์โบฟูราน และเมโทมิล ทั้งๆที่กรมวิชาการเกษตรได้เสนอให้มีการแบนทั้งสองสารดังกล่าวมานานมากกว่า 4 ปีแล้วก็ตาม\nกรณีการจำกัดการใช้สารพิษไกลโฟเซต โดยระบุพื้นที่ห้ามใช้ในฉลากไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ทางกรมวิชาการเกษตรต้องมีมาตรการและกลไกมารองรับการจำกัดการใช้ ซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานตาม Road Map ที่คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูงได้วางแนวทางไว้\nแถลงการณ์ ระบุถึงข้อเรียกร้องว่า เพื่อสนับสนุนมติของกระทรวงสาธารณสุข คือ ให้มีการยกเลิกพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และจำกัดการใช้ไกลโฟเซต เครือข่ายฯจะเคลื่อนไหวใหญ่ทั่วประเทศตามกำหนดการเดิมในวันที่ 19 ก.ย. 2560 หน้าทำเนียบรัฐบาลและศาลากลางทุกจังหวัดทั่วประเทศต่อไป โดยเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปฏิเสธการต่อทะเบียนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสที่กำลังหมดอายุในต้นเดือนตุลาคมนี้ รวมทั้งเพิกถอนทะเบียนของสารพิษดังกล่าวตาม Road Map เพื่อให้มีการยุติการใช้สารดังกล่าวภายในปี 2562 อย่างไม่มีเงื่อนไข \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-9a9b59adc3784152be73b0440bda4747", "input": "Title: ศาลแขวงดุสิตยกฟ้องนักข่าวอาวุโสคดีละเมิดอำนาจศาล-อีก 2 รายปรับ 500 \n Body: ศาลแขวงดุสิตพิพากษาลงโทษปรับ 500 บาท ฟอร์ด เส้นทางสีแดง และปัญญารัตน์ ฝ่าฝืนระเบียบห้ามถ่ายภาพในศาล ส่วนสงวน คุ้มรุ่งโรจน์ นักข่าวอาวุโส ศาลยกฟ้อง\n\nป้ายหน้าศาลแขวงดุสิต ที่มา: แฟ้มภาพ/โลกวันนี้\nเช้าวันนี้ (28 ก.ย.) ศาลแขวงดุสิต อ่านคำพิพากษาลงโทษปรับอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ หรือฟอร์ด เส้นทางสีแดง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และปัญญารัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 คนละ 500 บาท เหตุฝ่าฝืนระเบียบห้ามถ่ายภาพในศาลโดยไม่ได้รับอนุญาติ ส่วนสงวน คุ้มรุ่งโรจน์ นักข่าวอาวุโส ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ศาลยกฟ้อง ทั้งนี้ตามรายงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน [1]\nจากข้อมูลของฐานข้อมูลคดี iLaw [2] ระบุว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2561 ที่ศาลแขวงดุสิต ในระหว่างที่ปัญญารัตน์ (ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2) จำเลยคดีชุมนุมคนอยากเลือกตั้งที่ ถ.ราชดำเนิน (#RDN50) เดินทางมาที่ศาลนัดสอบคำให้การนั้น\nโดยก่อนที่ศาลจะนั่งบัลลังก์ อนุรักษ์ เจนตวนิชย์ หรือ ฟอร์ด เส้นทางสีแดง (ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1) เดินเข้ามาในห้องพิจารณาและได้หันไปทักทายปัญญารัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่สอง ปัญญารัตน์ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพอนุรักษ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่หนึ่ง ซึ่งใส่เสื้อยืดมีข้อความ \"รังเกียจเผด็จการ\" ทำสัญลักษณ์ชูสามนิ้ว\nเมื่อถ่ายภาพเสร็จปัญญารัตน์ส่งภาพดังกล่าวเข้าไปในกลุ่มไลน์ หลังจากนั้นสงวนซึ่งอยู่ในกลุ่มไลน์เดียวกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองนำภาพที่ปัญญารัตน์เป็นคนถ่ายไปโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัวพร้อมเขียนข้อความว่า \"ใส่เสื้อรังเกียจเผด็จการและชูสามนิ้วในศาล ประท้วงศาลเอียงมาสายทำให้เสียเวลา\"\nโดยนัทพรหมกรณ์ ก้องเกียรติกูล ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลแขวงดุสิต เป็นพยานไต่สวนปากที่ 1 กล่าวว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามซึ่งมีทั้งการถ่ายภาพในห้องพิจารณาและมีการเขียนข้อความวิพากษ์วิจารณ์ศาลในลักษณะที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงเข้าข่ายเป็นการประพฤติตัวไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลและเป็นการละเมิดอำนาจศาล\nโดยในวันเดียวกันนั้นเองศาลแขวงดุสิตประสานมาที่ทนายจำเลยในคดีการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่ถนนราชดำเนิน #RDN50 สอบถามว่าบุคคลใดคือเจ้าของเฟซบุ๊กที่โพสต์ภาพในสื่อสังคมออนไลน์และบุคคลใดเป็นผู้ถ่ายหรือเป็นบุคคลในภาพ ทนายจึงได้ประสานกับลูกความจนทราบว่าบุคคลในภาพคืออนุรักษ์และผู้ถ่ายภาพคือปัญญารัตน์\nอย่างไรก็ตามปัญญารัตน์ได้ลบภาพดังกล่าวออกจากไลน์ก่อนแล้ว ตามที่ทนายความอีกคนหนึ่งแนะนำ ส่วนสงวน ผู้ถูกกล่าวหาที่สาม ได้โพสต์ข้อความชี้แจงและขอโทษศาลตามที่ทนายความประสานไป\nต่อมาวันที่ 24 สิงหาคม 2561 ศาลแขวงดุสิตเรียกพยานมาไต่สวนละเมิดอำนาจศาลรวมห้าปาก ได้แก่ นัทพรหมกรณ์ ก้องเกียรติกูล ผู้อำนวยการ สำนักอำนวยการประจำศาลแขวงดุสิต เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุ และผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามคน \nโดยเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ ห้อง 407 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุเบิกความโดยสรุปได้ว่า ในศาลมีป้ายติดประกาศข้อความ ห้ามถ่ายภาพภายในศาลและห้ามอัดเสียงการพิจารณาติดประกาศไว้ โดยป้ายดังกล่าวติดอยู่ในที่ๆ บุคคลทั่วไปมองเห็นได้อย่างชัดเจน\nโดยศาลนัดผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามฟังคำสั่งช่วงเช้าในวันที่ 28 กันยายน 2561 ดังกล่าว \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-8a4425ca6142448285e9c3140938fe90", "input": "Title: ผบ.ทบ.ส่งนายทหารพระธรรมนูญแจ้งจับ \"โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม\" พ่วงล่าม ข้อหาหมิ่น \"กองทัพบก\" \n Body: 18 ส.ค. 55 - มติชนออนไลน์ [1]รายงานว่าเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 18 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. มอบหมายให้ พ.ท.สายัณห์ ขุนขจี  นายทหารพระธรรมนูญ เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.บดินทร์ คำผุย พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ให้ดำเนินคดีกับนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ชาวแคนาดา ทนายความคนเสื้อแดง และหญิงไทย ไม่ทราบชื่อและนามสกุล ซึ่งเป็นล่ามแปลและเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์เอเชียอัพเดท ในข้อหาหมิ่นประมาท พร้อมกับนำแผ่นซีดีบันทึกคำปราศรัยของนายโรเบิร์ตกับพวก จำนวน 1 แผ่น ไปมอบให้กับพนักงานสอบสวนเพื่อเป็นหลักฐานด้วย\n \nทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2555 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 20.10 น. นายโรเบิร์ตพร้อมกับพวกได้ขึ้นเวทีปราศรัยที่บริเวณแยกราชประสงค์ เป็นภาษาอังกฤษ โดยมีล่ามแปลเป็นภาษาไทย ผ่านเครื่องขยายเสียงของสถานีโทรทัศน์เอเชียอัพเดท ซึ่งข้อความในการปราศรัยได้หมิ่นประมาทถึงกองทัพบก ทำให้ได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี เพื่อให้ดำเนินคดี เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมผ่านมา\n \nด้าน พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.น. ดูแลงานกฎหมายและสอบสวน เปิดเผยว่า ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และรายงานให้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.ทราบแล้ว ขณะนี้ให้ทาง บก.น.5 ตั้งคณะพนักงานสอบสวนระดับ บก.เพื่อพิจารณาคดีดังกล่าว ซึ่งตนจะควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด และให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย\n \nผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเนื้อหาที่นายโรเบิร์ตขึ้นพูดระบุว่า กองทัพได้ซื้ออาวุธจากสหรัฐอเมริกาเพื่อมาเข่นฆ่าประชาชน รัฐบาลอเมริกาส่งสไนเปอร์มาสอนสไนเปอร์ไทยให้กระทำกับประชาชนโดยไม่รู้ถึงสิทธิเสรีภาพ \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-27f0d8f15e6c4355b67192360bf8262a", "input": "Title: ใบตองแห้ง: โกรธเฌอปราง? \n Body: พลันที่มีข่าวเฌอปราง BNK48 จะเข้าทำเนียบพบ “ลุงตู่” รับประกาศนียบัตรขอบคุณ ที่ยินดีเป็นพิธีกรเดินหน้าประเทศไทย โดยไม่รับค่าตอบแทน เหล่าโอตะผู้รักประชาธิปไตยในโลกออนไลน์ ก็แบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายที่ ยัวะเฌอปรางว่ารับใช้เผด็จการ และฝั่งที่เห็นใจ ว่าเมื่อผู้มีอำนาจต้องการ เธอมีสัญญาผูกมัดกับบริษัทก็ปฏิเสธไม่ได้\nทำไมต้องเป็นเฌอปราง ทำไมไม่เกิดกระแสกับดาราคนอื่น น่าจะเพราะ BNK เป็นไอดอลของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเสพสื่อใหม่ ไม่ดูทีวีไม่ดูละครหลังข่าวกันแล้ว\nยิ่งกว่านั้น “จุดขาย” ของ BNK ยังเป็นการทำให้ไอดอลดู “มีสมอง” มีความคิดอ่านเป็นของตัวเอง เรียนเก่ง เป็นนักวิจัย เป็นนักวิทยาศาสตร์ สนใจประเด็นทางสังคม รักสัตว์ป่า รัก สิ่งแวดล้อม ปกป้องสิทธิสตรี เคารพสิทธิส่วนบุคคล หรือบางคนก็อยากมีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญ จนทำให้ “ฝ่ายก้าวหน้า” จำนวนหนึ่งเป็นปลื้ม\nแต่อันที่จริง BNK ก็ไม่เคยแสดงทัศนะต่อประเด็นแหลมคม ไม่ว่าทางการเมืองหรือสังคม ซึ่งเข้าใจได้ ธุรกิจไอดอลอยู่บนความนิยม จะยุ่งกับปมขัดแย้งได้อย่างไร ก็พูดได้แต่เรื่องสวยๆ กว้างๆ เท่านั้น\nซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เรื่องรักเด็กรักษ์โลกรักษ์ สิ่งแวดล้อม ไม่รังเกียจคนจน อะไรเทือกนี้ เป็นประเด็นตื้นๆ ที่ดาราเซเลบใช้พรีเซนต์มา 20-30 ปี ตั้งแต่สมัย ปุ๋ย รักเด็ก เพียงยกระดับไปตามยุคสมัยเท่านั้น\nฉะนั้นมองมุมไหน ก็ไม่เห็นต้องผิดหวังหรือตีโพยตีพายกับเฌอปราง ทำไมต้องคิดว่าเธอเป็นฝั่งไหน เธอเป็นแค่ไอดอลที่เดี๋ยวก็จบการศึกษา วันหนึ่งข้างหน้าก็อาจจบ ดร. มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ สสวท. เธอชอบหรือไม่ชอบลุงตู่ ก็เก็บไว้ในใจ เรื่องอะไร จะต้องแสดงออกให้ตัวเองเดือดร้อน สังคมไทยก็เป็นแบบนี้\nเออ ถ้าเป็นมันแกว นมคุณธรรม ไปออกเดินหน้าประเทศไทยสิ โป้งเลย ผิดหวังอย่างแรง \nพูดอย่างนี้ไม่ใช่บอกให้อยู่เฉยๆ ใครไม่เห็นด้วยก็เลิกติดตาม เลิกเป็นโอตะ หรือแสดงออกว่าไม่ยอมรับนะ คุณไปจับมือ คนที่เราต่อต้าน เราไม่จับมือคุณ ฯลฯ เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องโกรธ และเข้าใจ ที่สำคัญคือเข้าใจทางเลือกของชีวิตคน ในวิถีสังคมไทย รวมถึงเข้าใจยุทธศาสตร์ของกลุ่มผู้กุมอำนาจ\n2-3 สัปดาห์ก่อนมีอดีตนักศึกษาฝ่ายก้าวหน้า โพสต์เตือนเพื่อนนักกิจกรรมว่า การต่อต้านเผด็จการไม่ใช่หน้าที่ เพราะประเทศนี้ไม่ได้ใจกว้าง การเคลื่อนไหวอาจกระทบชีวิตการงาน อนาคต ยิ่งถ้าต้องเดือดร้อนหาเงินประกันตัว แม้ประเทศนี้ต้องการผู้เสียสละ แต่ครอบครัวและคนที่คุณรัก อาจไม่พร้อมไม่ใจกว้างพอให้เสียสละ\nแหงละ โดนด่าขรมเลย ทั้งที่ไม่เห็นด้วยก็น่าจะเข้าใจได้ ไปถามอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ หรือญาติวีรชนทุกยุคทุกสมัยสิ ว่ารู้สึกอย่างไร สังคมไทยคนเสียสละมีแต่ตายฟรี คนสอพลอบริกร รู้หลบเป็นหลีกมีแต่ได้ดี\nยิ่งโลกเปลี่ยนไป ชีวิตคนมีทางเลือกหลากหลายขึ้น แม้ความรักประชาธิปไตยเป็นหนึ่งในนั้น ก็ไม่ได้เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ที่สำคัญ อุดมการณ์ประชาธิปไตยไม่ได้เชื่อในการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน แบบ “ฟ้าสีทองผ่องอำไพ” ไม่สามารถทำให้คนพร้อมยอมตายแบบอุดมการณ์จารีตคลั่งชาติศาสนา เว้นแต่ถูกย่ำยีบีฑาจนหมดทางเลือก\nเผด็จการรัฐพันลึก แม้ไม่ฉลาด แต่ก็รู้จักสังคมไทยดี รู้วิธีสร้างอำนาจบังคับ จับกุมคุมขังตั้งข้อหา ปรับทัศนคติ แต่ “ไม่มีใครตาย” ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารไม่เป็นไร ให้อยู่เฉยๆ ก็ยังทำมาหากิน ใช้ชีวิตชิกๆ ชิลชิลได้ แม้อาจมีคนไม่ชอบไม่พอใจจำนวนมาก ก็ไม่มีทางออก บนพื้นฐานที่สังคมแตกแยก หาฉันทามติไม่ได้ คนจำนวนหนึ่งหนุน คนจำนวนมากกว่า ยึดประโยชน์เฉพาะหน้า ก็หยวนยอมไป\nความหวังของผู้กุมอำนาจ คือหวังว่าหลังจากอยู่อย่างนี้ 5 ปี อยู่ใต้การสืบทอดอำนาจอีก 5 ปี คนไทยจะชินไปเอง ลืมแล้วว่าเคยมีเสรีภาพประชาธิปไตย คนรุ่นใหม่เติบโตมาก็จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นนักวิจัย เป็น AI สตาร์ตอัพ สร้างตัวสร้างฐานะ รักพ่อรักแม่รักครอบครัว รักสิ่งแวดล้อม ขี่จักรยาน เคารพสิทธิ ผู้อื่น สิทธิสตรี สิทธิ LGBT สิทธิคนพิการ เป็นคนดี รู้จักหน้าที่ มีวินัย\nแต่สิ่งที่อยากลบหายไปคือความคิดต่อต้านระบบ ทวงอำนาจ ตั้งคำถามถึงโครงสร้างอำนาจ และความเหลื่อมล้ำ\nนั่นแหละสิ่งที่ผู้มีอำนาจอยากให้ BNK เป็น อยากให้คนรุ่น ต่อไปเป็น ซึ่งก็มีคำถามว่าทำได้จริงหรือ แถมยังต้องคงอำนาจให้เป็นเอกภาพ กุมสภาพบังคับ ในระดับนี้ไปอีกนาน ต่อให้สืบทอดอำนาจได้ ก็ไม่ใช่จะกุมได้ทุกอย่าง\n \nที่มา: www.khaosod.co.th/hot-topics/news_1515646 [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-3d7c7c3ec22f41a1a051908d752fdcc5", "input": "Title: หมายเหตุประเพทไทย #146 แฟนคลับฟุตบอลไทยลีก-ศูนย์รวมความภักดีท้องถิ่น \n Body: หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ เจนวิทย์ เชื้อสาวะถี และปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ พูดคุยกับ ชาลินี สนพลาย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนวิทยานิพนธ์หัวข้อ บทบาทของสโมสรชลบุรี เอฟซี (Chonburi Football Club) ในการรักษาและสร้างฐานเสียงทางการเมืองของกลุ่ม \"เรารักชลบุรี\"\nทั้งนี้สโมสรฟุตบอลในภูมิภาคได้กลายเป็นตัวแสดงตัวใหม่ในเวทีการเมืองท้องถิ่น เป็นตัวเชื่อมให้ผู้เลือกตั้งในฐานะแฟนบอลได้เจอกับนักการเมืองที่มีบทบาทเป็นผู้บริหารสโมสรฟุตบอล ในระยะเวลาอันใกล้นี้เกิดปรากฏการณ์ที่นักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่นผันตัวเป็นผู้บริหารสโมสรฟุตบอลลีกระดับต่างๆ ทั้งเนวิน-กรุณา ชิดชอบ แห่งสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด หรือวิทยา คุณปลื้ม แห่งสโมสรชลบุรี เอฟซี ฯลฯ ขณะเดียวกันแต่ละสโมสรฟุตบอลก็เกิดชุมชนของแฟนคลับทีมฟุตบอลที่นอกจากจะเชียร์ทีมฟุตบอลทีมรักเสมือนเป็นความภาคภูมิใจของบ้านเกิดแล้ว บ่อยครั้งฐานแฟนคลับฟุตบอลยังแปรผันเป็นฐานเสียงสำคัญทางการเมืองอีกด้วย ทั้งหมดนี้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของท้องถิ่นในประเทศไทยอย่างไรติดตามได้ในรายการหมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้\n\nติดตามรายการหมายเหตุประเพทไทยย้อนหลังที่\nhttps://www.facebook.com/maihetpraphetthai [1] หรือ\nhttps://www.youtube.com/playlist?list=PLyjd9jzMpO2Xby4FyxWMwY8auIFY01eVQ [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-d3dca11f32284d97a5b1b0a12a93d1a6", "input": "Title: อิระวดีสัมภาษณ์นักโทษการเมืองพม่า : ผมมีดนตรีอยู่ในสายเลือด \n Body: \"เมื่อใดที่คุณเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองในประเทศของพวกเรา คุณมีโอกาสกว่าร้อยละ 90 ที่จะพบจุดจบในคุก ผมเองก็ได้คิดถึงเรื่องนี้ก่อนที่จะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมือง ฉะนั้นผมจึงไม่ได้รู้สึกแย่กับตัวเอง ที่จริงแล้วผมรู้สึกภาคภูมิใจด้วยซ้ำ\" เซยา ตอ \n\n \nเซยา ตอ เป็นหนึ่งในนักดนตรีแนวฮิปฮอปที่มีคนรู้จัก มากที่สุดในพม่า วง ACID ของเขาได้รับการยกย่องในฐานะที่เป็นแนวดนตรีที่ค่อนข้างก้าวหน้าสำหรับ ประเทศที่ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆสามารถนำปัญหามาสู่ตัวศิลปินเองได้\n \nเขายังเป็นผู้ก่อตั้ง Generation Wave (GW) กลุ่มเคลื่อนไหวใต้ดินที่หมายมุ่งจะใช้ดนตรีเป็นตัวสร้างความตื่นตัวทางการ เมืองให้แก่เยาวชน Generation Wave ก่อตั้งขึ้นภายใต้การนำของ เซยา ตอ ในช่วงสั้นๆของการปฏิวัติชายจีวร เดือนกันยายน ปี 2550\n \nจนกระทั่งอาทิตย์ที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน เซยา ตอ ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในนักโทษการเมืองพม่ากว่า 2000 คน ในปี 2551 เขาถูกตัดสินให้ต้องจำคุก 6 ปี ด้วยข้อหาว่าเขาได้ก่อตั้งกลุ่มองค์กรขึ้นมาอย่างไม่ถูกกฎหมาย และละเมิดข้อบังคับว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ แต่ต่อมาโทษของเขาถูกลดลงเหลือ 2 ปี และเขาก็กำลังจะได้รับการปล่อยตัวในอีกไม่กี่เดือนที่จะถึงนี้ จนกระทั่งประธานาธิบดี เต็งเส่ง ประกาศนิรโทษกรรม ระยะเวลาจำคุกของเขาจึงลดลง และได้รับการปล่อยตัว\n \nผู้สื่อข่าวอิระวดี โค ฮตวี ได้พูดคุยกับ เซยา ตอ ไม่นานหลังจากที่เขาถูกปล่อยตัว เกี่ยวกับชีวิตของเขาในฐานะนักโทษการเมือง และแผนของเขาในอนาคต\n \n000\n \nถาม : ในฐานะที่เป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อคุณอยู่ในคุก\n \nตอบ : เมื่อใดที่คุณเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองในประเทศของพวกเรา คุณมีโอกาสกว่าร้อยละ 90 ที่จะพบจุดจบในคุก ผมเองก็ได้คิดถึงเรื่องนี้ก่อนที่จะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมือง ฉะนั้นผมจึงไม่ได้รู้สึกแย่กับตัวเอง ที่จริงแล้วผมรู้สึกภาคภูมิใจด้วยซ้ำ\n \nถาม : ทำไมคุณถึงตัดสินใจเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง\n \nตอบ :  ในฐานะที่เป็นศิลปิน ผมมักจะได้ใกล้ชิดและได้สัมผัสกับความรู้สึกของพวกเขาเสมอ ผมมักจะรู้สึกได้ถึงความยากลำบากและความเจ็บปวดของพวกเขา นั้นเป็นเหตุผลที่ผมพยายามที่จะทำให้ความรู้สึกของพวกเขาเป็นที่ได้ยิน\n \nถาม :  คุณช่วยเล่าให้พวกเราฟังเกี่ยวกับการถูกจับกุมของคุณได้ไหม\n \nตอบ :  ตอนนั้นผมกินข้าวอยู่กับคนอื่นๆอีกห้าคนในร้านอาหาร เมื่อเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเข้ามาจับผมไป\n \nถาม :  พวกเราได้ยินมาว่าคุณถูกทรมานในระหว่างสอบสวน เล่าให้พวกเราฟังว่าคุณถูกปฏิบัติยังไงในตอนนั้นได้ไหม\n \nตอบ :  ผมถูกนำไปยังสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุด คือ สถานีตำรวจเมืองบาฮัน จากนั้น ในช่วงตอนเย็น ผมก็ถูกปิดตาและถูกพาไปยังสถานที่ที่ไม่รู้จักอีกแห่งหนึ่ง ในช่วงของการสอบสวน มีเหตุการณ์เลือดตกยางออก\nผมไม่ได้มีความโกรธแค้นอะไรกับพวกเขา ผมไม่ได้เกลียดพวกเขา ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นผลผลิตโดยตรงจากระบบที่มันแย่ และก็เพราะการดำรงอยู่ของระบบที่แย่ๆนี้เอง ทำให้พวกเราต้องอยู่คนละฝ่ายกัน ซึ่งผมก็อยู่กับฝ่ายที่ต่อต้านกับฝ่ายที่แย่ แต่เจ้าหน้าที่คนที่สอบสวนผมก็กำลังปกป้องฝ่ายนั้นอยู่ ถ้าพวกเราสามารถกำจัดระบบที่แย่นี้ไปได้ พวกเราก็ไม่ต้องอยู่คนละฝ่าย ผมจึงพูดถึงระบบที่ไม่เป็นธรรมเหล่านั้น ผมต้องการที่จะให้เรื่องนี้เป็นที่ชัดเจนว่า สิ่งที่ผมพูดทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความโกรธแค้นใดๆทั้งสิ้น\n \nถาม :  คุณอธิบายแบบเฉพาะเจาะจงมากกว่านี้ได้ไหมว่าพวกเขาทำอะไรกับคุณบ้าง\n \nตอบ :  ผมไม่อยากจะลงในรายละเอียด เพราะผู้คนมักจะคิดว่าผมกำลังโกรธแค้นพวกนั้นอยู่ ฉะนั้นมันจะเป็นการดีกว่าที่จะไม่พูดลงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างที่ผมบอก มันมีเหตุการณ์เลือดตกยางออก แค่นั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว ผมคิดว่านะ\n \nถาม :  คุณถูกสอบสวนกี่วัน\n \nตอบ :  พวกเราทุกคนถูกจับแยกเข้าไปอยู่ในห้องขังที่มีแสงสลัวๆเพียงคนเดียว ฉะนั้นพวกเราจึงไม่รู้วันและเวลา หลังจากที่ได้ออกมากจากห้องสอบสวน พวกเราแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน พวกเราคุยกันถึงความยาวนานที่พวกเราต้องอยู่ในห้องสอบสวนและความหนักเบาของ การสอบสวน ผมไม่สามารถพูดแทนคนอื่นได้ พวกเขาสมควรได้พูดด้วยตนเอง หลังจากที่ช่วงของการสอบสวนเสร็จสิ้น ผมถูกพาตัวไปยังคุกอินเส่ง ที่นั้นผมได้รับทราบคำตัดสิน หลังจากนั้นผมจึงถูกส่งตัวไปยังคุกคอตัง\n \nถาม :   คุณได้เจอกับนักโทษการเมืองคนอื่นไหมในคุกคอตัง\n \nตอบ :  คอ เพียวเนะ โช หนี่งในผู้นำของกลุ่มนักเรียน 88 Generation คือนักโทษทางการเมืองเพียงคนเดียวในคุก คอตัง เมื่อผมไปถึงที่นั้น\n \nแล้ว คอ อัง เมียว ไป ก็มาถึง ตามมาด้วย คอ ซอ มิน, คอ เมียวมิน, คอตันมินอัง และนักโทษการเมืองอายุ 65 ปี อู ชิต คิน ทั้งหมดแล้วก็มีนักโทษการเมือง 6 คนที่ถูกขังอยู่ที่คุกคอตัง ตอนที่ผมอยู่ที่นั้น คอตันมินอัง ถูกปล่อยเมื่อปี 2009 และ อู ชิต คิน ก็ถูกปล่อยตัวเมื่อเดือนธันวาคม 2010.\n \nถาม : คุณได้คุยกับ คอ เพียวเนะ โช ไหม\n \nตอบ : มันมีคุกอยู่สองห้อง คอ อัง เมียว ไป, คอ เมียว มิน และ คอ ซอ มิน อยู่ในห้องหนึ่ง ส่วนคอ เพียวเนะ โช และผมก็อยู่ในอีกห้องหนึ่ง ผมไม่ได้เห็นคนอื่นๆ แต่ผมมักจะได้คุยกับคอ เพียวเนะ โช เพราะเราได้อยู่ในห้องเดียวกัน\n \nถาม : คุณคุยกับ คอ เพียวเนะ โช เรื่องอะไรบ้าง\n \nตอบ :  ผมขอไม่บอกดีกว่า  แค่ผมเปิดเผยความจริงที่ว่าผมได้คุยกับ คอ เพียวเนะ โช ก็อาจจะทำให้เกิดผลร้ายต่อเขาในคุกแล้ว\n \nถาม : ขอให้คุณช่วยเล่าถึงชีวิตในคุกให้พวกเราฟังหน่อย\n \nตอบ :  ในคุกมีกฎและกติกาที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ความยากลำบากอะไรก็ตามที่ผมต้องเผชิญในคุก ผมพยายามที่จะเอาชนะมันโดยการยึดมั่นในความเชื่อของผม\n \nถาม : สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในคุกคอตังเป็นอย่างไรบ้าง\n \nตอบ :  ผมอยู่ในห้องแยกที่มีผนังและกำแพง ฉะนั้นผมจึงไม่สามารถรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นภายนอกห้องของผมบ้าง เท่าที่ผมเห็น ความจำเป็นอย่างเร่งด่วนคือการให้การรักษาพยาบาล ตัวอย่างเช่น คอ เพียวเนะ โช กำลังทุกข์ทรมานจากความตึงเครียด และหมอประจำเรือนจำสั่งให้รับการตรวจความดันเลือดทุกวัน และให้รายงานถ้าเขารู้สึกผิดปกติ แต่ว่า 6 เดือนที่ผ่านมา ก็ไม่มีการรักษาพยาบาลใดๆ ในคุกเลย\n \nถาม : คุณอยากจะพูดอะไรกับเพื่อนศิลปินของคุณที่ถูกคุมขังจากข้อหาทางการเมืองหรือไม่\n \nตอบ :  คอ มิน มอ ถูกจับก่อนผม เขาได้รับโทษจำคุก 7 ปี มาก่อนหน้านี้แล้ว และตอนนี้ก็ได้รับโทษจำคุกอีก 14 ปี แล้วก็มีศิลปินคนอื่นที่ถูกจำคุก เช่น คอ ซากานา เขาไม่สมควรถูกจำคุกจากสิ่งที่เขาทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศตวรรษที่21 ไม่สมควรมีใครที่จะต้องถูกจำคุกจากการที่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่ต่าง กัน ความแตกต่างสามารถไกล่เกลี่ยได้ด้วยการพูดคุย การจับคนเหล่านั้นเข้าคุกไม่ได้ทำให้เกิดผลดีต่อประเทศนี้แต่อย่างใดทั้งใน ปัจจุบันและในอนาคต\n \nถาม : คุณจะทำอย่างไรให้บรรดานักทางเมืองได้รับการปล่อยตัว\n \nตอบ : มีนักโทษทางการเมืองมากมายทั่วพม่า ผมจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้พวกเขาได้รับการปล่อยตัว\n \nถาม : คุณคิดอย่างไรกับกิจกรรมของกลุ่ม Generation Wave (GW) ที่คุณเป็นส่วนหนึ่งในการก่อตั้ง\n \nตอบ : ผมไม่รู้เลยว่า GW ได้ทำอะไรไปบ้างและกำลังทำอะไรอยู่ เพราะผมเพิ่งออกจากคุก ผมเชื่อมั่นในตัวพวกเขา ผมเชื่อว่าพวกเขากำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับประเทศ มี สมาชิก GW มากมายที่ถูกจำคุก ผมอยากช่วยเหลือให้พวกเขาได้รับการปล่อยตัวเช่นกัน\n \nถาม :  คุณเคยร้องเพลงล้อเลียนรัฐบาลไหม\n \nตอบ :  ผมไม่เคยร้องเพลงประเภทนั้น แต่ผมช่วยเหลือคนที่อยากทำเช่นนั้น เพลงพวกนี้ไม่ได้เป็นเพียงมุกตลกล้อเลียนรัฐบาล แต่พยายามที่จะชี้ให้เห็นสิ่งที่ผิดพลาดเกี่ยวกับทิศทางการปกครองในประเทศ นี้\n \nถาม : เพลงพวกนั้นเป็นเพลงต่อต้านรัฐบาลหรือเป็นเพียงผลผลิตของการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น\n \nตอบ : มันไม่ใช่เป็นเพียงแค่เพลง แต่เป็นความพยายามที่จะเรียกร้องความสนใจในการปฏิรูปที่พวกเราต้องการอย่าง เร่งด่วน ฉะนั้นจึงเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ทุกคนสามารถกระทำได้ การประนามรัฐบาลอย่างเดียวคงไม่ได้ผล พวกเราไม่ควรแค่ทำให้พวกเขารุ้ว่าอะไรที่ไม่ถูกต้อง แต่ถ้าเราสามารถแสดงให้เขาเห็นว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องที่สมควรทำ พวกเราจะมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้\n \nถาม : คุณวางแผนที่จะแต่งเพลงและร้องเพลงอีกไหม\n \nตอบ :  ดนตรีนั้นอยู่ในสายเลือดของผม คำถามคาใจเพียงข้อเดียว คือ ผมจะสามารถแสดงต่อหน้าแฟนเพลงของผมได้อีกไหม ผมจะสร้างสรรค์ต่อไป ผมอยากจะบอกในฐานะศิลปินและในฐานะประชาชนพม่าว่า ผมจะทำงานอย่างสุดความสามารถเพื่อที่จะนำสิ่งที่ดีกว่ามาให้แก่ประชาชนและ ประเทศของเรา\n \n000\n \nแปลจาก: บทสัมภาษณ์ ชื่อ \"Music is in my Blood\" วันที่ 25 พฤษภาคม 2551 ใน นิตยสารอิระวดี [1]\n\nเผยแพร่ครั้งแรกใน : ประชาธรรม [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-565a31f8ad5a4d859d07df4ea0fc2099", "input": "Title: ลูกสาวเสธ.แดง ประกาศดัน‘พรรคขัตติยะธรรม’ หวังเปลี่ยนระบบกฎหมาย2มาตรฐาน \n Body: 8 ส.ค.53 น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล บุตรสาวพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก และหัวหน้าพรรค\"ขัตติยะธรรม\" กล่าวว่า มีความรู้สึกดีใจที่ได้สานต่อเจตนารมณ์ในการ จัดตั้งพรรคการเมืองจากพ่อ เพราะตอนนี้ตนเองได้เป็นคนเสื้อแดงอย่างเต็มตัวแล้ว นอกจากจะพบปะกับพี่น้องที่เป็นแฟนคลับคุณพ่อแล้ว ก็ต้องการที่จะเชิญชวนพี่น้องทุกคนสมัคร เป็นสมาชิกพรรคขัตติยะธรรม เพื่อที่จะได้สานต่อเจตนารมณ์ในการจัดตั้งพรรคการเมืองของพ่อ\n\nน.ส.ขัตติยาเปิดเผยว่า ถ้าพรรคขัตติยะธรรมมีสมาชิกพรรคครบตามจำนวนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กำหนดไว้และ ส.ส.ที่ลงสมัครได้รับการเลือกตั้ง ตนและพรรคก็พร้อมที่จะอยู่ฝ่ายเดียวกับพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ตนก็ไม่เกี่ยง \n\nบุตรสาว พล.ต.ขัตติยะ กล่าวว่า ขณะนี้พรรคขัตติยะธรรมได้มีการจัดตั้งศูนย์ขึ้นมา 4 ศูนย์ คือ จ.เชียงใหม่ อำนาจเจริญ ชลบุรี และ จ.พังงา สำหรับภาคใต้ตอนล่างก็ได้คิดว่าจะจัดตั้งที่ จ.ยะลา แต่หากมีการจัดกิจกรรมก็จะดำเนินการใน จ.สงขลา เพื่อความสะดวก\n\nน.ส.ขัตติยาเปิดเผยว่า สำหรับด้านนโยบายเด่นจะนำเสนอก็คือ การเปลี่ยนแปลงระบบกฎหมายการเมืองไทย คือ ต้องการให้เป็นอย่างสหรัฐอเมริกา การมีคณะลูกขุน ซึ่งคัดเลือกมาจากชาวบ้าน ไม่ใช่กฎหมายไทยในขณะนี้ ที่ระบบตุลาการมีการตัดสินคดีแต่ละคดีตามใบสั่ง ถึงแม้ว่าสิ่งที่ทางพรรคขัตติยธรรมจะมองแล้วว่า เป็นเรื่องที่ยากในการจะเปลี่ยนแปลงระบบกฎหมายไทยใหม่ แต่ตนก็อยากที่จะทำ\n\n\"ถ้าหากเราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ก็อยากทำให้ระบบกฎหมายที่เป็น 2 มาตรฐานในขณะนี้ลดน้อยลง และขอให้คำมั่นสัญญาในการที่จะนำพาพรรคขัตติยธรรม ให้เดินทางเดินหน้าต่อไปอย่างขาวสะอาด\" บุตรสาว พล.ต.ขัตติยะ กล่าว \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-65c8ba9b7a68486d9e09359a511447ae", "input": "Title: จักรภพ เตรียมแถลงข่าวลาออกพรุ่งนี้ \n Body: เว็บไซต์ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. รายงานว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ได้รับทราบเรื่องการเตรียมแถลงข่าวลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของนาย จักรภพ เพ็ญแข ในวันพรุ่งนี้ (30 พ.ค.) แล้ว ส่วนการถอนญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ยังไม่ทราบเรื่อง \n\n \n\nด้านเว็บไซต์แนวหน้า รายงานว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (30 พ.ค.) เวลา 12.00 น. นายจักรภพ เพ็ญแข จะแถลงข่าวแสดงจุดยืนทางการเมืองที่ทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์การเมืองต่างๆ ได้หยิบเรื่องของนายจักรภพไปใช้และอาจเป็นเงื่อนไขของการรัฐประหาร\n\n \n\n\n\nนายจตุพร กล่าวว่า ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน จะเสนอให้ที่ประชุม ส.ส.พรรคพลังประชาชนถอนญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย โดยจะเสนอให้ใช้ทฤษฎีถอยให้สุดซอย เพื่อพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเรื่องของนายจักรภพนั้น รัฐบาลถอยสุดๆ แล้ว หากกลุ่มพันธมิตรฯ ยังดื้อดึงชุมนุมต่อไปย่อมแสดงว่า มีเป้าหมายล้มล้างประชาธิปไตย\n\n \nอนึ่ง เว็บไซต์ไทยโพสต์รายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. ของวันที่ 29 พฤษภาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.อดิศร นนทรีย์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสอบสวนคดีหมิ่นสถาบันของนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมี รอง ผบช.ก.และพนักงานสอบสวนร่วมประชุม\n\n\n\n \n\nพล.ต.ท.อดิศร กล่าวก่อนการประชุมว่า ขณะนี้การทำงานอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบพยานเอกสาร ซึ่งจะมีการนำเอกสารแปลคำพูดของนายจักรภพ โดยพรรคประชาธิปัตย์ และกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มาเปรียบเทียบกันในแต่ละประโยคที่ยังมีปัญหาอยู่\n\n\n\n \n\nภายหลังการประชุมกว่า 2 ชั่วโมง พล.ต.ท.อดิศรแถลงว่า คณะกรรมการฯ มีมติว่า กรณีนายจักรภพมีพฤติการณ์ความผิดตามมาตรา 112 ที่ระบุไว้ว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปี ซึ่งขั้นตอนจากนี้จะมีการดำเนินการสอบสวน และรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ อีกครั้งเพื่อให้เรียบร้อยรัดกุมขึ้น และคาดว่าคงจะเรียกนายจักรภพมารับทราบข้อกล่าวหาได้ในต้นสัปดาห์หน้า หากนายจักรภพจะติดต่อมามอบตัวก็เป็นสิทธิ์ของนายจักรภพ และต้องให้เกียรติในฐานะที่เป็นรัฐมนตรี แต่ถ้าไม่เข้ามอบตัว จะรวบรวมพยานหลักฐานเสนอต่อศาลเพื่อขออนุมัติหมายเรียกตัวต่อไป\n\n\n\n \n\nเมื่อถามว่ามีหลักฐานใดที่ทำให้เข้าข่ายหมิ่นสถาบัน พล.ต.ท.อดิศรกล่าวว่า เป็นเรื่องที่อยู่ในสำนวน ซึ่งยืนยันว่าพยานหลักฐานที่มีเพียงพอสอบสวนดำเนินคดีได้ แต่พูดในรายละเอียดไม่ได้ โดยการแปลชัดเจน บางคนอาจให้ความเห็น 80 เปอร์เซ็นต์ หรือ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่มีความผิดตามมาตรา 112 อย่างไรก็ตาม จะต้องขอความเห็นพยานบุคคลผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรศาสตร์เพิ่มเติม และคาดว่า 10 วันจากนี้ไปจะสามารถสรุปเรื่องส่งคณะกรรมการของตำรวจได้\n\n\n\n \n\nผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดไม่มีการเรียกนายจักรภพเข้าพบก่อนดำเนินคดี ผบช.ก.กล่าวว่า คดีหมิ่นสถาบันไม่เหมือนการสอบสวนทั่วไป ต้องทำด้วยความรอบคอบ มีผู้บังคับบัญชาร่วมพิจารณา ซึ่งกรณีนี้ผู้กล่าวหาและพยานหลักฐานต่างๆ มีหลักฐานพอให้แนวคิดดำเนินการต่อไปได้ ถ้าเรามัวชักช้ามานั่งรอเรียกคนสองคนจะไม่ทันการณ์ ต้องทำให้เรียบร้อยเพื่อให้สังคมสบายใจ เพราะทุกวันนี้มีปัญหาทางความคิดหลายทางแล้ว\n\n\n\n \n\nขณะที่ พล.ต.ท.วันชัย ศรีนวลนัด ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะผู้รับผิดชอบคดีนายจักรภพหมิ่นสถาบันของคณะกรรมการชุดใหญ่ กล่าวว่า ยังเหลืออีกหลายขั้นตอนกว่าพนักงานสอบสวนจะสรุปคดีนายจักรภพ โดยขณะนี้เป็นขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารแปลคำพูดของนายจักรภพ และสอบถามพยานที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นเรื่องสำนวนภาษาจำเป็นต้องใช้เวลาในการพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบ \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-080d70d6796643d08ff397bb99d9345c", "input": "Title: เคลื่อนขบวนสู่หน้าทำเนียบ Pmove จี้ 2 ปี รัฐล้มเหลวแก้ปัญหาคนจน \n Body: ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม Pmove เคลื่อนขบวน เตรียมชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่ 6 พ.ค. เป็นต้นไป ร้องทุกข์ต่อการแก้ปัญหาที่ล้มเหลวตลอดสองปีที่ผ่านของรัฐบาล\n \n\n \n5 พ.ค. 56 - เช้าวันนี้ สมาชิกขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม Pmove เครือข่ายสลัม 4 ภาค สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ อยู่ระหว่างเดินทางมายังสถานีรถไฟหัวลำโพง ส่วนสมาชิก Pmove ผู้ได้รับความเดือดร้อน อาทิ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) สมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล (สคจ.) เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด (คปบ.) สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) เครือข่ายเกษตรพันธสัญญา เครือข่ายสิทธิสถานะบุคคล และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล จ.อุบลราชธานี ได้ทยอยเดินทางจากพื้นที่ โดยสารรถไฟ รถประจำทาง รถบัส มีจุดนัดพบร่วมกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาลในเช้าวันที่ 6 พ.ค. 2556\n \nผู้เข้ามาร่วมชุมชนเปิดใจว่า การชุมนุมของผู้ได้รับความเดือดร้อนหน้าทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่ วันที่ 6 พ.ค. เป็นต้นไปนี้ มีจุดหมายเพื่อร้องทุกข์ต่อการแก้ปัญหาที่ล้มเหลวตลอดสองปีที่ผ่านของรัฐบาล ซึ่งเป็นปัญหาด้านนโยบายที่ไม่สาเร็จลุล่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายโฉนดชุมชน ๕๓ พื้นที่ ที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบ และผ่านความเห็นชอบของ คณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐบาล แต่หน่วยงานราชการ 5 กระทรวงหลักรวมทั้งกรุงเทพมหานคร ยังไม่ยอมอนุญาตให้ใช้พื้นที่ทาโฉนดชุมชน ส่วนปัญหาคดีความคนจน ปัญหาที่ดินชุมชนทับซ้อนกับที่รัฐ หรือปัญหาที่อยู่ที่ดินทำกินถูกเอกชนนาไปขอเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ ปัญหาคนไร้บ้าน ปัญหาชาวเล รวมถึง ปัญหาสัญชาติและชาติพันธุ์ ปัญหาผลกระทบจากเหมืองแร่ โรงไฟฟ้า และโรงโม่หิน ปัญหาผลกระทบจากการสร้างเขื่อนที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งเป็นกรณีปัญหาทั้งหมดอยู่ในกระบวนการพิจารณา แก้ไขปัญหาและเยียวยาจากรัฐบาลทั้งหมดแล้ว แต่ความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลทำให้สถานการณ์ในพื้นที่อยู่ในภาวะวิกฤต ชาวบ้านในหลายพื้นที่ถูกฟ้องร้อง ไล่รื้อ ติดคุก และถูกคุกคามด้วยความรุนแรงทุกรูปแบบ\n \nแม้ที่ผ่านมารัฐบาลได้แต่งตั้งกรรมการ และอนุกรรมการหลายคณะ เพื่อศึกษาการแก้ปัญหาจนได้ข้อสรุปในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน แต่กลไกการแก้ปัญหาที่ประชาชนมีส่วนร่วมสร้างขึ้น รัฐบาลกลับไม่ดาเนินตาม ไม่สั่งการ ไม่สนใจ จนการแก้ปัญหาแทบทั้งหมดไม่มีความคืบหน้า\n \nนายดิเรก กองเงิน ชาวบ้านบ้านโป่ง หมู่ 2 ตำบลแม่แฝก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงกรณีพื้นที่พิพาทที่ดินทำกินระหว่างเกษตรกรใน จ.ลำพูน-เชียงใหม่ กับนายทุนและรัฐ หลังกลุ่มชาวบ้านที่ไม่มีที่ดินทำกินเข้าไปใช้ที่ดินซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์ จากนั้นจึงถูกนายทุนใช้เอกสารสิทธิ์ แจ้งความดาเนินคดี\n \nจากนั้นกลุ่มชาวบ้านได้รวมตัวเจรจากับรัฐบาล และได้เสนอให้จัดตั้ง สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน และโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน ในพื้นที่ 5 ชุมชนภาคเหนือ ได้แก่ บ้านไร่ดง หมู่ 3 ตำบลน้าดิบ อำเภอป่าซาง จังหวัดลาพูน บ้านแม่อาว หมู่ 3 ตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน บ้านแพะใต้ หมู่ 7 ตำบลหนองล่อง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลาพูน บ้านท่ากอม่วง ตำบลหนองปลาสะวาย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน และบ้านโป่ง หมู่ 2 ตาบลแม่แฝก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อกระจายการถือครองที่ดิน ให้สามารถจัดซื้อที่ดินให้แก่เกษตรกรรายย่อยไร้ที่ทำกิน ในกรอบงบประมาณ 167 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 22 ก.พ. 2554 และ 8 มี.ค.2554 ได้ และเร่งการร่างกฎหมายเกี่ยวกับจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดิน ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน พ.ศ. 2553 ซึ่งรัฐบาลรับปากจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี\n \n“2 ปี ที่ผ่านมา สิ่งที่รัฐบาลประกาศนโยบายไว้ รับปากกับชาวบ้านไว้กลับไม่มีการสั่งให้ดำเนินการ รวมถึงยังพยายามหลีกเลี่ยงที่จะนัดประชุมเพื่อสอบสาเหตุ อธิบายปัญหา ส่วนในพื้นที่ที่เคยเจรจาจะซื้อที่กับคู่กรณีไว้ เจ้าของที่ยอมตกลงจะขายที่ดินให้ และชะลอการฟ้องดาเนินคดีไว้ก่อน ถ้าได้งบประมาณมาจากโครงการธนาคารที่ดินมาซื้อ แต่ตอนนี้เจ้าของที่ยื่นฟ้องชาวบ้านแล้ว วันที่ 9 พ.ค. นี้ต้องไปรับทราบข้อกล่าวหาที่อัยการ ถ้าชาวบ้านไม่มีญาติซึ่งมีตาแหน่งราชการก็ไม่สามารถประกันตัว ต้องติดคุกไม่รู้เมื่อไหร่ถึงจะประกันตัวได้” นายดิเรกกล่าว\n \nสำหรับการเดินทางมาร่วมชุมนุมในครั้งนี้ นายดิเรก กล่าวว่า “แม้จะไม่มีความหวัง ท้อแท้กับความพยายามที่กี่ครั้งๆ รัฐบาลรับปากแต่ไม่ยอมทา ทำแต่นโยบายของตัวเอง ไม่สนใจการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ก็เป็นหนทางเดียวที่จะให้ปัญหาได้รับการแก้ไข คือต้องมาเจรจากับรัฐบาล ด้วยอำนาจของนายกรัฐมนตรีต้องสั่งการให้ปัญหาคลี่คลายไปได้” นายดิเรก พูกล่าว\n \nด้านผู้ได้รับความเดือดร้อนจากเขื่อนปากมูนที่ผ่านการเจรจาอย่างต่อเนื่องกับรัฐบาลมาหลายครั้ง ในที่สุด 23 มกราคม 2556 สามารถบรรลุข้อตกลง 3 ข้อกับรัฐบาล ประกอบด้วย 1.ยกเลิกมติ ครม.เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2554 ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่ให้สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทำการศึกษาเพิ่มเติม 2.ให้ยกเลิก คณะกรรมการฯ อนุกรรมการ และคณะทำงาน ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล ที่มีอยู่ทั้งหมด และ 3.ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลขึ้นมา 1 คณะ ที่มีอำนาจเต็ม เพื่อเป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาองค์รวม\n \nนางสมปอง เวียงจันทร์ แกนนำสมัชชาคนจน หนึ่งในกรรมการแก้ปัญหาเขื่อนปากมูล กล่าวถึงการมาร่วมชุมนุมในครั้งนี้ว่า ข้อตกลงในครั้งนั้นกับรัฐบาล รัฐบาลรับปากจะนาเรื่องเข้า ค.ร.ม.ในเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา มาถึงปัจจุบันยังไม่มีการดำเนินการ\n \nนางสมปอง กล่าวว่า “เรารอมานานแล้วเพื่อให้รัฐบาลแก้ปัญหา 13 นายก 16 รัฐบาล แต่รัฐบาลนี้ก็ไม่แตกต่างเหมือนกันหมด เราไม่ได้อยากมาชุมนุม แต่มันตกลงกันไม่ได้ เรื่องการแก้ปัญหาปากมูนไม่เข้า ค.ร.ม. เราก็ต้องรวมพลังกันเพื่อต่อรองเท่านั้นถึงจะเจราจาต่อรองปัญหาได้ เพื่อผลักดันการแก้ปัญหาปากมูนเข้า ค.ร.ม. ให้ได้”\n \nทั้งนี้ การชุมนุมของผู้เดือนร้อนจาก 4 ภาคของประเทศ ภายใต้ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม Pmove หน้าทำเนียบรัฐบาล ผู้เดือดร้อนทั้งหมดได้เตรียมพร้อมมาเพื่อยืนยันจะปักหลักรอคาตอบจากรัฐบาลให้ถึงที่สุด\n \n\nสายอีสาน สมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล (สคจ.) ร่วมพันรวมพลเคลื่อนขบวนขึ้นรถไฟมุ่งหน้าทาเนียบรัฐบาล\n \n\n \n\n \n\n \n\n \n5 พ.ค. 56 - สายอีสาน สมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล (สคจ.) ร่วมพันคน รวมพลเคลื่อนขบวนขึ้นรถไฟมุ่งหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อร่วมชุมนุมในวันพรุ่งนี้ (6 พ.ค.56) จี้! รัฐบาลล้มเหลวแก้ปัญหาคนจน ถามปัญหาเขื่อนปากมูล ผ่าน 13 นายก 16 รัฐบาล จะสาเร็จได้ในรัฐบาลปูที่รับปากแก้ปัญหาให้ชาวบ้านได้หรือไม่\n \nแม้จะมีอุปสรรคต้องเจราจากับนายสถานีรถไฟเพื่อขึ้นรถไฟฟรี ตามนโยบายรถไฟฟรีเพื่อช่วยเหลือคนไทย และถูกคุมเข้มจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในพื้นที่ แต่ชาวบ้านก็สามารถเจรจาขึ้นรถไฟได้สาเร็จ\n \nในระหว่างรอขึ้นขบวนรถไฟและทุกช่วงของการเดินทาง ยังได้แจกใบปลิว เพื่ออธิบายสถานการณ์ปัญหาความเดือดร้อนจากเขื่อนปากมูล เพื่อทำความเข้าใจกับผู้ที่สัญจรไปมาและสังคม โดยจุดมุ่งหมายของขบวนที่มาร่วมในการชุมนุมครั้ง คือ ความเดือดร้อนหลายสิบปีของชาวบ้านต้องได้รับการแก้ไข \n What is the sentiment in the text for the genre: environment", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-e16a856b3b044eaa8e8e6f215f02558a", "input": "Title: กวีประชาไท: “ย่อหน้าแรก วรรคสุดท้ายของลมปาก” \n Body: อย่าได้เศร้าโศกไปเลย  คุณก็แค่มาสังสรรค์อย่าได้เสียใจไป หากยังมีอีกหลายศพให้คุณได้อ่านบทกวีรำลึก\n \nอย่าได้เสียใจไปกว่าหากวัตถุพยานรายล้อมรอบตัวคุณที่มาร่วมรับฟังพจนประกาศกลางสถานที่เกิดเหตุจะกลายเป็นอากาศธาตุ เพียงชั่วข้ามคืน-วัน\n \nอย่าได้เสียใจไปกว่านี้ หากถ้อยคำที่หลุดออกมาจากปากไมได้ตกตะกอนลงไปซึมแทรกอยู่กลางเลือดเนื้อวิญญาณ\nอย่า... อย่าได้เศร้าโศก หากคนตาย จะไม่อยากได้ยินถ้อยคำโกหกบนสวรรค์ไม่ได้ว่างเปล่า และนรกไม่ได้แออัด\n \nอย่าได้เสียใจไปกับความตายบนหน้ากระดาษหากพรุ่งนี้คุณเขียนให้เขาฟื้นคืนมาใหม่ \nอย่าได้เศร้าโศกหากจิตสำนึกอันทรงเกียรติ  สู่ปลายปากกา เพียงไหลผ่านสมองโดยไม่ได้รับอนุญาตให้แล่นผ่านหัวใจ \nวฒน \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-aea6c5a11b81494081771f20e3b36ae1", "input": "Title: หมายเหตุประเพทไทย : วัฒนธรรมการทำงานในประเทศญี่ปุ่น \n Body: หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับวัฒนธรรมการทำงานของประเทศญี่ปุ่น จากประสบการณ์ตรงของคนต่างชาติที่ไปทำงานในอุตสาหกรรมยานยนตร์ชั้นนำของดินแดนอาทิตย์อุทัย จะมาบอกเล่าถึงระบบคุณค่า ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและธรรมเนียมปฏิบัติในการทำงานของไทยและญี่ปุ่น รวมถึงข้อดี-ข้อด้อย รูปแบบและการทำงานเป็นทีมภายใต้ระบบระเบียบที่เคร่งครัด รวมถึงการเรียนรู้และปรับตัวเข้าสังคมในที่ทำงาน และข้อควรระวังสำหรับผู้ที่สนใจอยากไปทำงานในบริษัทญี่ปุ่น\nพบกับ ‘อรรถ บุนนาค’ และแขกรับเชิญ ‘สุรพัฒน์ วงศ์แพงสอน’ มาถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้ชีวิตในประเทศญี่ปุ่น จากการไปศึกษาต่อและเข้าทำงานในบริษัทรถยนต์รายใหญ่เป็นเวลานานถึง 15 ปี\nคลิกไลค์เพื่อติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของรายการได้ที่ facebook.com/maihetpraphetthai [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-1e1ca97c781b473686dbbd4a08ddea56", "input": "Title: ‘อุทยานการเรียนรู้’ จัดเวที ‘การอ่าน’ หวังสร้างการเรียนรู้ที่เท่าเทียม \n Body: ประชุมวิชาการ สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.) หรือ TK park หัวข้อ การอ่านเพื่อความเท่าเทียมกัน หวังลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างความตระหนักเรื่องการอ่านเป็น “สิทธิ” ของมนุษยชาติ\n\n \n\n \nสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.) หรือ TK park ภายใต้สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี จัดประชุมวิชาการ Thailand Conference on Reading 2013 ในหัวข้อ Reading for Equity: การอ่านเพื่อความเท่าเทียมกัน ระหว่างวันที่ 21-22 มี.ค.56\n \nการประชุมมีนักวิชาการและนักปฏิบัติการที่มีบทบาทด้านส่งเสริมการอ่าน และการพัฒนาแหล่งเรียนรู้จากไทยและเพื่อนบ้านอาเซียน 3 ประเทศ ร่วมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิการอ่านจากประเทศอินเดีย มาร่วมกันถ่ายทอดประสบการณ์ พร้อมหาแนวทางส่งเสริมการอ่านอย่างเท่าเทียมกัน โดยหวังลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และกระตุ้นให้สังคมตระหนักว่า การอ่านเป็นเรื่องสิทธิพื้นฐานอันพึงมีของมนุษยชาติ\n \nดร.ทัศนัย วงศ์พิเศษกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้และผู้อำนวยการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.) หรือ TK park เปิดเผยว่า การจัดประชุมวิชาการ Thailand Conference on Reading 2013 เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้เกิดสังคมการอ่าน การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งถือเป็นพันธกิจสำคัญของ TK park ในฐานะหน่วยงานส่งเสริมการเรียนรู้และปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้นในประเทศ\n \nการจัดประชุมครั้งนี้ สอร.ยังคงมุ่งเน้นการขยายองค์ความรู้และความรับรู้ที่มีต่อประเทศในกลุ่มอาเซียน ตลอดจนการสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศทางด้านนโยบายการอ่านและการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ อันจะนำไปสู่ความเข้าใจซึ่งกันและกันที่แนบแน่นลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นในฐานะพลเมืองอาเซียนภายใต้ปรัชญา ‘Towards ASEAN Citizenship with Books and Reading’\n \nสำหรับหัวข้อการประชุมที่ว่าด้วยเรื่อง Reading for Equity หรือ การอ่านเพื่อความเท่าเทียมกัน ในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเมื่อปี 2554 ซึ่ง สอร.มีแนวคิดให้การส่งเสริมการอ่านเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมแก่เด็กและเยาวชนไทย ที่จะเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองของประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) โดยมีการจัดประชุมสัมมนาวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมการอ่าน การเรียนรู้กับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนเพื่อรู้เขา รู้เรา\n \n“นอกจากนี้ยังได้มีการสำรวจสถานการณ์การอ่านของคนในกลุ่มประเทศอาเซียน ทำให้พบว่าปัญหาการอ่านของแต่ละประเทศมีความคล้ายคลึงและใกล้เคียงกันมาก คือ การขาดโอกาสและเข้าไม่ถึงการอ่านของประชากรจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลจากปัญหาความเหลื่อมล้ำกันทางสังคม ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นปัญหาพื้นฐานของประเทศกลุ่มอาเซียนในปัจจุบัน” ดร.ทัศนัยกล่าว\n \nสุดท้าย ดร.ทัศนัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดประชุมวิชาการครั้งนี้ สอร.หวังว่า ผู้เข้าร่วมการประชุมจะสามารถนำความรู้ แนวคิดและแนวทางการส่งเสริมการอ่านอย่างเท่าเทียม ไปต่อยอดขยายผลและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป\n \nนอกจากนี้แล้วสังคมทุกภาคส่วนควรหันมาตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างโอกาสและการเข้าถึงการอ่าน และการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชนไทยอย่างเท่าเทียมกันทั่วประเทศ เพราะวันนี้การอ่าน เป็นเรื่องของ “สิทธิ ” ขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่ทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียมกันแล้ว ไม่ใช่เรื่องการหยิบยื่นโอกาส แต่เป็นหน้าที่ในการสร้างโอกาสและกระจายการเข้าถึงการอ่าน และการเรียนรู้ให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชนในทุกระดับ เมื่อการอ่าน การเรียนรู้เกิดความเท่าเทียมกัน ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมก็จะลดน้อยถอยลงและหมดไปในที่สุด\n \nทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญ และนักปฏิบัติการที่มีบทบาทด้านส่งเสริมการอ่านและการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแบ่งปันประสบการณ์บนเวทีครั้งนี้ ประกอบด้วย\n \nดร.ธีร์ จินกราน ผู้ประสานงานด้านสิทธิการศึกษา ภายใต้คณะกรรมการแห่งชาติด้านการพิทักษ์สิทธิเด็ก ประเทศอินเดีย ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “คุณภาพการศึกษาที่เท่าเทียม : บทบาทสำคัญของการพัฒนาทักษะและนิสัยการอ่านในช่วงวัยประถมศึกษา”\n \nนิลา แทนซิล ผู้ก่อตั้งโครงการอุทยานการอ่านสายรุ้ง จากประเทศอินโดนีเซีย เธอเป็นผู้ให้โอกาสการรู้หนังสือกับเด็กๆ ที่ด้อยโอกาสห่างไกลความเจริญตามเกาะต่างๆ ทางภาคตะวันออกของอินโดนีเซีย ด้วยการระดมทุนจากสังคมไปสร้างห้องสมุดให้กับเด็กๆ จำนวน 25 แห่งบน 10 เกาะ และส่งเสริมให้คนในพื้นที่บริหารจัดการเอง จนกลายเป็นห้องสมุดที่ยั่งยืน โดยเธอยังคงทำงานประจำอยู่กับบริษัท ไนกี้  นำเสนอรายการหัวข้อ “อุทยานการอ่านสายรุ้ง ความคิดริเริ่มสู่การกระตุ้นและสร้างสรรค์จินตนาการของเด็กในพื้นที่อินโดนีเซียตะวันออก”\n \nยี เท็ต อู ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการห้องสมุดทาราพา และศูนย์การเรียนรู้อมรา, ประเทศเมียนมาร์ เป็นผู้ส่งเสริมการอ่านหนังสือให้กับเด็กและเยาวชนในกรุงย่างกุ้ง และสร้างห้องสมุดขนาดเล็กๆ ในชุมชนต่างๆ รวมทั้งห้องสมุดเคลื่อนที่เพื่อส่งเสริมการอ่านในพม่า นำเสนอรายงานหัวข้อ“คิดใหม่เรื่องบทบาทของห้องสมุดขนาดเล็กและโครงการส่งเสริมการอ่านในพม่า”\n \nเหงียน ไฮ ฮา ผู้อำนวยการห้องสมุดแห่งโรงเรียนสาธารณสุขฮานอย ประเทศเวียดนาม นำเสนอรายงานหัวข้อ “การหมุนเวียนหนังสือระหว่างห้องสมุด: แนวทางส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากหนังสือและสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดช่องว่างทางวัฒนธรรมระหว่างคนในชุมชนเมืองและชนบท”   \n \nปาฐกถาพิเศษเรื่อง “วัฒนธรรมหนังสือในอุษาคเนย์” โดยรศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจะมาเสนอแง่คิดเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมการอ่านหนังสือว่าเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมเมือง หรือนิสัยคนแต่ละประเทศหรือไม่อย่างไร\n \nส่วน ดร.ภญ.พัชราภรณ์ ปัญญาวุฒิไกร นักวิชาการอิสระด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ จะมานำเสนอรายงาน “เปิดชีวิต อ่านเพื่อนบ้าน: วิเคราะห์หนังสือนิทานพื้นบ้านอาเซียน” เพื่อวิเคราะห์ว่านิทานเด็กของแต่ละประเทศในอาเซียนมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และสุดท้าย ดร.จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ นำเสนอรายงาน “เด็กอ่านโลก: จากทักษะการอ่านสู่ทักษะแห่งศตวรรษใหม่” เป็นต้น \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-9bf7cbd339bb4cfd97eef607a7126f3e", "input": "Title: คนแปดริ้วไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อน ยันกระทบเกษตรอินทรีย์ \n Body: ชาวฉะเชิงเทรารณรงค์หยุดโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อน ศึกษาพบสารปนเปื้อนกระทบเกษตรอินทรีย์ ยันป้องพื้นที่อุดมสมบูรณ์ทางอาหาร แนะใช้พลังงานหมุนเวียนทางเลือก ด้านกลุ่มทุนยื่น EHIA รอบที่ 4 ชาวบ้านนัดรวมตัวรอฟังผลกว่า 100 คน หลัง สผ. เลื่อนพิจารณาเป็นวันที่ 23 มี.ค. นี้\n \n \n\n15 มี.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวาน (14 มี.ค. 60) เวลาประมาณ 09.00 น. ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยสังคมจุฬาฯ จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “โรงไฟฟ้าถ่านหินกับผลกระทบต่อระบบเกษตรอินทรีย์” กรณี โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อน 600 เมกะวัตต์ ฉะเชิงเทรา มีนักวิชาการอิสระและภาคประชาสังคมเข้าร่วมสรุปผลว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อนส่งผลกระทบต่อเกษตรอินทรีย์ ประชาชนในพื้นที่ร่วมคัดค้านโครงการฯ อย่างเข้มแข็ง ล่าสุดกลุ่มทุนยื่นรายงานผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (EHIA) ต่อคณะกรรมการเชี่ยวชาญ (คชก.) รอบที่ 4  ขณะที่ขบวนการเกษตรอินทรีย์ จ.ฉะเชิงเทรา นัดรวมตัวกว่า 100 คนเพื่อรอรับฟังผลวันพรุ่งนี้ (16 มี.ค.60) แต่สํานักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แจ้งเลื่อนพิจารณาเป็นวันที่ 23 มี.ค.60 โดยที่ขบวนการเกษตรอินทรีย์ ยังยืนยันขอปกป้องแหล่งอาหารและน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ มองว่าโครงการนี้จะทำลายเกษตรอินทรีย์  พร้อมมีเสนอให้มีพลังงานหมุนเวียนทางเลือก เพื่อป้องกันภาระต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ\n'เกษตรทางเลือก' ยันกระทบเกษตรอินทรีย์ \nนันทวรรณ หาญดี ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อน ชาวบ้าน จ.ฉะเชิงเทราร่วมต่อสู้กันตั้งแต่ปี 2550 เนื่องจากเราพัฒนาการเกษตรและสร้างความเข้มแข็ง ศึกษาผลกระทบการทำเกษตรอินทรีย์ ทั้งที่กระบวนการเข้าถึงข้อมูลนั้นยากมาก กลุ่มทุนได้อ้างกฎหมายเอกชนเพื่อไม่ให้ชาวบ้านรับรู้ข้อมูล และชาวบ้านยังถูกการเมืองท้องถิ่นกีดกัน โชคดีที่มีรัฐธรรมนูญ ปี 50 ในมาตราที่เกี่ยวข้อง เราจึงยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อปกป้องพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร ที่เราจะยอมไม่ได้\nนันทวรรณ กล่าวถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อน 600 เมกะวัตต์ ฉะเชิงเทรา เพิ่มเติมว่า โครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อพืชผักเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากมีโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดย่อยในพื้นที่ที่ใช้ถ่านหิน จากบริษัทในเครือเดียวกัน ได้ส่งผลกระทบต่อสวนมะม่วงจนต้องโค่นทิ้ง เราจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าหากมีโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อนที่ขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม จะทำให้สูญเสียผลผลิตทางอาหารและน้ำจำนวนมาก ซึ่งในรายงาน EHIA ไม่มีการพูดถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทั้งที่พื้นที่ฉะเชิงเทราเป็นแหล่งที่มีระบบนิเวศขนาดใหญ่ และเป็นหน่ออ่อนของภาคการเกษตรอินทรีย์ระดับต้นๆ\n\nมองนโยบายประเทศไม่ไปในทิศทางเดียวกัน \nวิฑูรย์ เรืองเลิศปัญญากุล ผู้อำนวยการมูลนิธิสายใจแผ่นดิน กล่าวถึง ประเด็นความปลอดภัยต่างๆ จากโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อนไว้ว่า ส่งผลกระทบต่อเกษตรอินทรีย์ เกิดสารปนเปื้อน โลหะหนัก ปรอทต่อพืชผลทางการเกษตร ด้านพัฒนาการสมองในเด็กแรกเกิด เสนอให้ศึกษาผลกระทบอย่างชัดเจน เนื่องจากรายงาน EHIA ไม่ได้คาดการณ์ความเสี่ยงไว้ และไม่มีคำถามด้านความปลอดภัย ที่สำคัญคือเทคโนโลยีที่ใช้ในโครงการนั้นสะอาดจริงหรือไม่ ได้ติดเครื่องดักจับปรอทจริงหรือเปล่า หากมองภาพปัจจุบันยังไม่ค่อยดีไหร่ในเรื่องการผ่านหรือไม่ผ่านมาตรฐาน  และการบริโภคหรือการเลือกซื้อ ไม่ซื้อ  เนื่องจากมีสารปนเปื้อนในผลผลิตการเกษตร ส่วนข้อสุดท้ายนั้น เป็นเรื่องปกติที่นโยบายของประเทศไม่ไปในทิศทางเดียวกัน เช่น รัฐบาลประกาศสนับสนุนเกษตรอินทรีย์และปุ๋ยเคมีไปพร้อมกัน\nชี้พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำดิบ\nกัญจน์ ทัตติยกุล เครือข่ายลุ่มน้ำบางปะกง กล่าวว่า ลุ่มน้ำคลองท่าลาดเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก  แต่ในรายงาน EIA  ไม่เคยบอกไว้ว่ามีปัญหาการใช้น้ำอย่างไรบ้าง โรงงานอุตสาหกรรมที่มีรายงาน EIA ไม่เคยทำบัญชีรายรับรายจ่ายการเข้าออกของน้ำ อีกทั้งปัญหาน้ำเค็มที่ทำให้ภาคการเกษตรต้องงดทำนา สถานการณ์ที่ชุมชนขาดแคลนน้ำในพื้นที่แม่น้ำบางประกงและแม่น้ำปราจีนบุรี จนสำนักประชาสัมพันธ์จังหวัดประกาศงดใช้น้ำ รวมทั้งใน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา จ.ชลบุรี เป็นพื้นที่เสี่ยงการขาดแคลนน้ำดิบที่ผลิตน้ำประปา การทำไร่ทำสวนยังต้องอาศัยน้ำจืดจากแม่น้ำบางประกง แต่น้ำแห้งประมาณ 80 กม. จากทะเล หมากตายเพราะภาวะภัยแล้ง\nกัญจน์ กล่าวต่อว่า พื้นที่การจ่ายน้ำของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค( กฟภ.) ในฝั่งตะวันตกจากแม่น้ำบางประกง การใช้น้ำจากท่าลาด หลายชุมชนไม่ได้รับน้ำประปาจาก กฟภ. ในปี 2560 น้ำอาจจะลดลงอีก 50 % และไม่มีใครพูดแทนระบบนิเวศของแม่น้ำบางประกง ชาวบ้านขาดแคลนน้ำจากคลองท่าลาดอาจจะล่มสลาย และการใช้ประโยชน์ของที่ดินทำพื้นที่เกษตรผสมผสาน สวนผลไม้ในพื้นที่ยังต้องอาศัยน้ำจืดจากแม่น้ำบางประกงเช่นกัน ชาวบ้านต้องปรับตัวโดยการสูบน้ำมาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแทน ส่วนการปลูกข้าวในลุ่มน้ำบางประกง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของข้าวหอมมะลิ สวนผสมผสานจำเป็นต้องใช้ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจะมีการขยาย กุ้ง ปลา อีกด้วย ทั้งนี้กลุ่มทุนเขายึดแม่น้ำเพราะต้องใช้ สรุปว่า สิ่งที่เราเห็นคือโครงการไม่เคยศึกษาความอุดมสมบูรณ์ของน้ำ เราจึงไม่ยอมให้โครงการขนาดใหญ่มาใช้น้ำ ทั้งที่ก็มีวิกฤติอยู่แล้ว\nแนะพื้นที่บางประกงควรฟื้นฟูทางอาหาร\nวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อน 600 เมกะวัตต์ ฉะเชิงเทรา ขนาดใกล้เคียงกับกระบี่ที่ต่อต้านกันไม่น้อย เป็นโครงการใหญ่ ประมาณ 1 ใน 4 ของแม่เมาะ ขบวนการเกษตรอินทรีย์ที่ฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ใหญ่ที่สุดของภาคกลาง ผลิตพืชผักสำคัญป้อนเมืองหลวงอันดับหนึ่ง ใช้พื้นที่ ทำเกษตรอินทรีย์ 18,000 ไร่ รับใช้ประชากรกว่า 60,000 คน ในปีนี้เกษตรกร 500 ราย มีอัตราการขยายตัวของเกษตรอินทรีย์ ปัจจุบันรัฐบาลพูดถึงความไม่ปลอดภัยทางอาหาร และยินดีรับฝังความเห็นของประชาชน มีนโยบายให้โรงพยาบาล 18 แห่งนำร่องรับซื้อพืชผัก ดังนั้นโครงการนี้ที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรอินทรีย์นั้นมีความขัดแย้งกับนโยบายของรัฐเอง\nวิฑูรย์ กล่าวชื่นชมเครือข่ายการเกษตรทางเลือกในพื้นที่ฉะเชิงเทรา ว่า ร่วมต่อสู้และคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อนมาเป็น 10 ปี ตอนนี้ไม่มีเหตุผลที่ คชก. จะอนุญาตให้โครงการนี้ดำเนินงาน ปัญหาใหญ่คืออำนาจของคณะกรรมการชุดนั้นที่ประชุมห้องเล็ก สำหรับพื้นที่ทำการศึกษาต้องเสนอให้ประชาชนรับทราบ หากมีการอนุญาตให้รายงาน EHIA ผ่านก็จะไม่ชอบธรรม แล้วจะไว้ใจอย่างไร จำเป็นต้องท้วงติงในความรับผิดชอบของกลุ่มทุนนี้ต่อไป ส่วนยุทธศาสตร์สำคัญของการพัฒนาประเทศ คือ อาหาร ซึ่งเห็นว่า พื้นที่บางประกงควรฟื้นฟูทางอาหาร เรื่องนี้เป็นของทุกคนเพื่อสนับสนุนให้อยู่รอด\nยกงานวิจัยชี้สารปรอทส่งผลต่อห่วงโซ่อาหาร พัฒนาการสมอง\nศุภกิจ นันทวรการ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายสาธารณะ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ ได้กล่าวถึงโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อนที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงอาหาร สุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่สหรัฐอเมริกาแล้วว่า สารปรอทส่งผลต่อระบบห่วงโซ่อาหาร พัฒนาการและสมอง นี่คือความมั่นคงของสุขภาพและพัฒนาการของเด็ก  สำหรับความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้า โดยภาพรวมระดับประเทศนั้นเหลือเฟือ กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองล้นเกิน เรามีไฟฟ้าสำรองเหลือเฟือไปถึง ปี 2572 ภาระโรงไฟฟ้าล้นเกิน ลองยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อนที่ฉะเชิงเทรา เทพาที่สงขลา กระบี่ แม่เมาะที่ลำปาง กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองก็ยังเท่ากับค่ามาตรฐานอยู่ดี สรุปคือ เรามีโรงไฟฟ้าสำรองล้นเกินแต่ก็ยังพยายามสร้างเพิ่ม เรามีพลังงานหมุนเวียนทางเลือกอยู่แล้วอาจจะต้องรับผิดชอบมากขึ้น แต่ไม่เป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้คนในพื้นที่แน่นอน\nนันทวรรณ  ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก จ.ฉะเชิงเทรา  กล่าวถึงที่ไปที่มาว่า เราต่อสู้กันมาตั้งแต่ปี 2550 การที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อนขนาด 600 เมกะวัตต์ จ.ฉะเชิงเทรา ของบริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) ในเครือดับเบิ้ลได้ผ่านการคัดเลือก ชาวบ้านได้คัดค้านโครงการทุกวิถีทาง และตั้งแต่ปี 2555 บริษัทฯ ได้ยื่นรายงาน EHIA ให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) พิจารณามาแล้วทั้งหมด 3 รอบ ชาวบ้านเองก็ได้นำเสนอข้อมูลอีกด้านจากรายงานการประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน ทำให้รายงาน EHIA ทั้ง 3 รอบไม่ผ่านความเห็นชอบจาก คชก. แต่ล่าสุด บริษัทฯ ได้ยื่น EHIA อีกครั้ง เป็นรอบที่ 4 และจะมีการพิจารณาในวันที่ 23 มี.ค. 2560 นี้ที่สํานักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) โดยชาวบ้านในพื้นที่จ.ฉะเชิงเทราได้นัดรวมรับฟังผลในวันเดียวกัน\nสผ. ขอเลื่อนกระทันหัน\nนันทวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก จ.ฉะเชิงเทรา ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมว่า จากเดิมที่ คชก. แจ้งไว้จะมีการพิจารณา EHIA ของกลุ่มทุนที่ยื่นเป็นรอบที่ 4 ในวันที่ 16 มี.ค. 60 เวลา 13.30  น. ทาง สผ. ขอเลื่อนกระทันหัน เนื่องจากคณะกรรมการได้ประชุมหารือกรณีที่ชาวบ้านยื่นหนังสือขอรับฟังผลพิจารณาร่วมด้วยประมาณ 100 คน แต่ช่วงบ่ายขากลับจากงานเสวนาที่จุฬาฯ เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 60 ที่ผ่านมา ตนได้รับการติดต่อจาก สผ. เรื่องขอเลื่อนวันพิจารณาเป็นวันที่ 23 มีนานี้แทน\nนันทวรรณ ยังให้ข้อสรุปจากงานเสวนา หัวข้อ “โรงไฟฟ้าถ่านหินกับผลกระทบต่อระบบเกษตรอินทรีย์” กรณี โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อน 600 เมกะวัตต์ ฉะเชิงเทรา ที่สถาบันวิจัยสังคมจุฬาฯ เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2560 นั้นกลุ่มนักวิชาการมีความเห็นว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินจะทำให้เกิดสารปนเปื้อนต่อเกษตรอินทรีย์ มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและน้ำ ทั้งนี้มีโรงไฟฟ้าในประเทศเหลือเฟือไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อนเพิ่ม \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-f5b4d3deb5c14790b1696aa2cb460937", "input": "Title: เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ ย้ำให้คัดค้านหลังออกสิทธิบัตร เปิดช่องยาไร้คุณภาพ \n Body: 31 พ.ค. 2549 - วานนี้ (30 พ.ค.) คณะทำงานร่างกฎหมายแก้ไขพระราชบัญญัติสิทธิบัตรที่มีนายบรรยง ลิ้มประยูรวงศ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นประธานได้เปิดรับฟังความคิดเห็นในสาระของร่างแก้ไขฯ โดยประเด็นที่มีการถกกันมากประเด็นหนึ่งคือในร่างแก้ไขฯ ใหม่นั้นได้ยกเลิกระบบการคัดค้านก่อนที่จะมีการออกสิทธิบัตร (Pre-Grant Opposition) แล้วเปลี่ยนเป็นระบบ Trial คือ การคัดค้าน หรือเพิกถอนหลังจากผู้ขอสิทธิบัตรได้สิทธิบัตรแล้วเท่านั้น โดยคณะทำงานได้ชี้แจงในเอกสารประกอบการประชุมว่าเพื่อให้สอดคล้องกับหลายประเทศ สำหรับผู้ที่สนับสนุนระบบ Trial เชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาความล่าช้าของการออกสิทธิบัตรได้ \n\n \n\nอย่างไรก็ตาม รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ หัวหน้าหน่วยวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม คณะเภสัชศาสตร์\n\nจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แย้งว่า ในส่วนของสิทธิบัตรยาระบบการคัดค้านก่อนที่จะมีการออกสิทธิบัตร (Pre-Grant Opposition) เป็นขั้นตอนที่ดีการที่จะให้คัดค้านหลังการออกสิทธิบัตรไปแล้วจะเป็นการเพิ่มภาระและอาจเกิดการได้สิทธิบัตรในสิ่งที่ไม่สมควรได้ เช่น ไม่มีความใหม่ \n\n \n\n\"ในการขอสิทธิบัตรนั้น สิทธิบัตรจะได้ตั้งแต่วันที่ยื่นขอ ดังนั้น แม้กระบวนการจะล่าช้าเพื่อความรอบคอบ\n\nผู้ขอรับสิทธิบัตรก็จะไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด หากคำขอสิทธิบัตรนั้นมีคุณภาพจริง ขณะที่ความรวดเร็วอาจจะกระทบถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยเฉพาะในสิทธิบัตรยา\" \n\n \n\nทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากคณะเภสัช จุฬาฯ ยังกล่าวอีกว่าทางคณะทำงานฯควรเปิดรับฟังความคิดเห็นในวงกว้างกว่านี้และมีการศึกษาถึงผลดีผลเสียของทั้งสองระบบอย่างจริงจังก่อนที่จะแก้ไข\n\n \n\nทางด้านนายเฉลิมชัย เจ้าหน้าที่รณรงค์เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย กล่าวว่าทางเครือข่ายฯ ไม่ทราบเรื่องที่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพรบ.สิทธิบัตรดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ในส่วนของเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ ได้ใช้ประโยชน์จากกระบวนการคัดค้านก่อนที่จะมีการออกสิทธิบัตรแก่ยาต้านไวรัสคอมบิด (combivir) ที่นักวิชาการชี้ว่าไม่มีความใหม่ ไม่สามารถขอสิทธิบัตรได้ \n\n \n\n\"หากไม่สามารถคัดค้านได้ก่อนที่ยาเหล่านี้จะได้สิทธิบัตร ทั้งที่ไม่สมควรได้ ก็ไม่รู้ว่าเราจะต่อสู้ได้สักแค่ไหน ย้อนกลับไปเมื่อปี 2542 ที่ยาต้านไวรัสดีดีไอได้สิทธิบัตรทั้งที่ไม่สมควรได้ การขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรโดยผ่านกระบวนการศาลใช้เวลาถึง 5 ปี เพื่อนผู้ติดเชื้อที่จำเป็นต้องใช้ยาดังกล่าวเสียชีวิตจำนวนมากแม้แต่ผู้ร่วมฟ้องบริษัทบริสตอล ไมเยอร์ สควิปป์ (BMS) ใน 2 คดี จำนวน 10 กว่าคน ป่วยหนักและเสียชีวิตเกือบหมด เหลือเพียงแค่ 3 คนเท่านั้นเมื่อคดีสิ้นสุดลง\" \n\n \n\nทั้งนี้การขอให้ไทยยกเลิกระบบการคัดค้านก่อนที่จะมีการออกสิทธิบัตร (Pre-Grant Opposition) เป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ยื่นต่อไทยเมื่อการเจรจาเอฟทีเอ รอบ 6 ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา\n\n \n\nอย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาประเด็นอื่นๆ ที่สำคัญ คณะทำงานร่างกฎหมายแก้ไขพระราชบัญญัติสิทธิบัตรยืนยันที่จะไม่ให้มีการจดสิทธิบัตรพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ หรือสารสกัดจากพืชและสกัด ให้คงการจดได้เพียงกระบวนการ (process) และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการ (Product by process) เท่านั้น\n\nส่วนในกรณีที่ไทยไปเป็นภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศนั้น คณะทำงานฯได้ข้อสรุปว่าแม้จะมีการจดสิทธิบัตรนอกราชอาณาจักรและเลือกให้คุ้มครองในประเทศไทยนั้นผู้ขอสิทธิบัตรก็ต้องมายื่นขอสิทธิบัตรในไทยด้วย \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-4d998b87a8e2415db96fadea9fb73199", "input": "Title: รายงาน: สงครามแบ่งแยกดินแดนในศรีลังกา กับความเป็นมนุษย์ที่หล่นหาย ตอนที่1: เสียงจากชาวทมิฬอพยพ \n Body: ชาวสิงหลในกรุงโคลัมโบออกมาฉลองชัยชนะหลังรัฐบาลประกาศชัยเหนือกลุ่มกบฏพยัคฆ์ทมิฬ\nภาพจาก www.bbc.co.uk [1] และ www.timesonline.co.uk [2]\n \n\n\nผู้สนับสนุนกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ (LTTE) ถูกตำรวจตั้งแนวสกัด ระหว่างพวกเขาเดินขบวนประท้วงรัฐบาลศรีลังกาไปยังรัฐสภาอังกฤษ กรุงลอนดอน เมื่อ 18 พ.ค. (ที่มา: AP/Daylife.com)\n \n\nผู้ประท้วงชาวทมิฬตะโกนคำขวัญต่อต้านรัฐบาลศรีลังกาภายนอกทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อ 18 พ.ค. โดยผู้ประท้วงยังไม่เชื่อตามที่รัฐบาลศรีลังกาประกาศว่านายเวฬุพิลไล ประภาการัน ผู้นำกลุ่ม LTTE ถูกสังหาร โดยผู้ประท้วงยังคงเชื่อว่าเป็นการ “โฆษณาชวนเชื่อ” (ที่มา: AP/Daylife.com)\n \nวัน อาทิตย์ที่ผ่านมา ข่าวที่ถูกนำเสนอตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับศรีลังกาคือภาพประชาชนชาวสิงหลออกมาโห่ร้องแสดงความยินดีที่การ ต่อสู้ระหว่างรัฐบาลและกลุ่มกลุ่มกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลมยุติลงแล้ว และชัยชนะเป็นของรัฐบาลศรีลังกา \n “นี่ คือชัยชนะของประธานาธิบดีของเรา” บันฑุลา คนขับรถชาวสิงหลผู้อาศัยอยู่ในเมืองหลวง โคลัมโบกล่าวกับไทมส์ออนไลน์ “สงครามสิ้นสุด เราสามารถมองไปข้างหน้าสำหรับชีวิตที่ดีกว่า ความมั่นคงที่ดีขึ้น และเศรษฐกิจที่พัฒนาขึ้น” \nอย่างไรก็ตาม บางคนก็ไม่ได้มั่นใจเช่นนั้น มาริสาสาวออฟฟิศ วัย 27 ปี กล่าวกับไทม์ว่า”เพื่อนของฉันบางคนก็เชื่อว่ามันแย่มากที่ทำการบดขยี้กลุ่ม ผู้ก่อการร้ายเช่นนั้น และฉันไม่รู้สึกดีใจในเมื่อเกิดการนองเลือดอย่างมากมาย” \nการ ต่อสู้อันยืดเยื้อยาวนานจะสิ้นสุดลงได้จริงหรือไม่ ยังไม่มีใครยืนยันได้ และภายใต้ความสงบราบคาบที่น่ายินดีปรีดาของฝ่ายรัฐบาลนั้น มีความตายของประชาชนชาวทมิฬจำนวนราว 25,000 คน เป็นค่าใช้จ่าย ยังไม่นับชาวทมิฬที่ไร้ที่อยู่อาศัยอีกจำนวนนับแสนคน\nมูลเหตุแห่งความขัดแย้ง สงครามที่ยืดเยื้อ \n\nชาว สิงหลจากอินเดียตอนใต้เข้ามาตั้งรกรากที่ประเทศศรีลังกา ในปลายศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล ส่วนศาสนาพุทธได้เริ่มเผยแผ่ในศรีลังกาเมื่อกลางศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล สำหรับอารยธรรมในดินแดนนี้ได้ถือกำเนิดเป็นเมือง (เมื่อราว 200 ปีก่อนคริสตกาล ถึงคริสตศักราชที่ 1000) และเมื่อคริสตศตวรรษที่ 14 ราชวงศ์หนึ่งทางอินเดียตอนใต้ได้ยึดอำนาจในบริเวณตอนเหนือของเกาะ และได้ก่อตั้งราชอาณาจักรทมิฬ ต่อมาศรีลังกาถูกยึดครองโดยโปรตุเกสในคริสตศตวรรษที่ 16 และถูกยึดครองโดยดัตช์ในคริสตศตวรรษที่ 17 ในที่สุดก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของอังกฤษอย่างสิ้นเชิงในปี ค.ศ.1815 ศรีลังกาได้รับเอกราชเมื่อปี ค.ศ.1948 และได้เปลี่ยนชื่อจาก Ceylon เป็นศรีลังกาเมื่อปี ค.ศ.1972 \nความ ขัดแย้งระหว่างชาวสิงหลซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่กับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวทมิฬได้ ปะทุขึ้นเป็นสงครามเมื่อปี ค.ศ.1983 เนื่องจากชาวทมิฬต้องการปกครองตนเอง ทำให้ประชาชนหลายพันคนเสียชีวิต เนื่องมาจากการปะทะกันระหว่างสองกลุ่มนี้ การต่อสู้ได้ดำเนินมาถึง 2 ทศวรรษ ต่อมารัฐบาลและกบฎพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (Liberation Tigers of Tamil Eelam, LTTE) ได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.2002 โดยนอร์เวย์เป็นตัวกลางในการเจรจา\nศรี ลังกามีปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อชาติระหว่างชาวสิงหลและชาวทมิฬมาเป็นเวลา นับศตวรรษ โดยชาวทมิฬต้องการที่จะแยกดินแดนทางภาคเหนือและตะวันออกของประเทศตั้งเป็น มาตุภูมิทมิฬ จึงได้ก่อตั้งกลุ่ม LTTE เพื่อ เป็นกองกำลังในการต่อสู้กับรัฐบาล โดยใช้วิธีการก่อการร้าย ระเบิดพลีชีพ และการลอบสังหาร โดยพุ่งเป้าไปที่หน่วยทหาร ผู้นำทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ทางการท้องถิ่นชาวสิงหล ได้มีการลงนามความตกลงหยุดยิงเมื่อปี ๒๕๔๕ โดยนอร์เวย์เป็นผู้ไกล่เกลี่ย และได้เจรจาสันติภาพมาแล้ว ๘ ครั้ง (ครั้งที่ ๘ จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๘ - ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๙ ที่นครเจนีวา โดยไม่ปรากฏผลที่สำคัญใดๆ) การเจรจาจัดขึ้นที่ไทย ๓ ครั้ง (กันยายน/ตุลาคม ๒๕๔๕ และมกราคม ๒๕๔๖) อย่างไรก็ตาม การเจรจาไม่มีความก้าวหน้า หยุดชะงักเป็นช่วงๆ อุปสรรคสำคัญของการเจรจา คือ ขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และความจริงใจที่จะยุติปัญหาอย่างถาวร \nประธานาธิบดี Rajapaksa ได้จัดตั้งคณะกรรมการ All Party Representative Committee (APRC) ประกอบด้วย สมาชิกจากพรรคการเมืองจำนวน ๑๔ พรรค เพื่อพิจารณารูปแบบการจัดสรรอำนาจบางส่วนแก่กลุ่ม LTTE โดยล่าสุด เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๑ รัฐบาลศรีลังกาเผยแพร่ข้อเสนอแนะของ APRC ต่อ ประธานาธิบดีเกี่ยวกับมาตรการกระจายอำนาจสู่การปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะในทางภาคเหนือและภาคตะวันออก (ซึ่งทั้งสองภาคเป็นพื้นที่ควบคุมของ LTTE) มาตรการการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของชาวทมิฬ (การส่งเสริมการใช้ภาษาทมิฬในระบบราชการ) เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลได้เริ่มมีการนำไปปฏิบัติแล้ว\nสถานการณ์ ความขัดแย้งได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นภายหลังรัฐบาลศรีลังกาประกาศยกเลิก ข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๑ เช่น กลุ่ม LTTE ลอบสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล อาทิการสังหารนาย D.M. Dassanayake รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสร้างชาติ เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๑ และนาย J. Fernandopulle รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงทางหลวงและการพัฒนาถนน เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๑ การวางระเบิดในบริเวณชุมชนใจกลางกรุงโคลัมโบบ่อยครั้งขึ้น ทั้งที่สถานีรถไฟ สวนสัตว์ รถประจำทาง และห้างสรรพสินค้า\nเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๐ รัฐบาลสามารถยึดเมือง Thoppigala (ห่างจากกรุงโคลัมโบประมาณ ๓๒๐ กม ทางทิศตะวันออก) ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของ LTTE ใน เขตภาคตะวันออกของประเทศได้ และเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑ รัฐบาลสามารถจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นในภาคตะวันออกของประเทศได้สำเร็จ โดย United People’s Freedom Alliance (UPFA) ซึ่งเป็นกลุ่มพรรครัฐบาลผสมภายใต้การนำของพรรค SLFP ของประธานาธิบดีได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น โดยได้รับ ๒๐ ที่นั่งจากทั้งหมด ๓๗ ที่นั่ง และรัฐบาลพยายามช่วงชิงโอกาสที่กลุ่ม LTTE กำลังอยู่ในสถานะเสียเปรียบ ใช้กำลังเข้าปราบปราม LTTE ให้ราบคาบในเขตภาคเหนือ หลังจากสามารถยึดภาคตะวันออกคืนได้สำเร็จแล้ว \nหมายเหตุ \nข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศ http://www.mfa.go.th/web/2386.php?id=233 [3] \n\n \n\n \nสภาพประชาชนชาวทมิฬภายหลังจากโจมตีของทางการเมื่อวันที่ 12 พ.ค. โดยสถานที่ที่ถูกโจมตีคือโรงพยาบาลซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียน การโจมตีครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 47 คน\n\nชาวทมิฬบางส่วนหลบอยู่ในหลุมหลบภัย\n\n\nสภาพผู้บาดเจ็บเสียชีวิตจากเหตุการณ์โจมตีโรงพยาบาลโดยทหารฝ่ายรัฐบาลเมื่อวันที่ 12 พ.ค. ภาพจาก www.lankasrinews.com\nความเป็นมนุษย์ที่ถูกพราก\nผล ของความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่มกลุ่มกบฏ และรัฐบาล และการต่อสู้ที่ยาวนาน ทำให้ชาวทมิฬแปรสภาพเป็นผู้อพยพทั้งผู้อพยพภายในประเทศและผู้อพยพระหว่าง ประเทศซึ่งยังไม่สามารถยืนยันจำนวนได้\nรายงานขององค์กร Human Rights Watch ระบุว่า ชาวทมิฬ กว่า 240,000 คน ต้องกลายเป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัย\nอย่างไร ก็ตาม ไม่เพียงชาวทมิฬเท่านั้นที่เป็นเป้าหมายของทางการ หากแต่ชาวสิงหลที่เป็นนักสิทธิมนุษยชน นักกฎหมาย หรือสื่อมวลชน ก็เป็นเป้าหมายด้วย ทั้งในรูปแบบของการทำให้หายตัว ทำร้ายร่างการ หรือการจับกุมคุมขัง\nความ รุนแรงที่เกิดขึ้นได้ผลักดันให้ผู้ที่มีทางเลือกในการออกจากประเทศไปในฐานะ แรงงานข้ามชาติเดินทางออกไปยังต่างประเทศอีกเป็นจำนวนมาก รายงานประจำปี 2009 ขององค์กรสิทธิมนุษยชน Human Rights  Watch ระบุว่าผู้หญิงศรีลังกากว่า 710,000 คน เดินทางออกนอกประเทศในฐานะแรงงานข้ามชาติ กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ มีเป้าหมายอยู่ที่ตะวันออกกลาง ได้แก่ ซาอุดิ อาระเบีย คูเวต เลบานอน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผู้หญิงหลายๆ คนที่ทำหน้าที่เป็นคนงานในบ้านต้องเผชิญกับการถูกละเมิด ประสบกับปัญหาชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน ไม่มีวันหยุดและกักบริเวณ การล่วงละเมิดทางเพศและการละเมิดร่างกาย รวมถึงการละเมิดแรงงานในรูปแบบอื่นๆ \nรูฟิโน แอล ซีวา ผู้จัดการโครงการ จากศูนย์ผู้อพยพกรุงเทพฯ (Bangkok Refugee Center – BRC) กล่าวว่า เท่าที่ทำงานมา 11 ปี พบว่ามีแนวโน้มว่าคนศรีลังกาจะเดินทางมาประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ\nเพราะ ว่าการเดินทางมาประเทศไทยไม่ต้องการทำวีซ่า เพียงแค่ขอวีซ่านักท่องเที่ยวซึ่งดำเนินการได้ค่อนข้างง่ายเมื่อเทียบกับประ เทศอื่นๆ ขณะนี้มีผู้อพยพในสถานะผิดกฎหมายอยู่ราวๆ 3,000 คน\nเริ่มต้นอย่างนักท่องเที่ยว และลงท้ายด้วยการอยู่อย่างผิดกฎหมาย มีเพียงส่วนน้อยที่ได้ทำงานกับนักธุรกิจชาวศรีลังกา  แต่ อีกจำนวนหนึ่งก็ไม่สามารถหางานได้ สำหรับชาวทมิฬที่เดินทางไปยัง กัวลาลัมโปร์ มาเลเซีย ซึ่งเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งสำหรับลประเทศในเอเชียตะวันเฉียงใต้ซึ่ง ตั๋วเครื่องบินราคาถูก และง่ายต่อการขอวีซ่ากว่าตะวันออกกลางนั้น รูฟิโนกล่าวว่า ชาวทิฬจำนวนมากก็เผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติ บางส่วนเป็นผู้อพยพ บางส่วนก็เป็นแรงงาน \n \nเสียงของผู้อพยพชาวทมิฬ “โปรดช่วยเหลือชาวทมิฬด้วย”\nตัวเลขจากกระทรวงการต่างประเทศเมื่อปี 2550 ระบุว่า มีนักท่องเที่ยวชาวศรีลังกาเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวน 44,239 คน ในจำนวนนี้ อย่างน้อย 2 คน เลือกที่จะไม่กลับไปอีก\nประชาไทได้พูดคุยกับผู้อพยพชาวทมิฬ ซึ่งเดินทางเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2550 (ขอสงวนชื่อจริงและภาพของเขาเพื่อความปลอดภัย) เขาเดินทางเข้าประเทศด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว ซึ่งมีอายุไม่เกิน 6 เดือน ขณะนี้ สถานะของเขาคือผู้หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย \nเราได้พบกันในเช้าวันหนึ่ง รากาวัณ อายุ 30 ปี จบการศึกษาระดับวิทยาลัยทำงานในบริษัทด้านการแพทย์อยู่ราวๆ หกเดือน ก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางมายังประเทศไทย\nเขาอาศัยอยู่ในห้องพักในกรุงเทพฯ ซึ่ง BRC จัดการให้ เขาได้รับเงินช่วยเหลือเดือนละ 500 บาท จากองค์กรดังกล่าว ซึ่งแน่นอนว่านั่นไม่เพียงพอต่อการ เขาได้รับความช่วยเหลือทางการเงินเพิ่มเติมจากน้องสาวที่ลี้ภัยอยู่ในประเทศ แดนาดา...สิ่งนี้เกิดขึ้นเหมือนๆ กับชาวทมิฬอพยพคนอื่นๆ \nยัง มีความเหมือนกันของบรรดาชาวทมิฬผู้อพยพมาอย่างผิดกฎหมายคือ ได้รับความช่วยเหลือจากโบสถ์คริสต์ในประเทศ และเดินทางเข้าประเทศไทยโดยวีซ่านักท่องเที่ยว และเมื่อพ้น 6 เดือน ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรอีก พวกเขาอยู่อย่างระมัดระวังตัว เพราะไม่อยากถูกจับได้ และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ต้องการกลับไปยังประเทศศรีลังกาอีก \nรากาวัณมีพี่สาว 3 คน พี่ชาย 1 คน และน้องชาย 1 คน พี่สาว 2 คนหลบหนีออกจากศรีลังกาและได้สถานะผู้อพยพในประเทศสวีเดน และคานาดา ก่อนหน้านี้ น้องสาวซึ่งแต่งงานและอาศัยอยู่ในสวีเดนสามารถส่งเงินเพื่อช่วยในการดำรง ชีวิตที่ปราศจากอาชีพในเมืองไทยได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่เมื่อปีที่ผ่านมาเธอหย่าร้างและเริ่มประสบปัญหาทางการเงินเช่นกัน จึงไม่สามารถส่งเงินมาช่วยเหลือได้มากอย่างแต่ก่อน\nเขา เสียพี่ชายไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพราะถูกเจ้าหน้าที่ทหารของกองรัฐบาลศรีลังกาฆ่าตาย พ่อแม่ และน้องชาย ตัดสินใจลี้ภัยไปยังอินเดียหลังจากนั้น พวกเขาถูกคุกคามจากทางการเนื่องจากการจัดงานศพให้กับพี่ชายที่ตายไป\n“ตำรวจ มาที่บ้านของเรา เพราะครอบครัวของผมจัดงานศพให้พี่ชาย ตำรวจมาสอบถาม และทำร้ายร่างกายน้องชายผม พวกเขาจึงหนีไปอินเดีย ผมไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนตอนนี้ ผมอยากติดต่อกับพวกเขา” เขาเอ่ยความปรารถนาแล้วก้มหน้าลงหลั่งน้ำตาเงียบๆ\n“ผม เดินทางเข้ามาเมื่อสองปีก่อน ปีที่แล้วผมส่งจดหมายไปบอกให้แฟนของผมเดินทางตามมา เธอเป็นชาวทมิฬเหมือนกัน และเธอก็อยู่อย่างลำบากที่นั่น  เธอเดินทางตามมาในปีที่แล้ว เราแต่งงานกันที่นี่” การดำรงชีพของคนทั้งคู่พึ่งพิงเงินช่วยเหลือจากองค์กร 2 องค์กรคือ Jesuit Refugee Service –JRS และ Bangkok Refugee Center - BRC นอกจากนี้ยังมีโบสถ์คาธอลิกแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ\nที่อยู่อาศัยซึ่งเขาพักพิงอยู่ขณะนี้เป็นห้องเช่าซึ่งทาง BRC เป็นผู้ติดต่อประสานให้ เขาเสียค่าเช่าห้องเดือนละ 1000 บ้าน และค่าน้ำค่าไฟอีกเล็กน้อย ในเดือนหนึ่งๆ เขามีค่าจ่ายเรื่องที่พักรวมแล้วราวๆ 1,200 บาท ในย่านเดียวกันนั้น มีชาวทมิฬอพยพในสถานะเช่นเดียวกับเขาอีกราว 7 ครอบครัว \nทำไมคุณถึงเลือกเดินทางมาเมืองไทย\nทันทีที่ผมตัดสินใจที่จะหนีออกจากศรีลังกา ผมก็ไปขอวีซ่าที่สถานทูตไทยในศรีลังกา\nแต่ มันก็ยากที่จะดำรงชีวิตในประเทศไทย ทั้งเรื่องการหางาน และภาษา ทำไมคุณถึงไม่เลือกไปที่อื่นที่คุณอาจจะกลมกลืนได้มากกว่านี้ เช่นมาเลเซียที่มีชาวทมิฬอยู่ หรือประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ \nขอวีซ่ามาประเทศไทยง่ายกว่า ไม่เช่นนั้นก็จะเสียเวลาในการของวีซ่านานมากสำหรับประเทศอื่นๆ\nตอนนี้เกิดอะไรขึ้นในศรีลังกา\nผม ไม่สามารถอธิบายสถานการณ์ เพราะว่ามันลำบากมากตอนนี้ ขณะนี้ในเขตต่อสู้ มีทมิฬจำนวนมากรวมถึงเด็กๆ ถูกฆ่าตายโดยกองทัพศรีลังกา พี่ชายของผมก็ถูกฆ่าตาย และอีกคนก็ไม่รู้อยู่ที่ไหน (ร้องไห้)\nคุณติดต่อญาติได้ไหม\nพี่ ชายของผมตายเพราะกองทัพศรีลังกา ผมไม่รู้ว่าพ่อผมอยู่ที่ไหนตอนนี้ แต่ผมอยากติดต่อเขาให้ได้ น้องชายของผมเดินทางมายังอินเดียพร้อมแม่และพ่อ แต่พี่ชายตายเพราะกองทัพศรีลังกา\nเมื่อ พี่ชายของผมตาย เขามีการจัดพิธีศพ ทหารมาที่บ้านและมาถามรายละเอียด วันหนึ่ง เขามาถามรายละเอียดกับพี่ชายและต่อยเข้าที่ใบหน้า พวกเขารู้สึกถูกคุกคาม นั่นเป็นเหตุผลที่ครอบครัวอพยพไปอินเดีย เขารู้สึกไม่ปลอดภัย  เขาเพิ่งย้ายไปอินเดียกันเมื่อประมาณ 4 สัปดาห์ทีผ่านมา\nคุณรู้ข่าวพวกเขาได้อย่างไร\nผ่าน พี่สาวที่อยู่แคนาดา ไม่สามารถติดต่อกันได้โดยตรง พี่สาวจะเป็นคนบอกข่าวทุกๆ อย่าง ตอนนี้น้องเขยคนหนึ่งก็ถูกฆ่าตายโดยกองทัพศรีลังกาเช่นกัน \nแล้วพี่สาวล่ะ\nอาศัยอยู่อีกที่หนึ่ง คือ พี่สาวคนหนึ่งอยู่ที่ศรีลังกา อีกคนหนึ่งอยู่สวีเดนและอีกคนอยู่แคนาดา \nคุณหวังว่าวันหนึ่งจะกลับไปที่ศรีลังกาไหม หรือมีความหวังอย่างอื่นไหมเกี่ยวกับศรีลังกา\nผม ไม่ต้องการกลับไปที่ศรีลังกา เพราะตอนนี้ญาติๆ ของผมก็ออกจากที่นั้นซึ่งบางคนผมก็ไม่รู้ว่าไปอยู่ทีไหน ผมก็ถูกจับโดยกองทัพศรีลังกา 3 ครั้ง 2 ใน 3 ครั้งนั้นถูกขังคุกโดยไม่มีการแจ้งเหตุผล ผมถูกทำร้ายร่างกาย และไม่ให้อาหาร  เมื่อเอาเข้าคุก และผมถามเหตุผลที่ถูกจับกุม ก็ไม่ได้รับคำตอบ\nคุณต้องการอะไรหรือหวังอะไรเกี่ยวกับศรีลังกาบ้างไหม เช่นอนาคตของศรีลังกา อยากเห็นมันเป็นอย่างไร\nผม อยากมีเสรีภาพในศรีลังกา ตั้งแต่ 1984 ครอบครัวผมอพยพไปถึงเขตที่เขาตั้งบ้านเรือน และมันก็เหมือนเดิม ขณะนี้ ผมคิดถึงญาติและทรัพย์สินที่มี ตอนนี้ชีวิตผมเป็นแบบนี้ คือ ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตของผม ผมเป็นคาธอลิก ทุกวันนี้ผมได้เงินจากโบสถ์คาธลิกแห่งหนึ่งให้เงินเดือนละห้าร้อยบาท รวมกับภรรยาอีกห้าร้อยบาทต่อเดือน \nตอน นี้ ทุกๆ สื่อ ที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับประเทศของเรารู้ และทุกคนรู้เป็นอย่างดีต่อปัญหาของพวกเรา แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาจึงเงียบเฉย เวลานี้ เด็กๆ จำนวนมากตายเพราะระเบิด โดยเฉพาะในเดือนนี้ ผมไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาจึงเงียบ คุณนึกออกไหม ผู้หญิงบางคนที่ตั้งท้อง ถูกระเบิดจนกระทั่งลูกไหลออกมา \nคุณต้องการให้นานาชาติทำอะไรบ้าง\nโปรดช่วยเหลือชาวทมิฬด้วย ตอนนี้ชาวทมิฬถูกฆ่าโดยชาวศรีลังกา สิ่งนี้ต้องถูกควบคุม \nอยากบอกอะไรรัฐบาลไทยบ้าง\nผม อยากจะขอรัฐบาลไทยให้อนุญาตพวกเราได้อาศัยอยู่ที่นี่อย่างเปิดเผย (น้ำตาคลอทั้งคนพูดและคนแปล) ผมรู้สึกกลัวและเศร้ามาก เพราะผมไม่รู้วาญาติพี่น้องผมอยู่ที่ไหน พวกเขาไม่มีเสรีภาพและหวาดกลัว\nBRC ช่วยอะไรอยู่บ้าง\nผมอยากได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้อพยพแต่ผมก็ไม่รู้ว่า BRC ช่วยผมได้หรือเปล่า ก่อนหน้านี้ผมเคยขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้อพยพในศรีลังกา ซึ่งต้องขึ้นทะเบียนต่อUNHRC ผมถูกปฏิเสธการขึ้นทะเบียนมาแล้วครั้งหนึ่ง ผมส่งข้อมูลและเอกสารทั้งหมดแก่ UNHCR แล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบรับในครั้งนั้น ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไม \nครั้ง สุดท้ายที่ถูกจับโดยกองทัพศรีลังกา และเอาตัวไปที่โบสถ์ และทหารศรีลังกาถามข้อมูลเกี่ยวกับผมจากหลวงพ่อประจำโบสถ์ แต่หลวงพ่อปฏิเสธว่าไม่รู้จักผม ที่สุดแล้ว ผมคิดว่า ชาวสิงหลต่างต้องการฆ่าคนทมิฬ \nตอนนี้คุณหวังจะได้สถานะผู้อพยพหรือ\nใช่ ถ้าเขาจะขึ้นทะเบียนผมเป็นผู้อพยพ ผมต้องการจะมีเสรีภาพ \nคุณไม่มีลูกกับภรรยาหรือ\nไม่มี\nแล้วอยากมีไหม\nไม่อยาก\nทำไม\nชีวิตผมเป็นอย่างนี้ ผมจะมีลูกได้อย่างไร\nคาดหวังกับชีวิตต่อไปอย่างไร\nในชีวิตผม ผมหวังไปทีละขั้นๆ \nมีปัญหาทางจิตใจอะไรบ้างไหม\nผมไม่รู้ผมมีปัญหาทางจิตใจไหม แต่ผมเศร้ามาก\nตลอด เวลาในการสัมภาษณ์รากาวัณ เราได้รับความช่วยเหลือจาก ทามิล ซึ่งรับหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาทมิฬเป็นภาษาอังกฤษ ทามิลเองก็อยู่ในสถานะผิดกฎหมายเช่นกัน เขาพูดภาษาอังกฤษในระดับสื่อสารได้ดี \nทามิล อายุ 33 ปีเดินทางมายังประเทศไทยในปี 2550 ทุกวันนี้เขาดำรงชีพด้วยการเป็นล่ามอิสระ รายได้ต่อเดือนไม่มากนัก แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากญาติในคานาดา เขากล่าวว่า เมื่อศรีลังกาประกาศว่าควบคุมความขัดแย้งได้ สิ่งที่เกิดตามมาก็คือทมิฬไม่มีสิทธิ ไม่ได้รับสิทธิ และจากนั้นถูกฆ่าและใช้ความรุนแรง และรัฐบาลสิงหลไม่ต้องหารที่จะให้สิทธิอะไรกับชาวทมิฬ แม้แต่กับการศึกษา ถ้าอยากจะเรียนในมหาวิทยาลัย ชาวสิงหลสอบได้เพียงคะแนนแค่เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ก็เข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่ทมิฬต้องได้คะแนนแปดสิบเปอร์เซ็นต์จึงจะได้เรียน นี่ถูกต้องหรือเปล่า รัฐบาลสิงหลมอบแต่ความรุนแรงให้เรา และเลือกปฏิบัติ ทุกๆ วัน ชาวทมิฬถูกฆ่าตายโดยกองทัพศรีลังกา \n“ผม อยากไปอยู่ประเทศที่สาม อย่างสวีเดน หรือแคนาดา ทุกวันนี้อยู่โดยมีญาติที่แคนาดาส่งเงินมาให้เมื่อเวลาที่มีปัญหาทางทางการ เงิน อยู่เมืองไทยผมรับจ้างเป็นล่ามอิสระ แต่รายได้ก็ไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามก็ต้องพยายามจัดการให้ได้”\nอยู่เมืองไทยลำบากไหม\nเมื่อเทียบกับศรีลังกาแล้ว อยู่ที่นี่สบายใจกว่า คุณคิดดูสิ ถ้าเกิดว่าคุณนั่งๆ อยู่แล้วคนที่คุณรู้จักก็ถูกระเบิดตายไปต่อหน้าต่อตา \nตอนนี้คุณมีความหวังอะไรบ้าง\nความ หวังตอนนี้อยากพบกับกษัตริย์ของไทย เชื่อว่ากษัตริย์ของไทยจะช่วยเหลือได้ เพราะกษัตริย์ไทยมีพระเมตตา และเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง จำชื่อไม่ได้ระบุว่ากษัตริย์ไทยใจดี และคนไทยให้ความเคารพกษัตริย์มาก ผมคิดว่าประเทศไทยมีคนอยู่จำนวนมากแตกลับมีความสงบ ประเทศไทยจะดีแบบนี้ได้อย่างไรถ้ามีกษัตริย์ที่ไม่ดี\n\nข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับประเทศศรีลังกาจากกระทรวงการต่างประเทศไทย\nข้อมูลทั่วไป \nที่ตั้ง เป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากตอนใต้ของอินเดียประมาณ ๘๐ กิโลเมตร\nพื้นที่ ๖๕,๖๑๐ ตารางกิโลเมตร \nเมืองหลวง กรุงโคลัมโบ (Colombo) \nประชากร ๒๐.๙ ล้านคน (๒๕๕๐)\nเชื้อชาติ ชาวสิงหล ร้อยละ ๗๔ ชาวทมิฬ ร้อยละ ๑๘ แขกมัวร์ (มุสลิมจากอินเดียและตะวันออกกลาง) ร้อยละ ๗ และอื่น ๆ ร้อยละ ๑ \nภาษา ภาษาสิงหล (ภาษาราชการและภาษาประจำชาติ) ภาษาทมิฬ (เป็นภาษาประจำชาติเช่นกัน) และภาษาอังกฤษใช้ติดต่อสื่อสารทั่วไปในภาครัฐ \nศาสนา ศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ร้อยละ ๗๐ ศาสนาฮินดู ร้อยละ ๑๕ \nศาสนาคริสต์ ร้อยละ ๘ และศาสนาอิสลาม ร้อยละ ๗\nหน่วยเงินตรา เงินรูปีศรีลังกา (Sri Lankan Rupee) อัตราแลกเปลี่ยน ๑ ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ ประมาณ ๑๐๘ รูปีศรีลังกา หรือ ๑ บาท ประมาณ ๓.๒ รูปีศรีลังกา \nวันสำคัญ วันชาติ (Independence Day) วันที่ 4 กุมภาพันธ์\nการศึกษา อัตราการรู้หนังสือโดยรวม ร้อยละ 92.3 (ปี2547) เพศชาย ร้อยละ 94.8 และเพศหญิง ร้อยละ 90\nประธานาธิบดี นายมาฮินดา ราชปักษา (Mahinda Rajapaksa) (๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ )\nนายกรัฐมนตรี นายรัตนศิริ วิกรามานายากา (Ratanasiri Wickramanayaka)\nรมว.กต. นายโรหิทา โบโกลลากามา (Hon. Rohitha Bogollagama)\nhttp://www.mfa.go.th/web/2386.php?id=233 [3] \n \n\n \nอ้างอิง\n25,000 civilians injured to death while IC watches: Soosai\nhttp://www.lankasrinews.com/view.php?2bIOoMe0dHlYo0ecBB4I3a4f5Ae4d3cYd3cc2AmT3d434OX3a030Mm2e [4] \nHuman Rights Watch World Report 2009\nhttp://www.hrw.org/en/node/79245 [5] \nSri Lanka army 'in final stage'\nhttp://news.bbc.co.uk/2/hi/south_asia/8051206.stm [6] \nSri Lanka rebel head 'surrounded' \nhttp://news.bbc.co.uk/2/hi/south_asia/8054963.stm [7]\nTamil Tigers admit defeat after battle reaches 'bitter end'\nhttp://www.timesonline.co.uk/tol/news/world/asia/article6305401.ece [8]\nข้อมูลกระทรวงการต่างประเทศ: สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา\n http://www.mfa.go.th/web/2386.php?id=233 [3] \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-2c42487e0e094e6baf1e1629a271b5a4", "input": "Title: เปิดตัว 'อีสานใหม่' อีสานที่จะไม่สยบยอม \n Body: 'กลุ่มอีสานใหม่'จัดงานกลางกรุง นำเสนอประเด็นปัญหาผลกระทบต่อชุมชนในภาคอีสาน หลังการรัฐประหาร พร้อมข้อเสนอทางวิชาการต่อรัฐบาลให้ยกเลิกกฏอัยการศึก\n\n...เราผุดขึ้นมาจากความแห้งแล้งในหัวใจของผู้ปล้นชิง เติบโตจากหยาดน้ำของความเคารพกันและกันของเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย เราขอประกาศว่า...\n20 มี.ค. 2558 ที่ห้องโครงการปริญญาเอก คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ชั้น 4 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการจัดงาน เวทีเสวนาวิชาการ “อีสาน กลางกรุง ลมหายใจผู้คน ท่ามกลางการพัฒนา” ซึ่งจัดโดย กลุ่มนักกิจกรรมรุ่นใหม่ ภาคประชาสังคมในพื้นที่ภาคอีสาน นักวิชาการ และนักศึกษา ที่รวมตัวกันในนามกลุ่ม'อีสานใหม่'\nภายในงานวันนี้ได้มีการจัดกิจกรรมทั้งหมด 2 ช่วง โดยช่วงแรกเป็นการนำเสนอประเด็นในพื้นที่ภาคอีสาน ที่ถูกกระทำทั้งจากรัฐและทุน หลังการรัฐประหาร และการประกาศใช้กฏอัยการศึก โดยมีตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบการจากใช้อำนาจเข้าจัดการของเจ้าหน้าที่ทหารราว ราว 10 พื้นที่ในภาคอีสาน เสนอประเด็นปัญหาของแต่ละพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากการรัฐประหาร อาทิ ปัญหาการไล่รื้อขุมชนใน สวนป่าโนนดินแดง บ้านเก้าบาตร [1] จ.บุรีรัมย์  ปัญหาเหมืองทอง [2] จ.เลย ปัญหาการขุดเจาะปิโตรเลียม หลุ่มเจาะดงมูล-บี [3] จ.กาฬสินธุ์ และ จ.ขอนแก่น ปัญหาการหยุดขบวนเดินเพื่อสายน้ำ [4]เครือข่ายแม่น้ำชี จ.ร้อยเอ็ด  ปัญหากรณีเหมืองแร่โปแตช [5]จ.อุดรธานี ปัญหาไร่ลื้อชุมชนบ่อแก้วและชุมชนโคกยาว [6] อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ปัญหากรณีโครงการเขื่อนโป่งขุนเพชร ภายใต้การประกาศใช้กฏอัยการศึก ปัญหากรณีโครงการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เป็นต้น\n\n\nชมคลิปการนำเสนอประเด็นในพื้นที่ เวทีช่วงเช้า\nในช่วงบ่ายได้มีการจัดเวที ข้อเสนอทางวิชาการ โดยมีวิทยากรประกอบด้วย เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล สามชาย ศรีสันต์ สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อลงกรณ์ อรรคแสง วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และสุรชัย ตรงงาม มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม\n\n\nชมคลิปการนำเสนอข้อเสนอทางวิชาการ เวทีช่วงบ่าย\nทั้งนี้ ภายในงานได้มีการอ่านคำประกาศเปิดตัว กลุ่มอีสานใหม่โดยมีใจความดังนี้\n\nคำประกาศอีสานใหม่\n“ไผน้อสิมาส่าง มาถางทางไห่เฮาอยู่\nปากบ่กัดตีนบ่สู้ ไผนั้นสิซอยแปง”\nเราคือคนอีสาน... เราถูกเรียกว่าคนอีสานเพราะเกิดบนผืนดินที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเทพฯ เมืองหลวงแห่งประเทศไทย\nเรา คือคน... เราคือผลิตผลของผืนดินที่ถูกขนานนามว่าอีสาน บนดินแดนที่ในความทรงจำของผู้คนในประเทศนี้เห็นเพียงความแห้งแล้งกันดาร ผู้คนยากจนล้าหลังและโง่เขลา\nดินแดนอันอุดม เมื่ออยู่ในมือของผู้มีอำนาจจากส่วนกลาง อำนาจในการจัดการตนเองหลุดจากมือเราไปทีละน้อย  อีสานเป็นได้เพียงดินแดนที่ผลิตแรงงานรับจ้างราคาถูก เกษตรกรยากจนที่คอยเสนอผลผลิตราคาถูกสนองนโยบาย ผืนป่าและแหล่งน้ำแหล่งแร่เพื่ออุตสาหกรรมทั้งของไทยและต่างชาติ\nไม่ ใช่เพียงผู้มีอำนาจที่สูงส่งที่เข้ามาครอบครองอีสาน แต่ยังมีผู้หวังดีอีกมากมายที่บ้างก็มาในนามของผู้ให้ความช่วยเหลือ บ้างมาในนามของผู้พัฒนา พร่ำกล่าวคำแนะนำให้ขยัน อดทน ประหยัด รู้จักประมาณตน หรืออื่นๆ อีกมากมาย สุดท้ายก็กล่อมเกลาเราให้สยบยอมต่อชะตากรรมที่ถูกหยิบยื่นให้อย่างเชื่อง เชื่อ\nอีสานได้ลุกขึ้นสู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ที่ผ่านมาก็ราวกับเป็นได้เพียงโศกนาฏกรรมหรือไม่ก็จำอวดของคณะหมอลำทำนอง ขมขื่นไปเปิดวงแสดงที่ศูนย์กลางอำนาจอย่างกรุงเทพฯ หลงไปว่าชนชั้นนำจะเป็นกรรมการชี้ขาดบนเวทีแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้อย่าง ยุติธรรม หวังว่าการเจรจาลอบบี้อ้อนวอนจะทำให้เหล่าผู้ปล้นชิงใจอ่อนสงสาร สุดท้ายก็มิวายม้วนเสื่อกลับบ้านไปหลบเลียแผลใจและเตรียมรับมือสะสางปัญหา ที่เกิดขึ้นรอบใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เฝ้ารอการเรียกประชุมกรรมการคณะต่างๆ ตามแต่เขาจะกรุณา\nเราเคยหลงทิศทางในการลุกขึ้นสู้ บ้างก็หวนรำลึกถึงอดีตอันรุ่งเรือง จนกระทั่งหลงลืมตนจนไม่อาจเคลื่อนไปตามกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่าง เท่าทัน บ้างก็หันไปพึ่งพาอำนาจนอกระบบจนเผลอไผลไปร่วมมือกับกลุ่มที่ทำลายกติกา ประชาธิปไตยอย่างน่าละอาย การต่อสู้ที่ไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของอีสานและโลก การไม่ฟังและเคารพความต้องการและการตัดสินใจของพี่น้อง การไม่เคารพหลักการสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย การไปฝากความหวังไว้กับกลุ่มผู้กุมอำนาจ เป็นต้น\nวันนี้ เรามาเพื่อประกาศถึงอีสานใหม่ อีสานที่ไม่สยบยอมต่อเหล่าผู้ปล้นสดมภ์ที่หยิบฉวยเอาความอุดมสมบูรณ์ของเรา ไป และหยิบยื่นความขมขื่นตอบแทนกลับมา\nก่อนอื่น เราปฏิเสธความพยายามใดๆ ที่จะลดทอนความชอบธรรมของเรา โดยการกล่าวหาว่า เราเป็นกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่หวังเพียงผลทางการเมืองแบบน้ำเน่า เป็นกลุ่มติดอาวุธ กลุ่มนอกกฎหมายที่หวังก่อความวุ่นวาย หรือข้อกล่าวหาใด ๆ ที่อาจจะอ้างโดยผู้กุมอำนาจใดๆ การลุกขึ้นของเรานั้นคือสิทธิอันชอบธรรมของความเป็นมนุษย์ ซึ่งเรียกร้องความยุติธรรมและความเท่าเทียม\nและแม้เราจะใช้ชื่ออีสาน ใหม่ แต่เราไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อพี่น้องประชาชนทั้งมวลไม่ว่าจะภาคไหนกลุ่มใด เราเป็นปฏิปักษ์ต่ออำนาจที่แย่งชิงสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนไปเท่านั้น\nเรา คืออีสานใหม่ เราผุดขึ้นมาจากความแห้งแล้งในหัวใจของผู้ปล้นชิง เติบโตจากหยาดน้ำของความเคารพกันและกันของเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย เราขอประกาศว่า\nการลุกขึ้นมาของเราก็เพียงเพื่อเรื่องพื้นๆ ที่ไม่ยิ่งใหญ่อะไรนัก เราเพียงต้องการที่ดินทำกิน งานที่ยุติธรรม ที่อยู่อาศัยที่พึงมี อาหารที่เพียงพอ สุขอนามัย การศึกษา สภาพแวดล้อมที่ดี สิทธิในการจัดการตนเองและชุมชน เสรีภาพ ประชาธิปไตย ความยุติธรรม และสันติภาพ\nเราจะยืนยันสิทธิของเราด้วยความจริงเพื่อสู้กับคำลวงและการบิดเบือน\nเรา จะสร้างอีสานใหม่ด้วยมือประชาชนคนอีสานผู้ทุกข์ยากลำบากมานาน การพัฒนาต้องมาจากประชาชน และประชาชนต้องกำหนดอนาคตของตนเอง บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย!\nประกาศ ณ วันที่ 20 มีนาคม 2558\nอีสานใหม่ \n What is the sentiment in the text for the genre: environment", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-887f32c5928b4e65827303bd7d14fe13", "input": "Title: งดประชุมรัฐสภา-สภาฯ 5-7 มิ.ย. พธม.ประกาศเลื่อนชุมนุมตาม \n Body: 2 มิ.ย. 55 - นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เปิดเผยว่า นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตัดสินใจสั่งงดการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 5 มิถุนายน และงดการประชุมสภาฯ วันที่ 6-7 มิถุนายน เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ  \n \n“ผมจะนัดประชุมตัวแทนฝ่ายค้านและรัฐบาล วันอังคารที่ 5 มิถุนายน เพื่อหาทางออก โดยหากประเด็นร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ยังมีปัญหา ก็อาจหยิบยกร่างกฎหมายอื่นๆ มาพิจารณาก่อน”\n \nด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า  การที่ประธานสภาฯ สั่งงดการประชุมดังกล่าวว่าถือเป็นการลดความกดดัน ดังนั้น ถ้าจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ช้าหรือเร็ว ก็ไม่ใช่ปัญหา แต่จะให้ ส.ส. ไปทำความเข้าใจกับประชาชน โดยย้ำว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ไม่เกี่ยวกับการคืนเงิน 4.6 หมื่นล้านบาทให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และยืนยันว่า ไม่ได้เร่งรัดเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว\n \nพธม.ประกาศเลื่อนชุมนุมหลัง \"สมศักดิ์\" สั่งงดประชุมสภา 5-7 มิ.ย. แต่ให้พร้อมมาทันทีที่มีแถลงการณ์\n \nโดยหลังจากที่นายนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนฯ ตัดสินใจมีคำสั่งงดการประชุมสภาฯในวันที่ 5-7 มิถุนายนนี้  เนื่องจากเกรงปัญหาการชุมนุมของกลุ่มพันธมติรและกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆจะบานปลาย และจากการกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญให้สภาชะลอการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญ  ล่าสุด เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 2 มิถุนายน 2555 แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 5/2555 เห็นควรให้เลื่อนการชุมนุมออกไปก่อน  แต่ยังขอให้ผู้ชุมนุมพันธมิตรเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังในที่ตั้ง และพร้อมเคลื่อนมวลชนโดยทันทีที่มีแถลงการณ์\n \nทั้งนี้โดยเนื้อหาของแถลงการณ์ดังกล่าวมีดังนี้      \n      \nตามที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 4/2555 เรื่องคัดค้านกฎหมายล้างผิดให้กับระบอบทักษิณ ลงวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555 โดยกำหนดให้นัดหมายในการปรับระดับการชุมนุมโดยให้พี่น้องประชาชนมาชุมนุมแบบปักหลักพักค้างที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2555 เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป และพร้อมเคลื่อนย้ายมวลชนไปทุกที่ตามสถานการณ์ที่เหมาะสมต่อไปนั้น\n       \nบัดนี้ได้ปรากฏว่าประธานสภารัฐสภาได้สั่งงดการประชุมสภาร่วมในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2555 และให้งดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 6-7 มิถุนายน พ.ศ. 2555 โดยแจ้งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านให้ทราบแล้ว\n       \nแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีความเห็นว่าการงดการประชุมสภาร่วมและการงดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรระหว่างวันที่ 6-7 มิถุนายน พ.ศ. 2555 นั้น มาจากสาเหตุ 3 ประการคือ\n       \nประการแรก เป็นผลมาจากความสำเร็จในการสำแดงพลังการเคลื่อนไหวกดดันของพี่น้องประชาชนผู้เข้าร่วมการชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในช่วงระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ที่ผ่านมา\n       \nประการที่สอง เป็นผลมาจากแรงกดดันจากแถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยฉบับที่ 4/2555 ที่จะชุมนุมแบบปักหลักพักค้างที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป\n       \nประการที่สาม เป็นผลมาจากการรับคำร้องของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในกรณีที่นักการเมืองกระทำการฉีกล้มล้างรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่มาจากการลงประชามติด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ย่อมแสดงให้เห็นว่าหากทุกองค์กรที่มีหน้าที่ได้กระทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพจะสามารถหยุดยั้งไม่ให้เกิดวิกฤติการณ์ในบ้านเมืองนี้ได้\n       \nอย่างไรก็ตามเนื่องด้วยยังไม่มีกำหนดชัดเจนในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งต่อไปเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติปรองดองแห่งชาตินั้น ทำให้ไม่สามารถไว้วางใจสถานการณ์ได้ว่าจะมีการพิจารณาเพื่อออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้กระทำความผิดทุจริต ทำลายบ้านเมืองอีกเมื่อใด   ดังนั้นพันธมิตรประชาชนเพื่อพระประชาธิปไตยจึงเห็นสมควรกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวต่อไปดังต่อไปนี้\n       \n1. เห็นควรให้เลื่อนการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ออกไปก่อน\n       \n2. ขอให้พี่น้องประชาชนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและประชาชนชาวไทยผู้รักชาติ เตรียมความพร้อมเฝ้าระวังในที่ตั้ง และสร้างกิจกรรมและพร้อมเคลื่อนมวลชนโดยทันทีที่มีแถลงการณ์ของแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย\n \nที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: สำนักข่าวไทย, มติชนออนไลน์ \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-860db2b88d5b48a7b1d36e198e6b99b9", "input": "Title: ครม.เห็นชอบ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯ-แผนปรับปรุงแฟลตดินแดง \n Body: 17 ส.ค. 2559 กอบศักดิ์  ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อยกระดับกองทุนน้ำมันฯ จากคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นการดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ. โดยมีสถานะเป็นสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จากเดิมสถาบันบริหารพลังงาน (องค์กรมหาชน) สังกัดกระทรวงพลังงาน เป็นหน่วยงานของรัฐดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล จึงมีความมั่นคงและน่าเชื่อถือมีโครงสร้างการทำงานของกองทุนน้ำมันฯ อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อกำกับดูแลรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพิ่มบทบาทในการสนับสนุนการลงทุนพลังงานทดแทน และราคาเชื้อเพลิงอื่น\nนอกจากนี้  บรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้มีรายได้น้อยอย่างตรงจุด เช่น การชดเชยราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนของผู้มีรายได้น้อย และการอุดหนุนราคาเอ็นจีวีรถโดยสารสาธารณะ ตลอดจนการสนับสนุนการลงทุนพลังงานตามยุททศาสตร์พลังงานของรัฐบาล อีกทั้งการลงทุนโครงสร้างพลังงาน เช่น วางระบบท่อ คลังน้ำมัน ท่าเรือขนส่งพลังงาน เพื่อให้ไทยมีคลังสำรองพลังงานอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ ยังมีนโยบายให้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ยังกำหนดการใช้เงินอุดหนุนราคาพลังงานอย่างเหมาะสม โดยกำหนดชัดเจนในช่วงแก้ปัญหาวิกฤติพลังงานจะต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเหมาะสม เช่น ดูแลราคาพลังานช่วง 2 เดือน ใช้เงินประมาณ 30,000-40,000  ล้านบาท โดยไม่ใช้เงินดูแลอย่างสุดโต่งมากเกินไป เพราะจะเป็นภาระงบประมาณและมีการแยกการดูแลราคาพลังงานอย่างชัดเจนระหว่างผู้ใช้น้ำมันดีเซล เบนซิน และพลังงานทดแทนอื่น\nไฟเขียวแผนปรับปรุงแฟลตดินแดง\nกอบศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมครม. ยังได้เห็นชอบแผนแม่บทฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดงและอนุมัติงบประมาณ 35,754 ล้านบาท  โดยกระทรวงการคลังดำเนินการจัดหาเงินกู้สำหรับดำเนินการพัฒนาฟื้นฟูและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ที่มีรายได้น้อยในโครงการแฟลตดินแดง ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ปี 2559-2567  ด้วยการลงทุนปรับปรุงแฟลตดินแดงให้เป็นอาคารที่พักอาคารตึกสูงแบบสมัยใหม่ ความสูง 28 ชั้น บนพื้นที่ 207 ไร่ ทั้งหมด 4 เฟส ที่อยู่อาศัย 20,296 หน่วย จำนวน 26 อาคาร  ดำเนินการลักษณะย้ายเพียงครั้งเดียวจากแฟลตเดิมไปยังตึกใหม่และรองรับข้าราชการและประชาชนเข้ามาอาศัยใหม่เพิ่มอีกประมาณ 13,476 หน่วย โดยกระบวนการทั้งหมดคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายในเดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป\nทั้งนี้  เริ่มพัฒนาเฟสแรก แปลง G เป็นตึกสูง 28 ชั้น จำนวน 334 ยูนิต ระยะเวลา 8 ปี เริ่มปี 2559-2561  เนื่องจากมีสภาพการก่อสร้างมา 50 ปี ดูสภาพพบความทรุดโทรม หลังจากนั้นจะทยอยปรับปรุงเฟส 2-4 เริ่มปี 2561-2567  โดยมีทั้งตึกสูง 28-35 ชั้น เพื่อให้มีพื้นที่สาธารณะใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นและเป็นอาคารที่พักสมัยใหม่ เมื่อก่อสร้างเสร็จการเคหะแห่งชาติคิดค่าเช่ารวมค่าภาษีโรงเรือน เพราะเป็นตึกสูงเป็นค่าส่วนกลางดูแลอาคาร โดยเปิดให้ผู้อาศัยเดิมเช่า ราคา 2,122  บาทต่อเดือนต่อยูนิต ปรับเพิ่มร้อยละ 5 ทุก 3 ปี ข้าราชการเข้าอาศัยใหม่เช่าราคา 9,000 บาทต่อเดือน ปรับเพิ่มร้อยละ 5 ทุก 3 ปี ประชาชนอาศัยใหม่ เช่าเซ้งอายุสัญญา 30 ปี ราคา 1.7 ล้านบาทต่อยูนิต  ร้านค้าเดิมเช่าราคา 200 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน  ร้านค้าใหม่เช่า 1,500 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน หากผู้อาศัยเดิมย้ายออกไปอาศัยพื้นที่อื่น รัฐบาลจ่ายชดเชยให้ 400,000 บาท จ่ายค่าขนย้ายสิ่งของ 10,000 บาท\n \nที่มา : สำนักข่าวไทย [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-c9d7cae3ee224996ab79a9a3248ad0b4", "input": "Title: สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 15-21 ม.ค. 2559 \n Body: \"สรส.\" ค้านร่าง พ.ร.บ.ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ยื่น 5 ข้อเสนอ ถึง \"บิ๊กตู่\"\n \nเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 15 มกราคม ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ภายในสำนักงาน กพ.) กลุ่มสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ จำนวน 200 คน นำโดยนายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กรณีไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ... โดยนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรัฐบาลรับหนังสือ\n \nนายสาวิทย์กล่าวว่า ทางกลุ่มสมาพันธ์ฯขอเรียกร้องให้นายกฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจำนวน 5 ข้อ คือ 1.ขอให้ระงับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไว้ก่อน และขอให้ สรส.ได้มีส่วนร่วมในการร่างเพื่อเป็นผลประโยชน์ส่วนรวม 2.ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวต้องไม่เขียนในลักษณะที่ก่อให้เกิดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต 3.ต้องสร้างระบบการกำกับตรวจสอบให้โปร่งใส และมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ มีการถ่วงดุลกันเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการบริการได้ง่าย เท่าเทียมและเป็นธรรม 4.ต้องไม่ลิดรอนสิทธิของพนักงานรัฐวิสาหกิจและสิทธิของสหภาพแรงงาน และ 5.ขอให้นำร่าง พ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจแห่งชาติ พ.ศ..... (ฉบับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์) ไปประกอบการพิจารณาในการแก้ไขเปลี่ยนแปลง\n \n\"ทางสมาพันธ์ฯ ขอให้นายกฯ พิจารณาระงับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไว้ก่อน และขอโอกาสให้ สรส.ส่งตัวแทนเข้าร่วมการร่างเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างความสมานฉันท์ และ สรส.ยืนยันในเจตนารมณ์และจุดยืนว่า สรส.เห็นด้วยกับการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่ไม่ให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซงหาประโยชน์ ต้องมีการบริหารงานอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ปราศจากทุจริต\" นายสาวิทย์กล่าว\n \n(ประชาชาติธุรกิจ, 15/1/2559)  [1]\n \nทีดีอาร์ไอชี้การจ้างงานในยุค คสช. ยังหดตัว\n \nรศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผอ.วิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน ทีดีอาร์ไอ ให้ข้อสังเกตโจทย์ท้าทายการทำงานของรัฐบาลในปีลิง ผลจากเศรษฐกิจชะลอตัวช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้การจ้างงานยังหดตัว ห่วงคนทำงานภาคเกษตร รัฐบาลต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษกับเกษตรกรซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุดจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและภัยแล้ง\n \nรศ.ดร.ยงยุทธ เปิดเผยว่า ล่าสุดสำนักงานสถิติแห่งชาติได้เปิดเผยข้อมูลผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรไตรมาส 3 ของปี 2558 จากภาพรวมของการจ้างงานพบว่า มีการจ้างงานโดยรวม 38.33 ล้านคนเศษ ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 0.2 หรือประมาณ 90,000 คนเศษ ซึ่งสาขาที่เพิ่มน้อยที่สุดคือ ผู้จบ ป.ตรี (ร้อยละ 2.8) ตามมาด้วย ม. ปลาย ปวช. และ ปวส. ตามลำดับ ระดับการศึกษาที่การจ้างงานหดตัว ได้แก่ ผู้จบ ม. ต้น หรือต่ำกว่า คิดเป็นจำนวนที่ลดลง 0.72 ล้านคน โดยคนกลุ่มใหญ่เหล่านี้มีการจ้างงานอยู่ในภาคการเกษตรเป็นสำคัญไม่น้อยกว่า 0.5 ล้านคน ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ขณะเดียวกันต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งไม่สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้ตามปกติ \n \nอัตราการว่างงานปี 2558 เพิ่มขึ้นจากปี 2557 เป็น 0.36 ล้านคน หรือร้อยละ 0.9 โดยมีคนว่างงานเพิ่มขึ้นมากกว่า 30,000 คนโดยคนที่ว่างงานครึ่งหนึ่งหรือ 0.18 ล้านคนยังไม่เคยทำงานมาก่อนหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือผู้จบการศึกษาใหม่ยังไม่ได้งานทำงานจำนวนมากโดยผู้ว่างงานที่กล่าวมามีภูมิหลังทางการศึกษาในระดับ ป.ตรี ว่างงานสูงที่สุดถึงร้อยละ 1.8 ขณะที่การว่างงานของแรงงานตามระดับการศึกษาอื่นๆอยู่ในช่วงเพียงร้อยละ 0.2-1.2 เท่านั้น \n \nอย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาจากจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มจาก 24.82 ล้านคนในปี 2557 เป็น 25.23 ล้านคนในปี 2558 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7 ซึ่งไม่เพียงพอที่จะชดเชยการลดลงของการจ้างงานในภาคเกษตรซึ่งหดตัวถึงร้อยละ 3.8 \n \nเมื่อแปรียบเทียบระหว่างการจ้างงานรายสาขาย่อยปี 2558 กับไตรมาสเดียวกันของปี 2557 พบว่ามีสาขาขยายตัว 28 สาขาและสาขานอกการเกษตรที่หดตัว 17 สาขา สาขาที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 5 ลำดับแรกคือ เภสัช เคมีภัณฑ์ใช้รักษาโรค สาขาอสังหาริมทรัพย์ เหมืองแร่และเหมืองหิน ผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม และบริการซ่อมและติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ ส่วนสาขาที่มีการจ้างงานหดตัวมากที่สุด 5 ลำดับแรกคือ การบริหารจัดการน้ำฯ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ ไฟฟ้า ก๊าซไอน้ำและระบบปรับอากาศ และอุปกรณ์ไฟฟ้า \n \nจากข้อมูลข้างต้น ชี้ให้เห็นว่าการที่เศรษฐกิจของไทยมีการเติบโตอย่างช้าๆในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีผลกระทบต่อความสามารถในการจ้างงานของประเทศในการดูดซับแรงงานที่เข้าสู่ตลาดแรงงานใหม่และเก่า ถึงแม้ภาพรวมการมีงานทำจะลดลงไม่ถึง 1 แสนคน แต่ที่ถูกกระทบมากที่สุดคือ กลุ่มคนที่ทำงานในสาขาเกษตรลดลงจากปีก่อนมากกว่า 5 แสนคน หรือมากกว่าร้อยละ 3 ทำให้รัฐบาลต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษกับเกษตรกรซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุดจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและภัยแล้งซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายการทำงานของรัฐบาลในปีลิง\n \n(กรุงเทพธุรกิจ, 15/1/2559)  [2]\n \nกยศ.ลุ้นพ.ร.บ.ผ่านดีเดย์ปี′61 เปิดข้อมูลลูกหนี้เข้าเครดิตบูโร\n \nนางสาวฑิตติมา วิชัยรัตน์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป กยศ. จะเข้าเป็นสมาชิกเครดิตบูโร ซึ่งส่งผลให้ผู้ที่มีข้อมูลจะถูกส่งข้อมูลเข้าเครดิตบูโรด้วย ดังนั้น ผู้ค้างชำระหนี้จะถูกบันทึกประวัติค้างชำระได้ ดังนั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมมือกันให้ผู้กู้ทำประวัติการชำระหนี้ให้มีสถานะเป็นลูกหนี้ดี\n \nโดยขณะนี้ทางกยศ.อยู่ระหว่างการเสนอร่างพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อการศึกษาให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณา ซึ่งจะมีเนื้อหาสาระระบุให้ผู้กู้ต้องยอมให้ทำการเปิดเผยข้อมูล และกองทุนสามารถเข้าถึงข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ได้ อาทิ กองทุนประกันสังคม กรมสรรพากร เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานเหล่านี้จะไม่ให้ข้อมูล\n \n\"วันนี้เราอยากได้ข้อมูล แต่หน่วยงานเหล่านี้จะไม่ให้ เพราะขัดกฎหมายของเขา แต่ร่าง พ.ร.บ.ที่เสนอจะทำให้เปิดข้อมูลได้ เพราะจะระบุไว้ในมาตราหนึ่งเลยว่า แม้ว่าหน่วยงานใดที่มีกฎหมายห้าม ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดในกรณีที่ต้องส่งข้อมูลให้เรา นอกจากนี้ ในร่าง พ.ร.บ. ก็จะระบุว่า ให้นายจ้างทำการหักบัญชีลูกจ้างที่เป็นหนี้ กยศ.ด้วย โดยส่งให้กรมสรรพากร พร้อมกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย\" นางสาวฑิตติมากล่าว\n \nทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมา กยศ.ได้ปล่อยกู้แล้ว 4.5 ล้านราย แยกเป็นลูกหนี้ครบกำหนดชำระแล้ว 3.1 ล้านราย ซึ่งในจำนวนนี้ค้างชำระ 2 ล้านราย รวมเป็นเงินกู้ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มทั่วไป 1.2 ล้านราย รวมเป็นเงิน 1.4 หมื่นล้านบาท, กลุ่มไกล่เกลี่ย 1 แสนราย รวมป็นเงิน 7,000 ล้านบาท และกลุ่มดำเนินคดีกว่า 7 แสนราย รวมเป็นเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท\n \nนางสาวฑิตติมากล่าวว่า สำหรับปี 2559 นี้ จะไม่มีโครงการรณรงค์ให้ชำระหนี้เหมือนช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แต่จะเริ่มโครงการตัวอย่างให้องค์กรนายจ้าง 4 แห่ง หักเงินเดือนลูกจ้างมาชำระหนี้ และจะลงนามความร่วมมือกับทุกส่วนราชการเพื่อเริ่มหักบัญชีลูกจ้าง 60,000 ราย ในปี 2560 ต่อไป รวมถึงขยายผลกับบริษัทเอกชนด้วย\n \nส่วนแผนในปีนี้ของ กยศ.จะมีการว่าจ้างบริษัทติดตามหนี้เป็นผู้ดำเนินการติดตามหนี้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มที่ค้าง 1-4 งวด ก่อนถูกฟ้องร้อง, กลุ่มที่ไกล่เกลี่ยแล้วแต่ยังไม่ชำระ และกลุ่มฟ้องร้องดำเนินคดีแล้ว จากเดิมที่เน้นตามกลุ่มลูกหนี้ค้างชำระทั่วไป\n \n\"การจ้างบริษัทที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2557 ทำให้ได้รับชำระเพิ่มจากส่วนนี้ 800 ล้านบาท และปี 2558 ได้ประมาณ 1,700 ล้านบาท ส่วนปีนี้น่าจะได้มากกว่านี้ โดยตั้งเป้าไว้ 2,000 ล้านบาท เดิมเราใช้ธนาคารกรุงไทยติดตามหนี้ ซึ่งส่งแค่จดหมาย แต่ปีที่แล้วเราจ้างบริษัทติดตามหนี้ จะใช้วิธีโทรศัพท์ติดตามด้วย\" นางสาวฑิตติมากล่าว \n \nส่วนเป้าหมายในปีนี้ จะมีการชำระหนี้เข้ามา 1.9 หมื่นล้านบาท จากที่ผ่านมาชำระหนี้เพิ่มขึ้นทุกปี ตั้งแต่ปี 2556-2558 ชำระ 11,000 ล้านบาท, 13,000 ล้านบาท และ 17,000 ล้านบาท ตามลำดับ ทำให้กองทุนมีกระแสเงินสดดีขึ้นมาก\n \n(ประชาชาติธุรกิจ, 15/1/2559)  [3]\n \nโฆษก กต.แจงกรณีสหภาพแรงงานสหรัฐฯ ร้องให้ระงับสิทธิ GSP ของไทย\n \nนายเสข วรรณเมธี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ตามที่มีรายงานข่าวว่าสหภาพแรงงานสหรัฐได้ยื่นคำร้องกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐขอให้ระงับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ของประเทศไทยนั้น ทางกระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ว่า เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา นายพิศาล มาณวพัฒน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน พร้อมด้วย นายปฐม เพชรมณี รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน น.ส.อัปสร กฤษณะสมิต ประธานสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย และผู้แทนฝ่ายไทยอื่น ๆ ที่เข้าให้การต่อคณะอนุกรรมการ GSP สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกาแล้ว พบว่าการที่สหภาพแรงงานสหรัฐได้ร้องเรียนกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา มาตั้งแต่ปี 2556 เป็นเรื่องเดิม และสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จะต้องไต่สวนขอรับทราบข้อเท็จจริงเป็นขั้นตอนตามปกติอยู่แล้ว ทั้งนี้สหรัฐฯ ได้ตระหนักถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เนื่องจากเป็นหนทางที่ถูกต้องที่จะทำให้สินค้าไทยเป็นสินค้าที่อยู่ในระดับแนวหน้าได้อย่างยั่งยืน ถึงแม้ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ GSP มาเป็นเหตุ ประเทศไทยก็จำเป็นที่จะต้องดำเนินการในทิศทางนี้ต่อไป\n \nนายเสข กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สหรัฐฯ ได้ย้ำกับไทยว่าไม่ได้ต้องการตัดหรือยกเลิก GSP ของประเทศไทย แต่ต้องการสนับสนุนให้ประเทศไทยประสบผลสำเร็จในการให้ความคุ้มครองแรงงานไทยและแรงงานต่างชาติ\n \n(สำนักข่าวไทย, 16/1/2559)  [4]\n \nกอช.พร้อมรับการโอนผู้ประกันตน\n \nนายสมพร จิตเป็นธม เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กอช.พร้อมรับการโอนข้อมูลและเงินบำนาญชราภาพของผู้ประกันตน ตามมาตรา 40 ที่กฎหมายได้ให้สิทธิผู้ประกันตนโอนย้ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ เพื่อมาเป็นสมาชิก กอช. ได้แล้ว โดยขอให้ผู้ประกันตน เร่งแจ้งความจำนงต่อสำนักงานประกันสังคมภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะหมดเขตภายในวันที่ 23 มี.ค.59 ทั้งนี้ ปัจจุบันตามกฎหมายประกันสังคม มาตรา 40 มีจำนวนผู้ประกันตนประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนหนึ่งที่มีสิทธิโอนย้ายมาเป็นสมาชิก กอช. โดยผู้ประกันตนสามารถแจ้งความจำนงต่อสำนักงานประกันสังคมให้โอนเงินส่วนที่เป็นบำนาญชราภาพมาเป็นเงินตั้งต้นการออมกับกองทุน กอช.ได้ \n \n“กอช. และสำนักงานประกันสังคมกำลังเตรียมความพร้อมการถ่ายโอนข้อมูลและเงินบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนมายังฐานข้อมูลสมาชิก กอช. ซึ่งหลังจากที่ได้กำหนดขั้นตอนวิธีการ และเริ่มดำเนินการโอนข้อมูลแล้ว ทาง กอช. จะมีหนังสือแจ้งให้สมาชิกทราบต่อไป โดยกองทุนนี้ถือเป็นทางเลือกสวัสดิการเงินออมเพื่อการเกษียณสำหรับประชาชนที่ประกอบอาชีพอิสระทุกประเภทและแรงงานนอกระบบ ซึ่งยังไม่มีหรือรับสวัสดิการอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับหลักประกันยามชราภาพ ให้ได้มีการออมเงินและสิทธิรับเงินบำนาญสำหรับใช้จ่ายดูแลตนเองเมื่อเกษียณอายุ”\n \nอย่างไรก็ตาม ปกติผู้ที่สมัครสมาชิก กอช. จะสามารถออมเงินกับ กอช. ได้ปีละไม่เกิน 13,200 บาทตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ผู้ประกันตนที่โอนเงินมายัง กอช. จะได้รับประโยชน์ตรงที่เงินส่วนที่โอนมานั้น จะไม่ถูกนำมารวมนับเป็นสิทธิการออมในปีนั้น เท่ากับเพิ่มความเป็นไปได้ที่สมาชิกจะได้รับเงินบำนาญตลอดชีพถ้าสมาชิกมีการออมที่เพียงพอ โดยเมื่อถึงกำหนดวันครบระยะการออม เงินทั้งหมดตามสิทธิของสมาชิกซึ่งรวมกับเงินที่โอนมาจากประกันสังคมด้วย ก็จะถูกนำมารวมกันเพื่อคำนวณหายอดเงินบำนาญรายเดือนที่สมาชิกจะได้รับ สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลการสมัครสมาชิก กอช. และข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ ได้ที่เบอร์โทร. 02-017-0789 กด 0 และ www.nsf.or.th หรือติดต่อที่หน่วยรับสมัครสมาชิก ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทุกสาขาทั่วประเทศ\n \n(เดลินิวส์, 18/1/2559)  [5]\n \nศธ.ปรับปรุงหลักสูตร ปวช.-ปวส. จบแล้วได้ \"วุฒิการศึกษา-วุฒิวิชาชีพ\" พร้อมกัน\n \nพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) และนายวีระชัย ศรีขจร ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ได้หารือเรื่องความร่วมมือในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพของผู้เรียนสายอาชีพร่วมกัน โดยพูดถึงวิธีการที่จะทำให้เด็กอาชีวะที่จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สามารถได้คุณวุฒิการศึกษาและคุณวุฒิวิชาชีพ 7 ระดับ พร้อมกันทันที่ที่เรียนจบ เพราะที่ผ่านมาเด็กจะต้องไปเข้ารับการทดสอบสมรรถนะในวิชาชีพนั้น ๆ เพื่อให้ได้รับใบรับรองคุณวุฒิฯ\n \nพล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่ามีความเป็นไปได้ โดยจะต้องปรับปรุงหลักสูตร ปวช.และ ปวส.ให้สอดคล้องกับมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ ตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งการปรับหลักสูตรจะเป็นการปรับหรือพัฒนาในบางเรื่องเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงกัน เพราะหากทำได้ก็จะเป็นผลดีต่อเด็กอาชีวะ เพราะจะได้ใบรับรองทั้งสองใบพร้อมกันทันที โดยการพิจารณาจะทำใน 3 ลักษณะ คือ 1.ดูว่าเรื่องใดปรับแก้ไขได้ทันทีก็จะลงมือทำก่อน 2.พิจารณาสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลน และ 3.พิจารณาจาก 10 คลัสเตอร์ที่รัฐบาลกำหนดว่าในแต่ละคลัสเตอร์ต้องการสาขาใดมากที่สุด อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงหลักสูตรคาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน เพราะทั้งสองหน่วยงานได้เริ่มดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว\n \nนายวีระชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ได้จัดทำมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพไว้กว่า 200 สาขาอาชีพ ซึ่งได้ตัดส่งให้ทาง สอศ.เรียบร้อยแล้ว จากนี้จะเป็นการทำงานร่วมกัน เพื่อปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่กำหนด โดยจะเร่งดำเนินการโดยเร็ว อีกทั้งมาตรฐานคุณวุฒิที่ได้จัดทำยังสอดคล้องกับมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพระดับอาเซียนและสากล ซึ่งในอนาคตจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อการทำงานในประเทศ และการเคลื่อนย้ายแรงงานไปยังประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียนอีกด้วย\n \n(ประชาติธุรกิจ, 18/1/2559)  [6]\n \nแรงงานชี้ลูกจ้างประกันสังคมขยายตัว ว่างงานเพิ่ม-เฝ้าระวังเลิกจ้างสูง\n \nหม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานการประชุมสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ได้รับรายงานสถานการณ์และแนวโน้มด้านแรงงาน เดือนธันวาคม 2558 ว่า ภาวะการจ้างงานในตลาดแรงงาน การจ้างงานลูกจ้างในระบบประกันสังคมเดือนธันวาคม 2558 มีจำนวน 10,391,761 คน มีอัตราขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 3.61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YOY) ซึ่งชะลอตัวเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (พฤศจิกายน 2558 อยู่ที่ร้อยละ 3.78) สำหรับการว่างงาน จากตัวเลขผู้ขอรับผลประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม เดือนธันวาคม 2558 มีจำนวน 123,536 คน มีอัตราขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 15.67 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YOY) และขยายตัวอยู่ที่ 0.24%  (MOM) เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่มีจำนวน 123,238 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (พฤศจิกายน 2558 อยู่ที่ร้อยละ 21.35)\n \nอย่างไรก็ตาม การเลิกจ้าง จากตัวเลขผู้ถูกเลิกจ้างที่ขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานของกรมการจัดหางานเดือนธันวาคม 2558 มีจำนวน 7,034 คน มีอัตราขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 56.17 (YOY) ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน แต่มีอัตราการชะลอตัวที่ 15.43% (MOM) เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวน 8,317 คน  (พฤศจิกายน 2558 อยู่ที่ร้อยละ 53.96)\n \nสำหรับแนวโน้มการจ้างงาน ว่างงาน และการเลิกงาน การจ้างงานในภาพรวมในตลาดแรงงานอยู่ในภาวะปกติ จากการเฝ้าระวังสถานการณ์จากระบบเตือนภัยด้านแรงงาน โดยใช้ดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจในรูปแบบดัชนีผสม 13 ตัว ส่งสัญญาณชี้นำตลาดแรงงานด้านการจ้างงานในสภาพปกติอยู่ในเกณฑ์สีเขียว (ถ้าไม่เกิน 5 ตัวจะแสดงถาวะปกติ) ซึ่งในเดือนธันวาคมเป็นเดือนที่ 3 ที่ไม่มีสัญญาณดัชนีเตือน\n \nอย่างไรก็ตามในส่วนของแนวโน้มการว่างงานจากระบบเตือนภัยด้านแรงงาน ซึ่งอาศัยข้อมูลการว่างงานผู้มีงานทำภาคเอกชนของสำนักงานสถิติแห่งชาติแสดงสถานะปกติ ด้านแนวโน้มการเลิกจ้าง จากระบบเตือนภัยด้านแรงงาน ซึ่งอาศัยข้อมูลการแจ้งและตรวจพบจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน แสดงสถานะเฝ้าระวังการเลิกจ้าง\n \n(ประชาติธุรกิจ, 19/1/2559)  [7]\n \nอธิการฯ มรภ.ชัยภูมิ แจงเลิกจ้าง อจ.-จนท.หวั่นวิกฤต\n \nจากกรณีอาจารย์ประจำวิชาคณะรัฐศาสตร์ รวม 9 ราย เจ้าหน้าที่ประจำคณะ 3 ราย ของมหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ ถูกเลิกจ้างหลังหมดสัญญาจ้างแบบปีต่อปี ทำให้ได้รับความเดือดร้อนที่ต้องตกงานอย่างกระทันหันนั้น\n \nผศ.ดร.ไพรัตน์ แก้วสาร รักษาการ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ พร้อมคณบดี และผู้บริหารของสถาบัน ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนว่า มีความจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างการบริหารงานในสถาบันใหม่ทั้งหมด เพราะช่วง2-3 ปีที่ผ่านมานักศึกษามีจำนวนลดน้อยลงกว่าครึ่ง เหลือเฉลี่ยคณะละไม่เกิน 1 พันคน ซึ่งในปัจจุบันในภาพรวมค่าใช้จ่ายในการจ้างบุคลากรและดำเนินงานในสถาบันสูงถึงเดือนละไม่น้อยกว่า 39 ล้านบาท ซึ่งเกินตัวมากที่ต้องมีบุคลากรเกินความจำเป็นต่อนักเรียนจำนวนที่ลดน้อยลง จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการบริหารการจัดการงบประมาณมุ่งเน้นให้สมดุลและมีคุณภาพมากขึ้น\n \nในส่วนที่ต้องมีความจำเป็นต้องบอกเลิกจ้างในส่วนของครูคณะรัฐศาสตร์ก่อน ที่เคยมี กว่า 20 คน และสาขาวิชา อปท. มีนักเรียนเหลือไม่ถึง 4 คน และในส่วนอื่นๆเหลือไม่เกิน 800 คน แต่ต้องมีภาระรายจ่ายจ้างครูในคณะนี้ต่อเดือนติดลบสูงกว่า 500,000 บาท ซึ่งก็ถือว่าเกินความจำเป็นมาก จึงจำต้องต้องคัดออก ซึ่งเดิมเคยมีครูเพียงกว่า 16 คน เท่านั้น ที่เคยรับนักศึกษาในหลักพันได้ ซึ่งก็อยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจการดำเนินงาน ของ รภ.ชัยภูมิ ด้วยที่ต้องพึ่งพิงค่าเทอมจากนักศึกษามาช่วยเสริมงบประมาณที่ได้มาน้อยเพื่อช่วยบริหารงานจัดการศึกษาให้มีคุณภาพและสมดุลกันด้วย ไม่มีการไปกลั่นแกล้งใครให้ออก เรามีมาตรฐานการประเมินงานจากองค์กรภายนอกที่มีมาตรฐานตรวจสอบได้ทั้งหมด และไม่ใช่ปลดออกเพื่อหาคนของตัวเองมาเข้าแทนโดยเด็ดขาด จากนี้ไปไม่เฉพาะแค่นี้ ในส่วนคณะอื่นๆหากมีการประเมินออกมาไม่ผ่านก็จำต้องคัดออก บอกเลิกจ้างด้วย\n \n“ยืนยันว่าการลดจำนวนบุคลากรจะไม่กระทบต่อการจัดการศึกษาของผู้เรียนทั้งหมดที่เหลือ เพราะที่มีอยู่เกินความจำเป็น รูปแบบต่อไปบุคลากรครูจะได้มุ่งเน้นสร้างเสริมการศึกษาได้คล่องตัวและมีคุณภาพ โดยเฉพาะค่าตอบแทนที่จะต้องตรงกับความเป็นจริงและคุณภาพทางการจัดศึกษาให้กับเด็กที่จะจบออกไป จะต้องมีการประเมินคุณภาพที่เข้มงวด และหากมีจำนวนนักศึกษาสนใจเข้ามาเรียนมากขึ้นก็จำเป็นต้องเพิ่มบุคคลากรกลับคืนมาได้ตามความเหมาะสมขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นจริง อยากจะขอความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่จำเป็นต้องดำเนินการในครั้งนี้ด้วย ” ผศ.ดร.ไพรัตน์กล่าว\n \n(กรุงเทพธุรกิจ, 19/1/2559)  [8]\n \nก.แรงงานช่วยเหลือลูกเรือเสียชีวิต 6 ศพ คุ้มครองสิทธิแรงงานครบตามกฎหมาย\n \nนายสุรเดช วลีอิทธิกุล รองปลัดกระทรวงแรงงานเปิดเผยว่าพลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยต่อกรณี ลูกเรือประมงทะเลชีวิต 6 ศพ และมีอาการป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ 25 คน ระหว่างออกเรือประมงหาปลาออกน่านน้ำในทะเลสากล ซึ่งผลชันสูตรศพเบื้องต้นพบว่าเกิดจากภาวะร่างกายขาดวิตามินบี 1 หรือโรคเหน็บชา จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดช่วยเหลือ และดูแลให้ได้รับความคุ้มครองสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายแรงงานกำหนดไว้อย่างครบถ้วน และอำนวยความสะดวกช่วยเหลือลูกจ้างไทย-กัมพูชา อย่างเท่าเทียมกัน\n \nโดยกระทรวงแรงงานได้เข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือลูกจ้างในเรือประมงทะเลที่ประสบเหตุ ทั้ง 6 ลำ ที่เข้ามาจอดเทียบท่าที่แพแสนสดใส จังหวัดระนอง ประกอบด้วย เรือทรัพย์สิงห์ไทย 19 เรือ ส.สมบูรณ์ 19 เรือทรัพย์สิงห์ไทย 20 เรือสิริพัทธ์ 5 เรือทรัพย์ดาวประมง 1 และเรือทรัพย์สิงห์ไทย 25 รวมลูกจ้างเสียชีวิต 6 คน เป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา 5 คน และลูกจ้างไทย 1 คน คือ นายศราวุธ ดอกเตย อายุ 39 ปี เป็นลูกเรือทรัพย์สิงห์ไทย 20 มีญาติมารับศพและนายจ้างได้จ่ายค่าจ้าง ค่าทำศพและเงินช่วยเหลือให้แก่ทายาทแล้ว\n \nสำหรับลูกจ้างกัมพูชาที่เสียชีวิต 5 ราย มีรายชื่อ ดังนี้ 1) Mr.SINAL TOUCH อายุ 28 ปี 2) Mr.BOL THOU อายุ 35 ปี 3) Mr.CHIN SEANG อายุ 20 ปี 4) Mr.NOEUM SEANG อายุ 30 ปี 5) Mr.BOREY HEAT อายุ 23 ปี ทั้งหมดเป็นลูกจ้างจากเรือ ส สมบูรณ์ 19 และนายจ้างได้แจ้งญาติและมอบเงินค่าจ้างและเงินช่วยเหลือแก่ทายาทที่กัมพูชาแล้ว โดยญาติได้ให้นายจ้างจัดการทำพิธีทางศาสนาให้ที่เมืองไทย เนื่องจากญาติไม่สามารถเดินทางมาได้\n \nอย่างไรก็ตาม ในการเข้าตรวจสอบเรือประมงทะเล 6 ลำดังกล่าว ลูกเรือมีทั้งหมด 115 คน เป็นคนไทย 64 คน กัมพูชา 45 คน และเมียนมา 6 คน ไม่พบลูกเรืออายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่พบการบังคับใช้แรงงาน ลูกเรือทุกคนสมัครใจลงไปทำงานในเรือประมงและได้รับค่าจ้างตามกฎหมายกำหนด\n \n(ประชาชาติธุรกิจ, 19/1/2559)  [9]\n \nพม.สั่งอายัดทรัพย์ 44 บริษัท ไม่รับคนพิการเข้าทำงาน\n \nพลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บอกว่ารัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้สถานประกอบการ จ้างงานคนพิการเข้าทำงาน ตามที่พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ระบุไว้ โดยกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งเบื้องต้น กำหนดให้สถานประกอบการที่มีจำนวนพนักงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องรับคนพิการที่สามารถทำงานได้เข้าทำงาน แต่มีบางบริษัทไม่ปฏิบัติตาม\n \nโดยพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ระบุไว้ในมาตรา 33 ให้นายจ้างต้องรับคนพิการเข้าทำงาน ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ซึ่งเบื้องต้นกำหนดให้นายจ้างต้องรับคนพิการเข้าทำงาน 1 ต่อ คนปกติ 100 คน \n \nและในมาตรา 34 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังระบุด้วยว่า หากนายจ้างไม่รับคนพิการเข้าทำงาน จะต้องส่งเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กำหนดไว้ในกฎกระทรวง เบื้องต้น กำหนดให้ต้องจ่ายเงินสมทบตามอัตราเงินเดือนที่จ้างคนพิการ 1 คน\n \nอย่างไรก็ตามจากข้อมูลของ กรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ ระบุว่า ในเดือนธันวาคม ประเทศไทยยังมีคนพิการในวัยทำงาน แต่ไม่ได้อยู่ในตลาดแรงงานสูงถึง 360,000 คน แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละบริษัทด้วย เพราะถ้าหากจะมีการจ้าง คนพิการทำงานก็ต้องพิจารณาความเหมาะสมของลักษณะงาน และความพิการ ของแต่ละบุคคล  รวมถึงปรับโครงสร้างของอาคารให้สามารถอำนวย ความสะดวกให้กับคนพิการด้วย\n \n(ครอบครัวข่าว, 20/1/2559)  [10]\n \nรวบนายหน้าหลอกแรงงานไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น\n \n(20 ม.ค. 59) ที่กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี พ.ต.อ.วิธ มุทธสิทธิ์ ผู้กำกับการสืบตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน จ.อุดรธานี และเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.บางปะกง จ.ฉะเฉิงเทรา ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมตัว นายธีระพงษ์ ขยันเสียง อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 74/25 หมู่ 13 ต.หมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ 19/2559 ลงวันที่ 14 มกราคม 2559 ในข้อกล่าวหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และเป็นผู้จัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต\n       \nพ.ต.อ.วิธ มุทธสิทธิ์ ผู้กำกับการสืบตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา มีผู้เสียหายจำนวน 43 ราย ได้มาแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.เมืองอุดรธานี ว่าถูกนายสุรพล ประทุมพล กับนายธีระพงษ์ ขยันเสียง ได้หลอกลวงว่าสามารถส่งไปทำงานโรงงานอุตสาหกรรมเซรามิก ประเทศญี่ปุ่นได้ โดยเรียกค่าใช้จ่ายรายละ 56,000 บาท แต่เมื่อถึงวันเวลานัดหมายก็ไม่สามารถติดต่อคนจัดหาได้จึงรู้ตัวว่าถูกหลอก ได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ\n       \nจากการสืบสวนทราบว่าหลังก่อเหตุนายธีระพงษ์ ขยันเสียง ได้หนีไปทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่โรงงานแห่งหนึ่งในอำเภอบางปะกง ทางตำรวจจึงขอหมายจับเข้าจับกุมตัว ส่วนนายสุรพล ประทุมพล ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการติดตามจับกุม ทั้งนี้ เงินค่าใช้จ่ายค่าเดินทางไปทำงานนั้นผู้เสียหายจะเป็นคนนำมาให้กับนายสุรพลที่บ้านเช่าโดยอ้างเป็นสำนักงาน ที่คุ้มสร้างแก้ว เขตเทศบาลนครอุดรธานี จากนั้นนายสุรพลจะให้นายธีระพงษ์ไปเปิดบัญชีในชื่อของนายธีระพงษ์ โดยมีนายสุรพลเป็นผู้ถือบัตรเอทีเอ็ม มูลค่าความเสียหายทั้งหมดประมาณ 2,408,000 บาท\n       \nเบื้องต้นนายธีระพงษ์ให้การอ้างว่าตนไม่ได้มีเจตนาฉ้อโกง และตนก็ถูกนายสุรพลเป็นผู้ชักชวนตัวเองให้ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน ตัวเองก็เป็นผู้เสียหายถูกหลอกไปทำงานเช่นกัน และยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนชักชวนใครไปทำงาน\n       \nผู้เสียหายรายหนึ่งเปิดเผยว่า ตนเป็นชาวอำเภอหนองหาน จ.อุดรธานี ขณะนี้กำลังว่างงานอยู่ประกอบกับตนต้องการที่จะไปทำงานต่างประเทศเพราะได้รายดี ต่อมาได้รู้จักกับนายธีระพงษ์จากการแนะนำของเพื่อนอีกต่อหนึ่งว่าหากต้องการไปทำงานต่างประเทศให้ติดต่อได้เลย จึงติดต่อกับนายธีระพงษ์ จากนั้นนายธีระพงษ์ได้พามาหานายสุรพลที่บ้านเช่าแถวคุ้มสร้างแก้วในเขตเทศบาลนครอุดรธานี โดยนายสุรพลบอกว่าญาติที่ประเทศญี่ปุ่นติดต่อมาว่าต้องการคนไทยไปทำงานในโรงงานเซรามิกจำนวนมาก หากตนต้องการไปทำงานจะช่วยจัดส่งไปทำงานให้ แต่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายจำนวน 56,000 บาท แต่เมื่อถึงเวลานัดไม่สามารถติดต่อกับนายสุรพล และนายธีระพงษ์ จึงเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ \n \n(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 20/1/2559)  [11]\n \nกรมการจัดหางาน รับสมัครคนไทยไปฝึกงานญี่ปุ่น สมัครฟรี ตั้งแต่วันนี้ - 27 มกราคม 2559\n \nนายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครคัดเลือก ผู้รับการฝึกอบรมเพื่อจัดส่งไปฝึกปฏิบัติงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่น โดยผ่านองค์กร IM ปี 2559 ครั้งที่ 1 ตำแหน่งคนงานทั่วไป ระยะเวลาฝึกปฏิบัติงาน 1 ปี หรือ 3 ปี ได้รับเบี้ยเลี้ยงตลอดการฝึกงานโดยในเดือนแรกได้รับเบี้ยเลี้ยงเดือนละ 80,000 เยน หรือประมาณ 24,000 บาท และ IM ประเทศญี่ปุ่น จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าที่พัก ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ยกเว้นค่าอาหาร ค่าโทรศัพท์ และค่าใช้จ่ายส่วนตัว เดือนที่ 2 ถึงเดือนที่ 12 หรือเดือนที่ 36 จะได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิคจะต้องรับผิดชอบค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ และค่าประกันสังคม ฝึกครบ 1 ปี จะได้รับประกาศนียบัตร รับรองการฝึกงาน และจะได้รับ\nเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพ จำนวน 200,000 เยน หรือประมาณ 61,000 บาท ผู้ฝึกงานครบ 3 ปี จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการฝึกงาน และจะได้รับเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพจำนวน 600,000 เยน หรือประมาณ 184,000 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนประจำวัน\n \nคุณสมบัติผู้สมัครเป็นเพศชาย อายุ 20 - 30 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ไม่จำกัดสาขาวิชา ผู้สนใจติดต่อยื่นใบสมัครด้วยตนเองพร้อมหลักฐานได้ที่สำนักงานจัดหางาน จังหวัดทุกจังหวัด สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 1 - 10 หรือที่สำนักงานบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศภายในบริเวณกระทรวงแรงงาน ตั้งแต่วันนี้ - 27 มกราคม 2559 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ โทร.0-2245-0978 หรือ สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694\n \n(ไอเอ็นเอ็น, 21/1/2559)  [12]\n \nสูบน้ำทั้งคืน นิคมบางปูแห้งแล้ว! เร่งประชุมผู้นำท้องถิ่นป้องกันท่วมอีก\n \nเมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 21 ม.ค.59 สถานการณ์น้ำท่วม ในเขตประกอบการเสรี ในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ต.แพรกษา อ.เมืองสมุทรปราการ จากเหตุฝนตกหนักเมื่อเช้ามืดของวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่าน ส่งผลให้โรงงานในเขตประกอบการค้าเสรีกว่า 40 โรง จมอยู่ในน้ำสูงกว่า 50 ซม.ทางนิคมฯต้องเร่งระดมสูงน้ำออกสู่คลองชลประทานตลอดทั้งคืน พร้อมกับประสานขอเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ จากนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง 3 ตัว มาช่วยสูบน้ำเพิ่ม จนกระทั่งเวลาประมาณ 04.30 น. น้ำจึงเริ่มลดระดับลง จนรถเล็กสามารถวิ่งได้ แต่มีบางจุดซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำยังคงมีท่วมน้ำขังอยู่ประมาณ 10 ซม.\n \nขณะที่พนักงานได้เข้าทำงานตามปกติหมดแล้ว พร้อมกับช่วยกันทำความสะอาดในจุดที่เกิดน้ำท่วม ส่วนรถที่ได้รับความเสียหายนั้น พบว่าทางเจ้าของรถได้ทยอยนำออกจากเขตนิคมอุตสาหกรรมบางปู เหลือเพียงรถเก๋งฮอนด้าซิตี้สีขาว หมายเลขทะเบียน 4กร 8579 กรุงเทพฯ ซึ่งวานนี้จมน้ำเกือบทั้งคัน ยังจอดอยู่ริมถนน\n \nทางด้านนายประทีป เอ่งฉ้วน ผอ.สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางปู กล่าวว่า ขณะนี้ในนิคมฯได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว แต่ยังมีบางจุดที่มีน้ำขังอยู่ หากไม่มีฝนตกเข้ามาเพิ่มเติม ก็จะสามารถระบายน้ำออกจนหมด ส่วนความเสียหายในภาพร่วมนั้น ขณะนี้มีเพียงมูลค่าเงินที่ทางผู้ประกอบการได้จ่ายค่าแรงให้กับพนักงานที่หยุดงานไปจากสาเหตุที่บริษัทประกาศให้หยุดงานเท่านั้น แต่ในส่วนของตัวโรงงานพบว่าไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด เนื่องจากส่วนใหญ่บางบริษัทยังคงเดินสายการผลิตกันตามปกติ\n \nอย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ จะได้ออกสอบถามชาวบ้าน ว่าได้รับผลกระทบจากการสูบน้ำและระบายน้ำออกจากนิคมฯหรือไม่ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป ทั้งนี้ จะเชิญผู้บริหารท้องถิ่นมาประชุมวางแผนการพัฒนาและผังเมืองให้รอบคอบมากขึ้น เพื่อที่จะไม่ไปกระทบกับพื้นที่รับน้ำ โดยเฉพาะคลองธรรมชาติ\n \n(ไทยรัฐ, 21/1/2559)  [13] \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-cbbabce948704007ab6f9b5e6bd5603f", "input": "Title: ตร.เร่งจัดการคดีหมิ่นฯ หลัง 13 ต.ค. ยอดพุ่งถึง 20 คดี \n Body: เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2559 พ.ต.ท.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้สัมภาษณ์ว่า นับตั้งแต่วันสวรรตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 จนถึงปัจจุบัน มีคดีหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เกิดขึ้นแล้ว 20 คดี โดยได้รับแจ้งเหตุจากหลายพื้นที่ บางส่วนเป็นประชาชนทั่วไปเข้าแจ้งความ บางส่วนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบพบการกระทำผิดเอง ส่วนข้อมูลจาก พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนานั้นทางตำรวจยังไม่ได้รับข้อมูลเพื่อดำเนินการ สำหรับพฤติการณ์การกระทำผิดส่วนใหญ่เป็นการโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดีย แต่ก็มีการพูดด้วย ในจำนวนนี้มีทั้งที่จับกุมตัวผู้ต้องหาได้ ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวเอง และบางส่วนอยู่ระหว่างการตามจับกุม\nพ.ต.ท.กฤษณะกล่าวว่า เรื่องนี้ ผบ.ตร.ให้ความสำคัญ [1]ในการดำเนินคดีและติดตามผู้กระทำผิด เนื่องจากเป็นเรื่องนโยบายทางที่รัฐบาลให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยทางตำรวจได้ประสานข้อมูลจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกระทรวงไอซีทีเก่า สำนักข่าวกรองของทหาร\nผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ที่มีข่าวการจับกุมผู้ถูกกล่าวหาว่าโพสต์หมิ่นฯ ในช่วงที่ผ่านมา พบว่า ผู้ต้องหาหลายรายถูกฝากขังที่เรือนจำแล้วโดยพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว ทั้งกรณีของ เกาะสมุย [2] ระยอง [3] ชลบุรี [4] ขณะที่กรณีของพังงา [5]นั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่แจ้งเพียงว่า มีการแจ้งความคดีอาญาและดำเนินการทางวินัยด้วยเนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเป็นพลทหารในสังกัดทหารเรือ \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-68b1d28907f44e9a92cde95d43ae0394", "input": "Title: กลุ่มประชาคม ม.อ.ปัตตานี ชุมนุมคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม \n Body: กลุ่มประชาคม ม.อ.ปัตตานี ชุมนุมคัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม พร้อมออกแถลงการณ์ แสดงเหตุผลคัดค้าน 3 ข้อ ระบุขัดรัฐธรรมนูญ ทำลายมาตรฐานทางจริยธรรม เปิดทางให้คนละเมิดสิทธิในชายแดนใต้ไม่ต้องรับโทษ ส่งผลทางลบต่อกระบวนการสันติภาพ\n \n4 พฤศจิกายน 2556 กลุ่มประชาคม ม.อ.ปัตตานีรักประชาธิปไตย จำนวนประมาณ 200 คน ได้รวมตัวกันที่ลานพระบรมรูป หน้าสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) เพื่อชุมนุมคัดค้านพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ กลุ่มประชาคม ม.อ.ปัตตานี พร้อมออกแถลงการณ์คัดค้าน\n \nโดยในแถลงการณ์ระบุว่า จากการที่สภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2556 ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่ง กระทำความผิดเนื่องจากการชุมชนทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ….. และกำลังเข้าพิจารณาของวุฒิสภา\n \n\n \nกลุ่มประชาคม ม.อ.ปัตตานีรักประชาธิปไตย ขอแสดงความคิดเห็นคัดค้านการกระทำดังกล่าว โดยมีเหตุผล ดังนี้\n \n1.ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ มีการเปลี่ยนแปลงสาระไปจากเดิมที่ได้รับหลักการไว้ในวาระที่ 1 ออก ไปเป็นอย่างมากและมีการครอบคลุมถึงผู้สั่งการให้ใช้ความรุนแรงในการสลายชุมนุมของประชาชน ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ขัดรัฐธรรมนูญ\n \n2.มีการขยายเนื้อหาและเวลาให้ครอบคลุมการไม่ต้องรับการพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรมในคดีการทุจริตคอรัปชั่นต่างๆ หลายคดี ซึ่งเป็นการทำลายมาตรฐานทางจริยธรรมของสังคม \n \n3.ในการขยายระยะเวลาให้ครอบคลุมถึงเหตุการณ์ กรือเซะ ตากใบ และเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ ซึ่งอาจทำให้ผู้มีส่วนในการใช้ความรุนแรงที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม และละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ถูกนำเข้าไปสู่กระบวนการยุติธรรม และจะนำมาซึ่งผลกระทบในทางลบต่อกระบวนการเจรจาสันติภาพที่กำลังดำเนินการอยู่\n \nกลุ่มประชาคม ม.อ.ปัตตานีรักประชาธิปไตยเห็นว่า เพื่อดำรงไว้ซึ่งหลักการประชาธิปไตยของสังคม จึงขอเรียกร้องและสนับสนุนให้ประชาชนได้ร่วมลงชื่อคัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯฉบับนี้ และขอเรียกร้องให้วุฒสภาทำหน้าที่อย่างเป็นธรรมและคำนึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยไม่รับหลักการพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-140af0cf8cd441ec84084f9d0e1b0d53", "input": "Title: วรางคณา วณิชาชีวะ: รวมศูนย์ร่วมใจ...แก้ภัยน้ำท่วม \n Body: “ ขอพูดอะไรแรงๆ สักครั้งในชีวิตค่ะ พูดแล้วจะร้องให้...น้ำท่วมไม่กลัว กลัวอย่างเดียว...ผู้นำโง่ เพราะพวกเราจะตายกันหมด” “ดูซิว่า ศปภ.จะทำอะไรโง่ๆ อีกมั้ย” ................................ ข้อความเสียดสีลักษณะนี้กระอักล้นในโซเชียลเน็ตเวิร์คมาร่วมสัปดาห์เห็นจะได้ และนับวันความถี่จะมีมากขึ้นจนฉันต้องปิดรับข้อมูลลงชั่วขณะ ด้วยภาวะเครียดเฉียบพลันในทุกๆ ฤดูน้ำหลากเช่นทุกปี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีผู้นำฝ่ายบริหาร เจอ “จัดหนัก” กว่าใครๆ ทั้งๆ ที่เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้เพียงเดือนเศษ แต่คงเป็นคราวซวยที่น้ำดันล้นทะลักในเวลานี้ ทั้งๆ ยัง “มือใหม่” ทั้งการเมืองและการบริหารประเทศ แต่ใจนักสู้ของเกินร้อย เพราะนับแต่วันแรกทีเกิดเหตุภัยพิบัติ ไม่รอช้า เธอเทคแอคชั่นอยู่แถวหน้า ทว่าอาจไม่ถูกใจใคร หรือไม่ทันใจโจ๋ปากไวทั้งหลายแหล่ อีกหน่วยงานที่รับเต็มๆ เห็นจะเป็นการทำงานที่ไม่ทันท่วงทีและการให้ข้อในข้อมูลผิดพลาดบ่อยๆ ของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ศปภ.) และถูกนำมาโจมตีในประเด็นการเมืองโดยถูกดิสเครดิตจากพรรคฝ่ายค้านและประชาชนที่ไม่เอารัฐบาล(ที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ) เป็นเรื่องอะไรบ้างฉันจะไม่พูดซ้ำเพราะข่าวเสนอแทบทุกวัน และหากเทียบกับเหตุการณ์น้ำท่วมอีสานเมื่อปีที่แล้ว นายกฯ คนก่อนออกจะอิดออดที่จะแสดงท่าทีไปสักหน่อย จำได้ว่านั่งเฮลิคอปเตอร์ มาดูน้ำท่วมในเมืองโคราชเพียงครั้งเดียว พายเรือถ่ายรูปแวบเดียวพอได้ภาพข่าวแล้วก็จากไป ส่วนพื้นที่ไกลๆ ในชนบทอย่างบ้านฉัน ไม่ต้องพูดถึง พวกเราเผชิญน้ำท่วมกันร่วมเดือน ฤดูน้ำหลากเช่นนี้ ปัญหาน้ำท่วมถนนถูกตัดขาดในหมู่บ้านชายชอบของฉันมันเป็นเรื่องจำทนและจำต้องน้อมรับสภาพมาร่วมสิบกว่าปีนับจากย้ายถิ่นฐานตามสามีมา เส้นทางตรงที่เคยไปได้ถูกแผ่นน้ำปิดทับสุดลูกหูลูกตา ต้องหาเส้นทางใหม่ในการเดินทาง คืออ้อมไปใช้อีกเส้นทางที่ไกลกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว มาปีนี้ดีขึ้นบ้างที่ทางหลวงชนบทมีงบประมาณทำสะพานที่กว้างขึ้น ถมแนวถนนให้สูงกว่าที่น้ำจะท่วมถึง แต่อีกฝั่งสะพานซึ่งเป็นเขตรับผิดชอบของคนละองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นที่ต่ำ พอน้ำมามากๆ จึงเออล้นและขังตัวสูงอีกตามเคย และนี่คือผลพวงของการพัฒนาแบบแยกส่วน ไม่ว่าระดับท้องถิ่นจนถึงประเทศชาติ ปัญหาเดิมๆ จึงเกิดซ้ำซาก ยากจะยุติ ใช่ว่าฉันจะถือหางพรรคเพื่อไทยหรือนักการเมืองคนไหนเป็นพิเศษ แต่สิ่งที่ให้น้ำหนักอยู่ที่วิธีคิดในลักษณะที่ไม่มีทางออกแบบนั้นมันไม่เป็นเหตุเป็นผลทางตรรกะ เป็นความคิดที่ไม่ก้าวหน้า ย่ำอยู่กับปัญหา และเหยียบคนพลาดให้จมไปกับน้ำ มุ่งหวังแต่เพียงความสะใจ สาแก่ใจมากกว่าจะคิดหาทางแก้ไขร่วมกัน และนับวันคนในสังคมไทยจะมีลักษณะเช่นนี้ คือ “ดีแต่พูด” และ “ถนัดแต่ด่า” หากมองถึงรากปัญหาอย่างถึงที่สุดแล้ว ความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของเหตุเภทภัยในทุกๆ ครั้ง มันมีปัจจัยมากมายให้เกิดขึ้น ทั้งหลายทั้งปวงการโยนบาปหาคนผิด แล้วประณามเพียงคนใดคนหนึ่งมันไม่ยุติธรรมแม้แต่น้อย เปิดใจสักนิดแล้วมองโลกตามภาววิสัยเสียเถิด ไอ้ตรรกะที่บอกว่าเพราะผู้นำเป็นผู้หญิงฟ้าฝนจึงลงโทษมันไร้เหตุผลสิ้นดี ไม่เข้าท่าพอๆ กับที่บอกว่าเพราะมีหญิงกาลีในหมู่บ้าน ฟ้าฝนจึงแห้งแล้งตามความเชื่อโบราณ ฉันคิดว่าสิ่งที่เราจำต้องมีคือ ข้อมูลที่มากกว่าสถานการณ์ตรงหน้าจากรายงานข่าวชนิดทันท่วงทีของสื่อมวลชนที่สร้างความตื่นตระหนกเพื่อหวังเป็นจุดขายแย่งพื้นที่ข่าว เหนืออื่นใด เราต้องรู้ว่าปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้มันมีสาเหตุปัจจัยใดบ้าง... ไม่ใช่เพราะว่าคนตัดไม้ทำลายป่ากันมากหรือที่ทำให้อุณหภูมิโลกร้อนขึ้นทุกปี ทำให้ฝนตกผิดฤดูกาลและยาวนานต่อเนื่องจนน้ำล้น เมื่อป่าร่อยหรอ ดินก็ดูซับน้ำได้น้อยลง ตลอดจนไม่มีทางกั้นน้ำ กระแสน้ำย่อมไหลบ่าอย่างรวดเร็วเป็นธรรมดา หรือ...ไม่ใช่เพราะว่าหน่วยงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่รับผิดชอบหน้าเขื่อนต้องการกักเก็บน้ำให้มากเข้าไว้ หวังเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้พอใช้เพียงอย่างเดียว โดยมองข้ามไปว่าหากน้ำฝนมาเยอะ(อย่างปีนี้) เขื่อนจะรับน้ำไม่ไหว ท้ายสุดแล้วจำต้องปล่อยน้ำกะทันหัน น้ำท่วมบ้านเรือน ไร่สวนเรือกนาของประชาชน ดังนั้นการจัดการเรื่องเขื่อนจำต้องมองกันใหม่และรอบด้านกว่าที่ผ่านมา เพื่อที่ว่าหลักการของการสร้างเขื่อนเพื่อใช้ในการเกษตร ผลิตกระแสไฟฟ้า และเพื่อกักเก็บน้ำป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากจะได้คุ้มค่ากับการต้องเสียผืนป่ามหาศาล ประสบการณ์น้ำท่วมภาคอีสานอย่างจังหวัดนครราชสีมาที่บ้านเกิดของฉันเมื่อปี 2553 ยืนยันได้ดีที่สุด ในปีนั้นฝนตกติดต่อกันหลายวันจนเขื่อนลำตะคองรับน้ำไม่ไหว ต้องปล่อยน้ำไปอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า น้ำไหลถึงอำเภอพิมายและท่วมสูงถึงสองเมตรภายในครึ่งวัน ไม่ต้องพูดถึงระบบการเตือนภัยที่ไม่เคยมีประสิทธิภาพนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เครื่องไม้เครื่องมือในการพยากรณ์อากาศที่ล้าสมัย สมควรแก่เวลาที่ต้องสังคายนากันใหม่ทั้งระบบ งบประมาณในส่วนนี้หากที่ผ่านมาน้อยไป เพื่อความปลอดภัยในอนาคตรัฐบาลเองจำต้องทบทวนให้เหมาะสมและ “ทุ่ม” ให้มากกว่าเดิม ตัดทอนงบประมาณในส่วนอื่นๆ ที่จำเป็นน้อยออกไปบ้าง งบพันล้านที่ทหารเคยได้ลดลงสักครึ่งจะได้หรือไม่ เครื่องบิน เรือดำน้ำ รถถังชะลอไว้คงไม่เป็นไร ยุคสมัยนี้จะไปรบกับใครครับท่าน การสร้างถนนหนทาง การสร้างบ้านจัดสรรของนายทุนบางกลุ่มหรอกหรือที่ต้องถมหน้าดินปิดกั้นทางน้ำ ไอ้ที่ระบายน้ำไม่ทัน ดันน้ำไม่ถึงทะเลซะทีก็เพราะเหตุนี้ใช่หรือไม่ ประจวบกับที่ผ่านมาในรอบเดือนที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญพายุใต้ฝุ่นหลายลูก ส่งผลให้น้ำมากกว่าที่คาดการณ์ไว้มากนัก สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับหากคุณมีใจเป็นธรรมในระดับหนึ่ง (ไม่ต้องมากนักก็ได้) ต้องเข้าใจว่าน้ำปีนี้มากกว่าปีที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งมากกว่าน้ำท่วมในปี 2538 หลายเท่า ต่อให้เป็นรัฐบาลไหนๆ ก็ไม่สามารถรับมือได้เช่นกัน ฉันกล้าเอาหัวเป็นประกัน อย่าว่าแต่เมืองไทยเลย ในต่างประเทศทั่วโลกก็ยังไม่มีรัฐบาลไหนที่เจ๋งพอจะงัดข้อกับภัยพิบัติธรรมชาติได้ สึนามิในประเทศญี่ปุ่นเมื่อต้นปีที่ผ่านมายืนยันชัดเจน แน่นอนว่าสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นวัฒนธรรมที่น่าสังคมสำหรับสังคมประชาธิปไตย อย่างน้อยๆ ก็เป็นการสะท้อนปัญหาให้รัฐบาลรับทราบ เหนืออื่นใด เราในฐานะประชาชนคนไทยนอกจากจะวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ แล้ว ก็จำต้องมองถึง “ทางออก” หรือ “ทางแก้” ร่วมกันแบบสร้างสรรค์และยั่งยืน ไม่ใช่มีแต่ด่าๆๆๆๆๆ กันสนุกปาก เหมือนตีหัวแล้วหนีเข้าบ้านอย่างไรอย่างนั้นมันง่ายไป ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องทำเวลานี้คือร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขไปให้พ้นผ่านนั่นคือเยียวยาผู้ประสบภัยจากมวลน้ำขนาดใหญ่ที่ไหลทะลักและท่วมสูงในหลายพื้นที่ ตลอดจนหาทางดันน้ำให้ไหลลงสู่ทะเลโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ วิธีไหนเป็นไปได้เสนอเลย อย่ารอช้า นี่คือปัญหาของคุณๆๆๆ ทุกคน อุทกภัยครั้งนี้เป็นปัญหาระดับชาติที่ต้องประสานกันหลายๆ ภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่ดูแลภาพรวม พรรคประชาธิปัตย์ที่ดูแลบริหารพื้นที่กรุงเทพฯมหานคร ซึ่งไม่อาจจะแยกการจัดการ “น้ำ” ออกจากกันได้เด็ดขาด แต่จำต้องประสานงานและ “แชร์” ข้อมูลซึ่งกันและกันเพื่อสร้างความเป็น “เอกภาพ” ในการแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติการร่วมกัน ในระยะสั้นเพื่อรับมือ ฉันอยากเห็น “การรวมศูนย์ของการแก้ปัญหา” ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ หรือนำมาเป็นประเด็นการเมือง และโจมตีซึ่งกันและกัน มันได้แต่เพียงความสะใจไปวันๆ วางเรื่องการเมืองลงสักพักใหญ่ๆ (ไม่ว่าจะในระดับประเทศหรือในโซเชียลเน็ตเวิร์ค) ให้น้ำลดค่อยว่ากันใหม่ ทางที่ดีมาช่วยกันคิดหามาตรการระยะยาวร่วมกันในการจัดการและบริหารน้ำที่มีประสิทธิภาพจะไม่ดีกว่าหรือ ในระยะยาว...ฉันคิดว่าแผนการหลังน้ำลด ทุกภาคส่วนควรระดมสมองกันคิดแก้ไขปัญหาน้ำอย่างจริงๆ จังเสียที ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ภาคเอกชน ประชาชน แล้วกำหนดเป็น “วาระแห่งชาติ” และจัดทำ Master Plan เพื่อเป็นแนวทางรับมือปัญหาน้ำท่วมในปีต่อๆ ไป หากไม่มีแผนป้องกันล่วงหน้าแล้วละก็...คราวหน้าธรรมชาติคงเอาคืนอีกนับเท่าทวีคูณ ฉันเชื่อแน่ว่าจะหนักหน่วงกว่าปีนี้อีกหลายเท่า เป็นต้นว่าต้องมีการรวบรวมข้อมูลในช่วงปฏิบัติการขณะวิกฤติน้ำท่วมหนักๆ ตลอดจนการประเมินข้อผิดพลาดต่างๆ ในแผนปฏิบัติการของ ศปภ. ทั้งนี้ควรสรุปออกมาโดยละเอียดเขียนเป็นรายงานแล้วเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับรู้ ตลอดจนเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อเป็นแนวทางในการสร้างเป็นนโยบายระดับชาติ อันเป็นเรื่องต้นๆ ที่รัฐบาลจำต้องให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้หรือต่อจากนี้ไปก็เถอะ อย่างไรเสียปัญหาประชาชนก็ต้องมาก่อน การส่งต่อข้อมูลจากรัฐบาลเก่าสู่รัฐบาลใหม่ต้องทำภายใต้เจตนาที่จริงใจกับปัญหาและประชาชน การกั๊กข้อมูลเพื่อหวังผลทางการเมืองเป็นเกมการเมืองที่สุดสกปรก การดองปัญหาชาติและประชาชนมาเพื่อต่อรองทางการเมืองเป็นการสิ้นคิดอย่างถึงที่สุด ตลอดจนหน่วยงานซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารและจัดการน้ำจำต้องออกมาเปิดเผยข้อมูลกับประชาชนเสียทีว่าที่ผ่านมีการจัดการน้ำเช่นไร ทำไมปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งมันจึงเกิดซ้ำซากอย่างที่ผ่านมาก อะไรเวิร์ค อะไรไม่เวิร์คต้องกล้าพอที่ยอมรับและทบทวน การใคร่ครวญหาทางแก้ไขคงไม่มีใครประณามได้ลงขอ และ....ขอเถอะพอที หากคิดไม่ออก บอกไม่ถูกว่าควรทำอะไร หรือพูดดีๆ ไม่ได้ ก็อย่าชักใบให้เรือเสีย.....เพราะเรือลำนี้บรรทุกพลเมืองไทยหลายล้านชีวิตเลยนะท่าน ภารกิจครั้งสำคัญเดิมพันทั้งชีวิต... \n What is the sentiment in the text for the genre: environment", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-7292cfa1be7d4a4786c972cea85ed05e", "input": "Title: บทความวอชิงตันโพสต์วิพากษ์ รปห.ไม่มีข้อยกเว้น ล้วนเดินหน้าสู่ความมืดมัวและรุนแรง \n Body: ผู้ช่วย บก. ประจำหน้ากองบรรณาธิการวอชิงตันโพสต์ วิพากษ์รัฐประหารอียิปต์ ชี้ตัวอย่างในรอบ 50 ปีรวมถึงกรณีของไทยพิสูจน์แล้วว่า รัฐประหารไม่ให้ผลเป็นอย่างอื่นนอกจากความรุนแรง การละเมิดสิทธิมนุษยชนและความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่องนับสิบปี\n\nแจ็คสัน ไดล์ ผู้ช่วยบรรณาธิการประจำหน้ากองบรรณาธิการวอชิงตันโพสต์ เขียนบทความ Egypt’s misguided coup เผยแพร่ในวอชิงตันโพสต์ วิพากษ์กรณีที่ชาวอียิปต์ที่ออกมาต่อต้านประธานาธิบดี โมฮัมเม็ด มอร์ซี จำนวนไม่น้อยพยายามให้คำนิยามเกี่ยวกับการรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมาในลักษณะที่เป็นข้อยกเว้น หรือไม่เหมือนการรัฐประหารที่อื่นในโลก เพราะได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชน และเป็นการรัฐประหารเพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องของประชาชนว่า อียิปต์ไม่ใช่ข้อยกเว้นและไม่ได้มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างไปจากกรณีอื่นๆ\nเขากล่าวว่า ชาวอียิปต์จำนวนไม่น้อยอาจจะพยายามอธิบายว่ามีบางอย่างที่เรียกได้ว่าเป็น \"ลักษณะเฉพาะ\" ของการรัฐประหารโดยกองทัพที่มีประชาชนหนุนหลังซึ่งเกิดขึ้นในไคโรเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แต่ทั้งโลกซึ่งเป็นพยานการรัฐประหารหลายครั้งหลายคราในรอบครึ่งศตวรรษนี้ จากบัวโนสไอเรสถึงกรุงเทพฯ ฝูงชนได้เรียกร้องให้นายพลทั้งหลายออกมาโค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และแสดงการสนับสนุนเมื่อได้รับการตอบสนองจากกองทัพ ทว่าโดยปราศจากข้อยกเว้น ผลที่ตามมาของการรัฐประหารนั้นมีแต่ความมืดมัว และความรุนแรง หากไม่เกิดสงครามกลางเมือง ก็เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขนานใหญ่ หรือไม่ก็เกิดความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่องมาอีกนับทศวรรษ และที่สำคัญคือ คนที่ถูกโค่นอำนาจลงไปด้วยการรัฐประหารก็จะกลับคืนสู่อำนาจในที่สุด ต่างกันที่เร็วหรือช้าเท่านั้น\nไดล์ ระบุว่าถึงลักษณะที่คล้ายคลึงกันที่เกิดขึ้นกับอาร์เจนติน่า เวเนซุเอล่า ตุรกี ไทย และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่มีการเลือกตั้งเสรีหลังจากถูกปกครองภายใต้ระบอบเผด็จการ การเลือกตั้งที่เสรีนำมาซึ่งกลุ่มอำนาจใหม่ ผู้มีอำนาจกลุ่มใหม่นั้นมักเป็นตัวแทนของคนจนและคนในชนบทที่มักไม่ค่อยได้โอกาสสัมผัสกับคุณค่าของวิถีแบบชนชั้นกลางและชนชั้นสูง แต่เมื่อเข้าสู่อำนาจ รัฐบาลใหม่ที่ต่อสู้กับกลุ่มอำนาจเก่าและระบอบอำมาตย์ ตุลาการและสื่อ ก็จะเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่โดยหวังประโยชน์ในการเลือกตั้ง เหยียบย่ำเสรีภาพของพลเมือง และบ่อยครั้งก็บริหารนโยบายเศรษฐกิจผิดทิศทางอย่างเลวร้ายด้วยการใช้นโยบายประชานิยมเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งเมื่อมองในแง่นี้แล้วรัฐบาลของโมฮัมเม็ด มอร์ซีก็มีข้อแตกต่างเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ ฮวน เปรอง ของอาร์เจนตินา, ฮูโก ชาเวซจากเวเนซุเอลา หรือทักษิณ ชินวัตร ของไทย แต่มอร์ซีล้มเหลวในการประนีประนอมกับฝ่ายต่อต้าน ล้มเหลวในการจัดการกับเศรษฐกิจ ขณะที่ก็มีความพยายามเพียงเล็กน้อยในการจัดการกับอุดมการณ์อิสลาม\nไดล์ระบุว่าคนที่เชียร์รัฐประหารนั้นมีมายาภาพร่วมกันอยู่ 2 ประการ ประการแรกคือ พวกเขาจะคิดว่าเหล่านายทหารมีจุดร่วมกันกับตนเอง และสำหรับฝ่ายตรงข้ามที่พวกเขาเกลียดชังแล้ว แม้ว่าจะชนะเลือกตั้งมาก็สามารถทำให้เป็นโมฆะไปได้ แต่ในความเป็นจริงก็คือ กองทัพนั้นไม่ได้สันทัดในการเจรจาหรือใช้แนวทางเสรีนิยม ทหารถนัดที่จะใช้กำลังบังคับ และแม้กองทัพจะไม่ได้ฆ่าหรือทรมานใคร แต่สิ่งที่ทำก็คือการกวาดล้างผู้นำทางการเมืองที่ไม่ใช้ความรุนแรงลงไป ปิดสื่อและปรับเปลี่ยนกติกาการเมืองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการเมืองและทางธุรกิจของตัวเอง\nซึ่งสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นมาแล้วหลังการโค่นประธานาธิบดีมูบารักลงไปเมื่อปี 2011 และสิ่งที่เกิดขึ้นในวันพุธที่ผ่านมาก็เป็นเช่นเดียวกัน กองทัพปิดสถานีโทรทัศน์ และรวบตัวผู้นำกลุ่มภราดรภาพมุสลิมขณะที่กลุ่มที่เรียกตัวเองว่าเป็นเสรีประชาธิปไตยกำลังเฉลิมฉลองสิ่งที่เรียกว่าการปฏิวัติที่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชน\nเขาชี้ว่าทางที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นกับอียิปต์ก็คือ กลุ่มอิสลามจะลงใต้ดินและนำไปสู่สงครามเหมือนที่เกิดขึ้นในอัลจีเรียเมื่อปี 1992 หรืออย่างที่อาจจะเป็นไปได้น้อยกว่าแต่ก็ยังเป็นไปได้ก็คือกลุ่มภราดรภาพมุสลิมจะสะสมมวลชนผู้สนับสนุนมากพอที่จะเดินกลับเข้าสู่อำนาจ เหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในกรณีของชาเวซ ในเวเนซุเอล่าเมื่อปี 2002\nทางที่จะเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ กลุ่มอิสลามรวมถึงกลุ่มซาลาฟีซึ่งสุดโต่งกว่ารัฐบาลที่ถูกโค่นลงไป จะใช้ช่วงเวลานี้ จัดรูปองค์กร เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางการเมืองจากภาวะปั่นป่วนสับสนและสามารถจะชนะเลือกตั้งได้ เหมือนกับที่เสื้อแดงของทักษิณ หรือกรณีมุสลิมในตุรกี หรือผู้สนับสนุนเปรอง และฝ่ายสังคมนิยมในชิลีเคยทำมา ไดล์ยังยกตัวอย่างกรณีของนาวาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถานที่หวนคืนสู่อำนาจหลังโดนรัฐประหารไป 14 ปี โดยที่นายพลผู้นำการปฏิวัติถูกจับกุม\nไดล์กล่าวว่ามีวิธีการอื่นๆ ที่จะหยุดยั้งกลุ่มภราดรภาพมุสลิมจากการผูกขาดอำนาจและทำลายประชาธิปไตย นั่นก็คือ ต้องเรียนรู้จากตัวอย่างอื่นๆ เช่นกรณีของตุรกีที่มวลชนสามารถผลักรัฐบาลอิสลามออกจากอำนาจเบ็ดเสร็จได้ ขณะที่ก็คงรัฐธรรมนูญเอาไว้ได้ หรือกรณีของเวเนซุเอล่าที่ฝ่ายค้านเรียนรู้ความผิดพลาดของตนเอง จัดรูปองค์กรและลงแข่งขันในการเลือกตั้งแม้จะเป็นการต่อสู้ที่ไม่เท่าเทียมและพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่ตอนนี้ก็ดูเหมือนจะยืนหยัดอย่างมีความพร้อม ในขณะที่รัฐบาลชาเวซกำลังค่อยๆ ล้มเหลวแตกยับไปด้วยตัวเอง\n \n \nที่มา: สรุปความจาก Egypt’s misguided coup [1], Washington Post \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-9c838c8c85a349c79e8b3d9f767c58eb", "input": "Title: รำลึก 100 วัน การจากไปของ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ \n Body: ชมรมเพื่อนมหิดล จัดกิจกรรมรำลึก 100 วัน การจากไปของ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ภายใต้ชื่อ \"หมอหงวน...ศรัทธา...สร้างสรรค์...ฝันเป็นจริง\" โดยมีบุคลในวงการแพทย์ กลุ่มบุคลากรสาธารณสุข และตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนเข้าร่วมงานคับคั่ง เมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา ณ ห้องราชเทวี โรงแรมเอเชีย \n\n \n\nงานเริ่มต้นในเวลาประมาณ 18.00 น.โดย นพ.มงคล  ณ สงขลา เป็นผู้กล่าวเปิดงาน จากนั้นเป็นการเปิดใจถึงการจัดงานในครั้งนี้ โดย นายวิเชียร คุตตวัส ประธานชมรมเพื่อนมหิดล \n\n \n\n\"เราจะทำให้สังคมเป็นสังคมที่ดีที่เราใฝ่ฝันได้อย่างไร และเราจะส่งต่อภารกิจและความฝันให้คนรุ่นหลังๆ ของเราได้อย่างไร\" นายวิเชียร กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานเพื่อสานต่อความฝันของหมอหงวนในครั้งนี้\n\n \n\nต่อมาเป็นการแสดงดนตรีชุด \"เรียงร้อยเส้นทาง..ศรัทธา..สร้างสรรค์..ฝันเป็นจริง\" จากวงสลึง วงดนตรีนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล สลับกับการบอกเล่าเรื่องราวในแต่ละช่วงชีวิตของ นพ.สงวน ตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์ โดย นพ.สุรพงษ์ อึ้งศรีวงศ์ ประธานองค์กรแพทย์โรงพยาบาลมหาชัย อดีตแกนนำนักศึกษาแพทย์ที่เคลื่อนไหวในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 และเป็นผู้ผลักดัน นพ.สงวน สู่การเป็นนายกสหพันธ์นักศึกษามหิดล ในชื่อช่วง \"สั่งสมอุดมการณ์\" \n\n \n\n\"ผมภูมิใจที่พี่สงวนเป็นคนดีที่ทำเพื่อประชาชนจนชั่วชีวิต\" นพ.สุรพงษ์กล่าว \n\n \n\nจากนั้น นพ.วิโรจน์ อภิสิทธิ์วิทยา ผอ.ฝ่ายบริหารโรงพยาบาลศุภมิตรเสนา และพญ.สุพัตรา ศรีวาณิชชากร ผอ.สำนักงานบริหารการพัฒนาระบบบริหารปฐมภูมิ ได้บอกเล่าเรื่องราวการ \"สานฝันให้เป็นจริง\" ในช่วงที่เริ่มเข้าสู่ชีวิตทำงานในฐานะนายแพทย์ และบทบาทหน้าที่ในระบบราชการ ตั้งแต่เมื่อครั้งทำงานที่โรงพยาบาลอำเภอราศีไศล จ.ศรีสะเกษ และได้ก่อตั้งกองทุนยา ซึ่งเป็นที่มาของกองทุนหลักประกันสุขภาพในปัจจุบัน \n\n \n\nช่วง \"ทุกสิ่งสู่ประชาชน\" ว่าด้วยอุดมการณ์และความใฝ่ฝันที่ได้บ่มเพาะจนนำไปสู่การผลักดันให้ประชาชนได้เกิดหลักประกันสุขภาพ โดย นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คนที่ 2 ซึ่งกล่าวว่า นพ.สงวน เป็นผู้เปลี่ยนมุมมองของการบริการสาธารณสุขจาการสงเคราะห์เป็นสิทธิที่บุคคลควรได้รับ และเปลี่ยนการกระจายงบประมาณของรัฐให้เป็นไปเพื่อประชาชน นอกจากนั้นยังเป็นผู้ผลักดันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้มั่นคง แม้จะได้รับแรงต่อต้านจากคนทำวิชาชีพนี้ค่อนข้างมาก ทั้งนี้การคิด พูด เขียน ทำ ล้วนเจตนาให้เกิดประโยชน์กับประชาชน\n\n \n\nในตอนท้าย นพ.วิโรจน์ ได้กล่าวถึงการรับหน้าที่ เลขา สปสช. ต่อจาก นพ.สงวน ว่า จะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ทำให้เจตนารมณ์ของ นพ.สงวน เป็นจริงและยั่งยืนต่อไป\n\n \n\nการเสวนาหัวข้อ \"หมอสงวน...จากอุดมการณ์สู่ความเป็นจริง\" ดำเนินรายการโดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เริ่มต้นเมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. มี นพ.วิชัย โชควิวัฒน์ ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.) รอ.ทพญ.อพภิวันท์ นิตยารัมภ์พงศ์ ภรรยาของนพ.สงวน และนางรสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพฯ ร่วมพูดคุย\n\n \n\nนพ.วิชัยกล่าวว่า อุดมการณ์ของ นพ.สงวน คืออยากเห็นหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยเริ่มจากหลักประกันสังคม สู่หลักประกัน 30 บาทรักษาทุกโรค ไปจนถึงหลักประกันสุขภาพฯ เพราะในฐานะหมอไม่อยากให้เงินทองเป็นอุปสรรคที่ขวางกั้นการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ทั้งนี้ความฝันในเรื่องหลักประกันสุขภาพฯ แห่งชาติของ นพ.สงวน เป็นความฝันที่ก้าวไปได้ไกลมากที่สุด เพราะรัฐบาลมีการนำไปปฏิบัติ อีกทั้งเชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่มั่นคงเพราะมั่นใจว่าอะไรที่รัฐบาลได้ให้กับมวลชนแล้งรัฐบาลจะไม่กล้าเรียกคืน  \n\n \n\nอย่างไรก็ตาม นพ.วิชัย ได้กล่าวต่อถึงสิ่งสำคัญ 3 ประการที่หลักประกันสุขภาพฯ ยังไปไม่ถึง คือ 1.ประชาชนได้รับหลักประกันสุขภาพอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และมีความเสมอภาค แต่ปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่าการประกันสุขภาพของข้าราชการที่ดีกว่าการกระกันสุขภาพประชาชนทั่วไปมาก 2.หลักประกันให้ประชาชนมีความสุข และผู้ดำเนินกิจการมีความสุขด้วย 3.ให้ชุมชนมีส่วนเป็นเจ้าของสถานบริการสาธารณสุข และมีความเชื่อมั่นในบริการของสถานบริการใกล้บ้าน\n\n \n\nนอกจากนี้ นพ.วิชัย ได้แสดงความเป็นห่วงถึงแนวคิดการนำ \"ระบบร่วมจ่าย\" มาใช้กับสวัสดิการการประกันสุขภาพ จากแนวความคิดเดิมที่หักโดยใช้ระบบภาษี โดยให้เหตุผลว่าการที่ให้คนมีฐานะดีมาร่วมจ่ายด้วยจะทำให้เกิดระบบบริการหลายมาตรฐาน ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้ระบบของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเสื่อมลงได้\n\n \n\nด้านนพ.โกมาตร กล่าวถึงอุดมการณ์ของ นพ.สงวน ว่า เป็นความต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์มีสิทธิความเป็นคนเสมอกันที่ออกมาในรูปของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พร้อมกับการสร้างสังคมในมิติอื่นๆ เช่น การผลักดันเครือข่ายภาคประชาชนในการทำงานต่อสูเพื่อประชาชน โดยบุกเบิกการให้งบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐแก่องค์กรพัฒนาเอกชน ทั้งนี้การปฏิรูปเพื่อให้การรักษาพยาบาลถ้วนหน้าเกิดขึ้นได้ต่อไป ต้องมีการปฏิรูปการเงินการคลัง และสร้างระบบบริการใกล้บ้านให้แข็งแรง เข้าถึงได้ง่าย และทั่วถึง ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดว่า นพ.สงวน จะมุ่งเน้นหากยังมีชีวิตอยู่\n\n \n\n\"ถ้าแกมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่ว่า 3 วัน 3 ปี 30 ปี สิ่งที่แกจะทำก็คือการทำงานเพื่อรับใช้เพื่อนมนุษย์\" นพ.โกมาตรกล่าวถึงการทำงานของ นพ.สงวน\n\n \n\nนพ.โกมาตร กล่าวต่อถึง นพ.สงวน ว่าเป็นคนที่มีอุดมการณ์ มีความรู้ และมีคนรัก จึงทำให้การทำงานต่างๆ ได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลรอบข้าง นอกจากนี้ยังเป็นคนที่ทำงานแล้วได้ใจคน ซึ่งเป็นความสำเร็จที่น้อยคนจะสามารถทำได้\n\n \n\nส่วน รอ.ทพญ.อพภิวันท์ กล่าวว่า ความสำเร็จสูงสุดของ นพ.สงวน ผู้เป็นสามีคือ การรวมใจคน เหมือนทุกคนที่มาร่วมงานในวันนี้ที่มาร่วมงาน แม้ว่า นพ.สงวน จะเสียชีวิตแล้วทุกคนก็ยังมีใจพร้อมที่จะทำงานสืบต่อความฝันต่อไป\n\n \n\n\"โครงการ 30 บาท ทำไม่ได้คนเดียว ตั้งแต่วันแรกที่เข้าสู่กระทรวงสาธารณสุข และการเดินหน้าทีละก้าว ทีละก้าว พี่หงวนไม่ได้ทำคนเดียวเลย\" รอ.ทพญ.อพภิวันท์ กล่าว\n\n \n\nนอกจากนี้ รอ.ทพญ.อพภิวันท์ เล่าถึงเหตุการณ์ในช่วย 4 สัปดาห์สุดท้ายก่อนการสูญเสีย หลังจากที่ได้ทราบว่าไม่มียารักษา ทั้งที่ นพ.สงวน ถือเป็นผู้ป่วยพิเศษที่ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดทางกายภาพ ทำให้รู้สึกช็อคกับสิ่งที่ได้รับรู้ ในตอนนั้นสิ่งที่ต้องการไม่ใช่การรักษา ไม่ต้องการยาราคาแพง เพียงแต่ได้รับมิตรภาพ ไมตรีจิตแม้จากคนที่ไม่ได้รู้จักเลยมาเป็นกำลังใจ ก็ทำให้รู้สึกดี และมันเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด เพราะส่วนหนึ่งที่มีในตอนนั้นคือความทุกข์ใจ สิ่งเหล่านี้ทำให้เข้าใจถึงความรู้สึกสูญเสียของคนอื่นๆ และได้เป็นที่มาของการก่อตั้ง \"ศูนย์มิตรภาพบำบัด\" ขึ้นมา \n\n \n\n\"คนเราตายช้า ตายเร็วก็ต้องเจอ แต่ตายอย่างสงบคือสิ่งที่ทุกคนควรจะได้มี\" รอ.ทพญ.อพภิวันท์ กล่าวถึงสิ่งที่ นพ.สงวน ฝากไว้ \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-105e6fe6882540f2826be924d728df30", "input": "Title: ผลรอบแรก กรรมการนโยบายไทยพีบีเอส เหลือ 26 คน \n Body: ตามที่ พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย 9 คน (สายกิจการสื่อ 2 คน, สายบริหารจัดการองค์กร 3 คน, สายส่งเสริมประชาธิปไตย พัฒนาชุมชน การเรียนรู้และศึกษา การคุ้มครองพัฒนาเด็ก เยาวชน ครอบครัว หรือ ส่งเสริมสิทธิผู้ด้อยโอกาส 4 คน) \n\n \n\nล่าสุด (26 พ.ค.) คณะกรรมการสรรหาได้สรรหาผู้สมัครซึ่งมีสิทธิเข้าแสดงวิสัยทัศน์ ได้แล้ว 26 คน จาก 253 คน ดังนี้ \n\n \n\nรายชื่อผู้สมัครกรรมการนโยบายที่มีสิทธิให้เข้าแสดงวิสัยทัศน์\n\nด้านประชาสังคม\n\n1.นายกมล กมลตระกูล\n\n2.นายเกื้อ แก้วเกต\n\n3.นายขวัญสรวง อติโพธิ\n\n4.นายจอน อึ๊งภากรณ์\n\n5.นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ\n\n6.นายนิมิตร์ เทียนอุดม\n\n7.นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ\n\n8.นางสาวพิมล หรือตระกูล\n\n9.นางมัทนา หอมลออ\n\n10.นายวันชัย สอนศิริ\n\n11.นายสวิง ตันอุด\n\n12.ม.ร.ว.สุพินดา จักรพันธ์\n\n13.ดร.อรศรี งามวิทยาพงศ์\n\n \n\nด้านสื่อสารมวลชน\n\n1.นางจิระนันท์ ประเสริฐกุล\n\n2.รศ.ดร.บุญเลิศ ศุภดิลก \n\n3.นายพลาดิศัย สิทธิธัญกิจ\n\n4.นายสมชัย สุวรรณบรรณ\n\n5.นางสุวรรณา อุยานันท์\n\n6.นายอนุสรณ์ ศรีแก้ว\n\n7.นางเอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ \n\n \n\nด้านบริหารจัดการองค์กร\n\n1.ศ.เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม \n\n2.นางจินตนา พันธุฟัก \n\n3.พลโท เดชพันธ์ ดวงรัตน์ \n\n4.นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป\n\n5.นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม\n\n6.นายสุรพล ศรีวิทยา\n\n \n\nอนึ่ง คณะกรรมการสรรหา จำนวน 15 คน ประกอบด้วย ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ, นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์, ประธานสภาสถาบันนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย, ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน, ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค, ประธานสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์, ประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย,นายกสภาทนายความ, ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย, ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม\n\n \n\nทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายมีหน้าที่แต่งตั้ง 'ผู้อำนวยการทีพีบีเอส' และ 'คณะกรรมการบริหาร' จากผู้ที่ดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหารขององค์การไม่เกิน 6 คน และมีกรรมการบริหารอื่นอีก 4 คน ซึ่งมาจากผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและมีผลงานปรากฏในทางสาธารณะทางด้านสื่อมวลชน การบริหารจัดการ สังคม วัฒนธรรม หรือนิติศาสตร์ โดยผู้อำนวยการพีบีเอส ถือเป็นประธานกรรมการบริหารโดยตำแหน่ง\n\n \n\n \n\n \n\nอ่านเพิ่มเติม\n\nองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย [1]\n\nรายงาน: จุดตายของไทยบีพีเอส [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-d6f00bf950c242ec9b8805dba3472d40", "input": "Title: ฟังหูไว้หูกับ ดร.โจเซฟ สติกลิตซ์ \n Body: อาจารย์ชาวสหรัฐอเมริกาท่านนี้กำลังได้รับการกล่าวขวัญถึง เพราะรัฐบาลไทยหวังใจให้มาชี้ช่องทางฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่สิ่งที่ท่านเสนอจะสามารถนำไปใช้ได้จริง หรือจะพาเราเข้ารกเข้าพงหรือไม่ ลองมาพิจารณากันดู\n \nเมื่อวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2552 ผมได้ไปฟังท่านบรรยายที่กระทรวงการต่างประเทศ จึงขออนุญาตนำมาสิ่งที่ท่านเสนอมาแสดงความเห็นเพื่อให้เกิดข้อถกเถียงในสังคมอุดมปัญญานี้ และเพื่อหาทางออกที่ดีสำหรับประเทศไทยของเรา\n \nโต้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ \nประเด็นสำคัญที่อาจารย์ท่านนี้ยกขึ้นมากล่าวก็คือเรื่องตัวเลขดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross Domestic Projects GDP) โดยกล่าวว่าดัชนีดังกล่าวไม่ใช่เครื่องชี้การเจริญเติบโตของประเทศ ข้อนี้ดูเป็น ‘แฟชั่น’ ที่ผู้รู้หลายคนที่แสดงตัวเป็นผู้ที่ ‘คิดต่าง’ พยายามมองเช่นนี้ แต่ปัญหาก็คือ ถ้าไม่ใช้ GDP จะมีดัชนีใดอีกที่สามารถชี้วัดแทนได้ อาจารย์ก็ไม่ได้กล่าวว่าควรเป็นดัชนีใด หรือไม่ได้ยืนยันว่า ‘ความสุขมวลรวมประชาชาติ’ (Gross National Happiness: GNH) เป็นดัชนีที่เชื่อถือได้ เพราะยังไม่มีมาตรวัดที่ชัดเจน\n \nในความเป็นจริง การวัดความเจริญ ความมั่งคั่งหรือความสุขนั้น ไม่ใช่ดัชนีเดี่ยว แต่เป็นชุดของดัชนีที่นำมาใช้วัด เช่น ดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index) หรือ ดัชนีความสงบสุข (Peace Score) เป็นต้น ในการวัดการพัฒนาต่าง ๆ จึงต้องใช้หลาย ๆ ดัชนีมาวิเคราะห์ การจะหวังหาดัชนีเดี่ยวอันใดมาใช้แทนจึงเป็นไปไม่ได้ และการหวังใช้ GDP มาอธิบายทุกอย่าง ก็คงเป็นไปไม่ได้เช่นกัน\n \nในที่นี้ผมได้ทดสอบความสัมพันธ์เชิงตัวแปรของดัชนีต่าง ๆ จากข้อมูลประมาณ 150 ประเทศพบว่า GDP มีความสัมพันธ์เชิงตัวแปรในการทดสอบการวิเคราะห์ถดถอย (Regression Analysis) กับตัวแปรสำคัญ ๆ เช่น \n \n            - ดัชนีการทุจริตและประพฤติมิชอบ (Corruption Index) ซึ่งชี้ว่า ประเทศที่มี GDP สูง จะมีความโปร่งใสมากกว่า โดยมีค่า R square อยู่ที่ 77.54% \n \n            - ดัชนีการถือครองสมบัติ (Physical Property Right) ซึ่งชี้ว่า ประเทศที่มี GDP สูง จะมีความโปร่งใสมากกว่า โดยมีค่า R square อยู่ที่ 66.20%\n \n-          ดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index) ซึ่งชี้ว่า ประเทศที่มี GDP สูง จะมีความโปร่งใสมากกว่า โดยมีค่า R square อยู่ที่ 60.66% เป็นต้น\n \n            ข้างต้นนี้แสดงว่า GDP เป็นดัชนีที่สะท้อนความเป็นจริงได้พอสมควรทีเดียว แต่จะให้เป็น ‘แก้วสารพัดนึก’ หรือหาดัชนีอื่นมาแทนคงไม่มี\n \n \nจับแพะชนแกะ\nตอนที่อาจารย์ท่านนี้แสดงความไม่เห็นด้วยกับการใช้ GDP เป็นดัชนีความเจริญเติบโตนั้น ท่านบอกว่า สหรัฐอเมริกามีจำนวน ‘คนคุก’ สูงที่สุดในโลก จากข้อมูลของ http://hdrstats.undp.org/indicators/265.html [1] พบว่า สหรัฐอเมริกามีคนคุกสูงถึง 738 คนต่อประชากร 100,000 คน สิงคโปร์อยู่อันดับที่ 15 มี 350 คน ส่วนไทยอยู่อันดับที่ 32 มี 256 คน หากพิจารณาดูตัวเลขเพียงเท่านี้ก็อาจคล้อยตามอาจารย์ท่านได้ว่า สหรัฐอเมริกามี GDP สูง แต่สังคมไม่สงบเพราะมีคนคุกมาก\n \nแต่ในความเป็นจริง หากเรามาพิจารณาประเทศที่มีคนคุกจำนวนน้อยที่สุดในโลก จะพบว่าส่วนใหญ่เป็นประเทศ ‘ด้อยพัฒนา’ และไม่ปลอดภัยในการอยู่อาศัย เช่น แองโกลา คองโก ซูดาน ชาด มาลี แกมเบีย อินเดีย ไนจีเรีย ฯลฯ มีใครอยากไปอยู่ประเทศเหล่านี้ไหม ความจริงที่พึงทราบประการหนึ่งก็คือ การกวาดเก็บอาชญากรไว้ในคุกย่อมดีกว่าปล่อยให้เดินเล่นอยู่บนถนนทั่วไป\n \nผมจึงตกใจที่อาจารย์ท่านนี้กล่าวว่า การใช้จ่ายเงินเพื่อการสร้างคุกไม่ควรถือเป็นเครื่องวัดใน GDP ทั้งที่การก่อสร้างซึ่งไม่ว่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างใด ๆ ก็ก่อให้เกิดการจ้างงาน แสดงผลิตภาพ และที่สำคัญเป็นกิจกรรมหนึ่งใน GDP ที่ทำให้เกิด “มูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตได้ภายในประเทศในระยะเวลา 1 ปีที่กำหนดไว้” นั่นเอง\n \nการส่งออกคือพระเอกต่างหาก\nในขณะนี้ พอประเทศไทยส่งสินค้าออกไม่ค่อยได้ รัฐบาลก็มักจะคิดว่าเราน่าจะพึ่งตนเองมากกว่าการคิดจะส่งออกสินค้าซึ่งมีความผันผวนในตลาดของสินค้าอยู่เสมอ (โดยเฉพาะในยามที่เราอยากขายสินค้า) ดังนั้นเราจึงมุ่งส่งเสริมการใช้สอยภายในประเทศ อาจารย์ท่านนี้ก็เสนอแนะในทำนองเดียวกันนี้ แต่ผมเชื่อว่า แนวคิดข้างต้นนอกจากเป็นแบบ ‘กำปั้นทุบดิน’ แล้ว ยังอาจเป็นการ ‘เข้ารก เข้าพง’ เสียอีก\n \nประเทศทั้งหลายอาศัยการส่งออกเป็นสำคัญ ถ้าใครขืนอยู่ ‘หัวเดียวกระเทียมลีบ’ ก็คงจะลำบากอย่างแน่นอน ประเทศมหาอำนาจก็รู้ ดังนั้นเขาจึงใช้การปิดล้อมทางเศรษฐกิจในการ ‘ปราม’ ประเทศเป้าหมาย เช่น อิหร่าน พม่าหรือเกาเหลีเหนือ เป็นต้น ประเทศที่เจริญขึ้นมาได้ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นไทย เวียดนาม จีน ล้วนแต่เป็นเพราะสามารถส่งออกสินค้า นำเงินตราเข้าประเทศ และนี่เองหน่วยงานเศรษฐกิจการคลังของแต่ละประเทศจึงพิจารณาตัวเลขการส่งออกและแนวโน้มของแหล่งตลาดต่างประเทศเป็นเครื่องชี้อนาคตทางเศรษฐกิจนั่นเอง\n \nการมุ่งเน้นการใช้สอยภายในประเทศ ยังมีความน่ากลัวสำคัญประการหนึ่งก็คือการดึงเอาเงินออมในอนาคตของประชาชนและของประเทศชาติโดยรวม ออกมาใช้จ่ายในวันนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่นี่อาจกลายเป็นการทำลายเศรษฐกิจแบบไม่มีวันฟื้นคืน กลายเป็นประเทศล้มละลายไปในอนาคตก็ได้ และนี่คือก็คือการเล่นแร่แปรธาตุของรัฐบาลและหน่วยงานเศรษฐกิจของรัฐบาลกับตัวเลข GDP ให้ดูสูง ๆ จากผลของการใช้สอยภายในประเทศ และเป็นตัวบิดเบือนไม่ให้ GDP เป็นเครื่องชี้วัดที่ดีนั่นเอง\n \nวิเคราะห์วิกฤติเศรษฐกิจไม่ตรงจุด\nวิกฤติสหรัฐอเมริกานั้น ไม่ใช่เกิดเพราะการไม่มีดัชนีหรือมาตรวัดเครื่องเตือนภัยเศรษฐกิจแต่อย่างใด ในสหรัฐอเมริกามีทั้งการวัดจำนวนบ้านที่เปิดใหม่ จำนวนบ้านที่สร้างเสร็จ การเปลี่ยนแปลงราคาบ้านรายเดือน ทรัพย์สินที่ถูกสถาบันการเงินยึดไว้ ฯลฯ แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่สหรัฐอเมริกาไม่ได้มีมาตรการป้องกันปัญหาเท่าที่ควร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น การนี้อาจเป็นการสมคบคิดกันระหว่าง ‘แกงค์’ ธุรกิจรายใหญ่กับรัฐบาลก็ได้\n \nที่ผ่านมาเราเห็น ‘ขี้ฝรั่งหอม’ ทั้งที่ฝรั่งก็ไม่ได้มีมาตรฐานที่ดี และรัฐบาลของเขาก็ไม่ได้ดูแลอะไรให้ดีเลย ในที่ประชุมสุด G20 หรือประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาตลาดการเงินโลก เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2551 ได้ประกาศร่วมกันว่า ต่อไปนี้ภาคการเงินต้องมีความโปร่งใส มีมาตรการที่เชื่อถือได้ดำเนินงาน เป็นต้น (www.g20.org/Documents/g20_summit_declaration.pdf [2]) นี่แสดงว่าที่ผ่านมาประเทศตะวันตกไม่ได้มีมาตรฐานอะไรที่เป็นหลักประกันเลย\n \nท่านทราบหรือไม่ว่า บริษัทจัดอันดับเครดิตใหญ่ ๆ ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งครั้งหนึ่งมีเลห์แมนบราเธอร์ ซึ่งเจ๊งไปแล้ว รวมอยู่ด้วยนั้น บริษัทเหล่านี้ไปเที่ยวจัดอับดับให้คนอื่นทั่วโลก โดยไม่เคยมีหลักประกันใด ๆ ว่าถ้าจัดอันดับผิดจะต้องรับผิดชอบอย่างไร บริษัทใหญ่เหล่านี้มีไม่กี่แห่งทั่วโลก ดูคล้าย ‘แกงค์” ที่ไม่เคยมีใครแตะต้อง ผิดกับนักวิชาชีพอื่น เช่น หมอ วิศวกร ผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน ทนาย ฯลฯ ซึ่งต้องมีการประกันความผิดพลาดทางวิชาชีพ เป็นต้น\n \nถ้าตลาดหลักทรัพย์ของแต่ละประเทศต้องการความโปร่งใส คุ้มครองผู้บริโภคจริง และป้องกันการประกอบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ทำไมจึงยังอนุญาตให้บริษัทมหาชนทั้งหลายแต่งตั้ง ‘กรรมการอิสระ’ (ซึ่งจริง ๆ แล้วอิสระหรือไม่ ยังเป็นที่สงสัย) กันเอง ทำไมปล่อยให้บริษัทมหาชน หาบริษัทตรวจบัญชี บริษัทประเมินค่าทรัพย์สิน หรือบริษัทตรวจสอบต่าง ๆ กันเอง อย่างนี้เป็นการ ‘ปากว่า ตาขยิบ’ หรือไม่\n \nระวังธุรกิจสีเขียว\nอาจารย์ท่านแนะนำให้ใส่ใจสิ่งแวดล้อม อันที่จริงเรื่องนี้เป็นเรื่องพื้นฐานซึ่งอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย หากวิสาหกิจใดทำลายสิ่งแวดล้อม ละเมิดต่อสิทธิของผู้อื่น หรือทำให้เสียทรัพย์ เสียชีวิต อัยการของรัฐก็สามารถที่จะฟ้องร้องได้อยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาราชการส่วนกลางหรือส่วนท้องถิ่นในแต่ละประเทศ อาจไม่ได้นำพา ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะได้รับสินบนจากวิสาหกิจขนาดใหญ่ การรณรงค์ให้ประชาชนใส่ใจสิ่งแวดล้อมจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด และปล่อยโจรที่ทำลายสิ่งแวดล้อมต่อไป\n \nเมืองจำนวนมากในสหรัฐอเมริกามีระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบระบายน้ำดีเยี่ยม น้ำเสียจากทุกบ้าน จะถูกต่อท่อไปบำบัดรวม ทำให้คูคลอง ทะเลสาบ และสภาพแวดล้อมสะอาด บางทีเมื่อเราคลั่งไคล้สิ่งแวดล้อมมาก บริษัทจัดการสิ่งแวดล้อมในสหรัฐอเมริกา อาจได้โอกาสส่งออกความรู้มาขายคนไทยอีกคำรบหนึ่ง\n \nมีตัวอย่างหนึ่งคือ ‘Smart Growth’ (www.smartgrowth.org [3]) คือแต่ไหนแต่ไรมา สหรัฐอเมริกาใช้สอยทรัพยากรอย่างสุดสิ้นเปลือง เมืองขยายไปอย่างไร้ขอบเขต แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะประเทศของเขาร่ำรวย แต่ภายหลังนักวิชาการอเมริกันพบว่า เมืองทั่วสหรัฐอเมริกาซึ่งมีลักษณะเช่นนี้ ขาดประสิทธิภาพอย่างยิ่ง ใครไม่มีรถก็เท่ากับพิการ ไปไหนไม่ได้ ก็เลยเกิดแนวคิดการพัฒนาเมืองแบบ ‘Smart Growth’ คือเน้นการสร้างความหนาแน่นในเมือง ให้คนเดินถึงสาธารณูปการต่าง ๆ ได้ ไม่เป็นการบุกรุกออกสู่พื้นที่เกษตรนอกเมือง ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แล้วก็นำแนวคิดนี้มาขายให้กับประเทศกำลังพัฒนา ประเทศเหล่านี้ก็ดีใจ ได้แนวคิดใหม่อีกแล้ว ทั้ง ๆ ที่ประเทศเหล่านี้ไม่เคยมีโอกาสใช้สอยที่ดินอย่างสุรุ่ยสุร่ายเช่นในสหรัฐอเมริกาเลย\n \nสร้างความโปร่งใสสำคัญที่สุด\nประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่มาก เงินจำนวนมหาศาลก็รั่วไหลไปในมือผู้มีอิทธิพลส่วนน้อย หนทางสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็คือ การอาศัยอำนาจรัฐที่เป็นธรรมในการสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในประเทศ และขจัดความไม่เป็นธรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันในการแข่งขัน แนวทางการดำเนินงานก็ได้แก่:\n \n            - การสร้างระบบตรวจสอบที่ดี ท้องถิ่นหนึ่งอาจมีเจ้าหน้าที่ดูแลการโยธาเพียง 5 คน แต่มีบ้านในท้องถิ่นนั้นนับหมื่นหน่วย ดูแลอย่างไรก็ไม่หมด และเกิดช่องโหว่ในการไปดูแลเฉพาะกรณีที่สามารถรีดไถเงินต่อเติมอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นสำคัญ กรณีนี้ภาครัฐต้องสร้างกลไกการตรวจสอบที่ดีโดยการว่าจ้าง (Privatize) และมีการกำกับตรวจสอบผู้ตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง\n \n            - การมีมาตรการลงโทษที่เด็ดขาด ในประเทศที่เจริญ ประชาชนกลัวกฎหมาย แต่ไม่กลัวตำรวจ แต่ในประเทศกำลังพัฒนาอาจกลายเป็นตรงกันข้าม การลงโทษเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างนั้น เป็นสิ่งจำเป็น อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยดำเนินการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบน้อยกว่าประเทศหลายต่อหลายแห่ง เช่น ในจีน มีการยิงเป้าคนโกง เวียดนามก็เข้มงวดขนาดเอานักฟุตบอลล้มบอลติดคุก เป็นต้น\n \n            - การนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ เช่น หวยเถื่อน เหล้าเถื่อน หรือบ่อนการพนันเถื่อน  กรณีนี้จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น รัฐบาลได้ภาษีมาบำรุงประเทศมากขึ้น แต่เรื่องเหล่านี้ มักเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเราอ้างตนเป็น ‘ฝ่ายธรรมะ’ จึงไม่ยอมให้เมืองพุทธนี้มีบ่อน มีหวยเสรีที่ถูกต้องตามกฎหมาย หากเราฉุกคิดให้ดีตามทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) บางทีฝ่ายธรรมะกับอาชญากรเจ้ามือหวยเถื่อน เจ้าของบ่อนเถื่อน อาจเป็นพวกเดียวกัน เราจึงยังปล่อยให้มีบ่อน หวย มีสถานะเถื่อนหรือให้เป็นสีเทาเพื่อแสวงหาประโยชน์มิชอบกันเกลื่อนเมือง\n \nย้ายไปอยู่ภูฏานกันไหม\nโดยสรุปแล้ว เมื่อเอ่ยถึงความสุข หลายคนบอกว่าภูฏานเป็นประเทศที่มีความสงบสุขกว่าไทย จนกลายเป็นประเทศ ‘ส่งออก’ แนวคิด GNH ไปแล้ว ผมจึงอยากถามว่า ท่านอยากย้ายถิ่นไปอยู่ (ไม่ใช่ไปท่องเที่ยว) ภูฏานหรือไม่ ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจ ลองมาดูข้อมูลเหล่านี้เสียก่อน (ข้อมูลเปรียบเทียบรายประเทศของ www.cia.gov [4])\n \n            - ภูฏานมีขนาดพื้นดิน 38,394 ตร.กม. หรือประมาณ 8% ของประเทศไทย มีประชากรเพียง 1% ของประเทศไทยหรือ 691,141 คน แต่อัตราการเพิ่มเร็วกว่าไทยมากคือ ประมาณ 1.27% เทียบกับไทยที่มีอัตราเพิ่มเพียง 0.62%\n \n            - อายุเฉลี่ยของประชากรภูฏานคือ 66.13 ปี ซึ่งต่ำกว่าของไทยที่มีอายุเฉลี่ยถึง 73.1ปี ที่สำคัญ จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปที่อ่านออกเขียนในภูฏานมีเพียง 47% เทียบกับไทยที่มีถึง 92.60%\n \n            - ขนาดเศรษฐกิจของภูฐานเล็กเพียง 1% ของไทย แต่อัตราเงินเฟ้อคือ 4.9% ซึ่งพอ ๆ กับไทยคือ 5.5% แม้รายได้ต่อหัวของประชากรจะดูไม่ต่ำกว่าไทยนัก เป็นประมาณ 2/3 ของไทย แต่ในความเป็นจริงประชากรภูฏานที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนมีถึง 31.7% ในขณะที่ของไทยเป็นเพียง 10% เท่านั้น แสดงว่าช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนในภูฏานสูงกว่าไทยมาก\n \n            - อัตราการว่างงานของชาวภูฏานก็ยังสูงกว่าไทยนับเท่าตัวคือประมาณ 2.5% ในขณะที่ไทยอยู่ที่ 1.2% เท่านั้น\n \nดูจากตัวเลขข้างต้น ยังไงคงมีคนจำนวนหนึ่งอยากไปแน่นอน อาจจะอยากบวชเป็นพระที่นั่น แต่คงเป็นคนส่วนน้อย (ที่ดวงตาเห็นธรรม) คนส่วนใหญ่คงไม่คิดจะไป เพราะติดขัดในเรื่องความสะดวกสบาย ความเจริญ และหลักประกันต่าง ๆ ซึ่งมีน้อยกว่าไทย\n \nก็คงคล้าย ๆ กับคนไทยที่ไปอยู่สหรัฐอเมริกา พวกเขาส่วนมากดีใจที่ได้กลับมาเที่ยวเมืองไทย หรือบางคนที่แก้แล้วก็อาจอยากกลับมาตายบ้านเกิด แต่ถ้าจะให้คนไทยในสหรัฐอเมริกา ย้ายถิ่นกลับไทย มาอยู่ในสภาวะแวดล้อมอย่างไทย ๆ ลูกเต้าก็ต้องมาเรียนในโรงเรียนแบบไทย ๆ มาอยู่ในระบบสวัสดิการสังคมแบบไทย ๆ ที่แม้พวกเขาจะเสียภาษีน้อยกว่า ก็คงหาคนกลับมาแทบไม่ได้จริง ๆ\n \nความเป็นสรวงสวรรค์ (Shangri-La) ของภูฏานและประเทศแถบนี้ คงเป็นเฉพาะตอนไปท่องเที่ยวหรือไปอยู่ชั่วคราวเป็นหลัก สวรรค์นั้นใคร ๆ ก็อยากไป แต่ติดปัญหาคือยังไม่อยากตาย และที่สำคัญที่สุดก็คือหลายคนยังมีความสุขกับการ ‘ชดใช้กรรม’ ในประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรานี้มากกว่า \n What is the sentiment in the text for the genre: social", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-398eb8d522d2453eb76ade0d83bc5e1f", "input": "Title: รายงานจากสหรัฐ : วสันต์ สิทธิเขตต์ ชี้ ทักษิณ = อีดี้ อามิน +ฮิตเล่อร์ \n Body: วสันต์ สิทธิเขตต์ เป็นศิลปินที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ผลงาน \"แรงๆ\" ของเขากำลังจะถูกนำมาจัดแสดงในมหานครนิวยอร์ค และลอส แอนเจลิส ในช่วงเดือนเมษายน นั่นทำให้เขาต้องเดินทางมา \"สร้างงาน\" ที่อเมริกาในช่วงที่การต่อสู้ทางการเมืองในประเทศไทยที่เขามีส่วนร่วมด้วยตั้งแต่ต้นกำลังถึง \"จุดเดือด\"\n\n\"งานผมในช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมานี่ ผมโฟกัสอยู่แต่เรื่องสังคมบ้านเมือง งานผมส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ สภาพชีวิตของคนในสังคม ความทุกข์ความสุข ความหวังความใฝ่ฝัน และผูกพันไปถึงการเมือง งานผมจะมีเนื้อหาอยู่แถวนี้\"\n\n \n\nวสันต์ สิทธิเขตต์ เป็นศิลปินอิสระที่ต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในสังคมมาอย่างยาวนาน เช่นบทเริ่มต้นของการสนทนากับเราที่ว่า \"ผมไล่ชวน ไล่จิ่ว ไล่บรรหาร ไล่มาตลอดเลย จนคนเขาสงสัยว่ามาไล่รัฐบาลทำไม ไม่มีรัฐบาลไหนดีเลยหรือไงในสายตาคุณ\"...\n\n \n\nวสันต์ สิทธิเขตต์ คือผู้ก่อตั้ง \"สหพันธ์ศิลปินเพื่อประชาธิปไตย\" ก่อนที่จะคลี่คลายมาเป็น \"เครือข่ายศิลปินแห่งประเทศไทย\" ทำงานร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อยู่ในปัจจุบันนี้ เขาบอกว่าศิลปินก็เหมือนประชาชนคนไทยทั่วไป เพียงแต่ศิลปินอาจมีเวลาคิดใคร่ครวญถึงสภาพความเป็นไปทางสังคมมากกว่า จึงอยากใช้ผลงานศิลปะของตนเป็น \"สื่อ\" ให้มวลชนได้รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะ \"สื่อ\" ที่มีอยู่ในประเทศไทยยังไม่มีคุณภาพเพียงพอ\n\n \n\n \n\n\"ผมก็ไปรับรู้เรียนรู้ว่าจะสร้างเขื่อนแล้ว จะตัดป่าแล้วเราช่วยเหลืออย่างไร เราก็ไปสร้างขบวนการชาวบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง นั่นคือหน้าที่ของศิลปิน ผมเชื่ออย่างนั้น\n\n \n\nกับสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ภายใต้การบริหารประเทศโดยนายกรัฐมนตรีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น เรื่องราวความ \"ไม่ชอบธรรม\" ในด้านต่างๆ มีมากมายมหาศาล จนวสันต์ สิทธิเขตต์ บอกกับเราว่า \"นายกฯ ทักษิณ คือผู้นำที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เราเคยมี ให้บวก อีดี้ อามินบวกฮิตเล่อร์ ยังไม่เท่าทักษิณคนเดียว\"\n\n \n\nวสันต์ สิทธิเขตต์ บอกว่า เขาไม่ได้ตั้งเป้าเอาไว้เพียงแค่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือนักการเมืองโกงกินคนอื่นๆ จะต้องพ้นไปจากวิถีการเมือง และถูกตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น แต่เขาต้องการ \"ล้างบางทางการเมือง\" ให้เกิดการเมืองแบบอุดมคติ ไม่มีการโกงกินคอรัปชั่น ได้นักการเมืองที่เสียสละจริงๆ เข้ามาทำงาน โดยมีประชาชนทั้งประเทศ โดยเฉพาะระดับรากหญ้าเข้ามาในกระบวนการทางการเมืองภาคประชาชน คอยตรวจสอบอย่างเข้มงวด... เป็นระบบการเมืองที่เขาบอกว่าอาจต้องรออีกห้าร้อยชาติ\n\n \n\n\"แต่ผมก็ทำเต็มที่ในช่วงที่ผมมีชีวิตอยู่ กลับไปผมจะเดินสายทั่วประเทศ ตายก็ตาย ผมไม่สนอยู่แล้ว\"\n\n \n\nเป็นที่ยอมรับว่า ยังมีคนไทยอีกเป็นจำนวนมากทั้งในประเทศไทยและในสหรัฐอเมริกา ที่ให้การสนับสนุนนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคนกลุ่มนี้มองว่าสถานีโทรทัศน์ เอเอสทีวี คือการให้ข่าวสารด้านเดียว และมอมเมาประชาชน \n\n \n\n\"ก็เข้าใจนะ บางคนเปิดเข้ามาก็เจอ ทักษิณออกไป ไล่กันเหมือนหมูหมา ตกใจ เกิดการต่อต้านทันที เฮ้ย ทักษิณไม่มีดีเลยเหรอถึงไล่กันแบบนี้ มันหยาบช้าป่าเถื่อน แต่จริงๆ แล้วกระบวนการมันพัฒนามานานกว่านั้น มันเริ่มต้นมาตั้งแต่การฆ่าตัดตอน การอุ้มทนายสมชาย ฆ่าผู้นำชาวบ้านไปกี่คน เราเห็นด้วยกับการปราบปรามยาเสพติด แต่การฆ่าโดยไม่มีการพิสูจน์หลักฐานมันไม่ควร และยาเสพติดก็ยังอยู่ ยาบ้าก็ยังมีอยู่มากมาย ฆ่าคนเล็กๆ น้อยๆ ฆ่าศัตรูการเมืองเท่านั้น ชาวบ้านก็เอ้อ! ดีๆ ถึงลูกถึงคนดี สื่อมวลชนอย่างสรยุทธเองก็หวาดกลัว เพราะเอเอสเป็นคนสนับสนุน หรือ ปตท.อะไรอย่างนี้ เขาเคยถูกทักษิณด่าตรงๆ เลย ไอ้บ่างช่างยุ เขาเลยชะงัก ทำอะไรไม่ถูกเลย เพราะฉะนั้น ถ้าจะว่าสนธินี่ เราก็ต้องดูสื่ออื่นด้วย... ผมอยากชี้แจงว่า ห้าปีที่ผ่านมา สื่อถูกครอบงำโดยรัฐทั้งสิ้น... ผมก็ฟันธงเลยนะว่า สื่อมวลชนไทยไม่มีมาตรฐานเลย มาตรฐานต่ำมากในวันนี้\"\n\n \n\nอย่างไรก็ดี เหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองในเวลานี้ วสันต์ สิทธิเขตต์ บอกว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องระหว่าง สนธิ ลิ้มทองกุล กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่คือการประลองกำลังกันระหว่างความถูกต้องชอบธรรม และความอยุติธรรม หากผลแห่งการประลองกำลังดังกล่าว จะทำให้ประชาชนชาวกรุงเทพฯ ต้องเดือดร้อนบ้าง เพราะการจราจรติดขัด หรือเกรงว่าจะส่งผลกระทบในเศรษฐกิจ การลงทุน หรือการท่องเที่ยวบ้าง ฯลฯ ประชาชนก็ต้องเลือกเอาว่าอย่างไหนจะสร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับประเทศชาติและประชาชนมากกว่ากัน\n\n \n\nประเด็นความดุเดือดรุนแรงของกลุ่มพันธมิตร ที่คนไทยในสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งได้เห็นผ่านทางสถานีเอเอสทีวี ตลอดเวลาที่ผ่านมา และเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้หลายๆ คน \"รับไม่ได้\" นั้น วสันต์ สิทธิเขตต์ กล่าวว่าตนก็รู้สึกเช่นเดียวกัน และได้คุยกับกลุ่มพันธมิตรมาตั้งแต่ต้นให้พูดคุยกันด้วยเหตุผล อย่าใช้อารมณ์\n\n \n\n\"เคยคุยตั้งแต่วันที่ 4 กุมภา แล้ว ตอนนั้นพันธมิตรเข้ามาร่วมมากแล้ว เราเรียกว่าเป็นการชุมนุมเพื่อรับข้อมูลข่าวสารด้วยเหตุผล เรื่องเอฟทีเอ เรื่องไฟฟ้า เรื่องชาวนา พันธมิตรจากทุกภาคส่วน ที่เป็นเอดส์ เรื่องยา เรื่องเอฟทีเอ เรื่องโค กลุ่มครู เพื่อมาชี้แจงให้ประชาชนในกรุงเทพฯ เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก็มีหลากหลายส่วน หลายอารมณ์ไง จากพูดถึงข้อมูลมันก็มาถล่มกัน ทักษิณต้องออกไป อารมณ์รุนแรง ผมเอง ฟังๆ ก็เบื่อคำเหล่านี้ น่าจะมีครีเอทีฟ มีอารมณ์ขันนะ... มีเพลงแปลงบ้าง ตลบขบขันบ้าง ไม่ใช่มาสาดสีเข้มๆ สีเดียว อยากให้มีสีสันเหมือนดอกไม้เบ่งบาน ดอกไม้แห่งความจริงน่ะ\"\n\n \n\nส่วนปัญหาติดล็อคทางการเมือง โดยที่ทุกฝ่ายต่างไม่ยอมลดลาวาศอกกันในตอนนี้ ทำให้เกิดมีกลุ่มคนที่เบื่อหน่าย อยากให้เหตุการณ์ยุติ โดยการขอให้เห็นแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสอันเป็นมหามงคลที่ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี การอ้างศูนย์รวมใจของไทยทั้งประเทศ ซึ่งเชื่อว่ามีผลอย่างมากในการลดทอนความฮึกเหิมของคนที่จะเข้ามาสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรนั้น วสันต์ สิทธิเขตต์ ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นว่าเป็นการ \"ดึงเบื้องสูง\" ลงมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่ แต่บอกเพียงว่าทุกคนรักในหลวง \n\n \n\n\"สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้คือสิ่งที่พันธมิตรเคยพูดไว้ตั้งแต่ต้น ที่สู้ทุกวันนี้ก็เพื่อในหลวง ไม่อยากให้คนฉ้อฉล ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าถูกผิดดีเลวอย่างไรมาทำพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ให้กับในหลวงซึ่งเป็นที่รักของประชาชนทุกคน ขอให้เข้าใจแบบนี้ การจะเปลี่ยนประธานจัดงานเป็นองคมนตรี ซึ่งมีความเหมาะสมมากกว่า ผมเห็นด้วย เพราะปลดล็อคได้อันหนึ่ง ไม่งั้นคนก็คลางแคลงใจ และฝ่ายรัฐบาลเองก็พยายามปล่อยข่าวเรื่องนี้ว่าในหลวงให้เลิกทะเลาะกัน เรื่องนี้ขอบอกว่าไม่ใช่เรื่องทะเลาะกันระหว่างทักษิณกับสนธิ แต่เป็นเรื่องของรัฐบาลที่ฉ้อฉลกับประชาชน เมื่อประชาชนเกิดรู้ขึ้นมา อยากบอกว่า\"\n\n \n\nเมื่อถามถึงประเด็น \"นายกรัฐมนตรีพระราชทาน\" ซึ่งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เสนอให้เป็นทางออกของการติดล็อคทางการเมืองในเวลานี้ วสันต์ สิทธิเขตต์ บอกว่าน่าจะเป็นทางออกที่สวยที่สุดในขณะนี้\n\n \n\n\"มาตราเจ็ด คิดว่าเป็นทางออก ทุกคนก็เหนื่อยนะ คุณจำลองนั่น 14 ปีแล้วนะจากพฤษภาทมิฬ ท่านก็ 70 ปีกว่าแล้ว ก็คงต้องมองกันแล้วว่าเราจะหาทางออกอย่างไรที่ละมุนละม่อมที่สุด เราก็ได้หวังว่าในหลวงท่านจะทรงเมตตา เพราะเป็นปีมหามงคลด้วย คิดว่าเป็นทางออกเพียงทางเดียว\"\n\n \n\nโดยย้ำว่า จะต้องพระราชทานลงมาก่อนวันที่ 2 เมษายน 2549 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย... หาไม่จะต้องเกิดการนองเลือดขนานใหญ่อย่างแน่นอน\n\n \n\n\"ถ้าหลังวันที่สองก็คงต้องตายกันแน่ วายวอดเลย ตายกันเป็นหมื่นเป็นพันแน่... ทำไมน่ะเหรอ...การเลือกตั้งที่เกิดขึ้น เป็นการเลือกตั้งเพื่อปกป้องคนๆ คนเดียว ทักษิณจะอ้างจำนวนคน เขาเอาจำนวน ไม่ใช่คุณภาพของประชาชน ถ้าทักษิณกลับมา คงมีคนถูกอุ้มถูกฆ่ากันอีกเยอะ เพราะขบวนการอุ้มฆ่านี่ ตำรวจถนัดที่สุด อีกอย่างนะ ถ้าผ่านวันที่ 2 เมษาไปแล้ว หรือเกิดมีการใช้ พรบ. ฉุกเฉินขึ้นมาเพื่อจะบล็อคคน การก่อการร้ายต้องเกิดขึ้นทั่วกรุงเทพฯ แน่นอน เพราะคนไม่มีทางออกแล้ว ไม่มีที่ระบายออกแล้ว คนพร้อมที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ทางเดียวที่จะเกิดสันติสุขได้คือนายกฯ ทักษิณต้องออกไป คือต้องเสียสละ เพื่อชาติจริงๆ ไม่ใช่จะดันทุรังไป เอาปริมาณมาข่มขู่เยาะเย้ย เป็นความดันทุรังที่สร้างความเสียหายให้บ้านเมืองแบบวายวอดจริงๆ\"\n\n \n\n\"คิดดู ไม่เคยมีนายกฯ คนไหนโดนคณาจารย์ไล่กันขนาดนี้ เป็นด็อกเตอร์ที่สั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาลูกหลานพวกเรา จะไปบอกว่าอาจารย์โง่เหรอ แล้วเราส่งลูกไปเรียนหนังสือทำไม เผามหาวิทยาลัยทิ้งสิ ประชาชนที่รักทักษิณทั้งหลาย ธรรมศาสตร์เผาทิ้งไป จุฬาฯ เผาทิ้งไป ศิลปากรเผาทิ้งไป... งั้นเหรอ นั่นคือสิ่งที่อยากให้เราได้ตั้งสติ คิดนะครับ ผมเองก็เป็นห่วงมาก ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อเลยแม้แต่หยดเดียว...\"\n\n \n\nเรื่องหนึ่ง ที่วสันต์ สิทธิเขตต์ แสดงความห่วงใยก็คือ ความชาชินของประชาชนไทยต่อมาตรฐานที่ค่อนข้างต่ำของผู้นำประเทศ เห็นได้จากข้อโต้แย้งของกลุ่มสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ว่า \"รัฐบาลไหนๆ ก็โกงทั้งนั้น\" และบอกว่านั่นคือที่มาของแนวคิดเรื่อง \"ล้างบางการเมือง\" ของตน\n\n \n\n\"ผมเองที่บอกว่าเราจะล้างบางการเมืองคือไม่อยากให้คนชาชินกับการคดโกง อยากให้นักการเมืองคือคนที่เสียสละ ถ้าทำได้ก็อยากจะร่างรัฐธรรมนูญด้วยบางข้อในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ใครจะเสนอหน้ามาเป็นนักการเมืองก็ต้องยึดทรัพย์ก่อนเลย กินแค่เงินเดือน ก็อยู่ไป ถ้ามีเงินอะไรเกิดขึ้นก็จะได้รู้กัน คือมีสปายเกาะหัวกบาลตลอดเวลา ไปมั่วสาวที่ไหนหรือเปล่า มันต้องคลีน ผมอยากให้เป็นอย่างนั้น อยากได้คนเสียสละเพื่อชาติจริงๆ ไม่ใช่มาเป็นรัฐมนตรีเพื่อประโยชน์... รู้ว่า อ๋อจะตัดถนนผ่านแถวนี้เหรอ กูไปซื้อที่ดินดักไว้ก่อนแล้ว ความร่ำรวยมันเกิดจากแบบนี้ รวยแล้วเลี้ยงลูกน้อง ใครฟ้องกูเอาปืนไปยิงหัวมัน เราไม่อยากให้สังคมไทยเป็นอย่างนี้ ต้องรณรงค์กันเป็นการใหญ่ให้คน \"สำนึก\" ว่าการคอรัปชั่นไม่ใช่เรื่องปกติ เป็นความผิด ให้สำนึกว่าคอรัปชั่นหนึ่งบาทกับร้อยล้านบาท ชั่วพอกัน คอรัปชั่นคือคอรัปชั่น อย่าไปชาชิน เราต้องช่วยกัน\"\n\n \n\nแต่ไม่ใช่ว่านายกรัฐมนตรีรักษาการ จะไร้ซึ่งความดีโดยสิ้นเชิงในสายตาของวสันต์ สิทธิเขตต์ \n\n \n\n\"ต้องขอบคุณทักษิณ ที่ทำให้การเมืองภาคประชาชนเติบโตชนิดก้าวกระโดดเลย คือจากอนุบาลโดดมาปริญญาเอกเลย\" \n\n \n\nแถมยังแสดงความเมตตาสงสารนายกรัฐมนตรีรักษาการด้วยว่า จำเป็นต้องดื้อรั้นดันทุรังอยู่ทุกวันนี้ เพราะไม่มีทางออกจริงๆ หาใช่ไม่เห็นแก่ความสงบสุขของชาติบ้านเมืองไม่\n\n \n\n\"เขาไม่ไปเพราะเขากลัว กลัวจะถูกเช็กบิล กลัวคดีหลายคดีเช่นฆ่าคนบริสุทธิ์ไปตั้ง 200-300 คน อาจถูกยึดทรัพย์ เงินที่ได้มาจากการปั่นหุ้นน่ะ แล้วก็กรณี ซีทีเอ็กซ์ กรณีลำไย ทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกกลบไว้จะถูกเปิดออกหมด ถ้าเขาหมดอำนาจ แล้วเขาจะไม่เหลืออะไรเลย ผมเองก็สงสารท่านนายกฯ จริงๆ นะ...\"\n\n \n\nเมื่อถามถึงบทบาทของกลุ่มพรรคฝ่ายค้านในเรื่องนี้ วสันต์ สิทธิเขตต์ ส่ายหน้า แล้วกล่าวว่า \"ฝ่ายค้านผมก็ไล่เขามานะ เลวพอๆ กัน เราไปล็อบบี้กันอย่างมหึมาสามวันสามคืน ไม่หลับไม่นอน เพื่อเรียกร้องให้บอยคอตเลือกตั้งวันที่ 2 แต่ก็ยังมีต่อรองกันเพื่อจะมีเงินสะพัดมาทางเขาอีกนะ ออกเหอะๆ กูจะให้เงินมึงพันล้าน ให้เทพ เทือก ไปจัดการ... เทพ เทือกก็ยังใช้ได้แหละ ในทางการเมือง แต่ว่าฝ่ายค้านไม่มีน้ำยาจริงๆ คืออ่อนหัดมาก และตัวเองมีบาดแผลเยอะแยะมากมาย\"\n\n \n\nถามว่า อยากฝากอะไรถึงคนไทยในอเมริกาบ้าง วสันต์ สิทธิเขตต์ บอกว่ามีสองอย่าง หนึ่งคือให้ติดต่อกลับไปยังญาติพี่น้องที่ประเทศไทย และให้ข้อมูลที่แท้จริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศชาติ และสองคือให้ส่งเงินกลับไปคนละ 200 ดอลลาร์ เพื่อให้ญาติที่เมืองไทยติดตั้งจานรับสัญญาณดาวเทียมของเอเอสทีวี เพื่อให้ได้รับข่าวสารทั้งสองด้าน\n\n \n\nส่วนการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรของคนไทยในอเมริกานั้น วสันต์ สิทธิเขตต์ บอกว่าให้กาช่องไม่เลือกใครสักคน \"ผมเสนอมาตั้งแต่เลือกตั้งคราวที่แล้วโน้น แล้วให้นับด้วย ถ้าคนไม่เลือกมีมากกว่า ก็ให้คนที่ไม่เลือกนี่ตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมา ตั้งสมัชชาประชาชนขึ้นมาเพื่อตั้งรัฐบาลประชาชนขึ้นมา หมายความว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะคุณได้เสียงน้อยกว่าไง บอกได้ว่าการเลือกตั้งมันมีกระบวนการโกงตั้งแต่เริ่มต้นกันเลย เขาก็ชนะอยู่แล้ว แค่บัตรนะ ใครมีบัตรมาได้ตังค์ ชนะแล้วมารับตังค์ได้เลย มันเป็นอย่างนี้ตลอด เงินไม่มา-กาไม่เป็น นี่หรือประชาธิปไตย อยากบอกพี่น้องทุกคน เงินมาไม่มาก็อย่ากา อย่ากาใครสักคน เพราะไม่ไว้ใจใครสักคน นักการเมืองทุกคนคือโจรทั้งนั้น\" เขาสรุปแบบฟันธง\n\n \n\nเมื่อเราเอ่ยปากขอบทกวี ที่เขาแต่งเอาไว้มากมายจนเต็มสมุดโน้ตที่ถือติดมือตลอดเวลา วสันต์ สิทธิเขตต์ เลือกดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะอ่านกวีชื่อ \"เมื่อรัฐบาลทำผิด\" ที่เขาว่า \"รุนแรงน้อยที่สุดแล้ว\" ให้เราฟัง...\n\n \n\nเมื่อรัฐบาลทำผิด \n\nพลเมืองมีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ \n\nหากรัฐเป็นเผด็จการ \n\nประชาชนต้องคัดค้านโค่นมันลง\n\nเพราะรัฐมาจากประชาชน \n\nต้องดูแลรักษาผลประโยชน์ร่วม \n\nแก้ไขปัญหาของส่วนรวม \n\nไม่ใช่อัดประชาชนน่วมปล้นชาติกิน\n\nตั้งอภิมหาโครงการ \n\nแหกตาชาวบ้านเพื่อหาเสียง\n\nใจแคบคับอคติลำเอียง \n\nรมต.เรียงหน้าหาแดกกัน\n\nพูดข้างเดียวโกหกทุกวัน \n\nประชาสัมพันธ์สร้างภาพสวย\n\nสร้างตัวเลขเห็นแต่ฝูงท่านร่ำรวย \n\nปวงชนซวยจนซ้ำซากอยู่ดักดาน\n\n \n\n………………………………………………..\n\n \n\nที่มา : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์ [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-e4c0e2e90cd449d7bfaf118a60bc2480", "input": "Title: เปรมควงผบ.เหล่าทัพ-คนบ้าน111-รมต.มอบทุนมูลการศึกษา ลั่นพระสยามเทวาธิราชปกป้องคนดีทุกคน \n Body: พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธานมอบทุนการศึกษามูลนิธิรัฐบุรุษ มีผบ.เหล่าทัพ-สุรุยทธ์- 'คนบ้าน 111' จากไทยรักไทยและชาติไทยรวมทั้งรัฐมนตรีในรัฐบาลร่วมงานด้วย ด้านป๋าให้โอวาทให้เป็นเด็กดีของบิดามารดา-สถาบัน-ชาติบ้านเมือง ต้องรู้จักตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน และพระสยามเทวาธิราชจะปกป้องทุกคนที่เป็นคนดี\n\nเนชั่นทันข่าว [1] รายงานว่า ช่วงเย็นวานนี้ (21 ธ.ค.) พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เป็นประธานพิธีมอบทุนและประมูลจัดหาทุนส่งเสริมการศึกษา การสร้างสรรค์ศิลปะ มูลนิธิรัฐบุรุษ โดยมีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เดินทางมาร่วมงาน\n\nทั้งยังมีเหล่าบรรดานักการเมืองเข้ามาร่วมงานด้วย อาทิ นายพินิจ จารุสมบัติ นายสนธยา คุณปลื้ม อดีต 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายนิกร จำนง อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย นายธีระ วงศ์กมุท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดย พล.อ.เปรม มอบทุนให้กับนักเรียน 52 ทุน จากการคัดเลือกนักศึกษาทั้งหมด 207 คน\nพล.อ.เปรม กล่าวภายหลังมอบทุนให้กับนิสิตว่าขอให้นิสิตนักศึกษาทั้งหมดเป็นคนดีของบิดามาดา เป็นคนดีของสถาบันและของชาติบ้านเมืองของเรา พวกนิสิตต้องคิดและตรึกตรองว่าจะทำอย่างไรให้เป็นผู้ให้ที่ดี เพราะการให้ถือเป็นสิ่งที่ดี นิสิตต้องเป็นผู้ให้ ซึ่งวันนี้เป็นนิสิตผู้รับ แต่ต่อจากนี้ไปจะต้องเป็นผู้ให้ เกิดมาต้องรู้จักให้ และตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ซึ่งพระสยามเทวาธิราชจะปกป้องทุกคนที่เป็นคนดี \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-c99051316097404b81cad9f57ff41b94", "input": "Title: กกต.ป่วนหนัก พล.อ.จารุภัทร ไขก๊อก ที่เหลือเจอไล่ส่ง \n Body: ประชาไท—16 พ.ค.2549 สถานการณ์ภายในคณะกรรมการการเลือกตั้งวุ่นหนัก หลัง พล.อ.จุรุภัทร เรืองสุวรรณ ลาออกจากตำแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยระบุเหตุผลทนความกดดันไม่ไหว หลายฝ่ายประสานเสียงเรียกร้องอีก 3 คนที่เหลือลาออก พร้อมดักทางสุชนอย่าไม่เห็นด้วยหากให้เลือก กกต. อีกเพียง 2 คนเพื่ออุดช่องว่าง\n\n \n\nทั้งนี้ มีกระแสข่าวมาตลอดช่วงบ่ายวันที่ 15 พ.ค. ว่า พล.อ.จารุภัทรจะลาออก พร้อม ๆกับที่บุคคลใกล้ชิดออกมาให้ข้อมูลที่สอดคล้องกันกับกระแสข่าวอย่างไรก็ตามยังไม่มีการยืนยันว่าหนังสือลาออกจากตำแหน่ง กกต. ถึงมือนายสุชน ชาลีเครือหรือยัง แต่ก็ได้รับคำยืนยันจากนายสุชนว่า พล.อ.จารุภัทรติดต่อมาเพื่อพูดคุยเรื่องดังกล่าว\n\n \n\nสุชน นัดประชุมด่วนวันพรุ่งนี้ เตรียมเสนอเลือกอีก 2 คนอุดช่องโหว่\n\nนายสุชน ชาลีเครือรักษาการประธานวุฒิสภา กล่าวว่าได้รับการติดต่อจากเลขานุการของพล.อ.จารุภัทรแล้ว ตั้งแต่ช่วงเที่ยงของวันนี้ พร้อมกับกล่าวว่าการลาออกของพล.อ.จารุภัทรเป็นการตัดสินใจของผู้ดำรงตำแหน่งกกต.เอง ไม่เกี่ยวข้องกับวุฒิสภา ส่วนพล.อ.จารุภัทร จะส่งสำเนาเรื่องการลาออกมาที่วุฒิสภาหรือไม่นั้น ไม่ทราบ ขณะนี้สำนักเลขาธิการวุฒิสภา ถือว่าเป็นหน่วยงานธุรการเท่านั้น ไม่มีความจำเป็นที่จะมาลาออกกับรักษาการประธานวุฒิฯ แต่อย่างใด\n\n \n\nจากนั้นนายสุชนให้ความเห็นต่อกรณีที่ตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งว่างอยู่ถึง 2 ตำแหน่งว่า ขณะนี้บ้านเมืองกำลังเกิดช่องว่าง ว่างเว้นอำนาจการบริการราชการ เพราะมีแค่รัฐบาลรักษาการ การพัฒนาประเทศ และการยอมรับจากประเทศก็เป็นเรื่องสำคัญ รวมทั้งขณะนี้เราอยู่ในระหว่างการจัดงานสำคัญ ดังนั้น ถ้ามีการลาออกจริง ตนมีหน้าที่ในการสรรหาที่ต้องหาทางสรรหาให้ถูกกฎหมายโดยเร็วที่สุด\n\n \n\nโดยนายสุชนเปิดเผยว่า ในวันที่ 16 พ.ค. จะประชุมร่วมกับที่ปรึกษากฎหมายว่าจะต้องส่งเรื่องนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าหากใช้การสรรหาตามรัฐธรรมนูญ 138(3) ที่ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเสนอชื่อแทนกรรมการสรรหาได้เลยหรือไม่ ถ้าหากพรุ่งนี้ได้ข้อยุติมติที่ประชุมกับที่ปรึกษากฎหมายจะส่งศาลรัฐธรรมนูญในวันถัดไปทันที\n\n \n\nเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การสรรหากรรมการ กกต.แทน นายจรัล บูรณพันธุ์ศรี กรรมการ กกต.ที่เสียชีวิตไป กรรมการสรรหาครั้งนั้นมีการตีความรัฐธรรมนูญ ม.138 ไว้อย่างไร นายสุชน กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้จะนำรายละเอียดในเรื่องนี้ทั้งหมดให้ที่ประชุมฝ่ายกฎหมายดู และเรื่องนี้ก็เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาในช่วงนั้น ซึ่งตอนนั้นขาดองค์ประกอบจากศาลรัฐธรรมนูญ และตอนนั้นกรรมการสรรหาก็ส่งเรื่องมาให้ตนว่าจะทำอย่างไรต่อไป ตนจึงเสนอให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญ\n\n \n\nเสธ. หนั่นเชื่อ กกต.ต้องลาออกหมด\n\nด้าน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ หัวหน้าพรรคมหาชน กล่าวว่าขณะน้พรรคมหาชนยังคงเรียกร้องให้ กกต. ทั้ง 4 คนลาออกจาตำแหน่ง เพื่อให้เกิดความสบายใจแก่ทุกฝ่าย พร้อมทั้งกล่าวถึงกรณีที่ พล.อ. จารุภัทร ลาออกไปแล้วว่า คาดหวังให้กกต. ที่เหลือลาออกด้วย ตาหากไม่ลาออกก็คงไม่มีใครไปบังคับได้\n\n \n\nสริยะใส ดักคอสุชน อย่าทำตัวเป็นลิ่วล้อชิงสรรหา กกต. อุดรอยโหว่\n\nนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงกรณีการลาออกของ พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ ถือเป็นความรับผิดชอบที่ควรได้คำชมเชย เป็นการรักษาคำสัตย์ปฏิญาณตนของผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกตำแหน่ง ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับการปฏิบัติหน้าที่ \n\n \n\nพร้อมกันนี้ นายสุริยะใสได้กล่าวไปถึงนายสุชน ชาลีเครือว่าอยาทำตัวเป็นลิ่วล้อนอกเวลา เพราะหากมีการสรรหากกต. เข้ามาแทน กกต. ซึ่งว่างอยู่ 2 ตำแหน่งก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไป นายสุชนจึงควรแนะนำให้ กกต. ที่เหลืออีก 3 คนลาออกจะเหมาะสมกว่า \n\n \n\nรักษาการ ส.ว. ล่ารายชื่อวันนี้ เรียกร้องกกต. ที่เหลือลาออก\n\nความเคลื่อนไหวของรักษาการส.ว. นายปรีดี หิรัญพฤกษ์ รักษาการ ส.ว.ปทุมธานี ได้เรียกร้องให้ กกต. ที่เหลือร่วมกันรับผิดชอบด้วยการลาออกพร้อมกันทั้งหมด พร้อมทั้งยังได้แสดงความเห็นต่อกรณีที่นายสุชนเตรียมเรียกประชุมโดยมีแนวทางจะสรรหากกต. เพิ่มอีก 2 คนว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว และไม่สมควรทำอย่างยิ่ง\n\n \n\nทั้งนี้ นายปรีดี กล่าวว่า ที่ผ่านมามติที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายนเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบ ขัดรัฐธรรมนูญนั่นก็ย่อมแปลว่าต้องมีคนรับผิดชอบซึ่งก็คงหนีไม่พ้นกกต.นั่นเอง เพราะเป็นความรับผิดชอบตามภาระหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ\n\n \n\nนายปรีดีกล่าวว่า ส.ว.จำนวนหนึ่งได้ประชุมกันเมือ่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมากำหนดท่าที่ในการเรียกร้องให้ กกต. ทั้งหมดลาออก และจะดเนินการล่ารายชื่อภายใน สองวันนี้ \n\n \n\nทั้งนี้กลุ่ม ส.ว.ที่นำโดย นายนิพนธ์ เคยยื่นหนังสือต่อ กกต.มาก่อนหน้าที่จะมีการกำหนดวันเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน เนื่องจากเห็นว่าไม่มีความเหมาะสมก่อให้เกิดความเสียหายตามมามากมาย แต่กกต.ไม่สนใจจนนำไปสู่การเลือกตั้งแล้วศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะในที่สุดดังกล่าว\n\n \n\nด้านพรรคประชาธิปัตย์ก็ออกมาเรียกร้องให้กกต.ลาออกทั้งชุดเช่นกัน โดยนายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวเรียกร้องให้กกต. ทีเหลืออีก 3 คนลาออกจากการเป็น กกต. และว่า พล.อ.จารุภัทร ได้วางแนวทางไว้ให้แล้ว \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-48d613d157cf43fabceedf9ad9afd852", "input": "Title: พล.ต.สรรเสริญ ลาออกรองโฆษกรัฐบาล คาดประยุทธ์ ให้ไปนั่งตำแหน่งอื่น \n Body: พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เซ็นลาออกจากตำแหน่ง คาดว่า พลเอกประยุทธ์ จะให้ย้ายไปนั่งตำแหน่งอื่น แต่ยังไม่ระบุตำแหน่งชัดเจน\n13 ส.ค. 2558 กรุงเทพธุรกิจ [1] รายงานว่า แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ขณะนี้พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในหนังสือลาออกจากตำแหน่งรองโฆษกฯเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยที่ทางสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เป็นผู้จัดเตรียมเอกสารให้ และแจ้งกับ พล.ต.สรรเสริญว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะมอบหมายให้ไปทำหน้าที่ในส่วนอื่น แต่ยังไม่ได้ระบุตำแหน่งชัดเจน\nผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.สรรเสริญ ได้อยู่ระหว่างลาป่วยเป็นเวลา 2 วัน และพักรักษาโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจอยู่ที่โรงพยาบาล ทั้งนี้ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้มีกระแสข่าวว่า พล.ต.สรรเสริญ จะได้รับการแต่งตั้งเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งว่างลงหลังจากที่ นพ.ยงยุทธ มัยลาภ ได้ลาออกไปก่อนหน้านี้ โดยมี พล.อ.วิลาส อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่รักษาการอยู่ แต่ก็ไม่มีมติครม.แต่งตั้ง พล.ต.สรรเสริญตามที่มีข่าว\nด้านพล.ต.สรรเสริญ กล่าวถึงกระแสข่าวการเซ็นต์ใบลาออกจากตำแหน่งรองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี โดยคาดว่าเพื่อรับตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ยอมรับว่ามีการเซ็นต์เอกสารจริง แต่ไม่ได้อ่านรายละเอียดในเอกสาร ซึ่งการทำงานของทหารจะต้องเป็นไปตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและไม่มีลับลมคม ใน อย่างไรก็ตามขณะนี้ตนอยู่ระหว่างลาพักงานเป็นเวลา 2 วัน เพื่อเข้าการรักษาอาการไข้หวัดและขณะนี้อยู่ในระหว่างการพักฟื้นร่างกายให้ หายเป็นปกติ และยืนยันว่าการลาพักงานในครั้งนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเซ็นใบลาออกแต่ อย่างใด \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-80583461a6e944778438b8f82a58cb98", "input": "Title: แพทย์ชนบท-เครือข่ายผู้ป่วยประท้วง P4P รมว.สธ.สวนข้อประท้วงไม่สามารถรับได้ \n Body: กลุ่มแพทย์ชนบท-เครือข่ายผู้ป่วยแต่งดำบุก สธ. ต้านระบบจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน สหภาพฯ อภ. ร้อง ปกป้ององค์กร ยุติให้ข่าวโจมตีรายวัน ด้าน รมว.สธ.ชี้ข้อเสนอผู้ชุมนุมขัดหลักการไม่สามารถรับได้ ยันระเบียบการจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน ยืดหยุ่น ปรับได้ตามพื้นที่ แจงกรณี อภ. ต้องการให้เกิดความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นประชาชน\n\n24 เม.ย.56 สำนักข่าวไทย [1] รายงาน ชมรมแพทย์ชนบทกว่า 300 คน ร่วมกับเครือข่ายประชาชนผู้เสียหายทางการแพทย์ เครือข่ายผู้ป่วยโรคเอดส์ โรคไต และโรคมะเร็ง รวมตัวกันแต่งชุดดำ ที่ห้องโถงกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จังหวัดนนทบุรี เรียกร้องพร้อมแสดงการคัดค้านแนวทางการจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน (Pay for Performance : P4P) รวมทั้งพบการเข้าแทรกแซงองค์กรอิสระทางสาธารณสุข เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งเชื่อว่าจะกระทบภาคประชาชนในระยะยาว\nรวมทั้งมีการประกาศเจตนารมณ์ไม่ยอมรับนายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมทั้งจะมีการไปยื่นเรื่องให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และ สำนักงานการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย\n\nขณะที่หน้าสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข สหภาพแรงงานองค์การเภสัชกรรม (อภ.) รวมตัวกันปราศรัยเรียกร้องให้ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  และ นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี ประธานคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม ปกป้องไม่ให้มีการออกข่าวโจมตีองค์การเภสัชกรรมรายวัน เพราะอาจจะกระทบต่อการบริโภคยาของประเทศจนทำให้ประชาชนไม่มั่นใจในยาที่ผลิตภายในประเทศ แล้วหันไปใช้ยาที่นำเข้าจากต่างประเทศซึ่งมีราคาแพงกว่า\n \nหมอประดิษฐ ชี้ข้อเสนอผู้ชุมนุมขัดหลักการไม่สามารถรับได้ ยันระเบียบการจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน ยืดหยุ่น ปรับได้ตามพื้นที่ \nวันเดียวกัน เว็บไซต์สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี [2] รายงาน ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นายแพทย์พิพัฒน์ ยิ่งเสรี ประธานบอร์ดองค์การเภสัชกรรม และคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันแถลงเกี่ยวกับกรณีที่ชมรมแพทย์ชนบท กลุ่มสหภาพองค์การเภสัชกรรม กลุ่มเครือข่ายผู้ป่วยโรคเอดส์ โรคไต และมะเร็ง มาชุมนุมเรียกร้องเรื่องประกาศการจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรสาธารณสุขและเรื่องขององค์การเภสัชกรรม\n\nนายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์\nนายแพทย์ประดิษฐ กล่าวว่า ในวันนี้กระทรวงสาธารณสุข ได้เชิญตัวแทนผู้ชุมนุมมาพูดคุยทำความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งได้รับข้อเสนอจากกลุ่มผู้มาชุมนุมว่าจะเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขต่อเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยอมรับในข้อเสนอ 2 ข้อ คือ\n1.ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเรื่อง การทบทวนหลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนกำลังคนภาครัฐกระทรวงสาธารณสุข\nและ2.ให้ใช้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 4 และ 6 เหมือนเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักการ จึงไม่สามารถรับข้อเสนอได้ ที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องมาโดยตลอด เป็นรายละเอียดปลีกย่อยในทางปฏิบัติ ซึ่งในระเบียบได้ยืดหยุ่นให้สามารถปรับได้ตามความเหมาะสม และให้อยู่ในอำนาจของเขตและพื้นที่พิจารณา ทั้งเรื่องของจำนวนเงิน หลักเกณฑ์ในแง่ของพื้นที่และจำนวนปีที่ทำงานในพื้นที่  สามารถมาคุยหารือกันได้\nสำหรับข้อกังวลต่างๆ ในทางปฏิบัติหลังจากมีการปรับระบบการจ่ายค่าตอบแทน เช่น จะทำให้แพทย์ลาออกมากขึ้นนั้น จากข้อมูลพบว่าขณะนี้การลาออกไม่แตกต่างจากปกติ สาเหตุส่วนใหญ่ของการลาออกคือไปศึกษาต่อ และมีผลการวิจัยของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขพบว่า การจ่ายค่าตอบแทนแบบเหมาจ่ายไม่ได้มีผลต่อการลาออกของแพทย์ เพราะแพทย์ส่วนใหญ่ไม่ได้มองเรื่องเงินเป็นหลัก แต่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต เช่น ไปเรียนต่อในระดับที่เชี่ยวชาญขึ้น โดยระบบการจ่ายค่าตอบแทนนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน ไม่ใช่ทำให้เกิดการแก่งแย่งผลงาน หรือการทำงานเพื่อล่าแต้ม โดยรัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณค่าตอบแทนอย่างเต็มที่ ซึ่งครม.มีมติชัดเจนว่าถ้าเงินไม่พอให้ขอเพิ่มเติมจากครม.ได้อีก ซึ่งความวิตกกังวลต่างๆ ที่เกิดขึ้นขณะนี้ คล้ายกับช่วงการเริ่มต้นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค มีหลายฝ่ายวิตกกังวลและบอกว่าไม่ดี จนกระทั่งขณะนี้ประชาชนได้รับสิ่งที่ดีขึ้น และกลายเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของทุกฝ่าย รวมทั้งแพทย์ชนบทด้วย\n“อยากขอให้ทุกฝ่ายมองไปข้างหน้า ว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เราจะทำในอนาคตจะดีกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นเรื่องของความไม่เข้าใจกันในเรื่องของรายละเอียดปลีกย่อยที่ปรับได้ ซึ่งมติครม.ได้พูดชัดว่าให้มีการประเมินผลการดำเนินการช่วง 1 ปี และทบทวนในช่วง 3-4 เดือนนี้ เพราะจะมีการใช้เงินผ่านสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและจะให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพเข้ามาร่วมเป็นตัวกลาง”นายแพทย์ประดิษฐกล่าว\nแจงกรณี อภ. ต้องการให้เกิดความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นประชาชน\nนายแพทย์ประดิษฐกล่าวต่อไปว่า สำหรับเรื่องที่สมาพันธ์องค์การเภสัชกรรมและเครือข่ายผู้ป่วยร้องเรียนเรื่องการเข้าไปตรวจสอบองค์การเภสัชกรรม ขอยืนยันว่าทำด้วยความตั้งใจดีและทำเพื่อประชาชน ต้องการให้องค์การเภสัชกรรมซึ่งเป็นองค์กรของรัฐมีความโปร่งใส และเกิดความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ส่วนความห่วงใยว่าอาจเกิดปัญหาการทุจริตในการจัดซื้อเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดนั้น ขอให้ช่วยกันจับตาดูต่อไป หากพบหลักฐานว่ามีการทุจริตก็ขอให้ทำบันทึกแจ้งเข้ามา หรือเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการสอบสวน ไม่ได้มีการปิดกั้น ซึ่งแพทย์ชนบทก็มีชื่อเสียงในเรื่องการสะสางการทุจริตต่างๆ ยินดีที่จะมาช่วยกันส่งเสริมให้กระทรวงฯขาวสะอาด\nด้านนายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ก่อนที่จะออกประกาศฉบับที่ 8 และ 9 กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการ 3 ประเด็น ได้แก่ 1.เรื่องการปรับพื้นที่ โดยเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลที่คิดว่าจะเปลี่ยนแปลงพื้นที่ส่งเข้ามาภายในวันที่ 19 เมษายน 2556 ขณะนี้ได้รับแล้ว และคณะกรรมการที่มีนายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ร่วมกับหน่วยงานภายนอก เช่น สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และหน่วยงานอื่นๆ จะพิจารณาภายในสัปดาห์หน้า\nประเด็นที่ 2 คือรายละเอียดของประกาศฉบับที่ 9 ซึ่งเป็นเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน กระทรวงฯได้รับฟังความคิดเห็นและพยายามจะปรับหลักเกณฑ์การเก็บคะแนน ได้เปิดให้ยืดหยุ่นให้คณะกรรมการระดับเขตพิจารณาปรับแก้ได้ตามความเหมาะสม โดยประกาศฉบับดังกล่าวครอบคลุมทั้งเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาและการฟื้นฟูสมรรถภาพ รวมทั้งการออกชุมชน งานด้านบริหารและวิชาการด้วย ส่วนรายละเอียดของการเก็บคะแนน หากจะปรับเปลี่ยนไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ให้อยู่ในการวินิจฉัยของคณะกรรมการระดับเขต\nส่วนเรื่องที่ 3 คือวงเงินค่าตอบแทน ในเบื้องต้นนี้ ได้กำหนดให้ใช้เงินบำรุงของโรงพยาบาลเพิ่มเติมให้   ร้อยละ 1 เป็นขั้นต่ำ หากจะขอเพิ่มเป็นร้อยละ 2 ก็อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการเขตเช่นกันแต่หากมากกว่า ร้อยละ 2 ให้อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการระดับกระทรวงเป็นผู้พิจารณา ซึ่งเมื่อวานนี้ (23 เมษายน 2556) ได้ชี้แจงนโยบายให้แก่ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้แทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลชุมชนทุกเขตไปแล้ว และได้เน้นย้ำนโยบายของรัฐมนตรีว่ากระทรวงสาธารณสุขว่า ให้มีการบริหารจัดการยา เวชภัณฑ์และเรื่องอื่นๆ ให้เกิดประสิทธิภาพ หากแห่งใดดำเนินการได้ดี  ก็สามารถนำเงินส่วนที่ประหยัดได้ให้ผู้ตรวจราชการฯ นำมาบริหารจัดการเป็นค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงานด้วย และได้ให้เดินหน้าทำความเข้าใจเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ โดยในวันพรุ่งนี้ตนจะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และในเดือนหน้าจะประชุมชี้แจงบุคลากรทั่วประเทศอีกครั้ง จำนวน 6 รุ่น ทั้งเรื่องแนวทางปฏิรูประบบของกระทรวงสาธารณสุข และค่าตอบแทนตามผลปฏิบัติงาน\nนายแพทย์ณรงค์ได้ชี้แจงกรณีของการจัดซื้อเครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือดให้อสม.ทั่วประเทศ งบประมาณ 153 ล้านบาท ว่า เป็นงบประมาณที่ตั้งโดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เพื่อซื้อชุดอุปกรณ์ที่จำเป็นสนับสนุนการทำงานของอสม.จากการประชุมสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวานนี้ นายแพทย์สาธารณสุขหลายท่านมีความกังวลถึงความไม่ชัดเจน จึงได้ให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพไปทบทวนให้ชัดเจน และชะลอการจัดซื้อไปก่อน และให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขลงไปดูแลในพื้นที่ ว่าจังหวัดใดดำเนินการจัดซื้อไปแล้วบ้าง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีหนังสือกำชับไปยังจังหวัดอย่างชัดเจนให้ดำเนินการจัดซื้อตามระเบียบพัสดุให้ถูกต้อง และรายงานผลให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขรับทราบ นอกจากนี้ ยังได้ให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพพิจารณาเรื่องขอบเขตการทำงานของอสม.ว่าสามารถเจาะเลือดได้หรือไม่ โดยหารือกับสภาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาเทคนิคการแพทย์ และแพทยสภา \n What is the sentiment in the text for the genre: labor", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-ad9c10e780b94cfc9d3263769452ad91", "input": "Title: วิปฝ่ายค้าน-ส.ส.เพื่อไทย ยื่นหนังสือเลขาIPU ฉะรัฐบาลใช้กำลังทหารยึดสภา \n Body: วิปฝ่าย ค้าน-ส.ส.เพื่อไทย เตรียมยื่นหนังสือเลขาสหภาพรัฐสภาโลกในวันพรุ่งนี้ แฉรัฐบาลนำกำลังทหารเข้ามายึดสภา ล่วงละเมิดฝ่ายนิติบัญญัติ ด้าน\"อภิวันท์\"จวกพล.อ.เปรมอย่าคิดว่ารักชาติมากกว่าคนอื่น ชี้ทุกคนรักสถาบันเหมือนกัน เมินถูกยื่นถอดรองประธานสภา\n \n27 มี.ค.53  นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.นครศรีอยุธยา ประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (28 มีค.) ตนในฐานะตัวแทนวิปฝ่ายค้านและส.ส.พรรคเพื่อไทยที่เป็นสมาชิกรัฐสภาโลก อาทิ นายพีระพันธ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร นายสุรพงษ์ โตวัจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ นางฐิติมา ฉายแสง ส.ส.ฉะเทริงเทรา จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อเลขาธิการสหภาพรัฐสภาโลกหรือเลขา IPU ที่โรงแรมเซนทาราแกรนด์\n \nโดยจะเป็นการไป เพื่อชี้แจงสถานการณ์ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไปนำกำลังทหารเข้ามายึดสภา ซึ่งถือเป็นการล่วงละเมิดฝ่ายนิติบัญญัติ รวมทั้งสถานการณ์ที่มีการกำลังทหารตรึงกำลังในพื้นที่รอบกรุงเทพมหานครฯ ซึ่งเกินขอบเขตของพ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร รวมทั้งชี้แจงจุดยืนของพรรคเพื่อไทยที่จะไม่เข้าร่วมสังฆกรรมหรือประชุมสภา หากมีการนำเอากำลังทหารมาปิดล้อมสภาเช่นเดียวกับสัปดาห์ที่ผ่านมา  \n\"อภิวันท์\"ซัด\"ป๋า\"อย่าคิดว่ารักชาติมากกว่าคนอื่น ทุกคนรักสถาบัน เมินถูกยื่นถอดรองปธ.สภาฯพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาคนที่ 2 และส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เตรียมล่าชื่อถอดถอนจากตำแหน่งรอง ประธานสภาฯ หลังขึ้นเวทีคนเสื้อแดงว่า จากการตรวจสอบย้อนหลัง พบว่าตนไม่ได้พูดถ้อยคำหยาบคายโจมตีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ แค่พูดว่าว่านายกฯหลีกเหลี่ยงการเกณฑ์ทหารและยืนยันกับคนเสื้อแดงว่าเป็นรอง ประธานสภาฯ ที่ขึ้นเวทีคนเสื้อแดงเพื่อปกป้องเกียรติของรัฐสภา เพราะที่สภาฯมีกองกำลังทหารจำนวนมากปิดล้อมอยู่ อีกทั้งยังเข้าไปกินนอนในสภาฯ ซึ่งถือว่าเป็นเป็นการละเมิดฝ่ายนิติบัญญัติ\n\"ผมในฐานะที่เป็นศิษย์จปร.เป็นรุ่นน้องพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ท่านร่ำเรียนมาอย่างไร ผมก็เรียนมาแบบนั้นเหมือนกัน ซึ่งท่านคงคิดว่าท่านรักชาติมากกว่าคนอื่น แต่ผมไม่เชื่อ เพราะทุกคนรักชาติและสถาบันเหมือนกัน\" รองประธานสภาฯ กล่าว\n \nเริ่มประชุมไอพียูปู่ชัยยันสัปดาห์ประชุมสภาปกติผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ว่า การประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภ (ไอพียู) ครั้งที่ 122 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ได้เริ่มอย่างไม่เป็นทางการแล้ว โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญ คือ 1.การอภิปรายทั่วไปเกี่ยวกับสถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมระดับโลกภายใต้หัวข้อ “รัฐสภาในฐานะศูนย์รวมของการสร้างความปรองดองทางการเมืองและธรรมมาภิบาล 2.ความร่วมมือและความรับผิดชอบร่วมกันในการต่อต้านขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการค้ายาเสพติด การค้าอาวุธผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ และการก่อการร้ายข้ามชาติ 3.บทบาทของรัฐสภาในการพัฒนากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเขตซีกโลกใต้และความร่วม มือสามฝ่ายเพื่อเร่งให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ และ 4.การมีส่วนร่วมของเยาวชนในกระบวนการทางประชาธิปไตย \nโดยการประชุมได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าโดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา นายธีโอเบน กุรีราบ  ประธานสหภาพรัฐสภา และนายแอนเดอร์ส บี. จอนห์สัน เลขาธิการสหภาพรัฐสภา เป็นประธานในการประชุม\nน.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภา คนที่สองกล่าวก่อนเข้าประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา ครั้งที่ 122 ว่า ในช่วงบ่ายจะมีการประชุมสมาชิกรัฐสภาสตรี ครั้งที่15 ซึ่งการประชุมในครั้งนี้มีสมาชิกสภาสตรีจำนวน 193 คน ที่เข้าร่วมการประชุมและมีอีกกว่าร้อยละ 28.2  ของสมาชิกรัฐสภาทั่วโลกที่เป็นสตรี  ซึ่งตนเชื่อว่าการประชุมของสมาชิกรัฐสภาสตรีจะประสบความสำเร็จในการสร้าง ความสมานฉันท์ระหว่างสตรีด้วยกัน  อีกทั้งยังหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะสร้างความเท่าเทียมกันหระหว่างชายและ หญิง ซึ่งประเด็นเรื่องสิทธิความเท่าเทียมกันจะอยู่ในลำดับต้นๆในเวทีของการ ประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภาครั้งนี้ เพราะที่ผ่านมามีปัญหาเกิดขึ้นกับสตรีอย่างมาก ตนจึงอยากให้ผู้นำสตรีที่มาประชุมร่วมกันครั้งนี้ร่วมกันรณรงค์ให้มีการยุติ การกระทำที่ก่อให้เกิดความรุนแรงต่อสตรีในทุกรูปแบบ\nในเวลา 15.00 น. พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จะเสด็จเป็นองค์ปาฐถกนำในการเสวนาระหว่างสมาชิกรัฐสภาสตรีและสมาชิกรัฐสภาบุรุษในหัวข้อ “การยุติความรุนแรงต่อสตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีในศูนย์กักกันและสตรีที่ต้องขัง” ท่ามกลางบรรยากาศการรักษาความปลอดภัยให้กับผู้เข้าร่วมประชุมอย่างเข้มข้น โดย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารทั้งในและนอกเครื่องแบบรวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความ ปลอดภัยของโรงแรม ตรวจตรายานพาหนะทุกคันที่ทางเข้าออก รวมทั้งมีการติดตั้งเครื่องตรวจวัตถุระเบิดบริเวณทางเข้าเพื่อตรวจบุคคลที่ จะเข้าร่วมประชุมอย่างละเอียด ซึ่งถือเป็นมาตราการการรักษาความปลอดภัยขั้นสูง \nนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเปิดประชุมคณะกรรมาธิการประสานงานสมาชิกรัฐสภาสตรี กล่าวถึงการประชุมไอพียู ว่า ดำเนินตามกรอบวิธีปฏิบัติและขั้นตอนการประชุมของไอพียู ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม -1 เมษายนนี้ ส่วนวันที่ 2 เมษายนนี้ตนจะพาคณะที่เข้าร่วมประชุมไปทัศนศึกษาเพื่อประชาสัมพันธ์เรื่อง การท่องเที่ยว เมื่อถามว่า การประชุมครั้งนี้มีการประชุมหัวข้อทางการเมือง จะนำกรณีของการเมืองไทยเข้าสู่การประชุม เพื่อนำมาเป็นแนวทางมาแก้ไขปัญหาในปัจจุบันหรือไม่ นายชัย กล่าวว่า การเมืองไทยต้องคนไทยเป็นคนแก้ ฝรั่งมาแก้ไม่ได้ แขกก็มาแก้ไม่ได้ด้วยเหมือนกัน นอกจากคนไทยด้วยกันช่วยกันแก้ซึ่งขณะนี้เราก็ช่วยกันแก้อยู่แล้ว ซึ่งตนถูกถีบถูกกระทืบก็ยอมไม่ถือสาหาความอะไร \nผู้สื่อข่าวถามถึง กรณีที่คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ทำหนังสือถึงประธานวุฒิสภาเพื่อเรียกร้องให้วุฒิสภาพิจารณาร่างกฎหมายจำนวน 3 ฉบับ ที่สภาผู้แทนราษฎรผ่านในวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา โดยไม่มีตัวแทนฝ่ายค้านเข้าร่วมประชุมซึ่งถือเป็นการฉวยโอกาส นายชัย ว่า ไม่ได้เป็นการฉวยโอกาส เพราะการประชุมในวันดังกล่าวมีองค์ประชุมแบบครบ ซึ่งฝ่ายค้านไม่ได้เข้าร่วมประชุมสภาเองดังนั้นจะมาว่าผู้เข้าร่วมประชุมไม่ ได้ เพราะการประชุมสภาเป็นหน้าที่ของส.ส. เมื่อไม่เข้าประชุมคนที่เข้าประชุมก็ทำหน้าที่ตามหน้าที่ของกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับของรัฐสภา \nนายชัย กล่าวว่า สำหรับการประชุมในสัปดาห์หน้านั้นจะมีการประชุมสภาตามปกติ ส่วนกรณีที่นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.อยุธยา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้านพร้อมส.ส. 40 คนทำหนังสือเรียกร้องให้ถอนกำลังทหารและเก็บลวดหนามและสิ่งกีดขวางออก จากบริเวณรัฐสภานั้น ตนเคยพูดไว้ว่าถ้ามีอะไรให้ไปพูดกันที่สภา เพราะสภาเป็นสถานที่ที่จะคลี่คลายปัญหาไม่ใช่สภาอยู่ข้างถนน อย่างไรก็ตามเมื่อพรรคฝ่ายค้านยื่นเรื่องมาที่ให้รื้อถอนนั้นตนได้มอบให้ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทำเรื่องแจ้งไปยังรัฐบาลให้ดำเนินการตามนั้น ซึ่งขณะนี้รัฐบาลก็ได้รื้อถอนออกไปแล้ว แต่บางส่วนเราไม่มีอำนาจ เพราะเป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง เพราะรัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่นคง รัฐบาลย่อมมีสิทธิตามกฎหมายมาตรา 18 และมาตรา 15 ดังนั้น หากมีการประชุมสภาแล้วไม่มีความปลอดภัยส.ส.ทั้ง 41 คนต้องรับผิดชอบ \nผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่คนเสื้อแดงขับไล่ทหารกลับกรมกอง นายชัย กล่าวว่า เป็นสิทธิของประชาชนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ คนเสื้อแดงก็สามารถทำได้เราจะไปขัดขวางไม่ได้เนื่องจากมีกฎหมายคุ้มครอง สิทธิเขาอยู่ แต่ถ้าทำผิดกฎหมายฝ่ายความมั่นคงก็จะดำเนินการตามกฎหมาย ยืนยันว่าตนไม่กังวลเพราะประเทศไทยเป็นของทุกคน เมื่อถามว่าเป็นห่วงภาพลักษณ์ของประเทศไทยหรือไม่ นายชัย กล่าวว่า ไม่มีอะไร ประเทศไทยเป็นประเทศเสรี ประชาธิปไตยไม่มีภาพลักษณ์อะไรเสียหาย  ส่วนการชุมชนของคนเสื้อแดงก็ประกาศว่าสันติอหิงหา อย่างไรก็ตามฝ่ายนิติบัญญัติจะทำหน้าที่ ประชาสัมพันธ์ให้ทั่วโลกรู้ว่าประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ เป็นสยามเมืองยิ้ม เพื่อให้ทั่วโลกมาศึกษาและเขาก็เห็นแล้วว่าประเทศไทยเป็นอย่างไร วันนี้การท่องเที่ยวก็ไม่ได้หยุดชะงัก ชาวต่างชาติก็ยังเดินทางเข้ามาประเทศตามปกติ รวมไปถึงการขายสินค้าออกและเศรษฐกิจของประเทศก็ดี ฉะนั้นตนจึงไม่มีความเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่คนเสื้อแดงมีการแสดงออกเช่นนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย\nด้าน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาคนที่ 2 และส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้รับการติดต่อจากตัวแทนกลุ่ม 3 กลุ่มคือ 1 กลุ่มส.ส.พรรคเพื่อไทย 2 .กลุ่มคนเสื้อแดง และ3.กลุ่มอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ขอเข้ายื่นหนังสือต่อนายแอนเดอร์ส บี จอนห์สัน เลขาธิการสหภาพรัฐสภา ซึ่งเลขาธิการสหภาพรัฐสภาได้ตกลงที่จะเป็นผู้รับหนังสือด้วยตัวเอง โดยได้นัดหมายให้ทั้ง 3 กลุ่มเข้าพบในเวลา 11.00 น.ของวันที่ 28 มีนาคมนี้ สำหรับการยื่นหนังสือของคนเสื้อแดงนั้นทราบว่าจะมีสุภาพสตรีเพียง 3 คนเป็นตัวแทนในการยื่นหนังสือ โดยมั่นใจว่าการประชุมไอพียูครั้งนี้จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ ตนได้ขอร้องแกนนำคนเสื้อแดงไปว่าอย่านำกลุ่มผู้ชุมชนมาชุมนุมบริเวณสถานที่ การจัดประชุม ซึ่งแกนนำก็รับทราบแล้วเข้าใจ“ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจะมาที่ประชุมไอพียูว่า ตนได้คุยกับแกนนกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งยืนยันว่าจะไม่มีแน่นอน เพราะเขาทราบว่าจะมีแดงเทียมมาก่อกวนที่ประชุม เพราะมีข่าวว่ามีการเตรียมรถจักรยานยนต์กว่า 500 คนจากจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งขณะนี้เดินทางมาแล้ว\nปธ.วุฒิยันประชุมวุฒิจันทร์นี้ ตร.-ทหาร รักษาความปลอดภัยได้\nที่โรงแรมซ็นทารา แกรนด์ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภาให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมวุฒิสภาในวันจันทร์ที่ 29 มีนาคมนี้ว่า ยืนยันว่าจะมีการประชุมวุฒิสภาตามปกติ ตนได้สอบถามพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผบ.ตร.ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทางตำรวจยืนยันว่าไม่มีปัญหา จึงมั่นใจว่าตำรวจและทหารจะสามารถรักษาความปลอดภัยได้ แม้จะไม่มีบังเกอร์และลวดหน้ามาเตรียมพร้อมไว้ก่อน  หากจะมีเหตุใดเกิดขึ้นจะต้องมีสิ่งบอกเหตุก่อน  จู่ๆม็อบคงจะไม่มาล้อมรัฐสภาโดยทันที ตนมั่นใจว่ารัฐสภาไม่ใช่เป้าหมายในการก่อความไม่สงบ เพราะกลุ่มเสื้อแดงมีเป้าหมายอยู่ที่โค่นล้มรัฐบาล ที่ผ่านมาสังเกตได้ว่าการยิงระเบิดเอ็ม 79 ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็นกรมบังคับคดี สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงกลาโหม  ซึ่งคนเสื้อแดงคงไม่มาทำอะไรต่อรัฐสภา\nเมื่อถามว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจเองเป็นผู้ออกมาระบุว่ามีการขน อาวุธสงครามเข้ากรุงเทพฯจำนวนมาก  นายประสพสุข กล่าวว่า หากเป็นอย่างนี้ก็น่าเป็นห่วง เจ้าหน้าตำรวจก็ต้องเพิ่มมาตรการในการรักษาความปลอดภัย ในส่วนของรัฐสภาเองเท่าที่ตนได้คุยกับส.ส.ฝ่ายค้านและพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาฯก็บอกว่าไม่ต้องกลัว คนเสื้อแดงจะไม่มาทำอะไรสภาฯแน่นอน  จึงทำให้มั่นใจว่าตำรวจและทหารจะร่วมมือกันในการรักษาความปลอดภัยได้ ถ้าหากเราไม่มั่นใจกันเอง ต่างชาติก็คงไม่มาร่วมประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภาหรือไอพียู \n \nผู้สื่อข่าวถามถึงการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 ที่วุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 สามารถเข้าชื่อยื่นขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อให้รัฐบาลได้ชี้แจงข้อเท็จจริงถึงสถานการณ์บ้านเมืองต่อประธานวุฒิสภา นายประสพสุข กล่าวว่า ได้ส่งญัตติถึงมือนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว รอเพียงการตอบกลับว่าจะมาชี้แจงได้ในวันใด ส่วนที่มีความกังวลว่าญัตติของวุฒิสภาที่เสนอไป 2 ญัตติอาจจะมีอันต้องตกไปนั้น  นายประสพสุข กล่าวว่า ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่มีวันตก เพราะเหมือนกับการเสนอร่างกฎหมาย 2 ฉบับที่สามารถพิจารณารวมกันได้  อย่างไรก็ตามตนเห็นว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมที่นายกรัฐมนตรีน่าจะมาชี้แจงต่อ วุฒิสภาได้คือวันที่ 5 เมษายนนี้\n\n \nเรียบเรียงจากเว็บไซต์มติชน ไทยรัฐ กรุงเทพธุรกิจ \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-83c9e7032a73467983e67390771f96ae", "input": "Title: ครม.เศรษฐกิจ ตั้งคณะกรรมการสางปัญหามาบตาพุด \n Body: เมื่อวันที่ 11 พ.ย. นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ยอมรับที่จะเป็นประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อตรวจสอบการดำเนินการโครงการ 76 โครงการ และแนะแนวทางแก้ปัญหามาบตาพุด โดยนายกฯ จะลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการฯก่อนที่จะเดินทางไปสิงคโปร์ เพื่อความรวดเร็วในการทำงาน \nด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะกรรมการ 4 ฝ่าย ประกอบด้วย ภาครัฐบาล ซึ่งที่ประชุมมอบหมายให้นายกอร์ปศักดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มีความต่อเนื่องในการดำเนินงาน ส่วนภาคเอกชน ขณะนี้ได้เจรจาผู้ประกอบการไว้แล้ว 2 คน คือ ตัวแทนจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ส่วนที่เหลืออีก 2 คน กำลังเจรจาหารือ ส่วนตัวแทนจากภาคประชาชนและนักวิชาการ ก็กำลังสรรหาเช่นกัน \nสำหรับหน้าที่และกรอบการทำงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ซึ่งมีแนวทางในการทำงานแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1.ภายใน 30 วัน คณะกรรมการะประเมินภาพรวมของโครงการทั้งหมด 76 โครงการว่าโครงการใดมีปัญหาอย่างไร และโครงการใดที่สามารถเดินหน้าได้บ้าง และหากเดินหน้าจะเดินหน้าอย่างไร 2.ภายใน 60 วัน จะศึกษารายละเอียดและแผนการดำเนินงานและกรอบการทำงานที่ชัดเจนในมาบตาพุด ว่าเขตใดจะเป็นเขตควบคุมมลพิษ และเขตเดิมจะดำเนินการอย่างไร รวมถึงการเยียวยาประชาชนในพื้นที่ และ 3.ภายใน 120 วัน จะพิจารณารายละเอียดกฎระเบียบและขอบเขตของการทำงานตามมาตรา 67 (2) ในรัฐธรรมนูญปี 2550 เพื่อให้เกิดความชัดเจน\n“คณะกรรมการที่มีอดีตนายกฯ อานันท์ เป็นประธาน จะพิจารณาตามกรอบการทำงานเพื่อแก้ปัญหามาบตพุด อะไรที่เป็นปัญหา ก็จะได้แก้ปัญหา และเมื่อมีข้อเสนอแนะ ให้รายงานต่อนายกฯโดยตรง เพราะนายกฯจะรับคำแนะนำจากคณะกรรมการชุดนี้โดยตรง ทั้งนี้การตั้งคณะกรรมการที่มาจากทุกฝ่ายน่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเช่นกัน และเชื่อว่าบรรยากาศน่าจะคลี่คลายลงได้” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าว\n \n\nที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-b25370b2adb045d2a30955f5fbe89466", "input": "Title: มูลนิธิผสานวัฒนธรรมทำจดหมายขอพบ-เยี่ยมผู้ต้องหาในเรือนจำพิเศษ มทบ.11 \n Body: 17 พ.ย. 2558 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมว่า นายสุรพงษ์ กองจันทึก รักษาการ ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ส่งจดหมายถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เพื่อขอเข้าพบและเยี่ยมเยือนผู้ต้องหาเรือนจำพิเศษ มณฑลทหารบกที่ 11 ทั้งสามเพื่อได้ทราบถึงสภาพความเป็นอยู่ และการได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ในฐานะผู้ต้องหาและผู้ต้องขังของบุคคลทั้ง 3 ราย\nสำหรับเหตุผลของการทำจดหมายขอเข้าเยี่ยมผู้ต้องหาในเรือนจำพิเศษฯ นั้น สืบเนื่องมาจากการที่เจ้าหน้าที่ได้จับกุมนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือหมอหยองกับพวก และนำตัวไปควบคุมตัวไว้ที่เรือนจำชั่วคราว แขวงถนนนครไชยศรี ภายในมณฑลทหารบกที่ 11 ( มทบ.11 ) ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ได้แถลงต่อสาธารณะว่ามีผู้ต้องหาสองคนได้เสียชีวิตลงในเรือนจำดังกล่าวคือ พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา เสียชีวิตวันที่ 23 ต.ค. ทีผ่านมา โดยตามแถลงการณ์กรมราชทัณฑ์ระบุเหตุจากการผูกคอตนเอง และต่อมาวันที่  9 พ.ย. 58 กรมราชทัณฑ์ได้แจ้งข่าวว่านายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ ก็ได้เสียชีวิตลงอีกคนหนึ่งเนื่องจากระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลว จากการติดเชื้อในกระแสโลหิต เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา\nมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเห็นว่าการเสียชีวิตของผู้ต้องหาดังกล่าวทั้ง 2 ราย ซึ่งเป็นคดีสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานที่ควบคุมตัวพิเศษ ยากที่ญาติพี่น้องหรือทนายความของผู้ต้องขังจะเยี่ยมหรือติดต่อได้ ทำให้เกิดข้อสงสัยในหมู่ประชาชนถึงความถูกต้อง โปร่งใสในการปฏิบัติต่อผู้ต้องหา และความปลอดภัยของผู้ต้องขังที่เหลืออยู่ในเรือนจำดังกล่าว โดยในปัจจุบันยังมีผู้ต้องหาอยู่ในการควบคุมตัวตามข่าวปรากฎว่ามีอีกสามรายได้แก่ นายจิราวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ หรือ อาท ชัตเตอร์เทพ ผู้ต้องหาคดีความผิดตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งอยู่ในชุดเดียวกับผู้เสียชีวิตทั้งสองรายข้างต้น  และผู้ต้องหาคดีระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์อีก 2 คน คือนายอาเดม คาราดักและนายไมไรลี ยุซูฟุ\nสำหรับมูลนิธิผสานวัฒนธรรมนั้นเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนซึ่งไม่แสวงผลกำไร จดทะเบียนเลขที่ ต.9/2545 มีวัตถุประสงค์และกิจกรรมในการส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สร้างความเข้มแข็งให้แก่นิติรัฐ ส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรม การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเสริมความเข้าใจ และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างชนกลุ่มต่างๆเพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชนแก่ประชน ตรวจสอบและทำรายงานกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นต้น \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-09e5e6aa3e7245b8ba4253a09b8bc184", "input": "Title: ล้มโต๊ะเจรจา! ชาวบ่อแก้วประกาศชุมนุมยืดเยื้อ เหตุ 'อ.อ.ป.' ยันห้ามชุมชนใช้ไฟฟ้า \n Body: เจรจาขอยุติการรื้อถอนไฟฟ้าในชุมชนบ่อแก้วล่ม ‘อ.อ.ป.’ ยืนยันห้ามชุมชนใช้ไฟฟ้าในพื้นที่สวนป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ด้านชาวชุมชนยกกรณีศูนย์ธรรมรัศมีห่างชุมชนแค่ 200 เมตร แต่น้ำ-ไฟพร้อม ก่อนลุกออกห้องประชุม ประกาศชุมนุมยืดเยื้อ\n\n\nวันนี้ (11 ก.พ.56) บริเวณหน้าที่ทำการอำเภอคอนสาร ชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ กว่า 100 คน เดินทางมาชุมนุมตั้งแต่ช่วงเช้าของวัน เพื่อรอฟังผลการประชุมหามาตรการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชุมชน จากกรณีที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) สั่งให้ชาวบ้านทำการรื้อถอนระบบไฟฟ้าในชุมชน หลังจากที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคคอนสารได้เข้ามาดำเนินการติดตั้งเพียงไม่กี่วัน\n \nสืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 7 ก.พ.56 ชาวบ้านชุมชนบ่อแก้วได้ชุมนุมเรียกร้องให้นายอำเภอคอนสารเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างชาวบ้านกับหน่วยงานที่เกี่ยวของ อาทิ หัวหน้าสวนป่าคอนสาร ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรคอนสาร ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอคอนสาร กำนันตำบลทุ่งพระ และผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ตำบลทุ่งพระ เพื่อขอให้ยุติการรื้อถอนระบบไฟฟ้าจากชุมชน\n \n\n \nผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมที่มีนายอำเภอคอนสารเป็นประธานเริ่มต้นเมื่อ เวลา 14.00 น. แต่การเจรจาระหว่างชาวบ้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครั้งนี้ล้มเหลว เนื่องจาก หัวหน้าสวนป่าคอนสาร ในฐานะตัวแทน อ.อ.ป.เจ้าของพื้นที่ยืนยันให้ชาวบ้านปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ให้มีสิ่งก่อสร้างและสาธารณูปโภคในพื้นที่สวนป่าคอนสาร ขณะที่กลุ่มชาวบ้านพยายามโดยยืนยันถึงสิทธิในที่ดินทำกิน ก่อนที่ อ.อ.ป.จะเข้ามาใช้พื้นที่เพื่อปลูกป่ายูคาฯ นับแต่ปี 2521 แต่ก็ไม่เป็นผล\n \nหลังการเจรจาผ่านไปได้ราว 2 ชั่วโมง กลุ่มชาวบ้านที่เข้าร่วมเจรจาได้เดินออกจากที่ประชุมโดยที่การประชุมยังไม่ได้ข้อยุติ และประกาศจะชุมนุมยืดเยื้อต่อไป\n \n\n \nนายสมาน บานตา ชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว กล่าวภายหลังจากการเข้าร่วมในการเจรจาว่า อ.อ.ป.ไม่ยอมให้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่บ้านบ่อแก้วโดยอ้างเงื่อนไขของข้อกฎหมาย แม้ชาวบ้านพยายามอธิบายในข้อเท็จจริงก็ไม่ยอม ชาวบ้านจึงยกกรณีของศูนย์ธรรมรัศมีเนื้อที่กว่า 200 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่สวนป่าคอนสารเช่นกันและอยู่ห่างจากที่ตั้งชุมชนเพียง 200 เมตร ที่มีการก่อสร้างถาวรวัตถุ มีการก่อสร้างอาคาร และมีไฟฟ้าใช้อย่างสะดวกสบาย แต่ อ.อ.ป.\n \n“คนจน เจ้าของที่ดินดั่งเดิม ต้องการไฟฟ้าเพื่อใช่ในชีวิตประจำวัน เพื่อการเกษตรกลับไม่สมควรที่จะมีไฟฟ้าใช้” นายสมาน กล่าวถึงความต้องการของชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว 60 ครอบครัว ซึ่งถูก อ.อ.ป.ปฏิเสธ\n \n\n \nนายสมาน กล่าวด้วยว่า บทสรุปของการประชุมคือ อ.อ.ป.ไม่อนุญาตให้ชาวบ้านใช้ไฟฟ้า เนื่องจากการติดตั้งไฟฟ้าไม่มีการขออนุญาตจาก อ.อ.ป.ก่อน ขณะที่นายอำเภอคอนสารก็ยืนยันให้ อ.อ.ป.เป็นผู้ตัดสินใจ ชาวบ้านจึงเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะร่วมประชุมกันต่อไป\n \n“ชาวบ้านยืนยันร่วมกันว่าเราจะชุมนุมกันต่อไป และจะค้างคืนกันอยู่ที่นี่จนกว่าจะมีมติให้ชาวบ้านได้ใช้ไฟ” นายสมาน ระบุ\n \n\n \nส่วนนางสาววิชชุนัย ศิลาศรี ชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว กล่าวว่า ในกรณีของศูนย์ธรรมรัศมีนั้น อ.อ.ป.ชี้แจงว่าได้มีการทำข้อตกลงร่วมกับชาวบ้านในการจัดทำศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต โดยมีการทำประชาคมแล้ว และที่ผ่านมาได้ให้ความร่วมมือกับ อ.อ.ป.เป็นอย่างดี\n \nอย่างไรก็ตาม ในเรื่องการก่อตั้งศูนย์ธรรมรัศมีในพื้นที่กว่า 200 ไร่ และการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ซึ่งอาจไม่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น อ.อ.ป.ระบุว่าจะตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง โดยไม่เกี่ยวข้องกับกรณีของชุมชนบ่อแก้ว\n \n\n \nทั้งนี้ ชุมชนบ่อแก้ว ก่อตั้งเมื่อปี 2552 ในพื้นที่สวนป่าคอนสาร โดยกลุ่มชาวบ้านซึ่งอ้างว่าได้รับผลกระทบจากการประกาศพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม ตั้งแต่ปี 2516 ซึ่งต่อมาในปี 2521 อ.อ.ป.ได้สัมปทานทำไม้ และดำเนินปลูกสร้างสวนป่าคอนสารเพื่อปลูกยูคาลิปตัสบนพื้นที่กว่า 4,401 ไร่\n \nเมื่อมีการตั้งชุมชน  อ.อ.ป.ได้ใช้กระบวนการทางกฎหมาย โดยฟ้องขับไล่ชาวบ้านจำนวน 31 คนให้ออกจากพื้นที่ เมื่อวันที่ 27 ส.ค.2552 จนนำมาสู่การดำเนินคดีกับชาวบ้านในฐานะผู้บุกรุกป่า ล่าสุดคดีดังกล่าวอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลฎีกา\n \nส่วนกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินทับซ้อนกับเขตป่า ที่ผ่านมาชาวบ้านได้ร่วมกับเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสานเคลื่อนไหวเรียกร้องกระบวนการแก้ไขปัญหาต่อรัฐบาล โดยการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน \n What is the sentiment in the text for the genre: environment", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-376897490983441b98c2674d1b7ab172", "input": "Title: เสวนา “70 ปีประเทศไทย: ประชาชน ประชาชาติ กับประชาธิปไตย” (ตอนที่ 1) \n Body: เสวนาในโอกาสครบรอบ 78 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่คณะสังคมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ “อานันท์ กาญจนพันธุ์” เสนอไปให้พ้นกรอบชาตินิยมไปสู่โลกไร้พรมแดน และใช้ปัญญาใหม่พัฒนาประชาธิปไตย “ยศ สันตะสมบัติ” เปิดประเด็น เมื่อชนชั้นกลางสมาทานคณาธิปไตย และการยึดอำนาจรอบล่าสุด ส่วน “ธเนศวร์ เจริญเมือง” ชี้ประชาธิปไตยติดขัดอยู่ที่รัฐรวมศูนย์อำนาจ พร้อมเสนอสรุปบทเรียน \"19 พฤษภาคม 53\" ยกโมเดล “18 พฤษภาคม 23” ที่กวางจู\n\nเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 53 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันครบรอบ 78 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร และครบรอบ 70 ปีเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นประเทศไทย ที่ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีโครงการเสวนาทางวิชาการ “70 ปีประเทศไทย: ประชาชน ประชาชาติ กับประชาธิปไตย” โดยช่วงเช้า มีปาฐกถานำเรื่องเกี่ยวกับสังคมศาสตร์กับความขัดแย้งในสังคมไทย โดย ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่\n \nไปให้พ้นชาตินิยมสู่โลกไร้พรมแดน และใช้ปัญญาใหม่พัฒนาประชาธิปไตย\nอานันท์ กาญจนพันธุ์ กล่าวปาฐกถาว่า การเปลี่ยนแปลงของประชาธิปไตยที่ทุกคนต่างแสวงหาเสรีภาพอย่างแท้จริงยังไม่เกิดขึ้นจริง เพราะทุกฝ่ายได้มองความขัดแย้งว่าเป็นปัญหา แท้จริงแล้วความขัดแย้งเป็นเพียงปลายเหตุของปัญหาที่ต้องค้นหา คือ สาเหตุในก้นบึงของปัญหาที่เกิดจากการครอบงำซึ่งทำให้ มองสิ่งที่เกิดขึ้นในเชิงลบ ถ้านำหลักคิดทางด้านสังคมศาสตร์เพื่อให้เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของระบอบประชาธิปไตยว่ามีปัญหาบางอย่างที่ฝั่งรากลึกในการครอบงำสังคมไทยอยู่ 3 ประการ\nประการแรก การมองความขัดแย้งเป็นปัญหาผลกระทบด้านเดียวที่เกิดจากการครอบงำ มองความขัดแย้งเป็นเชิงลบด้านเดียวโดยไม่มีการสร้างสรรค์เท่ากับเป็นการปิดหูปิดตาไม่ให้เรามองเห็นอะไรได้เลย ที่จริงแล้วความขัดแย้งเป็นเพียงปรากฏการณ์ของปัญหาหรือปลายเหตุของปัญหา ทำให้เราไม่เข้าใจว่าปัญหาที่เจออยู่คืออะไร\nในสังคมไทยมีปัญหาที่ซ้อนอยู่อีก สังคมไทยปล่อยให้มีการตักตวงเอาส่วนเกินออกไปจากสังคมมากเกินไป กล่าวคือมีคนได้ประโยชน์จากคนจำนวนมาก ทั้งจากระบบภาษีที่บิดเบือน นโยบายที่เบี่ยงเบน เช่น มีการค้าอย่างเสรีแต่ไม่เน้นความเป็นธรรม ทำให้เกิดการบิดเบือนในระบบทุนนิยมแบบเสรี มีการค้าที่เสรีแต่ไม่เป็นธรรม การใช้ทุนนิยมมากเกินไปจะนำสังคมเข้าสู่ภาวะความเจ็บ ซึ่งเป็นความเจ็บที่เกิดจาก มนุษย์กระทำต่อมนุษย์ มิใช่ธรรมชาติที่ทำให้เกิด ผลกระทบจากคนบางส่วนที่ไม่รับผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุเช่น การลงทุนที่มาบตาพุดที่บริษัทต่างๆ ที่เข้ามาลงทุน ต่างก็ได้รับผลประโยชน์แต่ผู้ที่เดือดร้อนคือคนในพื้นที่ได้รับผลกระทบและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ\nท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงคนบางส่วนในสังคมหลุดออกไปจากความเข้าใจของคนทั่วไปในสังคม ซึ่งในอดีตที่มีชนชั้นสูง ชนชั้นต่ำ ชาวไร่ชาวนาจะมีบทบาทที่ชัดเจน แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงจึงเกิดกลุ่มคนกลุ่มใหม่ๆ ขึ้นมา แต่เรากลับมองไม่เห็นเช่นในอดีตชนบทที่มีแต่ชาวไร่ชาวนาแต่เดี๋ยวนี้มีคนงาน หรือที่เราเรียกคนงานนอกระบบซึ่งไม่อยู่ในสายตา กลุ่มคนเหล่านี้จึงกลายเป็นมนุษย์ล่องหน ที่บางกลุ่มเกิดความไม่ใยดีกับเขาเพราะเพียงแต่ถือว่าเป็นกลุ่มคนที่เรามองไม่เห็นจึงเป็นปัญหาในสังคมไทย\nประการที่สอง ขณะที่เกิดปัญหา ก็ยังใช้มรดกเดิมจากสถาบันเก่าในการแก้ไข ซึ่งถือว่าเป็นการครอบงำ ของสถาบันแบบเดิม ได้แก่ บ้าน วัด โรงเรียน หรือเรียกย่อๆ ว่า บวร. ซึ่งเราพูดง่ายๆ มีอะไรใหม่ๆ บ้างไหม ส่วนข้อเสนอในเรื่องชุมชน ก็เป็นชุมชนดั้งเดิม ไม่ได้ลองใช้สถาบันใหม่เช่น ระบบภาษีที่เป็นธรรมระบบกรรมสิทธิ์ ซึ่งปัญหาในปัจจุบัน เช่น คนรวยที่มีการซื้อที่ดินต่างกักตุนไว้มีการจ่ายภาษีที่น้อยต้นทุนต่ำเราต้องแก้ที่สถาบันการเสียภาษีที่มีความไม่ถูกต้องไปปรับปรุงระบบกรรมสิทธิ์ คือ ทุกอย่างเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐและเอกชนเท่านั้นรัฐก็ไม่สามารถควบคุมได้นำไปสู่การทำลายทรัพยากรอย่างมหาศาลกลไกที่มีอยู่มันผุกร่อนไม่สามารถแก้ไขระบบเสี่ยงนี้ได้ อีกระบบคือตุลากรเวลานี้เราปล่อยให้รัฐเป็นผู้เสียหายหลักประชาชนเป็นผู้เสียหายไม่ได้นั้นประชาชนต้องเป็นผู้เสียหายให้ได้ให้มีศาลที่ให้ประชาชน เป็นผู้ที่ยื่นฟ้องในความไม่ถูกต้องได้การมีปัญหาแล้วพึ่งสถาบันเดิมมันเป็นสิ่งที่ครอบงำต้องมีสถาบันใหม่เพื่อให้สถาบันก้าวหน้าได้\nประการที่สาม เรามีปัญหาเพิ่มจากเรื่องของสถาบันเดิม นั่นเป็นอันที่ 3 คือ ความเป็นบ้าชาตินิยม ทำให้เห็นสังคมไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งเห็นแบบนี้แล้วปรองดองกันไม่ได้ ถ้าคิดแต่เรื่องอันหนึ่งอันเดียวเท่านั้น ซึ่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียว ก็คือ ชาตินิยม\nซึ่งเราต้องยอมรับความหลากหลาย เพราะความเป็นไทยแท้ถือเป็นการครอบงำมหาศาล ทำให้เราไม่ยอมรับความแตกต่างของความคิดเรื่องประชาธิปไตยที่มาจากหลักคิดของเสรีนิยม แม้เราไม่เห็นด้วยกับเขา ก็ต้องให้โอกาสเขาได้พูดออกมาในสังคมไทย แต่ในสังคมไทย ถ้าคุณไม่เห็นด้วยก็ไม่ได้ออกทีวี และถ้าเราไม่สามารถคิดได้อย่างเสรี เพราะเราติดอยู่ในรากเหง้าของชาตินิยม ซึ่งจริงๆ แล้ว สังคมเราเป็นโลกไร้พรมแดน แต่ว่าสังคมไทยยังยึดติดกับพรมแดน ขณะที่สังคมกำลังเคลื่อนไปสู่ภูมิภาคและโลก ส่วนประเทศของเรายังยึดติดพรมแดน ดังนั้นก็ต้องหลุดพ้นพรมแดนในการครอบงำของชาตินิยม\nซึ่งสังคมประชาธิปไตยคือการนำความขัดแย้งที่มีมาสร้างความคิด ปัญญาใหม่ในการพัฒนาประชาธิปไตย แต่ในประเทศไทยเมื่อเกิดความขัดแย้งก็ปัดมันทิ้งซึ่งสิ่งที่พูดไปใน 3 ข้อคือสิ่งที่ครอบงำการพัฒนาหรืออาจทำให้เรากลับมองเห็นวิธีการแก้ปัญหาการมองตามหลักสังคมศาสตร์มาพลิกแพลงโดยต้องลงสู่เนื้ออย่ายึดติดกับรูปแบบ การมีประชาธิปไตยต้องมาพร้อมกับสติปัญญา ประชาธิปไตยที่มืดบอดไร้จิตวิญญาณคงจะไม่ทำให้ประชาธิปไตยก้าวเดินตามความต้องการของประชาชนได้ อานันท์กล่าว\n \nยศ สันตสมบัติชี้หลัง 24 มิ.ย. ยังเป็นได้แค่คณาธิปไตย มีการผลิตซ้ำระบอบเดิม\nต่อมามีการอภิปราย หัวข้อ “จากสยามเป็นไทย: ประชาธิปไตยไปถึงไหนแล้ว?” โดย ศ.ดร.ยศ สันตสมบัติ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ รศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และดำเนินรายการโดย รศ.ดร. วัฒนา สุกัณศีล ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่\nยศ สันตสมบัติ เริ่มต้นอภิปรายโดยกล่าวถึงการทำ “โพลส่วนตัว” ว่า เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาได้ถามนักเรียนมัธยมปลายกลุ่มหนึ่ง และนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ชั้นปีที่ปีหนึ่ง ว่าเดือนมิถุนายนสำคัญกับชีวิตอย่างไร คำตอบทั้งหมดมาเรียงได้คือ รับน้องขึ้นดอย ไมเคิล แจ็คสันตาย\nยศอภิปรายต่อไปว่า โพลนี้บอกกับผมว่าระบบการศึกษาบ้านเรามันแย่ ไม่มีใครพูดถึง 24 มิถุนา มันถูกปล้นไปจากสังคมไทย ไปจากความทรงจำของเด็กรุ่นใหม่ ไม่มีใครพูดถึงคณะราษฎร พูดแค่วันที่ 10 ธันวาคม ไม่ได้พูดถึงอุดมการณ์ของคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามสร้างและใช้ในสังคมไทย โดยสิ่งที่ทำให้อุดมการณ์คณะราษฎรล้มเหลวมีปัจจัยอยู่ 2 อย่างคือ\nหนึ่ง คณะราษฎรที่ประกอบด้วยชนชั้นนำใหม่ ได้แก่ ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ผลิตซ้ำระบบเดิม มีการแย่งอำนาจกัน การทะเลาะกันเอง ทำให้การปูพื้นฐานหรือสร้างประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้ยาก คณะราษฎร์ไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมการเมืองได้ สังคมไทยถูกครอบอุดมการณ์บุญกรรมมากกว่าเรื่องประชาธิปไตย ไม่มีกระบวนการที่จะสร้างวัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่ ที่จะสร้างความหมายให้แก่สังคมได้\nสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ สิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยเป็นได้แค่ คณาธิปไตย เกิดวัฒนธรรมการเมืองแบบรัฐข้าราชการ คือมีข้าราชการเป็นตัวนำ ในด้านของการพัฒนาประเทศ ยิ่งเริ่มมีการพัฒนาเป็นต้นมา การผลิตมูลค่าส่วนเกินก็มากขึ้น และสร้างความลักลั่นของรูปแบบและเนื้อหาของระบบการเมือง คนไทยถูกบอกมานานแล้วว่าประชาธิปไตยมันคือการเลือกตั้งเท่านั้น\nยศเสนอว่า ตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา ระบบการเมืองของเราเป็นคณาธิปไตย เป็นเผด็จการทหารเต็มรูปแบบ 20 กว่าปี รากเหง้าของเผด็จการทำลายหลัก 6 ประการของคณะราษฎรไปจนหมด แม้แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่เคยพูดถึง\nพอถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์ เป็นยุคของการเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ แบบที่ทักษ์ เฉลิมเตียรณ เคยเขียนหนังสือกล่าวไว้ นั่นก็คือผลิตซ้ำอุดมการณ์ผู้มีบุญ ทหารกับราชสำนักแยกกันไม่ออกในเรื่องของการอุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน\nเพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเรียนในทางทฤษฎีว่าด้วย รัฐของไทยเป็นแบบนาฏลักษณ์ ในลักษณะรัฐพิธีกรรมเหมือนการแสดง และลักษณะของมันดาลา (Mandala) ซึ่งแสดงขอบเขตของอำนาจทางอาณาจักรของไทย และระบอบเทวราชา หรือทฤษฎีมหาบุรุษ จนกระทั่งเวลาผ่านไป 78 ปีของความพยายามสถาปนาประชาธิปไตย โดยสลับกับคณาธิปไตย กับชนชั้นนำกลุ่มเดิม และสื่อมวลชน ก็อยู่ในชะเงื้อมของรัฐบาล\nสิ่งที่เราได้เรียนในวิชาประวัติศาสตร์ อุดมการณ์พวกนี้ได้รับการสถาปนาใหม่ จนปี 2516 ที่ว่ามีการท้าทายของระบบเผด็จการทหาร แต่ความจริงไม่ใช่ทหารทะเลาะกันเอง แต่ชนชั้นนำใช้เงื่อนไขการชุมนุม ของนักศึกษาเพื่อล้มจอมพลถนอม และพอปี 2519 รัฐบาลทหารก็ทวงคืนอำนาจกลับมาอีก\nเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ส่งผลให้นักการเมืองอาชีพ ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ มีอำนาจมากขึ้น เกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า 2 นครา สิทธิล้มรัฐบาลถูกผูกขาดโดยคนกทม.มา นาน เมื่อคนบ้านนอกจะล้มบ้างก็ไม่ยอม ไล่คนบ้านนอกกลับไป\nในช่วงพลเอกเปรม 8 ปี ที่เรียกว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กทม.โตเร็ว อาศัยความได้เปรียบไปดึง ทรัพยากรจากชนบทมาเลี้ยง กทม. เกิดปรากฎการณ์รวยกระจุกจนกระจาย\n \nเมื่อชนชั้นกลางสมาทานคณาธิปไตย และการยึดอำนาจรอบล่าสุด\n78 ปี ก็ เรียกว่า คณาธิปไตย ชนชั้นนำเป็นคนกลุ่มเดิม นักธุรกิจ นักการเมือง และสื่อมวลชนก็อยู่ภายใต้รัฐอย่างแนบแน่น เราเห็นความ เสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ เกิดสภาวะด้อยโอกาส ในทุกด้าน ทรัพยากรพวกนี้มาจากภาษีของชนบท กทม.กลายเป็นเมืองโตเดี่ยว เกษตรกร เปลี่ยนจากกระดูกสันหลัง เป็นพวกบ้านนอก โง่ จนเจ็บ รอบรับคำสั่งจากศูนย์กลาง 20 ปี ทนไม่ไหว ก็เริ่มออกไปเป็นแรงงานรับ จ้าง คนเริ่มเรียนรู้ที่จะปรับตัว เพราะหนี้สินจากการเกษตรมันเยอะ\nคนชนบทเริ่มแสวงหาทางเลือกใหม่ๆ ให้กับตัวเอง เกิดอาชีพใหม่ๆ เกิดจินตนาการอนาคต เกิดชนชั้นกลางระดับล่าง ชนชั้นใหม่เริ่มพัฒนาจิตสำนึกขึ้นมา ที่จนเพราะไร้สิทธิ และถูกกีดกันการมีส่วนร่วม แต่ คนกทม.ก็ยังยึดติดวาทกรรม คนบ้านนอก พวกตาสีตาสา สกปรกมอมแมม ในบริบทแบบนี้ นักการเมืองอย่างทักษิณสามารถฉกฉวยจินตนาการใหม่ของชนบทมาเป็นนโยบายการเมือง เช่น กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป เป็นต้น มันเข้าได้กับความเปลี่ยนแปลงชนบท เป็นปัจจัยที่ สำคัญกว่าเงิน เป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์การ เมืองไทยที่จัดตั้งพรรครัฐบาลพรรคเดียวได้\nคนชั้นกลางมีศรัทธาต่อการใช้ชีวิตอยู่กับคณาธิปไตย ใช้วิธีการแบบเดิมๆ คือยึดอำนาจ การยึดอำนาจครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการเมืองไทย เพราะจบลงด้วยการมีการเลือกตั้ง ฉากที่สองที่จบเมื่อพฤษภาคม 53 ตอนนี้กำลังเริ่มฉากที่สาม ดังนั้นสิ่งที่รียกว่า ประชาธิปไตยยังไม่เกิดขึ้น มีแต่คณาธิปไตยที่ติดฉลากประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง ประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมาหยิบยื่นให้เรา หากเราไม่สร้างขึ้นมาเอง มีคำถามฝากไว้ว่าเราควรจะถามตัวเองว่า ท่ามกลางบริบทการเมืองที่ชนกันระหว่างชนชั้นนำ เราอยู่ตรงไหน เราจะเลือกข้างเพราะชนชั้นนำไปทำไม คนพวกนี้มาแล้วก็ไป 78 ปี เราต้องลุก ขึ้นมาเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของคณะราษฎร\nยศ เสนอประเด็นที่อยากให้ผลักดันร่วมกันมี 4 ประเด็น ได้แก่ หนึ่ง พลิกระบบการศึกษาที่ห่วยแตก สอนให้เด็กคิดเป็น ให้หวงแหนเสรีภาพ ถ้าคนเห็นความยุติธรรมแล้วรู้สึกโกรธ เราก็เป็นเพื่อนกันได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้สึกอะไร สอง สื่อที่เปิดกว้าง และเสรีมากกว่าที่เป็นอยู่ สาม สังคมไทยถึงเวลาต้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ สี่การแบ่งพื้นที่ในการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ไม่ใช่การกระจายอำนาจ ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นการแบ่งจากส่วนกลาง เช่น ภาคใต้ ที่เรียกว่า พื้นที่ยกเว้น ซึ่งจะต้องมีการอาศัยความรู้เข้าไป\nทั้งนี้ยศกล่าวสรุปว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่เราได้รับการหยิบยื่นถ้าเราไม่ได้สร้างประชาธิปไตย และประชาชนต่างหากที่เป็นคนสร้างสรรค์สังคม\n \n\"วรวิทย์\" โยงปัญหาการเมืองกับโครงสร้างเศรษฐกิจหลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540\nด้าน วรวิทย์ เจริญเลิศ กล่าวถึงปัญหาเศรษฐกิจ ที่เขามองว่าเป็นปัญหาการเมือง ก็คือ เรื่องโครงสร้างของแรงงานที่มีความโยงใยกับโลกาภิวัฒน์ กัน คือ ตั้งแต่ปี 2540 ในเรื่องการเงิน และต่อมาวิกฤติปี 2550 ทำให้เกิดการเลิกจ้างกันมาก จนเกิดแรงงานนอกระบบ และการจ้างแรงงานแบบยืดหยุ่น และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในช่วงของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ\nเมื่อวิกฤติการเมืองเกิดขึ้น กับคนงานเขามองกันอย่างไร คือ ส่วนใหญ่มองว่า ผลที่เกิดจากการชุมนุมของคนเสื้อแดง แล้วก็เกิดผลกระทบต่อคนงาน ที่ถูกเผาตึกห้าง และร้าน แล้วทำให้เกิดโครงการแรงงานเป็นการเยียวยาดังกล่าว ซึ่งการมองอย่างนี้ คือ การมองปรากฏการณ์เฉพาะหน้า ไม่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของต้นเหตุการณ์ และชีวิตคนที่สูญเสีย และการไม่ชอบธรรมของอำนาจรัฐ\nอยากตั้งคำถามว่าวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิด ถี่ขึ้น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเราเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ และการเคลื่อนย้ายทุน  ซึ่งสหประชาชาติบอกว่ามันเป็นการขยายความเหลือมล้ำ ถ้ามองให้ลึกไปแล้วความเหลื่อม ล้ำนั้นเป็นปัญหาของสังคมไทยมาตลอด มีการกระจุกตัวของรายได้อยู่ในกลุ่มชนชั้นสูง ช่อง ว่างขยายตัวยิ่งขึ้น เมื่อมีการเร่งรัดการพัฒนาและการส่งออก เพราะฉะนั้นข้อมูลนี้ก็ชี้ชัดว่าความเหลื่อมล้ำนั้นมีมาก่อนกระแสโลกาภิวัตน์ วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 มีคนงานจำนวนหนึ่งไม่ได้กลับชนบท แต่ได้ผันตัวเองมาเป็นคนจนเมือง\nเหล่านี้ก็มีปัญหาในวิธีคิด โยงไปสู่การตั้งคำถาม ในเรื่องที่ว่า ปัญหาความเลื่อมล้ำมาจากไหน สำหรับผม การกำหนดของการกระจายรายได้อยู่ที่การเมือง และมันอยู่กับความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน เพราะว่าประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วม และปัญหาการเมืองจากรัฐรวมศูนย์ ซึ่งผมรู้สึกว่า รัฐรวมศูนย์แบบสมบูรณ์ (absolute) และการดึงคนเข้าร่วม (co-opt) กับคน โดยใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นยุคเริ่มต้น ทั้งการครอบงำ และการกระทำ มันจะต้องมีการใช้อำนาจ ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนเกิน หรือทุนในการปราบปราม\nทั้งนี้ รศ.ดร. วรวิทย์ เจริญเลิศ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในเรื่องของความคิด ถ้าเป็นความขัดแย้งธรรมดา ก็เป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่ไม่ยอมใคร ซึ่งผมได้คุยกับคนงานบางกลุ่ม ที่เราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องทางความคิดกับตัวเอง แน่ละ ประชาธิปไตยที่กินได้ ย่อมเกี่ยวข้องต่อเนื่องกับ หนึ่ง ปัญหาความยากจน และ สอง ปัญหาในเรื่องสองมาตรฐาน เพราะฉะนั้น อุดมการณ์ในการต่อสู้ คือ ปัญหาความยากจน และ สองมาตรฐาน เป็นอุดมการณ์ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และประเด็นสุดท้าย เรามีรัฐรวมศูนย์ ก็ผ่านผู้ว่าราชการไปปกครองพวกเรา จึงต้องมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรงก็ได้ เป็นขั้นตอนหนึ่งสำหรับประชาธิปไตย\n \n\"ไชยันต์ รัชชกูล\" ตั้งคำถามจะรักกันอย่างไร เพราะข่าวเขาใหญ่กลบกรณี 90 ศพ\nด้าน ไชยันต์ รัชชกูล กล่าวว่าจะอภิปรายสองประเด็น ประเด็นแรก คือการมองย้อนเข้าไปในอดีต หรือ เรามองปัจจุบันจากความเข้าใจอดีต และประเด็นที่สองมีข้อคิดอะไรบ้างกับสถานการณ์ปัจจุบัน\nโดยประเด็นแรก วันที่ 19 พฤษภาคม เขาเรียกว่า กระชับวงล้อม ก็ตายไปไม่รู้กี่คน ซึ่งผมเชื่อว่า เรารู้สึกหดหู่ว่า ขบวนการของคนเสื้อแดงพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ แต่ว่าการประเมินเช่นนี้เป็นการประเมินช่วงสั้น ทำนองเดียวกับการประเมินเหตุการณ์ 24 มิถุนา 2475 คือ เมื่อสมัยสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นมามีอำนาจก็ประเมินว่าเป็นการปิดฉากคณะราษฎร จนกระทั่งในสมัย 2516 ก็มีการกลับมาประเมินเรื่อง 2475 และล่าสุดในการเมืองสมัยปัจจุบัน บนเวทีการชุมนุมก็มีการปราศรัยเรื่องคณะราษฎร มีการกล่าวถึงปรีดี พนมยงค์ ซึ่งแสดงว่า เราก็ได้ประเมิน 2475 ไปตามเวลาเช่นเดียวกับเหตุการณ์วันนี้\nไชยันต์กล่าวต่อไปว่า มรดกความคิดของการเปลี่ยนแปลง หรือ พลวัต อาจจะแสดงในอนาคต เหมือนเราประเมิน 2475 ได้ดีกว่าคณะราษฎร และสมมติว่า วิญญาณปรีดี ส่องกล้องมาจากสวรรค์ ซึ่งอาจารย์ปรีดี มองว่าตอนนั้นฉันทำอย่างนี้ไม่ได้ และคนก็น้อยมากสำหรับคณะราษฎร สื่อก็จำกัด ซึ่งผิดกับยุคปัจจุบันที่มีเครื่องมือเทคโนโลยีสื่อมากขึ้น อาจถือว่าการขยายเรื่องประชาธิปไตย ของประชาชนก็ขยายกลุ่มคนไปแล้วขบวนการประชาธิปไตยก็สืบเนื่องมาจนปัจจุบันนี้\nไชยันต์กล่าวด้วยว่า ความแตกแยกในสังคมไทยเกิดขึ้นในทุกหน่วย ไม่มีหน่วยไหนที่ไม่แตกแยกทางความคิด แม้โดนอบรมสั่งสอนเยอะ แต่ไม่มีผล กลับเชื่อหนักขึ้น ในสังคมไทยไม่เคยมีปรากฏการณ์แบบนี้ ถามว่าดีหรือไมดี บางคนก็บอกว่าต้องรักกัน เมื่อต้องปฏิรูปประเทศไทย เราจะรักกัน ข่าวตัดต้นไม้เขา ใหญ่มันกลบ 90 ศพ คนอีกนับพันที่พิการ ก็ถูกลบไปเลย คำถามเดิมแล้วเราจะรักกันได้อย่างไร คณะกรรมการ \"ปูดอง\" จะเห็นปัญหานี้หรือไม่\nบทความของ อ.ธงชัย วินิจจะกูล เล่าถึงตอนที่คนเสื้อแดงไปที่ รพ.จุฬา (อ่านบทความของธงชัย) [1] มีคนมองว่า คนเสื้อแดงเป็นเชื้อโรคที่ต้องกำจัด จุดนี้ถือเป็นจุดพลิก ที่คนกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับคนเสื้อแดงอย่างมาก มองคนเสื้อแดงเป็นส่วนเกินของสังคมไทย สกปรก ผ้าขี้ริ้ว เป็นบ้านนอก ต้องกำจัด หลังสลายการชุมนุมมีการกวาดล้างที่ราชประสงค์ ไม่มีการทำบุญให้คนตาย แต่ทำบุญเพื่อกำจัดเสนียดที่ราชประสงค์ คำถามเดิม คือ เราจะรักกันได้อย่างไร\nคำถามของสังคมไทยคือขัดแย้งกันมาตลอด ไม่ใช่ดีกัน รักกัน เมื่อเกิดความขัดแย้งแล้วก็จะใช้วิธีปราบปราม ซึ่งไม่ถูกต้อง ความหมายของปรองดอง หมายความว่าอย่างไร เราต้องตั้งคำถาม ถามต่อไปอีก ภาษาที่ใช้กับความเป็นจริงด้วยกันหรือไม่ เช่นขอคืนพื้นที่กระชับวงล้อม หมายความว่าอย่างไร ปรองดอง หมายความว่า คำพูดเป็นอย่างหนึ่ง ความเป็นจริงเป็นอย่างหนึ่ง กระนั้นหรือ\nส่วนเรื่องความขัดแย้งคืออะไร ซึ่งสังคมไทยก็ต้องหาคำตอบมากกว่าจะบอกว่าให้รักกัน ซึ่งจะเห็นว่าความขัดแย้งของการชุมนุมที่ผ่านมามีทั้งความขัดแย้งทางการเมือง สังคม วัฒนธรรม ดังนั้นถ้าคำว่า \"ปรองดอง\" ใช้ตรงความหมายจริงๆ ไม่ใช่แปลว่า \"กดเอาไว้ไม่ให้หือ\" หรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเวลานี้ เป็นการสร้างบรรยากาศความกลัวขึ้นมา ใครเป็นคนสร้าง ก็จะเห็นว่าใครคือผู้ก่อการร้ายตัวจริง เพราะคนที่สร้างบรรยากาศความกลัวคือรัฐบาลไม่ใช่หรือใครกันแน่คือผู้ก่อการร้ายต้องถาม\n \n\"ธเนศวร์ เจริญเมือง\" ชวนมองรัฐรวมศูนย์อำนาจ ต้นตอปัญหาประชาธิปไตย\nธเนศวร์ เจริญเมือง กล่าวว่า เมื่อประมาณสามเดือนที่แล้วมีผู้ส่งจดหมายมาให้ เป็นเรื่องของหญิงสาวที่เขียนถึงแม่ระดับดาวมหาวิทยาลัย พูดถึงความรักที่มีต่อแม่ พูดถึงความรักต่อสามี และฆ่าตัวตาย แม่ก็เขียนถึงลูกว่าลูกน่ารัก แม่ดูแลอย่างดีทุกอย่าง เรียนหนังสือเก่ง นี่คือชะตากรรมของหญิง สาวที่ไม่เคยเผชิญความทุกข์ยากลำบากใดๆ เลย เรื่องนี้ตนคิดว่ามีความเกี่ยวพันกับสังคมไทย หญิงสาวนี้คือสังคมไทย เราเป็นสังคมที่ไม่เคยทุกข์ยาก ไม่เคยมีประสบการณ์การต่อสู้ทางการเมือง มีความขัดแย้งกัน เมืองไทยเป็นสังคมที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นมาก่อน ก็เราไม่รู้ว่าฝรั่ง ซึ่งนิสัยไม่ดีอย่างไร แล้วเราไม่เคยมีประสบการณ์ต่อสู้ทางการเมือง และเราไม่ได้เผชิญความขัดแย้งแบบอาณานิคมและสังคมกึ่งเมืองขึ้น ซึ่งทุกอย่างดีตลอดมา และหลังสนธิสัญญาเบาวริ่ง ชนชั้นนำดิ้นรนเอาตัวรอด ซึ่งสถาบันชนชั้นนำเขาปรับตัวเอง คือ ด้านหนึ่งเล่นเกมกับนักล่าเมืองขึ้น คือเอาอีสาน ล้านนา มาเป็นเมืองขึ้น และดูดกลืนทีละขั้น ให้ภูมิภาคนี้เป็นสยามประเทศอย่างนุ่มนวล สมัยรัชกาลที่ 6 ก็มีเอกสารบางชิ้นระบุว่า เมื่อรัชกาลที่ 6 นั่งช้างมาเชียงใหม่และพระองค์ฟังภาษาเหนือไม่ออกเลย ก็รู้สึกว่ามาเชียงใหม่เหมือนกับต่างประเทศ และเมื่อ พ.ศ. 2453 ก็เป็นการสถาปนารัฐรวมศูนย์ แล้ววัดหายไป กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการ คือ สถาบันสีเหลือง และ สถาบันสีเขียว คือ กองทัพ\nระบบราชการใหญ่โตขึ้นจากความเป็นรัฐรวมศูนย์ การเป็นรัฐรวมศูนย์แข็งแกร่งตั้งแต่ปี 2453 จนถึง 2475 ทำให้สังคมไทยอ่อนแอ เมื่อคณะราษฎรเข้ามา แต่อีกฝั่งหนึ่งแข็งแกร่งกว่ามาก เพราะได้พัฒนารัฐรวมศูนย์มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ทำลายความเป็นท้องถิ่นอย่างราบคาบ เรื่องนี้มีการพูดถึงน้อยมาก ดังนั้น คณะราษฎรจึงเชิญปัญหามากมาย คือการสถาปนาระบบราชการส่วนภูมิภาค กลายเป็นมือเท้าของส่วนกลางอย่างชัดเจน\nอีกเรื่องคือระบบการศึกษาไม่ให้ความสนใจเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 เลย เราไม่รู้จัก 24 มิถุนายน วัฒนธรรมอำมาตย์ก็โตวันโตคืนมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจากนี้แล้วเราก็ต้องพูดถึง และที่สำคัญคือในทศวรรษที่ 2490 เป็นต้นมา จีน เวียดนาม กัมพูชา ยุโรปตะวันออก กลายเป็นสังคมนิยม ในเวลาถ้าไทยมีขบวนการแข็งแกร่ง ไทยก็อาจจะเป็นสังคมนิยม แต่เราเป็นหญิงสาวที่อ่อนเยาว์ สหรัฐอเมริกาก็เข้ามา สถาปนาอำมาตย์มาจนถึงปัจจุบันกล่อมเกลาให้เราเป็นอย่างทุกวันนี้ จนกระทั่งเกิดความขัดแย้งในปัจจุบัน\nที่ผ่านมาเราศึกษาบทเรียนต่างประเทศน้อยไป เราต้องรู้ว่า EU กับ สหรัฐ จีน คิดกับเราอย่างไร ทำไมกัมพูชาหันไปสนับสนุนรัฐบาลเพราะอะไร สหรัฐที่มีผลประโยชน์ในประเทศไทยอย่างมหาศาล ถ้าจะเปลี่ยนแผ่นดิน เขาต้องคิดว่ามวยคู่นี้ เขาจะยืนอยู่ตรงไหน สรุปคือเราต้องศึกษาปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อประเทศไทยด้วย\nธเนศวร์ อภิปรายต่อว่า การเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตย เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมด้วย การที่วัฒนธรรมของนักศึกษาเป็นเช่นนี้ กล่าวคือนักศึกษาไม่สนใจเรื่องการเมือง เราจะไปกันอย่างไร เราจะต้องมีการปฏิวัติวัฒนธรรมในบ้านเราในสถาบันการศึกษาด้วย ซึ่งเราต้องคุยกันให้มาก อีกอย่างคือสถาบันศาสนา เราจะจัดการและแก้ไขอย่างไร\nธเนศวร์ ยังกล่าวด้วยว่า ประชาธิปไตยต้องไม่ใช่แค่มีในระดับชาติ แต่ต้องมีในระดับท้องถิ่นด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะมีบทบาทอย่างไรที่จะช่วยดูแลประชาธิปไตยให้อยู่ได้ ไม่ใช่ไล่ล่าเสื้อแดง\n \nเสนอสรุปบทเรียน 19 พฤษภาคม ยกกรณี 18 พฤษภาคม ที่กวางจู\nทั้งนี้ธเนศวร์ กล่าวด้วยว่า ประทับใจเหตุการณ์หนึ่ง คือเรื่องการระลึกถึงการสังหารหมู่ที่เมืองกวางจู ในปี 2523 ที่เกาหลีใต้ ซึ่งต่อมาประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งได้ดำเนินการไต่สวน แล้วนายทหารเกาหลีก็ถูกตัดสินประหารชีวิต มีการจัดพิธีใหญ่บนสถานที่สังหารประชาชน มีการระลึกถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2523 และถ่ายทอดเรื่องนี้ไปสู่ทั่วโลก มีการทำหนังสือ History of 18 May uprising ในนั้นมีข้อมูลละเอียดมาก บทวิเคราะห์ละเอียดมาก มีประสบการณ์ของพี่น้อง ก็คือเขาไม่ลืมเลือนเลย และเขาต้องการสรุปบทเรียนนี้ ส่วนของไทยเราพึ่งระลึกถึงเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมผ่านไปหนึ่งเดือนเอง แต่เขาสามสิบปี เป็นหนังสือสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ ก็เหมือนกับประเทศไทย ที่น่าจะทำไว้สำหรับวันนี้ ซึ่งเราต้องเตรียมพร้อมการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่เกิดขึ้น แต่มันก็ล้มแล้วล้มอีก โดยถ้าเราสรุปบทเรียนดีๆ ที่บรรพชนทำไว้ยังไม่ดี และผมคิดว่าสำคัญ คือ คนเราทำงานในสถาบันการศึกษา จะทำให้อุดมการณ์บ้านเมืองดีขึ้น แล้วลูกหลานเราไม่เหน็ดเหนื่อย\nหลักการประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานคือความเท่าเทียมกันด้านปกครอง สิทธิเสรีภาพ ไม่ใช่ของแปลกปลอมจากต่างประเทศ มันอาจมาจากต่างประเทศ เพราะในต่างประเทศเขาเกิดประชาธิปไตยก่อน เพราะความไม่เท่าเทียมกันนั้นเป็นเรื่องสำคัญเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากเห็นความเท่าเทียมกันไม่มีสองมาตรฐาน คนเราต้องมีเลือดเนื้อมีชีวิตเท่านั้นเอง และมันจะสร้างประเทศของตัวเอง ไม่ใช่การลอกเลียนแบบจากต่างประเทศ\nเราเห็นต่างกันได้ไม่มีปัญหา คนไม่มีสี เพราะไม่ค่อย active ก็ไม่เป็นไรก็อยู่ไป คนที่มีสีก็เป็นพลเมืองเข้มแข็ง ประเด็นที่ว่าคือไม่พอใจการเรียกร้องของอีกฝ่ายหนึ่งแล้วเอาลูกปืนไปให้ ดังนั้น ปัญหาของอำมาตยาธิปไตยคือการไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-b93993242d1f41d28f81c72f6e946994", "input": "Title: สหรัฐเมินเจรจาเอฟทีเอไทย หันถก\"สิงคโปร์-เวียดนาม\"แทน \n Body: 10 ม.ค.53 เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่า นางเกษสิริ ศิริภากรณ์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐ เปิดเผยว่า ขณะนี้ สหรัฐกำลังจะเริ่มต้นเจรจาหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับกลุ่มข้ามแปซิฟิก หรือทีพีพี (TRANS-PACIFIC PARTNERSHIP AGREEMENT) ประกอบด้วย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี เวียดนาม สิงคโปร์ และบรูไน เพราะต้องการเจาะเข้ากลุ่มอาเซียน ละตินอเมริกา และออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ซึ่งหากการเจรจาสำเร็จ ไทยจะเสียเปรียบมากประเทศเหล่านี้มากโดยเฉพาะเวียดนาม\n\"ถ้าการเจรจาจบเมื่อไร สหรัฐไม่จำเป็นต้องทำเอฟทีเอกับไทยอีกแล้ว เพราะสหรัฐได้คู่ค้าของเราไปหมด ทั้งออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี ในละตินอเมริกาและอาเซียน แต่ไทยจะไม่ได้อะไรเลย และยังเสียเปรียบประเทศเหล่านั้นอีก โดยเฉพาะเวียดนาม ที่เป็นคู่แข่งสำคัญ\" นางเกษสิริกล่าว\nนางเกษสิริ กล่าวว่า มาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่กำหนดให้การทำสนธิสัญญา และข้อตกลงระหว่างประเทศ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนนั้น มีข้อดี ที่ทำให้การเจรจามีความรอบคอบมากขึ้น แต่ข้อเสีย คือ ทำให้ไทยเจรจาข้อตกลงต่างๆ ล่าช้า ไม่ทันประเทศอื่น จึงควรจะกำหนดให้ชัดเจนว่า ข้อตกลง หรือสนธิสัญญาใดบ้างต้องเข้าสภา หรือไม่ต้องเข้า น่าจะเป็นประโยชน์กับไทยมากกว่า\nทั้งนี้ เอฟทีเอไทย-สหรัฐหยุดการเจรจามาตั้งแต่ไทยปฏิรูปการปกครองในปี 2549 เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ไทยก็ต้องนำข้อตกลงเข้าสู่การพิจารณาของสภาใหม่ ซึ่งทำให้การดำเนินการเจรจาล่าช้าอย่างมาก แต่รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศยังไม่มีท่าทีชัดเจนในเรื่องการเดินหน้าการเจรจา\nด้านนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การเดินหน้าเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหรัฐ ที่หยุดการเจรจาไปตั้งแต่ปี 2549 นั้น ขณะนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายพร้อมจะเจรจาต่อ หลังจากดำเนินการด้านกฎหมายภายในประเทศเสร็จสิ้นแล้ว โดยไทยจะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 เพื่อให้ความเห็นชอบก่อน\nรายงานข่าวแจ้งว่า การเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2547 มีการเจรจาไปแล้วทั้งหมด 6 รอบ การเจรจาครอบคลุมประเด็นการค้าการลงทุนอย่างกว้างขวางกว่า 22 ประเด็น อาทิเช่น สินค้า การค้าบริการ การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการค้า อาทิเช่น การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ นโยบายการแข่งขัน กระบวนการศุลกากร แรงงาน และสิ่งแวดล้อม ทั้งสองฝ่ายหยุดการเจรจาตั้งแต่เดือน ก.พ. 2549 เนื่องจากการยุบสภาในไทยและการปฏิวัติเมื่อเดือน ก.ย.ปีเดียวกัน \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-ce0272b53109459ca06832296db93c6f", "input": "Title: 'ประยุทธ์' ขอ ‘ปวีณ' กลับไทยแจ้งตามขั้นตอน รับจัดการเรื่องข่มขู่ให้ไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหน \n Body: 'ประยุทธ์' ขอ ‘ปวีณ' ผู้นำสืบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮิงญาที่ขอลี้ภัยหลังเกรงจะถูกหมายเอาชีวิต กลับไทยมาแจ้งความตามขั้นตอน รับประกันจะจัดการให้ในเรื่องของการข่มขู่  ไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหนก็ตาม\n14 ธ.ค.2558 จากกรณีที่ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ผู้นำการสืบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา ยื่นขอลี้ภัยในออสเตรเลีย โดยกล่าวว่าเพราะคดีของเขาสืบสาวไปถึงผู้มีอิทธิพลรวมถึงนักการเมืองและคนในเครื่องแบบ ทำให้เขาต้องการลี้ภัยเพราะเกรงจะถูกหมายเอาชีวิต (อ่านรายละเอียด [1]) นั้น\nล่าสุดวันนี้(14 ธ.ค.58) สำนักข่าวไทย [2] รายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ขอให้ พล.ต.ต.ปวีณกลับมาประเทศไทย และดำเนินการแจ้งความตามขั้นตอน\n“ผมจะสั่งการให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ เพราะจะผิดจะถูกอย่างไร ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ซึ่งขณะนี้ตำรวจก็มีการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดอยู่ ผมยืนยันว่า หากกลับมาและแจ้งข้อมูลทั้งหมด จะจัดการให้ในเรื่องของการข่มขู่  ไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหนก็ตาม เพราะผมเป็นคนสั่งการให้ดำเนินการในเรื่องของการค้ามนุษย์ แต่ไม่ได้หมายความว่า หากสั่งการให้ใครทำงาน แล้วจะมีความเติบโตในหน้าที่ทันที” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว\nอย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีตั้งคำถามว่า การกระทำของ พล.ต.ต.ปวีณ ยังมีความรักชาติเหลืออยู่หรือไม่ หรือทำตัวเหมือนคนบางประเภท พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้เป็นศัตรูกับ พล.ต.ต.ปวีณ\nผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีของ พล.ต.ต.ปวีณ จะมีผลต่อการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ของไทย ที่ขณะนี้ถูกจัดอันดับอยู่ใน เทียร์ 3 หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีนี้เป็นเรื่องของคนเพียงคนเดียว  ทุกคนจะต้องช่วยกันชี้แจง และว่า ตนพูดเพื่อคนทั้งประเทศ ในขณะที่บางคนพูดเพื่อตัวเอง\nต่อกรณีที่สำนักข่าวต่างประเทศมีรายงานการใช้แรงงานทาสในโรงงานแปรรูปกุ้งที่ จ.สมุทรสาคร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้สั่งการให้มีการจับกุมผู้กระทำผิดแล้ว โดยจะดำเนินการตามกฎหมายกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง\n“หากผู้ที่มีหน้าที่ไม่ดำเนินการ  ผมก็จะจัดการ  ถือเป็นการทำหน้าที่ตามปกติอยู่แล้ว ไม่ใช่การทำเพื่อหวังเรื่องของตำแหน่งหน้าที่ การพิจารณาตำแหน่งหน้าที่เป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชา” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว พร้อมย้ำว่า แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และไม่มีการปกปิดข้อมูล\nโพสต์ทูเดย์ [3]ยังได้รายงานคำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วย โดยเขากกล่าวว่า \"ใครไปขู่ ขู่จริงหรือเปล่า แล้วทำไมต้องไปพูดอย่างนั้น อย่างนี้มีความรักชาติเหลือหรือไม่ ที่เกิดมาบนแผ่นดินนี้ แต่ทำตัวเป็นคนบางประเภทไปได้\"\nเกรงเป็นเหมือน พล.ต.อ.สมเพียร\nทั้งนี้ พล.ต.ต.ปวีณ ได้ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย [4]เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่า “เราคิดว่ามันวาระแห่งชาติ เป็นเรื่องของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ประชาคมโลกต้องการให้ดำเนินการ และเชื่อมั่นว่ารัฐนี่จะคุ้มครองผู้ทำหน้าที่ แต่ปรากฏว่าเมื่อดำเนินการส่งสำนวนการสอบสวนไปแล้วนั้น ผมนี่ถูกย้ายไปอยู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าหากเป็นภาวะการณ์ปกติที่ผมไม่เคยไปจับกุมผู้ต้องหาจำนวนมากขนาดนี้ทำให้ผมมีศตรูจำนวนมาก และใน3 จังหวัดเป็นพื้นที่สำคัญ ที่ขบวนการค้ามนุษย์อยู่ตรงนั้น รวมทั้งกลุ่มของทหารที่กระทำผิดก็อยู่ในนั้นด้วย จึงเป็นอันตราย ผมได้ร้องขอผู้บังคับบัญชาทบทวนทุกระดับไม่มีใครให้ความเห็นใจ ไม่มีการปกป้อคุ้มครอง ผมเห็นว่าถ้าไปที่นั่นมันอันตรายแน่นอน และมีกรณีตัวอย่างของ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา\" พร้อมระบุด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ทราบเรื่องดี แต่ไม่มีการทบทวนคำสั่ง \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-9a079774d4094f58b8eeb3a16c9c2ce5", "input": "Title: ศาลแพ่งเปิด “แผนกคดีสิ่งแวดล้อม” ประเดิมคดีชาวบ้านสระบุรีฟ้องบ่อขยะ \n Body: อธิบดีฯ ชี้เปิดรับคดีความที่ชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศ ประเดิมคดีแรกเกษตรแก่งคอยฟ้องบริษัทฝังกลบขยะอันตราย เรียกค่าเสียหาย 2 พันล้าน เผยกฎหมายเปิดช่องยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล วันนี้ (25 พ.ค.54) ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก นายสบโชค สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานพิธีเปิดแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลแพ่ง โดยมีนายเกษม เกษมปัญญา อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง รองอธิบดีฯ ข้าราชการ ลูกจ้าง ให้การต้อนรับ นายเกษมกล่าวว่า ปัจจุบันคดีสิ่งแวดล้อมเช่นมลพิษทางอากาศ กลิ่น เสียง รังสี น้ำ แรงสั่นสะเทือน สารเคมีปนเปื้อนเกิดขึ้นจำนวนมากมีความเสียหายรุนแรงทุนทรัพย์สูง มีได้ผลกระทบกว้างขวาง จึงอาศัยอำนาจตามกฎหมายพระธรรมนูญศาลยุติธรรมและประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ให้ศาลแพ่งนำร่อง เปิดพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมที่เกิดทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเปิดทำการวันนี้วันแรก มีคดีสิ่งแวดล้อมมาฟ้องในศาลแพ่ง 3 คดี ทุนทรัพย์แต่ละคดีเป็นพันล้านบาท ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิด นายเกษม ให้สัมภาษณ์ว่า การตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อม ในศาลแพ่ง ไม่ได้เป็นการแย่งงานศาลปกครองมาทำ เพราะคดีสิ่งแวดล้อมในศาลปกครอง เป็นการฟ้องหน่วยราชการที่ปล่อยให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่อชาวบ้าน จึงฟ้องให้รัฐแก้ไขเยียวยา หรือเรียกค่าเสียหาย ส่วนคดีที่ฟ้องศาลแพ่ง เป็นคดีเสียหายจากการละเมิดต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินโดยตรง ในเรื่องอำนาจฟ้องของประชาชนในคดีสิ่งแวดล้อมต่อศาลแพ่ง อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกล่าว่า ต้องเข้าใจว่าคดีสิ่งแวดล้อมผู้เสียหายคือคนในชุมชนที่ได้รับผลกระทบต่อมลพิษต่างๆ ในลักษณะละเมิดทางแพ่ง เรียกค่าเสียหายเป็นตัวเงิน ไม่ว่าจะเกิดที่เชียงใหม่ สงขลา นอกจากจะฟ้องคดีที่ศาลต่างจังหวัดแล้ว หากเห็นว่าจะไม่ได้รับความสะดวก หรือเกรงกลัวอิทธิพลท้องถิ่น ขอโอนคดีมาได้ ส่วนเรื่องค่าธรรมเนียมศาล เนื่องจากคดีลักษณะนี้มีผู้เสียหายจำนวนมากส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านชาวนายากจน หากเรียกค่าธรรมเนียมศาลตามปกติ บางทีอาจต้องเสียรายละเป็นล้านบาทก็ได้ ดังนั้น กฎหมายจึงเปิดช่องให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลแก่ชาวบ้านเป็นหลัก นายเกษม ยกตัวอย่าง คดีที่นางศรีวรินทร์ บุญทับ อาชีพเกษตรกรกับพวกรวม 124 คน เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทเบตเตอร์เวิลด์กรีน จำกัด เป็นจำเลย เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย 2,006 ล้านบาท ศาลมีคำสั่งยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แล้ว พร้อมกล่าวด้วยว่า คดีสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ฝ่ายผู้ก่อมลพิษมีหน้าที่นำสืบว่าได้ก่อมลพิษจริงหรือไม่ ผู้เสียหายได้รับความเสียหายตามฟ้องหรือไม่ โดยฝ่ายโจทก์ผู้เสียหายก็ไม่ต้องสืบพยานทั้ง 124 คน แต่สามารถนำตัวแทนมาเบิกความแทนได้ ศาลจะใช้ดุลยพินิจประกอบคำเบิกความของผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคที่ขึ้นทะเบียนกับศาลไว้ จะแพ้ชนะต้องฟังผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก “อย่างไรก็ตามก่อนจะสืบพยาน ศาลจะให้คู่ความไกล่เกลี่ยกันก่อน เพื่อจะได้ลดขั้นตอน ลดค่าใช้จ่ายไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง และสร้างความรู้สึกที่ดีกับคู่ความทุกฝ่าย การตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อม ในศาลแพ่ง ไม่ได้เป็นการแย่งงานศาลปกครองมาทำ เพราะคดีสิ่งแวดล้อมในศาลปกครอง เป็นการฟ้องหน่วยราชการที่ปล่อยให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่อชาวบ้าน จึงฟ้องให้รัฐแก้ไขเยียวยาหรือเรียกค่าเสียหาย ส่วนคดีที่ฟ้องศาลแพ่งเป็นคดีเสียหายจากการละเมิดต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินโดยตรง” นายเกษมกล่าว ทั้งนี้ คดีดังกล่าว นางศรีวรินทร์ ในฐานะโจทก์ระบุว่าเป็นเกษตรบริเวณบ้านหนองปลาไหล ต.กุดนก อ.เมือง จ.สระบุรี และ ต.ห้วยแท่ง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เมื่อปี 2542 บริษัท เบตเตอร์เวิลด์ฯ จำเลยได้เปิดกิจการรับฝังกลบขยะอุตสาหกรรมที่ไม่อันตรายในพื้นที่ดังกล่าว แต่ภายหลังได้ขยายกิจการรับฝังกลบขยะอันตรายอีกด้วยกระทั่งเกิดมลพิษจากบ่อขยะ น้ำเสียไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ จนเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง ปลาที่เลี้ยงไว้ตาย ชาวบ้านเริ่มเจ็บป่วยมีอาการผิวหนังอักเสบ หายใจไม่ออก แสบตา ตาพร่ามัว จมูกอักเสบ เป็นซีตส์ เจ็บหน้าอก ปัสสาวะเป็นสีน้ำล้างเนื้อ คลื่นไส้ หัวตัว ปวดศีรษะ ตับอักเสบภูมิคุ้มกันลดลง ต่อมาได้ร้องเรียนส่วนราชการพบว่ามีสารแคดเมี่ยม สารปรอท แมงกานีส และสารอื่นๆในน้ำ อากาศ พืชผัก สัตว์เลี้ยง และในพื้นดิน โจทก์ได้เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ค่าขาดรายได้จากผลผลิตทางการเกษตร จึงฟ้องเรียกค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ย และค่าเสียหายในอนาคต ศาลรับฟ้องคดีไว้พิจารณาต่อไป ที่มา: มติชนออนไลน์ , ศูนย์ข่าวเพื่อชุมชน สถาบันอิศรา \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-356840b75a644ecca7a891820c03d79f", "input": "Title: โอบาม่า ปรับปรุงระบบการสืบข่าวกรอง หวังสร้างความเชื่อมั่นหลังถูกเปิดโปง \n Body: ปฏิกิริยาล่าสุดจากทางการสหรัฐฯ หลังมีการเปิดโปงเอกสารเรื่องโครงการสอดแนมของหน่วยงานความมั่นคง ปธน. โอบาม่าแถลงว่าจะแต่งตั้งผู้คอบดูแลด้านสิทธิความเป็นส่วนตัวเพื่อถ่วงดุล และมุ่งสร้างความเข้าใจด้านการทำงานข่าวกรอง แต่ยังก็คงยืนยันให้มีโครงการสอดแนมต่อไป\n \nเมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2013 ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ของสหรัฐฯ ได้แถลงข่าวยอมรับกรณีโครงการสอดแนมที่ถูกเปิดโปงเป็นครั้งแรก หลังจากที่สาธารณชนแสดงความกังวลต่อโครงการดังกล่าว\n \nในที่ประชุมแถลงข่าวของทำเนียบขาว ปธน. โอบาม่ากล่าวว่าการเปิดเผยการกระทำของสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (NSA) ทำให้ชาวอเมริกันตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อมั่นของพวกเขาที่มีต่อรัฐบาล และเป็นการทำลายชื่อเสียงของประเทศสหรัฐฯ ในสายตาต่างชาติ แต่โอบาม่าก็ยังยืนยันว่าพวกเขาจะยังคงให้โครงการสอดแนมมีอยู่ต่อไป\n \nอย่างไรก็ตามทางรัฐบาลสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าพวกเขาจะมีการพิจารณาปรับปรุงระบบข่าวกรองและการโทรคมนาคม โดยจะมีการรายงานผลภายในสิ้นปีนี้\n \n\"แค่ผมที่เป็นประธานาธิบดีมีความเชื่อมั่นในโครงการเหล่านี้ยังถือว่าไม่มากพอ ประชาชนอเมริกันก็ควรมีความเชื่อมั่นต่อโครงการพวกนี้\" โอบาม่ากล่าว\n \nโอบาม่ากล่าวว่า เขามีแผนการ 4 ขั้นตอนที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนอเมริกันและปรับภาพลักษณ์ต่อสายตาชาวโลก โดยอาศัยการทำงานร่วมกับรัฐสภาเพื่อปฏิรูปกฏหมายต่อต้านการก่อการร้ายมาตรา 215 ตามความเหมาะสม ซึ่งกฏหมายฉบับนี้ได้มอบอำนาจให้ทางการสามารถเก็บข้อมูลการสื่อสารทางโทรศัพท์ของผู้ใช้ชาวสหรัฐฯ หลายล้านคนได้\n \nโอบาม่าเสนอให้มีการแต่งตั้ง \"ผู้ให้คำแนะนำด้านสิทธิความเป็นส่วนตัว\" ในการบวนการศาลสืบราชการลับ โดยมีการเสนอชื่อวุฒิสมาชิก 3 คน คือ ริชาร์ด บลูเมนธาล, มาร์ค อูดัล และ รอน ไวเดน เพื่อเป็นผู้ให้คำแนะนำดังกล่าวตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา และดูเหมือนจะได้รับการสนับสนุน\n \nอย่างไรก็ตามเดอะ การ์เดียน กล่าวว่า สิ่งที่โอบาม่ากล่าวในการการแถลงข่าวไม่ได้ทำให้การสอดแนมของทางการสหรัฐฯ เปลี่ยนไป และดูเหมือนว่าในแง่สมดุลระหว่างการเก็บข้อมูลข่าวกรองและสิทธิความเป็นส่วนตัว พวกเขาจะเอนเอียงมาทางสิทธิความเป็นส่วนตัวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น\n \nหนึ่งในวุฒิสมาชิกที่ได้รับการเสนอชื่อ รอน ไวเดน ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์การสอดแนมของ NSA กล่าวว่าเขายอมรับข้อเสนอของโอบาม่า แต่ก็เรียกร้องให้โอบาม่าให้รายละเอียดมากกว่านี้ รอนชี้อีกว่าคำแถลงของโอบาม่าไม่ได้กล่าวถึงการยกเลิกการอาศัยช่องกฏหมายในการค้นหาอีเมล์และข้อมูลโทรศัพท์ของชาวอเมริกันโดยไม่ต้องอาศัยหมายค้นภายใต้มาตรา 702 ของกฏหมายว่าด้วยการสืบราชการลับต่างประเทศ (Foreign Intelligence Surveillance Act)\n \nอย่างไรก็ตามในที่ประชุมแถลงข่าวโอบาม่าได้ว่า แม้การเปิดโปงเอกสารข้อมูลของทางการโดยเอ็ดเวิร์ด สโนวเดนจะทำให้เกิดการถกเถียงในทางสาธารณะ แต่ก็ยืนยันว่าสโนวเดนไม่ถือเป็น \"คนรักชาติ\" อีกทั้งยังกล่าวอีกว่าไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองใช้อำนาจในทางที่ผิดแต่เป็นเรื่องปัญหาการรับรู้ของสาธารณะ\n \nขณะที่จามีล แจฟเฟอร์ รองผู้อำนวยการด้านกฏหมายขององค์กรสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (ACLU) กล่าวคัดค้านว่า \"แค่จากข้อเท็จจริงเรื่องรัฐบาลเก็บข้อมูลทั้งหมดของประชาชนชาวอเมริกันก็ถือว่าเป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิดแล้ว แต่แม้ว่าพวกเราจะจำกัดนิยามเรื่องการใช้อำนาจในทางที่ผิดให้แคบเข้ามาอีกพวกเราก็ไม่มีข้อมูลเพราะมันถูกปิดเป็นความลับหมด\"\n \nในเว็บไซต์คอมมอนดรีมส์กล่าวถึงแผนการพิจารณาปรับปรุงของโอบาม่าอีกว่า มีการให้ NSA แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ด้านสิทธิความเป็นส่วนตัวและด้านเสรีภาพพลเมือง และเสนอให้มีการสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มความโปร่งใสให้กับการทำงานของเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง โดยให้ผู้ที่สนใจสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับและเข้าใจวิธีการทำงานของหน่วยข่าวกรอง\n \n \nเรียบเรียงจาก\n \nObama touts NSA surveillance reforms to quell growing unease over programs, The Guardian, 09-08-2013\nhttp://www.theguardian.com/world/2013/aug/09/obama-nsa-surveillance-reforms-press-conference\n \nObama: Snowden 'Triggered More Rapid' NSA Dialogue for Nation, CommonDreams, 09-08-2013\nhttp://www.commondreams.org/headline/2013/08/09-10 \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-9c14f28e64044cbbb96c784eea7ca661", "input": "Title: นัดพิพากษา 4 พ.ย.คดี 112 นักศึกษาวิศวะ- คาดสั่งฟ้องคดีละครเจ้าสาวหมาป่า \n Body: 30 ก.ย.2557 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาฯ มีการนัดสมานฉันท์ในคดีของอัครเดช นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร จำเลยคดีความผิดตามมาตรา 112 โดยจำเลยให้การรับสารภาพ พร้อมแถลงประกอบรับสารภาพขอให้ศาลรอลงอาญา ผู้พิพากษามีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะประวัติ และนัดพิพากษาในวันที่ 4 พ.ย.นี้ เวลา 9.00 น. ที่ศาลอาญา รัชดา\nอัครเดช อายุ 24 ปี เป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร กำลังจะขึ้นชั้นปีที่ 4 โดยวันที่ 18 มิ.ย.57 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สุทธิสารกว่า 10 นาย นำหมายจับไปจับกุมตัวเขาจากบ้านพักในเขตหนองจอก พร้อมทั้งยึดโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเป็นของกลาง ก่อนนำตัวมาสอบสวนที่สน.สุทธิสาร จากนั้นในวันที่ 20 มิ.ย.ตำรวจได้นำตัวไปฝากขังที่ศาล อัครเดชถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จนถึงปัจจุบันรวมแล้ว 49 วัน ขณะที่ครอบครัวยื่นคำร้องขอประกันตัวทั้งสิ้น 5 ครั้งโดยใช้เงินสด 150,000 – 200,000 บาทแต่ศาลไม่อนุญาต\nเขาถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ใช้นามแฝง “น้าดมก็รักในหลวงนะ” โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก 1 ข้อความในวันที่ 15 มี.ค.57 ซึ่งเป็นการถกเถียงกันระหว่างผู้เห็นต่างในเฟซบุ๊ก จากนั้นในช่วงปลายเดือนมีนาคมมีผู้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเขากับเจ้าหน้าที่ ตำรวจ สน.สุทธิสารพร้อมนำหลักฐานเชื่อมโยงมายังตัวอัครเดชมาให้เจ้าหน้าที่ด้วย เขาถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 14 (1) , (2) , (3) , (4) , (5) ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน\n2 จำเลยคดีเจ้าสาวหมาป่าขึ้นศาลพรุ่งนี้ \nผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในวันพรุ่งนี้ (1 ต.ค.) จะเป็นวันครบฝากขังผลัดที่ 5 ของ จำเลยคดี 112  อีก 2 รายคือ ภรณ์ทิพย์ (สงวนนามสกุล) ปติวัฒน์ (สงวนนามสกุล) จากกรณีมีส่วนในละคะเวทีเจ้าสาวหมาป่า คาดว่าพนักงานสอบสวนจะสรุปสำนวนและมีคำสั่งฟ้อง พร้องส่งสำนวนต่อไปยังชั้นอัยการในวันดังกล่าวด้วย\nผู้ใกล้ชิดภรณ์ทิพย์แจ้งว่า ทั้งสองถูกคุมขังที่เรือนจำโดยที่บุคคลอื่นนอกเหนือจากรายชื่อ 10 คนที่ผู้ต้องขังแจ้งเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้ แต่ในการออกศาลแต่ละครั้งรวมถึงครั้งนี้ บุคคลภายนอกจะสามารถพูดคุยผู้ต้องขังได้ที่ห้องขังใต้ถุนศาลอาญา\nทั้งนี้ ปติวัฒน์ถูกจับกุมในวันที่ 14 ส.ค.และภรณ์ทิพย์ถูกจับในวันที่ 15 ส.ค. ทั้งคู่ถูกแจ้งข้อหามาตรา 112 จากกรณีมีส่วนร่วมกับละครเวทีเรื่องเจ้าสาวหมาป่า ซึ่งจัดแสดงในงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลาฯ ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ต่อมาวันที่ 30 ต.ค.2556 เครือข่ายเฝ้าระวัง พิทักษ์และปกป้องสถาบัน  [1]มี การจัดประชุมสมาชิกเครือข่าย โดยมีผู้เข้าร่วมราว 200-300 คน ได้ประชุมร่วมกันเพื่อแจกจ่ายคลิปดังกล่าวและนัดแนะให้เครือข่ายฯ เข้าแจ้งความตามมาตรา 112 ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ที่อยู่อาศัย\nปติวัฒน์ หรือ แบงก์ อายุ 23 ปี กำลังเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เอกดุริยางคศิลป์และการแสดงพื้นบ้าน มีความเชี่ยวชาญในการแสดงหมอลำ จนกระทั่งเขาได้ฉายาว่า ‘บักหนวดเงินล้าน ปฏิภาณลือชา’ ต่อมาได้รับเลือกเป็นประธานสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน ( สนนอ.) ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาที่เคลื่อนไหวในประเด็นการศึกษา สิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนสังคมการเมือง\nภรทิพย์ หรือ กอล์ฟ อายุ 25 ปี จบจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เธอสนใจการเมืองตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักศึกษา เธอและเพื่อนๆ ร่วมกันก่อตั้งกลุ่มละครเล็กๆ ชื่อว่า ประกายไฟการละครเมื่อปี 2553 มีวัตถุประสงค์เพื่อทำละครให้เข้าถึงประชาชนชั้นล่าง ที่ผ่านมาจะทำการแสดงละครในประเด็นสังคม ประเด็นการเมือง ตามท้องถนน ที่ชุมนุม และในต่างจังหวัด อย่างไรก็ตาม กลุ่มละครดังกล่าวได้ปิดตัวลงไปแล้วเมื่อ 8 ก.ค.2555 เนื่องจากความไม่ลงตัวของสมาชิกและความต้องการศึกษาทฤษฎีทางสังคม การเมือง เพิ่มเติมของสมาชิกในกลุ่ม ส่วนภรณ์ทิพย์ได้หันไปประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างบริษัท \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-2df69c731f6743878b53de41417ed286", "input": "Title: สื่อมาเลเซียตีข่าวจับรถบัสค้ามนุษย์ชาวโรฮิงยา-ปลายทางชายแดนไทย-มาเลเซีย \n Body: มาเลเซียกินีรายงานเรื่องที่ตำรวจไทยจับกุมการลักลอบค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาผ่านทางการซ่อนในรถโดยสารเพื่อนำไปขายให้กับเอเยนต์ที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย\nที่มาภาพ: มติชนออนไลน์ [1]\n \n20 พ.ค. 2561 สื่อมาเลเซียกินีรายงานว่าตำรวจไทยค้นพบการลักลอบค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาที่เรียกว่า \"โรฮิงญาเอ็กซ์เพรส\" ซึ่งทำการขนชาวโรฮิงญาขึ้นรถโดยสารเส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ไปสู่ชายแดนไทยมาเลเซีย ก่อนที่จะมีการลักลอบพาตัวพวกเขาเข้าสู่มาเลเซีย\n \nพ.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กล่าวต่อสื่อว่าพวกเขาพบเห็นรถโดยสารที่มีการจัดส่วนซ่อนตัวชาวโรฮิงญาเพื่อนำตัวไปให้กับเอเยนต์ที่จะทำการลักลอบส่งตัวชาวโรฮิงญาต่อเข้าไปในมาเลเซีย โดยกรมขนส่งทางบกเป็นผู้ที่ยืนยันว่ามีรถโดยสารดัดแปลงดังกล่าว \n \nพ.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่าทางตำรวจสามารถระบุตัวผู้บงการเบื้องหลังการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาได้แล้วและมีการออกหมายจับรวมถึงกำลังตามล่าตัวผู้บงการรายนี้เพื่อนำมาสอบสวน นอกจากนี้ยังมีการสอบปากคำคนขับรถโดยสาร 30 คน ถึงความเป็นไปได้ที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี\n \nเจ้าหน้าที่ทางการไทยเปิดเผยอีกว่ามีรถโดยสารอย่างน้อย 6 คันที่มีการแบ่งส่วนเพื่อซ่อนตัวชาวโรฮิงญาซึ่งพวกเขาถือว่าไม่เป็นไปตามกฎข้อบังคับของกรมการขนส่งทางบก พวกเขาค้นพบวิธีการลักลอบขนส่งชาวโรฮิงญาวิธีนี้หลังจากที่เคยมีกรณีแบบเดียวกันเกิดขึ้นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี\n \nนอกจากกรณีรถโดยสารแล้ว มาเลเซียกินีรายงานอีกว่าพวกเขายังจับกุมชาวโรฮิงญาที่เดินทางด้วยรถไฟไปทางตอนใต้ \"อย่างผิดกฎหมาย\" เพื่อพยายามผ่านไปยังมาเลเซีย\n \n \nเรียบเรียงจาก\n \nThai cops uncover 'Rohingya express' into Malaysia, Malaysiakini, 18-05-2018\nhttps://www.malaysiakini.com/news/425624 [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-d843d0c8622342dba7526101aa6e2636", "input": "Title: เริ่มสืบพยานคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีโพสต์เรื่องหุ้นตกปี 52 \n Body: 5 มิ.ย.55 ที่ศาลอาญา รัชดา มีการสืบพยานเป็นวันที่สอง ในคดีที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้องนายคธา (ขอสงวนนามสกุล) อดีตโบรกเกอร์บริษัทแห่งหนึ่งว่ากระทำความผิดมาตรา 14 (2) ,(3) พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2551\nข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ  (Freedom of Expression Documentation Center ) [1]ระบุว่า จำเลยถูกกล่าวหาว่าใช้นามแฝงว่า wet Dream โพสต์ข้อความเกี่ยวกับข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ทำให้หุ้นในตลาดหุ้นร่วงดิ่งลงในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน จากนั้นจึงถูกจับกุมในข้อกล่าวหาที่ว่า มีส่วนทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก มีความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และได้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวน\nทั้งนี้ มีการนัดสืบพยานโจทก์ในคดีนี้ตั้งแต่วันที่ 1, 5, 6, 7 มิ.ย.55 นัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 8 มิ.ย.55\nข้อมูลเพิ่มเติม http://freedom.ilaw.or.th/th/case/83#detail [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-25ee81acad8b46738723af5850191c5a", "input": "Title: ประยุทธ์จ่อสั่ง ตร.รื้อพัทยา หลังมิร์เรอร์เปิดเมืองหลวงแห่งเซ็กซ์ของโลก \n Body: หลัง มิร์เรอร์ ระบุ พัทยา เป็นเมืองหลวงแห่งเซ็กซ์ของโลก เหตุมีหญิงโสเภณี 2.7 หมื่นคน 'ประยุทธ์' ระบุจะให้ตำรวจไปรื้อให้หมด ยัน กฎหมายว่าไงว่าตามนั้น\n\nวอล์คกิ้ง สตรีท พัทยา (ภาพจาก ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม)\n21 ก.พ.2560 จากกรณี เมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา ไทยรัฐออนไลน์ [1] ได้เสนอข่าวจากมิร์เรอร์ เมืองพัทยา เป็นเมืองหลวงแห่งเซ็กซ์ของโลก ‘นครแห่งบาป’ โดยระบุว่าอ้าง เมืองเดียว มีหญิงโสเภณี 2.7 หมื่นคน หรือคิดเฉลี่ยจะมีหญิงขายบริการ 1 คน ต่อประชากร 5 คน นั้น \nล่าสุดวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึงกรณีข่าวดังกล่าวว่า นั่นสื่ออังกฤษ แต่สื่อไทยเชื่อหรือไม่ เพราะมีการจับกุม แล้วจะให้ตนทำอย่างไร ตนจะให้ตำรวจไปรื้อทั้งหมด เพราะตนไม่ส่งเสริมการค้าประเวณีอยู่แล้ว กฎหมายว่าไงว่าตามนั้น แทนที่จะช่วยทำให้ประเทศไทยดูดี กลายมาไล่บี้รัฐบาล\n\"แล้วคุณเป็นสื่อไทย คุณเชื่อเขาไหมล่ะ แล้วเขาจับกุมบ้างหรือเปล่า เขาจับกุม แล้วไงจะต้องไปรื้อทั้งหมด ก็เดี๋ยวผมจะให้ตำรวจไปรื้อให้หมดแล้วดูสิจะเดือดร้อนไหม ผมไม่ได้ส่งเสริมการค้าประเวณีอยู่แล้ว กฎหมายว่าไงว่าตามนั้น แทนที่คุณจะไปช่วยแก้ให้ประเทศไทยดูดีขึ้นมาบ้าง เออมันไม่น่าจะถึงขนาดนั้นนะ ไอ้นี่กลายเป็นว่ามาไล่เบี้ยรัฐบาล เออ ผมไม่เข้าใจความคิดมันเป็นอย่างงี้ไปได้ ผมไม่รู้นะ\" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว\nขณะที่เมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา เว็บข่าวช่อง 8 [2] รายงานว่า นริศ นิรามัยวงศ์ นายอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา และกำลังตำรวจท่องเที่ยวเมืองพัทยา ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จ.ชลบุรี รวมทั้งกำลังทหาร เข้าตรวจสอบ และจับกุมบาร์ที่มีการแสดงโชว์เปลือยอาบน้ำให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชม\nโดยร้านแรกพบพนักงาน 2 คน กำลังเปลือยกายอาบน้ำโชว์ให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติดู เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวหญิงสาวทั้ง 2 ไปดำเนินคดี ในข้อกล่าวหา กระทำการอนาจารต่อหน้าธารกำนัล พร้อมติดต่อเชิญตัวเจ้าของร้านมาสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนร้านที่ 2 ไม่พบการแสดงโชว์ มีเพียงอุปกรณ์ในการใช้แสดงโชว์เท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงพูดคุยและห้ามไม่ให้มีการแสดงโชว์ดังกล่าว ก่อนตรวจสอบอายุของพนักงานทั้ง 2 แห่ง พบว่า อายุเกินทั้งหมด\nนอกจากนี้ ยังได้เดินตรวจสอบตรวจสอบหญิง และสาวประเภท 2 ที่บริเวณชายหาดพัทยา เพื่อป้องกันการลักลอบค้าประเวณีให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเบื้องต้น ไม่พบกรณีดังกล่าว แต่ได้เชิญหญิงสาว และสาวประเภท 2 มาทำประวัติไว้ที่ สภ.เมืองพัทยาจำนวนหนึ่ง\nนริศ เปิดเผยกรณีที่มีสื่อต่างประเทศ ตีข่าวเมืองพัทยาในทางที่ไม่ดีว่า ตนเองสามารถยืนยันได้ว่า เมืองพัทยาไม่เป็นอย่างที่สื่อตีข่าว ซึ่งก่อให้เกิดความเสื่อมเสียภาพพจน์เมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา\nโดยเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้สนธิกำลังในการกวาดล้าง และป้องกันเหตุต่างๆให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชน ในการเดินทางมาท่องเที่ยว และพักผ่อนในเมืองพัทยาอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง และขอย้ำว่า เมืองพัทยาไม่เป็นอย่างสื่อตีข่าวออกไป \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-a98d3a319b3f4954b1593ae1c4b8259d", "input": "Title: ส่องออสเตรเลีย สอนประชาธิปไตย-สำนึกพลเมืองอย่างไร \n Body: เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2559 มีการจัดเสวนาเวทีสาธารณะ \"เมื่อครูและนักการศึกษาไทยเรียนรู้การสอนประชาธิปไตยในออสเตรเลีย\" ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. อำไพ สุจริตกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์ประสานงานเครือข่ายการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองประชาธิปไตย\nเนื้อหาในงานเสวนากล่าวถึงการสร้างสำนึกความเป็นพลเมืองในประเทศออสเตรเลียผ่านการศึกษา โดยการวางหลักสูตรการศึกษาของออสเตรเลียนั้น เน้นความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวกับความแตกต่างในแต่ละท้องที่ เนื่องจากออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง การปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาตามความต้องการจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะกับสภาพสังคมแบบนั้น\nเฉลิมชัย พันธ์เลิศ  สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การวางหลักสูตรในไทยไม่ได้เกิดจากการพูดคุยกันของคนในสังคม แม้จะบอกให้ท้องถิ่นจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับท้องถิ่นนั้นๆ  แต่การประเมิน การวัดผลกลับเป็นของส่วนกลาง นอกจากนี้การปกครองของไทยยังเป็นแบบรวมศูนย์ในทางปฏิบัติ\nการเรียนการสอนของไทย ให้ความสำคัญกับความเป็นพลเมือง โดยมีการเพิ่มเป็นจำนวนวิชาลงไปในหลักสูตร โดยอาจจะใช้แนวคิดที่ว่ายิ่งเพิ่มชั่วโมงเรียนความเป็นพลเมืองมากเท่าไร ความเป็นพลเมืองของนักเรียนก็มากขึ้นเท่านั้น\nการวางหลักสูตรจะสำคัญมากในการวางแผนการพัฒนาสำนึกความเป็นพลเมืองของประชาชน เพราะการวางหลักสูตรจะเป็นเสมือนเข็มทิศในการดำเนินงานพัฒนา วางระบบการศึกษาและการเรียนรู้ในฐานะที่เป็นเครื่องมือเพื่อใช้ในการสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพในการพัฒนาประเทศ\nการพัฒนาหลักสูตรให้สามารถสร้างสำนึกพลเมือง ต้องใช้ข้อมูลในห้องเรียนมาประกอบการวางแผนหลักสูตร บวกกับการมีส่วนร่วมในห้อง สิ่งนี้คือรากฐานสำคัญในการสร้างหลักสูตร\nอรรถพล อนันตวรสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานเครือข่ายการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองประชาธิปไตยกล่าวว่า การวางหลักสูตรการศึกษาของออสเตรเลีย ใช้เวลายาวนานในการร่างหลักสูตรเพราะต้องผ่านการตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้หลักสูตรที่สามารถตอบโจทย์การสร้างสำนักคิดพลเมืองมากที่สุด\nอย่างไรก็ตาม การสร้างหลักสูตรแทบจะไม่มีการแทรกแซงจากภาคการเมืองในฐานะผู้กำหนดนโยบายเลย เช่น  กรณีที่พยายามนำเอาศาสนาคริสต์ใส่ลงไปในหลักสูตร แต่เพราะการสร้างหลักสูตรของออสเตรเลียมีรากฐานในการเจรจา ปรึกษาลงความเห็น การนำศาสนาคริสต์ใส่ลงในหลักสูตรจึงถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นการศึกษาศาสนาคริสต์ในฐานะบ่อเกิดของวัฒนธรรมตะวันตกแทน\nการสร้างหลักสูตรเพื่อสร้างสำนึกความเป็นพลเมืองของออสเตรเลีย เป็นหลักสูตรที่ผู้วางหลักสูตรทำงานร่วมกับโรงเรียนและผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ทั้งยังเปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมตามแต่ละที่โรงเรียนต้องการ เนื่องจากการปกครองของออสเตรเลีย แบ่งออกเป็น ชาติ มลรัฐ และท้องถิ่น หลักสูตรการศึกษาของออสเตรเลียจึงยืดหยุ่นปรับตัวตามความต้องการของท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรมของออสเตรเลีย การที่มีหลักสูตรที่ยืดหยุ่นจะทำให้สามารถปรับให้เข้ากับความแตกต่างทางวัฒนธรรมได้อย่างดี\nชัยรัตน์ โตศิลา ประธานสาขาวิชาสังคมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่าสำนึกในความเป็นพลเมืองของออสเตรเลีย คือการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีดุลยภาพ เคารพซึ่งกันและกัน  ให้รู้สึกถึงความเป็นสมาชิกในสังคม\nกระบวนการในการนำหลักสูตรไปใช้สำคัญมาก ในออสเตรเลียใช้วิธีการสร้างสำนึกผ่านวิชาอื่นๆ โดยให้ผู้เรียนมีสิทธิในการออกแบบการเรียนและสภาพแวดล้อมได้อย่างอิสระ เช่นในการ สร้างตึกใหม่ของโรงเรียนก็ให้เด็กๆ ลงความเห็นกันว่าส่วนใดของโรงเรียนจะเป็นอาคารอะไร  คือการที่ทำให้เด็กได้รู้สึกว่า ตนเป็นสมาชิก ส่วนหนึ่งของสังคมนี้ แนวคิดดังกล่าวสามารถสอดแทรกเข้าไปในการเรียนการสอนได้ทุกวิชา ตามแต่ที่ผู้สอนจะใส่ความเป็นพลเมืองเข้าไปในการสอน\nการทำให้สำนึกความเป็นพลเมืองเข้มแข็งไม่ได้มาจากการกำหนดในรัฐธรรมนูญ แต่มาจากการบ่มเพาะในระบบการศึกษาอย่างยาวนาน เป็นการเรียนรู้ระยะยาวที่คุ้มค่า ในการบ่มเพาะความเป็นประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน ดังนั้นกระบวนการการนำหลักสูตรไปใช้จึงสำคัญมาก การสร้างความเข้าถึงจุดมุ่งหมายทางการศึกษาที่ตรงกันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก\nปราศรัย เจตสันติ์ อาจารย์จากโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม กรุงเทพมหานคร กล่าวว่าการเรียนการสอนที่ออสเตรเลียเน้นการสร้างแรงจูงใจให้เด็กรู้สึกสนุกและมีส่วนร่วมกับการเรียน มากกว่าจะบังคบให้เด็กเข้าเรียน โดยจะเป็นโรงเรียนและห้องเรียนขนาดเล็ก ใช้ครูถึงสามคนในการจัดการเรียนการสอน ที่เน้นไปที่เด็กเป็นตัวบุคคลเพื่อเพิ่มความใกล้ชิด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสำนักความเป็นพลเมือง นอกจากนี้ยังมีการจัดพื้นที่ที่สร้างแรงจูงใจให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมและเอื้อต่อการเรียนการสอน\nเสถียร พันธ์งาม ผู้อำนวยการโรงเรียนเมืองคง (คงคาวิทยา) กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนรวมไปถึงการวางหลักสูตรของครูที่ออสเตรเลียมีความเป็นอิสระสูงมาก คือปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม ไม่มีการจำกัดหรือบังคับจากส่วนกลาง ภาระหน้าที่ของครูผู้สอนก็แตกต่างกับไทย โดยครูที่ออสเตรเลียจะมีหน้าที่สอนและพัฒนาเด็กได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้สามารถจัดการเรียนการสอนที่สามารถสร้างสำนึกความเป็นพลเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ\nอภัยชนม์ สัจจะพัฒนกุล อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม กล่าวว่า ห้องเรียนประชาธิปไตยมีอยู่บนท้องถนน เช่นการเดินขบวนเรียกร้องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ หรือเรื่องสิ่งแวดล้อม ออสเตรเลียเปิดพื้นที่ให้แสดงออกความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ในพื้ืนที่สาธารณะ ลักษณะของประชาธิปไตยของออสเตรเลียคือการมีความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่าง เคารพซึ่งกันและกัน และเรียนรู้ที่จะอยู่กับความหลากหลาย\nการเรียนการสอนเพื่อสร้างสำนึกประชาธิปไตย ครูผู้สอนมีส่วนสำคัญ ประสบการณ์ทางสังคมของครูจะเป็นตัวหล่อหลอมแนวคิด และวิธีการที่ใช้เพื่อสอนเด็ก ถึงสำนึกความเป็นพลเมือง\nพัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ประชาธิปไตยเริ่มต้นในที่สาธารณะ หมายถึงที่ที่คนสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีในประเด็นทางสังคม มีทั้งพื้นทางกายภาพ เช่นร้านค้า สวนสาธารณะ และพื้นที่ทางนามธรรมเช่น การนำเสนอข่าวของสื่อ สังคมออนไลน์ต่างๆ พัทธ์ธีราได้อ้างถึง เจอร์เกน ฮาเบอร์มาส นักวิชาการชาวเยอรมัน ที่ได้อธิบายถึงกระบวนการเกิดสำนึกสาธารณะ (สำนึกส่วนรวม) ว่า มาจากการที่ปัจเจกบุคคลใช้ความรู้และแสดงออกทางความคิดอย่างมีเหตุผล อย่างเปิดเผยในที่สาธารณะ ส่งผลให้สาธารณชน (public) เริ่มสามารถเข้าถึงและยึดครองมณฑลสาธารณะที่เคยถูกควบคุมโดยรัฐได้ และต่อมาพื้นที่ดังกล่าวก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่ของการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์การเมือง รวมทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ตัวอำนาจรัฐด้วย พื้นที่สาธารณะจึงกลายเป็นอำนาจใหม่ที่ท้าทายอำนาจเดิมของสังคมศักดินาในยุโรป\nพัทธ์ธีรา เสนอว่า ในระบบรัฐสภาของออสเตรเลีย มีการเปิดให้ประชาชน ตั้งกระทู้ถามสด เกี่ยวการนโยาบการดำเนินงานต่างๆ โดยรัฐสภาได้มีการเปิดสภาให้ประชาชนเข้าไปสอบถามได้ถึงที่ประชุม ซึ่งกระตุ้นให้ประชาชนรู้สึกมีส่วนร่วม เป็นสมาชิกของสังคม \n What is the sentiment in the text for the genre: education", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-f591bc5a225a43bcb1aedf9c0aeeb419", "input": "Title: ประชาธรรม: เสื้อแดงเชียงใหม่คิดอย่างไรในกระแสปรองดองและการปฏิรูป \n Body: ขณะที่ถนนทุกสายกำลังมุ่งสู่การปฏิรูปประเทศไทย การปรองดองแห่งชาติ และการแก้รัฐธรรมนูญ ภายใต้การ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งนานาประเทศเริ่มจับจ้องมองไทย พร้อมกับการเรียกร้องให้มีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงฉบับนี้ เพราะมีมุมมองว่าเป็นการกระชับวงล้อมการปฏิรูปประเทศไทย และการปรองดองแห่งชาติเหลือเพียงแค่คนบางกลุ่ม ขณะที่เสียงของคนเสื้อแดงที่มีจำนวนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หรืออาจมากกว่านั้นกลับถูกกลบเกลื่อน ลบเลือน และคนเสื้อแดงต้องอยู่หลบซ่อน โดนคดี และไม่มีใครพูดถึงคนตาย คนบาดเจ็บ สูญหายอีกต่อไป มหกรรมการซุกความเลวร้ายไว้ใต้พรมกำลังเริ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลองมาฟังเสียงคนที่ไม่มีพื้นที่ ไม่ปรากฏอยู่ในวงสัมมนาที่ไหน หรือสื่อใดๆ ต่อความเห็นที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าการปฏิรูป สร้างภาพ หาเสียง ตลอดไปจนถึงกลุ่มองค์กร เครือข่ายประชาสังคมที่เข้าร่วมกับกระแสปฏิรูป และทิ้งคนเสื้อแดงไว้อย่างโดดเดี่ยวนั้น พวกเขาคิดอย่างไรในกระแสปรองดอง การปฏิรูป และการแก้รัฐธรรมนูญนั้น\nเราพบกับกลุ่มคนเสื้อแดงอำเภอฝางกลุ่มเล็กๆ ที่บ้านสันทรายคลองน้อย ต.คลองศิลา อ.ฝาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงวัยทำงาน และคนแก่ ที่อายุสูงสุดเกือบ 80 ปี แต่ยังแข็งแรง และในดวงตามีความมุ่งมั่น และไม่มีแววย่อท้อ ทั้งหมดนี้เข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงที่กรุงเทพฯ นานเป็นปี นับตั้งแต่ปี 2552 แล้ว และในช่วงที่มีการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ก็มีบางส่วนอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย จนถึงการสลายชุมนุมในเขตอภัยทาน ที่วัดปทุมวนาราม ที่เธอคนนั้นบอกกับเราว่า “เป็นประสบการณ์ที่เธอจะจำไปวันตาย” และเธอคนนี้อีกที่ประกาศสู้ตายก่อนที่จะไปเข้าร่วมชุมนุมกับ นปช.ในช่วง 19-20 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยได้ฝากฝังญาติพี่น้อง เรื่องทรัพย์สมบัติที่จะให้หลานๆ ไว้แล้ว รวมไปถึงการดูแลหมู ไก่ที่เธอเลี้ยงไว้ที่บ้าน\nและเสียงที่จะถ่ายทอดนี้ เป็นเสียงของผู้หญิงหลายคนที่ช่วยกันเล่า ช่วยกันถ่ายทอดออกมา ด้วยความอัดอั้นอย่างที่สุด เธอบอกกับเราว่าดีใจที่สุดที่มีคนมาฟังพวกเธอบ้าง ทุกวันนี้รู้สึกอัดอั้น และคับแค้น ไม่มีสื่อไหนที่เปิดพื้นที่ให้คนเสื้อแดง ไม่เคยมีวันไหนที่จะนอนหลับเป็นอย่างสุข เพราะยังคงอยู่กับทหาร มีทหารมาป้วนเปี้ยนที่บ้านอยู่ตลอดเวลา \n \nทำไมถึงไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง \nคนเสื้อแดงบ้านเฮา (หมายถึงในเขตอ.ฝาง-แม่อาย-ไชยปราการ) เริ่มมาจากเฮารู้สึกว่ามันบ่มีความเป็นธรรม มาตั้งแต่ปี 2549 แล้ว ตั้งแต่มีรัฐประหาร ติดตามข่าวทางทีวี ก็รู้สึกว่ามีความไม่ถูกต้องหลายเรื่อง ก็เลยตั้งกลุ่มพูดคุยกันวงเล็กวงน้อย ในตลาดบ้าง เวลาไปทำสวน ทำนาด้วยกันก็คุยกัน จากกลุ่มเล็กๆ ก็ค่อยขยายใหญ่ขึ้น พอปี 2550 -51 เฮาก็เริ่มได้ข่าวว่าในเมืองเชียงใหม่มีการจัดเวทีชุมนุมกันแถววัดพระสิงห์ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ หมู่เฮากลุ่มเล็กๆ ก็เลยพากันไปร่วมเวทีที่เชียงใหม่ ตอนนั้นก็ออกเงินกันเอง บ่มีใครมาชักจูงทั้งนั้น และเริ่มตั้งกลุ่มปี 2551 ตั้งเป็นกลุ่ม “ชมรักรักฝาง แม่อาย-ไชยปราการ” \nเฮารู้สึกบ่พอใจตั้งแต่เปิ้นมาไล่นายกฯ (ทักษิณ) ของเฮาออก ทำร้าย ส.ส. ก็เหมือนกับทำร้ายเฮา บ้านเมืองนี้มันบ่มีความเป็นธรรม มันมีปัญหาสองมาตรฐานมาตลอด พอสมชาย วงศ์สวัสดิ์มาเป็นนายกฯ ก็โดนไล่ออกอีก พอสมัครมาก็โดนไล่ออกอีก ที่อภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯ ก็เหมือนกับอุ้มมาสำหรับพวกพ้องตัวเอง เฮาแค่ต้องการยุบสภา แล้วก็เลือกตั้งใหม่เท่านั้นเอง ต่อมาก็มีปัญหาสองมาตรฐานทุกเรื่องไม่จบสิ้น มีตลอด ตอนที่พันธมิตรไปยึดสนามบินก็ไม่มีใครดำเนินคดี แต่พอถึงคนเสื้อแดงชุมนุมบ้างกลับถูกจับ ถูกดำเนินคดี \nตอนที่เปิ้นจะลงประชามติรัฐธรรมนูญ 50 ก็อีก เขามีคำสั่งมาทางอำเภอเลยว่าให้ชาวบ้านรับร่างรัฐธรรมนูญ 50 เฮาบ่ยอมเซ็น เพราะมันไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่เฮาต้องการ แต่เขาก็ยังมาบังคับขืนใจเฮา ที่ไม่เห็นด้วยเพราะรัฐธรรมนูญ 50 เพราะมันสร้างกลไกที่เฮาเข้าไม่ถึง ไม่มีกฎเกณฑ์ จะเอาถูกเอาผิดกับใครก็ได้ เลือกปฏิบัติ เลือกใช้ได้ อย่าง กกต.ก็เป็นพวกของเขา ตามใจฉัน บ่มีความเสมอภาค มันเหมือนกับเป็นกลไกของเขา พวกเขาเอง \nเฮาแค่ต้องการให้มีการยุบสภา แล้วเลือกตั้งใหม่เท่านั้นเอง แต่เฮาก็โดนว่าเป็นเพราะทักษิณ ความจริงมันบ่เกี่ยว ถึงเลือกตั้งใหม่ แล้วทักษิณไม่กลับมา เฮาก็ยอมรับ เฮาขอแค่เลือกตั้ง และพิสูจน์กันไปเลย และเมื่อใครมาเป็นรัฐบาลก็อย่ามาไล่ออกไป ต้องยอมรับกติกากันทุกฝ่าย บ้านเมืองถึงจะมีความเป็นธรรม\nในช่วงที่เฮาไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง ที่บ้านเฮาจะมีการฮอมเงินกันบ้านละ 10 บาท 20 บาท คนมีเงินหน่อยก็ 100 บาท 200 บาท ใครมีมากก็ฮอมมากหน่อย อย่างคนที่ค้าขายในตัวอำเภอก็จะลงขันมากหน่อย คนทำสวน ทำนาก็น้อยหน่อย เมื่อเราตกลงใจว่าจะไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงที่เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ เฮาก็เริ่มทำผ้าป่าก่อน หลังจากนั้นก็เลี้ยงโต๊ะจีน ทำคอนเสริ์ต์ ทำทุกอย่าง ก็ได้เงินเป็นแสนๆ ก็ตั้งวิทยุชุมชนขึ้นมา พอตั้งวิทยุชุมชน กลุ่มของเรายิ่งขยายเพิ่มขึ้น มันเหมือนกับว่าคนที่บ่พอใจรัฐบาลมีมากขึ้น เพราะเขารู้สึกอย่างเดียวกัน คือ “มันไม่ถูกต้อง ไม่มีความเป็นธรรม ปัญหาสองมาตรฐาน” \nเมื่อตั้งวิทยุชุมชนขึ้นมา ชาวบ้านสนใจฟังข่าวสารกันมาก วิทยุทรานซิสเตอร์ที่ขายในตลาดแทบไม่พอ เพราะชาวบ้านแห่กันซื้อ เพราะอยากฟังข่าวสารที่ไม่ได้มาจากกระแสหลัก กลุ่มของเฮาก็ขยายไปถึงบนดอยในเขตเชียงราย ชาวเขาเผ่ามูเซอร์ เขาก็มาร่วมกับเฮาทั้งหมู่บ้าน เขาก็เห็นว่ามันไม่ถูกต้องเหมือนกันบ้านเมืองเราตอนนี้ ตอนที่ทำผ้าป่า เขาก็ร่วมบริจาคด้วย พอไปชุมนุมที่กรุงเทพฯ เขาก็เอาข้าวสารมาฮอม และการทำผ้าป่าก็อาจจะมีเงินของ ส.ส.บริจาคมาบ้างก็เป็นธรรมดา แต่เฮาไม่ได้เคลื่อนไหวเพราะเงิน หรือใครจ้างมา เงินที่มีการบริจาคกันมา ก็เอามาเป็นกองกลาง ไว้จ่ายค่ารถบัส ค่าน้ำมัน ส่วนอาหารที่เอาไปชุมนุม ชาวบ้านจัดจัดการเอง วันที่ไปกรุงเทพฯ เฮาจะสับเปลี่ยนกำลังกันไป ครั้งหนึ่ง แต่ละบ้านก็ไปเป็น 10 คันรถ ก็ประมาณ 100 กว่าคน \nเหตุการณ์ที่วัดปทุมนั้น เฮาก็บ่เข้าใจว่าทำไมต้องยิงเข้าไปในวัดด้วย ทั้งๆ ที่เป็นเขตอภัยทาน พี่บาน ผู้หญิงคนเดียวในหมู่บ้านที่ไปเข้าร่วมชุมนุมตอนนั้น สะท้อนว่า ณ วินาทีนั้นเธอพร้อมตายที่ราชประสงค์ แต่ก็มีคนกระชากแขนเธอไปที่วัดปทุม ฯ และในเวลาต่อไปไม่นาน เธอก็ได้ยินเสียงปืนดังระรัว แล้วก็มีคนตาย... \n \nจะปรองดอง ปฏิรูปแล้วคิดอย่างไร \nตอนนี้ที่รัฐบาล และหลายฝ่ายกำลังเตรียมจะปรองดอง ปฏิรูป แก้รัฐธรรมนูญ และการระดมความเห็น 6 วัน 63 ล้านเสียงอะไรนั่น นั้น เฮาเห็นว่ามันไม่มีประโยชน์เลย มันแค่การสร้างภาพ จะปรองดองตอนนี้ได้อย่างไรในเมื่อยังไม่มีการพิสูจน์เรื่องคนตาย ใครยิงประชาชน ประชาชนตายไปขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่มีใครพิสูจน์ความจริงก็ไม่ต้องพูดเรื่องอื่นเลย คณะกรรมการที่ตรวจสอบพิสูจน์ ตอนนี้ก็ไม่เป็นกลาง ถ้าจะให้เป็นกลางจริงต้องให้ต่างประเทศเข้ามาช่วยตรวจสอบ เพราะตอนนี้บ้านเมืองของเฮาไม่มีองค์กรไหนที่เป็นกลางสักองค์กรหนึ่ง ส่วนใหญ่เอียงหมด (เอียงเข้าข้างรัฐบาล) \nหลังปราบปรามประชาชนแล้ว คนเสื้อแดงที่กลับบ้านก็ยังไม่เป็นสุขเลย ต้องอยู่อย่างหลบซ่อน พอดูโทรทัศน์กระแสหลักก็รู้สึกว่ามันลำเอียง อยากทุบทีวีแล้ว และรู้สึกไม่มีเรื่องที่มันเป็นจริงเลย มีแต่โกหกกันไปวันๆ ชาวบ้านจะเลือกดูแต่เคเบิล เพราะยังทำให้ชาวบ้านรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงมากกว่า และเขาก็ยังเปิดพื้นที่ให้คนเสื้อแดงอยู่บ้าง ถ้าจะปฏิรูปและแก้รัฐธรรมนูญก็ต้องให้เกิดความยุติธรรมก่อน ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ก่อน อย่างนี้มันเหมือนกับทำเพื่อเป็นการสร้างภาพเท่านั้นเอง แล้วคนเสื้อแดงก็อยู่กับความอึดอัดคับข้องใจ \nอย่างเรื่องปฏิรูปฯ ตอนนี้เฮาไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าถามชาวบ้านจริงๆ คือจะปฏิรูปก็ต้องเป็นเป็นธรรม ปฏิรูปที่ดินที่เขาคุยกันเมื่อเร็วๆ นี้ ตามความคิดของชาวบ้านมันยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง เพราะมันก็จะมีคนบางกลุ่มเท่านั้นเองที่ได้รับ และคิดว่านายทุนอีกที่จะได้ประโยชน์\n \nประชาธิปไตย-การแก้ปัญหาชาวบ้าน\nประชาธิปไตยในความคิดของเฮาคือ ความยุติธรรม คือความเสมอภาค ถ้าจะยุติธรรมก็ต้องมีการเลือกตั้ง ไม่ใช่จะเปลี่ยนกฎกติกากันอย่างไรก็ได้ เอาใครมาเป็นนายกฯ ก็ได้ ยังมีการเลือกปฏิบัติอยู่ ไม่ใช่ประชาธิปไตย ปัญหาที่เป็นอยู่คือคนที่มีอำนาจเขาไม่เคยมาถามเฮาว่าต้องการอะไร แต่เขากลับยัดเยียดสิ่งที่เฮาบ่ต้องการ เช่น เมื่อเร็วๆ นี้ เฮาเสนอทางการไปว่าชาวบ้านต้องการอ่างเก็บน้ำ เพราะมันแล้งมาก ชาวบ้านบ่มีน้ำใช้ทำนา ทำสวน แต่สิ่งที่ทางมหาดไทยเปิ้นบอกกลับมาคือ ให้ทำโครงการฝายแม้ว หรือปลูกป่า ต้องเป็นโครงการแบบที่เขาคิดไว้แล้ว แต่ตามความคิดชาวบ้าน ฝายแม้ว และปลูกป่า มันเป็นแค่โครงการสวยหรู แต่ไม่ตอบสนองความเป็นจริง เพราะปลูกป่าไป ป่าก็ถูกทำลาย และไม่จำเป็นต้องใช้เงิน \nนโยบายที่ชาวบ้านเห็นว่าเป็นประโยชน์ คือสมัยที่ทักษิณยังอยู่ รู้สึกว่าสอดคล้องกับความต้องการของชาวบ้าน อย่างเรื่องเงินกองทุนหมู่บ้าน มันสามารถช่วยชาวบ้านได้ลืมตาอ้าปากหลายราย เขาไม่ระบุ ไม่บังคับว่าชาวบ้านจะเอาเงินไปทำอะไร บางคนเอาเงินไปต่อทุน ลงทุนทำธุรกิจใหม่ๆ ได้ แต่พอมาถึงสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เขาจะระบุมาเลยว่าคนที่จะมากู้เงินต้องเอาเงินไปทำเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าชาวบ้านจะซื้อรถไถนา เขาก็บอกให้เราซื้อควาย มันถึงจะเป็นเศรษฐกิจพอเพียง ความเป็นจริงยุคนี้มันทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว เฮาไม่มีแรงขนาดนั้น ลูกหลานเฮาก็ไปเรียนในเมือง มันต้องมีเครื่องทุนแรงบ้าง \nสิ่งที่จะบอกว่ามันเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ให้ดูจากสื่อด้วย ตอนนี้ไม่มีสื่อไหนที่มีความเป็นกลาง สื่อเอียงข้างหมด มีแต่เรื่องโกหกของรัฐบาล ตอนนี้เฮาไม่ได้ดูสื่อหลักแล้ว มันดูไม่ได้เลย เฮาต้องมานั่งคุยกันเอง แล้วก็ดูเคเบิลที่ยังพอดูได้บ้าง \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-37a196669935430f89666ebbac08b77e", "input": "Title: โฆษกรัฐบาลโต้สื่อนอก-ข่าวไทยใช้แรงงานทาสแกะกุ้งไม่ตรงข้อเท็จจริง-ตอนนี้แก้ไขแล้ว \n Body: โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงกรณีเอพีลงข่าวไทยใช้แรงงานทาสทำประมง พล.ต.สรรเสริญ บอกเป็นข้อมูลเก่าก่อนการแก้ไขปัญหา - ผอ.ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ศปมผ. ระบุ 2 แรงงานในข่าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จนท.กำลังสอบสวน ข่าวที่ออกมาเกิดจากการบังคับใช้ กม. จริงจังที่ จนท.-เอ็นจีโอ-สื่อมวลชนร่วมกันตรวจสอบโรงงาน\n21 ธ.ค. 2558 - กรณีที่สำนักข่าวเอพี (Associated Press) เผยแพร่รายงานเมื่อ 14 ธ.ค. พาดหัวว่า \"Global supermarkets selling shrimp peeled by slaves\" (ซุปเปอร์มาร์เก็ตระดับโลกขายกุ้งที่แกะโดยทาส) ระบุว่า ไทยยูเนี่ยนเจ้าของแบรนด์ \"Chicken of the Sea\" ในสหรัฐอเมริกามีส่วนเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้แรงงานและสภาพการทำงานที่เลวร้ายในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง งานข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนนี้เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยที่ทีมข่าวของสำนักข่าวเอพีทำการติดตามรถบรรทุกส่งกุ้งจากโรงงานแกะเปลือกกุ้งแห่งหนึ่งไปจนถึงบริษัทส่งออกกุ้งรายใหญ่ของไทย และติดตามไปจนถึงผลิตภัณฑ์กุ้งที่วางขายทั่วโลก\n\nที่มาของภาพ: เว็บไซต์รัฐบาลไทย [1]\nล่าสุด วันนี้ (21 ธ.ค.) เว็บไซต์รัฐบาลไทย [2] รายงานว่า ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแถลงชี้แจงกรณีสื่อต่างประเทศ รายงานข่าวว่าไทยมีการใช้แรงงานทาสในอุตสาหกรรมประมง และโรงงานแกะกุ้งที่ส่งขายไปยังต่างประเทศ โดยเจ้าหน้าที่ละเลยทำให้ในต่างประเทศรณรงค์ไม่ซื้อสินค้าอาหารจากไทย โดยยืนยันว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และเชื่อว่าเป็นข้อมูลเก่าก่อนการแก้ไขปัญหาของไทย\nพ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวว่า คสช.ให้ความสำคัญกับการปราบปราบการค้ามนุษย์ และการใช้แรงงานผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง จริงจัง และไม่มีการลดระดับ\nนายทรงศักดิ์ สายเชื้อ อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กล่าวว่าหลังมีการนำเสนอข่าวกระทรวงการต่างประเทศได้แถลงข่าวชี้แจง และประสานไปยังสถานฑูตว่าไทยยึดมั่นแก้ไขปัญหา พร้อมสื่อสารไปยังสมาคมผู้นำเข้าสินค้าอาหาร ทั้งสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และยุโรป อย่างต่อเนื่อง เพื่อเข้าใจถึงแนวทางการดำเนินการของไทย นอกจากนี้ยังชี้แจงถึงภาคเอกชน และเอ็นจีโอต่างประเทศ เพื่อเชิญเข้าร่วมตั้งคณะทำงานร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ตลอดจนมีการชี้แจงไปยังรัฐสภา สหรัฐฯ ยุโรปและนานาชาติ รวมถึง เอ็นจีโอว่าการดำเนินการของไทยมีความคืบหน้า และพร้อมรับฟังความคิดเห็น โดยขอความร่วมมือทำงานและแก้ไขปัญหาร่วมกัน\nนายธีรพล ขุนเมือง โฆษกกระทรวงแรงงาน ชี้แจงว่ากระทรวงแรงงานเดินหน้าปรับสถานะผู้ใช้แรงงานที่ผิดกฎหมายให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง โดยการเปิดรับลงทะเบียนผู้ใช้แรงงาน 3 สัญชาติกว่า 1 ล้าน 6 แสนคน ซึ่งมีการเปิดลงทะเบียนในส่วนของแรงงานประมงถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกมีผู้ลงทะเบียน 54,402 คน และครั้งที่ 2 กำลังดำเนินการในขณะนี้จนถึงเดือนมกราคมปี 2559 ซึ่งล่าสุดมีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 9 พันคน ส่วนแรงงานในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าประมงมีการเปิดให้ลงทะเบียนในปัจจุบันถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 มีผู้ใช้แรงงานเข้าลงทะเบียนแล้วกว่า 12,000 คน ซึ่งการลงทะเบียนถือเป็นการจัดระบบเพื่อดูแลแรงงานตามหลักสิทธิมนุษยชนและตามกฎหมาย พร้อมกำหนดห้ามแรงงานอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานบนเรือประมง นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำหลักฐานสัญญาจ้าง และจัดล่ามเพื่อสื่อสารในการแก้ไขปัญหาให้กับแรงงาน ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดถือเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตามต้องขอความร่วมมือจากประเทศต้นทาง ในการร่วมมือแสดงความจริงใจ โดยได้เชิญฑูต 10 ประเทศ เข้าชี้แจงทำความเข้าใจแล้ว\nพล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงว่าการนำเสนอข่าวของสื่อต่างชาติ เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายจากการใช้แรงงานอย่างไม่ถูกกฎหมายในจังหวัดสมุทรสาคร โดยได้ช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวน 100 คน และอยู่ระหว่างการดำเนินคดีทั้งในส่วนของแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง และการคัดแยกตามระบบ ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ ซึ่งเบื้องต้นพบว่าเป็นแรงงานที่ไม่มีใบอนุญาต 19 คน อายุไม่เกิน 18 ปี 10 คน รวมถึงบุคคลที่เป็นข่าวอีก 2 คนขณะนี้อยู่ระหว่างการควบคุมดูแลตามหลักสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ยืนยัน ตำรวจให้ความสนใจดำเนินคดีในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนายทุน ผู้สนับสนุน หรือคนกลุ่มใด\nพล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือ ศปมผ. กล่าวว่า แรงงาน 2 คนที่ปรากฏในข่าว เป็นกลุ่มคนที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน และประสานกับประเทศต้นทาง ภาพที่ออกมาเป็นเพียงสถานที่พักชั่วคราว ก่อนพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนต่อไป พร้อมขอความเป็นธรรม เพราะข่าวที่ออกมาเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังที่เจ้าหน้าที่หน่วยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเอ็นจีโอและสื่อมวลชน ร่วมปฏิบัติการเข้าตรวจสอบ(จู่โจม) เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ศปมผ. ตั้งเป้าจะเข้าตรวจโรงงาน 129 แห่ง ซึ่งขณะนี้มีการตรวจไปแล้ว 101 แห่ง ยืนยันการดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานสากล\n \nไทยยูเนี่ยนประกาศยกเลิกว่าจ้างล้งภายในสิ้นปีนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติต่อแรงงาน\nอนึ่ง ไทยยูเนี่ยนได้ประกาศเมื่อ 10 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่า ภายวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ทางบริษัทจะยกเลิกการว่าจ้างล้ง หรือ สถานประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำเบื้องต้น จากภายนอกทั้งหมด โดยกระบวนการผลิตทั้งหมดเข้ามาอยู่ภายใต้การควบคุมและดูแลของไทยยูเนี่ยน การปรับปรุงนโยบายในครั้งนี้ก็เพื่อที่ทางบริษัทจะสามารถควบคุมมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านแรงงานได้อย่างเข้มงวด\nธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไทยยูเนี่ยน กล่าวว่า “ผมมีความยินดีที่เราได้ดำเนินแผนการย้ายสถานประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำเบื้องต้นของผลิตภัณฑ์กุ้งเข้ามาอยู่ภายใต้การบริหารของไทยยูเนี่ยน เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานนับพันจะได้รับการว่าจ้างอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และทำงานในสถานที่ๆ ปลอดภัย นับเป็นอีกก้าวที่สำคัญในการขจัดแรงงานผิดกฎหมายไปจากอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยให้หมดไป เรามุ่งมั่นที่เป็นผู้นำการพัฒนาในอุตสาหกรรมของเรา และขอฝากไปยังผู้ประกอบการทุกรายให้ช่วยกันส่งเสริมการปฏิบัติต่อแรงงานที่ดีและไม่ยินยอมที่จะให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเด็ดขาด” \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-ea271580e79d4d30a9fa2c9a4391c13e", "input": "Title: พีร์ พงศ์พัฒนพันธุ์: ประเด็นโรฮิงยากับปาหี่หลักสูตรสันติศึกษา \n Body: ใช่แล้วครับ สถาบันสันติศึกษาในไทยมีอยู่เกินหนึ่งสถาบัน แต่ที่ผมเพิ่งทราบข่าวผ่านออนไลน์มาหยกๆ คือ สถาบันสันติศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งหนึ่งในเมืองไทย ไม่ต้องเอ่ยชื่อท่านคงทราบ อยู่แถววังน้อย มีอยู่ที่เดียว และท่านคงทราบด้วยว่าสถาบันสันติศึกษา เขาศึกษาเรื่องอะไรเป็นหลัก ก็เขาศึกษาวิธีการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นสังคม ในโลกไงครับ และผมขอเดาเอาว่า คำว่า “สันติภาพ”คงเป็นคำสากลสื่อความหมายรู้เรื่องกันดีกับคนทุกเชื้อชาติศาสนา ไม่ใช่เพียงแค่ชาวพุทธอย่างเดียว เว้นแต่ชาวพุทธจะบอกไทยแลนด์คือ เขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางจักรวาล เท่านั้น\nเรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า หลักสูตรสันติศึกษาของสถาบันการศึกษาแห่งนี้ เขาไปมอบโล่รางวัล “ลมหายใจแห่งสันติภาพ”ให้กับ “โค้ชเอก”นายเอกพล จันทวงศ์  แห่งทีมหมูป่าอะคาเดมีทำนองว่า “เจริญสมาธิ ระหว่างติดอยู่ในถ้ำหลวง–ขุนน้ำนางนอน ก่อนที่จะถูกช่วยเหลือออกมาจากถ้ำหลวง ได้อย่างปลอดภัย” (https://www.springnews.co.th/view/351238 [1]) อัศจรรย์สมาธิล่ะครับ\nสถาบันสันติศึกษาแห่งนี้ ก็คงเชื่อมโยงให้เกี่ยวข้องกับสันติภาพหรือสันติศึกษาแบบ ridiculous จริงๆ ครับ เหมือนกับการบอกว่า สตีฟ จอบส์ นับถือศาสนาพุทธ หรือเหมือนกับที่มีคนพูดว่า ไทเกอร์ วูดส์ เป็นคนไทย ทำนองเดียวกัน\nเพราะมันเป็นตรรกะเดียวกันครับ เป็นการนำเอาพระพุทธศาสนาให้กลายเป็นยาหรือธรรมโอสถครอบจักรวาล แก้ปัญหาได้สารพัดปัญหา ในฐานะแห่งการเป็นชาวพุทธผมไม่เถียง คำอธิบายก็คือ หลักธรรมข้อเดียว เช่น ความไม่ประมาทของศาสนาพุทธ เป็นยาครอบจักรวาลจริง คนขับรถในเคนยา แอฟริกา หรือประเทศใดๆ ในโลกโดยไม่จำเป็นต้องนับถือศาสนาพุทธสามารถนำหลักธรรมนี้ไปใช้ได้หมดครับ ขืนไม่ใช้ธรรมคือความไม่ประมาทสิครับอุบัติเหตุแน่นอน ธรรมคือสมาธิ สติ สันติ ฯลฯ ก็ไม่ต่างกัน กล่าวคือเป็นธรรมสากล แสดงว่า คุณกำลังเคารพธรรมคือความเป็นสากลอยู่นะครับ ผมไม่เถียงข้อนี้ครับ  \nนอกจากการโหนคนดังหรือกระแสเหตุการณ์ดังๆ ของบ้านเมืองเหมือนดังชาวบ้านทั่วไปทำกันแล้ว (ก็โค้ชเอกดังแล้วนิ) การใช้ธรรมโอสถแบบครอบจักรวาล ในมุมมองแบบเดียวกับที่สถาบันสันติศึกษาแห่งนี้เป็น ยังเกิดขึ้นหลายๆ ที่ในไทยแลนด์ นั่นคือ เว้นวรรคการนำมาใช้  ใช้แต่มุมโลกสวย เป็นประโยชน์กับตัวเอง องค์กรตัวเอง หาใช่ประโยชน์ของมวลชนผู้โดนแรงบีบอัดรัดรึงด้านต่างๆ ในสังคมแต่อย่างใดไม่ \nในทางกลับกัน ถ้าโลกนี้สวยจริง ก็คงไม่ต้องสันติศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาสันติภาพของสังคมหรือของโลกแล้วล่ะครับ ท่าจะเป็นสันติศึกษาแบบไทยๆ ซะมากกว่า ทั้งๆ ที่เวลาเรียนสันติศึกษา ผมเดาว่า คุณใช้โมเดลสันติศึกษาของต่างประเทศมากกว่าครึ่งของหลักสูตร \nทำไมผมจึงเกิดความสงสัยต่อหลักสูตรสันติศึกษาของคุณครับ หากไม่เพราะคุณเลือกเว้นวรรคที่จะสันติหรือไม่สันติ คุณเลือกเอา“ลมหายใจแห่งสันติภาพ”มากกว่าเลือกพูด “99 ศพ” ที่ราชประสงค์ ที่ที่มีการยิงคนตายตูมตาม คุณในฐานะเกี่ยวข้องกับงานสันติศึกษาโดยตรงยังไม่พูดสักแอะ แล้วจะให้ใครพูดครับ พระ(สงฆ์) นั่นแหละควรพูดไม่ใช่เหรอครับ ไม่ต้องบิณฑบาตในเวลานั้นก็ได้ครับ เพราะมันผ่านมานานแล้ว แต่ในแง่ของสันติศึกษา การถอดบทเรียนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ควรนำมาศึกษา วิเคราะห์ วิจารณ์มิใช่หรือ? แต่ผมคิดว่าคุณเปล่า คุณเลือกเว้นวรรคที่จะพูด คุณพอใจกับการโหนกระแส “ลมหายใจแห่งสันติภาพ” ขุนน้ำนางนอนมากกว่าการตาย 99 ศพ นี่ไงครับแบบอย่างของงานสันติศึกษาแบบไทยๆ ยุค 4.0 \nก่อนหน้าจะเขียนบทความนี้ เพื่อนผมคนหนึ่งโทรไลน์มาถามประเด็นผู้อพยพชาวโรงฮิงยา เขาไม่เข้าใจว่าระหว่างมนุษยธรรมกับความมั่นคงขอชาติอันไหนสำคัญกว่ากัน? \nมนุษยธรรมนั้น น่าจะเป็นความหมายเดียวกันกับคำว่า Human Rights กระมังครับ “สิทธิมนุษยชน”ซึ่งฝรั่งบอกว่า เป็นเรื่องสากล เป็นหลักการเดียวกันทั่วโลก แถมมีชาวพุทธในไทยพูดอยู่นะครับว่ามันคือศีล 5  ประเด็นชาวโรฮิงยานี้เป็นปัญหาของไทยที่สหประชาชาติทวงถามทั้งรัฐบาลไทยและรัฐพม่าของนางอองซานซูจี(ที่ตอนนี้ฝรั่งมองภาพเธอไม่แตกต่างไปจากปิศาจเข้าไปทุกทีแล้ว)\nคำถามตรงๆ ต่อสถาบันสันติศึกษาในประเทศไทยก็คือ นอกจาก“ลมหายใจแห่งสันติภาพ”แล้ว คุณไม่นำเสนอหรือตอบโจทย์ปัญหานี้ในแง่ของสิทธิมนุษยชน ในแง่ศีลธรรมเลยรึ? ถึงได้เงียบดุจเป่าสาก มิต่างอะไรกับการกลบเกลื่อนปัญหา เว้นวรรคเว้นวาระที่เป็นประเด็นข้อถกถียงของสังคม เพราะต้องไม่ลืมว่าเวลาคุณทำหลักสูตร คุณก็ประยุกต์หลักสูตรของคุณจากคัมภีร์ฝรั่งมังค่า ถามจริง พระพุทธะ ท่านให้ตาต่อตาฟันต่อฟัน เหมือนที่พระวิราทูของพม่าพูดเหรอครับ ผมเคยได้ยินมาว่าท่านว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร มิใช่หรือขอรับพระเดชพระคุณ?\nสันติศึกษาที่วังน้อย ช่วยตอบหน่อยสิครับว่า ชาวพุทธหรือชาวไทยควรมีท่าทีอย่างไรกับผู้อพยพชาวโรฮิงยา ควรปล่อยให้พวกเขาตายตามยถากรรม ตามเวรตามกรรมหรือไม่? หัวเรือโผล่มาเขตไทยถีบส่งกลับไปยะไข่เลยรึ? \nผมเห็นภาพเด็กๆ ชาวโรฮิงยา ที่เพื่อนที่เป็นเจ้าหน้าที่ยูเอ็นส่งมาต่อมน้ำตาแทบแตกครับ คนไทยส่วนใหญ่คงเห็นภาพนี้แล้ว แต่แล้วเราจะดีลกับปัญหานี้อย่างไร สันติศึกษามีทางออกให้ไหมครับ\nนอกจาก“ลมหายใจแห่งสันติภาพ” ซึ่งเป็นประเด็นโลกสวยชวนฝันของพวกท่าน ไม่สงสารคนจ่ายภาษี เป็นงบวิจัย เป็นเงินเดือนให้พวกท่านทุกเดือนเหรอครับ?\nสตีฟ จอบส์ จะเป็นชาวพุทธหรือเปล่า ผมไม่ทราบครับ ทราบแต่ว่าเขาฝักใฝ่ ประชาธิปไตย เสรีภาพเหมือนคนอเมริกันทั่วไป หรือท่านคิดว่าผู้ที่กินมังสวิรัติ บอกตัวเองเป็นพุทธ  เขาจะเป็นชาวพุทธจริงๆ ผมเองมิบังอาจทราบได้ แล้วจอบส์เองไม่ได้ “สนใจ”พุทธเถรวาทนะครับ เขาสนใจพุทธวัชรยานตะหาก เราควรค่าพอที่จะไปบอกมวลชนในเมืองไทยเหรอครับว่า จอบส์เป็นชาวพุทธ ขณะที่เราเองไม่แม้ แต่กล้าแสดงความเห็นเรื่องการละเมิดพลเมืองทิเบตของรัฐบาลจีนเลย อย่างนี้ไม่เรียกว่าสักแต่อ้างพวกพ้อง หาคะแนนนิยมแล้วจะให้เรียกว่ากระไรดีขอรับ\nกรณีของไทเกอร์ วูดส์ นั้น เจ้าตัวพูดเองครับว่า เขาเป็นอเมริกัน แม่ของเขาเองตะหากเล่าที่เป็นคนไทย จากการที่เธอเองเกิดที่เมืองไทย เมื่อก่อนเธอนิยมไปทำบุญที่วัดมงคลรัตนาราม เบิร์กลีย์ แคลิฟอร์เนีย ที่สร้างโดยหลวงพ่อใหญ่ แห่งวัดสุทัศน์ฯ แม่ของวูดส์ถึงกับเคยเปรยกับคนใกล้ชิดว่า ตอนที่เธอมาอเมริกาใหม่ คนไทยทั้งที่เมืองไทยและอเมริกาปฏิบัติต่อเธอไม่ค่อยดีนัก ครั้นพอลูกชายเป็นคนดัง (และร่ำรวย) กลับปฏิบัติอีกแบบ สันติศึกษามีอะไรแตกต่างจากคนไทยเหล่านั้น แม้ในแง่การอ้างความเป็นคนพุทธของจอบส์\nหลักการสำคัญสุดของสันติศึกษาน่าจะอยู่ที่การแสวงหาแนวทางหรือวิธีการที่จะทำให้คนในสังคมอยู่อย่างสันติมิใช่เหรอครับ เล่นเลือกขั้วเลือกข้างที่จะพูด เว้นวรรคไม่พูด ใส่เกียร์ว่างในประเด็นความขัดแย้งของสังคม สถาบันของพวกคุณจะมีประโยชน์อะไรต่อสังคมเชิงสร้างสรรค์และพัฒนาครับ นอกจากการปั้นวาทกรรม คำคล้องจองให้ดูสวยหรูไปวันๆ เหมือนดังเช่น “ลมหายใจแห่งสันติภาพ” ฟังดูดีครับ แต่ความหมายของมันคืออะไร นำมาใช้ได้จริงหรือไม่\nธรรมโอสถนั้นครอบจักรวาลจริง ไม่เถียง ขอแต่อย่าเว้นวรรค เลือกปฏิบัติในบางเรื่องที่ทำให้ตัวเองปลอดภัยดูดีเพียงอย่างเดียวสิครับ ไม่งั้นเราจะมี  “ลมหายใจแห่งสันติภาพ” ได้เยี่ยงไรเล่าขอรับ \n What is the sentiment in the text for the genre: education", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-ad8bc723e9394708a97d646e3a4d7e33", "input": "Title: ทางการเม็กซิโกสลายการชุมนุมสหภาพครูที่ประท้วงกม.ปฏิรูปการศึกษา \n Body: เจ้าหน้าที่ตำรวจเม็กซิโกใช้แก๊สน้ำตาและปืนน้ำสลายการชุมนุมที่จัตุรัสโซคาโต เม็กซิโกซิตี้ อ้างเพื่อเปิดทางให้กับการจัดงานวันประกาศเอกราช ขณะที่บางส่วนมองว่าการปฏิรูปจะช่วยพัฒนาการศึกษาในเม็กซิโกซึ่งสหภาพครูมีอำนาจในการจัดการมากเกินไปจนเกิดการทุจริต\nเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2013 เจ้าหน้าที่ตำรวจในเม็กซิโกซิตี้ปะทะกับผู้ชุมนุมกลุ่มครูอาจารย์ที่หยุดงานประท้วง จากการพยายามเคลียร์พื้นที่จัตุรัสโซคาโต ในเมืองเม็กซิโกซิตี้ โดยมีการยิงแก็สน้ำตาและกระสุนน้ำใส่ผู้ชุมนุม ขณะที่ทางฝ่ายผู้ชุมนุมได้ขว้างปาระเบิดขวดเพื่อตอบโต้\nกลุ่มครูในเม็กซิโกปักหลักชุมนุมอยู่ที่จัตุรัสครั้งล่าสุดหลังจากที่ประธานาธิบดีเอนริค เปนา นิเอโต จากพรรค PRI ลงนามอนุมัติกฏหมายปฏิรูปการศึกษาเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ก็มีการประท้วงเป็นเวลายาวนานเกือบเดือนจนทำให้สภาพของกรุงเม็กซิโกซิคี้เกิดความชะงักงันในหลายส่วน\nเจ้าหน้าที่ทางการเม็กซิโกเปิดเผยว่าเหตุที่พวกเขาต้องสลายการชุมนุมในโซคาโตเนื่องจากต้องใช้พื้นที่จัตุรัสในการจัดงานเฉลิมฉลองวันประกาศเอกราชช่วงสุดสุปดาห์นี้ โดยที่ผู้ประท้วงบางส่วนได้ออกจากพื้นที่อย่างสงบภายในวันศุกร์ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันที่ทางการกำหนดเส้นตายไว้ แต่มีบางส่วนที่ยังคงอยู่ในพื้นที่จนกระทั่งปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีการเสริมกำลังโดยรถหุ้มเกราะและเฮลิคอปเตอร์\nผู้สื่อข่าววิลล์ แกรนต์ ของ BBC รายงานจากในพื้นที่ว่าฝ่ายรัฐบาลสามารถเคลียร์พื้นที่จัตุรัสได้สำเร็จ โดยทางเจ้าหน้าที่ได้รื้อที่พักชั่วคราวของกลุ่มผู้ชุมนุม ดับเพลิงที่ผู้ชุมนุมก่อไว้ รวมถึงจับกุมผู้ชุมนุมได้บางส่วน ผู้สื่อข่าว BBC กล่าวอีกว่ามีความเป็นไปได้ที่ผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งจะเป็นนักกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลอย่างสุดโต่งซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับสหภาพครูที่มาประท้วงเลย\nผู้ชุมนุมหลักๆ หลายพันคนมาจากสมาพันธ์บุคลากรด้านการศึกษาแห่งชาติ (CNTE) เพื่อประท้วงการปฏิรูปกฏหมายครั้งล่าสุดของรัฐบาลซึ่งบังคับให้ครูต้องผ่านการสอบคัดเลือกด้านความสามารถ\nรัฐบาลเม็กซิโกและนักวิจารณ์กล่าวว่าฝ่ายสหภาพครูของเม็กซิโกมีอำนาจมากเกินไปในการจัดสรรงาน มีการทุจริต ทำให้มีการเลื่อนขั้นให้กับครูที่มีความสามารถต่ำแทนการเลื่อนขั้นให้กับคนที่มีประสิทธิภาพมากกว่า โดยโรงเรียนในเม็กซิโกถูกจัดว่ามีมาตรฐานการศึกษาในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอื่นๆ ในองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) 34 ประเทศ\nสำนักข่าวอัลจาซีร่าระบุว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาด้านการศึกษาในเม็กซิโกคือการที่สหภาพครูมีความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง PRI มาครึ่งศตวรรษ ทำให้สหภาพมีอำนาจในระบบการศึกษาเพื่อแลกกับการส่งเสริมพรรคทั้งจากการลงคะแนนเสียงและการชุมนุมบนท้องถนน\nเรียบเรียงจาก\nMexico teachers clash with police in Zocalo Square, [1] BBC, 14-09-2013\nMexico's teachers protest against new law [2], Aljazeera, 14-09-2013 \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-51aabd5e42b94830ab502312c5439d21", "input": "Title: กต.แจงกรณียูเอ็นออกแถลงจนท.บุกสโมสรผู้สื่อข่าว ตปท. ยันไทยเคารพสิทธิมนุษยชน \n Body: ปลัดกระทรวงการต่างประเทศแจงกรณียูเอ็นออกแถลงการณ์เจ้าหน้าที่บุกสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ชี้ขอให้ดูในภาพรวมไทยยังเสรีภาพแสดงคิดเห็น เผยหารือทวิภาคีญี่ปุ่น ย้ำไทยยึดมั่นค่านิยมประชาธิปไตย\n\n \n4 ก.ย. 2557 ผู้จัดการออนไลน์ [1] รายงานว่าที่กรุงโตเกียว นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ โอเอชซีเอชอาร์ (OHCHR) แสดงความกังวลต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย หลังจากมีการระงับการจัดงานแถลงข่าวเพื่อเผยแพร่รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนหลังจากการรัฐประหารตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. รวมทั้งการเสวนาในหัวข้อ ‘ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง’ ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา (คลิกอ่านข่าวเก่า [2]) ว่า ไทยรับฟังความห่วงกังวลของโอเอชซีเอชอาร์ เพราะให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย    \nทั้งนี้ กรณีที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาในขั้นตอนการขออนุญาต จึงอยากให้มองในภาพรวมว่า ไทยยังเป็นสังคมที่มีเสรีภาพในการแสดงความเห็น เคารพสิทธิมนุษยชน เพียงแต่มีความจำเป็นต้องควบคุมสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศพร้อมจะพูดคุยกับโอเอชซีเอชอาร์ เพื่อทำความเข้าใจกันต่อไป\n \n \nเผยหารือทวิภาคีญี่ปุ่น ย้ำไทยยึดมั่นค่านิยมประชาธิปไตย\nในวันเดียวกัน ข่าวสดออนไลน์ [3]รายงานว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์หลังหารือกับนายฟูมิโอะ คิชิดะ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการหารือทวิภาคีครั้งแรกหลังจากที่เกิดเหตุยึดอำนาจในไทยเมื่อ 22 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า ตนได้เน้นกับฝ่ายญี่ปุ่นว่าช่วงเวลา 1 ปีข้างหน้าเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับประเทศไทย ในทางการเมืองแน่นอนว่าไทยต้องสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง และอยู่ระหว่างการดำเนินการตามแผนโรดแมปที่ประกาศไว้ ซึ่งตนได้ยืนยันว่าไทยยึดมั่นในค่านิยมประชาธิปไตยและหวังจะนำพาประเทศกลับสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน นอกจากนี้ 1 ปีข้างหน้ายังสำคัญกับไทยในแง่เศรษฐกิจ ญี่ปุ่นมาลงทุนและค้าขายในไทยเป็นจำนวนมาก ภายใน 1 ปีนี้คงได้เห็นการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจหลายอย่างที่คั่งค้างและทำไม่ได้ในช่วงที่ผ่านมา\n \nนายสีหศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับโครงการพัฒนาต่างๆ ในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รวมถึงสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้นเช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านเพราะไทยเน้นการพัฒนาให้เกิดความก้าวหน้าร่วมกัน ดังนั้นบทบาททางการทูตของไทยจะสำคัญอย่างมาก ดังนั้น1 ปีข้างหน้าไทยและญี่ปุ่นต้องจับมือกันมากขึ้น เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันและร่วมมือกันสร้างความก้าวหน้าให้กับภูมิภาค เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศสำคัญในเอเชีย\n“รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นได้ฝากสารแสดงความยินดีผ่านผม ไปให้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร หลังจากท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ด้วย” นายสีหศักดิ์กล่าว\n \nเมื่อถามว่าหลังการหารือฝ่ายญี่ปุ่นมีท่าทีอย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ฝ่ายญี่ปุ่นค่อนข้างพอใจ เพราะไทยชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา การที่รัฐบาลมีนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจก็เป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นควรจะยินดี เพราะนโยบายเหล่านี้ก็ทำเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความโปร่งใส และให้โอกาสกับเอกชนต่างประเทศทุกประเทศ ทั้งนี้ญี่ปุ่นได้ฝากให้ไทยพิจารณาปรับลดพื้นที่ของจังหวัดในญี่ปุ่นที่ไทยได้ห้ามนำเข้าสินค้าเนื่องจากหวั่นกลัวผลกระทบจากนิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมา จากเดิม 9 จังหวัดเหลือ 3 จังหวัด เพราะญี่ปุ่นยืนยันว่าขณะนี้สามารถจัดการปัญหาได้แล้ว \n \n \nกต.จัดแผนเดินทางเยือนอาเซียนให้ ‘ประยุทธ์’ แนะนำตัวรับตำแหน่งนายกฯ\n \nส่วนกรุงเทพธุรกิจ [4] รายงานว่า นายสีหศักดิ์ กล่าวถึงกำหนดการเดินทางเยือนต่างประเทศของนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการหารือกับรมว.ต่างประเทศ เพื่อจัดทำแผนการเยือนอยู่ อย่างไรก็ดีในส่วนของรมว.ต่างประเทศ จะเดินทางไปร่วมงานประชุมอาเซียน-ไชน่า เอ็กซโปร์ ที่นครหนานหนิง ในวันที่ 16 ก.ย.นี้ ซึ่งจีนได้เชิญรมว.ต่างประเทศไปเยือนโดยตรง ส่วนการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (The United Nations General Assembly -UNGA) ซึ่งจะมีขึ้นในปลายเดือนนี้ ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกานั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแต่คิดว่าเป็นโอกาสที่ดีเพราะนอกจากจะได้ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทย ก็อาจจะได้พบกับรมว.ต่างประเทศ ประเทศต่าง ๆ รวมถึงเลขาธิการสหประชาชาติด้วย\n \nนายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ขณะที่กำหนดการเดินทางของนายกรัฐมนตรี ไทยให้ความสำคัญกับการเดินทางเยือนอาเซียนและประเทศสำคัญๆ ในภูมิภาค การเดินทางเยือนต่างๆ ก็จะหารือกับนายกรัฐมนตรี และพิจารณากำหนดการของนายกรัฐมนตรีและผู้นำประเทศที่จะไปเยือน เพราะต้องดูความสะดวกของทั้งสองฝ่าย โดยหลังจากการหารือเรื่องแผนการเดินทางก็จะนำเสนอไปให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป ซึ่งรวมถึงการประชุมผู้นำในกรอบพหุภาคี ซึ่งกำหนดการแรกจะมีขึ้นในช่วงปลายปี คือ การประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรปหรืออาเซม ที่นครมิลาน ประเทศอิตาลี ในกลางเดือนนี้ \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-87b30149ba9a4b9cbf583cd5ce2d8f1f", "input": "Title: ทฤษฎีสมคบคิดเรื่องการทุบราคาข้าว \n Body: คนไทยจำนวนมากที่โตมาใต้ระบอบอุปถัมภ์และอำนาจนิยมมักเชื่อในทฤษฎีสมคบคิด ทำให้ชอบหาผู้อยู่เบื้องหลังในเรื่องต่างๆ รวมทั้งเรื่องราคาข้าวที่จริงๆ ใหญ่กว่าผู้นำทุกคนในไทยมาก\nตลาดข้าวเป็นตลาดที่เล็ก (ฝรั่งเรียกว่า ตลาดบาง หรือ Thin Market) ทำให้ประเทศเล็กอย่างไทยที่มีผลผลิตแค่ 5% สามารถยึดตำแหน่งผู้ส่งออกรายใหญที่สุดของโลกมาเป็นเวลาถึง 30 ปี (ก่อนมาเสียตำแหน่งนี้ไปตอนทำโครงการจำนำข้าวปี 2554)\nตลาดที่เล็กทำให้ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใหญ่มากสามารถเขย่าตลาดได้ (ราคาผันผวน/หวือหวา) เช่น ในช่วงปี 2551-2552 ราคาข้าวในตลาดโลกขึ้นพรวดพราดดึงราคาข้าวเปลือกขึ้นไปถึง 14,000+ บาท\nสถานการณ์ปัจจุบันดูเหมือนจะตรงกันข้าม กล่าวคือราคาข้าวเปลือก รวมทั้งข้าวหอมมะลิ ตกต่ำเป็นประวัติการณ์จนแทบไม่น่าเชื่อ\nถ้าถามว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับข้าวในช่วงนี้ คำตอบคือผลผลิตที่ดี การบริโภคและการใช้ที่ลดลง และสต็อกที่สูงมากเป็นประวัติการณ์ ซึ่งทุกปัจจัยชี้ไปในทางเดียวกันคือ ราคาลงในตลาดใหญ่ทุกตลาด (ไม่ใช่แค่ไทย)\nผลผลิตข้าวในปี 2559/60 ประมาณ 483.3 ล้านตัน (น่าจะสูงเป็นประวัติการณ์)- ผลผลิตข้าวฤดูนี้ในอินเดีย (ที่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดในสามปีที่ผ่านมา) อาจสูงเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์เพราะได้รับฝนจากลมมรสุมที่ดีกว่าสองปีก่อนมาก-ผลผลิตของหลายประเทศก็เพิ่มด้วย อินโดนีเซียระบุว่าปีนี้จะไม่นำเข้าข้าว ฟิลิปปินส์อาจนำเข้าลดลง-ผลผลิตข้าวไทยเพิ่ม ทั้งข้าวขาวและข้าวหอม ข้าวหอมมะลิของไทยน่าเพิ่มขึ้น 1-2 ล้านตันข้าวเปลือกและยังมีข้าวหลุดจำนำโครงการจำนำยุ้งฉางปีก่อนอีกเกือบสามแสนตันด้วย\nการบริโภค/ใช้ลดลง- จีนและไทยใช้ปลายข้าวในการเลี้ยงสัตว์ลดลง (หันไปใช้ข้าวสาลี ซึ่งมีราคาต่ำมากในปัจจุบัน)- ธนาคารกลางของไนจีเรีย ที่เป็นประเทศผู้นำเข้าข้าวขาวรายใหญ่จากไทย ออกมาตรการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราตั้งแต่กลางปีก่อน ซึ่งกระทบผู้นำเข้าข้าวด้วย การนำเข้าในปีนี้ลดลงหนึ่งแสนตัน และคาดว่าปีหน้าจะลดลงอีกสองแสนตัน\nสต็อกข้าวของโลกที่อยู่ในระดับสูงมาก- กระทรวงเกษตรอเมริกา (USDA) (ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นที่เชื่อถือในเรื่องข้าวมากกว่าองค์กรระหว่างประเทศอย่าง FAO ด้วย) ประมาณการสต็อกข้าวปลายปีนี้ที่ 120 ล้านตัน ซึ่งสูงสุดในรอบ 15 ปี- สต็อกข้าวของไทยที่ปกติแทบไม่มีในอดีต (เมื่อข้าวฤดูใหม่ออกเรามักส่งออกข้าวส่วนเกินเกือบหมด) ก็ยังมีมรดกจากโครงการจำนำข้าวที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งคือประมาณ 9 ล้านตัน (ที่แม้ว่าส่วนใหญ่คงเป็นข้าวคุณภาพต่ำหรือเสีย แต่ก็ไม่เป็นที่ประจักษ์ว่าจะมีข้าวที่ยังมีโอกาสออกมาสู่ตลาดโลกได้อีกกี่ล้านตัน ไม่รวมข้าวที่หลุดจำนำโครงการจำนำยุ้งฉางปีที่ผ่านมาอีกเกือบ 3 แสนตัน)\nส่วนต่อไปของบทความนี้ จะกล่าวถึงการวิเคราะห์ตลาดข้าวไทยด้วยทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) เช่น การกล่าวหาผู้ส่งออกไปทุบ/ตัดราคา โรงสีไม่ยอมซื้อข้าว ฯลฯ ซึ่งตลาดข้าวก็คงเหมือนตลาดอื่นที่นายทุนทุกคนพยายามหากำไร แต่หลายเรื่องอาจถูกสรุป/ฟันธงจากปรากฏการณ์ที่มองเห็นอย่างผิวเผิน\nราคาข้าวถูกกำหนดมาจากไหน\nสำหรับประเทศที่ส่งข้าวออกที่สำคัญนั้น ถ้ารัฐบาลไม่ได้มีมาตรการที่มีผลทำให้ราคาในประเทศต่างออกไป (เช่น เข้าไปรับซื้อ รับจำนำข้าว หรือจ่ายเงินอุดหนุน) ราคาในประเทศก็มักถูกกำหนดจากราคาส่งออก หรือที่เรียกกันว่าราคาตลาดโลก (ซึ่งในภาคปฏิบัติจะมีหลายราคา เช่น ข้าวไทยจะแพงกว่าข้าวเวียดนามและอินเดีย แต่ปกติราคาข้าวส่งออกจากสามประเทศนี้มักจะเคลื่อนไหวในขึ้นลงทิศทางเดียวกัน รวมถึงราคาข้าวของสหรัฐอเมริกาด้วย)\nปกติผู้เล่นที่มีความสำคัญและถือได้ว่าเป็น “ผู้สร้าง/กำหนดราคาตลาดโลก” ก็คือกลุ่มผู้ค้าและนายหน้าระหว่างประเทศ (International trader/broker) กลุ่มเหล่านี้มักมีบทบาทเป็นตัวแทนของผู้ซื้อที่จะไปเจรจาซื้อข้าวและเสนอราคาต่อผู้ส่งออกในประเทศต่างๆ โดยเป็นผู้เสนอราคาซื้อ\nถ้าบริษัทผู้ส่งออกตกลงทำสัญญาขาย (ซึ่งมักเป็นสัญญาที่ทำตอนที่ผู้ส่งออกยังไม่มีข้าวอยู่ในมือ หรือที่เรียกว่าเป็น short sale) บริษัทผู้ส่งออกก็มักจะนำราคาดังกล่าวมาทอนเป็นราคาที่จะรับซื้อจากนายหน้า (หยง) และโรงสีในประเทศ ซึ่งมักจะกำหนดตามกันไปเป็นทอดๆ\nอย่างไรก็ตาม การที่บริษัทผู้ค้าระหว่างประเทศจะสามารถเสนอราคาที่สามารถตกลงกันได้นั้น บริษัทเหล่านี้ก็ต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับประเทศผู้ขายเป็นอย่างดี ซึ่งส่วนหนึ่งจะได้จากตัวแทนของบริษัทในประเทศผู้ขายด้วย (รวมทั้งข้อมูลจากการเจรจาต่อรองกับบริษัทผู้ส่งออกด้วย)\nแต่เนื่องจากกระบวนการหลักคือ บริษัทผู้ส่งออกไปตกลงทำสัญญา “รับออเดอร์” และมากำหนดและแจ้งราคารับซื้อ ก็ทำให้ในกรณีที่บริษัทไปรับออเดอร์มาในราคาที่ต่ำและแจ้งราคารับซื้อที่ต่ำ ก็มักทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่พอใจและกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้ไป “ขายตัดราคา” และมา “กดราคาซื้อ” ในตลาดในประเทศ บางครั้งก็มีการกล่าวหาว่า บริษัทเหล่านี้ต้องการทุบราคาให้ต่ำๆ เพราะทำให้ “ซื้อง่ายขายคล่อง” และมีกำไรมากขึ้นจากเงินลงทุนที่น้อยลง เพราะรายได้ของบริษัทมาจากการ “กินส่วนต่าง” ซึ่งไม่ได้ลดลงมากเมื่อราคาข้าวต่ำลง\nแต่การที่จะสรุปฟันธงเช่นนี้ก็มีข้อควรคำนึงอย่างน้อยสองข้อ คือ1. ถ้าบริษัทเหล่านี้ไปทำสัญญาขายในราคาต่ำเกินไป แล้วไม่สามารถหาซื้อข้าวในราคาที่ตัวเองจะทำกำไรได้ บ.ผู้ส่งออกก็จะขาดทุน ซึ่งถ้าเราดูรายชื่อผู้ส่งออกรายใหญ่ในช่วงต่างๆ ก็จะเห็นชื่อที่เปลี่ยนไปพอสมควร ซึ่งหลายรายที่หายหน้าหรือลดบทบาทไปก็เกิดจากการขาดทุนในการเก็งราคาข้าว2. เวลาข้าวขาดตลาด บริษัทเหล่านี้ก็ทำสัญญารับออเดอร์มาได้ในราคาที่สูง และราคาข้าวภายในประเทศก็พุ่งสูงตามด้วยเหมือนกัน ซึ่งบ่งชี้ว่า ในกรณีที่เป็นไปได้ ผู้ส่งออกของไทยก็อยากขายข้าวในราคาแพงมากกว่าราคาถูก\nในกรณีโรงสี ก็มักมีข้อกล่าวหาเรื่องโรงสีกดราคาหรือหยุด/ไม่ยอมซื้อข้าว\nถ้าพิจารณาจากลักษณะของธุรกิจแล้ว โรงสีเป็นผู้รับภาระความเสี่ยงด้านราคามากกว่าผู้ส่งออกเสียอีก เพราะโรงสีที่มีข้าวอยู่ในมือจะขายข้าวได้ง่ายกว่าโรงสีที่ยังไม่มีข้าว(ถ้าไปไล่ดูโรงสี ก็จะพบว่ามีโรงสีจำนวนมากที่ล้มหายตายจากเพราะการเก็งราคาข้าวผิดพลาด)\nโดยทั่วไปแล้วโรงสีก็จะซื้อข้าวโดยทอนจากราคาที่ได้รับแจ้งจากผู้ส่งออกหรือนายหน้า (หยง) แต่ถ้าโรงสีหรือตลาดคาดว่าผลผลิตจะออกมามากแล้วราคาจะต่ำลงอีกในอนาคต โรงสีก็มักต้องปรับตัวด้วยหนึ่งหรือสองวิธีต่อไปนี้คือ1. หยุดซื้อข้าวไปก่อนแล้วรอไปซื้อในวันหน้าหรือเดือนต่อๆ ไปที่คาดว่าราคาจะต่ำลงหรือ 2. รับซื้อในราคาที่คาดว่าจะต่ำลงในอนาคต\nโดยทั่วไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงราคาที่สำคัญมักจะเกิดในช่วงฤดูใหม่ ซึ่งราคาใหม่จะขึ้นกับการคาดการณ์อนาคตของฝ่ายต่างๆ (ซึ่งมักมีผลทำให้ราคาต้นฤดูใหม่ไม่ได้เป็นเส้นที่วิ่งต่อจากกราฟเดิม แต่อาจจะกระโดดขึ้นหรือลงจากเดิมอย่างมากก็เป็นได้)\nโดยทั่วไปแล้วอนาคตจะมีทั้งส่วนที่เป็นแนวโน้มที่พอคาดการณ์ได้ล่วงหน้า กับส่วนที่คาดการณ์ได้ยากหรือเกิดขึ้นกะทันหัน (เช่น น้ำท่วมหนักในบางปี)\nในประเทศที่ระบบข้อมูลไม่ดี โอกาสที่คาดการณ์ผิดหรือเกินความจริงย่อมมีมากกว่า และอาจมีผลทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องใช้วิธีตั้งราคาแบบที่ป้องกันตัวเองไว้ก่อน (Play Safe) ทำให้มีความเป็นไปได้มากที่เราจะเห็นราคาขึ้นลงมากกว่าที่ควรจะเป็น (overshoot) (เช่น กรณีราคาข้าวหอมมะลิ) ต่อเมื่อมีข้อมูลที่ชัดเจนขึ้น ราคาก็จะปรับมาสู่จุดที่สมเหตุสมผลมากขึ้น\nซึ่งในกรณีหลัง (ที่ผู้ที่เกี่ยวข้องขาดข้อมูลที่แม่นยำ) บทบาทที่รัฐบาลจะทำได้ดีกว่าคือการลงทุนสร้างระบบติดตามข้อมูลทางภูมิศาสตร์ที่จะช่วยให้ฝ่ายต่างๆ สามารถคาดการณ์อนาคตได้แม่นยำมากขึ้น ไม่ใช่ไปกล่าวหาหรือชี้หน้าด่าใครต่อใครว่าสมคบคิดกันทุบราคาข้าว ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วไม่ว่านักธุรกิจหรือนักการเมืองไทยส่วนใหญ่ไม่ได้มีศักยภาพที่จะทำเช่นนั้นได้ แม้กระทั่งบริษัทธุรกิจเกษตรระดับข้ามชาติของไทยก็เคยคาดการณ์ผิดและเจ็บตัวจากการเก็งตลาดข้าวผิดพลาดในช่วงที่มีการจำนำข้าวมาแล้ว \n What is the sentiment in the text for the genre: economics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-1242c54bffbf4d05b04b4f11ee56177c", "input": "Title: สนช.มีมติให้ ครม.รับร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ไปพิจารณาปลดล็อคกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ \n Body: สนช.เห็นชอบให้ ครม.รับร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับ 'สมชาย แสวงการ' และคณะเสนอไปพิจารณา ช่วยปลดล็อคกัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ก่อนส่งกลับให้ สนช.พิจารณาวาระรับหลักการใน 30 วัน\nที่มาภาพประกอบ: Thomas Hawk (CC BY-NC 2.0) [1]\nเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2561 เว็บไซต์สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่าที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบให้คณะรัฐมนตรีขอรับร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ นายสมชาย แสวงการ และคณะสมาชิก สนช. รวม 44 คน เข้าชื่อเสนอไปพิจารณา โดยมีนายปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นตัวแทนรัฐบาล พร้อมระบุถึงกระบวนการที่จะนำกลับไปพิจารณาในกรอบเวลา 30 วัน ก่อนส่งกลับมายัง สนช. เพื่อเข้าสู่การพิจารณาในวาระรับหลักการต่อไป สำหรับร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 กำหนดให้สามารถขออนุญาต ผลิต นำเข้าหรือส่งออก ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ซึ่งประกอบด้วยกัญชา และกระท่อม เป็นการปลดล็อคให้นำกัญชาและพืชกระท่อมไปทำการศึกษาวิจัย เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และนำไปรักษาภายใต้การดูแลและควบคุมของแพทย์\nทั้งนี้แม้ขณะนี้มีร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการของ สนช. แต่ด้วยเนื้อหาที่มีจำนวนมากและต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร อาจพิจารณาไม่ทันวาระของ สนช.ชุดนี้ จึงเสนอแก้ไขเพิ่มเติมประเด็นกัญชาและพืชกระท่อม ซึ่งได้รับการยอมรับแล้วว่ามีประโยชน์ทางการแพทย์และอุตสาหกรรมยา ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-e1494fda9a2c437d828850f442a92d03", "input": "Title: นปช.ชุมนุมสนามหัวหมาก-จตุพรอัด 'สุเทพ' ใช้เวลารวดเร็วฟอกตัวกลายเป็นคนดี \n Body: ธิดา ถาวรเศรษฐ ยันไม่จัดชุมนุมเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมราชดำเนิน จตุพร พรหมพันธ์ จวกประชาธิปัตย์นึกอะไรไม่ออกบอก 'โค่นระบอบทักษิณ' ทั้งที่หลัง 19 กันยา 49 รัฐบาลขิงแก่และประชาธิปัตย์ได้ตั้งรัฐบาลเป็นเวลารวมกันเกิน 4 ปี\n\nการชุมนุม นปช. เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2556 ที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน (ที่มา: เพจ Prachatai [1])\n \n25 พ.ย. 2556 - ตามที่เมื่อวันที่ 23 พ.ย. แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง ได้นัดชุมนุมในวันที่ 24 พ.ย. เวลา 18.00 น. ที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน โดยระบุว่าเพื่อปกป้องรัฐบาล โดยประกาศคำขวัญการชุมนุมว่า \"รัฐถูกรัฐประหารโดยศาลรัฐธรรมนูญ\" นั้น ล่าสุดแกนนำ นปช. ได้เริ่มปราศรัยตั้งแต่เวลา 18.00 น. อย่างไรก็ตามมีผู้ชุมนุมไม่เต็มความจุของที่นั่งภายในสนามกีฬาดังกล่าว และหนาแน่นอยู่บริเวณสนามเท่านั้น\nทั้งนี้ธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. แถลงจุดยืนของ นปช. 4 ข้อว่า 1.ยืนยันว่าการเมืองการปกครองในประเทศไทยต้องเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัติย์เป็นประมุข 2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของรัฐสภา 3.นปช. ต่อสู้ด้วยสันติวิธี เพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย และ 4.ต่อต้านการรัฐประหารทุกรูปแบบ\nโดยในเวลา 21.00 น. ประธาน นปช. ได้ปราศรัยตอนหนึ่งว่า วันนี้ต่อให้การชุมนุมที่นำโดยสุเทพ เทือกสุบรรณ เปิดตัวก่อน แต่นับอย่างไรก็ไม่ถึงล้าน ทั้งที่เตรียมการจัดการมาเป็นปี แต่ของเราใช้เวลาสามวัน แต่ไม่ว่าอย่างไรคนของเราก็ต้องมากกว่า ทั้งนี้ภาพที่มีการชุมนุมทั้งสองฝั่งเป็นจำนวนมาก ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ชาติไทย มีการชุมนุมสองฝั่งแต่ไม่เผชิญหน้าเพราะเราไม่คิดจะปะทะกับอีกฝ่ายที่เป็นประชาชนเหมือนกัน\n\"เรามาอย่างสันติ ไม่มีการชุมนุมใดในโลกจัดในสนามกีฬา แต่เรายอมจัดเพราะเราไม่อยากให้เกิดการปะทะ มีการใส่ร้ายป้ายสีคนเสื้อแดงว่าเผาบ้านเผาเมือง ล้มเจ้า และพยายามฟอกตัวเองให้เป็นวีรบุรุษ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามฆาตกรก็ต้องไปขึ้นศาลอยู่ดี ดังนั้นการที่ฆาตกรจะขึ้นมาเป็นผู้นำของประชาชนนั้นเป็นไปไม่ได้ \" ธิดากล่าว\nประธาน นปช. กล่าวว่า นปช. มีจุดยืนอยู่ที่ผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่นี่คือจุดยืนตลอดกาลของคนเสื้อแดง ส่วนเวทีราชดำเนินนั้นมีจุดยืนของกลุ่มชนชั้นนำ อนุรักษ์นิยม กลุ่มชนชั้นสูง ที่ล้าหลัง แต่ของเราอยู่ที่ประชาชน อยู่ที่คนใช้แรงงาน ผู้ยากไร้ นอกจากจะอยู่กับมวลชนพื้นฐาน เรายังคงมีจุดยืนอยู่กับประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งประเทศ ทางเขาอาจภาคภูมิใจที่มีชนชั้นนำ ปัญญาชน อยู่กับเขา แต่ นปช. มีความภาคภูมิใจที่ได้อยู่กับประชาชนรากหญ้า\nในเวลา 22.20 น. จตุพร พรหมพันธ์ แกนนำ นปช. ปราศรัยว่า สุเทพ เทือกสุบรรณ บอกว่าหากรัฐบาลลาออก ยุบสภา ก็จะยังไม่หยุดเคลื่อนไหว การที่สุเทพบอกจะเดินทางไป 13 สาย ไปสามเหล่าทัพ ตำรวจ ที่ตั้งกระทรวงทบวงกรม สื่อมวลชน และประกาศให้ข้าราขการแข็งข้อนั้น อยากเรียนให้ประชาชนทราบว่านี่เป็นความหวังสุดท้ายของนายสุเทพ หากข้าราชการไม่เลือกที่จะฟังนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไปฟังคำสั่งของคนอื่น คุณก็ไม่ควรเป็นข้าราชการของประชาชนอีกต่อไป\n\"การสั่งปิดล้อมและยึด หากจะยึดก็ปล่อยให้เขายึดไป แต่อยากเตือนคนที่ตามนายสุเทพไปขอให้รู้ไว้ว่าพร้อมที่จะถูกดำเนินคดีหรือไม่ เพราะคุณสุเทพเป็นผู้ต้องหาดำเนินคดีอยู่แล้ว\" นายจตุพรกล่าว\nจตุพรกล่าวด้วยว่า ตอนนี้นักการเมืองขี้แพ้ทั้งหลายได้พยายามกวักมือเรียกทหารให้ออกมาทำรัฐประหาร หากคุณยึดอำนาจไป ไม่อาจจะคิดภาพได้ว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไร  วันนี้เป็นเรื่องการเมืองของพวกขี้แพ้กลุ่มเดิม นักวิชาการทุกคนคือคนหน้าเดิม คือพวกที่ไปเปิดประตูให้กับการรัฐประหาร และองค์กรอิสระ พอหมดเรื่องนิรโทษก็นำเรื่องเดิมมาพูดคือเรื่องระบอบทักษิณ\nเพราะพรรคประชาธิปปัตย์แพ้ครั้งแรก 1 เท่าตัว ครั้งที่ 2 แพ้ 4 เท่าตัว เลยอ้างว่าแพ้ระบอบทักษิณ ความจริงแล้วที่แพ้ไม่ใช่ระบอบทักษิณ แต่ที่แพ้เป็นเพราะไม่รู้และเข้าใจระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง หากอยากที่จะชนะก็ทำให้ประชาชนมาศรัทธา เชื่อและมั่นใจที่จะเลือก ไม่ใช่หวังพึ่งแต่รัฐประหาร หวังพึ่งตัวช่วย ทั้งเอาแบบรัฐประหารก็เอา เปิดประตูให้องค์กรอิสระก็เอา ขิงแก่เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งหนึ่ง อภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีในค่ายทหารก็หนหนึ่ง หลังรัฐประหารปี 2549 ฝ่ายคุณ ครองประเทศ 4 ปีเศษๆ มีอำนาจเบ็ดเสร็จ คุณยังทำลายระบอบทักษิณไม่สำเร็จ นึกอะไรไม่ออกบอกโค่นล้มระบอบทักษิณ ถ้าพวกผมนึกอะไรไม่ออกบ้าง นี่คือระบอบเทือกสุบรรณ ถึงเวลาต้องโค่นล้มแล้ว การเมืองก็ผูกขาด อาละวาดทุกที่ ต้องจัดการระบอบเทือกสุบรรณหรือไง แต่พวกเราไม่บ้าแบบนั้น เพราะระบอบเทือกสุบรรณไม่มีจริง\nแต่ที่สุเทพ เทือกสุบรรณสามารถขึ้นมาเป็นแกนนำ ก็เพราะแกนนำเหล่านั้นคือกลุ่มคนที่ต่อสู้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ มาแล้วทั้งนั้น ในที่สุดแกนนำเหล่านั้นก็เลือกคนที่อัปลักษณ์ชั่วช้าที่สุดมานำ ทั้งนี้ถือว่ารัฐบาลนี้โชคดี พี่น้องเสื้อแดงโชคดีที่สุด การต่อสู้กับสุเทพ เทือกสุบรรณสบายที่สุด หันหลังชกก็ยังโดน เพราะเป็นนักการเมืองมีประวัติ คนไทยมีความชิงชัง มีความยี้กับสุเทพ เขาถูกดำเนินคดีเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น มีเรื่องที่เคยการปราบปรามประชาชน\nทั้งนี้สุเทพ บอกว่าไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทยทุจริตการเลือกตั้ง แต่ผมไม่ลืมที่สุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องคำพิพากษาศาลให้ กกต. ไปดำเนินคดีข้อหาทุจริตการเลือกตั้งนายก อบจ. จ.สุราษฎร์ธานี เห็นหน้าสุเทพก็นึกถึง สปก.4-01 นึกถึงขวดน้ำมันปาล์ม นึกถึงโรงพัก นึกถึง 100 ศพ นี่หรือผู้นำที่ประกาศว่ายุบสภาก็ไม่ยอม ลาออกก็ไม่ยอม ส้นตีนล่ะเอาไหม ทั้งนี้คงคิดว่าถ้าขู่แบบนั้นนายกรัฐมนตรีคงตกใจกับมัน แต่คนไทยรู้เช่นเห็นชาติว่าสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นคนอย่างไร แต่บัดนี้สุเทพ ได้กลายเป็นคนดีแล้ว โดยใช้เวลาฟอกตัวเร็วที่สุด ทั้งที่เขาเป็นนักการเมืองที่เลวคนหนึ่ง และเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตาย \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-d53ddb48b7f64ef89b82d085b0833db2", "input": "Title: หนุ่มสาวปัตตานีจัดงานแสดงความหวังในสันติภาพ ผ่านดนตรีและศิลปะ \n Body: หนุ่มสาวปัตตานีรวมตัวจัดกิจกรรมแสดงความหวังที่จะเห็นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้สงบสุข ผ่านการแสดงดนตรี ศิลปะและงานทำมือ \n \n\nผู้จัดงานแต่งกายในธีม indigo ธีมสีของงาน ภาพโดย Abdulghani Ismail  [1] \n \n \nจินา (ซ้าย) และ บูดูลิตเติ้ล ภาพโดย Abdulghani Ismail  [1]\n \nภาพโดย Abdulghani Ismail  [1]\n \n\nผลิตภัณฑ์ทำมือจาก Trash Hero Pattani ภาพโดย Abdulghani Ismail  [1]\n \n\nอันธิฌา แสงชัย แสดงกีตาร์และร้องเพลง \n \nเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2561 คนรุ่นใหม่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในนามกลุ่มสายบุรีลุคเกอร์จัดงาน The Face of Hope ที่ร้านสะมิแล ใกล้ มอ.ปัตตานี ในงานมีการแสดงศิลปะ ดนตรี ฉายหนังสั้น มิวสิควิดิโอ และขายผลงานทำมือ โดยทั้งหมดเป็นผลงานของคนรุ่นใหม่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ \n \nอานัส พงค์ประเสริฐ กลุ่มสายบุรีลุคเกอร์ บอกกับประชาไทว่า ทางกลุ่มหวังอยากให้งานนี้เป็นสัญลักษณ์ของความหวังของคนในพิ้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาว โดยเป็นการแสดงออกถึงความหวังผ่านดนตรี เรื่องเล่า ศิลปะ และไลฟ์สไตล์ \"เราเชื่อว่า คนที่อยู่ที่นี่เขายังมีความหวัง เราอยากให้กิจกรรมนี้เป็นพื้นที่ที่คนที่ยังมีความหวังได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนความหวัง และวิสัยทัศน์ของพวกเขาต่อพื้นที่แห่งนี้ ที่จะทำให้เรามีกำลังใจ เชื่อว่าเราสามารถเดินหน้าสร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่นี้ได้\" อานัสกล่าว \"พื้นที่นี้ถูกมองว่าเป็นพื้นที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ความโศกเศร้าสูญเสียมาอย่างยาวนาน แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด เราอยากนำด้านที่เป็นความหวังของคนในพื้นที่ออกมาให้เห็น ผ่านกิจกรรมที่เราจัดในวันนี้\" \n \nเขากล่าวต่อว่า งานนี้เป็นงานภาคต่อของงานเดอะเคราไนท์ ดนตรี กวี ศิลป์ ซึ่งจัดไปเมื่อเดือน มี.ค. 2559 ซึ่งเป็นงานแสดงดนตรีและศิลปะเพื่อส่งเสริมความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมของสามจึงหวัดชายแดนภาคใต้ และยังสอดแทรกเนื้อหาถึงความต้องการสันติภาพ (อ่านเพิ่มเติม: นักกิจกรรม 3 จว.ชายแดนใต้ 'รื้อ ถอน สร้าง' ความเข้าใจของชาวมลายูมุสลิม ต่อดนตรีและศิลปะ) [2]\n \nในงาน The Face of Hope นี้ มีศิลปินที่มาแสดงหลักคือ บูดูลิตเติ้ล และจิน่า นักร้องนักแต่งเพลงชาวมลายูมสุลิม ที่สร้างสรรค์ผลงานเพลงภาษามลายูและภาษาอังกฤษ และเสริมด้วยนักดนตรีสมัครเล่นแต่เป็นคนที่มีบทบาทสำคัญในพื้นที่อย่าง อันธิฌา แสงชัย อาจารย์ด้านปรัชญา มอ. ปัตตานี นักกิจกรรมด้านสิทธิผู้หญิงและสิทธิผู้มีความหลากหลายทางเพศ และเจ้าของร้านหนังสือบูคู เป็นต้น\n \nอานัสกล่าวเสริมว่า เขาจะนำกิจกรรมแบบเดียวกันไปจัดที่จังหวัดนราธิวาสในเร็วๆ นี้ \n \n\"ถึงแม้เหตุการณ์จะรุนแรงขึ้นและเราก็เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เราไม่เคยหมดหวัง เราก็ยังพยายามที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ถึงจะมีระเบิดอีกกี่ครั้งก็ตาม เราก็จะลุกขึ้นมาทำตามความหวังของเรา\" อานัสกล่าว \n What is the sentiment in the text for the genre: culture", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-f50c41b5bc814bd6b0230252249d153e", "input": "Title: กัมพูชาจวกดีเอสไอเล่นสกปรกปูดเสื้อแดงใช้ที่ฝึกอาวุธ \"มาร์ค\" ยัน รบ.ไม่ได้กล่าวหา \n Body: \"มาร์ค\" มึน \"ดีเอสไอ\" ปูดข่าวคนเสื้อแดงฝึกอาวุธในกัมพูชา อ้อมแอ้มยังไม่เห็นสำนวน ยันรัฐบาลไทยไม่ได้กล่าวหา \"ธาริต\" ยันนักรบแดง 11 คนเป็นพยาน เสียงอ่อยหนุน\"เมธี\"แถลงซัด\"จตุพร\" ด้าน \"จตุพร\" เตรียมฟ้องแพ่ง-อาญา \"เมธี\"\nกัมพูชาด่า\"ดีเอสไอ\"เลิกเล่นเกมส์สกปรกบอกเสื้อแดงใช้พื้นที่กัมพูชาฝึกอาวุธ\nมติชนออนไลน์ [1]รายงานว่า สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 13 ต.ค.ว่า ทางการกัมพูชาได้ออกโรงโจมตีหน่วยงานไทยว่าเล่นสกปรกกรณีกล่าวหาว่า กลุ่มเสื้อแดงได้ใช้พื้นที่ของกัมพูชาเป็นสถานที่ฝึกอาวุธ โดยโฆษกประจำคณะรัฐบาลกัมพูชากล่าวว่า กัมพูชาไม่เคยอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาตั้งค่ายฝึกอาวุธ หรือตั้งค่ายทหารในประเทศ และรัฐบาลกัมพูชาต้องการให้หน่วยงานดีเอสไอของไทย ยุติเกมสกปรกกุหลักฐานเรื่องนี้ เพื่อพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของคนไทยต่อปัญหาการเมืองและปัญหาสังคมต่างๆ ในประเทศ\nการออกโรงโจมตีนี้เกิดขึ้นหลังจากหน่วยสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ได้ระบุว่า มีสมาชิกเสื้อแดง 11 ราย ที่อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ สารภาพว่าได้รับการฝึกฝนด้านทหารและอาวุธในเมืองเสียมเรียบเพื่อลอบสังหาร นักการเมืองไทย\n\"มาร์ค\" มึน \"ดีเอสไอ\" ปูดข่าวคนเสื้อแดงฝึกอาวุธในกัมพูชา อ้อมแอ้มยังไม่เห็นสำนวน\nนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่อาคารรัฐสภา หลังที่นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เข้าพบว่า นายถวิลมารายงานภาพรวมจากการประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พร้อมระบุว่าการดำเนินการสอบสวนเรื่องต่างๆ ก็ยังคงเดินหน้าดำเนินการต่อไป เพียงแต่ต้องระมัดระวังอย่าเพิ่งไปยืนยันข้อเท็จจริงอะไร ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างประเทศ เราต้องทำในสิ่งที่จำเป็นและถูกต้อง เพียงแต่การให้ข่าวขอให้ระมัดระวัง แต่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะปล่อยให้ใช้สถานที่ในการฝึกกำลังและกระทบกระเทือนต่อประเทศเราไม่ได้\n“ความจริงสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยืนยันว่าไม่ทำ แต่เราก็ต้องไปดูและตรวจสอบข้อเท็จจริง หากมีอะไรก็จะไปพูดกันโดยตรง ก่อนที่จะมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศประสานไปทางรัฐบาลกัมพูชาเราต้องมีข้อมูลมาจากหน่วยงานที่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนให้ชัดเจนก่อน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว\nเมื่อถามว่า รัฐมนตรีข่าวสารของกัมพูชาออกมากล่าวหาว่ารัฐบาลไทยไปกล่าวหารัฐบาลกัมพูชา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มี รัฐบาลไทยยังไม่ได้ไปกล่าวหาใครเลย เป็นเรื่องการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ วันนี้คงต้องรอให้ผลการดำเนินการออกมาก่อน เมื่อถามว่า กลุ่มคนเสื้อแดงเข้าไปฝึกกำลังและอาวุธในกัมพูชามีความชัดเจนเพียงใด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการไปก่อน เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้สรุป ทั้งนี้กัมพูชาเองก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี\nเมื่อถามว่าแสดงว่าข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่มีความชัดเจน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้พูดว่าข้อมูลกลุ่มคนเสื้อแดงเข้าไปฝึกอาวุธในกัมพูชาไม่ชัดเจน ตนบอกว่าวันนี้เจ้าหน้าที่เขาทำงานอยู่ การสืบสวนสอบสวนยังไม่เสร็จ ตนยังไม่ได้เข้าไปดูในตัวรายละเอียดการทำงานของเจ้าหน้าที่ แต่มีเรื่องของคำให้การต่างๆ ทาง ศอฉ.ก็รายงานแต่ภาพรวมไม่ได้เอาสำนวนว่ามีพยานหลักฐานอะไรมาให้ดู ยืนยันว่าตนยังไม่เห็นสำนวน\n\n\"ธาริต\"ยันนักรบแดง11คนเป็นพยาน เสียงอ่อยหนุน\"เมธี\"แถลงซัด\"จตุพร\"\nนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีพล.ต.ท.ชัยยะ ศิริอำพันธุ์กุล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5(ผบช.ภ.5) ระบุไม่ได้จับกุมนักรบเสื้อแดง 11 คน ว่า สิ่งที่ พล.ต.ท.ชัยยะ ออกมาระบุ เป็นเรื่องถูกต้อง เพราะทั้ง 11 คน ไม่ใช่ผู้ต้องหา จึงไม่มีการจับกุมหรือคุมขัง หากเกิดการจับกุมเกิดขึ้น ต้องถูกแจ้งข้อหา แต่กลุ่มคนดังกล่าวยังไม่ได้ก่อเหตุ เมื่อตำรวจภาค 5 เห็นว่า ข้อมูลจากบุคคลในกลุ่ม มีประโยชน์ต่อความมั่นคง จึงประสานให้เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงต่าง ๆ เข้าไปสวนขยายผล และดีเอสไออีกหน่วยที่เข้าไปสอบถามข้อมูล เมื่อเห็นว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ก่อการร้ายที่ดีเอสไอรับผิดชอบ จึงพิจารณาให้ทั้งหมด เข้าสู่มาตรการคุ้มครองพยานอย่างเป็นระบบ\n\"ดีเอสไอพูดตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ไม่ได้แต่งแต้มให้เกิดสีสันแต่อย่างใด เมื่อทุกอย่างทราบข้อมูล จึงมอบหมาย พ.ต.ท.พเยาว์ ทองเสน ซึ่งเป็นคนทำงานไปสอบถามข้อมูลโดยตรง เมื่อได้รับข้อมูลมาอย่างไรก็พูดไปอย่างนั้นไม่เสแสร้งแต่อย่างใด แต่ครั้งต่อไปคงต้องระมัดระวังการระบุชื่อประเทศที่เกี่ยวข้อง และคงไม่เหมาะสมที่จะนำพยานคดีสำคัญมานั่งแถลงข่าว\" นายธาริต\nนายธาริต ยังกล่าวถึงกรณีนายเมธี อมรวุฒิกุล พยานคดีก่อการร้าย ออกมาแถลงข่าวว่า ดีเอสไอไม่ได้สนับสนุนให้นายเมธีออกมาแถลงโจมตีนายจตุพร พรหมพันธุ์ เพราะตนไม่ใช่คู่ขัดแย้งของฝ่ายใด เหตุการณ์เมื่อวานนี้ (12 ต.ค.) นายเมธีต้องการมาพบตนในฐานะอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งนายเมธีอยู่ระหว่างมาตรการคุ้มครองพยาน และดีเอสไอเป็นดูแลนายเมธี เมื่อพยานในโครงการมาร้องว่าถูกข่มขู่ ก็ต้องรับฟัง ดังนั้นเพื่อเป็นการยืนยันว่านายเมธีพูดจริง จึงให้เจ้าหน้าที่บันทึกถ้อยคำนายเมธี หลังจากนั้นนายเมธี ได้ลงมาชั้นล่าง เพื่อแถลงข่าวกับสื่อมวลชนด้วยตนเอง เจ้าหน้าที่ดีเอสไอไม่ได้เตรียมห้องให้นายเมธีแถลงข่าว\n\n\"จตุพร\" เตรียมฟ้องแพ่ง-อาญา \"เมธี\"\nที่รัฐสภา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและแกนนำกลุ่ม นปช.เปิดเผยเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมว่า จะยื่นฟ้องฐานหมิ่นประมาทกับ นายเมธี อมรวุฒิกุล อดีตแนวร่วมกลุ่มคนเสื้อแดง พร้อมทั้งฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างคำฟ้องของทนายความ คาดว่า จะดำเนินการได้ภายใน 2-3 วันนี้ สืบเนื่องจากกรณีที่ออกมาแถลงข่าวกล่าวหาตนทั้งเรื่องที่บอกว่าโทรศัพท์ไปข่มขู่ เรื่องเงินบริจาค 68 ล้านบาท ซึ่งไม่เป็นความจริง ยืนยันว่า ไม่เคยโทรข่มขู่ใคร หากนายเมธีมีหลักฐานให้นำคลิปออกมาแสดง นอกจากนี้ จะนำคำให้การของนายเมธีต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอจำนวน 3 ครั้งที่มีการซัดทอดคนอื่น เพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดีออกเผยแพร่ในเร็วๆ นี้ \n What is the sentiment in the text for the genre: international", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-4391d5f91df846c095ff338e19097b40", "input": "Title: รายงานสัมมนา : การเมืองไทย ในรัฐธรรมนูญปีที่ 8 \n Body: ในเวทีประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นที่ รร.โลตัสปางสวนแก้ว จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 7-8 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศมาแลกเปลี่ยนทางวิชาการกันในหัวข้อเรื่อง \"โลก รัฐ ท้องถิ่นในศตวรรษที่ 21 : การปะทะทางอารยธรรม ธรรมาภิบาล และท้องถิ่นนิยม\" \n\n\n\n \n\nโดยในวงประชุมย่อยเรื่อง \"รัฐธรรมนูญ 2540 กับผลกระทบต่อการเมืองไทย ภายหลังการเลือกตั้ง 6 ก.พ.2548\" นายเอกกมล สายจันทร์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า รัฐสภาในขณะนี้แทบจะไม่มีความหมาย กลายเป็นที่รองรับความชอบธรรมในการใช้อำนาจ และวุฒิสภาก็กลายเป็นเพียงเครื่องประดับ เพราะถูกพรรคการเมืองไปวางตัว ส.ว.เอาไว้หมดแล้ว เวลานี้กระแสของประชาธิปไตยอาจดูเหมือนมาแรง โดยรัฐธรรมนูญบอกว่าเป็นประชาธิปไตย แต่เนื้อหาจริงๆ ไม่ใช่\n\n \n\n\"ฉะนั้น ถ้าจะทำการปฏิรูปการเมือง จะต้องมีการแก้ระบบการเลือกตั้งกันใหม่ เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทำให้มีพรรคการเมืองพรรคเดียว ยิ่งทำให้นึกถึงเยอรมันในยุคที่ผู้นำนาซีสร้างอำนาจนิยมไปควบคุมกลไกของรัฐทั้งหมด เห็นได้ชัดที่ จ.เชียงใหม่ จะเห็นว่าจะมีแต่การติดป้ายกิจกรรมโครงการต่างๆ และลงท้ายว่าโดยการบัญชาการของ ฯพณฯ ไปทั่วจังหวัด ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างอำนาจนิยม\" นายเอกกมล กล่าว\n\n \n\nด้าน รศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ในช่วงตั้งแต่หลังการเลือกตั้ง 6 ก.พ.2548 ที่พรรคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนะอย่างถล่มทลาย มีสิ่งที่น่าสนใจก็คือเพียงช่วงระยะเวลาไม่ถึงปี มันสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งหรือความไม่ลงรอยของความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มีความสลับซับซ้อนอย่างมาก \n\n \n\n\"เราต้องคิดตรงนี้ให้ชัด มิเช่นนั้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ร่างโดยผู้รู้ แม้จะหวังดีอย่างไร ท้ายสุดก็เหลวเหมือนเดิม ซึ่งจะขอแบ่งระดับความรุนแรงเป็น 2-3 ระดับคือ ระดับแรก มีความตึงเครียดระหว่างรัฐกับสังคม เช่น กรณีของสนธิกับทักษิณ เราอย่าไปมองเพียงแค่สนธิกับทักษิณ สิ่งที่เราต้องมองให้ลึกลงไปว่า ในท่ามกลางเปลวธาตุของอำนาจในสังคมไทย ในแง่ทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ความขัดแย้งหรือความตึงเครียดที่เกิดในดุลยอำนาจทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ ถูกชักนำหรือถูกดึงมาให้สัมพันธ์กับดุลยอำนาจทางวัฒนธรรม\"\n\n \n\nรศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าวต่อว่า การเคลื่อนไหวของสนธิ เชื่อว่า คนในสังคมไทยไม่ได้สนใจในตัวของสนธิหรอก เพียงแต่ว่าได้อาศัยทางเดินของอำนาจทางวัฒนธรรมไปเพื่อวิพากษ์วิจารณ์หรือคอมเม้นท์ หรือเป็นป้ายแปะหน้าอีกฝั่งหนึ่งว่า ไอ้คนนี้ชั่ว ซึ่งคิดว่าในเวลานี้ คนไทยได้เลือกเดินผ่านวัฒนธรรมไปกระแทกกับอำนาจทางการเมือง อำนาจเศรษฐกิจ ดังนั้น เราต้องคิดถึงการสร้างมาตรการหรือบทบัญญัติทางอำนาจ ที่จะทำให้การเมืองและเศรษฐกิจมีความสมดุลกัน ต้องมีความโปร่งใสมากกว่านี้\n\n \n\n\"นอกจากนั้น เราจะเห็นว่ามีความตึงเครียด ความขัดแย้งระหว่างผู้ที่รักษาหรือผู้ที่จะคิดรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน กับทุนในระบบเสรีนิยมใหม่ ตัวอย่างที่เห็นก็คือ กรณีบ้านสีดำของคุณรัตนา รวมไปถึงเรื่องกรณีการคัดค้านการขาย กฟผ. อันนี้เป็นส่วนหนึ่ง กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งสามารถเคลื่อนไหวในนามของพลเมือง เพื่อที่จะพิทักษ์ผลประโยชน์ของสาธารณะ ซึ่งคิดว่า รัฐธรรมนูญควรจะคิดถึงเรื่องนี้ให้มาก\" \n\n \n\nรศ.ดร.อรรถจักร์ ยังกล่าวอีกว่า ความตึงเครียดต่อไป เป็นความตึงเครียดระหว่างชาวบ้านกับนโยบายของรัฐ ยกตัวอย่าง กรณีเรื่องป่าชุมชน หรือกรณีที่มีการตั้งกลุ่มภาคีคนฮักเจียงใหม่ ที่ออกมาคัดค้านนโยบายของรัฐ เช่น มีโครงการตัดถนนจากห้วยตึงเฒ่า เพื่อทะลุไปยังอำเภอแม่ริม ซึ่งจะไปทะลุโผล่บรรจบกับที่ดินที่มีโฉนด 16 โฉนดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นเหตุบังเอิญที่ถนนมันเลี้ยวไปเองหรือไม่ ตนไม่รู้ ซึ่งจะเห็นว่า ชุมชนนิยมที่พยายามจะเน้นพลังของชุมชนเข้าไปบัญญัติอำนาจในรัฐธรรมนูญ ก็จะถูกเบียดขับออกไป ปัญหาความขัดแย้งอย่างนี้ อาจโผล่ออกมาให้สังคมไทยได้เห็น แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ยังไม่สามารถนำไปสู่การต่อรองกับรัฐได้อย่างเสมอภาค\n\n \n\nและภายใต้สปีดหรือความเร็วของกลุ่มทุน ที่เชื่อมตัวเองเข้ากับระบบทุนนิยมโลก ระบบเสรีนิยมใหม่ จนสามารถที่จะเข้าแทรกตัวในการแย่งชิงทรัพยากรได้มากขึ้นๆ เห็นได้ชัด กรณีเอฟทีเอที่หลายประเทศเข้ามาบังคับให้ทำ เราจะพบว่า ความเร็วของทุนนิยมเสรีที่เข้ามาแทรกแซงรัฐ ผ่านรัฐเพื่อเข้าไปสู่การใช้ทรัพยากรที่จะก่อให้เกิดความตึงเครียดทางสังคมที่สูงขึ้น \n\n \n\n\"ทุนนิยมโลก เสรีนิยมใหม่ และรัฐบาลชุดนี้ จะทำให้สังคมไม่เป็นสังคม ทำให้เรากลายเป็นปัจเจกชนที่หลุดลอยอยู่ในทะเลของเศรษฐกิจ ฉีกคุณออกจากพันธะทางสังคม เพื่อคุณหลุดลอย และรัฐแบบนี้ก็จะค่อยหยอดเงินให้ทีละก้อนๆ เพื่อให้คุณอยู่ได้ ไม่อิ่ม แต่ก็ไม่อดตาย ซึ่งต่อไปคุณก็จะไม่มีสังคม เพราะฉะนั้น เราจะจัดการอำนาจอย่างไรในบรรยากาศอย่างนี้\" \n\n \n\nรศ.อรรถจักร์ ยังกล่าวอีกว่า ความสัมพันธ์ทางสังคม มีแนวโน้มที่จะเป็นจริงขึ้นมาในหลายระดับ เช่น กรณีของชุมชนท้องถิ่น จำเป็นจะต้องให้มีกฎหมายลูกตราออกมาชัดเจนมากขึ้น หรือแม้กระทั่งต้องเปลี่ยนมาตราต่างๆ ในรัฐธรรมนูญ เพื่อทำให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถดูแลทรัพยากรท้องถิ่นของตัวเองได้ พร้อมกับนั้น มาตราที่ให้อำนาจชุมชนท้องถิ่นจริงๆ จำเป็นจะต้องเปลี่ยนอย่างน้อยอีก 1 มาตรา คือ มาตรา 87 ที่บอกว่า รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด กำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภค และป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงและทางอ้อม\n\n \n\nเพราะในวันนี้ เรามีเพียงระบอบทรัพย์ของรัฐกับระบอบทรัพย์สินของเอกชน ดังนั้น เราจำเป็นต้องคิดถึงระบอบทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งสอดคล้องกับชุมชนท้องถิ่น คือจำเป็นต้องสร้างระบอบทรัพย์สินของ \"ชุมชน\" ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างนิยาม ในวันนี้เรามีระบอบทรัพย์สิน 2 อย่าง คือทรัพย์สินของรัฐ และทรัพย์สินของเอกชน ซึ่งไม่พอกับยุคต่อไปนี้ คือยุคโลกาภิวัฒน์ หรือยุคเสรีนิยมใหม่ที่เข้ามากระแทก ถ้าเราไม่สร้างระบอบทรัพย์สินของชุมชนท้องถิ่นมากำกับ ก็จะต้องถูกทุนนิยมเคลื่อนย้ายเข้ามาและเข้าไปครอบงำ และก็ดูดทรัพย์สินทั้งโลกได้เลย ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น \n\n \n\n\"ดังนั้น การแก้ความสัมพันธ์ทางอำนาจด้วยการเน้นชุมชนท้องถิ่น และปรับเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับระบอบทรัพย์สิน มันน่าจะนำไปสู่การสร้างนิยาม สำนึกความเป็นเจ้าของให้กว้างขางมากยิ่งขึ้น สังคมไทยในวันนี้รัฐธรรมนูญนั้น เราอาจจะพูดถึงสิทธิหน้าที่ของพลเมืองต่างๆ แต่เราไม่ได้สร้างสำนึกความเป็นเจ้าของในการที่จะดูแลทรัพย์สินต่างๆ เลย\" รศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าว\n\n \n\nด้าน รศ.ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ จากคณะรัฐประศาสนตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่าเป้าหมายของรัฐธรรมนูญประการแรก คือต้องการให้ประชาชนมีเสรีภาพมากขึ้น เป็นมาตราที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ มากกว่ารัฐธรรมนูญหลายๆ ฉบับของประเทศไทย แต่ที่น่าตกใจคือ แม้รัฐธรรรมนูญบัญญัติสิทธิและเสรีภาพมากมายเหลือเกิน เมื่อหันไปทางไหนก็ไม่เห็นประชาชนกล้าวิจารณ์ หันไปทางไหนก็ไม่เห็นมีสื่อมวลชนออกมาวิจารณ์ โดยเฉพาะสื่อที่อยู่ภายใต้การครอบครองของรัฐบาล หรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ทีวี วิทยุก็ไม่กล้าวิจารณ์ ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร \n\n \n\nประการที่สอง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการให้ที่มาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ต้องการขจัดการซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งเป็นปัญหาทางการเมืองไทยมานาน แต่การเลือกตั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าระดับชาติหรือท้องถิ่น ก็เห็นมีนักการเมือง ประชาชน รวมทั้งสื่อมวลชนบอกว่า มีการซื้อสิทธิขายเสียงกันมากเหลือเกิน มี กกต.ก็ไม่รู้มีไว้ทำไม ทั้งๆ ที่มีบทบัญญัติให้ กกต. มีความเป็นอิสระ มีอำนาจทั้งกึ่งนิติบัญญัติและกึ่งตุลาการ สามารถให้ใบเหลืองใบแดง สามารถออกกฎระเบียบได้ แต่กลายเป็นว่าจัดการกับปัญหาไม่ได้ \n\n \n\n\"เราต้องการให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้ามาใช้อำนาจทางการเมือง เพื่อพี่น้องประชาชนเป็นส่วนใหญ่ ไม่ทุจริต คอรัปชั่น ประพฤติไม่ชอบ แต่การทุจริตคอรัปชั่นมากมายมหาศาลเหลือเกิน มีนักวิชาการบางท่านบอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดช่องทางให้ตั้งโต๊ะโกงกินกัน บางท่านบอกว่าแทะเข้าไปจนถึงกระดูก เมื่อฟังดูแล้วมันสวนทางกับวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยสิ้นเชิง\" รศ.ดร.ธีรภัทร์ กล่าว \n\n \n\nรศ.ดร.ธีรภัทร์ ยังย้ำอีกว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 มีเป้าหมาย 3 ประการ แต่ล้วนประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะแท้ที่จริงแล้ว รัฐธรรมนูญเป็นเพียงกลไกลหนึ่ง การเมืองไทยจะประสบผลสำเร็จ ไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง คือ ถ้ารัฐธรรมนูญไม่สมบูรณ์ต้องแก้และปรับปรุงใหม่ จะแก้ทั้งฉบับหรือปรับปรุงใหม่เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่ต้องมองต่อไป ปัจจัยทางรัฐธรรมนูญต้องมีองค์ประกอบในทางการเมือง \n\n \n\n\"ถ้าเราเปรียบการเมืองเป็นกีฬาฟุตบอล นักการเมืองก็คือผู้เล่น ถ้ากติกาดี กรรมการเก่ง ผู้เล่นไม่กล้าโกงหรอก ถ้าโกงถูกใบแดงไล่ออกนอกสนาม แต่ถ้ากติกาไม่ดี มีช่องว่าง กรรมการไม่มีประสิทธิภาพ และไม่มีคุณธรรม ผู้เล่นก็จะเห็นว่าการโกงเป็นสิ่งที่ได้เปรียบ ก็ยิ่งต้องโกง เพราะว่าโกงจะเป็นฝ่ายชนะ\" \n\n \n\n \"ปฏิเสธไม่ได้ว่า นักการเมืองต้องซื้อสิทธิขายเสียง และต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง เมื่อได้เข้ามาแล้วก็โกงกันเป็นว่าเล่น ตอนนี้ผมไม่ได้พูดเอง ผมได้ทำวิจัยเรื่องจริยธรรมของนักการเมือง ได้สอบถาม ส.ส. ส.ว. ที่ไม่ใช่นักการเมืองชุดปัจจุบันนี้ ซึ่งทั้ง 3 ได้ตอบตรงกันหมดและมีน้ำหนัก คือยอมรับทุกประการว่า นักการเมือง ส.ส. โกงการเลือกตั้ง ยอมรับในคะแนนที่สูงมากหรือระดับมากที่สุด โดย ส.ส.จะโกงมากกว่า ส.ว. รัฐมนตรีตั้งแต่ปีพ.ศ. 2544 เป็นรัฐมนตรีที่โกงกินมากที่สุด ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ ตนจะนำไปเสนอในที่ประชุมรัฐศาสตร์แห่งประเทศไทย วันที่ 15 ธ.ค. 48 นี้ ที่โรงแรม มิราเคิลแกรนด์ กรุงเทพฯ\" รศ.ดร.ธีรภัทร กล่าว \n\n \n\nรศ.ดร.ธีรภัทร์ กล่าวถึงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น กกต. ป.ป.ช. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรหลักเหล่านี้ ยอมรับกันอยู่แล้วว่า ทำงานไม่ได้ ทำงานไม่เข้าตาประชาชน อย่างกรณี ส.ส.ยอมรับว่าใช้เงินเกินกว่าที่ กกต. เมื่อครั้งมีการเมื่อเลือกตั้งเมื่อปี 2544 กำหนดให้ใช้งบหาเสียงจำนวน 1 ล้านบาท เลือกตั้งปี 2548 ใช้งบได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ซึ่งในความเป็นจริง จะต้องถูกถอดถอนทั้งสภา แล้วลองถาม กกต.ว่าจะเอาหน้าไว้ที่ไหน แค่ใช้เงินเกินกำหนดยังดำเนินการกับใครไม่ได้เลย แล้วจะมี กกต.ไว้ทำไม ดังนั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น ว่าจะมีมากแค่ไหน ป.ป.ช. ก็มีปัญหาอย่างที่ว่า ลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอด \n\n \n\nและเมื่อพูดถึงวุฒิสมาชิก หรือ ส.ว. ที่ต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบในการแต่งตั้งและการถอดถอนต่างๆ แต่กลับกลายเป็นว่า มี ส.ว. ไปรับเงินเดือนจากผู้อื่นนอกเหนือจากเงินเดือนที่ได้รับ มี 2 ประเภท คือ รับเป็นรายเดือนและรับเป็นรายกรณี ซึ่งแท้จริงแล้ว วุฒิสมาชิกเป็นสถาบันที่สำคัญที่จะต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบ เพื่อผดุงความยุติธรรมความเป็นธรรมไว้ในสังคม ทำไม่ได้ \n\n \n\nข้ามไปที่ข้าราชการประจำปัจจุบัน รศ.ดร.ธีรภัทร์ ชี้ว่า นักการเมืองสั่งให้ทำอะไร ผิดหรือไม่ถูกต้องก็ทำไปหมด ไม่มีศักดิ์ศรี ตั้งแต่ปลัดกระทรวงลงมา เดินตามนักการเมืองต้อยๆ ไปช่วยโกงการเลือกตั้งก็มี คอรัปชั่นก็มี รวมไปถึงเทศบาล อบจ. อบต. \n\n \n\n\"นี่ถ้าคุณหญิงจารุวรรณกลับมาเมื่อไหร่ เชื่อว่าจะถูกกวาด ทุจริตตั้งแต่ท้ายแถวไปยังหัวแถว เพราะฉะนั้นคนที่ชอบโกงอย่าเพิ่งดีใจ\n\n \n\n \"งบประมาณแผ่นดินเมื่อก่อนมีสุภาษิตที่ว่า ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ แต่ปัจจุบันไม่จริง เงินหลวงในปัจจุบันตกถึงมือประชาชนไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แล้วเราอยู่ได้อย่างไร\n\n \n\n\"ประชาชนและสื่อมวลชน เปรียบเสมือนผู้ดูผู้ชมกีฬา ข้าราชการเหมือนผู้ช่วยกรรมการที่จะตัดสินให้ถูกต้อง แต่ประชาชนไม่ค่อยมีการศึกษาหรือการศึกษาน้อย ไม่ใช่ความผิดของประชาชน แต่ต้องเป็นความผิดของรัฐบาล ที่ไม่ได้จัดสรรงบประมาณ หรือนโยบายที่ทุ่มเทให้กับการศึกษาของชาติอย่างแท้จริง ปล่อยให้ประชาชนขาดการศึกษา\"\n\n \n\n\"ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจไม่ต้องพูดถึง เพราะว่าตอนนี้เป็นระบบทุนนิยม ไม่ใช่ทุนนิยมปกติ แต่เป็นทุนนิยมเครือญาติ ถ้าใครไม่ใช่เครือญาติอย่าแหยมเข้ามา ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น 3 ตัวหลักคือ เสถียรภาพ ความชอบธรรม ประสิทธิผล ดังนั้น เมื่อโกงมากๆ ความชอบธรรมก็ไม่มี \n\n \n\n\"19 ล้านเสียง ไม่ใช่ความชอบธรรมเสมอไป เพราะความชอบธรรมมันผกผัน จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจปืนทำรัฐประหาร แต่จอมพลสฤษดิ์มีความชอบธรรม รัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย แต่มีความโกงกินประเทศ โกงประชาชน ไม่มีความชอบธรรม หากประชาชนไม่ยอมรับก็อยู่ไม่ได้ มันก็ไปกระทบต่อรัฐบาล คนไม่ยอมรับ คนไม่เชื่อถือนโยบายที่มีต่างๆ ก็ผกผันมาที่ตัวเสถียรภาพระบอบการเมืองด้วย\" \n\n \n\nอยากเสนอว่า ประการหนึ่ง เราต้องมีการปฏิรูปการเมืองรอบที่สอง ต้องแก้ตัวรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นตัวที่จะนำไปสู่การวางกลไก ให้มีการตรวจสอบการถ่วงอำนาจจริง ไม่ใช่อย่างที่เป็นแบบปัจจุบัน ไม่ให้อำนาจกระจุกอยู่ที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง ตอนนี้อำนาจกระจุกที่ตัวคนเดียว คือนายกรัฐมนตรี ถ้ากระจุกตัวแบบนี้ ไปไม่รอด เพราะว่าขาดตัวถ่วงดุล \n\n \n\nประการที่สอง เนื้อหาที่ต้องปฏิรูป ต้องจำกัดตัดตอนให้มีการเว้นวรรค โดยเฉพาะกรณีการเข้ามาของ ส.ส. ต้องมีการตัดตอนไม่น่าจะเกินสองสมัย เพราะว่ายังไม่มีความมั่นคง จำเป็นต้องมีการตัดตอน ให้รู้จักพอเพียง และประการที่สาม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการยกระดับการศึกษา พัฒนาความรู้ให้แก่ประชาชน \n\n \n\n\"อยากจะทิ้งท้ายว่า ตราบใดที่การเมืองไทยยังไม่นำไปสู่คุณภาพ ประสิทธิภาพ ตราบนั้นต้องมีการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ\" รศ.ดร.ธีรภัทร์ กล่าว\n\nกลับหน้าแรกประชาไท [1] \n What is the sentiment in the text for the genre: politics", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-0a256dc197a0494890e9e17a6cff6ddb", "input": "Title: นักเศรษฐศาสตร์ระบุขึ้นค่าแรง 8-22 บาท ไม่ได้ทำต้นทุนสินค้าพุ่ง \n Body: คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ระบุการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 8-22 บาท ไม่ได้ทำให้ต้นทุนโดยรวมของผู้ประกอบการสูงขึ้น ไม่ควรปรับเพิ่มราคาสินค้า ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำใหม่ยังไม่เพียงพอต่อมาตรฐานการดำรงชีพ ชี้ควรมีมาตรการสวัสดิการเพิ่มเติมให้กับผู้มีรายได้น้อย-ดูแลสถานประกอบการขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบ เสนอให้ศึกษาเพื่อนำระบบค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงมาบังคับใช้ในไทย \n \n\nที่มาภาพประกอบ: flickr.com/Wutthichai Charoenburi [1] Attribution 2.0 Generic (CC BY 2.0) [2]\n \n21 ม.ค. 2561 ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึง การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 8-22 บาท หลากหลายอัตราตามโซนพื้นที่ไม่ได้ส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมของผู้ประกอบการปรับตัวสูงขึ้นมากนักจึงไม่ควรเป็นเหตุของการปรับเพิ่มราคาสินค้า ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำ (Legal Minimum Wage) ที่ปรับเพิ่มยังไม่ได้เป็นค่าแรงที่เพียงพอต่อมาตรฐานการดำรงชีพ  (Living Wage) จึงขอเสนอให้รัฐบาลมีมาตรการสวัสดิการเพิ่มเติมให้กับผู้มีรายได้น้อย และ มีมาตรการดูแลสถานประกอบการขนาดเล็กที่อาจได้รับผลกระทบจากขึ้นค่าจ้างด้วย ส่วนการกำหนดโครงสร้างเงินเดือนสำหรับกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไปนั้นเป็นมาตรการที่ดีทำให้ลูกจ้างเห็นหลักประกันทางด้านค่าจ้าง ส่วนการใช้ระบบค่าจ้างลอยตัวในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว โดยให้จ่ายค่าจ้างตามผลิตภาพและความสามารถในการผลิตและขึ้นอยู่กับอุปสงค์อุปทานในตลาดแรงงานและปัจจัยต่างๆ ทางเศรษฐกิจ \n \nอนุสรณ์ กล่าวอีกว่าเสนอให้ศึกษาเพื่อนำระบบค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงมาบังคับใช้ในไทย โดยให้มีอัตราที่สูงกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายวันเพื่อให้ผู้ใช้แรงงานที่ไม่ได้ทำงานเต็มเวลามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการก็มีความยืดหยุ่นในการจ้างงานและบริหารต้นทุนด้านแรงงานได้ดีขึ้นอีกด้วยและจ้างเท่าที่จำเป็นต้องใช้แรงงาน เช่น กำหนดการจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงที่ 50 บาท ไม่ใช่เอาค่าจ้างขั้นต่ำรายวันมาเฉลี่ยเป็นรายชั่วโมงเพราะจะทำให้ลูกจ้างได้รับค่าจ้างรายชั่วโมงต่ำเกินไป (308/8 ได้ชั่วโมงละ 38-39 บาทเท่านั้น) \n \nอนุสรณ์ กล่าวว่าเสนอให้ผู้กำหนดนโยบาย นายจ้าง ลูกจ้างและสถาบันฝึกอบรมเร่งพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปและเตรียมรับมือกับผลกระทบของเทคโนโลยี หุ่นยนต์อัตโนมัติ อินเตอร์เน็ตของทุกสิ่ง (Internet of Things) และการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) ที่มีต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้า รองเท้า อุตสาหกรรมอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเลคทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์และตลาดการจ้างงานโดยรวม    \n \nอนุสรณ์ ยังได้อ้างถึงงานวิจัยขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ว่าในสองทศวรรษข้างหน้า ตำแหน่งงานและการจ้างงานในไทยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 44 (กว่า 17 ล้านตำแหน่ง) มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่โดยระบบอัตโนมัติ โดยกลุ่มคนงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ พนักงานขายตามร้านหรือพนักงานบริการตามเครือข่ายสาขา พนักงานบริการอาหาร ภาคเกษตรกรรม แรงงานทักษะต่ำที่ทำงานซ้ำๆ คนงานโดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้าและรองเท้าอาจได้รับผลกระทบสูงถึง 70-80% นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยียังส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่อภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ คือ ระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ รถยนต์และอุปกรณ์ไฟฟ้า 3D Printing วัสดุน้ำหนักเบา และ รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง \n \nอนุสรณ์ กล่าวอีกว่าแรงงานไทยทั้งหมด 39 ล้านคน ต้องเตรียมความพร้อมและรับมือกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้วยการเตรียมทักษะให้สามารถทำงานกับนวัตกรรมเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ได้ การบ่มเพาะทักษะด้านบุคคล (Soft Skills) และ ทักษะด้านความรู้ (Hard Skills) โดยเฉพาะความรู้ทางด้าน STEM (ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์) ที่เป็นประเทศขาดแคลนอยู่ \n \nคนงานหญิงในอุตสาหกรรมสิ่งทอ คนงานทักษะต่ำและมีระดับการศึกษาน้อย เป็นกลุ่มคนที่รัฐบาลต้องดูแลด้วยมาตรการต่างๆ เป็นพิเศษเพราะเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในการถูกเลิกจ้างจากการนำระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงาน \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-cdd85f56b58c48e2ac8e608fcdf9b930", "input": "Title: เปิด “ห้องเช่าหมายเลข 112” บทบาทนักจดบันทึกประวัติศาสตร์ราคาจ่ายของเสรีภาพ \n Body: “ห้องเช่าหมายเลข 112”\nหนังสือเล่มล่าสุดของ iLaw (อ่านว่า ไอลอว์) หรือโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ซึ่งริเริ่มทำงานติดตามคดีเสรีภาพอย่างใกล้ชิดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ราวปี 2554\nใครที่คาดหวังแง่มุมทางประวัติศาสตร์ การเมือง การขับเน้นปัญหากระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นระบบ และการถกเถียงในปรัชญา หลักกฎหมาย ความเชื่อความคิดอย่างถึงราก อาจเป็นการคาดหวังที่ผิดฝาผิดตัว อันที่จริงนั่นก็เป็นสิ่งที่หลายกลุ่มหลายองค์กรพยายามทำตลอดหลายปีที่ผ่านมารวมถึงไอลอว์ด้วย แต่หนังสือเล่มนี้นำเสนอสิ่งที่ต่างออกไป นั่นคือ การเล่าเรื่อง “ชีวิต” และ “ชะตากรรม” ของคนธรรมดาที่ต้องเจอกับคดีนี้ แต่ขณะเดียวกันก็แอบซ่อนคำถาม-ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไว้ด้วยตามรายทาง\nอาจกล่าวได้ว่า มันเป็นหนังสือเล่มแรกที่บันทึก “ประวัติศาสตร์ของผู้ต้องหาและครอบครัว ในคดีมาตรา 112” อย่างเป็นทางการ\nนอกจากนี้ยอด pre-order นั้นก็ทำให้ทีมงานประหลาดใจ จากที่คิดว่าจะมีเพียง 40-50 เล่มกลับมากกว่านั้นถึง 10 เท่า ปัจจุบันมันยังถูกส่งไปยังห้องสมุดมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงห้องสมุดประชาชนในจังหวัดต่างๆ ที่สำคัญ มันกำลังจะปรากฏบนแผงหนังสือในร้านหนังสือทั่วไป รวมถึงในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เดือนมีนาคม-เมษายนนี้\nคำถามแรกสุดหลังหยิบเล่มนี้ขึ้นมา อาจเป็นว่า ทำไมต้องเป็น “ห้องเช่า”\n“ความหมายของห้องเช่า คือ การที่จะได้ออกมาสักวันหนึ่ง เป็นความหวัง ไม่ใช่ห้องถาวร มันสื่อว่าสักวันต้องมีความเปลี่ยนแปลง” บก.หนังสือเล่มนี้ตอบไว้ในเบื้องต้น\nส่วนคำถามอื่นหลังจากนั้นอาจสะท้อนผ่านอารมณ์ความรู้สึกและความคิดของเหล่าคนรุ่นใหม่ที่ทำงานเบื้องหลัง\n\nยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือเป๋า เป็นหัวเรือใหญ่ของไอลอว์ เขาทำงานที่นี่ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งองค์กรเมื่อ 8 ปีที่แล้ว เขาเรียนจบกฎหมาย เป็นทนายความ มาจากครอบครัวที่เป็นนักกฎหมายกันทั้งบ้าน\nเขาเล่าถึงที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนี้ว่ามา เป็นการวบรวมงานมาจาก 112 The Series ของไอลอว์มาขัดเกลาและเพิ่มเติมบางบทที่เครือข่ายที่ใกล้ชิดเคสเป็นคนเขียน\n“เรามีความรู้สึก มีความคิดเห็น แต่ฐานข้อมูลมันจำกัด บันทึกกระบวนการพิจารณาคดีเฉยๆ มันแข็งและไม่มีความรู้สึก เลยลองเขียนเล่า”  \n“คดีที่รู้สึกเยอะแล้วเขียนในบล็อก คือคดีอากง คนอ่านเยอะ เขียนต่ออีกบ้าง 3-4 ชิ้น แต่หลังรัฐประหารคดีเยอะมาก น้องที่เข้ามาก็บ่นว่าเขียนข้อมูลอย่างเดียวไม่มีใครอ่าน เลยลองคุยกันว่าเขียนแบบนี้ไหม ทุกคนก็เห็นด้วยเลยเริ่มเขียนกันมาเรื่อย”\nเขาบอกว่าตัดสินใจรวบรวมเพื่อทำหนังสือเพราะอยากให้เข้าถึงคนอ่านที่กว้างขึ้น ในอารมณ์ของ “กระดาษ” และองค์กรทำหนังสือที่เข้าใจประเด็นนี้อย่างดีและพร้อมจะเสริมต่องานนี้ก็คือ WAY Magazine นักเขียนของเวย์คนหนึ่งตกลงมาเป็นบก.เล่มให้ \n“ผมไม่เคยคิดว่า การถกเถียงกันด้วยหลักการ กฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรนัก ผมไม่เชื่อเลยว่าจะไปคุยกับคนเห็นต่างกันในเรื่องหลักการได้อย่างไร ไปบอกเขาว่าหลักที่ถูกต้องเป็นอย่างนี้ๆ แล้วเขาต้องยึดถือตามเราหรือ เรื่อง Human Rights ทุกเรื่องต้องพูดกันที่ความเป็นมนุษย์ ความรู้สึก ตัวผมเองทำงานเรื่องพวกนี้เริ่มแรกไม่ได้ทำเพราะหลักการ แต่ทำเพราะเห็นแล้วรู้สึก แล้วเชื่อ เลยเริ่มคิดกับมัน ผมจึงเชื่อว่าการจะสื่อสารกับคนต้องสื่อสารด้วยความรู้สึกและข้อเท็จจริง ถ้าคนรับรู้ข้อมูล แล้วรู้สึกไปด้วยแล้ว กระบวนการคิดถึงหลักการก็จะตามมา ผมพูดแบบนี้ก็คงโดนด่าเยอะ (หัวเราะ)”\nคำถามหนึ่งที่ผู้ที่ทำงานกับเหยื่อและเห็นเรื่องเศร้าต่างๆ มักจะเจอคือ งานที่ทำซ้ำๆ เรื่องที่เจอซ้ำๆ ส่งผลต่อสภาพจิตใจหรือไม่ เป็นโรคซึมเศร้าบ้างไหม\n“อันนี้ต้องให้หมอบอกสิ” เขาตอบสมกับเป็นนักกฎหมาย\n“ถ้าดูตัวเอง ผมไม่มีปัญหา แต่คนอื่นๆ ก็อาจไม่แน่ ผมไม่เป็นคนเก็บกด ไม่แบกเรื่องพวกนี้ไว้นาน รับรู้แล้ว เจ็บบ้าง เศร้าบ้าง แต่มีอย่างอื่นต้องทำ ก็วางมันแล้วทำงานอย่างอื่นได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าหลายครั้งที่เขียนงานแบบนี้ก็ไม่ใช่เพื่อจะสื่อสาร แต่เขียนเพื่อให้ตัวเองนิ่ง เจอหนักๆ พอเขียนจบก็จะนิ่ง นิ่งแล้วก็จะวางแล้วไปทำอย่างอื่นต่อได้”\n“เคสที่เป็นแรงบันดาลใจคือ เคสพี่หนุ่ม (ธันย์ฐวุฒิ) แต่ไม่ได้รวมในเล่มนี้ สาเหตุก็เพราะพี่หนุ่มทำให้ผมเปลี่ยน เป็นคนแรกที่ผมคุยด้วย คุยจริงๆ เข้าไปเห็นคดี เห็นลูกชาย พอรู้สึกก็คิดต่อหลักการ รู้สึกเศร้าและเจ็บปวด ในวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา เรารู้สึกว่าน่าจะชนะ แต่แพ้ ข้อต่อสู้ของจำเลยไม่ถูกรับฟังเลย เรารู้สึกเศร้าและเจ็บปวด เจ็บปวดที่ผลเป็นอย่างนี้ เศร้าที่คดีแบบนี้ทำอะไรไม่ได้ ก่อนหน้านั้นมีความเชื่อว่ามันไม่ได้แย่ แต่พอลงไปคลุกคลีมันแย่กว่านั้นอีก และมันยังเลยลิมิตไปได้เรื่อยๆ”\n“ถามว่าทำเรื่องพวกนี้เยอะๆ แล้วด้านกลับจะยิ่งทำให้คนกลัวไหม มันก็เป็นอย่างนั้น ส่วนหนึ่งในการทำงานของเรา มีผลสร้างความกลัวให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งก็จริง แต่ก็คิดว่าคนที่กลัว ร้อยละ 70-80 จะรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่มีความสุขกับการอยู่ภายใต้กฎหมายนี้หรือระบบนี้ไปพร้อมๆ กันด้วย เราอาจช่วยแผ่ขยายความหวาดกลัว แต่มันก็จะทำให้คนไม่พอใจกับระบบ และยิ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระยะยาว การเปลี่ยนแปลงมีวิธีเดียวคือ คนรู้สึกอยากเปลี่ยน”\n\nณัชปกร นามเมือง หรือถา ทำงานกับไอลอว์มา 2-3 ปี เขาเป็นหนุ่มอารมณ์ดี มีอารมณ์ขัน แต่ขณะเดียวกันก็ค่อนข้างอ่อนไหวและสะเทือนใจกับเคสที่ติดตามค่อนข้างมาก เรารู้สึกถึงเรื่องนี้ได้ไม่ยากจากการพูดคุยกันแม้ช่วงสั้นๆ\nถาเล่าว่า เขารู้จักคดี 112 คร่าวๆ มาตั้งแต่สมัยยังเรียนมหาวิทยาลัย แต่ “ไม่อิน” เพราะไม่รู้ข้อมูลมากนัก จนกระทั่งหลัง “อากง” หรืออำพล ผู้ต้องขังชราเสียชีวิตในเรือนจำและเกิดการรณรงค์ขนานใหญ่เรื่องมาตรา 112 เขาจึงเริ่มฟังมากขึ้น\n“จุดเปลี่ยนของผมคือ การที่ได้ฟังอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล พูดกรณีอากงเปรียบเทียบคดีชิตบุศย์เฉลียว บอกว่าศาลไม่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ทำให้ผมเริ่มเห็นว่าเป็นปัญหากระบวนการยุติธรรม ตอนนั้นเริ่มคิด แต่ไม่เศร้า พอมาทำงานไอลอว์ได้ตามเคสแรกคือ ป้าฐิตินันท์ อันนี้เศร้ามาก เพราะได้เห็นกับตาว่าป้าแกป่วยเป็นจิตเภท ดูเบลอมาก ดูภายนอกก็เห็นเลย ศาลเองก็เชื่อว่าป้าแกก็เบลอจริง ศาลชั้นต้นรอลงอาญา แต่พอหลังรัฐประหาร ศาลอุทธรณ์ลงโทษผมเลยช็อค ข้อเท็จจริงมันค่อนข้างสมบูรณ์มาก ใบรับรองแพทย์ชัดเจน ตอนอ่านคำพิพากษาชั้นต้น หน้าป้าแกไม่ยินดียินร้ายอะไรเลย ลูกเดินไปจับมือแม่ว่า ไม่ติดคุกแล้วนะแม่ ป้าก็ยังนั่งเบลอของแกอยู่”\n“อาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ ก็เป็นอีกคนที่ผลักดันให้พวกเราเขียนงานลักษณะนี้ มันอยู่บนฐานคิดว่าคนพวกนี้จะถูกลดทอนให้ต่ำกว่ามนุษย์ หน้าที่ของ 112 เดอะซีรี่ส์ คือ การคืนความเป็นมนุษย์ให้พวกเขา คนแบบนี้คิดยังไง ชีวิตปกติเป็นยังไง เขาไม่ต่างจากเรา มีบางอย่างที่ห้อมล้อมเขา ทำให้เขาคิดและเป็นแบบนั้น ผมซื้อไอเดียนี้นะ ถ้ามีคนเห็นป้าฐิตินันท์แบบเดียวกับผมก็อาจเห็นปัญหาของการใช้ 112 แบบเดียวกับผมมากขึ้น”\nเมื่อถามถึงคดีที่สำคัญสำหรับเขา เขากล่าวอย่างไม่ลังเลว่าคือ คดีของสิรภพ ผู้ซึ่งถูกคุมขังมาแล้วเกือบ 3 ปีจนปัจจุบัน คดีพิจารณาในศาลทหาร และเป็นหนึ่งในสองรายที่ “ขอต่อสู้คดี”  \n“มันน้อยคนที่จะสู้คดี เขาบอกว่าเขายอมรับไม่ได้ในความผิดที่เขาไม่ได้ทำ เขาเล่าว่าข้อหาที่เขาโดนเกิดจากรูปภาพกับกลอน จะตีความอย่างไรก็ได้ แรงจูงใจเบื้องหลังคือเขาเป็นกวี เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง อยู่ในแบ็คลิสต์อยู่แล้ว เขามั่นใจมากว่า 112 ถูกนำมาใช้กำจัดเขา”\n“เรื่องนี้เขียนยาก เคยเขียนไว้อีกแบบ แต่ตอนที่เขียนเผยแพร่ ผมก็ข้อเท็จจริง ไม่ได้ดราม่ามาก แต่ก็เป็นตัวเองมากที่สุด มันมาจากปากเขา เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้ต่อสู้ภายใต้กฎหมาย แต่สู้กับทัศนคติของศาล โดยเฉพาะศาลทหาร ซึ่งวิธีคิดเป็นคู่ขัดแย้งกับเขามากกว่าศาลพลเรือนเสียด้วยซ้ำ เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาเรียกร้องมันพื้นฐานมาก ไม่ได้เรียกร้องให้มาเห็นใจเขา แค่ให้เข้าใจว่าเขากำลังสู้กับอะไร สู้กับวิธีคิด”\n“ส่วนตอนที่เคยเขียนไว้อีกแบบไม่ได้เผยแพร่เพราะเป็นตัวของตัวเองมากไป ผมเล่าเรื่องที่ผมไปศาลแล้วเป็นการรอการประกันตัวเขา เรานั่งรอกันนานมาก มีผม ลูกสาว และพี่สิรภพ จนศาลใกล้จะปิด คำสั่งลงมาว่าไม่ได้ประกัน ผมเห็นเขากอดลูกเขา บอกว่ารู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ประกัน ลูกสาวซื้อชอคโกแลตมาให้พ่อ พี่สิรภพยื่นให้ผมบอกว่า “กินซะ จะได้รู้สึกดีขึ้น” เย็นวันนั้นผมเดินออกจากศาล ผมหยิบชอคโกแลตออกแล้วก็ร้องไห้เละเทะเลย เชี่ย! เขาสิต้องกิน ไม่ใช่กู”\n“เขาเคยบอกผมว่า ถ้าเขาไม่สู้ ทุกคนจะเข้าใจว่าเขาทำผิดจริง ... “ผมเป็นหิน โยนลงน้ำ คุณก็เป็นคลื่นส่งต่อให้สังคมให้หน่อย” คำนี้มันติดหูมาตลอด และมันทำให้ผมฝังใจกับคดีนี้มากและอยากถ่ายทอด”\n“แต่ก่อนผมไม่เคยคิดเรื่องพิจารณาคดีลับ เป็นปัญหายังไงวะ วันหนึ่งก็เห็นจริงๆ ว่าเป็นปัญหา สังคมมันตรวจสอบไม่ได้ ถ้าเอาคำฟ้องเขามากางสู่สาธารณะมาโหวตกันเลยว่าผิดไหม ผมว่ามีลุ้นมากๆ ไม่ต้องพูดหลักกฎหมายเลย มันเหมือนกรณี “จ้า” ของแม่จ่านิว มันเกิดอย่างนี้เยอะนะ แต่พอพิจารณาคดีลับทำให้กระบวนการไม่เคยถูกตรวจสอบได้เลยว่ากำลังทำอะไรกันอยู่”\n“ปัญหาสุขภาพจิตเหรอ มี ไม่รู้ว่าเกิดจากเคสหรือคนรอบข้าง เช่น เวลาอ่านสเตตัสพี่คนหนึ่งที่ชื่อกุ้ย มันทำให้เราจม เคยคิดว่าเราเป็นโรคซึมเศร้าแล้วไม่ยอมรับหรือเปล่า เราไม่อยากเจอสังคม ก่อนหน้านี้ตอนรัฐประหารใหม่ๆ เข้าสังคมไม่ได้ ไม่อยากเจอใคร รู้สึกว่าถ้ากินเหล้ากับเพื่อนแล้วเห็นเพื่อนมีความสุข เราจะรู้สึกแย่ ทำไมมึงความสุข ทั้งที่โลกมัน fuck up มาก พี่กุ้ยเคยบอกว่า กินเหล้าไปเหอะ กินให้เมาๆ ง่วงแล้วก็นอนไปจะได้ไม่ต้องคิดอะไร แต่ช่วงหลังก็ดีขึ้น พอคนอื่นรอบๆ ตัวเริ่มเห็นปัญหาการใช้กฎหมายนี้ด้วย ทำให้เรามีเซฟตี้โซน”\n“ผมไม่รู้สึกว่า เชี่ย กูทำไรไม่ได้ ไปเรียนต่างประเทศดีกว่า เราไม่ได้ถูกฝึกมาให้หนีความจริง เวลาผมได้ยินคนพูดว่า ประเทศนี้ไม่ใช่ของเรา ไม่อยู่ประเทศห่านี่หรอก ไปอยู่ต่างประเทศดีกว่าก็จะรู้สึกว่า มันเป็นสิทธิเขาแต่เผลอๆ การยิ่งคิดแบบนี้ ปัญหายิ่งไม่ถูกแก้ มันยิ่งเลวร้ายมากขึ้น เมื่อเราคิดจะหนีมัน”  \n“มันเหมือนหนังเดอะ เมทริกซ์ มียาสีฟ้ากับสีแดง แต่เราเสือกเลือกทะลึ่งกินยาเม็ดสีแดง ทำให้เห็นความจริงว่าเราไม่ได้สุขสบายอย่างที่ตาเห็น ถ้าเรากินสีฟ้าอยู่อำมาตย์ ใช้ชีวิตในสังคมทุนนิยมไปก็สบายแล้ว เสือกไม่กิน”\n\nวีรวรรธน์ สมนึก หรือ แน็ค เป็นหนุ่มแว่น นักดนตรี พูดน้อย เริ่มทำงานที่นี่หลังเรียนจบและลงมือเขียนหลายเรื่องในเล่มนี้ เขาเล่าว่าเส้นทางการทำงานนั้นเป็นไปอย่างจับผลัดจับผลู เพราะคาดหวังงานที่ไม่ใช่เอกชน กับ ไม่ใช่ข้าราชการ ติดตามการเมืองแบบห่างๆ แต่ช่วงเรียนจบเป็นช่วงหลังรัฐประหาร 2557 พอดีทำให้การเมืองร้อนแรงอย่างช่วยไม่ได้และจึงเริ่มรู้จักไอลอว์จากทางเพจเฟซบุ๊ก จนกระทั่งมีการเปิดรับสมัครงาน\n“ไม่เคยคิดมาก่อนว่าชีวิตจะได้ไปคลุกคลีกับคนต้องโทษคดี 112 หรือไม่คิดว่าวันหนึ่งต้องไปตามคนที่ถูกจับกุมจากการชุมนุมในค่ายทหาร ไม่เคยคิดมาก่อนว่าชีวิตต้องมาทำอะไรแบบนี้ แต่มันก็เป็นการฝึกแบบหนึ่ง ฝึกให้เราเก็บข้อมูล สังเกตการณ์ บันทึก แล้วเอามาเผยแพร่เป็นประโยชน์กับประเทศ”\n“นักโทษคดี 112 คนแรกที่เจอคือลุงโอภาส คดีเขียนฝากผนังห้องน้ำห้าง วันนั้นรู้สึกต้องชั่งใจ ปกติเราก็เป็นคนไม่กล้าเข้าไปคุยกับใครเท่าไรนัก พอมันต้องทำ ก็ 5 4 3 2 1 เริ่มเลย ก็เข้าไปคุยกับลุงแล้วเก็บข้อมูลไปทำเคสฟอร์ม พอทำความรู้จักกับแก รู้สึกว่า สำหรับคนเรียนจบใหม่นี่เป็นโอกาสดีมากๆ ที่ได้มาคุยกับลุง มีหลายเรื่องที่ข่าวไม่นำเสนอ”\n“ช่วงเริ่มทำงานเป็นช่วงที่มีคดีเยอะมาก หลังรัฐประหารใหม่ๆ ไง คนโดนจับวันแรกเราต้องไปเจอให้ได้ในชั้นฝากขัง เราไปช่วยเยียวยาคุยกับเขา กลับมาก็ต้องเยียวยาตัวเองด้วย คือ กินเหล้า (หัวเราะ) มันทำให้หลับง่าย ทำให้อยู่ในอีกสภาวะหนึ่งที่ลืมไปก่อน ค่อยกลับมาคิดใหม่ทีหลัง”\n“เวลาไปเจอตัวจำเลยครั้งแรก เป็นสิ่งที่ยากที่สุดแล้วในกระบวนการ เราจะทำยังไงให้เขาไว้ใจเรา เราจะมีวิธีเข้าถึงเขายังไงบ้าง เราจะแนะนำตัวว่าเราเป็นอะไร แล้วเราจะเจอกันครั้งต่อไปได้ยังไง มันต้องใช้พลังงานเยอะเหมือนกัน นอกจากจะไปหาข้อมูลของเขาเพื่อมาทำข้อมูลแล้ว เรายังต้องไปช่วยรับฟังเขา ช่วยแนะนำขั้นตอนทางกฎหมายหรือการเตรียมตัวเข้าเรือนจำกับเขา แล้วต้องเสริมกำลังใจให้เขาด้วย ซึ่งบางทีมันก็ไม่ได้ยากแค่ตัวจำเลยที่จะเข้าไปคุย แต่มีอุปสรรคจากเจ้าหน้าที่ด้วย เราก็ต้องพยายามอธิบายว่า เขาควรได้รับสิทธิบางอย่าง อย่างน้อยก็ขอให้เขามีเพื่อนคุยบ้างระหว่างขึ้นศาล”\n“ยอมรับว่าคุยเรื่องการเมืองกับที่บ้านไม่ได้เลย จะเลี่ยงคุยเรื่องการเมือง แค่เรื่องเหลืองแดง ไม่ต้องพูดถึง 112 เลย พยายามบอกเล่าให้เขาฟังบ้าง ที่เหลือก็ให้เขาตัดสินเอาเอง จริงๆ การทำหนังสือห้องเช่าหมายเลข 112 ก็เป็นอีกวิธีการที่ดี ต้องเล่าผ่านเรื่องแบบนี้ ชีวิตของเขา มิติความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนมี”\n“ผมอยากให้เรื่องแบบนี้ไปอยู่บนเซลฟ์หนังสือร้านใหญ่ๆ ทั่วประเทศ อยู่หมวดอะไรก็ได้ช่างมัน อยากให้คนที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้ คนที่ไม่ได้ตามการเมืองเลย แค่หยิบหนังสือมาเปิดดู แล้วอยากรู้ว่าเรื่องนี้คืออะไร แล้วซื้อกลับไปอ่าน มันน่าจะเพียงพอแล้วสำหรับตอนนี้” \n\nอานนท์ ชวาลาวัณย์ หรือแว่น เป็นคนที่มีสไตล์เฉพาะตัวสูง ดูภายนอกเทียบมาตรฐานทั่วไปอาจไม่มีใครรู้ว่าเป็นนักเรียนนอก มาสเตอร์ดีกรี เขาออกตัวว่ามาทำงานนี้โดยไม่มีอุดมการณ์อะไรเบื้องหลังมากมาย แต่เขาสนใจการเมืองอย่างเข้มข้น และเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้าง ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยมาพอสมควร เราจึงเชื่อว่าเขาและการเจอกันกับไอลอว์ไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญ\n“ทำงานมาตั้งแต่ปี 2013 คิดว่าองค์กรนี้น่าจะทำอะไรได้บ้างแค่นั้น พอหลังรัฐประหารก็เห็นปัญหาชัดขึ้น รู้สึกอยากจะทิ้งอะไรให้สังคม มีการตั้งเป้า ไม่ใช่เรื่องความสำเร็จในชีวิต เรื่องเงินทอง แต่เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ เรื่องราวการละเมิดสิทธิที่เกิดในช่วงนี้ วันนี้มันอาจยังไม่มีค่าอะไร แต่วันหน้าสมมติมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี รายละเอียดที่เราบันทึกอาจมีส่วนในการช่วยรื้อฟื้นความยุติธรรมก็ได้”\n“มันสนุกนะ ได้อยู่กับเรื่องการเมือง มันเป็นเรื่องยากที่จะหางานที่เราได้ทำเรื่องที่เราสนใจแล้วยังได้เงินมาใช้ชีวิต นี่เคยไปทำบริษัททัวร์อยู่ได้ 7 วันลาออกเลย มันไม่ใช่ ”\nถามว่าทำไมชอบการเมือง เขาเล่าเท้าความไปถึงสมัยเรียนที่พลัดหลงไปในวงเสวนาของกลุ่มศึกษามาร์กซิสม์ นั่นคือจุดเริ่มต้น\n“ตอนนั้นคุยกันเรื่องศาสนา ฟังแล้วก็ช็อค แต่เราเถียงไม่ได้ ฟังเหตุผลเขาแล้วก็หนักแน่นดีก็เลยเป็นจุดเปลี่ยนให้ตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ และชอบบรรยากาศการถกเถียงหนักๆ แล้วเขาก็คุยกันหลายประเด็นนะ ทำให้เห็นว่าการเมืองไม่ได้ไกลตัว ไม่ใช่แค่เรื่องในสภา มันอยู่ในชีวิตประจำวัน”\n“พอทำงานเก็บข้อมูลตรงนี้มานานก็เห็นปัญหาของกระบวนการยุติธรรม พอมันมีประเด็นอุดมการณ์ทางการเมืองเข้าไปมันทำให้กระบวนการยุติธรรมถูกตั้งคำถาม แต่คนไม่ค่อยพูดกันเรื่องนี้ แล้วก็ได้เห็นชีวิตคน คดี 112 เราได้เห็นมิติที่อาจต่างจากคนทั่วไป”\n“อะไรนะ ซึมเศร้าเหรอ ผมไม่เคยเป็นนะเพราะกลับบ้านก็มีซีรีส์ดู สามารถตัดได้ ตอนที่คุยตอนรับรู้เรื่องก็รู้สึกมากอยู่ แต่พอถึงเวลาเลิกงานก็กินเบียร์เฮฮาได้ เรามีทางจะตัดมัน ผมหมกมุ่นกับการเมืองกับเรื่องพวกนี้เหมือนสื่อบันเทิง เป็นเรื่องที่เราติดตามใกล้ชิดเราพยายามดูว่ามันเคลื่อนไปไหน มันจึงไม่ทำลายไฟในการทำงาน ตรงกันข้ามกลับยิ่งเติมไฟ เพราะมันยังมีปัญหาอีกมาก เราต้องเรียนรู้ ยังต้องลุยอีกเยอะ”\nเมื่อถามถึงแรงบันดาลใจ เขาเล่าถึงประสบการณ์เสียวที่เกิดขึ้น\n“ตอนไปค้นบ้านลุงบัณฑิตไง ไปกับนักข่าวประชาไทคนหนึ่ง ตอนนั้นเรากลัวมากเลย ทั้งที่ตัวเราไม่ได้ทำอะไร ไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวหา ไม่ใช่เป้าหมายของตำรวจทหารที่ไปวันนั้น แต่กลัวมาก แต่เราเห็นคนที่เป็นเป้าหมายเถียงกับตำรวจว่า ผมปวดเยี่ยว แล้วก็เดินไปเยี่ยวเลย ไม่สนใจตำรวจที่บอกต้องรอทหารก่อน ผมเลยรู้สึกว่าบางทีเราอาจต้องกล้ามากกว่านี้”\n“ลุงแกพูดในสิ่งที่เชื่อ กล้าออกมาเรียกร้องเสรีภาพในการคิดการพูดซึ่งเป็นผลประโยชน์ของทุกคน แล้วก็ไม่ได้ตังจากสิ่งที่แกพูด เราต่างหากที่ได้ตังจากการทำงาน แต่เรากลับยังเต็มไปด้วยความกลัว ผมก็เลยคิดว่าต้องทำหน้าที่บันทึกให้ดีที่สุด บันทึกความรุนแรง ความรุนแรงไม่จำเป็นต้องเป็นทางกายภาพ การกดทับความคิดความเชื่อคนก็เป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่ง”\n“รัฐมีหอจดหมายเหตุของเขา แต่เรื่องของประชาชนไม่เคยมีหอจดหมายเหตุบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของตัวเอง ผมหวังว่างานที่ทำอาจะไปสู่จุดนั้น”\n\nถ่ายโดย อนุช ยนตมุติ\nอภิรดา มีเดช เป็นนักเขียนผู้ทำงานกับ WAY  มา 7 ปีกว่า เธอทำประเด็นหลากหลายตั้งแต่อาหาร สิ่งแวดล้อม จนถึงประเด็นต่างประเทศ\n“แม่น้ำเจ็ดสาย” คือกิจกรรมเล็กๆ ที่ทำให้คนทำงานในองค์กรด้านการสื่อสารเพื่อสังคมได้มาเจอกัน และไอลอว์ก็ไม่รอช้าที่จะปรึกษาพี่เบิ้มในวงการหนังสือให้มาช่วยทำเล่มนี้ ทั้งในแง่การเป็น บก.และศิลปกรรม\n“ฟังโปรเจ็กต์แล้วก็อยากทำ มีความสนใจอยู่แล้ว มีกองอีกคนหนึ่งที่เขาสนใจประเด็นนี้ด้วยกัน ก็ช่วยกันดู”\n“จริงๆ ตามประเด็นมาบ้าง นานมาแล้วก็เคยไปสัมภาษณ์อาจารย์วรเจตน์เรื่อง 112 เห็นปัญหา เห็นมาโดยตลอด ถามว่ากลัวไหม ตัวเราเองไม่ได้กลัว แต่ถึงเราไม่กลัวถ้ามีคนจะเล่นงาน ก็โดนอยู่ดี มันกลั่นแกล้งกันได้ แล้วพอได้อ่านเล่มนี้ เรากลัวการติดคุกมากเลย ถ้าคุณโดนแล้วคุณเหมือนไม่มีทางเลือกอะไรเหลือแล้ว”\n“สำหรับวิธีการทำงาน เขามีเนื้อหาอยู่แล้ว เราคุยกันตอนแรกคิดว่าน่าจะพัฒนาขึ้นอีก ให้มีการคุยกับผู้ต้องหาหรืออดีตผู้ต้องขังเพิ่ม แต่เอาเข้าจริงมันเป็นไปได้ยาก จึงทำอยู่บนฐานสิ่งที่ไอลอว์มี”\n“บทบาทสำคัญคือ ช่วยคัดและเรียงเรื่อง ถือว่าปรับแก้น้อยมาก มีบางเรื่องเหมือนกันที่ต้องถูกตัดไป ก็เสียดายมากเหมือนกัน แต่มันมีธีม มีการเล่าเรื่องของเล่มอยู่ บางอันมันค่อนข้างหลุดไป เป็นคนสนิทกับเคสเขียนเล่าออกแนวเป็นกึ่งวรรณกรรมแล้ว”\n“ชื่อเรื่องนี่ช่วยกันคิดทั้งไอลอว์และเวย์ ระดมความคิดกันมา ทีแรกเลยมีคนเสนอว่าไม่อยากให้ใช้เลข 112 บนปก กังวลไปหมด 112 โผล่หลาเลยแล้วคนจะคิดยังไง คิดกันไปต่างๆ นานา ก็เลยช่วยกันคิดชื่อ นักโทษทางความคิด ขังได้แต่ตัวขังความคิดไม่ได้ ฯลฯ คิดกันไปเรื่อย เยอะมาก แต่สุดท้ายเวย์เผด็จการว่าต้องใส่ 112 ด้วย พูดปุ๊บคนจะเข้าใจประมาณหนึ่งเลย ถ้าเป็นชื่ออื่นคนจะไม่เก็ต แล้วก็ใช้คำว่าห้องเช่า คือ มันสะท้อนว่าเป็นแค่ห้องเช่า ยังไงก็จะได้ออกมาซักวันหนึ่ง เป็นความหวัง ไม่ใช่ห้องถาวร มันต้องมีความเปลี่ยนแปลง”\n“ตอนอ่านเรื่องทั้งหมด หดหู่ แต่จะพยายามคุมโทนไม่ให้ดราม่ามาก เพราะเป้าหมายของเราคือ อยากสื่อสารให้คนที่ปกติแล้วอาจจะสนใจบ้าง แต่ไม่ได้รู้เบื้องลึกเบื้องหลังหรือรายละเอียดของเคส แล้วอาจจะเหมารวม อยากให้ลองอ่านดูบ้าง แต่คนที่ตามประเด็นก็จะไม่ใช่เรื่องใหม่ เรื่องจริงมันดราม่าเข้าใจ แต่ถ้าเขียนดราม่าไป ความดราม่าของเคสมันจะบังเรื่องโครงสร้างปัญหา\n“กรณีที่สะเทือนใจมาก คือ ศศิวิมล อ่านแล้วซึมไปเลย อยากให้ลองอ่านกันดู” \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-4fe49441407a4ff48fe2a595f76f2288", "input": "Title: สช. เดินหน้า ‘ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ’ เปิดเวทีระดมความเห็น 4 ภูมิภาค \n Body: เวทีรับฟังความคิดเห็นร่างธรรมนูญสุขภาวะพระสงฆ์แห่งชาติคึกคัก ทุกฝ่ายหนุนแก้ปัญหาสุขภาวะทั้งพระสงฆ์และสามเณรทั่วประเทศก่อนวิกฤต สช. เตรียมจัดใหญ่ 4 ภาค ก่อนเสนอมหาเถรสมาคม และสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 10 ปลายปีนี้\n\n19 พ.ค. 2560 รายงานข่าวแจ้งว่า สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ โดยมี พงศ์เทพ สุธีรวุฒิ ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการระบบสุขภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นประธาน และมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนพระสงฆ์จากทั่วประเทศ และนักวิชาการเข้าร่วม เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ณ อาคารสุขภาพแห่งชาติ\nพงศ์เทพ เปิดเผยว่า เวทีการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ถือเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาสุขภาวะพระสงฆ์อย่างจริงจัง โดยทาง มหาเถรสมาคม ได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินงานเรื่องนี้แล้ว ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการขับเคลื่อนมติสมัชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 5 พ.ศ.๒๕๕๕ เรื่อง “พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ”\nธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ จะเป็นกรอบและแนวทางปฏิบัติที่สำคัญในการสร้างสุขภาวะให้กับพระสงฆ์ในปัจจุบันที่ต้องเผชิญปัญหาท้าทายหลายเรื่อง ทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ความเครียด พฤติกรรมการบริโภค การใช้ชีวิต และสภาพแวดล้อมในวัด ฯลฯ โดยเนื้อหาหลักๆ มี ๕ หมวดสำคัญ ได้แก่ บททั่วไปและคำนิยาม, การดูแลและเสริมสร้างสุขภาวะพระสงฆ์ตามพระธรรมวินัย (ทางกาย จิต สังคม ปัญญา), การดูแลและเสริมสร้างสุขภาวะพระสงฆ์โดยชุมชนและสังคม, พระสงฆ์กับการดูแลและเสริมสร้างสุขภาวะของชุมชนและสังคม และการขับเคลื่อนธรรมนูญสู่การปฏิบัติ \n “ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติไม่ใช่เป็นแค่หลักปฏิบัติของมหาเถรสมาคมหรือพระสงฆ์ทั่วไปเท่านั้น แต่ทุกๆ ภาคส่วนในสังคมก็สามารถนำธรรมนูญไปใช้อ้างอิงในการปฏิบัติ ตั้งแต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำไปวางแผนปรับใช้ในพื้นที่ หรือ สปสช. ใช้วางกรอบและทิศทางการทำงานได้” พงศ์เทพ กล่าว\nด้านความคิดเห็นของพระสงฆ์ที่เข้าร่วมเวที พระดุษฏี เมธงฺกุโร วัดทุ่งไผ่จังหวัดชุมพร แนะว่า เนื้อหาในธรรมนูญพระสงฆ์แห่งชาติควรเขียนด้วยถ้อยคำที่เข้าใจง่าย เพราะผู้ปฏิบติคือพระสงฆ์และสามเณรทั่วประเทศซึ่งมีพื้นฐานความรู้แตกต่างกัน \n“ใจความสำคัญคือ ต้องสะท้อนความห่วงใยต่อสุขภาพ และกระตุ้นให้พระหันมาดูแลสุขภาวะของตนเองด้วย” พระดุษฏี กล่าว\nพระครูอมรชัยคุณ เจ้าอาวาสวัดสุชัยคณาราม จังหวัดนครราชสีมา หรือ หลวงตาแชร์ เสนอว่า ควรนำแผนดำเนินงานที่ได้ทำไปแล้ว เช่น โครงการพระสงฆ์ไทยไกลโรคเข้ามาอยู่ในธรรมนูญฯ นี้ด้วย เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบจากทางมหาเถรสมาคมต่อไป\nพระมหาบุญช่วย สิรินฺธโรค วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัญหาที่พบขณะนี้คือเรื่องคุณภาพของอาหารใส่บาตรและผลิตภัณฑ์ถวายสังฆทานในพื้นที่ ซึ่งกลายเป็นเครือข่ายผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่ประชาชนยังไม่รับรู้ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมแก้ปัญหาเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพพระสงฆ์\nหน่วยงานที่รับผิดชอบ อาทิ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงาพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็เห็นด้วยกับเนื้อหาและแนวทางของร่างธรรมนูญฯ ฉบับนี้ โดยขั้นตอนต่อไปนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง และขยายเวทีไปสู่ทั้ง 4 ภูมิภาค ก่อนรายงานให้มหาเถรสมาคมรับทราบ และนำเข้ารับฟังความคิดเห็นทางวิชาการอีกครั้ง ในเวที สมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 10 ปลายปีนี้ \n What is the sentiment in the text for the genre: quality_of_life", "output": [ "negative" ] }, { "id": "task974-d413a5c221ec411a9e0f5c0895f984e3", "input": "Title: นโยบายต้านผู้อพยพของ 'ทรัมป์' ล่าสุดมุ่งเป้ากำราบ 'เมืองที่ให้การคุ้มครองผู้อพยพ' \n Body: ขณะที่มีเรื่องอื้อฉาวหลายเรื่องเกี่ยวกับรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เรื่องที่ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นในสหรัฐฯ และนักวิชาการพากันออกมาต่อต้านจริงจังอีกเรื่องหนึ่งคือ การจ้องใช้คำสั่งตัดงบประมาณท้องถิ่นถ้าหากท้องถิ่นนั้นๆ เป็นเมืองที่ให้การคุ้มครองผู้อพยพ แต่ท้องถิ่นหลายแห่งฟ้องร้องว่าคำสั่งนี้ขัดหลักการรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ\n\nแฟ้มภาพโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแถลงที่กระทรวงป้องกันมาตุภูมิ เมื่อ 25 มกราคม 2017 (ที่มา: U.S. Department of Homeland Security (DHS)/Wikipedia)\nเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2560 สื่อซาลอนรายงานเรื่องที่รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยังคงหาวิธีการเข้มงวดปราบปรามผู้อพยพต่อไปถึงแม้ว่าจะถูกศาลสกัดกั้นแผนการห้ามเดินทางมาแล้ว 2 ครั้ง โดยเมื่อไม่นานมานี้เจฟฟ์ เซสชันส์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมคนล่าสุดของสหรัฐฯ ประกาศว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังออกแผนการจัดการงบประมาณรัฐบาลกลางเพื่อเป็นวิธีในการปราบปราม \"เมืองที่ให้การคุ้มครองผู้อพยพ\" (sanctuary cities) และรัฐที่พวกเขาอ้างว่าไม่ได้ทำตามกฎหมายคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง\nกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ระบุว่าเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ ต้องเป็นผู้ตัดสินเรื่องสถานะผู้ลี้ภัยว่าจะควบคุมตัวหรือปฏิบัติต่ออย่างไร โดยถ้าหากบุคคลหนึ่งๆ ไม่สามารถนำเสนอหลักฐานความเป็นพลเมืองได้ พวกเขาก็ควรจะถูกส่งตัวให้กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ โดยแผนการของรัฐบาลทรัมป์จะอาศัยวิธีการตัดงบประมาณบางด้านกับภาคส่วนท้องถิ่น 200 แห่งที่จัดให้ตัวเองเป็นเมืองคุ้มครองผู้อพยพ\nรายงานในซาลอนที่เขียนโดยฮีทเธอร์ ดิกบี พาร์ตัน ระบุว่าทั้งทรัมป์และเซสชันมักจะเป็นคนที่ชอบใช้โวหารปลุกปั่นทางการเมืองทำให้คนหวาดระแวงผู้อพยพที่ไม่มีใบอนุญาตอ้างว่าพวกเขาเป็นคนอันตรายหรือเป็นอาชญากรทั้งๆ ที่มีหลักฐานระบุออกมาในทางตรงกันข้าม อีกทั้งโวหารแบบของรัฐบาลทรัมป์ยังทำให้เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นทำงานยากลำบากขึ้นและทำให้ชุมชนปลอดภัยน้อยลงเพราะผู้คนจะไม่กล้ารายงานเวลาเกิดอาชญากรรมเพราะกลัวถูกส่งตัวให้ทางการกลาง\nกฎที่เซสชันประกาศมีที่มาจากคำสั่งพิเศษของทรัมป์ที่ใช้ชื่อว่า \"การเสริมสร้างความปลอดภัยสาธารณะจากภาคส่วนภายในของสหรัฐอเมริกา\" ที่มีการลงนามเมื่อไม่กี่วันหลังจากทรัมป์ขึ้นดำรงตำแหน่ง ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ถูกต่อต้านโดยรัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งรวมถึงบิล เดอ บลาซิโอ นายกเทศมนตรีนิวยอร์กซิตี\nเรื่องนี้ยังส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ทางการบางส่วนด้วย มีเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ 2 รายเปิดเผยว่ามีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในหมู่เจ้าหน้าที่ มีบางคนที่แสดงท่าทีสนับสนุนทรัมป์จะรู้สึกได้รับการสนับสนุนมากขึ้น และพูดหยอกกันว่างานของพวกเขา \"สนุก\" ขึ้น แต่เจ้าหน้าที่ที่ไม่อยากใช้ไม้แข็งกับกรณีผู้อพยพที่ไม่มีใบอนุญาตจะรู้สึกว่าพวกเขาถูกทำให้เงียบเสียง\nไม่เพียงแค่เรื่องเกี่ยวกับผู้อพยพภายในประเทศอย่างเดียวเท่านั้นเรื่องนี้ยังถูกมองว่าเป็นการปราบปรามผู้ลี้ภัยหรือแม้กระทั่งนักท่องเที่ยวจากประเทศมุสลิมบางประเทศที่รัฐบาลทรัมป์มองว่าเป็นภัยด้วย หนึ่งในกรณีที่กลายเป็นข่าวเมื่อไม่นานมานี้คือ เอมอส ยี ผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากสิงคโปร์ที่ถูกดำเนินคดีหลังวิจารณ์อดีตผู้นำลีกวนยูและโยงถึงศาสนาคริสต์ เขาเพิ่งได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศอย่างเป็นทางการในฐานะผู้ลี้ภัยได้เมื่อไม่นานมานี้ แต่ก่อนหน้านี้เขาถูกกักตัวและคุมขังไว้โดยทางการสหรัฐฯ เป็นเวลาสามเดือน\nเรื่องของสิงคโปร์ทำให้พาร์ตันเขียนถึงทรัมป์ว่ามีความเป็นไปได้ที่เขาจะหยิบยืมแนวคิดใกล้เคียงกับผู้นำสิงคโปร์ที่มีลักษณะสังคมแบบอำนาจนิยมที่เอาเรื่องธุรกิจนำมาก่อนแล้วไม่ยอมให้มีการต่อต้านใดๆ แต่ในภาพรวมใหญ่ๆ แล้วรัฐบาลทรัมป์เองก็มีปัญหาและมีภาพลักษณ์เสื่อมเสียจากเรื่องอื้อฉาวใหญ่ๆ อีกทั้งยังเป็นประธานาธิบดีที่มีคะแนนนิยมต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทรัมป์จะเป็น \"เสือกระดาษ\" ที่ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรเลย เพราะทรัมป์เองก็ก่อให้เกิดความเสียหายไปแล้ว\nคำสั่งพิเศษของทรัมป์ยังไม่พ้นถูกต่อต้านจาก มีรัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งที่ฟ้องร้องดำเนินคดีกับทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นซานฟรานซิสโก แมสซาชูเซตต์ ริชมอนด์ ซีแอตเทิล พวกเขาบอกว่าคำสั่งของทรัมป์ล่วงละเมิดรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ หลายข้อ ทนายความของเทศมณฑลซานตา คลารา กล่าวว่าการขู่ตัดงบด้วยเหตุผลเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อโครงการที่ดูแลสร้างตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมให้กับผู้คนที่ขาดโอกาส นอกจากนี้ยังผิดหลักการรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ในบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่ 10 ในแง่ที่ว่าเป็นการบีบเค้นให้รัฐบาลท้องถิ่นต้องใช้ทรัพยากรตัวเองในการทำงานให้กับรัฐบาลกลาง ซึ่งรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ก็เคยถูกตัดสินละเมิดมาตราเดียวกันในสมัย บิล คลินตัน หลังจากออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่ส่งผลกระทบทำให้รัฐบาลกลางเป็นฝ่ายควบคุมรัฐบาลท้องถิ่น\nนอกจากนี้แล้วคำสั่งพิเศษของทรัมป์ยังถูกซีแอตเทิลร้องเรียนว่ามีปัญหาเรื่องการละเมิดรัฐธรรมนูญในแง่การใช้งบประมาณด้วยการอาศัยคำที่คลุมเครือและไม่มีการนิยาม เลนา กราเบอร์ ทีมกฎหมายของศูนย์ทรัพยากรกฎหมายผู้อพยพกล่าวว่าคำสั่งพิเศษของทรัมป์คลุมเครือตีความได้หลายแบบ ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งเรียกร้องให้ทรัมป์นิยามเจาะจงมากกว่านี้ กราเบอร์บอกว่าการฟ้องร้องของรัฐบาลท้องถิ่นมีโอกาสชนะสูงเพราะ \"เมืองที่ให้การคุ้มครองผู้อพยพเป็นเรื่องถูกกฎหมาย แต่คำสั่งพิเศษของทรัมป์ไม่ถูกกฎหมาย\"\nนอกจากภาครัฐส่วนภูมิภาคแล้ว ยังมีนักวิชาการด้านกฎหมายเกือบ 300 รายลงนามในจดหมายส่งถึงทรัมป์เพื่อแสดงการต่อต้านคำสั่งพิเศษของเขา หนึ่งในนักวิชาการที่ลงนามคือบิลล์ อง ฮิง เห็นต่างออกไปจาก กราเบอร์ว่า คดีนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะชนะง่ายๆ แบบคดีสั่งห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ เพราะคดีเกี่ยวกับคำสั่งพิเศษห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ เป็นคดีฟ้องร้องแบบกลุ่ม (Class action) แต่กรณีเมืองที่ให้การคุ้มครองผู้อพยพเป็นคดีแบบฟ้องเดี่ยวซึ่งอาจจะส่งผลตัดสินต่างกันไปในแต่ละรัฐ มีแต่ต้องใช้คำสั่งศาลสูงสุดเท่านั้นถึงจะทำให้คำสั่งพิเศษของทรัมป์ถูกยกเลิกได้ โดยฮิงมองว่า ไม่ใช่แค่ทรัมป์เท่านั้นตัวพรรครีพับลิกันเองก็มองเรื่องการพยายามตัดงบประมาณเมืองที่ให้การคุ้มครองผู้อพยพมานานแล้ว\n \nเรียบเรียงจาก\nImmigration crackdown: Despite defeats in court and deepening scandal, Trump’s crusade ramps up on many fronts, Heather Digby Parton, Salon, 30-03-2017\nhttp://www.salon.com/2017/03/30/immigration-crackdown-despite-defeats-in-court-and-deepening-scandal-trumps-crusade-ramps-up-on-many-fronts/ [1]\nSeattle Is Sixth Local Government to Sue Trump Over Threats to Sanctuary Cities, Yes! Magazine, 31-03-2017\nhttp://www.yesmagazine.org/peace-justice/cities-suing-trump-for-executive-order-punishing-sanctuary-cities [2] \n What is the sentiment in the text for the genre: human_rights", "output": [ "negative" ] } ], "Instance License": [ "CC BY 4.0" ] }